Home Blog Page 179

วัดธาตุคำ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดธาตุคำ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2480

วัดธาตุคำ เดิมชื่อว่าวัดกุฎีคำ ชาวบ้านสมัยก่อนเรียกว่า “วัดใหม่” ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกำแพงเมืองชั้นในกับกำแพงเมืองชั้นนอก อาณาเขตวัดแต่เดิมกว้างขวางด้านหน้าวัดเป็นถนนออกจากประตูเชียงใหม่ ประตูกำแพงเมืองชั้นในด้านทิศใต้ไปประตูก้อม (เข่าก้อม-คอก้อม) ซึ่งเป็นประตูเมืองกำแพงชั้นนอกซึ่งเส้นทางนี้สมัยโบราณเป็นทางไปสู่เมืองลำพูนปรากฏในโคลงนิราศหริภูญชัยบทที่ 30 ในคราวที่กวีผู้แต่งเดินทางไปนมัสการแล้วผ่านมาที่หน้าวัดได้แต่งเป็นโคลงว่า เรียงนั้นอาวาสแก้ว กุฏีคำ ทุกข์ตำงนเรียมจำ เจตน์ไหว้ เทพาพิทักษ์ทำ พุทธศาสน์ เอ่ จำเจตน์นงน้องไท้ รีบร้า เดินดล โคลงนี้สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าแต่งประมาณ พ.ศ. 2480 แต่ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ให้ความเห็นว่าแต่งเมื่อประมาณ พ.ศ. 2060 ต่อมามีการตัดถนนสุริยวงค์ ทำให้ถนนผ่านเข้ามาในวัดตัดเอาเนื้อที่วัดไปอยู่ทางทิศตะวันออกของถนน อุโบสถของวัดซึ่งพังไปเหลือแต่เนินและสีมาตกไปอยู่ด้านโน้น ต่อมามีผู้ขุดค้นหาของมีค่าเนินอุโบสถและหลักสีมากระจัดกระจายไป ครั้งเมื่อทางการประกาศให้วัดมีโฉนด เจ้าอาวาสได้รังวัดเฉพาด้านตะวันตกถนนสุริยวงค์ จึงทำให้เจตวัดตกเป็นที่ศาสนสมบัติกลาง ทางการให้ผู้เช่าอาศัยอยู่จนปัจจุบัน เสื้อที่วัดมี 7 ไร่เศษ แต่เป็นเขตสงฆ์อยู่อาศัยสร้างเสนาสนะเพียง 3 ไร่เศษ นอกนั้นเป็นเขตเช่าของวัด วัดธาตุคำ เดิมเป็นวัดใหญ่ คงเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ได้สร้างไว้สันนิษฐานว่า จากระพุทธรูปองค์พระประธานในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปหล่อสำฤทธิ์ใหญ่ และสวยงามซึ่งพระพุทธรูปขนาดนี้คนชาวบ้านทำไม่ได้ต้องเป็นผู้มียศ มีบริวาร มีทรัพย์สมบัติมาก เช่น เจ้านาย พระมหากษัตริย์เท่านั้นจึงจะสร้างสำเร็จ เพราะว่าต้องอาศัยกำลังทรัพย์ กำลังคนแลกำลังทองเหลือง ทองแดง นาก เงิน เป็นจำนวนมากด้วย สมัยก่อนสิ่งเหล่านี้หายากคงจะเห็นได้ว่าในตำบลหายยาก็มีแต่วัดธาตุคำนี้เท่านั้นที่มีพระประธานเป็นทองสัมฤทธิ์วัดนอกนั้นเป็นวัดที่พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนทุกวัด แต่น่าเสียดายไม่มีจารึกที่ฐานหรือหลักจารึกไว้ หรือมีแต่ได้สูญหายไปเสียเพราะเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า หลักสีมานิมิตของอุโบสถที่ร้างไปนั้นมีจารึกเป็นอักษรแต่ไม่มีใครสนใจต่อมามีคนขุดเอาไปทำหินลับมีดเลยทำให้หลักฐานบางอย่างสูญหายไป เพราะฉะนั้นจึงสันนิษฐานว่าวัดกุฏีหรือวัดธาตุคำนี้เป้นพระอารามหลวงของเมืองเชียงใหม่ที่พระมหากษัตริย์สร้าง และคงเป็นวัดสำคัญเพราะว่าแปลกกว่าทุกวัด คือ การก่อสร้างวิหารและพระธาตุนั้นได้พูนดินขึ้นสูงประมาณ 3 เมตร ทำให้เป็นเขตพุทธาวาสซึ่งมีขนดกว้างประมาณ 60 เมตร ยาวประมาณ 100 เมตร จึงทำให้พระวิหารและพระธาตุสูงเด่น สง่า งดงาม ในเขตอำเภอเมืองที่พบมีอยู่ 2 วัด คือ วัดบ้านปิง ต.ศรีภูมิ และวัดธาตุคำ แต่วัดบ้านปิงไม่กว้างขวางเท่าวัดธาตุคำ คือ ทำเป็นชานระเบียงรอบวิหารและพระธาตุกว้างจากวิหารเจดีย์โยรอบด้านละ 10 วา หรือ 20 เมตร ทีเดียวจึงน่าสรรเสริญความศรัทธาปสาทะของคนโบราณที่อุตสาห์ขนดินพูนขึ้นจนสูง ซึ่งแต่ก่อนใช้กำลังคนทั้งนั้นไม่มีเครื่องจักร เครื่องทุ่นแรงดังปัจจุบัน นี่ก็เป็นข้อสนับสนุนอีกข้อหนึ่ง ถึงผู้สร้างวัดว่าจะต้องเป็นผู้มีอำนาจวาสนาบรรมีสูงส่ง เป็นเจ้านาย พระราชามหากษัตริย์ มีบริวารมากจึงทำได้สำหรับวัน เดือน ปี ที่สร้างวัดนั้นยังค้นหาหลักฐานหาจากเอกสาร หรือศิลาจารึกยังไม่พบ แต่พบชื่อเจ้าอาวาสของวัดกุฎีคำ ปรากฏในตำนานมูลศาสนามีชื่อ “มหาติปิฏกสังฆราช” ซึ่งพระเจ้าติโลกราช(ท้าวลก) พระมหากษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ 10 ในตำนานเรียกว่าท้าวลานนา ได้นิมนต์จากวัดกุฎีคำไปเป็นเจ้าอาวานวัดสวนดอกซึ่งตำนานมูลศาสนาทั้งฉบับใบลานจากลึกด้วยอีกษาล้านนาและฉบับพิมพ์ด้วยอีกษาไทยปัจจุบันมีข้อความตรงกันว่า “มหาญาณรังสีรักษาวัดสวนดอกได้ 70 วัสสา ก็สิ้นอายุในปีกดสง้า(จุล) ศักราชได้ 802 ตัว ท้าวล้านนาก็นำเอาติปิฎกสังฆราชวัดกุฎีคำมาไว้แทนในปีนั้นแล” ซึ่งจุลศักราชที่ปรากฏนั้นตรงกับปีมะเมีย พุทธศักราช 1988 นับภึงปัจจัน(2537) ได้ 553 ปี แต่เชื่อว่าวัดนี้ได้สร้างก่อนนั้นมานานแล้ว จนวัดเจริญรุ่งเรืองเจ้าอาวานเป็นสังฆราช และคงจะทรงพระไตรปิฎก เพราะมีนามท่านว่า “ติปิฎกสังฆราช” ท่านไปอยู่วัดสวนดอกได้ 6 พรรษา ก็มรณภาพซึ่งตำนานกล่าวว่า “พระมหาติปิกฎสังฆราช อยู่รักษาวัดสวนดอกนั้นได้ 6 พรรษาก็สิ้นอายุไปในรวายไจ้ ศักราชได้ 808 ตัว” ในสมัยราชวงศ์เม็งรายเจ้าครองนครเชียงใหม่คงอุปถัมภ์วัดกุฎีคำให้เจริญรุ่งเรืองมาอีกนาน มีเจ้าอาวาสติดต่อกันมาหลายองค์แต่ไม่ปรากฏนาม มาปรากฏนามอีกในท้ายคัมภีร์พระคาถาปโชตาอันเป็นคัมภีร์โบราณที่พระสงฆ์ล้านนานำมาจากลังกา มี 14 บท ซึ่งแต่ละบทต่างๆมีพระเถระวัดต่างๆได้นับถือสำหรับวัดกุฎีคำมีในบทที่ 8 ว่า “บทนี้ชื่ออัฎฐมคาถา มหาสังหราชาวัดประสาทตือ(นับถือ) มหาญาณวัดกุฎีคำตือสวาทธิยาย มีเตชะมากนัก ท่านหันริพลเรามีมากนักและลงใส่แผ่นเงินคำ กระทำในวันฤกษ์ดิถีดีใช้เป็นดังสัตตมกถานั้นแล” ยังมีอีกในบทที่ 10 ว่า “บทนี้ชื่อ อันตยมกะทสมกถามหาสังหราชา หื้อขนานกอมตือ มหาญาณะวัดกุฎีคำตือหื้อลงในแผ่นผ่าขาวอันบริสุทธิ์ ในวันยามฤกษ์ดีถีดี สักการะบูชาเสกด้วยคาถา 108 คาบแล้วปกตั้งไว้ในทิศตะวันออก แห่งเรือนและโรง เพื่อไว้ค้ำชูศรีเตชะ ตั้งไว้แต่ภายหน้าทัพอันเป็นที่อยู่แห่งข้าศึก ในเมื่อไปสงครามชนะข้าศึกศัตรูแล” เพราะฉะนั้นในสมัยราชวงศ์เม็งรายจึงรู้นามพระเถระเพียง 2 รูปเท่านั้น ข้อสันนิษฐานถึงวัดกุฎิคำตามปรากฏนามเจ้าอาวาสว่าติปิฏกสังฆราชแสดงว่าท่านเป็นผู้ปราชญ์เปรื่องเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก พระมหากษัตริย์ที่ครองเมืองเชียงใหม่คงจะเลื่อมใสในการสร้างกุฏิ ประดับประดาด้วยทองคำเปลวอันงดงามถวายหรือท่านอาจจะเป็นอาจารย์ของเจ้านายและได้สั่งสอนศิลปวิทยาอาคม เพื่อจะบูชาพระคุณอาจารย์จึงโปรดรื้อท้องพระโรงหรือปราสาทราชมณเฑียรของพระมหากษัตริย์องค์ก่อนมาสร้างเป็นกุฏิถวายวัด เพราะฉะนั้นจึงมีลวดลายทองติดอยู่จึงเรียกว่ากุฎีคำ ก็อาจเป็นไปได้ เพราะคติที่รื้อท้องพระโรง คุ้มหลวง ปราสาท ถวายวัดมีอยู่ทั่วไป แม้สมัยหลังนี้ วิหารวัดพันเตา วัดแสนฝาง และอีกหลายวัดก็ล้วนแต่เป็นหอคำของเจ้าผู้ครองนครที่นั่น แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานยังมี่หลักฐานยืนยันวัดกุฎีคำได้ใช้ชื่อนี้มานาน เมื่อบ้านเมืองเกิดภัยสงคราม ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า พม่ากวาดต้อนผู้คนออกไป พลเมืองเหลือน้อย วัดวาอารามถูกปล่อยทิ้งรกร้าง จนเมื่อพระเจ้ากาวิละได้อพยพไพร่พลจากเวียงป่าซางมาเมื่อ พ.ศ. 2337 พลเมืองมีน้อยจึงได้นำชาวไทยลื้อ ไทยเขิน จากสิบสองปันนา และเชียงตุงมาอยู่เชียงใหม่

