Home Blog Page 184

วัดร้องอ้อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดร้องอ้อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดร้องอ้อ หมู่ที่ 3 บ้านร้องอ้อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300
วัดร้องอ้อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2280 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2489

ประวัติวัดร้องอ้อ

เจ้าอาวาสวัดร้องอ้อ

พระอธิการชาญชัย กนฺตวีโร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดร้องอ้อ ประวัติด้านการศึกษาของพระอธิการชาญชัย กนฺตวีโร พระอธิการชาญชัย กนฺตวีโร เจ้าอาวาสวัดร้องอ้อ

ลำดับเจ้าอาวาสวัดร้องอ้อ

แผนที่วัดร้องอ้อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดร้องอ้อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดท่าหลุก ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดท่าเดื่อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าข่อยใต้ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าข่อยเหนือ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าข่อยเหนือ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าข่อยเหนือ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 63 ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300

สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2306 โดยศรัทธาสาธุชนได้จับจองพื้นที่ว่างท้ายหมู่บ้าน ซึ่งมีต้นไม้ข่อยขึ้นหนาแน่น จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ พร้อมทั้งอาราธนานิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาจำพรรษา เผยแพร่พระพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา และเรียกขานต่อๆกันมาว่า “ วัดดงป่าข่อยหลวง “ ต่อมาบริเวณที่ตั้งวัดรกร้างไม่มีภิกษุมาจำพรรษาเป็นเวลานานนับหลายสิบปี จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2454 จึงปรากฎหลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้ว่า เริ่มมีพระภิกษุมาจำพรรษาและร่วมมือกับศรัทธาชาวบ้านพัฒนา ปรับปรุง ก่อสร้างเสนาสนะ สิ่งปลูกสร้าง จนเจริญรุดหน้ามาตามลำดับ และได้เปลี่ยนชื่อวัดครั้งสุดท้ายเป็น “ วัดป่าข่อยเหนือ “ มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคสีมา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2519 มีเนื้อที่กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร แต่ยังไม่ได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เนื่องจากยังไม่มีการก่อสร้างพระอุโบสถตามพุทธบัญญัติ

ลำดับเจ้าอาวาส:
พระพรหมปัญญา ปุญกาโม พระโกน อินฺทวณฺโณ พระดวงคำ อภิวณฺโณ พระอินสวน อินฺทวิโร พระศรีหมื่น โชติโก พระอธิการสมบูรณ์ จนฺทสีโร พระอธิการเสาร์ ธมฺมสาโร พระครูวิจิตรกิระรรม กิรธมฺโม

วัดป่าข่อยใต้ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าข่อยใต้ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 30 ถนนฟ้าฮ่าม-สันผีเสื้อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 โทรศัพท์:086-1965447 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1834

ไม่มีหลักฐานปรากฎว่าสร้างขึ้นเมื่อใด จากการเล่าปากต่อปากของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่าว่า เดิมวัดป่าข่อยใต้ชื่อ “ วัดสันกำแพงงาม “ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าไผ่เติบ จากนั้นวัดได้รกร้างเป็นระยะหนึ่งในบริเวณพระเจดีย์มีต้นไม้ข่อยขึ้นเป็นจำนวนมาก จากนั้นชาวบ้านเรียกว่าวัดป่าข่อยใต้ จนถึงปัจจุบัน วัดป่าข่อยใต้มีศรัทธา ญาติโยมอุปถัมภ์จำนวน 348หลังคาเรือน พ.ศ. 2545 จากอดีต – ปัจจุบัน

ลำดับเจ้าอาวาส:
ครูบาอุปเสน อุปเสโน ครูบาวัง อินฺทวํโส ครูบาอินต๊ะ อริยวํโส พระศรีนวล พระกุย / อินถา พระจักร อินฺทจกฺโก / จาคะมณี พระสิงห์ สิงฺหวิชฺชโย / เหมยมณีวรรณ พระอธิการอินถา อินฺทจกฺโก / ศรีชำนาญ พระอิ่นแก้ว ปญญาวโร / พวงมาลัย พระอธิการกรองแก้ว จิตฺตธมฺโม / ทิพย์โสต พระบุญยงค์ / ไชยศร เจ้าอธิการสุธรรม จิตฺฺตธมฺโม / ทองเปีย พระผัด / เรือนทอง พระอธิการสิงห์คำ รกฺขิโต / สิงห์แล พระบุญทอง ปญญาวโร พระดวงดี / สดใส พระอุดม จิตธมฺโม / ใจมั่น พระวิเชียร โชติธมฺโม / จาคะมณี พระสายัณท์ อรุโณ / เมืองแก้ว พระอธิการสมาน ปกสฺสโร / สามเมือง พระดวงจันทร์ ขันฺทโก พระดวงทิพย์ พระสองวัน กลฺญาโณ พระประสิทธิ์ ถาวโร พระอธิการคำปัน ฐิตกุสโล / บุญเมือง รายนาม / ฉายา พระอธิการนฤมิต ฐตธมฺโม / ใบชา พระมหาอรุณ อคฺคจิตฺโต / บุญยสมภพ

งานสถาปัตยกรรม
1 อุโบสถ ได้รับพระราชทานวิสุงคามวาสีมาแต่เดิม แต่ได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2492

วัดท่าหลุก ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดท่าหลุก ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ หมู่ 7 ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300

วัดท่าหลุก ก่อสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2319 ปัจจุบันวัดท่าหลุกแห่งนี้มีอายุประมาณ 232 ปี

วัดท่าเดื่อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดท่าเดื่อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300

วัดท่าเดื่อ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2407 ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบ้านท่าเดื่อ สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย

ลำดับเจ้าอาวาส:
รูปที่ 1 พระบุญมา รูปที่ 2 พระคำมูล รูปที่ 3 พระคำปัน รูปที่ 4 พระคำหล้า รูปที่ 5 พระกรองแก้ว รูปที่ 6 พระคำหล้า รูปที่ 7 พระครูสุธรรม สิริวณ.โณ รูปที่ 8 พระทิพย์ กิตติปญ.โณ รูปที่ 9 พระคำมูล รูปที่ 10 พระไสว ถิรจิตโต เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน (พ.ศ.2542 – ปัจจุบัน)

งานสถาปัตยกรรม
1 วิหาร ภายในวิหารวัดท่าเดื่อนี้ เป็นที่ประดิษฐานของ พระเจ้าแสนแช่ (พระเจ้าแสนเพชร) พระพุทธรูปพระประธานของโบราณ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านท่าเดื่อเป็นอย่างมาก
2 พระอุโบสถ พระอุโบสถนี้เป็นพระอุโบสถกลางน้ำ โดยสร้างขึ้นครอบหนองน้ำเก่าภายในวัด เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สร้างเมื่อ พ.ศ.2532 โดยคณะผ้าป่าสามัคคีจากกรุงเทพมหานคร และพุทธศาสนิกชนในระแวกใกล้เคียงร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนในการสร้างพระอุโบสถขึ้น

วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดอุโมงค์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 129 ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1910

วัดอุโมงค์ (มหาเถรจันทร์) ๑๒๙ ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนได้ไปดูวัดอุโมงค์ ตำบลศรีภูมิ ซึ่งตั้งอยู่ในกำแพงเมืองนครเชียงใหม่ ในต้นฤดูหนาว พ.ศ. ๒๔๖๑ พบว่า เป็นวัดร้างมีอาณาบริเวณไม่กว้างนัก มีซากอุโมงค์ สำหรับการเดินจงกรม ยาว 6 เมตร กว้าง ๑.๑๐ เมตร ลึกประมาณ ๒.๑๐ เมตร เศษ ๆ มีป้ายเป็นแผ่นไม้ ติดอยู่กับหลักโยเย้บอกชื่อว่า “วัดอุโมงค์เถรจันทร์”

วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ ตั้งอยู่เลขที่ 29 ถ.ราชภาคินัย ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ด้านในของกำแพงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งบริเวณใกล้เคียงวัดจะมีวัดบ้านปิง วัดสำเภา วัดหมื่นล้าน ซึ่งอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นวัดที่ไม่ใหญ่มากนัก
ในต้นฤดูหนาว ปี พ.ศ.2461 พบว่าเป็นวัดร้าง มีอาณาบริเวณไม่กว้างมากนักและมีซากอุโมงค์สำหรับเป็นที่เดินจงกรม มีความยาวประมาณ 6 เมตร กว้าง 1.1 เมตร ลึกประมาณ 2.1 เมตร มีป้ายติดอยู่กับหลักบอกชื่อว่า “วัดอุโมงค์ (เถรจันทร์)” เรียกอีกอย่างว่า “วัดโพธิ์น้อย” มีเนื้อที่ทั้งหมด 2 ไร่ 2 งาน 43 ตารางวา เป็นวัดที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 สิ่งสำคัญภายในวัดก็จะมี วิหารเป็นสถาปัตยกรรมล้านนา สร้างขึ้นระหว่างปีพุทธศตวรรษ 24-25 เจดีย์องค์ใหญ่ที่อยู่หลังวิหาร

