วัดธาตุคำ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2480
วัดธาตุคำ เดิมชื่อว่าวัดกุฎีคำ ชาวบ้านสมัยก่อนเรียกว่า “วัดใหม่” ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกำแพงเมืองชั้นในกับกำแพงเมืองชั้นนอก อาณาเขตวัดแต่เดิมกว้างขวางด้านหน้าวัดเป็นถนนออกจากประตูเชียงใหม่ ประตูกำแพงเมืองชั้นในด้านทิศใต้ไปประตูก้อม (เข่าก้อม-คอก้อม) ซึ่งเป็นประตูเมืองกำแพงชั้นนอกซึ่งเส้นทางนี้สมัยโบราณเป็นทางไปสู่เมืองลำพูนปรากฏในโคลงนิราศหริภูญชัยบทที่ 30 ในคราวที่กวีผู้แต่งเดินทางไปนมัสการแล้วผ่านมาที่หน้าวัดได้แต่งเป็นโคลงว่า เรียงนั้นอาวาสแก้ว กุฏีคำ ทุกข์ตำงนเรียมจำ เจตน์ไหว้ เทพาพิทักษ์ทำ พุทธศาสน์ เอ่ จำเจตน์นงน้องไท้ รีบร้า เดินดล โคลงนี้สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าแต่งประมาณ พ.ศ. 2480 แต่ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ให้ความเห็นว่าแต่งเมื่อประมาณ พ.ศ. 2060 ต่อมามีการตัดถนนสุริยวงค์ ทำให้ถนนผ่านเข้ามาในวัดตัดเอาเนื้อที่วัดไปอยู่ทางทิศตะวันออกของถนน อุโบสถของวัดซึ่งพังไปเหลือแต่เนินและสีมาตกไปอยู่ด้านโน้น ต่อมามีผู้ขุดค้นหาของมีค่าเนินอุโบสถและหลักสีมากระจัดกระจายไป ครั้งเมื่อทางการประกาศให้วัดมีโฉนด เจ้าอาวาสได้รังวัดเฉพาด้านตะวันตกถนนสุริยวงค์ จึงทำให้เจตวัดตกเป็นที่ศาสนสมบัติกลาง ทางการให้ผู้เช่าอาศัยอยู่จนปัจจุบัน เสื้อที่วัดมี 7 ไร่เศษ แต่เป็นเขตสงฆ์อยู่อาศัยสร้างเสนาสนะเพียง 3 ไร่เศษ นอกนั้นเป็นเขตเช่าของวัด วัดธาตุคำ เดิมเป็นวัดใหญ่ คงเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ได้สร้างไว้สันนิษฐานว่า จากระพุทธรูปองค์พระประธานในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปหล่อสำฤทธิ์ใหญ่ และสวยงามซึ่งพระพุทธรูปขนาดนี้คนชาวบ้านทำไม่ได้ต้องเป็นผู้มียศ มีบริวาร มีทรัพย์สมบัติมาก เช่น เจ้านาย พระมหากษัตริย์เท่านั้นจึงจะสร้างสำเร็จ เพราะว่าต้องอาศัยกำลังทรัพย์ กำลังคนแลกำลังทองเหลือง ทองแดง นาก เงิน เป็นจำนวนมากด้วย สมัยก่อนสิ่งเหล่านี้หายากคงจะเห็นได้ว่าในตำบลหายยาก็มีแต่วัดธาตุคำนี้เท่านั้นที่มีพระประธานเป็นทองสัมฤทธิ์วัดนอกนั้นเป็นวัดที่พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนทุกวัด แต่น่าเสียดายไม่มีจารึกที่ฐานหรือหลักจารึกไว้ หรือมีแต่ได้สูญหายไปเสียเพราะเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า หลักสีมานิมิตของอุโบสถที่ร้างไปนั้นมีจารึกเป็นอักษรแต่ไม่มีใครสนใจต่อมามีคนขุดเอาไปทำหินลับมีดเลยทำให้หลักฐานบางอย่างสูญหายไป เพราะฉะนั้นจึงสันนิษฐานว่าวัดกุฏีหรือวัดธาตุคำนี้เป้นพระอารามหลวงของเมืองเชียงใหม่ที่พระมหากษัตริย์สร้าง และคงเป็นวัดสำคัญเพราะว่าแปลกกว่าทุกวัด คือ การก่อสร้างวิหารและพระธาตุนั้นได้พูนดินขึ้นสูงประมาณ 3 เมตร ทำให้เป็นเขตพุทธาวาสซึ่งมีขนดกว้างประมาณ 60 เมตร ยาวประมาณ 100 เมตร จึงทำให้พระวิหารและพระธาตุสูงเด่น สง่า งดงาม ในเขตอำเภอเมืองที่พบมีอยู่ 2 วัด คือ วัดบ้านปิง ต.