<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประวัติศาสตร์ Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://www.at-chiangmai.com/category/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.at-chiangmai.com/category/เกี่ยวกับเชียงใหม่/ประวัติศาสตร์/</link>
	<description>วันดีวันเสีย ล้านนา หาฤกษ์ยามงานมงคล สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว ประวัติศาสตร์ล้านนา ขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนา ฮีตฮอยจารีต ประเพณีล้านนา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2022 09:44:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2021/05/cropped-atcmi-32x32.jpg</url>
	<title>ประวัติศาสตร์ Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<link>https://www.at-chiangmai.com/category/เกี่ยวกับเชียงใหม่/ประวัติศาสตร์/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ตำนานกบกินเดือน</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2021 08:31:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[กบกินตะวัน]]></category>
		<category><![CDATA[กิบกินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อจันทรคราส]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อสุริยคราส]]></category>
		<category><![CDATA[เดือนตือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=9386</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตำนาน กบกินเดือน เรื่องเล่าความเชื่อพื้นบ้านในการเรียกเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราส ของคนไทย คนไทยยวนล้านนา และไทยอีสาน ส่วนมากจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบกินเดือนและกบกินตะวัน”</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/">ตำนานกบกินเดือน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff9900;">ตำนาน กบกินเดือน เรื่องเล่าความเชื่อพื้นบ้านในการเรียกเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราส ของคนไทย คนไทยยวนล้านนา และไทยอีสาน ส่วนมากจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบกินเดือนและกบกินตะวัน”</span></h2>
<p>ตำนาน กบกินเดือน เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่แสดงความเชื่อของชาวบ้านในการอธิบายเหตุเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราสซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งผู้คนในอดีตเชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะอิทธิปาฏิหาริย์และสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์</p>
<p>จากการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตำนาน กบกินเดือน ในวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนไทย-ไททั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทย พบว่าการเรียกชื่อเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสมีลักษณะเหมือนคล้ายและแตกต่างกัน กล่าวคือ บางถิ่นจะเรียกสุริยคราสว่า ตะวันจั๋บ, ราหูสูนตาเว้น, แงงกินตาเว้น, หมีกินตะวัน, ราหูอมพระอาทิตย์ หรือ กบกินตะวัน ส่วนจันทรคราสจะเรียกว่า จะคาดตือเดือน, เดือนจั๋บ, ราหูอมจันทร์, ราหูสูนจันทร์ หรือ กบกินเดือน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คำเรียกเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสที่นิยมและรู้จักกันแพร่หลายในกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนไทยที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทย รวมทั้งคนไทยยวนล้านนา และไทยอีสาน ส่วนมากจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบกินเดือนและกบกินตะวัน” ทั้งๆ ที่บางสำนวนอาจไม่มีตัวละครที่เป็นกบปรากฏอยู่ในเนื้อหาเลยก็ตาม ส่วนคนไทยภาคกลางและภาคใต้นั้นไม่พบการเรียกชื่อเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสว่า “กบกินเดือน” แต่จะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ราหูอมจันทร์” มากกว่า</p>
<p>เนื้อหาตำนาน กบกินเดือน ของชาวไทดำเล่าว่า แต่ก่อนคนกับสัตว์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ บ้านเมืองเกิดความแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตก ผู้คนจึงค้นหาตัวกบตัวเขียดมาทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถนอยู่เมืองฟ้าจึงได้ส่งฝนให้ตกลงมา ทำให้น้ำท่วมโลก สัตว์ต่างๆ ตายจนหมด ภายหลังแถนจึงได้ส่งตะวัน ๑๒ ดวง และเดือน ๑๒ ดวง ลงมายังเมืองมนุษย์ ทำให้น้ำแห้งจนแล้ง เวลานั้นยังมีคนกับกบเหลืออยู่ แต่ก่อนฟ้ากับดินอยู่ใกล้กันมาก คนจึงบอกให้กบปีนขึ้นไปกินเดือนกินตะวันเพื่อให้หายร้อน และจะทำให้มีกลางวันกลางคืน เมื่อกบขึ้นไปกินเดือนกินตะวันก็เกิดความอร่อย จึงได้กินไปจนเหลือดวงสุดท้าย ผู้คนกลัวว่ากบจะกินเดือนกินตะวันไปจนหมดซึ่งจะทำให้มนุษย์นั้นเกิดความเดือนร้อนยิ่งนัก จึงได้ตีเกราะเคาะไม้ จุดประทัด บ้างก็ส่งเสียงโห่ร้อง เพื่อเรียกตัวกบลงมา เมื่อกบลงมาแล้วก็ได้ถามมนุษย์ว่าเรียกตนลงมาทำไม มนุษย์จึงบอกตัวกบว่าไม่ให้กินเดือนกินตะวัน แต่กบก็ไม่เชื่อฟัง จึงได้ปีนไต่ฟ้าขึ้นไปกินเดือนกินตะวันอยู่เนืองๆ จึงเป็นเหตุทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>ตำนาน กบกินเดือน พบในกลุ่มไทยอีสานและไทยยวนล้านนา รวมทั้งกลุ่มคนลาวในประเทศลาว และไทดำไทขาวในเวียดนามด้วย ทั้งนี้เรื่อง กบกินเดือนกบกินตะวัน เป็นเรื่องราวที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากคติความเชื่อที่มีมาแต่เดิมของกลุ่มคนไท ซึ่งยังคงมีกลิ่นอายของการนับถือธรรมชาติและการนับถือผีปะปนรวมอยู่ด้วย ดังจะเห็นได้จากรูปสัตว์สัญลักษณ์ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสคือ “กบ” ที่เป็นตัวละครที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา</p>
<p>ส่วนตำนาน ราหูอมจันทร์ เป็นเรื่องราวที่ได้รับอิทธิพลทางความเชื่อมาจากคติทางศาสนาที่มาจากประเทศอินเดีย นั่นคือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดังจะเห็นได้จากคติที่เชื่อว่า “พระราหู” เป็นผู้ทำให้เกิดสุริยคราสและจันทรคราสขึ้น ดังมีปรากฏให้เห็นในเทวตำนานของอินเดียเรื่อง นารายณ์สิบปาง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตำนานกับศาสนาของกลุ่มคนไทย-ไทได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>เนื้อหาของตำนานสุริยคราสและจันทรคราสของคนไทยในประเทศไทยและคนไทนอกประเทศไทยที่อธิบายเหตุอันเป็นที่มาของปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวสามารถจำแนกได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ กลุ่มเรื่องกบกินเดือนกินตะวัน พบในกลุ่มไทยอีสาน ไทยยวนล้านนา ลาว และไทดำไทขาวในเวียดนาม กลุ่มเรื่องที่อธิบายว่าพี่น้องที่ชื่อสุริยะ จันทร์และราหูทะเลาะกันเพราะแย่งกันเอาข้าวสวยไปใส่บาตรพระที่มาบิณฑบาต จึงอาฆาตแค้นและไป “บังกัน” อันทำให้เกิดปรากฏการณ์ “คราส” พบในกลุ่มคนไทพ่าเก ไทใต้คง ไทใหญ่ ไทเขิน ไทลื้อ และไทยยวนล้านนา, กลุ่มเรื่องที่อธิบายว่าพี่น้องไปเยี่ยมเยือนกัน พบในกลุ่มคนไทยอีสาน และลาว, และสุดท้าย กลุ่มเรื่องราหูอมจันทร์ พบมากในกลุ่มคนไทยภาคกลางและไทยภาคใต้ของประเทศไทย กลุ่มเรื่องตำนานสุริยคราสและจันทรคราสทั้ง ๔ แบบนี้สะท้อนคติความเชื่อทางศาสนาของชนชาติไท กล่าวคือ กลุ่มเรื่องกบกินเดือนกินตะวัน เป็นความเชื่อดั้งเดิมที่มีมาแต่เดิมของคนไทก่อนการรับนับถือพุทธศาสนา ส่วนกลุ่มเรื่องพี่น้องทะเลาะกันและกลุ่มเรื่องพี่น้องไปเยี่ยมเยือนกัน เป็นเรื่องที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนา กลุ่มเรื่องสุดท้ายคือราหูอมจันทร์ เป็นกลุ่มเรื่องที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดความเชื่อมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู</p>
<p>อนึ่ง กลุ่มเรื่องแบบต่างๆ ข้างต้นของตำนานสุริยคราสและจันทรคราสยังสามารถบ่งบอกความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาติไททั้งที่อยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทยได้ กล่าวคือ คนไทดั้งเดิมที่กระจายกันอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งคนไทยอีสานและคนไทยล้านนา ล้วนมีความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราสว่าเกิดจาก “กบกินเดือน/กบกินตะวัน” แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนไทยอีสานและกลุ่มคนไทยล้านนา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนไทที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทยมากกว่าคนไทยภาคกลางและภาคใต้</p>
<p>ในแง่ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับสุริยคราสและจันทรคราสนั้น พบว่าในบริบทของสังคมวัฒนธรรมของคนไทย-ไทหลายกลุ่ม ยังหลงเหลือพฤติกรรมที่แฝงนัยสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราส ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ พิธีกรรม ศิลปกรรม ตัวอย่างเช่น การตีกลอง การตีเกราะเคาะไม้ พิธีส่งราหู หรืองานศิลปะตามศาสนสถานต่างๆ ซึ่งยังคงมีสัญลักษณ์รูปกบและรูปราหูปะปนอยู่ด้วย อันสะท้อนให้เห็นการผสมผสานความคิดความเชื่อระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับพุทธศาสนาได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>คติการเรียกสุริยคราสและจันทรคราสว่า “กบกินเดือน/กบกินตะวัน” ซึ่งในตำนานกล่าวว่า กบเป็นผู้มากลืนกินพระอาทิตย์และพระจันทร์ไปจนทำให้เกิดอุปราคานั้น นับว่าเป็นระบบความเชื่อดั้งเดิมของคนไทที่มีระบบคิดเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติผ่านสัญลักษณ์รูปกบศักดิ์สิทธิ์เป็นหลักสำคัญ ดังจะเห็นได้จากการนับถือบูชารูปกบว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์บ้าง เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์บ้าง รวมทั้งยังเป็นสัตว์ที่ใช้ในเชิงพิธีกรรมด้วย ดังจะเห็นได้จากในประเพณีบุญบั้งไฟของชาวไทยอีสาน ก็จะมีการเทศน์พญาคันคากซึ่งมีสัตว์สัญลักษณ์ที่มีความคล้ายคลึงกับตัวกบที่โยงใยกับเรื่องความอุดมสมบูรณ์แห่งน้ำฟ้าน้ำฝน หรือภาพเขียนสีโบราณตามผนังถ้ำหลายแห่งในไทย ก็จะมีรูปกลุ่มคนยืนเต้นในพิธีกรรม ทำท่าทางกางแขนกางขาคล้ายกบ รวมทั้งหน้ากลองมโหระทึกที่มีรูปกบนั้นในบางถิ่นบางที่ก็จะเรียกว่า “กลองกบ” ด้วยเช่นกัน</p>
<p>สำหรับกบกินเดือนด้วยการที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้น ย่อมส่งผลทางด้านความเชื่อหลาย ๆ ด้าน จึงมีการนิยมนำมาทำเป็นวุตถุมงคลไว้พกพา บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล สำหรับทางล้านนานี้ก็ได้แก่</p>
<h3><span style="color: #ff0000;"><a style="color: #ff0000;" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0/">ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิอาจารย์ ล้านนา</a> <span style="color: #000000;">ที่มีเครื่องรางของขลังเกี่ยวกับ กบกินเดือน หลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันนั้นราคาสูงขึ้น วัตถุมงคลมีจำนวนน้อยและหายากมากขึ้น ประกอบกับครูบาได้มรณะภาพไปแล้ว ทำให้ไม่มีวัตถุมงคลที่ปลุกเสกจากครูบาออ ออกมาอีกแล้ว<br />
</span></span></h3>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/">ตำนานกบกินเดือน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผีโพง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 08:25:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผี ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[กินของสกปรกคาว]]></category>
		<category><![CDATA[ผีภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ผีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผีโพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ว่านผีโพง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8169</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสยศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87/">ผีโพง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000;">ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสยศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง</span></h2>
<p><strong><span style="color: #993300;"><em>ผู้ที่เป็นผีโพง ในเวลากลางวันจะเป็นเหมือนผู้คนธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่ตกกลางคืนจะกลายร่างเป็นผีโพง</em></span></strong> มีจุดเด่นคือ มีแสงสว่างหรือดวงไฟที่รูจมูก ออกหาของกิน ได้แก่ ของสกปรกคาว เช่น กบ, เขียด, ศพ หรือรกเด็กเกิดใหม่ เช่นเดียวกับผีกระสือ, ผีกระหัง หรือผีปอบ</p>
<p>คนในสมัยก่อนเล่าต่อๆกันมาว่า ก่อนออกไปหากิน ผีโพงจะเอาจมูกไปเสียดสีกับบันไดบ้านให้แดงก่อนออกไปหากิน พอใกล้สว่างก็จะกลับมาที่บ้านเหมือนเดิม คนที่มีคาถาอาคมสมัยก่อน ถ้าสงสัยว่าใครเป็นผีโพง ก็จะร่ายคาถา แล้วกลับบันไดบ้านของผีโพง เมื่อ<span style="color: #ff9900;"><strong>ผีโพง</strong></span>กลับมาที่บ้าน ก็เห็นว่าบ้านเป็นของตนเอง แต่บันไดไม่ใช่ มันก็เดินวนเวียนอยู่หน้าบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ จนรุ่งเช้า มีคนมาพบเห็นเข้าก็จะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นผีโพง คนที่เป็นผีโพงก็จะอับอาย หรืออาจหลบหนี้ไปอยู่ที่อื่น แต่ถ้าผีโพงรู้ว่าใครแกล้งมัน มันก็จะอาฆาตแค้นเมื่อคนที่ร้ายมัน พลังอ่อนลง มันก็จะกลับมาแก้แค้น โดยเอาก้านกล้วยแม่หม้ายพุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน ทำให้คนที่อยู่ในบ้านเจ็บป่วย หรือตายหมดทั้งบ้าน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ผีโพง</strong></span> จะเป็นตอนกลางคืน ช่วงที่ชาวบ้านพบเห็นบ่อย จะอยู่ในช่วงฤดูฝน ช่วงตอนฝนตก มักจะเห็นแสงสว่างสีแดง ม่วง เขียว ที่จะสว่างแถวกลางทุ่งนาแล้วดับ แล้วก็ไปสว่างแล้วดับอีก ไปเรื่อยๆ บางก็เล่าว่าจะมีแสงไฟตกจากจมูก เหมือนหยดน้ำด้วย ถ้ามีคนตามรอยผีโพงไป ก็จะเจอกับ กบ เขียด ที่จะนอนตายตัวแข็งตามท้องนา ถ้าหากว่าคนไปเจอกับผีโพงเข้า แล้วเห็นว่าผีโพงนั้นเป็นใคร ผีโพงมักจะบอกว่า “มันเป็นวิบากกรรมของมัน ที่ต้องมาชดใช้กรรมแบบนี้” และอ้อนวอนอย่าให้บอกใคร ผีโพงก็จะเสก ใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ (ถ่านมี่ คือถ่านสีดำ ที่ใช้ก่อกองไฟในครัว) ให้กล้ายเป็นทองคำ แล้วเอาจ้างคนที่พบเห็น เพื่อที่จะไม่ให้บอกใคร ถ้าไม่รับปาก หรือไม่รับทองคำนั้นมา ผีโพงก็จะทำร้าย หรือทำให้เรากลายเป็นผีโพงเหมือนมัน</p>
<p>เมื่อรับทองคำนั้นมาแล้ว ตอนเช้าทองคำนั้นก็จะกลายเป็นใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ เหมือนเดิม คนที่พบเห็นจะต้องเก็บนี้เป็นความลับ แต่ถ้าจะบอกกับผู้อื่นก็ห้ามพูดชื่อ ว่าใครเป็นผีโพง ถ้าเกิดพูดชื่อออกไป ผีโพงจะมีญาณรับรู้ได้ทันทีว่าเราเอาความลับของมันไปบอกคนอื่น มันก็จะตามมาทำร้ายเราที่บ้าน โดยใช้ ก้านกล้วยแม่หม้าย (ก้านกล้วยแม่หม้าย คือก้านกล้วยที่เอาใบตองออกแล้ว เหลือใบตองส่วนปลายไว้นิดหน่อย) พุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน<br />
ฉะนั้นในคนสมัยก่อนมักจะบอกให้เราฟันก้านกล้วย ออกสอง 2 ท่อน หรือหลายๆท่อน เพื่อที่จะไม่ให้ผีโพงนั้นนำไปใช้ได้อีก</p>
<p>โดยปกติแล้ว ผีโพงจะไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่ถ้าหากถูกคุกคามก็จะจู่โจมทำร้ายได้เช่นกัน หากมีผู้ใดไปทำอะไรให้ผีโพงไม่พอใจ ผีโพงจะใช้ก้านกล้วยที่ตัดใบออกหมดหรือคานคาบของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้านผู้นั้น ซึ่งครอบครัวของผู้ที่โดนขว้างจะพบกับภัยพิบัติต่าง ๆ นานา</p>
<p>ผีโพงจะตายได้ เมื่อมีผู้ไปพบปะกับผีโพงเข้าอย่างจัง และทักว่าผีโพงแท้จริงแล้วคือใคร หากผ่านพ้นมาได้หนึ่งวันแล้ว ผู้ที่เป็นผีโพงจะตาย</p>
<p>ผีโพงสามารถถ่ายทอดให้แก่กันได้ ด้วยพ่นน้ำลายใส่หน้าหรือมีใครไปกินน้ำลายของผีโพงเข้า</p>