สำหรับเจดีย์ด้านทิศใต้ของวิหารนี้ เป็นโบราณสถานที่สำคัญของวัดอุโมงค์เถรจันทร์เพราะมีศิลปกรรมที่ผิดแผกไปจากเจดีย์ทั่วๆไปของจังหวัดเชียงใหม่ ตามลักษณะของเจดีย์แล้ว คาดการณ์กันว่าอาจจะสร้างเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริง เจดีย์องค์นี้น่าจะเป็นแบบอย่างของโบราณสถานที่มีอายุเก่าแก่ของแคว้นล้านนาไทย ที่เริ่มสร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้เพราะยากที่จะหาโบราณสถานใดๆในศิลปะแบบล้านนาที่จะมีอายุเก่าแก่ราวพุทธศตวรรษที่ 21 ได้

ในตำนานใบลานได้จารึกไว้ว่า พระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ “พระมหาเถรจันทร์” ซึ่งเป็นพระเถรผู้ใหญ่ในยุคนั้นมีความแตกฉานในทางคดีโลกและคดีธรรม เป็นที่เคารพของคนทั้งหลาย พระเจ้ากือนา กษัตริย์อันดับที่ 7 ของเมืองล้านนาไทย ก็ได้ให้ความเคารพนับถือพระเถรจันทร์องค์นี้อย่างสูง เมื่อพระองค์มีข้อสงสัยพระการใด ก็ทรงให้อำมาตย์ ราชบุรุษนำราชยานไปรับ เพื่อเข้าเฝ้าชี้แจงข้อสงสัย ต่อมาเมื่อ “วัดโพธิ์น้อย” ซึ่งมีพระมหาเถรจันทร์เป็นเจ้าอาวาสอยู่ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก จึงได้โปรดให้สร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถและพระเจดีย์อุโมงค์ ซึ่งก็เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เมื่อปี พ.ศ.1918 และทรงตั้งชื่อว่า “วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์” บางครั้งพระมหาเถรจันทร์ไปพำนักที่วัดไผ่ 11 กอ เชิงดอยสุเทพเพื่อความสงบ เมื่อพระเจ้ากือนาทรงทราบจึงให้อำมาตย์ราชบุรุษไปสร้างวัดอุโมงค์ไว้อีกที่หนึ่ง ในปี พ.ศ.1921 พระมหาเถรจันทร์จึงได้เป็นเจ้าอาวาสทั้งสองวัด เมื่อท่านอายุได้ 77 ปี มีพรรษาได้ 56 พรรษา ท่านก็ได้มรณะภาพลงที่วัดอุโมงค์แห่งนี้ ในปี พ.ศ.1945

รายการอ้างอิง
วัดอุโมงค์เถรจันทร์. วัดในจังหวัดเชียงใหม่. ค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2551

รายนามเจ้าอาวาส ตั้งแต่รูปแรก จนถึงปัจจุบัน มีจำนวน ๑๑ รูป รูปที่ ๑. พระมหาเถรจันทร์ เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ๑๙๑๒ – ๑๙๕๓ รูปที่ ๒. พระอธิการปัญญา ปญญาธโร เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ๑๙๕๓ – ไม่ทราบ รูปที่ ๓. พระอธิการปิ่นตา ฐิตวํโส เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ไม่ทราบ – ไม่ทราบ รูปที่ ๔. พระอธิการจันทร์แก้ว จนทวํโส เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ไม่ทราบ – ไม่ทราบ รูปที่ ๕. พระใบฏีกาอินไหล อิทธิญาโณ เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ไม่ทราบ – ๒๕๑๕ รูปที่ ๖. พระธวัชชัย อาภาโส เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๑๖ รูปที่ ๗. พระคำหมื่น คนธวํโส เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๑๗ รูปที่ ๘. พระบุญส่ง วิสุทธสีโล เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ๒๕๑๗ – ๒๕๑๘ รูปที่ ๙. พระดวงคำ ธมมทินโน เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๑๙ รูปที่ ๑๐. พระอธิการเติม ถาวโร เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๖ รูปที่ ๑๑. พระอธิการสุขสันต์ กนตสีโล เป็นเจ้าอาวาสปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ปัจจุบัน

 

วัดหมื่นล้าน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหมื่นล้าน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดหมื่นล้าน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 14 ถนนถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดหมื่นล้าน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2005 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2475

ประวัติวัดหมื่นล้าน

วัดหมื่นล้าน ตามหลักฐานเท่าที่ค้นพบตามคัมภีร์บางฉบับ และตามข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ นับว่าวัดหมื่นล้านเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ที่มีอายุการสร้างมาถึงปัจจุบันก็เป็นเวลานานถึงห้าร้อยกว่าปี วัดหมื่นล้านนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาในปีมะเส็ง จ.ศ.822 ตรงกับ พ.ศ.2002 ถึงปีมะแม จ.ศ.825 ตรงกับ พ.ศ.2005 ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้ครองบัลลังก์ล้านนาประเทศในราชวงศ์มังฮาย หรือเม็งราย

ผู้สร้างวัดสามล้าน คือ หมื่นโลกสามล้านขุนพลแก้ว คู่บัลลังก์ของพระเจ้าติโลกราช ซึ่งคนส่วนใหญ่ รู้จักกันในนาม “หมื่นด้ง” หรือ “หมื่นด้งนคร” การสร้างวัดของหมื่นโลกสามล้านตามหลักฐานในคัมภีร์ประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า หลังจากที่หมื่นโลกสามล้านได้ตีโต้ทัพอยุธยาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ให้ถอยร่นจากสุโขทัยไปถึงกำแพงเพชรแล้ว หมื่นโลกสามล้านจึงได้มีใบบอกแจ้งข่าวการมีชัยในการศึกทูลพระเจ้าติโลกราช แล้วพระเจ้าติโลกราชจึงได้กรีฑาทัพหลวงตามลงไป

ครั้นไปถึงแล้วจึงได้มีคำสั่งให้หมื่นโลกสามล้านถอยทัพกลับไปรักษาการนครเวียงพิงค์ เมื่อหมื่นโลกสามล้านกลับคืนมารักษาการยังนครเวียงพิงค์แล้ว จึงมีดำริกุศลเจตนาปรารถนาสร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างกุศลอุทิศแก่แม่ทัพของอยุธยาที่พ่ายแพ้ในการทำสงครามจนต้องเสียชีวิตไปในสนามรบ ตลอดถึงอุทิศกุศลบรรดาแม่ทัพนายกองของล้านนา ประเทศที่พลีชีพของตนเองในกลางดึก วัดที่หมื่นโลกสามล้านได้สร้างขึ้นมาตามหลักฐานบ่งไว้ว่า ได้จัดหาสถานที่สร้างวัดขึ้นภายในกำแพงเมือง เบื้องบูรพาทิศ ห่างจากประตูเมืองไปทางใจกลางเวียง 100 ขาธนู ( 1 ขาธนูเท่ากับ 1 วา ) คือประมาณ 100 วา

ในปีมะเส็ง ศักราช 822 ตรงกับ พ.ศ. 2002 ครั้นถึงปีมะแม พุทธศักราช 2005 จุลศักราช 825 จึงได้ทำการเฉลิมฉลองถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และตามข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ต่างได้สันนิษฐานว่า วัดที่หมื่นสามล้านสร้างขึ้นมา ได้แก่ วัดหมื่นล้าน ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะการสร้างวัด การขนานนามวัดนั้นนิยมขนานนามตามนามของผู้สร้าง เช่น ชีปะขาวยอด ชีปะขาวสาย สร้างวัดขึ้นมาแล้วได้ขนานนามว่า วัดผ้าขาวน้อย วัดผ้าขาวหลวง แม้แต่ หมื่นเงินกอง ขุนเมธัง และพระเจ้าแสนเมืองมา เมื่อสร้างอารามขึ้นมาแล้วก็ได้ขนานนามตามผู้สร้าง เป็น วัดหมื่นเงินกอง วัดเมธัง และวัดแสนเมืองมา เป็นต้น ฉะนั้น วัดหมื่นล้าน จึงเป็นวัดที่หมื่นโลกสามล้านขุนพลแก้ว คู่บัลลังก์ของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ลานนาประเทศในราชวงศ์มังฮาย หรือ เม็งราย เป็นผู้สร้างขึ้น โดยนำเอาพยางค์ต้นตามตำแหน่งคือ คำว่า “หมื่น” และพยางค์ท้ายในพระราชทินนามว่า “ล้าน” มาเป็นนามของวัดว่า “วัดหมื่นล้าน”

เจ้าอาวาสวัดหมื่นล้าน

พระอธิการสงกรานต์ วิรชยเมธี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดหมื่นล้าน ประวัติด้านการศึกษาของพระอธิการสงกรานต์ วิรชยเมธี พระอธิการสงกรานต์ วิรชยเมธี เจ้าอาวาสวัดหมื่นล้าน จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาตรี จากสถานบันการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียใหม่ วัดสวนดอกพระอารามหลวง อำเภอเมืองเชียงใหม่