ศรีภูมิ และวัดธาตุคำ แต่วัดบ้านปิงไม่กว้างขวางเท่าวัดธาตุคำ คือ ทำเป็นชานระเบียงรอบวิหารและพระธาตุกว้างจากวิหารเจดีย์โยรอบด้านละ 10 วา หรือ 20 เมตร ทีเดียวจึงน่าสรรเสริญความศรัทธาปสาทะของคนโบราณที่อุตสาห์ขนดินพูนขึ้นจนสูง ซึ่งแต่ก่อนใช้กำลังคนทั้งนั้นไม่มีเครื่องจักร เครื่องทุ่นแรงดังปัจจุบัน นี่ก็เป็นข้อสนับสนุนอีกข้อหนึ่ง ถึงผู้สร้างวัดว่าจะต้องเป็นผู้มีอำนาจวาสนาบรรมีสูงส่ง เป็นเจ้านาย พระราชามหากษัตริย์ มีบริวารมากจึงทำได้สำหรับวัน เดือน ปี ที่สร้างวัดนั้นยังค้นหาหลักฐานหาจากเอกสาร หรือศิลาจารึกยังไม่พบ แต่พบชื่อเจ้าอาวาสของวัดกุฎีคำ ปรากฏในตำนานมูลศาสนามีชื่อ “มหาติปิฏกสังฆราช” ซึ่งพระเจ้าติโลกราช(ท้าวลก) พระมหากษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ 10 ในตำนานเรียกว่าท้าวลานนา ได้นิมนต์จากวัดกุฎีคำไปเป็นเจ้าอาวานวัดสวนดอกซึ่งตำนานมูลศาสนาทั้งฉบับใบลานจากลึกด้วยอีกษาล้านนาและฉบับพิมพ์ด้วยอีกษาไทยปัจจุบันมีข้อความตรงกันว่า “มหาญาณรังสีรักษาวัดสวนดอกได้ 70 วัสสา ก็สิ้นอายุในปีกดสง้า(จุล) ศักราชได้ 802 ตัว ท้าวล้านนาก็นำเอาติปิฎกสังฆราชวัดกุฎีคำมาไว้แทนในปีนั้นแล” ซึ่งจุลศักราชที่ปรากฏนั้นตรงกับปีมะเมีย พุทธศักราช 1988 นับภึงปัจจัน(2537) ได้ 553 ปี แต่เชื่อว่าวัดนี้ได้สร้างก่อนนั้นมานานแล้ว จนวัดเจริญรุ่งเรืองเจ้าอาวานเป็นสังฆราช และคงจะทรงพระไตรปิฎก เพราะมีนามท่านว่า “ติปิฎกสังฆราช” ท่านไปอยู่วัดสวนดอกได้ 6 พรรษา ก็มรณภาพซึ่งตำนานกล่าวว่า “พระมหาติปิกฎสังฆราช อยู่รักษาวัดสวนดอกนั้นได้ 6 พรรษาก็สิ้นอายุไปในรวายไจ้ ศักราชได้ 808 ตัว” ในสมัยราชวงศ์เม็งรายเจ้าครองนครเชียงใหม่คงอุปถัมภ์วัดกุฎีคำให้เจริญรุ่งเรืองมาอีกนาน มีเจ้าอาวาสติดต่อกันมาหลายองค์แต่ไม่ปรากฏนาม มาปรากฏนามอีกในท้ายคัมภีร์พระคาถาปโชตาอันเป็นคัมภีร์โบราณที่พระสงฆ์ล้านนานำมาจากลังกา มี 14 บท ซึ่งแต่ละบทต่างๆมีพระเถระวัดต่างๆได้นับถือสำหรับวัดกุฎีคำมีในบทที่ 8 ว่า “บทนี้ชื่ออัฎฐมคาถา มหาสังหราชาวัดประสาทตือ(นับถือ) มหาญาณวัดกุฎีคำตือสวาทธิยาย มีเตชะมากนัก ท่านหันริพลเรามีมากนักและลงใส่แผ่นเงินคำ กระทำในวันฤกษ์ดิถีดีใช้เป็นดังสัตตมกถานั้นแล” ยังมีอีกในบทที่ 10 ว่า “บทนี้ชื่อ อันตยมกะทสมกถามหาสังหราชา หื้อขนานกอมตือ มหาญาณะวัดกุฎีคำตือหื้อลงในแผ่นผ่าขาวอันบริสุทธิ์ ในวันยามฤกษ์ดีถีดี สักการะบูชาเสกด้วยคาถา 108 คาบแล้วปกตั้งไว้ในทิศตะวันออก แห่งเรือนและโรง เพื่อไว้ค้ำชูศรีเตชะ ตั้งไว้แต่ภายหน้าทัพอันเป็นที่อยู่แห่งข้าศึก ในเมื่อไปสงครามชนะข้าศึกศัตรูแล” เพราะฉะนั้นในสมัยราชวงศ์เม็งรายจึงรู้นามพระเถระเพียง 2 รูปเท่านั้น