Home Blog Page 183

กระเจี๊ยบมอญ

0

กระเจี๊ยบมอญ

ผลอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก รักษาโรคกระเพาะ คุมความดันโลหิต ช่วยระบาย

กระทุงหมาบ้า

0

กระทุงหมาบ้า

ยอดอ่อน ลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก ตำมะม่วง หรือแกงกับปลาแห้ง กระดูกหมู ดอกอ่อน นำมาแกงเลียง แกงแค

กระเจียว

0

กระเจียว

ช่อดอกลวกเป็นผักจิ้ม ช่วยขับลม ทำให้นอนหลับสบาย

ผักชีฝรั่ง

0

ผักชีฝรั่ง

ใบอ่อนกินเป็นผักสด หรือใส่แกงช่วยแต่งกลิ่นอาหาร ช่วยขับลม บำรุงสายตา

ผักขี้หูด

0

ผักขี้หูด ผลอ่อนแกงใส่กระดูกหมู หรือใส่แกงแค ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี แก้ไอ ขับเสมหะ

ผักขี้หูด จัดเป็นผักพื้นบ้านที่พบมากในภาคเหนือที่นิยมเก็บฝักอ่อนหรือยอดอ่อนมาประกอบอาหาร เนื่องจากผักสด ให้รสเผ็ด มีกลิ่นฉุน ใช้รับประทานคู่น้ำพริก เมื่อลวกหรือปรุงทำอาหารจะมีความกรอบ และหวานมัน กลิ่นฉุนไม่ค่อยมี

วงศ์ : CRUCIFERAE
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Raphanus sativus Linn.
• ชื่อท้องถิ่น :
ภาคกลาง เหนือ และทั่วไป
– ผักขี้หูด
– ผักเปิ๊ก
อีสาน
– ผักกาดแซ (ผักกาดที่มีกลิ่นฉุนแรง)

ผักขี้หูด เป็นชื่อเรียกท้องถิ่นไทยที่สันนิษฐานว่า ถูกตั้งชื่อมาจากลักษณะของฝักที่เป็นคอขอดไปมาคล้ายก้อนขี้หูด และด้วยความที่ว่ามีกลิ่นฉุน ผักขี้หูดจึงได้รับฉายานามว่าเป็น “วาซาบิเมืองไทย

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
ผักขี้หูดมีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอินเดีย และต่อมาค่อยแพร่กระจายเข้ามาปลูกในพม่า และประเทศไทย โดยพบแพร่กระจายในพื้นที่สูง พบมากในภาคเหนือ ตามที่ลาดเชิงเขา หรือพื้นที่โล่งในที่สูง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ผักขี้หูด จัดเป็นพืชล้มลุกปีเดียว ลำต้นในระยะแรกจะเป็นข้อสั้นๆที่มีใบแตกออกด้านข้างแผ่ลงดิน ต่อมาลำต้นเติบโตสูงชะลูด ประมาณ 30-120 เซนติเมตร ขนาดลำต้นเล็ก ด้านในลำต้นเป็นรูกลวง ผิวลำต้นสีเขียวอ่อน ปลายลำต้นเจริญเป็นช่อดอก ส่วนรากประกอบด้วยรากแก้วที่ไม่พองออกเหมือนรากผักกาดหัว และแตกเป็นรากแขนงเรียวยาว รากผักขี้หูดไม่นิยมใช้รับประทาน แต่สามารถใช้ในแก่สมุนไพรได้

ใบ
ใบผักขี้หูด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันตามข้อของลำต้น แผ่นใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน ส่วนขอบใบมีทั้งชนิดที่ขอบใบเรียบ และขอบใบเว้าเป็นแฉก ใบในระยะแรกจะแตกออกเป็นกระจุกที่โคนต้น และเป็นใบขนาดใหญ่ แผ่นใบหนา ขนาดใบกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร ใบในระยะที่ต้นสูงชะลูดจะเรียวเล็กลง แผ่นใบบาง และสีใบจางลง ขนาดกว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร

ดอก
ดอกผักขี้หูด แทงออกเป็นช่อที่ปลายยอด ช่อดอกมีลักษณะคล้ายกับช่อผักกาดทั่วไป ช่อดอกหลักมีความยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร และแตกแขนงเป็นช่อดอกย่อย แต่ละช่อดอกย่อยประกอบด้วยดอกขนาดเล็ก เรียงออกเป็นดอกเดี่ยวเยื้องสลับตามความยาวของก้านช่อ