ลำดับเจ้าอาวาส:
ชื่อ พระครูวินัยธรประพัฒน์ ฉายา ฐานวุฏโฒ อายุ 42 พรรษา 19 น.ธ.เอก ป.ธ.1-2 วัดธาตุคำ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ ลำดับเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ 1. สมัยราชวงศ์เม็งรายปรากฏนาม 2 รูป 1. มหาติปฎกสังฆราช พ.ศ. 1983 ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอก
2. มหาญาณะ ไม่ปรากฏ พ.ศ.
2. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 1. พระสุนันทะ นิกายเขิน เป็นเจ้าอาวาสในระหว่าง พ.ศ. 2420-2435
2. ครูบาทหลวงหล้า นิมนต์มาจากวัดดอนจืน อ.สารภี มรณภาพ พ.ศ. 2450 ผลงานคือ สร้างพระวิหาร (ปัจจุบันได้รื้อไปแล้ว)
3. เจ้าตุ๊ใต้ (เชื้อเจ้าเชียงตุง) เป็นบุตรเจ้าน้อยเหมยกับเจ้านางบัวจีน เจ้าน้อยเหมยเป็นบุตรเจ้าหนานอิ่นต๊ะ กับนางสุวรรณา (ต้นตระกูลอินทวงค์) เจ้านางสึวรรณาเป็นบุตรเจ้านางก๋อง เจ้านางก๋องเป็นบุตรแสนเมือง ที่อพยพจากเมืองเชียงตุงซึ่งเป็นนำเจานายไพร่พลบูรณะวัดธาตุคำ ในปี พ.ศ. 2400-2420 เจ้าตุ๊ใต้เป็นเจ้าอาวาสประมาณ พ.ศ. 2450-2466 ลาสิกขา
4. ครูบาใหม่ กาวิชโย เป็นคนบ้านวัวลายได้นิมนต์มาจากวัดหมื่นสาร ท่านเป็นผู้รู้บาลีเรียนจบสภาสนธิ (บาลีแบบมูลกัจจายน์อย่างโบราณ) รู้ภาษาต่างๆ เช่น ภาษาขอม ภาษาพม่า ไทยใหญ่ ภาษาอังกฤษบ้างมีความสามารถในการจารึกอีกษรลงในใบลาน ผงลานที่ปรากฏสร้างกุฏิ กำแพงเขตพุทธวาส ซ่อมองค์เจดีย์ มรณภาพ พ.ศ. 2486
5. พระมหาปัน ปัญญาโธ ป.ธ.3 เป็นชาวบ้านต้นเฮือด ต.บ้านแหวน อ.หางดง บรรพชาอุปสมบท ที่วัดเทพประสิทธิ์(ต้นเฮือด)มีครูบาอินถาวัดท้าวบุญเรือง เป็นพระอุปัชฌาย์ ครูบาคำมา วัดฉิมพลีวัดต้นงิ้ว และพระครูอุดมวุฒิคุณ วัดสำเภา เป็นพระกรรมวาจานสาสนาจารย์ ได้รับอาราธนามาจากวัดสำเภาเป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ พ.ศ. 2486-2495 รับพระบรมราชานุญาติลาสิกขา
6. พระมหาสุดใจสุมโน ป.ธ.5 เป็นคนพื้นเพวัดธาตุคำเป็นบุตรนายบุญศรี อินทนุลักษณ์ซึ่งเป็นบุตรพระยาอินทนุรักษ์หิรัญกิจ แม่คำดิบ เป็นผู้อุปถัมภ์วัดธาตุคำร่วมกับเจ้านายเขิน บรรพชาอุปสมบท ที่วัดธาตุคำ ภายหลังจากพระมหาปันลาสิกขา ได้เป็นเจ้าอาวาสต่อ ตั้งแต่ พ.ศ. 2495-2500 ได้รับพระบรมราชานุญาตลาสิกขา
7. พระปรวิทย์ ได้รับการ 1 พรรษา จากนั้นก็ลาสิกขา
8. พระมหาจันทร์ สิริจันโท เป็นคน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ได้มาศึกษาพระปริยัติธรรมพักที่วัดพันอ้น ภายหลังได้ย้ายมาที่วัดธาตุคำและได้รับดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2501-2515 ได้สร้างกุฏิทรงไทยหลังปัจจุบันต่อมาได้รับพระราชานุญาตลาสิกขา
9. พระอธิการวิสุตร ญาณสดร เป็นคนบ้านธาตุคำ บุตรนายปัน นางอรุณ ไชยวงค์ บรรพชาอุปสมบทที่วัดธาตุคำมีพระอุดมวุฒิคุณ วัดสำเภาเป็นพระอุปัชฌาย์ พคะครูมนูญธรรมมากรณ์ วุดมหาวัน และพระครูโอภาสคณาภิบาล วัดหมื่นสาร เป้นพระกรรมวาจานสาสนาจารย์ ได้สร้างศาลาบำเพ็ญบุญ(ปัจจุบันรื้อแล้ว) จากนั้นก็ลาสิกขา พ.ศ. 2522
10. พระอธิการจำลอง ขันติธัมโม เป็นคนบ้านป่ายางงาม ตงป่าห้อง อ.ดอยสะเก็ด บุตรนายไหล นางแสง บรรพชาที่วัดดวงดี อ.ดอยสะเก็ด พระครูวินิตสุภาจาร เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทที่วัดธาตุคำ พระครูโอภาสคณาภิบาล วัดหมื่นสารเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสายทอง ภาวโร วัดพวกช้างและพระสมุห์อุดม ถาวรญาโณ วัดเมืองมาง เป็นพระกรรมวาจาสุสาสนาจารย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พ.ศ. 2522 – 2526 ได้สร้างกำแพงเขตพุทธาวาส บูรณะเจดีย์ลงรากฐานวิหาร ได้ประมาณ 20 % จากนั้นก็ได้ลาสิกขา
11. พระบุญทรง บ้านเดิมอยู่ที่ อ.พร้าว รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ. 2526 ได้ 1 พรรษา จากนั้นได้ย้ายไปจำวัดอื่น 1
2. พระประเชิญ บ้านเดิมอยู่ อ.เชียงของ รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ. 2527 ได้ 1 พรรษา ขอลาออกจากตำแหน่ง 1
3. พระประพัฒน์ ฐานวุฑโฒ ได้รับการอาราธนานิมนต์มาจากวัดหมื่นสารมาอยู่เป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2528 ได้รับแต่งตั้งเป็นฐานานุกรมที่ “พระครูสมุห์” ของพระราชพรหมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัด พ.ศ. 2530 เลื่อนเป้นพระครูวินัยธร พ.ศ. 2531 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศเป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎรชั้นโทที่ “พระครูอดุลสีลกิตติ์”

วัดดาวดึงษ์ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดดาวดึงษ์ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ 20 ถนนราชเชียงแสน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2040

วัดเมืองลัง ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดเมืองลัง ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ 9 ถนนป่าตัน ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2300

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2300 โดยสันนิษฐานว่า มีชาวพม่า มาอาศัยอยู่บริเวณนี้ และสร้างเจดีย์ไว้ โดยจำลองมาจากเจดีย์ ชวาดากอง โดยตั้งชื่อว่า เป็นพระธาตุประจำปีเกิดมะเมีย ศิลปะเป็นแบบล้านนา สร้างจากปูนขาว ต่อมาชาวบ้านมีการบูรณะ โดยการนำปูนซีเมนต์มาก่อสร้างทับ จากเดิมที่เป็นศิลปะแบบพม่า กลายมาเป็นศิลปะแบบล้านนาในปัจจุบัน

วัดป่าตัน ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดป่าตัน ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ 3 ถนนซุปเปอร์เชียงใหม่ – ลำปาง ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2313

วัดป่าตันสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2313 เดิมชื่อวัด คอกควาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบจำนวน 8 รูป สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดป่าตันตั้งอยู่เลขที่ 3 บ้านป่าตัน ถนนซุปเปอร์เชียงใหม่-ลำปาง ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเมื่อ พ.ศ 2318 เดิมชื่อวัดคอกควาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2532 เขตวิสุงความสีมากว้าง 14เมตร ยาว 18 เมตร มีเจ้าอาวาสที่ทราบนามจำนวน 8 รูป สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2งาน 48.8 ตารางวา โฉนดเลขที่ 49635 อาณาเขต –ทิศเหนือประมาณ 2 เส้น 6 วา จดทางสาธารณะประโยชน์ -ทิศใต้ประมาณ 2 เส้น 16 วา จดทางสาธารณะประโยชน์ครอบครอง -ทิศตะวันตกประมาณ 18 เส้น 3 ศอก จดลำเหมืองสาธารณะประโยชน์ -มีธรณีสงฆ์จำนวน 1 แปลง มีเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 98.2 ตารางวาโฉนดเลขที่ 49636 อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วยอุโบสถ – ภายใน จิตรกรรมผนังภาพทศชาติ (พระเจ้าสิบชาติ) วิหาร ภายในจิตรกรรมฝาผนังพระเณสันดรชาดก ภาพประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ปูชนีย์วัตถุ มีพระประธานในพระวิหารเป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน

พระพุทธรูป ชื่อเชียงแสน สิงห์3ปางสมาธิ ความสำคัญหรือประวัติความเป็นมา เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดมานานเป็นที่เคารพสักการะ ของประชาชนในชุมชนเป็นอย่างมาก แต่วัดก็เก็บไว้เป็นอย่างดี จะนำมาสรงน้ำ เมื่อวันสำคัญมาถึงเช่น เทศกาลสรงกรานต์ ปีใหม่เมือง เป็นต้น จากการบอกเล่า ของผู้นำ ชุมชน อายุประมาณ 200ปี กิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี ประกอบด้วย ชื่อกิจกรรม วัดกตัญญู . จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 9 มกราคม ทุกปี จนถึงวันที่ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 200 คน หน่วยงาน/สถานศึกษา/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/องค์กรอื่นๆที่เข้าร่วมกิจกรรมของ วัดได้แก่ มีพิธีทำบุญทักษิณานุปทาน เจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหาร ทำบุญผ้าป่าสามัคคีประจำปี ตอนเย็น หน่วยอื่นๆ เข้าร่วม กลุ่มสตรี ประชุมชน เทศบาลนครเชียงใหม่ และศรัทธาทั่วไป
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ครูบาขิตยะ
2. พระครูอินถา
3. พระอธิการคำแปง เตชะวโร พ.ศ. 2476 – 2503
4. พระอธิการสมบูรณ์ กนตะสีโร พ.ศ. 2503 – 2512
5. พระอธิการแก้ว พ.ศ. 2512
6. พระอธิการอ้อน พ.ศ. 2512 – 2514
7. พระอธิการอินสอน กิติวณโณ พ.ศ. 2514 – 2516
8. พระครูสุจิตวรญาณ (เปลี่ยน ญาณวโร) พ.ศ. 2517 – ปัจจุบัน

วัดบ้านท่อ ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดบ้านท่อ ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : 405 ถนนบ้านท่อ-ป่าตัน บ้านท่อ ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300

วัดบ้านท่อ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2315 บ้านท่อ ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ประวัติวัดบ้านท่อ
วัดบ้านท่อ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2315 แต่ประวัติหรือตำนานความเป็นมาไม่ปรากฏ สร้างเมื่อ พ.ศ.2300 โดยสันนิษฐานว่า มีชาวพม่า มาอาศัยอยู่บริเวณนี้ และสร้างเจดีย์ไว้ โดยจำลองมาจากเจดีย์ ชวาดากอง โดยตั้งชื่อว่า เป็นพระธาตุประจำปีเกิดมะเมีย ศิลปะเป็นแบบล้านนา สร้างจากปูนขาว ต่อมาชาวบ้านมีการบูรณะ โดยการนำปูนซีเมนต์มาก่อสร้างทับ จากเดิมที่เป็นศิลปะแบบพม่า กลายมาเป็นศิลปะแบบล้านนาในปัจจุบัน และอีกประวัติหนึ่งคาดว่าจะเกิดมาพร้อมกับชุมชนบ้านท่อแต่โบราณสมัยที่แรกเริ่มก่อตั้งเมืองเชียงใหม่มาช้านาน ผ่านยุคที่เชียงใหม่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่ามา 200 กว่าปี จนอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม และในที่สุดล้านนาถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยวัดบ้านท่อได้รับราชวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2492 โดยการบริหารและการปกครองวัดมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำ

สถาปัตยกรรม
1 พระเจดีย์ (พระธาตุ) ชื่อพระเจดีย์พุทธรัตนวิโรจน์ ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันพร้อมพระธาตุ เป็นโบราณสถานที่สำคัญของวัดบ้านท่อ ถึงแม้ว่าร่องรอยของสถาปัตยกรรมเดิมจะถูกแทนที่ด้วยรูปแบบใหม่ แต่ก็เป็นสิ่งก่อสร้างที่ชาวชุมชนบ้านท่อได้ร่วมมือร่วมใจในการบูรณะ พร้อมกับก่อสร้างส่วนอื่นๆ ของวัด ทรงพระธาตุเจ้าดอยสุเทพฯ
2 พระอุโบสถ สร้างมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2492 แล้วมาปรับปรุงทรางอาคารใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2546 แบบล้านนา
3 พระวิหาร สร้างมาแล้วในสมัยเจ้าอาวาสรูปที่ 1 (พระอธิการก้อนแก้ว พ.ศ. – ถึง พ.ศ. 2455) แบบล้านนา

