Home Blog Page 81

จรัล มโนเพ็ชร

ถ้าให้คิดถึงเพลงกำเมือง เพลงที่จะผุดขึ้นคงจะเป็นเพลงเหล่านี้เป็นแน่ ๆ “อุ้ยคำคนแก่ ท่าทางใจ๋ดี ลูกผัวบ่มี อยู่ตัวคนเดียว” หรือว่าจะเป็นเพลงนี้ “ปี้สาว ครับ สวัสดี ครับ ปี้ ครับ จำน้องชาย คน นี้ ได้ ก่อ จำได้ บ่ได้ ก็ บอก มา ลา ลา” ซึ่งบทเพลงเหล่านี้ล้วยแล้วแต่เป็นผลงานของตำนานศิลปินล้านนาคนนี้ จรัล มโนเพ็ชร ศิลปินโฟล์คซองเพลงกำเมือง ที่สรรค์สร้างผลงานเพลงกำเมือง ภาษาพูดของคนล้านนา ให้น่าฟังและโด่งดังไปทั่วประเทศ

จรัล มโนเพ็ชร (1 มกราคม พ.ศ. 2494 — 3 กันยายน พ.ศ. 2544) เป็นศิลปินชาวไทย ผู้เป็นทั้งนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง และนักแสดง ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย

งานดนตรีของจรัลมีเอกลักษณ์จากการสร้างสรรค์ภาษาถิ่นเหนือ คำเมือง ของเขาซึ่งเรียกว่า “โฟล์คซองคำเมือง” ที่ก่อเกิดขึ้นนับแต่ปี พ.ศ. 2520 และได้รับความสนใจจนเป็นที่ยอมรับ และกลายเป็นแบบอย่างบนแนวทางดนตรีท้องถิ่นร่วมสมัยในปัจจุบัน

โฟล์คซองคำเมืองของจรัลไม่เพียงได้รับความนิยมชมชอบจากชาวเหนือหรือชาวล้านนา ซึ่งเข้าใจภาษาคำเมืองภาษาท้องถิ่นของตน แต่ยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวไทยภาคอื่น ๆ ไปจนถึงชาวต่างชาติที่สนใจในศิลปะการดนตรี เอกลักษณ์ของเขาทั้งในการแต่งเพลง ร้องเพลง และเล่นดนตรี ทำให้จรัลได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชาโฟล์คซองคำเมือง” จรัลแต่งเพลงไว้กว่าสองร้อยเพลงในช่วงเวลาราวยี่สิบห้าปีของชีวิตศิลปินของเขา เป็นบทเพลงที่งดงามด้วยการใช้ภาษาเยี่ยงกวี จนทำให้เขาได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี พ.ศ. 2537 ในฐานะ “บุคคลดีเด่นทางด้านการใช้ภาษา”

แม้จรัลจะเสียชีวิตไปแล้วแต่บทเพลงของเขานับร้อยเพลงนั้นยังคงเป็นอมตะ ผู้คนยังคงฟังเพลงของเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย

ประวัติ

จรัล มโนเพ็ชร เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เกิดที่ย่านประตูเชียงใหม่ พ่อของเขาเป็นข้าราชการอยู่ที่แขวงการทางจังหวัดเชียงใหม่ ชื่อ สิงห์แก้ว มโนเพ็ชร ส่วนแม่ชื่อ เจ้าต่อมคำ (ณ เชียงใหม่) มโนเพ็ชร สืบเชื้อสายมาจากราชตระกูล ณ เชียงใหม่

จรัลเกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2498 เป็นลูกคนที่สอง มีพี่น้องชายหญิงรวมทั้งหมด 7 คน ครอบครัวเป็นชนชั้นกลาง มีชีวิตเรียบง่ายสมถะตามแบบวิถีชีวิตชาวเหนือทั่วไป ใฝ่ใจในพุทธศาสนา ทั้งพ่อและแม่ของจรัลจะไปทำบุญและร่วมงานพิธีทางศาสนาอยู่เสมอที่วัดใกล้บ้าน คือ วัดฟ่อนสร้อย ซึ่งเป็นวัดที่ครอบครัวนี้มีศรัทธาอย่างยิ่ง ด้วยครอบครัวมโนเพ็ชรเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อของจรัลจึงต้องหารายได้พิเศษ ความที่เป็นคนมีฝีมือในด้านงานศิลปะหัตถกรรมท้องถิ่นที่สืบทอดตกมาจากบรรพบุรุษชาวเหนือ ทั้งการเขียนรูป และการแกะสลักไม้ พ่อของจรัลจึงมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว จรัลเองในเวลานั้นแม้จะอยู่ในวัยเด็ก แต่บางครั้งเมื่อพ่อมีงานพิเศษล้นมือจรัลจะเป็นผู้ช่วยพ่อของเขา ทั้งงานเขียนรูปและงานแกะสลักไม้

การศึกษา

จรัลเข้าเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนพุทธิโสภณ แล้วจึงย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนเมตตาศึกษา จากนั้นจึงสอบเข้าเรียนในขั้นอุดมศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ จรัลฝึกเล่นกีตาร์มาตั้งแต่เด็กเพราะความชอบในดนตรี ทั้งจากที่เขาได้ฟังทางสถานีวิทยุในเชียงใหม่ และจากพวกมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในภาคเหนือ ระหว่างที่เรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ จรัลช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวด้วยการทำงานเพื่อหารายได้พิเศษโดยไม่ต้องรบกวนเงินทองจากทางบ้าน เขาเริ่มต้นด้วยการรับจ้างร้องเพลงและเล่นกีตาร์ตามร้านอาหาร หรือตามคลับตามบาร์ในเชียงใหม่ ซึ่งในเวลานั้นยังมีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง แนวดนตรีที่เขาชอบเป็นพิเศษคือดนตรีโฟล์ค คันทรี และบลูส์ ที่ต่อมาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการแต่งเพลงของเขา

เมื่อจบการศึกษาจากวิทยาลัย จรัลเข้าทำงานรับราชการเป็นงานแรกที่แขวงการทางอำเภอพะเยา (เวลานั้นพะเยายังไม่ได้รับการยกให้เป็นจังหวัดเหมือนในปัจจุบัน) ต่อมาจึงย้ายไปทำงานที่บริษัทไทยฟาร์มมิ่ง และที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จรัลยังคงทำงานประจำไปด้วยควบคู่กับการร้องเพลงตามร้านอาหาร ตามโรงแรมและคลับบาร์ในเชียงใหม่

ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2520 เมื่อบทเพลงโฟล์คซองคำเมืองของเขาเผยแพร่ไปทั่วประเทศ เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือเพลงที่ชื่อ อุ๊ยคำ ซึ่งเวลานั้นเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทเพลงของ ปีเตอร์ พอล แอนด์ แมรี นอกจากนั้นยังมีศิลปินต่างชาติอีกหลายคนที่เป็นต้นแบบการเล่นดนตรีของจรัล เช่น บ็อบ ดีแลน, จอห์น เดนเวอร์, นิตตี้ กริทที้ เดิร์ท แบนด์, วิลลี่ เนลสัน, จิม โครเชต์ และ พอล ไซมอน & อาร์ท การ์ฟังเกล ซึ่งส่งผลไปถึงการทำงานโฟล์คซองคำเมืองอันเป็นดนตรีในรูปแบบของจรัลเอง

จรัลก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปในยุคนั้นที่ได้ยินได้ฟังดนตรีจากอเมริกาและอังกฤษที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยตามสมัยนิยม แต่จรัลไม่เพียงชื่นชอบเสียงดนตรีจากต่างประเทศ เขายังชื่นชอบบทเพลงสมัยก่อนแต่โบราณของชาวล้านนาอย่างยิ่ง เมื่อจรัลเริ่มต้นแต่งเพลง บทเพลงของเขาจึงเป็นการผสมผสานแนวดนตรีตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้จะเป็นการผสมผสานศิลปะดนตรีของตะวันออกกับตะวันตกก็ตาม แต่งานดนตรีของจรัลก็แฝงด้วยลักษณะท้องถิ่นล้านนาที่ชัดเจน ทั้งท่วงทำนองและเนื้อหาของบทเพลงที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวล้านนาตั้งแต่ยุคแรกที่ทำให้จรัลมีชื่อเสียงขึ้นมา และแม้เวลาจะผ่านไป บทเพลงของจรัลเริ่มที่จะเป็นลักษณะสากลแต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งบทเพลงพื้นบ้านของล้านนา

ยุคแรก

บทเพลงคำเมืองของเขาแพร่กระจายไปทั่วในปี พ.ศ. 2520 แต่บรรดาครูเพลงในล้านนาที่จรัลมักเรียกว่า ฤๅษีทางดนตรี ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์งานของเขาซึ่งแปลกแตกต่างไปจากดนตรีล้านนาที่เคยได้ยินได้ฟังกันมา เพราะจรัลใช้กีตาร์ และแมนโดลินมาแทนเสียงซึง ใช้ขลุ่ยฝรั่งแทนขลุ่ยไทย และเขายังใช้เครื่องดนตรีสมัยใหม่อีกมากมายมาบรรเลงบทเพลงเก่าแก่ของล้านนาตามแบบฉบับโฟล์คซองคำเมืองของเขา จรัลพูดว่า “บทเพลงแบบเก่าๆนั้นมีคนทำอยู่มากแล้วและก็ไม่สนุกสำหรับผมที่จะไปเลียนแบบของเก่าเสียทุกอย่าง”

การเป็นคนนอกคอกที่กล้าพอที่จะสร้างสรรงานดนตรีซึ่งแตกต่างจากงานเก่า ๆ ตามแบบของศิลปินนี้เอง ที่ส่งผลให้บทเพลงเก่าแก่ของล้านนากลับมาได้รับความสนใจจากวัยรุ่นในยุคนั้น แทนที่จะหายไปตามกาลเวลาและสมัยนิยม จรัลได้รับการยกย่องอย่างสูงว่าเป็นนักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยม ที่แม้บรรดาศิลปินเพลงด้วยกันต่างก็ยอมรับ เขาเชียวชาญการแต่งเพลงหลายรูปแบบแต่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือบทเพลงแบบบัลลาด ซึ่งเป็นบทเพลงที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนของท้องถิ่นล้านนาอันเป็นบ้านเกิดของเขา จรัลพูดถึงการแต่งเพลงเองร้องเพลงเองของเขาว่า….. ‘“มันเป็นงานที่เป็นตัวตนจริงๆแท้ๆจากใจ ในเมื่อผมเป็นนักร้องแต่ไม่อยากร้องเพลงของคนอื่น ผมจึงต้องเขียนเพลงของตัวเอง เป็นเพลงที่ผมอยากร้อง มันทำให้ได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ไม่ต้องอาศัยให้ใครมาสร้างภาพลักษณ์”’

ในยุคแรกๆนั้นจรัลทำงานดนตรีร่วมกับพี่น้องและญาติๆของเขาในตระกูลมโนเพ็ชร คือน้องชายสามคนที่ชื่อ กิจจา – คันถ์ชิด และเกษม รวมทั้งมักจะมีนักร้องหญิงชื่อสุนทรี เวชานนท์ ร่วมร้องเพลงด้วย แต่ต่อมาทั้งหมดก็แยกทางกันไปตามวิถีของแต่ละคน น้องชายทั้งสามของเขาต่างก็ยังคงเล่นดนตรีและร้องเพลง โดยที่ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯนั่นเอง ส่วนสุนทรี เวชานนท์ แต่งงานกับชายชาวออสเตรเลียจึงโยกย้ายไปอยู่ต่างประเทศระยะหนึ่ง เมื่อกลับมาเมืองไทยอีกครั้งก็ได้เกิดเรื่องความบาดหมางระหว่างจรัลกับสุนทรีจนทำให้ไม่อาจร่วมงานกันได้อีกต่อไป จรัลเองถึงกับประกาศว่าจะไม่ขอขึ้นเวทีร้องเพลงร่วมกับสุนทรีอีก และเขาก็ได้ทำเช่นนั้นตราบจนวันตายจริงๆ

ยุคหลัง

ในช่วงบั้นปลายของชีวิตราวสิบปีก่อนที่จรัลจะเสียชีวิต งานดนตรีของเขาจึงเป็นการทำงานเพียงลำพังอย่างแท้จริง แต่ด้วยความสามารถอันสูงส่งของเขา งานดนตรีของจรัลกลับพัฒนายิ่งขึ้น โดยที่เขายังคงแต่งเพลงเอง ร้องเอง เล่นดนตรีเอง และจรัลยังเรียบเรียงเสียงดนตรีเองอีกด้วย จนทำให้เขาได้รับรางวัลดนตรี สีสันอวอร์ด ในปี พ.ศ. 2538 โดยเป็นศิลปินชายเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลถึงสามรางวัลในครั้งนั้น นั่นก็คือในฐานะนักร้องชายยอดเยี่ยม จากเพลงศิลปินป่า อัลบั้มยอดเยี่ยม จากอัลบั้มชุดศิลปินป่า และบทเพลงยอดเยี่ยมจากงานชุดศิลปินป่า

เมื่อจรัลโยกย้ายจากจังหวัดเชียงใหม่ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ นอกจากมีกิจการร้านอาหารและทำงานเพลงแล้ว บางครั้งจรัลยังรับแสดงหนังและละคร อีกทั้งยังแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์และละครเหล่านั้นด้วย ความสามารถในด้านนี้ทำให้ต่อมาจรัลได้รับรางวัลทางด้านการแสดงอีกหลายรางวัลทีเดียว ในปี พ.ศ. 2539 เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๓๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการจัดทำดนตรีเรียกว่าดนตรีจตุรภาค โดยรวบรวมนักดนตรีฝีมือเยี่ยมจากทั่วทุกภาคในประเทศมาแต่งเพลงเพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสนี้ จรัลเองขณะนั้นมีอายุเพียงสี่สิบห้าปีเท่านั้นแต่ก็ได้รับเชิญในฐานะครูเพลงภาคเหนือ เขาแต่งเพลงชื่อว่า ฮ่มฟ้าปารมี เป็นเพลงที่ไพเราะมาก จนทำให้ต่อมาแพร่หลายในวงกว้าง และในที่สุดสถาบันการศึกษาด้านศิลปะการดนตรีในจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำเพลงนี้ไปใช้ประกอบการสอนในสาขานาฏศิลป์ด้วย และปัจจุบันนี้ได้มีผู้คิดท่าฟ้อนรำสำหรับบทเพลงนี้เช่นกัน เรียกว่า ฟ้อนฮ่มฟ้าปารมี ช่วงชีวิตการทำงานศิลปะการดนตรีของจรัลเริ่มในปี พ.ศ. 2520 และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2544 เมื่อจรัลเสียชีวิตจากการที่หัวใจล้มเหลวฉับพลัน โดยที่ก่อนเสียชีวิตนั่นเองจรัลกำลังตั้งใจที่จะทำงานเพลงในโอกาสที่โฟล์คซองคำเมืองของเขายืนยาวมาถึงยี่สิบห้าปีแห่งการทำงานเพลง เขาตั้งใจใช้ชื่อว่า 25 ปี โฟล์คซองคำเมือง จรัล มโนเพ็ชร

การเสียชีวิต

ข่าวการเสียชีวิตของจรัลจากการที่หัวใจล้มเหลวฉับพลัน เมื่อย่ำรุ่งของวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2544 จังหวัดลำพูน สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วประเทศ ผู้คนจำนวนมากจากทุกวงการเดินทางไปคารวะศพของเขา ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารเป็นเวลาห้าวัน พวงหรีดที่มีผู้นำไปแสดงความเคารพและคารวะศพของจรัลมีเป็นจำนวนมากจนกระทั่งไม่มีที่วาง ทางวัดจึงต้องนำไปแขวนไว้บนกำแพงวัดทั้งด้านในและด้านนอก นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นคือ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ส่งพวงหรีดดอกไม้สดมา และรวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย หรือแม้แต่รัฐมนตรีตามกระทรวงต่าง ๆ และสมาชิกรัฐสภา

