Home Blog Page 109

ปฏิทินล้านนา 2560 วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง

ปฏิทินล้านนา 2560 วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง ปฏิทินล้านนา ปีระกา พุทธศักราช ๒๕๖๐ จุลศักราช ๑๓๗๘-๑๓๗๙ ตัว ปีรวายสัน – เมืองเร้า

พระธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาน ตามตำนาน กล่าวว่า พระบรมธาตุแห่งนี้ บรรจุพระบรมเกศาธาตุเดิมบรรจุไว้ในกระบอกไม้ไผ่ฝังไว้ในใต้พื้นดิน เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ได้เคยเสด็จมา ณ ที่นี้ ได้ประทับบนหินก้อนหนึ่ง กระทำภัตกิจ (ฉันอาหาร) และทรงพยากรณ์ว่า จะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งปาฏิหารย์ผุดขึ้นจากพื้นดิน เป็นพระธาตุประจำปีระกาหรือไก่

หนังสือปีใหม่เมืองล้านนา ปีระกา พ.ศ. ๒๕๖๐ จ.ศ.๑๓๗๙ ปีเมืองเร้า

กัมมัชพล
๕๗๔
มาสเกณฑ์
๑๗๐๕๖
อุจจพล
๒๑๑๒
หรคุณ
๕๐๓๖๙๓
ดิถี
๒๐
อวมาน
๔๒๙
วาร

หนังสือปีใหม่ล้านนา ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ จุลศักราช ๑๓๗๙ ตัว ปีเมืองเร้า ไทยว่าปีระกา นพศก ปีนี้สังขานต์ล่องเดือน ๗ เหนือ แรม ๓ ค่ำ พร่ำว่าได้วันศุกร์ที่ ๑๔ เมษายน วันไท เป็นวันร้วงเม็ด วันพญาวันหากได้วันอาทิตย์ที่ ๑๖ เมษายน วันไท เป็นวันรวายยี ในวันสังขานต์ล่องนั้น หื้อไปสู่สระน้ำใหญ่ หนทางไคว่สี่เส้น หรือต้นไม้ใหญ่ กระทําการสระเกล้าดําหัวหื้อเป็นสิริมังคล ด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อย สระเกล้าดําหัว หื้อเบ่นหน้าไปหนวันออก แล้วหื้อนุ่งผ้าใหม่ เหน็บดอกแก้วอันเป็นพญาตอกประจําปี จักวุฑฒิจําเริญแล สังขานต์ไปวันศุกร์ ขุนสังขานต์ทรงด้วยเครื่องอันมีสีขาว สุบกระโจม ต่างกระจอนหู มีแก้ววิฑูรย์เป็นเครื่องประดับ เนรมิตมือสี่เบื้อง มือขวาบนถือแว่น ลุ่มถือหมากนับ มือซ้ายบนถือผาลา ลุ่มพาดตัก นั่งหย่องเขาะมาเหนือหลังควาย เสด็จลีลาศจากหนอาคไนย์ไปสู่หนพายัพ นางเทวดาชื่อรินทะ ถือดอกซ้อนอันเป็นดอกไม้นามปี มาอยู่ถ้ารับเอาขุนสังขานต์ไป ปีนี้นาคหื้อน้ำ 5 ตัว ฝนตก ๕๐๐ ห่า ตกที่เขาสัตตบริภัณฑ์ และตกในมหาสมุทร ๒๔๗ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๖๑ ห่า และตกในโลกมนุษย์ ๙๒ ห่า ปีนี้ หมูรักษาปี นกจอกรักษาเดือน นางนีรักษาป่า เทวดารักษาน้ำ รุตตจักกเทวบุตรรักษาอากาศ จัณฑาลรักษาดิน ท้าวพระยาเป็นใหญ่แก่คนทั้งหลาย รุ้งเป็นใหญ่กว่าสัตว์สองตีน หมูป่าเป็นใหญ่แก่สัตว์สี่ตีน ไม้ขะมอกเป็นใหญ่แก่ไม้จริง ไม้เป๊าะเป็นใหญ่กว่าไม้กลวง ผักปราบเป็นใหญ่แก่หญ้าทั้งหลาย ผีเสื้อ (อารักษ์) อยู่ไม้หมากกวิด อย่าได้สับ ฟัน ปั่น ตัด จักเป็นอุบาทว์ ขวัญข้าวอยู่ไม้หมากตัน ไม้ห้าเป็นพญาไม้ ซื้อเอาใบไม้ห้ามามัดผูกติดเสาเรือน เสาเอก เสานาง เสาร้านค้า จักวุฑฒิจําเริญดี แลปีนี้รสดินบ่สู้มีหลาย ฝนหัวปี แลกลางปีมีหลาย หล้าปีมีฝนหน้อย พิชชะของปลูก ดี – สัตว์สี่ตีนจักมีราคาแพง ท้าวพระยา สมณพราหมณ์ แลนักปราชญ์ราชบัณฑิตจักเดือดร้อนแล ศาสนาพระเจ้าล่วงแล้วได้ ๒๕๕๙ พระวัสสา อนาคตะยังอยู่แถม ๒๕๔๑ พระวัสสา จิ่งบัวระมวล ปริโยสานะสมัตตาฯ

สนั่น ธรรมธิ/พยากรณ์

ดู>>> ปฏิทินล้านนา ปีอื่นๆ  การดูฤกษ์ยามแบบล้านนา คำแปล วิธีอ่าน >>> ฤกษ์ยาม ล้านนา วันดีวันเสีย

คำนวณโดย อ.สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คําทํานายผู้เกิดปีเร้า (ปีระกา – ไก่) 

คนเกิดปีเร้า (ระกา) ขาติก่อนเกิดเป็นครุฑ จากนั้นเกิดเป็นเสือโคร่ง เป็นลิง เป็นอารักษ์เมืองอังวะ เกิดบนสวรรค์ชั้นยามาตามลําดับ แล้วจึงมาเกิดเป็นคนในชาตินี้ คนเกิดปีนี้เป็นคนมีฐานะ สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน ให้มีศีลธรรมและยินดีในกุศลผลทานจึงจะเจริญ อย่าดื่มสุราให้มากนัก เพราะจะเป็นสาเหตุแห่งความพินาศ การกล่าวคําผรุสวาสต่าทอให้ร้ายผู้อื่นจะเป็นภัยแก่ตน คนเกิดปีเร้ามักเป็นที่รักเมตตาของผู้มีอํานาจมักได้ เป็นผู้นํา ควรประกอบอาชีพค้าขาย หรือพึ่งพาผู้มีตําแหน่งจะมีชื่อเสียง ให้ทําบุญด้วยร่มสีเหลือง ตุงสีขาว ปราสาทที่ฉลุลายสีขาว อาสนะสีขาว พระธรรมคัมภีร์ ข้าวเหนียวหนึ่งพันก้อน ประทีปหนึ่งพันดวง หรือภาพ ลายพระพุทธบาทเป็นทานจึงจะมีทรัพย์สมบัติที่มั่นคง คนเกิดปีเจ้าธาตุเหล็ก หากเป็นชายจะดีมาก เป็นหญิง ปานกลาง เมื่อเยาว์วัยมีฐานะค่อนข้างยากจน ต่อเมื่ออายุมากจะดีขึ้น ควรแต่งงานกับคนเกิดปีมะแมหรือปีขาล รัตนชาติประจําตัว คือ มรกต ควรเลี้ยงม้าหรือวัวสีดํา ชุดออกศึกสีขาว ถุงใส่ทรัพย์ด้านในสีเทา กลางสีขาว นอกสีเขียว ชีวิตจึงจะมั่งคั่งสมบูรณ์

&nbsp

ปฏิทินล้านนา เดือนมกราคม 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนมกราคม 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนกุมภาพันธ์ 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนกุมภาพันธ์ 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนมีนาคม 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนมีนาคม 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนเมษายน 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนเมษายน 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนพฤษภาคม 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนพฤษภาคม 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนมิถุนายน 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนมิถุนายน 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนกรกฏาคม 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนกรกฏาคม 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนสิงหาคม 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนสิงหาคม 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนกันยายน 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนกันยายน 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนตุลาคม 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนตุลาคม 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนพฤศจิกายน 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนพฤศจิกายน 2560

ปฏิทินล้านนา เดือนธันวาคม 2560

ปฏิทินล้านนา </a>เดือนธันวาคม 2560



at-chiangmai.com ขอเป็นสื่อที่ช่วยสืบสานอนุรักษ์ภูมิปัญญาล้านนา เพื่อให้คงอยู่สืบสานให้ลูกหลานตลอดไปสามารถดูปฏิทินย้อนหลัง ปฏิทินล้านนา 2557  ดูปฏิทินล้านนา ฤกษ์ยาม วันดีวันเสีย ล้านนา สำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ จัดงานมงคล งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เริ่มกิจการ สร้างบ้านใหม่ ได้ที่ at-chiangmai.com

อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ แม่ริม และหางดง ของจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ทั้งหมด 163,162.5 ไร่หรือประมาณ 261 ตารางกิโลเมตร จุดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติอยู่บริเวณที่เรียกว่า ดอยปุย ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,685 เมตร อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ประกอบด้วยป่าที่อุดมสมบูรณ์ แม้ว่าจะตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มาก แต่ป่าส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาสูงสลับซับซ้อน ภูเขาสำคัญได้แก่ ดอยสุเทพ ดอยปุย เป็นต้น นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญ 2 แห่งได้แก่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร และพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์

 

ภูมิประเทศ

สภาพโดยทั่วไปของอุทยานเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนกันหลายลูก ที่สำคัญได้แก่ ดอยสุเทพ ดอยบวกห้า และดอยปุย ซึ่งมีความสูงที่สุดประมาณ 1,685 เมตร จากระดับน้ำทะเล ภูเขาเหล่านี้เชื่อมเป็นพื้นที่ติดต่อกันโดยตลอด เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารลำห้วย เช่น ห้วยแก้ว ห้วยช่างเคี่ยน ห้วยแม่ปาน เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่แม่น้ำปิง

ภูมิอากาศ

เนื่องจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีลักษณะเป็นภูเขาซับซ้อนและมียอดเขาสูง ทำให้อากาศเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 16 องศาเซลเซียส ในฤดูหนาวอากาศจะหนาวมาก ในเดือนกุมภาพันธ์ อากาศปลอดโปร่ง ท้องฟ้าแจ่มใส ทำให้มองเห็นภูมิประเทศได้โดยรอบอย่างชัดเจน ส่วนในฤดูฝน อากาศเย็นสบาย ฝนตกมากที่สุดในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ในฤดูร้อนอากาศไม่ค่อยร้อนอบอ้าว

สถานที่ท่องเที่ยว

ภายในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้นหลายแห่ง ดังนี้

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย – ประดิษฐานอยู่เชิงดอยสุเทพ บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพจากถนนห้วยแก้ว ครูบาศรีวิชัยเป็นนักบวชที่มีชื่อเสียงของล้านนาไทย เป็นผู้นำชาวเหนือสร้างถนนขึ้นไปสู่พระบรมธาตุดอยสุเทพจนสำเร็จ
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร – ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ ระดับสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 950 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1972 โดยเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสถานที่เคารพบูชา เป็นที่รู้จักของชาวเชียงใหม่
พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ – เป็นพระตำหนักสำหรับแปรพระราชฐาน และเป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระตำหนักตั้งอยู่บนยอดดอยบวกห้า บริเวณโดยรอบประดับด้วยดอกไม้นานาชนิด
น้ำตกห้วยแก้ว – เป็นน้ำตกในลำห้วยแก้ว บริเวณเชิงดอยใกล้ทางขึ้นดอยสุเทพ และเหนือน้ำตกห้วยแก้วขึ้นไปเล็กน้อยจะเป็น วังบัวบาน
น้ำตกมณฑาธาร หรือ น้ำตกสันป่ายาง – เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม มีชั้นน้ำตก 3 ชั้น เป็นส่วนหนึ่งของลำห้วยแก้ว ตั้งอยู่เหนือน้ำตกห้วยแก้วขึ้นไป
น้ำตกแม่สา – เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ชั้นน้ำตกมีถึง 10 ชั้น แต่ละชั้นมีระยะห่างประมาณ 100–500 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำแม่สา การเดินทางไปน้ำตกมีความสะดวก มีน้ำไหลตลอดปี
นอกจากนี้ยังมีน้ำตกอื่น ๆ ได้แก่ น้ำตกตาดหมอก-วังฮาง น้ำตกตาดหมอกฟ้า น้ำตกมหิดล น้ำตกศรีสังวาลย์ น้ำตกผาลาด เป็นต้น
ภูมิประเทศรูปทรงหน้าผา ประกอบด้วย ผาเงิบ ผาลาด ผาวังบัวบาน ผาดำ เป็นผาที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ต่าง ๆได้สวยงาม เช่น ทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่
ยอดดอยปุย – อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,685 เมตร ที่บริเวณแห่งนี้จะเป็นป่าสนเขา สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้โดยรอบ จะมีลมพัดแรง อากาศเย็นสบาย
หมู่บ้านชาวเขา – สำหรับผู้สนใจวัฒนธรรมของชาวเขา สามารถเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ได้ เช่น ชาวม้ง เย้า อาข่า ลีซอ มูเซอ สามารถเดินทางเข้าถึงได้ทุกชุมชน

อำเภอเมืองเชียงใหม่

เมืองเชียงใหม่ (คำเมือง: Lanna-Mueang Chiang Mai.png เมืองเจียงใหม่) เป็นศูนย์กลางการบริหาร ความเจริญศูนย์กลางธุรกิจ และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นเมืองที่มีความเจริญมากที่สุดของจังหวัดและของภาคเหนือ และเป็นเมืองอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร อำเภอเมืองเชียงใหม่มีเขตนครเชียงใหม่และปริมณฑลล้อมรอบ ได้แก่ เมืองลำพูน หางดง สันกำแพง สารภี แม่ริม สันทราย สันป่าตอง ฯลฯ

คำขวัญ

อำเภอเมืองเชียงใหม่ใครก็รู้ เมืองน่าอยู่วัฒนธรรมนั้นโด่นเด่น เชียงใหม่งามธรรมชาติอากาศเย็น ใหม่มุ่งเน้นพัฒนาก้าวหน้าไกล”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเมืองเชียงใหม่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัดเชียงใหม่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่ริม
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอสันทราย อำเภอสันกำแพงและอำเภอดอยสะเก็ด
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอสารภีและอำเภอหางดง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอหางดง

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเมืองเชียงใหม่แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16 ตำบล 78 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559) [1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559) [1]
1. ศรีภูมิ Si Phum 14,931 14,931 (ทน. เชียงใหม่)
2. พระสิงห์ Phra Sing 7,148 7,148 (ทน. เชียงใหม่)
3. หายยา Haiya 12,882 12,882 (ทน. เชียงใหม่)
4. ช้างม่อย Chang Moi 8,531 8,531 (ทน. เชียงใหม่)
5. ช้างคลาน Chang Khlan 14,082 14,082 (ทน. เชียงใหม่)
6. วัดเกต Wat Ket 20,102 20,102 (ทน. เชียงใหม่)
7. ช้างเผือก Chang Phueak 5 25,490 14,099
9,215
2,176
(ทน. เชียงใหม่)
(ทต. ช้างเผือก)
(อบต. ช้างเผือก)
8. สุเทพ Suthep 15 29,134 12,100
17,034
(ทน. เชียงใหม่)
(ทต. สุเทพ)
9. แม่เหียะ Mae Hia 10 19,055 19,055 (ทม. แม่เหียะ)
10. ป่าแดด Pa Daet 13 18,758 1,751
17,007
(ทน. เชียงใหม่)
(ทต. ป่าแดด)
11. หนองหอย Nong Hoi 7 14,292 6,380
7,912
(ทน. เชียงใหม่)
(ทต. หนองหอย)
12. ท่าศาลา Tha Sala 5 12,426 5,981
6,445
(ทน. เชียงใหม่)
(ทต. ท่าศาลา)
13. หนองป่าครั่ง Nong Pa Khrang 7 8,819 1,650
7,169
(ทน. เชียงใหม่)
(ทต. หนองป่าครั่ง)
14. ฟ้าฮ่าม Fa Ham 7 7,561 978
6,583
(ทน. เชียงใหม่)
(ทต. ฟ้าฮ่าม)
15. ป่าตัน Pa Tan 10,476 10,476 (ทน. เชียงใหม่)
16. สันผีเสื้อ San Phisuea 9 11,150 11,150 (ทต. สันผีเสื้อ)
รวม 78 234,837 131,091 (เทศบาลนครเชียงใหม่)
101,570 (เทศบาลอื่น ๆ)
2,176 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 11 แห่ง ได้แก่

เทศบาลนครเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีภูมิ พระสิงห์ หายยา ช้างม่อย ช้างคลาน วัดเกต และป่าตันทั้งตำบล และยังครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลช้างเผือก สุเทพ ป่าแดด หนองหอย ท่าศาลา หนองป่าครั่ง และฟ้าฮ่าม
เทศบาลเมืองแม่เหียะ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่เหียะทั้งตำบล
เทศบาลตำบลช้างเผือก ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลช้างเผือก (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่และองค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก)
เทศบาลตำบลหนองป่าครั่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองป่าครั่ง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่)
เทศบาลตำบลท่าศาลา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าศาลา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่)
เทศบาลตำบลสุเทพ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสุเทพ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่)
เทศบาลตำบลป่าแดด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าแดด (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่)
เทศบาลตำบลหนองหอย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองหอย (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่)
เทศบาลตำบลฟ้าฮ่าม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลฟ้าฮ่าม (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่)
เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันผีเสื้อทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลช้างเผือก (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่และเทศบาลตำบลช้างเผือก)