<p>ผีโพลง หรือ ผีโพง เป็นผีของไทยภาคเหนือ ขุนมหาวิชัย ได้เล่าไว้ว่า ผีโพงเรียกว่าผีกระสือ ผีชนิดนี้มักเกิดแต่คนที่มีว่านยาอันแรงคล้ายกับผีปอบ และมันมักติดแปดผู้อื่นได้ เป็นต้นว่า มันถ่มน้ำลายถูกผู้ใด ผู้นั้นมักกลายเป็นผีโพงเหมือนผู้ที่เป็นแล้ว หรือถ้ามันไม่ชอบผู้ใด แล้เอาไม้คานหาบน้ำของแม่หม้ายไปขว้างข้ามหลังคาเรือนแล้ว มักทำให้ผู้นั้นฉิบหาย กริยาที่ผีโพลงชอบ คือ ฝนตกพรำ มันมักออกหากินพวกของโสโครกในเวลาดึก และมักจะเที่ยวด้อมๆ มองๆ ตามใต้ถุนเรือน ที่มีผู้หญิงอยู่ไฟ เขากล่าวว่า ผู้หนึ่งได้เห็นผีโพง มาเที่ยวหากินที่ใต้ถุน เขาจำหน้าได้ว่าเป็นคนนั้นแน่ เขาจึงเอาหอกซัดพุ่งลงไป ถูกที่กลางหลัง เขาเข้าใจว่า ผู้นั้นคงจะตาย และเมื่อเวลาเช้า ได้ไปตรวจดูที่บ้านคนนั้น ก็เห็นคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ บาดแผลก็ไม่มี เขานึกประหลาดใจเป็นอันมาก จึงไปดูในสวนของผู้นั้น เห็นหอกปักอยู่ที่กอว่าน ติดอยู่กับหัวว่าน ที่ผู้นั้นปลูกไว้ เพราะฉะนั้น เขาจึงเห็นว่า ผีโพงเกิดจาก ผู้ที่มีว่านยาอันแรงร้าย ว่านอันแรงร้ายนั้น มักจำแลงเป็นรูปเจ้าของไปได้ (จะจริงเท็จฉันในไม่แจ้ง) ผีโพงนี้ ไม่ได้รบกวนและทำอันตรายแก่มนุษย์ โดยอุบายอย่างหนึ่งอย่างใดเลย พระคุณเจ้าลานนาศรีโหภิกขุ เล่าว่า ท่านได้เห็นดวงไฟดวงหนึ่งเคลื่อนไหวไปมาในตอนกลางคืน ขณะที่ฝนตกพรำๆ ท่านได้เฝ้ามองอยู่เป็นเวลานาน และเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนั้น คือ ผีโพง ท่านเล่าต่อว่า มีชาวบ้านหลายคนเคยเห็นผีโพง เขาว่ามันเป็นคนเราดีๆนี่เอง แต่ออกหากินกบ เขียด หรือของคาวจัดในเวลาดึงสงัด และมีแสงเรืองออกทางจมูก แสงของผีโพงนั้น จะหยดลงสู่พื้นดินเหมือนเวลาเราเขี่ยไต้ มันชอบออกล่ากบ เขียดตามทุ่งนา เมื่อจับได้ก็ใส่ปากดูดกินแต่คาวแล้วขว้างทิ้ง พวกชาวบ้านเล่าว่า เคยเห็นผีโพงในระยะประชิดตัวเหมือนกัน ยืนยันว่า ผีโพงก็เป็นคนธรรมดานี่เอง มีอาการทุกอย่างครบ ๓๒ แต่ผิดแผกจากคนธรรมดาก็ตรงที่มันชอบล่า กบ เขียด กินในเวลาค่ำคืน และมีแสงออกที่จมูก เมื่อมีคนพบมันเข้า ผีโพงจะอ้อนวอน ขอร้องว่า อย่าได้พูดไป เพราะเหตุว่า เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง</p>
<p>ผีโพงที่เป็นผู้ชาย เวลาออกหากินมักจะสะพายดาบติดตัวไปด้วย เมื่อจวนตัวเข้าจริงๆ มันก็จะทำร้ายเอาเหมือนกัน บางตัวที่เป็นมานานปีก็ฉลาด พกเอาไฟฉายไปด้วย เวลามีคนมาพบเข้า จะได้แก้ตัวได้ว่า มาหาปลา หากบ ถ้าไปทำอะไรให้ผีโพงแค้นเคืองแล้ว มันจะอาฆาตพยาบาท และพุ่งด้วยก้านกล้วยถึงตายได้ ถ้ามันพุ่งข้ามหลังคาบ้าน ก็จะพากันฉิบหายวายวอด ตามธรรมดาชาวบ้านถือกันว่า คนที่เป็นผีโพงนั้น เนื่องมาจากวิบากกรรมของเขาเอง พวกชาวบ้านจึงไม่มีใครสนใจ เพราะผีโพงไม่ทำอันตรายและไม่เป็นภัยต่อใครๆ</p>
<p>ชาวบ้านพบเห็นผีโพงครั้งสุดท้ายในช่วงปี พ.ศ. 2514 หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นอีก</p>
<p>อ่านตำนานผีเรื่องอื่น ๆ ได้ที่นี่  <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99/">ผีก่ะ</a></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87/">ผีโพง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันสร้างเมืองเชียงใหม่</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Dec 2020 15:30:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[พญางำเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[พญามังราย]]></category>
		<category><![CDATA[อาณาจักรล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[เวียงกุมกาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันสร้างเมืองเชียงใหม่  พญามังราย (พ.ศ.๑๘๐๔–๑๘๕๔) กษัตริย์องค์ที่ ๒๕ แห่งราชวงศ์ลวจังกราชแห่งแคว้นโยนก</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">วันสร้างเมืองเชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #993300;">วันสร้างเมืองเชียงใหม่  พญามังราย (พ.ศ.๑๘๐๔–๑๘๕๔) กษัตริย์องค์ที่ ๒๕ แห่งราชวงศ์ลวจังกราชแห่งแคว้นโยนก</span></h2>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/"><span style="color: #993300;"><strong>พญามังราย</strong></span></a> (พ.ศ.๑๘๐๔–๑๘๕๔) กษัตริย์องค์ที่ ๒๕ แห่งราชวงศ์ลวจังกราชแห่ง<strong><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81/">แคว้นโยนก</a></strong> ต่อมาพระองค์ทรงรวบรวมเมืองต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง หัวเมืองฝ่ายเหนือจนถึงสิบสองพันนา ใช้อุบายยึดเมืองลำพูน ความในตำนานสิบห้าราชวงศ์กล่าวถึงว่า พญามังรายตีได้เมืองลำพูนในปี ร้วงไส้ ศักราชได้ ๖๔๓ ตัว (พ.ศ.๑๘๒๔) เมื่อมีพระชนมายุได้ ๔๓ พรรษา ถึง จ.ศ.๖๔๘ (พ.ศ.๑๘๒๙) จึงสร้างเมืองเวียงกุมกาม พญามังรายครองเมืองเวียงกุมกามได้ ๕ ปี จึงดำริสร้างเมืองเชียงใหม่ ในการสร้างเมืองเชียงใหม่นั้น ทรงเชิญพญางำเมืองแห่งแคว้นพะเยา และพญาร่วงแห่งแคว้นสุโขทัยมาร่วมปรึกษาในการสร้างเมือง</p>
<p>การก่อสร้างเมืองเชียงใหม่ เนื้อความในตำนานสิบห้าราชวงศ์กล่าวถึงการสร้างแปลงเมืองว่า พระองค์ได้โปรดให้ก่อสร้างปราสาทราชมณเฑียร หอนอน ราชวัง โรงคัล ท้องพระคลัง ปราการกำแพงเมือง และให้ขุดคูเมืองล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน เสร็จในปี จ.ศ.๖๕๘ (พ.ศ.๑๘๓๙) ปีรวายสัน เดือน ๘ เพ็ง เม็งวัน ๕ ฤกษ์ ๑๖ ตัว ตรงกับความในจารึก ๑.๒.๑.๑ วัดเชียงมั่น พ.ศ.๒๑๒๔ (จารึกหลักที่ ๗๖ วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่) ที่ระบุวันสร้างเมืองเชียงใหม่ความว่า<br />
“…ศักราช ๖๕๘ ปีรวายสัน เดือนวิสาขะ ออก ๘ ค่ำ วัน ๕ วันไทย เมิงเปล้า ยามแตรรุ่งแล้ว ๒ ลูกนาที ปลาย ๒ บาทน้ำ ลัคนาเสวยนวางค์พฤหัสบดี ในมีนราศี พญามังรายเจ้า และพญางำเมือง พญาร่วง ทั้งสามคน ตั้งหอนอนที่ชัยภูมิ ราชมนเทียร ขุดคือเมือง ก่อตรีบูรทั้งสี่ด้าน…”</p>
<h3><span style="color: #993300;"><strong>ปัจจุบันวันสร้างเมืองเชียงใหม่ตรงกับวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๑๘๓๙</strong></span></h3>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">วันสร้างเมืองเชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ราชวงศ์มังราย</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Dec 2020 14:08:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[กษัตริย์ราชวงศ์มังราย]]></category>
		<category><![CDATA[นพบุรีศรีนครพิงค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ราชวงศ์มังราย เป็นราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่รัชสมัยพญามังรายจนถึงพระเจ้าเมกุฎิสุทธิวงศ์ (ท้าวแม่กุ) เป็นเวลายาวนานกว่า 260 ปี</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ราชวงศ์มังราย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #993300;">ราชวงศ์มังราย (ราชวงศ์เม็งราย) เป็นราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่รัชสมัยพญามังรายจนถึงพระเจ้าเมกุฎิสุทธิวงศ์ (ท้าวแม่กุ) เป็นเวลายาวนานกว่า 260 ปี</span></h2>
<p>ราชวงศ์มังราย[1]  เป็นราชวงศ์ที่ปกครอง <span style="color: #993300;"><strong><a style="color: #993300;" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">อาณาจักรล้านนา</a></strong></span> ตั้งแต่รัชสมัยพญามังรายจนถึงพระเจ้าเมกุฎิสุทธิวงศ์ (ท้าวแม่กุ) เป็นเวลายาวนานกว่า 260 ปี จนถึงยุคเสื่อม เมื่ออุปนิกขิต (สายลับ) ที่พระเจ้าบุเรงนองส่งมาฝังตัวเพื่อรายงานสถานการณ์ในเชียงใหม่ แจ้งกลับไปบอกว่าเชียงใหม่ถึงยุคเสื่อมสุดแล้ว ให้ยกทัพหงสาวดีมาชิงเมือง ดังนั้น ใน พ.ศ. 2101 พระเจ้าบุเรงนอง จึงยกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ โดยทัพพม่าใช้เวลาเพียงสามวันก็สามารถยึดเมืองเชียงใหม่ได้โดยง่าย กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น ได้หลบหนีไปยังเมือง&#8221;<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99/">ปาไป่น้อย</a>&#8220;หรือเมืองเชียงแสน ตามหลักฐานของจักรพรรดิจีนราชวงศ์หมิง อีกหกปีต่อมา พม่าก็ปลดพระเจ้าเมกุฎิสุทธิวงศ์ออกจากราชบัลลังก์ในข้อหาแข็งเมืองก่อการกบฏ พระเจ้าบุเรงนองจึงได้แต่งตั้งพระนางวิสุทธิเทวี อันเป็นเชื้อสายราชวงศ์มังรายอีกพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ พระนางครองเมืองเชียงใหม่ได 14 ปี ก็สวรรคต และสิ้นสุดราชวงศ์มังรายสายพญาแสนภู [2] แต่ราชวงศ์มังรายยังคงเหลือเชื้อสายในราชวงศ์ที่ปกครองเมืองเชียงตุง ซึ่งเป็นสายของพระราชบุตรอีกพระองค์ของพญาไชยสงคราม ซึ่งภายหลังที่อังกฤษเข้ายึดครองพม่า ราชวงศ์เชียงตุงได้อพยพเข้ามาอยู่ในอาณาจักรล้านนา ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน)</p>
<h3><span style="color: #993300;">ลำดับกษัตริย์ราชวงศ์มังราย</span></h3>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>1</td>
<td><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">พญามังราย</a></td>
<td>พ.ศ. 1835 &#8211; 1854</td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/">พญาไชยสงคราม</a></td>
<td>พ.ศ. 1854 &#8211; 1868 (14 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b9/">พญาแสนภู</a></td>
<td>พ.ศ. 1868 &#8211; 1877 (11 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9f%e0%b8%b9/">พญาคำฟู</a></td>
<td>พ.ศ. 1877 &#8211; 1879 (2 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>พญาผายู</td>
<td>พ.ศ. 1879 &#8211; 1898 (19 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>6</td>
<td>พญากือนา</td>
<td>พ.ศ. 1898 &#8211; 1928 (30 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>7</td>
<td>พญาแสนเมืองมา</td>
<td>พ.ศ. 1928 &#8211; 1944 (16 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>8</td>
<td>พญาสามฝั่งแกน</td>
<td>พ.ศ. 1945 &#8211; 1984 (39 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>9</td>
<td>พระเจ้าติโลกราช</td>
<td>พ.ศ. 1984 &#8211; 2030 (46 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>10</td>
<td>พญายอดเชียงราย</td>
<td>พ.ศ. 2030 &#8211; 2038 (8 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>11</td>
<td>พญาแก้ว (พระเมืองแก้ว)</td>
<td>พ.ศ. 2038 &#8211; 2068 (30 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>12</td>
<td>พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า)</td>
<td>พ.ศ. 2068 &#8211; 2081 (13 ปี) ครั้งที่ 1</td>
</tr>
<tr>
<td>13</td>
<td>ท้าวซายคำ</td>
<td>พ.ศ. 2081 &#8211; 2086 (5 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td> </td>
<td>พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า)</td>
<td>พ.ศ. 2086 &#8211; 2088 (2 ปี) ครั้งที่ 2</td>
</tr>
<tr>
<td>14</td>
<td>พระนางจิรประภาเทวี</td>
<td>พ.ศ. 2088 &#8211; 2089 (1 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>15</td>
<td>สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช</td>
<td>พ.ศ. 2089 &#8211; 2090 (1 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td> </td>
<td>ว่างกษัตริย์</td>
<td>พ.ศ. 2090 &#8211; 2094 (4 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>16</td>
<td>พระเมกุฏิสุทธิวงศ์ (ท้าวเม่กุ)</td>
<td>พ.ศ. 2094 &#8211; 2107 ตั้งแต่ พ.ศ. 2101 ปกครองภายใต้อำนาจพม่า</td>
</tr>
<tr>
<td>17</td>
<td>พระนางวิสุทธิเทวี</td>
<td>พ.ศ. 2107 &#8211; 2121 ปกครองภายใต้อำนาจพม่า</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4><span style="color: #993300;">รายพระนามคู่อภิเษกสมรสในพระมหากษัตริย์</span></h4>
<table border="1" cellspacing="1" cellpadding="4">
<tbody>
<tr>
<th>ลำดับ</th>
<th>พระนาม</th>
<th>พระชาติกำเนิด</th>
<th>พระราชสวามี/พระมหาเทวี</th>
<th>หมายเหตุ</th>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">1</td>
<td>ไม่ปรากฏพระนาม</td>
<td>สืบเชื้อสายมาจากเวียงไชยปราการ<sup id="cite_ref-3" class="reference">[3]</sup></td>
<td>พญามังราย</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">2</td>
<td>ไม่ปรากฏพระนาม<sup id="cite_ref-เพ็ญสุภา_4-0" class="reference">[4]</sup></td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พญาไชยสงคราม</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">3</td>
<td>ไม่ปรากฏพระนาม</td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พญาแสนภู</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">4</td>
<td>ไม่ปรากฏพระนาม</td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พญาคำฟู</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">5</td>
<td>พระนางจิตราเทวี<sup id="cite_ref-เพ็ญสุภา_4-1" class="reference">[4]</sup></td>
<td>ธิดาเจ้าเมืองเชียงของ</td>
<td>พญาผายู</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">6</td>
<td>ไม่ปรากฏพระนาม</td>
<td>หลานเจ้าเมืองเชียงของ</td>
<td>พญากือนา</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">7</td>
<td>พระนางติโลกจุฑาเทวี<sup id="cite_ref-5" class="reference">[5]</sup></td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พญาแสนเมืองมา</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">8</td>
<td>แม่พระพิลก<sup id="cite_ref-6" class="reference">[6]</sup></td>
<td> </td>
<td>พญาสามฝั่งแกน</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">9</td>
<td>ไม่ปรากฏพระนาม</td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พระเจ้าติโลกราช</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">10</td>
<td>มหาเทวีสิริยศวดี</td>
<td>ธิดาขุนนางนครเขลางค์</td>
<td>พญายอดเชียงราย</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">11</td>
<td>ไม่ปรากฏพระนาม</td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พระเมืองแก้ว</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">12</td>
<td>มหาเทวีจิรประภา</td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พระเมืองเกษเกล้า</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">13</td>
<td>ไม่ปรากฏพระนาม</td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>ท้าวซายคำ</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">14</td>
<td>พระเมืองเกษเกล้า</td>
<td>โอรสพระเมืองแก้ว</td>
<td>พระนางจิรประภาเทวี</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">15</td>
<td>พระนางตนทิพย์<br />พระนางตนคำ</td>
<td>ธิดาพระเมืองเกษเกล้า</td>
<td>พระไชยเชษฐา</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">16</td>
<td>ไม่ทราบ</td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พระเมกุฏิสุทธิวงศ์</td>
<td> </td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">17</td>
<td>ไม่ทราบ</td>
<td><small>ไม่ทราบ</small></td>
<td>พระนางวิสุทธิเทวี</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<ol class="references">
<li id="cite_note-1"> <span class="reference-text">ประเสริฐ ณ นคร. (2549, กุมภาพันธ์). <i>ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด.</i> กรุงเทพฯ: มติชน. ISBN 9743236007. หน้า 270.<br />และดูคำอธิบายที่ <i>&#8220;มังราย&#8221; กับ &#8220;เม็งราย&#8221; อย่างไหนถูก</i></span></li>
<li id="cite_note-2"><span class="mw-cite-backlink">↑</span> <span class="reference-text">สกุลไทย ฉบับที่ 2389 ปีที่ 46 ประจำวันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2543</span></li>
<li id="cite_note-3"><span class="mw-cite-backlink">↑</span> <span class="reference-text">เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์. (3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555). &#8220;คลีโอพัตราแห่งล้านนา &#8220;นางพญาอั้วเชียงแสน&#8221;&#8221;. <i>มติชนสุดสัปดาห์</i>. 32:1642, หน้า 76</span></li>
<li id="cite_note-เพ็ญสุภา-4"><span class="mw-cite-backlink">↑ <sup><span class="cite-accessibility-label">กระโดดขึ้นไป:</span>4.0</sup> <sup>4.1</sup></span> <span class="reference-text">เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์. (27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555). &#8220;ใครคือ “มหาเทวีแม่ลูกสอง” ผู้มิใช่ “มหาเทวีสองแม่ลูก”&#8221;. <i>มติชนสุดสัปดาห์</i>. 32:1667, หน้า 76</span></li>
<li id="cite_note-5"><span class="mw-cite-backlink">↑</span> <span class="reference-text"><cite class="citation web cs1">&#8220;พระนางติโลกจุฑาเทวี&#8221;. แม่ญิงล้านนา<span class="reference-accessdate">. สืบค้นเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2556</span>.</cite> </span></li>
<li id="cite_note-6"><span class="mw-cite-backlink">↑</span> <span class="reference-text">พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. <i>การเมืองในประวัติศาสตร์ ยุคสุโขทัย-อยุธยา พระมหาธรรมราชา กษัตราธิราช</i>. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:มติชน, หน้า 48</span></li>
