Home Blog Page 107

“ชงชา ชิมกาแฟ ครั้งที่ 1” (Northern Thailand Coffee & Tea Festival)

จังหวัดเชียงใหม่ โดย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ขอเชิญร่วมงาน “ชงชา ชิมกาแฟ ครั้งที่ 1” (Northern Thailand Coffee & Tea Festival) ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน-ถึง 2 กรกฎาคม 2560 ที่งาน Lanna Expo 2017 ฮอลล์ 1 ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่

เชิญชง ชิม ช้อป ผลิตภัณฑ์ชา กาแฟคุณภาพจากหลากหลายแหล่งผลิตในภาคเหนือตอนบน รวมไปถึงเบเกอรี่ และอาหารคุณภาพเยี่ยมอีกมากมาย ที่เราคัดสรรมาแล้วเพื่อคุณ

พบกับการแข่งขันลาเต้อาร์ต (Latte Art) และคัพปิ้ง(Cupping) สุดยอดนักชิมกาแฟ ชิงเงินรางวัลกว่า 1 หมื่นบาท
ชมนิทรรศการ “ของขวัญ…จากพ่อ” เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมหาปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการ ชา-กาแฟ ของไทย อย่าพลาด งานชงชา ชิมกาแฟครั้งที่ 1

พบกันที่งาน Lanna Expo ฮอล 1 ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ …

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
082-1954669
[email protected]

ชงชา-ชิมกาแฟ

 

ชงชา-ชิมกาแฟ

 

อุทยานแห่งชาติผาแดง

อุทยานแห่งชาติผาแดง

สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปของอุทยานแห่งชาติผาแดง ประชาชนรู้จักและคุ้นเคย กับอุทยานแห่งชาติเชียงดาว ซึ่งอยู่ในสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าเชียงดาวมาก่อน เช่น น้ำตก จุดชมวิว เป็นต้น กรมป่าไม้จึงมีคำสั่งที่ 475/2532 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2532 ให้ นายโชดก จรุงคนธ์ เจ้าพนักงาน ป่าไม้ 5 กองอุทยานแห่งชาติ ไปดำเนินการสำรวจเบื้องต้น ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเชียงดาว ท้องที่อำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว และป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำแม่ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และได้มีการสำรวจเพิ่มเติม ตามคำสั่งกรมป่าไม้ที่ 1627/2532 เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามนัยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และหน่วยงานอุทยานแห่งชาตินี้ได้ขออนุมัติใช้ชื่ออุทยานแห่งชาติตามหนังสืออุทยานแห่งชาติที่ กษ.0713 (ชด)/9 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2533 ว่า อุทยานแห่งชาติเชียงดาว ซึ่งอธิบดีกรมป่าไม้ (นายไพโรจน์ สุวรรณกร) ให้อนุมัติให้ใช้ชื่อ “อุทยานแห่งชาติเชียงดาว” เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2533 ทั้งนี้เพราะเป็นชื่อป่าสงวนแห่งชาติ และอำเภอเชียงดาวซึ่งประชาชนรู้จักกันดี
ในคราวที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ประชุมครั้งที่ 1/2538 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2538 มีมติเห็นชอบ ให้กรมป่าไม้ดำเนินการสำรวจเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ เชียงดาว โดยเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ที่ นร 0204/5718 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ยืนยันมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณ ป่าเชียงดาว ในท้องที่ ตำบลเมืองนะ ตำบลทุ่งข้าวพวง ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว , ตำบลเปียงหลวง ตำบลแสนไห ตำบลเวียงแหง อำเภอเวียงแหง และป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง ในท้องที่ตำบลหนองบัว ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ
และสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้น และสำนักงานเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีนำร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินดังกล่าวให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2543 ขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับ เป็นกฎหมายตามหนังสือที่ นร 0204/14602 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 117 ตอนที่ 98 ก ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติเชียงดาว” ต่อมาปี เดือนมีนาคม 2549 ทางอุทยานแห่งชาติเชียงดาวได้เสนอเปลี่ยนชื่ออุทยานฯใหม่เป็น “อุทยานแห่งชาติ ผาแดง” เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เข้าใจผิดระหว่าง “อุทยานแห่งชาติเชียงดาว” กับ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว” ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศบริเวณโดยทั่วไปของอุทยานจะมีหน้าผาสีแดงปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้ใช้ชื่อ “อุทยานแห่งชาติผาแดง”มาจนถึงปัจจุบัน

ขนาดพื้นที่
702085.00 ไร่

หน่วยงานในพื้นที่
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติผาแดงที่ 1 (แกน้อย)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติผาแดงที่ 2 (ห้วยจะค่าน)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติผาแดงที่ 3 (เมืองนะ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติผาแดงที่ 4 (โป่งอาง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติผาแดงที่ 5 (ทุ่งข้าวพวง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติผาแดงที่ 6 (เวียงแหง)

ภาพแผนที่

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ภูเขาทางด้านตะวันออกส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินชั้นมีดอยที่สำคัญได้แก่ ดอยถ้ำแกลบ ดอยหัวโท ดอยขุนห้วยไซ ดอยผาแดง ดอยถ้ำง๊อบ ดอยด่านฟาก เป็นต้น ภูเขาทางด้านตะวันตกส่วนใหญ่ เป็นที่มีผืนป่าใหญ่ปกคลุมอยู่มีดอยที่สำคัญได้แก่ ดอยกำพร้า ดอยปุกผักกา ดอยเหล็กจี ดอยสันกิ่วคมพร้า ดอยกิ่วฮูลม ดอยถ้วย ดอยบางกูลอ เทือกเขา ตอนกลางระหว่างห้วยแม่จกถึงบ้านหนองเขียวแนวเหนือ-ใต้ เป็นที่ราบลุ่มที่มีความสูงไม่มาก มีดอยถ้ำยุง ดอยขุ่นเป้าเป็นต้น มียอดเขาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่มีความสูงสุดของพื้นที่ได้แก่ ดอยค้ำฟ้ามีความสูง 1,834 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 400-1,800 เมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นบริเวณที่มีฝนตกชุก เพราะอยู่ในแนวทางที่มีร่องอากาศพาดผ่าน โดยได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
อุทยานแห่งชาติผาแดง มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน จึงแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารที่สำคัญ คือแม่น้ำปิง แม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงใหม่ ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ดอยค้ำฟ้า ซึ่งมีความสูง 1,834 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ลักษณะภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศโดยทั่วไปแล้วอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 องศา บนยอดดอยจะมีอากาศหนาว เย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะบนยอดดอยค้ำฟ้า มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 8-15 องศา ฤดูฝนจะเริ่มต้นตั้งแต่ เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน ต่อจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวคือตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน

พืชพรรณและสัตว์ป่า
พืชพรรณและสัตว์ป่า
ด้วยสภาพภูมิประเทศของอุทยานแห่งชาติผาแดง เป็นภูเขาที่สลับซับซ้อน ครอบคลุมพื้นที่ ที่มีความสูงตั้งแต่ 500- 1,834 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีสภาพป่าที่แตกต่างกัน 4 ประเภท ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญที่พบในป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง คือ สัก ประดู่ เหียง เต็ง รัง เสลา ยมหิน ไผ่ กล้วยไม้และเฟิน นานาชนิด ส่วนพันธุ์ไม้สำคัญที่พบในป่าดิบเขา และป่าสนเขา ได้แก่ จำปีป่า ยาง ตะเคียน ก่อชนิดต่างๆ มะขามป้อมดง สนสองใบ และสนสามใบ นอกจากมีความหลากหลายของพืชพรรณแล้ว ผืนป่าแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด ประกอบไปด้วย กวางผา เลียงผา เก้ง หมู่ป่า เม่น หมี ค่าง อีเห็น นางอาย (ลิงลม) กระรอก เต่าปูรู เขียดแหลว และนกนานาชนิด

การเดินทาง
การเดินทาง
ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สาย เชียงใหม่ – ฝาง ผ่านอำเภอแม่แตง และอำเภอเชียงดาว มาจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 79 เจอสามแยกไฟแดง (สามแยกเมืองงาย) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 1178 สาย แม่ข้อน-นาหวาย ใช้ระยะทางในการเดินทางอีก 24 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านนาหวาย ก่อนถึงหมู่บ้านจะมีป้ายเขียนว่า น้ำตกศรีสังวาล ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป 150 เมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาแดง (หากต้องการลายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามข้อมูลได้ที่ อุทยานแห่งชาติผาแดง โทร 053-261-466)

แผนที่เส้นทาง
เส้นทางไปอุทยานแห่งชาติผาแดง

ภาพทิวทัศน์
น้ำตกศรีสังวาลย์

น้ำตกศรีสังวาลย์ เป็นน้ำตกหินปูนที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง สูงประมาณ 20 เมตร ไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ บรรยากาศบริเวณน้ำตกมีความร่มรื่นน่าพักผ่อน ตัวน้ำตกอยู่ห่างจากที่ทำการไป 150 เมตร

น้ำตกศรีสังวาลย์
ดอยค้ำฟ้า

แผนที่ผังบริเวณ
ผังบริเวณอุทยานแห่งชาติผาแดง

สิ่งอำนวยความสะดวก ที่พัก และสถานที่กางเต็นท์
ที่พัก – เต็นท์พร้อมเครื่องนอน
ที่พัก – ค่าบริการกางเต็นท์
ที่พัก – ค่าบริการสถานที่กางเต็นท์
ที่พัก – ค่าบริการสถานที่กางเต็นท์
ที่พัก – สถานที่กางเต็นท์
อื่นๆ – ลานกางเต็นท์

สถานที่ท่องเที่ยว
น้ำตกศรีสังวาลย์

บ่อน้ำร้อนโป่งอ่าง

อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้

อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้

อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ และท้องที่อำเภอบ้านธิ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำปิง มีพันธุ์ไม้มีค่าและสัตว์ป่าที่สำคัญหลายชนิดและประกอบ ด้วยจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่งเช่น น้ำตก อ่างเก็บน้ำ เขื่อน หน้าผา และยอดเขาที่สูงเด่น เป็นต้น มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 320,750 ไร่ หรือ 513.20 ตารางกิโลเมตร

เมื่อปี พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรบ้านแม่ตะไคร้ ได้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ การปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกันต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ โดยเฉพาะการประกอบอาชีพเป็นไปด้วยความยากลำบาก ราษฎรมีความเป็นอยู่แร้นแค้น พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการเพื่อพัฒนาอาชีพและส่งเสริมคุณธรรม เพื่อให้ราษฎรมีอาชีพที่มั่นคงถาวร พอกินพอใช้ตามอัตภาพ และให้ยึดถือหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพการครองเรือน เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรในท้องถิ่นที่ใกล้เคียง ต่อมาทรงมีรับสั่งและมีหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการ ให้กรมป่าไม้ โดยกองอุทยานแห่งชาติดำเนินการจัดตั้งเป็นวนอุทยาน เพื่อให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ศึกษาค้นคว้าตามธรรมชาติ การอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารและสัตว์ป่า โดยให้ดำเนินการสนองพระราชดำริในการปรับปรุงพื้นที่เป็นที่อยู่ธุดงค์สถานของพระภิกษุสามเณร และเป็นที่ปฏิบัติธรรมของประชาชนทั่วไป ให้ชื่อโครงการว่า “โครงการพัฒนาชนบทยากจนตามพระราชดำริ” การดำเนินการตามแผนงานโครงการเบื้องต้น ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานเลขานุการ กปร. จึงนับได้ว่าเป็นวนอุทยานที่มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น ต่อมาในปี 2530 วนอุทยานแม่ตะไคร้ ได้ส่งข้อมูลการสำรวจเบื้องต้น เพื่อยกฐานะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงได้มีคำสั่งให้ นายโกศล สงศิริ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ 3 ไปทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ และในปี 2531 อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ได้รายงานเพิ่มเติมว่า พื้นที่ของวนอุทยานที่ดำเนินการอยู่แล้ว และพื้นที่ป่าผนวกเข้าเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา ป่าแม่ออน อำเภอสันกำแพง และป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นป่าต้นน้ำลำธาร เป็นพื้นที่ป่าประกอบด้วยสภาพป่าที่สมบูรณ์ และมีอิทธิพลต่อพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใช้ในการเกษตรกรรมของราษฎรเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่สำคัญนานาชนิด สัตว์ป่าชนิดต่างๆ ตลอดจนจุดเด่นทางธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เหมาะสมที่จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ได้เสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ขณะนี้สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำลังดำเนินการประกาศพระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504