สถานที่สำคัญ

เสาหลักเมือง และ สะดือเมืองเชียงใหม่
พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์
พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
หอสมุดรัชมังคลาภิเษก
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
สวนสัตว์เชียงใหม่
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
วัดสวนดอก (พระอารามหลวง)
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
วัดเจ็ดยอด
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
วัดอุโมงค์
มัสยิดบ้านฮ่อ
กาดหลวง (ตลาดวโรรส) และเป็นที่ตั้งของตลาดที่สำคัญใกล้เคียง คือ ตลาดต้นลำไย ตลาดนวรัฐ ตลาดเทศบาล ตลาดทั้งสี่เป็นจุดรวมรถโดยสารประจำทางไปยังอำเภอต่าง ๆ ใกล้เคียง
ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และ กองบิน 41
สถานีรถไฟเชียงใหม่
ค่ายกาวิละ และอนุสรณ์สถานพระเจ้ากาวิละ
เชียงใหม่ไนท์บาร์ซาร์
พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร เชียงใหม่

ตลาด

กาดหลวง (ตลาดใหญ่)
ตลาดวโรรส
ตลาดต้นลำไย
ตลาดนวรัฐ
ตลาดเทศบาล
ตลาดต้นพยอม
ตลาดหนองหอย
ตลาดสันป่าข่อย
ตลาดประตูก้อม
ตลาดคำเที่ยง
ตลาดประตูเชียงใหม่
ตลาดธานินทร์
ตลาดสมเพชร

กำแพงเมือง

กำแพงเมืองเชียงใหม่
กำแพงดิน

สถานกงสุล

อำเภอเมืองเชียงใหม่มีสถานกงสุลประจำจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด 15 แห่ง ได้แก่

สถานกงสุลแคนาดา
สถานกงสุลญี่ปุ่น
สถานกงสุลจีน
สถานกงสุลเปรู
สถานกงสุลฝรั่งเศส
สถานกงสุลฟินแลนด์
สถานกงสุลสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
สถานกงสุลเยอรมนี
สถานกงสุลสวีเดน
สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา
สถานกงสุลสหราชอาณาจักร
สถานกงสุลออสเตรีย
สถานกงสุลออสเตรเลีย
สถานกงสุลอิตาลี
สถานกงสุลอินเดีย
สถานกงสุลแอฟริกาใต้

สะพาน

สะพานนวรัฐ ข้ามแม่น้ำปิง ระหว่างถนนท่าแพกับถนนเจริญเมือง
สะพานนครพิงค์ ข้ามแม่น้ำปิง ระหว่างถนนวังค์สิงห์คำกับถนนแก้วนวรัฐ
สะพานเม็งราย ข้ามแม่น้ำปิง ระหว่างถนนเจริญประเทศกับถนนเชียงใหม่-ลำพูน
สะพานรัตนโกสินทร์ ข้ามแม่น้ำปิง

สถานที่ท่องเที่ยว

กลุ่มดนตรีซล้อซอซึง
ขุนช้างเคี่ยน
คุ้มขันโตก
คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์)
เจเจ มาร์เก็ต เชียงใหม่
ชุมชนวัดเกต
เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี
ดอยขุนแม่ยะ
ดอยปุย
ถนนคนเดิน
ถนนนิมมานเหมินทร์
ท่าเทียบเรือโดยสาร
น้ำตกตาดหมาไห้
น้ำตกมณฑาธาร หรือ น้ำตกสันป่ายาง
น้ำตกห้วยแก้ว
ไนท์บาซาร์
บ้านดอยปุย
บ้านม้ง (แม้ว)-ดอยปุย
พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์
พิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยจอห์น แอนแพทซอว์
พิพิธภัณฑ์โครงการศึกษาเครื่องปั้นดินเผา ภาควิชาประวัติศาสตร์
พิพิธภัณฑ์ชาวเขา
พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร เชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ
พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์บ้านคำอูน
พิพิธภัณฑ์บ้านบานเย็น
พิพิธภัณฑ์บ้านแฮรีส โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
พิพิธภัณฑ์ประวัติคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านล้านนา เรือนซ้อ-หงส์
พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงา
พิพิธภัณฑ์แมลงและมรดกธรรมชาติ
พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ
พิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม
พิพิธภัณฑ์วัดบุพพาราม (หอมนเฑียรธรรม)
พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุดอยสุเทพวรมหาวิหาร
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์เชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์หมู่บ้านชาวเขาดอยปุย
พิพิธภัณฑ์การศึกษาโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ
ร้านม่อนฝ้าย
เรือนข้าเจ้า
เรือนอนุสารสุนทร
โรงงานไทยศิลาดล
โรงงานนมห้วยแก้ว
โรงพยาบาลบรรเทาทุกข์โบราณภาคเหนือ
วัดกู่เต้า
วัดขะจาว
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
วัดเจดีย์เหลี่ยมหรือวัดเจดีย์กู
วัดเจ็ดยอด
วัดช่างฆ้อง
วัดเชียงมั่น
วัดต้นปิน
วัดตำหนัก
วัดท่ากระดาษ
วัดท่าข้าม
วัดบวกครกหลวง
วัดบุพพาราม
วัดปราสาท
วัดป่าแดงมหาวิหาร
วัดป่าเป้า
วัดพระธาตุดอยคำ
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
วัดพวกหงส์
วัดพันเตา
วัดโพธารามมหาวิหาร
วัดร่ำเปิ่ง (ตโปธาราม)
วัดลังกา
วัดศรีบุญเรือง
วัดศรีสุพรรณ
วัดศรีโสดา
วัดสวนดอกหรือวัดบุปผาราม
วัดสวนพริก
วัดสันทรายต้นกอก
วัดแสนฝาง
วัดอุโบสถ
วัดอุปคุต
วัดอุโมงค์เถรจันทร์
วัดอู่ทรายคำ
เวียงกุมกาม
ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ
ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นชุมชนป่าแดด (วัดวังสิงห์คำ)
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ศูนย์ศิลปะการแสดงกาดสวนแก้ว
ศาลาธนารักษ์ ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญกษาปณ์ไทย
สถาบันล้านนาศึกษา
สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549
สวนรุกขชาติห้วยแก้ว
สวนสัตว์เชียงใหม่
เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี
เสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง
หมู่บ้านทำเครื่องเงิน
หอธรรมโฆษณ์ วัดอุโมงค์
หอประวัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หอศิลป์ปิ่นมาลา)
หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
ห้องพิพิธภัณฑ์ โรงเรียนหอพระ
อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย
อนุสาวรีย์เจ้ากาวิละ
อาสนวิหารพระหฤทัย
เฮือนแก้ว โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

อำเภอกัลยาณิวัฒนา

กัลยาณิวัฒนา (คำเมือง: Lanna-Kalayani Watthana.png) เป็นเขตการปกครองระดับอำเภอลำดับที่ 25 ของจังหวัดเชียงใหม่ และอันดับที่ 878 ของประเทศไทย จัดตั้งเมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552 โดยพระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2542 และตั้งที่ว่าการอำเภอ ณ ตำบลแจ่มหลวง

อำเภอกัลยาณิวัฒนาเป็นอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้เป็น “โครงการอำเภอกัลยาณิวัฒนา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554” ซึ่งดำเนินการโดยสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยมีวัตถุประสงค์ให้อำเภอกัลยาณิวัฒนาเป็นอำเภอต้นแบบในการพัฒนาที่ยั่งยืน

ประวัติ

โครงการที่จะจัดตั้งอำเภอใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวสามารถสืบย้อนไปได้ถึง พ.ศ. 2536 โดยเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 สภาตำบลตำบลบ้านจันทร์ได้เสนอแยกกิ่งอำเภอออกจากสามตำบลในอำเภอแม่แจ่ม ได้มีการเตรียมการจัดตั้งกิ่งอำเภอใหม่เป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ได้ทำให้อำเภอใหม่ทั้งหมดที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาถูกรัฐบาลยกเลิกไปเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ก่อนที่จะกลับเข้าสู่ระเบียบการพิจารณาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2548 โดยได้มีการจัดทำข้อเสนอและการศึกษาโดยจังหวัดเชียงใหม่และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 คณะรัฐมนตรีไทยเห็นว่าพื้นที่ตำบลบ้านจันทร์ ตำบลแม่แดด และตำบลแจ่มหลวง แห่งอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่การท่องเที่ยว มีเนื้อที่ 674.58 ตารางกิโลเมตร และประชากร 10,561 คน มีการจัดตั้งโครงการพระราชดำริหลายโครงการ มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าและภูเขาสูงชัน ทุรกันดาร การคมนาคมติดต่อเพื่อขอรับบริการต่างๆ จากหน่วยงานของรัฐ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม เป็นไปด้วยความยากลำบาก การให้บริการของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาด้านความสงบเรียบร้อย เรื่องยาเสพติด และปัญหาด้านการลักลอบการตัดไม้ทำลายป่า จึงเห็นชอบให้แยกพื้นที่ดังกล่าวมาจัดตั้งเป็นอำเภอใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออำเภอที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นั้นตามที่กระทรวงมหาดไทยขอพระราชทาน ว่า “อำเภอกัลยาณิวัฒนา” แทนชื่อเดิมที่ใช้ว่า “วัดจันทร์”

เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่ามีโครงการในพระราชดำริในพื้นที่ตำบลบ้านจันทร์ อำเภอที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้จึงไม่จำเป็นจะต้องจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอก่อนที่จะพัฒนาจนกลายเป็นอำเภอโดยสมบูรณ์ ที่ว่าการอำเภอกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างในหมู่ 2 ตำบลแจ่มหลวง จนกระทั่งก่อสร้างเสร็จ สภาตำบลบ้านจันทร์จะถูกใช้เป็นที่ว่าการอำเภอชั่วคราว

ดังนั้น เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง “พระราชกฤษฎีกาตั้งอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่” ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนที่ 97 ก หน้า 7 ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552 และมีผลใช้บังคับในวันรุ่งขึ้น โดยปรากฏเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ว่า

“…โดยที่ตำบลแจ่มหลวง ตำบลบ้านจันทร์ และตำบลแม่แดด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีท้องที่กว้างขวาง มีชุมชนและชุมนุมการค้าหนาแน่น มีสภาพเจริญขึ้นกว่าเดิมมาก แต่เนื่องจากมีภูมิประเทศตั้งอยู่ห่างไกล ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการ สมควรแยกตำบลดังกล่าวออกจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และรวมตั้งเป็น อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประโยชน์แก่การปกครอง การให้บริการของรัฐ ความสะดวกของประชาชน และเพื่อส่งเสริมให้ท้องที่มีความเจริญยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้”

คำขวัญ

“กัลยาณิวัฒนา ดินแดนในฝัน ป่าสนพันปี ประเพณีวัฒนธรรม บริสุทธิ์ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สามัคคี สมานฉันท์”

ลักษณะที่ตั้ง

อำเภอกัลยาณิวัฒนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นป่าและภูเขาสูงชันล้อมรอบ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ สภาพป่าเป็นป่าเบญจพรรณ มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขา 378,245 ไร่ การเกษตร 30,391 ไร่ ที่อยู่อาศัย 3,327 ไร่ และพื้นที่โล่งสาธารณะ 4,635 ไร่ มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,225 มิลลิเมตรต่อปี ฝนตกเฉลี่ย 122 วันต่อปี
อาณาเขต

อำเภอกัลยาณิวัฒนา มีอาณาเขตดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอปาย (จังหวัดแม่ฮ่องสอน)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอสะเมิง
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแม่แจ่ม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน (จังหวัดแม่ฮ่องสอน)

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอกัลยาณิวัฒนาประกอบด้วย 3 ตำบล 21 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[7]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[7]
1. บ้านจันทร์ Ban Chan 7 4,237 4,237 (อบต. บ้านจันทร์)
2. แม่แดด Mae Daet 7 4,071 4,071 (อบต. แม่แดด)
3. แจ่มหลวง Chaem Luang 7 3,785 3,785 (อบต. แจ่มหลวง)
รวม 21 12,093 12,093 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาประกอบด้วยองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น (อปท.) 3 แห่ง ได้แก่

องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านจันทร์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านจันทร์ทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่แดด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่แดดทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแจ่มหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแจ่มหลวงทั้งตำบล

สภาพสังคม

อำเภอกัลยาณิวัฒนาประกอบด้วยชุมชนชาวเขาหลายเผ่า เช่น กะเหรี่ยง ม้ง ลีซอ เป็นต้น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน และการทอผ้าเป็นอาชีพเสริม

สถานที่สำคัญ

วัดจันทร์ มีเจดีย์เก่าแก่ตั้งอยู่ภายใน
อ่างเก็บน้ำห้วยอ้อ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทัศนียภาพสวยงาม เป็นแหล่งตกปลาตามธรรมชาติ
ศูนย์ศิลปาชีพบ้านวัดจันทร์ เป็นสถานที่ฝึกอบรมการทอผ้าและการส่งเสริมอาชีพราษฎรในพื้นที่
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์

อำเภอดอยหล่อ

ดอยหล่อ (คำเมือง: Lanna-Doi Lo.png) เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ แยกพื้นที่ออกจากอำเภอจอมทอง ในอดีตเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่มีหมู่บ้านกระจายตามถนนสายเชียงใหม่-ฮอด แต่ในปัจจุบัน อำเภอดอยหล่อถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของนครเชียงใหม่ และรองรับความเจริญจาก อำเภอจอมทอง ศูนย์กลางความเจริญทางตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เกิดชุมชนหนาแน่นเกิดขึ้นจำนวนมากในท้องที่ของอำเภอ เกิดการค้า การลงทุน การบริการเพิ่มขึ้น และที่สำคัญ พื้นที่อำเภอดอยหล่อ-จอมทอง เคยถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่การพัฒนาที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ เช่น โครงการก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว

ประวัติ

ท้องที่อำเภอดอยหล่อเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอจอมทอง ทางราชการได้แบ่งพื้นที่การปกครองออกมาตั้งเป็น กิ่งอำเภอดอยหล่อ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ปีเดียวกัน และต่อมาในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็น อำเภอดอยหล่อ โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ปีเดียวกัน

กิ่งอำเภอได้รับการจัดตั้งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 1 เมษายนพ.ศ. 2538  โดยแยกจากอำเภอจอมทอง มี 4 ตำบล  คือ ตำบลดอยหล่อ สองแคว ยางคราม และสันติสุข โดยใช้อาคารของศูนย์สภาตำบลดอยหล่อ  บริเวณสถานีอนามัยดอยหล่อเป็น  ที่ว่าการกิ่งอำเภอ(ชั่วคราว)  และต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่อาคารที่ว่าการกิ่งอำเภอปัจจุบัน  เมื่อวันที่  23  กันยายน  2539  สำหรับคำว่า ” ดอยหล่อ ”  หมายถึง  ภูเขาลาดเอียง
ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกา  ลงวันที่  17  สิงหาคม 2550   ได้ยกฐานะจากกิ่งอำเภอดอยหล่อ  เป็น  “อำเภอดอยหล่อ” เพื่อประโยชน์แก่การปกครอง และความสะดวกของประชาชนให้มีผล ตั้งแต่วันที่  8  กันยายน  2550  เป็นต้นมา 

คำขวัญ

“พระธาตุดอยน้อยพันปี รสดีแคนตาลูปลำไย กว่างชนเลื่องชื่อลือไกล กลองใหญ่สืบสานประเพณี”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอดอยหล่อตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่วาง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอสันป่าตอง
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอป่าซาง อำเภอเวียงหนองล่อง (จังหวัดลำพูน) และอำเภอจอมทอง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอจอมทอง

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอดอยหล่อแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 ตำบล 54 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[3]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[3]
1. ดอยหล่อ Doi Lo 26 12,193 12,193 (อบต. ดอยหล่อ)
2. สองแคว Song Khwae 8 4,910 4,910 (ทต. สองแคว)
3. ยางคราม Yang Khram 11 4,969 4,969 (ทต. ยางคราม)
4. สันติสุข Santi Suk 9 3,859 3,859 (ทต. สันติสุข)
รวม 54 25,931 13,738 (เทศบาล)
12,193 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอดอยหล่อประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลยางคราม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลยางครามทั้งตำบล
เทศบาลตำบลสันติสุข ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันติสุขทั้งตำบล
เทศบาลตำบลสองแคว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสองแควทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอยหล่อทั้งตำบล

อำเภอแม่ออน

แม่ออน (คำเมือง: Lanna-Mae On.png) เป็นอำเภอขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่มีทั้งภูเขาและที่ราบสำหรับทำเกษตรกรรม นับเป็นพื้นที่รอบนอกสุดของเมืองเชียงใหม่ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ วัดพระธาตุดอยผาตั้ง น้ำพุร้อนแม่ออน ถ้ำเมืองออน น้ำตกแม่กำปอง หมู่บ้านโฮมสเตย์แม่กำปอง และวังเย็น

ประวัติ

ท้องที่อำเภอแม่ออนเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอสันกำแพง ทางราชการได้แบ่งพื้นที่การปกครองออกมาตั้งเป็น กิ่งอำเภอแม่ออน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2537 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ปีเดียวกัน[1] และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็น อำเภอแม่ออน โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ปีเดียวกัน

