วัดตำหนัก ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ถนนเชียงใหม่-หางดง ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์:053-804623 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2053
วัดตำหนักไม่มีหลักฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.ที่เท่าไหร่ แต่จากหลักฐานเทียบเคียงจากงานเขียนคัมภีร์ทางพุทธศาสนาของพระสิริมังคลาจารย์ และหลักฐานจากหนังสือพงศาวดารโยนก และคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ มีข้อสันนิษฐานหลายทางให้พิจารณา คือ 1.พระสิริมังคลาจารย์เป็นผู้สร้าง โดยได้ชักชวนชาวบ้านสร้างขณะเป็นสมาเณรอายุ 13 ปี โดยเรียกชื่อว่า “วัดเวฬุวนาราม”(วัดป่าไผ่) ชาวบ้านเรียกง่ายๆว่า “วัดไผ่เก้ากอ” 2.พระเจ้าดิลกปนัดดา(พระเมืองแก้ว) เป็นผู้สร้างเพื่อถวายเป็นอาศัยแด่พระสิริมังคลาจารย์โดยสันนิษฐานจากการมาบรรจุพระบรม ณ วัดแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2062 ตามที่กล่าวไว้ในพงศาวดารโยนกและเพราะมีหลักฐานซากวิหารกำแพงฐานกุฎิและซุ้มประตู แนวกำแพงซึ่งเป็นโบราณสถานที่บ่งบอกถึงความเป็นวัดที่มีความสำคัญวัดหนึ่ง มีผังการก่อสร้างเป็นระเบียบเป็นสัดส่วนและใหญ่โต ซึ่งผู้ที่จะสร้างได้ต้องพร้อมทั้งกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาอย่างยิ่ง วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์ มีปรากฏหลักฐานว่า พระสิริมังคลาจารย์ได้อาศัยอยู่เพื่อแต่งคัมภีร์ทั้ง 3 คัมภีร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2060-2063 จากนั้นก็ไม่พบหลักฐานกล่าวถึงวัดนี้อีกเลยเพราะเมื่อปี พ.ศ.2101 กองทัพพม่าโดยการนำของพระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพเข้ามาตีเชียงใหม่แตกสันนิษฐานว่า วัดแห่งนี้คงกลายเป็นวัดร้างและล่มสลายไปในที่สุด ในช่วงยึดชียงใหม่ของพม่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ได้หลบหนีภัยสงครามไปทั่วสารทิศ แต่มีบางส่วนที่ยังคงยอมรับการปกครองของพม่าและอยู่อาศัยที่เดิม แต่คงไม่สามารถรักษาวัดสวนขวัญเดิมๆได้ เพราะจำนวนคนเหลือน้อย(ตั้งแต่ซุ้มประตูโขงและแนวบริเวณด้านในกำแพงโบราณ จึงได้สร้างวิหารหลังใหม่ไว้ตามแนวเดิมแทนวิหารหลังเก่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม รวมทั้งสร้างกุฏิสงฆ์ไว้นอกแนวกำแพงแล้วปล่อยให้วัดเก่าซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่กลายเป็นวัดร้างไป แต่ได้บูรณะอุโบสถและพระธาตุองค์เดิมเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาสืบๆมา ในช่วงปกครองบ้านนา พม่าก็ได้สร้างธาตุศิลปะระแบบพม่าครอบพระธาตุองค์เดิม สมัยพระเจ้าดิลกปนัดดาอีกชั้นหนึ่ง จนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งปี พ.ศ.2499 คณะศรีหราประชาชนชาวตำหนักได้ไปอาราธนาพระปัญญา สิริธัมโม จากวัดน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง ซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยศีลจารวัตรอันงดงามมาเป็นเจ้าอาวาสวัดตำหนักแห่งนี้ ท่านได้ชักชวนญาติโยมเข้ามาบูรณะวัดเก่า(ตั้งแต่ซุ้มประตูโขงเข้ามาภายในสถานที่ทำบุญจากวิหารบริเวณพระธาตุเข้ามาใช้วิหารซึ่งสร้างขึ้นใหม่จวบจนกระทั่งปัจจุบัน นอกจากนี้วัดตำหนักยังมีชื่อเรียกหลายชื่อตามยุคสมัยดังนี้ 1.วัดผ่าสิบเอ็ดกอ วัดเวฬุวนาราม(ป่าไผ่) มีความเป็นมาคือ ในพงศาวดารโยนก กล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.2062 วันอาทิตย์ เดือน 3 ขึ้น 10 ค่ำ พระเมืองแก้วเสด็จไปบรรจุพระบรมธาตุ ณ พระสถูปเจดีย์ที่วัดเวฬุวนาราม(ป่าไผ่) ตั้งอยู่ทิศเหนือแห่งนครเชียงใหม่ ตามมติของพระมหาหมื่นวุฒิญาโณ แห่งวัดหอธรรม ซึ่งปัจจุบันรวมเข้ากับวัดเจดีย์หลวง ได้กล่าวว่า วัดเวฬุวนารามในอดีตก็คือวัดตำหนักในปัจจุบัน 2.วัดสวนขวัญ มีความเป็นมาจากการบันทึกข้อความท้ายคัมภีร์ที่เป็นผลงานของพระสิริมังคลาจารย์ 3 คัมภีร์ คือเวสสันตรทีปนี จักวาฬทีปนี และสังขยาปกาสกฎีกา มีใจความว่าท่านอยู่ ณ ที่วัดสวนขวัญซึ่งห่างจากวัดพระสงฆ์ไปทางทิศใต้ 1 คาวุตหรือประมาณ 4 กิโลเมตร ขณะที่ท่านแต่งคัมภีร์ทั้ง 3 นี้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้แก่วัดตำหนักแห่งนี้ และยังใช้เรียกชื่อนี้ควบคู่กันหรือปัจจุบัน คือ วัดตำหนักสวนขวัญ 3.วัดตำหนัก เป็นชื่อที่ใช้เรียกปัจจุบัน มีที่มาคือ เมื่อ พ.ศ.2339 พระเจ้ากาวิละยกตราทัพมาจากเวียงป่าซางทิศใต้เมืองลำพูน พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ สมณพราหมณ์ และประชาราษฎร์เรียกขึ้นมาตั้งเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่นั้นมาคนทั่งหลายจึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า หมู่บ้านตำหนักตราบจนบัดนี้ 4.วัดพระสิริมังคลาจารย์ เป็นชื่อที่ผู้สนใจให้การศึกษาผลงานการเรียนคัมภีร์ของพระสิริมังคลาจารย์ ใช้เรียกชื่อวัดในปัจจุบันเพื่อเป็นเกียรติและเป็นอนุสรณ์แด่พระมหาเถระท่านนี้
วัดตำหนัก (วัดสิริมังคลาจารย์)
ประวัติความเป็นมาของวัด
วัดตำหนักไม่มีหลักฐานปรากฏ สร้างขึ้นเมื่อใด แต่หลักฐานที่เทียบเคียงจากงานเขีนยคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาของพระสิริมังคลาจารย์และหลักฐานจากหลนังสือพงศาวดารโยนก และคัมภีร์ขินกาลมาลีปกรณ์ ที่ได้กล่าวถึงวัดเวฬุวนาราม หรือวัดตำหนักแห่งนี้คาดว่าสร้างประมาณก่อนหรือหลังปี 2000 ไม่มาก วัดตำหนักมีประวัติความเป็นมาและมีชื่อเรียกตามยุคสมัย ดังนี้
1. วัดไผ่ 31 กอ วัดเวฬุวนาราม (ป่าไผ่) มีความเป็นมาคือ ในพงศาวดารกล่าวว่าเมื่อ พ.ศ. 2062 วันอาทิตย์ เดือน 3 ขึ้น 11 ค่ำ พระเมืองแก้วเสด็จ ไปบรรจุพระบรมธาตุ ณ พระสถูปเจดีย์ ที่วัดเวฬุวนาราม (ป่าไผ่) ตั้งอยู่ทิศหรดีแห่งนครเชียงใหม่ตามมติของพระมหาหมื่นวุฒิยาโณ แห่งวัดหอธรรม ซึ่งปัจจุบันรวมเข้ากับวัดเจดีย์หลวง ได้กล่าวว่าวัดเวฬุนารามในอดีตคือวัดตำหนักในปัจจุบัน
2. วัดสวนขวัญ มีความเป็นมาจากการบันทึกข้อความท้ายคัมภีร์ที่เป็นผลงานของพระสิริมังคลาจารย์ 3 คัมภีร์ คือ เวสสันดรทีปนี จักรวาลทีปนี และ สังขยาปกาสกฎีกา มีใจความว่าท่านอยู่ ณ ที่วัดสวนขวัญซึ่งห่างจากวัดพระสงฆ์ไปทางทิศใต้ 1 คาวุต หรือประมาณ 4 กิโลเมตร ขณะที่ท่านแต่งคัมภีร์ทั้ง3 นี้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้แก่วัดตำหนักแห่งนี้ และยังใช้เรียกชื่อนี้ควบคู่กับชื่อปัจจุบันคือวัดตำหนักสวนขวัญ
3. วัดตำหนัก เป็นชื่อที่ใช้เรียกปัจจุบัน ที่มาคือ เมื่อ พ.ศ. 2339 พระเจ้ากาวิละ ยาตรทัพมาจากเวียงป่าซางทิศใต้เมืองลำพูนพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์สมณะพราหมณ์และประชาราษฎร์ ยกขึ้นมาตั้งเมืองเชียงใหม่หลังเป็นเมืองร้างไปนาน 200 ปี พักแรมมา 3 คืน ในคืนวันที่ 4 ราษฎรได้ทำ พลับพลา ซึ่งชาวเมืองเชียงใหม่เรียกว่า “ตำหนัก” ถวายที่หมู่บ้านนั้น จากนั้นจึงเข้าไปตั้งเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นมา คนทั้งหลายจึงเรียกจึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า หมู่บ้านตำหนัก มาจนบัดนี้
4. วัดสิริมังคลาจารย์ เป็นชื่อที่ผู้สนใจในการศึกษาผลงานการเขียนคัมภีร์ของพระสิริมังคลาจารย์ใช้เรียกชื่อต่อท้ายชื่อวัดใน ปัจจุบันเพื่อเป็นเกียรติ และเป็นอนุสรณ์แด่พระมหาเถระท่านนี้
วัดแห่งนี้มีชื่อเป็นทางการสั้น ๆ ว่า “ตำหนัก” ตามชื่อของหมู่บ้านแต่มักมีคนเรียกว่า ตำหนักสวนขวัญ บ้าง วัดสวนขวัญ บ้าง วัดสิริมังคลาจารย์ บ้าง วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์ บ้าง แต่ถ้าจะให้สมกับเป็นวัดของนักปราชญ์ ผู้ผลิตผลงานที่เป็นประโยชน์แก่พระศาสนาควรเรียกชื่อว่า วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์
วัดตำหนักสวนขวัญสิริมังคลาจารย์มีหลักฐานปรากฏว่า พระสิริมังคลาจารย์ ได้อาศัยอยู่เพื่อแต่งคัมภีร์ทั้งสามคัมภีร์ ตั้งแต่ปี 2060-2063 จากนั้นก็ไม่ได้พบหลักฐานกล่าวถึงวัดนี้เลย เพราะเมื่อปี 2101 กองทัพพม่า โดยการนำของพระเจ้าบุเรงนองได้ยกเข้าตีเชียงใหม่แตก สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้กลายเป็นวัดร้างและล่มสลายไปในที่สุด ในช่วงยึดคลองเชียงใหม่ของพม่า ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ได้หลบหนีภัยสงครามไปทั่วสารทิศแต่มีบางส่วนที่ยังยอมรับการปกครองของพม่าและอยู่อาศัยที่เดิม แต่คงไม่สามารถรักษาวัดสวนขวัญเดิม ได้เพราะจำนวนคนเหลือน้อย (ตั้งแต่ซุ้มประตูโขงและบริเวณด้านในกำแพงโบราณ) จึงได้สร้างวิหารหลังใหม่ไว้ตามแนวเดิมแทนวิหารหลังเก่าซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยสงครามรวมทั้งสร้างกุฏิสงฆ์ไว้นอกแนวกำแพงเดิม แล้วปล่อยให้วัดเก่าซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่กลายเป็นวัดร้างแต่ได้บูรณอุโบสถและพระธาตุองค์เดิมเพื่อใช้ประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาสืบมา ในช่วงปกครองล้านนาพม่าก็ได้สร้างพระธาตุศิลปะแบบพม่า พระธาตุองค์เดิมสมัยพระเจ้าดิลกปนัดดาอีกชั้นหนึ่งจนถึงปัจจุบัน
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2499 คณะศรัทธาประชาชนชาวตำหนักได้ไปอาราธนาพระปัญญา สิริธัมโม จากวัดน้ำบ่อหลวงอำเภอสันป่าตอง มาเป็นเจ้าอาวาสวัดตำหนักแห่งนี้ ได้ชักชวนญาติโยม เข้ามาบูรณะวัดเก่า (ตั้งแต่ประตูโขงเข้ามาภายในบริเวณกำแพงเก่า) โดยได้สร้างวิหารและกุฏิสงฆ์พร้อมทั้งเสนาสนะต่าง ๆ แล้วได้ย้ายสถานที่ทำบุญจากวิหารบริเวณพระธาตุเข้ามาใช้วิหารซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ในบริเวณวัดเก่า จวบจนปัจจุบัน
โบราณสถานสำคัญของวัด
ประกอบด้วยอุโบสถ พระธาตุ วิหารก่ออิฐถือปูนแบบล้านนา จำนวน 2 หลัง ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ 2 หลัง
ข้อมูลจาก http://temple.chiangmaidream.com/
ลำดับเจ้าอาวาส:
ยุคสร้างวัด – ยุคพม่าครองเมือง (ไม่ทราบ – พ.ศ.2101) 1.พระสิริมังคลาจารย์ (ไม่ทราบ พ.ศ.) ยุคพม่าปกครองล้านนา (พ.ศ.2101-พ.ศ.2335) ยุคเอกราชของล้านนา (พ.ศ.2335-ปัจจุบัน) 1.พระอธิการสมบัติ พ.ศ.2401-2432
2.พระอธิการบุญชู พ.ศ.2433-2450
3.พระอธิการอินสวน พ.ศ.2451-2475
4.พระอธิการดวงดี พ.ศ.2476-2481
5.พระอธิการดวงแก้ว พ.ศ.2482-2488
6.พระบุญเป็ง ธัมมวุฑโฒ พ.ศ.2489-2491
7.พระบุญชื่น สุตตธัมโม พ.ศ.2492-2499
8.พระอธิการปัญญา สิริธัมโม พ.ศ.2500-2530
9.พระครูศุภสิทธิ์ สิริธมโม พ.ศ.2531-2540
10.พระครูสังฆรักษ์องอาจ ปัญญาสาโร พ.ศ.2541-2543
11.พระมหาสมบูรณ์ วชิรปัญโญ พ.ศ.2544- ปัจจุบัน




















