Home Blog Page 180

วัดสวนพริก ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดสวนพริก ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 201/1 ถนน- ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2525

ก่อนหน้านี้วัดสวนพริก เคยเป็นวัดร้างมาก่อน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2525 วัดได้ถูกทำการบูรณะ โดยชาวบ้านในหมู่บ้าน และได้ก่อตั้งเป็นวัดขึ้นมาอีกครั้ง

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. หลวงพ่อคำ ปัญญาพร พ.ศ. 2544
2. พระกุศล ถิรปุญโญ

วัดพระธาตุดอยคำ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดพระธาตุดอยคำ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 103 ถนน- ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1230

วัดพระธาตุดอยคำ หรือเดิมชื่อว่าวัดสุวรรณบรรพต สร้างในสมัยพระนางจามเทวี กษัตริย์แห่งลำพูน โดยพระโอรสทั้งสองเป็นผู้สร้างในปีพุทธศักราช 1230 ประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าศาลาการเปรียญกุฏิสงฆ์ และพระพุทธรูปปูนปั้นนั้น ตามตำนานพระธาตุดอยคำกล่าวถึงพระพุทธองค์ทรงมีพระประสงค์จะสั่งสอนชาวโลก จึงเสด็จนำภิกษุอรหันต์ และพระยาอินทร์เที่ยวสั่งสอนโดยได้ประทับรอยพระบาทและเนรมิตพระธาตุไว้ ณ สถานที่ได้เสด็จสั่งสอนประชาชน ครั้งหนึ่งเสด็จยังดอยคำอันเป็นที่อาศัยของยักษ์สามตน คือ ยักษ์ผัวเมียจิดำ และตาเขียวและลูกยักษ์ ยักษ์ทั้งสามจะจับพระพุทธองค์กินเป็นอาหาร พระพุทธองค์จึงทรงแผ่เมตตาจนทั้งสามยอมอ่อนน้อมเกรงขาม พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าตนลูกจะปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ได้ แต่ยักษ์พ่อแม่ไม่อาจรักษาศีลยังคงขอกินเนื้อมนุษย์ แต่ต่อรองมาเป็นการกินเนื้อสัตว์ เจ้าเมืองนั้นก็ยินยอม ทั้งนี้เพื่อรักษาชีวิตมนุษย์ไว้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีพิธีฆ่าโคให้ยักษ์ คือ ปู่แสะและย่าแสะ ภายหลังยักษ์ตนลูกได้ขอบวช พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนและประทานพระเกศาธาตุไว้บูชา และทรงพยากรณ์ว่า สถานที่นี้จะเป็นที่ประชุมของผู้มีบุญ ต่อมาเกิดศุภนิมิตฝนที่ตกลงมา กลายเป็นทองคำไหลเข้าไปในถ้ำคำ เมื่อพระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนศิลา และศิลานั้นก็จมหายไปในแผ่นดิน ส่วนยักษ์ตนลูกภายหลังบวชเป็นฤาษี และมีชื่อว่า วาสุเทพฤาษี อยู่รักษาพระธาตุดอยคำสืบมา เมื่อสิ้นวาสุเทพฤาษี พระนางจามเทวีก็ได้ทรงรักษาพระธาตุสืบมา ภายหลังพระโอรสของพระนางจามเทวีได้ทรงสร้างสถูปเจดีย์เล็กขึ้นที่ดอยคำ อัญเชิญพระเกศาธาตุของพระพุทธองค์บรรจุไว้ อธิษฐานว่า หากยังไม่มีผู้มีบุญญาธิการมารวมอยู่ ณ ที่นี้ ขออย่าให้มีการสร้างวัดวาอารามหรือเป็นทุศิล เพราะจะทำให้โบราณวัตถุต่าง ๆ สูญหาย จึงปรากฏว่าพระธาตุแห่งนี้ก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมหลายครั้ง ครั้นเมื่อมีผู้มีบุญญาธิการมีการทำบุญเพิ่มขึ้น ที่แห่งนี้จึงมีความเจริญก้าวหน้า วัดพระธาตุดอยคำมีการบูรณะหลายครั้ง ดังนี้ – พุทธศักราช 2181 พระอูหม่องภาสินจากพม่า บูรณะ – พุทธศักราช 2366 พระจากพม่า บุรณะ – พุทธศักราช 2385 พระและชาวบ้านตำบลหนองควาย บูรณะต่อ – พุทธศักราช 2466 ครูบาศรีวิชัยบูรณะ และสร้างเสนาสนะ

งานสถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานหลายฉบับได้กล่าวว่า เทวดาได้นำพระเกศาธาตุที่พระพุทธเจ้าได้ประทานแก่ปู่แสะและย่าแสะ นำขึ้นมาฝังและก่อสถูปไว้บนดอยแห่งนี้ และต่อมาในปี พ.ศ. 1230 เจ้ามหันตยศ และเจ้าอนันตยศ 2 พระโอรสแฝดของพระนางจามเทวี แห่งหริภุญชัยนครได้ขึ้นมาก่อเจดีย์ครอบพระสถูปเกศานั้นไว้ ส่วนพระเจดีย์แห่งที่ 2 ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ทางทิศเหนือของดอยคำ คือ พระธาตุดอยสุเทพ แบบเดียวกับพระเจดีย์ของวัดพระธาตุดอยสุเทพ
2 พระอุโบสถ
3 พระวิหาร
4 กุฏิสงฆ์
5 ศาลาเอนกประสงค์

งานศิลปกรรม
1 พระพุทธนพีสีพิงครัตน์ พระพุทธนพีสีพิงครัตน์ ริเริ่มสร้างโดย ทายาทของเจ้าแม่อินหวัน ณ เชียงใหม่ โดยเจ้าแม่ได้ล่วงลับไปเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ (สิริรวมอายุได้ ๘๖ ปี) หลังจากนั้นประมาณ ๗-๘ วัน เจ้ากุลวงศ์ ผู้เป็นทายาทคนหนึ่งได้ฝันว่า เจ้าแม่ขอให้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ ณ ที่สูงเพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาจากระยะไกลได้ ในฝันเจ้ากุลวงศ์ ได้ถามเจ้าแม่ว่าท่านให้ชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่าอย่างไรดี เจ้าแม่ตอบว่า แล้วแต่ลูกจะเห็นสมควร เจ้ากุลวงศ์ตอบไปทันทีโดยไม่ได้คิดมาก่อนว่า จะให้ชื่อว่า พระพุทธนพีสีพิงครัตน์ (มีความหมายว่า พระพุทธรูปอันเป็นแก้วที่ประเสริฐของเมืองเชียงใหม่) และเมื่อเจ้ากุลวงศ์ได้เล่าเรื่องความฝันให้พี่น้องฟัง ทุกคนต่างปีติศรัทธาเห็นชอบการจัดสร้างพระพุทธรูป และได้รวบรวมเงินเป็นค่าจัดสร้าง ๔๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาเจ้ากุลวงศ์ได้ไปนมัสการท่านพระครูศรีปริยัติยานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนดอก และปรารภเรื่องการจัดสร้างพระพุทธรูป ท่านได้แนะนำให้สร้างไว้บนพระธาตุดอยคำ เพราะเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ที่บนสูง จะเป็นศรีสง่าแก่จังหวัดเชียงใหม่ไปในอนาคต และท่านพระครูได้มีเมตตาติดต่อขออนุญาตก่อสร้างจากกองบิน ๔๑ เชียงใหม่ และกระทรวงกลาโหมตามลำดับ สำหรับตำแหน่งการก่อสร้าง เป็นมูลดินสูงทิศตะวันตกหน้าวัดพระธาตุดอยคำ ซึ่งเป็นที่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ได้ปลูกที่พักสำหรับดูแลคนงาน ระหว่างที่ท่านคุมการสร้างวิหารและซ่อมแซมวัดพระธาตุดอยคำ การก่อสร้างเริ่มตั้งแต่วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๑ แล้วเสร็จต้นปี พ.ศ.๒๕๓๔ และมีงานฉลองสมโภชพุทธาภิเษกตามจารีตวัฒนธรรมประเพณีล้านนาไทย เมื่อวันที๗-๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๔ ผู้ควบคุมการก่อสร้างพระพุทธรูป คือคุณชัยพันธ์ ประภาสวัต ซึ่งสำเร็จด้านปติมากรรม จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อมามีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคค่าก่อสร้าง เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก อาทิคุณสุรีย์พร คองประเสริฐ บริจาค ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างลานหน้าพระพุทธรูป และครอบครัวคุณเกรียง เฉลิมสุภาคุณ ออกทุนทรัพย์เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างฉัตรถวายองค์พระซึ่งเมื่อนำฉัตรขึ้นกางถวายได้ระยะหนึ่ง มีพายุพัดฉัตรตกลงมาชำรุด จึงได้ซ่อมแซมแล้วนำไปประดับหน้าพระพุทธรูปแทน สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ รวมเป็นจำนวนประมาณหนึ่งล้านนาบาทเศษ พระพุทธนพีสีพิงครัตน์ เป็นพระพุทธรูปสิงห์หนึ่ง ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๒ เมตร สูง ๑๗ เมตร ประดิษฐานอยู่บนวัดพระธาตุดอยคำ ตำบลแม่เหี้ย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
2 พระพุทธรูปสำคัญ

วัดป่าชี ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดป่าชี ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าชี หรือวัดป่าจี้ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา โฉนดเลขที่ 97 ทั้งสี่ทิศจดลำเหมือง

ประวัติความเป็นมาของวัด
วัดป่าชี เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งของตำบลแม่เหียะ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการบูรณะแล้ว แต่ยังคงสถาปัตยกรรมเดิมอยู่ และยังเป็นสถานที่ ใช้เก็บพระบฏ ที่ใช้ประกอบพิธีการงานประเพณีเลี้ยงดง อยู่ สถาปัตยกรรมเดิมที่ พูดถึงก็คือในเรื่องของลายไทยที่ประดับตามผนังโบสถ์ วิหาร ปละพญานาค สถานที่ต่างๆ ภายในวัดรวมไปถึงศาลาหรือ ระเบียงคต อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอไตรวิหาร และกุฏิสงฆ์

วัดป่าจี้สร้างเมื่อ พ.ศ.2125 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2532 เขต วิสุงคามสี กว้าง 30 เมตร ยาว 40 เมตร มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน

วัดท่าข้าม ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0
วัดท่าข้าม บ้านท่าข้าม ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์:089-7591367 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2030 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ.2493

วัดท่าข้าม ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดท่าข้าม บ้านท่าข้าม ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50100

วัดท่าข้าม บ้านท่าข้าม ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์:089-7591367 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2030 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ.2493

ประวัติวัดท่าข้าม

วัดท่าข้ามสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2030 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2493 เดิมกลางหมู่บ้านมีท่าน้ำสำหรับข้ามไปมาเพื่อค้าขายติดต่อธุระของประชาชน พร้อมกับมีบริเวณกว้างสำหรับใช้ประชาชนได้พักผ่อนก่อนข้ามฝั่งน้ำเม่เหียะไปมาทางทิศเหนือ ตามประวัติบอกว่าได้มีการอัญเชิญพระมหาชินธาตุเจ้าหรือพระบรมสารีริกธาตุจากวัดพระธาตุศรีจอมทอง ขบวนแห่อัญเชิญพระธาตุมาข้ามท่าน้ำแม่เหียะและได้พักชั่วคราว ณ บริเวณนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มากราบไหว้ หลังจากนั้นขบวนแห่ก็เดินทางต่อ ถึงพลับพลาหรือตำหนักของเจ้านายฝ่ายเหนือปัจจุบันคือวัดตำหนัก จากนั้นเจ้านายฝ่ายเหนือก็ต้อนรับขบวนแห่ แล้วก็นำพระบรมสารีริกธาตุสู่เมืองเชียงใหม่ให้เจ้าเมือง/ประชาชนได้สักการะบูชา เมื่อนำพระบรมสารีริกธาตุกลับก็จะมาผ่าน ณ จุดเดิมคือท่าน้ำแม่เหียะ ชาวบ้านท่าข้ามจึงได้ตกลงกันสร้างวัด ณ บริเวณที่พักนั้นเรียกชื่อว่าวัดท่าข้าม

งานสถาปัตยกรรม
1 พระอุโบสถ สร้างสำเร็จและทำการฉลองเมื่อปี พ.ศ. 2551 อุโบสถไม้สักทอง ลงรักปิดทอง หน้าบันปั้นลม ช่อฟ้าทรงล้านนาประยุกต์
2 พระวิหาร สร้างสำเร็จและทำการฉลองเมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นทรงล้านนา ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก แกะสลักลวดลายด้วยไม้สัก

งานศิลปกรรม
1 สัตตภัณฑ์ เป็นของเก่าแบบล้านนา จำนวน 1 หลัง
2 ตู้พระธรรม เป็นของเก่าแบบล้านนา จำนวน 2 ใบ

รูปจิตรกรรม
1 – พระเวสสันดรทั้ง 13 กัณฑ์ อยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นภาพเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และประเพณีวัฒนธรรมของชาาบ้านทางล้านา

เจ้าอาวาสวัดท่าข้าม

พระมหาปองปรีดา ปริปุณฺโน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดท่าข้าม และยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ประวัติด้านการศึกษาของพระมหาปองปรีดา ปริปุณฺโน
พระมหาปองปรีดา ปริปุณฺโน เจ้าอาวาสวัดท่าข้าม จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาโท จากสถานบันการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ เมื่อปีการศึกษา พ.ศ.2544

ลำดับเจ้าอาวาสวัดท่าข้าม

1. พระโพธิ พ.ศ. 2346-2400
2. พระติ๊บปาละ พ.ศ. 2401-2418
3. พระอธิการจันทร์ จันทวํโส พ.ศ. 2418-2447
4. พระคำตั๋น พ.ศ. 2447-2452
5. พระอธิการจันทร์ จันทวํโส พ.ศ. 2452-2507
6. พระประเวส สายกับ พ.ศ. 2507-2510
7. พระทองดี พ.ศ. 2511-2514
8. พระบุญตัน พ.ศ. 2515-2518
9. พระเพชร พ.ศ. 2519-2520
10. พระสมบูรณ์ พ.ศ. 2521-2523
11. พระมานะ พ.ศ. 2524-2531 1
12. พระภานุพงษ์ พ.ศ. 2531-2532 1
13.พระครูโกศลปริยัติวิสิฐ พ.ศ. 2533-2555 (พ.ม.ยุทธนา สิริปัญโญ, ธนะสาร) 1
14. พระมหาปองปรีดา ปริปุณโณ พ.ศ. 2555-ปัจจุบัน

แผนที่วัดท่าข้าม ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดท่าข้าม ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดป่าจี้ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดตำหนักสวนขวัญศิริมังคลาจารย์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดต้นปิน ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดตองกาย ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง

วัดตำหนัก ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดตำหนัก ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ถนนเชียงใหม่-หางดง ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์:053-804623 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2053