คำขวัญ

“ผาตั้งธาตุคู่เมือง รุ่งเรืองฟาร์มโคนม รื่นรมย์น้ำพุร้อน เมืองออนถ้ำแสนงาม”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอแม่ออนอยู่ทางตะวันออกของตัวเมืองเชียงใหม่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอเมืองปาน (จังหวัดลำปาง)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเมืองปาน (จังหวัดลำปาง)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองปาน อำเภอเมืองลำปาง (จังหวัดลำปาง) อำเภอแม่ทา อำเภอเมืองลำพูน และอำเภอบ้านธิ (จังหวัดลำพูน)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอสันกำแพงและอำเภอดอยสะเก็ด

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอแม่ออนแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 6 ตำบล 49 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[3]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[3]
1. ออนเหนือ On Nuea 10 3,307 3,307 (อบต. ออนเหนือ)
2. ออนกลาง On Klang 11 4,893 4,893 (อบต. ออนกลาง)
3. บ้านสหกรณ์ Ban Sahakon 8 3,321 3,321 (อบต. บ้านสหกรณ์)
4. ห้วยแก้ว Huai Kaeo 8 2,810 2,810 (อบต. ห้วยแก้ว)
5. แม่ทา Mae Tha 7 4,558 4,558 (อบต. แม่ทา)
6. ทาเหนือ Tha Nuea 5 2,407 2,407 (อบต. ทาเหนือ)
รวม 49 21,296 21,296 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอแม่ออนประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง ได้แก่

องค์การบริหารส่วนตำบลออนเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลออนเหนือทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลออนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลออนกลางทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านสหกรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านสหกรณ์ทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยแก้วทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ทาทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลทาเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทาเหนือทั้งตำบล

อำเภอแม่วาง

แม่วาง (คำเมือง: Lanna-Mae Wang.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่

ประวัติ

อำเภอแม่วางเป็นอำเภอมาก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2461 ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 ทางราชการประกาศยุบอำเภอแม่วาง และอำเภอบ้านแม ตั้งอยู่ที่บ้านเปียง ม.13 ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ และต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2482 ได้ย้ายที่ทำการอำเภอไปตั้งอยู่ที่บ้านสันป่าตอง ม.10 ต.ยุหว่า และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอสันป่าตองมาจนถึงปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2533 กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศตั้งกิ่งอำเภอแม่วางขึ้น และได้มีพระราชกฤษฎีกาตั้งกิ่งอำเภอแม่วาง เป็นอำเภอแม่วาง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2538
อำเภอแม่วางตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถเดินทางโดยรถยนต์ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ผ่านอำเภอหางดง และแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ที่หน้าตลาดอำเภอสันป่าตอง มีรถยนต์โดยสารประจำทางจากประตูเชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ บริการทุกวัน ระยะทางจากจังหวัดเชียงใหม่ ถึงอำเภอแม่วาง ประมาณ 37 กิโลเมตร

คำขวัญ

“แดนหอมหัวใหญ่ พฤกษาลือไกล ท่องไพรแม่วิน งามถิ่นแม่วาง”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอแม่วางตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสะเมิง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอหางดงและอำเภอสันป่าตอง
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอดอยหล่อและอำเภอจอมทอง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่แจ่ม

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอแม่วางแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ตำบล 58 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. บ้านกาด Ban Kat 9 5,522 2,848
2,674
(ทต. แม่วาง)
(อบต. บ้านกาด)
2. ทุ่งปี๊ Thung Pi 12 4,429 4,429 (อบต. ทุ่งปี๊)
3. ทุ่งรวงทอง Thung Ruang Thong 8 2,371 2,371 (อบต. ทุ่งรวงทอง)
4. แม่วิน Mae Win 19 12,312 12,312 (อบต. แม่วิน)
5. ดอนเปา Don Pao 10 6,991 1,917
5,074
(ทต. แม่วาง)
(อบต. ดอนเปา)
รวม 58 31,625 4,765 (เทศบาล)
26,860 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอแม่วางประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลแม่วาง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบ้านกาดและบางส่วนของตำบลดอนเปา
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านกาด (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลแม่วาง)
องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปี๊ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งปี๊ทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งรวงทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งรวงทองทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่วิน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่วินทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลดอนเปา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนเปา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลแม่วาง)

พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ

อำเภอแม่วางประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 90

ชื่อ ตำบล พืชเศรษฐกิจ จำนวนพื้นที่ปลูกร้อยละ ช่วงระยะเวลาการเพาะปลูก (เดือน)
1. บ้านกาด 13 ข้าวเหนียว 80 พ.ค.- ก.ย.
ข้าวเจ้า 5 พ.ค.- ก.ย.
หอมหัวใหญ่ 80 ก.ย.-ก.พ.
ข้าวโพดหวาน 5 x
ลำไย 45 มิ.ย.-ส.ค.
2. ทุ่งปี้ 12 ข้าวเหนียว 80 พ.ค.-ก.ย.
ข้าวเจ้า 5 พ.ค.-ก.ย.
หอมหัวใหญ่ 95 ต.ค.-มี.ย.
ข้าวโพดหวาน 5 x
ลำไย 45 มิ.ย.-ส.ค.
3. ทุ่งรวงทอง 8 เหนียว 80 พ.ค.-ก.ย.
ข้าวเจ้า 5 พ.ค.- ก.ย.
หอมหัวใหญ่ 80 ก.ย.-ก.พ.
ข้าวโพดหวาน 5 x
ลำไย 45 มิ.ย.-ส.ค.
4. แม่วิน 19 ข้าวเหนียว 75 x
ข้าวไร่ 25 พ.ค.- ก.ย.
หอมหัวใหญ่ 35 ก.ย.-ก.พ.
ข้าวโพดหวาน 5 x
ลำไย 75 มิ.ย.-ส.ค. สตอเบอรี่ 20 สค-กพ 5. ดอนเปา 10 ข้าวเหนียว 90 พ.ค.-ก.ย.
ข้าวเจ้า 5 พ.ค.- ก.ย.
หอมหัวใหญ่ 80 ก.ย.-ก.พ.
ข้าวโพดหวาน 5 x
ลำไย 45 มิ.ย.-ส.ค.
ไม้ดอกไม้ประดับ 20 ตลอดทั้งปี

สถานที่ท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติแม่วาง
ลำน้ำแม่วาง
น้ำตกแม่วาง
ปางช้างแม่วาง
น้ำตกสายรุ้ง
อ่างเก็บน้ำห้วยมะนาว
รูปปั้นพระเจ้า 4 ทิศ สำนักปฏิบัติธรรม วัดสัพพัญญู
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ศาลารวมใจ บ้านกาด
โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแม่เตียน
อนุสาวรีย์ทหารญี่ปุ่น โรงเรียนบ้านกาดวิทยาคม
กลุ่มงานหัตถกรรมทำร่มโบราณ บ้านดอนเปา
พื้นที่สวนปลูกหอมหัวใหญ่ เกษตรอินทรีย์ระดับ ช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม
พื้นที่ไร่ข้าวเหนียว เกษตรอินทรีย์ระดับ ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน
พื้นที่สวนลำไย เกษตรอินทรีย์ระดับ ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
พื้นที่สวนไม้ดอกไม้ประดับ เกษตรอินทรีย์ระดับ ตลอดทั้งปี
สถานีวิจัยระดับโครงการแม่สะป๊อก

อำเภอไชยปราการ

ไชยปราการ (คำเมือง: Lanna-Chai Prakan.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 128 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน สล้บที่ราบเชิงเขา เป็นอำเภอที่มีภูเขาล้อมรอบถึง 3 ด้าน ได้แก่ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม

ประวัติ

  ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีปรากฎว่า  พระเจ้าพรหมกุมารได้มาตั้งเมืองไชยปราการ (ทางด้านทิศตะวันออกของลำน้ำฝาง)  เมื่อ พ.ศ.1661  และเมืองไชยปราการนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาไทยมาสมัยหนึ่ง  ต่อมาอารยธรรมแถบนี้เริ่มคลายตัวลงประมาณปี 1839  เมื่อพญามังรายได้ย้ายศูนย์กลางจากเมืองเชียงราย ไปทางทิศใต้  และสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงขึ้นใหม่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง
เมืองไชยปราการเป็นเมืองที่แฝงไปด้วยความงดงามอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติไว้มากมาย  ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีผลิตผลทางด้านเกษตรกรรมที่เชิดหน้าชูตาหลากหลาย  ได้แก่  ลิ้นจี่  กระเทียม  โคนม ฯลฯ  ดังนั้น  กระทรวงมหาดไทยจึงได้เห็นความสำคัญในข้อนี้  อีกทั้งเห็นว่าสภาพท้องที่โดยทั่วไปเชื่อว่าจะมีความเจริญมากขึ้น  และจะสามารถขยายตัวยิ่งขึ้นต่อไปในภายหน้า  เพื่อประโยชน์ ในด้านการปกครองและเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน  จึงได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอไชยปราการ  โดยแยกมาจากอำเภอฝาง  ตั้งแต่วันที่  1  มกราคม  2531  ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย  ลงวันที่  25  ธันวาคม  2530  และยกฐานะเป็นอำเภอไชยปราการ  เมื่อวันที่  4  กรกฎาคม  2537

คำขวัญ

“พระเจ้าพรหมสร้างเมือง รุ่งเรืองวัฒนธรรม งามล้ำถ้ำตับเต่า เมืองเก่าไชยปราการ”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอไชยปราการตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอฝาง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่สรวย (จังหวัดเชียงราย)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอพร้าว
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเชียงดาว และรัฐฉาน (ประเทศพม่า)

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอไชยปราการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 ตำบล 44 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[2]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[2]
1. ปงตำ Pong Tam 8 8,087 8,087 (ทต. ไชยปราการ)
2. ศรีดงเย็น Si Dong Yen 18 15,395 6,109
9,286
(ทต. ไชยปราการ)
(อบต. ศรีดงเย็น)
3. แม่ทะลบ Mae Thalop 7 7,573 7,573 (อบต. แม่ทะลบ)
4. หนองบัว Nong Bua 11 14,907 1,956
12,951
(ทต. ไชยปราการ)
(ทต. หนองบัว)
รวม 44 45,962 29,103 (เทศบาล)
16,859 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอไชยปราการประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลไชยปราการ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปงตำทั้งตำบล บางส่วนของตำบลศรีดงเย็น และบางส่วนของตำบลหนองบัว
เทศบาลตำบลหนองบัว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองบัว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลไชยปราการ)
องค์การบริหารส่วนตำบลศรีดงเย็น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีดงเย็น (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลไชยปราการ)
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทะลบ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ทะลบทั้งตำบล

สถานที่ท่องเที่ยว

วัดถ้ำตับเต่า อยู่ในเขตอำเภอไชยปราการ บนเส้นทางสายเชียงใหม่-ฝาง ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 120 และ 121 แยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร ภายในบริเวณวัดร่มรื่น มีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำ สิ่งสำคัญในวัดคือถ้ำตับเต่า มีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ถ้ำตับเต่านี้แยกออกเป็น 2 ถ้ำ คือ ถ้ำผาขาว และถ้ำปัญเจค บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา มีน้ำตกให้เที่ยวหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่เส้นทางยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างพัฒนาพื้นที่ น้ำตกที่เดินทางเข้าถึงสะดวกที่สุดคือ น้ำตกห้วยทรายขาว ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯ เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีแอ่งน้ำให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้แต่ในช่วงฤดูแล้งน้ำจะน้อยมาก จะมีน้ำเยอะช่วงเดือนพฤษภาคมแต่น้ำจะขุ่น น้ำจะใสช่วงหลังฝน ชั้นบนของน้ำตกเป็นแอ่งน้ำและมีทรายอยู่เนื่องจากน้ำพัดเอาทราย มาจากการกัดกร่อนของหินทราย ชั้นบน อากาศบริเวณน้ำตกชื้นจนทำให้มีมอสจับอยู่ มีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆในอุทยานฯ ได้แก่ น้ำตกแม่ฝางหลวง น้ำตกดอยเวียงผา น้ำตกห้วยหาน และจุดชมวิวดอยเวียงผา อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผามีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 583 ตารางกิโลเมตร สภาพป่าในพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นป่าดิบเขาและป่าเบญจพรรณ นอกจากนี้ยังมีป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าสนเขา นกที่พบ เช่น นกกินปลี และนกพญาไฟ สัตว์ป่าที่พบส่วนใหญ่จะเป็นขนาดกลางและสัตว์ขนาดเล็ก ได้แก่ กระรอก กระต่าย หมูป่า อีเห็น เก้ง เลียงผา เสือไฟ เม่น หมีควาย เป็นต้น