หลังการเสียชีวิตของจรัล มโนเพ็ชร นอกจากการขนานนามที่เขาได้รับมาตลอดว่าเป็น ราชาโฟล์คซองคำเมือง แล้ว ผู้คนได้ยกย่องและเรียกเขาด้วยชื่อต่าง ๆ กันเป็นต้นว่า ศิลปินล้านนาแห่งยุคสมัย ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ มหาคีตกวีล้านนา ราชันย์แห่งดุริยะศิลป์ นักวิชาการและนักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมยกย่องให้ จรัล มโนเพ็ชร เป็นนักรบวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น

ก่อนเสียชีวิตไม่นานจรัล มโนเพ็ชร ได้รับเชิญจากรัฐบาลให้เป็นที่ปรึกษางานด้านวัฒนธรรม ซึ่งจรัลได้ตอบตกลงไปแล้ว แต่ก่อนที่การประชุมครั้งแรกจะเกิดขึ้นจรัลก็เสียชีวิตไปก่อน

อัลบั้ม

ออกผลงานชุดแรก จนถึง ชุดสุดท้าย ประมาณปี 2519 – 2544, 2557, 2559
โฟล์คซองคำเมืองชุดที่ 2 จรัญ มโนเพ็ชร โดย ท่าแพบรรณาคาร (พ.ศ. 2519 – 2520) ผลงานชุดแรกอย่างไม่เป็นทางการ

น้อยไจยา
แอ่วสาว
พี่สาวครับ
พ่อเมียขี้จิ๊
ฮักอ้ายสักคน
แก๋งเนื้อ
ดักไซ
ท่าสะต๋อย
Seven Daffodils
The First Time
See The Funny Little Clown
Early Morning Rain
I’ll Have To Say I Love You In A Song
Blue Water Line
For Lovin’ Me
What Have They Does To The Rain
Nobody Knows

โฟล์คซองคำเมืองชุดที่ 4 จรัล-เกษม มโนเพ็ชร โดย ท่าแพบรรณาคาร (พ.ศ. 2519 – 2520)

ของกิ๋นคนเมือง
เปิ้นฮักตั๋ว
อุ๊ยคำ
ลานนา
จะโทษไผ
ยุ่งตายห่า
บ้านป่าเมืองดอย
เจียงใหม่
ในอ้อมกอดรัก
อดีตที่ไม่เคยลืม
เรากับความรัก
สาวเอย
มนต์แห่งเพลง
ยอดปรารถนา
หัดกีตาร์
ละเมอ
รักแต่เธอเพียงผู้เดียว
กลิ่นปราง

โฟล์คซองคำเมือง ชุดอมตะ (พ.ศ. 2520) ผลงานชุดแรกอย่างเป็นทางการ

น้อยไจยา
เสเลเมา
ลืมอ้ายแล้วกา
คนสึ่งตึง
ผักกาดจอ
สาวมอเตอร์ไซค์
อุ๊ยคำ
ของกิ๋นคนเมือง
พี่สาวครับ

โฟล์คซองคำเมืองอมตะ ชุดที่ 2 (พ.ศ. 2521)

ก้ายง่าว
หยุบมือกำ
จิ๊กโก๋สะหมังเคิ้ม
ลักเตี่ยว
คนแหลวแตว
เปิ้นฮักตั๋ว
แอ่วสาว
ลานนา
บ้านป่าเมืองดอย
แก๋งเนี้ย

เพลงจากภาพยนตร์ เสียงซึงที่สันทราย (พ.ศ. 2523)

เมืองเหนือ
กลิ่นเอื้องเสียงซึง (จรัล มโนเพ็ชร)
ขอน้ำตาสักหยด (จรัล มโนเพ็ชร)
เสียงซึงสิ้นมนต์
สิ้นเวร
กลิ่นเอื้องเสียงซึง (ปราณี ตะติยา)
ขอน้ำตาสักหยด (ปราณี ตะติยา)
ในอ้อมกอดรัก
เชียงรายรำลึก
ไม่มีคำลา

เพลงพระราชทาน จากยอดดอย (พ.ศ. 2523)

จากยอดดอย
ดอกฝิ่น
มิดะ
ทำไม
โลกสบาย
รักสับสน
ใบไม้กับสายน้ำ
ถึงใครคนหนึ่ง
ท้องที่ไม่มีวันอิ่ม
ปีศาจราตรี

โฟล์คซองคำเมือง ลูกข้าวนึ่ง (พ.ศ. 2524)

ลูกข้าวนึ่ง
สาวโรงบ่ม
สาวเชียงใหม่
เลี้ยงควาย
คนหน้าง่าว
ซอของแปง
ตากับหลาน
สามล้อ
เงี้ยว
มะเมี๊ยะ

โฟล์คซองคำเมือง แตกหนุ่ม (พ.ศ. 2525)

แตกหนุ่ม
เสร็จมะก้องด้อง
คุณนาย คายนุน
บ้าน
จ้างมันเต้อะ
ดอกฝ้าย
ขมุไล่ควาย
ผ่างหาย ผ่างเบื่อ
ดวง
ความจริงใจ

โฟล์คซองคำเมือง อื่อ…จา..จา (พ.ศ. 2525 – 2526)

อื่อ..จา..จา
ไล่เหล่า
ฮานี้บ่าเฮ้ย
ยินดีต้อนรับ
บ้านนาชาวนา
หนุ่มเชียงใหม่
สะเอิงย้ายบ้าน
โธ่เอ๋ย
ใบไม้ไหว
ต้องใช้เวลา

จรัลกับแคนเดิ้ล บ้านบนดอย (พ.ศ. 2526 – 2527)

บ้านบนดอย
ม่อฮ่อม
ฟ้าใสใส
สุดแต่ใจเธอต้องการ
รักเงียบเงียบ
น้อง
ล่องแม่ปิง
ก็เลยก็แล้วกัน
ฉัน…เมื่อพบเธอ
รักสับสน
ลุงต๋าคำ
เพลง

จรัลกับแคนเดิ้ล เอื้องผึ้ง-จันผา (พ.ศ. 2527 – 2528)

เอื้องผึ้ง-จันผา
น้ำนอง
แม่ค้าปลาจ่อม
ฝันชั่วคืน
นายบุญทัน
เซาะว่าหากิ๋น
ลูกข้าวนึ่ง
จะรอดูใจ
รางวัลแด่คนช่างฝัน
หนุ่มสาวชาวดอย
ปราสาทไหว (บรรเลง)
เอื้องผึ้ง-จันผา (บรรเลง)

เสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ (พ.ศ. 2528) ผลงานชุดพิเศษ

ล่องแม่ปิง (บรรเลงซึง)
เดือนเพ็ญ (บรรเลงซึง)
ปั่นฝ้าย (บรรเลงซึง)
สร้อยลำปาง (บรรเลงซึง)
เด็กปั๊ม (บรรเลงซึง)
เอื้องผึ้ง-จันผา (บรรเลงซึง)
น้อยไจยา (บรรเลงซึง)
อุ๊ยคำ (บรรเลงซึง)
สามหมอก (บรรเลงซึง)
ล่องปาย (บรรเลงซึง)

ไม้กลางกรุง (พ.ศ. 2528 – 2529)

หมู่เฮา
มิดะ
ก่อนเที่ยงคืน
ภาพชีวิต
วังบัวบาน
รักเขาเถิด
เจ็บแล้วปลง
หรือว่าฉันเหงา
เจ้าดวงดอกไม้
บ่มีหยังสักอย่าง
บ้านนาชาวนา
สาวบ้านป่า

ตำนานโฟล์ค (พ.ศ. 2529) ผลงานชุดพิเศษ

รางวัลแด่คนช่างฝัน
อุ๊ยคำ
มะเมี๊ยะ
ลุงต๋าคำ
ตากับหลาน
แม่ค้าปลาจ่อม
เดือนดวงเดียว
สาวมอเตอร์ไซค์
คนหน้าง่าว
ผักกาดจอ
ไล่เหล่า
หนุ่มเชียงใหม่

ฉันมีความรักมาให้ (พ.ศ. 2530 – 2531)

ฉันมีความรักมาให้
คืนหนึ่ง
แล้วคงพบกันอีก
กี่ปีก็คอยได้
ยินดีต้อนรับ
สวาทเธอ
คนใกล้ชิด
เมียวเมียว มูมู
หา…ดวงเดือน
กระท่อมไพรวัลย์

จรัล-ไหมไทย ลำนำแห่งขุนเขา (พ.ศ. 2531) ผลงานชุดพิเศษ

เรามาร้องเพลงกัน
ลำนำแห่งขุนเขา
ซื้อฝัน
ปั่นฝ้าย (บรรเลง)
ขลุ่ยผิว
อุ๊ยคำ
ล่องแม่ปิง
ไม้กลางกรุง
ป่าลั่น
รางวัลแด่คนช่างฝัน

จรัลแจ๊ส (พ.ศ. 2533)

ไม่กวนใคร
ใครก่อ
ผ่านแล้วผ่านเลย
อย่างนี้ดีอยู่แล้ว
คนละอย่าง
ร้องตามเพลง
ขอโอกาส
ถนนสายยาว
เบาๆ สบาย
ปล่อย

โฟล์ค 1991 จากใจเป็นบทเพลง (พ.ศ. 2534)

ทียาลี
กาสะลองร่วงแล้ว
ควายหงาน
สัปปะลี่ขี้คุย
แพงพวยบานตลอด
แห่ล่องกอง (บรรเลง)
ดอยแล้ง
คิดถึงบ้าน
มิดะ
กุหลาบดอย
อาขยานล้านนา
น้อยไจยา (บรรเลง)

ศิลปินป่า (พ.ศ. 2537)

ให้ฉันฝันต่อ
กลับบ้านไม่ได้
ลมเหนือ
ศิลปินป่า
หัดบิน
เจ้านาง
สองเฒ่า
น้ำแม่ปิง
คนลุงลัง
เจ็ดร้อยปีเชียงใหม่

หวังเอย หวังว่า (พ.ศ. 2537 – 2538)

สัญญา
ผู้ชาย
ทำอะไรก็ทำเถอะ
ธุลี
ให้เธอ
พ่อ..แม่..พี่..น้อง
เธอคนนั้น
ลอย
คนบัดซบ
ตัวเลื้อยคลาน
อยากเป็นคนดี
โลกมืด
เธอ
เด็กเลว
น้อง
ผู้หญิง
แด่หนุ่มสาวผู้ร้าวราน

ความหวัง ความฝัน ของวันนี้ (พ.ศ. 2541)

ความหวัง ความฝัน ของวันนี้
ดาวบนดอย
ฝากไว้ให้กันและกัน
คิดถึง
หัวใจพเนจร
ล้านนา
เดินดง (ซอพระลอ)
หล่ายดอย
ฉันจะกลับมา
ใครเป็นใคร
กระแสธรรม
ความหวัง ความฝัน ของวันนี้ (บรรเลง)

สี่เหน่อผู้ยิ่งใหญ่ (พ.ศ. 2543)

อุ๊ยคำ (จรัล มโนเพ็ชร)
สาวมอเตอร์ไซค์ (จรัล มโนเพ็ชร กับ ทอม ดันดี)
พี่สาวครับ (จรัล มโนเพ็ชร)
บ้านบนดอย (จรัล มโนเพ็ชร กับ ชาย เมืองสิงห์)
รางวัลแด่คนช่างฝัน (จรัล มโนเพ็ชร , ทอม ดันดี , ชาย เมืองสิงห์ และ สามารถ พยัคฆ์อรุณ)
มะเมี๊ยะ (จรัล มโนเพ็ชร)
ลูกข้าวนึ่ง (จรัล มโนเพ็ชร กับ ทอม ดันดี)
คนหน้าง่าว (จรัล มโนเพ็ชร กับ ทอม ดันดี)
มิดะ (จรัล มโนเพ็ชร)
มะเมี๊ยะ (เวอร์ชันใหม่)

ล้านนาซิมโฟนี (พ.ศ. 2544) ผลงานชุดสุดท้าย

แม่ปิงซิมโฟนี
อินทนนท์ซิมโฟนี

โฟล์คซองคำเมือง Audiophile Remastered Version (พ.ศ. 2557) ผลงานชุดพิเศษ

ม่วนขนาด
พี่สาวครับ
ลูกข้าวนึ่ง
ฮานี้บ่าเฮ้ย
บ้านบนดอย
สาวมอเตอร์ไซค์
ของกิ๋นคนเมือง
ผักกาดจอ
ลืมอ้ายแล้วกา
คนสึ่งตึง
สาวเชียงใหม่
มะเมี๊ยะ
อุ๊ยคำ
เสเลเมา
ล่องแม่ปิง
น้อยไจยา

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ : เพลงหนัง-ละคร และสารคดี (พ.ศ. 2559) ผลงานชุดพิเศษ

จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า
กลิ่นเอื้องเสียงซึง
สู่ฝันอันยิ่งใหญ่
เวลาในขวดแก้ว
พู่กันวาดโลกสวย
น้ำค้างบนหลังคา
รางวัลแด่คนช่างฝัน
เพื่อน
ซื้อฝัน
เก็บไว้เพื่อจำ
มะเมี๊ยะ
ปลายทางแห่งความฝัน
พุกาม (บรรเลง)
ย่ำสันดอย (บรรเลง)

อัลบั้มรวมเพลง อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ และอัลบั้มพิเศษรวมศิลปิน
ออกผลงานโดยการนำเพลงจากบางอัลบั้มมารวมกัน บางผลงานทำออกมาในช่วงที่จรัล มโนเพ็ชรยังมีชีวิตอยู่ และบางผลงานทำออกมาหลังจากจรัล มโนเพ็ชรเสียชีวิต
จรัล มโนเพ็ชร กับ สุนทรี เวชานนท์ ชุด

โฟล์ก สเปเชียล

คิดถึงบ้าน (จรัล มโนเพ็ชร)
ควายหงาน (จรัล มโนเพ็ชร)
มิดะ (จรัล มโนเพ็ชร)
ดอกฝิ่น (สุนทรี เวชานนท์)
รางวัลแด่คนช่างฝัน (สุนทรี เวชานนท์)
รักสับสน (จรัล-สุนทรี)
อาขยานล้านนา (จรัล มโนเพ็ชร)
สัปปะลี่ขี้คุย (จรัล มโนเพ็ชร)
กุหลาบดอย (จรัล มโนเพ็ชร)
แด่หนุ่มสาวผู้ร้าวราน (สุนทรี เวชานนท์)
อ้างว้าง (สุนทรี เวชานนท์)
เพื่อน (สุนทรี เวชานนท์)
น้อยไจยา (บรรเลง)

จรัล มโนเพ็ชร ชุด ของกิ๋นคนเมือง

ของกิ๋นคนเมือง
น้อยไจยา
สามล้อ
เมียวเมียว มูมู
สวาทเธอ
ยินดีต้อนรับ
รักสับสน
ดอกฝิ่น
ซอของแปง
ฉันมีความรักมาให้
มะเมี๊ยะ (สุนทรี เวชานนท์)
มะเมี๊ยะ (จรัล มโนเพ็ชร)
สาวเชียงใหม่
หนุ่มเชียงใหม่
เพลงเงี้ยว

จรัล มโนเพ็ชร ชุด คอลเลคชั่น

มะเมี๊ยะ
อุ๊ยคำ
ภาพชีวิต
สาวมอเตอร์ไซค์
บ้านบนดอย
เดือนดวงเดียว
รางวัลแด่คนช่างฝัน
เอื้องผึ้ง-จันผา
ปราสาทไหว (บรรเลง)
มิดะ
ตากับหลาน
หนุ่มเชียงใหม่
ผักกาดจอ
ลูกข้าวนึ่ง
ฝันชั่วคืน
ฉันมีความรักมาให้
คืนหนึ่ง
เอื้องผึ้ง-จันผา (บรรเลง)

จรัล มโนเพ็ชร ชุด ไตรภาค โฟล์คซองคำเมือง

(แผ่นที่ 1)

มะเมี๊ยะ
อุ๊ยคำ
มิดะ
เอื้องผึ้ง-จันผา
ตากับหลาน
เจ้าดวงดอกไม้
ลุงต๋าคำ
เมียวเมียว มูมู
แม่ค้าปลาจ่อม
นายบุญทัน
เลี้ยงควาย
หนุ่มสาวชาวดอย
หมู่เฮา