วัดตำหนักไม่มีหลักฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.ที่เท่าไหร่ แต่จากหลักฐานเทียบเคียงจากงานเขียนคัมภีร์ทางพุทธศาสนาของพระสิริมังคลาจารย์ และหลักฐานจากหนังสือพงศาวดารโยนก และคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ มีข้อสันนิษฐานหลายทางให้พิจารณา คือ 1.พระสิริมังคลาจารย์เป็นผู้สร้าง โดยได้ชักชวนชาวบ้านสร้างขณะเป็นสมาเณรอายุ 13 ปี โดยเรียกชื่อว่า “วัดเวฬุวนาราม”(วัดป่าไผ่) ชาวบ้านเรียกง่ายๆว่า “วัดไผ่เก้ากอ” 2.พระเจ้าดิลกปนัดดา(พระเมืองแก้ว) เป็นผู้สร้างเพื่อถวายเป็นอาศัยแด่พระสิริมังคลาจารย์โดยสันนิษฐานจากการมาบรรจุพระบรม ณ วัดแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2062 ตามที่กล่าวไว้ในพงศาวดารโยนกและเพราะมีหลักฐานซากวิหารกำแพงฐานกุฎิและซุ้มประตู แนวกำแพงซึ่งเป็นโบราณสถานที่บ่งบอกถึงความเป็นวัดที่มีความสำคัญวัดหนึ่ง มีผังการก่อสร้างเป็นระเบียบเป็นสัดส่วนและใหญ่โต ซึ่งผู้ที่จะสร้างได้ต้องพร้อมทั้งกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาอย่างยิ่ง วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์ มีปรากฏหลักฐานว่า พระสิริมังคลาจารย์ได้อาศัยอยู่เพื่อแต่งคัมภีร์ทั้ง 3 คัมภีร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2060-2063 จากนั้นก็ไม่พบหลักฐานกล่าวถึงวัดนี้อีกเลยเพราะเมื่อปี พ.ศ.2101 กองทัพพม่าโดยการนำของพระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพเข้ามาตีเชียงใหม่แตกสันนิษฐานว่า วัดแห่งนี้คงกลายเป็นวัดร้างและล่มสลายไปในที่สุด ในช่วงยึดชียงใหม่ของพม่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ได้หลบหนีภัยสงครามไปทั่วสารทิศ แต่มีบางส่วนที่ยังคงยอมรับการปกครองของพม่าและอยู่อาศัยที่เดิม แต่คงไม่สามารถรักษาวัดสวนขวัญเดิมๆได้ เพราะจำนวนคนเหลือน้อย(ตั้งแต่ซุ้มประตูโขงและแนวบริเวณด้านในกำแพงโบราณ จึงได้สร้างวิหารหลังใหม่ไว้ตามแนวเดิมแทนวิหารหลังเก่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม รวมทั้งสร้างกุฏิสงฆ์ไว้นอกแนวกำแพงแล้วปล่อยให้วัดเก่าซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่กลายเป็นวัดร้างไป แต่ได้บูรณะอุโบสถและพระธาตุองค์เดิมเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาสืบๆมา ในช่วงปกครองบ้านนา พม่าก็ได้สร้างธาตุศิลปะระแบบพม่าครอบพระธาตุองค์เดิม สมัยพระเจ้าดิลกปนัดดาอีกชั้นหนึ่ง จนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งปี พ.ศ.2499 คณะศรีหราประชาชนชาวตำหนักได้ไปอาราธนาพระปัญญา สิริธัมโม จากวัดน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง ซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยศีลจารวัตรอันงดงามมาเป็นเจ้าอาวาสวัดตำหนักแห่งนี้ ท่านได้ชักชวนญาติโยมเข้ามาบูรณะวัดเก่า(ตั้งแต่ซุ้มประตูโขงเข้ามาภายในสถานที่ทำบุญจากวิหารบริเวณพระธาตุเข้ามาใช้วิหารซึ่งสร้างขึ้นใหม่จวบจนกระทั่งปัจจุบัน นอกจากนี้วัดตำหนักยังมีชื่อเรียกหลายชื่อตามยุคสมัยดังนี้ 1.วัดผ่าสิบเอ็ดกอ วัดเวฬุวนาราม(ป่าไผ่) มีความเป็นมาคือ ในพงศาวดารโยนก กล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.2062 วันอาทิตย์ เดือน 3 ขึ้น 10 ค่ำ พระเมืองแก้วเสด็จไปบรรจุพระบรมธาตุ ณ พระสถูปเจดีย์ที่วัดเวฬุวนาราม(ป่าไผ่) ตั้งอยู่ทิศเหนือแห่งนครเชียงใหม่ ตามมติของพระมหาหมื่นวุฒิญาโณ แห่งวัดหอธรรม ซึ่งปัจจุบันรวมเข้ากับวัดเจดีย์หลวง ได้กล่าวว่า วัดเวฬุวนารามในอดีตก็คือวัดตำหนักในปัจจุบัน 2.วัดสวนขวัญ มีความเป็นมาจากการบันทึกข้อความท้ายคัมภีร์ที่เป็นผลงานของพระสิริมังคลาจารย์ 3 คัมภีร์ คือเวสสันตรทีปนี จักวาฬทีปนี และสังขยาปกาสกฎีกา มีใจความว่าท่านอยู่ ณ ที่วัดสวนขวัญซึ่งห่างจากวัดพระสงฆ์ไปทางทิศใต้ 1 คาวุตหรือประมาณ 4 กิโลเมตร ขณะที่ท่านแต่งคัมภีร์ทั้ง 3 นี้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้แก่วัดตำหนักแห่งนี้ และยังใช้เรียกชื่อนี้ควบคู่กันหรือปัจจุบัน คือ วัดตำหนักสวนขวัญ 3.วัดตำหนัก เป็นชื่อที่ใช้เรียกปัจจุบัน มีที่มาคือ เมื่อ พ.ศ.2339 พระเจ้ากาวิละยกตราทัพมาจากเวียงป่าซางทิศใต้เมืองลำพูน พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ สมณพราหมณ์ และประชาราษฎร์เรียกขึ้นมาตั้งเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่นั้นมาคนทั่งหลายจึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า หมู่บ้านตำหนักตราบจนบัดนี้ 4.วัดพระสิริมังคลาจารย์ เป็นชื่อที่ผู้สนใจให้การศึกษาผลงานการเรียนคัมภีร์ของพระสิริมังคลาจารย์ ใช้เรียกชื่อวัดในปัจจุบันเพื่อเป็นเกียรติและเป็นอนุสรณ์แด่พระมหาเถระท่านนี้

วัดตำหนัก (วัดสิริมังคลาจารย์)

ประวัติความเป็นมาของวัด

วัดตำหนักไม่มีหลักฐานปรากฏ สร้างขึ้นเมื่อใด แต่หลักฐานที่เทียบเคียงจากงานเขีนยคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาของพระสิริมังคลาจารย์และหลักฐานจากหลนังสือพงศาวดารโยนก และคัมภีร์ขินกาลมาลีปกรณ์ ที่ได้กล่าวถึงวัดเวฬุวนาราม หรือวัดตำหนักแห่งนี้คาดว่าสร้างประมาณก่อนหรือหลังปี 2000 ไม่มาก วัดตำหนักมีประวัติความเป็นมาและมีชื่อเรียกตามยุคสมัย ดังนี้

1. วัดไผ่ 31 กอ วัดเวฬุวนาราม (ป่าไผ่) มีความเป็นมาคือ ในพงศาวดารกล่าวว่าเมื่อ พ.ศ. 2062 วันอาทิตย์ เดือน 3 ขึ้น 11 ค่ำ พระเมืองแก้วเสด็จ ไปบรรจุพระบรมธาตุ ณ พระสถูปเจดีย์ ที่วัดเวฬุวนาราม (ป่าไผ่) ตั้งอยู่ทิศหรดีแห่งนครเชียงใหม่ตามมติของพระมหาหมื่นวุฒิยาโณ แห่งวัดหอธรรม ซึ่งปัจจุบันรวมเข้ากับวัดเจดีย์หลวง ได้กล่าวว่าวัดเวฬุนารามในอดีตคือวัดตำหนักในปัจจุบัน

2. วัดสวนขวัญ มีความเป็นมาจากการบันทึกข้อความท้ายคัมภีร์ที่เป็นผลงานของพระสิริมังคลาจารย์ 3 คัมภีร์ คือ เวสสันดรทีปนี จักรวาลทีปนี และ สังขยาปกาสกฎีกา มีใจความว่าท่านอยู่ ณ ที่วัดสวนขวัญซึ่งห่างจากวัดพระสงฆ์ไปทางทิศใต้ 1 คาวุต หรือประมาณ 4 กิโลเมตร ขณะที่ท่านแต่งคัมภีร์ทั้ง3 นี้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้แก่วัดตำหนักแห่งนี้ และยังใช้เรียกชื่อนี้ควบคู่กับชื่อปัจจุบันคือวัดตำหนักสวนขวัญ

3. วัดตำหนัก เป็นชื่อที่ใช้เรียกปัจจุบัน ที่มาคือ เมื่อ พ.ศ. 2339 พระเจ้ากาวิละ ยาตรทัพมาจากเวียงป่าซางทิศใต้เมืองลำพูนพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์สมณะพราหมณ์และประชาราษฎร์ ยกขึ้นมาตั้งเมืองเชียงใหม่หลังเป็นเมืองร้างไปนาน 200 ปี พักแรมมา 3 คืน ในคืนวันที่ 4 ราษฎรได้ทำ พลับพลา ซึ่งชาวเมืองเชียงใหม่เรียกว่า “ตำหนัก” ถวายที่หมู่บ้านนั้น จากนั้นจึงเข้าไปตั้งเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นมา คนทั้งหลายจึงเรียกจึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า หมู่บ้านตำหนัก มาจนบัดนี้

4. วัดสิริมังคลาจารย์ เป็นชื่อที่ผู้สนใจในการศึกษาผลงานการเขียนคัมภีร์ของพระสิริมังคลาจารย์ใช้เรียกชื่อต่อท้ายชื่อวัดใน ปัจจุบันเพื่อเป็นเกียรติ และเป็นอนุสรณ์แด่พระมหาเถระท่านนี้

วัดแห่งนี้มีชื่อเป็นทางการสั้น ๆ ว่า “ตำหนัก” ตามชื่อของหมู่บ้านแต่มักมีคนเรียกว่า ตำหนักสวนขวัญ บ้าง วัดสวนขวัญ บ้าง วัดสิริมังคลาจารย์ บ้าง วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์ บ้าง แต่ถ้าจะให้สมกับเป็นวัดของนักปราชญ์ ผู้ผลิตผลงานที่เป็นประโยชน์แก่พระศาสนาควรเรียกชื่อว่า วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์

วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์มีหลักฐานปรากฏว่า พระสิริมังคลาจารย์ ได้อาศัยอยู่เพื่อแต่งคัมภีร์ทั้งสามคัมภีร์ ตั้งแต่ปี 2060-2063 จากนั้นก็ไม่ได้พบหลักฐานกล่าวถึงวัดนี้เลย เพราะเมื่อปี 2101 กองทัพพม่า โดยการนำของพระเจ้าบุเรงนองได้ยกเข้าตีเชียงใหม่แตก สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้กลายเป็นวัดร้างและล่มสลายไปในที่สุด ในช่วงยึดคลองเชียงใหม่ของพม่า ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ได้หลบหนีภัยสงครามไปทั่วสารทิศแต่มีบางส่วนที่ยังยอมรับการปกครองของพม่าและอยู่อาศัยที่เดิม แต่คงไม่สามารถรักษาวัดสวนขวัญเดิม ได้เพราะจำนวนคนเหลือน้อย (ตั้งแต่ซุ้มประตูโขงและบริเวณด้านในกำแพงโบราณ) จึงได้สร้างวิหารหลังใหม่ไว้ตามแนวเดิมแทนวิหารหลังเก่าซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยสงครามรวมทั้งสร้างกุฏิสงฆ์ไว้นอกแนวกำแพงเดิม แล้วปล่อยให้วัดเก่าซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่กลายเป็นวัดร้างแต่ได้บูรณอุโบสถและพระธาตุองค์เดิมเพื่อใช้ประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาสืบมา ในช่วงปกครองล้านนาพม่าก็ได้สร้างพระธาตุศิลปะแบบพม่า พระธาตุองค์เดิมสมัยพระเจ้าดิลกปนัดดาอีกชั้นหนึ่งจนถึงปัจจุบัน

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2499 คณะศรัทธาประชาชนชาวตำหนักได้ไปอาราธนาพระปัญญา สิริธัมโม จากวัดน้ำบ่อหลวงอำเภอสันป่าตอง มาเป็นเจ้าอาวาสวัดตำหนักแห่งนี้ ได้ชักชวนญาติโยม เข้ามาบูรณะวัดเก่า (ตั้งแต่ประตูโขงเข้ามาภายในบริเวณกำแพงเก่า) โดยได้สร้างวิหารและกุฏิสงฆ์พร้อมทั้งเสนาสนะต่าง ๆ แล้วได้ย้ายสถานที่ทำบุญจากวิหารบริเวณพระธาตุเข้ามาใช้วิหารซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ในบริเวณวัดเก่า จวบจนปัจจุบัน

โบราณสถานสำคัญของวัด
ประกอบด้วยอุโบสถ พระธาตุ วิหารก่ออิฐถือปูนแบบล้านนา จำนวน 2 หลัง ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ 2 หลัง

ข้อมูลจาก http://temple.chiangmaidream.com/

ลำดับเจ้าอาวาส:
ยุคสร้างวัด – ยุคพม่าครองเมือง (ไม่ทราบ – พ.ศ.2101) 1.พระสิริมังคลาจารย์ (ไม่ทราบ พ.ศ.) ยุคพม่าปกครองล้านนา (พ.ศ.2101-พ.ศ.2335) ยุคเอกราชของล้านนา (พ.ศ.2335-ปัจจุบัน) 1.พระอธิการสมบัติ พ.ศ.2401-2432
2.พระอธิการบุญชู พ.ศ.2433-2450
3.พระอธิการอินสวน พ.ศ.2451-2475
4.พระอธิการดวงดี พ.ศ.2476-2481
5.พระอธิการดวงแก้ว พ.ศ.2482-2488
6.พระบุญเป็ง ธัมมวุฑโฒ พ.ศ.2489-2491
7.พระบุญชื่น สุตตธัมโม พ.ศ.2492-2499
8.พระอธิการปัญญา สิริธัมโม พ.ศ.2500-2530
9.พระครูศุภสิทธิ์ สิริธมโม พ.ศ.2531-2540
10.พระครูสังฆรักษ์องอาจ ปัญญาสาโร พ.ศ.2541-2543
11.พระมหาสมบูรณ์ วชิรปัญโญ พ.ศ.2544- ปัจจุบัน

วัดต้นปิน ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดต้นปิน ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 110 ถนนเชียงใหม่-หางดง ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2300

วัดต้นปินสร้างเมื่อ พ.ศ. 2300 ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดดอนปิน เดิมชื่อว่า วัดพระจันทร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2523 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 30 เมตร ยาว 40 เมตร วัดต้นปินเดิมเรียกว่า “วัดพระจันทร์” โดยเรียกตามชื่อพระพุทธรูปยืน 2 องค์บนฐานชุกชี(แท่นแก้ว) ในวิหารวัดต้นปินหลังปัจจุบัน วัดต้นปินตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนตั้งอยู่บริเวณ “โรงเรียนบ้านดอนปินวิทยาคม” เรียกว่า “วัดพระจันทร์” ครูบาเจ้าอุปนันทเถระ พร้อมด้วยศรัทธาญาติโยมสมัยนั้นได้ย้ายมาตั้งวัดใหม่ไว้ ณ ที่ดอนมะตูม (ชาวเหนือเรียกมะตูมว่า มะปิน) อยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกของวัดพระจันทร์ประมาณ 500 เมตร เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2366 ปัจจุบันไม่มีหลักฐานเดิมของวัดพระจันทร์ให้เห็น หลักฐานครั้งสุดท้ายปรากฏเมื่อประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่มุมสุดตะวันตกของอาคารเรียนหลังใต้ ปัจจุบันถูกโค่นล้มไปแล้วเช่นกัน

ลำดับเจ้าอาวาส:
1.ครูบาอุปนันทะเถระ
2.ไม่ทราบนาม
3.ไม่ทราบนาม
4.ไม่ทราบนาม
5.ครูบาหลวง เมืองอุดร
6.เจ้าอธิการคำเมา จิตฺตธมฺโม พ.ศ. 2506-2511
7.พระคำ นนฺภิโย พ.ศ. 2511-2512
8.พระเกษม สุเมโธ พ.ศ. 2512-2515
9.พระครูดวงแก้ว มณิวณฺโณ พ.ศ. 2515-2526
10.พระครูบุญทอง ฐานิสฺสโร พ.ศ. 2526-2539
11.พระปลัดวิรัตน์ อาภาธโร พ.ศ. 2539-ปัจจุบัน

วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดอู่ทรายคำ เลขที่ 24 ถนนช้างม่อยเก่า ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300
วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2369 ได้รับอนุญาตตั้งเป็นวัด พ.ศ. 2384 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2465

ประวัติวัดอู่ทรายคำ

วัดอู่ทรายคำ เลขที่ 24 ถนนช้างม่อยเก่า ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2369

วัดอู่ทรายคำเดิมเรียกกันว่า วัดอูบคำ บ้าง วัดอุกคำบ้าง วัดอุปลายคำบ้าง มีมหาอุบาสิกา ผู้มั่งคั่งที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก อพยพลงมาจากเวียงเก่าคือเมืองเชียงแสน (จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน)