ดอกตูมมีลักษณะเป็นกรวยที่หุ้มด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน เมื่อดอกบานกลีบเลี้ยงจะร่วงออก และกลีบดอกจะแผ่บานออก ตัวกลีบดอกมีทั้งหมด 4 กลีบ แต่ละกลีบเป็นรูปพัด โคนกลีบสอบแคบ ปลายกลีบใหญ่ และโค้งมน แผ่นกลีบดอกช่วงปลายมีสีม่วง โคนกลีบดอกมีสีขาวอมม่วง แผ่นกลีบดอกมองเห็นเส้นกลีบชัดเจน ตรงกลางดอกเป็นเกสรตัวเมีย และรังไข่ โดยผักขี้หูดจะเริ่มติดดอกอย่างต่อเนื่องหลังจากการปลูกแล้วประมาณ 1 เดือน

ผล
ผลผักขี้หูด เรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอก มีลักษณะโค้งยาว และเป็นลูกคลื่นหรือเป็นตะปุ่มนูนตามระยะของเมล็ด ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง เปลือกฝักค่อนข้างหนา ฝักอ่อนมีสีเขียวเข้ม ฝักแก่มีสีเขียวอ่อน แกนกลางฝักเป็นร่องสีเขียวทั้งสองข้าง ฝักมีขนาด 0.5-0.8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-25 เซนติเมตร และสามารถยาวได้มากกว่า 70 เซนติเมตร ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 1-10 เมล็ด หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความยาวของฝัก เมื่อฝักแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และปริแตกออกเป็น 2 ซีกตามร่องฝัก ซึ่งสามารถเก็บเมล็ดแก่ได้ประมาณ 120 วัน หลังการปลูก

เมล็ด
เมล็ดผักขี้หูด มีลักษณะกลม เปลือกเมล็ดค่อนข้างหนาเป็นสีน้ำตาลอมดำ ขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ฝักจะติดอย่างต่อเนื่องหลังการปลูกแล้วประมาณ 1-2 เดือน

 

ประโยชน์ผักขี้หูด
1. ใบดิบ และผลดิบเมื่อรับประทานจะมีรสเผ็ด และมีกลิ่นฉุนคล้ายวาซาบิ แต่เมื่อทำสุกจะมีรสมัน จึงนิยมนำมารับประทานดิบหรือลวกคู่กับน้ำพริก
2. ใบอ่อน ยอดอ่อน และฝักอ่อน นิยมเก็บมาทำอาหารจำพวกแกง และผัดต่างๆ อาทิ แกงเลียง แกงส้ม ผัดฝักผักขี้หูด เป็นต้น
3.ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกอ่อน นำมาทำผักดอง ด้วยการนำมาคั้นหรือขยำกับเกลือ และน้ำซาวข้าว ก่อนใส่กระปุกดองไว้รับประทาน
4. ฝักดิบแก่หรือฝักแห้งนำมาต้มน้ำสำหรับฉีดพ่นในแปลงผัก ช่วยไล่แมลง ป้องกันแมลงหรือหนอนกัดกินพืชผัก

 

คุณค่าทางโภชนาการ (ส่วนที่กินได้ 100 กรัม)
– น้ำ : 96.6 กรัม
– พลังงาน : 15 กิโลแคลอรี
– โปรตีน : 3.6 กรัม
– ไขมัน : 0.1 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต : 0 กรัม
– ใยอาหาร : 0.6 กรัม
– เถ้า : 0.4 กรัม
– แคลเซียม : 44 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส : 35 มิลลิกรัม
– เหล็ก : 1.8 มิลลิกรัม
– วิตามิน A : 77 มิลลิกรัม
– ไทอะมีน (วิตามิน B1) : 0.11 มิลลิกรัม
– ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2) : 0.05 มิลลิกรัม
– ไนอะซีน (วิตามิน B3) : 1.1 มิลลิกรัม
– วิตามินซี : 125 มิลลิกรัม

 

สรรพคุณผักขี้หูด
ดอกอ่อน ฝักอ่อน และใบอ่อน
– ต้านโรคมะเร็ง
– ช่วยเจริญอาหาร
– ช่วยย่อยอาหาร
– แก้อาการไข้หวัด
– แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
– ช่วยขับลมในกระเพาะ
– ช่วยละลายนิ่ว
– ใช้เป็นยาขับน้ำดี
– ช่วยบำรุงผิวพรรณ