</ol>


<p></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ราชวงศ์มังราย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2020 15:47:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นครลำปาง]]></category>
		<category><![CDATA[นครลำพูน]]></category>
		<category><![CDATA[นครเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ราชวงศ์ทิพย์จักร]]></category>
		<category><![CDATA[ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าเจ็ดตน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8435</guid>

					<description><![CDATA[<p>ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ หรือ ราชวงศ์ทิพย์จักร หรือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน เป็นราชวงศ์ที่ปกครองนครลำปาง นครเชียงใหม่ และนครลำพูน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/">ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #339966;">ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ หรือ ราชวงศ์ทิพย์จักร หรือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน เป็นราชวงศ์ที่ปกครองนครลำปาง นครเชียงใหม่ และนครลำพูน</span></h2>
<h3><span style="color: #3366ff;">การสถาปนา</span></h3>
<p>ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ หรือ ราชวงศ์ทิพย์จักร หรือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ได้รับการสถาปนาขึ้นในปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งอาณาจักรอยุธยา โดย &#8220;หนานทิพช้าง&#8221; ควาญช้างและพรานป่าผู้มีความสามารถ ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองนครลำปาง มีพระนามว่า พระญาสุละวะฦๅไชย ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามจากราชสำนักกรุงอังวะเป็น พระยาไชยสงคราม ถือเป็นนครรัฐอิสระในปี พ.ศ. 2275</p>
<p>เมื่อถึงแก่พิราลัย เจ้าชายแก้วพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าฟ้าชายแก้ว ซึ่งในช่วงดังกล่าวนครลำปางมีฐานะเป็นประเทศราชของพม่า โดยพระเจ้ากรุงอังวะได้โปรดฯ เฉลิมพระนามให้เป็นเจ้าฟ้าสิงหาราชธานีเจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว</p>
<p>เจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครลำปาง พระโอรสพระองค์ใหญ่ของเจ้าฟ้าชายแก้ว ได้ร่วมกับพระอนุชาทั้ง 6 พระองค์ และ &#8220;พระยาจ่าบ้าน&#8221; เจ้านครเชียงใหม่ กอบกู้ล้านนาภายใต้การสนับสนุนจากทัพหลวงของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2317 ซึ่งในครั้งนั้นได้โปรดฯ ให้ &#8220;เจ้าพระยาจักรี&#8221;และ &#8220;เจ้าพระยาสุรสีห์&#8221; ยกกองทัพไปช่วยปราบพม่า เมื่อยึดนครเชียงใหม่และนครลำปางได้แล้ว จึงโปรดฯ ให้พระยาจ่าบ้านเป็นพระยาวิเชียรปราการครองนครเชียงใหม่ และเจ้ากาวิละเป็นพระยานครลำปาง ในการรบครั้งนั้น เจ้าพระยาสุรสีห์ได้พบรักกับเจ้าศรีอโนชา พระขนิษฐาของพระยากาวิละ และได้ทูลขอจากเจ้าฟ้าชายแก้ว ซึ่งต่อมาเจ้าหญิงศรีอโนชาได้สร้างวีรกรรมสำคัญยิ่งในการปกป้องพระนครจากพระยาสรรค์ ซึ่งก่อการกบฏต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะนั้นเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ พระสวามีติดการสงครามที่เขมร หลังจากปกป้องพระนครเสร็จ ได้เชิญเจ้าพระยาจักรีกลับพระนครและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์</p>
<p>ในคราเดียวกันนั้นได้โปรดฯ สถาปนา &#8220;เจ้าพระยาสุรสีห์&#8221; พระอนุชาขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท โปรดฯให้ พระยากาวิละขึ้นครองนครเชียงใหม่ (ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นเมืองร้าง เนื่องจากพม่าได้เข้ามารุกรานจนพระยาจ่าบ้านต้องพาประชาชนอพยพหนี) โปรดฯ ให้พระยาคำโสม พระอนุชาพระองค์ที่ 2 ขึ้นครองนครลำปาง และ โปรดฯ ให้ เจ้าคำฝั้น พระอนุชาพระองค์ที่ ๓ ขึ้นครองนครลำพูน ตลอดต้นรัชสมัยที่ครองนคร เจ้ากาวิละได้ร่วมกับพระอนุชาทั้ง 6 พระองค์ กระทำการสงครามเพื่อขยายขอบเขตขัณฑสีมาออกไปอย่างขจรขจาย ได้กวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินจากหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อนำกลับมาสร้างบ้านแปงเมือง รวมทั้งได้ทรงรื้อฟื้นโบราณราชประเพณีทุกอย่างให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนสมัยราชวงศ์มังรายครองอาณาจักรล้านนา ด้วยพระปรีชาสามารถและความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดฯ เฉลิมพระอิสริยยศพระยากาวิละขึ้นเป็นพระบรมราชาธิบดี พระเจ้านครเชียงใหม่ เป็นใหญ่ในล้านนา 57 หัวเมือง</p>
<h3><span style="color: #3366ff;">ชื่อราชวงศ์</span></h3>
<p>คำว่า &#8220;ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์&#8221; เกิดจากการสถาปนาของ พระเจ้ากาวิละ โดยเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ซึ่งภายหลังได้มีพระประสงค์ของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งเป็นองค์ประธานของการจัดสายสืบสกุล โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ มอบหมายให้บรรดาเจ้านายในราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ในราชสกุล ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน ณ ลำปาง ช่วยกันสืบเสาะทายาทและผู้สืบสายโลหิตจาก พระเจ้าทิพย์จักรสุละวะฤๅไชยสงคราม และมอบหมายให้ เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่) เป็นผู้จารึกลำดับลงในสมุดข่อยโบราณภายใต้ &#8220;ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์&#8221; โดยจารึกเป็นอักษรล้านนาซึ่งภายหลังได้ถ่ายทอดมาเป็นอักษรไทยกลางและคงไว้ซึ่งอักษรล้านนาบ้างในฐานะที่ท่านเป็นเลขานุการของการจัดสายสืบสกุล ภายหลังบางตำรามักนิยมเรียกโดยสั้นว่าราชวงศ์ทิพย์จักร อันหมายถึงชื่อราชวงศ์อย่างย่อจากพระนามเต็มของ พระเจ้าทิพย์จักรสุละวะฤๅไชยสงคราม ผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์</p>
<h3><span style="color: #3366ff;">ความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อื่น</span></h3>
<p>ราชวงศ์ทิพย์จักรถือเป็นราชวงศ์ล้านนาที่เชื่อมความสัมพันธ์กับพระราชวงศ์ล้านนาอันเก่าแก่เดิม อันได้แก่ ราชวงศ์มังรายอันมีพญามังรายมหาราชเป็นองค์ปฐมวงศ์ และราชวงศ์พะเยา พญางำเมือง ด้วยระบบความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติ</p>
<p>นอกจากนั้น เจ้านายในราชวงศ์ทิพย์จักรยังได้อภิเษกสมรสกับพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์จักรีหลายพระองค์ พระองค์ที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เจ้าศรีอโนชา พระอัครชายา และเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสองพระราชวงศ์ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระราชอาณาจักรล้านนาเดิมได้เข้ารวมกับสยามประเทศอย่างสมบูรณ์</p>
<p>การที่ไทยในสยามประเทศสามารถรวมกันได้ เพราะอาศรัยพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จฯพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทราชอนุชาเปนต้นเค้า ก็เปนความจริง แต่สมควรจะยกย่องผู้เปนหัวหน้าของชาวมณฑลพายัพในสมัยนั้นด้วย คือเจ้าเจ็ดตนอันเปนต้นตระกูลวงศ์ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปางและเมืองลำพูน กับทั้งเจ้าเมืองน่านที่ได้เปนบรรพบุรุษของเจ้านายในเมืองนั้น ที่ได้สามิภักดิ์แล้วช่วยรบพุ่งข้าศึกเปนกำลังอย่างสำคัญ&#8230;จึงทรงพระกรุณาโปรดยกย่องวงศ์สกุลเจ้าเจ็ดตนและสกุลเจ้าเมืองน่านให้มียศเปนเจ้าสืบกันมา ด้วยเปนสกุลคู่พระบารมีของพระบรมราชจักรีวงศ์มาตั้งแต่ปฐมกาล</p>
<h3><span style="color: #3366ff;">ลำดับสกุลวงศ์</span></h3>
<h4>ชั้น 1 องค์ปฐมวงศ์</h4>
<p>พระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง), ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้านครเขลางค์ (ลำปาง) นครรัฐอิสระ (2275 &#8211; 2302)</p>
<h4>ชั้น 2 พระราชบุตรในพระยาไชยสงคราม</h4>
<p>เจ้าชายอ้าย<br />
เจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว เจ้านครเขลางค์ (ลำปาง) ประเทศราชของพม่า (2302 &#8211; 2317), เป็นพระราชบิดาใน&#8221;พระเจ้ากาวิละ&#8221; ด้วยพระราชโอรสทั้ง 7 พระองค์ ทรงมีบทบาทสำคัญในการกอบกู้ราชอาณาจักรล้านนาจากพม่า และต่อมาเจ้านายบุตรหลานได้ปกครองหัวเมืองเหนือ จึงเป็นที่มาของราชสมัญญาว่า &#8220;เจ้าเจ็ดตน&#8221; หรือ &#8220;เจ้าเจ็ดองค์&#8221;<br />
เจ้าหญิงคำทิพ<br />
เจ้าหญิงคำปา<br />
เจ้าชายพ่อเรือน บิดาในพระยาพุทธวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์ที่ 4<br />
เจ้าหญิงกม (กมลา)</p>
<h4>เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (2325 &#8211; 2482)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ลำดับ</th>
<th>พระนาม</th>
<th>ปีที่ครองราชย์</th>
<th></th>
</tr>
<tr>
<td>1</td>
<td>พระเจ้ากาวิละ</td>
<td>2325 &#8211; 2356 (31 ปี)</td>
<td><i>สมัยกรุงรัตนโกสินทร์</i></td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>พระยาธรรมลังกา</td>
<td>2356 &#8211; 2365 (11 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>พระยาคำฟั่น</td>
<td>2366 &#8211; 2368 (2 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>พระยาพุทธวงศ์</td>
<td>2369 &#8211; 2389 (20 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>พระเจ้ามโหตรประเทศ</td>
<td>2390 &#8211; 2397 (7 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>6</td>
<td>พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์</td>
<td>2399 &#8211; 2413 (14 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>7</td>
<td>พระเจ้าอินทวิชยานนท์</td>
<td>2416 &#8211; 2439 (23 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>8</td>
<td>เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์</td>
<td>2444 &#8211; 2452 (8 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>9</td>
<td>เจ้าแก้วนวรัฐ</td>
<td>2454 &#8211; 2482 (28 ปี)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>เจ้าผู้ครองนครลำปาง (2275 &#8211; 2465)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ลำดับ</th>
<th>พระนาม</th>
<th>ปีที่ครองราชย์</th>
<th></th>
</tr>
<tr>
<td>1</td>
<td>พระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง)</td>
<td>2275 &#8211; 2306 (31 ปี)</td>
<td><i>สมัยกรุงศรีอยุธยา</i></td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>เจ้าฟ้าสิงหาราชธานีเจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว</td>
<td>2306 &#8211; 2317 (11 ปี)</td>
<td><i>สมัยกรุงศรีอยุธยา</i></td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>พระเจ้ากาวิละ</td>
<td>2317 &#8211; 2325 (8 ปี)</td>
<td><i>สมัยกรุงธนบุรี</i></td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>พระยาคำโสม</td>
<td>2325 &#8211; 2337 (12 ปี)</td>
<td><i>สมัยกรุงรัตนโกสินทร์</i></td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>พระเจ้าดวงทิพย์</td>
<td>2337 &#8211; 2366</td>
</tr>
<tr>
<td>6</td>
<td>พระยาไชยวงศ์</td>
<td>2369 &#8211; 2380</td>
</tr>
<tr>
<td>7</td>
<td>พระยาขัติยะ</td>
<td>2380 &#8211; 2380</td>
</tr>
<tr>
<td>8</td>
<td>พระยาน้อยอินท์</td>
<td>2381 &#8211; 2391</td>
</tr>
<tr>
<td>9</td>
<td>เจ้าวรญาณรังษี</td>
<td>2399 &#8211; 2414</td>
</tr>
<tr>
<td>10</td>
<td>เจ้าพรหมาภิพงษธาดา</td>
<td>2416 &#8211; 2435</td>
</tr>
<tr>
<td>11</td>
<td>เจ้านรนันทไชยชวลิต</td>
<td>2435 &#8211; 2438</td>
</tr>
<tr>
<td>12</td>
<td>เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต</td>
<td>2440 &#8211; 2465</td>
</tr>
<tr>
<td>13</td>
<td>เจ้าราชบุตร (แก้วเมืองพวน ณ ลำปาง)</td>
<td>2465 &#8211; 2468 (3 ปี)</td>
<td>ผู้รั้งตำแหน่งเจ้านครลำปาง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>เจ้าผู้ครองนครลำพูน (2348 &#8211; 2486)</h4>
<table>
<tbody>
<tr>
<th>ลำดับ</th>
<th>พระนาม</th>
<th>ปีที่ครองราชย์</th>
<th></th>
</tr>
<tr>
<td>1</td>
<td>พระยาคำฟั่น</td>
<td>2348 &#8211; 2358 (10 ปี)</td>
<td><i>สมัยกรุงรัตนโกสินทร์</i></td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>พระเจ้าลำพูนไชย</td>
<td>2358 &#8211; 2370 (12 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>พระยาน้อยอินท์</td>
<td>2370 &#8211; 2380 (10 ปี)</td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>พระยาคำตัน</td>
<td>2381 &#8211; 2384 (3 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>พระยาน้อยลังกา</td>
<td>2384 &#8211; 2386 (2 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>6</td>
<td>เจ้าไชยลังกาพิศาลโสภาคย์คุณ</td>
<td>2391 &#8211; 2414 (23 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>7</td>
<td>เจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจน์</td>
<td>2414 &#8211; 2431 (17 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>8</td>
<td>เจ้าเหมพินธุไพจิตร</td>
<td>2431 &#8211; 2438 (7 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>9</td>
<td>เจ้าอินทยงยศโชติ</td>
<td>2438 &#8211; 2454 (16 ปี)</td>
</tr>
<tr>
<td>10</td>
<td>เจ้าจักรคำขจรศักดิ์</td>
<td>2454 &#8211; 2486 (32 ปี)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/">ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายพระนามพระมหากษัตริย์ล้านนา</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2020 14:59:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[กษัตริย์ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[กษัตริย์เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมหากษัตริย์ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[รางวงศ์มังราย]]></category>
		<category><![CDATA[รายชื่อกษัตริย์ล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8433</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายพระนามพระมหากษัตริย์ล้านนา (พ.ศ. 1839 - พ.ศ. 2318) ตั้งแต่พญามังราย ก่อตั้งอาณาจักรจนกระทั่งสิ้นสุดเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกประเพณีแต่งตั้งเจ้าหลวง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">รายพระนามพระมหากษัตริย์ล้านนา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #0000ff;">รายพระนามพระมหากษัตริย์ล้านนา (พ.ศ. 1839 &#8211; พ.ศ. 2318) ตั้งแต่พญามังราย ก่อตั้งอาณาจักรจนกระทั่งสิ้นสุดเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกประเพณีแต่งตั้งเจ้าหลวง</span></h2>
<p>โดยแบ่งเป็น 3 ช่อง คือ <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ราชวงศ์มังราย</a> (พ.ศ. 1839 &#8211; พ.ศ. 2121) แคว้นเชียงใหม่ในฐานะหัวเมืองอิสระ (พ.ศ. 2270 &#8211; 2306) ยุคพม่าครองเมือง (พ.ศ. 2121 &#8211; พ.ศ. 2317) ยกเว้นช่วง (พ.ศ. 2270 &#8211; 2306)</p>
<h3><span style="color: #ff0000;">ราชวงศ์มังราย (พ.ศ. 1839 &#8211; พ.ศ. 2121)</span></h3>
<table border="1" cellspacing="1" cellpadding="4">
<tbody>
<tr>
<th>ลำดับ</th>
<th>พระฉายาลักษณ์</th>
<th>รายพระนาม</th>
<th>เริ่มครองราชย์</th>
<th>สิ้นสุดรัชกาล</th>
<th>รวมระยะเวลา</th>
<th>หมายเหตุ</th>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">1</td>
<td><img decoding="async" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/6a/Mangrai_Monument.jpg/100px-Mangrai_Monument.jpg" srcset="//upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/6a/Mangrai_Monument.jpg/150px-Mangrai_Monument.jpg 1.5x, //upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/6a/Mangrai_Monument.jpg/200px-Mangrai_Monument.jpg 2x" alt="Mangrai Monument.jpg" width="100" height="133" data-file-width="768" data-file-height="1024" /></td>
<th><a title="พญามังราย" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">พญามังราย</a></th>
<td>พ.ศ. 1839</td>
<td>พ.ศ. 1854</td>