ลำดับเจ้าอาวาสวัดหมื่นล้าน

รายนามเจ้าอาวาส
1. ท่านมหาชินวงษ์เถระ
2. ท่านพระครูบาชัยยะ
3. ท่านพระครูอนุสรณ์ศีลขันธ์ ( ชมพู )
4. ท่านพระปลัดคำใส คุโณ
5. ท่านพระครูอนุสรณ์ศีลขันธ์ ( อนันต์ ธมมธโร )
6. พระมหาโผน ภททจารี
7. พระสงกรานต์ วิรชยเมธี ดำรงตำแหน่งตั้งปต่ปี พ.ศ. 2553 ถึงปัจจุบัน

แผนที่วัดหมื่นล้าน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดหมื่นล้าน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดผ้าขาว ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพันอ้น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดสำเภา ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดอกคำ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดหม้อคำตวง เลขที่ 119 ถนนศรีภูมิ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 2019 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2250

ประวัติวัดหม้อคำตวง
วัดหม้อคำตวงสร้างเมื่อ พ.ศ.2019 เดิมชื่อ “ วัดหมื่นคำตวง ” ผู้สร้างวัดนี้มียศเป็นหมื่นในสมัยนั้น ชื่อว่า หมื่นคำตวง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.2330 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 10 เมตร ยาว 24 เมตร การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ 1 พระอธิการอินถา อินทจกโก พ.ศ.2467-2470 รูปที่2 พระครูมงคลคุณาทร ( คำปัน ) ตั้งแต่ พ.ศ.2470 เป็นต้นมา

งานศิลปกรรม
1 พระพุทธรูปพระเจ้าทันใจ พระพุทธรูปพระเจ้าทันใจทั้ง 3 องค์ มีอายุประมาณ 700 กว่าปี มีลักษณะที่งดงามตามศิลปะอันเก่าแก่ แต่เดิมนั้นพระเจ้าทันใจอยู่ในหนองน้ำที่เมืองแหนนใกล้กับเมืองแหง สันนิษฐานว่าคงจะเป็นอำเภอเชียงดาวในปัจจุบันนี้ เขตอำเภอนี้ติดกับเขตแดนพม่า

มีหญิงหม้ายคนหนึ่งเป็นชาวเมืองแหนนได้นำยอ (จ๋ำ) วึ่งเป็นเครื่องมือหาปลา ไปหาปลาที่หนองน้ำในครั้งแรกหญิงหม้ายคนนั้นได้ตกยออยู่นานพักหนึ่ง พอได้เวลาว่าปลาจะเข้าในยอแล้ว หญิงหม้ายคนนั้นก็ยกยอขึ้นมาได้พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ติดขึ้นมา หญิงหม้ายคนนั้นพอเห็นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็เอาทิ้งลงหนองน้ำไป ขณะนั้นก็ย้ายไปยกยอที่อื่นแต่พอตกยอครั้งที่ 2 ขึ้นมาไม่ได้ปลาเลยได้แต่พระพุทธรูปเหมือนเดิม เมื่อเป็นเช่นนั้น หญิงหม้ายก็ทิ้งลงไปอีกแล้วก็ย้ายไปตกยอที่อื่น พอตกยอเป็นครั้งที่ 3 ใช้เวลานานพอสมควรก็ยกยอขึ้นมาได้พระพุทธรูปเหมือนเดิม

ในวันนั้นหญิงหม้ายจึงไม่ได้ปลาเลยสักตัวเดียวได้แต่พระพุทธรูป หญิงหม้ายคนนั้นก็เลยตัดสินใจนำเอาพระพุทธรูปทั้งหมดกลับมายังบ้านของตน ครั้นจะนำมาไว้บนบ้านก็กลัวเป็นลางไม่ดี จึงนำไปไว้ที่มุมบ้าน (แจ่งบ้าน) พอตกค่ำพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็เปล่งฉัพพรรณรังสีสว่างไสวเรื่อเรืองขึ้นมา หญิงหม้ายคนนั้นก็ไปบอกกล่าวญาติพี่น้องและชาวบ้านในละแวกนั้น โดยขอให้ทุกๆคนพร้อมใจกันไปขออาราธนาอัญเชิญขึ้นประดิษฐานอยู่บนบ้านที่สูงตามสมควร

พออาราธนาเสร็จก็ได้ประชุมตกลงกันว่า พรุ่งนี้เช้าพวกเราทั้งหลายจะได้ช่วยกันอบรมสมโภชพระพุทธรูปให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวกัน เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ ในวันนั้นการแสวงอัฏบริขารได้ครบทุกอย่าง การสมโภชเสร็จเรียบร้อยในวันนั้นแม้จะหาอะไร ก็ได้ทันอกทันใจทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีการขัดข้องอะไรใดๆ นึกสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้นทุกอย่าง พวกอุบาสิกา ชาวบ้าน ชาวเมืองแหนนเลยให้นามว่า “ พระเจ้าทันใจ ” (ทันอกทันใจ หมายความว่า สมความปรารถนาทุกอย่าง) หลังเสร็จจากงานสมโภช แม้ใครขอปรารถนาสิ่งใด ขอความช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องการก็สมปรารถนาทุกอย่าง

ปัจจุบันนี้พระเจ้าทันใจได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดหม้อคำตวงนานประมาณ 100 ปีเศษ เนื่องจากว่าพระเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ยกทัพไปตีเมืองแหง เมืองแหนน เมืองต๋วน และเมืองหาง โดยได้กวาดล้างเอาผู้คนเข้ามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เจ้าของพระเจ้าทันใจก็เลยเอาติดตามมาด้วย และได้เอามาไว้ที่วัดหม้อคำตวงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สันนิษฐานว่าผู้ที่นำพระเจ้าทันใจมาไว้ที่วัดนี้คงจะเป็นเครือญาติ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด ของแม่บัวนำ ขันทรัตน์ วึ่งบ้านของแม่บัวนำอยู่ใต้วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บันทึกไว้พอเป็นสังเขป ในเทศกาลสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมือง) ปัจจุบัน จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูปพระเจ้าทันใจที่ศาลาสรงน้ำพระพุทธรูปเจ้าทันใจทุกๆปี

เจ้าอาวาสวัดหม้อคำตวง

พระครูประภัศร์สุตกิจ ปภสฺสโร มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฏร์ ชั้นโท ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดหม้อคำตวง ประวัติด้านการศึกษาของพระครูประภัศร์สุตกิจ ปภสฺสโร พระครูประภัศร์สุตกิจ ปภสฺสโร เจ้าอาวาสวัดหม้อคำตวง จบการศึกษาศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3)

ลำดับเจ้าอาวาสวัดหม้อคำตวง

รูปที่ 1 พระอธิการอินถา อินทจกโก พ.ศ.2467-2470

รูปที่2 พระครูมงคลคุณาทร ( คำปัน ) ตั้งแต่ พ.ศ.2470 เป็นต้นมา

พระครูประภัศร์สุตกิจ ปภสฺสโร

แผนที่วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดแสนเมืองมาหลวง(วัดหัวข่วง) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดราชมณเฑียร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดโลกโมฬี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดสำเภา ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดสำเภา ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 28 ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

ตำนานมูลศาสนา ฉบับวัดป่าแดงหลวงรัตตวมหาวิหารได้กล่าวถึง การสร้างวัดต่างๆ มีความโดยย่อว่า “ปีร้วงไก๊ สักราชได้ 793 ตัว เดือน 7 ดับ (ปีกุน ตรีศก พุทธศักราช 1974 เดือน 7 แรม 14 ค่ำ) ในปีนั้น ชาวเมืองทั้งหลายพร้อมกันปลงพระยาสามฝั่งแกน (กษัตริย์เมืองเชียงใหม่รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงค์มั่งราย) ให้ไปอยู่เมืองยวม (ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน) แล้วอาราธนาเอาลูกท่านชื่อท้าวลกมากินเมืองเชียงใหม่ เดือน 8 ออก 5 ค่ำ เมงวันอังคาร ไทยเต่ายี ยามตูดเช้า (ปีกุนตรีศก พุทธศักราช 1974 เดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน ขึ้น 5 ค่ำ วันอังคาร เวลา 06.00 -07.30 น.) ลวดอุสาราชาภิเษกได้ชื่อว่า อาทิตตตราชติลก (หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ เรียก พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลก เป็นราชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์มังราย) แลท่านรู้ข่าวว่า มหาญาณคัมภีร์เถรไปเอาศาสนา (ประเทศลังกา) มารอด ท่านก็ยินดีมากนัก และพระยาทิตตและมหาเทวี(พระราชมารดา) จึงพร้อมกันหื้อม้างราชมนเฑียรหลังเก่า ไปแปลงที่มหาเถรเจ้าจักอยู่ จึงแต่งพ่อเลี้ยงท่านชื่อ ท้าวเชียงราย ล้านหมื่นสามเด็ก แสนน้ำเผิ้ง เป็นเค้าไปราธนามหาญารคัมภีระเถรเจ้าเป็นเค้าพร้อมทั้งสังฆะทั้งมวล แต่ลำพูนเข้ามาได้ชื่อว่า วัดราชมนเฑียรแล…………… ลุนแต่นั้นมา พระยาจิ่งสร้างศาสนาไปมากมาย ไปทั่วเมืองเวียงพิงค์เชียงใหม่ทั้งมวล 500 อารามก็มีแล……..” ตามหลักฐานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า วัดสำเภาก็เป็นพระอารามแห่งหนึ่งในจำนวน 500 อาราม ที่พระองค์ทรงโปรดให้สร้างขึ้น ในเขตกำแพงเมืองหลวงชั้นใน จึงเป็นวัดที่มีอายุการสร้างมาช้านานของ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่โดยแท้ ภัยสงคราม วัดสำเภาแต่ครั้งเมืองเชียงใหม่ถูกพม่ารุกรานทำสงครามแล้วปกครองนาน 200 กว่าปี ก็ไม่ถูกทำลายเสียหาย ครั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เอเชียบูรพา ทหารราบญี่ปุ่น มาอาศัยอยู่นานเกือบ 2 เดือนก็ไม่ทำลาย กลับเคารพสักการะบูชา ถวายอาหารพระเณรเป็นประจำทุกวัน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และตอนกลาง ได้รับการซ่อมแซมบำรุงปฏิสังขรณ์ ทะนุบำรุงจากเจ้านายฝ่ายเหนือในกาลต่อมาทุกสมัย แม้บางครั้งบ้านเมืองต้องตกอยู่ภาวะคับขันสงครามก็ยังได้บำรุง ดังปรากฏในคำจารึกฐานพระพุทธรูปวัดสำเภา

ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาสที่ทราบนาม สมัยราชวงศ์มังราย พุทธศักราช 1838 -2101 (ยังไม่พบหลักฐาน) สมัยพม่ารามัญปกครองเชียงใหม่ล้านนา พุทธศักราช 2101 – 2317 (ยังไม่พบหลักฐาน) สมัยกรุงธนบุรี พุทธศักราช 2317 – 2325 (ยังไม่พบหลักฐาน) สมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2324 – ปัจจุบัน 1. ธุหลวงพินทา (ครูบาปินตา) พุทธศักราช 2365 มรณภาพ พุทธศักราช 2375
2. เจ้าอธิการ ชื่อ ครูบาญาณะ นิกายเชียงใหม่ ยังไม่ได้พระอุปัชฌษญยะ รองอธิการ ชื่อ ตีก้อน ประมาณ พุทธศักราช 2400
3. พระอธิการปัญญา พุทธศักราช 2468
4. ครูบาผัด (พระเทพวรสิทธิธาจารย์ ได้บอกแก่พระครูสังฆรักษ์ยงยุทธ มีว่า “ก่อนที่ท่านจะมาอยู่ที่วัดสำเภา ครูบาผัดมรณภาพศรัทธาไปนิมนต์ท่านจากวัดพันอ้นมารักษาการเจ้าอาวาส”
5. พระสมุห์ดวงคำ ธมมทินโน นธ. เอก พุทธศักราช 2482 เลื่อนตำแหน่งสมณะศักดิ์เป็นพระครูอุดมวุฒิคุณเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพระอุดมวุฒิคุณ เป็นเจ้าคณะจังหวัด เลื่อนสมณะศักดิ์ขึ้นเป็น พระราชพรหมจารย์ สุดท้ายเลื่อนเป็นสมณะศักดิ์ขึ้นเป็น พระเทพวรสิทธาจารย์ มรณภาพ พุทธศักราช 2532
6. พระครูสังฆรักษ์ยงยุทธ ยุตติโก นธ. เอก ปธ. 1-2 รักษาการแทนเจ้าอาวาส ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2533 เป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2534 มรณภาพเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 อายุ 50 ปี พรรษา 30
7. พระอธิการสมพงษ์ อธิจิตโต นธ. เอก เป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พุทธศักราช 2545 จนถึงปัจจุบัน

 

วัดโลกโมฬี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดโลกโมฬี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 229 ถนนมณีนพรัตน์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053-404039 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2544