ราก
– ช่วยลดความดันเลือด
– บรรเทาโรคเบาหวาน
– ช่วยเจริญอาหาร
– แก้ไอ และลดไข้
– ช่วยขับปัสสาวะ

 

การปลูกผักขี้หูด
ผักขี้หูดเพาะ และปลูกด้วยการหว่านเมล็ดเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรนิยมหว่านในช่วงต้นฤดูฝนหรือก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว

การเตรียมแปลง
เตรียมแปลงด้วยการไถพรวน และกำจัดวัชพืช 1 รอบ และตากดินนาน 5-7 วัน หลังจากนั้นหว่านด้วยปุ๋ยคอก ประมาณ 1-2 ตัน/ไร่ และอาจหว่านปุ๋ยสูตร 15-15-15 ร่วมด้วย ประมาณ 20 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนจะไถพรวนอีก 1 รอบ และหว่านเมล็ด

การดูแล
การปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ แต่หากปลูกช่วงต้นฤดูหนาวที่ฝนไม่ตก ควรให้น้ำเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือให้ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

การใส่ปุ๋ย
หลังจากต้นผักขี้หูดขึ้นแล้ว 1 อาทิตย์ ให้หว่านด้วยปุ๋ยสูตร 24-12-12 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อเร่งใบให้สีเขียวสำหรับเก็บใบ และยอดอ่อน ส่วนการเก็บฝักอ่อน ให้หว่านปุ๋ยสูตร 6-6-12 หลังการปลูกประมาณ 20-25 วัน เพื่อบำรุงดอก และฝักอ่อน

การเก็บผลผลิต
การเก็บใบหรือยอดอ่อน สามารถเริ่มเก็บได้หลังการปลูกแล้วประมาณ 7-10 วัน และจะเก็บได้นานประมาณ 5-7 วัน ก่อนที่ลำต้นจะเติบโตชะลูดสูง ซึ่งในระยะที่ต้นขึ้นสูง ใบจะมีขนาดใบเล็ก ใบแก่หยาบ ไม่นิยมเก็บมารับประทาน

ส่วนดอก และผลอ่อนจะพร้อมเก็บรับประทานได้ ตั้งแต่หลังการหว่านเมล็ด 1 เดือน และเก็บได้ต่อเนื่องนาน 2 เดือน และหลังจากนั้นในเดือนที่ 4 ต้น และฝักจะเริ่มแก่


ผักพื้นบ้านเมืองเหนือ สมุนไพรไทยล้านนา ชื่อเรียกภาษาเหนือของผัก อาหารการกินล้านนา อาหารเฉพาะถิ่น เรารวบรวมมาไว้ให้คุณได้ศึกษา รู้จัก ล้านนา อยู่ดี กิ๋นลำ อู้ม่วน แอ่วบ่ก้าย at-chiangmai.com

at-chiangmai.com เว็บไซต์ที่รวมรวมความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเชียงใหม่ และล้านนา และข่าวสารการท่องเที่ยวโดยตรง สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมและไม่ได้รับความนิยม ตำนานเรื่องเล่านิทานพื้นบ้าน ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ภาษากำเมือง การแต่งกาย ประวัติบุคคลสำคัญ เกจิอาจารย์ชื่อดัง ในแต่ละยุคสมัย “ทุกตารางเมตรของเชียงใหม่เราจะนำมาให้คุณชม”

ผักกูด

0

ผักกูด

ยอดอ่อนแกงหรือผัดใส่ไข่ ใส่หมู แก้อ่อนเพลียหรือซีดง่าย บำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

นางแลว

0

นางแลว

ช่อดอกอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก หรือใส่แกงแค

แค

0
แกงแค ดอกแค

แค เป็นต้นไม้ขนาดเล็กในสกุลโสน มีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกดังนี้: แคบ้าน (กลาง) แคขาว แคแดง (กทม. เชียงใหม่) แค (กลาง) แคดอกแดง แคดอกขาว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
แคเป็นไม้ยืนต้นสกุลโสน มีลำต้นขนาดเล็กถึงกลางสูงประมาณ 3-10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามากไม่เป็นระเบียบ เปลือกเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยขรุขระหนา ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยมีขนาดเล็กรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบ ปลายใบมนกว้าง ดอกคล้ายดอกถั่ว ออกดอกแบบช่อตรงซอกใบ มีสีขาว ผลมีลักษณะเป็นฝักกลมยาว 20-40 เซนติเมตร สีเขียวอ่อน ใช้รับประทานเป็นอาหารได้ เมล็ดมีลักษณะเหมือนลิ่มผสมเกสรโดยนก[2] ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีอายุได้ประมาณ20ปี แต่ถ้าหักยอดบ่อยๆจะทำให้มีอายุสั้นลง