ในสมัยพระบรมเชษถฐาธิราช หรือเจ้ากาวิละ ขึ้นไปอพยพพี่น้องคนไทยมาอยู่นครพิงค์ เพื่อความเป็นปึกแผ่น ในคำเรียกว่า “เก็บผักใส่ส้า หาข้าใส่เมือง” ตำนานเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึง พระบรมเชษฐาธิราช ยกกองทัพไปเชียงแสนมีความว่า “ศักราชได้ 1166 ปีกาบไจ้ เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ วันอาทิตย์ ยกกองทัพเข้าไปตั้งทัพทำข้าวเปลือกทิศตะวันตกเมืองเชียงแสน ชาวเมืองเชียงแสนทั้งมวล มีท้าวพระยาเสนาอามาตย์เป็นตัน ก็พากันเข้ามากรอบแทนไต้พื้นสุวรรณบาทจักรคำพระเป็นเจ้านับเลี้ยง” พระเป็นเจ้า ก็อพยพพี่น้องไทยลงไปที่เชียงใหม่จนหมดสิ้น ทิ้งเมืองเชียงแสนไว้ ความจริงเมืองเชียงแสนในสมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็น ประชาชนประกอบอาชีพต่าง ๆ มีความชำนาญการงานเป็นที่เลื่องลือของแคว้นต่าง ๆ เป็นต้นว่า ช่างเครื่องเขิน เครื่องเงิน เครื่องทอง สถาปนิก ช่างตีเหล็ก ฯลฯ ช่างชำนาญเหล่านี้ ได้อพยพมาพร้อมกองทัพของพระเป็นเจ้า

เมื่อถึงเมืองเชียงใหม่ แล้วพระเป็นเจ้าก็กระจายไพร่พลเหล่านั้นไปอยู่ในที่ต่าง ๆ นอกเมืองบ้าง ในเมืองบ้าง เช่น บ้านฮ่อม บ้านเมืองสาท บ้านเจียงแสน (บริเวณแขวงมังราย ในปัจจุบัน) ช่างฝีมือเหล่านั้น ต่างก็มีความเสื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ซึ่งได้นำพระพุทธรูป และใบลานที่เป็นธรรมเทศนาจากเวียงเก่า (เชียงแสน) แล้วนำมาไว้ในหอพระไตรในวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ เป็นจำนวนมากมายและพากันสร้างวัดวาอารามตามกลุ่มคณะของตน เช่น ช่างเงินก็สร้างวัดในนามว่า “วัดช่างดอกเงิน” (โรงเรียนเทศบาลดอกเงินในปัจจุบัน) ช่างดอกคำก็รวมใจกันสร้างวัดในนามว่า “วัดช่าง ดอกคำ” หรือ “วัดดอกคำ” ในปัจจุบัน วัดอูบคำ หรือวัดอู่ทรายคำ ก็เป็นนามหาอุบาสิกาท่านหนึ่ง ที่อพยพลงมาพร้อมกับพระเป็นเจ้าได้เป็นประธานสร้างวัดแห่งนี้ ซึ่งเป็นวัดเล็ก ๆ อยู่นอกคูเมืองหลวง

สถาปัตยกรรม
1 พระเจดีย์ แรกเริ่มสร้างไม่ใหญ่โตมากนัก ต่อมามีการสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่รอบองค์เดิมไว้ให้ใหญ่กว่าเดิม และได้ตกแต่งวิจิตรสวยงาม
2 พระพุทธรูปดินปั้น พระพุทธรูปดินปั้นนั้น คือพระประธานในพระวิหาร ซึ่งมีขนาด สูง 2.62 เมตร กว้าง 1.78 เมตร พระพุทธรูปปางมารวิชัย ตามตำนานเล่ากันว่า นายช่างไปวาดภาพจำลองพระพุทธรูปเก้าตื้อ สวนดอก มาก่อสร้างพระประธานแห่งนี้ให้เหมือนของเดิมและงดงามน่าเลื่อมใส ใครได้นมัสการแล้วก็เกิดความสบายใจ และเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
3 หอไตร คนเมืองเรียกว่า “ประสาทหลังก๋าย” กล่าวกันว่ามีความสวยงามมาก และไม่ซ้ำแบใครในเมืองเชียงใหม่ ในปัจจุบันได้ทำการบูรณะให้อยู่ในสภาพเดิม พ.ศ. 2533 จากของเดิมซึ่งมีอายุร่วมร้อยปี ศิลปกรรมทรงแบบล้านนาไทย
4 อุโบสถ ผนักด้านนอกช่างได้ปั้นนิทานเรื่องสังข์ทองติดไว้อยู่สองด้าน ซึ่งได้แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองในสมัยนั้นว่ามีความอุดมสมบูรณ์เพียงใด อุโบสถหลังนี้อยู่ติดกับถนนช้างม่อยเก่า นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาอดไม่ได้ที่จะต้องแวะมาถ่ายรูปภาพไว้เป็นที่ระลึก อุโบสถหลังนี้ได้สร้างและฉลองในปี พ.ศ. 2464 ซึ่งองค์ในหลวงรัชกาลที่ 6 ได้เสด็จผ่านทอดพระเนตรในการฉลองครั้งนั้นด้วย นับว่าเป็นเกียรติประวัติของวัดอู่ทรายคำอีกยุคหนึ่ง และได้มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2530 ศิลปกรรมล้านนาผสมแบบจตุรมุข
5 พระพุทธมณีศรีบุญนิวิฐภูมิพลมหาราชูทิศ รังสฤษเทโวปกรณ์ สหศรัทธา อริสตายุกาล สุวรรณวาลการามประดิษฐ์ สถิตย์นพบุรี ศรีนครพิงค์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “พระสิงห์หยก” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 29 นิ้ว สูง 41 นิ้ว หนัก 109 กิโลกรัม สำหรับเนื้อหยก นำมาจากประเทศพม่า ที่เมืองมัณทะเลย์ ซึ่งมีอายุราว ๆ 570 ล้านปี เป็นหยกประเภทเลดไอท์ เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2546 เสร็จ พ.ศ. 2547 ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน และใช้ช่างฝีมือโดยทีมงานของนายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ทำพิธีพุทธาพิเศก วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 3 องค์ โดยใส่ในพระอบทองคำไว้ที่พระเศียรของพระพุทธรูปในวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

เจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ

พระครูพิศาลบุญนิวิฐ ฐิตปุญโญ มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฏร์ ชั้นเอก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ และยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ประวัติด้านการศึกษาของพระครูพิศาลบุญนิวิฐ ฐิตปุญโญ พระครูพิศาลบุญนิวิฐ ฐิตปุญโญ เจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาโท จากสถานบันการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

ลำดับเจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ

สมัยราชวงศ์มังราย พ.ศ. 1839 – 2101 (ยังไม่พบหลักฐาน) สมัยพม่ารามัญปกครองล้านนาไทย พ.ศ. 2101 – 2317 (ยังไม่พบหลักฐาน) สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2317 – 2325 (ยังไม่พบหลักฐาน) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 1. ไม่ทราบเจ้าอาวาส พ.ศ. 2384 – 2414
2. ธุหลวงจันทะ พ.ศ. 2414
3. เจ้าอธิการจันโท นิกายไทย (ยังไม่ได้เป็นอุปัชฌายะ) รองอธิการ ชื่อ ตุ๊ต้าน ขึ้นแก่วัดมหาวัน วัดอุกคำ (อู่ชายคำหรืออู่ทรายคำ) ตั้งอยู่ในแขวงด้านประตูช้างม่อยในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก พ.ศ. 2430
4. พระครูสัทธรรมโกวิท (ตื้อ เทพวงศ) พ.ศ. 2440
5. พระอธิการศุกร์ ศรีวิชัย (ศุกร์ อุดมศรี) พ.ศ. 2470
6. พระอธิการดนัย ชินปุตโต (ชื่น ไชยศรี) พ.ศ. 2495
7. พระครูวินัยธรบุญทา เตชปัญโญ (บุญทา ใจบรรหาร) พ.ศ. 2511 – 2532
8. พระครูพิศาลบุญนิวิฐ ประวัติการทำงานเจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ ชื่อ พระครูพิศาลบุญนิวิฐ สถานที่เกิด บ้านเหมืองหิน หมู่ 11 ต. ป่าหุ่ง อ. พาน จ. เชียงราย วัน เดือน ปี เกิด 10 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ประวัติการศึกษา น.ธ. เอก พ.ศ. 2518 ม.ศ. 5 โรงเรียนนันทบุรีวิทยา (พระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา) จ. น่าน พ.ศ. 2523 พก.ศ (พิเศษประกาศนียบัตร) กรรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2526 ศษ.บ. (สังคมศึกษา) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2530 ศน.บ. (ภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยมกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา พ.ศ. 2538 เข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ปีการศึกษา 2541 สำเร็จการศึกษา 2545 พ.ศ. 2523 – 2530 เป็นครูสอนที่โรงเรียนศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาวัดศรีโสดา อ. เมือง จ. เชียงใหม่ พ.ศ. 2524 – 2530 เป็นครูสอนโรงเรียนพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์ วัดบุพพาราม อ. เมือง จ. เชียงใหม่ พ.ศ. 2530 – 2543 เป็นครูสอนโรงเรียนเชตุพนศึกษา ในพระสงฆราชูปถัมภ์ (พระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา อ. เมือง จ. เชียงใหม่) พ.ศ. 2532 – 2534) รักษาการเจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ ต. ช้างม่อย อ. เมือง จ. เชียงใหม่ พ.ศ. 2534 – ปัจจุบัน เจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ ต. ช้างม่อย อ. เมือง จ. เชียงใหม่

แผนที่วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดดอกเอื้อง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 182 ถนนช้างม่อย ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300
วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2380 ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2380 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2533

ประวัติวัดหนองคำ

วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 182 ถนนช้างม่อย ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2380 ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2380 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2533

วัดหนองคำสร้างขึ้นโดยความสามัคคีกันของคณะอุบาสิก อุบาสิกา ชาวปะโอ (ต่องสู้) ผสมไต (ไทใหญ่) และคณะอบาสก อุบาสิกาชาวไทยในเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2380 การได้ชื่อว่าวัดหนองคำ เป็นเพราะในสมัยนั้นพื้นที่ตั้งวัดยังคงเป็นป่า มีบึงกว้างใหญ่ ลึกมาก อยู่ทางทิศเหนือหลังวัด ความกว้างของบึงนั้นกว้างพอๆกับสนามฟุตบอลหนึ่งสนาม ต่อจากบึงใหญ่ก็เป็นหนองน้ำ มีคนเล่าว่าใต้ก้นบึ้งของน้ำนั้นมีทองคำมากมาย ความยาวของหนองน้ำนั้นประมาณ 600 เมตร ซึ่งอ้อมมาทางทิศตะวันออกจรดถนนใหญ่หน้าวัด ทางวัดได้ใช้บึงใหญ่กับหนองน้ำดังกล่าวเป็นกำแพง โดยธรรมชาติ และเป็นเขตของวัดไปด้วยพร้อมกัน อาศัยเหตุนี้จึงเรียกว่า วัดหนองคำ วัดหนองคำได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2445 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 11 เมตร ยาว 12 เมตร ในสมยพระสันติละ ชาวปะโอ เป็นเจ้าอาวาส ในอดีต วัดหนองคำขึ้นอยู่กับการปกครองคณะสงฆ์พม่า จึงทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจและเรียกวัดนี้ว่า วัดพม่า แต่โดยแท้จริงแล้ว วัดนี้เป็นวัดของชาวปะโอ หรือ ต่องสู้ หรือ ชาวเงี้ยว ที่อยู่ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์พม่าเท่านั้น ซึ่งชาวปะโอนั้นมีประเพณี วัฒนธรรม ของตนเอง (99% เป็นชาวพุทธ และคล้ายคลึกกับชาวล้านนา) มีภาษาพูด / เขียน และมีอัตตลักษณ์เครื่องนุ่งห่มของตนเอง

สถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) – เป็นเจดีย์ทรงฐานสูงและสองชั้น โดยมีห้องเล็กๆเพื่อเก็บคัมภีร์และหนังสือใลานต่างๆ
2 พระอุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อใด อย่างไร ไม่มีรายละเอียด แต่ได้รับวิสูงคามสีมาเมื่อ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2445 เขตวิสูงคามสีมากว้าง 11 เมตร ยาว 12 เมตร ทรงประยุกต์ มีพระประธานในอุโบสถ 3 องค์ เนื้อปูนปั้น
3 พระวิหาร เริ่มสร้างตั้งแต่เมื่อใดไม่มีรายละเอียดแน่ชัด แต่มีการบูรณะซ๋อมแซมครั้งล่าสุด เมื่อ พ.ศ.2471 เป็นอาคาร 2 ชั้น ฐานปูน เครื่องไม้ ทรงศิลปะประยุกต์ โดยช่างชาวปะโอ หรือ ต่องสู้ มีพระประธานใหญ่อยู่บนวิหาร และประกอบด้วยห้องต่างๆ สำหรับพระภิกษุสามเณรสำหรับเป็นที่พักอาศัยส่วนหนึ่ง

ศิลปกรรม
1 พระพุทธรูปสำคัญ นอกจากพระประธานในพระอุโบสถ 3 องค์ และพระพุทธรูปบนวิหารแล้ว ยังมีพระพุทธรูปพร้อมด้วยพระสาวก ทรงโปรดพระโพธิสัตว์สุเมธ ฤษี ไม้ ลงรักปิดทอง ศิลปะแบบพม่า
2 สัตตภัณฑ์ เครื่องบูชา มีพระบัลลังหรือซุ้มสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปหรือชาวปะโอเรียกว่า พระจอง หรือ พระปัลลัง 2 หลัง ทำด้วยไม้ ลงรักปิดทอง มีลักษณะช่อฟ้าใบรกา ระย้อยระย้า อ่อนช้อยงดงามมาก

รูปจิตรกรรม
1 – ดาวเคราะห์ต่างๆ และพุทธประวัติต่างๆ บนฝ้าเพดาน

เจ้าอาวาสวัดหนองคำ

พระสมุห์อานนท์ อินฺทวํโส ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดหนองคำ และยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานหน่วยอบรมประชาชน ประวัติด้านการศึกษาของพระสมุห์อานนท์ อินฺทวํโส พระสมุห์อานนท์ อินฺทวํโส เจ้าอาวาสวัดหนองคำ จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาโท จากสถานบันการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

ลำดับเจ้าอาวาสวัดหนองคำ

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระจิ๋งต๋า ไม่ปรากฏ พ.ศ.
2. พระกันฑมา ไม่ปรากฏ พ.ศ.
3. พระชวนะ ไม่ปรากฏ พ.ศ.
4. พระอู้ยันตี๋ ไม่ปรากฏ พ.ศ.
5. พระสันติมาละ พ.ศ.2451-2475
6. พระนนตี พ.ศ.2476-2480
7. พระใหญ่ พ.ศ.2481-2482
8. พระสว่าง ธรรมมปาละ พ.ศ.2483-2511
9. พระวิลาส พ.ศ.2512-2516
10.พระปัญญา พ.ศ.2517-2520
11.พระอธิการทังโถ ฐานธมฺโม พ.ศ.2521-2545 1
2.พระอธิการปัญญา ปิยธมฺโม พ.ศ.2545-2554 1
3.พระชัยพร ญาณเมธี พ.ศ.2554 (รักษาการเจ้าอาวาส)

แผนที่วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดใกล้เคียงวัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดแสนฝาง เลขที่ 188 ถนนท่าแพ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 50300
วัดแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างวัดเมื่อ พ.ศ.  ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.