ยุคที่ ๑ ตำนานวัดพระธาตุดอยสุเทพ บันทึกไว้ว่า ปีพุทธศักราช ๑๙๑๐ ในสมัยพญากือนาธรรมิกราช กษัตริย์ในราชวงศ์มังราย ลำดับที่ ๖ เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงเสื่อมในศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปรารภได้พระภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎกพระพุทธพจน์สามารถทำสังฆกรรมใหญ่น้อยได้ทุกประการมาไว้ในอาณาจักร เมื่อได้ทรงทราบสุปฏิปันตาทิคุณแห่งพระอุทุมพรบุปผามหาสวามีเจ้า ซึ่งอยู่ที่เมืองพัน จึงให้ราชทูตไปอาราธนาพระมหาสวามีเจ้า แต่พระสวามีเจ้ารับนิมนต์ไม่ได้ จึงให้ภิกษุลูกศิษย์ ๑๐ รูป มีพระอานนท์เถรเป็นประธานมาสู่เมืองเชียงใหม่แทนท่านพญากือนา ก็ให้พระเถระเจ้าทั้งหลายพำนักอยู่ ณ วัดโลกโมฬี กำแพงเวียงชั้นนอก บ้านหัวเวียง จากหลักฐานที่ปรากฏนี้พอจะอนุมานได้ว่า วัดโลกโมฬี น่าจะสร้างขึ้นในสมัยพญากือนาประมาณปีพุทธศักราช ๑๙๑๐ หรือก่อนหน้านั้น ยุคที่ ๒ ๑๖๐ ปีต่อมา หนังสือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่หน้า ๘๗-๘๘ บันทึกไว้ว่า ปีพุทธศักราช ๒๐๗๐ ในสมัยของพระเมืองเกศเกล้า กษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ ๑๒ (พระเมืองเกศเกล้าเมืองครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ ๒๐๖๘-๒๐๘๑ ) หลักฐานบันทึกไว้ว่า “พญาเกศได้ถวายบ้านหัวเวียงให้เป็นอารามวัดโลกโมฬี ) ปีพุทธศักราช ๒๐๗๑ พญาเกศ เมื่อได้บูรณะฟื้นฟูวัดโลกโมฬีและได้ทำบุญฉลองถวายให้เป็นอารามวัดโลกโมฬีแล้ว ก็ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ ขนาดองค์ใหญ่ (มหาเจดีย์) ขึ้น พร้อมกันนั้นก็ได้สร้าง พระวิหาร เพื่อใช้ประกอบพิธีบำเพ็ญศาสนกิจของพุทธศาสนิกชน พระเมืองเกศเกล้า หรือพญาเกศ ครองราชย์ครั้งที่ ๒ เป็นลำดับที่ ๑๔ พ.ศ ๒๐๘๖-๒๐๘๘ พญาเกศฯ ทรงออกผนวชมีพระสิริมังคลาจารย์เป็นพระอุปัชฌาจารย์ พระองค์ยังได้โปรดเกล้าแต่งตั้ง พระมหาสรภังค์เถระเป็นพระมหาสังฆราชนครพิงค์เชียงใหม่พญาเกศเสด็จสวรรคตถูกขุนนางลอบปลงพระชนม์ในปีพุทธศักราช ๒๐๘๘ หลังจากสวรรคตแล้ว ข้าราชการขุนนาง ได้ทำพิธีปลงศพที่วัดแสนพอก กำแพงเมืองชั้นในหลังจากได้ถวายพระเพลิงแล้วก็ได้นำพระอัฐิของพระองค์มาบรรจุไว้ ณ วัดโลกโมฬี เอากระดูกไปบรรจุไว้ยังวัดโลกโมฬี ฝ่ายแจ่งหนเหนือทางนอกนั้น” ปีพุทธศักราช ๒๐๘๘ หลังจากที่พญาเกศ ได้สวรรคตแล้ว พระนางจิระประภา ราชธิดาของพญาเกศ ก็ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาเป็นกษัตริย์ ในราชวงศ์มังรายลำดับที่ ๑๕ ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ครั้งนั้นเมืองเชียงใหม่มีเหตุการณ์ไม่สงบ เนื่องจากขุนนางทั้งหลายไม่สามัคคีกัน สมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์อยุธยาได้ยกทัพขึ้นมาหมายจะตีเมืองเชียงใหม่ พระนางจิระประภาทรงทราบว่า กำลังทัพหลวงของพระไชยราชาธิราช และเมืองเชียงใหม่ไม่พร้อมที่จะรับศึกได้ เมื่อกองทัพพระไชยราชาธิราช ยกทัพมาถึงนอกเมือง พระนางจึงได้แต่งเครื่องราชบรรณาการออกปถวายและทูลเชิญเสด็จพระไชยราชาธิราช ได้นำเสด็จมาทำบุญที่กู่เฝ่า พระเมืองเกศเกล้า ที่วัดโลกโมฬี สมเด็จพระไชยราชาธิราชได้พระราชทานพระราชทรัพย์ทำบุญไว้กับกู่พญาเกศเกล้าอีก ๕,๐๐๐ เงิน กับผ้าทรง ๑ ผืน นอกจากนั้นยังได้รับพระราชทานรางวัลให้กับเจ้านาย ขุนนางที่รับเสด็จด้วย ยุคที่ ๓ ๖๐ ปี ต่อมาหลังจากที่เมืองเชียงใหม่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าหลักฐานพงศาวดารโยนกและตามรอยโครงมังทรารบเชียงใหม่ ในปีพุทธศักราช ๒๑๔๙ กษัตริย์ที่ครองเชียงใหม่ชื่อ มังนราช่อ (สาวัตถีนรถามังคะยอ)ซึ่งเป็นราชบุตรของพระเจ้าบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ ๒๑๒๒-๒๑๕๐) ได้มีเมตตาธรรมให้พระมหาสมเด็จวัดโลกโมฬี ไว้กับวัดวิสุทธาราม ให้คนบ้านแปะและพวกยางบนดอยเป็นข้าวัดดูแลห้ามฝ่ายบ้านเมืองนำไปใช้แม้จะมีศึกสงคราม (วัดบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบัน) ปีพุทธศักราช ๒๑๘๒ หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ บันทึกไว้ว่า พระเจ้าสุทโธธรรมราชา ได้มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาและได้อาราธนาพระสวามี ถวายทานในพระบาทสมเด็จพระสังฆราชโมฬีเจ้า วัดทุกวัดเป็นราชฐาน ทำบุญเดือนยี่เป็ง บูชาพระพุทธรูป พระธาตุเจ้าและพระภิกษุ สามเณร ตามพระราชประเพณีแห่งเมืองเชียงใหม่ ยุคที่ ๔ ยุคกาวิละวงศ์ หลักฐานรายชื่อวัดในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ สมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และสมัยของเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ลำดับที่ ๗ และ ๘ มีบันทึกไว้ว่า “ วัดโลกโมฬี ตั้งอยู่แขวงบ้านทับม่านขึ้นกับแคว้นเจ็ดยอด เจ้าอธิการชื่อ ตุ๊พวง นิกายเชียงใหม่ ยังไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ รองอธิการชื่อ ตุ๊คำ และในปีพุทธศักราช ๒๔๕๒-๒๔๘๒ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ ๙ ได้ บูรณะวัดโลกโมฬี เหนือเวียงและสร้างพระพุทธรูปพร้อมทั้งธรรมมาสน์ หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ที่จะบอกถึงความเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาต่อเนื่องมาอีก นับแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ วัดโลกโมฬี ก็ตกอยู่ในสภาพเป็นวัดที่ว่างเว้นจากผู้ปกครองสงฆ์นาน ๖๐ ปี ที่ดินของวัดในอดีตก่อนหน้านั้นมีเนื้อที่กว้างขวางหลายสิบไร่ ได้ถูกถือครองโดยเอกชนและต่อมามีการออกโฉนดเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหลายแปลง จึงเหลือเนื้อที่ตามที่ปรากฏในหลักฐานขึ้นทะเบียนเป็นวัดร้าง ในความดูแลของกรมศาสนา จำนวนเนื้อที่ ๔-๑-๓๗ ไร่ พื้นที่ด้านหน้าของพระเจดีย์ ซึ่งติดถนนมณีนพรัตน์ กองศาสนาสมบัติกลางกรมการศาสนา ได้ให้กรมปศุสัตว์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่าเป็นที่ทำการของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะเวลากว่า ๓๐ ปี อีกส่วนด้านทิศตะวันออก ได้ให้สมาคมธรรมศาสตร์ภาคเหนือเช่า เป็นที่ทำการของสมาคม ฯ เป็นระยะเวลาหลายสิบปีเช่นกัน และต่อมาสมาคมธรรมศาสตร์ภาคเหนือได้ให้บริษัทโคโนโก้เช่าต่อ ถือสัญญาเช่ามีระยะเวลา ๓๐ ปี (๒๕๓๕) มีการปรับปรุงเป็นสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน ยุคที่ ๕ ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๕๔๔ จนถึงปัจจุบัน พระญาณสมโพธิ “ปัจจุบันได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระเทพวรสิทธาจารย์” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เจ้าคณะอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอ จังหวัดเชียงใหม่ และได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ในปี ๒๕๔๗ และเป็นรองเจ้าคณะภาค 7 ในปัจจุบัน ได้พิจารณาสถานที่วัดร้างในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ ที่มีเนื้อที่กว้างพอประมาณหลายแห่ง ดังนี้ วัดเจ็ดลิน (ร้าง) ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ (หลังตลาดประตูเชียงใหม่) ซึ่งเป็นวัดร้างมีเนื้อที่ ๗-๐-๙๖ ไร่ เพียงพอที่จะสร้างสำนักงานได้ จึงทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ฉบับที่ ๑ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ ๒๕๔๓ เพื่อเช่าพื้นที่ตามระเบียบของกรรมการศาสนา แต่มีปัญหาพื้นที่มีผู้บุกรุกอยู่จำนวนมาก จึงได้ทำหนังขอยกเลิกไป วัดโลกโมฬี (ร้าง) พระญาณสมโพธิ (พระราชสิทธาจารย์) ได้ทำหนังสือลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ ๒๕๔๔ เพื่อขอเช่าวัดโลกโมฬี ตั้งอยู่ถนนมณีนพรัตน์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดร้างเช่นกัน มีเนื้อที่ ๒-๓-๐๙ ไร่ แทนวัดเจ็ดลินที่ยกเลิกไป ขณะที่กำลังรอคำตอบจากกรรมการศาสนานั้น ก็ทราบว่ามีปัญหาคล้ายกัน ทั้งยังมีผู้ยื่นคำร้องขอเช่าที่ดินวัดร้างเพื่อทำประโยชน์ทางธุรกิจ สวนสาธารณะและอื่น ๆ ดังนั้นจึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ ๒๕๔๔ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ ๖ เชียงใหม่ เพื่อขออนุญาติให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมส่งเสริมประเพณีปี๋ใหม่เมืองประจำปี ๒๕๔๔ มีกำหนด ๔ วัน คือ วันที่ ๑๒-๑๕ เมษายน พ.ศ ๒๕๔๔ และได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการได้ พระญาณสมโพธิจึงได้สั่งการให้มีการปรับพื้นที่ซึ่งรกร้างมานาน และกำหนดกิจกรรมงานประเพณีปี๋ใหม่เมือง โดยได้รับความร่วมมือจาก นายบุญฤทธิ์ ตุลาพันธ์พงศ์ (สื่อมวลชน) ได้ประชาสัมพันธ์ข่าวเผยแพร่เป็นระยะ ๆ จนเกิดกระแสจากพุทธศาสนิกชน พระมหาเถระผู้ใหญ่ เช่น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดปากน้ำภาษีเจริญ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก วัดสระเกศ ได้เดินทางมาตรวจสถานที่เห็นว่าเหมาะสมที่จะยกให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาตลอดไป มหาเถระทั้งสองมีเมตตาที่จะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ต่อมาพระญาณสมโพธิ (พระราชสิทธาจารย์) มอบหมายให้นายบุญธรรม ยศบุตร เลขานุการมูลนิธิพระบรมธาติดอยสุเทพ ทำหนังสือเรียนเชิญ ศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในขณะนั้น (ปัจจุบันได้โปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งองคมมนตรี) มาเป็นประธานเปิดงานในวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ ๒๕๔๔ โดยได้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน ๗๐๕ รูป ซึ่งเท่าอายุเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น มาเจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล พร้อมกันนั้นพระสงฆ์ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ ได้กระทำปทักษิณรอบพระเจดีย์รวม ๓ รอบ เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก ต่อมา พระราชพุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำหนังสือลงวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เพื่อขอยับยั้งการพิจารณาเช่าที่วัดร้างของกรรมการศาสนา และขอให้ยกวัดโลกโมฬี (ร้าง) เป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาตลอดไปแทน ซึ่งก็ได้รับอนุมัติจากกรรมการศาสนา ตามประกาศวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ พร้อมหนังสือแต่งตั้งให้ พระญาณสมโพธิ เป็นรักษาการเจ้าอาวาส คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการฟื้นฟูวัดโลกโมฬี จึงได้จัดพิธีเฉลิมฉลองตราตั้งวัดโลกโมฬี ในช่วงเช้า พระญาณสมโพธฺ (พระราชสิทราจารย์) ได้ประกอบพิธีหล่อพระพุทธรูป พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ ขนาดหน้าตักกว้าง ๘๐ นิ้วขึ้น เพื่อเป็นองค์ประธานประจำวิหารหลังใหม่ เนื่องจากตรงกับเทศกาลยี่เป็งจึงได้มอบหมายให้อาจารย์ยุพิน เข็มมุกด์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ (มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) จัดกิจกรรมเทศน์มหาชาติในเทศกาลยี่เป็งขึ้นเป็นตรั้งแรกของวัดโลกโมฬีประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ กิจกรรมนี้ได้จัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเพื่อสืบสานและส่งเสริมประเพณีการตั้งธรรมหลวง ประกอบกับในช่วงนั้นมีภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย กำลังโด่งดังมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อเรื่องกล่าวถึงวัดโลกโมฬีและพระมหาเทวีจิระประภา ทางคณะกรรมการฟื้นฟูวัดจึงได้นำมาฉายให้ประชาชนได้ชม ปรากฏว่าประชาชนนับหมื่นให้ความสนใจ