(แผ่นที่ 2)

ซึงสุดท้าย
ล่องแม่ปิง
ล่องแม่วัง
ดอกไม้เมือง
สาวมอเตอร์ไซค์
ผักกาดจอ
ลูกข้าวนึ่ง
บ้านบนดอย
สาวเชียงใหม่
หนุ่มเชียงใหม่
ของกิ๋นคนเมือง (Version 1)
ของกิ๋นคนเมือง (Version 2)
น้อยไจยา

(แผ่นที่ 3)

รางวัลแด่คนช่างฝัน
ความหวัง ความฝัน ของวันนี้
ภาพชีวิต
เดือนดวงเดียว
ฝันชั่วคืน
ฉันมีความรักมาให้
สัญญา
บ้านนาชาวนา
หรือว่าฉันเหงา
สวาทเธอ
แด่หนุ่มสาวผู้ร้าวราน
ดาวบนดอย
ฉันจะกลับมา

จรัล มโนเพ็ชร ชุด ซึงสุดท้าย

(แผ่นที่ 1)

ซึงสุดท้าย
ความหวัง ความฝัน ของวันนี้
สัญญา
เพื่อน
รางวัลแด่คนช่างฝัน
เมียวเมียว มูมู
สาวเชียงใหม่
หรือว่าฉันเหงา
อดีตที่ไม่เคยลืม
ฝันชั่วคืน
กาเหว่าที่บางเพลง
แม่ปิงซิมโฟนี

(แผ่นที่ 2)

จากยอดดอย
รอยพระบาท
สดุดีแม่เจ้าหลวง
ศิลปินป่า
มิดะ
ลุงต๋าคำ
อุ๊ยคำ
ล่องแม่วัง
ล่องแม่ปิง
ก่อนเที่ยงคืน
ฮ่มฟ้าบารมี

จรัล มโนเพ็ชร ชุด ม่านไหมใยหมอก

ชุด 1 บ้านบนดอย

บ้านบนดอย
ฟ้าใสใส
ล่องแม่ปิง
ลุงต๋าคำ

ชุด 2 เอื้องผึ้ง-จันผา

เอื้องผึ้ง-จันผา
ลูกข้าวนึ่ง
รางวัลแด่คนช่างฝัน

ชุด 3 ตำนานโฟล์ค

อุ๊ยคำ
มะเมี๊ยะ
สาวมอเตอร์ไซค์
ผักกาดจอ
คนหน้าง่าว

ชุด 4 ไม้กลางกรุง

มิดะ
เจ็บแล้วปลง

ชุด 5 ฉันมีความรักมาให้

ฉันมีความรักมาให้
เมียวเมียว มูมู

ชุด 6 เสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ

ล่องแม่ปิง
ปั่นฝ้าย

ลุงต๋าคำ ตำนานวณิพกแห่งล้านนา

ลุงต๋าคำ ตำนานวณิพกแห่งล้านนา เมื่อ 45 ปีที่แล้วในเชียงใหม่มีตำนานเล่าถึงวณิพกตาบอดที่มาพร้อม “ซึง” เครื่องดนตรีล้านนาประจำตัว พร้อมกับฝีมือบรรเลงที่เหนือดนตรีทั่วไป

แม้ตำนานนี้จะเลือนหายไปตามกาลเวลา หากก็มีการค้นพบฟิล์มภาพยนตร์ที่บันทึกภาพ ยืนยันถึงตำนาน ลุงต๋าคำ วณิพกตาบอดแห่งล้านนา

ลุงต๋าคำ คือ ศิลปินตาบอด ที่มีชีวิตอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา มีอาชีพเป็นวณิพกดีดซึงประกอบการจ๊อยซอ หรือเพลงพื้นบ้านล้านนาตามหน้าโรงหนัง หรือตามตลาด เพื่อแลกกับเงินเลี้ยงชีพ

ภรรยาของลุงที่เป็นคนตาดีจะจูงลุงไปตามสถานที่ต่างๆเพื่อเล่นซึงแลกเงิน บางครั้งก็ร้องเพลงซอไปด้วย ลุงต๋าคำเป็นคนหยิ่ง ไม่เคยก้มหัวให้ใคร ใจแกสู้ตลอดเวลา วันไหนหาเงินไม่ได้จากการเป็นวนิพกแกก็พร้อมจะอด
. คุณจรัล มโนเพชร ถ่ายทอดเรื่องราวของลุงไว้ได้อย่างดีในเพลง “ลุงต๋าคำ”

“…..นั่นคือ เสียงซึง จากลุง ต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ แต่มี พลัง
หวาน..เศร้า บอกเรื่อง ราวปางหลัง ที่ ถูกฝัง ด้วยกาล เวลา..

..ไม่ อาจ มองเห็น ผู้คน ด้วย อับจน พิการ สองตา ก็ อยู่ อย่างคน แสวงหา
ด้วย ศรัทธา ในคีต-กาล..

..แข็ง กร้าว ไม่งอน ง้อใคร แต่ แจ่มใส เหมือนดอก ไม้บาน
แม้น ให้ ด้วยใจ สงสาร ก็ ขับขาน เสียงเพลง ตอบแทน…”

ลุงต๋าคำ ตำนานวณิพกแห่งล้านนา เมื่อ 45 ปีที่แล้วในเชียงใหม่มีตำนานเล่าถึงวณิพกตาบอดที่มาพร้อม "ซึง" เครื่องดนตรีล้านนาประจำตัว พร้อมกับฝีมือบรรเลงที่เหนือดนตรีทั่วไป

เรื่องราวของลุงต๋าคำ นอกจากเรื่องการเป็นวนิพกที่ใช้เสียงดนตรีเลี้ยงชีพอย่างทรนงแล้ว แกยังมีเรื่องราวความรักที่น่าประทับใจ …

. “…..สอง ข้าง ทางอัน แสนไกล ที่ เดินไป ด้วยความ ขัดสน
ไม่ ขาด คนเคียง ข้างตน คู่ กุศล คู่กรรม คู่ครอง..
..ถึง..ตราบ จนวัน สุดท้าย ชีพ วางวาย ผู้คน หม่นหมอง
สอง แก้ม อาบน้ำ ตานอง สิ้น ทำนอง สิ้นเสียง ซึงดัง
..ไม่มี เสียงซึง จากลุง ต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ แต่มี พลัง”

ความสามารถในการเล่นซึงของลุงต๋าคำมีหลายคนบอกเล่าว่าสามารถเรียกนกให้บินลงมาบินเล่นรอบตัวลุงได้ จนหลายคนเรียกขานว่า “เทพซึงแห่งล้านนา” พ่อครูต๋าคำ ชัยวินา แม้เหลือเพียงตำนาน หากเสียงซอของลุงต๋าคำ วณิพกตาบอดแห่งล้านนายังดังก้องอยู่ในอินเตอร์เน็ต

ราวช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๕ หรือประมาณพ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๒๐ เมืองเชียงใหม่ได้มีตำนานเล่าถึงวณิพกตาบอดกับ “ซึง” ประจำตัว พร้อมกับฝีมือบรรเลงที่เหนือดนตรีทั่วไป ต่อมาตำนานนี้ก็ค่อยๆเลือนหายไปกับกาลเวลา น้อยคนนักที่จะจดจำนักดนตรีตาบอดผู้นี้ ทว่าภายหลังก็มีการค้นพบฟิล์มภาพยนตร์ที่บันทึกภาพ ยืนยันถึงตำนาน “ลุงต๋าคำ” วณิพกตาบอดแห่งล้านนา ทำให้เรื่องราวของวณิพกผู้เชี่ยวชาญการดนตรีได้กลับมาเป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง

ตำนานวณิพกตาบอดถ่ายทอดผ่านบทเพลง ลุงต๋าคำ จากเสียงร้อง และปลายปากกาของจรัล มโนเพ็ชร คือหนึ่งในภาพจำที่คนทั่วไปรู้จักเกี่ยวกับตัวตนของลุงต๋าคำ มือซึงเทวดาแห่งล้านนา ตำนานยังเล่าว่าเสียงซึง และการขับซอของวณิพกเฒ่าสามารถเรียกฝูงนกให้บินลงมาเคล้าคลอเสียงเพลงได้อย่างน่าประหลาด

“ฟังครั้งแรกก็รู้ว่าคนเล่นฝีมือไม่ธรรมดา เพราะแนวการเล่นที่เป็นทางแบบล้านนาโบราณต่างจากที่เคยได้ยิน” บรู๊ซ แกสตัน อาจารย์ชาวอเมริกัน มหาวิทยาลัยพายัพในเวลานั้นบรรยายถึงเสียงซึงของลุงต๋าคำ หลังพบวณิพกเฒ่าบรรเลงเพลงเครื่องดนตรีประจำตัวอยู่หน้าโรงหนัง ทำให้เขาตัดสินใจฝากตัวเรียนรู้กับครูเฒ่าในทันที และเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้มีการถ่ายภาพยนตร์เก็บไว้ในเวลาต่อมา ซึ่งยุคนั้นศิลปินล้านนากำลังถูกอิทธิพลจากภายนอก และการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบไร้รากเหง้าจนเอกลักษณ์ผิดเพี้ยนไปจากของเดิม ฟิล์มบันทึกภาพการเล่นซึงและการขับซอของลุงต๋าคำจึงมีความสำคัญ ในฐานะต้นแบบการบรรเลงมีคุณค่ากับการศึกษาดนตรีล้านนา ไมเคิล เดนิสสัน อดีตอาจารย์อักษรศาสตร์ จุฬามหาวิทยาลัยผู้เคยเดินทางไปเชียงใหม่พร้อมลูกศิษย์ เพื่อบันทึกภาพยนตร์ ๑๖ มิลลิเมตร ของลุงต๋าคำ ในช่วง ๑๐ ปีก่อนที่วณิพกเฒ่าจะเสียชีวิต

.ลุงต๋าคำ วณิพกเฒ่า คือปูชนียบุคคลที่มีลูกศิษย์ติดตามจำนวนหนึ่ง ด้วยรูปลักษณ์และความยากจน ทำให้ลุงต๋าคำไม่เคยถูกยอมรับในวงกว้าง หากวณิพกเฒ่าไม่เคยใส่ใจต่อชื่อเสียง ยังคงตระเวนขับกล่อมผู้คนด้วยเสียงซึง ตราบจนวาระสุดท้าย วณิพกเฒ่าจะเสียชีวิตในวัยร่วม ๙๐

 

 

เพลง ลุงต๋าคำ

. จลัล มโนเพ็ชร

. เสียงแว่ววังเวงหวีดหวิว
แผ่วแผ่วพลิ้วเสียงลม เสียงซึง
นิ้วกรีดดีดดังตังตึง
..ติงตึงติงตังตึงติง..

. เสียงโอดทำนองขับขาน
สอดประสานสำเนียงเวียงพิงค์
คล้ายล่องลอยตามน้ำปิง
มาสู่สิงอิงในภวังค์

. นั่นคือเสียงซึงจากลุงต๋าคำ
จากโลกอันมืดดำแต่มีพลัง
หวานเศร้าบอกเรื่องราวปางหลัง
ที่ถูกฝังด้วยกาลเวลา

. ไม่อาจมองเห็นผู้คน ด้วยอับจนพิการสองตา
ก็อยู่อย่างคนแสวงหา ด้วยศรัทธาในคีตการ
แข็งกร้าวไม่งอนง้อใคร แต่แจ่มใสเหมือนดอกไม้บาน
แม้นให้ด้วยใจสงสาร ก็ขับขานเสียงเพลงตอบแทน

. นั่นคือเสียงซึงจากลุงต๋าคำ
จากโลกอันมืดดำจากใจให้แฟน
หวานเศร้าเจ็บปวดร้าวสุดแสน
ด้วยอ้อมแขนโอบซึงตรึงใจคน..

. สองข้างทางอันแสนไกล ที่เดินไปด้วยความขัดสน
ไม่ขาดคนเคียงข้างตน คู่กุศลคู่กรรมคู่ครอง
ถึงตราบจนวันสุดท้าย ชีพวางวายผู้คนหม่นหมอง
สองแก้มอาบน้ำตานอง สิ้นทำนองสิ้นเสียงซึงตึงตัง

. ไม่มีเสียงซึงจากลุงต๋าคำ จากโลกอันมืดดำแต่มีพลัง
แม้นร่างถูกดินทรายกลบฝัง แต่มนต์ขลังยังตรึงซึ้งใจ

ไม่มีเสียงซึงจากลุงต๋าคำ จากโลกอันมืดดำจากใจให้แฟน
หวานเศร้าเจ็บปวดร้าวสุดแสน ด้วยอ้อมแขนโอบซึงตรึงใจคน..

………………………….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : http://oknation.nationtv.tv/blog/storyman/2017/05/30/entry-1

ที่มา : http://www.music.cmru.ac.th/archive/?p=600

สาวเชียงใหม่ – จรัล มโนเพ็ชร

เพลงสาวเชียงใหม่ – จรัล มโนเพ็ชร

เพลงสาวเชียงใหม่ แต่งคำร้องและทำนองโดย จรัล มโนเพชร นอกจากจะแต่งเพลง เล่นดนตรี เรียบเรียงเสียงประสาน และขับร้องด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่แล้ว
นักร้องสาวที่เป็นเพื่อนสนิทชาวเชียงใหม่ด้วยกันอีกคนหนึ่ง ที่มีผลงานร่วมกับ จรัล มโนเพ็ชร
ในงานแสดงคอนเสิร์ตและบันทึกเทป ซีดี ที่ได้รับความนิยมชื่นชอบจาก บรรดาแฟนเพลง แนวโฟล์คซองคำเมือง
คู่กับ จรัญ มโนเพ็ชร มาตลอด ก็คือ “สุนทรี เวชานนท์” จาก เพลงน้อยไจยา สาวเชียงใหม่ ที่เป็นเพลงสัญลักษณ์ประจำตัว

มานิด อัชวงศ์ เขียนถึง เพลงสาวเชียงใหม่
เอาไว้ในหนังสือ “ซึงสุดท้าย” ว่า

“…เพลงสาวเชียงใหม่ ถูกแต่งและสร้างขึ้นมาเพื่อ สุนทรี เวชานนท์ จริงๆ และไม่ว่า เวลาจะผ่านมานานปีแล้ว
สุนทรี เวชานนท์ ยังได้ร้องเพลงนี้อยู่ ร้องแล้วร้องอีก

ผมหมายถึงร้องสดๆ บนเวที หรือ ร้องบันทึกเสียง

…นักร้องที่ร้องเพลงที่ตนเองเคยร้องไว้บ่อยครั้งที่สุด คือ สุนทรี เวชานนท์ กับ การร้อง เพลงสาวเชียงใหม่
บันทึกเสียงครั้งแรก เมื่อปี 2520 และครั้งสุดท้าย ในปี 2546…”

“…เทปเพลง โฟล์คซอง คำเมือง จรัล มโนเพ็ชร ถูกผสมปนเปกับ แหนมป้าย่น และ ท้อแสงทอง
ออกเดินทางจากเชียงใหม่ กระจายไปทั่วประเทศ
หลายๆ คนกล่าวว่า “มานิด เป็น ผู้สร้าง จรัล” แต่ผม นายมานิด อัชวงศ์ มักจะชี้แจงว่า “เปล่า เราทำงานด้วยกัน”

จรัล มโนเพ็ชร เกิดจากการเป็นนักร้องโฟล์คซองเดี่ยว ต่อมา สุนทรี เวชานนท์ คือนักร้องคู่

จรัล มโนเพ็ชร – สุนทรี เวชานนท์ กลายเป็นชื่อคู่ที่ถูกเรียกขานในฐานะ นักร้องคู่ขวัญ

น้องๆ ในตระกูล มโนเพ็ชร กลายเป็นนักดนตรีทุกคน รวมตัวกันเป็น วงดนตรีพี่น้องมโนเพ็ชร

วงดนตรีพี่น้องมโนเพ็ชร เป็นการรวมตัวเฉพาะกิจ รวมกันเพื่อทำงาน แยกกันเพื่อทำงานของตัวเอง ไม่เคยมี
การยุบวงหรือแยกวง…”