ประวัติวัดแสนฝาง

วัดแสงฝาง นั้น เดิมชื่อว่าวัดแสนฝัง มีที่มาจากชื่อของพระเจ้าแสนภูขึ้นครองราชสมบัติครั้งที่ 2 ทรงมีพระราชประสงค์จะฝากพระราชศรัทธาและฝากฝังพระราชสมบัติของพระองค์ไว้ในพระพุทธศาสนา จึงทรงสละราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างวัดแสนฝังขึ้นมา ชื่อ “แสน” จึงมาจากชื่อพระเจ้าแสนภู ส่วน “ฝัง” คือการที่พระองค์ได้บริจาคพระราชทรัพย์เพื่อสร้างวัด จึงถือว่าพระองค์ได้ฝังสมบัติไว้ในพระพุทธศาสนา

ตั้งอยู่ที่ถนนท่าแพเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งที่มีศิลปกรรมพม่าผสมอยู่โดยเฉพาะเจดีย์ที่มีการตกแต่ง ลวดลายปูนปั้นวิจิตรงดงาม นอกจากนี้ยังมีกุฏิเจ้าอาวาสซึ่งสร้างมานานกว่า 100 ปี เป็นจุดที่น่าสนใจอีกด้วย ตามประวัติเล่าว่าพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ให้รื้อที่ประทับของพระเจ้ากาวิโรรสสุริวงศ์ (เจ้าชีวิตอ้าว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 6 มาสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2420 ครั้นสร้างเสร็จแล้วจึงโปรดให้มีการฉลองในปี พ.ศ. 2421
วัดแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ วัดแสนฝาง เป็นอีกวัดที่มีชื่อเสียงในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะ “พระเจดีย์มงคลแสนมหาชัย” เจดีย์ทรงพม่าที่อยู่ภายในวัดมีลักษณะคล้ายเจดีย์ชเวดากองของพม่า เป็นเจดีย์สีขาวตกแต่งลวดลายปูนปั้นวิจิตรงดงาม มีความสูง 49 เมตร วัดแสนฝางนั้นเป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เม็งรายและได้รับการอุปถัมป์บำรุงจากเจ้านครเชียงใหม่และคหบดีเชียงใหม่มาโดยตลอด ดังที่เห็นปรากฏจากแผ่นไม้จารึในวัดแสนฝาง

เดิมชื่อวัดแสนฝัง เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของนครเชียงใหม่ มีมาแต่โบราณกาล นักโบราณคดีของล้านนาหลายท่านได้ให้คำสันนิษฐานว่า สร้างมาประมาณ 600 ปีเศษมาแล้ว (ประมาณจุลศักราช 687 ปี) นับโดยอนุมาน ตามคำบอกเล่าของ นายบุญมา พุทธวงศ์ ซึ่งเป็นรัตตัญญู บุคคลผู้มีอายุร่วม 100 ปี บอกว่า ที่คนเฒ่าคนแก่ที่ล่วงลับดับตายไปเล่าสืบๆกันมาว่า

เมื่อพระเจ้ามังรายมหาราช พระผู้เป็นพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ก็เสด็จจากเมืองเชียงราย โดยรี้พลโยธาเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว ก็จัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระารชกุศลอุทิศถวายแด่ดวงวิญญาณพระเจ้ามังรายมหาราช เมื่องานถวายพระเพลิงศพเรียบร้อยแล้วจึงเอาพระอัฐิ (กระดูก) บรรจุในสถูปไว้กลางเวียงเชียงใหม่ ทรงชำระสะสางปรับปรุงราชการงานเมืองให้เข้ารีดเข้ารอยปกติสุขทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงการทำการราชาภิเษกท้าวแสนภู พระราชบุตรขึ้นเสวยราชสมบัติแทนพระเจ้าปู่ (พระเจ้ามังรายมหาราช) พระเจ้าแสนภูเสวยราชสมบัติได้ 1 ปี พระยาขุนเครือผู้เป็นพระเจ้าอา ยกรี้พลมาจากเมืองนายเขตพม่ามาล้อมเมืองเชียงใหม่ เพื่อแย่งชิงเอาราชสมบัติ จากพระเจ้าแสนภูผู้เป็นหลาน พระเจ้าแสนภูไม่คิดจะต่อสู้พระเจ้าอา จึงหนีออกจากเมืองเชียงใหม่ไปอยู่เมืองเชียงรายกับพระราชบิดา คือ พระเจ้าไชยสงคราม และกราบทูลเหตูการณ์ที่พระเจ้าอามาชิงเอาเมืองเชียงใหม่แก่พระราชบิดาให้ทรงทราบ

พระเจ้าไชยสงครามทรงกริ้วพระยาขุนเครือเป็นอย่างมาก จึงจัดรี้พลมอบให้ท้าวน้ำท่วม เจ้าเมืองฝางยกรี้พลมาปราบพระยาขุนเครือ ท้าวน้ำท่วมล้อมเมืองเชียงใหม่ไว้ทุกด้าน จนการะทั่งจับพระเจ้าขุนเครือได้ แล้วเอาใส่เรือนจำขังไว้ที่แจ่งเวียงนานได้ 4 ปี เจ้าพระยาขุนเครือก็จุติสวรรคต พระเจ้าไชยสงครามจึงเสด็จมาจัดพระราชทานเพลิงศพ แล้วจัดพระราชพิธีราชาภิเษกท้าวแสนถูให้เป็นเจ้าปกครองนครเชียงใหม่อีก เป็น ครั้งที่ 2

เมื่อพระเจ้าแสนภูได้ครองราชสมบัติ ครั้งที่ 2 นี้มีพระราชหฤทัยดำริว่า พระเจ้าปู่ก็ดี พระราชบิดาก็ดี มีพระราชหฤทัยในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาโดยลำดับ พระองค์จึงมีพระราชประสงค์ที่จะฝากฝังขุมพระราชทรัพย์ของพระองค์ไว้ในพระพุทธศาสนาตามเยี่ยงพระเจ้าปู่และ อย่างพระราชบิดาบ้างจึงดำริว่า ซากกองอิฐที่ปรากฏเป็นฐานพระเจดีย์ ในสถานที่รกร้างว่างเปล่าใกล้แม่น้ำเล็กๆ ห่างจากน้ำแม่ระมิงค์พอประมาณจึงพอพระราชหฤทัยสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ บริจาคบูรณะพระเจดีย์ที่สลักหักพังในบริเวณแห่งนี้ ให้เป็นรูปร่างพระเจดีย์ที่มั่นคงทนถาวร และสร้างพระวิหาร กุฏิ ที่อยู่อาศัยถวายแด่สมณะชีพราหมณ์ เพื่อเป็นการฝากฝังพระราชศรัทธา และพระราชสมบัติของพระองค์ไว้ ในพระพุทธศาสนา

สถานที่พระองค์ทรงสร้างนั้นจึงตั้งชื่อว่า “วัดแสนฝัง” คำว่าแสนตรงกับชื่อพระเจ้าแสนภู คำว่าฝังนั้น พระองค์ได้บริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการสร้างวัดนี้ขึ้น เมื่อล่วงกาลผ่านเวลาหลายร้อยปี ชื่อวัดย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป ตามชื่อบ้านเมือง แม่น้ำลำคลอง ชื่อว่าแสนฝังก็กลายเป็นวัดแสนฝางไปย่อมเป็นไปได้ เมื่อเวลาล่วงเลยจนหมดราชวงศ์มังรายแล้ว จนถึงราชวงศ์สุลวะลือไชย์สงคราม ตั้งตระกูล ณ เชียงใหม่ วัดแสนฝากก็ได้รับอุปการะเอาใจใส่ ในการอุปถัมภ์บำรุงจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่โดยดีตลอดมา

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดนอกจากเจดีย์ทรงพม่าแล้ว ยังมี “วิหารลายคำ”วัดแสนฝาง มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนาไทยหลังคาเตี้ย ประดับด้วยลวดลายไม้แกะสลักและปูนปั้นปิดทอง ตามหลักฐานพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าทิพย์เกษรราชเทวี ได้โปรดให้รื้อพระตำหนักที่ประทับพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ มาปรับปรุงดัดแปลงสร้างเป็นวิหารลายคำถวายวัด ส่วนที่น่าสนใจอื่นๆได้แก่ พระอุโบสถเจ้าดารารัศมี หอไตรหลังเก่า และกุฏิ 100 ปี

เจ้าอาวาสวัดแสนฝาง

พระมหาดุลภาร ญาณสมฺปนฺโน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดแสนฝาง และยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการ เจ้าคณะตำบล ประวัติด้านการศึกษาของพระมหาดุลภาร ญาณสมฺปนฺโน พระมหาดุลภาร ญาณสมฺปนฺโน เจ้าอาวาสวัดแสนฝาง จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาตรี จากสถานบันการศึกษามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา เมื่อปีการศึกษา พ.ศ.2554

ลำดับเจ้าอาวาสวัดแสนฝาง

พระอธิการปัญญา ปญฺญาวํโส ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่แน่นอน
พระอธิการโสภา โสภโณ ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่แน่นอน
พระอธิการบุญจู โพธิวํโส ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 ถึงปี พ.ศ.2482
เจ้าอธิการศรีหมื่น ฉนฺทวโร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 ถึงปี พ.ศ.2511
พระครูประจักษ์พัฒนคุณ (ถนอม ฐิตายุโก) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 ถึงปี พ.ศ.2558
พระมหาดุลภาร ญาณสมฺปนฺโน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 ถึงปัจจุบัน

แผนที่วัดแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดอุปคุต ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดบุพพาราม ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดมหาวัน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าแพ่ง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดป่าแพ่ง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 117 ถนนเมืองสมุทร ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300

เมื่อครั้ง พ.ศ.2444 พ่อพญานาวา ได้ไปทูลขอที่ดินที่เป็นดงไม้แพ่ง(สะแก) จาก เจ้าอินทวโรรสสุริยะวงศ์ (เจ้าหลวงองค์ที่ 8 แห่งนครเชียงใหม่) สร้างเป็นสำนัก สงฆ์ขึ้น และได้ไปอาราธนานิมนต์พระภิกษุจากวัด ชมพู คือท่านครูบาขาว เทพวัง ใส มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกโดยมีชาวบ้านวังสิงห์คำ ป่าแพ่ง มาทำบุญบำเพ็ญกุศล ที่อารามสำนักสงฆ์ป่าแพ่งแห่งนี้ตลอดมา ได้รับการพัฒนาก่อสร้างถาวรวัตถุ โดย มีพระยานาวาระเป็นประธานบริจาคพร้อมกับลูกหลานสร้างเจดีย์ วิหาร กุฏิ หอ ไตร โดยกำลังศรัทธาของประชาชนร่วมกันบริจาคเป็นปึกแผ่น พ.ศ.2461 ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เขตอุโบสถกว้าง 60 เมตร ยาว 58 เมตร และเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2461 ได้รับการเลื่อนจากสำนักสงฆ์ เป็นวัดป่าแพ่งจนถึง ปัจจุบัน สืบเนื่องมาจากสมัยก่อน ผู้คนมักสัญจรผ่านวัด ทางวัดจึงบริจาคเขต บางส่วนให้เป็นถนนจึงทำให้วัดแบ่งเป็นสองฝาก ส่วนด้านหลังวัดจะมีเมรุเผาศพ ซึ่งเป็นการสะดวกสำหรับการประกอบพิธีการทางศาสนา

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ครูบาขาว เทพวังใส พ.ศ. 2446-2468
2. พระสมห์ คำตุ้ย พ.ศ. 2469-2471
3. พระอินสม กาลันทสีมา พ.ศ. 2471-2473
4. พระคำตั๋น ชยวงใส พ.ศ. 2473-2478
5. พรอธิกานบุญปั๋น ปญโญ พ.ศ. 2478-2490
6. พรอธิกานศรีนนท์ สกาโร พ.ศ. 2491-2512
7. พระครูอุปถัมท์ศาสนคุณ พ.ศ. 2512-ปัจจุบัน

พระประธานในอุโบสถ ประวัติ พระจากวัดชัยมงคลได้ไปพบวัดร้างและ โบราณวัตถุมากมายแล้วนำกลับมาที่วัดและประกาศให้วัดต่าง ๆ รู้ทั่วกัน หาก อยากนำไปประดิษฐานที่วัดก็ให้นำพาหนะมาขนไป พระจากวัดป่าแพ่งจึงไป อัญเชิญมาเป็นพระประธานเนื่องจากเป็นพระเก่าจึงไม่มีนามและเมื่อวัดมีอายุได้ 100 ปี ได้หล่อพระขึ้นมา 1 องค์โดยให้นามว่าพระเจ้าร้อยปี และบูรณหอไตร โดยย้ายจากใต้พระวิหารมาใกล้ติดกับกำแพงของวัด

วัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดเชตวัน 314 ถนนถนนท่าแพ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300

วัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2440 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2446

ประวัติวัดเชตวัน

วัดเชตวัน หมายถึง วัดที่อยู่ในป่าเล็ก ๆ มีเนื้อที่ ๒ ไร่ ๓ งาน ๗๓ ตารางวา ตั้งอยู่ตรงข้ามฟากถนนกับวัดมหาวัน ซึ่งวัดมหาวันอยู่ทางทิศใต้ของวัดเชตวัน วัดมหาวัน หมายถึง วัดที่อยู่ในป่าใหญ่ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า วัดสองแห่งนี้สร้างขึ้นพร้อมกัน ตามคำสือต่อกันมาว่า “ วัดมหาวันผู้เป็นพี่สร้างวัดเชตวันผู้เป็นน้องสร้าง “ วัดเชตวันสร้างขึ้นสมัยราชวงศ์มังราย แต่ครั้งเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานี มีอายุนานหลายร้อยปี พึ่งได้รับราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาพระสงฆ์ก็ผูกพัทธสีมาครอบวิหาร ที่วัดเชตวันนี้ไม่มีอาคารและ อุโบสถต่าง ๆ เนื่องจากวัดมีเนื้อที่บริเวณคับแคบ หลักฐานบันทึกในสมุดข่อยสมัย “ พระเจ้าวิชิตถาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๘ “ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๗ – ๒๔๕๒ กล่าวถึงรายนามอารามน้อยใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณกำแพงเวียงหลวง มีจำนวน ๑๐๐ วัด และตั้งอยู่ในบริเวณกำแพงเวียงชั้นนอก ( กำแพงดิน ) มี ๕๑ วัด ชื่อวัดเชตวันปรากฎอยู่ในจำนวน ๕๑ วัดชั้นนอกด้วย

1 ตัววัดเชตวัน ตัววัดเชตวันเอง ถือเป็นปูชนียสถานที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยนครเชียงใหม่เป็นราชธานี แห่งอาณาจักรล้านนา รัชกาลของพระเจ้าติโลกราช ระหว่าง พ.ศ. 1984 – 2031

2 วิหาร ซึ่งแปลกกว่าวิหารอื่น เพราะวิหารวัดเชตวันจะวางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ เนื่องจากสถานที่ที่บริเวณวัดคับแคบ จึงได้มีการสร้างระเบียงวิหารเพื่อใช้เป็นอาคารเอนกประสงค์และไว้ใช้เวียนเทียน ประวัติของวิหารยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าพระประธานภายในวิหารองค์กลางเป็นพระพุทธรูปแบบพม่า ( ไม่มีชฎา ) ตอนแรกมีสีชมพูทั้งองค์ ต่อมาได้ปิดทอง ส่วนพระพุทธรูปสองข้างซ้ายขวาเป็นแบบไทย ( มีชฎา ) ภายหลังพระประทานไม่ใช่รูปต้นโพธ์เหมือนภาพทั่ว ๆ ไป แต่เป็นรูปซุ่มเรือนแก้วแทน เนื่องจากเพดานต่ำ ถ้าวาดรูปต้นโพธิ์จะวาดได้ไม่เต็มต้น

ภาพข้างฝาผนังเป็นรูปทศชาติ ส่วนภาพเล็กต่ำลงมาตรงหน้าต่างเป็นรูปประเพณีพื้นเมือง และรูปใหญ่ด้านตรงข้ามพระประธานเป็นรูปพระพุทธเจ้าชนะมาร ๘ ครั้ง โทนสีฉูดฉาดทำให้เห็นเป็นภาพนูนต่ำสามมิติ การที่ให้โทนสีฉูดฉาดต่างกับภาพวาดในสมัยก่อน ก็เพื่อว่าเป็นสิ่งที่นิมิตขึ้น