การกระจายพันธุ์
กระจายพันธุ์ด้วยเมล็ด เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิด จากประเทศอินเดียหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเจริญเติบโตได้ทุกพื้นที่ทั่วโลกในเขตร้อนชื้น

การใช้ประโยชน์
ยอดอ่อนและใบอ่อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้ เป็นสมุนไพรช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ดอกใช้เป็นอาหาร แก้ไข้หัวลม และช่วยบำรุงอาหาร ฝักอ่อนใช้เป็นอาหารได้

การเกษตร
แคเป็นต้นไม้พื้นบ้าน เป็นไม้เนื้ออ่อน นิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน คันนา และริมถนน ปลูกได้ในทุกพื้ที่ทั้งดินเหนียว ดินร่วน สามารถปลูกไว้ในบริเวณบ้านเพื่อปรับพื้นที่ให้มีปุ๋ย เนื่องจากใบแคที่ผุแล้วทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ มีธาตุอาหารมากขึ้น เมื่อเมล็ดแก่จัดจะแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด มีอายุประมาณ 20 ปี และเจริญเติบโตได้ทุกพื้นที่ทั่วโลกในเขตร้อนชื้น

ประกอบอาหาร
ส่วนที่นำมารับประทานได้ของแค คือ ยอดอ่อน ฝักอ่อนออกในช่วงฤดูฝน ใบอ่อนมีรสหวาน ดอกอ่อนออกในช่วงฤดูหนาว ดอกแคมีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี ก่อนนำไปทำอาหารต้องดึงเอาเกสรออกก่อนเพื่อลดความขม ส่วนที่รับประทานได้ของแคสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง อาทิ เช่น แกงส้มดอกแค แกงเหลืองปลากระพงดอกแค ดอกใบยอกฝักอ่อนของแคนำมาลวกจิ้มน้ำพริกได้ ล้วนเป็นอาหารที่มีคุณค่าให้ประโยชน์ทั้งสิ้น

ยารักษาโรค
นำเปลือกแคมาต้ม คั้นน้ำรับประทานแก้ท้องร่วง แก้บิด แก้มูกเลือด
ดอกแคช่วยแก้ไข้ลดไข้ถอนพิษไข้
แคยังอุดมด้วยสารต่างๆ โดยเฉพาะบีตา-แคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จึงช่วยบำรุงสายตา ต่อต้านมะเร็ง และยังมีแคลเซียม, ฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยเสริมสร้างกระดูก

[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%84″ limit=”20″]

ขี้เหล็กบ้าน

0

ขี้เหล็กบ้าน

ดอกตูมและใบอ่อนนำมาแกงกะทิ ช่วยเจริญอาหาร ทำให้หลับสบาย เป็นยาระบายอ่อนๆ

ข่า

0

ข่า

เหง้าใส่เครื่องแกง แต่งกลิ่นอาหาร ช่วยขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง ภายนอก ใช้ทาแก้กลากเกลื้อน

ผักหวานบ้าน

0

ผักหวานบ้าน

ยอดอ่อนและใบอ่อน ลวกรับประทานเป็นผักจิ้ม หรือปรุงเป็นอาหาร รากเป็นยาลดไข้ แก้ปัสสาวะขัด ภายนอกใช้น้ำคั้นจากใบหยอดตา แก้ตาอักเสบ

ผักหนาม

0

ผักหนาม

ยอดอ่อนและใบอ่อนต้ม ลวก หรือดอง จิ้มน้ำพริก หรือปรุงเป็นแกง ไม่กินสดเพราะเป็นพิษ ต้องลวกหรือดองก่อน