เนื้อเพลง สาวเชียงใหม่ – จรัล มโนเพ็ชร

คำร้อง / ทำนอง จรัล มโนเพ็ชร

ข้าเจ้าเป๋นสาวเจียงใหม่
แฮมบ่อเต้าใดก็จะเป็นสาวแล้ว
ตึงวันมีบ่าวมาแอ่ว
มาอู้มาแซว เป็นคนหละปูน

ข้าเจ้าจะเลือกเอาไผ
อ้ายบ่าวเจียงฮายจื้อแก้วมาลูน
อ้ายก๋องคนแป้เขี้ยวซูน
อ้ายคำอ้ายมูล อ้ายสมอ้ายดี

* เปิ้นบอกว่าจะมาขอ
ข้าเจ้าก่อรอมาแล้วเป๋นปี๋
ป้อแม่ ถ้าปู๋ สะลี
อ้ายบ่าวตั๋วดี หายแซ็บหายสอย

** ข้าเจ้าบ่อเจื้อแฮมแล้ว
จะแต่งกับแม้ว ไปอยู่ป๋ายดอย
ขายผ้า ขายเพชร ขายพลอย
ขายแหวนขายสร้อย อยุ่บนดอยปุย

[ Music ]

* เปิ้นบอกว่าจะมาขอ
ข้าเจ้าก่อรอมาแล้วเป๋นปี๋
ป้อแม่ ถ้าปู๋ สะลี
อ้ายบ่าวตั๋วดี หายแซ็บหายสอย

** ข้าเจ้าบ่อเจื้อแฮมแล้ว
จะแต่งกับแม้ว ไปอยู่ป๋ายดอย
ขายผ้า ขายเพชร ขายพลอย
ขายแหวนขายสร้อย อยุ่บนดอยปุย

ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์

ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ หรือ ราชวงศ์ทิพย์จักร หรือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน เป็นราชวงศ์ที่ปกครองนครลำปาง นครเชียงใหม่ และนครลำพูน

การสถาปนา

ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ หรือ ราชวงศ์ทิพย์จักร หรือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ได้รับการสถาปนาขึ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งอาณาจักรอยุธยา โดย “หนานทิพช้าง” ควาญช้างและพรานป่าผู้มีความสามารถ ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองนครลำปาง มีพระนามว่า พระญาสุละวะฦๅไชย ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามจากราชสำนักกรุงอังวะเป็น พระยาไชยสงคราม ถือเป็นนครรัฐอิสระในปี พ.ศ. 2275

เมื่อถึงแก่พิราลัย เจ้าชายแก้วพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าฟ้าชายแก้ว ซึ่งในช่วงดังกล่าวนครลำปางมีฐานะเป็นประเทศราชของพม่า โดยพระเจ้ากรุงอังวะได้โปรดฯ เฉลิมพระนามให้เป็นเจ้าฟ้าสิงหาราชธานีเจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว

เจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครลำปาง พระโอรสพระองค์ใหญ่ของเจ้าฟ้าชายแก้ว ได้ร่วมกับพระอนุชาทั้ง 6 พระองค์ และ “พระยาจ่าบ้าน” เจ้านครเชียงใหม่ กอบกู้ล้านนาภายใต้การสนับสนุนจากทัพหลวงของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2317 ซึ่งในครั้งนั้นได้โปรดฯ ให้ “เจ้าพระยาจักรี”และ “เจ้าพระยาสุรสีห์” ยกกองทัพไปช่วยปราบพม่า เมื่อยึดนครเชียงใหม่และนครลำปางได้แล้ว จึงโปรดฯ ให้พระยาจ่าบ้านเป็นพระยาวิเชียรปราการครองนครเชียงใหม่ และเจ้ากาวิละเป็นพระยานครลำปาง ในการรบครั้งนั้น เจ้าพระยาสุรสีห์ได้พบรักกับเจ้าศรีอโนชา พระขนิษฐาของพระยากาวิละ และได้ทูลขอจากเจ้าฟ้าชายแก้ว ซึ่งต่อมาเจ้าหญิงศรีอโนชาได้สร้างวีรกรรมสำคัญยิ่งในการปกป้องพระนครจากพระยาสรรค์ ซึ่งก่อการกบฏต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะนั้นเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ พระสวามีติดการสงครามที่เขมร หลังจากปกป้องพระนครเสร็จ ได้เชิญเจ้าพระยาจักรีกลับพระนครและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในคราเดียวกันนั้นได้โปรดฯ สถาปนา “เจ้าพระยาสุรสีห์” พระอนุชาขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท โปรดฯให้ พระยากาวิละขึ้นครองนครเชียงใหม่ (ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นเมืองร้าง เนื่องจากพม่าได้เข้ามารุกรานจนพระยาจ่าบ้านต้องพาประชาชนอพยพหนี) โปรดฯ ให้พระยาคำโสม พระอนุชาพระองค์ที่ 2 ขึ้นครองนครลำปาง และ โปรดฯ ให้ เจ้าคำฝั้น พระอนุชาพระองค์ที่ ๓ ขึ้นครองนครลำพูน ตลอดต้นรัชสมัยที่ครองนคร เจ้ากาวิละได้ร่วมกับพระอนุชาทั้ง 6 พระองค์ กระทำการสงครามเพื่อขยายขอบเขตขัณฑสีมาออกไปอย่างขจรขจาย ได้กวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินจากหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อนำกลับมาสร้างบ้านแปงเมือง รวมทั้งได้ทรงรื้อฟื้นโบราณราชประเพณีทุกอย่างให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนสมัยราชวงศ์มังรายครองอาณาจักรล้านนา ด้วยพระปรีชาสามารถและความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดฯ เฉลิมพระอิสริยยศพระยากาวิละขึ้นเป็นพระบรมราชาธิบดี พระเจ้านครเชียงใหม่ เป็นใหญ่ในล้านนา 57 หัวเมือง

ชื่อราชวงศ์

คำว่า “ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์” เกิดจากการสถาปนาของ พระเจ้ากาวิละ โดยเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ซึ่งภายหลังได้มีพระประสงค์ของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งเป็นองค์ประธานของการจัดสายสืบสกุล โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ มอบหมายให้บรรดาเจ้านายในราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ในราชสกุล ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน ณ ลำปาง ช่วยกันสืบเสาะทายาทและผู้สืบสายโลหิตจาก พระเจ้าทิพย์จักรสุละวะฤๅไชยสงคราม และมอบหมายให้ เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่) เป็นผู้จารึกลำดับลงในสมุดข่อยโบราณภายใต้ “ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์” โดยจารึกเป็นอักษรล้านนาซึ่งภายหลังได้ถ่ายทอดมาเป็นอักษรไทยกลางและคงไว้ซึ่งอักษรล้านนาบ้างในฐานะที่ท่านเป็นเลขานุการของการจัดสายสืบสกุล ภายหลังบางตำรามักนิยมเรียกโดยสั้นว่าราชวงศ์ทิพย์จักร อันหมายถึงชื่อราชวงศ์อย่างย่อจากพระนามเต็มของ พระเจ้าทิพย์จักรสุละวะฤๅไชยสงคราม ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์

ความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อื่น

ราชวงศ์ทิพย์จักรถือเป็นราชวงศ์ล้านนาที่เชื่อมความสัมพันธ์กับพระราชวงศ์ล้านนาอันเก่าแก่เดิม อันได้แก่ ราชวงศ์มังรายอันมีพญามังรายมหาราชเป็นองค์ปฐมวงศ์ และราชวงศ์พะเยา พญางำเมือง ด้วยระบบความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติ

นอกจากนั้น เจ้านายในราชวงศ์ทิพย์จักรยังได้อภิเษกสมรสกับพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์จักรีหลายพระองค์ พระองค์ที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เจ้าศรีอโนชา พระอัครชายา และเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสองพระราชวงศ์ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระราชอาณาจักรล้านนาเดิมได้เข้ารวมกับสยามประเทศอย่างสมบูรณ์

การที่ไทยในสยามประเทศสามารถรวมกันได้ เพราะอาศรัยพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จฯพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทราชอนุชาเปนต้นเค้า ก็เปนความจริง แต่สมควรจะยกย่องผู้เปนหัวหน้าของชาวมณฑลพายัพในสมัยนั้นด้วย คือเจ้าเจ็ดตนอันเปนต้นตระกูลวงศ์ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปางและเมืองลำพูน กับทั้งเจ้าเมืองน่านที่ได้เปนบรรพบุรุษของเจ้านายในเมืองนั้น ที่ได้สามิภักดิ์แล้วช่วยรบพุ่งข้าศึกเปนกำลังอย่างสำคัญ…จึงทรงพระกรุณาโปรดยกย่องวงศ์สกุลเจ้าเจ็ดตนและสกุลเจ้าเมืองน่านให้มียศเปนเจ้าสืบกันมา ด้วยเปนสกุลคู่พระบารมีของพระบรมราชจักรีวงศ์มาตั้งแต่ปฐมกาล

ลำดับสกุลวงศ์

ชั้น 1 องค์ปฐมวงศ์

พระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง), ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้านครเขลางค์ (ลำปาง) นครรัฐอิสระ (2275 – 2302)

ชั้น 2 พระราชบุตรในพระยาไชยสงคราม

เจ้าชายอ้าย
เจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว เจ้านครเขลางค์ (ลำปาง) ประเทศราชของพม่า (2302 – 2317), เป็นพระราชบิดาใน”พระเจ้ากาวิละ” ด้วยพระราชโอรสทั้ง 7 พระองค์ ทรงมีบทบาทสำคัญในการกอบกู้ราชอาณาจักรล้านนาจากพม่า และต่อมาเจ้านายบุตรหลานได้ปกครองหัวเมืองเหนือ จึงเป็นที่มาของราชสมัญญาว่า “เจ้าเจ็ดตน” หรือ “เจ้าเจ็ดองค์”
เจ้าหญิงคำทิพ
เจ้าหญิงคำปา
เจ้าชายพ่อเรือน บิดาในพระยาพุทธวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์ที่ 4
เจ้าหญิงกม (กมลา)

เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (2325 – 2482)

ลำดับ พระนาม ปีที่ครองราชย์
1 พระเจ้ากาวิละ 2325 – 2356 (31 ปี) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
2 พระยาธรรมลังกา 2356 – 2365 (11 ปี)
3 พระยาคำฟั่น 2366 – 2368 (2 ปี)
4 พระยาพุทธวงศ์ 2369 – 2389 (20 ปี)
5 พระเจ้ามโหตรประเทศ 2390 – 2397 (7 ปี)
6 พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ 2399 – 2413 (14 ปี)
7 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ 2416 – 2439 (23 ปี)
8 เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ 2444 – 2452 (8 ปี)
9 เจ้าแก้วนวรัฐ 2454 – 2482 (28 ปี)

เจ้าผู้ครองนครลำปาง (2275 – 2465)

ลำดับ พระนาม ปีที่ครองราชย์
1 พระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) 2275 – 2306 (31 ปี) สมัยกรุงศรีอยุธยา
2 เจ้าฟ้าสิงหาราชธานีเจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว 2306 – 2317 (11 ปี) สมัยกรุงศรีอยุธยา
3 พระเจ้ากาวิละ 2317 – 2325 (8 ปี) สมัยกรุงธนบุรี
4 พระยาคำโสม 2325 – 2337 (12 ปี) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
5 พระเจ้าดวงทิพย์ 2337 – 2366
6 พระยาไชยวงศ์ 2369 – 2380
7 พระยาขัติยะ 2380 – 2380
8 พระยาน้อยอินท์ 2381 – 2391
9 เจ้าวรญาณรังษี 2399 – 2414
10 เจ้าพรหมาภิพงษธาดา 2416 – 2435
11 เจ้านรนันทไชยชวลิต 2435 – 2438
12 เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต 2440 – 2465
13 เจ้าราชบุตร (แก้วเมืองพวน ณ ลำปาง) 2465 – 2468 (3 ปี) ผู้รั้งตำแหน่งเจ้านครลำปาง

เจ้าผู้ครองนครลำพูน (2348 – 2486)

ลำดับ พระนาม ปีที่ครองราชย์
1 พระยาคำฟั่น 2348 – 2358 (10 ปี) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
2 พระเจ้าลำพูนไชย 2358 – 2370 (12 ปี)
3 พระยาน้อยอินท์ 2370 – 2380 (10 ปี)
4 พระยาคำตัน 2381 – 2384 (3 ปี)
5 พระยาน้อยลังกา 2384 – 2386 (2 ปี)
6 เจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ 2391 – 2414 (23 ปี)
7 เจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจน์ 2414 – 2431 (17 ปี)
8 เจ้าเหมพินธุไพจิตร 2431 – 2438 (7 ปี)
9 เจ้าอินทยงยศโชติ 2438 – 2454 (16 ปี)
10 เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ 2454 – 2486 (32 ปี)

 

รายพระนามพระมหากษัตริย์ล้านนา

รายพระนามพระมหากษัตริย์ล้านนา (พ.ศ. 1839 – พ.ศ. 2318) ตั้งแต่พญามังราย ก่อตั้งอาณาจักรจนกระทั่งสิ้นสุดเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกประเพณีแต่งตั้งเจ้าหลวง

โดยแบ่งเป็น 3 ช่อง คือ ราชวงศ์มังราย (พ.ศ. 1839 – พ.ศ. 2121) แคว้นเชียงใหม่ในฐานะหัวเมืองอิสระ (พ.ศ. 2270 – 2306) ยุคพม่าครองเมือง (พ.ศ. 2121 – พ.ศ. 2317) ยกเว้นช่วง (พ.ศ. 2270 – 2306)

ราชวงศ์มังราย (พ.ศ. 1839 – พ.ศ. 2121)

ลำดับ พระฉายาลักษณ์ รายพระนาม เริ่มครองราชย์ สิ้นสุดรัชกาล รวมระยะเวลา หมายเหตุ
1 Mangrai Monument.jpg พญามังราย พ.ศ. 1839 พ.ศ. 1854 15 ปี * พระราชโอรสในลาวเมง พระมหากษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงราวกับนางเทพคำขยาย
2 พญาไชยสงคราม พ.ศ. 1854 พ.ศ. 1868 14 ปี * พระราชโอรสในพญามังราย
3 พญาแสนภู พ.ศ. 1868 พ.ศ. 1877 9 ปี * พระราชโอรสในพญาไชยสงคราม
4 พญาคำฟู พ.ศ. 1877 พ.ศ. 1879 2 ปี * พระราชโอรสในพญาแสนภู
5 พญาผายู พ.ศ. 1879 พ.ศ. 1898 19 ปี * พระราชโอรสในพญาคำฟู
6 พญากือนา พ.ศ. 1898 พ.ศ. 1928 30 ปี * พระราชโอรสในพญาผายู
7 พญาแสนเมืองมา พ.ศ. 1929 พ.ศ. 1945 16 ปี * พระราชโอรสพญากือนา
8 พญาสามฝั่งแกน พ.ศ. 1945 พ.ศ. 1984 30 ปี * พระราชโอรสในพญาแสนเมืองมา
9 พระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 1984 พ.ศ. 2030 46 ปี * พระราชโอรสในพญาสามฝั่งแกนและแม่พระพิลก
10 พญายอดเชียงราย พ.ศ. 2030 พ.ศ. 2038 8 ปี * พระโอรสในท้าวบุญเรือง
* พระราชนัดดาในพระเจ้าติโลกราช
11 พญาแก้ว
(พญาแก้ว)
พ.ศ. 2038 พ.ศ. 2068 30 ปี * พระโอรสในพญายอดเชียงรายกับมหาเทวีสิริยศวดี
12 พระเมืองเกษเกล้า พ.ศ. 2068 พ.ศ. 2081 13 ปี * พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภาเทวี
13 ท้าวซายคำ พ.ศ. 2081 พ.ศ. 2086 5 ปี * พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภาเทวี
พระเมืองเกษเกล้า พ.ศ. 2086 พ.ศ. 2088 2 ปี * พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภามหาเทวี
14 Chiraprabha Mahadevi.jpg พระนางจิรประภาเทวี พ.ศ. 2088 พ.ศ. 2089 1 ปี * พระมเหสีในพญาแก้ว
* พระมารดาในพระเมืองเกษเกล้าและท้าวซายคำ
15 Setthathirat.JPG สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช พ.ศ. 2089 พ.ศ. 2090 1 ปี * พระราชโอรสในพระยาโพธิสาลราชกับพระนางยอดคำทิพย์
* พระนัดดาในพญาแก้วกับพระนางจิรประภามหาเทวี
ว่างกษัตริย์ พ.ศ. 2090 – พ.ศ. 2094 (4 ปี)
16 Yun Bayin (Mekuti) nat.jpg พระเมกุฏิสุทธิวงศ์ พ.ศ. 2094 พ.ศ. 2107 13 ปี * ทรงเป็นเจ้าฟ้าเมืองนายมาก่อน แต่ทรงมีเชื้อสายของขุนเครือ พระโอรสพญามังราย
17 พระนางวิสุทธิเทวี พ.ศ. 2107 พ.ศ. 2121 13 ปี * พระราชมารดาในพระเมกุฏิสุทธิวงศ์