3 เจดีย์ 3 องค์ สันนิษฐานว่าคหบดีของพม่า ( เงี้ยว ) คือ บุเรงนองมาสร้างไว้เพราะลักษณะทรงเจดีย์คล้ายกับเจดีย์ชเวดากองของพม่า ภายในไม่ทราบแน่ชัดว่ามีเจดีย์กี่องค์ เพราะพม่าได้สร้างเจดีย์องค์ปัจจุบันครอบทับไว้และได้บูรณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ และเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ยอดเจดีย์ได้หักลงมาเนื่องจากมีฝนตกหนัก แล้วทำให้เกิดฟ้าฝ่า ซึ่งเป็นเหตุมหัศจรรย์ที่ปลายเจดีย์ของวัดมหาวันก็เกิดหักลงมาพร้อมกัน

เจ้าอาวาสวัดเชตวัน

ลำดับเจ้าอาวาสวัดเชตวัน
ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาสวัดเชตวันเท่าที่ทราบ และปรากฏหลักฐาน

สมัยราชวงศ์มังราย ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๓๗ – ๒๑๐๑ ยังไม่พบหลักฐาน

สมัยพม่ารามัญปกครองเชียงใหม่ล้านนา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๐๑ – ๒๓๑๗ ยังไม่พบหลักฐาน

สมัยกรุงธนบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๗ – ๒๓๒๕ ยังไม่พบหลักฐาน

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ เป็นต้นมา

มีตามลำดับดังนี้ ๑. วัดเชตวัน ตั้งอยู่แขวงด้านประตูท่าแพในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อ (พระครูคัมภีรธรรม) นิกายน่าน ยังไม่เป็นอุปัชฌายะ รองอธิการชื่อ จันต๊ะ จำนวนพระลูกวัดพรรษานี้มี ๒ องค์ สามเณรมี ๘ รูป ขึ้นอุโบสถวัดมหาวัด (ตุ๊อินต๊ะ คนทั่วไปเรียก ครูบากั๋น) มาจากเมืองน่าน ครั้งหนึ่งท่านเคยไปปฏิบัติกัมมัฏฐาน สำนักครูบากัญจมหาเถระ วัดสูงเหม้น เมืองแพร่ ตราบถึงครูบามหาเถระมรณภาพระหว่าง พ.ศ. ๒๓๕๐ – ๒๔๐๖

๒. ครูบาหน้อย ลาสิกขา

๓. พระอภัยสารทะ (ก้อนแก้ว อินทจักโก) ได้รับตำแหน่งทางการบริหารงานคณะสงฆ์โดยลำดับ ดังนี้ พระครูคัมภีรธรรม รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ – พ.ศ. ๒๔๖๕ เลื่อนขึ้นเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะที่ “พระอภัยสารทะ” เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ รูปที่ ๓ บรรพชา สามเณรศีลา พระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการอินทญาณรังษี บรรพชา เมื่อ อายุ ๑๖ ปี ณ วันที่ ๑๕ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ วัดพุทธนิมิตร ตำบลสนเตี๊ยะ อุปสมบท ชื่อ พระศีลา ฉายา สีลวฑฒโน พระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการศรีนวล อินทนนโท พระกรรมวาจาจารย์ พระมหาเรือนคำ วตตสนโท พระอนุสาวนาจารย์ พระบุญเทียม ฐิตญาโณ อุปสมบทเมื่อ อายุ ๒๑ ปี ณ วันที่ ๒๔ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒ วัดพระพุทธบาทตากผ้า ตำบล มะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

แผนที่วัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วันแสนฝาง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดบุพพาราม ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดมหาวัน ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดชัยศรีภูมิ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดชัยศรีภูมิ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดชัยศรีภูมิ 437 ถนนวิชยานนท์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300
วัดชัยศรีภูมิ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 1985 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2064

ประวัติวัดชัยศรีภูมิ

วัดชัยภูมิ์ เป็นหนึ่งในวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเชียงใหม่ วัดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศรีของเมืองตามหลักทักษาเมืองโบราณประเพณีเจ้านายก็ดี ประชาชนก็ดี มีความเชื่อว่า เมื่อต้องการสะเดาะเคราะห์ให้ไปท่าแม่น้ำปิง หน้าวัดชัยศรีภูมิ์ จึงจะหมดเคราะห์ภัยทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวง และจะได้รับความสุข ไม่โศกเศร้า สมนามของวัดอีกชื่อหนึ่ง คือ วัดอโสการาม แปลว่า อารามที่ไม่เศร้าโศก และวัดนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระไม้แก่นจันทน์แดงซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลสร้างถวายแด่พระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลอีกด้วย วัดชัยภูมิ์ เป็นชื่อที่ใช้อย่างเป็นทางการในปัจจุบันแล้ว ยังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก ได้แก่ วัดปันต๋าเกิ๋น วัดศรีภูมิ์ วัดอโสการาม ซึ่งแต่ละชื่อนั้นมีความหมายเฉพาะตัวและสามารถชี้ถึงความเป็นมาและความสำคัญดังนี้

วัดชัยศรีภูมิ สร้างขึ้นราว พ.ศ.1985-2000 สมัยรัชการของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีทหารชื่อ ปันต๋าเกิ๋น เป็นประธานการสร้าง จึงเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดปันต๋าเกิ๋น ต่อมาคนทั่วไปเรียกวัดนี้ว่าวัดชัยศรีภูมิเพราะ อยู่ใกล้กับแจ่งศรีภูมิ สาเหตุที่สร้างวัด เพื่อเป็นศรีเมืองเชียงใหม่ ตามทักษาเมืองจาตุรงคทิศ ต่อมาในสมัยพระเมืองแก้ว ครองราชย์ปีจุลศักราช 883ตัวหรือพ.ศ.2064 เจ้านายผู้ครองทางภาคกลางได้ส่งราชสาสน์มายังพระเมืองแก้ว เพ่อผูกไมตรีจิตกับฝ่ายเชียงใหม่ ทั้งนี้เนื่องจาก ทางภาคกลางรู้กิตติศัพท์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระไม้แก่นจันทร์แดง ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสร้างถวายก่อนพระพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพาน7ปี จึงได้เกิดศรัทธาความเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่งนักปราณนาเพื่อสักการบูชา จึงส่งเครื่องสักการบูชามาถวาย 3 อย่าง คือ 1.เครื่องสักการบูชาถวายพระไม้แก่นจันทร์แดง 2. เครื่องสักการบูชาพระสิงห์ 3. เครื่องสักการะบูชาถวายพระแก้วขาววัดเชียงมั่น

วัดปันต๋าเกิ๋นเป็นชื่อรียกที่นิยมเรียกกันมาในหมู่คนที่มีอายุราวห้าสิบปีขึ้นไป มากกว่าที่จะเรียกวัดชัยศรีภูมิ์ เนื่องจากวัดปันต๋าเกิ๋นนี้มีประวัติศาสตร์ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ สืบ ๆ ต่อกันมา จนถึงในยุคปัจจุบัน ซึ่งพระครูสุธรรมาลังการเจ้าอาวาสวัดชัยศรีภูมิ์ รูปปัจจุบัน ได้รับการบอกเล่าจากคณะศรัทธาวัดชัยศรีภูมิ์เมื่อครั้งสมัยที่ท่านยังเป็นสามเณร ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ มีคณะศรัทธาของวัดได้แก่ พ่อหนานหมา ช้างม่อย พ่อหนานอ่องคำ คำลือ พ่อสว่าง สุวรรณรัตน์ พ่อส่วย สุวรรณ พ่อหนานศรีโบ อรุณสิทธิ์ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของคำว่าปันต๋าเกิ๋นดังนี้

ในอดีตกาลนานมาก ที่บริเวณนี้เป็นเมือง ๆ หนึ่งเหมือนกัน มีพระราชาปกครองบ้านเมือง วันหนึ่งพระฤๅษีซึ่งอยู่บนดอยสุเทพได้ส่องทิพยญาณลงมามองเห็นเมืองมีความแปลกประหลาดเพราะ “กลางคืนก็เป็นควัน กลางวันก็เป็นเปลว” จึงรู้ว่าอันตรายจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองแน่นอน ได้เหาะลงมาบอกแก่ชาวเมืองว่าอีกสามปี จะเกิดแผ่นดินไหวและเมืองถล่ม

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะพระราชาผู้ปกครองแผ่นดินขาดทศพิธราชธรรม ตัดสินความไม่เที่ยงตรงตามความเป็นจริง พระองค์ได้ตัดสินคดีความของย่าแม่หม้ายผัวตายละคนหนึ่ง ซึ่งมีลูกเป็นคนอกตัญญูได้ตีแม่ทุกวันจนได้รับความบอกช้ำ แม่ได้เข้าปากตีกลองร้องทุกข์ขอพระราชาที่ลูกได้ตีแม่พระองค์เมื่อจะตัดสินคดีความจึงให้เสนา อมาตย์ให้หาระฆังมาด้วย ครั้นได้แล้วในวันตัดสินจึงให้เสนา อมาตย์ตีระฆังแล้วถามว่า เมื่อตีระฆังแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ม่วนดี เจ้าคะ” พระองค์จึงอาศัยเหตุ การตีระฆังนี้ตัดสินความว่า การที่ระฆังดีนั้นก็อาศัยลูกดีตีแม่จึงดังดี เหตุที่ลูกได้ตีแม่นั้นก็ไม่ผิดอะไร เพราะลูกตีแม่ก็ถือว่าลูกมีความสุขดี จึงไม่ผิดกฎหมายอันใด

หลังจากที่ตัดสินคดีความแล้วย่าแม่หม้ายก็เดินกลับบ้านจึงได้ยินเสียงคลืนโครมโกลาหลกึกก้องนางจึงได้เหลียวไปดูพบว่าปราสาทราชวังล่มลงไปในดินเป็นหนองน้ำ ณ บริเวณที่นางเหลียวมองนั้น ปัจจุบันเรียกว่าวัดนางเหลียวอยู่ในบริเวณโรงเรียนยุพราช ตรงที่ตั้งปราสาทราชวังได้จมลงไปไกลายเป็นหนองน้ำ (ปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยอยู่เรียกว่าบ้านหนองหล่มอยู่หลังวัดด้านทิศใต้ของวัดชัยศรีภูมิ์) เหลือแต่บริเวณวัดซึ่งเป็นเกาะโผล่เหนือพ้นน้ำมา หลังจากเมืองจมหายไปแล้ว พระฤๅษีจึงอยากรู้ว่าพระราชาและชาวเมืองจมหายไปลึกมากเท่าใด จึงได้เหาะลงมาท่าน้ำเพื่อถ่อแพ (ปัจจุบันเรียกว่าท่าแพ) มายังเกาะที่เป็นที่วัดชัยภูมิ์อยู่ในปัจจุบัน และได้ใช้ “เกิ๋น” ซึ่งมีความยาวขอซี่เกิ๋นถึงจำนวนปันซี่ หยั่งลงไปในหนองน้ำแต่เกิ๋นนี้ก็หยั่งไม่ถึงที่อยู่ของพระราชาและลูกอกตัญญูได้ ลงไปถึงแค่ปลายปราสาทของพญานาคเท่านั้น เพราะพระราชาอธรรมและลูกอกตัญญูอยู่ในนรกขุมที่ลึกที่สุด จึงยากที่พระฤๅษีจะช่วยขึ้นมาได้

ต่อมาเมืองนี้ก็ได้เจริญขึ้นอีกโดยเป็นที่อยู่ของหมู่ลัวะไป พอหมดยุคของลัวะแล้วอีกยาวนาน จนกระทั้งพระญามังรายจึงเริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น คำว่าปันต๋าเกิ๋น นี้จึงมาจาก ชื่อของ เกิ๋น ที่พระฤๅษีใช้หยั่งลงไปในหนองน้ำนั่นเอง

จากประวัติศาสตร์คำบอกเล่านี้ชี้ให้เห็นว่า คำว่า ปันต๋าเกิ๋น จึงเป็นชื่อที่เก่าแก่ที่สุด เพราะเป็นยุคก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ในสมัยพรญามังราย

ส่วนอีกกระแสหนึ่งที่กล่าวถึง วัดปันต๋าเกิ๋น ได้สร้างโดยขุนนางระดับ “ยศนายปัน นายหมื่น” คือปันต๋าเกิ๋น เป็นผู้สร้างจึงเรียกว่า ปันต๋าเกิ๋น และสร้งในสมัยพระเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘-๒๐๖๘) แต่จากกการค้นหาเอกสารยังไม่พบว่าหลักฐานที่ชัดเจน ผู้สันนิษฐานอาจนำคำว่าปันต๋าเกิ๋นไปเปรียบเทียบกับวัด ซึ่งมีชื่อที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ปัน นำหน้า เช่น ปันแหวน ปันอ้น ปันเตา มาเทียบเคียงและสันนิษฐานขึ้นมาแต่ผู้เรียบเรียงตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า ต๋าเกิ๋น ไม่น่าจะเป็นชื่อคนได้ ดังนั้น ปันต๋าเกินน่าจะมาจากชื่อของเกิ๋นมากกว่า

วัดชัยศรีภูมิ์ หรือวัดศรีภูมิ์ ได้รับการยกย่องให้เป็นศรีเมืองเชียงใหม่ เริ่มตั้งแต่สมัยพระญามังรายตั้งเมืองเชียงใหม่ ในปี จ.ศ. ๖๒๓ หรือ พ.ศ. ๑๘๐๕ เนื่องจากบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเชียงใหม่ถูกให้เป็นศรีของเมือง เริ่มตั้งแต่พระญามังรายปรึกษากับพระญางำเมืองและพระญาร่วงเพื่อตั้งหอนอนและคุ้มน้อยแล้ว จากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ได้ระบุถึงทิศนี้ว่ามีความสำคัญ ๒ ประการคือ ประการที่หนึ่งเป็นที่ตั้งอยู่ของต้นไม้นิโครธซึ่งเป็นศรีของเมืองหรือไม้เสื้อเมืองเชียงใหม่ ดังปรากฏความว่า “. . . ในขณะนั้นยังมีหนูเผือกตัว ๑ ใหญ่เท่าดุมเกวียนมีบริวาร ๔ ตัว ลุกแต่ไชยภูมิออกไพหนวันออกช้วยใต้ เข้าไพสู่รูสู่อัน ๑ ในเคล้าไม้ ผักเรือก ไม้นิโครธ ก็ว่า เป็นคำม่านว่าไม้ผิงยอง บ่ไกลแต่ไชยภูมิเท่าใด พระญาทั้ง ๓ หันหนูเผือกเป็นอัจฉริยะ จึงพร้อมใจกันเอาเข้าตอกดอกไม้ไปบูชาพระญาหนูเผือกในเคล้าไม้นิโครธต้นนั้น ด้วยเข้าตอกดอกไม้อันใส่ไตรคำ แล้วก็หื้อล้อมรักษา หื้อดี ลวดปรากฏเป็นไม้เสื้อเมืองมาต่อเท้าบัดนี้แล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, ๒๕๓๘ : ๓๔)
ประการที่สอง บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของหนองใหญ่ ซึ่งเป็น หนึ่งในชัยภูมิเจ็ดประการของการตั้งเมืองเชียงใหม่ของพระญามังราย ความว่า “. . . อัน ๑ หนองใหญ่มีวันออกช้วยเหนือแห่งไชยภูมิได้ชื่อว่า อีสาเนน สรา นรปูชา ว่าเป็นหนองใหญ่มีหนอีสาน ท้าวพระญาต่างประเทศจักมาบูชาสักการะมากนักเป็นไชยมังคละถ้วน ๖ แล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, ๒๕๓๘ : ๓๕)

ความสำคัญของไม้ศรีเมืองหรือไม้เสื้อเมืองนี้สืบต่อกันมายาวนาน จนกระทั้งถึง การครองราชย์ของพระญาติโลกกษัตริย์ราชวงค์มังราย (ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๘๕-๒๐๓๑) ซึ่งมีเดชานุภาพมากเป็นที่เกรงขามแก่พระญาเจ้าเมืองทั้งหลายในขณะนั้นพระญาใต้ปรัมมราชาได้ส่ง หานพรหมสะท้านและชีมล่าน มาเป็นไส้ศึกสอดแนมถึงความมีอนุภาพของเมืองเชียงใหม่เพื่อจะทำลายล้าง ดังมีข้อความว่า “. . .หานพรหมสะท้านว่า ยังมีไม้นิโครธต้น ๑ เป็นสรีเมือง ตั้งอยู่หนอีสานแห่งเมืองชะแล ว่าอั้น ชีมล่านจึงว่า ตราบใดไม้ต้นนั้นบ่ฉิบหาย เมืองเชียงใหม่ก็ยังมีอนุภาพนักแล” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, ๒๕๓๘ : ๗๕)