ขนาดพื้นที่
222912.00 ไร่

หน่วยงานในพื้นที่
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้
หน่วยพิทักษ์ฯที่มค.1(ปางจำปี)
หน่วยพิทักษ์ฯที่มค.2(ปางแฟน)
หน่วยพิทักษ์ฯที่มค.3(แม่กวง)
หน่วยพิทักษ์ฯที่มค.4(แม่ผาแหน)
หน่วยพิทักษ์ฯที่มค.5(แม่ตีบ-แม่สาร)
หน่วยพิทักษ์ฯที่มค.4(แม่แฝก)

ภาพแผนที่

ลักษณะภูมิประเทศ
อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนทั่วไปทั้งพื้นที่ ความลาดชันในพื้นที่เกิน 35% ความสูงของพื้นที่อยู่ระหว่าง 400 – 2,031 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นป่าต้นน้ำลำธารชั้น 1 อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ภูเขาเป็นภูเขาหินปูน สำหรับสภาพป่าจะแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่อันสลับซับซ้อน และความแตกต่างของระดับความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ, ป่าดิบแล้ง, ป่าเต็งรัง, ป่าสนเขา, ป่าดิบเขา และป่าทุ่งหญ้า ลำน้ำสายหลักของอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ได้แก่ ลำน้ำแม่กวง,ห้วยแม่ตะไคร้, ห้วยแม่ออน, ลำน้ำแม่ทา มีดอยที่สำคัญ ได้แก่ ดอยลังกา, ดอยผางุ้ม, ดอยม่อนล้าน เป็นต้น

ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพภูมิอากาศในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ แบ่งออกเป็น 3 ฤดูกาล คือ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ และฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนเมษายน โดยอากาศจะเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 32 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส

พืชพรรณและสัตว์ป่า
พืชพรรณ
ในป่าแต่ละชนิดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ จะพบพันธุ์ไม้ที่เด่นๆ ซึ่งเป็นพืชหายาก และไม้เฉพาะถิ่นชนิดต่างๆ ซึ่งจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
– ไม้ยืนต้น ได้แก่ ไม้พยอม, ไม้ตะเคียนทอง, ไม้มะค่าโมง, ไม้จำปีป่า
– ไม้พุ่ม และไม้ล้มลุก ได้แก่ เฟิร์น, กุหลาบแดง เป็นต้น
– ไม้เถาเลื้อย ได้แก่ สะบ้าลิง, เครือออน เป็นต้น
– พืชเกาะอาศัย ได้แก่ กล้วยไม้ชนิดต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด
– พืชพวกกาฝาก ไดแก่ ดอกดินแดง, ขนุนดิน เป็นต้น
สัตว์ป่า
ภายในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ พบสัตว์ป่าชนิดต่างๆ หลากหลาย เนื่องจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ มีอาณาเขตติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ท้องที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติขุนแจ ท้องที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ท้องที่อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ประกอบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่ จึงสามารถพบสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่เพื่อหลบภัย และเป็นแหล่งอาหาร จากการสำรวจทรัพยากรสัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ สามารถจำแนกสัตว์ป่าเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังนี้
– สัตว์เลี้ยงลูกด้วนนม ได้แก่ เก้ง กวางป่า กระต่ายป่า ลิง ชะนี ชะมด เม่น อีเห็น เสือโคร่ง หมูป่า เลียงผา และหมี เป็นต้น
– นกชนิดต่างๆ ได้แก่ นกกางเขนดง นกแซงแซวหางม่วง นกหัวขวาน นกยูง นกขุนทอง นกยาง ไก่ป่า นกเค้าแมว และนกกระปูด เป็นต้น
– สัตว์เลื้อยคลาน ที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น กิ้งก่าชนิดต่างๆ งูชนิดต่างๆ และเต่า เช่น เต่าปูลู เต่าหก ตะกวด และแย้ เป็นต้น
– สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เช่น กบ อึ่ง ปาด ชนิดต่างๆ เป็นต้น
– ผีเสื้อและแมลง เช่น ผีเสื้อหางดาบตาลไหม้ กว่างซาง ด้วงคีมยีราฟ เป็นต้น

การเดินทาง
อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 35 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอดอยสะเก็ดประมาณ 17 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ บ้านแม่หวาน หมู่ที่ 3 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
การเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ สามารถเดินทางโดยใช้ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 118 (เชียงใหม่ – เชียงราย) จากสี่แยกศาลเด็ก ผ่านอำเภอสันทราย, อำเภอดอยสะเก็ด ถึง กม. ที่ 33 + 200 เมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ บ้านแม่หวาน หมู่ที่ 3 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

แผนที่เส้นทาง
แผนที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้

ภาพทิวทัศน์
อ่างเก็บน้ำแม่ตะไคร้ ตั้งอยู่ในท้องที่หมู่ที่ 1 ตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พิกัด E 533225 N 2071400 เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำจำนวนมาก มีความร่มรื่นและทิวทัศน์ที่สวยงาม นักท่องเที่ยวนิยมมาตกปลา ตั้งแคมป์ในช่วงวันหยุดราชการ การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ตามทางหลวงหมายเลข 1317 ไปทางอำเภอแม่ออน ถึงกิโลเมตรที่ 21 จะมีทางแยกเลี้ยวขวาไปตามถนนหมายเลข 1006 ผ่านโรงพยาบาลแม่ออน ไปยังบ้านเปาสามขา เลี้ยวขวาไปตามถนนหมายเลข 1229 เดินทางต่อไปอีก 10 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นทางขึ้นเขาเลี้ยวซ้ายไปบ้านห้วยแก้ว ประมาณ 800 เมตร ก็จะถึงอ่างเก็บน้ำแม่ตะไคร้ รวมระยะทางประมาณ 39 กิโลเมตร

จุดชมวิว จุดนี้สามารถชมเมืองเชียงใหม่ และแนวสันเขาในยามค่ำคืนอันเป็นทัศนียภาพที่แปลกตาอีกรูปแบบหนึ่ง จุดนี้สามารถชมวิวทิวทัศน์ตัวอำเภอแม่ออน ตัวเมืองจังหวัดลำพูน อำเภอดอยสะเก็ด และตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชมกับทิวทัศน์ในยามค่ำคืนได้ขนานนามจุดชมวิวนี้ว่า “จุดชมดาวบนดิน”

น้ำตกตาดเหมย ตั้งอยู่บริเวณท้องที่หมู่ที่ 1 ตำบลออนเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ พิกัด E 531500 N 2080000 อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ไปตามถนนสายแม่ตะไคร้ – ห้วยแก้ว ไปทางทิศเหนือ ประมาณ 16 กิโลเมตร ถึงจุดตรวจอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ที่ 3 (แม่รวม) บ้านแม่รวม เดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร สภาพเป็นป่าดงดิบชื้นพบไม้ตระกูลไม้ยางเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีต้นไม้ไผ่ขึ้นอยู่หนาแน่น และพบกับความงามของน้ำตกที่สวยงามที่สุดของอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ และมักจะมีนักท่องเที่ยวที่ชอบความท้าทายเข้าไปเพื่อ ทำการไต่น้ำตกที่มีความสูงและสวยงามของน้ำตกตาดเหมยด้วย

ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ (เตรียมการ)
36 หมู่ 3 บ้านแม่หวาน ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสเก็ด จ.เชียงใหม่ 50220

โทรศัพท์ : 096 680 2727

อีเมล : [email protected]

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายอโนทัย เพียรคงชล

อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
– ยังไม่เสียค่าบริการ –

[iggetimage type=”locations” tag=”4293393″ limit=”20″]

กุมภัณฑ์วัดเจดีย์หลวง อมรเทพ

อมรเทพ ( ศาลเหนือ )

สร้างเมื่อ “วันเสาร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำเดือน ๗ พ.ศ. ๒๓๔๓ พระเจ้ากาวิละให้ก่อรูปกุมภัณฑ์ ๒ ตนไว้หน้า วัดโชติการาม” (วัดเจดีย์หลวง) ยักษ์ / กุมภัณฑ์ ๒ ตนนี้ คอยพิทักษ์เสาอินทขิลหลักเมืองเชียงใหม่

(ตำนานเมืองเชียงใหม่ , ฉบับพระพุทธิมา ผูก ๗ หน้า ๑๓)

Amaradeva (Northern Pavillion) Phaya Yakkharaj or two Guardian Yaksha were built in 1800 by Prince Kawila in front of Wat Jotikaram ( Wat Chedi Luang ) They are destined to protect Inthakhin the city pillar of Chiang Mai.

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา

คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2532 กำหนดให้ปี พ.ศ. 2532-2535 เป็นปีแห่งการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และต่อมารัฐมนตรีมีนโยบายที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ของชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้ในลักษณะของอุทยานแห่งชาติ ต่อมาส่วนอุทยานแห่งชาติ จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ของส่วนอุทยานฯ มาสำรวจและจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มนำแม่ฝางท้องที่ตำบลศรีดงเย็น ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ ท้องที่ตำบลแม่ข่า ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย ท้องที่ตำบลป่าแดด ตำบลศรีถ้อย ตำบลท่าก๊อ จังหวัดเชียงราย โดยใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา” มีเนื้อที่ประมาณ 356.7777 ตารางกิโลเมตร หรือ 222,986 ไร่

ขนาดพื้นที่
222986.00 ไร่

หน่วยงานในพื้นที่
ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา
หน่วยพิทักษ์ฯ ที่ วผ.1(หัวฝาย)
หน่วยพิทักษ์ฯที่ วผ.2(ปางปอย)

ภาพแผนที่

ลักษณะภูมิประเทศ
อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน เทือกเขาวางตัวในเแนวทิศเหนือ – ใต้ เป็นแนวแบ่งเขตจังหวัดเชียงใหม่ – เชียงราย มียอดดอยสูงสุดคือ ดอยเวียงผา มีความสูง 1,834 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าต้นน้ำลำธารและแหล่งกำเนิดของลำห้วยใหญ่ๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำฝาง และสาขาหนึ่งของน้ำแม่ลาว เช่น ห้วยแม่ฝางหลวง ห้วยแม่ฝางน้อย น้ำแม่ยางมิ้น

ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา โดยทั่วไปประกอบด้วย 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ระหว่างช่วงเดือน พฤษภาคม-ตุลาคม โดยจะมีฝนตกหนักในช่วงเดือน สิงหาคม-กันยายน ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เป็นช่วงอากาศหนาวเย็ฯ เหมาะสำหรับเดินทางมาท่องเที่ยว ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งจะเป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 11.8 องศาเซลเซียส และสูงสุด 36.3 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน

พืชพรรณและสัตว์ป่า
สภาพป่าประกอบด้วยป่าเบญจพรรณป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าสนเขา ซึ่งป่าแต่ละชนิดเหล่านี้จะอยู่กระจัดกระจายทั่วไป ในเขตอุทยานแห่งชาติตามระดับความสูงของพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ สัก ยาง ประดู่ ตะแบก เต็ง รัง จำปีป่า สนสามใบ ก่อชนิดต่างๆ มอส เฟิน กล้วยไม้ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญและหายากของเมืองไทยอาทิ เช่น มณฑาดอย กุหลาบพันปี กายอม กุหลาบขาว และกล้วยไม้นานาชนิดซึ่งสามารถพบเห็นได้บนยอดดอยเวียงผา

ด้วยสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนระดับความสูงของพื้นที่ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 360-1,834 เมตร จึงทำให้เกิดแหล่งอาหารและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ประกอบด้วย เก้ง หมูป่า เลียงผา เสือไฟ หมีควาย เม่น กระต่ายป่า ลิง อีเห็น กระรอก กระแต และนกนานาชนิด เช่น นกกงเขนดง นกพญาไฟ นกโพระดก นกกินปลี นกหัวขวาน ไก่ป่า และที่สำคัญยังสามารถพบเห็นสลาแมนเดอร์ (จิ้งจกน้ำ)สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

การเดินทาง
รถยนต์
จากจังหวัดเชียงใหม่ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 107 ไปทางอำเภอไชยปราการ ถึงกิโลเมตรที่ 125 บ้านแม่ขิหล่ายฝาง เลี้ยวขวาไปตามทางอีก 12 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา

รถโดยสารประจำทาง

มีรถประจำทางปรับอากาศสายกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร2 ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทรศัพท์ 0-2537-8055 และที่เชียงใหม่ 0-5324-1449,0-5324-2664
จากตัวเมืองเชียงใหม่ มีรถสายเชียงใหม่-ฝาง ออกจากสถานีขนส่งช้างเผือกทุกครึ่งชั่วโมง ลงที่หน้าตลาดบ้านท่า อำเภอไชยปราการ จากนั้นติดต่อเหมารถต่อไปยังที่ทำการอุทยานฯ อีกประมาณ 12 กิโลเมตร

ที่ตั้งและแผนที่

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา (เตรียมการ)
ตู้ ปณ.14 ปณจ.ไชยปราการ หมู่ที่ 8 ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่

โทรศัพท์ : 08 7186 2118, 0 5331 7535

อีเมล : [email protected]

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายกิตติ ตุลพงศ์

อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
– ไม่เสียค่าบริการ –

อ้างอิงข้อมูล : http://park.dnp.go.th/visitor/nationparkshow.php?PTA_CODE=9103

อ้างอิงรูป : http://board3.trekkingthai.com

อุทยานแห่งชาติศรีลานนา

อุทยานแห่งชาติศรีลานนา

อุทยานแห่งชาติศรีลานนา มีพื้นที่รับผิดชอบ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำปิงตอนบน มีสัตว์ป่า นานาชนิด และจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกม่อนหินไหล อ่างเก็บน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เป็นอุทยานแห่งชาติ 1 ในจำนวน 5 แห่ง ของโครงการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ เพื่อการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม 2530 มีเนื้อที่ประมาณ 878,750 ไร่ หรือ 1,406 ตารางกิโลเมตร

เดิมบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว ป่าแม่งัด และป่าแม่แตง จัดเป็นป่าต้นน้ำลำธารชั้น 1 ตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 14 มกราคม 2518 และเป็นป่าปิดตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 มกราคม 2522 ในเดือนมีนาคม 2524 กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้มีคำสั่งที่ 280/2524 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2524 ให้นายสันติ สีกุหลาบ นักวิชาการป่าไม้ 4 ออกไปสำรวจและเก็บข้อมูลพื้นที่ป่าบริเวณดอยเวียงผา จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่ นายอรุณ สำรวจกิจ มีจดหมายลงวันที่ 14 มกราคม 2524 ถึงอธิบดีกรมป่าไม้

ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2526 กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้มีคำสั่งที่ 1/2526 ลงวันที่ 3 มกราคม 2526 ให้นายไมตรี อนุกูลเรืองกิจ เจ้าพนักงานป่าไม้ 3 ไปสำรวจหาข้อมูลเพิ่มเติมบริเวณดอยเวียงผา และบริเวณน้ำตกม่อนหินไหล จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต่อมากองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้มีคำสั่งที่ 293/2528 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2528 ให้นายอรุณ เหลียววนวัฒน์ นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปดำเนินการสำรวจและจัดตั้งบริเวณป่าแม่กอง ป่าแม่งัด ป่าเชียงดาว และป่าฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอุทยานแห่งชาติ ผลการสำรวจตามรายงานหนังสือ ที่ กษ 0713(ดก)/1 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2528 ปรากฏว่า พื้นที่การสำรวจทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ป่าแม่แตง (บางส่วน) ป่าแม่งัด (บางส่วน) และป่าเชียงดาว (บางส่วน) มีสภาพป่าและธรรมชาติเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2529 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2529 เห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งพื้นที่บริเวณป่าเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอุทยานแห่งชาติเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 5 รอบ กองอุทยานแห่งชาติ ได้จัดตั้งบริเวณดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติศรีลานนา” และเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2529 ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางตรวจเยี่ยมอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่ เห็นชอบกับโครงการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติดังกล่าว ทั้งได้มีบัญชาและกำชับว่า “ให้ดูแลรักษาป่าให้ดีอย่าปล่อยให้มีการบุกรุกทำลายจนสภาพป่าไม้ธรรมชาติสวยงาม และสิ่งแวดล้อมต้องสูญเสียไป” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้รับทราบโครงการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเพื่อเฉลิมพระเกียรติแล้ว ตามหนังสือสำนักเลขาธิการรัฐมนตรี ที่ นร 0202/21487 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530

ส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ดำเนินการออกประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว ป่าแม่งัด และป่าแม่แตง ในท้องที่ตำบลปิงโค้ง ตำบลเชียงดาว ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว ตำบลสันทราย ตำบลป่าไหน่ ตำบลบ้านโป่ง ตำบลน้ำแพร่ ตำบลป่าตุ้ม ตำบลแม่แวน ตำบลแม่ปั๋ง ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว ตำบลบ้านเป้า ตำบลช่อแล ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 106 ตอนที่ 120 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2532 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 60 ของประเทศ มีเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภาคเหนือ หรือใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศ

ขนาดพื้นที่
878750.00 ไร่

หน่วยงานในพื้นที่
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติศรีลานนา
หน่วยพิทักษ์ฯที่ ศล.1 (แม่แพง – ม่อนหินไหล)
หน่วยพิทักษ์ฯที่ ศล.2 (ปางมะเยา)
หน่วยพิทักษ์ฯที่ ศล.3 (บ้านออน)
หน่วยพิทักษ์ฯที่ ศล.4 (ห้วยส้าน)
หน่วยพิทักษ์ฯที่ ศล.5 (แม่ระงอง)
หน่วยพิทักษ์ฯที่ ศล.6 (ห้วยกุ่ม)
หน่วยพิทักษ์ฯที่ ศล.7 (ห้วยปุย)

ภาพแผนที่

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง สลับซับซ้อน ติดต่อกันกว้างขวางของทิวเขาผีปันน้ำ ประกอบด้วย ดอยเวียงผา ดอยหลวง ดอยปุย ดอยปันวา ดอยผาเกี๋ยง ดอยขุนโก๋น ดอยแม่ระงอง ดอยแม่แงะ และดอยโตน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 400-1,718 เมตร โดยมียอดดอยจอมหด เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นต้นน้ำลำธารของลำห้วยต่างๆ ที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล และแม่น้ำปิงตอนบน ได้แก่ น้ำแม่งัด น้ำแม่โก๋น น้ำแม่แวน น้ำแม่สะรวม น้ำแม่ธาตุ และน้ำแม่ขอด

ลักษณะภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา อยู่ในภูมิอากาศแบบฝนตกชุกสลับแห้งแล้งในเขตร้อน แบ่งออกเป็น 3 ฤดูกาล คือ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,156 มิลลิเมตรต่อปี ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 26 องศาเซลเซียส

พืชพรรณและสัตว์ป่า
สังคมพืชในอุทยานแห่งชาติศรีลานนาประกอบด้วย
ป่าเต็งรัง เป็นสังคมพืชที่ปกคลุมพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติมากที่สุด กระจายอยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 200-1,200 เมตร และในระดับ 800-1,200 เมตร จะพบสนสองใบและสนสามใบขึ้นปะปนกับป่าเต็งรัง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง รักใหญ่ เคาะ ก่อแพะ เหมือดหลวง ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ กระเจียวแดง เครือข้างครั่ง พ่อค้าตีเมีย ย่านลิเภา เฟินก้านดำ มะแฮะนก เขิงแข้งม้า เครือเดา เอื้องสาย เอื้องผา และเอื้องม้าวิ่ง เป็นต้น

ป่าเบญจพรรณ พบอยู่ตามพื้นที่หุบเขาหรือริมห้วย พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ สัก มะแฟน รกฟ้า ตะคร้อ แสลงใจ เครือไหล เปล้าหลวง ตะแบกใหญ่ ปอยาบ ไผ่ซาง ไผ่ข้าวหลาม ไผ่บงป่า ไผ่ไร่ และไผ่รวก ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ ขมิ้นป่า เฟิน ว่านสากเหล็ก เองหมายนา บุกคางคก เป็นต้น

ป่าดิบแล้ง พบขึ้นอยู่ตามร่องห้วยและหุบเขาที่ชื้นอยู่ตลอดปี พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ยางแดง มะเม่าสาย ตะแบกเปลือกบาง มะตาด ดำดง เลือดควายใบใหญ่ ไผ่หอบ ไผ่หก ต๋าว ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ เครือไหล ก๋าวเครือ หนามปู่ย่า เครือพันซ้าย เครือนมวัว หยั่งสมุทร หวาย ข่าป่า เป็นต้น

ป่าสนเขา พบตามสันเขาที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ สนสองใบ สนสามใบ ดาวราย ก่อหมาก มะม่วงหัวแมลงวัน ส้มปี้ แข้งกวาง ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ อ้าหลวง หนาดคำ ย่านลิเภา เฟินก้านดำ เป็นต้น

ป่าดิบเขา ขึ้นปกคลุมพื้นที่ชุ่มชื้นและเย็นตามขอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ทะโล้ กำยาน หน่วยนกงุ้ม มะห้า รักเขา มันปลา ก่อพวง ก่อขาว มะขามแป ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ กระเจียวแดง เครือข้างครั่ง พ่อค้าตีเมีย ย่านลิเภา เฟินก้านดำ มะแฮะนก และหญ้าต่างๆ เป็นต้น

สัตว์ป่าประกอบด้วย เก้ง อ้นกลาง เม่นหางพวง หมาไน ชะมดเช็ด อีเห็นเครือ แมวป่า กระต่ายป่า กระรอกหลากสี หนูท้องขาว ค้างคาวขอบหูขาวกลาง ค้างคาวหน้ายาวใหญ่ นกกะลิงเขียด นกกาแวน อีกา นกจับแมลงจุกดำ นกขมิ้นน้อยธรรมดา นกนิลตวาท้องสีส้ม นกกางเขนดง นกยอดหญ้าหัวดำ นกกระจิบธรรมดา นกกระจิ๊ดเขียวปีกสองแถบ นกกินแมลงป่าอกสีน้ำตาล งูทางมะพร้าวลายขีด งูสิงบ้าน จิ้งจกดินจุดลาย ตุ๊กแกบ้าน กิ้งก่าบินคอสีส้ม กบบัว เขียดจะนา อึ่งอ่างบ้าน อี่งแม่หนาว คางคกบ้าน ปาดแคระป่า เป็นต้น ในบริเวณที่ลุ่ม แหล่งน้ำ และอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและหากินของสัตว์น้ำและสัตว์ป่าหลากชนิด ได้แก่ นกกะเต็นน้อยธรรมดา นกเป็ดแดง กบนา กบหนอง อึ่งอี๊ดข้างขีด ปลาจาด ปลาแม่แปป ปลาซิวหนวดยาว ปลาเวียน ปลาเข็ม ปลาบู่ ปลาสร้อยขาว เป็นต้น

การเดินทาง
รถยนต์
การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติศรีลานนา สามารถใช้เส้นทางได้ถึง 4 เส้นทาง คือ

• ทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่ – ฝาง เลียบแม่น้ำปิงป่าเชียงดาวฝั่งซ้าย แม่น้ำปิงช่วงอำเภอเชียงดาว เป็นถนนลาดยางสภาพดี

• ทางหลวงหมายเลข 1001 สายเชียงใหม่ – พร้าว ผ่านป่าแม่แตง ป่าแม่งัด เป็นถนนลาดยางสภาพดี ตรงกิโลเมตรที่ 79 บ้านประดู่ ตำบลแม่ปั๋ง – อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีทางแยกเข้าอ่างเก็บน้ำชลประทานแม่แตงเข้าสู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติและน้ำตกม่อนหินไหลได้

• ทางหลวงหมายเลข 1150 สายปิงโค้ง เชียงดาว – พร้าว เป็นทางหลวงสายที่แยกจากทางหลวงหมายเลข 107 ผ่านป่าเชียงดาวตอนบนและป่าแม่งัดตอนบนสภาพถนนเป็นดินลูกรัง

• ทางหลวงหมายเลข 1150 สายเชียงรายผ่านอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านไปยังอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย สภาพถนนลาดยางดีมาก

ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติศรีลานนา
ต.บ้านเป้า อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ 50150

โทรศัพท์ : 0 5331 7495 (VoIP), 0 5347 9079, 0 5347 9090

อีเมล : [email protected] ; [email protected]

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์

อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท
ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท

นิทานล้านนา เรื่อง กะตำป๋าค่ำตุ๊ (ศรีธนญชัยรังแกพระ)

นานมาแล้ว มีนางแก้วผู้หนึ่งเป็นคนใจบุญ ชอบทำบุญทำทานเสมอ ตลอดพรรษานางไปทำบุญอยู่ที่วัดหนึ่งมิเคยขาด วันหนึ่ง ใจนางคิดอยากจะไปทำบุญอีกวัดหนึ่งที่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับที่นางอยู่ เมื่อนางเตรียมข้าวปลาอาหารพร้อมแล้วที่จะไปตักบาตร เผอิญวันนั้นฝนเกิดตกหนักน้ำท่วมนางก็ไม่อาจจะข้ามไปได้ มีพระรูปหนึ่งพายเรือผ่านไป นางขอโดยสารข้ามฟากไปกับพระ พระรูปนั้นรีบร้อนไม่ยอมหยุดฟังคำพูดของนางเลย พายเรือมาชาติใดก็ขอให้มีลูกชาย ให้ได้อยู่ร่วมกับพระรูปนั้นและใช้กรรมเวรนี้ให้จงได้ พลางนางก็โยนของที่เตรียมจะไปทำบุญตักบาตรลงไปในน้ำ

ต่อมานางก็มีลูกเป็นชายคนหนึ่ง

พออายุได้ ๑๑ – ๑๒ ขวบ นางก็ส่งไปอยู่วัดตั้งชื่อลูกว่า ‘’ ไอ้กะตำป๋า ” ( ศรีธนญชัย ) และได้ไปอยู่กับพระรูปที่ไม่ให้นางโดยสารเรือไปด้วยในวันที่นางจะไปทำบุญตัก บาตรวัดฝั่งตรงข้ามบ้านของนาง คำอธิษฐานของนางก็เป็นความจริง เพราะศรีธนญชัยลูกของนางก็ได้มาใช้กรรมเวรเหมือนดังคำอธิษฐานที่นางได้ตั้ง ไว้ วันหนึ่งพระสั่งให้เอาผ้าไปซัก ศรีธนญชัยซักเสร็จแล้วก็เอาไปตากไว้ที่กองทราย มีหมาตัวหนึ่งผ่านมา ศรีธนญชัยนึกในใจว่าจะต้องแกล้งพระรูปนี้สักหน่อย จึงไปหาน้ำตาลอ้อยกับงาดำมาผสมกันแล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เอาไปวางไว้บนผ้าพระที่ตากไว้ พระมาเห็นเข้านึกว่าเป็นขี้หมาก็เอ็ดศรีธนญชัยว่า ‘’ แกนี่มันทำไมถึงโง่นัก ซักผ้าตากไว้ก็ไม่เฝ้า ปล่อยให้หมามาขี้รดเสียแล้ว แกกินขี้หมานี้เข้าไปเสียนะ ถ้าแกไม่กินข้าจะเขกหัวแกเดี๋ยวนี้

แหละ ”ศรีธนญชัยก็แก้ตัวว่า‘’ กระผมมั่วแต่ไปทำงาน เลยไม่ได้อยู่เฝ้าผ้า ” ฝ่ายพรดะก็บังคับให้ศรีธนชัยกินให้ได้ ศรีธนญชัยก็หยิบขึ้นมากินหน้าตาเฉย พระสงสัยก็ถามว่า ‘’ แกกินอย่างอร่อยเชียวนะ ‘’ ศรีธนญชัยตอบว่า ‘’ ขอรับกระผม ขี้หมาตัวนี้อร่อยมาก ” พระขอลองชิมดู ก็เลยสั่งศรีธนญชัยว่า พรุ่งนี้ถ้าหมาตัวนี้ผ่านมาให้จับไว้นะ บีบเอาขี้หมาออกมาให้หมด

วันรุ่งขึ้นอหมาผ่านมา ศรีธนญชัยก็ล่อหมาไปเอาประตูหนีบตัวมันไว้ จนหมาขี้ไหลออกมาก็เรียกพระให้มากินขี้หมา ตอนนี้ก็ได้แก้แค้นให้แม่ไปได้ตอนหนึ่งแล้ว

ต่อมาอีกวันหนึ่ง พระมีธุระเข้าไปในเมืองก็สั่งศรีธนญชัยว่า ‘’ ใครมาเรียกอย่าเปิดประตูนะให้บอกว่า พระท่านไม่ให้เปิด ” ตกดึกคืนนั้นพระกลับมาจากธุระ ก็ตะโกนเรียกให้ศรีธนญชัยเปิดประตูให้ ‘’ ไอ้ศรีธนญชัยข้ากลับมาแล้ว เปิดประตูที ” ศรีธนญชัยตะโกนตอบว่า ‘’ หลวงพี่สั่งไม่ให้เปิด ” ‘’ ก็ข้ากลับมาแล้ว ข้าเอง เปิดประตูเร็ว ๆ เข้า ‘’ ช่างเถอะ หลวงพี่สั่งไม่ให้เปิด ตกลงพระนั้นก็ไม่ได้เข้าห้อง ต้องนอนตัวงอก่ออยู่นอกกุฏินั่นเองจนกระทั่งสว่าง

หลายปีต่อมา ศรีธนญชัยอายุมากขึ้น ร่ำเรียนอะไรก็ไม่สำเร็จ ดีแต่แกล้งพระ วันหนึ่งก้ไปหาพระแล้วบอกว่าตนจะไปค้าขายเกลือ พระก็ขอไปด้วย เพราะอยากจะไปเห็นบ้านเมืองอื่นบ้าง พระมีม้าอยู่ตัวหนึ่ง ศรีธนญชัยมันรู้ว่าพระจะขี่ม้าไป พอดีตอนนั้นเป็นฤดูที่ต้นหมามุ่ยออกดอกมันก็ไปเก็บเอามาเคาะใส่อานม้าไป ศรีธนญชัยก็หาบเกลือเดินตามไป พระก็คันก้นเกาไปตลอดทางเพราะโดนหมามุ่ย เมื่อขี่ม้ามาทันศรีธนญชัยแล้ว ก็ชวนให้ศรีธนญชัยแลกม้าขี่ พรดะอาสาหาบเกลือให้ ฝ่ายศรีธนญชัยเมื่อได้ม้าขี่แล้วก็รีบขี่ม้าไปอย่างเร็ว ส่วนพระหาบเกลือมาหนักมาก ตามศรีธนญชัยไม่ทัน ก็เลยคิดได้ว่าจำเป็นที่จะต้องหาบเกลือไปซ่อนก็กลัวคนเห็น เลยตกลงใจซ่อนไว้ในน้ำ พระก็เอากาบเกลือทิ้งลงไปในน้ำตรงที่ลึกจนมองไม่เห็น แล้วก็ออกเดินทางตามศรีธนญชัยไปจนทัน ฝ่ายศรัธนญัยไม่เห็นหาบเกลือก็ถามว่า ‘’ พระเอาหาบเกลือไปไว้ที่ไหนเสียล่ะ ‘’ ‘’ เราเอาไปซ่อนไว้ในน้ำเสียแล้ว ‘’ ศรีธนญชัยก็ชวนพระให้กลับไปงมหาแล้วพูดว่า ‘’ ปลาคงจะเอาไปกินเสียแล้วถ้างมได้ปลาดุกขึ้นมาก็ตบหูปลาดุก เงี่ยงปลาดุกก็ตำมือพระ จนทะลุออกมาอีกข้าง พระก็ร้องด้วยความเจ็บปวด และบอกว่าข้าเจ็บมือไปไหนไม่ได้แล้ว เอ็งต้องหามข้าไปนะ ศรีธนญชัยตอบว่า ” พระ เราก็มากันสองคนเท่านั้น จะหามกันไปได้อย่างไรล่ะ
” ศรีธนญชัยก็ปิ่นขึ้นไปบนเขาแล้วก็กลิ้งก้อนกินลงมาทางที่พระนั่งอยู่พร้อม ทั้งตะโกนว่า ‘’ ไม่เสือก็หมี ไม่หนีก็ตายเน้อ ” พระกลัวกินจะตกมาทับก็เลยวิ่ง มาจนถึงวัดก็จัดการเอาปลาดุกตัวที่งมได้นั้นมาปิ้ง สั่งศรีธนญชัยว่าให้เก็บไว้ให้ตนกินบ้าง ศรัธนญชัยกลับกินเสียจนหมด ทิ้งแต่ก้างไว้ให้กิน แล้วไปหาแมลงวันตัวหนึ่งมาขังไว้ในกล่องข้าว พอพระสั่งให้ศรีธนญชัยให้เอาข้าวมาให้ พอเปิดกล่องก็มีแมลงวันบินออกมา ศรีธนญชัยก็บอกว่า ‘’ หมดแล้วแมลงวันกินหมดแล้ว เหลือแต่ก้าง เรามาหลอกฆ่าแมลงวันไหมล่ะหลวงพี่ ‘’ แล้วศรีธนญชัยก็สานตะแกรงมาให้พระแล้วบอกว่า ‘’ ถ้าแมลงวันเกาะผมให้หลวงพี่เอาตะแกรงนี่ตบนะ หากแมลงวันเกาะหลวงพี่ผมจะตีเอาบ้าง ” เมื่อต่างสัญญากันแล้ว พอแมลงวันเกาะศรีธนญชัยพระก็เอาตะแกรงตบเจ็บสักเล็กน้อย แต่พอแมลงวันหนีบินมาเกาะที่ศรีษะพระ พระก็บอกศรีธนญชัยว่า ‘’ เอาเลย ตีเลย ‘’ ศรีธนญชัยก็เอาค้อนตีไปบนหน้าผากพระ จนพระถึงแก่ความตาย เป็นอันว่าการใช้หนี้กรรมการทำเวรกันก็จบเรื่องศรีธนญชัยเบียดเบียนพระเพียง เท่านี้

ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้

จากเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟังให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และแฝงด้วยแนวคิดเป็นบทสอนใจให้กับผู้ที่ได้รับฟัง

คติ

‘’ คนที่มีปัญญาย่อมสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ ”

‘’ รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ”

 

เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

นิทานล้านนา เรื่อง “ไอ้เซี่ยงเมี่ยงค่ำพญา” (ศรีธนญชัยรังแกพญา)

วันหนึ่งเจ้าเมืองเดินทางไปตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ ก็ได้ไปพบไอ้ศรีธนญชัย ไม่รู้จักว่าเป็นไอ้ศรีธนญชัย ไอ้ศรีธนญชัยก็ทักเจ้าเมืองว่า ‘’ สาธุ ท่านเจ้าเมืองจะไปไหน ‘’ เจ้าเมืองตอบว่า ‘’ จะไปเที่ยว ‘’ ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า ‘’ เจ้าเมืองนี่ข้าหลอกได้แน่นอน ” ‘’ เด็กน้อยอย่างเจ้านะหรือ จะมาหลอกเราได้ ‘’ เจ้าเมืองตอบ ‘’ จะหลอกข้าอย่างไรล่ะ ‘’ ‘’ ไม่ยากหรอก ถ้าจะหลอกละก็ ” ‘’ ก็ไหนลองหลอกกูดูทีซิ ” ‘’ โอ งั้นหรือ งั้นก็ลงมานี่ก่อนซิ เจ้าเมืองลงมาเสียก่อนแล้วข้าจะหลอก ” ทันใดนั้น เจ้าเมืองก็ลงไป ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า ‘’ นี่ไงล่ะ เจ้าเมืองก็ลงมาตามที่ข้าหลอก ” ตอนนี้ ก็นับได้ว่าไอ้ศรีธนญชัยหลอกเจ้าเมืองได้

ต่อมาอีกหลายวัน เจ้าเมืองก็พบไอ้ศรีธนญชัยอีก มันก็บอกว่า ‘’ ขอเชิญเจ้าเมืองเข้ามานี่อีกทีเถอะ ข้ามีอะไรจะหลอกอีก ” เจ้าจะหลอกข้าได้อย่างไรล่ะ ‘’ ‘’ มาเถอะน่า ขอให้เจ้าเมืองกระโดดลงไปในหนองน้ำนั้นก่อน แล้วข้าจะหลอก ” เจ้าเมืองก็รีบกระโดดลงไปในหนองน้ำ ‘’ นั่นไง ดูซิเจ้าเมืองก็ตกลงไปในหนองน้ำที่ข้าหลอกจนได้ ‘’ ก็เป็นอันว่าเจ้าเมืองแพ้ศรีธนญชัยอีกครั้งหนึ่ง เจ้าเมืองก็โกรธมากคิดจะฆ่าไอ้ศรีธนญชัยเสีย ถ้าขืนปล่อยให้อยู่ต่อไปมันก็จะหลอกเราอยู่เรื่อยไป

ต่อมาไอ้ศรีธนญชัยก็ไปพบเจ้าเมืองเข้าอีก มันพูดว่า ‘’ คนอย่างเจ้าเมืองนี่ถ้าไปเที่ยวบ้านข้าไม่ฟ้อนรำละก็ต้องเข็ดแน่ ๆ ” ‘’ โธ่ ไอ้ศรีธนญชัย คนอย่างกูนี่น่ะหรือจะไปฟ้อนรำทำไมที่บ้านมึง ”” ไม่เชื่อก็ขอเชิญไปทีเถอะน่า ‘’ บ้านไอ้ศรีธนญชัยอยู่คนละฝั่งคลอง มีไม้พาดข้ามสะพานเท่าลำแขนเท่านั้น เมื่อเจ้าเมืองเดินข้ามสะพานไม้นี้ก็เดินเอี้ยวไปเอี้ยวมา มือไม้ก็กางออกไป ไอ้ศรีธนญชัยก็ว่า ” นี่ไงล่ะเจ้าเมืองท่านฟ้อนรำหรือไม่ล่ะ ‘’ ก็เป็นอันว่าเจ้าเมืองถูกไอ้ศรีธนญชัยหลอกเอาอีกครั้งหนึ่ง ไอ้ศรีธนญชัยก็บอกว่า ‘’ ถ้าหากเข้าไปอีกหน่อยนะจะถึงประตูบ้านข้า ถ้าหากเจ้าเมืองไม่ไหว้เข้าไปละก็ข้าว่าเข็ดแน่ ๆ เลย ‘’ เจ้าเมืองก็ว่า ‘’ คนอย่างกูนี่นะหรือจะไปไหว้มึง ‘’ เอาเถอะน่า ลองดูก็แล้วกัน บ้านไอ้ศรีธนญชัยนั้นอยู่ในป่าหญ้าคา หาทางเข้าไปลำบากแทบมองไม่เห็นทาง เพราะต้นหญ้าคาขึ้นทึบไปหมด ก็ต้องใช้มือแหวกหญ้าเข้าไปเรื่อย ๆ ศรีธนญชัยเห็นดังนั้นก็ร้องว่า ‘’ นี่ไงล่ะเจ้าเมืองไหว้หรือไม่ไหว้ล่ะ ” เจ้าเมืองก็ต้องแพ้ศรีธนญชัยอีกครั้งหนึ่ง ศรีธนญชัยก็พูดต่อไปอีกว่า ” หากเจ้าเมืองเข้าไปในบ้านข้าแล้วไม่ทำความเคารพเสียก่อนก็เห็นจะต้องเข็ดแน่ ๆ ‘’ ไอ้ศรีธนญชัยเอ๊ย คนอย่างกูนะหรือจะทำความเคารพบ้านมึง ‘’

‘’ เอาเถอะน่า ” พอไปถึงบ้านของศรีธนญชัยแล้วประตูบ้านเตี้ยมากเพราะเป็นกระท่อมเล็ก ๆ เจ้าเมืองไปถึงก็ต้องก้มหัวลอดเข้าไป ศรีธนญชัยได้ทีเลยพูดว่า ‘’ นั่นไงล่ะท่านเจ้าเมืองกำลังทำความเคารพบ้านข้าแล้ว ” ในที่สุดเจ้าเมืองก็พูดขึ้นว่า ‘’ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปถ้าแผ่นดินนี้ไม่กลับข้างล่างมาเป็นข้างบนละก็ ไอ้ศรีธนญชัยมึงอย่าได้ย่างเหยียบเข้ามาบ้านเมืองกูอีกนะ มึงจงออกจากบ้านเมืองกูไปเสีย ”

ศรีธนญชัยก็หนีออกจากบ้านเมืองไป พอย่างเข้าเดือนเก้า เดือนสิบ ชาวบ้านเขาก็ทำไร่ไถนาดินที่ไถนามันกลับข้างล่างเป็นข้างบน ศรีธนญชัยก็กลับเข้าบ้านเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเจ้าเมืองเห็นก็พูดว่า ‘’ ไอ้ศรีธนญชัย กลับมาอีกแล้วหรือ ไหนกูบอกมึงว่าอย่างไรมึงจำไม่ได้หรือ มึงต้องตายแน่วันนี้ กูบอกมึงว่าถ้าแผ่นดินไม่กลับข้างล่างเป็นข้างบน ห้ามไม่ให้มึงกลับเข้ามาในบ้านเมืองของกูไม่ใช่หรือ ‘’ ศรีธนญชัยก็ตอบว่า ‘’ ขอเชิญเจ้าเมืองออกไปดูตามทุ่งนาบ้างซิ แล้วจะเห็นว่าแผ่นดินครั้งหนึ่ง เลยสั่งว่า ‘’ พรุ่งนี้ให้มึงไปสานตะกร้าใบเล็กที่สุดมาให้ใบ ศรีธนญชัยก็กลับไปสานตะกร้าใบเล็กที่สุดคลุมหัวเต่าเข้าไปสู่เจ้าเมือง ‘’ ไหนล่ะตะกร้าใบเล็กที่กูสั่งให้มึงสาน ‘’ ศรีธนญัชยก็แก้ห่อให้ดูก็เห็นตะกร้าใบเล็กที่สุดครอบอยู่บนหัวเต่า เจ้าเมืองเห็นดังนั้นก็หาวิธีใหม่ โดยสั่งให้ศรีธนญชัยสานตะกร้าใบใหญ่ที่สุด ศรีธนญชัยก็สานตะกร้าใบใหญ่จนเข้าประตูเมืองไม่ได้ จึงเข้าไปบอกเจ้าเมืองว่า สานตะกร้าเสร็จแล้วและเอาเข้าประตูเมืองไม่ได้ ตลอดทางก็คิดหาทางแก้แค้นไอ้ศรีธนญชัยให้ได้เลยท้าพนันศรีธนญชัยว่า ถ้าใครถ่ายอุจจาระได้โดยไม่ถ่ายปัสสาวะ คนนั้นรอดตาย ตอนนั้นศรีธนญชัยได้ถ่ายปัสสาวะมาก่อนแล้ว จึงชนะเจ้าเมืองอีก ศรีธนญชัยจึงเอาค้อนทุบศรีษะเจ้าเมืองเสีย ในที่สุดเจ้าเมืองก็ต้องมาตายเพราะศรีธนญชัยจนได้

ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้ : จากเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวที่เล่าสู่กันฟังให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและแฝงด้วยแนวคิด เป็นบทสอนใจให้กับผู้ที่ได้รับฟัง

คติ : ‘’ คนที่มีสติปัญญาย่อมเอาตัวรอดได้เสมอ ‘’

( เล่าโดย นายหลาน วงศ์ไชย ร้านศิริชัย หมู่ ๗ ตำบลสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ )

เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

นิทานล้านนา เรื่อง ใครโง่กว่าใคร

มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า หมายปีมาแล้ว มีชายผู้หนึ่งชื่อ คง ทิดคงนี้เคยบวชเป็นพระภิกษุหลายพรรษา ต่อมาได้สึกและแต่งงานอยู่กินกับภรรยาจนมีบุตรคนหนึ่ง

ทิดคงและครอบครัวมีอาชีพในทางทำนา แกมีนาส่วนตัวอยู่แปลงหนึ่ง แกทำนาด้วยตนเองทุก ๆ ปี นานี้อยู่ห่างจากบ้านของแกราว ๆ ๔ – ๕ กิโลเมตร

เวลาเช้าทิดคงจะออกไปไถนาพร้อมกับควาย ครั้นตอนสายและกลางวันลูกสาวจะเป็นผู้นำอาหารไปส่งให้เสมอ วันหนึ่งตอนบ่าย ภรรยาไปตลาดซื้อปลามาตัวหนึ่ง เอาไปแกงส้มอร่อยมากนางคิดถึงสามี จึงขอร้องให้ลูกสาวช่วยนำอาหารมื้อนี้ไปส่งให้ด้วย ลูกสาวรับของออกเดินจากบ้านไป ขณะที่เดินทางฝ่าแดดที่กำลังร้อนจัด ประกอบกับวันนั้นบุตรสาวต้องทำงานที่บ้านแต่เช้าจนบ่ายเมื่อฝ่าแดดมารู้สึก เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก นางจึงหยุดพักวางหม้อข้าวหม้อแกงลง นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้คิดว่าพอหายเหนื่อยแล้วตนจึงค่อยเดินทางต่อไป พอดีมีลมโชยมา นางเลื่อนตัวเอนกายพิงกับต้นไม้ม่อยหลับไป ขณะที่หลับนางฝันว่า มีบุตรเศรษฐีมาชอบพอและสู่ขอนางกับพ่อแม่ ได้อยู่กินกันอย่างเป็นสุข จนกระทั่งมีครรภ์ ต่อจากนั้นไม่นานนักนางก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย อ้วนท้วนน่ารักต่อมาเด็กคนนั้นได้ล้มป่วยลงโดยกะทันหันถึงแก่ความตาย นางร้องไห้ด้วยความเสียใจ ขณะที่ละเมอไข่วคว้าอยู่นั้น มือไปปัดเอาหม้อแกงหกเรื่อราดหมด เลยไม่มีอาหารไปสู่บิดา

เมื่อนางตื่นขึ้นจึงร้องไห้กลับบ้าน เล่าเรื่องราวต่าง ๆที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ได้ยินดังนั้นพลอยร้องไห้เสียใจด้วยพร้อมกับรำพันว่า ‘’ โธ่เอ๋ยหลานรัก เกิดมาไม่ทันไรมาด่วนตายเสียได้ ยายไม่ทันได้กอดได้อุ้ม อือ ๆ ๆ ‘’

พอดีขณะนั้นสามีหิวข้าวรีบเดินกลับบ้าน เมื่อมาถึงพบคนทั้งสองกำลังร้องไห้ด้วยความเสียใจจึงไต่ถามเรื่องราวเมีย พอเห็นสามีมา รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับบอกว่า

‘’ ตาเอ๋ยตา หลานเกิดมาไม่ทันไรก็ตายเสียก่อน โธ่ไม่น่าเลยช่างบุญน้อยจริง ๆ น่าจะคอยให้ตายายอุ้มบ้างก็ไม่ได้ ทิดคงสงสัย ไต่ถามลูกสาวก็ทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงพูดออกมาว่า

‘’ มันฝันนี่หว่า มันจริงเมื่อไร เอ็งทำไมจึงโง่เขลาเช่นนี้ ‘’ เมื่อเห็นว่าภรรยาและลูกสาวของตนโง่เขลายิ่งนัก แกจึงตัดสินใจขายควาย รวบรวมเงินทองติดตัวออกเดินทางลงเรือไปยังเมืองอื่น ๆ ขณะที่พายเรือไปตามแม่น้ำนั้น เขาพบชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่จึงแวะเข้าไปถามว่า

‘’ ท่านร้องไห้ทำไม ‘’

( เล่าโดย สมชัย ธนัญชัย โรงเรียนวัดดอนจั๋น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ . )

ชายผู้นั้นบอกว่า ‘’ ข้าพเจ้าเอามือออกจากไหเกลือไม่ได้ ‘’

ทิดคงมองเห็นชายนั้นล้วงมือลงไปในไหเกลือและกำเกลือจนเต็มกำมือปากไหนั้นแคบ เขาจึงเอามือออกไม่ได้ ทิดคงหัวเราะ บอกให้เขาปล่อยเกลือเสีย มือก็จะออกได้

ชายผู้นั้นทำตาม จึงเอามือออกไปและกล่าวคำขอบใจ พร้อมกับมอบเป็ดให้เป็นรางวัลตอบแทนหนึ่งตัว ทิดคงพายเรือต่อไป เขาพบคนหมู่หนึ่งกำลังเอาเชือกผูกหัวเสาอยู่ข้างฝ่าย ต่างฉุดดึงกันไปคนละทาง

ทิดคงรู้สึกสงสัยแวะเรือเขาไป ร้องถามว่า ‘’ พวกท่านทำอะไรนั่น ‘’ เสามันสั้นไป เราพยายามจะดึงมันให้ยาวอีกสักหน่อย ‘’

ทิดคงบอกว่า ‘’ ท่านเอ๋ย เสาดึงมันไม่ยืดออกได้หรอก ท่านต้องการจะให้เสายาวขึ้น ก็หาเสามาต่อเข้าซิ ‘’ พวกนั้นปฏิบัติตามและดีใจมากที่เสายาวออกมาตามที่ต้องการ แต่ละคนได้ชมเชยต่าง ๆนานาว่า ‘’ ท่านช่างมีปัญญาแท้ ๆ ‘’ แล้วต่างก็หาไก่มามอบให้เป็นรางวัล

ทิดคงพายเรือต่อไปจนกระทั่งพบคนอีกกลุ่มหนึ่ง เขาสร้างตึกก่ออิฐถือปูน เนื่องจากไม่มีหน้าต่าง ดังนั้นภายในห้องจึงมืด พวกนั้นต่างช่วยกันเอาตะกร้า กระบุง หีบ และถังต่าง ๆ ออกวางกลางแดด

พอสักครู่ก็ยกเข้าไปเทในห้องเพื่อให้ห้องสว่างขึ้น แม้ว่าเขาจะขนสักเท่าไรห้องนั้นก็ไม่สว่างขึ้น ทิดคงรู้สึกแปลกใจ จึงร้องถามออกไปว่า ‘’ ท่านทำอะไร ขนกันไม่รู้จักหมดจักสิ้น ‘’

พวกนั้นบอกว่า ‘’ พวกเราขนแดดไปเทในห้องเพื่อให้มันสว่างขึ้น ‘’ ทิดคงหัวเราะ พร้อมกับบอกว่า ‘’ สหายเอ๋ย ท่านอยากให้ห้องสว่าง ก็เจาะกำแพงหน้าต่างซิ ‘’

พอพูดจบ ทิดคงก็ขึ้นจากเรือไปช่วยทำหน้าต่างให้ ตึกที่มืดกลับสว่างขึ้นทันที พวกนั้นพากันไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี และกล่าวคำชมเชยว่า ‘’ ท่านช่างมีปัญญาจริง ๆ ‘’

ทุกๆคนต่างรวบรวมรางวัลมอบให้เป็นที่ระลึก ทิดคงเริ่มรู้สึกว่าที่ตนคิดว่าภรรยาและบุตรของตนโง่นั้น พวกที่ตนมาพบนี้ยิ่งโง่กว่าเสียอีก ทางที่ดีควรกลับไปคืนดีกับลูกเมียเสียดีกว่า หากลูกเมียผิดพลาดไป ตนยังพอจะแนะนำสั่งสอนให้เป็นคนดีได้ ทิดคงจึงกลับยังบ้านอยู่กันกับภรรยาและบุตรอย่างเป็นสุขต่อไป

ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อันคนโง่นั้นมีอยู่ทั่วไป อย่าคิดว่ามีแต่คนในครอบครัวเราเท่านั้นทางแก้ปัญญามิใช่จะหนีปัญหา พึงใช้ปัญญาแก้ไข เช่น อบรม สั่งสอน ชี้แนะแนวทางให้

คติ ‘’ เหนือฟ้ายังมีฟ้า ‘’

 

เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

นิทานล้านนา เรื่อง เซี่ยงเมี่ยงแบ่งช้าง

บรรดาบุคคลที่เฉลียวฉลาดและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยคล่องแคล่วว่องไวใน วรรณคดีของไทยแล้ว ทุกคนต้องยกให้เซี่ยงเมี่ยง บางคนถึงเติมสร้อยให้ว่า เซี่ยงเมี่ยงเจ้าปัญญา

มีช้างพังเชือกหนึ่งของเจ้าผู้ครองประเทศข้างเคียง หลงทางพลัดเข้าในสวนของเซี่ยงเมี่ยง เซี่ยงเมี่ยงสั่งให้ข้าทาสของตนจับช้างนั้นไว้ เขานำเอาช้างพังตัวนั้นไปรับจ้างชักลากฟืน ตลอดจนบรรทุกของต่าง ๆ

ข่าวการได้ช้างของเซี่ยงเมี่ยงทราบไปถึงพระกรรณของเจ้าผู้ครองนคร พระองค์ให้เสนามาเรียกเซี่ยงเมี่ยงไป เมื่อพบก็ตรัสถามทันทีว่า

‘’ เออ เจ้าเซี่ยงเมี่ยง ข้าทราบว่าเจ้าจับช้างได้ใช่ไหม ”

เซี่ยงเมี่ยงกราบทูลว่า ‘’ เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า ”

เจ้าผู้ครองนครตรัสว่า ‘’ ดังนั้นก็แล้ว ทรัพย์สินใด ๆ ที่พลัดเข้ามาในเขตขัณฑสีมาของข้าทรัพย์นั้นควรเป็นของข้าครึ่งหนึ่งเสมอ ‘’

เซี่ยงเมี่ยงกราบทูลว่า ‘’ เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า หากพระองค์มีพระประสงค์ข้าพระพุทธเจ้าขอแบ่งให้พระองค์ครึ่งหนึ่ง

( เล่าโดย สมบุญ ศรีชลธาร ตลาดพานิชเจริญ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ .)

เจ้าผู้ครองนครสรวลออกมาด้วยความพอพระทัย

‘’ เออ …. เจ้านี่รู้หลักกฏหมายและขนบธรรมเนียมของบ้านเมืองดีนี่ เจ้าจะแบ่งส่วนไหนให้เราล่ะ ” เจ้าผู้ครองนครถาม

เซี่ยง เมี่ยงนิ่งคิดสักครู่ก็กราบทูลว่า ‘’ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นข้าแผ่นดินของพกระองค์ ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงเปรียบเหมือนช้างเท้าหลัง พระองค์เป็นช้างเท้าหน้า ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบครึ่งส่วนหน้าให้พระองค์ ส่วนครึ่งหลังเป็นของข้าพระพุทธเจ้าเองพระพุทธเจ้าข้า ”

เจ้าผู้ครองนครตบพระหัตถ์ด้วยความพอพระทัย ‘’ ดีแล้ว ๆ เจ้าพูดถูกต้อง เจ้าคอยดูแลช้างให้ดีก็แล้วกัน ” เซี่ยงเมี่ยงก้มลงกราบรับบัญชาแล้วบังคมลากลับบ้าน

นับแต่วันนั้นมาเซี่ยงเมี่ยงยิ่งใช้งานหนักขึ้น อาหารต่าง ๆ ที่ช้างกินนั้นเขาให้ช้างกินดีที่สุดส่วนค่าอาหารนั้นให้ไปคิดเอาที่เจ้าผู้ ครองนคร เวลารับจ้างได้เงินทองมา เขาก็เก็บรายได้ทั้งหมดที่ใช้ช้างทำงานตอนกลางวันเป็นของตนเสียผู้เดียว

พอเย็นลงก็ปล่อยช้างให้เข้าไร่เข้าสวนกินกล้วยกินต้นหมาก ต้นมะพร้าวของชาวบ้าน ชาวบ้านจับเรียกค่าไถ่ เซี่ยงเมี่ยงก็ให้ไปเบิกเอาจากท้องพระคลัง เพราะส่วนหน้าของช้างเป็นผู้นำ ดังนั้นเจ้าผู้ครองนครจึงต้องเป็นผู้รับชดใช้ ส่วนของตนอยู่ข้างหลังต้องเดินตามเท้าหน้าไปจึงไม่ได้รับผิดชอบ

ต่อมาช้างนั้นได้คลอดลูก เซี่ยงเมี่ยงก็รับค่าจ้างทั้งหมดเพราะถือส่วนที่ออกแรงที่สุดคือส่วนข้างหลัง

เจ้าผู้ครองนครทราบเรื่องราวเห็นว่า ถ้าพระองค์ยังทรงขืนรับส่วนแบ่งเช่นนี้คงขาดทุนเรื่อยไป ดังนั้น พระองค์จึงตรัสบอกเซี่ยงเมี่ยงว่า

‘’ อ้ายเซี่ยงเมี่ยงเอ๋ย ช้างที่เจ้าแบ่งส่วนข้างหน้าให้ข้านั้นข้าขอคืนให้เจ้า ข้าไม่ขอรับเอาอีกต่อไปแล้ว ขอยกให้เจ้าทั้งหมด ”

เซี่ยงเมี่ยงก้มลงกราบ กล่าวคำขอบพระทัยที่พระองค์ทรงพระกรุณาเช่นนั้น

ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การใดจะได้จะเสียพึงพิจารณาให้รอบคอบ ไม่ควรด่วนตัดสินใจอะไรง่าย ๆ เพราะมักจะนำความเสียหายมาสู่ตนได้

เซี่ยงเมี่ยงเป็นคนฉลาดแกมโกง คนเยี่ยงนี้จะทำให้คนเดือดร้อนตลอดมา

คติ

‘’ อย่าใจเร็วด่วนได้ ”

 

เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

นิทานล้านนา เรื่อง ปู่ปันแน

ในรัชสมัยที่นครพิงค์ยังมีเจ้าผู้ครองนครอยู่ ทุก ๆ สามปี เจ้าผู้ครองนครจะต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองไปเป็นบรรณาการให้ทางกรุงเทพฯ เป็นประจำ กาลครั้งนั้นอำนาจในการปกครองดูแลบังคับปัญชาประชาชนพลเมืองเป็นของเจ้าผู้ ครองนครแต่ผู้เดียว จึงเรียกท่านว่าพ่อเจ้าชีวิต

เมื่อใครกระทำผิด เช่น ลักพริก ลักมะเขือและผัก หากถูกจับได้จะถูกประหารชีวิตทันทีพ่อเจ้าท่านว่ามันเป็นคนเกียจคร้าน มีนิสัยเป็นผู้ร้ายจริง ๆ เขาปลูกเขาฝังทำไมไม่ปลูกฝังอย่างเขาบ้างกรณีลักช้าง ม้า วัว ควาย หากถูกจับได้ ท่านให้ปล่อยมันไป เพราะมันอยากใคร่ได้ อยากใคร่มี ( เล่าโดย รื่น โทเมฆ สำนักงานยาสูบ จังหวัดเชียงใหม่ )

ในคุ้มหลวงอันเป็นที่ประทับของพ่อเจ้าชีวิต จะมีข้าราชบริพาร นางสนมกำนัลและเขนคือ ตำรวจหลวงเฝ้ารักษาอยู่ นอกจากนั้นยังมีศิลปินผู้มีชื่อในทางเป่าปี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งคนทั่ว ๆ ไป เรียกกันว่า ‘’ ปู่ปันแน ” ในกระบวนเป่าปี่ด้วยกันแล้วทั่วทั้งนครพิงค์หาตัวจับแกไม่ได้

ไม่ว่าเพลงนั้นจะยากและยาวเท่าไร หากปู่ปันได้เป่าแล้ว แกจะเป่าได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งเสียงปี่จะแจ้วเจื้อยติดต่อกันไม่ขาดเสียง เพราะแกสามารถระบายลมได้ เคยมีการแข่งขันเป่าปี่กันหลายครั้ง ปรากฏว่าปู่ปันชนะทุก ๆ คราว

ด้วยเหตุนี้ พ่อเจ้าชีวิตจึงโปรดเกล้า ฯ ให้ปู่ปันเป็นข้าราชสำนัก เนื่องจากการเป็นศิลปินเอกทำให้ปู่ปันชอบทำอะไรตามใจชอบ พอว่างงานก็ดื่มสุรา ยิ่งดื่มก็ยิ่งเพลิน เวลาเมาแกจะเอะอะชกต่อยทะเลาะวิวาทกับชาวบ้าน ชาวบ้านเกรงกลัวอำนาจพ่อเจ้าจึงไม่อยากเอาเรื่อง

การที่ปู่ปันปฏิบัติเช่นนี้บ่อย ๆ ก็เลยเป็นนิสัย ดังนั้น เวลาปู่ปันเมาครั้งไรมักจะก่อเรื่องก่อราวขึ้นเสมอ ชาวบ้านบางคนทนไม่ได้ก็นำความกราบทูลกล่าวโทษต่อพ่อเจ้าชีวิต พ่อเจ้าลงโทษตักเตือนว่ากล่าวหลายครั้งหลายหน ครั้นจะลงโทษรุนแรงลงไปก็สงสาร

การที่พ่อเจ้าปฏิบัติเช่นนี้ยิ่งทำให้ปู่ปันได้ใจและผยองตัวคิดว่าตนนั้นเป็น บุคคลสำคัญ แม้แต่พ่อเจ้าก็ไม่กล้าลงโทษหนัก จนกระทั่งวันหนึ่ง ปู่ปันเมาเหล้าเอะอะอาละวาดบริเวณบ้านหนองคำท้าทายชาวบ้าน ชาวบ้านพอเห็นปู่ปันเมาต่างพากันหลบเข้าบ้านเสีย ปิดประตูเงียบ

ปู่ปันเห็นชาวบ้านเข้าบ้านรู้สึกไม่พอใจ จึงเดินเปะปะไปจนกระทั่งพบกองอิฐข้างถนน ปู่ปันดีใจตรงเข้าหากองอิฐนั้น คว้าเอาก้อนอิฐมาขว้างไปยังหลังคาบ้านบริเวณใกล้เคียง ทำให้บ้านเรือนชาวบ้านเสียหายมากมาย เมื่อปู่ปันขว้างจนพอใจ ก็กลับคุ้มหลวงเหมือนไม่มีเหตุอะไร

ครั้นรุ่งเช้า ชาวบ้านได้รับความเสียหาย นำเอาความนี้ไปร้องเรียนต่อพ่อเจ้าชีวิต พ่อเจ้าชีวิตออกไปตรวจเหตุการณ์ที่เกิดเหตุทันที และเห็นว่าปู่ปันทำครั้งนี้เป็นความผิดอันใหญ่ จึงสั่งให้นำเอาตัวปู่ปันไปจองจำไว้ในคุก

พอดีขณะนั้นทางแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ช่วยกันจับกะเหรี่ยงผู้หนึ่ง ชื่อว่า พะสะกอ ในข้อหาว่าปล้นทรัพย์และฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย พ่อเจ้าชีวิตสั่งให้นำตัวไปประหารชีวิต การที่จะนำเอาใครไปประหารชีวิตจะต้องนำเอาผู้นั้นตระเวนรอบ ๆ เมืองครบสามวันก่อน และป่าวประกาศมิให้ใครเอาเยี่ยงอย่าง

ผู้ถูกประหารจะถูกจองจำครบ ๕ ประการ คือ เท้าใส่ตรวน เท้าติดขื่อไม้ โซ่ล่ามคอ คาใส่คอทับโซ่ และมือทั้งสองสอดเข้าไปในคาไปตอดไปติดกับขื่อที่ทำด้วยไม้ เขนนำพะสะกอแห่ไปรอบเมือง จนกระทั่งวันที่สาม อันเป็นวันสุดท้าย

ขบวนนำนักโทษประหารผ่านคุ้มหลวงอันเป็นที่ประทับของพ่อเจ้าชีวิต พ่อเจ้าชีวิตเห็นผู้คนมากมายรู้สึกสงสัย จึงถามข้าราชบริพารว่า ‘’ ชาวเมืองเขาดูอะไรกันนั่น ‘’ ข้าราชบริพารกราบทูลว่า ” เขานำตัวกะเหรี่ยงชื่อ พะสะกอ ไปประหารชีวิตพะย่ะค่ะ ‘’

เจ้าหลวงระลึกถึงปู่ปันแนได้ว่า มันประพฤติผิดโทษร้ายแรงสมควรที่จะลงโทษไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อ ไป พ่อเจ้าจึงบอกให้เขนว่า ‘’ เอ่อ บอกเปิ้นรอกำ ขอฝากปู่ปันแนไปคน

เต๊อะ ”( เออ บอกให้เขารอประเดี๋ยว ขอฝากตาปันไปคน )

ขบวนประหารได้นำผู้ต้องโทษทั้งสองไปประหารยังตำบลท่าวังตาล เมื่อประหารเสร็จแล้วก็นำความมากราบทูลให้ทรงทราบทุกประการ เรื่องราวของปู่ปันแนศิลปินเป่าปี่ก็อวสานลงด้วยอาญาของพ่อเจ้าชีวิต แม้ว่าพระองค์จะเสียดายสักเท่าไรก็ตาม แต่เมื่อผิดกฎหมายแล้วก็ต้องปฏิบัติไปอย่างเที่ยงธรรม

พ่อเจ้าชีวิต หมายถึง ผู้มีอำนาจเด็ดขาด สามารถสั่งประหารชีวิตได้ทันที

คุ้มหลวง
หมายถึง วังที่เจ้าผู้ครองนครประทับ

แน คือ ปี่พื้นเมือง

พ่อเจ้า หมายถึง ผู้ครองนคร

ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อันสันดานคนพาลนั้น เมื่อรู้ว่ามีคนคอยปกป้องแล้วย่อมได้ใจ และจะพาลหนักขึ้น

การเป็นใหญ่จะต้องปฏิบัติอะไรให้เสมอหน้ากัน อย่าเลือกปฏิบัติให้เสียความเป็นธรรม

คติ

‘’ ได้ดีแล้วอย่าลืมตัวเหมือนกิ้งก่าได้ทอง ”

 

เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

กุมภัณฑ์

ไหนๆ เราก็รู้จักเรื่องราวของเหล่าคนธรรพ์กันมาแล้ว คราวนี้ลองมารู้จักกับพวกกุมภัณฑ์กันบ้าง ว่าพวกเขาเป็นใคร มีภูมิประวัติความเป็นมาอย่างไร ซึ่งที่จริงแล้วกุมภัณฑ์เป็นใครเราทุกคนต่างก็ไม่รู้ เพราะคำจำกัดความของกุมภัณฑ์นั้นมีน้อยมาก อาจเป็นเพราะลักษณะของกุมภัณฑ์นั้นค่อนข้างน่ากลัว ผู้คนจึงไม่อยากเอ่ยถึง ไม่เหมือนยักษ์ที่ระบุลงตัวให้เห็นได้อย่างชัดเจนแต่ผู้คนกลับกลัวน้อยกว่า คงเป็นเพราะท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ในยักษ์ทั้งหลายมีจิตใจเป็นธรรมและมีเมตตาต่อมนุษย์ มักประทานสิ่งของวิเศษหรือเงินทองเป็นต้นเมื่อยามที่ท่านทดสอบมนุษย์เหล่านั้น กุมภัณฑ์จัดเป็นเทวดากลุ่มหนึ่งตามความเชื่อในพุทธศาสนา แต่ไม่ถึงกับเป็นเทวดาไปเสียทีเดียว จึงต้องเสวยผลกรรมรวมอยู่ด้วย อีกทั้งมีรูปร่างลักษณะไม่ทั่วไปเช่นกับเทวดาอื่นๆ กลับมีรูปร่างลักษณะตามภพภูมิที่ตนสถิต โดยกุมภัณฑ์นั้นจะแบ่งได้เป็นหลายพวกด้วยกันและมีหน้าที่แตกต่างกันไป กุมภัณฑ์ชั้นสูงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีวิมานลอยอยู่ในอากาศ ถ้าเป็นผู้มีฤทธิ์มากจะมีรูปร่างกายาเหมือนเทพหรือมนุษย์ พวกนี้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร ส่วนกุมภัณฑ์ชั้นกลางเป็นเทวดาอยู่ตามป่าเขามือถือกระบองใหญ่ ทำหน้าที่รักษาทรัพย์ในดิน ป่า ภูเขา มีรูปร่างกำยำแต่มีท้องใหญ่จนมองดูคล้ายว่ามีลูกอัณฑะใหญ่เท่าหม้อจึงเป็นที่มาของชื่อ “กุมภัณฑ์” มีอาณาเขตของตนเองให้รักษาโดยห้ามผู้ใดเข้ามากล้ำกรายอย่างเด็ดขาด คล้ายว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาแต่ไม่ใช่ซะทีเดียว และในชั้นล่างนี้จะเป็นกุมภัณฑ์ที่พูดถึงมากที่สุดเพราะมักปรากฏกายให้มนุษย์ได้พบเห็น กระทั่งนำไปเขียนเป็นเรื่องราวต่างๆ มากมายในวรรณคดี มีที่สถิตอาศัยอยู่ตามแม่น้ำเรียกกันในนามว่า “รากษส” (ราก-สด) พวกนี้ค่อนข้างน่ากลัว จะมีลักษณะตัวโต หน้าแดง ท้องเขียว มือเท้าแดง เขี้ยวใหญ่ เท้าคด มีนิสัยดุร้ายชอบกินเนื้อสัตว์เป็นนิจ โดยไม่พึงปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจากได้กินเนื้อสัตว์เท่านั้น มีหน้าที่คล้ายกุมภัณฑ์ชั้นกลางคือรักษาทรัพย์สมบัติต่างๆ มีแก้วมณี เป็นต้น และยังรักษาป่า ภูเขา แม่น้ำ ถ้ามีผู้ใดล่วงล้ำก็ให้โทษต่างๆ

คราวนี้จะกล่าวถึงตำนานการเกิดของพวกรากษส โดยว่ากันตามตำนานปรากฏไว้ดังนี้ พวกรากษสนั้นถือกำเนิดมาจากสายของพรหมฤษีปุลสัตยะ มีแม่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าอสูรนามว่าไกกาสี หรือคนไทยรู้จักกันในนามนางรัชฎาในเรื่องรามเกียรติ์ แต่เพราะนางถือกำเนิดบุตรในเวลาฤกษ์ร้าย ลูกที่เกิดมาจึงมิได้ให้คุณนำแต่เรื่องเลวร้ายมาให้ ซึ่งบุตรที่เกิดมานี้คือทศกัณฐ์นั่นเอง เมื่อแรกเกิดร้องไห้ด้วยคำว่า “กระหาย” พระพรหมจึงจัดหาที่อยู่ตามเสียงร้องนั้น โดยให้ไปคอยคุ้มครองปกป้องแหล่งน้ำต่างๆ บนโลก ทั้งบนเกาะ ป่าชายน้ำรวมไปถึงห้วยหนองคลองบึงต่างๆ ทศกัณฐ์ถึงได้ถูกส่งตัวไปปกครองรักษาเมืองอยู่ที่กรุงลงกาด้วยประการอย่างนี้ จากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวอีกมากมายดังปรากฏอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ พวกรากษสนั้นดูเผินๆ แล้วคล้ายพวกยักษ์ แต่มิใช่ยักษ์เป็นคนละพวกกัน และถ้าหากนำมาอยู่รวมกันจะดูคล้ายคลึงกันมากจนบางทีก็แยกไม่ออกเหมือนกัน รากษสมีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือชอบรบกวนพวกพราหมณ์ที่ประกอบพิธีเนื่องจากพวกนี้ไม่ชอบฟังเสียงสวด ส่วนคำว่ารากษสมีรากศัพท์มาจากคำว่ารักษะคือการรักษาปกป้อง บางตนก็มีที่สถิตอาศัยอยู่ในน้ำเรียกกันว่าผีเสื้อน้ำ หรือก็คือผีเสื้อสมุทรหนึ่งในตัวละครเอกที่ท่านสุนทรภู่นำไปเขียนในเรื่องพระอภัยมณีนั่นเอง และถึงแม้ว่าพวกนี้จะไม่ชอบฟังเสียงสวดแต่ประการใดพวกรากษสกลับมีจิตใจนับถือในพุทธศาสนา อย่างเช่นในเรื่องธรรมบท (คัมภีร์พุทธศาสนาตอนหนึ่ง) คงมีเรื่องเล่าอยู่ว่า มีรากษสตนหนึ่งเป็นผู้รักษาสระน้ำแห่งหนึ่งได้รับข้อเว้นไว้ว่า ถ้าชนผู้รู้เทวธรรมเท่านั้น นอกจากนั้นถ้าชนเหล่าใดลงสู่สระนี้เจ้าย่อมได้เพื่อเคี้ยวกินชนเหล่านั้น นับจากนั้นมารากษสตนนี้จะถามไถ่เทวธรรมแก่ชนผู้ลงมาสู่สระนี้ และไม่เคยมีผู้ใดรู้ในเทวธรรมนั้นเลย จึงได้เคี้ยวกินมนุษย์เหล่านั้นเรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่งได้พบพระโพธิสัตว์แสดงเทวธรรมให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมทั้งแสดงตนเป็นผู้ประพฤติในเทวธรรมนั้นด้วย ตามความหมายคือมิใช่รู้แต่เทวธรรมเท่านั้นหากต้องเป็นผู้ทำตามธรรมนั้นได้ด้วย เทวธรรมนั้นคือธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา มีหิริคือความเกรงกลัวต่อบาป และโอตัปปะคือความละอายต่อบาป เป็นสิ่งที่ห้ามบาปอันเป็นเครื่องทำให้ประพฤติชั่วมิให้เกิดมีขึ้นในใจ จึงจะคงความเป็นเทวดาไว้ได้ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นพวกอสูรที่ชั่วร้ายไป สำหรับกุมภัณฑ์กลุ่มสุดท้ายนี้มีรูปร่างลักษณะสูงใหญ่ ท้องโต ตาโตแดงก่ำ นุ่งผ้าสีแดง ซึ่งหลายคนคงคิดไม่ถึงเลย ดั่งที่คัมภีร์ทีปกสารว่ากันว่าเป็นบริวารของพญายม เหตุว่ากุมภัณฑ์กลุ่มนี้คือยมบาลนั่นเอง มีที่สถิตอาศัยอยู่ในภูมินรกดำรงหน้าที่ลงโทษสัตว์ในนรกต่างๆ ตามวาระกรรมที่สัตว์นั้นกระทำไว้ วิญญาณต่างๆ ที่เคยไปตกนรกถึงได้กลัวกุมภัณฑ์กันนัก เมื่อยามมาเกิดบนเมืองมนุษย์ถึงไม่ค่อยอยากรู้เรื่องของพวกยมบาลกันนักหรอก ในโบราณกาลกล่าวว่าพวกที่ไปเกิดเป็นยมบาลนั้นเมื่ออยู่เมืองมนุษย์จะสร้างบุญและบาปเท่ากัน ครั้งนำไปชั่งความดีความชั่วแล้วจะถูกส่งไปสถิตยังภูมินรก แต่มีหน้าที่เป็นนายนิรบาลไม่ได้รับผลกรรมแต่ก็มิได้เสวยสุขคติด้วยประการใดๆ
ส่วนผู้เป็นบดีหรือผู้ปกครองกุมภัณฑ์คือหนึ่งในสี่ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานามว่า “วิรุฬหก” เป็นใหญ่ทางด้านทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ นัยคัมภีร์อาฏานาฏิยปริตรว่าเป็นจอมเทวดาและจอมกุมภัณฑ์ ตามความเชื่อบางคติกล่าวไว้ว่าท่านคือผู้ปกครองครุฑและนกด้วย และเพราะท่านมีเทพกลุ่มกุมภัณฑ์เป็นบริวาร ซึ่งกุมภะแปลว่าหม้อ ฉะนั้นท่านจึงแสดงรูปกายสีขาว รูปร่างอ้วนใหญ่เหมือนพ้อมใส่ข้าว ท้องป่องพุงใหญ่ หัวโต ฟันขาว เขี้ยวโง้วออกจากปาก ทรงอาภรณ์สีแดงเลือด มือซ้ายถือธนู ในเรื่องรามเกียรติ์กล่าวถึงรูปลักษณะว่าท่านมีใบหน้าและกายยักษ์สีขาบ บางตำราว่าสีเขียวขาบ บางแห่งว่าสีม่วงแก่ ปากแสยะ ตาโพลง บางตำราว่าตาจระเข้ สวมมงกุฎยอดนาค มีเครื่องประดับกายล้วนแต่นาคอันมีพิษเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด มีหนึ่งหน้า สองมือ มีเหล่าอสูรเป็นบริวาร อาศัยอยู่ใต้พื้นดินระหว่างเขาตรีกูฏ ครองเมืองมหาอันธการ มักจะเดินทางไปเฝ้าพระอิศวรที่เขาไกรลาสปีละเจ็ดครั้ง มีอยู่วันหนึ่งสำคัญผิดคิดว่าพระอิศวรประทับอยู่ข้างบนจึงถวายบังคมไปทุกขั้นบันได ถูกตุ๊กแกบนยอดเขาตัวหนึ่งล้อเลียน ด้วยความโกรธจึงถอดสังวาลนาคฟาดใส่กระทั่งตุ๊กแกแหลกละเอียดเพราะกำลังมหาศาลทำให้เขาไกรลาสเอียงทรุด ต่อมาทศกัณฐ์จึงเข้าไปผลักเขาไกรลาสให้ตั้งตรงดั่งเดิม รูปลักษณ์กายยักษ์ที่ว่านี้นิยมนำไปจำลองสร้างขึ้นและประดิษฐานไว้ตามสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เรื่องราวของท้าววิรุฬหกยังไม่จบเพียงเท่านี้ ตามคัมภีร์พุทธนิกายจีนได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับท้าววิรุฬหกไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก เริ่มจากว่าท่านเป็นมหาราชาผู้พิทักษ์ปกป้องพระธรรม นามเดิมคือผีหลิวหลี บ้างก็เรียกในชื่ออสูรว่าหมอลีซิง ภายหลังจากที่ได้ปวารณาตนเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงมอบหมายหน้าที่ในการคุ้มครองพระธรรมคัมภีร์ให้ปลอดภัย รวมทั้งให้พระธรรมขจรไกลสู่ดินแดนต่างๆ อย่างกว้างไกล ส่วนรูปลักษณะในการแต่งกายจะเหมือนเทพเจ้าของชาวจีนโดยทั่วไป คือทรงชุดนักรบสวมเกราะดั่งแม่ทัพ มีกายสีเขียวเข้ม(บ้างก็ว่าเป็นสีน้ำเงิน) พระหัตถ์ถือกระบี่วิเศษสีเขียวครามเรียกว่าชิงเฟิงเป่าเจี้ยน มีมหามนตราสามารถใช้เวทมนต์ให้บังเกิดเป็นเปลวไฟ มีพลังอำนาจอันร้ายแรงและกระบี่วิเศษของท่านนั้นยามใดที่สะบัดออกจะบังเกิดเป็นลมพายุโหมกระหน่ำ ดังนั้นความแหลมคมของตัวกระบี่จึงเป็นที่มาของความหมายประจำตัวท่าน เพราะคำว่าเฟิง ส่วนที่มาของชื่อกระบี่ก็ออกเสียงว่าเฟิง และลักษณะเมื่อยามสะบัดกระบี่กระทั่งบังเกิดเป็นพายุขนาดใหญ่ซึ่งมีความหมายของคำว่าเฟิงอีกเช่นกัน คำว่าเฟิงแปลว่าลม ในอักษรมงคลคำว่า เฟิงเถียวอวี่ซุ่น มีความหมายตรงตัวหมายถึงความสะดวกราบรื่นและสำเร็จดั่งใจหมาย

มาถึงบทสุดท้ายแล้วแต่มิใช่ท้ายที่สุด ชีวิตของมนุษย์เราอย่างไรก็ต้องดำเนินต่อไป การจะพบกับความสะดวกและความสำเร็จได้นั้นจะต้องหมั่นสร้างกุศลและประกอบอยู่ในศีลธรรมอันดี จึงจะพานพบกับสิ่งที่ตนปรารถนาได้ ดังนั้นแล้วเราท่านทั้งหลายอย่าท้อถอยต่ออุปสรรคที่มีอยู่ สักวันหนึ่งความสำเร็จในวันหน้าก็จะมีมา และในโอกาสวาระดิถีปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงนี้ ขอคุณพระรัตนตรัยรวมทั้งท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่จงคุ้มครองคณะศิษย์วัดทุ่งยาวรวมทั้งผู้อ่านทุกท่านให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง และขออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงประสิทธิ์สถาพรให้ทุกท่านจงมีแต่ความสุขสมหวังในหน้าที่การงาน ร่ำรวยเงินทองดั่งใจหมายทุกประการเทอญ

อ้างอิง : http://www.wattungyao.com

โคณบุตร

วัวตัวหนึ่งเกิดลูกเป็นมนุษย์ชื่อโคณบุตร ส่วนเสือมีลูกชื่อพยัคฆบุตร เด็กทั้งสอง เป็นเพื่อนเล่นกัน อยู่มาวันหนึ่งจึงชวนกันออกจากป่าหิมพานต์เข้า
ไปในเมืองพาราณสี และ ฝึกปั้นหม้อจนมีฝือเก่งกาจ พระยาเจ้าเมืองจึงรับตัวทั้งสอง
ไปเลี้ยงดูเมื่อโตขึ้นจึงได้เป็น เสนาซ้ายขวา พยัคฆบุตรมีจิตริษยา สุดท้ายถูก
แผ่นดินสูบ ส่วนโคณบุตรได้ครองราชย์สมบัติ

เขียวสองมอน

สุวัตตกุมารกับรัตนกุมารเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองพาราณสี เมื่อมารดาตายไป ผู้เป็นพ่อได้ภรรยาใหม่ สองพี่น้องจึงถูกพ่อพาไปปล่อยป่า แต่นางยักษ์ได้เลี้ยงไว้เป็น
บุตรบุญธรรม  ภายหลังทราบว่าแม่เป็นยักษ์จึงพากันหลบหนี พร้อมทั้งนำของวิเศษ
ติดตัวไปด้วย ทำให้นางยักษ์ตรอมใจตาย ภายหลังทั้งสองพี่น้องพากันออกผจญภัย
และได้เป็นพระยาเจ้าเมือง

เขมกุมาร

เขมกุมารเป็นบุตรของสุไตยเศรษฐีกับนางสุเมขลา เมื่อแรกเกิดผู้เป็นพ่อ
สั่งให้คนใช้นำไปทิ้งน้ำ แต่คนใช้กับนำไปทิ้งในสวนดอกไม้ของตายายคู่หนึ่ง ตายาย
จึงเลี้ยงเขม กุมารจนโตต่อมาได้ช่วยเหลือราชธิดาให้รอดพ้นอันตราย และได้ครอง
เมืองในที่สุด

กำพร้าหมาขาว

พระโพธิสัตว์เกิดมาเป็นบุตรเศรษฐีตกยากในเมืองพาราณสี ก่อนตายพ่อ
สั่งไว้ว่า ให้ลากกะโหลกศีรษะของตนไปตามป่าเขา ถ้ากะโหลกติดค้างที่ไหนให้ทำ
ไร่ที่นั่น เมื่อมา ถึงที่แห่งหนึ่งกะโหลกศีรษะพ่อติดค้างอยู่ พระโพธิสัตว์จึงปักหลัก
ทำไร่และไปขอหมาขาว จากแม่ม่ายมาเลี้ยงเป็นเพื่อน ต่อมาพระอินทร์จึงพาหญิงสาว
มาให้เป็นคู่ครอง และได้เป็นกษัตริย์ในเวลาต่อมา