แคว้นเชียงใหม่ในฐานะหัวเมืองอิสระ (พ.ศ. 2270 – 2306)

ลำดับ พระฉายาลักษณ์ รายพระนาม เริ่มครองราชย์ สิ้นสุดรัชกาล รวมระยะเวลา หมายเหตุ
1 เทพสิงห์ พ.ศ. 2270 พ.ศ. 2270 1 เดือน * สามัญชนปราบดาภิเษก
2 องค์คำ พ.ศ. 2270 พ.ศ. 2302 32 ปี * พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางได้ครองเชียงใหม่หลังร่วมมือกับพม่าขับไล่เทพสิงห์ออกไป
3 องค์จันทร์ พ.ศ. 2302 พ.ศ. 2304 2 ปี * เป็นพระโอรสในองค์คำ ได้ครองเชียงใหม่หลังจากที่พระบิดาสิ้นพระชนม์และทรงประกาศไม่ขึ้นกับหลวงพระบาง
4 เจ้าขี้หุด พ.ศ. 2304 พ.ศ. 2306 2 ปี * เป็นพระภิกษุวัดดวงดี ลาสิกขาบทออกมาเป็นเจ้าเมืองแทนเจ้าปัด หลังจากเจ้าปัดยึดอำนาจองค์จันทร์แต่ไม่สามารถปกครองได้

ยุคพม่าครองเมือง (พ.ศ. 2121 – พ.ศ. 2317) ยกเว้นช่วง (พ.ศ. 2270 – 2306)

ลำดับ พระฉายาลักษณ์ รายพระนาม เริ่มครองราชย์ สิ้นสุดรัชกาล รวมระยะเวลา หมายเหตุ
1 นรธาเมงสอ พ.ศ. 2121 พ.ศ. 2150 29 ปี * พระโอรสในพระเจ้าบุเรงนองกับพระนางราชเทวีแห่งหงสาวดี
2 พระช้อย พ.ศ. 2150 พ.ศ. 2151 1 ปี * พระโอรสในนรธาเมงสอ
3 พระชัยทิพ พ.ศ. 2151 พ.ศ. 2156 5 ปี * พระโอรสในนรธาเมงสอ
* พระเชษฐาในพระช้อย
พระช้อย พ.ศ. 2156 พ.ศ. 2158 2 ปี * พระโอรสในนรธาเมงสอ
* พระอนุชาในพระชัยทิพ
4 พระเจ้าศรีสองเมือง พ.ศ. 2158 พ.ศ. 2174 16 ปี * พระโอรสบุญธรรมในนรธาเมงสอ
5 พระยาหลวงทิพเนตร พ.ศ. 2174 พ.ศ. 2198 24 ปี * ทรงเคยเป็นเจ้าเมืองฝางมาก่อน
6 พระแสนเมือง พ.ศ. 2198 พ.ศ. 2202 4 ปี * พระโอรสในพระยาหลวงทิพเนตร
7 เจ้าเมืองแพร่ พ.ศ. 2202 พ.ศ. 2215 13 ปี *ทรงเคยเป็นเจ้าผู้ครองนครแพร่มาก่อน
8 อุปราชอึ้งแซะ พ.ศ. 2215 พ.ศ. 2218 3 ปี * พระราชโอรสในพระเจ้าอังวะ
9 เจพูตราย พ.ศ. 2218 พ.ศ. 2250 32 ปี * พระโอรสเจ้าเจกุตรา
10 มังแรนร่า พ.ศ. 2250 พ.ศ. 2270 20 ปี
11 โป่อภัยคามินี พ.ศ. 2306 พ.ศ. 2311 5 ปี
12 โป่มะยุง่วน พ.ศ. 2311 พ.ศ. 2317 5 ปี

ปฏิทินล้านนา 2563 มื้อจั๋นวันดี

ปฏิทินล้านนา 2563 มื้อจั๋นวันดี

ปีชวด พุทธศักราช 2563 ปีกัดใค้ – กดใจ้
จุลศักราช 1381 – 1382 ตัว ปกติมาส อธิวาร อธิกสุรทิน
มาสเกณฑ์ 17093 อวมาน 29
หรคุณ 504789 กัมมัชพล 753
อุจจพล 3208 ดิถี 24 วาร 5
คำนวนโดย อาจารย์สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สารบัญ
ปฏิทินล้านนา เดือนมกราคม ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนมีนาคม ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนเมษายน ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนมิถุนายน ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนกรกฏาคม ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนกันยายน ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนตุลาคม ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๓
ปฏิทินล้านนา เดือนธันวาคม ๒๕๖๓

ปฏิทินเดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน มิถุยายน พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

ปฏิทินเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จ.ศ. ๑๓๘๑ ปีกัดใค้

 

คำทำนายตามวัน

วันนันทาดิถี ควรปลูกสร้างบ้านใหม่ ปลูกข้าวในนา ทำขวัญข้าว ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำมุ้ง ดีนัก

วันภัททราดิถี ควรแก่การเข้าหาผู้ใหญ่ เจรจาความขึ้นศาล ๖ั้งชื่อบุตรหลาน และกระทำการวิวาห์

วันไชยาดิถี ควรสร้างเครื่องศาสตราวุธ ประกาศสงคราม และต่อสู้คดีความ

วันริทธาดิถี เหมาะแก่การทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ประกอบพิธีรดน้ำมนต์ ดำหัวเพื่อความเป็นศิริมงคล ทำเครื่องประดับ และสร้างโรงช้างคอกม้า วัว ควาย

วันปุณณาดิถี เหมาะแก่การเริ่มเรียนหนังสือ เรียนธรรมะ บรรพชาอุปสมบท ตั้งชื่อขนานนาท้าวพญา ทำแก้วแหวนดีนัก

วันอมริสสโชค เป็นวันดี เหมาะสำหรับการมงคล ซื้อบ้าน ซื้อรถ

วันราชาโชค เป็นวันดี เหมาะสำหรับการมงคล ซื้อบ้าน ซื้อรถ

วันหัวเรียงหมอน เป็นวันที่เหมาะสำหรับการแต่งงาน การเริิมชีวิตคู่ของหญิงชาย

วันเสีย ควรงดงานมงคลทุกชนิด

วันโลกาวินาศ เป็นวันแห่งความหายนะ ไม่เหมสะกับงานมงคลใด ๆ

วันวอดวาย เป็นวันแห่งความหายนะ ไม่เหมสะกับงานมงคลใด ๆ

วันเก้ากอง เป็นวันที่คนโบราณห้ามทำการฌาปนกิจศพ คนทั้งหลายและญาติพี่น้องมักตายตามกันไป

คำทำนายของวันฟ้าตีแส่ง

วันฟ้าตีแส่งเศษ ๒, ๔, ๕, ๖ ควรกระทำการมงคล

วันฟ้าตีแส่งเศษ ๑, ๓, ๗, ๘, ๐ ไม่เป็นมงคล

คำทำนายของวันไท

วันไทหรือการนับวันแบบหนไท เป็นการนับวันโดยนำชื่อแม่วันมานำหน้าที่ เรียกว่า“แม่มื้อ”และมีชื่อลูกวันตามหลังควบคู่กันไปที่เรียกว่า“ลูกมื้อ” ๖๐ วัน ไม่ซ้ำกัน มีคำอธิบายดังนี

วันกาบใจ้ ดีเป็นสิริมงคล
วันกายสัน อย่าทำคอกสัตว์
วันกาบสี ย้อมสีแดงเป็นมงคล
วันดับเป้า อย่าเดินทางค้าขาย
วัยดับเร้า ตัดผมหวีผม สาวรัก
วันดับใส้ อย่าแต่งงานภรรยาจะตายทั้งกลม
วันรวายยี อย่าให้เหล้าแก่ท้าวพญา
วันรวายเส็ด อย่าปลูกหมาก
วันรวายสะง้า ทำครก ทำสากดี
วันเมืองเหม้า อย่าออกศึก
วันเมืองใค้ ออกศึกดี เกี้ยวสาวดี
วันเมืองเม็ด ถักแห ดีนัก
วันเปิกสี ควรหมั้นหมาย
วันเปิกใจ้ ควรสักหมึก ลงยันต์
วันเปิดสัน อย่าให้เหล้าแก่ท้าวพญา
วันกัดใส้ อย่าซื้ออาวุธ
วันกัดเป้า อย่าสู้คดีความ
วันกัดเร้า ทำเครื่องดักนกดีนัก
วันกดสะง้า อย่าเดินทางค้าขาย
วันกดยี ไปค้าขายดี
วันกดเส็ด อย่าฟั่นเชือกล่ามสัตว์
วันร้วงเม็ด อย่าทำหน้าไม้
วันร้วงเหม้า ทำการใดๆดีทั้งปวง
วันร้วงใค้ อย่าดื่มเหล้าในงานเลี้ยง
วันเต่าสัน ควรผูกมิตร
วันเต่าสี ปลูกพืชดี
วันเต่าใจ้ อย่าทำสร้างเตาไฟ
วันก่าเร้า ควรถักแห
วันก่าไส้ อย่าไปงานเลี้ยง
วันก่าเป้า อย่าลงเรือ
วันกาบเส็ด อย่าสร้างกี่ทอผ้า
วันกาบสะง้า สร้างยุ้งข้าว ดี
วันกาบยี อย่าเข้าป่า
วันดับใค้ อย่าตัดเสื้อผ้า
วันดับเม็ด อย่าเดินทาง
วันดับเหม้า นุ่งผ้าใหม่ ตัดผมใหม่ ดี
วันรวายใจ้ อย่าออกตรวจราชการ
วันรวายสัน สร้างรั้ว สร้างกำแพง ดี
วันรวายสี ทำที่นอนดีนัก
วันเมืองเป้า อย่าทำที่นอน
วันเมืองเร้า อย่าไปงานเลี้ยง
วันเมืองใส้ อย่าออกศึก
วันเปิดยี อย่าสานเสื่อ
วันเปิดเส็ด อย่าออกศึก
วันเปิกสะง้า อย่าออกตรวจราชการ
วันกัดเหม้า ไปค้าขายดีนัก
วันกัดใค้ อย่าทำหน้าไม้
วันกัดเม็ด ซื้อสัตว์ดี
วันกดสี ควรตัดไม้สร้างบ้าน
วันกดใจ้ ไปค้าขายดีนัก
วันกัดสัน ขอสาวดีนัก
วันร้วงใส้ อย่าฟั่นเชือกล่ามสัตว์
วันร้วงเป้า อย่าปลูกอ้อย
วันร้วงเร้า อย่าทำผ้าห่ม
วันเต่าสะง้า อย่าเดินทางค้าขาย
วันเต่ายี อย่าปลูกหมาก
วันเต่าเส็ด อย่าทำเตาไฟ
วันก่าเม็ด อย่าซื้อาวุธ
วันก่าเหม้า อย่าขายของมีค่า
วันก่าใค้ อย่าซื้อสัตว์เลี้ยง

 

ดาวน์ปฏิทิน : ปฏิทินล้านนา 2563  ดูปฏิมินล้านนาปี 2562  >>> ปฏิทินล้านนา 2562

คาถาเรียกทรัพย์

คาถาเรียกทรัพย์ ท่องแล้วบันดาล โชคลาภ เสริมดวง เสี่ยงโชค ร่ำรวยเงินทอง ดวงเฮง ไม่ขัดสน

บทสวดคาถาขอโชคลาภร่ำรวยทรัพย์มากมายมาให้เลือกสวดกัน…

1.ก่อนเสี่ยงโชค เอาไว้สวดหรือท่องก่อนออกเดินทางไปเสี่ยงโชค ก่อนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ซื้อล็อตเตอรี่

2.สวดประจำ ส่วนใหญ่จะเป็นวันละครั้ง ไว้สวดเพื่อสั่งสมโชคให้คงอยู่กับตัวเรา

3.เวลาไหนก็ได้ สวดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ จะตอนเล่นอยู่ ก่อนเล่น ระหว่างเดินทาง ตอนไหนก็ได้

โดยหลักในการท่องคาถาหรือบทสวดต่างๆนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเลยก็คือ เราจะต้องมีสมาธิ มีใจที่ตั้งมั่น หรือมีความเชื่อความศรัทธาภายในจิตใจเสียก่อน ถึงจะเห็นผล…

 

เริ่มจากกลุ่มแรกสวดก่อนเดินทางหรือเสี่ยงโชค

คาถาเสี่ยงโชค

บทนี้สำคัญมาก เป็นบทของการเสี่ยงทายทุกชนิด ท่านจะทำอะไรทุกอย่างในการพนันขันต่อ ก็ให้สวดบทนี้ก่อนจึงไป หรือแม้แต่ซื้อล็อตเตอรี่ สวดก่อนแล้วหยิบขึ้น

หากใจแน่วแน่จริง จะเป็นผลแก่ตัวเอง ให้สวดถึงเจ็ดจบจึงประเสริฐ ดังนี้…

ตั้งนโม 3 จบ แล้วสวดเจ็บจบ

อินทะยะสัง เทวะยะสัง

พรหมะยะสัง มหาพรหมะยะสัง

อิสียะสัง มะหาอิสียะสัง

มุนียะสัง มะหามุนียะสัง

ปุริสะยะสัง มะหาปุริสะยะสัง

จักกะวัตติยะสัง มะหาจักกะวัตติยะสัง

พุทธะยะสัง ปัจเจกะพุทธะยะสัง อะระหันตะยะสัง

สัพพะสิทธิวิชชา จะระณะยะสัง

สัพพะโลกา ธิปะติญาณะยะสัง

สัพพะโลกะ จะริยะญาณะยะสัง

เอเตนะ ยะเสนะ

เอเตนะ สัจจะวะจะเนนะ

มะมะสุวัตถิ โหตุ มัยหัง สวาหายะ

นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ

เสยยะถีทัง หุรูหุรู สวาหายะฯ

คาถาโชคลาภ

เป็นคาถาที่ใช้สวดภาวนาเพื่อให้เกิดโชคลาภแบบฟลุ๊คๆขึ้นมาได้ เอามาเสกกับน้ำแล้วแตะหน้าผาก…

โพธิ มะหิสะกะ

อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิถีวาโย

เอหิ มะ มะ นะกาโร โหติ สัมภะโว

คาถาโชคลาภ

ใช้ภาวนากับกระเป๋าสตางค์ จะทำให้ไม่ขัดสน

นะโมพุทธายะ

นะมะ พะทะ จะ ภะ กะ สะ นะ อุ อุ นะ

เตชะสุเนนะ มะภูจะนาวิเวอิตินะยะปะรังยุตเต

คาถาโชคลาภ

ใช้ภาวนาเพื่อให้เกิดโชคลาภ อาจจะใช้เสกกับน้ำแล้วใช้ล้างหน้าก็ได้

นะโมพุทธายะ

สัพพะสิเนหา จะปูชิโต

สัพพะโกรธาวินาสสันตุ

อะเสสะโตเมตตากรุณายัง

ทะยะวิสาโสปิยามะนา

โปเมสัพพะโลกัสสมิง

คาถาเงินล้าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

สวด9 จบ

เริ่มสวดจบที่ 1

พรหมาจะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ

พรหมาจะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม

มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม มิเตพาหุหะติ

สวดจบที่ 1 เสร็จแล้ว



 