วัดพระเจ้าพรหมมหาราช (วัดป่าไม้แดง) พระราชประวัติพระเจ้าพรหมมหาราช ในรัชสมัยของพระเจ้าพรหมมหาราชทรงครองราชย์อยู่ ณ เมืองไชยปราการนั้น บ้านเมืองในแว่นแคว้นโยนกเจริญรุ่งเรืองเต็มไปด้วยความวัฒนาผาสุก พระเกียรติยศของพระองค์รุ่งเรืองปรากฏไปทั่วทุกทิศ เหล่าปัจจามิตรก็มิอาจหล้ามาราวีด้วยเกรงในพระบรมเดชานุภาพและบุญญาธิการของพระองค์ ดูเหมือนพระองค์จะทรงถือกำเนิดมาเพื่อปราบยุคเข็ญในยามที่บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของคนต่างชาติ พระองค์ทรงถือกำเนิดมาเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยโดยแท้ เพราะในสมัยที่พระองค์ทรงถือกำเนิดปฏิสนธิมานั้น คือในปี พ.ศ. 1461 พระเจ้าพังคราชพระราชบิดาและพระมเหสีผู้เป็นมารดาของพระองค์ต้องถูกพวกขอมเนรเทศให้ออกจากอาณาจักรโยนกไปอยู่เมืองเล็กเมืองหนึ่ง เมืองนี้มีชื่อว่า “เวียงสีทวง” (ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) ใกล้ๆ ชายแดนพม่าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านปางห่าประมาณ 6 กิโลเมตร มีชื่อใหม่ว่า “บ้านเวียงแก้ว” แต่เดิมเรียกว่า “สี่ตวง” เป็นเมืองออกของไทย ปกครองโดยพวกลัวะ พอถึงปีที่ต้องนำทองคำสี่ตวงลูกมะตูมมาส่งให้เป็นบรรณาการ นานเข้าเรียกเพี้ยนเป็นเวียง “สี่ตวง” เมื่ออยู่เวียงสี่ตวงได้ 1 ปี ก็ได้พระราชโอรสองค์แรกจะเป็นด้วยกำลังอยู่ในระหว่างตกทุกข์ได้ยาก จึงได้ตั้งพระนามพระโอรสว่า “ทุกขิตราชกุมาร” แต่ทุกขิตราชกุมารนี้ไม่ทรงสมบูรณ์ คือมีพระกำลังอ่อนแอ พระกายก็เกือบทุพพลภาพไม่แข็งแรง ครั้นอยู่ต่อมาอีกสองปี จึงได้พระราชโอรสองค์ที่สองนี้ เมื่อประสูติออกมานั้นมีพระวรกายงดงามทรงตั้งพระนามว่า “พรหมราชกุมาร” เพราะมีวรรณะผุดผ่อง สิริรูปงดงามประหนึ่งพรหมพระองค์ประสูติในวันอาทิตย์ แรม 8 ค่ำ เดือน 6 เหนือ (คือเดือน 4 ใต้) ปีมะเส็ง พ.ศ. 1461 เหตุอัศจรรย์ คือขณะที่พระมเหสีทรงครรภ์ราชโอรสองค์นี้ได้ 7 เดือน ได้กราบทูลพระสวามีว่า ขอให้นำเอาศาตราวุธมาให้ดูว่ามีอะไรบ้าง ที่ใช้ในราชการสงคราม พระสวามีก็แสวงหามาตกแต่งไว้ในห้องให้พระมเหสีทอดพระเนตรทุกวัน ในที่สุดก็ประสูติพระราชโอรสในตำนานโยนกได้ กล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์อันเกิดจากบุญญาบารมีของพระองค์ว่า เมื่อพระชนม์ได้ 7 พรรษาก็ทรงมีน้ำพระทัยองอาจกล้าหาญชอบเรียนวิชาเพลงอาวุธและตำรับยุทธวิธีสงคราม เมื่อพระราชกุมารทรงพระเจริญวัยขึ้นมีพระชนม์ 13 พรรษา คืนหนึ่งทรงพระสุบินว่ามีเทวดามาบอกพระองค์ว่า ถ้าอยากได้ช้างเผือกคู่พระบารมีสำหรับทำศึกสงครามแล้วไซร้ วันพรุ่งนี้ตอนเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นให้ออกไปที่ฝั่งแม่น้ำโขง แล้วคอยดูจะมีช้างเผือกล่องน้ำมาตามแม่น้ำโขง 3 ตัวด้วยกัน ถ้าจับได้ตัวใดตัวหนึ่งก็จะใช้เป็นพาหนะทำศึกสงคราม ถ้าจับได้ตัวที่หนึ่งจะปราบได้ทั้งสี่ทวีป ถ้าจับได้ตัวที่สองจะปราบได้ทั่วชมพูทวีป ถ้าจับได้ตัวที่สามจะดินแดนแคว้นลานนาไทยได้ทั้งหมด สิ้นสุบินนิมิตรแล้ว เจ้าพรหมราชกุมารตื่นจากบรรทม ไม่ทันสรงพระพักตร์ไปเรียกมหาดเล็กของท่าน ซึ่งเป็นลูกทหารแม่ทัพนายกองจำนวน 50 คน ให้ไปตัดไม้รวกเป็นขอตามคำเทวดาบอก ให้ใช้ขอไม้รวกและเกาะคอช้างจะได้ลากขึ้นฝั่ง แล้วพากันไปที่ฝั่งแม่น้ำโขง ไปล้างหน้าล้างตา ยังไม่เสวยอาหารเลย ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วก็คอยดู พอได้สักครู่ใหญ่ๆ ท้องฟ้าก็สว่าง ในขณะนั้นมีงูใหญ่ตัวหนึ่งสีเหลืองเลื่อมเป็นมันระยับตัวใหญ่โตประมาณ 3 อ้อม ยาว 10 กว่าวา ลอยมาตามแม่น้ำโขง เข้ามาใกล้ฝั่งที่พระองค์และมหาดเล็กอยู่นั้น เจ้าพรหมราชกุมารและมหาดเล็กเห็นเข้าก็ตกใจกลัวจนตัวสั่นหน้าซีด มิอาจเข้าไปใกล้ได้ เจ้างูนั้นก็เลยล่องผ่านไป พออีกสักครู่ใหญ่ๆ ก็มีงูลอยมาอีกตัวเล็กกว่าเก่า ขนาดก็สั้นกว่าตัวเก่านิดหน่อยเป็นงูอย่างเดียวกันก็ลอยล่องไปอีก เจ้าพรหมไม่กล้าทำอะไรพอตัวที่สองนี้ผ่านไปได้ครู่ใหญ่ๆ ก็นึกว่าเทวดาบอกว่าจะมีช้างเผือกลอยมา 3 ตัว ไม่เห็นช้างเผือกลอยมาสักตัวเห็นแต่งูลอยมาสองตัวแล้ว ถ้าหากว่ามีอีกตัวหนึ่งต้องเป็นช้างเผือกแน่ ตัวที่สามนี้อย่างไรก็ต้องเอาละเพราะเป็นตัวสุดท้ายแล้ว พอเจ้างูตัวที่ 3 ลอยมา เจ้าพรหมก็ลงน้ำและบุกน้ำลงไป ไปถึงก็เอาไม้รวกเกาะคองูนั้น พอขอไม้รวกเกาะคองู งูก็แปรสภาพเป็นช้างเผือกทันที รูปร่างอ้วนพีงามดียิ่งนัก มหาดเล็ก 50 คน ก็ช่วยกันเอาขอไม้รวกเกาะคอช้างจะเอาขึ้นฝั่งทำอย่างไรมันก็ไม่ยอมขึ้นฝั่ง เดินไปเดินมา อยู่ในน้ำนั่นเอง เจ้าพรหมราชกุมาร ก็ใช้ให้มหาดเล็กไปกราบทูลพระราชบิดาว่าได้ช้างเผือกแล้ว แต่ไม่ยอมขึ้นฝั่ง เมื่อพระเจ้าพังคราชทรงทราบเช่นนั้นก็เรียกโหรหลวงมาถาม โหรหลวงก็ทูลว่า ให้เอาทองคำประมาณยี่สิบตำลึงมาตีพางอันหนึ่ง (พางคือระฆังหรือกระดิ่งผูกคอช้าง) แล้วบอกว่าให้พระราชโอรสองค์ใหญ่เอาพางไปที่ฝั่งแม่น้ำ และเอาไม้ตีพางเข้าพอพางดังช้างจะขึ้นฝั่งเอง พระเจ้าพังคราชก็มีรับสั่งให้ทำพางขึ้นและนำไปที่ฝั่งแม่น้ำโขง และไม้เคาะที่พางก็มีเสียงดังเหมือนระฆัง ช้างก็ขึ้นมาจากฝั่ง เจ้าพรหมกุมารก็นำช้างเข้าเมือง พระราชบิดาก็สร้างโรงช้างเผือกเข้าเลี้ยงบำรุงไว้ที่นั่น ช้างก็เลยได้ชื่อว่า “ช้างเผือกพางคำ” แล้วเจ้าพรหมกุมารก็ได้โปรดให้สร้างเมืองขึ้นที่นั่น โดยขุดคูเอาน้ำจากแม่น้ำสายมาเป็นคูเมืองและให้ชื่อว่า “เมืองพานคำ” (ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายตรงที่สำนักงานไร่ยาสูบ อ.แม่สายในปัจจุบันนี้) และทรงใช้เวียงพานคำนี้เป็นแหล่งชุมนุมไพร่พล เพราะเวียงพานคำมีอาณาเขตเป็นที่ราบกว้างอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารเหมาะแก่การประชุมพล นับแต่นั้นมาก พระองค์ก็ฝึกซ้อมทหารให้ชำนาญในยุทธวิธี และสะสมเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้มากมาย ทรงทราบว่าบ้านเมืองของพระองค์ถูกพวกขอมย่ำยีจนต้องตกเป็นประเทศราช พระบิดาต้องส่งส่วยให้ขอมทุกปี ก็ทรงพระดำริที่จะกอบกู้เอกราช โดยประกาศแข็งเมืองไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการให้แก่กษัตริย์ขอมดำ การสงครามระหว่างไทยกับขอมดำก็เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่ปรากฏว่า คราวนี้ขอมพ่ายแพ้แก่กองทัพไทย ตีหัวเมืองที่อยู่ในอำนาจของขอมกลับคืนหมด จากนั้นพระเจ้าพรหมราชกุมารก็ทรงดำริต่อไปว่า หากปล่อยให้ขอมดำมีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่อาณาเขตติดต่อกันเช่นนี้ ไม่ช้าสงครามก็จะเกิดขึ้นอีก และถ้าเผลอก็จะตกเป็นทาสของขอมอีก พระองค์จึงทรงประกาศอิสรภาพของชาติไทย ในปี พ.ศ. 1497 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่อาณาจักรโยนกหรือโยนกนาคพันธ์ ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของขอมมาเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งเมื่อพระองค์แข็งเมืองขึ้นนั้นก็เป็นเหตุให้พวกขอมยกทัพใหญ่มาเพื่อจะทำการปราบปราม แต่พระองค์ก็หาได้เกรงกลัวแสนยานุภาพของขอมไม่ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุเพียง 16 พรรษาเท่านั้น แต่ด้วยความรักชาติบ้านเมือง รักในความเป็นอิสรเสรี และด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าของพระองค์ในที่จะปลดแยกอาณาจักรโยนกออกจากการปกครองของพวกขอม พระองค์จึงยกกองทัพใหญ่ไล่จับพวกขอมที่เป็นชายฆ่าเสียเกือบหมด พวกที่รอดตายไปได้ คือพวกที่มาทางใต้ พระเจ้าพรหมฯ ตั้งพระทัยที่จะทำลายพวกขอมให้หมดสิ้น เป็นการขับไล่ชนิดที่เรียกว่า “กวาดล้าง” เลยทีเดียว เพราะพวกขอมมีหลายหัวเมืองด้วยกัน เช่น เมืองหริภุญชัย เมืองสุโขทัย เมืองละโว้ เมืองศรีสัชชนาลัย เมื่อขับไล่มาถึงเมืองศรีสัชชนาลัยแล้วกษัตริย์ขอมดำที่เป็นเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยไม่กล้าสู้ ยอมแพ้และยอมถวายพระราชธิดาองค์หนึ่ง ด้วยการรบอย่างรุนแรง เพื่อจะขจัดอิทธิพลของพวกขอมนั่นเอง ในตำนานโยนกจึงได้กล่าวถึงปาฏิหาริย์ที่จะยับยั้งมิให้พระองค์ทำการรุกไล่พวกขอมต่อไปว่า ร้อนถึงพระอินทร์เจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เล็งทิพย์เนตรมาเห็น ถ้าไม่ไปช่วยไว้ ขอมจะต้องตายหมด ชีวิตมนุษย์ก็จะเป็นอันตรายมากจำต้องช่วยป้องกันไว้ จึงมีเทวองค์การสั่งให้พระวิศณุกรรมเทพบุตรลงไปเนรมิตรกำแพงแก้ว ก็หยุดเพียงแค่นั้น ไม่ได้ไล่ตามต่อไป ที่ตั้งกำแพงแก้วนี้ ต่อมาเกิดมีเมืองขึ้นเมืองหนึ่งมีชื่อว่า “เมืองวชิรปราการ” แปลตามพยัญชนะว่า “กำแพงเพชร” คือจังหวัดกำแพงเพชรในปัจจุบันนี้ ข้อความในตำนานนี้พอจะสันนิษฐานได้ว่าเมื่อพระเจ้าพรหมลุกไล่พวกขอมลงไปทางใต้เป็นระยะทางไกลพอสมควรแล้ว ทรงเห็นว่าพวกขอมที่แตกพ่ายไปอย่างไม่เป็นกระบวนนั้น คงไม่สามารถที่จะรวมกำลังยกกองทัพมารวบกวนได้อีก และประกอบกับบรรดาไพร่พลของพระองค์อิดโรยอ่อนกำลัง เพราะทำการสู้รบติดพันกันเป็นเวลานานถึง 1 ปีเศษ ได้อาณาเขตกว้างขวางมากอยู่พอแล้ว มีพระราชประสงค์จะหยุดพักไพร่พลเสียบ้างจึงได้ยกกองทัพกลับมายังบ้านเมือง คืออาณาจักรโยนกนคร ครั้นพระเจ้าพรหมเสด็จมาถึงโยนกนครแล้วก็ทรงอัญเชิญให้พระเจ้าพังคราชพระราชบิดาเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติในนครโยนกตามเดิมและให้เจ้าทุขิตราชกุมารพระเชษฐาเป็นมหาอุปราช แต่ทรงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เมืองชัยบุรี” บางทีเรียกว่า “ชัยบุรีเชียงแสน” หรือไม่ก็เรียกว่า “เมืองเชียงแสนชัยบุรี” เพราะว่าที่ตีมานี้ได้ชัยชนะ นอกจากนั้นพระเจ้าพรหมฯ กับพระราชบิดายังช่วยกันสร้างพระเจดีย์ขึ้นแห่งหนึ่งในราชอาณาจักร พระเจดีย์ที่ทรงสร้างขึ้นในประวัติศาสตร์เรียกว่า “เจดีย์จอมกิตติ” (เดี๋ยวนี้เรียกว่าพระธาตุจอมกิตติ เป็นเจดีย์องค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่บนเขาสูงบนฝั่งน้ำแม่โขง ห่างจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสนปัจจุบันไปทางซ้ายมือประมาณ 1 ก.ม. เป็นปูชนียสถานที่สำคัญเป็นที่กราบไหว้ของคนทั่วไป) หลังจากที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงอัญเชิญให้พระราชบิดาคือพระเจ้าพังคราชเสด็จครองเมืองชัยบุรีเชียงแสนแล้ว พระองค์จึงเสด็จหาที่ตั้งราชธานีใหม่ ในที่สุดก็เสด็จมาถึงบริเวณแม่น้ำฝาง เห็นเป็นที่ทำเลเหมาะดี ก็ทรงสร้างนครขึ้นที่นั่น เมื่อสร้างเสร็จแล้วจึงขนานนามเมืองว่า “เมืองไชยปราการ” แล้วพระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ. 1480 เมืองนั้นอยู่ห่างจากเมืองชัยบุรีเชียงแสน ระยะทางประมาณ 300 ก.ม. (คือเชียงแสนกับฝางปัจจุบันนี้) เมืองไชยปราการที่กล่าวถึงนี้โปรเฟสเซ่อรแคมแมน นักสำรวจโบราณวัตถุแห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐเพ็นซิลวาเนีย อเมริกา ให้ข้อสันนิษฐานว่า เมืองไชยปราการที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงสร้างขึ้นนั้นมิใช่ตัวเมืองฝางปัจจุบันนี้ แต่เป็นเวียงริมน้ำฝางทางทิศตะวันออก อยู่ในท้องที่ตำบลแม่งอน ทางทิศใต้ของอำเภอฝาง มีระยะทาง 32 ก.ม. ยังปรากฏรากกำแพงเมือง ซุ้มประตู และซากพระราชฐาน พระราชวังอยู่โดยชัดแจ้ง ส่วนตัวเมืองฝางนั้นเป็นเมืองที่สร้างขึ้นในภายหลัง ในรัชสมัยพระเจ้าพรหมมหาราชเสด็จมาครองราชสมบัติ ณ เมืองไชยปราการนั้น แว่นแคว้นโยนก แบ่งออกเป็น 4 มหานคร คือ

ไชยบุรีเชียงแสน เป็นราชธานี ภายหลังได้จมลงสู่พื้นธรณีในสมัยพระเจ้าไชยมหาชนะ หรือพระเจ้ามหาไชยชนะครองราชสมบัติอยู่ ปัจจุบันอยู่ในท้องที่ท่าข้าวเปลือก ไกลจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ระยะทาง 112 ก.ม.
เวียงไชยนารายณ์ คือท้องที่อำเภอเมืองเชียงรายในปัจจุบันนี้
เวียงไชยปราการ อยู่ที่อำเภอฝางมาทางทิศใต้ระยะทางประมาณ 32 ก.ม.
เวียงพานคำ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาย ในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบันนี้

ในครั้งนั้น แว่นแคว้นโยนกนับว่ามีกำลังแข็งแรงมาก จนเป็นที่เกรงขามแก่หริราชศัตรู พระเจ้าพรหมมหาราช ได้ทรงวางกำลังป้องกันพวกขอมไว้อย่างแข็งแรง จนพวกขอมไม่กล้ายกกองทัพมารบกวนอีกตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระเจ้าพรหมมหาราช มีราชโอรสองค์เดียว คือพระเจ้าสิริไชยหรือไชยสิริ พระองค์ทรงปกครองราชบัลลังค์ได้ 60 ปี เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 1538 เมื่อพระชนมายุ 77 ชัญษา เมื่อพระเจ้าพรหมมหาราชเสด็จสวรรคตแล้วมุขมนตรีก็อัญเชิญพระเจ้าสิริไชยราชโอรสขึ้นครองราชย์ปกครองบ้านเมืองเป็นกษัตริย์นครไชยปราการ อันดับที่ 2 สืบแทนต่อมา

บ้านถ้ำง๊อบ ประวัติหมู่บ้านถ้ำง๊อบ บ้านถ้ำงอบ เป็นหมู่บ้านของอดีตทหารจีนคณะชาติ ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ แต่เดิมหมู่บ้านถ้ำง๊อบเป็นสถานที่ตั้งของกองทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3 หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กองพล 93” โดยมีนายพลหลี่ เหวิน ฮ้วน เป็นผู้นำ ก่อนที่กองกำลังทหารจีนคณะชาติจะได้อพยพเข้ามาอยู่ที่บ้านถ้ำง๊อบแห่งนี้ สาเหตุมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงลัทธิการแกครองไปเป็นแบบคอมมิวนิตส์ ผู้นำของชาวจีนส่วนหนึ่งไม่สามารถทนต่อความกดขี่ของลัทธิคอมมิวนิตส์ได้ จึงได้อพยพพรรคพวกออกนอกประเทศ มาทางประเทศพม่า และเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยความเมตตากรุณาของรัฐบาลไทยและความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนชาวไทย เมื่อ พ.ศ. 2495 ทำให้กลุ่มอดีตทหารจีนคณาชาติได้ตั้งหลักแหล่งเพื่อประกอบอาชีพอยู่บนดอยถ้ำง๊อบ โดยความควบคุมของ บก.04 กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม ในสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2518 กลุ่มอดีตทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3 ได้ร่วมมือกับ รัฐบาลไทยดำเนินการสู้รบและต่อต้านผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิตส์ในเขตภาคเหนือจนได้รับความไว้วางใจและเห็นใจจากกองบัฐชาการทหารสูงสุดได้ให้ดอกาสอดีตทหารจีนคณะชาติที่ร่วมสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิตส์และไม่ประสงค์จะขอกลับไปประเทศไต้หวันตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้มีดอกาสโอนและแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย ซึ่งมีสิทธิและเสรีภาพภาพเหมือนคนไทยทุกประการ นาบพลหลี่ เหวิน ฮ้วน ผู้นำของอดีตทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3 ได้โอนสัญชาติเป็นคนไทยและมีชื่อว่า นายชัย ชัยศิริ ปัจจุบันบ้านถ้ำง๊อบมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มบ้าน คือบ้านสินชัย ผาแดง และบ้านถ้ำง๊อบ สถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ

ร่องรอยของอดีตกองกำลังทหารจีนคณะ กองทัพที่ 3 (กองพล 93) ค่ายทหารและบ้านพัก นายพลหลี่ เหวิน ฮ้วน ผู้นำกองกำลังทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3
ภูมิปัญญาและขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของชาวจีนตลอดจนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบชาวจีนสมัยเก่า
โลงศพผีแมนบริเวณหน้าผาสวนเกษตรผาแดง

วัดถ้ำผาผึ้ง เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานในถ้ำ มีพื้นที่ร่มรื่น สงบ ร่มเย็นมีมหาเจดีย์อรุสรณ์ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร หลวงปู่บุญจันทร์ จนทวโร สร้างเพื่อเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือน ของหลวงปู่บุญจันทร์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานและเป็นสถานที่เก็บของใช้ส่วนตัว ของท่านหลวงปู่ ซึ่งเป็นนักปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่น ถือว่าเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตั้งอยู่ ณ บ้านถ้ำผาผึ้ง

อำเภอเวียงแหง

เวียงแหง (คำเมือง: Lanna-Wiang Haeng.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่

 