<td>15 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในลาวเมง พระมหากษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงราวกับนางเทพคำขยาย</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">2</th>
<td></td>
<th><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/">พญาไชยสงคราม</a></th>
<td>พ.ศ. 1854</td>
<td>พ.ศ. 1868</td>
<td>14 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพญามังราย</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">3</th>
<td></td>
<th><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b9/">พญาแสนภู</a></th>
<td>พ.ศ. 1868</td>
<td>พ.ศ. 1877</td>
<td>9 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพญาไชยสงคราม</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">4</th>
<td></td>
<th><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9f%e0%b8%b9/">พญาคำฟู</a></th>
<td>พ.ศ. 1877</td>
<td>พ.ศ. 1879</td>
<td>2 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพญาแสนภู</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">5</th>
<td></td>
<th>พญาผายู</th>
<td>พ.ศ. 1879</td>
<td>พ.ศ. 1898</td>
<td>19 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพญาคำฟู</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">6</th>
<td></td>
<th>พญากือนา</th>
<td>พ.ศ. 1898</td>
<td>พ.ศ. 1928</td>
<td>30 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพญาผายู</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">7</th>
<td></td>
<th>พญาแสนเมืองมา</th>
<td>พ.ศ. 1929</td>
<td>พ.ศ. 1945</td>
<td>16 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสพญากือนา</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">8</th>
<td></td>
<th>พญาสามฝั่งแกน</th>
<td>พ.ศ. 1945</td>
<td>พ.ศ. 1984</td>
<td>30 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพญาแสนเมืองมา</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">9</th>
<td></td>
<th>พระเจ้าติโลกราช</th>
<td>พ.ศ. 1984</td>
<td>พ.ศ. 2030</td>
<td>46 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพญาสามฝั่งแกนและแม่พระพิลก</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">10</th>
<td></td>
<th>พญายอดเชียงราย</th>
<td>พ.ศ. 2030</td>
<td>พ.ศ. 2038</td>
<td>8 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในท้าวบุญเรือง<br />
* พระราชนัดดาในพระเจ้าติโลกราช</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">11</th>
<td></td>
<th>พญาแก้ว<br />
<small>(พญาแก้ว)</small></th>
<td>พ.ศ. 2038</td>
<td>พ.ศ. 2068</td>
<td>30 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในพญายอดเชียงรายกับมหาเทวีสิริยศวดี</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">12</th>
<td></td>
<th>พระเมืองเกษเกล้า</th>
<td>พ.ศ. 2068</td>
<td>พ.ศ. 2081</td>
<td>13 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภาเทวี</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">13</th>
<td></td>
<th>ท้าวซายคำ</th>
<td>พ.ศ. 2081</td>
<td>พ.ศ. 2086</td>
<td>5 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภาเทวี</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9"></th>
<td></td>
<th>พระเมืองเกษเกล้า</th>
<td>พ.ศ. 2086</td>
<td>พ.ศ. 2088</td>
<td>2 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในพญาแก้วกับพระนางจิรประภามหาเทวี</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">14</th>
<td><img decoding="async" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/7/79/Chiraprabha_Mahadevi.jpg/100px-Chiraprabha_Mahadevi.jpg" srcset="//upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/7/79/Chiraprabha_Mahadevi.jpg/150px-Chiraprabha_Mahadevi.jpg 1.5x, //upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/7/79/Chiraprabha_Mahadevi.jpg/200px-Chiraprabha_Mahadevi.jpg 2x" alt="Chiraprabha Mahadevi.jpg" width="100" height="139" data-file-width="385" data-file-height="536" /></td>
<th>พระนางจิรประภาเทวี</th>
<td>พ.ศ. 2088</td>
<td>พ.ศ. 2089</td>
<td>1 ปี</td>
<td align="left">* พระมเหสีในพญาแก้ว<br />
* พระมารดาในพระเมืองเกษเกล้าและท้าวซายคำ</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">15</th>
<td><img decoding="async" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/e7/Setthathirat.JPG/100px-Setthathirat.JPG" srcset="//upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/e7/Setthathirat.JPG/150px-Setthathirat.JPG 1.5x, //upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/e7/Setthathirat.JPG/200px-Setthathirat.JPG 2x" alt="Setthathirat.JPG" width="100" height="149" data-file-width="2592" data-file-height="3872" /></td>
<th>สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช</th>
<td>พ.ศ. 2089</td>
<td>พ.ศ. 2090</td>
<td>1 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพระยาโพธิสาลราชกับพระนางยอดคำทิพย์<br />
* พระนัดดาในพญาแก้วกับพระนางจิรประภามหาเทวี</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="8" align="center"><i>ว่างกษัตริย์ พ.ศ. 2090 &#8211; พ.ศ. 2094 (4 ปี)</i></td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">16</th>
<td><img loading="lazy" decoding="async" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/69/Yun_Bayin_%28Mekuti%29_nat.jpg/100px-Yun_Bayin_%28Mekuti%29_nat.jpg" srcset="//upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/69/Yun_Bayin_%28Mekuti%29_nat.jpg/150px-Yun_Bayin_%28Mekuti%29_nat.jpg 1.5x, //upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/69/Yun_Bayin_%28Mekuti%29_nat.jpg/200px-Yun_Bayin_%28Mekuti%29_nat.jpg 2x" alt="Yun Bayin (Mekuti) nat.jpg" width="100" height="138" data-file-width="521" data-file-height="720" /></td>
<th>พระเมกุฏิสุทธิวงศ์</th>
<td>พ.ศ. 2094</td>
<td>พ.ศ. 2107</td>
<td>13 ปี</td>
<td align="left">* ทรงเป็นเจ้าฟ้าเมืองนายมาก่อน แต่ทรงมีเชื้อสายของขุนเครือ พระโอรส<a title="พญามังราย" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">พญามังราย</a></td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">17</th>
<td></td>
<th>พระนางวิสุทธิเทวี</th>
<td>พ.ศ. 2107</td>
<td>พ.ศ. 2121</td>
<td>13 ปี</td>
<td align="left">* พระราชมารดาในพระเมกุฏิสุทธิวงศ์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #ff0000;">แคว้นเชียงใหม่ในฐานะหัวเมืองอิสระ (พ.ศ. 2270 &#8211; 2306)</span></h3>
<table border="1" cellspacing="1" cellpadding="4">
<tbody>
<tr>
<th>ลำดับ</th>
<th>พระฉายาลักษณ์</th>
<th>รายพระนาม</th>
<th>เริ่มครองราชย์</th>
<th>สิ้นสุดรัชกาล</th>
<th>รวมระยะเวลา</th>
<th>หมายเหตุ</th>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">1</td>
<td></td>
<th>เทพสิงห์</th>
<td>พ.ศ. 2270</td>
<td>พ.ศ. 2270</td>
<td>1 เดือน</td>
<td align="left">* สามัญชนปราบดาภิเษก</td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">2</td>
<td></td>
<th>องค์คำ</th>
<td>พ.ศ. 2270</td>
<td>พ.ศ. 2302</td>
<td>32 ปี</td>
<td align="left">* พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางได้ครองเชียงใหม่หลังร่วมมือกับพม่าขับไล่เทพสิงห์ออกไป</td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">3</td>
<td></td>
<th>องค์จันทร์</th>
<td>พ.ศ. 2302</td>
<td>พ.ศ. 2304</td>
<td>2 ปี</td>
<td align="left">* เป็นพระโอรสในองค์คำ ได้ครองเชียงใหม่หลังจากที่พระบิดาสิ้นพระชนม์และทรงประกาศไม่ขึ้นกับหลวงพระบาง</td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">4</td>
<td></td>
<th>เจ้าขี้หุด</th>
<td>พ.ศ. 2304</td>
<td>พ.ศ. 2306</td>
<td>2 ปี</td>
<td align="left">* เป็นพระภิกษุวัดดวงดี ลาสิกขาบทออกมาเป็นเจ้าเมืองแทนเจ้าปัด หลังจากเจ้าปัดยึดอำนาจองค์จันทร์แต่ไม่สามารถปกครองได้</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #ff0000;">ยุคพม่าครองเมือง (พ.ศ. 2121 &#8211; พ.ศ. 2317) ยกเว้นช่วง (พ.ศ. 2270 &#8211; 2306)</span></h3>
<table border="1" cellspacing="1" cellpadding="4">
<tbody>
<tr>
<th>ลำดับ</th>
<th>พระฉายาลักษณ์</th>
<th>รายพระนาม</th>
<th>เริ่มครองราชย์</th>
<th>สิ้นสุดรัชกาล</th>
<th>รวมระยะเวลา</th>
<th>หมายเหตุ</th>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#E9E9E9">1</td>
<td></td>
<th>นรธาเมงสอ</th>
<td>พ.ศ. 2121</td>
<td>พ.ศ. 2150</td>
<td>29 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในพระเจ้าบุเรงนองกับพระนางราชเทวีแห่งหงสาวดี</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">2</th>
<td></td>
<th>พระช้อย</th>
<td>พ.ศ. 2150</td>
<td>พ.ศ. 2151</td>
<td>1 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในนรธาเมงสอ</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">3</th>
<td></td>
<th>พระชัยทิพ</th>
<td>พ.ศ. 2151</td>
<td>พ.ศ. 2156</td>
<td>5 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในนรธาเมงสอ<br />
* พระเชษฐาในพระช้อย</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9"></th>
<td></td>
<th>พระช้อย</th>
<td>พ.ศ. 2156</td>
<td>พ.ศ. 2158</td>
<td>2 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในนรธาเมงสอ<br />
* พระอนุชาในพระชัยทิพ</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">4</th>
<td></td>
<th>พระเจ้าศรีสองเมือง</th>
<td>พ.ศ. 2158</td>
<td>พ.ศ. 2174</td>
<td>16 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสบุญธรรมในนรธาเมงสอ</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">5</th>
<td></td>
<th>พระยาหลวงทิพเนตร</th>
<td>พ.ศ. 2174</td>
<td>พ.ศ. 2198</td>
<td>24 ปี</td>
<td align="left">* ทรงเคยเป็นเจ้าเมืองฝางมาก่อน</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">6</th>
<td></td>
<th>พระแสนเมือง</th>
<td>พ.ศ. 2198</td>
<td>พ.ศ. 2202</td>
<td>4 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสในพระยาหลวงทิพเนตร</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">7</th>
<td></td>
<th>เจ้าเมืองแพร่</th>
<td>พ.ศ. 2202</td>
<td>พ.ศ. 2215</td>
<td>13 ปี</td>
<td align="left">*ทรงเคยเป็นเจ้าผู้ครองนครแพร่มาก่อน</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">8</th>
<td></td>
<th>อุปราชอึ้งแซะ</th>
<td>พ.ศ. 2215</td>
<td>พ.ศ. 2218</td>
<td>3 ปี</td>
<td align="left">* พระราชโอรสในพระเจ้าอังวะ</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">9</th>
<td></td>
<th>เจพูตราย</th>
<td>พ.ศ. 2218</td>
<td>พ.ศ. 2250</td>
<td>32 ปี</td>
<td align="left">* พระโอรสเจ้าเจกุตรา</td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">10</th>
<td></td>
<th>มังแรนร่า</th>
<td>พ.ศ. 2250</td>
<td>พ.ศ. 2270</td>
<td>20 ปี</td>
<td align="left"></td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">11</th>
<td></td>
<th>โป่อภัยคามินี</th>
<td>พ.ศ. 2306</td>
<td>พ.ศ. 2311</td>
<td>5 ปี</td>
<td align="left"></td>
</tr>
<tr>
<th bgcolor="#E9E9E9">12</th>
<td></td>
<th>โป่มะยุง่วน</th>
<td>พ.ศ. 2311</td>
<td>พ.ศ. 2317</td>
<td>5 ปี</td>
<td align="left"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">รายพระนามพระมหากษัตริย์ล้านนา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตุ๊ก 50 ประการ ตุ๊กสุด ๆ จะไปหื้อปะ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81-50-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b9%86-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Jul 2019 15:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน ภาคเหนือ ล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=8935</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตุ๊ก 50 ประการ ตุ๊กสุด ๆ จะไปหื้อปะ 1.ก้างปักเหงียก ก้างปักเหงือก 2.เกียกขบตี๋น รองเท้ากัดตีน 3.จิ้นขำเขี้ยว เนื้อติดฟัน 4.ไค่เยี่ยวบนรถ ปวดฉี่บนรถ 5.มดขบต๋า มดกัดตา 6.ขาเป็นตะคริว 7.สิวออกในฮุดัง สิวออกในจมูก 8.คันหลังเก๋าบ่สุด คันหลังเกาแล้วไม่หายคัน 9.มุดฮั้วลวดหนาม มุดรั้วลวดหนาม 10.จ๋ามในห้องแอร์ จามในห้องแอร์ 11.เหม็นขี้แฮ้ในลิฟท์ เหม็นขี้เต่าในลิฟท์ 12.รูดซิบติดหำ รูดซิปติดจู๋ 13.ยกจ๋ำขึ้นบะได้ ยก จ๋ำ อุปกรณ์ตกปลาชนิดหนึ่ง ขึ้นไม่ได้ 14.ไค่ให้ไค่หุย อยากร้องไห้ร้องห่ม 15.โดนหละกุยยอกแก่นต๋า โดนมัดต่อยตรงลูกตา 6.เซาะหาผัวบะเจอ หาสามีไม่เจอ 17.เมียเผลอเซาะมีกิ๊ก เมียเผอหามีกิ๊ก 18.ต๋ำน้ำพริกปอบะแหลวตำน้ำพริกไม่ละเอียด 19.อู้หยั่งแม้วหยั่งกับยาง พูดเหมือนชาวเขาชาวดอย 20.ขางผัวอยู่ตึงวัน หึงสามีทุกวัน 21.อันนั้นสั้นล้ำไป อันนั้นสั้นเกินไป 22.มีไข่แก่นเดียว มีไข่ลูกเดียว 23.บ่าเสียวมีเซ็กซ์ ตายด้าน 24.ต๋าเก๊กสองข้าง ตาเขทั้งสองข้าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81-50-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b9%86-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b0/">ตุ๊ก 50 ประการ ตุ๊กสุด ๆ จะไปหื้อปะ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ตุ๊ก 50 ประการ ตุ๊กสุด ๆ จะไปหื้อปะ</h2>
<div><span style="color: blue;">1.ก้างปักเหงียก</span><span style="color: #000000;"> <b>ก้างปักเหงือก</b></span><br />
<span style="color: blue;">2.เกียกขบตี๋น </span> <b>รองเท้ากัดตีน</b><br />
<span style="color: blue;">3.จิ้นขำเขี้ยว </span> <b>เนื้อติดฟัน</b><br />
<span style="color: blue;">4.ไค่เยี่ยวบนรถ </span> <b>ปวดฉี่บนรถ</b><br />
<span style="color: blue;">5.มดขบต๋า </span><b>มดกัดตา</b><br />
<span style="color: blue;">6.ขาเป็นตะคริว </span><br />
<span style="color: blue;">7.สิวออกในฮุดัง </span> <b>สิวออกในจมูก</b><br />
<span style="color: blue;">8.คันหลังเก๋าบ่สุด </span><b>คันหลังเกาแล้วไม่หายคัน</b><br />
<span style="color: blue;">9.มุดฮั้วลวดหนาม </span> <b>มุดรั้วลวดหนาม</b><br />
<span style="color: blue;">10.จ๋ามในห้องแอร์ </span> <b>จามในห้องแอร์</b><br />
<span style="color: blue;">11.เหม็นขี้แฮ้ในลิฟท์ </span> <b>เหม็นขี้เต่าในลิฟท์</b><br />
<span style="color: blue;">12.รูดซิบติดหำ </span> <b>รูดซิปติดจู๋</b><br />
<span style="color: blue;">13.ยกจ๋ำขึ้นบะได้ </span><b>ยก จ๋ำ อุปกรณ์ตกปลาชนิดหนึ่ง ขึ้นไม่ได้</b><br />
<span style="color: blue;">14.ไค่ให้ไค่หุย </span><b>อยากร้องไห้ร้องห่ม</b><br />
<span style="color: blue;">15.โดนหละกุยยอกแก่นต๋า </span><b>โดนมัดต่อยตรงลูกตา</b><br />
<span style="color: blue;">6.เซาะหาผัวบะเจอ </span><span style="color: black;"><b>หาสามีไม่เจอ</b></span><br />
<span style="color: blue;">17.เมียเผลอเซาะมีกิ๊ก </span> <b>เมียเผอหามีกิ๊ก</b><br />
<span style="color: blue;">18.ต๋ำน้ำพริกปอบะแหลว</span><b>ตำน้ำพริกไม่ละเอียด</b><br />
<span style="color: blue;">19.อู้หยั่งแม้วหยั่งกับยาง</span> <b>พูดเหมือนชาวเขาชาวดอย</b><br />
<span style="color: blue;">20.ขางผัวอยู่ตึงวัน </span> <b>หึงสามีทุกวัน</b><br />
<span style="color: blue;">21.อันนั้นสั้นล้ำไป </span><b>อันนั้นสั้นเกินไป</b><br />
<span style="color: blue;">22.มีไข่แก่นเดียว </span> <b>มีไข่ลูกเดียว</b><br />
<span style="color: blue;">23.บ่าเสียวมีเซ็กซ์ </span><b>ตายด้าน</b><br />
<span style="color: blue;">24.ต๋าเก๊กสองข้าง </span> <b>ตาเขทั้งสองข้าง</b><br />
<span style="color: blue;">25.ป๋ายกางเป๋นฝี </span> <b>ปลายคางเป็นฝี</b><br />
<span style="color: blue;">26.ป๋ายหีเป๋นตุ่ม </span> <b>ปลาย&#8230;เป็นตุ่ม</b><br />
<span style="color: blue;">27.ตุ้ยอุ้มลุ้มอุ้บ่าฉ๊วะ </span><b>คุณมลแปลว่าจาได๋เจ้า</b><br />