ข้อสันนิษฐานถึงวัดกุฎิคำตามปรากฏนามเจ้าอาวาสว่าติปิฏกสังฆราชแสดงว่าท่านเป็นผู้ปราชญ์เปรื่องเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก พระมหากษัตริย์ที่ครองเมืองเชียงใหม่คงจะเลื่อมใสในการสร้างกุฏิ ประดับประดาด้วยทองคำเปลวอันงดงามถวายหรือท่านอาจจะเป็นอาจารย์ของเจ้านายและได้สั่งสอนศิลปวิทยาอาคม เพื่อจะบูชาพระคุณอาจารย์จึงโปรดรื้อท้องพระโรงหรือปราสาทราชมณเฑียรของพระมหากษัตริย์องค์ก่อนมาสร้างเป็นกุฏิถวายวัด เพราะฉะนั้นจึงมีลวดลายทองติดอยู่จึงเรียกว่ากุฎีคำ ก็อาจเป็นไปได้ เพราะคติที่รื้อท้องพระโรง คุ้มหลวง ปราสาท ถวายวัดมีอยู่ทั่วไป แม้สมัยหลังนี้ วิหารวัดพันเตา วัดแสนฝาง และอีกหลายวัดก็ล้วนแต่เป็นหอคำของเจ้าผู้ครองนครที่นั่น แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานยังมี่หลักฐานยืนยันวัดกุฎีคำได้ใช้ชื่อนี้มานาน เมื่อบ้านเมืองเกิดภัยสงคราม ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า พม่ากวาดต้อนผู้คนออกไป พลเมืองเหลือน้อย วัดวาอารามถูกปล่อยทิ้งรกร้าง จนเมื่อพระเจ้ากาวิละได้อพยพไพร่พลจากเวียงป่าซางมาเมื่อ พ.ศ. 2337 พลเมืองมีน้อยจึงได้นำชาวไทยลื้อ ไทยเขิน จากสิบสองปันนา และเชียงตุงมาอยู่เชียงใหม่
ลำดับเจ้าอาวาส:
ชื่อ พระครูวินัยธรประพัฒน์ ฉายา ฐานวุฏโฒ อายุ 42 พรรษา 19 น.ธ.เอก ป.ธ.1-2 วัดธาตุคำ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ ลำดับเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ 1. สมัยราชวงศ์เม็งรายปรากฏนาม 2 รูป 1. มหาติปฎกสังฆราช พ.ศ. 1983 ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอก
2. มหาญาณะ ไม่ปรากฏ พ.ศ.
2. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 1. พระสุนันทะ นิกายเขิน เป็นเจ้าอาวาสในระหว่าง พ.ศ. 2420-2435
2. ครูบาทหลวงหล้า นิมนต์มาจากวัดดอนจืน อ.สารภี มรณภาพ พ.ศ. 2450 ผลงานคือ สร้างพระวิหาร (ปัจจุบันได้รื้อไปแล้ว)
3. เจ้าตุ๊ใต้ (เชื้อเจ้าเชียงตุง) เป็นบุตรเจ้าน้อยเหมยกับเจ้านางบัวจีน เจ้าน้อยเหมยเป็นบุตรเจ้าหนานอิ่นต๊ะ กับนางสุวรรณา (ต้นตระกูลอินทวงค์) เจ้านางสึวรรณาเป็นบุตรเจ้านางก๋อง เจ้านางก๋องเป็นบุตรแสนเมือง ที่อพยพจากเมืองเชียงตุงซึ่งเป็นนำเจานายไพร่พลบูรณะวัดธาตุคำ ในปี พ.ศ. 2400-2420 เจ้าตุ๊ใต้เป็นเจ้าอาวาสประมาณ พ.ศ. 2450-2466 ลาสิกขา
4. ครูบาใหม่ กาวิชโย เป็นคนบ้านวัวลายได้นิมนต์มาจากวัดหมื่นสาร ท่านเป็นผู้รู้บาลีเรียนจบสภาสนธิ (บาลีแบบมูลกัจจายน์อย่างโบราณ) รู้ภาษาต่างๆ เช่น ภาษาขอม ภาษาพม่า ไทยใหญ่ ภาษาอังกฤษบ้างมีความสามารถในการจารึกอีกษรลงในใบลาน ผงลานที่ปรากฏสร้างกุฏิ กำแพงเขตพุทธวาส ซ่อมองค์เจดีย์ มรณภาพ พ.ศ. 2486