ประวัติ

อำเภอเวียงแหงมีชื่อเดิมว่า “เมืองแหง” มีความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านตามเส้นทางเดินทัพและการค้าระหว่างเมืองเชียงใหม่ ราชธานีของอาณาจักรล้านนา กับเมืองนาย (ปัจจุบันอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) เมืองแหงเป็นเมืองกึ่งกลางเส้นทางตามลำน้ำแม่แตง มีพื้นที่กว้างใหญ่ เหมาะแก่การสะสมเสบียงอาหารเลี้ยงกองทัพ มีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ

เป็นเส้นทางเดินทัพของพระเจ้าบุเรงนอง ที่ทรงกรีธาทัพทหาร 90,000 นาย มายึดเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2101
เป็นเส้นทางเดินทัพของ 19 เจ้าฟ้าไทใหญ่ ทหาร 60,000 นาย ที่พระเจ้าบุเรงนองส่งมาช่วยเมืองพิษณุโลกตามคำขอของขุนพิเรนทรเทพ เนื่องจากทางล้านช้างยกทัพมาประชิดเมืองพิษณุโลกในปี พ.ศ. 2108
เป็นเส้นทางเดินทัพสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงยกทัพทหาร 100,000 นาย มุ่งไปยึดเมืองนายกลับคืน และตรงไปทำลายพระเจ้ากรุงอังวะในปี พ.ศ. 2148
เป็นเส้นทางหลบหนีของเนเมียวสีหบดี ขุนศึกพม่าผู้พิชิต 3 อาณาจักร คือ ล้านนา ล้านช้าง และอยุธยา หลังจากถูกกองทัพพระเจ้าตากขับไล่ออกจากเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2317
เป็นเส้นทางรับเจ้าพม่ามายังเมืองเชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ปี พ.ศ. 2408

ตำนานที่มาของชื่อ”เวียงแหง” ในอดีต มีตำนานเกี่ยวพันกับลำน้ำแม่แตงเล่าว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์องค์อุปฐาก เสด็จจาริกและสั่งสอนโปรดสรรพสัตว์ จนบรรลุถึงเมืองเมืองหนึ่ง พระองค์ได้ประทับพักแรม ณ ยอดเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง พอรุ่งขึ้นวันใหม่ มีพวกชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงหรือเรียกอีกชื่อว่า(ยาง) บ้านแม่ยางกุ่มได้นำข้าวน้ำปลาอาหาร พร้อมกับแตงโมมา ถวายพระองค์พระอานนท์ก็นำแตงโมไปปอกเปลือกและผ่าเป็นซีกๆ แล้วทิ้งเปลือกแตงโมลงไปในลำธาน ซึ่งต่อมาลำธารแห่งนี้ก็ปรากฏชื่อว่า “ลำน้ำแม่แตง” ขณะที่พระพุทธองค์ได้เสวยแตงโมที่พระอานนท์นำไปถวายนั้น พระทนต์(ฟัน) ก็กระเทาระออกมา คำว่าแหง ด้วยเหตุนี้เมืองแหงนั้นจึงได้ชื่อว่า “เวียงแหง” ซึ่งเคยเป็นเมืองที่มีเจ้าเมืองเป็นชาวไทยใหญ่ เป็นเมืองหน้าด่านของเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองคนสุดท้าย คือพ่อแหงชาววา มีอายุอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2472 ปัจจุบันยังคงมีสถูปบรรจุอัฎฐิอยู่ทางทิศใต้ของอำเภอเวียงแหงและยังปรากฏคูเมือง ทางทิศตะวันออกและทิศเหนือของบ้านเวียงแหง เวียงแหง เดิมเป็นตำบลขึ้นอยู่กับอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สภาพเป็นท้องที่กันดารและติดกับชายแดนประเทศพม่า มีสภาพเป็นเมืองปิด การคมนาคมยากลำบากทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการปกครอง พัฒนา และการป้องกันรักษาความสงบ จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็น กิ่งอำเภอเวียงแหง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2524 ประกอบด้วย 2 ตำบล 12 หมู่บ้าน จนกระทั่งได้มีพระราชกฤษฎีกาตั้งเป็นอำเภอเวียงแหง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 110 ตอนที่ 179 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2536) ประกอบด้วยพื้นที่ 3 ตำบล 23 หมู่บ้าน

คำขวัญ

“พระธาตุแสนไหเป็นศรี ประเพณีหลายเผ่า ชมทิวเขาสุดสยาม งามล้ำค่าฟ้าเวียงแหง”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเวียงแหงตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ อาณาเขตส่วนหนึ่งเป็นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและพม่า อำเภอเวียงแหงมีเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐฉาน (ประเทศพม่า)
ทิศตะวันออกและทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเชียงดาว
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอปาย (จังหวัดแม่ฮ่องสอน)

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเวียงแหงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 ตำบล 23 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)
1. เมืองแหง Mueang Haeng 12 13,898 13,898 (อบต. เมืองแหง)
2. เปียงหลวง Piang Luang 6 22,215 22,215 (อบต. เปียงหลวง)
3. แสนไห Saen Hai 5 8,450 8,450 (ทต. แสนไห)
รวม 23 44,563 8,450 (เทศบาล)
36,113 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเวียงแหงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลแสนไห ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแสนไหทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแหง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเมืองแหงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลเปียงหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเปียงหลวงทั้งตำบล

สถานที่สำคัญ

น้ำตกแม่หาด
ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หนองอาบช้างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและ บริเวณนั้นคาดว่าเป็นสถานที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคต
วัดพระธาตุแสนไหที่บรรจุพระเขี้ยวแก้ว ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วัดเปียงหลวง
วัดฟ้าเวียงอินทร์
ตลาดการค้าชายแดนไทย-พม่า บ้านหลักแต่ง
วัดพระธาตุเวียงแหง (สถานที่เก็บรักษาพระมาลาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)

อำเภอสารภี

สารภี (คำเมือง: Lanna-Sarapi.png) เป็นอำเภอหนึ่งในเขตปริมณฑลของนครเชียงใหม่ที่มีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาทุก ๆ ด้านจนเป็นอำเภอขนาดใหญ่ในแง่สถานประกอบการและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ของจังหวัด ได้รับอานิสงส์มาจากนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูน ปัจจุบันอำเภอสารภีถือได้ว่ามีการพัฒนาจนสภาพความเจริญเป็นเขตเมืองที่เชื่อมต่อกับนครเชียงใหม่ มีประชากรหนาแน่นรองจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ และเป็นอำเภอที่รองรับความเจริญของนครเชียงใหม่เพื่อขยายไปยังเมืองลำพูน

อำเภอสารภีเป็นอำเภอที่มีพื้นที่เล็กที่สุดและเป็นเพียงอำเภอเดียวในจังหวัดเชียงใหม่ที่ไม่มีภูเขา นอกจากนี้อำเภอสารภียังมีจุดเด่น คือ ถนนสายต้นยางซึ่งมีอายุกว่าร้อยปีเรียงรายตลอดสองข้างทาง มีความยาวเริ่มตั้งแต่เขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ไปจรดเขตอำเภอเมืองลำพูน

 

ประวัติ

อำเภอสารภีเดิมชื่อ อำเภอยางเนิ้ง ตั้งเป็นอำเภอเมื่อ ปี พ.ศ. 2434 คำว่ายางเนิ้งมาจาก “ต้นยาง” กับคำว่า “เนิ้ง” ซึ่งเป็นภาษาคำเมืองแปลว่า โน้มเอน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2470 ท้าวพระยาขุน พร้อมด้วยราษฎรได้เสนอต่ออำมาตย์ตรีพันธุราษฎร นายอำเภอในสมัยนั้น เสนอให้เปลี่ยนชื่ออำเภอเสียใหม่เนื่องจากไม่ไพเราะ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “อำเภอสารภี” ซึ่งเป็นชื่อของตำบลหนึ่งในอำเภอ โดยคำว่า “สารภี” หมายถึง ชื่อของดอกไม้ไทยสีเหลืองมีกลิ่นหอม มีอายุยืน มีมากที่วัดสารภี ตำบลสารภี

คำขวัญ

“ต้นยางใหญ่ ลำไยหวาน เมืองโบราณเวียงกุมกาม พระนอนบวรงาม เชิดชูนามสารภี”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอสารภีตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัดเชียงใหม่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเมืองเชียงใหม่
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอสันกำแพง
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบ้านธิ อำเภอเมืองลำพูน (จังหวัดลำพูน) และอำเภอหางดง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอหางดงและอำเภอเมืองเชียงใหม่

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอสารภีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 12 ตำบล 106 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[2]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[2]
1. ยางเนิ้ง Yang Noeng 7 9,285 9,285 (ทต. ยางเนิ้ง)
2. สารภี Saraphi 10 7,916 580
7,336
(ทต. ยางเนิ้ง)
(ทต. สารภี)
3. ชมภู Chom Phu 9 7,216 7,216 (ทต. ชมภู)
4. ไชยสถาน Chai Sathan 8 5,973 5,973 (ทต. ไชยสถาน)
5. ขัวมุง Khua Mung 10 5,516 5,516 (ทต. ขัวมุง)
6. หนองแฝก Nong Faek 9 5,511 5,511 (ทต. หนองแฝก)
7. หนองผึ้ง Nong Phueng 8 14,085 35
14,050
(ทต. ยางเนิ้ง)
(ทต. หนองผี้ง)
8. ท่ากว้าง Tha Kwang 7 2,755 2,755 (ทต. ท่ากว้าง)
9. ดอนแก้ว Don Kaeo 7 3,989 3,989 (ทต. ดอนแก้ว)
10. ท่าวังตาล Tha Wang Tan 13 10,352 10,352 (ทต. ท่าวังตาล)
11. สันทราย San Sai 12 5,279 5,279 (ทต. สันทรายมหาวงศ์)
12. ป่าบง Pa Bong 6 4,370 4,370 (ทต. ป่าบง)
รวม 106 82,247 82,247 (เทศบาล)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอสารภีประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลยางเนิ้ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลยางเนิ้งทั้งตำบล บางส่วนของตำบลสารภี และบางส่วนของตำบลหนองผึ้ง
เทศบาลตำบลสารภี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสารภี (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลยางเนิ้ง)
เทศบาลตำบลชมภู ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชมภูทั้งตำบล
เทศบาลตำบลหนองผึ้ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองผึ้ง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลยางเนิ้ง)
เทศบาลตำบลสันทรายมหาวงศ์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันทรายทั้งตำบล
เทศบาลตำบลไชยสถาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไชยสถานทั้งตำบล
เทศบาลตำบลหนองแฝก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองแฝกทั้งตำบล
เทศบาลตำบลท่ากว้าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่ากว้างทั้งตำบล
เทศบาลตำบลท่าวังตาล ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าวังตาลทั้งตำบล
เทศบาลตำบลขัวมุง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลขัวมุงทั้งตำบล
เทศบาลตำบลดอนแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนแก้วทั้งตำบล
เทศบาลตำบลป่าบง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าบงทั้งตำบล

สถานที่สำคัญ

ถนนเชียงใหม่-ลำพูน เป็นถนนที่มีต้นยางนาอายุกว่าร้อยปี เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง รวมกว่า 1,000 ต้น
โบราณสถานเวียงกุมกาม อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา สร้างเมื่อ พ.ศ. 1829 โดยพญามังราย

อำเภออมก๋อย

อมก๋อย (คำเมือง: Lanna-Omkoi.png) เป็นอำเภอหนึ่งใน 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางใต้สุดของจังหวัด มีอาณาเขตติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน และตาก อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามหลายแห่ง เช่น ดอยม่อนจอง ดอยมูเซอ วัดแสนทอง ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองอมก๋อย เป็นต้น

 

ประวัติศาสตร์

อมก๋อย มาจากคำว่า อำกอย เป็นภาษาลัวะ (ละว้า) แปลว่า ขุนน้ำหรือต้นน้ำ สันนิษฐานว่า หมายถึง ต้นน้ำแม่ตื่นที่ไหลผ่านชุมชนเมืองโบราณจากตำนานเมืองตื๋นนันทบุรีได้จารึกไว้ ว่าพระยาช้างเผือกและพระยาเลิก สองพี่น้องได้พาราษฎรที่อพยพมาจากเมืองเชียงใหม่มาทำการสร้างเมืองตั๋นบุรี ในปี พ.ศ. 1985 (ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ตื่น) มีอาณาเขตถึงบ้านฟ้อนฟ้า นาหง สะหรง แม่ระมาด หินลวด นาไฮ หนอแสง ดินแดง บ้านป๊อก บ้านหมาก ผาสาด และวังคำต่อมมาพระอทิตตราได้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์วัดจอมแจ้งขึ้น ที่ดอยนางนอนในปี พ.ศ. 2148 และพระยาอนันตราช เจ้าเมืองตั๋นได้บรรจุพระบรมธาตุเจดีย์ในปี พ.ศ. 2299 และได้มีประเพณีไหว้พระธาตุในเดือน 9 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับที่ตั้งอำเภออมก๋อยในปัจจุบัน เดิมเป็นหมู่บ้านของชาวลัวะ มีขุนแสนทองเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ต่อมาได้มีคนเมืองอพยพเข้ามาแทนที่ และชาวลัวะได้ย้ายออกไปอยู่ในท้องที่อื่น ส่วนทางราชการได้ทำการจัดตั้งเป็นตำบลอยู่ในเขตปกครองของอำเภอฮอดได้ทำการยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภออมก๋อยในปี พ.ศ. 2463 และได้ยกฐานะเป็นอำเภออมก๋อยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2501

ภูมิศาสตร์

อาณาเขต

อำเภออมก๋อยมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสบเมย (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) และอำเภอฮอด
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอดอยเต่า และอำเภอสามเงา (จังหวัดตาก)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแม่ระมาด (จังหวัดตาก)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอท่าสองยาง (จังหวัดตาก) และอำเภอสบเมย (จังหวัดแม่ฮ่องสอน)

อำเภออมก๋อยตั้งอยู่ทางใต้สุดของจังหวัดเชียงใหม่ พิกัดเส้นรุ้งที่ 17 องศาเหนือ และเส้นแวง ที่ 98 องศาตะวันออก อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ส่วนที่กว้างที่สุดของอำเภอจากทางด้านทิศตะวันออก ประมาณ 53 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานคร 875 กิโลเมตร โดยทางรถยนต์ผ่านทางจังหวัดเชียงใหม่

ภูมิประเทศ

อำเภออมก๋อยมีพื้นที่ทั้งหมด 2,099.831 ตารางกิโลเมตรหรือ 1,365,177.812 ไร่ มีลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อน สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 เขตย่อย ดังนี้

เขตภูเขาสูง เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธาร อยู่ในพื้นที่ตำบลอมก๋อย ตำบลยางเปียง ตำบลสบโขง ตำบลนาเกียน ตำบลม่อนจอง ตำบลแม่ตื่น คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 80 ของพื้นที่อำเภอ
เขตภูเขาเตี้ย มีพื้นที่ร้อยละ 20 ของพื้นที่อำเภอ

ภูมิอากาศ

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเป็นที่สูงและภูเขา จึงทำให้มีอากาศค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี ในฤดูร้อนมีอุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูหนาวมีอุณหภูมิเฉลี่ย 15-20 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 2-4 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,000 มิลลิเมตรต่อปี อำเภออมก๋อยมีสภาพอากาศแบ่งเป็น 3 ฤดูดังนี้

ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน – พฤษภาคม
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม – มีนาคม

ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรน้ำ

อำเภออมก๋อยมีแหล่งน้ำที่สำคัญ ได้แก่

ลำน้ำแม่ต๋อม มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาดอยพุย ทางทิศตะวันออกของอำเภอ ไหลผ่านหมู่บ้านต่างๆ แล้วลงสู่ลำน้ำแม่ตื่น มีความยาวประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับใช้ในการเกษตร
ลำน้ำแม่ตื่น มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาขุนตื่น ในตำบลสบโขง ไหลผ่านตำบลอมก๋อย ตำบลยางเปียง ซึ่งมีแม่น้ำต๋อม น้ำแม่หาด และอีกมากมาย ไหลมารวมกันเป็นน้ำแม่ตื่น ไหลสู่ตำบลม่อนจอง และตำบลแม่ตื่น แล้วไหลลงรวมกับแม่น้ำปิงที่จังหวัดตาก มีความยาวประมาณ 200 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของอำเภอ
ลำน้ำอื่น ๆ เช่น ลำน้ำแม่หาด ลำน้ำเทย ลำน้ำขุนแม่ตื่นน้อย

ทรัพยากรธรณีและป่าไม้

ดินที่พบในอำเภออมก๋อยมีหลายประเภท ลักษณะเนื้อดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ แตกต่างกันตามชนิดต้นกำเนิดของดินในบริเวณนั้นๆ มักมีหินโผล่กระจัดกระจายทั่วไปตามภูเขา ส่วนป่าไม้ ส่วนใหญ่อำเภอยังมีป่าไม้ประเภทต่างๆ ปกคลุมทั่วไป เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ แต่หลายแห่งมีการทำไร่เลื่อนลอย โดยปราศจากการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน อำเภออมก๋อยมีการจัดสรรพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอมก๋อย พื้นที่ 1,059,860 ไร่ (ร้อยละ 74.66 ของพื้นที่)
พื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่ 337,640 ไร่ (ร้อยละ 23.78 ของพื้นที่)
เขตจำแนกเขตถาวร พื้นที่ 16,961 ไร่ (ร้อยละ 0.1 ของพื้นที่)
พื้นที่นอกเขตป่าและที่อยู่อาศัย พื้นที่ 5,706 ไร่ (ร้อยละ 0.04 ของพื้นที่)