<span style="color: blue;">28.เมียละผัวหนี </span> <b>เมียทิ้งผัวหนี</b><br />
<span style="color: blue;">29.ทีวีโดนลัก </span> <b>ทีวีโดนขโมย</b><br />
<span style="color: blue;">30.ผีตั๊กต๋อนค่ำ </span><b> ผีทักตอนเย็น</b><br />
<span style="color: blue;">31.มดง่ามขบจู๋ </span> <b>มดแดงกัดจู๋</b><br />
<span style="color: blue;">32.หูเป๋นน้ำหนวก </span><b>หูเป็นน้ำหนวก</b><br />
<span style="color: blue;">33.เมียสวกตบหงีบ </span> <b>เมียดุตบจนสลบ</b><br />
<span style="color: blue;">34.ผัวถีบตกรถ</span><br />
<span style="color: blue;">35.เก็บกดแม่เมียด่า </span><br />
<span style="color: blue;">36.ขี้หมาติ๊ดเกิบ</span><span style="color: #000000;"> <b>ขี้หมาติดรองเท้า</b></span><br />
<span style="color: blue;">37.ต่าวอวบเติ๊บเปิ๊บก๋างห้าง </span><b>คุณมลแปลว่าจาได๋เจ้า</b><br />
<span style="color: blue;">38.อารมณ์ค้างผัวเสร็จเวอย </span><span style="color: black;"><b>อารมณ์ค้าง สามีเสร็จเร็ว</b></span><br />
<span style="color: blue;">39.เม่ยไข้ทับระดู </span><span style="color: black;"><b>ปวดเป็นไข้ตอนมีประจำเดือน</b></span><br />
<span style="color: blue;">40.ฮู บ่กระชับ </span><span style="color: black;"><b>รู. ไม่กระชับ</b></span><br />
<span style="color: blue;">41.โดนยับใบขับขี่ </span><b>โดนจับใบขับขี่</b><br />
<span style="color: blue;">42.ไค่ขี้ต๋อนกิ๋นเข้า </span><b>ปวดท้องตอนกินข้าว</b><br />
<span style="color: blue;">43.ฮักเมาแม่เฮือนหนุ่ม</span><br />
<span style="color: blue;">44.ไอ่ลุ่มบ่อไค่แข็งแรง</span><br />
<span style="color: blue;">45.เหม็นแมงแกงติดหัว</span><br />
<span style="color: blue;">46.ผัวบะนอนตวย </span> <b>ผัวไม่นอนด้วย</b><br />
<span style="color: blue;">47.ซื้อหวยก่อบะถูก </span> <b>ซื้อหวยก็ไม่ถูก</b><br />
<span style="color: blue;">48.ขี้มูกกาฮุดัง </span><b>ขี้มูกติดในรูจมูก</b><br />
<span style="color: blue;">49.เป๋นสังคังติดเก๊าขา </span> <b>เป็นสังตังติดต้นขา</b><br />
<span style="color: blue;">50.สาบขี้หมาในรถ </span><b>เหม็นขี้หมาในรถ</b></div>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81-50-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b9%86-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b0/">ตุ๊ก 50 ประการ ตุ๊กสุด ๆ จะไปหื้อปะ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผีม้าบ้อง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Jun 2019 18:05:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผี ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ผีภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ผีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ม้าบ้อง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8171</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผีม้าบ้อง อีกหนึ่งผีของทางภาคเหนือ ที่ชวนให้ขนลุกยาวค่ำคืน หากคืนไหนได้ยินเสียงม้าวิ่งผ่าน ถ้าคุณมองออกไปหน้าบ้านคุณอาจจะได้เห็นผีครึ่งคนครึ่งม้าที่ชื่อว่า "ผีม้าบ้อง" ก็เป็นได้</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/">ผีม้าบ้อง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000;">ผีม้าบ้อง อีกหนึ่งผีของทางภาคเหนือ ที่ชวนให้ขนลุกยาวค่ำคืน หากคืนไหนได้ยินเสียงม้าวิ่งผ่าน ถ้าคุณมองออกไปหน้าบ้านคุณอาจจะได้เห็นผีครึ่งคนครึ่งม้าที่ชื่อว่า &#8220;ผีม้าบ้อง&#8221; ก็เป็นได้</span></h2>
<p>ผีม้าบ้อง เป็นผีชนิดหนึ่งตามคติความเชื่อของชาวไทยวน เป็นผีจำพวกผีจะกละ หรือผีป่า ม้าบ้องมีรูปลักษณ์ท่อนบนลำตัวเป็นหญิงสาวสวย แต่ท่อนล่างเป็นม้า</p>
<p>ม้าบ้อง โดยปกติจะไม่เห็นตัว แต่อาจจะได้ยินเสียงม้าหรือปรากฏบนรอยเท้าม้าตามพื้นดิน ม้าบ้องจะออกล่อลวงเหยื่อที่เป็นผู้ชาย โดยเฉพาะหนุ่มละอ่อนที่ไม่ประสีประสาในเรื่องทางเพศให้ตามเข้าไปถึงถิ่นที่อาศัยของมัน แล้วฆ่าทิ้งเสีย ซึ่งความเชื่อเรื่องม้าบ้องละม้ายคล้ายกับ เคลปี้ ของเทพปกรณัมนอร์ส, สคิลลา และเซนทอร์ ในเทพปกรณัมกรีก</p>
<p>ในสมัยก่อนถ้าใครได้ยินเสียงม้าวิ่งในเวลากลางคืนจะต้องเข้าใจว่าเป็นเสียงของผีม้าบ้อง มีเรื่องเล่าว่า ผีม้าบ้องนี้เกิดจากม้าตัวหนึ่งที่ตายไปแล้ว แต่ยังอาลัยหาคู่ของมันอยู่ พอถึงเวลากลางคืนม้าตัวนี้จะออกวิ่งไปตามที่ต่างๆ เพื่อตามหาคู่ของมัน ม้าตัวนี้ก่อนที่จะตายนั้นตอนเล็กๆ เจ้าของได้เลี้ยงม้าไว้คู่หนึ่ง เวลาใดที่เจ้าของจะเดินทางก็จะต้องเอาม้าคู่นี้ไปด้วย</p>
<p>แต่อยู่มาวันหนึ่ง ม้าตัวหนึ่งเกิดล้มเจ็บไม่สามารถที่จะออกเดินทางไปกับเจ้าของได้ เจ้าของก็เลยทิ้งม้าตัวนี้ไว้และนำอีกตัวหนึ่งไป ส่วนม้าตัวที่ล้มเจ็บนั้นก็นอนรอเพื่อนของมัน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเพื่อนของมันจะกลับมาหามันอีก ในที่สุดมันก็ทนความเจ็บปวด<br />
ไม่ได้ ก็ตายไป เมื่อตายไปแล้ววิญญาณของม้าก็ยังอาลัยคู่ของมัน ดังนั้น พอถึงเวลากลางคืนม้าตัวนี้จะออกวิ่งเที่ยวหาคู่ของมัน จนกระทั่งบัดนี้ มันก็วิ่งตามหาคู่ของมันอยู่</p>
<p>&#8220;ผีม้าบ้อง&#8221; เป็นลักษณะของคนที่เชื่อว่าโดนผีม้าเข้าสิง และจะอาศัยอยู่ในร่างนั้นตลอด (คล้ายกับผีกะในถิ่นล้านนาหรือผีปอบในถิ่นแถวภาคอีสาน)  โดยจะชอบออกหากินเวลากลางคืนหรือช่วงพลบค่ำ     บางครั้งผีม้าบ้องก็จะแปลงกายเป็นม้าบ้าง  หากแปลงกายเป็นม้า เราจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้า วิ่งกุกกุก กักกัก ประกอบเสียงร้อง ฮี้ๆๆๆ..ของม้า หรืออาจเป็นคนธรรมดาทั่วๆไป แต่ทำท่าทางการแสดงออกหรือกริยาเหมือนม้า เช่นลักษณะการวิ่งเหยาะๆ บางทีก็เอานิ้วมือแนบหู ชูสองข้าง ประกอบการส่งเสียงร้อง ฮี้ๆๆ..เหมือนม้า</p>
<p>ตำนานผีไทย ผีม้าบ้องผีม้าบ้อง เป็นผีตามตำนานผีไทย ของภาคเหนือ ซึ่งมีหลากหลายคำบอกเล่าที่แตกต่างกันออกไป แต่ขอหยิบยกบางตำนานมาเล่าให้ฟังนะ</p>
<p>เชื่อกันว่า ผีม้าบ้อง เป็นผีม้าที่เข้าสิงร่างคน และเมื่อสิงคนแล้วก็จะสาปให้คนผู้นั้น กลายเป็นม้าปีศาจสีดำตัวใหญ่</p>
<p>ว่ากันว่า ผีม้าบ้อง เป็นผีประเภทเดียวกันกับ ผีกะ</p>
<p>นิสัยของผีม้าบ้องนั้น ไม่ดุร้าย แต่ก็มักจะชอบหลอกล่อเด็กๆ ที่แอบหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นตอนกลางคืนนั้น ให้ขึ้นขี่หลังแล้วก็พาเดินหลงไปอยู่เมืองผี แล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย</p>
<p>ผีม้าบ้องชอบกินของสดของคาว อย่างเช่น เลือด โครงกระดูก และซากสัตว์ เวลาที่มีสัตว์ตายในป่า ผีม้าบ้องจะตามกลิ่นเข้าไป จนเจอซากสัตว์ที่ตายแล้ว หลังจากนั้นก็จะเลียเหมือนม้า เลียจนอิ่ม และจะกลับมาเลียใหม่เรื่อยๆ จนหมด จนโครงกระดูกนั้นขึ้นเงา</p>
<p>ลักษณะของผีม้าบ้อง ผีม้าบ้องจะออกหากินในเวลาใกล้ค่ำ หรือตอนกลางคืน โดยจะออกไปในร่างคนปกติ แต่ก็จะทำท่าวิ่งเหยาะและส่งเสียงร้องเหมือนม้า หรือในบางทีก็จะแปลงร่างเป็นม้าเลย เวลาไปไหนมาไหน ก็จะมีเสียงเดินดังออกมา กุบกับๆ พร้อมกับส่งเสียงร้อง ฮี้ๆ แต่จะไม่ทิ้งรอยเท้าเอาไว้ (ก็นางเป็นผีนี่นะ ผีจะไม่ค่อยฝากรอยเท้าเอาไว้ซะด้วย)</p>
<p>ผีม้าบ้อง มาจากอะไรนั้น ว่ากันว่า ผีม้าบ้องอาจจะเป็นวิญญาณของม้าที่ถูกฆ่าตาย ในช่วงสงคราม และเกิดความโกรธแค้นมนุษย์มาก ที่ทำให้พวกมันนั้นต้องตาย ทำให้วิญญาณของพวกมันไม่ไปผุดไปเกิด</p>
<p>เคยมีคนพบเห็นผีม้าบ้องนี้ด้วย ซึ่งเล่าว่า ผีม้าบ้องนั้น ตามปกติแล้วจะไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาให้คนเห็นเท่าไหร่นัก แต่มักจะปรากฏตัวก่อนวันพระ 1 วัน เวลาที่ม้าบ้องบังเอิญเจอคน มันก็จะไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว หรือจะเข้ามาทำร้ายมนุษย์แต่อย่างใด อาจเป็นเพราะว่าต้องการให้คนเข้าใจว่าพวกมันคือม้าธรรมดาๆ นั่นเอง</p>
<p>มีเรื่องเล่าตามนิทานล้านนา ที่เกี่ยวกับผีม้าบ้องว่า มีชายคนหนึ่ง ชื่อนายคน (นามสมมติ) ชวนเพื่อน คือนายม้า (นามสมมติ) ออกไปจีบสาวด้วยกัน แต่ในระหว่างทาง นายม้า ได้ขอแยกตัวออกไป แวะที่สวนร้างข้างทาง โดยบอกให้นายคนเดินทางล่วงหน้าไปก่อน นายคนเองได้เกิดความสงสัย เลยแอบตามไปดู และแล้วนายคนก็ได้พบว่า มีกะโหลกควายมากมายเต็มไปหมด อยู่ในสวนนั้น เขาจึงนึกสงสัยว่านายม้า เพื่อนของเขาจะเป็นผีม้าบ้องหรือเปล่าที่แอบมากินควายเหล่านี้</p>
<p>ดังนั้น ในวันถัดมา นายคน จึงได้แอบเอาพริกไปทาที่กะโหลกควายเห่านั้น ซึ่งนั่นก็ได้ผลซะด้วย เพราะเมื่อนายม้า หลงกลเลียกะโหลกควายเข้า ทันใดนั้น นายม้าก็แปลงร่างเป็นม้าตัวใหญ่แล้ว ไล่กวดเขาด้วยความโกรธแค้น นายคนจึงไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านของหญิงสาวที่ตนนั้นจีบอยู่ ซึ่งพ่อของหญิงสาวจึงได้มอบไข่ที่เสกคาถาปรายปีศาจให้ และสั่งให้นายคนโยนไข่ไปทีละฟอง ตามทาง เพื่อล่อให้ผีม้าบ้อง กินถ่วงเวลาเอาไว้ ระหว่างที่นายคนกลับบ้าน และเมื่อนายคนกลับถึงบ้าน ซึ่งบ้านของเขามีใต้ถุนสูง เขาก็รีบขึ้นบ้านและกลับหัวบันไดจากบนลงล่าง เพื่อให้ผีม้าบ้อง งง!! หาบ้านไม่เจอ (เป็นความเชื่อของคนโบราณ) และเวลาผ่านไป นายคนยังคงหลบอยู่ในบ้าน จนกระทั่งอาคมของไข่ที่ปลุกเสกไว้ในไข่ออกฤทธิ์ และทำให้ผีม้าบ้องตายลงไปในที่สุด<br />
และหลังจากนั้น นายคนก็ไม่ได้พบเจอ นายม้าเพื่อนของเขาอีกเลย</p>
<p>ที่มาของข้อมูล<br />
หนังสือเรื่อง ผีไทยสุดเฮี้ยน<br />
หนังสือเรื่อง ผีไทยไม่มีวันตาย</p>
<p>สนใจอ่านเรื่องผีโพงต่อได้ที่นี่ <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87/">ผีโพง</a></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/">ผีม้าบ้อง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Jul 2018 18:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[น้อยวงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[พญาผาบ]]></category>
		<category><![CDATA[พระยาปราบสงคราม]]></category>
		<category><![CDATA[พระเจ้าอินทรวิชยานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[หนองจ๊อม]]></category>
		<category><![CDATA[อำเภอสันทราย]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าหลวงผู้ครองเมืองเชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1</guid>

					<description><![CDATA[<p>พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) กบฏพระยาปราบสงครามเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000;">พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) กบฏพระยาปราบสงครามเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่</span></h2>
<p>ในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์เจ้าหลวงผู้ครองเมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (ระหว่างพ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๔๐)กบฏพญาปราบสงครามหรือพญาผาบเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๓ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๒ ในตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย<br />
มูลเหตุเกิดมาจากน้อยวงษ์เป็นเจ้าภาษีนายอากรผูกขาดภาษีหมาก ภาษีพลู มะพร้าว ข้าวเปลือก และ วัวควาย ในแขวงเมืองเชียงใหม่ในอัตราปีละ ๔๑๐๐๐รูปี (สี่หมื่นหนึ่งพันรูปี) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเจ้าเดิมถึง๑๖๐๐๐รูปีดังนั้น จึงทำหื้อน้อยวงษ์ต้องเก็บภาษีพืชผลการเกษตรเอากับชาวบ้านอย่างเข้มงวดละเอียดถี่ยิบ เพื่อให้ได้เงินจนคุ้มทุนและคุ้มกำไรในการดำเนินการผูกขาดสัมปทานภาษีในครั้งนี้</p>
<p>ครั้งนั้นทางการบ้านเมืองได้ออกกฎหมายให้เก็บภาษี ต้นหมาก(ภาษีสมพัตสร) แต่ไม่ได้เก็บด้วยตนเองปล่อยให้ นายอากร เป็นผู้รับเหมาเก็บจากราษฎรอีกต่อหนึ่ง นายอากรผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการก็ออกสำรวจสวนหมากทุกๆแห่งในเมืองเชียงใหม่เรื่อยไป จนถึงอำเภอสันทรายซึ่งเป็นถิ่นของพญาผาบ เป็นนายแคว้นหนองจ๊อม(ผาบ แปลว่า ปราบ) นายอากรผู้รับอาสามาสำรวจสวนหมาก ได้ทำการสำรวจมาถึงท้องที่อำเภอสันทรายอันเป็นท้องที่บ้านของพญาผาบ ท่านมาถึงท้องที่อำเภอสันทรายอันเป็นท้องที่บ้านของพญาผาบ ท่านพญาได้สังเกตเห็นวิธีการสำรวจของนายอากรคือ เอาเส้นตอกไปมัดต้นหมากไว้ทุกต้นแล้วแก้ออกนับดูจำนวนตอกว่าจะมีสักกี่สิบเส้น ตามกำหนดก็ต้องใช้ตอกมัดต้นละหนึ่งเส้นเท่านั้น แต่นายอากรสมัยนั้นกลับเล่นลวดลายเอากับราษฎรคือ แทนที่จะใช้ตอกเส้นหนึ่งต่อหมากต้นหนึ่ง กลับกลายเป็นว่าต้นหมากต้นหนึ่งมีเส้นตอกมัดไว้หลายเส้น ซึ่งหมายความว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของต้นหมาก จะต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้นจากที่ควรเสีย เพราะ จำนวนตอกกับจำนวนเส้นตอกของนายอากรเกิดไม่ตรงกัน<br />
พญาผาบเห็นกลโกงของนายอากรก็กล่าวทักท้วงขึ้นทันทีแต่นายอากรก็ไม่ยอมฟังเสียงทักท้วง มุ่งแต่จะทำตามที่ตนมุ่งหวังท่าเดียว พญาผาบขัดใจก็นำความเข้ากราบทูลพ่อเจ้าชีวิตให้ทรงทราบ แต่ครั้งนั้นกิจการบ้านเมืองและอำนาจส่วนใหญ่ได้ถูกลิดรอนไปมากแล้ว การปกครองบ้านเมืองมีทั้งตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาลมณฑล และอุปราช พ่อเจ้าชีวิตก็อ้ำอึ้งอึดอัดพระทัย ไม่สามารถจะช่วยให้ความเป็นธรรมแก่ท่านพญาได้<br />
ดังนั้น พญาผาบ บุรุษผู้กล้าหาญแห่งสันทราย ก็บ่ายหน้าไปหาสหายรักที่ชื่อว่า พญาคูหา ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเก็บภาษีต้นหมากซึ่งกำลังเดือดร้อนทุกครัวเรือน<br />
“เราจะปล่อยให้อ้ายพวกนี้มากดขี่พวกเราน่ะไม่ได้หรอก ท่านพญา เราจะต้องร่วมมือกันต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม” พญาผาบว่า<br />
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” พญาคูหาตอบคำปรารภของสหายรักอย่างหนักแน่น “เราจะต้องแข็งข้อไม่ยอมมัน เอาละเราต้องไปป่าวประกาศบอกราษฎรให้ช่วยกันประท้วงการกระทำของนายอากรครั้งนี้”<br />
“แต่เราจะทำการประท้วงด้วยวิธีใดล่ะ ท่านพญา” พญาคูหาถามภายหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพญาผาบก็ยังมิได้ต่อคำเพราะกำลังให้หัวคิดตรึกตรองอย่างเคร่งเครียดพอพญาคูหาถามขึ้นเช่นนั้น ท่านพญาผาบก็ตกลงใจได้ในทันที<br />
“ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีไหม ในเมื่อพ่อเจ้าชีวิตก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราจะรวบรวมกำลังคนออกไปทำการปิดเส้นทางระหว่าง อำเภอสันทรายนี้เสีย ไม่ยอมให้พวกในเวียงมันล่วงล้ำเข้ามาในเขตอำเภอสันทรายได้”<br />
พญาคูหามองตาพญาผาบอย่างยกย่องในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว การขัดอาญาอันหมายถึงคำสั่งเจ้านายสมัยนั้นมีโทษหนักนัก แต่ด้วยความเป็นลูกผู้ชาย พญาคูหาก็มิได้ย่อท้อกลัวตายเมื่อสหายพญาว่าดังนั้นก็พยักหน้าหงึก<br />
“เอาเลย ท่านพญาผาบ ข้าเองจะเป็นคนออกป่าวประกาศร้องให้ราษฎรยกหมู่ไปปิดกั้นแดน แล้วส่งคนไปเจรจากับทางการบ้านเมืองแถมครั้งหนึ่ง แต่เราจะกำหนดเอาที่ตรงไหนเป็นที่มั่นกันเล่า”<br />
“อ๋อ ข้าตกลงว่าจะเอาตรงลำน้ำแม่คาวนั่นหละท่านพญา” พญาผาบตอบ “เราจะถือเอาลำน้ำแม่คาวเป็นแดนเส้นขนาน ไผจักล่วงล้ำเข้ามามิได้” ด้วยประการฉะนี้ ชายฉกรรจ์ทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอ สันทราย ต่างก็ยกกันมาปิดกั้นแดนระหว่างอำเภอสันทรายจนแน่นขนัดไปหมดทุกคนต่างก็มีมีดพร้ากะท้าขวานตามมีตามเกิด แต่ส่วนใหญ่ก็ดาบยาวอันเป็นอาวุธประจำมือของแต่ละคน มีพญาผาบเป็นหัวหน้าพญาคูหาเป็นรอง หากเจรจาไม่สำเร็จก็จะพากันแข็งข้อ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการทำเช่นนั้นไม่ผิดกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง แต่พญาทั้งสองกับประชาชนชาวสันทรายก็มิได้ย่อท้อ แต่ผลการเจรจากลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่ามิหนำซ้ำยังถูกกล่าวหาว่า “พญาผาบเป็นกบฏ” เสียอีก<br />
บุรุษใจเพชรแห่งสันทราย หมายพึ่งความยุติธรรมไม่ได้แล้วความหวังเพื่อสันติสุขของประชาชนถูกมองผิด ก็เสียใจเป็นอันมาก เมื่อทางฝ่ายบ้านเมืองส่งไพร่พลมาทำการ “ปราบกบฏ” พญาผาบก็พาพวกพ้องของตนต่อสู้กับพวกที่มา “ปราบ” แต่กำลังคนกำลังอาวุธมีไม่เพียงพอ อีกอย่างหนึ่งก็ไม่ได้คิดหมายความว่าจะตั้งตนเป็นกบฏดังกล่าวหา พญาผาบเห็นท่าจะสู้กับฝ่ายบ้านเมืองไม่ได้ก็สู้พลางถอยพลาง เพราะมาจินตนาการว่า หากสู้ไปก็จะพาชาวบ้านทั้งหมดล้มตายไปโดยไร้ประโยชน์ทั้งเป็นการผิดต่อบ้านเมือง แทนที่จะเข้าใจว่าการกระทำของตนเป็นเพียงการประท้วงขอความเห็นใจ ไม่ใช่จะเป็นการคิดกบฏต่อบ้านเมืองก็หามิได้ แต่เมื่อทางฝ่ายบ้านเมืองไม่พยายามเข้าใจ ไม่ยอมสืบสวนหาข้อเท็จจริงที่นายอากรเป็นฝ่ายคดโกงไม่เป็นไปโดยซื่อ เมื่อประท้วงไปก็มาต้องข้อหาว่าเป็นกบฏดังนั้น พญาผาบผู้รักราษฎรยิ่งกว่าตนเองก็ตัดสินใจที่จะรับผิดเสียคนเดียว<br />