5. พระมหาปัน ปัญญาโธ ป.ธ.3 เป็นชาวบ้านต้นเฮือด ต.บ้านแหวน อ.หางดง บรรพชาอุปสมบท ที่วัดเทพประสิทธิ์(ต้นเฮือด)มีครูบาอินถาวัดท้าวบุญเรือง เป็นพระอุปัชฌาย์ ครูบาคำมา วัดฉิมพลีวัดต้นงิ้ว และพระครูอุดมวุฒิคุณ วัดสำเภา เป็นพระกรรมวาจานสาสนาจารย์ ได้รับอาราธนามาจากวัดสำเภาเป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ พ.ศ. 2486-2495 รับพระบรมราชานุญาติลาสิกขา
6. พระมหาสุดใจสุมโน ป.ธ.5 เป็นคนพื้นเพวัดธาตุคำเป็นบุตรนายบุญศรี อินทนุลักษณ์ซึ่งเป็นบุตรพระยาอินทนุรักษ์หิรัญกิจ แม่คำดิบ เป็นผู้อุปถัมภ์วัดธาตุคำร่วมกับเจ้านายเขิน บรรพชาอุปสมบท ที่วัดธาตุคำ ภายหลังจากพระมหาปันลาสิกขา ได้เป็นเจ้าอาวาสต่อ ตั้งแต่ พ.ศ. 2495-2500 ได้รับพระบรมราชานุญาตลาสิกขา
7. พระปรวิทย์ ได้รับการ 1 พรรษา จากนั้นก็ลาสิกขา
8. พระมหาจันทร์ สิริจันโท เป็นคน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ได้มาศึกษาพระปริยัติธรรมพักที่วัดพันอ้น ภายหลังได้ย้ายมาที่วัดธาตุคำและได้รับดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2501-2515 ได้สร้างกุฏิทรงไทยหลังปัจจุบันต่อมาได้รับพระราชานุญาตลาสิกขา
9. พระอธิการวิสุตร ญาณสดร เป็นคนบ้านธาตุคำ บุตรนายปัน นางอรุณ ไชยวงค์ บรรพชาอุปสมบทที่วัดธาตุคำมีพระอุดมวุฒิคุณ วัดสำเภาเป็นพระอุปัชฌาย์ พคะครูมนูญธรรมมากรณ์ วุดมหาวัน และพระครูโอภาสคณาภิบาล วัดหมื่นสาร เป้นพระกรรมวาจานสาสนาจารย์ ได้สร้างศาลาบำเพ็ญบุญ(ปัจจุบันรื้อแล้ว) จากนั้นก็ลาสิกขา พ.ศ. 2522
10. พระอธิการจำลอง ขันติธัมโม เป็นคนบ้านป่ายางงาม ตงป่าห้อง อ.ดอยสะเก็ด บุตรนายไหล นางแสง บรรพชาที่วัดดวงดี อ.ดอยสะเก็ด พระครูวินิตสุภาจาร เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทที่วัดธาตุคำ พระครูโอภาสคณาภิบาล วัดหมื่นสารเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสายทอง ภาวโร วัดพวกช้างและพระสมุห์อุดม ถาวรญาโณ วัดเมืองมาง เป็นพระกรรมวาจาสุสาสนาจารย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พ.ศ. 2522 – 2526 ได้สร้างกำแพงเขตพุทธาวาส บูรณะเจดีย์ลงรากฐานวิหาร ได้ประมาณ 20 % จากนั้นก็ได้ลาสิกขา
11. พระบุญทรง บ้านเดิมอยู่ที่ อ.พร้าว รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ. 2526 ได้ 1 พรรษา จากนั้นได้ย้ายไปจำวัดอื่น 1
2. พระประเชิญ บ้านเดิมอยู่ อ.เชียงของ รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ. 2527 ได้ 1 พรรษา ขอลาออกจากตำแหน่ง 1
3. พระประพัฒน์ ฐานวุฑโฒ ได้รับการอาราธนานิมนต์มาจากวัดหมื่นสารมาอยู่เป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2528 ได้รับแต่งตั้งเป็นฐานานุกรมที่ “พระครูสมุห์” ของพระราชพรหมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัด พ.ศ. 2530 เลื่อนเป้นพระครูวินัยธร พ.ศ. 2531 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศเป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎรชั้นโทที่ “พระครูอดุลสีลกิตติ์”

