การคมนาคม

ทางหลวงชนบทหมายเลข 1099 ในเขตอำเภออมก๋อย

อำเภออมก๋อยอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ 179 กิโลเมตร ใช้เส้นทางรถยนต์ในการติดต่อกับจังหวัดและอำเภอใกล้เคียง มีเส้นทางสำคัญดังนี้

ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (อำเภอฮอด – บ้านกิ่วลม)
ทางหลวงชนบทหมายเลข 1099 (สายกิ่วลม – อมก๋อย – แม่ตื่น)
ทางหลวงชนบทหมายเลข ชม. 5052 (สายอมก๋อย – แม่หลองน้อย)
ทางหลวงชนบทหมายเลข ชม. 5101 (สายบ้านโป่ง – แม่ลานน้อย)

ส่วนการขนส่ง มีรถโดยสารประจำทางจากจังหวัดเชียงใหม่มายังอำเภออมก๋อย วันละ 2 เที่ยว และมีรถโดยสารขนาดเล็ก ระหว่างอำเภออมก๋อย – อำเภอฮอด วันละ 3 เที่ยว

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภออมก๋อยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 6 ตำบล และ 95 หมู่บ้าน ดังนี้

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[3]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[3]
1. อมก๋อย Omkoi 20 18,037 1,195
16,842
(ทต. อมก๋อย)
(อบต. อมก๋อย)
2. ยางเปียง Yang Piang 17 9,425 9,425 (อบต. ยางเปียง)
3. แม่ตื่น Mae Tuen 16 10,429 10,429 (อบต. แม่ตื่น)
4. ม่อนจอง Mon Chong 9 5,796 5,796 (อบต. ม่อนจอง)
5. สบโขง Sop Khong 12 7,983 7,983 (อบต. สบโขง)
6. นาเกียน Na Kian 21 10,647 10,647 (อบต. นาเกียน)
รวม 95 62,317 1,195 (เทศบาล)
61,122 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภออมก๋อยประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลอมก๋อย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลอมก๋อย
องค์การบริหารส่วนตำบลอมก๋อย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลอมก๋อย (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลอมก๋อย)
องค์การบริหารส่วนตำบลยางเปียง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลยางเปียงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ตื่น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ตื่นทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลม่อนจอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลม่อนจองทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสบโขง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสบโขงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลนาเกียน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาเกียนทั้งตำบล

การท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
ดอยม่อนจอง เป็นภูเขาที่มีความสูง 1,929 เมตรจากระดับน้ำทะเล อยู่ในตำบลม่อนจอง มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีพืชและสัตว์ป่าหายากนานาชนิด เช่น กุหลาบพันปี กวางผา ช้างป่า เป็นต้น
หน่วยจัดการต้นน้ำห้วยจิโน อยู่ในหมู่ 17 ตำบลอมก๋อย อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร มีทิวทัศน์สวยงาม เหมาะต่อการไปพักผ่อน
ดอยมูเซอ อยู่ในหมู่ 5 ตำบลม่อนจอง อยู่สูงจากระดับทะเลประมาณ 1,400 เมตร มีทิวทัศน์ที่งดงาม
น้ำตกแม่ตื่นน้อย หมู่ที่ 3 ตำบลแม่ตื่น
น้ำตกนางนอน หมู่ที่ 3 ตำบลม่อนจอง
น้ำตกห้วยตาด หมู่ที่ 8 ตำบลม่อนจอง
น้ำตกวังควายเผือก หมู่ที่ 5 ตำบลสบโขง
น้ำตกโป่งดิน หมู่ที่ 10 ตำบลอมก๋อย
น้ำตกตะกอคะ หมู่ที่ 8 ตำบลสบโขง
ศาสนสถาน
วัดดงดินแดง ตั้งอยู่ที่ ตำบลม่อนจอง
วัดบ้านเแม่แสนสุข ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านแม่ระอานอก หมู่ที่ 10 ตำบลแม่ตื่น
วัดแสนทอง เป็นวัดเก่าแก่อายุหลายร้อยปี คู่บ้านคู่เมืองอมก๋อย เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าแสนทอง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน
วัดจอมแจ้ง ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 ตำบลแม่ตื่น สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2148

อำเภอดอยเต่า

ดอยเต่า (คำเมือง: Lanna-Doi Tao.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัด ยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2522 พื้นที่บางส่วนของอำเภอเป็นทะเลสาบจากเขื่อนภูมิพลในจังหวัดตาก

ประวัติ

ดอยเต่าเป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวถิ่นมาเป็นเวลายาวนานหลายชั่วอายุคน ดังปรากฏหลักฐานในตำนานที่กล่าวไว้ เช่น ในตำนานสิงหนวัต อันเป็นตำนานเก่าแก่ของล้านนา มีอายุมากกว่าพันห้าร้อยปี ได้กล่าวถึงดอยเต่าว่าในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ ณ ที่แห่งนี้และเป็นที่มาแห่งพระมหาบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้งปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของคนดอยเต่าและใกล้เคียงอยู่ทุกวันนี้    หรืออีกตำนานหนึ่งคือ   ตำนานพระธาตุหลวงลำพูนที่ได้กล่าวถึงดอยเต่า  โดยได้บันทึกไว้ว่า เมื่อพระนางจามเทวีโปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นที่ดอยเกิ้ง  เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน  พระบรมสาริกธาตุส่วนพระนลาฏ  ซึ่งพระสุวรรณอรหันต์ พุทธสาวกในครั้งนั้นถวาย  พระนางได้จัดขบวนเสด็จอันประกอบด้วย  ข้าราชบริพารเครื่องไทยทาน  ซึ่งจัดตกแต่งเป็นองค์ประสาทเป็นจำนวนมาก  เดินทางด้วยเรือแพตามลำน้ำปิง ได้มาถึงบริเวณหนึ่ง ซึ่งเป็นทุ่งกว้างมีลำน้ำคดเคี้ยว เมื่อริ้วขบวนเครื่องไทยทานผ่าน ทำให้มองดูริ้วขบวนและลานตาเต็มท้องทุ่งไปหมด จึงได้เรียกบริเวณนั้นว่า บ้านทุ่งผาสาด ซึ่งก็คือ ทุ่งปราสาท และได้เรียกหมู่บ้านนี้ว่าบ้านโท้ง มาตราบเท่าทุกวันนี้

ส่วนคนดอยเต่าเองเชื่อว่า เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าลัวะ ตะโข่ และคะฉิ่น ซึ่งเป็นชาวถิ่นโบราณที่มีถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ ซึ่งมีประวัติและประเพณีของชาวเขาเผ่าลัวะพอสังเขปว่า เมื่อประมาณ 1,300 ปี มาแล้ว ก่อนที่พวกมอญจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เขตลุ่มน้ำแม่ปิง บรรพบุรุษของพวกละว้า ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว  ละว้าหรือคนไทยภาคเหนือเรียกว่า “ลัวะ” นั้น เป็นกลุ่มออสโตรนีเซียน และเรียกตัวเองว่าละเวียะ  ถิ่นกำเนิดของลัวะที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าพวกลัวะอพยพมาจากทางใต้ของประเทศไทย มลายา หรือเขมร เมื่อประมาณ 2,000 ปี มาแล้ว บางคนเชื่อว่าพวกลัวะ เป็นเชื้อสายเดียวกับพวกว้าที่อยู่ทางภาคเหนือของพม่าและตอนใต้ของมณฑลยูนนานประเทศจีน เพราะมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภาษา ลักษณะทางร่างกายและการแต่งกายการตั้งถิ่นฐาน หมู่บ้านลัวะปัจจุบันส่วนมากยังอยู่ในเขตภูเขา หมู่บ้านประกอบด้วยครัวเรือนประมาณ ๒๐-๑๐๐ หลังคาเรือน โดยสร้างบ้านเรียงรายอยู่ตามแนว สันเขา ลักษณะบ้านนกพื้นสูงคล้ายบ้านกะเหรี่ยง แต่ลักษณะหลังคาจะมีกาแลเป็นสลักไขว้กันสองอันเป็นหน้าจั่ว หลังคาซึ่งมุงด้วยหญ้าคาหรือตองตึง จะสูงชันคลุมลงเกือบจรดพื้นดินรอบๆหมู่บ้านจะเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูก และระหว่างพื้นที่ทำไร่กับ หมู่บ้านจะมีแนวป่าที่เป็นป่าแก่ ( Virgin Forest) สงวนไว้สำหรับเป็นแนวกันไฟเวลาเผาไร่ของหมู่บ้าน  ลักษณะทางสังคม  ลัวะมีระบบการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ายหญิงจะเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายชายหรือบ้านที่ฝ่ายชายปลูกใหม่  โดยถือบรรพบุรุษฝ่ายพ่อ บุตรที่เกิดมาอยู่ในสายเครือญาติของฝ่ายพ่อ ในครัวเรือนหนึ่งๆ โดยทั่วไปประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร บุตรชาย คนโตต้องไปสร้างบ้านใหม่หลังแต่งงาน บุตรชายคนสุดท้ายจะเป็นผู้ได้รับมรดกและเลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดชีวิต งานประจำในครัวเรือนจะแบ่งออกตามอายุและเพศ กล่าวคือ ผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบ หาฟืน ตักน้ำ ตำข้าว ทำอาการ ทอผ้า ผู้ชายมีหน้าที่ซ่อมแซมเครื่องบ้าน ทำรั้ว ไถนา และล่าสัตว์ ส่วนงานในไร่เป็นหน้าที่ของทั้งสองต้องช่วยกันทำ รวมทั้งสมาชิกวัยแรงงานทุกคนในครอบครัว งานด้านพิธีกรรมถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ชายเกือบทั้งหมดการปกครอง ผู้นำในการปกครองของลัวะมี ๒ ลักษณะ คือผู้นำทางการ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน และผู้นำตามธรรมชาติ เป็นบุคคลที่มีลักษณะและความสามารถพิเศษปฏิบัติงานด้วยความเสียสละเพื่อ สังคมของเขา บุคคลเหล่านี้ เช่น ผู้นำประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับการเลี้ยงผี (ต๊ะผี หรือตะปิ) หัวหน้ากลุ่มตระกูลที่มีเชื้อสายของขุนหลวงวิลังก๊ะ (สะมังระ) ผู้นำทางศาสนาของแต่ละกลุ่ม (ลำ) หัวหน้าของคนหนุ่ม(กวนเปรียระ)หัวหน้าของคนสาว (ปะเคระระ) เป็นต้น และในบางหมู่บ้าน ของลัวะที่นับถือศาสนาคริสต์ ผู้นำทางศาสนาคริสต์ก็มี ความสำคัญไม่น้อยในชุมชน  เศรษฐกิจ   ลัวะมีเศรษฐกิจแบบยังชีพขึ้นอยู่กับการทำไร่หมุนเวียนโดยจะปลูกข้าว เจ้าเป็นพืชหลัก ลัวะนิยมบริโภคข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว และยังนิยมดื่มเหล้าที่ทำจากข้างเจ้าอีกด้วย พืชอื่นๆที่ปลูกแซมในไร่ข้าวสำหรับไว้เป็นอาหารและใช้สอย ได้แก่ ข้าวโพด ถั่ว แตง พริก ฝ้าย ผักต่างๆ  ศาสนาและความเชื่อ  เป็นที่เชื่อกันว่า ลัวะนับถือพุทธศาสนาควบคู่กับการนับถือผีมาแต่เดิมเหมือนคนไทย ลัวะมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงในจัดหวัด เชียงใหม่ และเสาอินทขิลคือที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษของพวกตนเมื่อลัวะถูกขับไล่ไป อยู่บนภูเขา ซึ่งไม่มีพระและวัดชีวิตประจำวันจึงขึ้นอยู่กับสภาพทางธรรมชาติมากขึ้น ความเชื่อในเรื่องพุทธศาสนาก็เริ่มจางลงและหันไปนับถือผีแทน  ลัวะเชื่อเรื่องผี ว่ามีทั้งผีดีและผีเลวสิงสถิตอยู่ตามสิ่งต่างๆเป็นต้นว่าผีที่เฝ้าครอบครัว ผีฟ้า ผีป่า ผีภูเขา ผีเข้าประตูหมู่บ้าน ซึ่งบางครั้งผีอาจจะเป็นสาเหตุก่อความเจ็บป่วยให้แก่คนได้ การติดต่อกับผีจะติดต่อโดยการเซ่นด้วยอาหารที่ผีประเภทนั้นๆชอบโดยมีผู้ทำ พิธีคือ “ ลำ” และ “ สะมัง” หรือคนที่มีคาถาอาคม จะมีการเชิญผีมากินอาการ การฆ่าสัตว์เลี้ยงผีจะจัดส่วนต่างๆ ของสัตว์ให้ผีอย่างละน้อย สัตว์ที่ใช้เซ่น ผีมีไก่ หมู วัว ควาย และ หมา   นอกจากนี้ ลัวะยังเชื่อว่า คนมีวิญญาณ หรือขวัญ ๓๒ ขวัญ หากขวัญใดขวัญหนึ่งออกจากตัวไป จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ต้องมีการประกอบพิธีกรรมเรียกขวัญให้กลับเข้ามาสู่ร่าง โดยการผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาว เชื่อว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ขวัญหายและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ประเพณีผีตาโขนของลัวะ  เป็นประเพณีที่เริ่มต้นกันมาตั้งแต่สมัย ที่พระพุทธเจ้าได้ปรินิพาน เนื่องจากขณะนั้นคาดกันว่าจะมีมารและปีศาจร้ายทั้งหลาย จะมาทำร้ายพระศพของพระสัมมนาสัมพุทธเจ้าดังนี้ จึงได้ให้คนแต่งตัวเป็นผีมาเฝ้าศพของพระองค์เอาไว้ เพื่อไม่ให้มารและปีศาจร้ายทั้งหลายเหล่านั้นเห็นว่ามีผีสางเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มารักษาพระศพของพระพุทธองค์ไว้ จะได้ไม่กล้ามาทำอะไร สำหรับประเพณีผีตาโขนของชาวเขาเผ่าลัวะนี้ ได้จัดกันทุก ๆ ปี คือ จะจัดในเดือนยี่ ขึ้น 1 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เป็นเวลา 15 วัน  พร้อมกันนั้นก็จะถวายตุง เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ชาวบ้านจะนำเอาเสาตุงไปตัดทำเป็นลิตรใช้สำหรับตวงข้าวสาร ลัวะมีความเชื่อว่าถ้าหากใช้ลิตรที่ทำด้วยเสาตุง นำมาตวงข้าวสารแล้วจะทำให้ไม่สิ้นเปลือง และจะทำให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์อีกด้วย  นอกจากนั้น ยังป้องกันโรคระบาดของสัตว์ต่าง ๆ เช่น เป็ด หมู ไก่ วัว ควาย ได้อีกด้วย  ประเพณีผีตาโขนของเผ่าลัวะนี้ได้สืบทอดและรักษากันมาตั้งแต่โบราณกาลเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน และข้อสังเกตจากการมีหมู่บ้านร้างชื่อว่า บ้านห่างจ้างคำตั้งอยู่ไว้บนดอยผาแดงทางทิศตะวันออกของอำเภอดอยเต่า  มีวัดร้างของลัวะอยู่ที่ ตำบลโปงทุ่ง  ผู้คนก็นับถือผีปู่ย่า ส่วนภาษาถิ่นของคนดอยเต่า มีสำเนียงและคำที่แตกต่างไปจากท้องถิ่นอื่นในเชียงใหม่ ยังมีการเรียกขานสถานที่เป็นภาษาถิ่นโบราณ เช่น จะเรียกห้วยหรือลำธารว่า อุ่ม หรือ อม เช่น      อุมป้าด ซึ่งหมายถึง ห้วยที่พาดผ่านเป็นต้น คนดอยเต่าเองมีขนมธรรมเนียมหลายอย่างที่แตกต่างจากถิ่นอื่น เช่น ประเพณีปอยข้าวสังข์ ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว มีการนับถือผีพ่อเฒ่าหนาน  ถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญ

เดิมคนดอยเต่า จะอาศัยอยู่เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ กลุ่มลุ่มน้ำแม่หาด ซึ่งจะอยู่บนพื้นที่ราบสูงริมน้ำแม่หาด ได้แก่ บ้านดอยเต่าเก่า บ้านไร่ โปงทุ่ง อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ ผู้ที่อยู่อาศัยอยู่แถบที่ราบลุ่มแม่ปิง นับเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมากกว่ากลุ่มแรก กลุ่มนี้ได้แก่ บ้านแม่กา บ้านชั่ง ท่าเดื่อ บ้านน้อย  จนถึงบ้านแอ่น มีหมู่บ้านทั้งเล็กและใหญ่รวมกันถึง 21 หมู่บ้าน ครอบคลุมพื้นที่ถึง 54 ตารางกิโลเมตร  อาชีพเดิมได้แก่ การเพาะปลูกข้าว ถั่ว ยาสูบ ครั่ง และค้าขาย โดยนำสินค้าใส่เรือแพล่องไปขายทางตอนล่าง แถบเมืองตาก ปากน้ำโพ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2506 เมื่อสร้างเขื่อนภูมิพลเสร็จเริ่มปิดกั้นน้ำ น้ำได้เอ่อขึ้นมาท่วมพื้นที่ราบสองฝั่งแม่น้ำปิง ชาวบ้านต้องอพยพขึ้นมาอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการจัดไว้ให้ โดยจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลง ๆ เรียกกันว่า บ้านอพยพแปลงที่เท่านั้นเท่านี้ โดยจัดหมวดหมู่ว่า หมู่บ้านแปลง 1, หมู่บ้านแปลง 2  ………..แปลงที่เป็นเลขคี่จะตั้งด้านซ้ายมือของถนนแม่ตืน – ดอยเต่า– ฮอด ส่วนด้านขวาเป็นเลขคู่ ในการอพยพราษฎรจะได้ค่าชดเชยที่ดินเดิมไร่ละ 400 บาท ในขณะนั้น แต่ไม่ได้มีการพูดถึงว่า ส่วนใหญ่จะได้ไม่ครบเพราะเนื่องจากการรับเงินชดเชยจะต้องไปรับที่อำเภอจอมทองซึ่งการเดินทางในสมัยนั้นลำบาก ทุรกันดารมาก การจ่ายก็เป็นอย่างไม่มีระบบ ราษฎรจึงต้องใช้วิธีให้ผู้อื่นไปรับแทน โดยให้ค่าตอบแทนทำให้ได้รับเพียงไร่ละ 350.-บาทบ้าง 375.- บาทบ้าง บางรายได้น้อยกว่านี้ก็มี

ผลกระทบหลังการอพยพ

เพราะเหตุที่เขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนแห่งแรกของประเทศ ซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับคนกว่าครึ่งประเทศและสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตรและประมง การจัดการต่างๆ จึงขาดวิธีการจัดการที่มีแบบแผน ในขณะนั้นรัฐบาลให้กระทรวงมหาดไทยจัดตั้งนิคมฯ เขื่อนภูมิพล ดำเนินการโดยกรมประชาสงเคราะห์ ได้มีพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2512 เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดพื้นที่ ให้กับราษฎรที่อพยพขึ้นมาจากเขตน้ำท่วม เข้าใจว่าด้วยความที่ไม่เคยพบปัญหาบวกกับมีปัจจัยทั้งด้านบุคลากร  อุปกรณ์และงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้การจัดพื้นที่การจัดสาธารณูปโภคให้กับผู้อพยพเป็นไปอย่างขลุกขลัก หลายหมู่บ้านไม่มีน้ำกิน น้ำใช้จนหลายหมู่บ้านตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในพื้นทีอื่น เช่น บ้านหนองบัวคำเดิม ได้อพยพไปอยู่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ในขณะนั้นราษฎรที่อพยพขึ้นมาในสภาพที่เรียกได้ว่า บ้านแตกสาแหรกขาด มองไม่เห็นอนาคต ที่ดินที่รับจัดสรรก็ไม่สามารถจะทำการเพาะปลูกได้ เหตุเพราะสภาพดินขาดความสมบูรณ์ น้ำที่จะใช้ในการเพาะปลูกไม่มี ผนวกกับพื้นที่ที่เป็นที่สูงลุ่มๆ ดอนๆ    ไม่สามารถจะทำคลองส่งน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก รัฐทำได้เพียงนำเครื่องอุปโภคบริโภคมาแจกกันเป็นครั้งคราว ซึ่งก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของราษฎร ผลที่ตามมาก็คือ ชาวบ้านหันมายึดอาชีพในการตัดไม้แปรรูปขายให้กับพ่อค้าต่างถิ่นเป็นรายได้พอยังชีพ ซึ่งก็ยังเป็นที่น่าเสียดายว่าแต่เดิมในพื้นที่ดอยเต่าจะมีไม้สักเป็นจำนวนมาก เพียงไม่กี่ปีไม้เหล่านั้นได้ถูกตัดจนหมดสิ้น จากการอพยพหนีน้ำในครั้งนั้น ยังผลให้ราษฎรชาวดอยเต่ายังไม่สามารถที่จะยืนหยัดสร้างผลผลิตทางการเกษตร อันเป็นอาชีพดั้งเดิมได้จนตราบเท่าทุกวันนี้  ซึ่งน่าจะสรุปไว้ว่าด้วยสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกับอดีต ผสมกับความไม่พร้อมในปัจจัยพื้นฐานคือ น้ำในการเพาะปลูก จึงทำให้คนดอยเต่าเหมือนตกอยู่ในความมืดทางอาชีพ ในปัจจุบันจะพบเห็นบ่อยว่า คนดอยเต่าจะทำการเพาะปลูกพืชผลตามอย่างผู้คนจากถิ่นอื่น โดยขาดความรู้ความสามารถที่แท้จริง จึงยิ่งเหมือนกับเป็นการซ้ำเติมลงไปอีก จนเกิดความท้อแท้ และในที่สุดจึงหันไปจับงานรับจ้าง   จนได้ชื่อว่าดอยเต่ามีแรงงานอพยพมากที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่  และนั่นคือการสร้างปัญหาใหม่ตามมา   ไม่ว่าจะเป็นการละทิ้งครอบครัวให้อยู่อย่างขาดความอบอุ่น ปัญหายาเสพติดตลอดจนปัญหาของโรคร้ายแรง เช่น เอดส์ เกิดขึ้นและที่นับว่าเป็นปัญหาที่ลึกลงไปอีกก็คือ ราษฎรขาดความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพเกษตร ซึ่งเป็นฐานที่แท้จริง คนดอยเต่าจึงขายที่ทำกินที่พอมีอยู่ให้กับนายทุนหรือคนต่างถิ่น อันเป็นการปิดหนทางในการแก้ปัญหาอย่างสิ้นเชิง และไม่ค่อยสนใจต่อการแนะนำหรือเสนอแนะของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการประกอบอาชีพการเกษตร เกิดความรู้สึกทางลบแก่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นหลายคนเกิดความท้อแท้ละเลยไป จนมองว่าราษฎรดอยเต่าเกียจคร้านไม่เอาจริงกับการประกอบอาชีพ และในความรู้สึกนึกคิดลึกๆของจิตใจคนดอยเต่ามีความรู้สึกว่ารัฐบาลและข้าราชการทอดทิ้งละเลย หลอกลวง ขาดการดูแลที่ดีพอ ทั้ง ๆ ที่ชาวดอยเต่าได้สละที่ดินเดิมอันอุดมสมบูรณ์ อยู่อาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน เพื่อเก็บกักน้ำสร้างคุณประโยชน์แก่ส่วนรวม

แหล่งที่มา : จากหนังสือและเวปไซต์ ดอยเต่าในอดีต ของ ผอ.วิทยา  พัฒนเมธาดา

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/pages/ดอยเต่าคอม/649747158380303?sk=notes

คำขวัญ

“มะนาวลูกใหญ่ ลำไยเนื้อหนา ดอยเกิ้งสูงสง่า ชิมรสปลาดอยเต่า”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอดอยเต่าตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอฮอด
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอลี้ (จังหวัดลำพูน)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอสามเงา (จังหวัดตาก)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภออมก๋อย

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอดอยเต่าแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 6 ตำบล 43 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. ดอยเต่า Doi Tao 10 6,414 6,414 (อบต. ดอยเต่า)
2. ท่าเดื่อ Tha Duea 6 3,346 1,950
1,396
(ทต. ท่าเดื่อ-มืดกา)
(อบต. ท่าเดื่อ)
3. มืดกา Muet Ka 5 3,338 2,385
953
(ทต. ท่าเดื่อ-มืดกา)
(อบต. ท่าเดื่อ)
4. บ้านแอ่น Ban Aen 4 2,586 2,586 (อบต. บ้านแอ่น)
5. บงตัน Bong Tan 7 4,960 4,960 (อบต. บงตัน)
6. โปงทุ่ง Pong Thung 11 6,749 6,749 (อบต. โปงทุ่ง)
รวม 43 27,393 4,335 (เทศบาล)
23,058 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอดอยเต่าประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลท่าเดื่อ-มืดกา ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลท่าเดื่อและบางส่วนของตำบลมืดกา
องค์การบริหารส่วนตำบลดอยเต่า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอยเต่าทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลท่าเดื่อ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าเดื่อและตำบลมืดกา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลท่าเดื่อ-มืดกา)
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแอ่น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแอ่นทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบงตัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบงตันทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลโปงทุ่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโปงทุ่งทั้งตำบล

แหล่งท่องเที่ยว

ทะเลสาบดอยเต่า เป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงภายหลังการสร้างเขื่อนภูมิพล เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนภูมิพล ใช้ในการเกษตรกรรม การประมง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหากมีน้ำมากพอ (โดยมากจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน) การเดินทาง จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 ไปยังอำเภอฮอด ระยะทาง 90 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายสู่ทางหลวงหมายเลข 1130 ไปยังทะเลสาบดอยเต่าอีก 35 กิโลเมตร รวมระยะทางจากจังหวัดเชียงใหม่ 125 กิโลเมตร

อำเภอฮอด

ฮอด (คำเมือง: Lanna-Hot.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัด และเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทิวเขา มีความยากลำบากในการเดินทางในอดีต มีหอนาฬิกาเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอ เป็นทางผ่านของผู้เดินทางหรือนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ประวัติ

ตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า สมัยประมาณ 1,300 ปี ล่วงมาแล้วครั้งนั้นมีเมืองหริภุญชัยนคร เมืองลำพูน ในสมัยนั้น มีพื้นที่ส่วนใหญ่รอบๆเมืองยังเป็นป่าที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย มีไข้ป่าชุกชุม ในปัจจุบันหลักตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า มีฤาษีสองตนนามว่า วาสุเทพฤาษี และสุภกทันตฤาษี ทั้งสองฤาษีเป็นสหายกัน ได้ปรึกษาหารือถึงการจะสร้างเมืองหริภุญชัยริมฝั่งแม่น้ำกวง สมัยนั้นคงเป็นสาขาของแม่น้ำปิง เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว ขาดผู้ที่จะปกครองบริหารบ้านเมือง ฤาษีทั้งสองตนจึงส่งสารมอบให้ ควิยะบุรุษเป็นทูตไปอัญเชิญพระนางเจ้าจามเทวี ธิดาของพระเจ้าจักรวรรษดิ์ หรือบางตำนานเรียกว่า ลพราชา กษัตริย์ขอมแห่งกรุงละโว้ ลพบุรี เห็นชอบจึงมีพระบรมราชองค์การให้พระราชธิดาทรงพระนามว่า พระนางจามเทวี เสด็จครองเมืองหริภุญชัย พร้อมไพร่พลประกอบด้วย เศรษฐี คหบดี 500 คน และได้ทูลลาพระราชบิดาและพระสวามี ในขณะนั้นพระนางจามเทวีทรงตั้งพระครรภ์ได้สามเดือน ครั้นเมื่อถึงเมืองหริภุญชัยได้คลอดพระโอรสฝาแฝด และได้ครองเมืองหริภุญชัยและเมืองเขลางค์นครในกาลต่อมา พระนางจามเทวีได้รวบรวมไพร่พลโดยทางเรือรอนแรมขึ้นตามลำน้ำแม่ปิงผ่านเกาะแก่งต่างๆ ด้วยความลำบากยากเข็ญ บรรดาไพร่พลได้เสียชีวิตด้วยไข้ป่า สัตว์ป่าและเรืออับปาง ในระหว่างการเดินทางเป็นจำนวนมากได้เสด็จผ่านหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยริมน้ำ เช่น เวียงระแกง หรือระแหง ได้หยุดพักทำความสะอาดเสื้อผ้า เครื่องใช้ ออกตากแดด ณ สถานที่เวียงกะทิกะ ปัจจุบันคืออำเภอบ้านตาก รอนแรมจนกระทั่งถึงหมู่บ้านซึ่งผู้คนเซื่องซึม ง่วงเหงา ไม่ค่อยร่าเริง จึงขนานนามว่า เวียงเทพบุรีหรือจำเหงา ปัจจุบันคืออำเภอสามเงา จังหวัดตาก นับเวลาที่เสด็จรอนแรมมาได้หนึ่งเดือนเศษ ได้บรรลุถึงสถานที่กว้างขวางแห่งหนึ่งเห็นว่าประหลาดนักได้ให้ไพร่พลหยุดยั้งพักแรม พระนามจามเทวีได้ให้สร้างนครไว้ที่นี้เป็นที่ระลึกและได้สร้างวัดวาอาราม อุทิศส่วนกุศลให้แก่ไพร่พลที่ได้เสียชีวิตระหว่างการเดินทาง จนกระทั้งเสร็จเรียบร้อย ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง พุทธศักราช 1201 ขนานนามว่า พิศดารนคร ปัจจุบันสันนิษฐานว่าอยู่บริเวณบ้านวังลุง หมู่ที่ 3 ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ คำว่า “ฮอด” หมายถึงว่า ถึงแล้ว หรือมาถึงแล้ว และได้สร้างวัด จำนวน 99 วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ไพร่พล ที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทาง เช่น ได้สร้างเจดีย์พร้อมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ถวายเป็นพระพุทธรูป ชาวบ้านเรียกขานพระเจ้าโท้ ตามคำอุทานในภาษาล้านนาว่า โท๊ะ แปลว่า ใหญ่โต
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2450 ได้ยกระดับเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ และมีที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่บ้านแพะดินแดง หมู่ที่ 2 ตำบลฮอด อำเภอฮอด ต่อมาปี พ.ศ.2505 ได้มีการสร้างเขื่อนภูมิพล ที่จังหวัดตากทำให้ที่ราบลุ่มริมฝั่งน้ำปิงกลายเป็นเขตน้ำท่วม ต่อมาได้ย้ายที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกรมการปกครอง จำนวน 6 ล้านบาท ก่อสร้างที่ว่าการอำเภอฮอด บริเวณบ้านห้วยล้มป่อย หมู่ที่ 9 ตำบลหางดง เป็นอาคารหลังใหม่เป็นแบบ 2 ชั้น แทนอาคารหลังเก่าที่ทรุดโทรม และได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2535 ได้ทำพิธีเปิดที่ว่าการอำเภอหลังใหม่เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2536

ในหน้าร้อนจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “กิโลเก้า” ซึ่งทำรายได้ให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้เดินทางหรือผู้ที่เหนื่อยจากการทำงาน เพราะมีลำน้ำแจ่มไหลคั่น เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเป็นแหล่งน้ำที่มีหาดทรายสวยงามแห่งเดียวของเชียงใหม่

คำขวัญ

“ออบหลวงเลื่องลือชื่อ ชนยึดถือประเพณี สวนสนเขียวขจี ฮอดเป็นศรีรวมเผ่าชน”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอฮอดตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่แจ่มและอำเภอจอมทอง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบ้านโฮ่งและอำเภอลี้ (จังหวัดลำพูน)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอดอยเต่าและอำเภออมก๋อย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอสบเมยและอำเภอแม่สะเรียง (จังหวัดแม่ฮ่องสอน)

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอฮอดแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 6 ตำบล 61 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. หางดง Hang Dong 13 10,594 5,933
4,661
(ทต. ท่าข้าม)
(อบต. หางดง)
2. ฮอด Hot 5 3,183 3,183 (อบต. ฮอด)
3. บ้านตาล Ban Tan 10 5,190 5,190 (ทต. บ้านตาล)
4. บ่อหลวง Bo Luang 13 12,048 12,048 (ทต. บ่อหลวง)
5. บ่อสลี Bo Sali 10 8,020 8,020 (อบต. บ่อสลี)
6. นาคอเรือ Na Kho Ruea 10 4,768 4,768 (อบต. นาคอเรือ)
รวม 61 43,803 23,171 (เทศบาล)
20,632 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอฮอดประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลท่าข้าม ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลหางดง
เทศบาลตำบลบ่อหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อหลวงทั้งตำบล
เทศบาลตำบลบ้านตาล ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านตาลทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลหางดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหางดง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลท่าข้าม)
องค์การบริหารส่วนตำบลฮอด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลฮอดทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อสลี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อสลีทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลนาคอเรือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาคอเรือทั้งตำบล

แหล่งท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติออบหลวง

อำเภอหางดง

หางดง (คำเมือง: Lanna-Hang Dong.png) เป็นอำเภอหนึ่งในเขตปริมณฑลของนครเชียงใหม่ที่มีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อำเภอหางดงมีความพร้อมทุกๆด้าน มีการเติบโตอย่างอสังหาริมทรัพย์ บ้านจัดสรร โรงแรมรีสอร์ท ธุรกิจค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าจำนวนมาก

หางดงปัจจุบันมีสภาพเมืองที่กลมกลืนกับนครเชียงใหม่จนเรียกได้ว่าคือเมืองเดียวกัน อำเภอหางดงมีสภาพทางเศรษฐกิจดีมาก มีการจราจรที่คับคั่งที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งเป็นอำเภอที่รองรับความเจริญของนครเชียงใหม่เพื่อขยายไปยังศูนย์กลางทางตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

ชื่อเดิม

เดิมชื่อ อำเภอแม่ท่าช้าง แล้วเปลี่ยนเป็น อำเภอหางดง ในปี พ.ศ. 2460 จนถึงปัจจุบัน

ประวัติ

อำเภอหางดง    เดิมมีนามว่า “แขวงแม่ท่าช้าง”  เป็นเขตการปกครองที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่  5  โดยรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ    จัดระบบการปกครองที่เรียกว่า    มณฑลเทศาภิบาล กำหนดแบ่งเมืองเชียงใหม่เป็นหัวเมืองชั้นนอกและหัวเมืองชั้นในแขวงแม่ท่าช้างจัดอยู่ในเขตหัวเมืองชั้นในหัวหน้าผู้รับผิดชอบเรียกว่า  “นายแขวง”  นายแขวงคนแรกของแขวงแม่ท่าช้าง คือ หลวงคชดิษฐาภิบาล (ไผ่)  ระหว่างปี  พ.ศ. 2451 – 2453  แขวงแม่ท่าช้างได้เปลี่ยนฐานะเป็นชื่ออำเภอหางดง