กลุ่มที่สอง สวดเป็นประจำ

คาถามหาเศรษฐี

สวด 5 จบ, 7 จบ, 9 จบ ทุกวัน

เริ่มสวดจบที่ 1

จัตตาโร สติปัฎฐานา

จัตตาโร อิทธิปาทา สัมมาอาชีโว

สวดจบที่ 1 เสร็จแล้ว



คาถาเจริญโภคทรัพย์

สวดทุกวัน

นิจจัง กาลัง ปิยัง โหติ เทวาตาปี นิปัตเตยยัง

มหาเตชัง มหาตะปัง พะเลเนเน เตเชชะยะตุ ชะยะมังคะลัง

 

คาถารวยไม่จำกัดเวลา

สวดทุกวันเป็นการเรียกโชคลาภ ให้เข้ามาทั้งกลางวัน กลางคืน ได้ตลอดเวลา

นะชาลีติ ประสิทธิลาภา ปะสันนะจิตตา

สะทาโหนติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา

สัพเพทิสา สะมาคะตา กาละโภชะนา

วิกาละโภชะนา อะคัจ ฉันติ ปิยัง มะมะ

 

คาถาเรียกทรัพย์

สวดทุกวัน

นะชาลีติ สิมพะลี จะมหาเถโร

สุวัณณะมามา โภชนะมามา

วัตถุ วัตถา พะลาพะลังมามา โภคะมามา มหาลาโภมามา

สัพเพ ชะนา พะหู ชะนา ภะวันตุ เม

พระคาถาเสริมทรัพย์

พุทธะ มะอะอุ

นะโมพุทธายะ

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา

วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย

พุทธัสสะ มาณีมามะ

พุทธัสสะ สะวาโหม

คาถาคนจะรวย

สวด3 จบ

เริ่มสวดจบที่ 1

เวทาสากุ กุสาทาเว

ทายะสาตะ ตะสายะทา

ทาสาทิกุ กุตะกุภู ภูกุตะกุ

สวดจบที่ 1 เสร็จแล้ว



คาถามหาลาภเรียกลาภ

นะโมสามจบ แล้วสวดภาวนาก่อนนอน 3จบ จะเรียกทรัพย์โชคภลาภให้มีได้อย่างน่าอัศจรรย์

นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ

สุวัณณังวา ระชะตังวา มะณีวา ธะนังวา

พีชังวา อัตถังวา ปัตถังวา

เอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ

อิติมีมา นะมามิหัง

 

คาถาขอลาภจากพระสีวลี

สวดก่อนนอน ตื่นนอน หรือก่อนออกไปทำงาน, เสี่ยงโชค

สีวลีจะมหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต

โสระโห ปัจจะยาทิมหิ สีวะลี จะมหาเถโร ยักขา เทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ

อะหัง วันทามิตัง สะทา สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ลาภัง ภะวันตุ เม

 

คาถาบูชาความสำเร็จ

สวดจบแล้วตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนา

อะอุมะ พุทโธ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ สัตตะนะตะยา

นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม อิทธิ อิทธิ ฤทธิ ฤทธิ สิทธิ สิทธิ ชัยยะ ชัยยะ

ลาภะ อุตะระเรนะ พุทธะ นิมิตตัง อิติ ธัมมะ นิมิตตัง อิติ สังฆัง นิมิตตัง อิติ

 

กลุ่มที่สามสวดได้ตลอดเวลา

คาถาเร่งลาภ

สัมปะติจฉามิ

คาถาเรียกทรัพย์

พุทธังเป็นเงิน

ธัมมังเป็นทอง

สังฆังเป็นข้าวของ

ไหลมาเทมา

 

คาถาเรียกเงินเรียกทอง

พุทธังโหม ธัมมังโหม สังฆังล้อม

อันตะรายะ วินาศสันติ

 

คาถาเสริมดวง

ท่อง 5 จบ เสริมดวงโชคลาภ ให้มีกำลังใจอดทน

นะ สะ จะ กะ

 

คาถาโชคดี

สวด 9 จบ เสกเป่าลมออกไปเพื่อให้โชคดีเวลาเสี่ยงโชคต่างๆ หรือเวลาทำไพ่

อุ เย อะ เย

 

คาถาปัจเจกพุทธเจ้า

ตั้งนะโม 3 จบแล้วสวด 3จบ

ก่อนนอน ตื่นนอน ให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ว่างเมื่อไหร่ท่องเมื่อนั้น ตั้งใจสวดเป็นประจำ จะมีแต่สิ่งดีๆ จะเกิดทรัพย์มากมาย เคล็ดลับให้เอาเงินมากำอยู่ในมือขณะสวดด้วย จะได้ผลเร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

พุทธะ มะ อะ อุ นะโม พุทธายะ

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถีโย

พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สะวาโหม

และนี่เป็นคาถาต่างๆ ทีเรานำมาฝากกันใครสะดวกจะสวดแบบไหนลองเลือกสวดกันดูเลย แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นไม่ควรงมงายจนเกินไป ต้องขยันทำงานสุจริตด้วย เพราะถ้าหากเอาแต่ท่องคาถาแต่ไม่ทำงานเงินก็ไม่เข้ากระเป๋านะ…

คาถาบูชาพระราหู

คาถาบูชาพระราหู การไหว้ดาวราหูที่ถูกต้อง วิธีบูชาพระราหูเพื่อยกดวงหรือแก้ดวงตก

พระราหู เป็นอสูรและเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่งตามคติของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ แต่ในทางดาราศาสตร์ดาวราหูไม่ได้มีตัวตนเหมือนกับดาวอื่น ๆ ในระบสุริยะจักรวาล แต่เป็นจุดตัดขาขึ้นระหว่าง ดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ (Ascending Node) ถ้าจุดตัดนี้อยู่ในระนาบเดียวกันก็จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา-จันทรุปราคา หรือมักเรียกกันว่า ราหูอมอาทิตย์และราหูอมจันทร์

พระราหูในพุทธศาสนา คัมภีร์อนาคตวงศ์ระบุไว้ว่า พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เรื่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 10 พระองค์ในอนาคตให้แก่พระสารีบุตรเถระ ความโดยย่อคือ องค์พระศรีอาริยเมตไตรยจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นปฐมที่ 1 และ อสุรินทราหู จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระนารทะ

ดาวราหูไม่ได้เป็นดวงดาวที่น่ากลัวเสมอไป บางครั้งจะให้ผลในเรื่องโชคลาภด้วย สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการไหว้ราหูนั้นคือ เป็นการเตือนสติตัวเองให้ระมัดระวังความคิดและการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ก็ตาม ควรใช้สติปัญญาเพื่อให้เกิดทางสว่างในใจ และดาวราหูก็จะส่งผลให้ชีวิตของเรามีความรุ่งโรจน์และความสำเร็จ

ปกตินิยมไหว้พระราหูในทุกวันพุธกลางคืน แต่ในปีนี้เป็นปีพิเศษที่มี การโคจรย้ายราศีของดาวราหูเกิดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เวลา 02.50 น. ดังนั้นจึงควรไหว้เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นช่วงเวลากลางดึก สามารถทำบุญตามกำลังตัวเลขพระราหูคือเลข 8 และเลข 12 ในช่วงเวลาที่สะดวก เช่น ใส่บาตรพระสงฆ์ 8 หรือ 12 รูปในตอนเช้า หรือถวายสังฆทานตอนกลางวัน ด้วยสิ่งของที่เกี่ยวกับแสงสว่าง เช่น บริจาคค่าไฟ หลอดไฟ เติมน้ำมันตะเกียง ทำบุญเกี่ยวกับการศึกษา หรือถ้าจะไหว้พระราหูที่บ้านสามารถทำได้ในช่วงเวลาหลังจาก 18.00 น. เป็นต้นไป

นอกจากนั้นช่วงที่เกิดปรากฏการณ์อุปราคา ทั้งสุริยุปราคาและจันทรุปราคา แนะนำให้สวดมนต์ด้วยบทบูชาพระราหู พระคาถาสุริยะบัพพา และพระคาถาจันทบัพพา

ของไหว้พระราหู

ดาวราหูมี เลข 8 เป็นสัญลักษณ์ และมีกำลังเท่ากับ 12 ดังนั้นสามารถจัดของไหว้ 8 หรือ 12 อย่างแล้วแต่ศรัทธา ของไหว้ควรประกอบไปด้วย

ของคาว เช่น ไก่ดำ ซุปไก่
ของหวานหรือผลไม้ เช่น ขนมเปียกปูน องุ่นดำ ข้าวเหนียวดำ
เครื่องดื่ม เช่น กาแฟดำ น้ำอัดลมสีดำ
หรือ หากไม่มีเวลาจะหาซื้อของไหว้แบบง่าย ๆ ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปก็ได้ อาทิ สาหร่ายดำ น้ำอัดลมสีดำ กาแฟดำ ชาดำ ช็อกโกแลต ซุปไก่สกัด ลูกอมสีดำ คุกกี้ เป็นต้น

สาเหตุที่ไม่ระบุของไหว้ เพราะเชื่อว่าในแต่ละพื้นที่ไม่สามารถหาของได้เหมือนกัน บางอย่างอาจถูกหรือแพงกว่า ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือไหว้ของที่หาได้สะดวกและเหมาะสมกับสตางค์ในกระเป๋า ส่วนจำนวนธูปให้ใช้ตามจำนวนของที่ไหว้ เช่น ถ้าไหว้ 8 อย่างก็ใช้ธูป 8 ดอก

ขั้นตอนการไหว้พระราหู

ทิศในการไหว้ ให้หันหน้าไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และ ควรไหว้กลางแจ้ง ตั้งนะโม 3 จบ

บทสวดบูชาพระราหู 12 จบ

เริ่มสวดจบที่ 1


กินนุ สันตะระมาโน วะราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ

สังวิคคะรูโป อาคัมมะกินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ

สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ

พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ

กินนุ สันตะระมาโน วะราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ

สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ

สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ

พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ

สวดจบที่ 1 เสร็จแล้ว



พระคาถาสุริยะบัพพา

กุสเสโตมะมะ กุสเสโตโต ลาลามะมะ

โตลาโม โทลาโมมะมะ โทลาโมมะมะ

โทลาโมตัง เหกุติมะมะ เหกุติฯ

 

พระคาถาจันทบัพพา

ยัตถะตังมะมะ ตังถะยะ ตะวะตัง

มะมะตัง วะติตัง เสกามะมะ

กาเสตัง กาติยังมะมะ ยะติกาฯ

 

กล่าวคำถวายเครื่องสังเวย คำถวายเครื่องสังเวยพระราหู

นะโมเม พระราหูเทวานัง ธูปะทีปะ จะปุปผัง

สักการะวันทะนัง สูปะพะยัญชะนะ

สัมปันนัง โภชะ นานัง

สาลีนัง สะปะริวารัง อุทะกังวะรัง

อาคัจฉันตุ ปะริภุญชันตุ สัพพะทา

หิตายะ สุขายะ พระราหูเทวา

มะหิทธิกา เตปิ อัมเห

อะนุรัก ขันตุ อาโรคะ

เยนะ สุเขมะจะฯ

 

คาถาบูชาพระราหู (สวด 12 จบ)

เริ่มสวดจบที่ 1


คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ

สวดจบที่ 1 เสร็จแล้ว



ข้าพเจ้า (ชื่อนามสกุล) ขอบูชาพระราหูด้วยของดำ (8 หรือ 12) อย่าง ขอให้อิทธิพลของดาวราหูจงส่งผลดีแก่ดวงชะตาของข้าพเจ้า ขอให้ได้พบเจอแต่กัลยาณมิตรที่ดี ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคร้ายใด ๆ ขอให้เกิดความสุขในครอบครัว ขอให้ดาวราหูประทานพรโชคลาภและความสำเร็จแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ (อธิษฐานเรื่องอื่นๆ ได้ตามปรารถนา)

การลาของไหว้และการทำบุญเสริมสิริมงคล

เมื่อธูปใกล้หมดควรลาของไหว้แล้วนำมารับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล และก่อนรับประทานของไหว้แต่ละอย่างควรท่องคาถา “คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ” หลังจากไหว้พระราหูแล้ว เพื่อความเป็นสิริมงคล ควรทำบุญ (อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่ศรัทธา) ดังนี้

ใส่บาตรพระสงฆ์ 8 หรือ 12 รูป
ทำบุญ ถวายสังฆทานหรือทำบุญที่เกี่ยวกับแสงสว่าง เช่น บริจาคค่าไฟ หลอดไฟ เติมน้ำมันตะเกียง บริจาคหนังสือ
สวดมนต์ ทำสมาธิเป็นประจำทุกวันพุธกลางคืน แล้วท่องคาถาบูชาพระราหู 12 จบ
หากบูชาพระราหูเป็นประจำ จะเกิดความร่ำรวย และมีความสำเร็จในกิจการงาน นอกจากนี้จะมีความปลอดภัยในการเดินทางไกล การเสี่ยงโชค หรือการลงทุนจะร่ำรวยและมีโอกาสก้าวหน้า หากท่าน คิดดี ทำดี พูดดี ก็จะโชคดีมีชัย เทอญ สาธุ

 

ที่มา : Sanook.com

บทสวดมนต์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

บทสวดมนต์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ด้านล่างนี้เป็นการสวดตามแนวหลวงพ่อจรัญ คือบูชาพระรัตนตรัย แล้วตั้งนะโม 3 จบ จากนั้นสวดไตรสรณคม์ สวดพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วตามด้วยพาหุงมหากา จบด้วยการสวดอิติปิโส(พุทธคุณ) เท่าอายุ+1จบ

รายการตัวเลือกทางลัด
อานิสงส์การสวดมนต์ บทสวดมนต์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
เริ่มสวดบทสวดมนต์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมคำบูชาพระรัตนตรัย
คำบูชาพระรัตนตรัย
คำนมัสการนอบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
บทสวดอิติปิโส
บทสวดมนต์ชัยมงคล หรือพาหุงมหากาฯ
บทสวดอิติปิโส เฉพาะพุทธคุณ
แผ่เมตตาตนเอง
คำอธิฐานขออโหสิกรรม
กล่าวคำแผ่เมตตา
กล่าวคำอุทิศส่วนกุศล

อานิสงส์การสวดมนต์ บทสวดมนต์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

อานิสงส์แห่การสวดมนต์มีจริง เพราะนอกจากจะทำให้จิตใจเกิดสมาธิแล้ว ยังให้อานิสงส์ในทางอื่นตามที่ได้กล่าวมาในตอนต้น ช่วยให้หยั่งรู้ในเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นจริงได้และยังใช้ในการแผ่เมตตาหรือความปรารถนาดีไปยังบุคคลบางคนหรือบางกลุ่มได้ด้วย ทำให้ได้รับความคุ้มครองหรือความร่วมมือจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวในการปฏิบัติงานเป็นอย่างดีและงานของท่านจะบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกประการนอกจากนั้นท่านยังเป็นที่รักใคร่ของผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานโดยทั่วไปด้วย  พุทธศาสนิกชนใดหรือผู้สนใจจะทดลองปฏิบัติ ท่านก็จะทราบผลด้วยตัวของท่านเองสมดังบทสวดตอนที่ว่า “…ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ” แปลว่าเป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

เริ่มสวดบทสวดมนต์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

คำบูชาพระรัตนตรัย

อิมินาสักกาเรนะ พุทธัง อภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะ ธัมมัง อภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะ สังฆัง อภิปูชะยามิ

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปัณโณ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ (กราบ)

บทสวดไตรสรณคมน์

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ )

พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

บทสวดอิติปิโส

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ

บทสวดมนต์ชัยมงคล หรือพาหุงมหากาฯ

พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย
วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

บทสวดอิติปิโส เฉพาะพุทธคุณ

หลังจากที่ท่านสวดมนต์ ชัยมงคลถาคา (หรือถวายพรพระ) ตั้งแต่ต้น จนจบ แล้วท่านก็กราบพระ ๓ หน แล้วก็สวดเฉพาะบทพุทธคุณ