งานสถาปัตยกรรม
1 เจดีย์วัดโลกโมฬี เจดีย์วัดโลกโมฬี มีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจนว่า เจดีย์ของวัดโลกโมฬีในปัจจุบันเป็นเจดีย์ที่สร้างปลาย พุทธศตวรรษที่ 21 ตำนานระบุว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระเมืองเกศเกล้า เมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๑ เป็นเจดีย์ทรงปราสาท ได้มีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่องที่เจดีย์วัดโลกโมฬี การพัฒนารูปแบบได้เพิ่มความสูงของเจดีย์คือ ส่วนฐาน ได้แก่ชุดฐานปัทม์ ลูกแก้ว อกไก่ เพิ่มเป็น ๒ ชุดอย่างชัดเจนโดยฐานปัทม์ชั้นล่างไม่มียกเก็จ ที่ฐานปัทม์ชั้นที่สองมีจำนวนยกเก็จที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นมุมที่มีขนาดเล็กล ส่วนกลาง ยังคงเป็นเรือนธาตุในผ้าสี่เหลี่ยมยกเก็จ ที่มีขนาดของมุมเล็กลง และจำนวนของมุมมากขึ้นเช่นเดียวกับฐานปัทม์ด้านล่าง ทั้งสี่ด้านของเรือนธาตุมีซุ้มจระนำ มีรูปแบบของซุ้มลดได้ กรอบซุ้มจระนำมีการผสมผสานกันทั้งกรอบแบบคดโค้ง และกรอบแบบวงโค้ง ตลอดจนแนวของลูกแก้ว อกไก่ที่ประดับเสารับซุ้มจระนำ ก็มีขนาดเด่นขึ้น กลายเป็นรูปงอนคล้ายบัวคว่ำที่เรียกกันว่า ปากแล ส่วนยอด เหนือเรือนธาตุ มีการพัฒนาความสูงโดยเพิ่มจำนวนของชั้นลดรูปฐานปัทม์ลูกแก้ว อกไก่ ยกเก็จซ้อนกันสามฐาน รับทรงระฆังและบัลลังก์สิบสองเหลี่ยม ปล้องไฉนและปลี ซึ่งองค์ระฆังและบัลลังค์นั้น เป็นลักษณะร่วมของเจดีย์ทรงระฆัง
2 วิหารวัดโลกโมฬี วิหารวัดโลกโมฬี เป็นวิหารที่สร้างขึ้นภายหลังได้มีการบูรณะและยกฐานะจากวัดร้างเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา เป็นวิหารศิลปะแบบล้านนา ลักษณะงดงาม ประณีต มีลายแกะสลักอย่างสวยงาม ส่วนวิหารหลังเดิมนั้น ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าสร้างขึ้นพร้อมกับเจดีย์ เมื่อ พ.ศ. 2071
3 พระประธาน พระพุทธรูป พระประธานในวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร มีเพดานและต้นเสาแกะสลักลวดลายต่างๆ อย่างงดงาม พระพุทธรูปมีนามว่า “พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ
4 กุฏิสงฆ์วัดโลกโมฬี กุฏิสงฆ์ มีลักษณะต่างจากกุฏิทั่วไป เนื่องจากเป็นประติมากรรมที่มีลักษณะงดงาม แบบล้านนา ด้านหน้ากุฏิมีรูปปั้นพระเมืองเกษเกล้า ประดิษฐานอยู่บนซุ้มประตู
5 ซุ้มประตูวัดโลกโมฬี ซุ้มประตูวัดโลกโมฬี อยู่ตรงด้านหน้าของวิหาร ติดกับถนน มีลวดลายปูนปั้นงดงาม ศิลปะแบบซุ้มประตูล้านนา ศิลปะแบบซุ้มประตูล้านนา
6 มณฑปพระนางจิรประภามหาเทวี มณฑปพระนางจิรประภามหาเทวี ภายในประดิษฐานพระรูปของพระนางจิระประภา มหาเทวี ซึ่งพระองค์ได้ทรงอุปถัมภ์วัดโลกโมฬีครั้งเสวยราชย์ครองเมืองเชียงใหม่ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ สักการะรำลึกถึงคุณความดีของพระองค์
7 กุฏิสมเด็จ กุฏิสมเด็จ เป็นกุฏิที่ทางวัดสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่รองรับพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่เดินทางมาประกอบศาสนกิจที่เชียงใหม่ โดยมีพระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ เป็นผู้อุปถัมภ์การก่อสร้าง

วัดล่ามช้าง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดล่ามช้าง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 32 ถนนมูลเมือง ซอย 7 ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ประวัติความเป็นมา
เมื่อ พ.ศ.1835 – 1839 พญามังรายมหาราช กษัตริย์แคว้นล้านนา ได้มาสร้างเมืองเชียงใหม่ ทรงประทับอยู่ ณ เวียงเล็กหรือเวียงเชียงมั่น (วัดเชียงมั่นในปัจจุบัน) เพื่อเตรียมอุปกรณ์การสร้างเมือง
พญามังรายได้ทรงเชิญพญาร่วง หรือ ขุนรามคำแหงมหาราช กษัตริย์แคว้นสุโขทัย และ พญางำ-เมือง กษัตริย์แคว้นพะเยา หรือ ภูกามยาม มาร่วมปรึกษาสร้างเมืองด้วย สร้างเสร็จแล้วได้ขนานนามเมืองว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่”
ด้านทิศตะวันออกของเวียงเล็ก เป็นป่าไม้มีหนองน้ำใหญ่ ช้างราชพาหนะของกษัตริย์ทั้งสามพระองค์และของข้าราชบริพาร คงเลี้ยงและล่ามไว้บริเวณนี้ เรียกว่า “เวียงเชียงช้าง” ต่อมาได้สร้างวัดขึ้นที่เวียงเชียงช้าง ณ ที่เลี้ยงและล่ามช้างเพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถาน ขนานนามว่า “วัดล่ามช้าง” และปั้นรูปช้างถูกล่ามเลี้ยงไว้เป็นสัญลักษณ์ของวัด

โบราณวัตถุสถาน

1. วิหาร มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบล้านนาประยุกต์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน สร้างใหม่ ไม่ใช่ของเก่าแก่มาแต่เดิม หน้าบันประดับด้วยลวดลายพรรณพฤกษาสีทองอ่อนช้อยมาก ความพิเศษของพระวิหารวัดล่ามช้างคือมีมุขยื่นออกมาด้านข้างพระวิหาร เพื่อใช้เป็นทางขึ้นลงสำหรับพระสงฆ์ ตามธรรมเนียมล้านนาดั้งเดิมนั้นมักนิยมแยกทางเข้าออกของสงฆ์กับฆราวาสไว้อย่างชัดเจน
2. เจดีย์ มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมย่อเก็จ ที่ฐานมีรูปปั้นช้างประดับอยู่ทั้งสี่ทิศ บริเวณฐานทรงกลมรองรับองค์ระฆังมีปูนปั้นเทพพนมประดับอยู่อย่างสวยงาม ถัดไปเป็นองค์ระฆังประดับด้วยกระจกสีสวยงามจนถึงส่วนปลียอด ฐานประดับด้วยลวดลายกลีบบัว ยอดเจดีย์ยกฉัตรสีทอง
3. ซากเจดีย์โบราณ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ลักษณะเป็นเจดีย์สัณฐานสี่เหลี่ยมมีซุ้มจระนำประดับอยู่ทั้งสี่ด้าน แต่เนื่องจากสวนยอดพังหายไปหมดแล้ว จึงไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเจดีย์ลักษณะใด

วัดราชมณเฑียร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดราชมณเฑียร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดราชมณเฑียร เลขที่ 149 ถนนศรีภูมิ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดราชมณเฑียร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 1974

ประวัติวัดราชมณเฑียร
วัดราชมณเฑียร เป็นวัดที่มีประวัติสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ในอดีต สร้างเมื่อ พ.ศ.1974 เดิมชื่อ วัดราชมณเฑียร พระเจ้าติโลกราชและพระมหาเทวี กษัตริย์ผู้เป็นมหาราชองค์สำคัญสมัยราชวงค์มังราย โปรดเกล้าให้รื้อเอาพระตำหนัก หอราชมณเฑียรส่วนพระองค์หลังหนึ่งมาสร้างเป็นวัดถวายแด่พระมหาญาณคัมภีร์มหาเถระและคณะจึงพระราชทานนามวัดว่า วัดราชมณเฑียร จึงมีความรุ่งเรืองตลอดมา