ผักเสี้ยว

0
ผักเสี้ยว หรือ ชงโค มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของประเทศจีนรวมถึงฮ่องกงและทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผักเสี้ยว หรือ ชงโค มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของประเทศจีนรวมถึงฮ่องกงและทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยอดอ่อนและใบอ่อนนึ่งสุกรับประทานเป็นผักจิ้ม หรือแกงใส่ปลาแห้ง แก้ไอ บำรุงร่างกาย

ชงโค มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของประเทศจีนรวมถึงฮ่องกงและทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ดังนี้ : ชงโค เสี้ยวเลื่อย (ภาคใต้), เสี้ยวดอกแดง (ภาคเหนือ), เสี้ยวหวาน (แม่ฮ่องสอน) กะเฮอ สะเปซี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ในสหรัฐอเมริกานิยมปลูกกันที่รัฐฮาวาย, รัฐแคลิฟอร์เนีย, ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐฟลอริดา และทางตอนใต้ของรัฐเทกซัส ชงโคเป็นไม้ที่ชอบแดด ควรปลูกในที่ได้รับแสงแดดทั้งวัน ดินปลูกควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี มีความชื้นสูง

ลักษณะทางพฤกศาสตร์

ต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 7-12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างรูปทรงไม่แน่นอน ใบเดี่ยว ปลายใบเว้าลึกเข้าหากัน ฐานใบโค้งเข้าหากัน คล้ายรูปไตสองอันติดกันเรียงสลับ เป็นรูปไข่แยกเป็น 2 แฉกลึก คล้ายใบติดกันหรือใบแฝด  ใบกว้าง 3 นิ้ว ยาว 4.5 นิ้ว ขอบใบเรียบ (กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ, 2548, 137) ดอกสีชมพูอมม่วง, สีม่วงสดคล้ายกล้วยไม้ และสีขาว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตลอดวัน ดอกบานเต็มที่ขนาด 6-8 ซม. ช่อดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีจำนวนดอกน้อย เกสรตัวผู้ 3 อัน ขนาดไม่เท่ากัน ออกดอกเกือบตลอดปี ออกดอกมากในฤดูหนาว การขยายพันธุ์ใช้การตอนกิ่ง ปักชำและเพาะ

2

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเป็นคู่ตามข้อต้น ลักษณะใบรูปรีค่อนข้างกลม ปลายใบเว้าลึก รูปไตสองอันติดกัน โคนใบมนหรือเว้า ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบหนาสีเขียวเข้ม เส้นกลางใบและเส้นแขนงใบสีเขียวอ่อนปนขาว ก้านใบสั้น เป็นรูปสี่เหลี่ยม

3

“ดอกชงโค” มีลักษณะคล้ายดอกกล้วยไม้ มีความโดดเด่นเนื่องจากเป็นดอกของต้นไม้ใหญ่ และมีใบเป็นคู่มีลักษณะโค้งมนและติดกันเหมือนปีกผี้เสื้อ จึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Orchid Tree หรือ butterfly tree ออกดอกเป็นช่อ ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กแบบสมมาตรตามรัศมี มีกลีบดอก 5 กลีบ ตั้งแต่สีชมพูถึงสีม่วงเข้มออกดอกได้ตลอดปี

ผักเสี้ยว หรือ ชงโค

ผล เป็นฝักแบน เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก กว้าง 1-2 ซม. ยาวประมาณ 20-25 ซม. ลักษณะกลม มีประมาณ 10 เมล็ด

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

ทางโภชนาการ
ผักเสี้ยว 100 กรัม มี 111.89 แคลอรี่ ประกอบด้วย โปรตีน 14.28 กรัม ไขมัน 2.28 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.53 กรัม แคลเซียม 515.68 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 126.92 มิลลิกรัม เหล็ก 4.46 กรัม วิตามินเอ 416.61 อาณือี วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม ไนอะซิน 2.84 มิลลิกรัม และวิตามินซี 5.89 มิลลิกรัม (เสาวภา ศักยพันธุ์, 2534)

ผักเสี้ยวเป็นผักที่ชาวเหนือนิยมกินมาก จะนำยอดใบอ่อนมาทำกับข้าว เช่น แกงผักเสี้ยวใส่ปลาย่าง แกงกับเนื้อ และนิยมแกงรวมกับผักชะอม ผักเชียงดา รสชาติอร่อยมาก นำมาเป็นผักลวกจิ้มน้ำพริก จะสัมผัสกับรสชาติ รู้สึกได้ถึงความหวาน และเชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงร่างกายได้ดี เจริญอาหารฝีมือแกงผักเสี้ยวของชาวเหนือสุดยอดที่สุดเลย

