ในเมืองพาราณสีมีแม่หมาตัวหนึ่งออกลูกมาเป็นเด็กหญิงสองคน เมื่อโตขึ้น
ก็มี รูปร่างหน้าตาสวยงาม พรานป่าจึงพาตัวไปถวายพระยาเจ้าเมือง ต่อมาหญิงผู้เป็น
น้องสาว ได้กลับไปรับสุนัขผู้เป็นแม่ไปอยู่ด้วย และได้ช่วยผีเสื้อให้พ้นทรมาน ส่วนผู้
เป็นพี่สาวมีจิต ริษยา ต่อมาก็ถูกผีเสื้อฆ่าตาย
กำพร้าบัวทอง
กำพร้าหมาเน่า
พระโพธิสัตว์เกิดมาเป็นบุตรของสามีภรรยาคู่หนึ่ง โดยมีหมาที่เกิดวันเดียว
กันคอยติดตามอยู่เสมอ เมื่อแม่เสียชีวิตไป พ่อได้ภรรยาใหม่ ซึ่งยุยงให้นำลูกไปปล่อย
ในป่า พระ โพธิสัตว์กับหมาจึงได้ไปอาศัยอยู่กับตายาย ภายหลังได้ครองเมืองจัมปา
กล้วยพันกอ
สามีภรรยาคู่หนึ่งมีบุตร ๒ คน ผู้พี่อายุ ๑๐ ปี ผู้น้องอายุ ๗ ปี ต่อมาพ่อแม่
ตายไป สองพี่ น้องจึงได้ปลูกกล้วยจำนวนหนึ่งพันกอ วันหนึ่งขณะที่น้องชายกำลัง
บ่มกล้วยอยู่นั้น ยักษ์ได้มาขอกินกล้วย ผู้เป็นน้องจึงได้แบ่งให้กิน วันต่อมา ผู้เป็น
พี่ชายเฝ้ากล้วยอยู่ ยักษ์ได้มาขอกินอีก แต่ผู้เป็นพี่ไม่ยอมให้ จึงถูกยักษ์หักแขนหักขา ภายหลังยักษ์สำนึกผิดจึงพาน้องชายไปยังถ้ำของตน พร้อมทั้งมอบแก้ววิเศษและ
ยาทิพย์กลับมารักษาผู้เป็นพี่จนหายเป็นปกติ เมื่อโตเป็นหนุ่มชายผู้เป็นน้องก็ได้ครอง
เมืองพาราณสี
ครูบาเถิ้ม วัดแสนฝาง
ครูบาเถิ้มวัดแสนฝางเกจิอาจารย์ล้านนายุคเดียวกับครูบาเจ้าศรีวิชัยครับแต่ท่านอายุมากว่าครูบาเจ้าศรีวิชัย
ครูบาเถิ้ม (โสภา โสภโณ) หรือครูบาโสภาณุมหาเถระ วัดแสนฝาง (ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ตอนสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ) จากการศึกษาเก็บข้อมูลสัมภาษณ์บุคคลย่านวัดแสนฝาง ถนนท่าแพ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ของพันตำรวจเอก อนุ เนินหาด Anu Nernhard เมื่อปี 2554 ปรากฏในหนังสือ “วัดแสนฝาง” ระบุว่าครูบาเถิ้ม เป็นบุตรของพ่อสุภา และแม่คำมา (มีเชื้อสายกะเหรี่ยง) เกิดที่บ้านฮ่อม ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2408 บรรพชาเป็นสามเณรปี พ.ศ. 2418 อุปสมบทเป็นพระภิกษุปี พ.ศ. 2427 ที่วัดแสนฝาง และมรณภาพในปี พ.ศ. 2478 ขณะที่มีอายุ 70 ปี ครูบาเถิ้มเป็นลูกศิษย์ของครูบาปัญญา อดีตเจ้าอาวาสวัดแสนฝางรูปแรกที่สามารถสืบค้นประวัติได้
ครูบาเถิ้มดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแสนฝางต่อจากครูบาปัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2343 เป็นภิกษุผู้มีความสามารถในทางสล่า คือเป็นช่างก่อสร้างศาสนสถาน ทั้งยังมีความแตกฉานในวิชาโหราศาสตร์ สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ถูกต้องแม่นยำ ตัวอย่างผลงานชิ้นสำคัญด้านนี้ที่สร้างชื่อเสียงให้ครูบาเถิ้มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือครูบาเถิ้มสามารถปราบอิทธิฤทธิ์ความแรงของกุมภัณฑ์ตนหนึ่งที่เฝ้าเสาอินทขีล วัดเจดีย์หลวง กลางเวียงเชียงใหม่ได้สำเร็จโดยที่ไม่เคยมีใครปราบได้ ซึ่งชาวบ้านเล่ากันว่ากุมภัณฑ์ตนนี้เคยให้ฤทธิ์เสกให้ผึ้งมาต่อยพ่อค้าชาวจีนรายหนึ่งที่มาถ่ายปัสสาวะในบริเวณวัด และอีกครั้งมีรถบรรทุกสุกรผ่านหน้าวัด จู่ๆ สุกรทุกตัวก็หวีดร้องและล้มตายหมดทุกตัวในรถบรรทุกนั้น ชาวบ้านเชื่อว่าเพราะอิทธิฤทธิ์ของกุมภัณฑ์ตนนี้นี่เอง ครูบาเถิ้มได้รับนิมนต์ให้เป็นผู้ทำพิธีกรรมตัดเศียรของรูปปั้นกุมภัณฑ์ออกจากร่างเดิม แล้วต่อเข้าใหม่เพื่อให้กุมภัณฑ์ลดฤทธิ์เดชลง จนชื่อเสียงของครูบาเถิ้มเป็นที่เคารพยกย่องของข้าราชการและประชาชน ต่อมาได้รับนิมนต์จากเจ้าแก้วนวรัฐให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งยุคนั้นยังไม่มีถนนขึ้นดอย การเดินทางขึ้นเขาลำบากตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและภยันตรายต่างๆ ไม่มีพระภิกษุรูปใดยอมขึ้นไปจำพรรษา ยกเว้นแต่ครูบาเถิ้มเพียงรูปเดียว
ครอบครัวของครูบาเถิ้มมีโยมอุปัฏฐากเป็นคหบดีค้าไม้เชื้อสายพม่าในบังคับอังกฤษรายหนึ่ง (เรียก “เฮดแมน”) ชื่อ รองอำมาตย์เอก หลวงโยนการพิจิตร นามเดิมพระยาตะก่าปันโหย่ หรือหม่องปัญโญ ต้นสกุล “อุปโยคิน” ผู้เคยนิมนต์ครูบาเถิ้มไปประเทศพม่า พาไปชมวัดบนเขาแห่งหนึ่งที่มีถนนขึ้นสู่ยอดดอยมีรถขึ้นได้ และมีการติดไฟบนพระเจดีย์นั้นยามค่ำ เมื่อครูบาเถิ้มกลับมาได้มีแนวคิดจะนำแบบอย่างดังกล่าวมาสร้างที่ดอยสุเทพ จึงหารือกับเจ้าแก้วนวรัฐและหลวงศรีประกาศ ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ ในตอนแรกเรื่องนี้ไม่มีใครสนใจ มองว่าเป็นสิ่งที่ทำสำเร็จได้ยาก ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลและใช้เทคโนโลยีระดับสูง ครูบาเถิ้มจึงไปปรารภกับครูบาเจ้าศรีวิชัย นำไปสู่ความเห็นชอบของเจ้าแก้วนวรัฐและหลวงศรีประกาศ ซึ่งครูบาเถิ้มเป็นผู้ขึ้นไปสำรวจเส้นทางวางแผนตัดถนนหลายรอบ นำไม้ไปปักเป็นช่วงๆ ทำเครื่องหมายกำหนดแนวไว้ก่อน
ครูบาเถิ้ม ถือเป็นเสาหลักในการก่อสร้างทางขึ้นสู่ดอยสุเทพเคียงบ่าเคียงไหล่คู่กับครูบาเจ้าศรีวิชัย ดังที่กล่าวรายละเอียดมาแล้วในบทที่ 1 น่าเสียดายที่ครูบาเถิ้มถึงแก่มรณภาพเสียก่อนที่ถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพจะสร้างเสร็จบริบูรณ์ ท่านมรณะด้วยโรคภูมิแพ้กลิ่นดอกมณฑา (ดอกมณฑามีลักษณะคล้ายดอกบัวแต่ขนาดใหญ่กว่า) มีกลิ่นฉุนรุนแรง มีผู้นำมาถวายท่าน ทันทีที่รับมาถือท่านมีอาการป่วยถึงกับเป็นลมและมรณภาพ
กล่าวกันว่าในงานศพของท่านซึ่งตามธรรมเนียมล้านนาต้องลากปราสาทศพไปตามถนน จากวัดแสนฝาง ผ่านแยกอุปคุต ไปยังสุสานช้างคลาน มีผู้คนมาร่วมขบวนชนิดมืดฟ้ามัวดิน เนื่องจากช่วงนั้นผู้คนบังเกิดศรัทธาต่อท่านมากรองเป็นที่สองจากครูบาเจ้าศรีวิชัย เพราะยังเป็นบรรยากาศในช่วงผ่านพ้นการสร้างทางขึ้นสู่ดอยสุเทพ
อ้างอิงข้อมูล : https://www.facebook.com/pensupa.sukkatajaiinn/posts/10154492102758851
พระเจ้าฝนแสนห่า
พระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่วิหารวัดช่างแต้มซึ่งอยู่ติดกับวัดเจดีย์หลวง มีพุทธานุภาพดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ในปัจจุบันมีการอาราธนาพระเจ้าในแสนห่าประดิษฐานบนรถบุษบก “ศรีเมืองเชียงใหม่” แห่ไปรอบเมือง แล้วนำไปประดิษฐานไว้หน้าวิหารวัดเจดีย์หลวงติดกับวิหารอินทขิล เพื่อให้ประชาชนมาบูชาสรงน้ำตลอดระยะเวลา ๗ วัน ที่มีงานประเพณีอินทขิลและให้ถือปฏิบัติดังนี้ จุดธูปเทียนบูชาเสาอินทขิล แลกเหรียญใส่บาตรพระประจำวันเกิด ใส่ขันดอกและถือกันว่าการใส่ขันดอกควรใส่ครบทุกที่คล้ายกับการใส่บาตร แต่ใช้ห้างร้านหรือพานดอกแทนบาตรพระและใช้ดอกไม้ธูปเทียนแทนของที่เราใช้ใส่บาตร
ที่มา: เอกสารแผ่นพับงานประเพณีบูชาเสาอินทขิลประจำปี ๒๕๔๖. จัดทำโดยเทศบาลนครเชียงใหม่.
หนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญของเมืองเชียงใหม่ที่เรามักรู้จักกันเป็นอย่างดี และพบเห็นพิธีอัญเชิญแห่รอบเมืองในวันสำคัญของเชียงใหม่ ถ้าเราไม่นับได้พระพุทธสิหิงค์และพระแก้วเสตังคมณีแล้ว ในจำนวนนี้มีชื่อของ “พระเจ้าฝนแสนห่า”
เมื่อใดที่อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าขึ้นรถบุษบก เพื่อแห่ไปรอบเมืองในวันงานสำคัญของชาวเชียงใหม่แล้วละก็ ปรากฏการณ์ที่สร้างความพิศวงบนท้องฟ้าก็มักจะเกิดขึ้น จากท้องฟ้าที่มีแสงแดดส่องสว่างกลับกลายมีเมฆคลึ้มตั้งเค้าเหมือนฝนกำลังจะตกทุกครั้งไป ด้วยอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าฝนแสนห่า จึงทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ต่างเคารพกราบไหว้พระเจ้าฝนแสนห่าด้วยจิตใจศรัทธา
พระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม ตามตำนานมูลศาสนาได้กล่าวถึงการสร้างวัดในอดีตของเวียงเชียงใหม่ไว้ว่า “ลุถึงปีร้วงไก๊ศักราชได้ 793 เดือน 7 ดับปีกุนตรีศก พ.ศ.1974 ในปีนั้นชาวเมืองทั้งหลายพร้อมใจกันปลงพระยาสามฝั่งแกน กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์มังรายให้ไปอยู่ที่เมืองยวม ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วอาราธนาลูกท่านชื่อ ท้าวลก มากินเมืองเชียงใหม่ เดือน 8 ออก 5 ค่ำ วันอังคารไทยวันเต่ายี ยามตุดเช้า ปีกุนตรีศก พ.ศ.1974 ลวดอุสสารราชาภิเษกได้ชื่อว่า อาทิตตราชดิลก ชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกพระเจ้าศีลธรรมจักรพรรดิลก รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์มังราย และท่านรู้ข่าวว่า มหาญาณคำภีร์เถระเจ้าไปเอาศาสนาประเทศลังกามารอด ท่านก็ยินดีมากนักแล พระยาอาทิตตและมหาเทวีจึงพร้อมใจกันให้ม้าง ราชมล-เฑียรหลังเก่าไปแปลงที่มหาเถระเจ้าจักอยู่ จึงแต่งพ่อเลี้ยงท่านชื่อ ท้าวเชียงราย 1 ล้าน หมื่นสามเด็ก 1 แสน น้ำเผิง 1 เป็นเคล้าไปอาราธนาพระมหาญาณคำภีร์เถระเจ้าเป็นเก๊า แห่งสังฆะทั้งมวลแก่ลำพูนเข้ามาอยู่ได้ชื่อว่า วัดราชมณเฑียร แลลุแต่นั้นมา พระยาจึงสร้างศาสนาแถมไปมากหลาย และปีซาว สามสิบ สี่สิบ ห้าสิบหลังนับทั่วเมืองเวียงพิงค์เชียงใหม่ทั้งมวลได้ 500 อารามก็มีแล”
วัดช่างแต้ม ที่ประดิษฐานพระเจ้าฝนแสนห่านั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2038 – 2069 แต่เดิมวัดนี้มีชื่อเรียกว่า “วัดช่างต้องแต้มแก้วกว้างท่าช้างพิงชัย” สร้างในสมัยของพระเจ้าติโลกราช เมื่อประมาณ 500 กว่าปีมาแล้ว ความสำคัญของวัดช่างแต้มเป็นวัดที่ประดิษฐานพระเจ้าฝนแสนห่า พระพุทธรูปที่สำคัญองค์หนึ่งของชาวเชียงใหม่ ไม่มีหลักฐานหรือเอกสารใดกล่าวถึงที่มาของพระเจ้าฝนแสนห่า ที่เหตุใดจึงมาประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้มแห่งนี้ แต่เท่าที่ทราบปรากฏว่าที่จังหวัดลำพูน ก็มีพระเจ้าฝนแสนห่าอยู่อีกหนึ่งองค์ประดิษฐานอยู่ที่วัดเหมืองง่า ซึ่งน่าจะมีความเกี่ยวพันกัน แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงความสำคัญของพระเจ้าฝนแสนห่าที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม
ตามตำนานที่พอจะสืบค้นได้กล่าวว่า “พระพุทธรูปฝนแสนห่า” หรือ “พระเจ้าฝนแสนห่า” เดิมเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ของพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นกษัตริย์ครองนครหริภุญชัย จำเนียรกาลต่อมาพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งนครเวียงพิงค์ได้ยกทัพไปทำศึกสงครามตีเอาเมืองลำพูน และได้เผาบ้านเมืองตลอดจนถึงวัดวาอาราม ภายหลังจากที่เปลวเพลิงได้สงบลง ปรากฏเป็นอัศจรรย์คือวิหารหลังหนึ่งไม่ได้ถูกไฟไหม้ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรภายในวิหารก็ได้พบพระแก้วขาวและพระพุทธรูปฝนแสนห่า จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ ปัจจุบันนี้พระแก้วขาวได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดเชียงมั่น และพระเจ้าฝนแสนห่า ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม
พระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยเชียงแสนลังกา มีขนาดหน้าตักกว้าง 25 นิ้ว สูง 35 นิ้ว หนา 15 นิ้ว อายุประมาณ 1,000 กว่าปี ชาวเชียงใหม่ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่อดีต ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เมืองเชียงใหม่ จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ของเชียงใหม่แห่ไปรอบเมือง เพื่อให้ประชาชนร่วมสรงน้ำ ในจำนวนนั้นมีพระเจ้าฝนแสนห่าเข้าร่วมพิธีด้วย
นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ทุกวันที่วัดช่างแต้ม ในเวลา 8.00 -16.00 น. นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานที่น่าสนใจอีกมากมายให้ได้ชม วัดช่างแต้ม ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 โทร.053-274790
อ้างอิง : http://www.chiangmainews.co.th
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร (คำเมือง:
) พระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ก่อสร้างตามแบบศิลปะล้านนา มีเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือพระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ)
ประวัติวัดดอยสุเทพ
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 สร้างมาแล้ว [age year=”1929″] ปี ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำประทักษิณสามรอบ แล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าใน บริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้โปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ
ในปี พ.ศ. 2100 พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูนได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น และกระทั่งถึงสมัยครูบาศรีวิชัย ท่านได้สร้างถนนขึ้นไป โดยถนนที่สร้างนี้มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร
การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 0ง วันที่ 8 มีนาคม 2478 พร้อมกับวัดอีกหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
พระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของนครเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1927 มีบันไดนาคทอดยาวขึ้นไปสู่วัด 306 ขั้นภายใน วัดเป็นที่ประดิษฐานขององค์เจดีย์ ทรงมอญ ที่ใต้ฐานพระเจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าบรรจุอยู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพมีชื่อ เต็มว่า “วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพวรวิหาร” ซึ่งจัดได้ว่าเป็นปูชนียสถานที่ แสดงออกถึงศิลปกรรมล้านนาไทยที่สำคัญ คู่เมืองเชียงใหม่ รอบองค์พระบรมธาตุ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. ฉัตร 4 มุม ทำด้วยทองเหลือง สร้างโดยพระเจ้ากาวิละ กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2348 มีความ หมายว่า ฉัตรเป็นสัญลักษณ์ของความร่มเย็น ซึ่งแสดงให้ถึงความสงบร่มเย็นที่ได้รับอิทธิพล มาจาก พระพุทธ ศาสนาที่แผ่ไปในทั้ง 4 ทิศ
2. สัตติบัญชร หรือ รั้วหอก ที่อยู่รอบพระธาตุ ซึ่งมีที่มาจากเหตุการณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุของโทณพราหมณ์
เมื่อภายหลังการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์แย่งพระบรมสารีริกธาตุของเมืองต่างๆ เพื่อนำไปไว้บูชาประจำเมือง โทณพราหมณ์จึงทำหน้าที่แบ่ง โดยให้ทหารถือหอกรอบล้อมพระบรมสารีริกธาตุไว้ เพื่อป้องกันการแย่งชิง จึงเป็นที่มาของรั้วหอกรอบพระบรมธาตุ
3. หอยอ ลักษณะเหมือนวิหารขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 ด้าน ของพระบรมธาตุ ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มีความหมายถึงการบูชาหรือสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า (ยอคุณ)
4. หอท้าวโลกบาล ซึ่งเป็นหอยอดแหลมขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 มุมของพระบรมธาตุ หมายถึง ที่ประดิษฐาน
ของท้าวโลกบาลทั้ง 4 ซึ่งเป็นเทพที่ปกปักรักษาสิ่งสำคัญต่างๆ 4 ทิศ ทำหน้าที่รักษาพระบรมธาตุ ได้แก่
– ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ มียักษ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้ารักษาทิศเหนือ
– ท้าวธตรัฐ มีพวกคนธรรพ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาทิศตะวันออก
– ท้าววิรูฬปักข์ มีฝูงนาคเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาด้านทิศตะวันตก
– ท้าววิรุฬหก มีอสูรเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาด้านทิศใต้
5. ไหดอกบัว หรือ ปูรณะฆะฏะ (ปูรณะ แปลว่า เต็ม,สมบูรณ์, ฆฏะ แปลว่า หม้อ) แปลว่า หม้อที่แสดงถึงความ สมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรื่องของพระพุทธศาสนาในล้านนาไทย นอกจากนี้พระธาตุดอยสุเทพยัง เป็น จุดชมวิว ที่สามารถมองเมืองเชียงใหม่ได้เกือบทั้งเมืองโดยเฉพาะในยาม ค่ำคืนที่จะมองเห็นแสงไฟนับ หมื่นดวง ท่ามกลางความมืดของกาลเวลา เป็นภาพที่สวยงามน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง และและก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยว ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปคู่กับทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ในเบื้องล่างเพื่อเก็บภาพไว้เป็น ความทรงจำอันน่าประทับใจไม่ว่า จะเป็นช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น หรือกลางคืน ที่นี่ก็สร้างความอิ่มใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนเป็นอย่างมาก
ประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ
กำหนดงาน
วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6พระครูบาศรีวิชัยได้เปรียบการเดินทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ไว้ว่า เป็นเสมือนการเดินทาง ไปสู่การตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเปรียบเทียบ วัดพระธาตุดอยสุเทพ คือวัดอรหันตาลักษณะการเดินทาง จะเดินด้วยเท้า ถือประทีปธูปเทียนเป็นริ้วขบวน ประกอบด้วย พระสงฆ์เดิน นำหน้าสวดมนต์ และประชาชนเดิน ตามหลัง โดยเริ่มขบวนณ วัดศรีโสดา หรือบริเวณ อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย แล้วเดินทางขึ้นไปนมัสการ วัดพระธาตุดอยสุเทพ หลังจากนั้นก็ บำเพ็ญศีล วิปัสสนา ทำบุญตักบาตร ในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วจึงเดินทางกลับ จึงถือว่าได้อานิสงส์แรงหรือ ได้ทำบุญมากนั่นเอง
การเดินทางเข้าชมพระธาตุดอยสุเทพมี 2 ทาง คือ
– บันใดนาค เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีความงดงามทางด้านศิลปะที่ทรงคุณค่า และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวผู้มานมัสการพระบรมธาตุ มักจะต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่ด้าน ของ บันใดนาคซึ่งมีทัศนียภาพงดงามและมีเสน่ห์เมื่อมองขึ้นไปตามขั้นใด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนครั้งแรกมัก จะเดินขึ้น-ลง ลงบันใดนาคเสมอสามารถเดินทางขึ้น-ลง ได้ตลอดทั้งวัน แต่จะมีการตั้งด่านตรวจของอุทยานฯ ตั้งแต่เวลา 20.00 – 06.00 น.
– รถรางไฟฟัาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น. ในราคาขึ้น-ลง คนละ 20 บาท(สำหรับคนไทย) และ 50
บาท (สำหรับชาวต่างชาติ) หากเดินทางไปหลังเวลา 18.00 น. ต้องขึ้นทางบันไดเท่านั้นพระธาตุเท่านั้น ข้อมูล เพิ่มเติม http://www.doisuthep.com
ประเพณีบูชาอินทขิล ใส่ขันดอก
ประเพณีบูชาอินทขิล ใส่ขันดอก ไหว้ศาลหลักเมืองจังหวัดเชียงใหม่
พิธีบูชาเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิลหรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบดีว่า ทุกๆ ปีจะต้องมีพิธีสักการะบูชาเสาอินทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนตกมาเป็นประธานในขบวนแห่และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9 หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า วันเข้าอินทขิล การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็นวันออกอินทขิล จึงเรียกว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก
ตำนานอินทขิล
ตำนานอินทขิลหรือตำนานสุวรรณคำแดงที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์
ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะเลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือศีลรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้
พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขิลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ
ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาจึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะและที่ประดิษฐานของเสาอินทขิล
เดิมมีเสาอินทขิลประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขิล ซึ่งตั้งอยู่ ณ กลางเวียงเชียงใหม่ ปัจจุบันก็คือ บริเวณหอประชุมติโลกราช ข้างศาลากลางจังหวัดเก่า ในตำนานกล่าวว่า เสาอินทขิลเดิมนั้นหล่อด้วยโลหะ จนกระทั่งสมัยพระเจ้ากาวิละ ราวปี พ.ศ. 2343 ได้ย้ายเสาอินทขิลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง โดยบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นเสาปูน และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา ปัจจุบันนี้เสาอินทขิลที่อยู่ในวิหาร เป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี บนเสาเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง เสาอินทขิลนี้สูง 1.30 เมตร วัดรอบได้ 0.67 เมตร แท่นพระสูง 0.97 เมตร วัดโดยรอบได้ 3.40 เมตร
ประเพณีอินทขิล
ประเพณีอินทขิล ในสมัยเจ้าผู้ครองนครกับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธีด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์ ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์ พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ หากคนทรงทำนายว่าบ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง นอกจากนี้ยังมีการซอและการฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวายแด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหยุดไป ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล โดยมีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน ในวันแรกของการเข้าอินทขิล มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำและใส่ขันดอก เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต ส่วนภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินภายใต้บุษบกที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป เมื่อเสร็จพิธีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์รัชกาลที่ 7 ราชวงศ์มังราย ซึ่งครองราชอาณาจักรล้านนาไทย พระองค์ทรงสร้างพระธาตุเจดีย์หลวงขึ้นเมื่อ พ.ศ.1934 ด้านหน้า พระวิหารหลวง เป็นที่ตั้งของเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง เสานี้ก่อด้วยอิฐถือปูน และกล่าวว่า แต่เดิมอยู่ที่วัดสะดือเมือง (หรือวัดอินทขิล) ซึ่งเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราชข้างศาลากลางหลังเก่า ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ครองเมืองเชียงใหม่ ให้ย้ายเสาอินทขิลมาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง และได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พร้อมทั้งสร้างวิหารครอบไว้เมือปี พ.ศ.2343 ต่อมา วิหารอินทขิลได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พอปี พ.ศ.2496 ครูบาขาวปี นักบุญแห่งล้านนาไทยอีกท่านหนึ่ง จึงได้สร้าง วิหารอินทขิลขึ้นใหม่ ในรูปทรงหรือสถาปัตยกรรมดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และท่าน ยังนำเอาพระพุทธรูปปางขอฝน หรือ พระคันธารราษฎร์ประดิษฐานไว้บนเสาอินทขิลอีกด้วย เพื่อให้ชาวเมืองได้กราบไหว้บูชาคู่กับหลักเมือง ต่อมาปี พ.ศ.2514 นางสุรางค์ เจริญบุญ ได้บริจาคทรัพย์ 100,000 บาท ทำการซ่อมแซมวิหารอินทขิลอีกครั้ง เสาอินทขิล (เสาที่พระอินทร ์ประทานให้) เป็นเสาหลักบ้านหลักเมืองคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เป็นที่เคารพสักการะ และนับถือว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รวม วิญญาณของชาวเมือง และบรรพบุรุษในอดีต เป็นปูชนียสถานสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ในสมัยก่อน ได้มีการทำพิธี สักการบูชา เสาอินทขิลเป็นประจำทุกปี การทำพิธีดังกล่าวมักจะทำในปลายเดือน 8 เหนือ ข้างแรมแก่ๆในวันเริ่มพิธีนั้น พวกชาวบ้านชาวเมืองทั้งเฒ่าแก่ หนุ่มสาว จะพากันนำเอาดอกไม้ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยใส่พาน หรือภาชนะ ไปทำการ สระสรงสักการบูชา การทำพิธีดังกล่าวนี้ มักจะเริ่มทำในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ (ภาคเหนือนับเดือนไวกว่าภาคกลาง 2 เดือน) เป็นประจำทุกปี จึงเรียกกันว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก
กิจกรรมในประเพณีเข้าอินทขิล
พิธีบูชาเสาอินทขิล พิธีนี้กระทำโดยการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิลกับรูปกุมภัณฑ์และฤาษี ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองอยู่สงบสุขร่มเย็น ช่วงเวลาสำหรับทำพิธีบูชาเสาอินทขิล คือ ช่วงปลายเดือน 8 ต่อต้นเดือน 9 วิหารอินทขิลจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปสักการบูชาตั้งแต่เช้า ซึ่งจะต้องทำพิธีพลีกรรมเครื่องบูชาดังนี้
การบูชาอินทขิล
เครื่องบูชามี ข้าวตอกดอกไม้ และเทียน 8 สวย พลู 8 สวย ดอกไม้เงิน 1 ผ้าขาว 1 รำ ช่อขาว 8 ผืน มะพร้าว 2 แคนง กล้วย 2 หวี อ้อย 2 เล่ม ข้าว 4 ควัก (กระทง) แกงส้ม แกงหวาน อย่างละ 4 โภชนะอาหาร 7 อย่าง ใส่ขันบูชา
การบูชาต้นยางหลวง ในวัดเจดีย์หลวง
เครื่องบูชามี เทียน 2 คู่ พลู 2 สวย ดอกไม้ 2 สวย หมาก 2 ขด 2 ก้อม ช่อขาว 4 ผืน หม้อใหม่ 1 ใบ กล้วย 1 หวี ข้าว 4 ควัก แกงส้มแกงหวานอย่างละ 4 โภชนะอาหาร 7 อย่าง การบูชากุมภัณฑ์ 2 ตน ในวัดเจดีย์หลวง ให้แต่งหอไม้อ้อต้นละหอ เครื่องบูชามีเทียนเงิน 4 เล่ม เทียนคำ 4 เล่ม ช่อขาว 8 ผืน ช่อแดง 8 ผืน ฉัตรขาว 2 ฉัตรแดง 2 มะพร้าว 4 แคนง กล้วย 4 หวี อ้อย 4 เล่ม ไหเหล้า 4 ไห ปลาปิ้ง 4 ตัว เนื้อสุก 4 ชิ้น เนื้อดิบ 4 แกงส้มแกงหวานอย่าง 4 เบี้ย 1300 หมก 1000 ผ้าขาว 1 รำ อาสนะ 12 ที่
การบูชาช้าง 8 ตัว ที่พระเจดีย์หลวง
ช้างแต่ละตัวมีเครื่องบูชาดังนี้ เทียนเงิน 1 คู่ เทียนคำ 1 คู่ ฉัตรแดง ช่อแดง 1 มะพร้าว 1 แคนง กล้วย 1 หวี อ้อย 1 เล่ม หญ้า 1 หาบ หมาก 1 ขด 1 ก้อม พลู 1 เล่ม ข้างตอกดอกไม้แดง 7 อย่าง ใส่ขันบูชา
พิธีใส่ขันดอก
เป็นพิธีที่กระทำต่อ จากการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิล ทางวัดจะเตรียมพานเรียงไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนนำดอกไม้ที่ตนเตรียมมาไปวาง ในพาน (ขัน) จนครบ เหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ การถวายดอกไม้เป็นการแสดงความเคารพบูชาแก่เสาอินทขิล กุมภัณฑ์ ฤาษี และพระรัตนตรัย
การใส่บาตรพระประจำวันเกิด
นอกจากเปิดวิหารอินทขิล จัดพาน รับดอกไม้แล้ว ทางวัดยังได้จัดเตรียมบาตร 7 ลูก วางไว้หน้าพระพุทธรูปประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน คือ
วันอาทิตย์ พระพุทธรูปปางถวายเนตร วันจันทร์ พระพุทธรูปปางห้ามญาติ วันอังคาร พระพุทธรูปปางไสยาสน์ วันพุธ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร วันพฤหัสบดี พระพุทธรูปปางขัดสมาธิ วันศุกร์ พระพุทธรูปปางรำพึง วันเสาร์ พระพุทธรูปปางนาคปรก
พิธีสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า
พระเจ้าฝนแสนห่า คือ พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม ซึ่งอยู่ใกล้ๆ วัดเจดีย์หลวง ชาวเชียงใหม่เชื่อว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีพุทธานุภาพบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เทศบาลนครเชียงใหม่ จึงอาราธนามาประดิษฐานบนรถแห่ไปตามถนนสำคัญ ใน เมืองให้ประชาชนสรงน้ำในวันแรม 12 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันเริ่มงานประเพณี หลังจากนั้นก็นำมาประดิษฐานไว้วงเวียนหน้าพระวิหารวัดเจดีย์หลวงทุกวันตลอดงานพิธีเข้าอินทขิล เพื่อให้ประชาชนที่ไปร่วมงานได้สรงน้ำระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้อย่างทั่วถึง
พิธีสืบชะตาเมือง
พิธีสืบชะตาเมืองเป็นพิธีที่กระทำหลังจากสิ้นสุดการบูชาเสาอิทขิลแล้วระยะหนึ่ง แต่ก็ยังคงอยู่ในช่วงครึ่งแรกของเดือน 9 เหนือ ประเพณีมีขึ้นเนื่องจากเมืองเชียงใหม่สร้างชื้นตามหลักโหราศาสตร์ และการเลือกชัยภูมิ ตลอดจนมหาทักษาเพื่อให้ได้ชัยภูมิ เวลา และฤกษ์ที่เป็นมงคล อันจะบันดาลให้เมืองเจริญรุ่งเรืองสืบไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันเวลาผ่านไปย่อมมีบางช่วงที่ดวงเมืองเบี่ยงเบน ตามลัคนา การทำบุญสืบชะตาเมือง จะช่วยให้เคราะห์ร้ายลดลงและสถานการณ์ต่างๆ กลับดีขึ้นไป การสืบชะตาของชาวล้านนาเทียบได้กับการทำบุญวันเกิด แต่มีพิธีการค่อนข้างละเอียดถี่ถ้วน โดยมีความเชื่อว่า หากกระทำแล้วจะช่วย สืบ อายุให้ยืนยาวต่อไป
พิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ จะกระทำในตัวเมือง 10 แห่ง คือที่กลางเวียง อันเคยเป็นสะดือเมือง ประตูทั้ง 5 ประตู และแจ่ง เวียง (มุมเมือง) ทั้ง 4 แจ่ง เมื่อมีพระบรมราชานุสรณ์สามกษัตริย์ มาประดิษฐานที่หน้าศาลากลางเก่า ตั้งแต่ พ.ศ.2526 การทำพิธีสืบชะตา ณ กลางเวียง ก็กระทำที่บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยมีพระสงฆ์ 9 รูปที่เหลืออีก 9 แห่งมีพระสงฆ์แห่งละ 11 รูป รวมทั้งสิ้นเป็น 108 รูป เท่ากับ จำนวน 108 มงคลในลัทธิพราหมณ์ และเท่ากับพระพุทธคุณพระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ รวม 108 ประการ เช่นกัน
พิธีสืบชะตาเมืองซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ.2511 นั้น จะกระทำขึ้นพร้อมๆกันทุกจุดในเวลา 07.00 นาฬิกา จะเริ่มพิธีสืบชะตาเมือง โดยเริ่มด้วยการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย สมาทานเบญจศีล พระภิกษุสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์แล้วแสดงธรรมเทศนา เมื่อจบแล้วจึงถวายภัตตาหารเพลแก่พระสงฆ์ หลังจาก เพลมีพิธีถวายไทยทานพระสงฆ์อนุโมทนา ผู้ประกอบพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่เทพยดาอารักษ์ ตลอดจนพระ วิญญาณ พญามังราย และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทุกพระองค์
รายการอ้างอิง
พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล). ตำนานอินทขิล (ฉบับสมโภช 600 ปี พระธาตุเจดีย์หลวง). เชียงใหม่ : บุณย์ศิริงานพิมพ์, 2538.