พญาผาบผู้กล้าหาญ ผู้ต่อสู้กับฝ่ายบ้านเมือง เพื่อขอความเป็นธรรมเมื่อประสบกับความผิดหวังก็มิได้คิดจะเอาตัวรอดกลับก้มหน้ารับผิดเสียคนเดียว ในที่สุดก็ยอมพลีชีพเพื่อเป็นการป้องกันประชาชนมนท้องถิ่นของตนทั้งหมดด้วยน้ำใจของชายชาติเสือ<br />
การตายของท่านนั้นไม่เป็นการตายปล่าวเพราะต่อมาไม่นานนักทางการก็ได้ประกาศเลิกเก็บภาษีต้นหมากทั่วไป แต่ท่านพญาก็ได้ตายไปแล้ว ตายเพราะการต่อสู้เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจนวาระสุดท้าย&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>credit : http://historicallanna01.blogspot.com</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เวียงเชียงแสน</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Sep 2017 18:53:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เวียงปรึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เวียงเจียงแสน]]></category>
		<category><![CDATA[เวียงเชียงแสน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวียงเชียงแสน เวียงเจียงแสน คือ เวียง ก่อนที่จะมาเป็นอาณาจักรล้านนา ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่บ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายแคว้นที่สำคัญที่สุดและมีเมืองหลวงอยู่ในอำเภอเชียงแสน ก็คือ แคว้นโยนกนาคพันธุ์ </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99/">เวียงเชียงแสน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>เวียงเชียงแสน</b> (คำเมือง: <span lang="nod" xml:lang="nod"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3b/LN-Wiang_Chiang_Saen.png/80px-LN-Wiang_Chiang_Saen.png" srcset="//upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3b/LN-Wiang_Chiang_Saen.png/120px-LN-Wiang_Chiang_Saen.png 1.5x, //upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3b/LN-Wiang_Chiang_Saen.png/160px-LN-Wiang_Chiang_Saen.png 2x" alt="LN-Wiang Chiang Saen.png" width="80" height="16" data-file-width="347" data-file-height="70" /></span> <i>เวียงเจียงแสน)</i> คือ เวียง ก่อนที่จะมาเป็นอาณาจักรล้านนา ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่บ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายแคว้นที่สำคัญที่สุดและมีเมืองหลวงอยู่ในอำเภอเชียงแสน ก็คือ แคว้นโยนกนาคพันธุ์ ซึ่งเป็นแคว้นโบราณที่เก่าแก่ที่สุดบนอาณาจักรล้านนา มีอายุประมาณ 2000 ปี ปัจจุบันนี้ก็คือ ทะเลสาบเชียงแสน และรอบๆนั้นอีกแคว้นหนึ่งก็คือ แคว้นหิรัญนครเงินยาง ซึ่งเป็นแคว้นผู้ก่อตั้งเวียงเชียงแสน เป็นแคว้นสืบต่อเนื่องจากแคว้นโยนกนาคพันธุ์ และเป็นถิ่นประสูติของพญามังรายมหาราช</p>
<h2>ประวัติ</h2>
<h3>หิรัญนครเงินยางเชียงแสน ที่ประสูติของพระเจ้ามังรายมหาราช</h3>
<p>หลังจากนครโยนกนาคพันธุ์ถูกถล่มด้วยแผ่นดินไหวล่มสลายลง เมื่อปี พ.ศ. 1088 ก็สิ้นราชวงศ์สิงหนวัติ หลังจากนั้นอีกหลายปี บรรดาชุมชนบริเวณรอบๆที่หลงเหลืออยู่ จึงต้องหาผู้นำใหม่ ปรากฏว่าได้ &#8220;ขุนลัง&#8221; เป็นผู้นำ ก่อนจะย้ายศูนย์กลางการปกครองมาตั้งบนเวียงริมฝั่งแม่น้ำโขง ปกครองด้วยการประชุมหารือกันในหมู่หัวหน้าชุมชน ทำให้เวียงแห่งใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า &#8220;เวียงปรึกษา&#8221; วิธีปกครองแบบปรึกษา ซึ่งนักวิชาการบางท่านก็จะคิดว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยครั้งแรกในเมืองไทยนี้ สามารถใช้มาจนถึง พ.ศ. 1181 เป็นเวลาถึง 93 ปี ก่อนที่พระยากาฬวรรณดิศราช หรือ พญาอนิรุทธ กษัตริย์แห่งทวารวดีจะเสด็จขึ้นมาสนับสนุน &#8220;พญาลวจักรราช&#8221; ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่แทนราชวงศ์สิงหนวัติ</p>
<h2>เจ้าผู้ครองเวียงปรึกษา</h2>
<h3>ราชวงศ์โกชกเวียงปฤกษา</h3>
<p>ขุนลัง<br />
ขุนจาง<br />
ขุนลาน<br />
ขุนถาน<br />
ขุนตาม<br />
ขุนตง<br />
ขุนแตง<br />
ขุนดัน<br />
ขุนกง<br />
ขุนจอม<br />
ขุนชง<br />
ขุนชิต<br />
ขุนอิทธิ<br />
ขุนสิทธะ<br />
ขุนศุกขะ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99/">เวียงเชียงแสน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แคว้นโยนก</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Sep 2017 18:44:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[อาณาจักรโยนก]]></category>
		<category><![CDATA[โยนก]]></category>
		<category><![CDATA[โยนกเชียงแสน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81</guid>

					<description><![CDATA[<p>แคว้นโยนก (พ.ศ. 1835–2435) เป็นรัฐของชาวไทยวนที่ตั้งอยู่แถบลุ่มน้ำโขงตอนกลาง อันเป็นที่ราบลุ่มของแม่น้ำกก เป็นที่ตั้งของชุมชนที่มีมาช้านาน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81/">แคว้นโยนก</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>แคว้นโยนก (พ.ศ. 1835–2435) เป็นรัฐของชาวไทยวนที่ตั้งอยู่แถบลุ่มน้ำโขงตอนกลาง อันเป็นที่ราบลุ่มของแม่น้ำกก เป็นที่ตั้งของชุมชนที่มีมาช้านาน เช่น เมืองเงินยาง เมืองรอย และเมืองเชียงแสน แม้จะเป็นรัฐชายขอบที่ตั้งอยู่ใกล้กับอาณาจักรขนาดใหญ่ ขอม พุกาม และยูนนาน แต่ก็มีพัฒนาการที่รวดเร็วช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ก่อนที่จะพัฒนาจนสถาปนา <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">อาณาจักรล้านนา</a> ในกาลต่อมา</h2>
<h2>ในตำนานและพงศาวดารล้านนา</h2>
<p>เล่าว่า นานมาแล้ว (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 13) มีพวกลัวะ หรือละว้า ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณใกล้ดอยตุง มีปู่เจ้าลาวจกหรือลวจักราช เป็นหัวหน้า(จกคือจอบขุดดิน) ต่อมาได้สร้างบ้านเมืองในทุ่งราบเรียกชื่อว่า “หิรัญนครเงินยางเชียงแสน” ลูกหลานของปู่เจ้าลาวจกหรือลวจักราช ได้ขึ้นครองเมืองต่อเนื่องกันมาหลายสิบคน และได้มีการสร้างเมืองใหม่เรียกว่า “ภูกามยาวหรือพะเยา” มีผู้ครองเมืองต่อมาหลายคนจนถึง ขุนเจือง (พุทธศตวรรษที่ 17) และพญางำเมือง</p>
<p>อาณาจักรหิรัญนครเงินยางเชียงแสนหรืออาณาจักรเงินยางนี้ประกอบด้วย เมืองเงินยาง เมืองไชยนารายณ์ เมืองล้านช้าง และเมืองเชียงรุ้งในสิบสองพันนา</p>
<h2>พงศาวดารโยนก</h2>
<p>พุทธศตวรรษที่ 11–18 นั้นในพงศาวดารโยนก ได้กล่าวไว้ว่า ได้เกิดชุมชนนครสุวรรณโคมคำ เมืองโยนกนาคนคร เชียงแสน และอาณาจักรล้านนาไทยขึ้น บริเวณ ลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำกก แม่น้ำอิง และแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ตั้งแต่สิบสองปันนาลงมาจนถึงเมืองหริภุญชัย(ลำพูน) นั้นได้มีเจ้าผู้ครองนครคนสำคัญคือ พญาสิงหนวัติ พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพรหม และพระเจ้ามังรายมหาราช(ครองราชย์ที่เมืองเงินยางเมื่อ พ.ศ. 1804)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://4.bp.blogspot.com/-eU5n46HK3-I/WbbYflD8BVI/AAAAAAAACUk/mYX80MpwfikWEdAV-QKiNjn9VDJ1AkfgACLcBGAs/s1600/maps_Yonok.jpg" border="0" data-original-height="540" data-original-width="641" /></p>
<p>สุวัณณะโคมฅำ เป็นชื่อตำนานและชื่อเมืองโบราณในเขตจังหวัดเชียงราย ซึ่งจิตร ภูมิศักดิ์ได้ศึกษาสรุปว่า ตั้งอยู่บนเกาะใหญ่ริมแม่น้ำโขงฝั่งลาวตรงดอนมูล เยื้องปากแม่น้ำกกลงไปทางใต้เล็กน้อย อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านสวนดอก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย</p>
<p>ในพงศาวดารโยนก กล่าวว่า ในช่วงปลายศาสนาของพระพุทธโกนาคมะนั้น ได้เกิดโรคระบาด ราชบุตรแห่งเมืองปาตลีบุตรจึงพาผู้คนอพยพไปตั้งอยู่ในเขตโพธิสารหลวง ต่อมาราชบุตรชื่อกุรุวงษากุมารได้สร้างเป็นเมืองขึ้นมา พอพระเจ้าโพธิสารหลวงทราบข่าวก็ไปรบหลายครั้งแต่ก็พ่ายแพ้ จนพระองค์ต้องยกราชสมบัติให้แก่กุรุวงษากุมาร ต่อมาได้เรียกชื่อแคว้นนั้นว่ากุรุรัฐและเรียกประชาชนว่า &#8220;กล๋อม&#8221; ยังมีนางกุมารีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าเมืองได้อพยพหนีโรคร้ายไปอยู่ในป่า และพาบริวารปลูกข้าวอยู่ที่ขอบหนองแห่งหนึ่ง และได้สร้างเมืองชื่อ &#8220;อินทปฐาน&#8221; ต่อมาเจ้ากุรุวงษากุมารได้นางนั้นเป็นชายาจึงรวมสองเมืองเข้าด้วยกันให้ชื่อว่า &#8220;อินทปัตถมหานคร&#8221; จากนั้นก็มีกษัตริย์สืบมาถึง ๔๔๘๐๐ องค์ จนถึงสมัยพญาศรีวงษาได้ครองเมืองโพธิสารหลวง พระองค์มีราชบุตรสององค์คือ &#8220;อินทรวงษา&#8221;และองค์น้องชื่อ&#8221;ไอยกุมาร&#8221; ซึ่งอินทรวงษาก็ได้ขึ้นครองเมืองสืบจากพระบิดาและมีไอยกุมารเป็นอุปราช ต่อมาราชบุตรของพญาอินทรวงษาชื่ออินทรปฐมได้อภิเษกกับธิดาของไอยอุปราช มีราชบุตรรวมห้าพระองค์อยู่ครองเมืองโพธิสารหลวง ต่อมาไอยอุปราชได้ลาจาก ตำแหน่งอุปราช และพาบริวารลงเรือขึ้นไปแม่น้ำโขง จนไปถึงเขตดอนทรายกลางน้ำแม่โขงเยื้องปากน้ำแม่กก จึงตั้งเมืองอยู่ในที่นั้น หลังจากนางอุรสา ราชเทวีของพญาอินทรปฐมคลอดราชบุตรออกทางปากมีชื่อ &#8220;สุวัณณมุกขทวาร&#8221; เมื่ออายุ ๗ เดือนก็มีอภินิหารแรงกล้า พาหิรพราหมณ์ปุโรหิตจึงไปทูลยุยงให้ลอยแพพระกุมารและพระเทวีไปเสีย มิฉะนั้นจะเกิดอุบาทว์แก่เมือง ฝ่ายไอยมหาอุปราช ทราบว่าพระเทวีและพระกุมารถูกลอยแพก็รีบกลับเมืองแล้วให้จัดพิธีบวงสรวงพญานาคและปักเสาประทีปโคมทองทุกท่าน้ำ ครั้งนั้นพญานาคชื่อ พญาศรีสัตตนาคก็พาบริวารนำหินไปทำฝาย ปิดทางต้นน้ำแม่โขงไว้มิให้ไหลลงสู่สมุทร(ทุกวันนี้เรียกว่า&#8221;ฝายนาค&#8221;หรือ&#8221;ลี่ผี&#8221;) เมื่อน้ำท้นขึ้นเต็มฝั่งแล้ว แพของพระเทวีและพระกุมารก็ย้อนไปถึงท่าโคมฅำ ไอยมหาอุปราชจึงรับธิดาและนัดดาไว้ แล้วต่อมาก็ให้สร้างเป็นเมืองให้ชื่อว่า &#8220;สุวัณณะโคมฅำ&#8221; ฝ่ายเมืองโพธิสารหลวง เมื่อลอยแพพระกุมารและพระเทวีไปแล้วก็เกิดโรคระบาด คนหนีออกจากเมืองไปสมทบกับเมืองสุวัณณะโคมฅำเป็นอันมาก ต่อมาพระอินทร์ต้องการให้พระราชบิดาและราชบุตรได้พบกัน จึงบันดาลให้มีม้าอัศดรไปยังเมืองโพธิสาร ซึ่งผู้จับขี่ได้คือราชกุมาร ชื่อเทวินทรบวรและม้านั้นก็พาไปพบไอยอุปราชและทุกท่านในเมืองสุวัณณะโคมฅำ เมื่อพระบิดาได้ทราบข่าวแล้วก็เชิญให้พระเทวีและพระโอรสกลับเมือง แต่นางไม่ยอมกลับ พญาอินทรปฐมและไอยอุปราชจึงอภิเษกสุวัณณมุกขทวารราชกุมารขึ้นเป็นพญาในเมืองสุวัณณะโคมฅำ องค์เทวินทรบวรราชกุมารจึงได้ครองเมืองโพธิสาร สืบจากพระราชบิดา และได้เนรเทศพาหิรพราหมณ์เสีย พาหิรพราหมณ์จึงพาบริวารไปตั้งอยู่ที่เชิงเขา ปลายแม่น้ำกกเบื้องตะวันตก ไกลจากเมืองสุวัณณะโคมฅำชั่วระยะ ๓ คืน เนื่องจากที่อยู่นั้นเป็นถ้ำใหญ่ ต่อมาจึงตั้งชื่อว่าเมือง&#8221;อุมงคเสลานคร&#8221; กษัตริย์ในเมืองสุวัณณะโคมฅำสืบต่อจากพญาสุวัณณมุกขทวารมีถึง ๘๔๕๕๐ องค์ จึงสิ้นสุดลง และเชื้อสายฝ่ายพาหิรพราหมณ์ เมืองอุมงคเสลานครได้เป็นใหญ่ในสุวัณณะโคมฅำ และได้ข่มเหงไพร่เมืองให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก ยังมีชายเข็ญใจคนหนึ่ง ทำไร่อยู่ริมแม่น้ำโขง ระหว่างเมืองสุวัณณะโคมฅำและเมืองโพธิสารหลวง มีนางนาคธิดา ๓ นางไปกินข้าวไร่ของปลูกในไร่ของชายนั้น เมื่อพญาศรีสัตตนาคได้รับแจ้งจากชายเข็ญใจว่า ธิดาของตนไปลักกินพืชผลดังกล่าว จึงให้ธิดาทั้งสามแปลงเป็นคนไปรับใช้มานพนั้น ต่อมา นางทั้งสามแนะให้ชายหนุ่มไปค้าขายที่เมืองสุวัณณะโคมฅำ แต่ก็ถูกชาวเมืองทำอุบายใส่ความแล้วริบสินค้า ภายหลังนางนาคธิดาจึงไปกับเรือค้านั้นด้วย เมื่อพญาขอมในเมืองนั้นทำอุบายมาพนันเพื่อจะริบเอาสินค้า นางก็บันดาลให้พญาขอมแพ้ แต่พญาขอมไม่ยอมให้สินพนันตามสัญญาและยังหาเหตุไล่ออกจากเมืองด้วย นางจึงไปทูลพญานาคผู้บิดา พญานาคจึงพาบริวารไปขุดฝั่งน้ำ&#8221;ขลนที-ขรนที&#8221;คือน้ำของหรือแม่โขง ทำให้เมืองล่มลงในเวลาราตรี พญาขอมเจ้าเมืองและชาวเมืองจมน้ำตายไปมาก ที่เหลือก็แตกกระจายกันไป และมีจำนวนมากที่ไปสมทบอยู่กับชายเข็ญใจพ่อค้าผู้นั้นจนกลายเป็นเมืองใหญ่ขึ้นมา เมืองสุวัณณะโคมฅำก็ร้างกลายเป็นท่าหลวงไปได้ชื่อว่า &#8220;ท่าโคมฅำ&#8221;</p>
<p>อนึ่ง ตำนานเมืองสุวัณณะโคมฅำนี้ เป็นที่มาของวรรณกรรมล้านนาหลายเรื่อง ดังพบว่าเรื่อง &#8220;สิรสากุมารชาดก&#8221;ในชุดปัญญาสชาดก ก็ได้กล่าวถึงสิรสากุมารว่าคลอดจากทางปาก ถูกเนรเทศ และมีปู่ &#8220;อัยยอามาตย์&#8221;เป็นผู้อุปถัมภ์คล้ายกับเรื่องในตำนาน และยังมีเรื่องชายหนุ่มไปทำไร่และมีธิดาพญานาคไปกินพืชผล จนต้องไปเป็นผู้รับใช้ ดังปรากฏในเรื่อง &#8220;อ้อมล้อมต่อมฅำ&#8221;หรือ&#8221;ชมพูราชแตงเขียว&#8221; เป็นต้น</p>
<h2>สถาปนาเมือง</h2>
<p>พญาสิงหนวัติได้สถาปนาเมืองโยนกนาคพันธุสิงหนวัตินครขึ้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ดินแดนที่ราบในเมืองเชียงราย ใน พ.ศ. 1117 โดยทำการแย่งชิงดินแดนมาจากพวกที่มีอิทธิพลอยู่ก่อนคือ พวกขอมดำหรือกล๋อม ที่พากันหนีไปตั้งหลักแหล่งอยู่ทางใต้บริเวณถ้ำอุโมงค์เสลานคร พญาสิงหนวัติ ทรงรวบรวมพวกมิลักขะหรือคนป่าคนดอยเข้ามาอยู่ในอำนาจของเมืองโยนกนาคนคร มีอาณาเขตทิศเหนือจดเมืองน่าน ทิศใต้จดปากน้ำโพ ทิศตะวันออกจดแม่น้ำดำในตังเกี๋ย ทิศตะวันตกจดแม่น้ำสาละวิน มีเมืองสำคัญ คือเมืองเวียงไชยปราการ อยู่บริเวณแม่น้ำฝางและแม่น้ำกก ดินแดนทางใต้สุดคือที่เมืองกำแพงเพชร</p>
<p>อาณาจักรโยนกนาคนครนี้มีพระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพรหม พระเจ้าชัยศิริ ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1552 อาณาจักรโยนกนาคนครในสมัยพระเจ้ามหาชัยชนะ ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องมาจากพนังกั้นน้ำหรือเขื่อนเหนือน้ำพังทลายลง จนทำให้ที่ตั้งเมืองกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ (เข้าใจว่าจะเป็นบริเวณที่เรียกว่าเวียงหนองล่ม บ้านท่าข้าวเปลือก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากทะเลสาบเชียงแสน และบริเวณที่แม่น้ำกกต่อกับแม่น้ำโขง ใกล้วัดพระธาตุผาเงาและพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย) จนเป็นเหตุให้บรรดาราชวงศ์กษัตริย์และขุนนางของโยนกนาคนครเสียชีวิตด้วยเหตุน้ำท่วมเมืองทั้งหมด พวกชาวบ้านที่เหลือรอดชีวิตได้ประชุมปรึกษากันเลือกตั้งให้คนกลุ่มหนึ่งที่มิใช่เชื้อสายราชวงศ์ขึ้นดูแลพวกตน เรียกว่า ขุนแต่งเมือง และเรียกชุมชนแห่งนั้นว่า “เวียงปรึกษา”เป็นเวลาต่อไปอีก 94 ปี อาณาจักรโยนกนาคนครจึงสิ้นสุดลงเพราะเกิดแผ่นดินไหว ในสมัยพระมหาชัย</p>
<h2>การรวบรวมอาณาจักร</h2>
<p>ตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 18 พญามังราย(หรือพ่อขุนเม็งราย) ผู้สืบเชื้อสายมาจากผู้ครองเมืองเงินยางเชียงแสน ได้ทรงทำการรวบรวมอาณาจักรล้านนาไทยที่กระจัดกระจายให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมาใหม่ และทำการสร้างเมืองเชียงรายเมื่อ พ.ศ. 1805 ครั้งนั้นพระองค์ทรงยกทัพเข้ายึดเอาอาณาจักรหริภุญชัยจากพวกมอญเชื้อสายของพระนางจามเทวีได้ใน พ.ศ. 1835 แล้วทำการตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้นเรียกชื่อว่า อาณาจักรล้านนา</p>
<p>เรื่องราวของอาณาจักรแห่งนี้มีปรากฏในตำนานสุวรรณโคมคำ หิรัญนครเงินยางเชียงแสน ตำนานพระธาตุดอยตุง ตำนานสิงหนวัติกุมาร ตำนานเมืองพะเยา ตำนานเมืองเชียงใหม่และวรรณคดีล้านช้าง เรื่องท้าวฮุ่ง หรือเจือง รวมทั้งพงศาวดารโยนก เรียบเรียงโดย พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค)</p>
<p>ศิลาจารึกที่วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ ได้บันทึกไว้ว่า พ่อขุนเม็งรายแห่งแคว้นล้านนา พ่อขุนงำเมืองแห่งแคว้นพะเยาและพ่อขุนรามคำแหงแห่งแคว้นสุโขทัย ได้ร่วมกันวางแผนสร้างเมือง“นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่”เริ่มสร้างเมื่อวันที่12เมษายนพ.ศ. 1839 แล้วให้ย้ายเมืองหลวงของล้านนามาอยู่ที่เมืองนพบุรีนครพิงค์เชียงใหม่</p>
<p>พญามังรายทรงเป็นนักรบและนักปกครองที่สามารถ ทรงขยายอาณาเขตไปครอบครอง เมืองแม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงใหม่ เชียงราย จดเขตแดนเมืองเชียงตุง เชียงรุ้ง สิบสองพันนา ทรงครองราชย์อยู่ประมาณ 50 ปี ปัจจุบันได้สร้างอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายอยู่กลางเมืองเชียงราย ส่วนกษัตริย์ล้านนาองค์ต่อมาที่มีชื่อเสียงได้แก่พระเจ้าแสนภู พระองค์ทรงสร้างเมืองเชียงแสนขึ้น บนสถานที่ที่เคยเป็นเมืองเก่ามาก่อนราว พ.ศ. 1871</p>