ต่อมาแผนการของชีมล่านได้สำเร็จลงโดยการทำให้พระญาติโลกเชื่อในสิปปะคุณของตน มีการขุดปราการเวียงซึ่งพระญามังรายได้สร้างไว้แล้วถมเวียงให้ราบเพียงดี ขุดไม้ทั้งหลายออกและตัดไม้นิโครธด้วย แล้วจึงให้ตั้งบ้านเรือนบริเวณนี้แล้วปลงสะนามว่า สรีภูมิ มีการสร้งประตูดินชื่อ ประตูสรีภูมิ และขัวสรีภูมิในปีนั้นด้วย (ประมาณ จ.ศ.๘๒๘ หรือ พ.ศ. ๒๐๑๐)

ส่วนหนองใหญ่นั้นเป็นที่ช้าง ม้า วัว ควาย ลงอาบกินตั้งแต่อดีตนั้นยังเป็นแหล่งรับน้ำจากคูเมืองเชียงใหม่ ทำให้น้ำไม่ท่วมตัวเวียง หนองน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้ยังคงปรากฏในแผนที่ พ.ศ. ๒๔๔๓ ของเจมส์ แมคคาร์ธี ที่สำรวจครั้งเตรียมโครงการทางรถไฟสายเหนือ แผนที่ พ.ศ. ๒๔๔๗ ที่สำรวจครั้งจอมพลพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงนครไชยศรีสรุเดช เสด็จพักผ่อนพายเรือ ตกปลาและเก็บผักในหนองของคนในเมืองเชียงใหม่ ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนร่วมสมัยที่มีอายุประมาณ ๕๐ ปีขึ้นไป (สมโชติ อ๋องสกุล, ผังเมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต, ๒๕๓๙) ปัจจุบันมีการถมที่หนองใหญ่สร้างอาคารพาณิชย์และบ้านเรือนและสร้างถนนตัดผ่านสองสายคือถนนอัษฏาธรและถนนรัตนโกสินทร์

ดังนั้นการสร้างวัดขึ้นซึ่งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซึ่งเป็น ศรีเมือง เพราะเป็นที่ตั้งของไม้เสื้อเมืองและหนองใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งในชัยภูมิของเมืองเชียงใหม่ จึงชื่อว่าวัดศรีภูมิสอดคล้องกับพื้นที่บริเวณวัดมากที่สุด วัดชัยศรีภูมิ์ได้รับการจัดให้เป็นศรีเมืองเชียงใหม่เพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองตามหลักแนวคิดทักษาเมือง คู่กับการสร้างพระอาราม ๘ แห่งของนครเชียงใหม่ ตามพงศาวดารดังนี้

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

วัดอโสการาม

(วัดชัยศรีภูมิ์)

๑ ศรี

ทิศตะวันออก

วัดบุพพาราม

๒ มูละ

ทิศตะวันออกเฉียงใต้

วัดชัยมงคล

๓ อุตสาหะ

ทิศเหนือ

วัดสังฆาราม(เชียงมั่น)

วัดทีฆาวสาราม

(วัดเชียงยืน)

๖ เดช

กลางเวียง

(ใจเมือง)

วัดโชติการาม

(วัดเจดีย์หลวง)

๙ เกตุ

ทิศใต้

วัดนันทาราม

๔ มนตรี

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

วัดมาโพธาราม

(วัดเจ็ดยอด)

๘ อายุ

ทิศตะวันตก

วัดบุปผาราม

(วัดสวนดอก)

๕ บริวาร

ทิศตะวันตกเฉียงใต้

วัดตโปธาราม

(วัดร่ำเปิง)

๗ กาลี

วัดอโสการาม : ที่ประดิษฐานพระไม้แก่นจันทน์แดงครั้งแรก

วัดชัยศรีภูมิ์ ได้ปรากฏชื่อวัด อีกหนึ่งชื่อคือ วัดอโสการาม จากหลักฐานในจากชินกาลมาลีปรกณ์ ซึ่งแปลโดย ร.ต.ท. แสง มนวิทูร (๒๕๑๐ : ๑๖๕) ได้กล่าวถึงวัดชัยศรีภูมิ์ตอนหนึ่ง ความว่า

“ต่อนั้นมา พระมหาเถรธรรมเสนาบดี อัญเชิญพระพุทธรูปแก่นจันทน์นั้นมาประดิษฐานบูชาในวัดอโสการาม (คือวัดศรีภูมิ) นอกกำแพงเมือง ทางด้านทิศตะวันออกนครเชียงใหม่ท่านประพันธ์ไว้เป็นคาถาแปลความว่า “พระพุทธรูปแก่นจันทน์ มาสู่เมืองเชียงใหม่ เมื่อปีจอ จุลศักราช ๘๔๐ เมื่อมาถึงเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก อยู่ในวัดอโสการามอันประเสริฐและอยู่ได้ ๑๕ ปี เป็นรัชสมัยของพระเจ้าพิลกครองราชย์สมบัติ”

จากหลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่าในช่วง จ.ศ. ๘๔๐ หรือ พ.ศ. ๒๐๒๒ นั้นปรากฏว่า มีวัด อโสการาม หรือ ศรีภูมิอยู่ก่อนแล้ว อาจสันนิษฐานได้วัดศรีภูมินี้สร้างขึ้นในสมัยของ พระเจ้าพิลก หรือ สร้างในสมัยของกษัตริย์ราชวงค์มังรายก่อนหน้านี้ก็เป็นไปได้

 

ประวัติการสร้างวัดศรีภูมิ์ยังไม่สามารถชี้ชัดลงได้ว่าสร้างขึ้นในสมัยไหน จากข้อมูลประวัติและความเป็นมาของวัดชัยศรีภูมิ์ข้างต้น สันนิษฐานได้ว่าวัดชัยศรีภูมิ์อาจสร้างมาตั้งแต่ จ.ศ. ๖๒๓ หรือ พ.ศ. ๑๘๐๕ สมัยเมื่อพระญามังรายเริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ก็เป็นได้ เพราะสถานที่บริเวณนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นศรีเมืองตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว และได้ชื่อว่าวัดศรีภูมิ พร้อมกับชือวัดปันต๋าเกิ๋นตามตำนานดังกล่าว
ต่อมาอีกสองร้อยกว่าปี ในปี จ.ศ. ๘๔๐ หรือ พ.ศ. ๒๐๒๒ ในสมัยพระเจ้าดิลกยังพบว่า วัดชัยศรีภูมิ์ มีชื่อปรากฏว่า วัดอโสการาม เป็นที่ประดิษฐานพระไม้แก่นจันทน์ซึ่งมาถึงเชียงใหม่เป็นครั้งแรกและอยู่ได้ถึง ๑๕ ปี
กาลต่อมาเมื่อเชียงใหม่อยู่อยู่ภายใต้การปกครองของพม่าวัดอาจมีความทรุดโทรมลงไป และได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๐ ในสมัยพระญาพุทธวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่คนที่ ๔ ซึ่งปกครองเชียงใหม่ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๘๙ ปรากฏหลักฐานการบูรณะซึ่งบันทึกไว้โดยครูบาโสภาเถิ้ม วัดแสนฝาง ดังนี้
จุลศักราชได้ ๑๑๙๙ ตั๋ว ปีเมืองเร้า (หรือ พ.ศ. ๒๓๘๐ ปีระกา) ฉศก เดือน ๕ เหนือแรม ๓ ค่ำ หลักจากแผ้วถางสะอาดเรียบร้อยดี พระสงฆ์เข้าปริวาสกรรมเป็นปฐมก่อนโดยการนำของ ครูบาราชครูเจ้าหรือพระราชครู
จุลศักราชได้ ๑๒๐๒ ตั๋ว ปีกดไจ้ (หรือ พ.ศ. ๒๓๘๔ ปีชวด) โทศก ออก ๑๓ ค่ำ ปกอุโบสถวัดปันต๋าเกิ๋น ชัยศรีภูมิ์นั้น
จุลศักราชได้ ๑๒๐๔ ตั๋ว ปีเต่ายี (หรือ พ.ศ. ๒๓๘๖ ปีขาล) จัตวาศก เดือน ๕ เหนือ เพ็ญฉลองอุโบสถและบวชพระนอนเจ้า วัดชัยศรีภูมิ์
จุลศักราชได้ ๑๒๐๕ ตั๋ว ปีก่าเหม้า (หรือ พ.ศ. ๒๓๘๗ ปีเถาะ) เบญจศกเดือน ๘ เหนือ ออก ๑๐ ค่ำ ปกโฮง วัดชัยศรีภูมิ์
จุลศักราชได้ ๑๒๑๘ ตั๋ว ปีรวายสี (หรือ พ.ศ. ๒๔๐๐ ปีมะโรง) อัฏฐศก เดือน ๔ เหนือ  ออก ๔ ค่ำ เม็งวันพุธ ปกโฮง วัดชัยศรีภูมิ์

 

งานศิลปกรรม
1 พระประธานในอุโบสถ เป็นพระนอนปางไสยาสน์
2 วิการวัดชัยศรีภูมิ เป็นวิหารไม้ทั้งหลังเรียกว่า”วิหารพระเจ้าทันใจ”
3 กุฏิทั้ง4หลัง เป็นที่ประดิษฐานของพระไจยขี้เหมี้ยงหรือพระเจ้าแสนไจยและพระไม้แก่นจันทร์แดง

เจ้าอาวาสวัดชัยศรีภูมิ
พระอธิการคงทอง สุธัมโม พ.ศ.2524-ปัจจุบัน

ลำดับเจ้าอาวาสวัดชัยศรีภูมิ
ลำดับเจ้าอาวาส:
สมันราชวงศ์เม็งราย พ.ศ.1840-2101 ไม่ทราบนาม สมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325-ปัจจุบัน พอทราบดังนี้
ครูบาราชครูเจ้า พ.ศ. 2398-2401
ครูบาโสภา พ.ศ.2402-2444
ครูบาอภิวงศ์บุญมี พ.ศ.2445-2479
พระอุ่น พระตี๊บ พระนุ พระก้ำ พระบุญจู พระบุญชื่นและอธิการเล็ก พ.ศ.2513-2516
พระอธิการ สุชิน ปสันนจิตโต พ.ศ.2518-2524
พระอธิการคงทอง สุธัมโม พ.ศ.2524-ปัจจุบัน

แผนที่วัดชัยศรีภูมิ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดชัยศรีภูมิ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดล่ามช้าง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าเป้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300
วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2445 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2325

ประวัติวัดชมพู
วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ ถนนช้างม่อยเก่า ซ.1 ในอดีต การขึ้นไปไหว้สาพระบรมธาตุดอยสุเทพ เป็นเรื่องยากลำบากแสนเข็ญ เนื่องจากยังไม่มีรถ ไม่มีถนน วัดชมพูจึงสร้างพระเจดีย์จำลองพระเจดีย์ของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ชนิดที่เหมือนกันจนแทบแยกแยะไม่ออก เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ไม่สามารถขึ้นไปดอยสุเทพ ได้มานมัสการบูชาได้ที่วัดแห่งนี้แทน

วัดใหม่พิมพาได้ถูกเปลี่ยนมาเป็น วัดชมพู นั้นเริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้ากาวิละบรมราชาธิบดีฯ พระเจ้าประเทศราชแห่งนครเชียงใหม่ที่ 1 สมัยรัตนโกสินทร์ได้ทรงปราบศัตรู หมู่พม่าข้าศึกออกจากเมืองแล้วจึงเสด็จเข้าเสวยเมือง

ครั้งนั้นได้เชิญพระอาจารย์ผู้ฉมังเวทชื่อครูบาชมพู ติดตามมาในครั้งนั้นแต่พระอาจารย์ไม่ยอมเข้าเมือง ขอพำนักรักษาพระนครอยู่ ณ วัดใหม่พิมพา ซึ่งวัดนี้เคยเป็นที่ตั้งกองบัญชาการรบของแม่ทัพพม่ามาแต่เดิม เป็นการข่มขวัญพวกพม่าข้าศึก

ต่อมาผู้คนเรียกขานว่า วัดครูบาชมพู และในที่สุดกลายเป็นวัดชมพูมาจนทุกวันนี้

ครูบาแฮดอดีตเจ้าอาวาสเคยเล่าให้ฟังว่าพวกพม่าข้าศึกเอาไม้พาดระหว่างพระนาสา(บ่า)พระพุทธรูปในวิหารหลวงกับขอบขันเรือนธาตุ ใช้เป็นที่ตั้งปืนใหญ่ยิงทำลายกำแพงเมือง เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้พระธาตุเอียงทรุด

กล่าวกันว่าเมื่อประมาณ 100 ปีเศษ มานี้ยังมีคนเคยเห็นร่องรอยแนวกำแพงแก้วและที่ตั้งเสาฉัตร 4 มุม พระธาตุเช่นเดียวกับพระธาตุดอยสุเทพ ถึงแม้จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นบางครั้งแต่ก็เป็นแต่เพียงเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าจะแข็งแรงมั่นคงต่อไปในวันข้างหน้า เช่น ศูนย์กลางยอดเริ่มเอียง และบางส่วนทรุดเล็กน้อย ทั้งนี้ด้วยแกนในพระธาตุเจดีย์ทำด้วยดินเหนียว ทำให้ข้างในบางแห่งเป็นโพรงลึก เสี่ยงแก่การพังทลายโดยง่าย

ดังนั้น ทางคณะกรรมการวัดโดยมีพระครูพิพัฒน์สมาจาร
เจ้าอาวาสเป็นประธานลงมติ ที่จะทำการบูรณะ ปฏิสังขรณ์โดยรีบด่วน งานบูรณะปฏิสังขรณ์เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอยืมตัวนายนัฎจักร ณ เชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญการสอนศิลปไทยระดับ 9 โดยผ่านกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง มาควบคุมดูแลและออกแบบเขียนแบบมีทั้งงานซ่อมและสร้างเสริมเพิ่มส่วนที่ขาดหายไปให้ครบบริบูรณ์ตามรูปแบบอย่างมีหลักวิชาการและเหตุผลร่วมกับช่างฝีมือพื้นบ้านล้านนา ใช้เวลาทั้งหมด 9 ปีจึงแล้วเสร็จ

ข้อมูลจากเอกสารในงานฉลองพระธาตุ
ขอขอบพระคุณยายบุญ ผู้ให้ข้อมูล

เจ้าอาวาสวัดชมพู

พระครูพิพัฒน์สมาจาร ธมฺมวุฑโฒ มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นตรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดชมพู และยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบล (จต.) ประวัติด้านการศึกษาของพระครูพิพัฒน์สมาจาร ธมฺมวุฑโฒ พระครูพิพัฒน์สมาจาร ธมฺมวุฑโฒ เจ้าอาวาสวัดชมพู จบการศึกษาศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 (ป.4)

ลำดับเจ้าอาวาสวัดชมพู

แผนที่วัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดชมพู ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดชัยศรีภูมิ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

 

วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ เลขที่ 13 หมู่ 5 บ้านสันติธรรม หัสดิเสวี ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปษณีย์ 50300

ประวัติความเป็นมา
พระครูสันติวรญาณ (สิม พุทฺธาจาโร )ได้ธุดงค์ไปในหลายจังหวัด อาทิ เช่น วัดป่าสระคงคา อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักสงฆ์หมู่บ้านแม่ดอย ( ต่อมาได้พัฒนาเป็นวัด ชื่อว่า วัดป่าอาจารย์มั่น ) อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ( ณ ที่นี้หลวงปู่ได้พบ หลวงปู่มั่นฯ และได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากหลวงปู่มั่น จนการปฏิบัติธรรม ของหลวงปู่ก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ) เมื่อแยกจากหลวงปู่มั่นแล้ว

หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ ไปทางอำเภอสันกำแพง เข้าพักที่ วัดโรงธรรม นานถึงห้าปี ตั้งแต่ปี พ . ศ . ๒๔๘๓ ถึงปี พ . ศ . ๒๔๘๗ ซึ่งขณะนั้น ยังเป็นสำนักชั่วคราว ที่วัดโรงธรรมสามัคคีนี้ เคยเป็นสถานที่ที่ครูอาจารย์หลายท่านเคยใช้พักจำพรรษา อาทิ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต , หลวงปู่ชอบ ฐานสโม , หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ , พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน และหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นต้น

หลังจากนั้นย้ายไปจำพรรษาที่ ถ้ำผาผัวะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในสภาพหลังสงคราม โลกครั้งที่ ๒ ในระหว่างนั้น หลวงปู่ได้รับรู้ความคับจิตคับใจของบรรดาชาวบ้านทั้งหลาย หลวงปู่ได้ปลุกปลอบใจของชาวบ้านที่กำลังสิ้นหวังให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้น ด้วยการหยั่งพระ สัทธรรมลงสู่จิตของพวกเขา

ในระหว่างออกพรรษา หลวงปู่สิม ได้จาริกธุดงค์ไปบำเพ็ญเพียร ณ สถานที่วิเวกหลายแห่งในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ศิษย์อาวุโสชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่งคือ เจ้าชื่น สิโรรส ( วัย ๙๖ ปี ) โดยในปี พ . ศ . ๒๔๘๘ เจ้าชื่น สิโรรส ได้อพยพครอบครัวหลบภัยสงครามไปอยู่ที่ถ้ำผาผัวะ ขณะที่หลวงปู่ธุดงค์ ไปจำพรรษาที่ถ้ำผาผัวะนี้ ท่านเปรียบเสมือนที่พึ่งอันสูงสุดที่มีความหมายมาก สำหรับคนที่อยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด

เนื่องจากสงคราม ปลายปี พ . ศ . ๒๔๙๘ เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาใกล้จะยุติ เจ้าชื่น สิโรรส ซึ่งอพยพจากถ้ำผาผัวะ กลับคืน ตัวเมืองเชียงใหม่ ได้กราบอาราธนาหลวงปู่ให้ย้ายเข้ามาพักจำพรรษา ที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กีรติปาล ( คิวริเปอร์ ) ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กีรติปาล (คิวริเปอล) อยู่ติดกับถนนสุเทพ ตรงกันข้ามกับถนนไปสนามบิน เมืองเชียงใหม่ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของ ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ )ยังเป็นตึกที่ว่างไม่มีใครอยู่ นอกจากคนที่อยู่เผ้าคอยดูแลรักษาเนื่องจากแม่เลี้ยงดอกจันทร์และลูกหลานได้อพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่อื่นและ ณ ที่นี้เองที่หลวงปู่สิมพบกับลูกศิษย์ คนแรกที่อุปสมบทที่เชียงใหม่คือ พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ซึ่งต่อมาก็ได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันของวัด ” สันติธรรม ” ซึ่งได้ทำการก่อสร้างขึ้นในภายหลัง ปี พ . ศ . ๒๔๙๐ เมื่อสงครามสงบโดยสิ้นเชิง มีข่าวว่า เจ้าของบ้านคือ แม่เลี้ยง ดอกจันทร์ และลูกหลานที่อพยพหลบภัยสงครามไปจะกลับคืน ถิ่นฐานเดิม หลวงปู่จึงปรารภเรื่องการสร้างวัด คำปรารภในครั้งนั้น เป็นแรงบันดาลใจ ให้คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ เกิดศรัทธาขึ้นมาอย่างแรงกล้า ที่จะสร้างวัดถวายหลวงปู่ ด้วยพลังศรัทธานั้นเอง ” วัดสันติธรรม ” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยอาศัยกำลังศรัทธาของศานุศิษย์ ท่านพระครูสันติวรญาณ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) พร้อมกับ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภและหลวงปู่หลอด ปโมทิโต มีสามเณรทองอินทร์ พร้อมด้วยอุบาสกซึ่งเป็นโยมบิดาของหลวงปู่เหรียญด้วย ได้ไปพักอาศัยอยู่ ณ ตึกดังกล่าวนี้ ขณะนั้นพระสงฆ์ที่มีความรู้ ความสามารถในการแสดงธรรมโดยปฏิภาณโวหารมีน้อย การแสดงธรรมของหลวงปู่สิม จึงได้รับความสนใจจากพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ผู้ที่ได้สดับพระธรรมเทศนาจากหลวงปู่แล้ว มักนำไปกล่าวสรรเสริญและชวนคนอื่นไปฟังอีก

ก่อนที่หลวงปู่สิมและคณะจะจาริกไปในที่ต่างๆ หลวงปู่พำนักอยู่ที่วัดโรงธรรมฯ อำเภอสันกำแพง ขณะนั้นยังเป็นสำนักชั่วคราว มีศาลาฟังธรรมตั้งอยู่ในสวน จึงเรียกว่าวัดโรงธรรม โยม แสง ชินวิตร เป็นผุ้มีปสาทศรัทธา ในรสพระธรรมเทศนาของท่านอาจารย์ คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ (นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง) เป็นผู้หนึ่งที่ถูกชักชวนให้ไปฟังเทศน์แต่ไม่ยอมไป คุณนิ่มนวลเล่าความรู้สึกให้ฟังว่า สาเหตุที่ไม่ยอมไปฟังเทศน์ เพราะไม่คุ้นเคยต่อขนบธรรมเนียม มีความกระดากใจ เห็นคนไปวัดจะต้องถือพานดอกไม้ไปด้วย จะทำตามเขาก็ทำได้ไม่สนิท กลัวจะไปทำผิดๆ ถูกๆ เพราะไม่เคยทำมาก่อน ตั้งแต่เด็กมาก็เคยไปแต่โรงเรียน แม้จะเคยไปวัด ก็ไม่ได้สังเกตว่าเขาทำอะไรบ้าง เรื่องทำนองนี้ คงจะมีคนอื่นๆอีกมาก ที่มีความรู้สึกเหมือนๆกัน

คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ เล่าให้ฟังต่อไปว่า เมื่อแม่แสง ชินวัตร พรรณนาถึงรสพระธรรมเทศนาของหลวงปู่สิมว่า เทศน์ได้ไพเราะฟังเข้าใจง่าย นึกอยากจะไปฟัง แต่ยังไม่เชื่อโดยสนิทใน เท่าที่เคยฟังพระเทศน์มาไม่เคยรู้เรื่อง เพื่อความมั่นใจ จึงจ้างให้ น้อยหมู ลูกจ้างของเตี่ยให้ไปฟังแทน ต่อมาเจ๊หมา และพ่อน้อยเงิน พรหมโย ก็ไปฟังและนำมาเล่าว่า หลวงปู่เทศน์ดี จึงนึกอยากไปฟังบ้าง

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงปู่สิมและคณะได้มาจำพรรษาอยู่ที่ตึกแม่เลี้ยงดอกจันทร์ บ้านหลิ่งห้า อำเภอเมือง เชียงใหม่ แม่แสง ชินวัตร ได้มาชวนให้ไปฟังเทศน์อีก จึงตกลงไปฟัง จำไม่ได้ว่าหลวงปู่สิม เทศน์เรื่องอะไร จำได้แต่เพียงว่าท่านเทศน์ดี รู้สึกจับใจ ตั้งแต่วันนั้นมา จึงได้ไปฟังเทศน์บ่อยๆ

พระนพีสีพิศาลคุณ (พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ก็ได้ทำการอุปสมบทในสมัยนั้น อุปสมบทที่วัดเจดีย์หลวง โดยมีเจ้าแม่กาบคำ ณ เชียงใหม่ เป็นผู้อุปการะในการอุปสมบท เป็นศิษย์องค์แรกของท่านอาจารย์ ที่ได้รับการอุปสมบทในระยะที่มาจำพรรษาอยู่ในเมือง

หลวงปู่สิม อยู่จำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ได้ ๒ พรรษา คือปี พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๔๙๐ แม่เลี้ยงดอกจันทร์และลูกหลานจะต้องการใช้บ้าน คือจะกลับมาอยู่ หลวงปู่และคณะศิษย์จึงจำเป็นจะต้องหาที่อยู่ใหม่ วันหนึ่ง หลวงปู่สิมปรารภในระหว่างเทศน์ว่า “ นกมันยังทำรังอยู่ได้ คณะศรัทธาจะสร้างวัดอยู่สักวัดหนึ่งไม่ได้หรือ ?”

คุณนิ่มนวล บอกว่า เมื่อได้ฟังคำพูดของหลวงปู่สิม ประโยคนั้นแล้ว ทำให้คิด กลับมาบ้านแล้วก็ยังเก็บมาคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเพิ่มแรงศรัทธา อยากจะได้ที่สร้างวัด รุ่งขึ้นรับประทานอาหารเช้าแล้ว บังเอิญ มีผู้นำเงินค่าแหวนมาให้จำนวน ๑,๐๐๐ บาท จึงตกลงใจว่าจะบริจาคเงินจำนวนนี้เป็นค่าที่ดินสร้างวัด

ขณะนั้น คิดอยากจะพบกับพ่อน้อยเงิน พรหมโย และบังเอิญพ่อน้อยเงินก็มาหา จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อน้อยเงินฟัง พ่อน้อยเงินเห็นดีเห็นชอบด้วยทุกอย่าง พร้อมรับอาสาว่า จะพยายามหาที่ให้ได้ เจ๊หมา เมื่อทราบเรืองการหาที่ดินจะสร้างวัด ก็ได้แสดงความจำนงบริจาคทรัพย์ร่วมอีก ๑,๐๐๐ บาท ในวันต่อมา พ่อน้อยเงิน และนายฮั้งยิ้น (สามีเจ๊หมา) จึงพากันไปหาซื้อที่ดิน ชั่วเวลาไม่กี่วันก็ไปได้ที่ดินของ คุณพระอาสาสงคราม คุณพระท่านทราบว่าอยากจะได้ที่ดินสร้างวัดท่านก็ยินดีขายให้ในราคาถูก

เนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายกันครั้งแรกเป็นที่ ๕ ไร่ คิดราคาไร่ละ ๙๐๐ บาท ต่อมาได้ขอซื้อเพิ่มเติมอีก ๓ ไร่ ๓ งาน คิดเป็นราคาทั้งหมด ๗,๕๖๘ บาท รายนามผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินมีดังนี้

(๑) นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง บริจาค ๑,๙๗๐ บาท

(๒) นายฮั้งยิ้น แม่หมา และบุตรธิดา บริจาค ๑,๙๗๐ บาท

(๓) นางสาวทองหล่อ ขาวประไพ บริจาค ๑,๐๐๐ บาท

(๔) เจ้าผัวผัด ณ เชียงใหม่ บริจาค ๑,๐๐๐ บาท

บริจาคครั้งที่ ๒ มีดังนี้

(๑) นายฮั้งยิ้น แม่หมา บริจาค ๓๒๘ บาท

(๒) นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง บริจาค ๑,๐๐๐ บาท

(๓) แม่บุญทอง ตุงคมณี บริจาค ๒๐๐ บาท

(๔) แม่แก้วลูน สุวรรณยืน บริจาค ๑๐๐ บาท

คุณพระอาสาสงคราม นอกจากท่านจะยินดีขายที่ดินให้แล้ว ท่านยังให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ ท่านบริจาคทรัพย์สร้างกุฏิ บ่อน้ำ และส้วม ตลอดจนตั้งแต่การแผ้วถาง และทำการก่อสร้าง คุณพระท่านช่วยดูแลเอาใจอย่างใกล้ชิด

ผู้มีส่วนริเริ่ม และร่วมมือร่วมใจในการแผ้วถางและก่อสร้าง คือ คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ , พ่อน้อยเงิน พรหมใย, นายฮั้นยิ้น นางหมา และลูก ผู้ที่เป็นช่างออกแบบสร้างกุฏิ และคอยดูแลเอาใจใส่ คือนายเล่งไฮ้ ท่านผู้ใจบุญบริจาคทรัพย์ช่วยเป็นค่าแรงงาน คือ

• แม่แสง ชินวัตร บริจาค ๑,๐๐๐ บาท

• โยมชื่น สิโรรส บริจาค ๕๕๐ บาท

ในการแผ้วถางดำเนินการครั้งแรก สังเกตเห็นได้ว่า เนื้อที่บริเวณที่จะสร้างกุฏิ มีอิฐ มีกระเบื้อง มีแนวกำแพง และมีเนินโบสถ์หรือวิหาร พอจะหยั่งสันนิษฐานได้ว่า ที่แห่งนั้นเคยเป็นวัดมาก่อน แต่ไม่อาจสืบประวัติได้ว่าเป็นวัดอะไร

เมื่อทำการก่อสร้างกุฏิ พอเป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรได้แล้ว คณะศรัทธาจึงได้อาราธนา หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (ขณะนั้นท่านพักอยู่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง) และพระภิกษุสงฆ์สามเณรที่เป็นศิษย์ของท่านมาอยู่ ได้ทำพิธีเปิดป้ายเป็นการชั่วคราวขึ้น เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ให้ชื่อว่า “ วัดสันติธรรม นครเชียงใหม่ ”

ในวันเปิดป้าย ผู้ใหญ่ได้อาราธนา และเชิญให้มาร่วมงาน คือ ฝ่ายสงฆ์มี (๑) ท่านพระครูพิศาลขันติคุณ (เจ้าคุณเทพสารเวที) วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ ฝ่ายฆราวาสมี (๑) พลตรีหลวงกัมปนาทแสนยากร ข้าหลวงภาค (๒) ขุนไตรกิตติยานุกูล ข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงใหม่ (๓) ข้าหลวงยุติธรรม (๔) นายจรัส มหาวัจน์ ศึกษาภาค (๕) ร.ต.อ. สุจินต์ หิรัญรักษ์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ (๖) นายวิชาญ บรรณโสภิษฐ์ (๗) นายเฉลิม ยูปานนท์ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่

มีพุทธศาสนิกชน ไปร่วมงานประมาณ ๒๐๐ คน พรรษาแรกนี้ มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาคือ พระภิกษุ ๑๑ รูป สามเณร ๙ รูป

พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ทำหนังสือยื่นขอสร้างวัดต่อทางการ โดยนางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง (นิ่มนวล สุภาวงศ์) เป็นตัวแทน ลงนามในหนังสือ ขณะนั้นทางการคณะสงฆ์ได้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์หลายอย่าง โดยเฉพาะ พ.ร.บ. อันว่าด้วยการสร้างวัด

ขณะนั้นเป็นเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ในการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์ การยื่นหนังสือขอสร้างวัด จึงพบกับปัญหาหลายแง่หลายกระทง กว่าจะได้รับอนุญาตให้สร้างวัดได้ ต้องใช้เวลาถึง ๓ ปี คือ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดได้ เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ใช้นามว่า วัดสันติธรรม ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก คือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (พระครูสันติวรญาณ,พระญาณสิทธาจารย์)

พ.ศ. ๒๔๙๕ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในฐานะเจ้าอาวาสได้พิจารณาเห็นว่าการดำเนินการสร้างวัดก็ได้ลุล่วงผ่านพ้นมาโดยลำดับ เสนาสนะที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรก็มีพอสมควร ศาลาโรงธรรมก็มีพอได้อาศัย แต่วัดยังขาดพระอุโบสถ ที่สำหรับทำสังฆกรรมของสงฆ์ นับว่าขาดถาวรวัตถุอันเป็นหลักของวัด จึงดำริที่จะสร้างพระอุโบสถ แต่ก็หนักใจเรื่องทุนทรัพย์ที่จะนำมาใช้จ่ายดำเนินการก่อสร้าง ถึงจะหนักใจอย่างไร ก็ต้องเริ่มดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น ในขั้นต้น หลวงปู่ ได้เริ่มดำเนินการปักเขตที่สร้างพระอุโบสถ โดยอาศัยแนวซากอุโบสถเก่า ซึ่งยังปรากฏให้เห็นเนินดินอยู่ ทั้งนี้โดยมีความประสงค์ว่า เมื่อปักเขตตั้งเป็นรูปร่างไว้แล้ว ผู้มีปาสารทะศรัทธาได้รู้เห็นก็จะได้บริจาคทรัพย์ช่วยกันก่อสร้าง วิธีหาทุนทรัพย์ดำเนินการก่อสร้าง หลวงปู่ ใช้วิธีค่อยคิดค่อยทำไปตามกำลังทรัพย์ เมื่อมีผู้บริจาคทรัพย์ถวายก็ทำการก่อสร้าง เมื่อหมดทุนทรัพย์ก็หยุดไว้ก่อน ไม่เคยออกใบฎีกาบอกบุญเรี่ยไร ไม่เคยทำตระกรุดผ้ายันต์ ไม่เคยสร้างพรทำเครื่องรางของขลัง

การก่อสร้างพระอุโบสถได้ดำเนินมาโดยลำดับ จนถึง พ.ศ.๒๕๐๐ จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ส่วนกว้าง ๔๐ เมตร ส่วนยาว ๘๐ เมตร

การก่อสร้างพระอุโบสถได้หยุดชะงักลงในระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๕ – ๒๕๐๖ สาเหตุเนื่องจากท่านเจ้าคุณ พระสุทธิธรรมรังษีฯ (ท่านพ่อลี) วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ได้ถึงแก่มรณภาพลง วัดอโศการามจึงขาดพระเถระผู้ใหญ่ที่จะให้การอบรมสั่งสอนทายก – ทายิกาในทางภาวนากัมมัฏฐาน ทายกทายิกาจึงพากันนิมนต์หลวงปู่สิมไปช่วยอบรมสั่งสอน หลวงปู่เลยอยู่จำพรรษาที่นั้น

แม้ว่าหลวงปู่สิมจะไปอยู่จำพรรษาที่วัดอโศการาม ไม่ได้อยู่ก่อสร้างโบสถ์วัดสันติธรรม แต่เรื่องโบสถ์วัดสันติธรรมก็ตามหลวงปู่ไปด้วย ทายกทายิกาวัดอโศการามเมื่อได้ทราบว่า หลวงปู่มีงานสร้างโบสถ์ที่เชียงใหม่ ต่างก็บอกกล่าวเล่าเรื่องบอกบุญเรี่ยไรช่วยกันบริจาคทรัพย์สมทบทุนสร้างพระอุโบสถ เป็นจำนวนทั้งหมดประมาณสามแสนบาท นับเป็นปัจจัยที่ได้มาเพราะแรงศรัทธาเขามีต่อหลวงปู่สิม หรือจะกล่าวว่า เป็นผลงานที่เกิดจากรสพระธรรมเทศนาที่ท่านอาจารย์อบรมสั่งสอนพวกญาติโยมก็ได้ ผู้ที่เป็นกำลังช่วยเหลือในการชักชวยการบริจาคทรัพย์ ที่ควรกล่าวชื่อเพื่อแสดงมุทิตาจิต คือ โยมกิมหงษ์

เนื่องจากหลวงปู่สิม ต้องรับภาระในการอบรมสั่งสอนทายกทายิกา ที่วัดอโศการาม ต้องไปมาระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่บ่อยๆ ทำให้ห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่สะดวกที่จะปฏิบัติงานทั้งสองฝ่าย ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ หลวงปู่สิม จึงมีหนังสือให้ พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน ให้มาอยู่จำพรรษาที่วัดสันติธรรม เพื่อดูแลควบคุมการก่อสร้างแทน ขณะนั้นพระมหาทองอินทร์ อยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำผาจลุย จังหวัดเชียงราย

ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่สิมเป็นโรคไตอย่างแรง ต้องหยุดพักรักษาตัว ไม่ทำการอบรมสั่งสอนและได้ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ออกไปพักรักษาตัวอยู่ที่วัดสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร บ้านเกิดของท่าน ทางการคณะสงฆ์จึงแต่งตั้ง พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ให้รักษาการเจ้าอาวาสแทนในปีนั้น และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. ๒๕๑๐

ในปี พ.ศ.๒๕๐๗ พระมหาทองอินทร์ ได้รับช่วงการดำเนินการก่อสร้างต่อ ผู้มีจิตศรัทธาได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหาทุน ที่จะเว้นกล่าวอนุโมทนาเสียไม่ได้ คือ คุณสุนทร จันทรวงษ์, คุณกระดิ่ง โอวาทสาร, คุณพงศักดิ์ ฐิตะปุระ, และคุณชูศักดิ์ กุศลวงษ์ ท่านที่ออกนามมานี้นอกจากขวนขวายชักชวนญาติมิตรผู้ใจบุญให้ช่วยบริจาคทรัพย์สมทบทุนแล้ว ยังได้สละทรัพย์ส่วนตัวเป็นค่าพิมพ์หนังสือ “ เที่ยวกรรมฐาน ” ของท่านอาจารย์บุญนาค แจกจ่ายแก่สาธุชน เป็นบรรณาการแก่ผู้บริจาคเงิน เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถอีกโสตหนึ่งด้วย

อนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๑๓ ได้อาศัยกำลังความคิด กำลังทรัพย์และกำลังคน จากนายช่างสมเกียรติ ทรงเกียรติกุล เป็นอย่างมาก จึงขอจารึกชื่อไว้ ณ ที่นี้ด้วย

เป็นอันสรุปได้ว่า การก่อสร้างพระอุโบสถ วัดสันติธรรม ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๙๕ ได้สำเร็จบริบูรณ์ลงในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ รวมเป็นเวลา ๑๘ ปี สำเร็จด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังใจของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พร้อมทั้งแรงสนับสนุนของคณะศิษย์และศรัทธาวัดสันติธรรม

โดยเฉพาะอุบาสิกาผู้มีแรงศรัทธาอันแก่กล้า ได้ทำการยืนหยัดต่อสู้ด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดเป็นต้นมา จนกระทั่งสร้างอุโบสถสำเร็จ โดยมิได้ปลีกตนเองออกห่างแม้แต่ระยะใดระยะหนึ่งได้มีส่วนรับรู้ร่วมงานมาโดยสม่ำเสมออุบาสิกาผู้นี้คือ คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ จึงของอนุโมทนาสาธุการ จารึกชื่อนี้ไว้กับประวัติวัดสันติธรรมนี้ ชั่วกัลปาวสาน

พระอุโบสถวัดสันติธรรมหลังนี้ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สูงจากพื้นดิน ๓๐ เมตร สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน ๗๘๒,๙๑๐.๑๐ บาท (เจ็ดแสนแปดหมื่นสองพันเก้าร้อยสิบบาทสิบสตางค์)

อันเป็นก้าวแรกของการก่อตั้งวัดสันติธรรม นับจากนั้นเป็นต้นมาต่อเนื่องยาวนานถึง ณ ปัจจุบันนี้
 

วัดแม่หยวก ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดแม่หยวก ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่
ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดตั้งอยู่บนเนินที่สูงกว่าพื้นดินโดยรอบ เป็นวัดที่เก่าแก่ แต่บูรณะมาแล้วหลายยุคสมัย เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นศูนย์รวมการทำกิจกรรมของหมู่บ้าน

การเดินทาง
จากในเมือง จากสี่แยกข่วงสิงห์ ใช้เส้นทางที่จะไปอ.แม่ริม อ.แม่แตง รวมทั้งไปปาย ก็ใช้เส้นทางนี้ ก็คือคือถนนโชตนา แล้วเดินทางตรงไปทางทิศเหนือ เป็นถนนที่ใช้เดินทางไปทางทิศเหนือของจังหวัดเชียงใหม่
เมื่อถึงศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ (หลังใหม่นะ ไม่ใช่หลังเก่าที่อยู่ในเมือง เดี๋ยวจะไม่ถึงวัดแม่หยวก) ก็ข้ามมาฝั่งตรงข้าม ทางเข้าวัดจะอยู่ตรงข้าม เยื้อง ศาลากลางมาทางทิศใต้
รถโดยสาร นั่งรถแม่ริมตรงคิวรถที่อนุสาวรีย์ช้างเผือก(หรือรถแม่แตงก็ได้) นั่งตรงมาทางทิศเหนือ ลงศาลากลาง แล้วข้ามมาฝั่งตรงข้าม เดินเข้าซอยโชตนา 26 ไปประมาณ 500 เมตร ก็จะเห็นวัดตั้งอยู่บนเนิน

วัดช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดช่างเคี่ยน ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้านช่างเคี่ยน ถนนห้วยแก้ว ซอยช้างเผือก หมู่ที่ 1 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พื้นที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 5 ไร่ 49 ตารางวา โฉนดเลขที่ 29330

อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ จรดลำน้ำห้วยช่าง ความยาวประมาณ 3 เส้น – 16 ศอก
ทิศใต้ จรดถนนสาธารณะ ความยาวประมาณ 2 เส้น 10 วา 6 ศอก
ทิศตะวันออก จรดที่ดินเอกชน ความยาวประมาณ 1 เส้น 10 วา 6 ศอก
ทิศตะวันตก จรดถนนสาธารณะ ความยาวประมาณ 1 เส้น 10 วา 11 ศอก
มีที่ธรณีสงศ์จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน โฉนดเลขที่ 29330

ประวัติความเป็นมาวัดช่างเคี่ยน
จากการศึกษาประวัติที่มีชื่อว่า “ช่าง” นำหน้า เช่น วัดช่างกระดาษ อำเภอสันป่าตอง วัดช่างคำ (ช่างทอง) อำเภอหางดง และวัดช่างเคิ่ง (เครื่องประดับ) อำเภอสารภี สันนิษฐานว่าคงเป็นวัดในกลุ่มที่ราชวงศ์กาวิละมาฟื้นฟูบ้านเมือง ภายหลังจากที่ขับไล่พม่าออกไปจากเชียงใหม่ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2347

อย่างไรก็ตาม จากการออกสำรวจพื้นที่เพื่อสืบสาวหาช่างเคี่ยนในบริเวณ หมู่บ้านช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก ข้อมูลสัมภาษณ์ชุดหนึ่งซึ่งได้มาจาก พ่ออุ้ยมอย อินต๊ะชาญ อายุ 92 ปี มีใจความว่าในชั่วชีวิตของท่านประมาณ 85 ปีที่ผ่านมา เท่าที่จำความได้ท่านยังไม่เคยเห็นว่ามีช่างเคี่ยนหรือช่างกลึง ในหมู่บ้านนี้เลย ประกอบกับในตำนานพระธาตุดอยสุเทพเรียกท้องที่ละแวกนี้ว่า “ช้างเคียน” คำว่าช่างเคี่ยนจึงอาจมาจากคำนี้ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ พ่ออุ้ยมอยยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติวัดของหมู่บ้านช่างเคี่ยนว่า เดิมสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบันเป็นปางช้างของเจ้าหลวงเชียงใหม่ โดยช้างในปางช้างแห่งนี้มีหน้าที่ขนของจำพวกวัสดุก่อสร้างขึ้นไปบูรณะพระธาตุดอยสุเทพ ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 ครูบาศรีวิชัยจึงได้สร้างถนนตามแนวทางของช้างที่เดินขนของขึ้นไปนั่นเอง

อนึ่ง การเดินทางขึ้นดอยสุเทพด้วยเท้าในสมัยก่อนหรือแม้แต่ในปัจจุบัน ผู้คนมีวัตถุประสงค์ที่จะขึ้นไปนมัสการ และสรงน้ำพระธาตุในวันประเพณีเดือน 8 เหนือ (วิสาขบูชา) โดยจะเดินขึ้นตามแนวถนนสุเทพ ผ่านสถานีเกษตรภาคเหนือและวัดผาลาด จากนั้น ก็มุ่งไปสู่พระเจดีย์ดอยสุเทพได้ แต่ถ้าเป็นการใช้ช้างขนของ ช้างไม่สามารถจะเดินขึ้นทางตรงเหมือนคนเราได้

วัดช่างเคี่ยนเดิมนั้น ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของลำห้วยช่างเคี่ยน และในเวลาต่อมาคงชำรุดทรุดดทรม จึงมีการย้ายวัดมาตั้ง ณ บริเวณปางช้าง ของเจ้าหลวงซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดในปัจจุบัน นอกจากนี้มีการจัดตั้งโรงเรียนวัดช่างเคี่ยนขึ้นเมื่อ พ.ศ.2481

นอกจากนี้พ่ออุ้ยมอยให้ข้อมูลว่าบริเวณ หมู่บ้านนี้เดิมเป็นป่าทึบ จัดว่าเป็นหมู่บ้านชานเมือง มีจำนวนครัวเรือนไม่มากประมาณ 50-60 ครัวเรือน แต่ละครัวเรือนมีอาชีพทำนาซึ่งเป็นผืนเล็ก ๆ อาศัยน้ำฝนเพราะตั้งอยู่ตรงเชิงเขาสุเทพ อนึ่งการบุกเบิกที่ดินทำนาก็ลงมือกันเอง โดยผู้ปกครองหมู่บ้านชื่อแสนสังฆะจะเป็นผู้อนุญาตให้ผู้บุกเบิก ที่นาทำกินไปก่อนเป็นเวลา 3 ปี แล้วจึงจะวัดเขตนาเพื่อขึ้นบัญชีว่าเป็นของใคร จากนั้นจึงจะเก็บภาษีที่นาในภายหลัง อนึ่ง ที่นาของหมู่บ้านช่างเคี่ยน ซึ่งเป็นบริเวณหมู่บ้านอิงดอยในปัจจุบันนี้ มีเขตติดต่อกับหมู่บ้านเจ็ดยอดและหมู่บ้านข่วงสิงห์

วัดช่างเคี่ยน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2055 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ 1 พระอธิการอินถา ถาวโร รูปที่ 2 พระอธิการก้อนแก้ว คนธวํโส รูปที่ 3 พระครูธรรมอรุณ อรุโณ ตั้งแต่ พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอน พ.ศ.2525 แผนกบาลี เปิดสอน พ.ศ. 2528 และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดสอน พ.ศ. 2525

สิ่งก่อสร้างภายในวัด
อุโบสถ สถาปัตยกรรมล้านนาเป็นปูนทั้งหลัง ครึ่งบนเป็นไม้ หลังคาด้านหน้ามี 2 ชั้น ยื่นคลุมมุขหน้า มีบันไดขึ้นลงด้านข้าง
ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด
ศาลาการเปรียญ เป็นตึก 2 ชั้น
กุฏิสงฆ์ 3 หลัง
วิหาร เป็นแบบสถาปัตยกรรมล้านนา หลังคาซ็อนกัน 3 ชั้น หน้าบันพื้นเป็นปูสีฟ้า ประดับลวดลายก้านขด ตรงกลางประดับ
ด้วยปูนปั้นรูปพระนารายณ์ หัวเสาเป็นกลีบบัวซ้อนกัน 2 ชั้น โก่งคิ้วมีรวงผึ้งประดับด้วยปูนปั้นเส้นกนก หางหงษ์ประดับด้วยนาคลำยองประดับกระจกสี
ไม่มีราวบันไดนาค
ศาลาอเนกประสงค์
ศาลาบำเพ็ญกุศล
ศาลาบาตร
เจดีย์ ทรงเหลี่ยมย่อมุมสิบสอง 2 ชั้น ชั้นมาลัยเถาแปดเหลี่ยม 7 ชั้น ก่ออิฐถือปูนองค์ระฆัง ทรงกลมประดบด้วยแก้วสี และปิดทองจังโก
บัลลังก์สี่เหลี่ยม มีฐานบัวรองรับ ปล้องไฉน และปลียอด บนสุดประดับด้วยฉัตร
หอระฆัง ตั้งอยู่บนหลังคาของอาคาร บนสุดเป็นเจดีย์จำลองย่อมุมมีซุ้มมุขยื่นอกมา 4 ด้าน ประดับด้วยกาแลรองรับเจดีย์ทรงเหลี่ยม ซึ่งสร้าง
ด้วยอิฐก่อปูน ปล้องไฉนปิดทอง

สภาพแวดล้อมปัจจุบันของวัดช่างเคี่ยน
1. อุโบสถมีสภาพทรุดโทรม
2. องค์เจดีย์ ส่วนฐานมีรอยร้าว และมีสภาพทรุดโทรม

เจ้าอาวาสวัดช่างเคี่ยน

ลำดับเจ้าอาวาสวัดช่างเคี่ยน

แผนที่วัดช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดศรีโสดาพระอารามหลวง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดโชติกุนสุวรรณาราม (วัดหมูบุ่น) ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดประทานพร ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเจ็ดยอด ตำบลช้างเผือก อำเภอมเมืองเชียงใหม่

 

 

บทความยอดนิยม

ที่เที่ยวเชียงใหม่สุดฮิต