http://library.cmu.ac.th/ntic/knowledge_show.php?docid=12
ลัวะ
Credit รูป : https://www.impect.or.th
ลัวะ หรือละว้า เป็นเจ้าของถิ่นเดิมภาคเหนือก่อนที่ไทยเราจะอพยพลงมาสู่แคว้นสุวรรณภูมิ ตามตำนานของเชียงรายได้บันทึกไว้ว่า ชาวละว้าเคยมีอำนาจปกครองไทยสมัยหนึ่ง แต่ต่อมาภายหลังได้เกิดการต่อสู้รบพุ่งกัน ไทยประสบชัยชนะได้ฆ่าฟันขับไล่และทำลายล้างชาติละว้า ชาวละว้าหรือลัวะเป็นจำนวนไม่น้อยที่หนีกระจัดกระจายไปอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อาศัยอยู่ในบริเวณห่างไกลจากเขตเจริญ โดยตั้งบ้านเรือนรวมกันเป็นหมู่บ้านเฉพาะพวกของเขา ครั้นบ้านเมืองย่างเข้าสู่ความเจริญโดยมีถนนหนทางติดต่อไปมาทั่วถึงกัน รัฐบาลไทยได้ขยายการศึกษาแพร่หลายออกไป บรรดาลูกหลานชาวลัวะซึ่งนับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่ดั้งเดิม และมีขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายคลึงคนไทยเผ่าอื่น ๆ ก็กลายเป็นชาวเหนือ มากขึ้นทุกที ซึ่งอาจทำนายได้ว่าอนาคตอันใกล้นี้ชาวลัวะจะต้องสิ้นสูญชาติไปอย่างแน่นอน
ในจังหวัดเชียงรายเท่าที่ทราบมีหมู่บ้านชาวลัวะอยู่ 5 แห่ง ด้วยกัน คือ อำเภอเมือง 2 หมู่บ้าน อำเภอพาน 2 หมู่บ้านอำเภอเวียงป่าเป้า 1 หมู่บ้าน สำหรับอำเภอเมืองมีอยู่ในเขตตำบลบัวสลี 1 แห่ง กับตำบลแม่กรณ์ 1 แห่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกตำบลนี้ แต่ละแห่งมีประมาณ 20 หลังคาเรือนชาวลัวะที่อยู่ ทางทิศตะวันออกบ้านฮ่องขุ่นตำบลบัวสลีอำเภอเมืองเชียงราย นั้นตั้งหมู่บ้านบนที่ราบเชิงเขาดอยปุย ปลูกบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ แบบชาวเหนือที่อัตคัดตามชนบท คือมีบ้านฝาสาน ขัดแตะ ห้องครัวอยู่ต่างหากต่อจากห้องนอน มีระเบียงและชานนอกชายคา โรงวัวควาย เล้าไก่ ยุ้งข้าวอยู่ห่างกันครกตำข้าวเขาเอาไม้สูงประมาณ 1 เมตร มาเจาะลึกลงไปประมาณ 1 คืบ ใช้ตำด้วยมือตั้งครกไว้ใกล้บันไดเรือนในร่มชายคาบางบ้านใช้ครกกระเดื่องตำด้วยเท้าใต้ถุนเรือนเตี้ยใช้เก็บฟืน และใช้เครื่องหีบเมล็ดฝ้ายด้วยมือ ทุกหมู่บ้านมีวัดทางศาสนาพุทธ มีพระภิกษุสามเณร การเทศน์ใช้ภาษาชาวเหนือ หนังสือจารึกบนใบลานที่ใช้เทศน์ก็เป็นอักษรพื้นเมืองเหนือ
ชาวลัวะ มีขนบธรรมเนียมเครื่องแต่งกายต่างกับชาวเหนือ ผู้ชายนุ่งผ้าพื้นโจงกระเบนหรือโสร่ง ผู้หญิงสวมเสื้อสีดำผ่าอกแขนยาว ปักเป็นแผ่นใหญ่ที่หน้าอกตามแถวกระดุม และแถวรังดุมรอบคอ ปักที่ชายแขนเสื้อตรงข้อมือทั้งสองข้างและที่ใต้ตะโพกรอบเอวด้วยดิ้นเลื่อม ไหมเงินคล้ายเสื้อขุนนางไทยโบราณ ผ้าซิ่นติดผ้าขาวสลับดำเล็ก ๆ ตอนกลางเป็นริ้วลาย ชายซิ่นติดผ้าสีดำกว้างประมาณ 1 ศอก ตามปกติผู้หญิงอยู่บ้านไม่ค่อยสวมเสื้อชอบเปิดอกเห็นถัน ถ้าเข้าไปในเมืองก็จะสวมเสื้อแต่งกายอย่างชาวเหนือ ถ้าออกไปหาผักตามป่า เอาผ้าขาวโพกศีรษะ สะบายกระบุงก้นลึกโดยเอาสายเชือกคล้องศีรษะตรงเหนือหน้าผาก ใส่คาดคอรองรับน้ำหนักอีกชั้นหนึ่ง ไม่สวมเสื้อ แต่ดึงผ้าซิ่นขึ้นไปเหน็บปิดเหนือถันแบบนุ่งผ้ากระโจมอก เวลาเดินน่ากลัวผ้าซิ่นหลุด แต่ไม่เคยปรากฎเพาะเหน็บแน่น ไปไหนถือกล้องยาทำด้วยรากไม้ไผ่เป็นประจำ เสื้อของผู้ชายอย่างเดียวกันกับผู้หญิง แต่ไม่ปักดอกลวดลายที่คอเสื้อและชายเสื้อ เครื่องแต่งกายดังกล่าวนี้ปัจจุบันไม่ใช้กันแล้ว หันมานิยมเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ่าอกกลาง กางเกงจีนธรรมดา แต่ผู้ชายที่นุ่งผ้ากระโจงกระเบนยังมีอยู่บ้าง
ชาวลัวะ มีอาชีพทางกสิกรรม ทำนา ไร่ สวน เลี้ยงสัตว์จำพวกวัว ควาย หมู ไก่ หมูของเขาปล่อยให้หากินตามบริเวณบ้าน ถ้าฤดูข้าวเหลืองจึงนำมาขังไว้ในคอกเวลาว่างก็ทอผ้า ตำข้าว จักสาน เช่น กระบุง ตะกร้า ฯลฯฤดูแล้งชอบเข้าป่าล่าสัตว์ เมื่อได้สัตว์ป่ามาหนึ่งตัวผู้ล่าแบ่งเอาไว้ครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งนำไปมอบให้แก่ผู้ใหญ่บ้านผู้ใหญ่บ้านตีเกราะสัญญาณเรียกชาวบ้านมาแบ่งกันไปจนทั่วทุกหลังคาเรือน การปลูกสร้างบ้านเรือนชาวบ้านช่วยกันทั้งหมู่บ้านไม่ต้องจ้าง
การนับวันเดือนปีของชาวลัวะ ผิดกับชาวเหนือและไทยภาคกลาง คือเดือน 4 ของลัวะเป็นเดือน 5 ของไทย แต่ชาวเหนือถือเป็นเดือน 6 การนับเดือนของลัวะอย่างเดียวกันกับชาวไทยใหญ่ และชาวหลวงพระบาง ชาวลัวะมีนิยายประวัติประจำชาติ ซึ่งได้ทราบจากปากคำท่านผู้เฒ่าชาวลัวะบ้านลัวะตำบลบัวสี อำเภอเมืองเชียงรายว่าเดิมพญาลัวะกับพญาไตเพื่อนเกลอกัน ต่อมาพญาไตยกกองทัพไปรบกับพญาแมนตาตอก ซึ่งเป็นพญาอันยิ่งใหญ่ของบรรดาผีปีศาจทั้งปวง พญาไตพ่ายแพ้ต่ออิทธิฤทธิ์ของพญาแมนตาตอก จึงมาหลบซ่อนตัวอยู่กับพญาลัวะ พญาแมนตาตอกติดตามหาจนไปถึงบ้านลัวะ แต่ถูกพญาลัวะกล่าวปฏิเสธว่า ไม่พบเห็นพญาไต พญาไตจึงเป็นหนี้บุญคุณพญาลัวะ ลัวะกับไตจึงเป็นชนชาติคู่เคียงกันนับตั้งแต่นั้นมา
ชาวลัวะ นอกจากนับถือศาสนาพุทธ ยังนิยมนับถือผี มีการถือผีเสื้อบ้าน ส่งเคราะห์ ผูกเส้นด้ายข้อมือถือขวัญ เวลาเจ็บป่วยใช้ยารากไม้สมุนไพร เสกเป่า และทำพิธีฆ่าไก่เซ่นผี ถ้าตายก็จะทำพิธีอย่างชาวเหนือ มีพระสงฆ์สวดมนต์ บังสกุล เอาศพไปป่าช้า ฝังมากกว่าเผา แต่ถ้าตายอย่างผิดธรรมดาก็เผาให้สิ้นซากไป ในวันงานพิธีเลี้ยงผีเสื้อบ้าน (ผีหมู่บ้าน) เขาทำซุ้มประตูสานไม้เป็นรูปรัศมี 8 แฉกติดไว้ ห้ามไม่ให้คนต่างถิ่นเข้าสู่เขตหมู่บ้าน เครื่องหมายนี้ชาวเหนือเรียกว่า “ ตาแหลว” ซึ่งชาวไทยกลางเรียก “ เฉลว” เขาปิดบ้านทำพิธีเลี้ยงผีเสื้อบ้าน 1 วัน ถ้าเดินทางไปพบเครื่องหมายเฉลวนี้แล้วต้องหยุดอยู่ มีธุระอะไรก็ตะโกนเรียกชาวบ้านให้ไปพูดกันที่ตรงนั้น เช่น ขอดื่มน้ำหรือเดินหลงทางมา ถ้าขืนเดินล่วงล้ำเขตหมู่บ้านของเขาจะถูกปรับเป็นเงิน 5 บาท ถ้าไม่ยอมให้ปรับเขาบังคับให้ค้างแรม 1 คืน เวลาเกิดมีโรคสัตว์ระบาด หรือไข้ทรพิษเกิดขึ้นแก่คนภายในหมู่บ้านของเขา เขาจะปิดเฉลว หรือเครื่องหมายห้ามเข้าหมู่บ้านเช่นเดียวกัน
ภาษาของชาวลัวะไม่เหมือนภาษาไทยเลย ทั้งไม่คล้ายคลึงภาษาของชนชาติใด เข้าใจว่าเป็นชนชาติหนึ่งต่างหาก เช่น คำว่ากิน ชาวลัวะว่า จ่า แมว ว่า อั่งแมง หมู-ว่า สุนัข-ขื้อ ไฟ-มีท่อ น้ำ-ลาง ลูก-อังย่ะ เมีย-ข่ามบ๊ะ ผัว — อังบลอง อยู่ใกล้-อังดื้อ อยู่ไกล-อังเวอ บ้านท่านอยู่ที่ไหน-อาส่างข่องเดิ่งแง รับประทานอาหารกับอะไร-ไม้ เจ่อจ่าแอ รับประทานข้าว-ห่างจ่า ไปเที่ยวไหนมา-เกิ่งบ่แอ ไปไหน-อาละเกิ่งแอ ฯลฯแต่ถ้าเป็นคำที่เรียกซื้อสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เรียกเป็นภาษาชาวเหนือทั้งสิ้น ตลอดจนชื่อก็อย่างชาวเหนือ เช่น บัวจั๋น คำปัน พรหมา ฯลฯ เข้าใจว่าชื่อเดิมของลัวะนั้นไม่ได้เรียกกันดังนี้ มานิยมใช้ชื่อแบบชาวเหนือภายหลัง ส่วนชื่อเครื่องใช้นั้นสมัยโบราณเครื่องใช้แบบปัจจุบันชาวลัวะไม่มีใช้และรู้จัก เมื่อซื้อไปก็เลยเรียกชื่อตามชาวเหนือเรียก อาศัยที่อยู่ใกล้เคียงชาวเหนือขนบธรรมเนียมจึงคล้ายชาวเหนือ เพราะชนชาตินี้ถูกกลืนง่ายที่สุด ดังปรากฎว่า ลัวะที่อยู่ในเขตไทยใหญ่ได้กลายเป็นชาวไทยใหญ่โดยมาก
ขนบธรรมเนียมในการเที่ยวสาวชาวลัวะ เขาจะหยุดการทำงานในวันพระ ตลอดจนการเที่ยวสาวก็พลอยงดเที่ยวไปด้วย การเที่ยวสาวขึ้นไปนั่งสนทนาเกี้ยวพาราสีหญิงสาวบนบ้าน เมื่อหญิงสาวพอใจรักใคร่จะล่วงเกินเอาเป็นภรรยาได้โดยใส่ผีเป็นเงิน 12 บาท ครั้นแล้วต้องไปทำงานให้พ่อตาแม่ยายเป็นเวลา 1 ปี ถึง 3 ปี จึงแยกปลูกบ้านเรือนต่างหากได้ ในปีแรกจะแยกเอาภรรยาไปอยู่บ้านตนหรือปลูกบ้านอยู่ต่างหากไม่ได้เป็นอันขาด อย่างน้อยต้องรับใช้งานพ่อตาแม่ยาย 1 ปี เพราะต้องการใช้แรงงานบุตรเขย
การเดินทางไปบ้านลัวะ ตำบลบัวสลี อำเภอเมืองนั้น ออกจากตัวเมืองเชียงราย โดยรถยนต์ตามถนนประชาธิปัตย์เชียงราย-พานทางทิศใต้ ประมาณ 10 กิโลเมตร ก็ถึงบ้านฮ่องขุ่น ซึ่งมีตลาดประจำตำบลที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง แล้วลงเดินแยกไปทางทิศตะวันออกมุ่งตรงไปสู่ดอยปุย ตามเส้นทางเดินเท้าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ก็ถึงหมู่บ้านลัวะดอยปุย ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ราบริมเชิงเขา ประมาณ 20 หลังคาเรือน ชาวลัวะเหล่านี้เวลาอยู่ระหว่างพวกเดียวกันพูดภาษาลัวะ และแต่งกายแบบครึ่งลัวะครึ่งชาวเหนือ แต่ถ้ามาในเมืองแล้วแต่งกายแบบชาวเหนือ จะไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาเป็นชาวลัวะ แม้แต่ชาวเชียงรายเองน้อยคนที่ทราบว่ามีชาวลัวะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันกับที่พวกเขาอาศัยอยู่
ที่มาของข้อมูล
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. 2547. 30 ชาติในเชียงราย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ศยาม.
ชนเผ่าโบราณในแผ่นดินเหนือ ชนเผ่าลัวะ หรือ ละว้า เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมของดินแดนล้านนา
จุดเริ่มต้น คือ การสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางราชธานีโดยพระยามังราย เมื่อ 700 กว่าปีก่อน (ยุคสมัยเดียวกับพ่อขุนรามคำแหง แห่งอาณาจักรสุโขทัย ทั้งสองพระองค์ยังเป็นมิตรสหายกันด้วย) ก่อนหน้าที่จะเป็นล้านนานั้น บนแผ่นดินนี้ประกอบด้วยชุมชน, เมือง และรัฐอิสระมากมาน โดยมี 2 รัฐที่มีอำนาจสูงสุด คือ หิรัญเงินยางนครเชียงแสน เป็นเมืองที่เข้มแข็งที่สุดทางตอนเหนือ (ปัจจุบัน คือ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) และ หริภุญไชย (ลำพูน) ซึ่งรับอิทธิพลมาจากละโว้ และเป็นเมืองที่สำคัญที่ติดต่อกับหัวเมืองทางตอนล่าง โดย “เชียงใหม่” นั้น แต่เดิมเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แต่มีชัยภูมิที่ดีมาก และมีเจ้าของพื้นที่เดิมคือ ชาวลัวะ (ภาษาราชการเรียกว่าละว้า) ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มิใช่ชาวเขา แต่เป็นคนพื้นถิ่น อาศัยเชิงดอยสุเทพ ปัจจุบันคือชุมชนช่างเคี่ยน และมีกระจัดกระจายทั่วไปหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ กว่าวได้ว่า ลัสะเป็นเจ้าของพื้นที่ตั้งแต่ก่อนสร้างหริภุญไชย(หริภุญไชยสร้างเมื่อ 1300 กว่าปีมาแล้ว)
ลัวะ นิยมสร้างชุมชนบริเวณเชิงเขา ไม่ใช่บนยอดเขา แต่คนไต(ไท) นิยมสร้างบ้านบริเวณที่ราบใกล้แม่น้ำทำให้คนไตสามารถขยับขยายพื้นที่ รุกเข้ามาสร้างเมืองแบบที่ลัวะไม่เดือดร้อน
เมื่อพระยามังรายซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็งที่สุดของรัฐในหุบเขา มีดำริจะขยายอำนาจของหิรัญเงินยางนคร มาทางตอนล่าง จึงเสาะหาชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การตั้งเป็นราชธานีเริ่มจากเวียงกุมกามและมาที่ นพบุรีศรีนครพิงค์(เวียงเชียงใหม่) โดยดำเนินนโยบายสัมพันธไมตรีกับลัวะ ทำให้เวียงเชียงใหม่ และชุมชนลัวะอยู่ห่างกันเพียงราวไม่ถึง 5 กิโลเมตร โดยชาวเวียงเชียงใหม่ นั้นเป็นเชื้อชาติ “ไทยวน” (อ่านว่า ไท-ยวน)
และเมื่อเชียงใหม่เติบโตเข้มแข็งขึ้น ก็แผ่อำนาจเหนือชุมชนและเมืองต่าง ๆ รวมอำนาจกับอาณาจักรเดิมคือ เชียงแสน และสร้างเมืองลูกหลวงขึ้น เช่น เขลางค์นคร ลำปาง อีกทั้งยึดหริภุญไชย ทำให้เกิดรูปแบบอาณาจักรขึ้นมา นั่นคือ “ล้านนา” และมีหลากหลายเชื้อชาติ เช่น ไทลื้อ, ไทเขิน, ไทเม็ง, ไทใหญ่ ฯลฯ
และเนื่องจากความเป็น “รัฐในหุบเขา” ทำให้ล้านนามีโครงสร้างการปกครองอย่างหลวม ๆ ไม่อาจควบคุมทางการทหารได้เต็มที่แต่หันมาใช้วิธี “ธรรมราชา” ในการควบคุมอาณาจักร นั่นคือสร้างรูปแบบศิลปะและใช้พุทธศาสนาเป็นศูนย์กลาง คือทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของล้านนาที่ชาวเมืองอื่น ๆ จะต้องมาสักการะ เป็นสิริมงคล
เนื้องจากลัวะนั้น อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา เมื่อคนไทยวน (หรือคนเมือง) มาสร้างอาณาจักรและมีอำนาจมากขึ้น ทำให้ชุมชนลัวะต้องขยับขึ้นไป อาศัยห่างคนเมืองมากขึ้น และด้วยความที่นับถือผีอย่างเคร่งครัด ต่างจากคนเมืองที่นับถือพุทธ (แต่ก็เป็นพุทธผสมผี หรือความเชื่อดั้งเดิม) ทำให้ลัวะถูกมองว่าเป็นคนป่า คนเถื่อน ดังปรากฏใน ตำนานมูลศาสนา ที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเสด็จมาปราบยักษ์ โดยแทนลัวะเป็นตัวยักษ์
ปัจจุบัน ลัวะหรือละว้า ถูกมองว่าเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งในประเทศไทย อันที่จริงแล้วคนลัวะแตกต่างจากชาวเขาทั่วไป อย่างม้ง, เย้า, มูเซอ, ปกากะญอ, ขิ่น ฯลฯ เพราะชาวเขาเหล่านี้เพิ่งอพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อราว ๆ 200 กว่าปีนี้เอง แต่ลัวะเป็นเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมที่ควรมีสิทธิมีเสียงและได้รับการยอมรับจากสังคมเมืองมากขึ้น
ประเพณีบูชาอินทขิล (เสาของพระอินทร์; เสาหลักเมือง) ได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อดั้งเดิมของชาวลัวะ พื่นที่เวียงเชียงใหม่นั้น เป็นพื้นที่ที่ลัวะกลัวไม่กล้าเข้ามายุ่ง เพราะเชื่อว่ามียักษ์กุมภัณฑ์รักษาอยู่ มีรูปปั้นยักษ์เก่าแก่และอินทขิล พระยามังรายเมื่อเข้ามาสร้างเวียง ก็ต้องทำพิธีบูชาเสาอินทขิล และเลี้ยงยักษ์ตามความเชื่อชาวลัวะ ต่อมามีการทำพิธีตัดเศียรยักษ์แล้วต่่อใหม่ เพื่อลดความเฮี้ยนที่อาละวาดรังควาญผู้คนในเวียง
ขุนหลวงวิลังคะ กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวลัวะ ตรงกับสมัยพระนางจามเทวีแห่งหริภุญไชยทั้งสองพระองค์สู้รบกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ระหว่างลัวะดั้งเดิมและวัฒนธรรมละโว้
มีข้อสันนิษฐานว่าลวปุระหรือละโว้น่าจะเป็นเมืองของชาวลัวะ เพราะพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบนไปจนถึงจีนตอนใต้เดิมเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของกลุ่มมอญ-เขมร ซึ่งลัวะก็เป็นกลุ่มหนึ่ง ตำนานต่าง ๆ ล้วนแต่กล่าวถึงชาวลัวะก่อนการเข้ามาของคนไท-ไทย และพุทธศาสนา ข้อสันนิษฐาน คือ ลัวะ เป็นชาวพื้นเมืองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมทางทวารวดี เมืองลวปุระเป็นศูนย์อำนาจทางตอนเหนือที่จะขยายไปถึงหริภุญไชย ซี่งก็เป็นดินแดนลัวะเหมือนกัน พระนางจามเทวีน่าจะเป็นลูกสาวลัวะที่ถูกส่งไปรับวัฒนธรรมที่ลวปุระ เมื่อกลับมาปกครองจึงขัดแย้งกับขุนหลวงวิลังคะ ที่เป็นกลุ่มลัวะใหญ่บริเวณลุ่มน้ำปิง ด้านดอยสุเทพ ที่ยังยึดมั่นจารีตลัวะดั้งเดิมอยู่ ขณะที่หริภุญไชยนั้นอยู่พื้นที่น้ำกวง น้ำขาน และน้ำปิง ฤาษีวาสุเทพผู้สร้างหริภุญไชยก็คือลัวะที่รับวัฒนธรรมมอญ จามเทวีเป็นลูกสาวฤาษีก็ต้องเป็นลัวะเหมือนกันพื้นที่นี้จึงไม่มีความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรมชาติพัรธุ์
เครดิต :
ประวัติศาสตร์ล้านนา ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล ๒๕๕๓
https://board.postjung.com/575778.html
ประวัติความเป็นมา
ประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว ก่อนที่พวกมอญจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เขตลุ่มน้ำปิง บรรพบุรุษ
ของละว้า ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว ละว้าหรือที่คนไทยภาคเหนือเรียกว่า “ลัวะ” นั้น เป็นกลุ่มชนออสโตรนีเซียน
และเรียกตัวเองว่า “ละเวียะ” ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นที่เชื่อกันว่าอพยพมาจากทางตอนใต้ของไทย มลายา หรือ เขมร เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว บางคนเชื่อว่า พวกลัวะ เป็นเชื้อสายเดียวกับพวกว้าที่อยู่ทางภาคเหนือของเมียนมาร์และตอนใต้ของมณฑลยูนนานในประเทศจีน เพราะมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภาษา ลักษณะรูปร่างและการแต่งกาย
พวกลัวะได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 900 ปีมาแล้ว พวกมอญจากลพบุรีซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองลำพูนและลำปาง ได้รุกรานพวกลัวะจนต้องหนีไปอยู่บนภูเขากลายเป็นชาวเขาไป ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 ชนชาติไทยได้อพยพเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ และตีพวกมอบแตกพ่ายไปและมีสัมพันธไมตรีกับพวกลัวะ
พวกลัวะเองก็เชื่อว่า บรรพบุรุษของเขาเคยอาศายอยู่ในเชียงใหม่ และเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ ลัวะมีกษัตริย์ของตนเอง และองค์สุดท้ายคือขุนหลวงวิลังก๊ะ ซึ่งถูกพระนางจามเทวี กษัตริย์มอบแห่งนครหริกุญชัย (ลำพูน) ตีแตกพ่ายไปอยู่บนป่าเขา
มีลัวะบางส่วนที่อาศัยอยู่พื้นราบ แต่พวกนี้รับวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ จากคนไทยจนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไปเกือบหมดแล้ว
ภาษา
ภาษาของลัวะจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตร-เอเซียนติด และได้รับอิทธิพลจากภาษาของพวกมอญ – เขมรด้วย ภาษาของลัวะมีแตกต่างกันหลายกลุ่ม แต่แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่ม วาวู ใช้พูดกัน
ในหมู่ลัวะ เขตลุ่มน้ำปิง เช่น บ้านบ่อหลวง อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มอังกา ใช้พูดกันในเขตตะวันตก เขต อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความแตกต่างกันของภาษานี้ จะต่างกันไปตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างกัน แต่สามารถเข้าใจกันได้ นอกจากนี้ยังนำคำในภาษาไทยพื้นเมืองทางเหนือไปใช้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังสามารถพูดภาษาไทยได้ด้วย
ประชากร
ประชากรลัวะในประเทศมี 65 หมู่บ้าน 4,178 หลังคาเรือน ประชากร 21,794 คน คิดเป็นร้อยละ 2.38 ของประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศไทย โดยกระจายตัวกันอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ 6 จังหวัด คือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี สุพรรณบุรี เชียงราย และลำปาง
การตั้งถิ่นฐาน
หมู่บ้านลัวะปัจจุบันส่วนมากยังอยู่ในเขตภูเขาที่ห่างไกลจากชาชนคนไทยหมู่บ้าน หนึ่ง ๆ จะประกอบ
ด้วยครัวเรือนประมาณ 20 – 100 หลังคาเรือน โดยสร้างบ้านเรียงรายอยู่ตามแนวสันเขา ลักษณะบ้านยกพื้นสูงคล้ายบ้านกะเหรี่ยง แต่ลักษณะหลังคาจะมีกาแลเป็นสลักไขว้กันสองอันเป็นหน้าจั่ว หลังคาบ้านซึ่งมุงด้วยหญ้าคาหรือตองตึง จะสูงชันคลุมลงเกือบจรดพื้นดิน รอบ ๆ หมู่บ้านจะเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูก และระหว่างพื้นที่ทำไร่
กับหมู่บ้านจะมีแนวป่าซึ่งเป็นป่าแก่สงวนไว้สำหรับเป็นแนวกันไฟเวลาเผาไร่ของหมู่บ้าน
ลักษณะทางสังคม
ลัวะมีระบบการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ายหญิงจะเข้าไปอยู่ฝ่ายชายและนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายชาย บุตรที่เกิดมาอยู่ในสวยเครือญาติของฝ่ายพ่อในครัวเรือนหนึ่ง ๆ โดยทั่วไปประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร บุตรชายคนโตต้องไปสร้างใหม่เมื่อแต่งงาน บุตรชายคนสุดท้ายจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับมรดกและเลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดชีวิต
หน้าที่ในครัวเรือนจะแบ่งออกตามอายุ และเพศ กล่าวคือ ผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบหาฟืน ตักน้ำ
ตำข้าว ทำอาหาร และทอผ้า ผู้ชายมีหน้าที่ซ่อมแซมบ้าน ทำรั้ว ไถนา และล่าสัตว์ วนงานในไร่เป็นหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย ต้องช่วยกันทำ รวมทั้งสมาชิกวัยแรงงานทุกคนในครอบครัวด้วย งานด้านพิธีกรรมถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ชายเกือบทั้งหมด
การปกครอง
สังคมลัวะ ไม่มีตำแหน่งเฉพาะทางการปกครอง ไม่มีการตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตัดสินกรณีพิพาก และรักษากฎระเบียบของหมู่บ้านโดยตรง แต่ให้ความเคารพเชื่อถือหัวหน้าทางความเชื่อถือของหมู่บ้านที่เรียก “สมัง” ให้เป็นผู้มีหน้าที่กระทำพิธีการต่าง ๆ ในนามของหมู่บ้าน ตั้งแต่การเลือกที่ดิน
ทำไร่ของหมู่บ้านว่าดีหรือไม่ก่อนที่จะตกลงตัดไม้ การตัดสินกรณีแก่งแย่งที่ดิน ฯลฯ โดยพิธีเหล่านี้สมัง จะทำร่วมกับ “ลำ” หรือผู้นำทางด้านพิธีกรรมของแต่ละกลุ่มในหมู่บ้าน นอกจากนั้นก็มีผู้ช่วย ลำ ซึ่งเป็นผู้ที่อายุมากในกลุ่มรองจาก ลำ เมื่อลำ คนเดิมเสียชีวิตลง ผู้ช่วยก็จะเป็นผู้ได้รับตำแหน่ง ลำ คนต่อไป
เศรษฐกิจ
ลัวะมีเศรษฐกิจแบบยังชีพ ขึ้นอยู่กับการทำไร่เลื่อนลอยแบบหมุนเวียนโดยจะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชหลัก ลัวะนิยมบริโภคข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว และนิยมดื่มเหล้าที่ทำจากข้าวเจ้าอีกด้วย พืชอื่น ๆ ที่ปลูกแซมในไร่ข้าวสำหรับไว้เป็นอาหารและใช้สอยได้แก่ ข้าวโพด ถั่ว แตงกวา พริก ฝ้าย ผักต่าง ๆ
ส่วนสัตว์เลี้ยงได้แก่ วัว ควาย หมู ไก่ สุนัข เป็นต้น ซึ่งสัตว์เลี้ยงเหล่านี้บางชนิดก็ฆ่าสำหรับใช้เลี้ยงผี ผลิตผลทางเศรษฐกิจของลัวะ มีประมาณเพียงพอสำหรับบริโภคและขายในหมู่บ้านใกล้เคียงได้บ้าง เศรษฐกิจ
มีลักษณะพอมีพอกินเลี้ยงตนเองได้ไม่เดือดร้อน
มาตรฐานการครองชีพของลัวะ อยู่ในระดับปานกลาง ในอดีตปลูกข้าวเป็นรายได้ เช่น ปลูกท้อ เสาวรส ผักกาด กล่ำปลี มะเขือเทศ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ทำให้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นกว่าเดิม บ้านที่เคยมุ่ง
หลังคาด้วยหญ้าคาหรือใบตองตึง ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นมุงด้วยกระเบื้องหรือสังกะสีกันมากแล้ว ส่วนสัตว์เลี้ยงก็ยังคงเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมโดยการฆ่าแล้วนำไปเซ่นไหว้ผี เช่น พิธีด้านการเกษตร พิธีแต่งงาน พิธีไหว้ผีต่าง ๆ
เป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้ลัวะไม่มีสัตว์เลี้ยงเหลือสำหรับขาย
ขอบคุณข้อมูลดีๆจากศูนย์พัฒนาสังคม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ตำนานเสาอินทขิล เสาหลักเมืองเชียงใหม่
ตำนานเสาอินทขิล ตำนานเสาหลักเมืองเชียงใหม่ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่
เสาอินทขิล เสาหลักเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยุ๋ที่วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร อำเภอเเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ตำนานอินทขิล หรือ ตำนานสุวรรณคำแดง ที่ พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลทั้ง 3 บ่อ บ่อละ 3 ตระกูลโดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตว์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ได้ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์ ข่าวความสุขความอุดสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นเมืองของชาวลัวะเลืองลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤาษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือ ยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มาดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจขอสมบัติจากทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้ พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขีลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับไปสวรรค์แล้ว ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขาง หรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ พระเถระก็นำความมาแจ้งแก่ชาวเมืองได้ทราบ ดังนั้นจึงปฏิบัติตามคำของพระอินทร์ทุกประการ และได้ทำพิธีบวงสรวงสักการะบูชาเสาอินทขิลและรูปกุมภกัณฑ์ที่สร้างเทียมไว้นั้นแทนเสาจริง ๆ มิได้ขาด บ้านเมืองก็รอดพ้นจากภัยพิบัติตามที่พระเถระได้ทำนายไว้ และบ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรือวงสืบมา จึงมีประเพณีสักการะบูชาเสาอินทขิลต่อมาจนปัจจุบัน
แต่เดิมเสาอินทขิลประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขิล ซึ่งตั้งอยู่ ณ กลางเวียงเชียงใหม่ ปัจจุบันก็คือ บริเวณหอประชุมติโลกราช ข้างศาลากลางจังหวัดเก่า ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละได้ครองเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงให้สร้างกุมภกัณฑ์และฤาษีไว้พร้อมกับเสาอินทขิลนั้นด้วย เพื่อจะให้พวกประชาชนชาวเมืองได้สักการะบูชาสืบต่อไป โดยบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นเสาปูน และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา ปัจจุบันนี้เสาอินทขิลที่อยู่ในวิหาร เป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี บนเสาเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง เสาอินทขิล มีความ สูง 1.30 เมตร รอบเสา 0.67 เมตร แท่นพระสูง 0.97 เมตร วัดโดยรอบ 3.40 เมตร
ครูบาเถิ้ม เจ้าอาวาสวัดแสนฝางซึ้งเป็นผู้มีชื่อเสียงทางไสยศาสตร์ครั้งนั้นเห็นว่ากุมภกัณฑ์เฮี้ยนนัก จึงทำพิธีไสยศาสตร์ตัดศรีษะกุมภกัณฑ์ออกเสีย และต่อใหม่เพื่อให้ความขลังลดลง นับแต่นั้นมากุมภกัณฑ์ก็เลยลดความเฮี้ยนลงมาจนกระทั้งปัจจุบัน
พิธีบูชาเสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมือง ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงการอยู่ดีมีความสุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิล หรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบว่า ทุกๆปีจะต้องมีพิธีสักระบูชาเสาอิทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตให้แก่ชาวบ้าน ชาวเมืองรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนตกมาเป็นประธานขบวนแห่ และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า “วันเข้าอินทขิล” การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวันที่ 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็น “วันออกอินทขิล” จึงเรียกว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก
วัดเจดีย์หลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์รัชการที่ 7 ราชวงศ์มังราย ซึ่งครองราชย์อาณาจักรล้านนาไทย พระองค์ทรงสร้างพระธาตุเจดีย์หลวงขึ้นเมื่อ พ.ศ.1934 ด้านหน้า พระวิหารหลวง เป็นตั้งของเสาอินทขิล หรือเสาหลักเมือง เสานี้ก่อด้วยอิฐถือปูน และกล่าวว่า แต่เดิมอยู่ที่วัดสะดือเมือง หรือ วัดอินขิล ซึ่งเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราชข้างศาลกลางหลังเก่า ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ครองเมืองเชียงใหม่ ให้ย้ายเสาอินทขิลมาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง และได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พร้อมทั้งสร้างวิหารครอบไว้เมื่อ ปี พ.ศ.2343 ต่อมา หออินทขิลได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พอปี พ.ศ.2496 ครูบาขาวปี นักบุญแห่งล้านนาไทยอีกท่านหนึ่ง จึงได้สร้าง หออินทขิลขึ้นใหม่ ในรูปทรงหรือสถาปัตยกรรมดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
ในปีพุทธศักราช 2555 หออินทขิลชำรุดทรุดโทรมลงไปอย่างมาก ทางวัดเจดีย์หลวงจึงได้ขออนุญาตกรมศิลปกร ดำเนินการบูรณะให้มั่นคง แข็งแรง โดยรักษารูปทรงเดิมไว้ทุกประการ และตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นศิลปะล้านนา และได้ทำการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านในเป็นการเล่าตำนานของเสาอินทขิล และประวัติการสร้างพระธาตุเจดีย์ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบตำนาน และประวัติศาสตร์ ซึ่งในการดำเนินการครั้งนี้ได้รับความอุปถัมภ์จากทุกภาคส่วน ในการดำเนินการรวมถึงการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบและบูรณะศาลกุมภัณฑ์ ทั้ง 2 ศาล ที่อยู่คู่กับหออินทขิล พร้อมทั้งได้ทำซุ้มประตู เพื่อให้ตรงกับประตูหออินทขิล เมื่อมองมาจากถนนหน้าวัด และได้ดำเนินการหล่อรูปปั้นจำลองพระอิทร์,พญามังรายมหาราช และพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นผู้มีคุณูปการต่อบ้านเมือง และชาวเชียงใหม่
ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลเชียงใหม่ 22-28 พ.ค.2560
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สภาวัฒนธรรมล้านนาเมืองเชียงใหม่ กำหนดการจัดงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ประจำปี 2560 ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคม 2560
22 – 28 พฤษภาคม 2560 บูชาเสาอินทขิล , การออกร้าน , จำหน่ายสินค้า และอาหารพื้นเมือง
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร โทร. 053-282-041, 053-814-119
กำหนดการจัดงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ประจำปี 2560 ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคม 2560
วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม 2560 (วันแรม 12 ค่ำ เดือน 8 เหนือ) (ทำบุญวันเข้าอินทขีล)
ขบวนแห่ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (หลักเมืองเชียงใหม่) ประจำปี 2560 วันจันทร์ที่ 22 พ.ค. 2560
ณ วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม 2560
วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม 2560 แรม 12 ค่ำ เดือน 8 เหนือ
เวลา 09.00 น. – คณะสงฆ์ สามเณร ศรัทธาสาธุชน วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร อาราธนาพระเจ้าฝนแสนห่า จากวัดช่างแต้ม สู่วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร เพื่ออาราธนาออกแห่รอบเมือง
เวลา 13.00 น. – คณะศรัทธา ประชาชนจากอำเภอที่เข้าร่วมขบวนแห่พร้อมเพรียงกัน ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
เวลา 14.00 น. – อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่า พร้อมเครื่องบูชาอินทขีล ออกจากวัดเจดีย์หลวง วรวิหาร เลี้ยวซ้ายไปตามถนนพระปกเกล้า ผ่านพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ เลี้ยวขวาไปตามถนนราชวิถี เข้าสู่ถนนช้างม่อย-ถนนช้างม่อยตัดใหม่-ถนนท่าแพ-ถนนราชดำเนิน ถึงสี่แยกกลางเวียง เลี้ยวซ้ายตามถนนพระปกเกล้า เข้าสู่วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร
ขบวนที่ 1 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับสมาคมกลองและศิลปะการแสดงล้านนา
ขบวนที่ 2 วัดพระนอนขอนม่วง อำเภอแม่ริม
ขบวนที่ 3 อำเภอแม่แตง
ขบวนที่ 4 อำเภอดอยสะเก็ด
ขบวนที่ 5 อำเภอหางดง
ขบวนที่ 6 อำเภอสันกำแพง
ขบวนที่ 7 อำเภอสันทราย
ขบวนที่ 8 อำเภอสันป่าตอง
ขบวนที่ 9 อำเภอสารภี
ขบวนที่ 10 อำเภอแม่ออน
ขบวนที่ 11 อำเภอเมืองเชียงใหม่
ขบวนที่ 12 อำเภอแม่ริม
ขบวนที่ 13 ขบวนคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอหางดง
เวลา 16.00 น. พิธีเปิดงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
– นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวรายงาน
– ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประธานทำพิธีเปิด โดยลั่นฆ้องชัย 9 ครั้ง
– การแสดงมหกรรมกลองล้านนา (จากสมาคมกลองและศิลปะการแสดงล้านนา)
– พระสงฆ์ ในพระวิหารเสาอินทขีล เจริญชัยมงคลคาถา
– ประธานจุดธูปเทียนบูชาและสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า
– ประธานจุดธูปเทียนบูชาเสาอินทขีล
– ประธานนำประชาชนใส่ขันดอก
เวลา 17.00 น. – พระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ในวิหารเสาอินทขีล
เวลา 19.00 น. – การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
…………………………………………………
หมายเหตุ แต่งกายชุดพื้นเมือง
วันที่ 22-28 พฤษภาคม 2560
เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ศรัทธา ประชาชนใส่ขันดอก สรงน้ำพระเจัาฝนแสนห่า ใส่บาตร 108 ปิดทองพระประจำวันเกิด ไหว้พระพุทธอัฏฐารส บูชาพระธาตุเจดีย์หลวง
เวลา 17.00 น. พระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ในพระวิหาเสาอินทขีล
เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป – การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2560 ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ทำบุญวันออกอินทขีล
เวลา 09.30 น. ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ 108 รูป เจริญพระพุทธมนต์
เวลา 10.00 น. – ถวายไทยทาน /ถวายภัตตาหารเพล
เวลา 13.09 น. – พิธีอาราธนาอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่า ประดิษฐานบนรถบุษบกศรีเชียงใหม่ จากวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร สู่วัดช่างแต้ม เสร็จพิธี
ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมชมนิทรรศการ ตามรอยพ่อ กับคำว่า “พอเพียง”
ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมชมนิทรรศการ ตามรอยพ่อ กับคำว่า “พอเพียง” วิถีชุมชนใต้เบื้องพระยุคลบาท เพื่อรำลึกถึงพระอัจริยภาพและน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแม้ในพื้นที่ห่างไกล ผ่านการจัดแสดงวิถีชีวิตของชุมชน การเสวนา ตลอดจนการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์และการจำหน่ายสินค้าต่างๆ ของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 12 ชุมชน ได้แก่
บ้านยาง อ.ฝาง ,
บ้านเสาแดง อ.กัลยาณิวัฒนา,
บ้านห้วยปูน้อย อ.อมก๋อย,
บ้านเปียงหลวง อ.เวียงแหง,
บ้านป่าสักงาม อ.ดอยสะเก็ด,
โครงการหลวงทุ่งเริง อ.หางดง,
บ้านขุนแตะ อ.จอมทอง,
บ้านแม่สายป่าเมี่ยง อ.พร้าว,
บ้านแม่แมะ อ.เชียงดาว,
บ้านแม่โจ้ อ.แม่แตง,
บ้านปางอุ๋ง อ.แม่แจ่ม
และ บ้านป่าเกี๊ยะใน อ.สะเมิง
ร่วมชมนิทรรศการ และรับฟังเสวนาในหัวข้อ “วิธีชุมชน ใต้เบื้องพระยุคลบาท”
20 พฤษภาคม 2560
14.00 น. พิธีเปิด+ชมนิทรรศการ
รับชม VTR และร่วมฟังเสวนา หัวข้อ “วิธีชุมชน ใต้เบื้องพระยุคลบาท”
16.30 น. การสาธิตการประดิษฐ์ดอกดารารัตน์
17.00 น.การสาธิตการทำสินค้าในชุมชน
.
ในวันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:00 น. ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น G อุทยานการค้ากาดสวนแก้ว
ไม่อั้น! 19พ.ค. 199บ. บุฟเฟต์ กินทุเรียนฯลฯ 20-22พ.ค. 299บ. หลังจากนั้น 399บ. เด็กต่ำกว่า 120cm.ฟรี!!
เตรียมพบกับ บุฟเฟต์ 399. ไม่อั้น กับทุกรายการ. ที่ Magnet Market @ เชียงใหม่. ในงาน. Thailand king fruit paradise. ณ Think park. แยกรินคำ ตั้งแต่วันที่. 19 พค.- 15 กย 60
รายละเอียดการทานบุฟเฟ่ต์ทุเรียนท่านละ 399 บาท 90 นาที อิ่มได้ไม่อั้นกับผลไม้คุณภาพ
รายการผลไม้ให้คุณเลือกอิ่มได้ไม่อั้น
1.ทุเรียน
2.มังคุด
3.มะม่วง
4.เงาะ
5.ลิ้นจี่
6.มะละกอ
7.ชมพู่
8.แตงโม
9.เมล่อน
10.ลำใย
11.สัปรดภูแล
12.กล้วย
13.สละ
14.ลองกอง
ขนม
1.ข้าวเหนียวมะม่วง
2.ข้าวเหนียวทุเรียน
3.ไอศครีมทุเรียน
4.ไอศครีมมะม่วง
5.ไอศครีมกระทิ
<span style=”color: #000000;”><strong>หมายเหตุ :
ผลไม้บางรายการอาจปรับเปลี่ยน ตามฤดูกาล ยกเว้นทุเรียนที่มีตลอดกิจกรรม</strong></span>
<u>เงื่อนไขการรับประทานบุฟเฟ่ต์</u>
• ระยะเวลาในการรับประทานสูงสุดคือ 1.30 ชั่วโมงต่อท่าน ตามรอบระยะเวลาและเงื่อนไขที่ผู้จัดงานกำหนด
• หากรับประทานอาหารไม่หมด ผู้จัดงานมีสิทธิคิดเงินค่าอาหารเพิ่มจากราคาปกติได้อีกเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท ต่อท่าน
• เด็กที่มีส่วนสูงไม่ถึง 120 ซม. รับประทานฟรี สำหรับเด็กที่มีส่วนสูงตั้งแต่ 120 ซม.ขึ้นไป คิดราคาอาหารปกติ โดยผู้ปกครองต้องมีหน้าที่ดูแลเด็กซึ่งอยู่ในความดูแลของตนตลอดระยะเวลาที่ร่วมงาน
• ผู้ร่วมงานจะต้องรับประทานอาหารภายในงานเท่านั้น ไม่สามารถนำอาหารออกนอกพื้นที่จัดงานหรือนำอาหารกลับบ้าน
• ห้ามนำสัตว์เลี้ยง, อาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกนำเข้ามาภายในงาน
• การซื้อบัตรหมายถึง
ท่านได้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการให้แก่ผู้จัดงานครบถ้วนเรียบร้อยแล้วเท่านั้น โดยลูกค้าไม่สามารถขอคืนเงิน ยกเลิกรายการ ขอส่วนลด เสนอแลกเปลี่ยน หรือเปลี่ยนรอบการเข้าร่วมทานบุฟเฟ่ต์ตามที่ระบุข้อมูลไว้บนบัตร ไม่ว่ากรณีใดๆ
• ผู้จัดงานขอสงวนสิทธิในการเพิ่ม ลด ยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงรายการอาหาร ไม่ว่าจะส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด รวมถึงเปลี่ยนแปลงแก้ไขเงื่อนไขใดๆ ในการจัดงานได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
• ผู้จัดงานขอสงวนสิทธิในการห้ามมิให้บุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเข้าร่วมงาน
พิเศษสุด
วันที่ 19 พค. เวลา 12.00. เป็นต้นไป พบกับบุฟเฟต์ราคาสุดคุ้ม ในโอกาสฉลองวันเปิดงาน เพียงวันเดียว ในราคา 199 บาท ไม่อั้นสุดจี๊ดดด
ดำเนินงานโดย กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่แตง อำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสภาพป่าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามและจุดชมวิวที่สามารถชมบรรยากาศอันร่มรื่น โดยเฉพาะบริเวณห้วยน้ำดัง ที่มีชื่อว่าทะเลหมอกที่งดงามยิ่ง มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังมียอดดอยที่มีธรรมชาติงดงามอีกหลายแห่ง เช่น ดอยช้าง ดอยสามหมื่น รวมทั้งมีโป่งเดือดซึ่งเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ส่วนการล่องแพในลำน้ำแม่แต่งก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร
ตามมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ประจำกรมป่าไม้ ครั้งที่ 9/2530 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2530 ให้กองอนุรักษ์ต้นน้ำ และกองอุทยานแห่งชาติประสานงานกัน จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจพื้นที่บริเวณหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) จังหวัดเชียงใหม่บางส่วน เพื่อพิจารณาจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามข้อเสนอแนะของกองอนุรักษ์ต้นน้ำ กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713/ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2530 กรมป่าไม้ให้ นายณรงค์ เจริญไชย เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 ไปทำการสำรวจพื้นที่ร่วมกับหัวหน้าหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) หัวหน้าหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แม่แจ่มหลวง) และหัวหน้าหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 9 (ห้วยน้ำรู) ซึ่งได้รายงานผลการสำรวจตามหนังสือ ที่ กษ 0713(ทป)/86 ลงวันที่ 3 เมษายน 2531 แต่เนื่องจากยังขาดรายละเอียดต่างๆ และขอบเขตพื้นที่ที่เหมาะสมในการกำหนดเขตอุทยานแห่งชาติ ประกอบกับวนอุทยานโป่งเดือด จังหวัดเชียงใหม่ มีหนังสือ ที่ กษ 0713(ปด)/10 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 แจ้งว่า เนื้อที่ใกล้เคียงวนอุทยานมีความเหมาะสมที่จะรวมกับพื้นที่หน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ
กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713/950 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2531 เสนอกรมป่าไม้ให้ นายสวัสดิ์ ทวีรัตน์ เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 หัวหน้าวนอุทยานโป่งเดือดไปสำรวจเบื้องต้นบริเวณดังกล่าว ได้รับรายงานผลการสำรวจตามหนังสือ ที่ กษ 0713(ปด)/74 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2531 ว่า ได้ทำการสำรวจร่วมกับ นายณรงค์ เจริญไชย เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีสภาพป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามเหมาะสมจะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ
กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713/206 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2532 เสนอกรมป่าไม้ขอความเห็นชอบ เพื่อนำเรื่องการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบกำหนดบริเวณพื้นที่หน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) หน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แม่จอกหลวง) หน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 9 (ห้วยน้ำรู) บางส่วน และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ปายฝั่งซ้ายตอนบน ในป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แตงในท้องที่ตำบลกี๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และ ตำบลแม่อี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีเนื้อที่ประมาณ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 782,575 ไร่ เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ต่อไป
ต่อมาได้มีวิทยุกองอุทยานแห่งชาติที่ กษ 0712 ทับ 97 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2534 ให้อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ประสานงานกับหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ และให้สำรวจพื้นที่บางส่วนของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ และพื้นที่วนอุทยานโป่งเดือด ในท้องที่ตำบลเมืองคอน อำเภอเชียงดาว และตำบลป่าแป๋ ตำบลเมืองกาย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติเพิ่มเติมประมาณ 118,906.25 ไร่ หรือ 190.25 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากพบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพสูงมาก มีจุดเด่นที่สวยงาม เช่น โป่งเดือด น้ำตก ลุ่มน้ำแม่แตง รวมทั้งความหลากหลายของพืชพรรณ และสัตว์ป่าที่ชุกชม มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติโดยด่วน
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังได้ประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว และป่าแม่แตงในท้องที่ตำบลเปียงหลวง ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง ตำบลกืดช้าง ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และป่าแม่ปายฝั่งซ้ายตอนบนในท้องที่ตำบลเวียงเหนือ ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนที่ 33ก ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2538 มีเนื้อที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 81 ของประเทศ
ขนาดพื้นที่
782575.00 ไร่
หน่วยงานในพื้นที่
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
หน่วยพิทักษ์ฯส่วนกลาง(เอื้องเงิน)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.1(โป่งเดือด)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.2(โป่งร้อน)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.3(ห้วยเฮี้ยะ)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.4(สบก๋าย)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.5(น้ำตกแม่หาด)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.6(น้ำตกแม่ลาด)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.7(ไทรงาม)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.8(ดอยสามหมื่น)
หน่วยพิทักษ์ฯที่นด.9(ห้วยหก)
ภาพแผนที่
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและหุบเขาสลับกัน เป็นแนวยาวขนานกันในแนวเหนือ-ใต้ของเทือกเขาแดนลาว เทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาผีปันน้ำ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีที่มีการแทรกดันของหินหนืด และแรงบีบอัดในแนวตะวันออก-ตะวันตก ทำให้พื้นผิวโก่งงอกลายเป็นภูเขาและเทือกเขา และมีหุบเขาที่เกิดจากรอยเลื่อนที่ทรุดต่ำลง รวมทั้งได้มีการสึกกร่อนที่เกิดจากกระบวนการทางฟิสิกส์และทางเคมี ตลอดจนการทับถมของตะกอนน้ำพาทำให้เกิดเป็นที่ราบแคบๆ ระหว่างภูเขาทั้งสองฝั่งของลำน้ำ มีความสูงตั้งแต่ 400-1,962 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีภูเขาที่สูงที่สุดคือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธารของลำน้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำแตงและแม่น้ำปาย จัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำตั้งแต่ชั้น A ถึงชั้น 1A มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ได้แก่ ห้วยเหี้ยะ ห้วยแม่ยะ ห้วยฮ่อม ห้วยน้ำดัง ห้วยแม่สลาหลวง ห้วยโป่ง น้ำงุม ห้วยแม่แพลม ห้วยงู ห้วยแม่เย็นหลวง ห้วยน้อย ห้วยฮ่อม ห้วยหก ห้วยแม่ฮี้ ห้วยขาน ห้วยแม่ปิง ห้วยแม่จอกหลวง เป็นต้น
ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพอากาศโดยทั่วไปเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20 องศาเซลเซียส อากาศหนาวเย็นในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 8 องศาเซลเซียส ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 23 องศาเซลเซียส อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังคาบเกี่ยวพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่ป่าอยู่ในเขตมรสุม กล่าวคือ พื้นที่นี้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมสะวันตกเฉียงเหนือนอกจากนั้นยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมพายุไซโคลน ด้วยจึงทำให้สภาพอากาศโดยทั่วไปมี 3 ฤดูดังนี้
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 24 องศาเซลเซียสและ ต่ำสุดประมาณ 10 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดปี 1,134 มิลลิเมตร ทิศทางลมมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 20 องศาเซลเซียส ต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียส ทิศทางลมมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 28 องศาเซลเซียส ต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 12 องศาเซลเซียส ทิศทางลมมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
พืชพรรณและสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังสภาพทางธรรมชาติยังคงความอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้เกิดสังคมพืชหลากหลายชนิด ประกอบด้วย
ป่าดิบชื้น ขึ้นปกคลุมสองฝั่งของลำน้ำในพื้นที่ที่มีความสูง 500-800 เมตรจากระดับน้ำทะเล พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ เติม อวบดำ หว้า งิ้วป่า ปอตูบหูช้าง ผ่าเสี้ยน มันปลา เปล้าใหญ่ ฯลฯ ไม้พุ่มและพืชพื้นล่างได้แก่ เอื้องหมายนา มันดง ม้าสามต๋อน เฒ่าหลังลาย หญ้าถอดบ้อง ตองกง เครือออน กลอย สายหยุด หัสคุณ ออสมันด้า และ เล็บเหยี่ยว เป็นต้น
ป่าดิบเขา พบในพื้นที่ทีเป็นหุบเขาและพื้นที่ลาดชันที่สภาพอากาศมีความชื้นค่อนข้างสูงตลอดปี ในระดับความสูง 1,650-1,900 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชนิดไม้ที่สำคัญได้แก่ ก่อกระดุม ก่อแดง สนสามใบ เม็ดชุนตัวผู้ ช้าส้าน มะมือ ก่วม เต้าหลวง จำปีหลวง มณฑาป่า เหมือดดง เดื่อปล้องหิน ตะไคร้ต้น สารภีป่า กำลังเสือโคร่ง กะทัง ฯลฯ ไม้พุ่มและพืชพื้นล่าง ได้แก่ กล้วย ต่างไก่ป่า พลูช้าง พญาดง หญ้าคมบาง ตองกง พริกไทย ดาดตะกั่ว และกาหลา เป็นต้น
ป่าเบญจพรรณ พบกระจายตัวเป็นพื้นที่กว้างที่ระดับความสูงต่ำกว่า 900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ กาสามปีก กุ๊ก แคหัวหมู แดง ตะคร้ำ ประดู่ มะเกลือ มะกอก ตังหน ชิงชัน โมก ฯลฯ ไม้พุ่มและพืชพื้นล่างได้แก่ คนทา คัดเค้าเครือ เฒ่าหลังลาย เต่าร้าง ผักแว่น สะบ้าลิง สาบเสือ บุก ลิเภา ชายผ้าสีดา เกล็ดปลา หญ้าขัด และพ่อค้าตีเมีย เป็นต้น ป่าเต็งรัง พบโดยทั่วไปในพื้นที่ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ชนิดไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง เหียง พลวง รัง รกฟ้า พะยอม ตีนนก ติ้วขน สมอไทย ส้านใหญ่ มะขามป้อม ยอป่า แสลงใจ เค็ด ฯลฯ ไม้พุ่มและไม้พื้นล่าง ได้แก่ กะตังใบ โสมชบา กระมอบ หนาดคำ ตาฉี่เคย ข้าวสารป่า และยาบขี่ไก่ เป็นต้น
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของสภาพป่า จึงชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ได้แก่ ช้างป่า กวางป่า หมีควาย เก้ง กระจงเล็ก เลียงผา หมูป่า แมวดาว ชะมดเช็ด ลิงวอก ชะนีมือขาว พังพอน เม่นใหญ่ ไก่ป่า ไก่ฟ้าสีเงิน นกเขาเปล้า นกขุนทอง นกขมิ้นท้ายทอยดำ นกปรอดคอลาย เหยี่ยวต่างสี กะท่าง เต่าปูลู เต่าใบไม้ ก้งก่าแก้ว แย้ ตะกวด งูเหลือม งูเขียวดอกหมาก งูเห่า กบทูด ปาด เขียดป่าไผ่ และอึ่งลาย เป็นต้น ในบริเวณแม่น้ำและลำห้วยต่างๆ พบปลาจาด ปลามอน ปลาเลียหิน ปลาเวียน ปลาค้อ ปลาค้างคาว ปลาติดหิน และปลาก้าง เป็นต้น
การเดินทาง
รถยนต์
โดยเดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 107 และเข้าทางแยกซ้ายมือที่ตลาดแม่มาลัย อำเภอแม่แตง ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1095 สายแม่มาลัย – ปาย ท่านสามารถเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว และใช้บริการต่างๆ ของอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังได้โดยสะดวก ดังนี้
ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 42 มีทางแยกขวามือ จะพบป้ายบอกทางเข้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ นด.1 (โป่งเดือด) ระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ก็จะถึงโป่งน้ำร้อนโป่งเดือด บริเวณนี้มีบ้านพัก สถานที่กางเต็นท์ ห้องอาบน้ำแร่ ห้องอบไอน้ำ ห้องน้ำ ห้องสุขา และร้านอาหาร ให้บริการนักท่องเที่ยว
ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 65-66 มีทางแยกขวามือ จะพบป้อมยามตั้งอยู่ทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร เดินทางต่อไปอีก ระยะประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดชมดอยกิ่วลม บริเวณนี้มีบ้านพัก สถานที่กางเต็นท์ ห้องน้ำ ห้องสุขา และร้านอาหาร ให้บริการนักท่องเที่ยว
ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 87-88 ถึงบ้านแม่ปิง มีทางแยกขวามือ จะพบป้ายบอกทางเข้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ นด.2 (โป่งน้ำร้อนท่าปาย) ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงโป่งน้ำร้อนท่าปายอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่ง บริเวณนี้มีสถานที่กางเต็นท์ ห้องน้ำ ห้องสุขา และร้านอาหาร ให้บริการนักท่องเที่ยว
สำหรับการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ท่านสามารถหาข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง หรือโทรสอบถามได้โดยตรงกับอุทยานแห่งชาติ
น้ำตกแม่หาด อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่
บริเวณรอบๆพระตำหนักเอื้องเงิน
น้ำตกแม่ลาด อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่
บรรยากาศยามเช้าบริเวณจุดชมวิวดอยกิ่วลม
ความอุดมสมบูรณ์ของป่าดอยช้าง เขตรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
วิวรอบๆเส้นทางเดินไปยังน้ำพุร้อนโป่งเดือดป่าแป๋ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
น้ำพุร้อนโป่งเดือดป่าแป๋ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
บรรยากาศตอนเช้าที่ห้วยน้ำดัง
ทะเลหมอกตอนเช้าที่จุดชมวิวดอยกิ่วลม
ชมดอกขั้นบรรได
ทอดกาย สายตา กับขุนเขา สัมผัสอากาศ ชมทะเลหมอก เก็บภาพประทับใจ จุดชมวิวดอยกิ่วลม ห้วยน้ำดัง
ชอบถ่ายภาพชอบลมหนาว หนาวนี้ที่หัวยน้ำดัง
จุดชมวิวดอยกิ่วลม
แผนที่ผังบริเวณ
ผังบริเวณอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
สิ่งอำนวยความสะดวก ที่พัก และสถานที่กางเต็นท์
ที่พัก – บ้านน้ำดัง 102 (ชมหมอก)
ที่พัก – บ้านน้ำดัง 103 (หมอกฟ้า 1)
ที่พัก – บ้านน้ำดัง 104 (หมอกฟ้า 2)
ที่พัก – บ้านน้ำดัง 105 (หมอกฟ้า 3)
ที่พัก – บ้านน้ำดัง 303-308 (โป่งเดือด 3-8)
สถานที่ท่องเที่ยว
น้ำตกแม่หาด
น้ำตกแม่ลาด
น้ำพุร้อนโป่งเดือด
จุดชมวิวดอยกิ่วลม
โป่งน้ำร้อนท่าปาย
ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
หมู่ 5 ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ 50150
โทรศัพท์ : 0 5324 8491, 08 4908 1531 (มือถือ) โทรสาร : 0 5324 8491
อีเมลล์ : [email protected]
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายบัญชา รามศิริ
อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท
ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท
ข้อมูลจาก : http://park.dnp.go.th
อุทยานแห่งชาติออบหลวง
อุทยานแห่งชาติออบหลวง
อุทยานแห่งชาติออบหลวง เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด และอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 100 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 553 ตารางกิโลเมตร (345,625 ไร่) พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและสูงชัน มีอาณาเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ แหล่งน้ำหลักคือลำน้ำแม่แจ่ม ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะแก่งเมื่อไหลผ่านหุบเขา ในอุทยานมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ จำแนกได้หลายประเภท สามารถพบสัตว์ป่าได้หลายชนิด เช่น เลียงผา เสือ หมี เป็นต้น นอกจากนี้ภายในอุทยานแห่งชาติยังมีน้ำพุร้อน น้ำตก ถ้ำ และแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์
แรกเริ่มกรมป่าไม้ได้ทำการจัดตั้ง “วนอุทยานออบหลวง” ขึ้นในบริเวณอุทยานแห่งชาติในปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2509 ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหางดง อำเภอฮอด และตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในความดูแลของสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ โดยกรมป่าไม้เห็นว่าบริเวณนี้มีสภาพภูมิประเทศที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ประกอบด้วยโขดผา ลำน้ำที่ไหลผ่านหลืบเขาที่ชาวบ้านเรียกกันมาก่อนหน้านี้ว่า ออบหลวง ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นแปลว่า ช่องแคบขนาดใหญ่ ตามลักษณะภูมิประเทศ ในอดีตพื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่พักของคนงานบริษัทบอร์เนียว ซึ่งคอยเก็บไม้สักที่ลำเลียงมาตามลำน้ำแม่แจ่ม
ต่อมากรมป่าไม้ได้โอนวนอุทยานออบหลวงมาอยู่ในความดูแลของกองอุทยานแห่งชาติ สังกัดกรมป่าไม้ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2531 กองอุทยานแห่งชาติได้ทำการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมรอบวนอุทยานเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ พื้นที่เพิ่มเติมรอบวนอุทยานประกอบด้วย ป่าจอมทอง ป่าแม่แจ่ม–แม่ตื่น และป่าแม่แจ่ม ทั้งหมดแต่เดิมเป็นป่าถาวรของชาติตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2509 จากนั้นได้ยกฐานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติโดยเรียงลำดับเวลาดังนี้ ป่าแม่แจ่ม–แม่ตื่นเมื่อปี พ.ศ. 2509 ป่าจอมทองเมื่อปี พ.ศ. 2510 และป่าแม่แจ่มเมื่อปี พ.ศ. 2517 ป่าทั้งหมดมีสภาพสมบูรณ์ รวมพื้นที่ประมาณ 630 ตารางกิโลเมตร เมื่อทำการสำรวจเสร็จสิ้น กองอุทยานแห่งชาติได้รวมป่าข้างต้นทั้งหมดเข้ากับวนอุทยานฯและจัดตั้งเป็น อุทยานแห่งชาติออบหลวง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถือเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 68 ของประเทศ
อุทยานแห่งชาติออบหลวง ตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย อยู่ในระหว่างเส้นละติจูดที่ 18 องศา 3 ลิปดา 53 ฟิลิปดา ถึงละติจูดที่ 18 องศา 24 ลิปดา 33 ฟิลิปดาเหนือ และอยู่ระหว่างเส้นลองติจูดที่ 93 องศา 23 ลิปดา 12 ฟิลิปดา ถึงเส้นลองติจูดที่ 98 องศา 40 ลิปดา 04 ฟิลิปดาตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ ต.ดอยแก้ว ต.สบเตี๊ยะ ต.แม่สอย ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง ต.กองแขก(ท่าผา) อ.แม่แจ่ม และ ต.หางดง ต.ฮอด ต.นาคอเรือ ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้
ทิศเหนือ จดเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
ศใต้ จดห้วยแม่ป่าไผ่ และเขตสหกรณ์นิคมแม่แจ่ม อ.ฮอด จ.เชียงใหม่
ทิศตะวันออก จดเขตหมู่บ้านป่าไม้(บ้านแม่สอย) โครงการป่าสงวนแห่งชาติป่าจอมทองที่ 2 เขตเทศบาลตำบลหางดง และเขตสหกรณ์นิคมแม่แจ่ม อ.ฮอด จ.เชียงใหม่
ทิศตะวันตก จดห้วยบงเขต ต.บ่อหลวง อ.ฮอด และห้วยอมขูด , เขตสวนป่าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แม่แจ่ม ต.กองแขก(ท่าผา) อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
ขนาดพื้นที่
345625.00 ไร่
หน่วยงานในพื้นที่
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติออบหลวง
หน่วยพิทักษ์ฯที่อล.1(ป่ากล้วย)
หน่วยพิทักษ์นที่อล.2(แม่สอย)
หน่วยพิทักษ์ฯที่อล.3(ฝายแม่แจ่ม)
หน่วยพิทักษ์ฯที่อล.4(บ่อน้ำร้อนเทพพนม)
หน่วยพิทักษ์ฯที่อล.5(นาคอเรือ)
หน่วยพิทักษ์ฯที่อล.6(ดอยคำ)
หน่วยพิทักษ์ฯที่อล.7(น้ำตกแม่เตี๊ยะ)
หน่วยพิทักษ์ฯที่อล.8(ดอยแก้ว)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อล.5 (นาคอเรือ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อล.1 (บ้านป่ากล้วย)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อล.2 (แม่สอย)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อล.3 (ฝายแม่แจ่ม)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อล.4 (บ่อน้ำร้อนเทพพนม)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อล.6 (ดอยคำ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อล.7 (น้ำตกแม่เตี๊ยะ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อล.8 (ดอยแก้ว)
ภาพแผนที่
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนติดต่อกันเป็นเทือกเขายาวในแนวเหนือ-ใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัยต่อจากดอยอินทนนท์ มีลำน้ำแม่แจ่มขั้นกลาง มีที่ราบน้อยมาก พื้นที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 280 – 1,980 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุดอยู่บริเวณตอนเหนือของพื้นที่ พื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวงส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันและสลับซับซ้อน มีที่ราบน้อยมาก กลุ่มภูเขาวางตัวในแนวเหนือ–ใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัย มีอาณาเขตติดต่อกับดอยอินทนนท์ พื้นที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 280–1,980 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุดอยู่ทางตอนเหนือของพื้นที่ ภูเขาที่สำคัญได้แก่ ดอยผาดำ ดอยเลี่ยม ดอยปุยหลวง ดอยคำ เป็นต้น แหล่งน้ำที่สำคัญคือ ลำน้ำแม่แจ่ม ซึ่งเป็นเขตแบ่งอำเภอจอมทองและอำเภอฮอด ไหลผ่านกลางพื้นที่อุทยานแห่งชาติจากทิศตะวันตกไปตะวันออก เฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติมีความยาวประมาณ 27 กิโลเมตร แม่น้ำไม่คดเคี้ยวมาก ภูมิประเทศที่แม่น้ำไหลผ่านมีลักษณะเป็นหุบเขา ตลิ่งแม่น้ำในอุทยานแห่งชาติมีลักษณะเป็นเกาะแก่ง มีโขดหินขนาดใหญ่ เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ แหล่งน้ำอื่นในอุทยานแห่งชาติได้แก่ ห้วยแม่แตะ ห้วยแม่เตี๊ยะ ห้วยแม่สอย ห้วยแม่แปะ ห้วยแม่จร ห้วยแม่หึด ห้วยแม่หลวง ห้วยแม่นาเปิน ห้วยแม่บัวคำ ห้วยแม่ลอน ห้วยบง ห้วยแม่ฮอด ห้วยทราย และห้วยแม่ป่าไผ่ บางส่วนไหลลงแม่น้ำแม่แจ่ม ซึ่งในที่สุดก็ลงมารวมกับแม่น้ำปิงทั้งหมด ถือเป็นต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำปิงตอนล่าง
ธรณีวิทยา
บริเวณออบหลวงเป็นหินแปรเกรดสูง มีขนาดต่าง ๆ กัน เกิดจากการแปรสัณฐานในช่วงยุคไทรแอสซิก (200–250 ล้านปีก่อน) หินที่เป็นองค์ประกอบของพื้นที่ได้แก่ หินแกรนิต แกรโนไดออไรท์ สลับกับหินบะซอลต์และหินตระกูลแกรนิตชนิดมิคมาไทด์ ซึ่งประกอบด้วย แร่ควอตซ์และเฟลด์สปาร์ จากยุคไทรแอสซิกและครีเทเชียส สำหรับท้องน้ำของลำน้ำแม่แจ่มมีเกาะแก่ง หินขนาดต่าง ๆ ริมฝั่งแม่น้ำบางช่วงมีหาดทราย เกิดจากน้ำพัดพาตะกอนมาสะสม นอกจากนี้ยังพบก้อนหินกลมประเภทกรวดท้องน้ำของหินควอร์ตไซต์ ควอตซ์ แจสเปอร์ เป็นต้น
ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพอากาศแบ่งเป็น 3 ฤดู ฤดุหนาวเริ่มตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 10 องศา ฤดูร้อนเริ่มประมาณเดือนมีนาคม-มิถุนายน และฤดูฝนเริ่มอย่ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม บางปีฝนเริ่มตกตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ช่วงฝนตกซุกมักมีฝนฟ้าคะนองและลมแรง
นิเวศวิทยา
พืชพรรณ
ในอุทยานแห่งชาติออบหลวงสามารถพบป่าไม้ได้หลายประเภท แตกต่างตามระดับความสูง จำแนกได้ดังนี้[2]
ป่าเต็งรัง – ครอบคลุมราว 70% ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พบทั่วไปในบริเวณภูเขา ความสูงไม่เกิน 800 เมตร เช่น บริเวณที่ทำการอุทยานฯ พันธุ์ไม้สำคัญที่พบได้แก่ เหียง พลวง เต็ง รัง และมะขามป้อม มักประสบปัญหาไฟไหม้ป่าทุกปี โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง
ป่าเบญจพรรณ – พบทั่วไปตั้งแต่ระดับความสูง 400–800 เมตร พบขึ้นอยู่ตามริมห้วยและริมหุบเขาสองฝั่งลำน้ำแม่แจ่ม พื้นที่น้ำตกแม่นาเปิน เป็นต้น พันธุ์ไม้สำคัญที่พบได้แก่ สัก ประดู่ แดง มะค่าโมง เก็ดแดง เก็ดดำ ขะเจ๊าะ ตะแบก รกฟ้า และไผ่ชนิดต่าง ๆ
ป่าดิบแล้ง – พบทั่วไปบริเวณไหล่เขาและหุบเขาใกล้ลำห้วย เช่น บริเวณห้วยแม่นาเปิน ห้วยแม่บัวคำ พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ กะบาก ยาง ตะเคียน มะค่าโมง แคหิน และปาล์มหลายชนิด
ป่าสนเขา – พบขึ้นอยู่ในระดับความสูงราว 800–1,000 เมตร เช่น ดอยป่ากล้วย ดอยเลี่ยม ดอยผาดำ อำเภอจอมทอง และดอยคำ ดอยหมู่ติง ดอยปุยหลวง อำเภอฮอด มีทั้งสนสองใบและสนสามใบ
ป่าดิบเขา – พบขึ้นกระจายอยู่ในระดับสูงเหนือป่าสนเขาขึ้นไป พันธุ์ไม้สำคัญที่พบได้แก่ ก่อเดือย ก่อแป้น ก่อเลือด มะขามป้องดง ยมหอม หว้า จำปีป่า เป็นต้น ไม้พื้นล่างที่พบได้แก่ เฟิน กล้วยไม้ดิน มอสชนิดต่าง ๆ
สัตว์ป่า
ปัจจุบันมีสัตว์ป่าเหลืออยู่จำนวนน้อย เนื่องจากสภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ มีภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน มีที่ราบและทุ่งหญ้าน้อย สัตว์ป่าที่สามารถพบเห็นได้ เช่น เลียงผา เสือ หมี กวางป่า หมูป่า เก้ง ชะนี ลิง ชะมด กระต่ายป่า นิ่ม ตะกวด นกประมาณสองร้อยชนิด เช่น นกกางเขนบ้าน นกกางเขนดง นกพญาไฟ นกเขาใหญ่ นกเขาเขียว นกดุเหว่า นกหัวขวาน นกกะปูด นกขุนทอง นกแก้ว เหยี่ยวรุ้ง นกยูง ไก่ฟ้า ไก่ป่า นกกระทา นกคุ่ม นกเขียวก้านตอง นกกระเต็น นกปรอดหัวโขน และนกกินแมลงหลายชนิด สัตว์เลื้อยคลานที่พบได้แก่ ตะกวด แย้ ในลำน้ำแม่แจ่มพบปลาชุกชุมและมีหลายชนิด ปลาที่สำคัญได้แก่ ปลาจิ้งจอก ปลาค้อ
พืชพรรณและสัตว์ป่า
ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่เป็นป่าเต็งรัง พรรณไม้สำคัญที่พบ ได้แก่ เหียง พลวง เต็ง รัง และมีป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา
สัตว์ป่า เนื่องจากสภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ มีเขาสูงชันสลับซับซ้อน ที่ราบและทุ่งหญ้ามีน้อย ปัจจุบันคงมีสัตว์ป่า ที่พบเห็น ได้แก่ อีเก้งธรรมดา หมูป่า ชะนี ชะมด กระต่ายป่า นกกางเขนบ้าน นกกางเขนดง และงูชนิดต่าง ๆ แต่ในลำน้ำแม่แจ่มมีปลาหลายชนิดชุกชุมมาก เช่น ปลาพลวง ปลาจิ้งจอก (ปลาสร้อย) และปลาค้อ (ปลาแค้)
การเดินทาง
1. รถยนต์ส่วนตัวจากตัวเมืองเชียงใหม่มาตามทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่ – ฮอด – แม่สะเรียง เมื่อถึงอำเภอฮอดเลี้ยวขวาบริเวณวงเวียนไปตามถนนหมายเลข 108 อีกประมาณ 17 กิโลเมตร ก็ถึงที่ทำการอุทยานฯ
2. รถโดยสารประจำทางเริ่มต้นที่ท่ารถประตูเชียงใหม่ รถเมล์สายเชียงใหม่ – ฮอด ถึงอำเภอฮอด แล้วต่อรถ 2 แถวที่หน้าที่ว่าการอำเภอฮอด อีกประมาณ 17 กิโลเมตร
3. รถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ – จอมทอง แล้วมาต่อรถที่อำเภอฮอด
4. รถโดยสารประจำทางสายเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน รถจะผ่านหน้าที่ทำการอุทยานฯ
แหล่งท่องเที่ยว
บริเวณออบหลวง ด้านล่างคือลำน้ำแม่แจ่ม
เชิงสุขภาพและผจญภัย
บ่อน้ำร้อนเทพพนม – ห่างจากออบหลวงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 14 กิโลเมตร ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1088 เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติเกิดจากความร้อนใต้พิภพ น้ำมีความร้อนสูงถึง 99 องศาเซลเซียส บริเวณโดยรอบเป็นที่ราบราว 10 ไร่ มีลำห้วยโป่งไหลผ่าน
ลำน้ำแม่แจ่ม – มีกิจกรรมล่องแก่งเรือยาง มีสองระยะ คือ ระหว่างสะพานแม่นาเปิน–ท่าพระเสด็จ ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร และระหว่างบ้านอมขูด–บ้านท่าเรือ ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร
เชิงธรรมชาติ
ออบหลวง – เป็นช่องแคบเขาขาดมีหน้าผาหินขนาบลำน้ำแม่แจ่ม หน้าผามีความสูงถึงระดับน้ำปกติประมาณ 32 เมตร ส่วนที่แคบสุด 2 เมตร[3] ความยาวช่องแคบประมาณ 300 เมตร ตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108
น้ำตกแม่จอน – ส่วนหนึ่งของห้วยแม่จอนหลวง เขตตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง น้ำตกมีหน้าผาขนาดใหญ่ สูงราว 100 เมตร กว้าง 80 เมตร เป็นหินแกรนิตผสมหินแปรสีขาวเจือสีเทาอ่อน
น้ำตกแม่เตี๊ยะ – ส่วนหนึ่งของห้วยแม่เตี๊ยะ ในเขตตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง มีความสูงประมาณ 80 เมตร กว้าง 40 เมตร มีน้ำตลอดปี เข้าถึงได้โดยการเดินเท้าจากบ้านแม่เตี๊ยะประมาณ 8 กิโลเมตร
น้ำตกแม่บัวคำ – ส่วนหนึ่งของห้วยแม่บัวคำ เขตตำบลหางดง อำเภอฮอด สูงประมาณ 50 เมตร ลดหลั่นลงมาเป็นเพิงชั้น
ถ้ำตอง – ตั้งอยู่ในดอยผาเลียบ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง ปากถ้ำมีขนาดประมาณ 5×10 เมตร สูง 3 เมตร หน้าถ้ำมีห้วยแม่แปะไหลผ่าน ปัจจุบันบริเวณปากถ้ำถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของสำนักวิปัสสนาถ้ำตอง
ถ้ำตุ๊ปู่ – ในตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง เป็นถ้ำหินปูนขนาดเล็ก ปากถ้ำมีขนาดประมาณ 1×1.5 เมตร ภายในกว้างขวางมีรูปร่างค่อนข้างกลม มีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป
เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอยคำ – มีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร
เชิงประวัติศาสตร์
ผาช้าง
เป็นหินขนาดใหญ่ชนิดแกรนิตชนิดมิคมาไทด์ทั้งแท่ง ปรากฏออกสีน้ำตาลดำ ขนาดยาว 300 เมตร สูง 80 เมตร มีลักษณะคล้ายช้างตัวใหญ่นอนหมอบอยู่ ห่างจากออบหลวงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 400 เมตร บนยอดดอยเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นน้ำตกแม่บัวคำ ออบหลวง และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ด้านตะวันตกของดอยผาช้างมีเพิงผาคล้ายถ้ำ เรียกว่า “ถ้ำผาช้าง” คาดว่าเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบภาพเขียนรูปสัตว์และคนหลายภาพ เขียนด้วยสีขาวและสีแดงอมดำเข้ม กรมศิลปากรยืนยันว่าเป็นครั้งแรกที่พบภาพเขียนโบราณในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งพบเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยนายสายันต์ ไพรชาญจิตร และนายประทีป เพ็งตะโก นักโบราณคดีของกองโบราณคดี สันนิษฐานว่าภาพเขียนมีอายุราว 7,500–8,500 ปี
แหล่งโบราณคดีของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์
เป็นเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1,200 เมตร[2] เริ่มต้นจากออบหลวง จากการสำรวจโดยกองโบราณคดี กรมศิลปากร ร่วมมือกับทีมวิจัยจากประเทศฝรั่งเศศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ได้ขุดค้นพบโบราณวัตถุและหลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก เช่น เครื่องมือหินกระเทาะทำจากหินกรวดท้องน้ำ แกนและสะเก็ดหิน ขวานหินขัด ชิ้นส่วนเครื่องประดับ ภาชนะสัมฤทธิ์ ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ทั้งยังพบโครงกระดูกมนุษย์ในยุคสัมฤทธิ์ มีอายุระหว่าง 2,500–3,500 ปีก่อนคริสตกาล
ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติออบหลวง
ตู้ ปณ.2 ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ 50240
โทรศัพท์ : 081 602 1290
โทรสาร : 053-317-497, 053 461 219
อีเมล : [email protected]
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายอารีย์ พวงกิ่งแก้ว
อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท
ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท
ข้อมูลจาก : http://park.dnp.go.th
อุทยานแห่งชาติแม่ปิง
อุทยานแห่งชาติแม่ปิง
อุทยานแห่งชาติแม่ปิง มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นป่าที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า มีทิวเขาทอดยาวเหยียดสลับซับซ้อน ลำห้วยน้อยใหญ่หลายสิบสาขาไหลผ่านที่สำคัญคือ ลำห้วยแม่หาด ลำห้วยแม่ก้อและทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามโดยเฉพาะพื้นที่ป่าตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของลำน้ำปิงตอนเหนือของอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล มีเนื้อที่ประมาณ 627,346 ไร่ หรือ 1,003.7536 ตารางกิโลเมตร
เนื่องจากคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวสภาจังหวัดลำพูน ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2521 เสนอแนะให้จังหวัดลำพูน จัดตั้งวนอุทยานขึ้นครอบคลุมบริเวณจุดท่องเที่ยวต่างๆ ในป่าสงวนแห่งชาติแม่หาด-ป่าแม่ก้อ ท้องที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพื่อจะได้เข้าไปควบคุมและจัดระเบียบกิจกรรมการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในพื้นที่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งทางสำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ได้ให้ นายเฉลียว นิ่มนวล ไปสำรวจพื้นที่และมีความเห็นควรจัดเป็นวนอุทยานขึ้น จึงรายงานให้กรมป่าไม้ดำเนินการ ประกอบกับทางจังหวัดลำพูนได้เสนอให้กรมป่าไม้จัดพื้นที่ป่าแม่หาด-แม่ก้อเป็นแหล่งสงวนพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติเช่นกัน ตามรายงานการสำรวจของ นายจีรเดช บารมี เจ้าพนักงานป่าไม้ 3 ประจำอำเภอลี้ ดังนั้นในเดือนธันวาคม 2522 กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงได้มีคำสั่ง ที่ 2294/2522 ให้ นายสัมพันธ์ มิเดหวัน เจ้าพนักงานป่าไม้ 3 ไปทำการสำรวจอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่า พื้นที่ป่าแม่หาด-แม่ก้อ เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน สภาพป่าสมบูรณ์ดี มีทิวทัศน์สวยงามดีและมีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ที่สำคัญหลายแห่ง เช่น น้ำตกก้อหลวง ทุ่งหญ้า มีสัตว์ป่าชุกชุม เหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามหนังสือรายงานการสำรวจ ที่ กส 0708(มก)/51 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2523
กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2523 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2523 ให้กำหนดพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยมีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่หาดและป่าแม่ก้อ ในท้องที่ตำบลดอยเต่า ตำบลโป่งทุ่ง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลแม่ลาน ตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และตำบลบ้านนา ตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เนื้อที่ประมาณ 626,875 ไร่ หรือ 1,003 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 115 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 32 ของประเทศ
อนึ่งในระหว่างดำเนินการจัดตั้งได้ใช้ชื่อว่า อุทยานแห่งชาติแม่หาด-แม่ก้อ ต่อมาเมื่อ ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กรมป่าไม้จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพราะแนวเขตอุทยานแห่งชาติซีกซ้ายทั้งหมดครอบคลุมลำน้ำแม่ปิง ซึ่งเป็นเส้นน้ำสายใหญ่ และมีธรรมชาติที่สวยงาม เป็นจุดเด่นที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติ
ต่อมาได้มีการขยายเขตอุทยานแห่งชาติให้ครอบคลุมทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1087 ในท้องที่ตำบลแม่ลาน และตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ระยะทาง 14.198 กิโลเมตร เนื้อที่ประมาณ 471 ไร่ หรือ 0.7536 ตารางกิโลเมตร เพื่อให้สามารถควบคุม ป้องกัน และปราบปรามการลัดลอบตัดไม้ทำลายป่า ล่าสัตว์ และเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 111 ตอนที่ 59 ก ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2537
ขนาดพื้นที่
627346.00 ไร่
หน่วยงานในพื้นที่
อุทยานแห่งชาติแม่ปิง
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.1 (น้ำตกก้อ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.2 (แก่งก้อ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.3 (ทุ่งกิ๊ก)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.4 (แม่ลาน)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.5 (ดอยเต่า)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.6 (บ้านก้อ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.7 (ถ้ำหม้อ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.8 (ห้วยฟ้าผ่า)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.9 (ผาดำผาแดง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.10 (อุ้มปาด)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.11 (ดอยขุนเม่น)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่ มป.12 (ถ้ำยางวี)
ภาพแผนที่
ลักษณะภูมิประเทศ
ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ทอดแนวจากทิศเหนือในเขตพื้นที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จรดทิศใต้บริเวณตอนเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ภูเขาส่วนใหญ่มีความสูงโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 400-800 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มียอดเขาที่สูงที่สุดชื่อ “ดอนห้วยหลาว” อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีความสูงประมาณ 1,334 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาเหล่านี้เป็นต้นน้ำลำธารของห้วยแม่หาด ห้วยแม่ก้อ ห้วยโป่งกะ ห้วยม่วง ห้วยขุนเม่น ห้วยไคร้ เป็นต้น ห้วยต่างๆ เหล่านี้จะไหลลงสู่ลำน้ำปิงที่ทอดยาวตลอดแนวเขตพื้นที่ด้านทิศตะวันตก
สำหรับพื้นน้ำส่วนที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เริ่มจากอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ไหลลัดเลาะตามหุบเขา โตรกผา ลงมาทางทิศใต้จนถึงตอนบนของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีความยาวประมาณ 100 กิโลเมตร ความกว้างโดยเฉลี่ยของลำน้ำแม่ปิงประมาณ 500 เมตร ความลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 30 เมตร ส่วนที่กว้างที่สุดของลำน้ำแม่ปิงในเขตอุทยานแห่งชาติ อยู่ทางตอนใต้บริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล เขตอำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีความกว้างประมาณ 6 กิโลเมตร โดยทั่วไปชาวบ้านเรียกว่า “บ่อลม” และ “พระบาทห้วยห้าง”
ลักษณะภูมิอากาศ
โดยทั่วไปอุทยานแห่งชาติแม่ปิง มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับท้องถิ่นใกล้เคียงของจังหวัดในภาคเหนือ แต่เนื่องจากลักษณะความสูงต่ำของภูมิประเทศและการมีป่าปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ภูมิอากาศบางส่วนจึงแตกต่างไปจากบริเวณโดยรอบอยู่บ้าง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นที่ตอนบนของอุทยานแห่งชาติประมาณ 25 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิตอนล่างของพื้นที่บริเวณเขื่อนภูมิพลและเขตจังหวัดตากจะสูงกว่าเล็กน้อยประมาณ 27 องศาเซลเซียส ฝนตกในบริเวณทางตอนเหนือของพื้นที่อุทยานแห่งชาติมากกว่าทางตอนใต้ เดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีฝนตกมากที่สุด ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1,060-1,184 มิลลิเมตรต่อปี
พืชพรรณและสัตว์ป่า
พื้นที่ป่าส่วนใหญ่เป็นป่าผลัดใบ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะตามเทือกเขาที่เป็นดินปนทรายและมีความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนที่เหลือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นป่าดงดิบขึ้นอยู่เป็นพื้นที่แคบๆ ตามหุบเขาและริมลำห้วย
ป่าเต็งรัง เป็นสังคมพืชที่มีเนื้อที่มากที่สุดในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง พบอยู่ทั่วไปทั้งในที่ราบ ตามลาดเขาสูงชัน และบนสันเขา ในระดับความสูงจากน้ำทะเล 450-1,000 พันธุ์ไม้ที่พบบ่อย ได้แก่ เต็ง รัง พลวง เหียง ก่อแพะ มะขามป้อม กุ๊ก รกฟ้า มะกอกเกลื้อน แสลงใจ ผักหวาน ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ เป้ง ปรง กวาวเครือ กล้วยไม้ดิน และหญ้าชนิดต่างๆ
ป่าเบญจพรรณ พบขึ้นไปทั่วทั้งในที่ราบและตามลาดเขา ในระดับความสูงจากน้ำทะเลระหว่าง 450-800 เมตร ชนิดไม้ที่สำคัญได้แก่ สัก แดง กระพี้เขาควาย มะกอกเกลื้อน กระพี้จั่น ประดู่ ตะคร้อ เก็ดแดง ตีนนก ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ เสี้ยวป่า ไผ่รวก ไผ่ซางนวล ไผ่หนาม ไผ่บง เป้ง กวาวเครือ ถั่ว ปอยาบ เป็นต้น ในบริเวณของป่าผลัดใบทั้งสองชนิดนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของ กระต่ายป่า เก้ง วัวแดง ไก่ป่า นกกระทาทุ่ง นกคุ่ม นกหัวขวานใหญ่สีดำ นกหัวขวานใหญ่สีเทา นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง นกหัวขวานเขียวตะโพกแดง นกขุนแผนนกกระจิบหญ้าสีข้างแดง แย้ ตะกวด และงูกะปะ เป็นต้น
ป่าดงดิบ ประกอบด้วยป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ตะเคียนทอง มะค่าโมง มะม่วงป่า กระบก มะกอก และสมอพิเภก เป็นต้น เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งหลบซ่อนตัวของหมีควาย วัวแดง ลิงลม ลิงวอก ชะนีมือขาว กระรอก นกแก๊ก นกปรอดโอ่งเมืองเหนือ และนกเขียวคราม ในบริเวณทุ่งหญ้า เช่น ทุ่งกิ๊ก และทุ่งนางู ซึ่งเป็นที่ราบบนเนินเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 550 เมตร ดินเป็นดินเหนียวปนทรายหรือลูกรัง มีความลึกพอสมควร มีไฟป่าเกิดเป็นประจำ มีไม้ยืนต้นขนาดเล็กขึ้นกระจายอยู่ห่างๆ ได้แก่ รักขาว รกฟ้า และสมอไทย ส่วนไม้พื้นล่างได้แก่ เป้ง หญ้าคา ถั่ว และกระเจียว เป็นต้น เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่น กระจ้อน กระแต อ้นเล็ก เก้ง หมูป่า เม่นใหญ่แผงคอสั้น ชะมด อีเห็น นกปรอดสวน นกปรอดต่างๆ นกกะลิง นกจาบคา นกหัวขวานเขียวตะโพกแดง นกกะติ๊ดขี้หมู เหยี่ยวขาว นกคุ่มอืด นกเขาใหญ่ นกกระปูดใหญ่ กิ้งก่าสวน จิ้งเหลนบ้าน คางคกบ้าน เขียดหนอง อึ่งอี๊ดต่างๆ เป็นต้น ตามบริเวณยอดเขา หลืบผา ถ้ำ และหน้าผาหินปูน เป็นที่อาศัยของเลียงผา กวางผา เม่นใหญ่แผงคอสั้น อ้นใหญ่ ลิงวอก ชะมด อีเห็น กระรอก ค้างคาว และเป็นที่สร้างรัง วางไข่ของเหยี่ยวชนิดต่างๆ และนางแอ่นตะโพกแดง ในบริเวณริมฝั่งน้ำ พื้นที่ชายน้ำ หรือในแหล่งน้ำเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของนากใหญ่ พังพอนกินปู เสือปลา เหี้ย นกอีล้ำ เป็ดแดง นกกระสานวล นกยางกรอกพันธุ์จีน นกยางเขียว นกกวัก เต่าหวาย ตะพาบน้ำ งูลายสอ เขียดหนอง เขียดหลังเขียว ปลารากกล้วย ปลาก้าง ปลาดุก ปลาไหล เป็นต้น
สัตว์ป่ามีอยู่ชุกชุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามริมฝั่งแม่น้ำปิง เช่น เก้ง วัวแดง หมูป่า หมีควาย เลียงผา กวางผา เสือปลา ไก่ป่า ชะมดเช็ด ลิง ค่างเทา ชะนี หมาจิ้งจอก กระต่ายป่า กระรอก นอกจากนี้ ยังมีนกชนิดต่างๆ ทั้งนกประจำถิ่น และย้ายถิ่นอีกมากมายภายในเขตอุทยานแห่งชาติ รวมทั้งยังเป็นแหล่งพันธุ์ปลาน้ำจืดที่สำคัญ เช่น ปลานิล ปลาสวาย ปลาเนื้ออ่อน ปลาตะเพียน ปลาบู่ ปลาแรด ปลาสังกะวาด ปลากระสูบ เป็นต้น
การเดินทาง
รถยนต์
จากกรุงเทพมหานคร โดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข A1 (พหลโยธิน) ผ่านจังหวัดต่าง ๆ ขึ้นมาทางภาคเหนือ ผ่านจังหวัดตาก เข้าเขตอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง แล้วแยกซ้ายเข้าเส้นทางหมายเลข 106 ที่ต่อเนื่องมาจากจังหวัดลำพูน จนถึงกิโลเมตรที่ 47 แล้วแยกซ้ายเข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1087 เข้าสู่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง โดยที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ปิงอยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 20 – 21 รวมระยะทาง 587 กิโลเมตร
จากจังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106 ผ่านอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เข้าเขตอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ผ่านอำเภอป่าซาง อำเภอบ้านโฮ่ง จนถึงอำเภอลี้ ผ่านอำเภอลี้ประมาณ 3 กิโลเมตรจะถึงทางแยกขวาเข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1087 เข้าสู่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง รวมระยะทาง 155 กิโลเมตร
จากจังหวัดลำปาง โดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข A1 (พหลโยธิน) มาทางทิศใต้แล้วแยกขวาเข้าสู่อำเภอเกาะคา โดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1274 ผ่านอำเภอเสริมงาม อำเภอลี้ จะถึงทางแยกซ้ายเข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106 ประมาณ 3 กิโลเมตร จะถึงทางแยกขวาเข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1087 เข้าสู่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง รวมระยะทาง 123 กิโลเมตร
เรือ
จากท่าเรือเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ขึ้นเหนือไปตามลำน้ำแม่ปิง ผ่านบริเวณท่าน้ำแก่งก้อ จนถึงท่าเรืออำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ รวมระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร
จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ดอยกะตึก บริเวณแก่งก้อ
จุดชมวิวแม่น้ำปิงแห่งใหม่ (UNSEEN 2552)
ทุ่งหญ้าเกาะกลางน้ำแม่ปิง ภูเขาและสายหมอกยามช่วงฤดูฝน
น้ำตกก้อน้อย เป็นสถานที่เหมาะสำหรับกลางเต้นพักแรมและกิจกรรมเชิงผจญภัย ในช่วงต้นฤดูหนาว จากบริเวณทุ่งกิ๊กเข้าไปอีก 9 กิโลเมตร สามารถชมทะเลหมอกที่สวยงามได้
โรงเรียนเรือนแพ เป็นห้องเรียนสาขาของโรงเรียนบ้านก้อจัดสรร ที่เปิดการเรียนการสอนให้กับบุตรหลานของครอบครัว ชาวแพประมงที่อาศัยอยู่แม่น้ำปิง บริเวณอุ้มปาด ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ประมาณ 34 กิโมตรเมตร
น้ำตกก้อหลวง (ตาดสดอ)
จุดชมค้างคาวถ้ำฮ่อมแสน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางทิศเหนือประมาณ 26กิโลเมตรเป็นจุดที่สามารถชมฝูงค้างคาวนับแสนตัวของถ้ำฮ่อมแสนบนหน้าผาสูงออกหากินในตอนพลบค่ำของทุกวัน สามารถชมค้างคาวได้โดยการจอดเรือลอยลำในแม่น้ำปิง ระยะเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี การเดินทางสามารถเดินทาง โดยทางเรือเท่านั้น
วัดพระธาตุแก่งสร้อย เป็นวัดที่ได้รับการบูรณะโดยครูบาเจ้าชัยยะวงศ์ษาพัฒนา แห่งวัดพระบาทห้วยต้ม เดิมวัดแห่งนี้เป็นเมืองเจริญรุ่งเรืองมีอายุอายุกว่า 1,000 ปี เรียกว่าเมืองสร้อยศรีสุข ปัจจุบันเป็นพุทธศาสนสถานที่สำคัญของแม่น้ำปิง ที่ต้องอาศัยการเดินทางเข้าถึงโดยทางเรือเท่านั้น โดยรอบวัดมีทัศนียภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางทิศใต้ประมาณ 59 กิโลเมตร ระยะเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี การเดินทาง สามารถเดินทาง โดยทางเรือเท่านั้น
ทุ่งกิ๊ก เป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติขนาดใหญ่กว่า 2,000 ไร่ เหมาะสำหรับกิจกรรมการศึกษาธรรมชาติ กางเต็นท์พักแรม ปั่นจักรยาน ดูนก และดูดาว เป็นต้น ปัจจุบันมีค่ายเยาวชนรองรับกิจกรรมต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้เหลืองแม่ปิง ในช่วงฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวจัดและมีหมอกปกคลุมในตอนเช้าเหมาะแก่การตั้งแค้มป์
จุดชมวิวผาเเดงหลวง หลวง เป็นจุดชมวิว บนความสูงที่ระดับ 1,000 เมตร ที่มองเห็นแม่น้ำปิงในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลได้ในระยะไกลสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน ประมาณ 23 กิโลเมตร ระยะเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวระหว่างเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม การเดินทาง สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น
น้ำตกก้อหลวง น้ำตกก้อหลวง เป็นน้ำตกหินปูนที่เกิดจากน้ำในห้วยแม่ก้อ ไหลจากผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ผ่านหน้าผาสูง ลดหลั่นกันลงมาทั้งหมด 7 ชั้น มีน้ำไหลตลอดปีทำให้บริเวณน้ำตกมีหินงอกหินย้อยและมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ใสสะอาดโดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว สีของทั้งแอ่งน้ำเปล่งประกายดังสีเขียวมรกต และช่วงฤดูร้อนน้ำจะเป็นสีฟ้าคราม เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ยกเว้นฤดูน้ำป่าไหลหลาก การเดินทาง สามารถเดินทางด้วยรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 23 กิโลเมตร
แก่งก้อ อ่างเก็บน้ำตอนกลางของเขื่อนภูมิพล อยู่ในเขตจังหวัดลำพูน เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ชมบรรยากาศเรือนแพและทานอาหารเมนูประเภทปลาแม่น้ำปิง สามารถนั่งเรือชมความงามของหน้าผาหินปูน สภาพป่าสองฝั่งแม่น้ำปิงและยังเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในแม่น้ำปิง เช่น โรงเรียนเรือนแพ ถ้ำช้างร้อง วัดพระธาตุแก่งสร้อย พระธาตุผาไข่อินแขวน เขื่อนภูมิพล เป็นต้น ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ประมาณ 24 กิโลเมตร ระยะเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวระหว่างเดือน พฤศจิกายน – มกราคม การเดินทาง สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทางเรือ
ถ้ำยางวี เป็นถ้ำหินปูนขนาดกลาง ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงามมากหลายจุด อากาศในถ้ำถ่ายเทสะดวก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวถ้ำยางวี ที่ชื่นชอบการสำรวจและผจญภัย ห่างจากน้ำตกก้อน้อยประมาณ 12 กิโลเมตร สภาพเส้นทางเป็นถนนทางตรวจการณ์ต้องเดินเท้าหรือใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ
พระธาตุผาไข่อินแขวน ตั้งอยู่บนหน้าผาไข่ริมฝั่งแม่น้ำปิงที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 527 เมตร ลักษณะเป็นหินที่มีรูปร่างคล้ายกับรูปไข่วางอยู่บนฐานหิน อีกก้อนหนึ่งซึ้งตัวหินรูปไข่สูงประมาณ 3 เมตร ดูเหมือนว่าจะหล่นแต่ก็ มีการวางน้ำหนักที่สมดุลตามธรรมชาติ ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 52 เมตร ทางบก ส่วนทางน้ำ 65 กิโลเมตร ระยะเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างกลางเดือนธันวาคม-ปลายเดือนมกราคม การเดินทางสามารถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อและทางเรือ
ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติแม่ปิง
ตู้ ปณ.18 81 หมู่ 6 ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน 51110
โทรศัพท์ : 061-3753500 , 098-8082827
อีเมล : [email protected]
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์
อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท
ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
ข้อมูลจาก : http://park.dnp.go.th
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อ พ.ศ.2515 ประกาศเป็นอุทยานฯ เป็นลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่มอำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา” ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “ดอยหลวง” (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่) ดอยอ่างกา มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 300 เมตร มีหนองน้ำแห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่าง ฝูงกาจำนวนมากมายมักพากันไปเล่นน้ำที่หนองน้ำแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า “อ่างกา” และภูเขาขนาดใหญ่แห่งนั้นก็เลยเรียกกันว่า “ดอยอ่างกา” แต่ก็มีบางกระแสกล่าวว่า คำว่า “อ่างกา” นั้น
แท้จริงแล้วมาจากภาษาปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) แปลว่า “ใหญ่” เพราะฉะนั้นคำว่า “ดอยอ่างกา” จึงแปลว่าดอยที่มีความใหญ่นั่นเอง ดอยอินทนนท์ อดีตกาลก่อนป่าไม้ทางภาคเหนืออยู่ในความควบคุมของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (องค์สุดท้าย) พระองค์ให้ความสำคัญกับป่าไม้อย่างมาก โดยเฉพาะป่าในบริเวณดอยหลวง ทรงรับสั่งว่า หากสิ้นพระชนม์ลงให้นำอัฐิบางส่วนขึ้นไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ดอยนี้จึงมีนามเรียกขานว่า “ดอยอินทนนท์” แต่มีข้อมูลบางกระแสกล่าวว่า ที่ดอยหลวงเรียกว่า ดอยอินทนนท์ นั้น เป็นเพราะเนื่องจากว่าเป็นการให้เกียรติ เจ้าผู้ครองนคร จึงตั้งชื่อจากคำว่า “ดอยหลวง” ซึ่งเป็นชื่อที่มีความซ้ำกับดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว แต่ภายหลังมีชาวเยอรมัน มาทำการสำรวจและวัด ซึ่งปรากฎผลว่า ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ที่อำเภอแม่แจ่มมีความสูงกว่า ดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน และเรียกดอยแห่งนี้ว่า “ดอยอินทนนท์” อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ “ป่าสงวนแห่งชาติดอยอินทนนท์” ต่อมาได้ถูกสำรวจและจัดตั้งเป็นหนึ่งในสิบสี่ ป่าที่ทางรัฐบาลให้ดำเนินการเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งครั้งแรกกรมป่าไม้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้มีพื้นที่ 1,000 ตร.กม. หรือประมาณ 625,000 ไร่ แต่เนื่องจากพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อาศัยอยู่ก่อนหลายชุมชน จึงทำการสำรวจใหม่ และกันพื้นที่ที่ราษฎร อยู่มาก่อน และคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคตออก จึงเหลือพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 270 ตร.กม. หรือประมาณ 168,750 ไร่ ประกาศลงวันที่ 2 ตุลาคม 2515 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2521 รัฐบาลประกาศพื้นที่เพิ่มอีกเป็น 482.4 ตร.กม. อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ มีความสูงจากระดับน้ำทะลปานกลาง 400-2,565.3341 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย สำหรับวัตถุประสงค์ในการกำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 1 มาตรา 6 ดังนี้ “เมื่อรัฐบาลเห็นสมควรกำหนดบริเวณที่ดินแห่งใดมีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจ ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไว้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชน ก็ให้มีอำนาจกระทำโดยประกาศพระราชกฤษฎีกาด้วยบริเวณที่กำหนดนี้เรียกว่า อุทยานแห่งชาติ”
ขนาดพื้นที่
301184.06 ไร่
หน่วยงานในพื้นที่
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.1 (แม่กลาง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.2 (แม่แจ่ม)
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.3 (แม่ยะ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.4 (แม่เตี๊ยะ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.5 (ยอดดอย)
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.6 (แม่วาก)
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.7 (แม่ตืน- แม่แตง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.8 (ดอยผาตั้ง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ อน.9 (ดอยขุนกลาง)
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นส่วนหนึ่งของแนวเขตเทือกเขาถนนธงชัยที่ทอดตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทอดตัวมาจากเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล มีระดับความสูงของพื้นที่อยู่ระหว่าง 400-2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยจุดสูงสุดอยู่ที่ยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นจุดที่สูงสุดในประเทศไทย ยอดเขาที่มีระดับสูงรองลงมา คือ ยอดดอยหัวหมดหลวง สูง 2,330 เมตร ยอดดอยหัวหมดน้อย สูง 1,900 เมตร ยอดดอยหัวเสือ สูง1,881 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ลักษณะโครงสร้างทางธรณีของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์โดยทั่วไป ประกอบด้วยหินที่มีอายุตั้งแต่ยุคแคมเบรียนขึ้นไป และหินส่วนใหญ่จะเป็นหินไนส์และหินแกรนิต ส่วนหินชนิดอื่นๆ ที่พบจะเป็นหินยุคออร์โดวิเชียนซึ่งได้แก่หินปูน จนถึงยุคเทอร์เซียรี่ได้แก่หินกรวดมน
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำปิง ให้กำเนิดแม่น้ำลำธารหลายสาย ที่สำคัญได้แก่ ลำน้ำแม่วาง ลำน้ำแม่กลาง ลำน้ำแม่ยะ ลำน้ำแม่หอย ลำน้ำแม่แจ่ม และลำน้ำแม่เตี๊ยะ ซึ่งลำน้ำเหล่านี้จะไหลผ่านและหล่อเลี้ยงชุมชนต่างๆ ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอด อำเภอแม่วาง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำปิง
ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดพาเอาความชุ่มชื้นและเมฆฝนเข้ามาทำให้ฝนตก และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดมาจากประเทศจีนจะนำเอาความหนาวเย็นและความแห้งแล้งเข้ามา ทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ โดยจะมีฤดูร้อนในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฤดูฝนในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน และฤดูหนาวในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ สลับกันไป แต่เนื่องจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีความหลากหลายทางด้านระดับความสูง ทำให้ลักษณะอากาศในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยจะมีลักษณะของสภาพอากาศแบบเขตร้อนในตอนล่างของพื้นที่ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลต่ำกว่า 1,000 เมตรลงมา มีสภาพอากาศแบบกึ่งเขตร้อนในบริเวณตอนกลางของพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเลระหว่าง 1,000-2,000 เมตร และมีสภาพอากาศแบบเขตอบอุ่นในพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเลกว่า 2,000 เมตรขึ้นไป
ในพื้นที่สูงตอนบนของอุทยานแห่งชาติ โดยทั่วไปแล้วจะมีสภาพที่ชุ่มชื้นและหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณยอดดอยอินทนนท์ซึ่งมีลักษณะเป็นสันเขาและยอดเขา จะมีกระแสลมที่พัดแรงและมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นมาก และในช่วงวันที่หนาวจัดในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิจะลดต่ำลงถึง 0-4 องศาเซลเซียส และจะมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้น ที่ระดับกลางของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ สภาพอากาศโดยทั่วไปจะมีลักษณะค่อนข้างเย็นและชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 20 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูหนาวในเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 15-17 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,000-2,100 มิลลิเมตร/ต่อปี สำหรับในพื้นที่ที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 1,800 เมตรขึ้นไป จะมีสภาพอากาศที่เย็นและชุ่มฉ่ำอยู่ ทั้งนี้เพราะจะเป็นระดับความสูงของเมฆหมอก ทำให้สภาป่ามีเมฆและหมอกปกคลุมเกือบตลอดปี
พืชพรรณและสัตว์ป่า
สังคมพืชในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์สามารถจำแนกออกเป็น
ป่าเต็งรัง พบกระจายทั่วๆไปในพื้นที่รอบๆ อุทยานแห่งชาติในระดับความสูงจากน้ำทะเล 400-750 เมตร ตามเนินเขาหรือสันเขาที่แห้งแล้ง หรือตามด้านลาดทิศตะวันตกและทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติ ชนิดไม้ส่วนใหญ่ประกอบด้วย เต็ง รัง เหียง พลวง ก่อแพะ รกฟ้า รักใหญ่ ยอป่า มะขามป้อม ฯลฯ พืชอิงอาศัยพวกเอื้องแซะ เอื้องมะขาม เอื้องแปรงสีฟัน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีพวกมอส ไลเคน นมตำเลีย เกล็ดนาคราช ฯลฯ ส่วนพืชพื้นล่างจะเป็นไม้พุ่ม หญ้าชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญ้าคา ไม้เถา และพืชล้มลุกชนิดต่างๆ ป่าเบญจพรรณ พบกระจายอยู่ทั่วพื้นที่รอบๆ อุทยานแห่งชาติในชั้นระดับความสูง 400-800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตามที่ลุ่มหรือตามแนวสองฝั่งของลำห้วย พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ สัก ตะแบก ประดู่ แดง มะเกิ้ม สมอไทย กาสามปีก สลีนก กระบก ซ้อ นอกจากนี้ยังมีไผ่ชนิดต่างๆ พืชอิงอาศัย เช่น เอื้องช้างกระ เอื้องขี้หมา ส่วนพืชพื้นล่างส่วนใหญ่จะเป็นพวกไม้พุ่ม หญ้าคา หญ้าแฝก หญ้าชนิดอื่นๆ ไม้เถา และพืชล้มลุกชนิดต่างๆ
ป่าดิบแล้ง พบกระจายเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อยในระดับความสูง 400-1,000 เมตร ตามบริเวณหุบเขา ริมลำห้วย และสบห้วยต่างๆ พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ยางปาย ยางแดง ยางนา ตะเคียนทอง ก่อเดือย ก่อหยุม ก่อลิ้ม ประดู่ส้ม มะไฟป่า ชมพู่น้ำ ไทรย้อย เดื่อหูกวาง พืชพื้นล่างเป็นพืชที่ชอบขึ้นในที่มีความชื้นสูง เช่น กล้วยป่า หญ้าสองปล้อง เหมือดปลาซิว ตองสาด กระชายป่า ข่าลิง ผักเป็ดไทย ออสมันด้า กูด เฟิน ปาล์ม หวายไส้ไก่ หมากป่า และเขือง เป็นต้น
ป่าดิบเขาตอนล่าง เป็นป่าที่พบในพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,000-1,800 เมตร หรือในบริเวณตอนกลางของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกทำลายจากชาวเขาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ทำให้มีป่าที่มีอยู่เป็นป่าที่กำลังฟื้นสภาพ หรือป่ารุ่นใหม่ จะมีป่าดิบเขาดั่งเดิมเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย สภาพโดยทั่วไปของป่าดิบเขาในพื้นที่ดอยอิทนนท์จึงมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับระบบและวิธีการฟื้นฟูของสังคมพืช ชนิดป่าที่พบที่สำคัญได้แก่ ป่าสนล้วน ป่าก่อผสมสน ป่าก่อ และป่าดิบเขาดั่งเดิม พันธุ์ไม้เด่นที่พบได้แก่ สนสามใบ สารภีดอย เหมือดคนตัวผู้ ก่อแป้น ก่อใบเลื่อม กอเตี้ย ก่อแดง ก่อตาหมูหลวง ก่อนก ทะโล้ จำปีป่า กำลังเสือโคร่ง กล้วยฤาษี นมวัวดอย ฯลฯ
ป่าดิบเขาตอนบน ขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,800 เมตรขึ้นไป สามารถแบ่งออกได้เป็น ป่าดงดิบ-ป่าก่อชื้น ป่าดงดิบ เขตอบอุ่น และป่าพรุเขตอบอุ่น สภาพโดยทั่วไปเป็นป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ และหลายแห่งจะมีลักษณะของป่าดึกดำบรรพ์ พืชพื้นล่างจะไม่แน่นทึบ ทำให้ตามกิ่ง ยอด และลำต้นของไม้ในป่าจะมีมอส กล้วยไม้ เฟิน กุหลาบพันปี สำเภาแดง ขึ้นปกคลุม พันธุ์ไม้ในป่าดิบเขาหรือป่าก่อชื้นได้แก่ ก่อดาน ก่อแอบ จำปีหลวง แกง นางพญาเสือโคร่ง กะทัง นอกจากนี้ยังมีไม้พุ่มและไม้เกาะเกี่ยวเช่น คำขาว กุหลาบขาว คำแดง และยังมีต้นโพสามหาง กระโถนฤาษี เป็นต้น ในบริเวณแอ่งน้ำและรอบๆ ป่าพรุจะมีหญ้าชนิดต่างๆ ขึ้นอยู่ เช่น บัวทอง พญาดง เทียน ผักหนอกดอย มะ แหลบ วาสุกรี บันดงเหลือง ต่างไก่ป่า กุง กูดขน ฯลฯ และบริเวณชายขอบป่าพรุจะมีกุหลาบพันปีสีแดง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบเฉพาะบนยอดดอยอินทนนท์เท่านั้น
สัตว์ป่าในบริเวณอุทยานแห่งชาติที่นี้มีจำนวนลดลงไปมาก เนื่องจากถูกชาวเขาเผ่าต่างๆ ล่าเป็นอาหาร และป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยถูกถางลงมาก ทำให้สัตว์ใหญ่บางชนิดหมดไปจากป่านี้ สัตว์ที่เหลืออยู่ส่วนมากเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่น กระรอก กระแตธรรมดา กระเล็นขนปลายหูสั้น อ้นเล็ก เม่นหางพวง อีเห็นข้างลาย ชะมดแผงสันหางดำ นกแซงแซวเล็กเหลือบ นกปรอดหัวสีเขม่า นกเด้าดินทุ่ง เหยี่ยว เพเรกริน ไก่ฟ้าหลังขาว นกเงือกคอแดง นกพญาไฟสีกุหลาบ กิ้งก่าหัวสีฟ้า จิ้งเหลนเรียวจุดดำ ตุ๊กแกบ้าน งูลายสอคอแดง กบห้วยสีข้างดำ เขียดหนอง อึ่งกราย คางคกเล็ก ปาดแคระฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยังคงความสำคัญในด้านของการเป็นแหล่งของนกป่าที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นแหล่งของสัตว์ป่าที่หายาก และมีอยู่เฉพาะถิ่นอยู่หลายชนิด ที่สำคัญได้แก่ หนูหญ้าดอย กระท่าง เต่าปูลู นกศิวะหางสีน้ำตาล นกปีกสั้นสีนำเงิน นกกระจิ๊ดคอสีเทา และนกกินปลีหางยาว
การเดินทาง
รถยนต์
จากตัวเมืองเชียงใหม่ เดินทางโดยรถยนต์ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ประมาณ 56 กม.ผ่านอำเภอหางดงและอำเภอสันปาตอง ไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009 (จอมทอง-ดอยอินทนนท์) จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่กิโลเมตรที่ 8 (น้ำตกแม่กลาง) และตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 48 กิโลเมตร ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 31
สิ่งอำนวยความสะดวก ที่พัก และสถานที่กางเต็นท์
ร้านอาหาร – ร้านสวัสดิการอุทยานฯ
ร้านอาหาร – ร้านอาหารน้ำตกแม่ยะ
ร้านอาหาร – ร้านอาหารน้ำตกแม่กลาง
ร้านอาหาร – ร้านอาหารน้ำตกแม่วชิรธาร
ร้านอาหาร – ร้านอาหารกิ่วแม่ปาน
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 107(ดาวเรือง)
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 101(ข้าวตอกฤาษี)
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 102 (กุหลาบแดง)
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 104 (อินทนิล)
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 105(ราชพฤกษ์)
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 106(กุหลาบขาว)
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 108(บุษบง)
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 109(นนทรี)
ที่พัก – บ้านอินทนนท์ 110(ไผ่ไพรวัลย์)
ที่พัก – ค่ายเยาวชน 931
ที่พัก – ค่ายเยาวชน 932
ที่พัก – ค่ายเยาวชน 933
ที่พัก – ค่ายเยาวชน 934
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 101
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 108
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 110
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 107
ที่พัก – อินทนนท์ 934
ที่พัก – อินทนนท์ 931
ที่พัก – อินทนนท์ 932
ที่พัก – อินทนนท์ 933
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 106
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 105
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 104
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 103
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 102
ที่พัก – บ้านพักอินทนนท์ 109
อื่นๆ – ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (31 กม.)
อื่นๆ – ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (ยอดดอย)
อื่นๆ – ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (9 กม.)
ร้านค้า – ร้านสวัสดิการอุทยานฯ
ห้องประชุมสัมมนา – ห้องประชุมกาญจนาภิเษก (เล็ก)
ห้องประชุมสัมมนา – อาคารห้องประชุม (ใหญ่)
ห้องน้ำ – ห้องน้ำที่ทำการอุทยานฯ
ห้องน้ำ – ห้องน้ำด่านตรวจจุดที่ 2
ห้องน้ำ – ห้องน้ำด่านตรวจจุดที่ 1
ห้องน้ำ – ห้องน้ำศูนย์บริการฯ (กม. 9)
ห้องน้ำ – ห้องน้ำน้ำตกสิริภูมิ
ห้องน้ำ – ห้องน้ำน้ำตกวชิรธาร
ห้องน้ำ – ห้องน้ำน้ำตกแม่ปาน
ห้องน้ำ – ห้องน้ำกิ่วแม่ปาน
ห้องน้ำ – ห้องน้ำยอดดอย
ถังขยะ – บริเวณที่ทำการอุทยานฯ
โทรศัพท์สาธารณะ – โทรศัพท์ที่ทำการฯ
โทรศัพท์สาธารณะ – โทรศัพท์ยอดดอย
สวนหย่อม – สวนสิริภูมิ
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถน้ำตกวชิรธาร
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถน้ำตกวังม่วง
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถศูนย์บริการฯ กม.9
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถน้ำตกแม่กลาง
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถน้ำตกแม่ปาน
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถน้ำตกสิริธาร
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถยอดดอย
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถกิ่วแม่ปาน
ถนน / ทางเดิน – ลานจอดรถที่ทำการฯ
สถานที่ท่องเที่ยว
น้ำตกแม่กลาง
น้ำตกแม่ยะ
น้ำตกวังควาย
น้ำตกวชิรธาร
น้ำตกสิริธาร
น้ำตกผาดอกเสี้ยว
น้ำตกสิริภูมิ
น้ำตกแม่ปาน
น้ำตกห้วยทรายเหลือง
กิ่วแม่ปาน
อ่างกา
สถานีวิจัยเกษตรหลวงอินทนนท์
โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์
ยอดดอยอินทนนท์
ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
ตู้ ปณ.2 119 หมู่7 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ 50160
โทรศัพท์ : 053-286729 (บริการข้อมูลท่องเที่ยว,จองที่พัก), 053-286728 (ศูนย์กู้ภัย)
โทรสาร : 053-286727
อีเมล : [email protected]
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายรุ่ง หิรัญวงษ์
อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท
ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท
ข้อมูลจาก : http://park.dnp.go.th