ใบอ่อนและยอดอ่อน นำมานึ่งให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มร่วมกับน้ำพริกตาแดง และน้ำพริกปลาร้า แกงกับปลาแห้ง ร่วมกับผักชนิดต่างๆ หรือแกงผักรวม ใส่ปลาแห้ง และมะเขือส้ม (กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ, 2548, 137) แกงผักเสี้ยว

ทางยา
ใบ แก้ไอ ดอก ระบายพิษไข้ แก้โรคบิด ราก ระบายพิษไข้ (กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ, 2548, 137)

ราก รสเฝื่อน เป็นยาระบายพิษไข้ ขับลม

เปลือก รสเฝื่อน แก้บิด แก้ท้องร่วง

ใบ รสเฝื่อน รักษาอาการไอ ใช้พอกฝี พอกแผล

ดอก รสเฝื่อน ใช้ผสมกับสมุนไพรตัวอื่นเป็นเครื่องยา แก้ไข้ เป็นยาระบาย

ฤดูกาลใช้ประโยชน์

ฤดูฝนและฤดูแล้ง

รายการอ้างอิง

กัญจนา ดีวิเศษ และคณะผู้รวบรวม. (2548). ผักพื้นบ้านภาคเหนือ. เพ็ญนภาทรัพย์เจริญ บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนไทย.

http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_ingredient.php?id_ingredient=345

อ้างอิงข้อมูล https://panutdakongsamai.wordpress.com/

[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%A7″ limit=”14″]

ผักไผ่

0
ผักไผ่ ผักไฝ่ (ภาคเหนือ) หอมจันทร์ (อยุธยา) (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 4147) พริกบ้า (ภาคกลาง) จันทร์แดง (นครศรีธรรมราช) ผักแพรว (กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ, 2548, 127)

ผักไผ่ ใบกินเป็นผักสด หรือใส่แกงแต่งกลิ่นอาหาร ช่วยดับคาว ช่วยขับลม และเจริญอาหาร ทางภาคเหนือนิยมนำมาใส่ต้มยำ โดยเฉพาะลาบ

ผักไผ่ (ภาคเหนือ) หอมจันทร์ (อยุธยา) (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 4147) พริกบ้า (ภาคกลาง) จันทร์แดง (นครศรีธรรมราช) ผักแพรว (กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ, 2548, 127) พริกม้า พริกม่า (นครราชสีมา)  ผักแพว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), จันทน์โฉม, จันทน์แดง, ผักไผ่น้ำ, ผักแพ้ว, ผักแพรว, ผักแจว, พริกบ้า, หอมจันทร์ เป็นต้น

(ชื่อวิทยาศาสตร์: Persicaria odorata) เป็นผักพื้นบ้านจำพวกพืชล้มลุกที่มีลักษณะใบเรียวยาวและมีกลิ่นแรงชนิดหนึ่ง ผักแพวเป็นผักที่อยู่ในวงศ์ Polygonaceae มีลักษณะลำต้นคล้ายต้นไผ่ มีข้อตามต้นเหมือนเป็นปล่องไผ่ มีใบยาวรี ปลายแหลมเหมือนใบไผ่ เกิดเองตามธรรมชาติตามที่ชื้นพื้นราบ ตามแอ่งน้ำต่าง ๆ นอกจากนั้นยังพบขึ้นตามป่า ตามโคนกอไผ่อีกด้วย มีอายุเพียงปีเดียว กินยอด กินใบได้ตลอดลำต้น เพราะใบอ่อน เส้นใยไม่หยาบกระด้าง ขยายพันธุ์ด้วยการชำกิ่งเท่านั้น

ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์

ต้น เป็นไม้ล้มลุกปีเดียว สูง 30 – 35 เซนติเมตร ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดินและมีรากงอกออกตามส่วนที่สัมผัสกับดิน ใบ ใบรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายแหลม ฐานใบรูปลิ่ม ใบกว้าง 2.5-3 เซนติเมตร ยาว 5.5 – 8 เซนติเมตร ดอก เป็นดอกช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง ผล ขนาดเล็กมาก (กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ, 2548, 127)