<p>ประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 กล่าวว่า พระเจ้าแสนภู(หลานพ่อขุนเม็งราย)ทรงสร้างเมืองเชียงแสน ทรงสร้างวัดป่าสัก และครองเมืองอยู่ 25 ปี แล้วจึงไปครองเมืองเชียงใหม่ในปีพ.ศ. 1856 หลังจากพ่อขุนเม็งราย และขุนคราม พระราชบิดาสิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2020</p>
<h2>พงศาวดารเหนือ</h2>
<p>พงศาวดารเหนือกล่าวไว้ว่า “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงสร้างเมืองพิษณุโลกและทรงสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ ปีจอ(ประมาณ พ.ศ. 1907) แล้วปลูกต้นโพธิ์สามต้นไว้ที่หล่อพระพุทธรูปสามองค์นั้นเรียกว่า โพธิ์สามเส้า</p>
<p>สมัยพระเจ้าติโลกราชนั้นได้ มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกขึ้นที่วัดโพธาราม(วัดเจดีย์เจ็ดยอด)</p>
<p>อาณาจักรล้านนามีภาษาพูดและอักษรเขียนของตนเอง เรียกว่าอักษรธรรมล้านนา(ตั๋วเมือง)หรืออักษรไทยยวน(ไทยโยนก) ศิลปกรรม ล้านนาที่เหลือถึงปัจจุบันมีหลายแห่ง เช่น พระพุทธสิหิงค์ ที่เชียงใหม่ เจดีย์วัดป่าสักที่เชียงราย เจดีย์วัดเจ็ดยอดที่เชียงใหม่ พระธาตุลำปางหลวงที่จังหวัดลำปาง สำหรับที่เมืองเชียงแสนนั้นมีพระพุทธรูปโลหะขนาดใหญ่องค์หนึ่งชื่อพระเจ้าล้านทอง หน้าตัก 4 ศอกปลาย 2 กำ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2032 โดยพระยาศรีรัชฎเงินกองเจ้าเมืองเงินยางเชียงแสน และยังมีพระเมาฬี(ยอดผม) ของพระพุทธรูปโลหะขนาดใหญ่มากชิ้นหนึ่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์เชียงแสน เล่ากันว่า มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งจมน้ำอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน ปัจจุบันยังสำรวจค้นหาไม่พบ ในพ.ศ. 2088 นั้นได้ เกิดแผ่นดินไหวในเชียงใหม่ จนทำให้ส่วนยอดของเจดีย์หลวงหักลง<br />
กษัตริย์ราชวงศ์มังรายครองอาณาจักรล้านนาสืบต่อกันมาเป็นเวลา 262 ปี จนถึง พ.ศ. 2101 อาณาจักรล้านนาอ่อนแอ ในไม่ช้าก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์แห่งพม่า ต่อมาได้เปลี่ยนสลับมาขึ้นกับอาณาจักรสยามกลับไปกลับมาหลายครั้ง ครั้งสุดท้าย พ.ศ. 2317 เมืองเชียงใหม่ได้ตกเป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงธนบุรีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงรวบรวมเมืองเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย และได้มีการพัฒนาบ้านเมืองนี้ในสมัยต่อมาเช่น พ.ศ. 2464 ได้สร้างทางรถไฟจากกรุงเทพผ่านดอยขุนตาลถึงเชียงใหม่ และ พ.ศ. 2539 เมืองเชียงใหม่ได้จัดงานฉลอง 700ปี นครเชียงใหม่<br />
สำหรับเหตุการณ์สำคัญนั้นคือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2541 ได้เกิดแผ่นดินไหวที่เชียงใหม่ ทำให้ลูกแก้วบนยอดพระธาตุดอยสุเทพตกลงมาแตก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานลูกแก้วดวงใหม่ไปทดแทน</p>
<h2>อ้างอิง</h2>
<p>สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ:อมรินทร์, 2552. หน้า 42</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81/">แคว้นโยนก</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทานล้านนา เรื่อง ควายลุงคำ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Aug 2017 17:13:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน ภาคเหนือ ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิทาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีชีวิตพื้นบ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลุงคำอยู่บ้านนอก ไม่เคยไปติดต่อธุระการงานกับทางอำเภอเลย ดังนั้นเรื่องราวหรือวิธีปฏิบัติที่ทางอำเภอได้กระทำไปอย่างไรแกจึงไม่เข้าใจ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3/">นิทานล้านนา เรื่อง ควายลุงคำ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลุงคำอยู่บ้านนอก ไม่เคยไปติดต่อธุระการงานกับทางอำเภอเลย ดังนั้นเรื่องราวหรือวิธีปฏิบัติที่ทางอำเภอได้กระทำไปอย่างไรแกจึงไม่เข้าใจ แต่แก่เป็นคนที่สนใจ เอาใจใส่สอบถามเขาอยู่เสมอ</p>
<p>ครั้งหนึ่ง ลุงคำมีกิจธุระจะเป็นต้องไปติดต่อกับทางอำเภอ เนื่องจากแกมีควายสองตัว เมื่อควายโตแล้วจะต้องนำไปทำตั๋วพิมพ์รูปพรรณ เพื่อแสดงกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ</p>
<p>แกตื่นแต่เช้า ห่อข้าวและจูงควายทั้งสองไปยังที่ทำการอำเภอ เพราะการนำควายไปแต่เช้าควายไม่เหนื่อย ควายทั้งคู่นี้ ตัวหนึ่งเขาบี้ ( คือเขาเกกเกตกลงข้างล่าง ) เป็นตัวผู้ อีกตัวหนึ่งเป็นตัวเมีย เขากิ ( เขาสั้นไม่โง้ง )</p>
<p>เมื่อถึงเวลา เจ้าหน้าที่ทางอำเภอก็มาตรวจขวัญและกรอกลงในแบบพิมพ์ เสร็จแล้วจึงมอบตัวพิมพ์รูปพรรณนั้นให้แก่ลุงคำไป ลุงคำรับตั๋วพิมพ์มายืนอ่านดูหลายเที่ยว</p>
<p>ป้ามาเมียลุงคำยืนดูอยู่จึงขอดูตั๋วพิมพ์นั้นบ้าง พอดูรูปในตั๋วพิมพ์กับดูควายของแกแล้ว ป้ามาร้องออกมาดัง ๆ ว่า</p>
<p>‘&#8217; ป้อละอ่อนเหย มันท่าจะบ่าใจ้ควายเฮาเหียแล้ว &#8221; ( พ่ออีหนู มันคงจะไม่ใช่ควายของเราเสียแล้ว )</p>
<p>ลุงคำสงสัยรีบถามออกไปว่า ‘&#8217; มันเป๋นจะใดแม่ละอ่อน ” ( มันเป็นอย่างไรรึแม่อีหนู )</p>
<p>ลุงคำสงสัยรีบถามออกไปว่า ‘&#8217; มันเป๋นจะใดแม่ละอ่อน &#8221; ( มันเป็นอย่างไรรึแม่อีหนู )</p>
<p>ป้ามา รีบบอก ‘&#8217; ควายเฮาเขาบี้กับเขากิลู่ ควายในฮูปเขาว้องตึงมวน &#8221; ( ควายของเราเขาเกกกับเขาสั้นนี่ ดูควายในรูปซิ เขาโง้งทั้งสองตัว )</p>
<p>ลุงคำ พิจารณาดูรีบตอบว่า ‘&#8217; เอ่อ แต้ ๆ ข้าจะไปหาเสมียนก่อน ‘&#8217; ( เออ จริง ๆ ซิ ฉันจะต้องไปถามเจ้าหน้าที่ก่อน แกรีบเดินไปหาเจ้าหน้าที่ทันที</p>
<p>พอไปถึงแกรีบบอกพนักงานตั๋วพิมพ์รูปพรรณ ครั้นจะออกเป็นภาษาพื้นเมืองก็เกรงว่าเสมียนจะไม่เข้าใจ จึงพูดภาษากลางว่า</p>
<p>‘&#8217; คุณ คุณ ซวาย ( ควาย ) ของผมเขาบี้กะเขากิ แต่นี่มันเขาว้องนี่ครับ &#8221;</p>
<p>เสมียนเมื่อได้ยินคำตอบบอกดังนั้น จึงค่อย ๆ กระซิบว่า ‘&#8217; ลุง เบา ๆ หน่อยอย่าพูดดัง คนอื่นจะได้ยิน ‘&#8217;</p>
<p>ลุงคำคิดว่าตนได้ทีจึงตอบดัง ๆ ว่า</p>
<p>‘&#8217; จะเบาจะใด ควายเขากิเป็นเขาว้อง มันตึงเบาบ่าได้ มันบ่าใจ่ลู่ ‘&#8217; ( จะให้พูดเบา ๆได้ อย่างไรควายเขาสั้นมาทำตั๋วเป็นเขาโง้งนี่ ไม่ย่อมละเพราะมันไม่ใช่นี่ )<br />
<b><br />
ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้</b></p>
<p>จากเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องที่เล่าสู่กันฟังเพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน</p>
<p><b>คติ</b></p>
<p>‘&#8217; หลวกชื่อใบ้ชี่อง่าว ‘&#8217;<br />
( เล่าโดย นายเสา เขียวมั่ง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ .)<br />
เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ &#8220;ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน&#8221;</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;">นิทาน เรื่องเล่า คติเตือนใจ <a href="https://www.at-chiangmai.com">นิทานล้านนา</a> นิทานประจำท้องถิ่น ภาคเหนือ สามารถเข้ามาอ่านดูเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจได้ที่นี่</h3>
<p style="text-align: center;">เว็บไซต์ <a href="https://www.at-chiangmai.com">at-chiangmai.com</a> เว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับล้านนาและเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3/">นิทานล้านนา เรื่อง ควายลุงคำ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทานล้านนา เรื่อง กะตำป๋าค่ำตุ๊ (ศรีธนญชัยรังแกพระ)</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 May 2017 09:08:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน ภาคเหนือ ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิทาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานม่ะเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีชีวิตพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องม่ะเก่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9b</guid>

					<description><![CDATA[<p>นานมาแล้ว มีนางแก้วผู้หนึ่งเป็นคนใจบุญ ชอบทำบุญทำทานเสมอ ตลอดพรรษานางไปทำบุญอยู่ที่วัดหนึ่งมิเคยขาด</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0/">นิทานล้านนา เรื่อง กะตำป๋าค่ำตุ๊ (ศรีธนญชัยรังแกพระ)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นานมาแล้ว มีนางแก้วผู้หนึ่งเป็นคนใจบุญ ชอบทำบุญทำทานเสมอ ตลอดพรรษานางไปทำบุญอยู่ที่วัดหนึ่งมิเคยขาด วันหนึ่ง ใจนางคิดอยากจะไปทำบุญอีกวัดหนึ่งที่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับที่นางอยู่ เมื่อนางเตรียมข้าวปลาอาหารพร้อมแล้วที่จะไปตักบาตร เผอิญวันนั้นฝนเกิดตกหนักน้ำท่วมนางก็ไม่อาจจะข้ามไปได้ มีพระรูปหนึ่งพายเรือผ่านไป นางขอโดยสารข้ามฟากไปกับพระ พระรูปนั้นรีบร้อนไม่ยอมหยุดฟังคำพูดของนางเลย พายเรือมาชาติใดก็ขอให้มีลูกชาย ให้ได้อยู่ร่วมกับพระรูปนั้นและใช้กรรมเวรนี้ให้จงได้ พลางนางก็โยนของที่เตรียมจะไปทำบุญตักบาตรลงไปในน้ำ</p>
<p>ต่อมานางก็มีลูกเป็นชายคนหนึ่ง</p>
<p>พออายุได้ ๑๑ – ๑๒ ขวบ นางก็ส่งไปอยู่วัดตั้งชื่อลูกว่า ‘&#8217; ไอ้กะตำป๋า &#8221; ( ศรีธนญชัย ) และได้ไปอยู่กับพระรูปที่ไม่ให้นางโดยสารเรือไปด้วยในวันที่นางจะไปทำบุญตัก บาตรวัดฝั่งตรงข้ามบ้านของนาง คำอธิษฐานของนางก็เป็นความจริง เพราะศรีธนญชัยลูกของนางก็ได้มาใช้กรรมเวรเหมือนดังคำอธิษฐานที่นางได้ตั้ง ไว้ วันหนึ่งพระสั่งให้เอาผ้าไปซัก ศรีธนญชัยซักเสร็จแล้วก็เอาไปตากไว้ที่กองทราย มีหมาตัวหนึ่งผ่านมา ศรีธนญชัยนึกในใจว่าจะต้องแกล้งพระรูปนี้สักหน่อย จึงไปหาน้ำตาลอ้อยกับงาดำมาผสมกันแล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เอาไปวางไว้บนผ้าพระที่ตากไว้ พระมาเห็นเข้านึกว่าเป็นขี้หมาก็เอ็ดศรีธนญชัยว่า ‘&#8217; แกนี่มันทำไมถึงโง่นัก ซักผ้าตากไว้ก็ไม่เฝ้า ปล่อยให้หมามาขี้รดเสียแล้ว แกกินขี้หมานี้เข้าไปเสียนะ ถ้าแกไม่กินข้าจะเขกหัวแกเดี๋ยวนี้</p>
<p>แหละ &#8221;ศรีธนญชัยก็แก้ตัวว่า‘&#8217; กระผมมั่วแต่ไปทำงาน เลยไม่ได้อยู่เฝ้าผ้า &#8221; ฝ่ายพรดะก็บังคับให้ศรีธนชัยกินให้ได้ ศรีธนญชัยก็หยิบขึ้นมากินหน้าตาเฉย พระสงสัยก็ถามว่า ‘&#8217; แกกินอย่างอร่อยเชียวนะ ‘&#8217; ศรีธนญชัยตอบว่า ‘&#8217; ขอรับกระผม ขี้หมาตัวนี้อร่อยมาก &#8221; พระขอลองชิมดู ก็เลยสั่งศรีธนญชัยว่า พรุ่งนี้ถ้าหมาตัวนี้ผ่านมาให้จับไว้นะ บีบเอาขี้หมาออกมาให้หมด</p>
<p>วันรุ่งขึ้นอหมาผ่านมา ศรีธนญชัยก็ล่อหมาไปเอาประตูหนีบตัวมันไว้ จนหมาขี้ไหลออกมาก็เรียกพระให้มากินขี้หมา ตอนนี้ก็ได้แก้แค้นให้แม่ไปได้ตอนหนึ่งแล้ว</p>
<p>ต่อมาอีกวันหนึ่ง พระมีธุระเข้าไปในเมืองก็สั่งศรีธนญชัยว่า ‘&#8217; ใครมาเรียกอย่าเปิดประตูนะให้บอกว่า พระท่านไม่ให้เปิด &#8221; ตกดึกคืนนั้นพระกลับมาจากธุระ ก็ตะโกนเรียกให้ศรีธนญชัยเปิดประตูให้ ‘&#8217; ไอ้ศรีธนญชัยข้ากลับมาแล้ว เปิดประตูที &#8221; ศรีธนญชัยตะโกนตอบว่า ‘&#8217; หลวงพี่สั่งไม่ให้เปิด &#8221; ‘&#8217; ก็ข้ากลับมาแล้ว ข้าเอง เปิดประตูเร็ว ๆ เข้า ‘&#8217; ช่างเถอะ หลวงพี่สั่งไม่ให้เปิด ตกลงพระนั้นก็ไม่ได้เข้าห้อง ต้องนอนตัวงอก่ออยู่นอกกุฏินั่นเองจนกระทั่งสว่าง</p>
<p>หลายปีต่อมา ศรีธนญชัยอายุมากขึ้น ร่ำเรียนอะไรก็ไม่สำเร็จ ดีแต่แกล้งพระ วันหนึ่งก้ไปหาพระแล้วบอกว่าตนจะไปค้าขายเกลือ พระก็ขอไปด้วย เพราะอยากจะไปเห็นบ้านเมืองอื่นบ้าง พระมีม้าอยู่ตัวหนึ่ง ศรีธนญชัยมันรู้ว่าพระจะขี่ม้าไป พอดีตอนนั้นเป็นฤดูที่ต้นหมามุ่ยออกดอกมันก็ไปเก็บเอามาเคาะใส่อานม้าไป ศรีธนญชัยก็หาบเกลือเดินตามไป พระก็คันก้นเกาไปตลอดทางเพราะโดนหมามุ่ย เมื่อขี่ม้ามาทันศรีธนญชัยแล้ว ก็ชวนให้ศรีธนญชัยแลกม้าขี่ พรดะอาสาหาบเกลือให้ ฝ่ายศรีธนญชัยเมื่อได้ม้าขี่แล้วก็รีบขี่ม้าไปอย่างเร็ว ส่วนพระหาบเกลือมาหนักมาก ตามศรีธนญชัยไม่ทัน ก็เลยคิดได้ว่าจำเป็นที่จะต้องหาบเกลือไปซ่อนก็กลัวคนเห็น เลยตกลงใจซ่อนไว้ในน้ำ พระก็เอากาบเกลือทิ้งลงไปในน้ำตรงที่ลึกจนมองไม่เห็น แล้วก็ออกเดินทางตามศรีธนญชัยไปจนทัน ฝ่ายศรัธนญัยไม่เห็นหาบเกลือก็ถามว่า ‘&#8217; พระเอาหาบเกลือไปไว้ที่ไหนเสียล่ะ ‘&#8217; ‘&#8217; เราเอาไปซ่อนไว้ในน้ำเสียแล้ว ‘&#8217; ศรีธนญชัยก็ชวนพระให้กลับไปงมหาแล้วพูดว่า ‘&#8217; ปลาคงจะเอาไปกินเสียแล้วถ้างมได้ปลาดุกขึ้นมาก็ตบหูปลาดุก เงี่ยงปลาดุกก็ตำมือพระ จนทะลุออกมาอีกข้าง พระก็ร้องด้วยความเจ็บปวด และบอกว่าข้าเจ็บมือไปไหนไม่ได้แล้ว เอ็งต้องหามข้าไปนะ ศรีธนญชัยตอบว่า &#8221; พระ เราก็มากันสองคนเท่านั้น จะหามกันไปได้อย่างไรล่ะ<br />
&#8221; ศรีธนญชัยก็ปิ่นขึ้นไปบนเขาแล้วก็กลิ้งก้อนกินลงมาทางที่พระนั่งอยู่พร้อม ทั้งตะโกนว่า ‘&#8217; ไม่เสือก็หมี ไม่หนีก็ตายเน้อ &#8221; พระกลัวกินจะตกมาทับก็เลยวิ่ง มาจนถึงวัดก็จัดการเอาปลาดุกตัวที่งมได้นั้นมาปิ้ง สั่งศรีธนญชัยว่าให้เก็บไว้ให้ตนกินบ้าง ศรัธนญชัยกลับกินเสียจนหมด ทิ้งแต่ก้างไว้ให้กิน แล้วไปหาแมลงวันตัวหนึ่งมาขังไว้ในกล่องข้าว พอพระสั่งให้ศรีธนญชัยให้เอาข้าวมาให้ พอเปิดกล่องก็มีแมลงวันบินออกมา ศรีธนญชัยก็บอกว่า ‘&#8217; หมดแล้วแมลงวันกินหมดแล้ว เหลือแต่ก้าง เรามาหลอกฆ่าแมลงวันไหมล่ะหลวงพี่ ‘&#8217; แล้วศรีธนญชัยก็สานตะแกรงมาให้พระแล้วบอกว่า ‘&#8217; ถ้าแมลงวันเกาะผมให้หลวงพี่เอาตะแกรงนี่ตบนะ หากแมลงวันเกาะหลวงพี่ผมจะตีเอาบ้าง &#8221; เมื่อต่างสัญญากันแล้ว พอแมลงวันเกาะศรีธนญชัยพระก็เอาตะแกรงตบเจ็บสักเล็กน้อย แต่พอแมลงวันหนีบินมาเกาะที่ศรีษะพระ พระก็บอกศรีธนญชัยว่า ‘&#8217; เอาเลย ตีเลย ‘&#8217; ศรีธนญชัยก็เอาค้อนตีไปบนหน้าผากพระ จนพระถึงแก่ความตาย เป็นอันว่าการใช้หนี้กรรมการทำเวรกันก็จบเรื่องศรีธนญชัยเบียดเบียนพระเพียง เท่านี้</p>
<p><b>ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้</b></p>
<p>จากเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟังให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และแฝงด้วยแนวคิดเป็นบทสอนใจให้กับผู้ที่ได้รับฟัง</p>
<p><b>คติ</b></p>
<p>‘&#8217; คนที่มีปัญญาย่อมสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ &#8221;</p>
<p>‘&#8217; รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง &#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ &#8220;ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน&#8221;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0/">นิทานล้านนา เรื่อง กะตำป๋าค่ำตุ๊ (ศรีธนญชัยรังแกพระ)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทานล้านนา เรื่อง &#8220;ไอ้เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา&#8221; (ศรีธนญชัยรังแกพญา)</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 May 2017 08:53:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน ภาคเหนือ ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิทาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานม่ะเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีชีวิตพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องม่ะเก่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b9%80</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันหนึ่งเจ้าเมืองเดินทางไปตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ ก็ได้ไปพบไอ้ศรีธนญชัย ไม่รู้จักว่าเป็นไอ้ศรีธนญชัย ไอ้ศรีธนญชัยก็ทักเจ้าเมืองว่า ‘' สาธุ ท่านเจ้าเมืองจะไปไหน ‘'</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2/">นิทานล้านนา เรื่อง &#8220;ไอ้เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา&#8221; (ศรีธนญชัยรังแกพญา)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันหนึ่งเจ้าเมืองเดินทางไปตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ ก็ได้ไปพบไอ้ศรีธนญชัย ไม่รู้จักว่าเป็นไอ้ศรีธนญชัย ไอ้ศรีธนญชัยก็ทักเจ้าเมืองว่า ‘&#8217; สาธุ ท่านเจ้าเมืองจะไปไหน ‘&#8217; เจ้าเมืองตอบว่า ‘&#8217; จะไปเที่ยว ‘&#8217; ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า ‘&#8217; เจ้าเมืองนี่ข้าหลอกได้แน่นอน &#8221; ‘&#8217; เด็กน้อยอย่างเจ้านะหรือ จะมาหลอกเราได้ ‘&#8217; เจ้าเมืองตอบ ‘&#8217; จะหลอกข้าอย่างไรล่ะ ‘&#8217; ‘&#8217; ไม่ยากหรอก ถ้าจะหลอกละก็ &#8221; ‘&#8217; ก็ไหนลองหลอกกูดูทีซิ &#8221; ‘&#8217; โอ งั้นหรือ งั้นก็ลงมานี่ก่อนซิ เจ้าเมืองลงมาเสียก่อนแล้วข้าจะหลอก &#8221; ทันใดนั้น เจ้าเมืองก็ลงไป ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า ‘&#8217; นี่ไงล่ะ เจ้าเมืองก็ลงมาตามที่ข้าหลอก &#8221; ตอนนี้ ก็นับได้ว่าไอ้ศรีธนญชัยหลอกเจ้าเมืองได้</p>