เริ่มสวดจบที่ 1


“อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ”

สวดจบที่ 1 เสร็จแล้ว




ให้ได้จำนวนจบ เท่ากับอายุของท่าน แล้วสวดเพิ่มอีกหนึ่งจบ ตัวอย่างเช่น ถ้าท่านอายุ ๓๕ ปี ท่านต้องสวด ๓๖ จบ เป็นต้น

เมื่อสวดมนต์บทพุทธคุณครบแล้ว ให้ลดมือลง ยังคงหลับตา ปักจิตที่ลิ้นปี่ แล้วแผ่เมตตา โดยกล่าวคำแผ่เมตตา

แผ่เมตตาตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

คำอธิฐานขออโหสิกรรม

ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม กรรมใดที่ทำแก่ผู้ใดในชาติใดๆก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อไปเลย
แม้แต่กรรมที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อไป ด้วยอนิสงส์แห่งอภัยทานนี้
ขอให้ข้าพเจ้า ครอบครัว บุตรหลาน ตลอดจนวงศาคณาญาติ และผู้อุปการคุณของข้าพเจ้า มีความสุข ความเจริญ ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี และสิ่งที่ชอบด้วยเทอญฯ

กล่าวคำแผ่เมตตา

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

จากนั้นให้พนมมือ ยังคงหลับตา ยกจิตสู่อุณาโลม เพื่ออุทิศบุญกุศล โดยกล่าวคำอุทิศส่วนกุศล

กล่าวคำอุทิศส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า มีความสุข

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จ แด่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จ แด่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม ครุปัชฌายาจะริยานังโหตุ สุขิตา โหนตุ ครุปัชฌายาจะริยา
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จ แด่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวะตาโย
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จ แด่เทวดาทั้งหลาย ขอให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตะโย
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง สัพพะ สัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

ข้อมูลจาก : พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี

 

พระคาถาชินบัญชร

คาถาชินบัญชร สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

เสริมสิริมงคล เมตตามหานิยม ศัตรูหมู่พาลไม่กล้ำกราย เกิดลาภผลพูนทวี ขจัดภัยจากภูตผีปีศาจ

การหัดสวด คาถาชินบัญชร ควรจะเริ่มสวดในวันพฤหัสบดี ซึ่งถือเป็นวันครูและให้เตรียมดอกไม้ 3 สี หรือดอกบัว 9 ดอก หรือดอกมะลิ 1 กำ จุดธูป 3 5 ถึง 9 ดอก เทียน 2 เล่ม จากนั้นให้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยโดยการตั้งนะโม 3 จบ ต่อด้วยบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จากนั้นตั้งจิตนึกถึงสมเด็จโต

( ตั้ง นะโม 3 จบ )

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ

( นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน )

เริ่มสวดจบที่ 1


ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

( เริ่มบท คาถาชินบัญชร )

1. ชะยาสะนากะตา พุทธา
เชตวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง
เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา
อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง
มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง
พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต
มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ
สารีปุตโต จะทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง
โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง
อาสุง อานันทะ ราหุโล กัสสะโป
จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง
สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน
โสภิโต มุนิปุงคะโว

7. กุมาระกัสสโป เถโร
มะเหสี จิตตะ วาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง
ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ
อุปาลี นันทะ สีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา
นะลาเต ติละกา มะมะ.

9. เสสาสีติ มะหาเถรา
วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา
ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ
อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ
ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ
วาเม อังคุลิมาละกัง.

11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ
อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ
เสสา ปาการะสัณฐิตา.

12. ชินา นานาวะระสังยุตตา
สัตตัปปาการะ ลังกะตา วาตะปิตตาทะสัญชาตา
พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ
อะนันตะชินะ เตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ
สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ
วิหะรันตัง มะฮี ตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ
เต มะหาปุริสาสะภา.

15. อิจเจวะมันโต
สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ
ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ
ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ
ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

สวดจบที่ 1 เสร็จแล้ว



คำแปล คาถาชินบัญชร

1. พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

2. มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

3. ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

4. พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

5. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

6. มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

7. พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

8. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

9. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

10. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

11. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

12. อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

13. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

14. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

15. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

พระคาถาชินบัญชร ฉบับย่อ

ชิ นะ ปัญ ชะ ระ ปะ ริ ตัง มัง รัก ขะ ตุ สัพ พะ ทา (ภาวนา 10 จบ)

ที่มา , ประวัติ คาถาชินบัญชร หรือพระคาถาชินบัญชร

ชินบัญชรเป็นคาถาหนึ่งที่มีความสำคัญ และมีอายุยาวนานนับร้อยปี ตั้งแต่เริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน เพราะด้วยพลานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์จึงทำให้ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธหันมาท่องพระคาถานี้เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันให้ตนเองนั้นพ้นจากภัยอันตรายต่างๆ ทั้งปวง

มีการถกเถียงกันมาเป็นระยะเวลายาวนานนับทศวรรษเกี่ยวกับเรื่องราวที่ว่า ใครที่เป็นผู้แต่ง คาถาชินบัญชร ขึ้นระหว่าง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม กับพระมหาเถระผู้เชี่ยวชาญบาลีปกรณ์รูปหนึ่งจากเชียงใหม่ ซึ่งในกรณีของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นั้น เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าท่านเป็นเพียงแค่ผู้นำพระ คาถาชินบัญชร มาเผยแพร่ต่อ มิได้เป็นผู้แต่งขึ้นเอง

ตามที่ได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ได้ไปสวดพระคาถานี้ถวายองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมีรับสั่งว่าถ้อยคำในบทสวดนั้นไพเราะ และได้ทรงซักถามเพิ่มเติมว่า “ขรัวโตได้มาจากไหน แต่งเองหรือเปล่า” สมเด็จพระพุฒาจารย์จึงได้ถวายพระพรตอบว่า “หามิได้ เป็นสำนวนเก่าของเมืองเหนือ นำมาแก้ไขดัดแปลงใหม่ ตัดตอนให้สั้นเข้า ของลังกายาวกว่านี้” ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่าผู้แต่งขึ้นน่าจะเป็นพระภิกษุชาวล้านนารูปหนึ่ง อยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราชที่อาจะเป็นยุคทอง

เนื่องจากในยุคนั้นเป็นยุคสมัยที่มีการสนับสนุนให้พระเถระหลายร้อยรูปเดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกา เมื่อได้สำเร็จการศึกษาจึงมีการแข่งขันกันแต่งบาลีปกรณ์กันอย่างเอิกเกริกจนชื่อเสียงแผ่ขยายไปจนถึงพม่า กรุงศรีอยุธยา สิบสองปันา และล้านช้าง ทำให้เมืองเหล่านั้นต้องขอคัมภีร์ภาษาบาลีที่จารโดยพระภิกษุล้านนาไปศึกษาอย่างแพร่หลาย

ความหมายของชินบัญชร

ในความหมายของคำว่า ชินบัญชร นั้นแปลว่า กรง หรือ เกราะป้องกันภัยของพระพุทธเจ้า คำว่า ชิน หมายถึง พระพุทธเจ้า คำว่า บัญชร หมายถึง กรง หรือ เกราะ โดยที่เนื้อหาในคาถาในชินบัญชรนั้นจะเป็นการอัญเชิญพระพุทธเจ้าจำนวน 28 พระองค์ เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่าตัณหังกร เป็นต้น เดินทางลงมาสถิตอยู่ในทุกอณูของร่างกาย เพื่อเป็นการเสริมให้ตนเองนั้นมีพลังพุทธคุณให้ยิ่งใหญ่

จากนั้นจึงอัญเชิญพระอรหันต์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน 80 องค์ซึ่งเป็นผู้มีบารมีธรรมที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังได้มีการอาราธนาพระสูตรอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงอานุภาพในด้านต่างๆ มาสถิตในทุกส่วนของร่างกายจนรวมกันเป็นกำแพงแก้วคุ้มกัน ตั้งแต่กระหม่อมลงมาห้อมล้อมรอบตัวของผู้สวดภาวนาพระคาถาชินบัญชรจนกระทั่งอันตรายก็ไม่สามารถหาช่องโหว่เพื่อสอดแทรกเข้ามาได้

เราได้รู้จักประวัติความเป็นมาของพระคาถาชินบัญชรอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปกำหนดจิตใจให้สงบเพื่อเริ่มสวดภาวนาพระคาถากันแล้ว

อานุภาพของพระคาถาชินบัญชร

พระคาถาชินบัญชรนี้มีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก หากผู้ใดสวดมนต์ หรือภาวนาคาถาชินบัญชรอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะกิน เดิน นั่ง นอน หรือภาวนาพระคาถาแม้ยามอาบน้ำ แปรงฟัน หรือแม้กระทั่งตอนทำงานก็จะช่วยเสริมให้เกิดความเป็นสิริมงคล สมบูรณ์พูลผล ศัตรูหมู่พาลไม่กล้ำกราย เดินทางไปที่ได้ก็เกิดเมตตามหานิยม มีลาภผลทวี ขจัยภัยภูตผีปีศาจ ตลอดจนคุณไสยต่างๆ

หากสวดคาถาชินบัญชรนี้ขณะทำน้ำมนต์รดแก้วิกลจริต แก้สรรพโรคได้หายสิ้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งพระคาถาที่มีคุณานุภาพตามแต่จะปรารถนา ดังคำโบราณที่ว่า “ฝอยท่วมหลังช้าง” เมื่อเดินทางไปที่ใดๆ ให้สวด 10 จบแล้วอธิฐานก็จะสำเร็จได้สมดังใจ

ข้อมูลบางส่วนจาก Sanook.com Dharma.thaiware.com และ Botkwamdee.blogspot.com

คำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติปี 2535

นายคำ กาไวย์ หรือ พ่อครูคำ (25 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 – 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557) ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2535 สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน)

พ่อครูคำ กาไวย์ เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 ที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ มีบุตรธิดา 4 คน
พ่อครูคำ จบการศึกษาชั้นประถม แต่เนื่องจากมีความสนใจในการแสดงพื้นบ้าน และมีความสามารถในการตีกลองสะบัดชัย ซึ่งเป็นศิลปะพื้นบ้านล้านนา และได้มีโอกาสเข้าประกวดแข่งขันศิลปะพื้นบ้าน เมื่อปี พ.ศ. 2504 และได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
พ่อครูคำ ได้คิดค้นและประดิษฐ์ชุดการแสดงจำนวนมาก และผลงานที่โดดเด่นคือ การคิดค้นท่ารำ ร่วมกับอาจารย์ของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่
ในปี 2557 พ่อครูคำ กาไวย์ ได้ล้มป่วยลงและเข้าทำการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2557 เป็นต้นมา และได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ที่บ้านเกิดในตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง เชียงใหม่ สิริอายุได้ 81 ปี
สิ้น พ่อครูคำ กาไวย์ ปราชญ์กลองสะบัดชัย

พ่อครู คำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ( ช่างฟ้อน ) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการตีกลองสะบัดชัยแบบประยุกต์ เสียชีวิตแล้วโรคด้วยประจำตัวที่บ้านพักในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยญาติได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลไว้ที่บ้านแพะขวาง ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ สิริอายุได้ 80 ปี ท่ามกลางความอาลัยของลูกศิษย์และบรรดาญาติพี่น้องและภรรยา พ่อครูคำ กาไวย์ ล้มป่วยด้วยโรคประจำตัว ทั้งมะเร็งปอดและลำไส้อับเสบ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่มานานนับเดือน จนกระทั่งวันนี้ญาติได้นำตัวพ่อครูคำออกจากโรงพยาบาล และไปเสียชีวิตที่บ้านในช่วงสายของวันนี้

สำหรับพ่อครูคำ กาไวย์ เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ มีบุตรธิดา 6 คน พ่อครูคำ จบการศึกษาชั้นประถม แต่เนื่องจากมีความสนใจในการแสดงพื้นบ้าน และมีความสามารถในการตีกลองสะบัดชัย ซึ่งเป็นศิลปะพื้นบ้านล้านนา และได้มีโอกาสเข้าประกวดแข่งขันศิลปะพื้นบ้าน เมื่อปี พ.ศ. 2504 และได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป พ่อครูคำได้คิดค้น และประดิษฐ์ชุดการแสดงจำนวนมาก และผลงานที่โดดเด่นคือ การคิดค้นท่ารำ ร่วมกับอาจารย์ของวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ และก่อนเสียชีวิต ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนฟ้อนดาบ ฟ้อนพัด ที่วิทยาลัยนาฎศิลป์ด้วย..
……Copyright © 2011 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

ลูกหลานจักสืบถ้อย ปณิธาน
ขอพ่อจุ่งเจยบาน เน่อไธ้
อิดอ่อนก่อเมินนาน พักผ่อน แลนา
หื้อหมู่ลูกหลานได้ สืบไว้บ่หมอง

เสียงกล๋องยังบ่เสี้ยง สูญไป
หลอนพ่อคำก๋าไวย์ ล่วงแล้ว
ผลงานพ่อลือไกล๋ ทั่วถิ่น เมืองไทย
ขอพ่อสู่เวียงแก้ว ผ่องแผ้ว วิญญา

ที่มา

แมงมัน

แมงมัน (อังกฤษ: subterranean ants) เป็นชื่อเรียกของมดชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นมดราชินีสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้ และมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Carebara sp. 1 of AMK

แมงมัน นั้นมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่เป็นที่นิยมกินกันมากทางภาคเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารชั้นเลิศที่หายาก และราคาแพงมาก แมงมัน คือมดชนิดหนึ่ง ที่จะออกมาจากพื้นดินหรือโพรงที่มันอาศัยอยู่เพียงครั้งเดียวในรอบ 1 ปี เท่านั้น จะเป็นช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม และมดชนิดนี้มีการซื้อ-ขาย กันในราคาที่ค่อนข้างแพงมาก ซึ่งราคาในท้องตลาดในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน ด้วยเพราะ แมงมัน เป็นมดที่ค่อนข้างจะหายาก

แมงมัน ลักษณะจะคล้ายๆ กับ แม่เป้งมดแดง แต่จะสีแดงและตัวใหญ่กว่า ส่วนมากมักนิยมนำไปคั่ว วิธีทำแมงมันคั่ว หรือทอดในน้ำมันให้กรอบๆ มีรสชาติมันๆ อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมัน ซึ่งกว่าที่แมงมันอันแสนอร่อยจะเจริญเติบโตเต็มวัยกลายมาเป็นเมนูต่างๆ ให้เราได้กินกันนั้น ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

วรรณะ

  1. วรรณะราชินีที่เรียกว่าแมงมันแม่หรือแม่เพ้อ
  2. วรรณะเจ้าหญิงทายาทที่เรียกว่าเต้งใหญ่
  3. วรรณะสวามีที่เรียกว่าเต้งรอง
  4. วรรณะมดงานเรียกว่าแย็บ
  5. วรรณะทหารเรียกว่าแย็บใหญ่
  6. วรรณะสร้างรังเรียกว่ามดแม่หมัน

ลักษณะทั่วไป

ลำตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หัว อก และท้อง มีปีก 2 คู่

แมงมันตัวเมีย มีสีแดงคล้ำ ตัวใหญ่ มีรสมันนิยมนำมาบริโภคเป็นอาหาร เรียกกันทั่วไปว่า “แมงมันแม่”

แมงมันตัวผู้ มีสีเหลือง ตัวเล็กกว่าแมงมันตัวเมีย ไม่นิยมรับประทานเพราะมีรสขม เรียกกันทั่วไปว่า “แมงมันปู๊” หรือ “แมงมันคา”

ประโยชน์/โทษ

แมงมัน เป็นอาหารตามฤดูกาลที่หาได้ไม่ง่ายนักจึงเป็นที่ต้องการของชุมชน ที่นิยมรับประทานทั้งไข่ และลูกแมงมัน เฉพาะตัวเมีย ดังนั้นแมงมันจึงมีราคาดีพอสมควรเพราะนอกจากจะมีน้อยแล้วปีหนึ่งๆ จะมีให้รับประทานเพียงครั้งเดียว ไข่แมงมันที่ เรียกว่า “แมงมันจ่อม” ขายเป็นช้อน (คาว) ๆละ 20 บาท ลูกแมงมันที่คั่วแล้วใส่ถ้วยน้ำจิ้มเล็กๆ เป็นถ้วยตวงถ้วยละ 60 บาท ถ้าเป็น ขีดๆละ 100 บาท ส่วนแมงมันตัวผู้จะใช้เป็นเหยื่อตกเบ็ดปลาช่อน,ปลาสลิด

ที่อยู่อาศัย

แมงมันชอบอาศัยอยู่ตามที่ดินที่เป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ชอบดินแข็งและชอบอยู่ใกล้รากไม้ใหญ่ๆ คล้ายปลวก แต่ไม่ก่อดิน หรือพูนดินขึ้นเป็นจอมปลวก ในรอบหนึ่งปีแมงมันจะออกจากรูเฉพาะเดือนพฤษภาคม คือฤดูฝน เพราะน้ำฝนที่ซึมลงดินไปถึงรังของแมงมัน ทำให้แมงมันอยู่ไม่ได้ แมงมันต่าง ๆ ก็พร้อมจะออกมาจากรัง ตกตอนเย็นแมงมันก็จะออกมาจากรังเป็นระยะ ๆ ออกจากรูขึ้นมาอยู่บนผิวดิน ก่อนที่ลูกแมงมันจะออกมาแม่จะออกมา ก่อนเพื่อขยายรูให้กว้างขึ้น เพราะลูกแมงมันตัวโตกว่า แม่แมงมันจะใช้เวลาขยายรูประมาณ 3 ชั่วโมง ลูกแมงมันถึงจะต้องออกมา แมงมันตัวผู้จะเข้าผสมพันธุ์กับตัวเมียเสร็จแล้วตัวเมียจะสลัดปีกออก เลือกที่ทำรังใหม่โดยเฉพาะที่ดอนใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ต่อไป แมงมันจะไม่ย้ายรังถ้าไม่ถูกรบกวนจากคน

วัดแสนเมืองมาหลวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดแสนเมืองมาหลวง (วัดหัวข่วง) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดแสนเมืองมาหลวง (วัดหัวข่วง) เลขที่ 175 ถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
วัดแสนเมืองมาหลวง (วัดหัวข่วง) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.

ประวัติวัดแสนเมืองมาหลวง

วัดหัวข่วงนี้ แม้ไม่ปรากฎชื่อในเอกสารของล้านนาเก่าๆ แต่ก็ยังมีชื่ออยู่ในทำเนียบวัดของล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 24 อย่างน้อยชื่อของวัดคือ วัดหัวข่วง ซึ่งแปลว่า หัวลาน มีความสำคัญที่จะเป็นเครื่องชี้บอกถึงองค์ประกอบของตัวเมืองเชียงใหม่ได้ดีอย่างหนึ่ง

พระเจดีย์ เป็นศิลปกรรมแบบพื้นเมืองของล้านนา ลักษณะเจดีย์ก่ออิฐขนาดใหญ่ 12 เหลี่ยมองค์ระฆังกลม เป็นลักษณของเจดีย์ที่นิยมสร้างกันในพุทธศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นศิลปะผสมระหว่างเชียงแสนกับสุโขทัย หรือในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช พระเมืองแก้ว ถือว่าเป็นช่วงที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ซึ่งยังไม่ได้รับการซ่อมแซมดัดแปลงจนหมดคุณค่าทางโบราณคดี อันนับว่าหายากสำหรับโบราณสถานในจังหวัดเชียงใหม่

วิหาร 2 หลัง มีอายุการก่อสร้างเมื่อ พุทธศตวรรษที่ 24 ลงมา ส่วนเจดีย์มีลักษณะการก่อสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 21

เจ้าอาวาสวัดแสนเมืองมาหลวง

พระครูสุวัตถิ์ปัญญาโสภิต ปญฺญาวชิโร (ทรงสวัสดิ์ ปญญาวชิโร) หรือ “ครูบาแอ”  มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น ทผจล.ชอ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดแสนเมืองมาหลวง ประวัติด้านการศึกษาของพระครูสุวัตถิ์ปัญญาโสภิต ปญฺญาวชิโร พระครูสุวัตถิ์ปัญญาโสภิต ปญฺญาวชิโร เจ้าอาวาสวัดแสนเมืองมาหลวง

ลำดับเจ้าอาวาสวัดแสนเมืองมาหลวง

แผนที่วัดแสนเมืองมาหลวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดแสนเมืองมาหลวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดับภัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดศรีดอนไชย ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดศรีดอนไชย ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดศรีดอนไชย เลขที่ 181 ถนนช้างคลาน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100

ประวัติความเป็นมา
ประวัติวัดศรีดอนไชยตั้งอยู่ในพื้นที่เขตกำแพงเวียงชั้นนอก ถนนช้างคลานซึ่ง จากการสัมภาษณ์ของผู้รอบรู้ ท่านได้กล่าวว่า ประวัติวัดศรีดอนไชยนั้นไม่เป็นที่ปรากฎแน่ชัด แต่มีคำบอกเล่าลือกันมาว่า เดิมวัดศรีดอนไชย ชื่อว่าวัดป่ากล้วยเป็นวัดร้าง ซึ่งในระยะต่อมาพระโพธิรังสีมารชีสะ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นได้รวบรวมผู้มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา บูรณะปฏิสังขรณ์ฟื้นฟูวัดศรีดอนไชยขึ้นมาซึ่งในสมัยนั้นเป็นที่ทราบกันว่า ท่านได้เป็นเจ้าอาวาส วัดศรีดอนไชย และหลังจากนั้นท่านได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ที่วัดพระสิงห์วรวิหาร ต่อจากนั้นมา เหตุการณ์และประวัติไม่ปรากฎที่แน่ชัดซึ่งมีพระปลัดอินตุ๋ยมาเป็น เจ้าอาวาส ต่อจากนั้นมาจนกระทั่งถึงพระครูวิสุทธิสังฆการ เป็นเจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน ต่อมาท่านยังกล่าวว่า วัดศรีดอนไชย ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พำนักของครูบาศรีวิชัยในสมัยที่ท่านถูกอธิกรณ์มาจากลำพูน โดยท่านครูบาศรีวิชัย ท่านได้มาพำนักอยู่ ณ วัดศรีดอนไชย เป็นเวลา 3 เดือน จึงเดินทางไปกรุงเทพมหานคร

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระโพธิรังสีมารชีสะ อดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
2. พระปลัดอินตุ๋ย
3. พระครูวิสุทธิสังฆการ เจ้าอาวาสปัจจุบัน / เจ้าคณะตำบลช้างคลาน

ข้อมูลลักษณะสถาปัตยกรรม
พระสิงค์หนึ่ง ซึ่งมีตำนานบอกเล่าต่อกันมาว่าในสมัยก่อน เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ที่บูรณปฏิสังขรณ์ ฟื้นฟูวัดศรีดอนไชยขึ้นมาได้นำพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรมาจากสมัยที่คุ้นพบ และเปิดหน้าดินของเวียงกุมกาม โดยท่านนำขึ้นมาทางแม่น้ำปิง และขึ้นฝั่งตรงวัดชัยมงคล ซึ่งมีความเชื่อว่า พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรนั้นเป็นพระพุทธรูปที่พระยามังราย ใช้ปูนปั้นเป็นพระพุทธรูปหนึ่งในห้าที่พระยามังรายทรงปั้นเอง มีอายุประมาณ 700 ปี

พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ซึ่งมีตำนานบอกเล่าต่อกันมาว่าในสมัยก่อน เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ที่บูรณปฏิสังขรณ์ ฟื้นฟูวัดศรีดอนไชยขึ้นมาได้นำพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรมาจากสมัยที่คุ้นพบ และเปิดหน้าดินของเวียงกุมกาม โดยท่านนำขึ้นมาทางแม่น้ำปิง และขึ้นฝั่งตรงวัดชัยมงคล ซึ่งมีความเชื่อว่า พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรนั้นเป็นพระพุทธรูปที่พระยามังราย ใช้ปูนปั้นเป็นพระพุทธรูปหนึ่งในห้าที่พระยามังรายทรงปั้นเอง มีอายุประมาณ 700 ปี

องค์พระธาตุเจดีย์ มีลักษณะของการสร้างเป็นแบบศิลปะแบบพม่า

วัดศรีดอนไชย ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

แผนที่วัดศรีดอนไชย ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดที่อยู่ใกล้วัดศรีดอนไชย ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดอุปคุต ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดลอยเคราะห์ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดช่างฆ้อง ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดชัยมงคล ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์

พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์

ประวัติอนุสาวรีย์สามกษัตริย์

พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือที่เรียกกันสั้นๆกันทั่วไปว่า อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ตั้งอยู่ใจกลางเชียงใหม่ อยู่ติดกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (ศาลากลางเก่าจังหวัดเชียงใหม่) และวัดอินทขีลสะดือเมือง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์นี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสามกษัตริย์ผู้สร้างจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน กล่าวคือ พญามังราย (เม็งราย) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ผู้รวบรวมแคว้นและเมืองต่างๆเข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทย และพญางำเมือง กับ พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช) กษัตริย์ทั้งสามพระองค์ได้ทรงกระทำสัตย์ปฏิญาณดื่มน้ำสัตยาผสมโลหิตจากนิ้วพระหัตถ์ เพื่อเป็นทัฬหมิตรสนิทแนบแน่น ครั้นพญามังรายเมื่อได้ทรงสร้างเมืองเชียงรายแล้ว ภายหลังทรงพบชัยภูมิเมืองอันเป็นมงคล เป็นที่ราบริมแม่น้ำปิงกับเขาดอยสุเทพ จงได้เชิญพระสหายทั้งสองมาร่วมปรึกษาหารือและทรงเห็นชอบร่วมกันสร้างเมือง “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่”
ในปี พ.ศ. 2526 ชาวเชียงใหม่จึงได้ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ นี้เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระองค์ชั่วกาลนานเท่านาน หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาดเท่าครึ่ง โดยมีความสูง 2.70 เมตร ออกแบบและทำการปั้นหล่อโดยอาจารย์ ไข่มุกด์ ชูโต บริเวณที่ตั้งของอนุสาวรีย์สามกษัตริย์นี้ถือได้ว่าเป็น ศูนย์กลางของตัวเมืองเชียงใหม่ หน้าอนุสาวรีย์มีลานกว้างขนาดใหญ่ เรียกว่า “ข่วงสามกษัตริย์” หรือ “ข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์”

เป็นอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงการก่อตั้งนครเชียงใหม่ พระราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ออกแบบและปั้นหล่อโดย คุณไข่มุกต์ ชูโต ศิลปินแห่งชาติ
สร้างเสร็จเมื่อวันศุกร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ.2526 และ ประกอบพระราชพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2527

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าศาลากลางหลังเก่า ถนนพระปกเกล้า และเป็นสถานที่ที่ชาวเชียงใหม่หรือนักท่องเที่ยวต่างมาสักการะบูชา อนุสาวรีย์สามกษัตริย์แห่งนี้ หากเราหันหน้าเข้าหาอนุสาวรีย์จะพบว่า องค์กลาง คือ พญามังราย องค์ขวาคือ พญาร่วง ส่วนองค์ซ้ายคือ พญางำเมือง กษัตริย์ทั้งสามพระองค์นี้ถือได้ว่าเป็นผู้สร้างอาณาจักรล้านนา และนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมากว่า 700 ปี นับว่าเป็นองค์อนุสาวรีย์ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ด้านหลังอนุสาวรีย์ ตอนนี้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ที่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาและเรื่องน่ารู้น่าสนใจของเชียงใหม่ เหมาะจะแวะมาเก็บข้อมูลกันก่อน เรียกว่าเป็นการอุ่นเครื่องการเดินชมเมืองเชียงใหม่ได้อย่า

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่กษัตริย์ทั้งสามพระองค์ เมื่อครั้งหาชัยภูมิในการสร้างนพบุรีศรีนครพิงค์ราชธานีแห่งอาณาจักรล้านนา พญามังรายมหาราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา กับสองพระสหายพ่อขุนรามคำแหง มหาราชกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย และพญางำเมือง กษัตริย์แห่งภูกามยาว ทั้งสามพระองค์ได้ดื่มน้ำสาบานบริเวณแม่น้ำอิง ว่าจะไม่รุกรานเมืองต่อกัน องค์สามกษัตริย์หล่อด้วยทองแดงและทองเหลืองรมดำมีขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง เป็นที่เคารพสักการะของชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวทัวไป

ประวัติข่วงสามกษัตริย์

พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช) พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัยพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงพระบรมเดชานุภาพมากเมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา ได้กระทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชนเจ้า เมืองฉอด ปรากฏพระเกียรติยศไพศาลเป็นที่คร้ามเกรงแก่บรรดาหัวเมืองต่างๆ สมัยนั้น พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองและอาณา ประชาราษฎร์ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทุกถ้วนหน้า และได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อปี พ.ศ. 1826 ซึ่งใช้สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ทรงครองราชย์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1822 และสิ้นพระชนม์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1842

พญางำเมือง ประสูติเมื่อปีจอ พ.ศ. 1781 ทรงปกครองเมืองพะเยาสืบต่อจากพญามิ่งเมืองพระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. 1801 เมื่อทรงพระเยาว์ได้ศึกษาศิลปวิทยาร่วมสำนักอาจารย์เดียวกับพญามังราย จึงเป็นพระสหายสนิทแต่นั้นมา พระองค์ทรงอานุภาพเสมอ เท่าเทียมกันในการปกครองบ้านเมืองนั้น ได้ทรงใช้วิเทโศบายผูกมิตรไมตรีกับอาณาจักรใกล้เคียง บ้านเมืองจึงร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

พระราชาธิราชทั้งสามพระองค์ ได้ทรงกระทำสัตย์ปฏิญาณผูกมิตรทรงดื่มน้ำสัตยาผสมโลหิตจากนิ้วพระหัตถ์ เพื่อเป็นมิตร น้ำร่วมสาบานไม่เป็นศัตรูต่อกัน ณ ฝั่งแม่น้ำอิง เขตเมืองพะเยา เมื่อพญามังรายได้ทรงสร้างเมืองเชียงรายแล้ว ต่อมาได้ทรงสร้างเมืองฝางและตีได้เมืองหริภุญไชยจากพญายีบาได้สร้าง เวียงกุมกาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสารภี ภายหลังทรงพบชัยภูมิเมืองอันเป็นศุภนิมิตรมงคล 7 ประการ เป็นที่ราบริมน้ำปิงกับ ดอยสุเทพ พญามังรายจึงได้เชิญพระสหาย คือ พญาร่วงและพญางำเมืองมาร่วมปรึกษาหารือ ตั้งพิธีกัลปบาตฝังนิมิตหลักเมือง ในวันพฤหัสบดี เพ็ญเดือน 6 พ.ศ. 1839 จันทร์เสวยฤกษ์ 16 ยามแตรจักใกล้รุ่งไว้ลัคนาเมืองในราศรีมินอาโปธาตุ สร้างเสร็จในปีเดียวกันขนานเมืองใหม่นี้ว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เมืองเชียงใหม่” ซึ่งก็คือเมืองเชียงใหม่ดินแดนแห่งล้านนาไทยในปัจจุบัน

ที่อยู่ : ถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200

เวลาทำการ : ทุกวันเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

แผนที่ พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์

 

วัดป่าตึงโรงวัว(วัดต้นแก้วรัตนาราม) ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง

วัดป่าตึงโรงวัว(วัดต้นแก้วรัตนาราม) ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดป่าตึงโรงวัว(วัดต้นแก้วรัตนาราม) ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
วัดป่าตึงโรงวัว(วัดต้นแก้วรัตนาราม) ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.

ประวัติวัดป่าตึงโรงวัว

เจ้าอาวาสวัดป่าตึงโรงวัว

ลำดับเจ้าอาวาสวัดป่าตึงโรงวัว

แผนที่วัดป่าตึงโรงวัว(วัดต้นแก้วรัตนาราม) ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดป่าตึงโรงวัว(วัดต้นแก้วรัตนาราม) ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่