งานศิลปกรรม
1 ธรรมมาสส์แบบล้านนา สร้างมาแล้วในสมัยเจ้าอาวาสรูปที่ 1 (พระอธิการก้อนแก้ว พ.ศ. – ถึง พ.ศ. 2455) แบบล้านนา
2 สัตตภัณฑ์ เครื่องบูชา มีมาแล้วกับการสร้างวัด แบบล้านนา
3 ตู้พระธรรม (บรรจุพระคัมภีร์โบราณฉ มีมาแล้วในสมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ 1 (พระอธิการก้อนแก้ว พ.ศ. – ถึง พ.ศ. 2455) แบบล้านนา

เจ้าอาวาสวัดบ้านท่อ

ลำดับเจ้าอาวาสวัดบ้านท่อ
ลำดับเจ้าอาวาส:
ทำเนียบเจ้าอาวาส 1. พระอธิการก้อนแก้ว พ.ศ. – ถึง พ.ศ. 2455
2. พระอธิการคำปัน ชยฺลงฺกาโล พ.ศ. 2455 ถึง พ.ศ. 2487
3. พระอธิการแสนคำ สุภตฺโท พ.ศ. 2487 ถึง พ.ศ. 2499
4. พระอธิการอินสม อินทวนโน พ.ศ. 2499 ถึง พ.ศ. 2515
5. พระอธิการแก้ว โชติธมฺโม พ.ศ. 2515 ถึง พ.ศ. 2526
6. พระครูอาทรสังวรคุณ พ.ศ. 2527 ถึง ปัจจุบัน

แผนที่วัดบ้านท่อ ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดใกล้เคียงวัดบ้านท่อ ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดท่าเดื่อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วัดท่าหลุก ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วัดเมืองลัง ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วัดแม่หยวก ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วัดวังสิงห์คำ ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดวังสิงห์คำ ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ 139 ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2471

วัดวังสิงห์คำก่อสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2471 โดยมีท่านท้าวคำวงค์ษาเป็นผู้มอบถวายที่ดินสร้างวัด ที่ได้ชื่อว่า วังสิงห์คำ ก็เพราะ ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า แต่เดิมริมฝั่งแม่น้ำปิงตรงที่ต้นจามจุรี (ฉำฉา) ที่อยู่บริเวณหน้าวัดในขณะนี้มีความลึกมาก น้ำใสสะอาดเป็นวังน้ำวน และมีพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำประดิษฐานอยู่ พระพุทธรูปองค์นี้ได้แสดงอภินิหาร โดยแต่ก่อนมีชาวประมงได้ออกหาปลาตามแม่น้ำปิง พอมาถึงตรงบริเวณหน้าวัดนี้ พระสิงห์องค์นี้ได้แสดงอภินิหารติดเบ็ด ติดอวน ติดแห ของชาวประมง ชาวประมงก็ได้กราบอัญเชิญเอาพระองค์นี้ขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัด พอตกกลางคืนพระสิงห์องค์นี้ก็ได้แสดงอภินิหารกลับลงไปอยู่ในแม่น้ำปิงตามเดิม และติดเบ็ด ติดอวน ติดแห ของชาวประมงอีกเรื่อยๆสลับไปมา ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ก็ได้หายสาบสูญไป และเข้าใจว่าคงประดิษฐานอยู่ในแม่น้ำปิงตามเดิม นับตั้งแต่นั้นมาวัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วังสิงห์คำ” ตามนามที่เรียกพระพุทธรูปมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ครูบาสุริยะ 2417-2450
2. พระครูปลัดอินถา 2450-2497
3. พระชื่น อินฺทวโร 2497-2501
4. พระบุญมา สุวฺจโจ 2501-2506
5. พระคำมูล 2506-2507
6. พระแก้ว สุวตฺตโณ 2507-2508
7. พระจันทร์แก้ว ปสาโท 2508-2509
8. พระบุญมี โฆสธมฺโม 2509-2510
9. พระดวง ธมฺมวโร 2510-2512
10. พระเสาร์ ขนฺติโก 2512-2514
11. พระนิวัตน์ 2514-2515 1
2. พระเสาร์ ขนฺติโก 2515-2517 1
3. พระอธิการสุรพล ญาณพโล 2517-2523 1
4. พระอธิการภพ เหมวณฺโณ 2523-2534 1
5. พระครูวิสิฐศีลาภรณ์ 2534-ปัจจุบัน

งานสถาปัตยกรรม
1 เจดีย์ ในปัจจุบันเป็นเจดีย์องค์ใหม่ที่ได้สร้างครอบเจดีย์องค์เก่าไว้ จึงมีความสวยงามมาก
2 องค์พระประทาน เป็นพระที่หล่อขึ้นตามความเชื่อในเรื่องตำนานของวัด ที่ว่า เป็นพระพุทธสิหิงค์อยู่ในน้ำปิงหน้าวัด
3 พระเจ้าทันใจ เป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากในเรื่อง ถ้าต้องการสิ่งใดหากมาขอท่าน ก็จะได้ตามที่ขอทุกประการ
4 เสื้อวัด ก็คือ เจ้าที่ของวัด แต่ที่ต้องอยู่หลังวัด ก็เพราะเสื้อวัดเป็นความเชื่อเรื่องผีที่อยู่ในสังคมล้านนามานาน พอพระพุทธศาสนาเข้ามา การแสดงถึงการยอมรับอำนาจที่พระพุทธศาสนามีมากกว่าผีก็คือ การทำให้ผีไปอยู่หลังวัด และมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองดูแลวัด (รับใช้พระพุทธศาสนา)
5 หออุปคุต เนื่องจากวัดนี้มีความเชื่อว่า พระองค์ประทานมาจากแม่น้ำ จึงต้องมีการสร้างหออุปคุต นอกจากนั้นก็เพื่อช่วยให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆภายในวัด หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีทางพุทธศาสนาสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

วัดป่าพร้าวนอก ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดป่าพร้าวนอก ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100

วัดป่าพร้าวนอกเริ่มสร้างในสมัย พระมหาอุปราชธรรม ลังกา จุลศักราช 1160 ตรงกับพุทธศักราช 2341 ตามตำนานกล่าวว่า นายกวาด ยี่ปิ้ว ชาวเงี้ยว (ไทยใหญ่) ซึ่งเป็นผู้นำชาวบ้านละแวกนี้ ได้ชักชวนชาวบ้าน ทำการรื้อถาง ที่รกร้างว่างเปล่า และก่อสร้างวัดขึ้น โดยในตอนแรกมีเพียง วิหาร กุฏิ ศาลา และพระพุทธรูป เพียงองค์เดียวเท่านั้น และเมื่อก่อสร้างวัดเสร็จ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน กราบอาราธนา นิมนต์ พระครูบาโปธา (ไม่ปรากฏว่านิมนต์มาจากที่ใด) มาอยู่ประจำ และเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีความเจริญมากขึ้น ได้มีการจัดระเบียบการปกครองให้เป็นระบบมากขึ้น มีการแบ่งเขตการปกครองเป็นในเขตเทศบาล นอกเขตเทศบาล และวัดป่าพร้าว มีด้วยกัน 2 แห่ง เนื่องจากวัดป่าพร้าวช่างหม้อตั้งอยู่นอกเมือง จึงเรียกกันว่า วัดป่าพร้าวนอก จนทุกวันนี้ ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เป็นวัดที่ถูกกฎหมายเมื่อ วันที่ 10 สิงหาคม พุทธศักราช 2491 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระครูบาโปธา อายุ 81 ปี (มรณภาพ)
2. พระครูบาญาณะ อายุ 75 ปี (มรณภาพ)
3. พระครูบาคำปัน (มรณภาพ)
4. พระครูบากันธิยะ (มรณภาพ)
5. พระอินทนนท์ (คำหล้า) อายุ 46 ปี (ลาสิกขา)
6. อินทจักร (เป็ก) อายุ 43 ปี (ลาสิกขา)
7. พระครูสุคนธ์จันทนคุณ (จันทร์แก้ว คนฺโธ) อายุ 82 ปี พรรษา 62 พ.ศ. 2477-2530 (มรณภาพ)
8. พระใบฏีกาโสภณ กิตฺติภทฺโท อายุ 37 ปี พ.ศ. 2531-2539 (ลาสิกขา)
9. พระครูศรีธรรมคุณ น.ธ. เอก ป.ธ. 6 พธ.บ พ.ศ. 2539-ปัจจุบัน

วัดป่าแดด ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดป่าแดด ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดป่าแดด ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100
วัดป่าแดด ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างวัดเมื่อปีพ.ศ. 2345 อนุญาติตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2459

ประวัติวัดป่าแดด

วัดป่าแดด เดิมชื่อว่าวัดดอนแก้ว เหตุที่ชื่อว่าวัดดอนแก้ว ซึ่งในอดีตที่ตั้งวัดมีสภาพเป็นเนินสูง ชาวบ้านจึกเรียกว่า “ดอน” แถบที่บริเวณนี้ยังมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นลกทึบ โดยเฉพาะต้นพิกุล (ต้นดอกแก้ว) ขึ้นอยู่เต็มไปหมด ชาวบ้านเห็นว่าเป็นสถานที่เงียบสงบ เหมาะที่จะเป็นที่ประพฤติปฎิบัติธรรม จึงพากันร่วมแรงร่วมใจ สร้างวัดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2345 ชื่อว่าวัดดอนแก้ว เหตุที่ต้องถูกเปลี่ยนอีกครั้งเป็นวัดป่าแสด ด้วยเหตุที่ว่าช่วงนั้นวัดดอนแก้ว มีสภาพแวดล้อมเป็นป่าค่อนข้างทึบไปด้วยต้นลาน จะมีสัตว์นา ๆ ชนิดมาอาศัยโดยเฉพาะเวลาค่ำโพ้เพ้ จะมีฝูงนกแสด หรือนกแสก ร้องเสียงดังไปทั่ว (ซึ่งตามคติล้านนาว่าเป็นเสียงบอกรางร้าย) ตามตำนานนกผี หรือนกแห่งความตาย ชาวบ้านจึงเรียกป่าบริเวณนี้ว่าป่านกแสด พร้อมกับวัดดอนแก้ว ที่อยู่บริเวณนั้นจึงถูกเรียกติดกันมาว่าวัดป่านกแสด และวันเวลาของภาษาที่ยาวนาน จึงเพี้ยนจะวัดป่าแสด กลายมาเป็นวัดป่าแดด จนถึงทุกวันนี้

ประวัติวัดป่าแดด จากคำบอกเล่าต่อๆกันมา เมื่อกว่า 700 ปี ก่อนพญามังราย กษัตริย์แห่งโยนกนคร ผู้สืบเชื้อสายมาจากลัวะจักราช ได้แผ่อำนาจมายังลุ่มแม่น้ำกกและเข้ายึดครองเมืองหริภุญไชย อันเป็นเมืองที่มีชัยภูมิดี เป็นศูนย์กลางการค้าและความเจริญ แต่แล้วในปี พ.ศ.1837 ก็ทรงย้ายไปสถาปนาเวียงกุมกาม ในบริเวณที่ราบลุ่ม ริมแม่น้ำปิง (สายเดิม) ให้เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของล้านนา ทำให้สถานที่ของวัดดอนแก้วที่นี้ในอดีตเป็นที่ตั้งของอุโบสถ เพื่อสำหรับฟังเทศครั้งสุดท้ายแห่งชีวิตของนักโทษประหาร หรือพวกเชลยศึก ก่อนที่จะถูกประหารโดยอาราถนาพระมหาเถระ จากวัดในเวียงกุมกามราชธานี มาเทศน์โปรดเป็นครั้งสุดท้าย โดยจะพายเรือข้ามฝั่งแม่น้ำปิงมา

ในสมัยก่อนแม่น้ำปิงจะกว้างและมีธารหินซอกหินจะเห็นได้ชัดช่วงฤดูแล้ว และแถบฝั่งนี้เป็นป่าดงดิบ มีเสือสิงห์กระทิงแรดอาศัยอยู่ โดยไม่มีกลุ่มชนพักอาศัยเว้นเสียแต่จะเป็นพวกชนเผ่าต่างๆ ส่วนที่เป็นแดนประหารจะอยู่เหนือเทศบาล แถบสถานฌาปนกิจศพ สุสานท่าวังตาล ถึงสถานฝังศพอิสลาม ณ ปัจจุบัน ทำให้สถานที่นี้เป็นสถานที่อาถรรพ์ เมื่อครั้งอดีตเวียงกุมกามแต่เดิม

ด้วยความเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง เมืองหลวงแห่งนี้จึงประสบอุทกภัยในทุกๆปี พญามังรายเห็นดังนี้จึงเชิญพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง ผู้เป็นสหายมาร่วมหารือ แล้วโปรดให้สร้างนพบุรีศรีนครพิงค์เชียง ที่มีชัยภูมิดีกว่าเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ และได้เปลี่ยนสถานที่ประหารนักโทษและเชลยศึกจากเดิมไปที่ประตูหายยาแทนที่สถานประหารชีวิตเดิม

หลังจากกาลเวลาผ่านไปหลายร้อยปีสถานที่แห่งนี้ ก็ยังเป็นสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องความน่ากลัวและอาถรรพ์ จึงปล่อยให้อุโบสถหลังเดิมที่เคยเป็นสถานที่ฟังเทศโปรดนักโทษประหาร ปล่อยให้ผุพังไปตามกาลเวลา ทำให้การริเริ่มสร้างวัดจึงเบี่ยงไปสร้างวัดใหม่ (ไม่ทราบชื่อ) อยู่ทางทิศตะวนตกของแม่น้ำปิงประมาณ 2 กิโลเมตร และวัดนั้นก็ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์รวมจิตใจของกลุ่มชนในอดีตกาล อยู่ได้ไม่นานก็ถึงยุคเสื่อม หรือ ด้วยเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติอุทกภัยน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เพราะสภาพภูมิทัศน์เป็นที่ราบลุ่มทางชาวบ้านจึงได้พากันย้ายจากวัดเดิมปล่อยให้ทิ้งร้างมาสร้างวัดใหม่ โดยหวนกลับมาสร้างในจุดเดิมของสถานที่แสดงธรรมโปรดนักโทษก่อนถูกประหารชีวิตในครั้งอดีต สมัยพระเจ้ามังรายมหาราช

โดยให้วัดตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำปิงประมาณ 200 เมตร ตั้งชื่อตามสภาพแวดล้อมภูมิลำเนาว่า วัดดอนแก้ว วัดป่าแดด นามเดิมชื่อว่า วัดดอนแก้ว ก่อนที่จะมาเป็นวัดดอนแก้ว เหตุที่ชื่อวัดดอนแก้ว ซึ่งในอดีตก่อนที่จะตั้งวัดในทางพระพุทธศาสนา สถานที่แห่งนี้เป็นที่ราบสูง เป็นเนิน น้ำท่วมไม่ถึงทางเหนือจะเรียกว่า ดอน อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ใช้คำว่า ดอน อีกทั้งสภาพแวดล้อม แถบนี้ยังเต็มไปด้วยป่าทึบล้วนมีต้นไม้ใหญ่น้อยนานาชนิต แต่ที่มีอยู่มากคือ ดอกพิกุล (ดอกแก้ว) ขึ้นอยู่เต็มเป็นที่อาศัยของมวลหมู่สัตว์ใหญ่น้อยนานาชนิด ชาวบ้านเห็นว่าสถานที่นี้เป็นที่สงัดเงียบเหมาะที่จะเป็นสถานประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยเหตุนี้จึงร่วมแรงร่วมใจ สร้างวัดใหม่ด้วยศรัทาหวังที่จะให้เป็นที่พึ่ง เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณ

เมื่อพ.ศ.2345 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จากชื่อเดิม วัดดอนแก้ว เหตุที่ต้องเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น วัดป่าแสด ด้วยเหตุที่ว่าช่วงนั้นวัดป่าแสดเป็นวัดที่สภาพแวดล้อมเป็นป่าค่อนข้างทึบไปด้วยต้นลาน(ต้นใหญ่ใบหนากว้างประเภทเดียวกับต้นตาล) จะมีสัตว์นานาชนิดมาอาศัยโดยเฉพาะเวลาโพ้เพ้ จะมีฝูงนกแสดหรือนกแสก ร้องเสียงดังไปทั่ว (ซึ่งเป็นเสียงบอกรางร้าย) ทำให้เป็นเรื่องเล่าขานตำนาน นกผี หรือ นกแห่งความตาย ที่กล่าวขานเรื่องราวน่ากลัว ชวนขนหัวลุกในคติ ความเชื่อ ของคนล้านนามาช้านาน ด้วยเหตุนี้วัดดอนแก้วจึงเป็นที่กล่าวขานในเรื่องนกแสดหรือนกแสก เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์อัสดงยามค่ำให้ถูกเรียกว่าป่านกแสด ด้วยระยะเวลาเดินทางแห่งภาษาอันช้านานและความจดจำสืบต่อจนเลื่อนลายหายสูญแห่งภาษาอันบรรพบุรุษ ได้สร้างสรรค์ชื่ออันมีความหมาย กลับกลายเป้น ป่าแดด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจากวัดดอนแก้ว รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนกลายเป็น วัดป่าแดด ดังเป็นที่รู้จักและเป็นนามของวัดในปัจจุบัน

งานสถาปัตยกรรม

1 วิหารหลวงลายคำ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2549 แล้วเสร็จปี พ.ศ.2555 จุดเด่นของวิหารหลังนี้ได้แก่ภายในวิหารได้มีการวาดภาพพระพุทธรูปสำคัญในล้านนา ภายใต้คติความเชื่อว่าวิหารเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า โดยวาดด้วยทองคำเปลว ใช้งบประมาณในการจัดสร้างทั้งหมด 38,923,500 บาท ล้านนาประยุกต์ ภายในเป็นโถงโล่งไม่มีเสา
2 วิหารบ่อน้ำทิพย์ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2553 แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2555 ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งหมดไม่เกิน 15,636,400 บาท วิหารไม้สักทอง
3 ซุ้มประตูโขงหน้าวิหาร ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2552 – พ.ศ.2553 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 746,500 บาท
4 อุโบสถ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2459

ทำบุญ วัดป่าแดด เชียงใหม่ ไหว้หลวงพ่อตาหวาน ขอพรพระพิฆเนศ เทพแห่งความสำเร็จ

นักแสดง-ดาราชื่อดังหลาย ๆ คน มากราบสักการะและขอพรหลวงพ่อตาหวาน และพระพิฆเนศ เรื่องความสำเร็จ โชคลาภ ที่วัดป่าแดด จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่คนในวงการดารานักแสดง และเอเจนซี่โฆษณาต่างๆ บูชา ไม่ว่าจะเป็น เหรียญ พระพิคเณศวร์ เหรียญครูบาศรีวิชัย พระพุทธสิหิงค์ลอยองค์ ตระกรุดสาริกาคู่ หรือแม้แต่ ท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเครื่องราง เสริมความมั่นใจในการใช้ชีวิต

วิหารหลวงลายคำ หลวงพ่อตาหวาน องค์พระประธานวิหารบนวิหารหลวงลายคำ วัดป่าแดด

หลวงพ่อตาหวาน องค์พระประธานที่มีอายุมากกว่า 200 ปี ในวิหารเป็นภาพของพระพุทธรูปล้านนาที่มีชื่อเสียง

ทำบุญ วัดป่าแดด เชียงใหม่ ไหว้หลวงพ่อตาหวาน ขอพรพระพิฆเนศ เทพแห่งความสำเร็จ

หอมหาเทพบูรพาจารย์ องค์พระพิฆเนศอุตรศรีคณปติ

หอมหาเทพบูรพาจารย์เป็นที่ประดิษฐานองค์พระพิฆเนศอุตรศรีคณปติ ซึ่งพระนามขององค์พระพิฆเนศ แปลว่า ผู้ประทานความสำเร็จในทางทิศเหนือ อาคารบนแท่นปูนยกพื้นสูง ออกแบบตกแต่งตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนา โดดเด่นด้านสีแดงชาดตัดกับสีทอง

หอพระเพชรกรรมฐาน

เป็นกุฏิไม้สักทองหลังใหญ่ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ด้านในมีพระพุทธรูปประดิษฐาน และมีเสาไม้สักทอง เสาเอก เสาโท

 

เจ้าอาวาสวัดป่าแดด

พระครูปลัดพยุงศักดิ์ ธีรธมฺโม มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น พระฐานานุกรม ที่พระครูปลัด ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดป่าแดด ประวัติด้านการศึกษาของพระครูปลัดพยุงศักดิ์ ธีรธมฺโม พระครูปลัดพยุงศักดิ์ ธีรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดป่าแดด จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาตรี จากสถานบันการศึกษามหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

ลำดับเจ้าอาวาสวัดป่าแดด

รายนามเจ้าอาวาส ลำดับที่ 1-7 ไม่ทราบนามเจ้าอาวาส และมีรายนามเจ้าอาวาสลำดับที่ 8 – 15 ดังต่อไปนี้
8. เจ้าอธิการคุณณา (ครูบาก๋อง)
9. เจ้าอธิการพรหมา อภิวํโส (ครูบาอภิวํ) พ.ศ.2460 – พ.ศ. 2489 มรณภาพ
10.พระอธิการสิงห์แก้ว สิริจนฺโท (3 ปี) พ.ศ.2489 – พ.ศ.2500 มรณภาพ
11.พระครูอินทสมณวัตร พ.ศ.2501 – พ.ศ.2534 มรณภาพ
12.พระใบฎีกาโสภณ สุภทฺโท พ.ศ. – พ.ศ.- ลาสิกขา
13.พระประสงค์ วิสุทธสีโล พ.ศ. – พ.ศ.- ลาสิกขา
14.พระครูปลัดอนุรักษ์ พ.ศ.2546 – พ.ศ.2548 ย้ายวัด
15.พระครูปลัดพยุงศักดิ์ ธีธมฺโม ย้ายมาอยู่วัดป่าแดด เมื่อ 14 มกราคม 2550 รับแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสเมื่อ 3 มีนาคม 2550 ถึงปัจจุบัน

แผนที่วัดป่าแดด ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดป่าแดด ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดเทพนิมิตร ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดต้นตาลโตน ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเกาะกลาง ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดอนชัย ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดท่าใหม่อิ ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดท่าใหม่อิ ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ 122 ถนน- ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์:053-447263 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2460

วัดท่าใหม่อิ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ วัดท่าใหม่อิ ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร แต่เดิมวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาประมาณ 500 ปี มีสภาพที่ทรุดโทรม จนเกือบจะเป็นวัดร้างในช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระมหาไพศาล ฐานวุฑฺโฒ ได้พัฒนาโดยประยุกต์ใช้แนวคิดใหม่ในการบริหารจัดการวัดให้เป็นวัดที่สะอาด ร่มรื่นและสวยงามภายใต้แนวคิดว่า “วัดเป็นสถานที่ที่ญาติโยมทั่วไปเข้ามาได้ เข้ามาพักผ่อน มาปฏิบัติธรรม วัดนั้นเป็นสถานที่ของทุก ๆ คน เข้ามาเราก็ไม่ต้องซื้อบัตรเข้า วัดเรานี้เข้าฟรี และคุณโมยังได้ของดีกลับไป นั่นคือได้ ธรรมะ ได้ข้อคิด ได้ความสงบ”

ลำดับเจ้าอาวาส:
รูปที่ ๑-๕ ไม่ทราบนามเจ้าอาวาส รูปที่ ๖ พระหมู รูปที่ ๗ พระปัญญา วิลงฺโส รูปที่ ๘ พระบุญมา จิตฺตคุตฺโต รูปที่ ๙ พระอธิการประพันธ์ ขนฺติโก รูปที่ ๑๐ พระครูพิพิธธรรมทัต รูปที่ ๑๑ พระมหาไพศาล ฐานวุฑฺโฒ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าใหม่อิ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 จนถึงปัจจุบัน พระมหาไพศาล ฐานวฺฑฺโฒ (ไพศาล ก๋องมา) การศึกษาจบปริญญาตรี ศน.บ. (การบริหารการศึกษา) จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา และจบปริญญาโท ศษ.ม (ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ด้านการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยฟาร์อิสเทิร์น

งานสถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) ไม่สามารถทราบแน่ชัดในประวัติการก่อสร้าง เป็นเจดีย์ทรงปราสาท ด้านบนมีเจดีย์คว่ำ มีปลียอด มีเจดีย์เล็กอยู่รอบ 4 ด้าน รวมถึงเทวดา 4 ตนอยู่รอบ 4 ด้าน มีลวดลายปูนปั้นคล้ายศิลปะแบบพม่า แบบคล้ายกับเจดีย์วัดมหาวัน ถนนท่าแพ เชียงใหม่
2 พระอุโบสถ ไม่ทราบแน่ชัดในประวัติการก่อสร้าง ทรงล้านนาประยุกต์ หน้าบรรณไม้สัก มีลวดลายแกะสลักดอกโบตั๋น เป็นดอกไม้ในล้านนาที่สวยงาม
3 พระวิหาร ไม่ทราบแน่ชัด บูรณะครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ.2513 มีลักษณะเป็นวิหารล้านนาโบราณ ซึ่งเหลืออยู่แห่งเดียวใน ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลักคามีลักษณะ หน้าบรรณแกะสลักลวดลายสวยงาม เป็นลายดอกไม้ล้านนา 2 ข้างแกะสลักเป็นพญายักษ์ชักคะเย่อ

งานศิลปกรรม
1 พระพุทธรูป ไม่ทราบประวัติแน่ชัดในการสร้าง ปางมารวิชัย สิงห์ 3 ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง
2 ธรรมาสน์แบบล้านนา ไม่ทราบประวัติแน่ชัด ทรงปราสาทล้านนา ลงรักปิดทอง เขียนรูปลวดลายดอกไม้ในล้านนา
3 สัตตภัณฑ์ เครื่องบูชา ไม่ทราบแน่ชัด แกะสลักลงรักปิดทอง แกะสลักลวดลายดอกไม้ในล้านนา

 

วัดต้นตาลโตน ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดต้นตาลโตน ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ 118 ถนนเชียงใหม่-ฮอด ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์:053-272143 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2065

วัดต้นตาลโตนซึ่งได้เคยเป็นวัดร้างมาก่อนที่จะได้มีการบูรณะ โดยในสมัยโบราณมีวัดสำคัญอยู่วัดหนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ พม่ายกทัพมาย่ำยีนฝ่ายเหนือคือ นครเชียงใหม่ พอพม่าถอยกับจึงได้ทำสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา คือ วันต้นตาลโตน ผู้เล่าประวัติวัดคือ พ่อหนาน อินถา อายุ 90 ปี เล่าให้ฟังว่า วัดต้นตาลโตนนี้ได้สร้างขึ้นประมาณ 600-700 ปีก่อนมาแล้ว ซึ่งสมันนั้น 700 ปีพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย พ่อขุนเม็งรายแห่งนครเชียงใหม่และพ่อขุนงำเมืองแห่งเมืองพะเยาได้ช่วยกันสร้างนครเชียงใหม่ขึ้นและพระเมืองแก้ว แห่งราชวงศ์เม็งราย โดยใช้เป็นที่ตั้งค่ายทหารมาก่อน และเมื่อพ.ศ. 2065 ได้เคยมาบูรณะวัดครั้งหนึ่ง สมภารที่เคยมาจำพรรษาอยู่วัดนี้ที่พ่อเฒ่าจำได้มี ครูบากอง, ครูบาแน่น,ครูบาแก้ว ซึ่งวัดนี้เคยรุ่งเรืองมาก่อน มีเนื้อที่บริเวณประมาณ 50-60 ไร่ มีวิหารอยู่ด้านทิศเหนือ มีกุฏิทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีห้องน้ำอยู่ทางทิศตะวันตกมีต้นตาลใหญ่อยู่หนึ่งต้นอยู่ทางทิศตะวันตกของบ่อน้ำ เหตุที่วัดนี้ได้ร้างไปก็เพราะว่าเมือประมาณ 200 ปีก่อนได้เกิดน้ำท่วมใหญ่จึงได้ย้ายวัดไปอยู่ทางทิศตะวันออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร คือวัดป่าแดดปัจจุบัน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2523 ได้มีพระธุดงค์มาเจอสถานที่แห่งนี้ คือพระอาจารย์พงษ์ศักดิ์ ซึ่งเป็นน้องของหลวงพ่อสนอง กตปญโญ สำนักวัดสังฆทาน นนทบุรี ซึ่งท่านได้มานั่งสมาธิภาวนาปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นป่าไผ่ มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ เป็นที่วิเวกและสงบ ห่างไกลจากกลุ่มหมู่บ้านจึงได้ปักกรดนั่ง ปฏิบัติธรรมอยู่ ราษฎรที่อยู่อาศัยที่บริเวณใกล้เคียงได้เห็นพระธุดงค์มาปัดกรดจึงพากันมาทำบุญ และได้เห็นข้อวัดปฏิบัติของพระธุดงค์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบก็เกิดความเสื่อมใสศรัทธา บางคนก็มาขอให้สอนธรรมะให้และนิมนต์ให้จำพรรษา ณ ที่นี้โดยได้สร้างเสนาสนะมีกุฏิ ห้องน้ำ ห้องส้วม ถวาย ต่อมามีญาติโยมมาทำบุญมากขึ้นจึงได้สร้างศาลาขึ้นอีกหนึ่งหลังสำหรับสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม ให้ชื่อว่า ศาลายิ้ม และต่อมาก็ได้สร้างวิหารและโรงครัวเพิ่มอีก

ประวัติวัดต้นตาลโตน

ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๖ กิโลเมตร มีวัดสำคัญอยู่วัดหนึ่งซึ่งมีมาแต่สมัยโบราณ พม่าได้ยกทัพไปรบกับนครฝ่ายเหนือ คือ นครเชียงใหม่ เมื่อพม่าได้ถอยทัพกลับไปจึงได้ทำสถานที่แห่งนี้เป็นวัดขึ้นมา คือ “วัดต้นตาลโตน” ผู้เล่าประวัติวัดต้นตาลโตน คือ พ่อหนาน อินถา อายุ ๙๐ ปี เล่าให้ฟังว่าวัดต้นตาลโตนนี้ได้สร้างขึ้นประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ ปีมาแล้ว เมื่อประมาณ ๗๐๐ ปีก่อนพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย พ่อขุนเม็งรายแห่งนครเมืองเชียงใหม่ พ่อขุนงำเมืองแห่งพะเยาได้ช่วยกันสร้างนครเชียงใหม่ขึ้น และพระเมืองแก้วแห่งราชวงศ์เม็งรายเมื่อ พ.ศ.๒๐๖๕ ได้เคยมาบูรณะวัดนี้ครั้งหนึ่ง สมภารที่เคยมาจำพรรษาอยู่วัดนี้ที่พ่อเฒ่าจำได้มี ครูบากอง,ครูบาแน่น,ครูบาแก้ว วัดนี้เคยรุ่งเรืองมาก่อนมีเนื้อที่ประมาณ ๕๐-๖๐ ไร่ มีวิหารอยู่ทางทิศเหนือ มีกุฏิทางทิศตะวันตกของบ่อน้ำ เหตุที่วัดนี้ได้ร้างไปก็เพราะว่าเมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีก่อน ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ จึงได้ย้ายวัดไปอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างออกไป ๓ กม. ซึ่งก็คือ วัดป่าแดดในปัจจุบัน

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ได้มีพระธุดงค์มาเจอสถานที่แห่งนี้คือ พระอาจารย์พงษ์ศักดิ์ ซึ่งเป็นน้องชายของหลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ สำนักวัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี โดยท่านได้มานั่งสมาธิภาวนาปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ซึ่งเป็นป่าไผ่มีเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่เศษ และเห็นว่าเป็นสถานที่วิเวก สงบ ห่างไกลจากกลุ่มหมู่บ้าน จึงได้ปัดกวาดปฏิบัติธรรมอยู่ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ได้เห็นพระธุดงค์มาปักกลดก็พากันมาทำบุญ และได้มาเห็นข้อวัตรปฏิบัติของพระธุดงค์ที่ปฏิบัติดี best online casino ปฏิบัติชอบ ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา บ้างก็สอนธรรมะและนิมนต์ให้จำพรรษา ณ ที่นี้ โดยได้สร้างเสนาสนะ มีกุฏิ ห้องน้ำห้องสุขา จากนั้นญาติโยมมาทำบุญกันมากขึ้นจึงได้สร้างศาลาอีก ๑ หลัง สำหรับสวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติธรรม ให้ชื่อว่า ศาลายิ้ม และภายหลังก็ได้สร้างวิหาร และโรงครัวเพื่อรองรับญาติโยม

ต่อมาหลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ ได้เมตตารับไว้เป็นในอุปการะเป็นสาขาที่ ๙ ของวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ได้ส่งสัมภารและพระลูกวัดมาอยู่จำพรรษา มิได้ขาดตลอดมาจนปัจจุบันนี้ ในขณะนี้มีอุบาสก อุบาสิกา มารทำบุญ ถือศีลกันเป็นประจำทุกวันพระตลอดทั้งปี หลวงพ่อสนองเป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า “สำนักป่าอันธวันฯ” หลวงพ่อให้ความหมายว่าเป็นป่าที่มืด สงบ ทำให้ผู้คนมาสัมผัสรับความร่มรื่นสบาย ซึ่งเหมาะกับการปฏิบัติธรรม อันเป็นมงคลนาม และจะเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต ตามความตั้งใจของหลวงพ่อสนอง คือจะให้วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางปฏิบัติธรรมของทางภาคเหนือ ปัจจุบันได้ตั้งชื่อว่า “วัดต้นตาลโตน” มีเนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่เศษ

ลำดับเจ้าอาวาส:
พระอาจารย์ พิกุล สุขโต อายุ 35 พรรษา 15 นามเดิมคือ นาย พิกุล ธารศิลา เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 ที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย บิดาชื่อ นายใจ ธารศิลา มารดาชื่อนางสอง ธารศิลา อุปสมบทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2533 ณ.ที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี พระอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูนนท์เสมาราม

วัดดอนชัย ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดดอนชัย ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ 77 ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2423

จากการบอกเล่าของเจ้าอาวาส เราได้นามเดิมของวัด 2 ชื่อด้วยกัน คือ 4.1 แม่ข่าหวาก เหตุที่ได้ชื่อนี้ เพราะพื้นที่วัดแห่งนี้ด้านข้างทางทิศตะวันตกมีแม่น้ำแม่ข่าไหลผ่าน 4.2 วัดปงสนุก แต่เดิมที่ตรงนี้เป็นหน้าด่านของเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นที่ดอนเมื่อรบกับพม่าชนะจึงเปลี่ยนชื่อวัดมาเป็น “วัดดอนชัย” แทน เหตุที่มีนามเดิมของวัด ถึง 2 ชื่อ อาจจะเป็นไปได้ว่าทางวัดยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอก็เป็นได้

ลำดับเจ้าอาวาส:
พระอธิการหมวก ถาวโร พ.ศ. 2515-2526 พระคำหล้า สาโม พ.ศ. 2527-2533 พระมูล ฉนทโก พ.ศ. 2534-2541 พระกันยา ฐิตปญโญ พ.ศ. 2541ปัจจุบัน ประวัติพระเจ้าอาวาสวัดดอนชัยองค์ปัจจุบัน – บรรพชา เมื่อ พ.ศ. 2510 ณ วัดต้นตงหลวง ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ – อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2518 ณ วัดต้นตงหลวง ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ – ได้เลื่อนเป็นพระครูชั้นประทวน เมื่อ พ.ศ. 2539 – เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนชัย ตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2541 – เป็นเจ้ารองคณะตำบลป่าแดด เมื่อ พ.ศ. 2542 (ถ้าในตำบลมีวัดเกิน 8 วัด จะมีการแต่งตั้งเจ้ารองคณะตำบล : ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากท่านเจ้าอาวาสวัดดอนชัย)

งานศิลปกรรม
1 วิหาร ภายในวิหารจะมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งจะเป็นเรื่อง พระเวสสันดรชาดก ในปัจจุบันนี้วิหารได้ทาสีใหม่ ซึ่งจะมีการฉลองวิหาร(ปอยหลวง) ในวันที่ 9-12 กุมภาพันธ์ 2548
2 เจดีย์ 2. เจดีย์ เป็นเจดีย์ทรง 9 ยอด ภายในบรรจุพระสารีริกธาตุพระเกตุ พระราหู เดิมชำรุด จึงได้มีการปรับปรุง โดยก่อครอบใหม่ ซึ่งชาวบ้านและศรัทธาวัดได้ร่วมกันทำภายใน 10 วันจึงเสร็จ รอบองค์เจดีย์จะมีพระพุทธรูปประจำวันเกิดประดิษฐานอยู่ ส่วนรอบ ๆ ฐานเจดีย์จะเป็นรูป 12 นักษัตริย์ และจะมีศาลประดิษฐานพระนาคอยู่ที่ฐานเจดีย์
3 ศาลามงคลเทพมุนี 3. ศาลามงคลเทพมุนี (ศาลาหลวงพ่อสด) เพิ่งสร้างเสร็จ ในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด) , พระเจ้าทันใจ และพระนาค (ชั่วคราว)
4 ศาลาพระนอน ได้ทำการสร้างมานานหลายปีแล้ว แต่เพิ่งจะทำการบูรณะ เมื่อประมาณปี 2543
5 ศาลาอเนกประสงค์ ได้ทำการบูรณะประมาณปี 2530 เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมบางพิธีกรรม และเป็นที่ประชุมของชาวบ้านดอนชัย ตำบลป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
6 พระพุทธรูปทองเหลือปางสมาธิ เป็นพระประธาน ซึ่งประดิษฐาน ณ วิหารวัดดอนชัย
7 พระสาวกทองเหลือง ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร ซึ่งประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าพระประธาน
8 พระพุทธรูปปางรำพึงและปางนาคปรก เป็นพระพุทธรูปประจำวัดศุกร์และเสาร์ตามลำดับ เป็นพระพุทธรูปที่ศรัทธาวัดได้สร้างถวาย ซึ่งประดิษฐานอยู่ข้างพระวิหาร ตรงประตูทางทิศตะวันตก
9 พระพุทธรูปปางลีลา เป็นพระพุทธรูปที่ศรัทธาวัด ได้สร้างถวาย ซึ่งประดิษฐานอยู่ข้างพระวิหาร ตรงประตูทางทิศเหนือ
10 พระพุทธรูปนอน เป็นพระพุทธรูปที่ทำจาก ก่ออิฐถือปูน และทาสีทอง ประดิษฐานที่ศาลาพระนอน
11 พระเจ้าทันใจ เป็นพระพุทธรูปที่คณะศรัทธาของวัดได้ร่วมกันสร้างจนเสร็จภายใน 1 วัน ซึ่งได้เริ่มทำพิธีตั้งแต่ 5 นาฬิกา โดยทำกันในวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา เป็นพระพุทธรูปที่ทำจาก ก่ออิฐถือปูน และปิดทอง
12 พระมงคลเทพมุนี พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด) เดิมประดิษฐานบริเวณลานวัด แต่ปัจจุบันประดิษฐานที่ศาลามงคลเทพมุนี โดยพระพุทธรูปนี้ทำจาก ก่ออิฐถือปูน และปิดทอง
13 พระนาค เดิมประดิษฐานด้านล่างของเจดีย์ แต่เมื่อมีการบูรณะเจดีย์ จึงนำมาประดิษฐานที่ศาลามงคลเทพมุนีแทน และพระนาคจะต้องทำการจุดตะเกียงเพื่อบูชาตลอดเวลา

วัดเกาะกลาง ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดเกาะกลาง ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ 67 ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2410

แรกเริ่มเดิมทีวัดเกาะกลางก่อสร้างตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ( สวนเฮียสมัคร บรรจง ) จากที่ผู้เล่าผู้แก่เล่าขานสืบต่อกันมาหลายอายุคนแล้ว ที่เดิมนั้นเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมทุกปี ประกอบกับถนนหนทางที่เข้าวัดเป็นทางแคบกว้างศอกกว่าๆข้างทางเป็นไม้ฉำฉาและไม้ไผ่ ทำให้การไปมาหาสู่ไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร ต่อมาพระอธิการดวงต๋า ( เจ้าอาวาสคนแรกของวัด ) เป็นประธานพร้อมด้วยคุณหลวงโยและชาวบ้านได้ประชุมตกลงย้ายวัดมาอยู่ทางทิศตะวันตก เพราะเป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วมเมื่อปี พ.ศ.2410 และได้ทำการก่อสร้างพระวิหาร 2 หลังติดกัน เมื่อเสร็จแล้วคุณหลวงโยก็ให้ช่างมาปั้นพระพุทธรูปในพระวิหารพร้อมเจดีย์ลักษณะคล้ายศิลปะของพม่า จากนั้นก็มาทำการสร้างบันไดพร้อมรูปปั้นพญานาคขนาบ 2 ข้างลงทางทิศตะวันตก แม่น้ำปิงสวยงามวิจิตรมาก เวลาผู้คนทางโน้นเดินผ่านไปผ่านมาก็จะเหลียวมามอง ทุกคนออกปากว่าสวยงามมาก เลยตั้งชื่อว่า ” วัดปวงสนุกนางเหลียว ” เรื่อยๆมา แต่สิ่งที่แน่นอนคือสิ่งที่ไม่แน่นอน สภาพความเป็นอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ พระวิหารก็รื้อทำการก่อสร้างขึ้นใหม่ บันไดนาคก็ชำรุดทรุดโทรมเหลือแต่รากฐานฝังใต้ดินและพระเจดีย์ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2435 เจ้าอาวาสและชาวบ้านเห็นว่าทางทิศตะวันออกมีแม่น้ำแควไหลผ่านและทางทิศตะวันตกมีแม่น้ำปิงไหลผ่านขนาบทั้ง 2 ข้าง จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ” วัดเกาะกลาง ” อนึ่งเจ้าอาวาส พระครูสังมรักษ์นิวัฒน์ได้ให้ข้อมูลว่าเดิมวัดเกาะกลางมีชื่อว่าวัดป่าตันดอนมูล เดิมทีเป็นสถานที่เลี้ยงช้างของพระเจ้าอินทวิทยนนท์พ่อของเจ้าราดารัศมี

สถาปัตยกรรม
1 เจดีย์ สร้างในสมัยเจ้าดารารัศมี ศิลปะพม่า ลายเดิม เปลี่ยนยอดฉัตร
2 พระอุโบสถ ล้านนาประยุกต์
3 พระวิหาร หลังเดิมเสียหายเพราะน้ำท่วม จึงทำการบูรณาขึ้นมาใหม่ ล้านนาประยุกต์
4 ซุ้มประตู ประตูหันหน้าทิศตะวันออก ล้านนาประยุกต์

ศิลปกรรม
1 พระพุทธรูปสำคัญ พระพุทธรูปหล่อ ศิลปะพม่า
2 ธรรมมาสน์ ทำใหม่ แบบล้านนาประยุกต์
3 สัตตภัณฑ์ เดิมมี 3 อัน ปัจจุบันเหลือ 1 อัน ที่เหลือถูกขโมย ล้านนาประยุกต์

จิตรกรรม
1 – ประวัติวัดเกาะกลาง
2 – เตาน้อยอองคำ
3 – หงษ์หิน

 

[iggetimage type=”locations” tag=”253460485″ limit=”10″]

[iggetimage type=”locations” tag=”409291971″ limit=”10″]

วัดศรีบัวเงิน ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดศรีบัวเงิน ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000

วัดบวกครกหลวง ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดบวกครกหลวง ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000
วัดบวกครกหลวงเป็นวัดขนาดเล็กในตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีวิหารแบบล้านนาที่ได้รับบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่คนที่ 9 (พ.ศ. 2454-2482)

จิตรกรรมฝาผนังวัดบวกครกหลวง
จุดเด่นของวัดบวกครกหลวงที่คนทั่วไปรู้จักอยู่ที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดบวกครกหลวง ซึ่งเขียนเรื่องราวพุทธประวัติและชาดกในนิบาตหรือ เรื่องทศชาติชาดก จำนวน 14 ห้อง จิตรกรรมฝาผนังนี้เขียนบนผนังรอบ ๆ วิหารระหว่างช่องเสาเป็นเรื่องพุทธประวัติและชาดก ภาพแต่ละส่วนจะอยู่ในกรอบซึ่งเขียนเป็นลายล้อมกรอบด้วยลายสีน้ำเงิน แดง และขาว สำหรับเรื่องที่เขียนนั้นทางทิศเหนือเป็นภาพชาดก เรื่องมโหสถชาดก ส่วนทางทิศใต้เป็นเรื่องทศชาติชาดก (พระเจ้าสิบชาติ) จิตรกรรมดังกล่าวเป็นฝีมือช่างชาวไทใหญ่ที่ละเอียดประณีต และเป็นที่น่าสังเกตว่าจิตรกรรมฝาผนังในล้านนาจะไม่พบการเขียนภาพเรื่องทศชาติชาดกครบทั้ง 10 ชาติ หากเลือกมาเฉพาะเรื่องที่นิยมกันเท่านั้น ซึ่งที่วัดบวกครกหลวงก็เช่นกัน มีทั้งหมด 6 เรื่อง คือ เตมียชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก วิธูรบัณฑิตชาดก และเวสสันดรชาดก

ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบวกครกหลวงมีลักษณะของภาพแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิยมของท้องถิ่น ที่มีจุดเด่นที่เป็นภาพเขียนที่ใช้สีสันสดจัดจ้าน ท่าทีการเขียนภาพของช่างนิยมใช้พู่กันป้ายแต้มอย่างมีพละกำลังแฝงอยู่ภายในด้วย รอยพู่กันแสดงอารมณ์ที่ลิงโลด คึกคะนอง สนุกสนาน และปาดสีอย่างมันใจเด็ดเดี่ยว โดยเฉพาะบริเวณส่วนที่เป็นฉากธรรมชาติ เช่น เนินเขา โขดหิน และลำน้ำ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนมีรูปร่างเป็นอิสระ เลื่อนไหล คดเคี้ยว เมื่อผนวกเข้ากับความต้องการของผู้วาดที่ใช้พู่กันและสีแท้ ๆ สดในอย่างอิสระแล้ว นับเป็นฉากธรรมชาติที่มีชีวิตชีวา ไม่ดูจืดชื้ดยิ่งนัก นอกจากนั้นแล้ว วิธีการเน้นความน่าสนใจของภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดบวกครกหลวงคือ นิยมใช้กรอบรูปคล้ายภูเขา ระบายสีพื้นในด้วยสีดำ ขอบนอกเป็นแถบสีเทาและตัดเส้นด้วยสีดำ ส่วนเส้นนอกกรอบเลื่อนไหลล้อกับรูปนอกของตัวปราสาทด้วย

สำหรับสีที่ใช้ในจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบวกครกหลวงนี้พอจะจำแนกได้ 6 กลุ่ม คือ กลุ่มสีคราม สีแดงชาด สีทอง สีเหลือง – น้ำตาล สีดำ และสีขาว ดังนั้นจิตรกรรมฝาผนังวัดบวกครกหลวงจึงถือเป็นงานฝีมือของช่างไทใหญ่ที่ได้ถ่ายทอดถึงชีวิตพื้นบ้านรูปแบบสถาปัตยกรรมและการแต่งกายแบบพม่าและไทใหญ่ไว้ด้วย เช่น ถ้าเป็นการแต่งกายของชาวบ้านจะมีลักษณะเป็นแบบคนพื้นเมือง แต่ถ้าเป็นเจ้าก็จะเป็นการแต่งกายแบบพม่าหรือไทใหญ่ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้แบบชาวเมืองก็ยังมีให้เห็นอยู่ในภาพด้วย เช่น จุนโอ๊ก, ขันชี่ (ขันเงิน, ขันทอง) ซึ่งเป็นเครื่องใช้ของชาวล้านนา ผ้าซิ่นแบบคนเมือง หรือผ้าห่มคลุมตัวเวลาหนาวที่เรียกว่า ตุ้ม ด้วย ซึ่งลักษณะของจิตรกรรมฝาผนังวัดบวกครกหลวงนั้นจึงเป็นลักษณะพิเศษของจิตรกรรมล้านนา โดยอาจมีข้อแตกต่างหรือคล้ายกันกับจิตรกรรมที่ภาคกลางด้วย

ลักษณะพิเศษของจิตรกรรมล้านนาที่วัดบวกครกหลวง กับข้อแตกต่างหรือคล้ายกันกับจิตรกรรมที่ภาคกลางมีดังนี้

จิตรกรรมภาคกลางนั้นเขียนภายในพระอุโบสถและพระวิหารที่มีหน้าต่างเป็นชุด จึงมีผนังระหว่างช่องหน้าต่างให้เขียนเป็นเรื่องราวพุทธประวัติบ้าง ทศชาติชาดกบ้าง ส่วนผนังเหนือหน้าต่างเขียนเรื่องพุทธประวัติ หรือมิฉะนั้นก็จะเขียนภาพเทพชุมนุมเป็นแถว ๆ ด้วยพระอุโบสถและพระวิหารทางภาคกลางมีขนาดใหญ่มาก ทั้งความสูงจากเหนือขอบหน้าต่างถึงสุดผนังข้างบนก็มีมาก ในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 จึงมักเขียนภาพเทพชุมนุมเป็นแถว ๆ ขนาดของเทวดาที่นั่งพนมมือเป็นแถวนั้นมีขนาดใหญ่เท่าคนจริงหรืออาจใหญ่กว่าคนจริงเล็กน้อย ในสมัยรัชกาลที่ 4 ลงมามิได้เขียนเป็นภาพเทพชุมนุมแต่เขียนเป็นเรื่องราวของชาดกขนาดใหญ่ ภาพปฤศนาธรรม หรือภาพวิวขนาดมหึมา เช่น ภาพสวยสาธารณะ ภาพเรือใบเดินทะเลขนาดใหญ่ มีคลื่นลูกโตสาดซัด ภาพตึกรามบ้านช่อง บางทีก็เป็นภาพศาสนสถานขนาดใหญ่ เป็นต้น ส่วนสถาปัตยกรรมเชียงใหม่สมัยรัชกาลที่ 5 นั้น นิยมใช้เสาไม้รับน้ำหนักเครื่องบนหลังคาดังนี้เมื่อต้องการให้ภายในเป็นอาคารมีฝามิใช้อาคารโถง จึงต้องก่ออิฐเป็นผนัง (ที่จริงอาคารพุทธศาสนารุ่นเก่าของล้านนาเป็นอาคารโถง ซึ่งยังเหลือของเก่าให้เห็นเป็นจำนวนมาก) เหนือผนังด้านข้างตีไม้เป็นระแนงเป็นช่องลมทางยาวขนาดใหญ่ สามารถใช้ระบายอากาศได้เป็นอย่างดี ประตูด้านข้างเขาทำประตูส่วนบนเป็นยอดแหลมทั้งบานทาด้วยสีดินแดง ที่เสานูนจากผนังทำเป็นลายฉลุปิดทอง ภาพเขียนในวัดบวกครกหลวงนั้น จึงเขียนคาบเกี่ยวกันตั้งแต่สุดผนังด้านข้างทั้ง 2 ข้างและผนังด้านบนจากช่องลมถึงกึ่งกลางหน้าต่างซึ่งไม่สูงเท่าไร เพราะส่วนสัดของพระวิหารวัดบวกครกหลวงผนังด้านข้างไม่สูงนัก
ภาพเขียนวัดบวกครกหลวงเขียนเส้นเป็นลายขอบรูปหนา และขอบนั้นล้อมรอบรูปเขียนเป็นสี่เหลี่ยม จึงทำให้เนื้อที่ผนังที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบลงไปอีก
การเขียนของบวกครกหลวงใช้ระบบสีฝุ่นบดผสมกาวยางไม้เช่นเดียวกับภาคกลาง แต่เรื่องราวแบบแผนกับวิธีการเขียนไม่เหมือนกัน ดังเช่น รูปเครื่องบนยอดปราสาทในภาพเขียน เขาเขียนโดยใช้ระบบเครื่องบนปราสาทพม่า ซึ่งเหมือนกับภาพเขียนผนังซ้ายมือพระประธานซึ่งเขียนในสไตล์พื้นเมือง นอกจากจะเขียนยอดปราสาทพม่าแล้วเครื่องปรุงปราสาทต่าง ๆ ก็เป็นแบบพม่า เป็นเครื่องสังวรว่าอิทธิพลจิตกรรมพม่าได้เข้าครอบงำจิตรกรรมล้านนา อาจจะเป็นเพราะว่าพม่าเคยมีอำนาจปกครองดินแดนล้านนามาเนิ่นนาน อันเป็นผลอันเป็นผลให้ศิลปะขนบประเพณีของพม่าเข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวเชียงใหม่ให้หันไปนิยมพม่าเสียหมด นับตั้งแต่ภาคกลางได้ขยายทางรถไฟให้ยาวขึ้นไปถึงเชียงใหม่ในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 อิทธิพลวัฒนธรรมไทยภาคกลางได้แพร่เข้าไปถึงอย่างใกล้ชิด แต่ก็หาได้มีผลเปลี่ยนแปลงอย่างปฏิรูปถอนรากถอนโคนในดินแดนล้านนาไม่
การเขียนเส้นสินเทาคั่นระหว่างภาพก็เหมือนกัน ทว่าที่วัดบวกครกหลวงก็แตกต่างกับภาคกลางอีก คือ เขามิได้ใช้เส้นสินเทาเป็นหยักแหลมรูปฟันปลาอย่างภาคกลาง แต่เขียนเป็นลายตามแบบแผนของเขา ยอดปราสาทก็เขียนแบบเดียวกับยอดปราสาทวัดพม่าที่เห็นทางเหนือทั่วไป
โครงสร้างของสีส่วนใหญ่ ถ้าหากนำมาเทียบกับจิตรกรรมฝาผนังภาคกลางคงเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่า สีโดยส่วนรวมค่อนข้างสว่างเพราะมีการเขียนในระบบเดียวกับเขียนสมดุลข่อย คือเขียนบนพื้นสีขาวที่เตรียมไว้ ส่วนใดเป็นสีอ่อนก็จะระบายสีอ่อน ๆ คล้ายเทคนิคสีน้ำ ส่วนสีแก่ใช้ล้วงพื้นเอาซึ่งแตกต่างกับภาพเขียนภาคกลางสมัยรัตนโกสินทร์ที่มักจะลงพื้นเข้มเสียก่อน เช่นเขียนภาพพื้นดินภูเขา ต้นไม้ลงพื้นระบายด้วยสีหนัก ๆ แล้วจึงเขียนภาพคนทับลงไปบนภาพที่ลงพื้นไว้เบื้องหลังแล้วด้วยเหตุนี้ ภาพจิตรกรรมที่นี่จึงมีส่วนที่เว้นสีพื้นขาวมาก เช่น ช่องว่างรอยต่อของเรื่องกับส่วนละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ทำให้ภาพดูสว่างตา
ภาพการเขียนด้วยคอมโปสิชั่นที่แปลก จิตรกรล้านนาท่านยักเยื้องแง่มุมของรูปให้เห็นมิติแปลก ๆ ลักษณะลวดลายผสมผสานกับท่าทีของการใช้ฝีแปรงอันกล้าหาญ เต็มไปด้วยพลัง เมื่อได้เห็นภาพานี้ผู้สนใจทางศิลปะคงรู้แก่ใจตนเองว่า ที่เขายกย่องกันถึงพื้นพลังสร้างสรรค์ของจิตรกรรมวัดบวกครกหลวงเป็นฉันใด เนื้อหาของภาพได้แสดงตนเองออกมาให้ประจักษ์แล้ว
แม้ว่าภาพเขียนวัดบวกครกหลวงจะเป็นจิตรกรรมที่มิใช่งานคลาสสิก แต่คุณค่าของจิตรกรรมในพระวิหารที่นี่อยู่ตรงความเป็นตัวของตัวเอง มิได้ลอกแบบหรือเอาอย่างมาจากใคร แม้เป็นเรื่องราวในพุทธศาสนา แต่เราก็จะเห็นว่าครูที่เคยเห็นอย่างจำเจในภาคกลางไม่ปรากฏ ณ ที่นี่ แสดงว่าเป็นงานจิตรกรรมบริสุทธิ์ ที่สร้างสรรค์ มาจากจินตนาการอันแท้จริงของชาวล้านนา
จิตรกรรมล้านนาไม่ว่าจะเป็นวัดบวกครกหลวง วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ หรือวัดภูมินทร์ น่าน มีลักษณะการเขียนใบหน้าดูชื่อ ๆ ถ้าเป็นคนหมู่มากก็จะยืนเรียงเข้าแถวแนว หรือเรียง
หน้ากันเป็นตับลักษณะเหล่านี้ นักวิชาการศิลปะสามารถวินิจฉัยได้ว่า นั่นคือลักษณะการคลี่คลายตัวของศิลปะในแบบพริมิทีฟ ( primitive ) ซึ่งยังไม่สูงสู่ระดับอาร์เคอิก (Archaic) หรือคลาสสิก(Classic) อย่างไรก็ดี ในการดูคุณค่าทางศิลปะ ท่านมิได้เพ่งเล็งในแง่ระดับต้น ระดับกลาง หรือระดับสูงแต่อย่างไร คุณค่าสำคัญก็คือการแสดงออกของอารมณ์

วิหารวัดบวกครกหลวง
สร้างครั้งใดไม่ปรากฏประวัติและหลักฐานการสร้าง แต่จากการสืบประวัติภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏพอจะประมาณได้ว่าอายุของวิหารนี้ไม่ต่ำกว่า 300 ปี วิหารนี้ได้มีการซ่อมแซมบูรณะเรื่อยมา จากหลักฐานจารึกที่ปรากฏบนหน้าบันเขียนเลข พ.ศ. 2468 ไว้ ซึ่งคงเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยนั้น รวมทั้งการเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาด้วย หลังจากนั้นคงจะมีการบูรณะซ่อมแซมต่อมา เช่น ใน พ.ศ. 2498 มีการราดพื้นวิหารและซ่อมแซมโครงสร้างภายใน เพราะมีหลักฐานบันทึกไว้ที่ฐานวิหาร โครงสร้างของวิหารเป็นไม้ผสมปูน หลังคาเป็นหลังคาจั่วซ้อนสามชั้น ด้านหน้าทำเป็นมุขโถงยื่นออกมาคลุมราวบันได ซึ่งทำเป็นมกรอมนาคที่มีปากลักษณะเหมือนจะงอยปากนกแก้วหรือจะงอยปากครุฑ ทำด้วยปูนปั้นประดับกระจกปิด ภายในวิหารมีธรรมาสน์เทศน์ที่มีอายุเก่าแก่และสวยงามมาก ปั้นลมเป็นนาคลำยอง หางหงส์ทำเป็นหัวนาค ราวโก่งคิ้วด้านหน้าเป็นไม้แกะสลักปิดทอง หน้าบันเป็นไม้แกะสลักเป็นลายก้านขดปิดทองแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมคล้ายฝาปะกน นาคลำยองหางหงส์รูปหัวนาคปิดทองประดับกระจกสี มุมวิหารทำเป็นปูนปั้นรูปเทพพนมยืน เครื่องบนของเพดานเปิดให้เป็นโครงสร้างไม้และเสารับน้ำหนักของหลังคา ผนังก่ออิฐถือปูนสูงถึงคอสองวิหารนี้มีประตูด้านข้างทำเป็นมุขยื่นออกมา ด้านหน้าวิหารทำประตูไม้แกะสลักปิดทองลักษณะทั่วไปของวิหารมีสัดส่วนและองค์ประกอบงดงามแบบสถาปัตยกรรมล้านนาควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้สถิตในบวรพระพุทธศาสนายิ่ง(พระวัชรวีร์ วชิรเมธี. 2550: 11)

จากแผนผังวิหารแห่งนี้จะเห็นได้ว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าและด้านหลังมีการลดขนาดความกว้างของห้องเป็น 3 ช่วง เพื่อให้สอดคล้องกับชั้นลดของหลังคา ด้านหลังทำเป็นฐานชุกชีไว้ประดิษฐานพระประธาน และพระพุทธรูป ด้านข้างเป็นที่ตั้งธรรมาสน์คาดว่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างวิหาร ธรรมาสน์มีลักษณะเฉพาะตามแบบล้านนา เป็นรูปทรงปราสาท ประดับตกแต่งด้วยลายพันธุ์พฤกษา และยังมีสิ่งที่ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่จะพบได้ในวิหารล้านนาทั่วไปคือ สัตตภัณฑ์ อันเป็นเครื่องสักการบูชาภูเขาทั้ง 14 ในไตรภูมิตามความเชื่อของชาวล้านนา จะใช้กันในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนาโดยชาวบ้านจะนำเทียนมาจุดบนสัตตภัณฑ์นี้ มีลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ตรงกลางทำเป็นรูปเทพพนมและมีลายพันธุ์พฤกษา ด้านหลังรูปเทพพนมประดับแก้วอังวะ (กระจกจีน) ด้านข้างทำเป็นรูปมกรคายนาค สัตตภัณฑ์นี้จะตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธานอีกทีหนึ่ง