คุณประโยชน์

ผักไผ่นิยมกินเป็นผักแกล้มอาหารรสจัดทุกชนิด ถือเป็นผักชนิดสำคัญของอาหารอีสาน อาหารเหนือและอาหารเวียดนาม ผักแพวมีรสชาติเฉพาะตัว มีกลิ่นหอม มีรสร้อนแรง กินมาก ๆ จะรู้สึกว่ามีรสปร่าในปาก นิยมนำไปคลุกเป็นเครื่องปรุงสด อาหารประเภทลาบ โดยเฉพาะก้อยกุ้งสด (กุ้งฝอย กุ้งน้ำจืด) นอกจากนี้ยังใส่แกงประเภทปลารสจัดเพื่อตัดกลิ่นคาวปลา นำมาใส่ปรุงรสอาหารประเภทหอยขม ทางภาคเหนือนิยมนำมาใส่ต้มยำ โดยเฉพาะลาบ

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

ผักไผ่เป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณสมบัติทางยาสมุนไพร มีรสเผ็ดร้อน จึงมีสรรพคุณในการขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีฟอสฟอรัสสูง มีวิตามินเอสูงมาก นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมและวิตามินซีอีกด้วย

ทางโภชนาการ

ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล้ก วิตามินเอ บี 1 บี 2 วิตามินซี ไนอาซิน (ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง, 2550, 59) ข้อมูลทางอาหารนั้น ชาวล้านนานิยมเก็บยอดอ่อนและใบเป็นผักสด เป็นผักจิ้ม หรือเครื่องเคียงหรือซอยใส่อาหารประเภทลาบ หลู้ทุกชนิด และยำต่างๆ ที่เป็นยำเนื้อสัตว์ เช่น ยำจิ๊นไก่ ยำกบ (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 4147; ประธาน นันไชยศิลป์, 2550, สัมภาษณ์)

  1. รสเผ็ดของผักแพวช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในเลือด เหมาะเป็นผักสมุนไพรลดความอ้วนได้โดยไม่ขาดสารอาหาร เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยและวิตามิน แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอหรือวันละไม่น้อยกว่า 3 ขีด[8]
  2. ผักแพวมีวิตามินเอสูง จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี โดยมีวิตามินเอสูงถึง 8,112 หน่วยสากล[1],[3] ในขณะที่อีกข้อมูลระบุว่ามีมากถึง 13,750 มิลลิกรัม[5]
  3. ผักแพวเป็นผักที่ติดอันดับ 8 ของผักที่มีวิตามินซีสูงสุด โดยมีวิตามินซี 115 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม[4]
  4. ผักแพวมีแคลเซียมสูงถึง 390 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี[4]
  5. ผักแพวมีธาตุเหล็กสูงสุดติด 1 ใน 5 อันดับของผักที่มีธาตุเหล็กสูง[4]
  6. ยอดอ่อนและใบอ่อนใช้ประกอบอาหาร ใช้รับประทานเป็นผักสด หรือใช้แกล้มกับอาหารที่มีรสจัด ใช้เป็นเครื่องเคียงของอาหารอีสาน อาหารเหนือ อาหารเวียดนาม หรือนำมาหั่นเป็นฝอย ใช้คลุกเป็นเครื่องปรุงสดประกอบอาหารประเภทลาบ ลู่ ตำซั่ว ก้อยกุ้งสด ข้าวยำ แกงส้ม เป็นต้น[2]
  7. ใบผักแพวนำมาใช้แกงประเภทปลา เพื่อช่วยดับกลิ่นของเนื้อสัตว์หรือกลิ่นคาวปลาได้[2]

ทางยา

ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ใบ คั้นผสมกับแอลกอฮอล์ แก้กลากเกลื้อนผื่นคัน (กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ, 2548, 127)