<p>ต่อมาอีกหลายวัน เจ้าเมืองก็พบไอ้ศรีธนญชัยอีก มันก็บอกว่า ‘&#8217; ขอเชิญเจ้าเมืองเข้ามานี่อีกทีเถอะ ข้ามีอะไรจะหลอกอีก &#8221; เจ้าจะหลอกข้าได้อย่างไรล่ะ ‘&#8217; ‘&#8217; มาเถอะน่า ขอให้เจ้าเมืองกระโดดลงไปในหนองน้ำนั้นก่อน แล้วข้าจะหลอก &#8221; เจ้าเมืองก็รีบกระโดดลงไปในหนองน้ำ ‘&#8217; นั่นไง ดูซิเจ้าเมืองก็ตกลงไปในหนองน้ำที่ข้าหลอกจนได้ ‘&#8217; ก็เป็นอันว่าเจ้าเมืองแพ้ศรีธนญชัยอีกครั้งหนึ่ง เจ้าเมืองก็โกรธมากคิดจะฆ่าไอ้ศรีธนญชัยเสีย ถ้าขืนปล่อยให้อยู่ต่อไปมันก็จะหลอกเราอยู่เรื่อยไป</p>
<p>ต่อมาไอ้ศรีธนญชัยก็ไปพบเจ้าเมืองเข้าอีก มันพูดว่า ‘&#8217; คนอย่างเจ้าเมืองนี่ถ้าไปเที่ยวบ้านข้าไม่ฟ้อนรำละก็ต้องเข็ดแน่ ๆ &#8221; ‘&#8217; โธ่ ไอ้ศรีธนญชัย คนอย่างกูนี่น่ะหรือจะไปฟ้อนรำทำไมที่บ้านมึง &#8221;&#8221; ไม่เชื่อก็ขอเชิญไปทีเถอะน่า ‘&#8217; บ้านไอ้ศรีธนญชัยอยู่คนละฝั่งคลอง มีไม้พาดข้ามสะพานเท่าลำแขนเท่านั้น เมื่อเจ้าเมืองเดินข้ามสะพานไม้นี้ก็เดินเอี้ยวไปเอี้ยวมา มือไม้ก็กางออกไป ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า &#8221; นี่ไงล่ะเจ้าเมืองท่านฟ้อนรำหรือไม่ล่ะ ‘&#8217; ก็เป็นอันว่าเจ้าเมืองถูกไอ้ศรีธนญชัยหลอกเอาอีกครั้งหนึ่ง ไอ้ศรีธนญชัยก็บอกว่า ‘&#8217; ถ้าหากเข้าไปอีกหน่อยนะจะถึงประตูบ้านข้า ถ้าหากเจ้าเมืองไม่ไหว้เข้าไปละก็ข้าว่าเข็ดแน่ ๆ เลย ‘&#8217; เจ้าเมืองก็ว่า ‘&#8217; คนอย่างกูนี่นะหรือจะไปไหว้มึง ‘&#8217; เอาเถอะน่า ลองดูก็แล้วกัน บ้านไอ้ศรีธนญชัยนั้นอยู่ในป่าหญ้าคา หาทางเข้าไปลำบากแทบมองไม่เห็นทาง เพราะต้นหญ้าคาขึ้นทึบไปหมด ก็ต้องใช้มือแหวกหญ้าเข้าไปเรื่อย ๆ ศรีธนญชัยเห็นดังนั้นก็ร้องว่า ‘&#8217; นี่ไงล่ะเจ้าเมืองไหว้หรือไม่ไหว้ล่ะ &#8221; เจ้าเมืองก็ต้องแพ้ศรีธนญชัยอีกครั้งหนึ่ง ศรีธนญชัยก็พูดต่อไปอีกว่า &#8221; หากเจ้าเมืองเข้าไปในบ้านข้าแล้วไม่ทำความเคารพเสียก่อนก็เห็นจะต้องเข็ดแน่ ๆ ‘&#8217; ไอ้ศรีธนญชัยเอ๊ย คนอย่างกูนะหรือจะทำความเคารพบ้านมึง ‘&#8217;</p>
<p>‘&#8217; เอาเถอะน่า &#8221; พอไปถึงบ้านของศรีธนญชัยแล้วประตูบ้านเตี้ยมากเพราะเป็นกระท่อมเล็ก ๆ เจ้าเมืองไปถึงก็ต้องก้มหัวลอดเข้าไป ศรีธนญชัยได้ทีเลยพูดว่า ‘&#8217; นั่นไงล่ะท่านเจ้าเมืองกำลังทำความเคารพบ้านข้าแล้ว &#8221; ในที่สุดเจ้าเมืองก็พูดขึ้นว่า ‘&#8217; ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปถ้าแผ่นดินนี้ไม่กลับข้างล่างมาเป็นข้างบนละก็ ไอ้ศรีธนญชัยมึงอย่าได้ย่างเหยียบเข้ามาบ้านเมืองกูอีกนะ มึงจงออกจากบ้านเมืองกูไปเสีย &#8221;</p>
<p>ศรีธนญชัยก็หนีออกจากบ้านเมืองไป พอย่างเข้าเดือนเก้า เดือนสิบ ชาวบ้านเขาก็ทำไร่ไถนาดินที่ไถนามันกลับข้างล่างเป็นข้างบน ศรีธนญชัยก็กลับเข้าบ้านเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าเมืองเห็นก็พูดว่า ‘&#8217; ไอ้ศรีธนญชัย กลับมาอีกแล้วหรือ ไหนกูบอกมึงว่าอย่างไรมึงจำไม่ได้หรือ มึงต้องตายแน่วันนี้ กูบอกมึงว่าถ้าแผ่นดินไม่กลับข้างล่างเป็นข้างบน ห้ามไม่ให้มึงกลับเข้ามาในบ้านเมืองของกูไม่ใช่หรือ ‘&#8217; ศรีธนญชัยก็ตอบว่า ‘&#8217; ขอเชิญเจ้าเมืองออกไปดูตามทุ่งนาบ้างซิ แล้วจะเห็นว่าแผ่นดินครั้งหนึ่ง เลยสั่งว่า ‘&#8217; พรุ่งนี้ให้มึงไปสานตะกร้าใบเล็กที่สุดมาให้ใบ ศรีธนญชัยก็กลับไปสานตะกร้าใบเล็กที่สุดคลุมหัวเต่าเข้าไปสู่เจ้าเมือง ‘&#8217; ไหนล่ะตะกร้าใบเล็กที่กูสั่งให้มึงสาน ‘&#8217; ศรีธนญัชยก็แก้ห่อให้ดูก็เห็นตะกร้าใบเล็กที่สุดครอบอยู่บนหัวเต่า เจ้าเมืองเห็นดังนั้นก็หาวิธีใหม่ โดยสั่งให้ศรีธนญชัยสานตะกร้าใบใหญ่ที่สุด ศรีธนญชัยก็สานตะกร้าใบใหญ่จนเข้าประตูเมืองไม่ได้ จึงเข้าไปบอกเจ้าเมืองว่า สานตะกร้าเสร็จแล้วและเอาเข้าประตูเมืองไม่ได้ ตลอดทางก็คิดหาทางแก้แค้นไอ้ศรีธนญชัยให้ได้เลยท้าพนันศรีธนญชัยว่า ถ้าใครถ่ายอุจจาระได้โดยไม่ถ่ายปัสสาวะ คนนั้นรอดตาย ตอนนั้นศรีธนญชัยได้ถ่ายปัสสาวะมาก่อนแล้ว จึงชนะเจ้าเมืองอีก ศรีธนญชัยจึงเอาค้อนทุบศรีษะเจ้าเมืองเสีย ในที่สุดเจ้าเมืองก็ต้องมาตายเพราะศรีธนญชัยจนได้</p>
<p><b>ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้ :</b> จากเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟังให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและแฝงด้วยแนวคิด เป็นบทสอนใจให้กับผู้ที่ได้รับฟัง</p>
<p><b>คติ :</b> ‘&#8217; คนที่มีสติปัญญาย่อมเอาตัวรอดได้เสมอ ‘&#8217;</p>
<p>( เล่าโดย นายหลาน วงศ์ไชย ร้านศิริชัย หมู่ ๗ ตำบลสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ )</p>
<p>เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ &#8220;ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน&#8221;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2/">นิทานล้านนา เรื่อง &#8220;ไอ้เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา&#8221; (ศรีธนญชัยรังแกพญา)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทานล้านนา เรื่อง ใครโง่กว่าใคร</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 May 2017 08:38:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน ภาคเหนือ ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิทาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานม่ะเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีชีวิตพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องม่ะเก่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%87</guid>

					<description><![CDATA[<p>มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า หมายปีมาแล้ว มีชายผู้หนึ่งชื่อ คง ทิดคงนี้เคยบวชเป็นพระภิกษุหลายพรรษา ต่อมาได้สึกและแต่งงานอยู่กินกับภรรยาจนมีบุตรคนหนึ่ง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/">นิทานล้านนา เรื่อง ใครโง่กว่าใคร</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า หมายปีมาแล้ว มีชายผู้หนึ่งชื่อ คง ทิดคงนี้เคยบวชเป็นพระภิกษุหลายพรรษา ต่อมาได้สึกและแต่งงานอยู่กินกับภรรยาจนมีบุตรคนหนึ่ง</p>
<p>ทิดคงและครอบครัวมีอาชีพในทางทำนา แกมีนาส่วนตัวอยู่แปลงหนึ่ง แกทำนาด้วยตนเองทุก ๆ ปี นานี้อยู่ห่างจากบ้านของแกราว ๆ ๔ &#8211; ๕ กิโลเมตร</p>
<p>เวลาเช้าทิดคงจะออกไปไถนาพร้อมกับควาย ครั้นตอนสายและกลางวันลูกสาวจะเป็นผู้นำอาหารไปส่งให้เสมอ วันหนึ่งตอนบ่าย ภรรยาไปตลาดซื้อปลามาตัวหนึ่ง เอาไปแกงส้มอร่อยมากนางคิดถึงสามี จึงขอร้องให้ลูกสาวช่วยนำอาหารมื้อนี้ไปส่งให้ด้วย ลูกสาวรับของออกเดินจากบ้านไป ขณะที่เดินทางฝ่าแดดที่กำลังร้อนจัด ประกอบกับวันนั้นบุตรสาวต้องทำงานที่บ้านแต่เช้าจนบ่ายเมื่อฝ่าแดดมารู้สึก เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก นางจึงหยุดพักวางหม้อข้าวหม้อแกงลง นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้คิดว่าพอหายเหนื่อยแล้วตนจึงค่อยเดินทางต่อไป พอดีมีลมโชยมา นางเลื่อนตัวเอนกายพิงกับต้นไม้ม่อยหลับไป ขณะที่หลับนางฝันว่า มีบุตรเศรษฐีมาชอบพอและสู่ขอนางกับพ่อแม่ ได้อยู่กินกันอย่างเป็นสุข จนกระทั่งมีครรภ์ ต่อจากนั้นไม่นานนักนางก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย อ้วนท้วนน่ารักต่อมาเด็กคนนั้นได้ล้มป่วยลงโดยกะทันหันถึงแก่ความตาย นางร้องไห้ด้วยความเสียใจ ขณะที่ละเมอไข่วคว้าอยู่นั้น มือไปปัดเอาหม้อแกงหกเรื่อราดหมด เลยไม่มีอาหารไปสู่บิดา</p>
<p>เมื่อนางตื่นขึ้นจึงร้องไห้กลับบ้าน เล่าเรื่องราวต่าง ๆที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ได้ยินดังนั้นพลอยร้องไห้เสียใจด้วยพร้อมกับรำพันว่า ‘&#8217; โธ่เอ๋ยหลานรัก เกิดมาไม่ทันไรมาด่วนตายเสียได้ ยายไม่ทันได้กอดได้อุ้ม อือ ๆ ๆ ‘&#8217;</p>
<p>พอดีขณะนั้นสามีหิวข้าวรีบเดินกลับบ้าน เมื่อมาถึงพบคนทั้งสองกำลังร้องไห้ด้วยความเสียใจจึงไต่ถามเรื่องราวเมีย พอเห็นสามีมา รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับบอกว่า</p>
<p>‘&#8217; ตาเอ๋ยตา หลานเกิดมาไม่ทันไรก็ตายเสียก่อน โธ่ไม่น่าเลยช่างบุญน้อยจริง ๆ น่าจะคอยให้ตายายอุ้มบ้างก็ไม่ได้ ทิดคงสงสัย ไต่ถามลูกสาวก็ทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงพูดออกมาว่า</p>
<p>‘&#8217; มันฝันนี่หว่า มันจริงเมื่อไร เอ็งทำไมจึงโง่เขลาเช่นนี้ ‘&#8217; เมื่อเห็นว่าภรรยาและลูกสาวของตนโง่เขลายิ่งนัก แกจึงตัดสินใจขายควาย รวบรวมเงินทองติดตัวออกเดินทางลงเรือไปยังเมืองอื่น ๆ ขณะที่พายเรือไปตามแม่น้ำนั้น เขาพบชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่จึงแวะเข้าไปถามว่า</p>
<p>‘&#8217; ท่านร้องไห้ทำไม ‘&#8217;</p>
<p>( เล่าโดย สมชัย ธนัญชัย โรงเรียนวัดดอนจั๋น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ . )</p>
<p>ชายผู้นั้นบอกว่า ‘&#8217; ข้าพเจ้าเอามือออกจากไหเกลือไม่ได้ ‘&#8217;</p>
<p>ทิดคงมองเห็นชายนั้นล้วงมือลงไปในไหเกลือและกำเกลือจนเต็มกำมือปากไหนั้นแคบ เขาจึงเอามือออกไม่ได้ ทิดคงหัวเราะ บอกให้เขาปล่อยเกลือเสีย มือก็จะออกได้</p>
<p>ชายผู้นั้นทำตาม จึงเอามือออกไปและกล่าวคำขอบใจ พร้อมกับมอบเป็ดให้เป็นรางวัลตอบแทนหนึ่งตัว ทิดคงพายเรือต่อไป เขาพบคนหมู่หนึ่งกำลังเอาเชือกผูกหัวเสาอยู่ข้างฝ่าย ต่างฉุดดึงกันไปคนละทาง</p>
<p>ทิดคงรู้สึกสงสัยแวะเรือเขาไป ร้องถามว่า ‘&#8217; พวกท่านทำอะไรนั่น ‘&#8217; เสามันสั้นไป เราพยายามจะดึงมันให้ยาวอีกสักหน่อย ‘&#8217;</p>
<p>ทิดคงบอกว่า ‘&#8217; ท่านเอ๋ย เสาดึงมันไม่ยืดออกได้หรอก ท่านต้องการจะให้เสายาวขึ้น ก็หาเสามาต่อเข้าซิ ‘&#8217; พวกนั้นปฏิบัติตามและดีใจมากที่เสายาวออกมาตามที่ต้องการ แต่ละคนได้ชมเชยต่าง ๆนานาว่า ‘&#8217; ท่านช่างมีปัญญาแท้ ๆ ‘&#8217; แล้วต่างก็หาไก่มามอบให้เป็นรางวัล</p>
<p>ทิดคงพายเรือต่อไปจนกระทั่งพบคนอีกกลุ่มหนึ่ง เขาสร้างตึกก่ออิฐถือปูน เนื่องจากไม่มีหน้าต่าง ดังนั้นภายในห้องจึงมืด พวกนั้นต่างช่วยกันเอาตะกร้า กระบุง หีบ และถังต่าง ๆ ออกวางกลางแดด</p>
<p>พอสักครู่ก็ยกเข้าไปเทในห้องเพื่อให้ห้องสว่างขึ้น แม้ว่าเขาจะขนสักเท่าไรห้องนั้นก็ไม่สว่างขึ้น ทิดคงรู้สึกแปลกใจ จึงร้องถามออกไปว่า ‘&#8217; ท่านทำอะไร ขนกันไม่รู้จักหมดจักสิ้น ‘&#8217;</p>
<p>พวกนั้นบอกว่า ‘&#8217; พวกเราขนแดดไปเทในห้องเพื่อให้มันสว่างขึ้น ‘&#8217; ทิดคงหัวเราะ พร้อมกับบอกว่า ‘&#8217; สหายเอ๋ย ท่านอยากให้ห้องสว่าง ก็เจาะกำแพงหน้าต่างซิ ‘&#8217;</p>
<p>พอพูดจบ ทิดคงก็ขึ้นจากเรือไปช่วยทำหน้าต่างให้ ตึกที่มืดกลับสว่างขึ้นทันที พวกนั้นพากันไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี และกล่าวคำชมเชยว่า ‘&#8217; ท่านช่างมีปัญญาจริง ๆ ‘&#8217;</p>
<p>ทุกๆคนต่างรวบรวมรางวัลมอบให้เป็นที่ระลึก ทิดคงเริ่มรู้สึกว่าที่ตนคิดว่าภรรยาและบุตรของตนโง่นั้น พวกที่ตนมาพบนี้ยิ่งโง่กว่าเสียอีก ทางที่ดีควรกลับไปคืนดีกับลูกเมียเสียดีกว่า หากลูกเมียผิดพลาดไป ตนยังพอจะแนะนำสั่งสอนให้เป็นคนดีได้ ทิดคงจึงกลับยังบ้านอยู่กันกับภรรยาและบุตรอย่างเป็นสุขต่อไป</p>
<p>ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้</p>
<p>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อันคนโง่นั้นมีอยู่ทั่วไป อย่าคิดว่ามีแต่คนในครอบครัวเราเท่านั้นทางแก้ปัญญามิใช่จะหนีปัญหา พึงใช้ปัญญาแก้ไข เช่น อบรม สั่งสอน ชี้แนะแนวทางให้</p>
<p>คติ ‘&#8217; เหนือฟ้ายังมีฟ้า ‘&#8217;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ &#8220;ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน&#8221;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3/">นิทานล้านนา เรื่อง ใครโง่กว่าใคร</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทานล้านนา เรื่อง เซี่ยงเมี่ยงแบ่งช้าง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 May 2017 08:26:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน ภาคเหนือ ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[นิทาน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานม่ะเก่า]]></category>
		<category><![CDATA[นิทานล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีชีวิตพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องม่ะเก่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2</guid>

					<description><![CDATA[<p>บรรดาบุคคลที่เฉลียวฉลาดและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยคล่องแคล่วว่องไวใน วรรณคดีของไทยแล้ว ทุกคนต้องยกให้เซี่ยงเมี่ยง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/">นิทานล้านนา เรื่อง เซี่ยงเมี่ยงแบ่งช้าง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บรรดาบุคคลที่เฉลียวฉลาดและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยคล่องแคล่วว่องไวใน วรรณคดีของไทยแล้ว ทุกคนต้องยกให้เซี่ยงเมี่ยง บางคนถึงเติมสร้อยให้ว่า เซี่ยงเมี่ยงเจ้าปัญญา</p>
<p>มีช้างพังเชือกหนึ่งของเจ้าผู้ครองประเทศข้างเคียง หลงทางพลัดเข้าในสวนของเซี่ยงเมี่ยง เซี่ยงเมี่ยงสั่งให้ข้าทาสของตนจับช้างนั้นไว้ เขานำเอาช้างพังตัวนั้นไปรับจ้างชักลากฟืน ตลอดจนบรรทุกของต่าง ๆ</p>
<p>ข่าวการได้ช้างของเซี่ยงเมี่ยงทราบไปถึงพระกรรณของเจ้าผู้ครองนคร พระองค์ให้เสนามาเรียกเซี่ยงเมี่ยงไป เมื่อพบก็ตรัสถามทันทีว่า</p>
<p>‘&#8217; เออ เจ้าเซี่ยงเมี่ยง ข้าทราบว่าเจ้าจับช้างได้ใช่ไหม &#8221;</p>
<p>เซี่ยงเมี่ยงกราบทูลว่า ‘&#8217; เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า &#8221;</p>
<p>เจ้าผู้ครองนครตรัสว่า ‘&#8217; ดังนั้นก็แล้ว ทรัพย์สินใด ๆ ที่พลัดเข้ามาในเขตขัณฑสีมาของข้าทรัพย์นั้นควรเป็นของข้าครึ่งหนึ่งเสมอ ‘&#8217;</p>
<p>เซี่ยงเมี่ยงกราบทูลว่า ‘&#8217; เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า หากพระองค์มีพระประสงค์ข้าพระพุทธเจ้าขอแบ่งให้พระองค์ครึ่งหนึ่ง</p>
<p>( เล่าโดย สมบุญ ศรีชลธาร ตลาดพานิชเจริญ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ .)</p>
<p>เจ้าผู้ครองนครสรวลออกมาด้วยความพอพระทัย</p>
<p>‘&#8217; เออ …. เจ้านี่รู้หลักกฏหมายและขนบธรรมเนียมของบ้านเมืองดีนี่ เจ้าจะแบ่งส่วนไหนให้เราล่ะ &#8221; เจ้าผู้ครองนครถาม</p>
<p>เซี่ยง เมี่ยงนิ่งคิดสักครู่ก็กราบทูลว่า ‘&#8217; ข้าพระพุทธเจ้าเป็นข้าแผ่นดินของพกระองค์ ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงเปรียบเหมือนช้างเท้าหลัง พระองค์เป็นช้างเท้าหน้า ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบครึ่งส่วนหน้าให้พระองค์ ส่วนครึ่งหลังเป็นของข้าพระพุทธเจ้าเองพระพุทธเจ้าข้า &#8221;</p>
<p>เจ้าผู้ครองนครตบพระหัตถ์ด้วยความพอพระทัย ‘&#8217; ดีแล้ว ๆ เจ้าพูดถูกต้อง เจ้าคอยดูแลช้างให้ดีก็แล้วกัน &#8221; เซี่ยงเมี่ยงก้มลงกราบรับบัญชาแล้วบังคมลากลับบ้าน</p>
<p>นับแต่วันนั้นมาเซี่ยงเมี่ยงยิ่งใช้งานหนักขึ้น อาหารต่าง ๆ ที่ช้างกินนั้นเขาให้ช้างกินดีที่สุดส่วนค่าอาหารนั้นให้ไปคิดเอาที่เจ้าผู้ ครองนคร เวลารับจ้างได้เงินทองมา เขาก็เก็บรายได้ทั้งหมดที่ใช้ช้างทำงานตอนกลางวันเป็นของตนเสียผู้เดียว</p>
<p>พอเย็นลงก็ปล่อยช้างให้เข้าไร่เข้าสวนกินกล้วยกินต้นหมาก ต้นมะพร้าวของชาวบ้าน ชาวบ้านจับเรียกค่าไถ่ เซี่ยงเมี่ยงก็ให้ไปเบิกเอาจากท้องพระคลัง เพราะส่วนหน้าของช้างเป็นผู้นำ ดังนั้นเจ้าผู้ครองนครจึงต้องเป็นผู้รับชดใช้ ส่วนของตนอยู่ข้างหลังต้องเดินตามเท้าหน้าไปจึงไม่ได้รับผิดชอบ</p>
<p>ต่อมาช้างนั้นได้คลอดลูก เซี่ยงเมี่ยงก็รับค่าจ้างทั้งหมดเพราะถือส่วนที่ออกแรงที่สุดคือส่วนข้างหลัง</p>
<p>เจ้าผู้ครองนครทราบเรื่องราวเห็นว่า ถ้าพระองค์ยังทรงขืนรับส่วนแบ่งเช่นนี้คงขาดทุนเรื่อยไป ดังนั้น พระองค์จึงตรัสบอกเซี่ยงเมี่ยงว่า</p>
<p>‘&#8217; อ้ายเซี่ยงเมี่ยงเอ๋ย ช้างที่เจ้าแบ่งส่วนข้างหน้าให้ข้านั้นข้าขอคืนให้เจ้า ข้าไม่ขอรับเอาอีกต่อไปแล้ว ขอยกให้เจ้าทั้งหมด &#8221;</p>
<p>เซี่ยงเมี่ยงก้มลงกราบ กล่าวคำขอบพระทัยที่พระองค์ทรงพระกรุณาเช่นนั้น</p>
<p>ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้</p>
<p>นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การใดจะได้จะเสียพึงพิจารณาให้รอบคอบ ไม่ควรด่วนตัดสินใจอะไรง่าย ๆ เพราะมักจะนำความเสียหายมาสู่ตนได้</p>
<p>เซี่ยงเมี่ยงเป็นคนฉลาดแกมโกง คนเยี่ยงนี้จะทำให้คนเดือดร้อนตลอดมา</p>
<p>คติ</p>
<p>‘&#8217; อย่าใจเร็วด่วนได้ &#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ &#8220;ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน&#8221;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/">นิทานล้านนา เรื่อง เซี่ยงเมี่ยงแบ่งช้าง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