วิหารวัดบวกครกหลวงเดิมทีเป็นอาคารโถงเช่นเดียวกับอาคารล้านนาทั่วไป ซึ่งสถาปัตยกรรมล้านนาส่วนใหญ่จะเน้นให้เห็นโครงสร้างของไม้และเครื่องบนหลังคาใช้เสาในการรับน้ำหนักของหลังคาทั้งหมด โดยเฉพาะโครงสร้างไม้แบบม้าตั่งไหมซึ่งเป็นการสร้างตามคติดั้งเดิมอันเป็นลักษณะเฉพาะของล้านนา จึงจะเห็นว่าภายใจวิหารวัดบวกครกหลวงนี้จะมีเสาขนาดใหญ่อยู่กลางวิหารถึง 12 ต้น ภายหลังจึงได้มีการทำผนังทึบขึ้นมา 3 ด้านคือ ด้านข้างและด้านหลัง แต่มิได้เป็นการรับน้ำหนักอาคาร ส่วนด้านหน้าเปิดโล่งไว้ และต่อมาได้มีการสร้างประตูบานใหญ่ขึ้นด้านหน้าเพื่อป้องกันโจรผู้ร้าย ประตูนี้มีการแกะสลักเป็นรูปทวารบาลปิดทองอย่างงดงาม

หลังคาวิหารเป็นหลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น ประดับด้วยกระเบื้องดินเผา มีช่อฟ้าและหางหงส์ เป็นรูปนาคตามคติชาวล้านนาที่เชื่อว่า วิหารเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ต้องมีนาคคอยดูแลอยู่ จึงมีการประดับตกแต่งวารด้วยนาค ส่วนลานทรายที่อยู่รายรอบวิหารหรือศาสนสถานอื่น ๆ ของล้านนาเปรียบเสมือนว่าเป็นน้ำหรือนทีสมุทร ดังนั้นจะเห็นว่า ทางเข้าด้านหน้าวิหารทำเป็นราวบันไดรูปมกรคายนาคด้วยและนาคที่นี่ก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวคือ เป็นนาคปากนกแก้วซึ่งมีเพียงแห่งเดียว ส่วนมุขโถงด้านหน้าวิหารเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ในสมัยที่มีการบูรณะ

หน้าบันวิหารเป็นหน้าบันสลักไม้แบ่งเป็นช่องแบบฝาปะกน แต่ละช่องแกะลายประดับกระจกสวยงาม และมีจารึกบอกปี พ.ศ. 2468 สันนิษฐานว่าเป็นปีที่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ผนังด้านนอกของตัวอาคารจะมีปูนปั้นรูปเทพพนมประดับอยู่ตามมุม ด้านบนเป็นคันทวยลักษณะเป็นสามเหลี่ยม ทำด้วยไม้ มีอยู่ 2 ลายคือ คันทวยด้านหน้าทั้งสองข้างทำเป็นรูปหนุมานเหยียบเมฆ ส่วนในตำแหน่งอื่น ๆ จะเป็นลายเมฆไหลท่านั้น

นอกจากวิหารแล้วที่วัดบวกครกหลวงแห่งนี้ยังมีอาคารเสนาสนะอื่น ๆ ที่น่าสนใจคือ อุโบสถที่มีรูปทรงสถาปัตยกรรมล้านนา ศาลาบำเพ็ญกุศล กุฎีสงฆ์ และเจดีย์ทรงปราสาทมีเรือนธาตุ 4 ด้าน บุด้วยทองจังโกซึ่งอยู่ด้านหน้าวิหารด้วย (ประยูร อุลุชาฎะ. 2544: 80-82)

วัดดอนจั่น ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดดอนจั่น ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่บ้านดอนจั่น หมู่ที่ ๔ ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๔ ไร่ ๖๐ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๖๒๒๑๘ อาณาเขตทิศเหนือประมาณ ๖๐ วา จดทางสาธารณประโยชน์ทิศใต้ประมาณ ๖๕ วา จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออกประมาณ ๗๐ วา จดทางสาธารณประโยชน์ อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถศาลาการเปรียญ วิหาร กุฏิสงฆ์ โรงฉัน หอพระไตรปิฏกและหอระฆ้ง

วัดดอนจั่นสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้พระราชทานวิสุงคามสึมาเมื่อ วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๐ เขตวิสุงคามสึมากว้าง ๑ เส้น ๑๗ วา ยาว ๒ เส้น ๑ ศอก การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ ครูบาอินตา คันธวังโส รูปที่ ๒ พระเงิน มหาวันแจ่ม รูปที่ ๓ พระอธิการอานันท์ อานันโท ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นมา โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็กกำพร้า เด็กยากจน เด็กด้อยโอกาศ เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๒๘ นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนประถมตั้งอยู่ในที่ดินวัด

วัดดอนจั่น ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
เจ้าอาวาส/ผู้ก่อตั้งโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน กำพร้า ยากจน ด้อยโอกาส

ก่อตั้งปี พ.ศ. 2528
วัดดอนจั่น เป็นสถานที่ให้โอกาสเด็ก เยาวชน กำพร้า ยากจน ด้อยโอกาส
ปัจจุบัน กิน นอน เรียน อยู่ที่วัดดอนจั่น จำนวน 700 คน
– ระดับเตรียมอนุบาล
– ระดับประถมต้น มัธยมปลาย
– ระดับอาชีวะศึกษา หลักสูตร ป.ว.ช.
– ระดับอุดมศึกษาหลักสูตรปริญญาตรี

เตรียมอนุบาล 27 คน
นักเรียน นักศึกษา หญิง 446 คน
นักเรียน นักศึกษา ชาย 227 คน

งบประมาณได้จากผู้บริจาค ช่วยเหลือโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน กำพร้า ยากจน ด้อยโอกาส

ติดต่อสอบถาม 053-240184
ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง 093-2843700

วัดอุโบสถ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดอุโบสถ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 67 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2370

ตามประวัติ วัดอุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2135 จากการบอกเล่าของพระสงฆ์ที่วัดอุโบสถได้กล่าวว่า แต่เดิมก่อนที่จะมีวัดแห่งนี้ บริเวณวัดจะมีแค่โบสถ์เป็นสถานที่ทำสังฆกรรมร่วมกันของพระสงฆ์ในเขตตำบลแม่เหียะ โดยรอบเป็นป่าไม้ ห่างไกลจากหมู่บ้านพอสมควร เพราะการทำสังฆกรรมนั้นต้องการความสงบและความเป็นส่วนตัวปราศจากการรบกวนใด ๆ ซึ่งในขณะนั้นมีชาวบ้านจำนวนไม่มากนัก แต่ต่อมาเมื่อเมืองขยายและมีคนมากขึ้น ชาวบ้านก็เริ่มขยายการตั้งถิ่นฐานเข้าเขตป่ามาเรื่อย ๆ จนมาอยู่ใกล้กับโบสถ์ดังกล่าวและก็ได้ก็ตั้งเป็นวัดขึ้นในที่สุด โดยให้ชื่อว่า วัดอุโบสถ เนื่องจากว่ามีโบสถ์ที่เก่าแก่เป็นโบราณสถานตั้งอยู่ ชาวบ้านแถวนี้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านบ่อ เนื่องจากว่าเป็นหมู่บ้านที่มีบ่อน้ำเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันหลังจากมีการทิ้งขยะบนเนินเขาใกล้หมู่บ้านทำให้บ่อน้ำมีกลิ่นและมีความสกปรก ชาวบ้านจึงหันมาให้น้ำประปาและซื้อน้ำดื่มมาบริโภคกันเกือบทั้งสิ้น วัดอุโบสถได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2210 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 10 เมตร ยาว 14 เมตร

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระครูบาสิริ – พ.ศ. 2482
2. พระอ้วน พ.ศ. 2482 –
3. ไม่ทราบนาม
4. พระสองเมือง พ.ศ. 2487 – พ.ศ. 2489
5. พระอินสม พ.ศ. 2489 – พ.ศ. 2494
6. พระครูมาแปง พ.ศ. 2496 – พ.ศ. 2500
7. พระบุญเติง พ.ศ. 2502 – พ.ศ. 2517
8. พระอุ่นเรือน พ.ศ. 2518 – พ.ศ. 2521
9. พระก๋องคำ พ.ศ. 2521 – พ.ศ. 2522
10. พระอุ่นเรือน พ.ศ. 2522 – พ.ศ. 2535
11. พระถนอม สุภทฺโท พ.ศ. 2542 – พ.ศ. 2546 1
2. พระนรินทร์ นรินฺโท พ.ศ. 2546 – ปัจจุบัน (รักษาการเจ้าอาวาส)

งานสถาปัตยกรรม
1 พระอุโบสถ อุโบสถเก่าแก่อายุกว่า 150 ปี (บางท่านเชื่อว่าเก่าแก่ถึง 400-500 ปี) ข้อมูลจากแผ่นป้ายไม้กว้างประมาณ 1 ศอก สูง 1 ศอก เคลือบด้วยอิฐดินเผาซึ่งอยู่ภายในพระอุโบสถ จารตัวอักษรคำเมืองโบราณ มีสองด้าน ลงลัคนาเป็นไชยะดิถีในโอกาสการสร้างอุโบสถหลังนี้ เมื่อ พ.ศ. 2390 เอาไว้ ใจความพอสรุปได้ดังนี้ “โจตกะ วระจนะ วรศาสนา ธิปติ ธิสุติ ปัณณปริวุฑฒสิระ วิกาละ จุละดิถี 1209 ไจยะ วจนะ ดิถี โภจนะ ปรากฎได้ วรจนะปุณณะดิถี พุทธศาสนาเดือนห้าเป็งปีเม็ด ตรงกับวันเสาร์ ปรากฎดิถี เข้าราษีเมษได้ถ้วน 8 ใบศีลโจตกะ ล่วงแล้ว 2390 ปีพรรษา 2642 พรรษา จะมาภายหน้าวันไม่มีเศษ เกตุนั้น มูละศรัทธาหมายมี สาธุเจ้าหลวงโปธิ วัดป่าจี้ เป็นเก๊า พร้อมกับด้วยมูละศรัทธาภายนอก หมายมี ท้าวขุนมูลนายทั้งมวลสร้างแป๋งยังโรงอุโบสถหลังนี้ ไว้ก๊ำจูพระพุทธศาสนา ต่อท้าว 5 พันวะสาตามอายุไม้ ฯลฯ” พ่อหนานแก้ว กัญจนา อายุ 80 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 หมู่ 2 บ้านอุโบสถ เป็นอดีตอาจารย์วัดอุโบสถ ผู้อ่านคำจารึกดังกล่าว เปิดเผยว่าเดิมวัดอุโบสถ เป็นสถานที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ในเขตตำบลแม่เหียะมีพระจากวัดละแวกใกล้เคียงมาร่วมลงอุโบสถ 5 วัด ได้แก่ 1. วัดตำหนัก(สวนขวัญ) 2. วัดต้นปีน 3. วัดท่าข้าม 4. วัดป่าจี้ และ 5. วัดอุโบสถ จากป้ายไม้จารึกข้างต้น ระบุว่าร่วมกันสร้างขึ้นใน จุลศักราช 1209 หรือ พ.ศ. 2390 โดยครูบาโปธิ เจ้าอาวาสวัดป่าจี้ พร้อมศรัทธาประชาชน เข้าใจว่าเป็นอุโบสถหลังที่สอง ที่สร้างทับหลังเดิม มีลูกนิมิตแสดงขอบเขตขันธสีมา เป็นแท่งหินทรายล้อมรอบเขตอุโบสถ ในสมัยที่พ่อหนานแก้ว กัญจนา บวชเป็นพระก่อนปี 2486 ลาสิกขา 2496 ก็เห็นอุโบสถหลังนี้ตระหง่านสวยงามอยู่ พร้อมกับศาลาข้างอุโบสถ 1 หลัง ศาลาหลังนี้ก็ยังคงอยู่ แต่ชำรุดทรุดโทรมไม่สามารถใช้การได้ ครั้งนั้นหมู่บ้านแห่งนี้มี 16-17 หลังคาเรือน ถึงวันพระขึ้น 15 ค่ำ พระสงฆ์จากวัดรอบข้าง ก็มาร่วมลงอุโบสถ ณ วัดอุโบสถทุกครั้ง
2 พระวิหาร พระวิหารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นบนที่เดิมของวิหารหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม

บทความยอดนิยม

ที่เที่ยวเชียงใหม่สุดฮิต