  1. ผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย (ใบ)[2]
  2. ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง (ใบ)[2]
  3. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ (ใบ)[2]
  4. ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)[2]
  5. ช่วยบำรุงประสาท (ราก)[9]
  1. รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น (ใบ)[5]
  2. ช่วยรักษาโรคหวัด (ใบ)[6]
  3. ช่วยขับเหงื่อ (ดอก)[7],[8],[9]
  4. ช่วยรักษาโรคปอด (ดอก)[7],[9]
  5. ช่วยรักษาหอบหืด (ราก)[9]
  6. ช่วยแก้อาการไอ (ราก)[9]
  7. ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันและแก้อาการท้องผูก และช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูงถึง 9.7 กรัม ซึ่งจัดอยู่ในผักที่มีเส้นใยอาหารมากที่สุด 10 อันดับของผักพื้นบ้านไทย (ใบ)[4],[7],[8]
  8. ผักแพวมีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยแก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ (ใบ, ยอดผักแพว)[2],[3],[6],[9] ใช้เป็นยาขับลมขึ้นเบื้องบน ช่วยให้เรอระบายลมออกมาเวลาท้องขึ้น ท้องเฟ้อ (ใบ, ดอก, ต้นราก)[8]
  9. รากผักแพวช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร (ราก)[7] แก้กระเพาะอาหารพิการหรือกระเพาะอักเสบ (ใบ, ดอก, ต้นราก)[8],[9]
  10. ช่วยแก้ท้องเสีย อุจจาระพิการ (ใบ, ดอก, ต้นราก)[8]
  11. ช่วยแก้อาการเจ็บท้อง (ใบ, ดอก, ต้นราก)[8]
  12. ช่วยแก้อาการท้องรุ้งพุงมาน (ใบ, ดอก, ต้นราก)[8]
  13. ใบผักแพวช่วยรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด แต่ต้องรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน[6]
  14. ลำต้นผักแพวใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น)[9]
  15. ราก ต้น ใบ และดอก นำมาปรุงเป็นยาได้ ใช้รักษาริดสีดวงทวาร (ใบ, ดอก, ต้น, ราก)[8]
  16. ช่วยรักษาโรคตับแข็ง (ใบ)[6]
  17. ช่วยลดอาการอักเสบ (ใบ)[2]
  18. ใบผักแพวใช้แก้ตุ่มคัน ผดผื่นคันจากเชื้อรา เป็นกลากเกลื้อน[6] ด้วยการใช้ใบหรือทั้งต้นนำมาคั้นหรือตำผสมกับเหล้าขาว แล้วใช้เป็นยาทา (ใบ, ทั้งต้น)[7]
  19. ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (ราก)[9]
  20. ช่วยรักษาอาการปวดข้อ ปวดกระดูก (ราก)[7],[9]
  21. ช่วยแก้เส้นประสาทพิการ แก้เหน็บชาตามปลายนิ้วมือ ปลายเท้า และอาการมือสั่น (ใบ, ดอก, ต้นราก)[8]
  22. ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงเลือดลมของสตรี (ใบ, ดอก, ต้นราก)[8]

ฤดูกาลใช้ประโยชน์

ตลอดปี

วิธีการเลือกซื้อผักไผ่

การเลือกซื้อผักไผ่ ควรเลือกซื้อผักไผ่ หรือดูที่ความสดของใบเป็นหลัก ไม่เหี่ยวและเหลือง แต่ถ้ามีรอยกัดแทะของหนอนและแมลงบ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนการเก็บรักษาผักไผ่ก็เหมือนกับผักทั่ว ๆไป คือเก็บใส่ในถุงพลาสติกแล้วปิดให้สนิท หรือจะเก็บใส่กล่องพลาสติกสำหรับเก็บผักก็ได้ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นในช่องผัก

 

รายการอ้างอิง

http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_ingredient.php?id_ingredient=182

https://medthai.com/ผักแพว/

กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ, ผู้รวบรวม. (2548). ผักพื้นบ้านภาคเหนือ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนไทย.

ประธาน นันไชยศิลป์(2550). สัมภาษณ์. 3 กรกฎาคม.

ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง. (2550). กรุงเทพฯ: บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด.

รัตนา พรหมพิชัย. (2542). ไผ่, ผัก. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม 8, หน้า 4717). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A7″ limit=”10″]

ผักแปม

0

ผักแปม

ยอดอ่อนกินเป็นผักสด กินกับลาบ ส้า ลู้ ดับกลิ่นคาว แต่งรสอาหารให้รสขม ช่วยเจริญอาหาร

ผักเซียงดา

0

ผักเซียงดา

ยอดอ่อน ใบอ่อน รับประทานเป็นน้ำพริกผักจิ้ม หรือแกงใส่ปลาแห้ง แกงแค รากช่วยขับปัสสาวะ แก้ไข้

บทความยอดนิยม

ที่เที่ยวเชียงใหม่สุดฮิต