ยุคที่ราชวงค์มังรายเรืองอำนาจเนื่องจากเป็นวัดที่อยูในพระราชูปถัมภ์ รวมทั้งพระมหาญาณคัมภีระผู้เป็นเจ้าอาวาสก็เป็นนักปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรม โดยที่ท่านได้นำคณะพระภิกษุชาวล้านนาไปศึกษาพระธรรมถึงประเทศศรีลังกา แล้วกลับมาก่อตั้งนิกายลังกาวงค์ง่ายวัดป่าแดงขึ้นในแผ่นดินล้านนา ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา จนรุ่งเรืองแผ่ขยายขึ้นไปถึงแคว้นนครเชียงตุงจรดสิบสองปันนา

เมื่ออาณาจักรล้านนาได้ล่มสลายตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ารวม 200 กว่าปี วัดวาศาสนาต้องรกร้างเศร้าหมอง จนกระทั่งพระเจ้ากาวิละได้กอบกู้เอกราชขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมืองเชียงใหม่จึงกลับฟื้นคืนดี และวัดวาอารามที่สำคัญจึงถูกบูรณะปฏิสังขรณ์รวมทั้งวัดมณเฑียรด้วย

วัดราชมาณเฑียรเป็นวัดที่มีประวัติหลักฐานชัดเจนดังปรากฎในตำนานมูลศาสนาตอนหนึ่งว่า เดือน 6 เพ็ง และปีล้วงไก้สักกราชได้ 793 ตัว (พ.ศ.1974) เดือน 7 ดับในปีนั้น ชาวเมืองทั้งหลายพร้อมกันปลง (ปลงศพ) พระยาสามฝั่งแกนแล้ว จึงราธนาเอาลูกท่าน ชื่อท้าวลก มากินเชียงใหม่ เดือน 8 ออก 5 ค่ำ เม็งวันอังคาร ไทยเต่ายี่ยามตูดเช้า ลวดอุสสาราชภิเสกได้ชื่อว่า อาทิตตราชดิลก (ติโลกราช) และท่านรู้ข่าวว่าพระมหาญาณคัมภีร์เถรเจ้า ไปเอาศาสนามารอดท่านก็ยินดีมากนัก พระยาอาทิตย์ และพระมหาเทวี จิ่งพร้อมกันหื้อม้าง (รื้อ) หอราชมณเฑียรหลังเก่าไปแปลง (สร้าง)ที่พระมหาเถรเจ้าจักอยู่ จิ่งแต่งพ่อเลี้ยงท่านชื่อท้าวเชียงราย ล้านหมื่นสามเด็ก แสนน้ำผึ้งเป็นเคล้า (เค้า) ไปอาราธนาญาณคัมภีระเถรเจ้าเป็นเคล้า (ประธาน) สังฆะทั้งมวลแต่ละพูน (ลำพูน) เข้ามาอยู่ ได้ชื่อว่า วัดราชมณเฑียร ดังนี้แล

เจ้าอาวาสวัดราชมณเฑียร

พระครูอุดมธรรมรักขิต อาทิจฺจวํโส ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชมณเฑียร และยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบล (จต.) ประวัติด้านการศึกษาของพระครูอุดมธรรมรักขิต อาทิจฺจวํโส พระครูอุดมธรรมรักขิต อาทิจฺจวํโส เจ้าอาวาสวัดราชมณเฑียร จบการศึกษาศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 (ป.4)

ลำดับเจ้าอาวาสวัดราชมณเฑียร

แผนที่วัดราชมณเฑียร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดราชมณเฑียร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดโลกโมฬี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าพร้าวใน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดผาบ่อง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดผาบ่อง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 1/3 ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:081-765-5858 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2035

วัดผาบ่องตั้งอยู่บนถนนสิงหราช สร้างเมื่อปี พ.ศ.2035 จากหนังสือวัดสำคัญในเชียงใหม่ของศูนย์ศิลปวัฒนธรรมราชภัฎเชียงใหม่ อ้างว่า ศิลาจารึก (ไม่แจ้งสถานที่) กล่าวถึงมหาญาณตนและเจ้าหน้าสิบแก้วเป็นต้นเค้าศรัทธาชักชวนเจ้านายบริจากเงินหล่อพระพุทธรูปหนัก 680,000 (ทองสัมฤทธิ์) ที่วัดมังคลารามขี้เหล็ก ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดผาบ่อง (สิหาร) ชื่อเดิมว่า มังคลารามขี้เหล็ก ผามาจากคำว่าพญา บ่องเป็นชื่อของคน เดิมเรียกว่าผากอง ปัจจุบันเรียกว่าผาบ่อง เป็นการตั้งชื่้อตามชื่อคน คือ พญาบ่อง

งานสถาปัตยกรรม
1 พระวิหาร
2 พระเจดีย์

งานศิลปกรรม
1 พระประธาน

รูปจิตรกรรม
1 – ภาพเขียนฝาผนังในวิหาร

วัดป่าพร้าวใน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าพร้าวใน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 1/3 ถนนสิงหราช ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053-217-820 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2025

ประวัติความเป็นมา วัดป่าพร้าวใน (Wat Pa Phrao Nai )

วัดป่าพร้าวในได้ถูกสร้างขึ้นในราชวงศ์มังราย ระหว่าง พ.ศ. 1893 – 2101 สันนิษฐานว่าวัดนี้เป็นสถานที่ที่มีต้นมะพร้าวจำนวนมาก จึงได้ตั้งชื่อวัดตามต้นไม้ชนิดนี้ ตามข้อมูลของวัดในทะเบียนของกรมพระศาสนา ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2025 ตรงกับสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์เมืองเชียงใหม่

วัดป่าพร้าวใน สร้างขึ้น พ.ศ.2025 สมัยรัชกาลเจ้าติโลกราชเมืองเชียงใหม่ พระอุโบสถผูกพัทธสีมา พ.ศ.2050 สมัยรัชกาลเจ้าปนัดดาธิราช พระพุทธรูปปางสัมฤทธิ์ สร้างหล่อ พ.ศ.2063 สมัยรัชกาลของกษัตริย์ล้านนา วัดป่าพร้าวในรวมอายุจนถึงปี 2555 มีอายุ 530 ปี

ลำดับเจ้าอาวาส:
สมัยราชวงศ์มังราย พ.ศ. 1839 – 2101 พระมหาอนาลยบัณฑิต พ.ศ. 2063 สมัยพม่ารามัญปกครอง พ.ศ. 2101 – 2317 (ยังไม่พบหลักฐาน) สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2317 -2325 (ยังไม่พบหลักฐาน) สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2535 – ปัจจุบัน 1.พระอธิการ ตุ๊สุยะ

 

[iggetimage type=”locations” tag=”21232199″ limit=”20″]

วัดป่าเป้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าเป้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

เมื่อครั้งก่อนเชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของทางพุกาม(พม่า)อยู่หลายครั้งหลายคราด้วยกัน ทำให้มีร่องรอยวัฒนธรรม ของชาวพุกามอยู่หลายแห่งด้วยกัน ซึ่ง”วัดป่าเป้า”แห่งนี้ ก็ได้มีผู้สัณนิฐานว่าสร้างเมื่อครั้งเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นของพม่า ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากลักษณะของสถาปัตยากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะพุกาม แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานจดบัณทึกไว้อย่างแน่นอน ซึ่งประวัติวัดที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นประวัติช่วงที่มีการเปลี่ยนชื่อจาก”วัดพราหมณ์” เป็น”วัดป่าเป้า”ในปัจจุบัน “พระเจ้าภือนาธรรมมิกราช” กษัคริย์องค์ที่๘ แห่งราชวงค์มังราช กษัตริย์ผู้ครองนคร”ล้านนาไท” ซึ่งได้สร้างวังประทับ”หอคำ” นอกกำแพงทางด้านทิศเหลือของป้อม”ศรีภูมิ” ในพ.ศ.๑๙๓๑ จากตำนาน”ชินกาลมาลีปกรณ์” หรือราชวงค์ปกรณ์ บริเวณที่เป็นวัดป่าเป้าปัจจุบันนี้ สมัยอดีตกาลโบราณเคยเป็นบริเวณ “วัดพราหมณ์” ซึ่งเป็นที่พำนักของชีประขาว ชาวเมืองพุกามที่ชื่อ”มังลุงหลว้าง”ก็มาพำนักที่วัดพราหมณ์แห่งนี้เช่นกัน ในสมัยพระเจ้าติโลกราชพลายราชสมบัติเมือง”นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” มังลุงหลว้างได้รับเงินค่าจ้างจาก”พระบรมไตรโลกนาถ” กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา เข้ามาตัดต้นไม้”นิโครธ”(ต้นไทร) ที่พระเจ้ามังรายปฐมบรมราชวงค์มังรายทรงปลูกเอาไว้ ซึ่งอยู่ใกล้กับแจ่งศรีภูมิเพื่อเป็นที่สิงสถิตย์ของพระเจ้าเสื้อเมืองเทพารักษ์ และประกอปพิธีทางศาสนาต่างๆได้สดวก ปรากฏว่าภายหลังทางกรุงศรีอยุธยา ได้ส่งฑูตเข้ามาไกล่เกลี่ยให้คืนดีเหมือนเดิม แต่ภายหลังความลับก็ได้ภูกเปิดเผยออกมาว่า ที่มังลุงหลว้างเข้ามาพักที่วัดพราหมณ์แห่งนี้ก็เพราะว่าเข้ามาเพื่อตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่ประทับของเทพพารักษ์ของนพบรีศรีนครพิงค์ พระเจ้าติโลกราชจึงเรียกมังลุงหลว้างมาสอบถาม มังลุงหลว้างก็ยอมรับสารภาพว่าได้รับเงินจากพระบรมไตรโลกนาถให้มาทำลาย พระเจ้าติโลกราช ทรงทราบความจริงก็ทรงพิโรธ ซึ่งชำระความผิดกับมังลุงหลว้างและผู้ร่วมการกระทำ(ระสี) ฤษี โดยการโบยและนำไปถ่วงในน้ำแม่ระมิงค์(แม่ปิง) ที่แก่งป็อกไต้ และวัดที่ชีปะขาวชาวพุกามเข้ามาพำนัก ก็กลายเป็นวัดร้างตั้งแต่วันนั้นเป็นมา พระเจ้าติโลกราชทรงประกาศความเจริญทางด้านพุทธศาสนาท้าแข่งกับพระบรมไตรโลกนาคแห่งกรุงศรี พระเจ้าติโลกราชก็ทรงชนะ จึงได้มีการปรับปรุงวัด และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าเป้า..