พื้นที่อำเภอหางดงก่อนนี้มีสภาพรกร้างว่างเปล่า  ทั้งหมู่บ้านและราษฎรมีน้อย  เวลานั้นมีพญามะโน  เจ้าน้อยมหาอินทร์ และพญาประจักร์  ได้ครอบครอง  ขึ้นตรงต่อเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

ที่เรียกว่า  “แม่ท่าช้าง”  นั้น  กล่าวกันว่า  ในท้องที่นี้มีดงกรรมอยู่ดงหนึ่ง  เป็นดงไม้สัก  มีลำน้ำแม่ท่าช้างไหลผ่านดงนี้ อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอนี้ขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร  เวลาเมื่อเจ้านายทางเชียงใหม่จะไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอนหรือขุนยวมก็เดินผ่านทางนี้  เมื่อมาถึงดงนี้จำต้องลงจากหลังช้างแล้วข้ามท่านี้เข้าดงไป     จึงเรียกลำน้ำนี้ว่า  “แม่ท่าช้าง”  ในสมัย  ร.ศ.120  ทางการได้มีการให้จัดตั้งแขวงขึ้น  โดยพิจารณาถึงหมู่บ้านใหญ่  ๆ  หลายตำบลรวมกันในระยะทางที่จะไปมาถึงได้ภายใน  6  ชั่วโมง  หรือ มีราษฎรมากกว่าหมื่นคนจึงจัดเป็นหนึ่ง ๆ ทำนองอำเภอหนึ่งเช่นเดี๋ยวนี้  ในขณะนั้นจึงเรียกว่า   “แขวงแม่ท่าช้าง”  บ้างก็ว่า  “แม่ท่าช้าง”  มาจากคำว่า  “แม่ต๋า จ้าง”  หรือ “แม่ตาช้าง”  ซึ่งหมายถึง ลำน้ำ  แม่ท่าช้าง  ที่ต้นน้ำออกมาจากช่องน้ำเล็ก ๆ  เหมือนตาช้าง  จึงเรียกว่า “แม่ต๋าจ้าง”

ปี พ.ศ. 2457   ทางการได้เปลี่ยนชื่อใหม่  เพื่อให้ตรงกับนามตำบลที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่เป็นอำเภอ “หางดง”   เพราะอยู่ทางทิศใต้ของดงกรรมดังกล่าว  คำว่า  หาง  แปลว่า  ท้าย  คือทางทิศใต้หรือท้ายของดงกรรม  ต่อมาวันที่  12  กันยายน  พ.ศ. 2481   สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศว่า  “ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ให้ยุบอำเภอหางดง  เป็นกิ่งอำเภอ  ขนานนามว่า  กิ่งอำเภอหางดง และให้ไปขึ้นอยู่ในความปกครองของอำเภอเมืองเชียงใหม่  ในเดือนเดียวกันนี้กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งที่  206/2481  ลงวันที่  13  กันยายน  2481   อนุมัติให้ตำบลหารแก้ว   ตำบลสันกลาง  และตำบลหนองตอง  ไปขึ้นอยู่ในความปกครองของอำเภอ  สันป่าตองกับโอนตำบลขัวมุงและตำบลสันทรายไปขึ้นอยู่ในความปกครองของอำเภอสารภี   คงเหลืออยู่  8  ตำบลเท่านั้น  การไปขึ้นกับอำเภอเมืองเชียงใหม่นั้น   ต่อมาปรากฏว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากต้องเดินทางไปติดต่อราชการที่อำเภอเมือง   ระยะทางถึง   15  กิโลเมตร  ในปี  พ.ศ. 2490  ทางราชการได้พิจารณาขึ้นเป็นอำเภอหางดงอีกครั้งหนึ่ง และให้รวมตำบลหารแก้วและตำบลหนองตอง  กลับมาขึ้นกับอำเภอหางดงเหมือนเดิม  และแต่งตั้งในให้นายเที่ยง  ถีระวงษ์   ตำแหน่งผู้ตรวจการเทศบาลจังหวัดตาก  มาดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอหางดงเป็นคนแรก

คำขวัญ

“เศรษฐกิจดี สตรีแสนสวย ร่ำรวยหัตถกรรม วัฒนธรรมมั่นคง หางดงพัฒนา”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอหางดงมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสะเมิงและอำเภอแม่ริม
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอสารภี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองลำพูน (จังหวัดลำพูน) และอำเภอสันป่าตอง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่วาง และอำเภอสะเมิง

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอหางดงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 ตำบล 109 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. หางดง Hang Dong 9 10,866 7,129
3,737
(ทต. หางดง)
(ทต. แม่ท่าช้าง)
2. หนองแก๋ว Nong Kaeo 9 5,365 5,365 (ทต. หนองแก๋ว)
3. หารแก้ว Han Kaeo 9 5,815 5,815 (ทต. หารแก้ว)
4. หนองตอง Nong Tong 14 8,612 8,612 (ทต. หนองตองพัฒนา)
5. ขุนคง Khun Khong 9 5,174 5,174 (อบต. ขุนคง)
6. สบแม่ข่า Sop Mae Kha 5 2,413 2,413 (อบต. สบแม่ข่า)
7. บ้านแหวน Ban Waen 13 10,713 10,713 (ทต. บ้านแหวน)
8. สันผักหวาน San Phak Wan 7 14,557 14,557 (ทต. สันผักหวาน)
9. หนองควาย Nong Khwai 12 10,759 10,759 (ทต. หนองควาย)
10. บ้านปง Ban Pong 11 5,331 5,331 (ทต. บ้านปง)
11. น้ำแพร่ Nam Phrae 11 6,830 6,830 (ทต. น้ำแพร่พัฒนา)
รวม 109 86,435 78,848 (เทศบาล)
7,587 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอหางดงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลหนองตองพัฒนา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองตองทั้งตำบล
เทศบาลตำบลหางดง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลหางดง
เทศบาลตำบลหารแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหารแก้วทั้งตำบล
เทศบาลตำบลบ้านแหวน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแหวนทั้งตำบล
เทศบาลตำบลสันผักหวาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันผักหวานทั้งตำบล
เทศบาลตำบลหนองควาย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองควายทั้งตำบล
เทศบาลตำบลแม่ท่าช้าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหางดง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลหางดง)
เทศบาลตำบลหนองแก๋ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองแก๋วทั้งตำบล
เทศบาลตำบลบ้านปง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านปงทั้งตำบล
เทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำแพร่ทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลขุนคง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลขุนคงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสบแม่ข่า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสบแม่ข่าทั้งตำบล

อำเภอสันทราย

สันทราย (คำเมือง: Lanna-San Sai.png) เป็นอำเภอหนึ่งในเขตปริมณฑลของนครเชียงใหม่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นอำเภอที่รองรับความเจริญจากนครเชียงใหม่ ปัจจุบันอำเภอสันทราย มีสถานะเป็นอำเภอขนาดใหญ่ลำดับที่ 2 ของจังหวัดในแง่ของจำนวนประชากร รองจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ สถานประกอบการ ที่มีมากรองจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ การขยายตัวของชุมชนเมืองแม่โจ้ ทำให้อำเภอสันทราย มีความพร้อมทุกๆด้าน ทั้งสถานศึกษา สถานประกอบการ บ้านจัดสรร จากการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อำเภอสันทราย ถูกกำหนดบทบาทให้เป็นอำเภอที่รองรับในด้านแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่

ประวัติ

บริเวณที่ตั้งที่ว่าการอำเภอสันทรายมีลักษณะเป็นเนินทรายเนื่องจากแม่น้ำปิงกับแม่น้ำคาวได้ไหลมาในฤดูฝน และนำทรายมาทับถมบริเวณนี้ทุกปี จนเป็นเนินทรายขนาดใหญ่ ดังนั้น เมื่อทางราชการ ได้กำหนดพื้นที่บริเวณนี้เป็นอำเภอ จึงตั้งชื่อว่า “อำเภอสันทราย” ขึ้นเมื่อวันที่  20 ตุลาคม  2440 ได้สร้างอาคารที่ว่าการอำเภอเป็นไม้ชั้นเดียวมีมุขด้านหน้า

คำขวัญ

“เกษตรดี สตรีสวย รวยหมาก ของฝากข้าวแต๋น แน่นแฟ้นคุณธรรม”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอสันทรายมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่แตง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ด
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันกำแพง และอำเภอเมืองเชียงใหม่
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอแม่ริม

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอสันทรายแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 12 ตำบล 125 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. สันทรายหลวง San Sai Luang 9 7,191 7,191 (ทต. สันทรายหลวง)
2. สันทรายน้อย San Sai Noi 10 17,875 17,875 (ทต. สันทรายหลวง)
3. สันพระเนตร San Phra Net 7 7,110 1,193
5,917
(ทต. สันทรายหลวง)
(ทต. สันพระเนตร)
4. สันนาเม็ง San Na Meng 12 11,209 11,209 (ทต. สันนาเม็ง)
5. สันป่าเปา San Pa Pao 6 4,471 4,471 (ทต. สันป่าเปา)
6. หนองแหย่ง Nong Yaeng 11 5,554 5,554 (ทต. หนองแหย่ง)
7. หนองจ๊อม Nong Chom 9 18,034 1,697
16,337
(ทม. แม่โจ้)
(ทต. หนองจ๊อม)
8. หนองหาร Nong Han 13 23,569 18,972
4,597
(ทม. แม่โจ้)
(ทต. หนองหาร)
9. แม่แฝก Mae Faek 12 9,129 9,129 (ทต. แม่แฝก)
10. แม่แฝกใหม่ Mae Faek Mai 14 7,909 7,909 (ทต. เจดีย์แม่ครัว)
11. เมืองเล็น Mueang Len 5 3,087 3,087 (ทต. เมืองเล็น)
12. ป่าไผ่ Pa Phai 17 16,276 3,527
1,155
11,594
(ทม. แม่โจ้)
(ทต. สันทรายหลวง)
(ทต. ป่าไผ่)
รวม 125 131,414 131,414 (เทศบาล)

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอสันทรายประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง ได้แก่

เทศบาลเมืองแม่โจ้ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลหนองจ๊อม บางส่วนของตำบลหนองหาร และบางส่วนของตำบลป่าไผ่
เทศบาลตำบลสันทรายหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันทรายหลวงทั้งตำบล ตำบลสันทรายน้อยทั้งตำบล บางส่วนของตำบลสันพระเนตร และบางส่วนของตำบลป่าไผ่
เทศบาลตำบลสันพระเนตร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันพระเนตร (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสันทรายหลวง)
เทศบาลตำบลสันนาเม็ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันนาเม็งทั้งตำบล
เทศบาลตำบลหนองจ๊อม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองจ๊อม (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมืองแม่โจ้)
เทศบาลตำบลแม่แฝก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่แฝกทั้งตำบล สำนักงานเทศบาลตั้งอยู่ที่บ้านหนองแสะ
เทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่แฝกใหม่ทั้งตำบล
เทศบาลตำบลป่าไผ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าไผ่ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมืองแม่โจ้และเทศบาลตำบลสันทรายหลวง)
เทศบาลตำบลเมืองเล็น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเมืองเล็นทั้งตำบล
เทศบาลตำบลสันป่าเปา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันป่าเปาทั้งตำบล
เทศบาลตำบลหนองแหย่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองแหย่งทั้งตำบล
เทศบาลตำบลหนองหาร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองหาร (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมืองแม่โจ้)

สถานศึกษา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยของรัฐ มีพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองแม่โจ้ ตำบลหนองหาร
โรงเรียนสันทรายวิทยาคม
โรงเรียนศรีสังวาลย์
โรงเรียนสันทรายหลวง

อำเภอสันกำแพง

สันกำแพง (คำเมือง: Lanna-San Kamphaeng.png) เป็นอำเภอหนึ่งในเขตปริมณฑลของนครเชียงใหม่ที่มีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาทุก ๆ ด้าน เป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ที่ขึ้นชื่อได้แก่ บ้านบ่อสร้าง เป็นแหล่งรวมหัตถกรรมการทำร่มกระดาษสา น้ำพุร้อนสันกำแพง ป่าดงปงไหว ตลอดเส้นทางจากตัวอำเภอเมืองไปยังอำเภอสันกำแพงจะรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ 2 ข้างทาง

 ประวัติ

จากหลักฐานศิลาจารึกที่ต้นพบ ณ วัดเชียงแสน ตำบลออนใต้ สันนิษฐานกันว่าชาวอำเภอสันกำแพงอพยพมาจากพันนาภูเลา แขวงเมืองเชียงแสน (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดเชียงราย) มาตั้งอยู่ริมน้ำแม่ออน โดยในสมัยพระเจ้าศิริลัทธัมมังกร มหาจักพรรดิราชธิราช ได้เสวยราชเป็นกษัตริย์ครองนครเชียงใหม่ ได้โปรดให้ราชมนตรีนายหนึ่งชื่อ เจ้าอภิชวฌาณบวรสิทธิ เป็นหมื่นดาบเรือนได้มีจิตศรัทธาชักชวนบรรดาทายกทายิกาทั้งหลายมาประชุมกันเพื่อสร้างวิหารพระเจดีย์และหอพระไตรปิฎก เมื่อสร้างเสร็จแล้วขนานนามวัดที่สร้างขึ้นว่า “สาลกิจญาณหันตาราม” วัดนี้ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า “วัดเชียงแสน” นอกจากนั้น ชาวบ้านในหลายท้องถิ่นของอำเภอเป็นไทยองและไทลื้อ สำเนียงพูดของชาวบ้านในอำเภอเชียงแสน ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอเรียกว่า “แขวงแม่ออน” อยู่ในการปกครองของนครเชียงใหม่ ถึง พ.ศ. 2445 ในรัชสมัยของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ครองนครเชียงใหม่ ได้เกิดกบฏเงี้ยวขึ้นที่อำเภอเมืองแพร่ ที่แขวงแม่ออนมีชาวเงี้ยว 11 คน มีอาวุธครบได้ทำการบุกปล้นโรงกลั่นสุราที่บ้านป่าไผ่ ตำบลแช่ช้าง แล้วทำการเผาที่ทำการแขวงแม่ออนเสียหายทั้งหลัง แล้วได้หนีไปทางอำเภอดอยสะเก็ด ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 ทางราชการได้ย้ายที่ทำการแขวงแม่ออนมาปลูกสร้างที่บ้านสันกำแพง จึงได้ชื่อว่า “อำเภอสันกำแพง” มาจนถึงทุกวันนี้ ในปี พ.ศ. 2537 กระทรวงมหาดไทยได้แบ่งพื้นที่บางส่วนของอำเภอสันกำแพงยกฐานะเป็น “กิ่งอำเภอแม่ออน”

ภูมิศาสตร์

ลักษณะภูมิประเทศ สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มกว้าง มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 196.69 ตารางกิโลเมตร มีลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำแม่ออน ลำน้ำแม่ปูคา ลำน้ำแม่กวง เป็นแหล่งน้ำสำคัญ

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอสันกำแพงอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอเมืองเชียงใหม่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ดและอำเภอสันทราย
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่ออน
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแม่ออน และอำเภอบ้านธิ (จังหวัดลำพูน)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอสารภีและอำเภอเมืองเชียงใหม่

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอสันกำแพงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 ตำบล 100 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. สันกำแพง San Kamphaeng 14 16,564 11,011
5,553
(ทต. สันกำแพง)
(อบต. สันกำแพง)
2. ทรายมูล Sai Mun 7 4,042 4,042 (ทต. สันกำแพง)
3. ร้องวัวแดง Rong Wua Daeng 11 5,664 5,664 (อบต. ร้องวัวแดง)
4. บวกค้าง Buak Khang 13 8,112 8,112 (ทต. บวกค้าง)
5. แช่ช้าง Chae Chang 10 7,711 2,731
4,980
(ทต. สันกำแพง)
(อบต. แช่ช้าง)
6. ออนใต้ On Tai 11 5,346 5,346 (ทต. ออนใต้)
7. แม่ปูคา Mae Pu Kha 9 5,849 5,849 (ทต. แม่ปูคา)
8. ห้วยทราย Huai Sai 8 5,983 5,983 (ทต. ห้วยทราย)
9. ต้นเปา Ton Pao 10 16,982 16,982 (ทม. ต้นเปา)
10. สันกลาง San Klang 7 8,074 8,074 (ทต. สันกลาง)
รวม 100 84,327 68,130 (เทศบาล)
16,197 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอสันกำแพงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 แห่ง ได้แก่

เทศบาลเมืองต้นเปา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลต้นเปาทั้งตำบล
เทศบาลตำบลสันกำแพง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลสันกำแพง ตำบลทรายมูลทั้งตำบล และบางส่วนของตำบลแช่ช้าง
เทศบาลตำบลแม่ปูคา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ปูคาทั้งตำบล
เทศบาลตำบลบวกค้าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบวกค้างทั้งตำบล
เทศบาลตำบลออนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลออนใต้ทั้งตำบล
เทศบาลตำบลสันกลาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันกลางทั้งตำบล
เทศบาลตำบลห้วยทราย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยทรายทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสันกำแพง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันกำแพง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสันกำแพง)
องค์การบริหารส่วนตำบลร้องวัวแดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลร้องวัวแดงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแช่ช้าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแช่ช้าง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสันกำแพง)

การคมนาคม

เส้นทางคมนาคม อำเภอสันกำแพงติดต่อกับจังหวัดเชียงใหม่โดยทางรถยนต์ถนนสายเชียงใหม่-สันกำแพง ระยะทาง 13 กิโลเมตร