วัดป้านปิง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป้านปิง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 194 ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053220-812 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2025

วัดป้านปิง ตั้งอยู่ถนนราชภาคินัย ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองเก่า เช่นเดียวกับอีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดอุโมงค์น้อย วัดพันอ้น วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ เป็นต้น แสดงว่าวัดนี้ต้องเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งของบ้านเมือง และผู้ที่สร้างวัดต้องเป็นเจ้านายที่มีอำนาจราชศักดิ์ที่สูงจนสามารถสร้างเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่นี้ได้ พิจารณาจากศิลปะรูปทรงเจดีย์ และองค์พระประธานในวิหาร ทำให้เชื่อได้ว่าวัดนี้สร้างขึ้นในยุคต้นของอาณาจักรล้านนาตั้งแต่สมัยพญามังราย ลงมาถึงสมัยพญาแสนเมือง (ราวพ.ศ.1839-1954) เพราะหลังจากนั้นพระพุทธรูปนิยมสร้างเป็นแบบพระสิงห์สาม ต่อมาราว พ.ศ. 2121 อาณาจักรล้านนาล่มสลายวัดต่างๆจึงชำรุดทรุดโทรมลงรวมทั้งวัดป้านปิงด้วย จนกระทั่ง พ.ศ.2324 อาณาจักรล้านนาได้มีการสถาปนาขึ้นมาใหม่ และราว พ.ศ. 2326 พระเจ้ากาวิละได้เป็นมหาศรัทธาปก (บูรณะ) วัดต่างๆ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งคงจะรวมวัดป้านปิงด้วย และจากสมุดข่อยระบุว่า วันเพ็ญเดือน 5 พ.ศ.2382 ได้สร้างและฉลองอุโบสถของวัดขึ้น แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ได้ระบุชื่อเจ้าอาวาสไว้ ต่อมาราว พ.ศ.2399-2413 เจ้าเมืองเชียงใหม่ลำดับที่ 6 ได้สำรวจชื่อวัดในเขตเมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่เขตกำแพงชั้นนอกเข้ามาถึงชั้นในและบันทึกเป็นตัวอักษรเมืองไว้ในกระดาษสา ระบุว่าเจ้าอาวาสวัดป้านปิดงช่วงนั้นชื่อว่า พระภิกษุธรรมปัญญา รองเจ้าอาวาสชื่อว่า ตุ๊โพธา นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกชื่อเจ้าอาวาสไว้ สำหรับชื่อป้านปิง อันเป็นชื่อวัด แปลว่า ขวาง หรือ กั้นกระแสน้ำปิงให้ไหลไปทางอื่น แต่จากชัยภูมิที่ตั้งของวัดในปัจจุบัน อยู่ห่างน้ำปิงมากพอสมควร ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นการเรียกที่เพี้ยนออกไป

ลำดับเจ้าอาวาส:
ชื่อ พระอธิการชาลี ฉายา กลฺยาโณ นามสกุล พรหมโสภา วุฒิ นักธรรมเอก ศาสนศาสตร์บัณฑิต จากมาหวิทยาลัยมกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา วัดเจดีย์หลวง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2551-ปัจจุบัน(2555) สำหรับประวัติเจ้าอาวาสในอดีตนั้น จากหลักฐานที่พบ ราว พ.ศ.2399-2413 เจ้าเมืองเชียงใหม่ลำดับที่ 6 ได้สำรวจชื่อวัดในเขตเมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่เขตกำแพงชั้นนอกเข้ามาถึงชั้นในและบันทึกเป็นตัวอักษรเมืองไว้ในกระดาษสา ระบุว่าเจ้าอาวาสวัดป้านปิดงช่วงนั้นชื่อว่า พระภิกษุธรรมปัญญา รองเจ้าอาวาสชื่อว่า ตุ๊โพธา นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกชื่อเจ้าอาวาสไว้

งานสถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) เจดีย์เป็นทรงแบบล้านนาฝีมือหลวง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยล้านนาตอนต้น ในรัชกาลของพญามัราย ลงมาถึงพญาแสนเมืองมา เป็นแบบฐานสูงย่อมุมไม้ 28 ทรง 12 เหลี่ยม มีฐานกว้าง 10.20 เมตร สูงประมาณ 25 เมตร เจดีย์เป็นทรงล้านนายุคต้น ฝีมือช่างหลวงล้านนา
2 พระวิหาร สร้างในปี พ.ศ.2024 เป็นสถาปัตยกรรมล้านนา
3 ซุ้มเทวดารักษาวิหาร บูรณะขึ้นตามแบบของเก่าตั้งอยู่เชิงบันไดด้านขวาหน้าวิหาร ปัจจุบันวัดในล้านนาที่สร้างหรือบูรณะขึ้นมาใหม่จะไม่มีการสร้างอีกแล้ว ซึ่งซุ้มนี้เป็นความเชื่อและความศรัทราของชาวล้านนา โดยก่อนที่จะขึ้นวิหารต้องจุดธูปเทียน ปักดอกไม้ บอกกล่าวเทวดาที่รักษาวิหารนี้ก่อนพร้อมกับแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้เทวดาด้วย เป็นซุ้มก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก
4 ซุ้มประตูโขงวิหาร สัณนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างหลวง เช่นเดียวกับซุ้มประตูโขงพระอุโบสถของวัดพระสิงห์อย่างแน่นอน เพราะเป็นวัดที่มีการสร้างขึ้นในยุคของพระเข้าช้างเผือกลังกาเหมือนกัน เป็นรูปปั้นลักษณะจีนปูนตำสูตรล้านนา เป็นรูปพญานาคสองตัวหางพันกันเหนือขนดลำตัวสองฟากเป็นยอดเขาหิมพานต์ พร้อมพระอาทิตย์ พระจันทร์ แสดงถึงขอบของจักรวาล ขากรอบประตูมีบัวคว่ำบัวหงายปก นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาชั้นเลิศชิ้นหนึ่ง
5 ดินจี่ฮ่ออิฐฐานกุฏิ ทางวัดขุดพบจากบริเวณซากฐานกุฏิโบราณเมื่อตอนจะสร้างกุฏิเจ้าอาวาสหลังใหม่เมื่อ พ.ศ. 2475 วัดที่พบอิฐเผาชนิดนี้มี วัดพวกแต้มในเขตกำแพงเมือง พบหลายสิบก้อนและพบอีกเล็กน้อยที่วัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพ ความสำคัญคือช่างล้านนาโบราณจะใช้สร้างฐานโฮงหลวง (กุฏิเจ้าอาวาส) ซึ่งเป็นอิฐเผาที่เชื่อกันว่าช่างล้านนาเรียนรู้มาจากจีนฮ่อ มณฑลยูนานที่ติดต่อค้าขายกับอาณาจักรล้านนาในยุคต้นๆ จึงเรียกอิฐนี้ว่า ดินจี่ฮ่อ เป็นอิฐดินเผาแบบจีนฮ่อ มีประมาณ 20 ก้อน ที่อยู่สภาพดี แต่ละก้อนยาว 60 ซม. กว้างและหนา 28 ซม.

งานศิลปกรรม
1 พระประธานและพระอันดับด้านขวา เป็นพระสิงห์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของล้านนา ซึ่งไม่ ปรากฎนามผู้สร้าง เป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่งที่งดงามมาก บางทีเรียกว่าพระเพชรสิงห์หนึ่ง องค์พระประธานหน้าตักกว้าง 1.70 เมตร องค์รองด้านขวาหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร