Home Blog Page 185

คูน

0

คูน ภาคเหนือ  ตูน     ภาคใต้  กะเอาะขาว โหรา ออกดิบ อ้อดิบ   ภาคกลาง  ตูน กระดาดขาว  คูน   อีสาน      ทูน

ชื่อวิทยาศาสตร์    Colocasia  gigantea  Hook.f.

วงศ์   ARACEAE

ก้านใบสดเป็นผักจิ้ม หรือใช้แกงส้ม แกงแค หัวใต้ดินแก้พิษร้อน ถอนพิษไข้

ตูนเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ก้านใบยาว ใบรูปหัวใจขนาดใหญ่  ขอบใบหยักเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อเชิงลด ออกที่กึ่งกลางกอ ก้านช่อดอกกลมยาว มีกาบรองช่อดอกสีเหลืองหุ้มปลีดอกสีครีม ดอกมีกลิ่นหอม ผลสดมีหลายเมล็ด

สภาพนิเวศ : ชอบขึ้นบริเวณที่มีความชุ่มชื้นสูง แดดไม่จัดมาก

การขยายพันธุ์ : แยกกอ

สถานภาพในชุมชนปางมะโอ
การใช้ประโยชน์ : ก้านใบมีรสจืดและฉ่ำน้ำ นำมาลอกเอาเยื้อหุ้มออก กินสดกับน้ำพริก ลาบ ยำ ส้มตำ ตำส้มโอ หรือนำมาแกงส้มกับปลาสด
แหล่งที่พบ : พบทั่วไปตามสวนครัว ริมลำธาร หรือบางครอบครัวปลูกเป็นไม้ประดับ

เกร็ดน่ารู้ : ตูนเป็นพืชวงศ์เดียวกับบอนและเผือก แต่มีขนาดของกอและก้านใบใหญ่กว่า ไม่คันเหมือนบอน นอกจากนี้มีไขสีขาวนวลหุ้มก้านใบบางๆ เห็นชัดเจน

 

อ้อดิบ คือ ต้นคูนของภาคกลาง เวลาใช้ปรุงอาหารให้ลอกเยื่อบาง ๆ ออก แล้วหั่นเป็นท่อนคล้ายสายบัว อ้อดิบ มีชื่ออื่นอีก เช่น คูน (ภาคกลาง) โหรา อ้อดิบ(นครศรีธรรมราช)

ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Colocasia gigante Hook. f. อ้อดิบ(คูน) เป็นไม้ล้มลุกอยู่ในวงศ์ Araceae และอยู่ในสกุล Colocasia เช่นเดียวกับบอน เป็นผักชนิดหนึ่งชึ่ง ลักษณะคล้ายบอน ชาวบ้านจะปลูกไว้กินริมรั้ว หรือข้างบ้าน ชอบ ขึ้นบริเวณที่มีน้ำแฉะ นำมาทำอาหารได้ทั้งคาวและหวาน อ้อดิบที่นำมาทำเป็นอาหารส่วนมากจะใช้แกงส้ม และยำ

ชื่อสามัญ GIANT Elephant Ears
ชื่อวิทยาศาสตร์ Colocasia gigantea Hook.f
ชื่ออื่น Green Taro ภาคกลางและภาคอิสานเรียกว่า ทูน คูน หัวคูณ ภาคเหนือเรียกว่า ตูน ภาคใต้เรียกว่า เอาะดิบ ออกดิบ ออดิบ นครศรีธรรมราช-ยะลา เรียก ออดิบ ชุมพรเรียกว่า กะเอาะขาว ประจวบคีรีขันธ์เรียกว่า บอน กาญจนบุรีเรียกว่า กระดาดขาว
ถิ่นกำเนิด แถบอเมริกากลางและใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
คูนเป็นพืชตระกูลบอน มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นลูกศร มีนวลเคลือบแผ่นใบก้านใบยาวกลมมีนวลเคลือบ คูนมี 2 ชนิด คือ ชนิดสีเขียวอ่อน ใบมีสีเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวอมขาว ชนิดสีม่วง ใบและก้านใบสีม่วง ออกดอกเป็นช่อเชิงลด มีกาบหุ้ม ก้านช่อดอกกลมยาว มีกาบหุ้มจนมิด เมื่อดอกยังไม่บาน ช่อดอกทรงกระบอก กลุ่มช่อดอกเพศผู้อยู่ด้านบน ตรงกลางกลุ่มช่อดอกไม่มีเพศ ช่อดอกเพศเมียอยุ่ด้านล่าง
ฤดูกาล ก้านและใบออกตลอดปี

การกิน กินก้านที่โตเต็มที่เป็นผัก โดยลอกเอาเปลือกเขียวที่หุ้มอยู่ออก กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก แกล้มแกงรสจัด ส้มตำ ใบอ่อนและก้านชาวเหนือนำไปแกงส้มใส่ปลา ปรุงเป็นผักในแกงแคหรือแกงกะทิ ชาวใต้นิยมนำก้านไปแกงเหลืองใส่ปลา

สรรพคุณทางยา ลำต้นใต้ดิน สุมเป็นถ่ายแก้พิษไข้ พิษร้อน พิษตานซาง ลำต้นใต้ดินสด รักษาแผล กัดฝ้า กัดหนอง แก้โรคเถาดานในท้อง ภาคเหนือใช้ผลสดฝนผสมกับน้ำผึ้งกินละลายเสมหะ

ข้อควรรระวังในการเลือกบริโภคพืชตระกูลบอน
พืชตระกูลบอนเป็นพืชที่นิยมนำมาประกอบอาหารประเภทต่างๆ เช่น แกง ยำ ลวก หรือบางรายก็กินดิบๆ แต่เนื่องจากพืชตระกูลบอนมีหลากหลายสายพันธุ์มีทั้งชนิดที่รับประทานได้และรับประทานไม่ได้ มีลักษณะใบและก้านที่ล้ายคลึงกัน ดังนั้น เราจึงได้ยินอยู่บ่อยๆว่า ผู้ที่บริโภคพืชดังกล่าวเข้าไปแล้วต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากได้รับสารพิษที่มีผลึกแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) ที่มีลักษณะเป็นรูปเข็ม ไม่ละลายน้ำ ซึ่งอยู่ในพืชตระกูลบอน ชนิดที่รับประทานไม่ได้เข้าไปนั่นเอง

  • พืชตระกูลบอนชนิดที่รับประทานได้ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia indicaHassk. Colocasia gigantea Hook.f. ภาษาท้องถิ่นเรียก ออดิบ ออกดิบ (ภาคใต้) คูน (ภาคกลาง) กระดาดขาว ตูน (ภาคเหนือ)
  • สำหรับชนิดที่รับประทานไม่ได้ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Alocasiamacrorhiza Schott ภาษาท้องถิ่นเรียก โหรา เอาะลาย (สงขลา ยะลา) กระดาดดำ (กาญจนบุรี)ความแตกต่างระหว่างพืชตระกูลบอนชนิดที่รับประทานได้ (ออดิบ) และชนิดที่รับประทานไม่ได้ (โหรา) ที่สังเกตได้ชัดคือ โหรา มีลักษณะใบที่ใหญ่ สีเขียวเข้มและหนากว่าใบของออดิบ ซึ่งมีใบขนาดค่อนข้างเล็ก และบางกว่า มีสีเขียวอ่อนกว่าก้านใบของออดิบมักจะมีสีนวลขาว

อาการพิษ
หลังจากรับประทานแล้ว จะมีอาการระคายเคืองในลำคอ ปากและลิ้น ทำให้ลิ้นแข็ง ไม่สามารถพูดได้

ข้อแนะนำในการนำพืชตระกูลบอนมาบริโภค

  1. ต้องมั่นใจว่า พืชดังกล่าวเป็นชนิดที่กินได้ (ออดิบ/คูน) หากไม่มั่นใจว่าเป็ยชนิดที่กินได้หรือไม่ ให้ปรึกษาผู้ที่รู้จักลักษณะของพืชดังกล่าว
  2. ไม่ควรนำออดิบ/คูน ที่ไม่ได้ปลูกเอง หรือที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมารับประทาน
  3. หากรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยพืชตระกูลบอนแล้วรู้สึกผิดปกติ มีอาการระคายเคืองปาก ลิ้นและลำคอ หรือมีอาการปวดแสบปวดร้อน ให้คายทิ้ง แล้วรีบล้างปากแล้วดื่มนมเย็นหรือไอศกรีม เพื่อลดอาการระคายเคืองเฉพาะที่ และรับประทานยาลดกรด ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ ทุกๆ 2 ชั่วโมง และหยุดรับประทานอาหารดังกล่าว แล้วไปพบแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม พืชตระกูลบอนบางชนิด มีสรรพคุณทางสมุนไพร เช่น บอนเขียว บอนจีนดำ บอนน้ำ สามารถใช้หัวเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะในน้ำนม และอีกหลายสายพันธุ์ที่มีลักษณะสวยงาม นิยมนำมาตกแต่งสวน
จึงพอสรุปได้ว่า พืชตระกูลบอนนั้น มีประโยชน์ต่อคนแต่การนำไปรับประทานต้องระมัดระวังสายพันธุ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย

ยำอ้อดิบ เป็นอาหารที่ทำกินกันในจังหวัดสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็นอาหารที่มีราคาถูก ทำง่าย กินกับข้าวสวย ทั้ง 3 มื้อ หรือเป็นกับแกล้มปัจจุบันยังมีที่ทำกินอยู่บ้าง

ฝักแก่ เนื้อสีน้ำตาลดำและชื้นตลอดเวลา มีรสหวาน สามารถใช้เป็นยาระบายได้ โดยนำฝักมาต้มกับน้ำ และเติมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือก่อนรับประทานอาหาร นอกจากนั้น ฝักแก่ยังมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง เมื่อนำฝักมาบดผสม น้ำแช่ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน สารละลายที่กรองได้สามารถฉีดพ่นกำจัดแมลงและหนอน ในแปลงผักได้ ฝักแก่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มด้วยเตาเศรษฐกิจ มีขนาดที่พอเหมาะ

ไม่ต้องผ่า เลื่อยหรือตัด เนื้อของฝักแก่ใช้แทนกากน้ำตาลในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์และ จุลินทรีย์ขยาย ฝักอ่อน สามารถใช้ขับเสมหะได้ ใบสามารถนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคได้ และดอก แก้แผลเรื้อรัง

แหล่งที่มา : http://www.monmai.com/%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A/

แหล่งที่มา : http://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/168

เจี้ย

0

“เจี้ย” หรือ นิทานของล้านนานั้น มีมากมายหลายประเภท มีทั้งนิทานที่ได้เค้าโครง จากนิทานชาดก นิทานพื้นบ้าน นิทานทะลึ่งตึงตัง โลดโผน นิทานเรื่องผี ฯลฯ

คนล้านนาในอดีตมักจะใช้เวลาว่างในยามค่ำ หลังจากกินข้าวปลาอาหารกันอิ่มหนำสำราญดีแล้ว พ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ก็จะเล่าเจี้ย ให้ลูกหลานได้ฟัง สถานที่นั้นไม่จำกัด แต่ถ้าได้นอนหนุนตักยายที่เติ๋น มองขึ้นไปบนฟ้าเห็นพระจันทร์ลอยเด่นดวงโต ลมเย็นๆ พัดผ่าน เสียงยายเล่าเจี้ย ดังแว่วมา แค่นั้นก็เป็นสวรรค์สำหรับเด็กๆ ได้แล้ว

เจี้ยเป็นของชอบ ของสนุก ของคนทุกเพศทุกวัย ผู้ใหญ่ที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ได้ล้อมวงกินข้าวจนหนังท้องตึงแล้ว ก็อาจจะยก เจี้ยมาผลัดกันเล่าให้เฮฮา ผ่อนคลายความ เหน็ดเหนื่อยลงไปได้

เจี้ยจึงเป็นเหมือนสิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คน ในสังคมให้สนิทสนมกลมเกลียวกัน เป็นสิ่งที่คอยสอนให้เด็กน้อยได้รู้ถึง กฎ เกณฑ์ศีลธรรมของสังคมในทางอ้อม เป็นสิ่งที่คอยเตือน ให้ผู้คนในสังคมประพฤติตนตามกรอบอันดีงามที่สังคมได้กำหนดไว้ เจี้ยจึงมีความ สำคัญในสังคมล้านนามากกว่าที่จะเป็นเพียงนิทานเล่าสนุก ฟังสนุก

เจี้ยที่คัดสรรมาทั้งหมดนี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับ “แม่ญิง” ในล้านนา ทั้งสนุกเฮฮา ทั้งสอนใจ เรื่องราวในเจี้ยเมื่อพิจารณาอ่านให้ถ้วนถี่ จะเห็นได้ว่าสะท้อนสภาพสังคมล้านนาในอดีตไว้มากมาย ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุกที่จะมองอดีตผ่านนิทานเหล่านี้

นางอินเหลา

0

นางอินเหลา เป็นมเหสีของเจ้าหลวงคำแดง ผู้เป็นผีอารักษ์ของเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่นางอินเหลาจะอภิเษกกับเจ้าหลวงคำแดง นั้น นางอาศัยอยู่ในถ้ำเชียงดาว ประวัติความเป็นมาของนางอินเหลานั้น ปรากฏอยู่ในเอกสารใบลานเรื่องตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีอยู่หลายสำนวนด้วยกัน เช่น ฉบับวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สงวน โชติสุขรัตน์ เป็นผู้เรียบเรียงไว้ในหนังสือประชุม ตำนานลานนาไทย รวมทั้งฉบับวัดแม่คือ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสมหมาย เปรมจิตต์ เป็นผู้สอบชำระโดยให้ชื่อว่าตำนานเชียงใหม่ ปางเดิม ตำนานทั้งสองเรื่องนี้มีเนื้อหาเป็นอันเดียวกัน แตกต่างกันเฉพาะรายละเอียดในตอนท้ายที่กล่าวถึงพิธีทำบุญเมือง ที่ตำนานเชียงใหม่ปางเดิมได้กล่าวไว้ค่อนข้างละเอียด
รูปปั้นเจ้าหลวงคำแดง บริเวณศาลเจ้าหลวงฯ ที่เชียงดาว

สำหรับตำนานถ้ำเชียงดาว ที่กล่าวถึงของวิเศษภายในถ้ำและพระบรมสารีริกธาตุนั้น ปรากฏรวมอยู่ในตำนานพระบาทพระธาตุ ซึ่งมีการคัดลอกสืบต่อกันมาหลายสำนวนด้วยกัน เช่น ตำนานอ่างสลุง ฉบับวัดป่าเส้า จังหวัดลำพูน ฉบับวัดแสนฝาง ฉบับวัดป่าแดด ฉบับวัดสันป่าข่อย ฉบับวัดม่วงชุม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ประวัติความเป็นมาของถ้ำเชียงดาวนี้ ถ่ายสำเนาไมโครฟิล์มเก็บไว้ โดยสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรื่องราวของนางอินเหลากับเจ้าหลวงคำแดงนั้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยกับชาวลัวะ โดยบริเวณเมืองเชียงใหม่ใน ปัจจุบันนี้ เคยเป็นที่ตั้งเมืองของชาวลัวะมาก่อน เช่น เวียงเจ็ดลิน และเวียงสวนดอก เป็นต้น รวมทั้งชายาของเจ้าหลวงคำแดงอีก สองคนคือ นางผมเผือ กับนางสาดกว้าง สันนิษฐานว่าคงจะเป็นชาวลัวะ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาก่อน โดยมีความเป็นมาที่เท้าความไปถึงสมัยของพระนางจามเทวี ที่ขุนหลวงวิลังคะหัวหน้าของชาวลัวะพ่ายแพ้แก่มอญที่ลำพูน

ตำนานอ่างสลุงระบุแต่เพียงว่านางอินเหลาอาศัยอยู่ในถ้ำเชียงดาว และหลังจากสร้างเวียงล้านนาเสร็จแล้ว เจ้าหลวงคำแดง ก็ยกบ้านเมืองให้โอรสปกครอง โดยพระองค์เสด็จมาใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำเชียงดาวร่วมกับนางอินเหลาตราบจนสิ้นพระชนม์

ส่วนตำนานสุวรรณคำแดงไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนางมากนัก ทราบแต่เพียงว่านางอาศัยอยู่ในถ้ำเชียงดาวนานแล้ว เมื่อเจ้าหลวงคำแดงตามกวางมาถึงที่นี่ จึงได้พบนางและอาศัยอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง ก่อนที่เจ้าหลวงคำแดงจะออกตามกวางต่อไป จนกระทั่งได้สร้างเวียงใหม่ขึ้น และหวนกลับมาอาศัยอยู่ในถ้ำด้วยกันอย่างมีความสุข ดังเนื้อหาในตำนานว่า เจ้าหลวง คำแดง นั้น เรียกกันหลายอย่าง คือ สุวรรณคำแดงสุวัณณคำแดง พระยาคำแดง และ เจ้าหลวงคำแดง เป็นต้น พระองค์ถือกำเนิดขึ้นก่อน ที่พญามังรายจะมาสร้าง เวียงกุมกามและเชียงใหม่ โดยอาณาจักรล้านนาที่มีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางนั้น สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1839 แต่บริเวณที่สร้างเมืองขึ้นมาใหม่นี้ เคยเป็นบ้านเมืองมาก่อนแล้ว ดังจะเห็นได้จากตำนาน พื้นเมืองหลายฉบับที่กล่าวถึง เวียงเชษฐบุรี (เวียงเจ็ดลิน) เวียงสวนดอก และเวียงนพบุรี ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของชนชาวลัวะมาก่อน

เอกสารพื้นเมืองที่กล่าวถึงลัวะ ผู้เป็นเจ้าของเสาอินทขีล คือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เรื่อง เจ้าสุวรรณคำแดง ซึ่งเริ่มต้นด้วย การกล่าวถึงหมู 4 ตัวที่มีชื่อตามทิศทั้งสี่ว่า บุพพจุนทะ ทักขิณจุนทะ ปัจฉิมจุนทะ และอุตตระจุนทะ หมูทั้งสี่วิวาทผิดเถียงกันเป็นประจำ หลังจากตายไปแล้ว หมูแห่งทิศเหนือคือ อุตตระจุนทะได้ไปเกิดเป็นพระยาโจรณี มีโอรสชื่อ เจ้าชายสุวรรณคำแดง

ต่อมาเทวบุตรชื่อโวหารได้จำแลงกายมาเป็นเนื้อทรายทอง ปรากฏ ณ สวนอุทยานของพระยา โจรณี กษัตริย์พร้อมทั้งโอรส และบริวารจึงพากันออกมาล้อมจับ พระยาโจรณีลั่นวาจาว่า หากทรายทองหลุดออกไปทางผู้ใด ผู้นั้นต้องรับโทษ บังเอิญเนื้อทรายหลุด หนีออกไปทางโอรส เจ้าชายสุวรรณคำแดงจึงพาทหารออกติดตาม จนกระทั่งมาถึงบริเวณถ้ำเชียงดาว ทรงพบนางอินเหลา ทั้งสองเกิด ความรักใคร่กัน จึงอยู่กินด้วยกัน แต่เจ้าชายจำเป็นต้องออกติดตามเนื้อทรายทองต่อไป และครั้งนี้เจ้าชายได้พบกับ “คนที่เกิดใน รอยเท้าสัตว์” อันหมายถึงชาวลัวะ ซึ่งฤาษีกล่าวว่าให้เลี้ยงดูไว้เป็นไพร่ฟ้า

“อันสูได้คนยังรอยตีนช้างนั้น ก็พร่ำดั่งบอนเกิดกับห้วยนั้นแล หื้อสูท่านทังหลายเอาเมือเลี้ยงไว้รักษาหื้อดีๆ แท้เทอะ
หื้อได้ที่จื่อที่จำเอายังคำเขาไว้สืบกันไปเมื่อหน้าเทอะ”

วันต่อมา เจ้าชายสุวรรณคำแดงพาทหารติดตามมาถึงบริเวณที่ราบลุ่มน้ำแม่ระมิงค์ ทรงพบหนองน้ำที่มีดอกบัว 7 กอ จึงกลับ มาเล่าให้ฤาษีฟังว่าไม่พบทรายทอง พบแต่หนองน้ำ ฤาษีแนะนำว่าชัยภูมิ แห่งนั้น เหมาะแก่การสร้างเมืองเป็นอย่างยิ่ง ทำนา 1 ปีกิน ได้นานถึง 7 ปี หลังจากนั้น เจ้าชายสุวรรณคำแดงจึงสร้างเมืองขึ้นตามคำบอกของฤาษี โดยให้ชื่อเวียงว่า “ล้านนา” ซึ่งได้มาจาก น้ำหนักเตียงหินของ เจ้าชายที่หนักหนึ่งล้าน

สุวรรณคำแดง ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองล้านนา มีมเหสีรองอีกสองนางคือ นางผมเผือ และนาง สาดกว้าง ทรงมีโอรส 7 องค์ ส่วน ไพร่ฟ้าที่เป็นลัวะพระองค์แต่งตั้งให้ “มามุตตะลาง” เป็นขุนหลวงคอยสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ต่อมาภายหลังพระยาสุวรรณคำแดง ได้ยกราชสมบัติให้โอรสปกครอง ส่วนพระองค์เสด็จออกไปอยู่กับนางอินเหลาในถ้ำเชียงดาว ณ ดอนอ่างสรง ตราบจนสิ้นพระชนม์

ศาลเจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ที่อำเภอเชียงดาว

เวียงล้านนามีกษัตริย์ปกครองสืบมาอีกหลายพระองค์ แต่ในที่สุดก็ล่มกลายเป็นหนองน้ำ ในสมัยของพระยาคาว ซึ่งจับปลาฝา หรือตะพาบน้ำเผือกมากิน ส่วนไพร่ฟ้าข้าราษฎรได้พากันอพยพออกไปอยู่ตามป่าเขา อาเพทพิบัติดังกล่าวนี้ ตำนานพื้นเมืองบันทึก ไว้ว่า

“พระยาคาวเอาปลาฝาเผือกมากิน เถิงเมื่อกลางคืนเวียงล้านนานั้น ก็ลวดยุบหล่มลงเป็นมหาหนองอันใหญ่ เป็นน้ำเหลื้อม
อยู่แท้เติงๆ ”

ตำนานเจ้าหลวงคำแดงและถ้ำเชียงดาว

0

เรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาเป็นอมตะคู่กับดอยหลวงเชียงดาว คงจะไม่มีสิ่งใดเทียบเทียม “ตำนานเจ้าหลวงคำแดง” และ “ตำนานถ้ำเชียงดาว” ซึ่งร้อยเรียงผสมผสานกับความเชื่อของคนท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
ตำนานเกี่ยวกับเจ้าหลวงคำแดงถูกถ่ายทอดออกมาหลายเรื่องราวด้วยกัน แม้จะมีความต่างในรายละเอียด ทว่าหากพิจารณาให้ถึงแก่นแล้ว เจ้าหลวงคำแดงก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งขุนเขา เป็นเจ้าแห่งผีทั้งหลาย เป็นที่เคารพ สักการะ ของชาวเหนือ อย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และถ้ำเชียงดาวซึ่งเชื่อกันว่า เป็นเมืองเทวาของเจ้าหลวงคำแดง ตั้งอยู่ด้านหน้าของดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งเป็นขุนเขาที่ชาวเชียงใหม่นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของผีเมืองเชียงใหม่ทุกองค์ตั้งแต่ก่อนพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ ผีเมืองเชียงใหม่มีเจ้าหลวงคำแดงเป็นประธานใหญ่กว่าผีเมืองทั้งหมด
มีเรื่องเล่าว่าทุกวันพระผีทุกผีในเมืองเชียงใหม่จะต้องไปร่วมเฝ้าและประชุมที่ดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งในถ้ำเชียงดาวจะมีห้องโถงขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นห้องประชุม ในวันนั้นผีจะไม่เข้ามาหลอกหลอนชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ผีเมืองที่ดอยหลวงเชียงดาวได้เก็บข้าวจากชาวนาทุกคนที่วางไว้เซ่นไหว้พระแม่โพสพและเป็นค่าน้ำหัวนา ซึ่งจะนำข้าวไปวางไว้ที่หัวนาก่อนที่ชาวนาจะนำข้าวมาใส่ในยุ้งฉาง ข้าวเหล่านี้ผีดอยจะนำมากิน แล้วจะเหลือเพียงเปลือกหรือแกลบไว้ซึ่งจะเก็บเปลือกข้าวหรือแกลบไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งทางทิศใต้ไม่ไกลจากดอยหลวงเชียงดาวชื่อว่า “ถ้ำแกลบ”ความศักดิ์สิทธิ์ของดอยหลวงมิเพียงแต่ชาวบ้านจะเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว พระสงฆ์ในเขตล้านนาก็ได้แต่งและคัดลอกคัมภีร์ใบลานชื่อ ตำนานถ้ำเชียงดาวไว้หลายสำนวน ทั้งที่พบในเชียงใหม่และเมืองอื่นๆที่ห่างไกลออกไป เช่น ที่เมืองน่าน เป็นต้น

…เจ้าหลวงคำแดงเจ้าตำนาน…แห่งอมตะนิยาย

มีหลายเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับเจ้าหลวงคำแดงเป็นไปในลักษณะของ อมตะนิยายพิศวาส อาทิ เล่าเป็นนิยายปรัมปรายุคต้นพุทธกาล กล่าวถึง

สมเด็จองค์อัมรินทราธิราชเจ้า ประมุขแห่งปวงเทพเทวาได้ดำริให้จัดทำสิ่งวิเศษเพื่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าศรีอาริยะเมตตรัยที่จะมาตรัสรู้พระสัจธรรมในอนาคต ได้เล็งเห็นว่าถ้ำเชียงดาวเป็นสถานที่เหมาะสมแก่การเก็บรักษาของวิเศษเหล่านั้น เพราะลึกเข้าไปในถ้ำจนสุดประมาณมิได้ เป็นเมืองแห่งพวกครึ่งอสูรกาย เรียกว่าเมืองลับแล มีความเป็นอยู่ล้วนแต่เป็นทิพย์ ผู้คนทั้งหลายในมนุษย์โลกธรรมดาที่เต็มไปด้วยกิเลสยากนักที่จะเข้าไปพบเห็นได้ เพราะมีด่านภยันตรายต่างๆมากมายหลายชั้นกั้นขวาง ไว้เป็นอุปสรรค

มียักษ์สองผัวเมียบำเพ็ญภาวนารักษาศีลเพราะได้ปฏิบัติตนเป็นผู้ถึงซึ่งพระรัตนตรัยจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีนางผู้เลอโฉมนามว่า “อินเหลา” อยู่ปรนนิบัติบิดามารดาผู้ทรงศีลทั้งสอง จนวันหนึ่งได้พบกับ เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ยุวราชหนุ่ม ซึ่งเสด็จมาประพาสป่าจากแค้วนแดนไกล ได้บังเกิดความหลงใหลในความงามของนาง ก็ได้พยายามติดตามนางไปจนถึงถ้ำเชียงดาว และทิ้งกองทหารของพระองค์ไว้เบื้องหลัง จากนั้นก็ไม่กลับออกมาอีกเลย ว่ากันว่าเจ้าหลวงสุวรรณคำแดงอยู่ครองรักกับเจ้าแม่อินเหลาที่ถ้ำเชียงดาวนั่นเอง ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าจะมีเสียงดังสะเทือนจากดอยหลวงเชียงดาว ปรากฏเป็นลูกไฟ ขนาดลูกมะพร้าว สว่างจ้าพุ่งหายไปในดอยนางซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งมีความเชื่อว่า เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงลั่นอะม็อกไปเยี่ยมเจ้าแม่อินเหลาที่ดอยนาง

นอกจากนี้ยังมีตำนานเจ้าหลวงคำแดง จากเอกสารที่เขียนขึ้นโดย พระมหาสถิตย์ ติกขญาโณ กล่าวไว้ว่า
พระผู้เป็นเจ้าได้ปกาศิตให้เทวดายักษ์ตนหนึ่งนามว่า เจ้าหลวงคำแดง กับบริวาร 10,000 คนมารักษาของวิเศษในถ้ำเชียงดาว เพื่อรักษาไว้ให้ พระเจ้าทรงธรรมมิกราชใช้ปราบมนุษย์อธรรมในอนาคต ซึ่งนามเดิมของเจ้าหลวงคำแดง คือ “เจ้าสุวรรณคำแดง” ผู้ซึ่งจะมีหน้าที่เฝ้ารักษาถ้ำและดอยหลวงเชียงดาว จะหมดเวลาของการเฝ้ารักษาเมื่อพระเจ้าทรงธรรมมาปราบมนุษย์อธรรมเสียก่อน

และกล่าวถึงเทวดาผู้เป็นชายาของเจ้าหลวงคำแดงมีนามว่า “จอมเทวี” สถิตอยู่ที่ดอยนาง ว่ากันว่าต่างรักษาศีล 8 จึงหาได้อยู่ร่วมกันไม่ ก่อนที่เจ้าหลวงคำแดงและจอมเทวีจะมาอยู่ที่ดอยหลวงเชียงดาวนั้น ชะรอยว่านางจอมเทวีมีนิวาสสถานบ้านเมืองอยู่เดิมอยู่ทางทิศใต้ ไม่ปรากฏชื่อแน่ชัด ส่วนเจ้าหลวงคำแดงนั้นเป็นบุตรของเจ้าเมืองพะเยานามว่า “สุวรรณคำแดง” ซึ่งพระบิดาได้สั่งให้เจ้าหลวงคำแดงพร้อมทหารไปรักษาด่านชายแดนเพื่อป้องกันศัตรู ได้มาพบเห็นสาวงามนางหนึ่ง จึงได้ติดตามนางไปแต่ไม่พบ เจอเพียงกวางทองตัวหนึ่ง จึงสั่งให้ทหารติดตามเจ้ากวางทองตัวนั้นไป และกำชับว่าต้องจับเป็นห้ามทำร้ายเจ้ากวางทองเด็ดขาด เป็นเวลา 3 วันก็ไม่สามารถจับเจ้ากวางทองได้ แต่เจ้าหลวงคำแดงก็ยังไม่ละลดความพยายาม นำทหารติดตามไปเรื่อยๆหมายจะจับกวางทองให้ได้ จนเวลาล่วงเลยไป 10 วันก็ยังไม่พบเจ้ากวางทอง คงเห็นแต่รอยเท้าเท่านั้น และในวันหนึ่งสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเจ้าหลวงคำแดงและเหล่าทหารก็คือ คราบของกวางทอง อยู่ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสบคาบ จากตำนานเจ้าหลวงคำแดงนั่นเอง

จากนั้นเจ้าหลวงคำแดงก็ติดตามเจ้ากวางทองไปในป่าแห่งหนึ่ง ชื่อว่าดงเทวี ทันทีที่เจ้าหลวงคำแดงตามไปพบ จึงสั่งให้ทหารกระจายกำลังโอบล้อมไว้พร้อมประกาศว่า หากกวางทองหลุดออกจากด่านของผู้ใดผู้นั้นจะต้องถูกตัดหัว ในที่สุดกวางทองตัวนั้นก็หลุดออกมาจากวงล้อมวิ่งผ่านไปทางที่เจ้าหลวงคำแดงอยู่ ดังนั้นเจ้าหลวงคำแดงจึงต้องไปติดตามกวางทองด้วยตัวเองและให้ทหารคอยอยู่ที่ดงเทวี และสั่งว่าหากเกิน 7 วันแล้วพระองค์ยังไม่กลับให้กลับกันไปก่อน แล้วก็ติดตามกวางทองตัวนั้นไปทางทิศตะวันตก

ซึ่งกวางทองมุ่งหน้าไปสู่เขาใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วกลายร่างเป็นคนเข้าไปยังถ้ำเชียงดาว เจ้าหลวงคำแดงจึงตามเข้าไปในถ้ำ ตราบเท่าทุกวันนี้ก็ยังไม่กลับออกมา ผู้คนเชื่อว่าพระองค์สิงสถิตรักษาถ้ำเชียงดาว จึงตั้งศาลไว้ชื่อว่า ศาลเจ้าหลวงคำแดง และมีรูปปั้นกวางทองด้วย…

ถ้ำเชียงดาว
เป็นถ้ำที่น่าสนใจถ้ำหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขต อำเภอเชียงดาว ตั้งอยู่เชิงเขาของดอยหลวงเชียงดาว ภายใน แต่ละถ้ำ มีความงามจากการเสกสรรปั้นแต่งของธรรมชาติ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ของหินงอกหินย้อย ที่ก่อให้ เกิด รูปร่างต่างๆเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในมีหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่สวยงาม บางแห่งเป็นซอกหลืบ เมื่อฉายไฟ จะมีประกายระยิบระยับ สามารถจินตนาการเป็นรูปต่างๆได้มากมาย เสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่อยู่ตรงที่มีน้ำใส่ไหลเย็นจากในถ้ำไหล ออกมาที่บริเวณหน้าถ้ำ เป็นอย่างนี้ชั่วนาตาปีไม่มีเหือดหาย และไหลมารวมกันเป็นสระน้ำมีปลาน้อยใหญ่ว่ายวนไปมา ทำให้ บรรยากาศสดชื่นและยังร่มรื่น ด้วยพันธุ์ไม้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมากและ ตรงหน้าถ้ำนี้เองเป็นที่ตั้งของ วัดถ้ำเชียงดาว
สำหรับเส้นทางเดินชมถ้ำมีหลายทางดังต่อไปนี้
– เส้นทางแรก คือ ถ้ำพระนอน เส้นทางนี้ยาว 360 ม.
– เส้นทางที่ 2 คือ ถ้ำแก้ว ถ้ำน้ำ ยาว 734 ม.
– เส้นทางที่ 3 คือ ถ้ำมืด ถ้ำม้า ยาว 735 ม.
สองเส้นทางหลังนี้ไม่มีไฟฟ้า ถ้าต้องการเดินชมจะมีคนนำทางและตะเกียงให้ ภายในแต่ละถ้ำ ต่างมีความงามจากการเสกสรรปั้น แต่งของธรรมชาติ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ของหินงอกหินย้อยที่ก่อให้เกิดรูปร่างต่างๆ มีชื่อเรียกตามลักษณะรูปทรง เช่น หินโคมไฟเทวดา หินดอกบัวบาน หินมือยักษ์ หินดอกบัวพันชั้น โดยเฉพาะภายในถ้ำแก้ว เมื่อยามกระทบแสงสว่างนั้นดูงดงาม ตระการตา เพราะจะเห็นเป็นแสงระยิบระยับคล้ายประกายของเพชรเลยทีเดียว

ประวัติความเป็นมาวัดถ้ำเชียงดาว
วัดถ้ำเชียงดาว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2310 มีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วัดถ้ำหลวงเชียงดาว การก่อสร้างเริ่มครั้งแรกโดยพระครูบาประธรรมปัญญา และพ่อแสนปี ต่อมา พ.ศ. 2430 พระยาอินต๊ะภิบาล มาทำบันไดขึ้นสู่ปากถ้ำ พร้อมเสนาสนะและศิลปวัตถุอื่นๆ ใน พ.ศ. 2456 มีฤาษีชื่อคันธะมาสร้างพระพุทธรูป จนถึง พ.ศ. 2477 ครูบาศรีวิชัย มาสร้างและบูรณะ นอกจากนั้นในสมัยหลังได้มีการสร้างและบูรณะเสนาสนะเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2514
ความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดง ถ้ำเชียงดาว และอ่างสลุง (อ่างสรง) ยังคงถูกผลิตซ้ำอยู่ตลอดเวลาในรูปของตำนานที่ถูกเล่า ขานสืบกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งยังถูกเชื่อมร้อยด้วยสำนึกเรื่องความศักดิ์สิทธิ ์ของเจ้าพ่อหลวงคำแดง ซึ่งได้กลายเป็นเค้าผี (ต้นตระกูลของผี) ของระบบผีเมืองใหญ่ในเขตล้านนาเดิมทั้งหมด โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ถ้ำเชียงดาว อันถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สิงสถิตของเจ้าหลวงคำแดง เจ้าพ่อศรีวิชัย และเจ้าแม่อินเหลา ถือเป็นผีหลวงรักษาประจำเมืองเชียงดาว มีผีบริวารเครือข่ายความสัมพันธ์ที่สำคัญได้แก่ เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก (แก่งปันเต๊า) เจ้าพ่อผาขาว (บ้านโปงอาง) เจ้าพ่อขุนดำ (บ้านน้ำรู) เจ้าศรีอุ่นเมือง เจ้าแม่ต่อมคำ (บ้านแม่อ้อใน – แม่อ้อนอก) เป็นต้น มีอาณาเขตความสัมพันธ์ไปถึงอำเภออื่นๆ ทั่วทั้งเขตแอ่งเชียงใหม่ ? ลำพูนตอนบน

ตำนานที่ผูกเรื่องราวของเจ้าหลวงคำแดงกับถ้ำเชียงดาว กล่าวถึงเมืองเมืองหนึ่งในแถบนี้ว่าชื่อเมือง ?โจละนี? และกล่าวถึงเจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ว่าเป็นราชบุตรเจ้าเมืองพะเยา (ตำนานพยายามเชื่อมโยงท้องถิ่นทั้งสองเข้าด้วยกัน เนื่องจากเมืองพะเยามีลูกหลานของพระยางำเมืองพระองค์ หนึ่ง ทรงพระนามว่า ?คำแดง? เช่นกัน ขณะที่ประวัติของเจ้าหลวงคำแดงและเมืองเชียงดาวนั้น มีมากว่าพันปี ส่วนเมืองพะเยานั้นมีอายุไม่เกิน ๗๐๐ ปีเท่านั้น)

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงได้รับคำสั่งจากบิดาให้คุมทหารจำ นวนหนึ่งไปรักษาการที่ด่านชายแดนเพื่อป้องกันศัตรูจา กเมืองอื่น ระหว่างที่ทรงพักผ่อนก็ได้พบกวางทองตัวหนึ่ง พระองค์จึงตามไปจนถึงเชิงดอย ?อ่างสลุง ? สรง? หรือดอยหลวงเชียงดาว ภายหลังทราบความจริงว่ากวางทองนั้นเป็นสาวงามนางหนึ่ งชื่อนางอินทร์เหลาแปลงร่างมา จนเกิดเป็นความรักกัน นางบอกว่านางเป็นเนื้อคู่ของพระองค์ซึ่งรอคอยอยู่ที่ เมืองลับแลคือถ้ำแห่งนี้มานาน พระองค์จึงตามนางเข้าไปในดินแดนแห่งนั้น และไม่กลับออกมาอีกเลย

ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า วิญญาณของเจ้าหลวงคำแดงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปก ปักรักษาถ้ำเชียงดาว มีการสร้างศาลเจ้าพ่อหลวงคำแดงไว้ที่ถ้ำนี้เป็นแห่งแ รก

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า วันดีคืนดีจะมีเสียงสะเทือนสั่นจากดอยหลวงเชียงดาว และมีลูกไฟกลมขนาดมะพร้าวสว่างจ้าพุ่งหายไปทางดอยนาง ซึ่งอยู่ทางเหนือดอยหลวง เชื่อกันว่าเป็นเสียงปืนใหญ่หรือ ?อะม็อก? ที่เจ้าหลวงคำแดงลั่นขึ้นก่อนออกไปเยี่ยมนางอินเหลาท ี่รักษาศีลอยู่ที่ดอยนาง ส่วนเจ้าหลวงคำแดงรักษาศีลภาวนาอยู่ที่ถ้ำเชียงดาวจน ถึงปัจจุบัน

เรื่องราวในตำนานเจ้าหลวงคำแดงผูกโยงเข้ากับความเชื่ อเกี่ยวกับถ้ำเชียงดาวว่า พระยาธรรมมิกราชจะมาเกิดที่เมืองเชียงดาว เพื่อปราบยุคเข็ญในปี พ.ศ. ๓๐๐๐ ซึ่งเจ้าพ่อหลวงคำแดงเป็นเทวาอารักษ์ปกป้องไว้เพื่อร อพระยาธรรมิกราชองค์ใหม่

ความยิ่งใหญ่ของผีเจ้าหลวงคำแดงนั้นถูกเล่าสืบต่อกัน มาอีกว่า ในการปกครองอาณาจักรผีอาจมีผีหลายแห่งต้องมาขึ้นและม าขอคำปรึกษาจากผีดอยเชียงดาว เช่น ผีเมืองน่าน ผีเมืองพะเยา และผีแม่พริกลำปาง แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของผีเจ้าหลวงคำแดงซึ่งเป็นเค้าผ ีทั้งหลาย

ประเด็นดังกล่าว ดร.ฉลาดชาย ระมิตานนท์ กล่าวในมุมมองของนักสังคม ? มานุษยวิทยาในงานสืบชะตาเมืองเชียงดาวว่า ?ผี? ในตำนานของเจ้าหลวงคำแดงมีความหมายในเชิงอำนาจที่ยิ่ งใหญ่เหนือคนหรือเทพ ไม่ใช่ความหมายในเชิงผีที่ใช้อำนาจในทางหลอกหลอนผู้ค น นางอินเหลาน่าจะเป็นคนในท้องถิ่นนั้น โดยอาจเป็นลูกสาวเจ้าเมืองหรือเจ้าบ้านบริเวณเขตเมือ งเชียงดาวนั้นเอง

สำหรับตำนานของเจ้าหลวงคำแดงฉบับใบลานที่ปรากฏในวัดก ลับเล่าตำนานต่างกันออกไป เจ้าหลวงคำแดงกลายเป็นอำนาจท้องถิ่นที่ยอมรับพระพุทธ ศาสนา โดยยกเรื่องขุนธรรมิกราชขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าขุนธรรมิกราชจะมาเกิด พระยายังฝากสมบัติไว้กับเจ้าหลวงคำแดง เจ้าหลวงคำแดงจึงถูกดัดแปลงเป็นยักษ์ที่เฝ้ารักษาสมบ ัติไว้ในถ้ำเชียงดาว และถูกกำกับด้วยความเชื่อที่ว่า หากผู้ใดอยากพบเห็นสมบัติภายในถ้ำให้รักษาศีลให้บริส ุทธิ์เสียก่อนจึงจะเข้าถ้ำ มิฉะนั้น อาจหลงทางจนหาทางออกไม่พบ กลายเป็นผีบริวาร หรือวิญญาณบริวารของเจ้าหลวงคำแดงไป ความเชื่อนี้อาจถูกสร้างขึ้นโดยนัยของการป้องกันไม่ใ ห้คนเข้าไปลักขโมยของต่างๆ ภายในถ้ำ

ถ้ำบริจินดา

0

เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเทือกเขาดอยอ่างกา หรือ ดอยอินทนนท์ ใกล้น้ำตกแม่กลาง อำเภอจอมทอง ภายในถ้ำมีความลึกหลายกิโลเมตร เพดานถ้ำมีหินงอก หินย้อยหรือชาวเหนือเรียกว่า “นมผา” มีความสวยงามมาก มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในถ้ำด้วย นอกจากนั้นยังมีธารหิน เมื่อมีแสงสว่างมากระทบจะเกิดประกายระยิบระยับสะท้องแสงงามอย่างมาก ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำทะลุสามารถมองเห็นภายในได้ถนัด เพราะมีอุโมงค์ซึ่งแสงสว่างลอดเข้ามาก่อนจะถึงปากถ้ำจะมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่อธิบายถึงประวัติของการค้นพบถ้ำแห่งนี้

การเดินทาง
ถ้ำบริจินดาอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 67 กิโลเมตร จากเชียงใหม่เดินทางตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (ถนนเชียงใหม่ – ฮอด) จนถึงจอมทองระยะทาง 58 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไปยังน้ำตกแม่กลางอีก 8 กิโลเมตร จะถึงทางแยกขวามือขึ้นดอยอินทนนท์อีก 1 กิโลเมตร จะเห็นทางแยกขวามือจะมีป้ายบอกทางไปถ้ำบริจินดา
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง
เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 16:00 น.
สอบถามข้อมูล โทร. 0 5328 6730

ถ้ำเชียงดาว

0

ถ้ำเชียงดาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ตัวถ้ำตั้งอยู่ในเขตอําเภอเชียงดาวเมื่อไปถึงหน้าถ้ำจะเห็นบริเวณ กว้างขวางสําหรับจอดรถ มีศาลานั่งพักหลังใหญ่ ส่วนทางเข้าถ้ำเป็นบันไดไต่สู่ตัวถ้ำ ภายในแต่ละถ้ำต่างมีความงามจากการเสกสรรปั้นแต่งของธรรมชาติ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ของหินงอกหินย้อยที่ก่อให้เกิดรูปร่างต่างๆ มีชื่อเรียกตามลักษณะรูปทรง เช่น หินดอกบัวบาน หินดอกบัวพันชั้น หินมือยักษ์ หินโคมไฟเทวดาโดยเฉพาะภายในถ้ำแก้วมีธารหินเมื่อยามกระทบแสงสว่างนั้นดูงดงามตระการตาเพราะจะเห็นเป็นแสงระยิบระยับคล้ายประกายของเพชร บริเวณหน้าถ้ำมีธารน้ำไหลผ่านเต็มไปด้วยปลาหลายชนิด ด้านขวามือตรงกลางสระเป็นเรือสําเภาหิน หรือหากนักท่องเที่ยวต้องการชมบริเวณถ้ำทั้งหมดก็สามารถติดต่อคนนําทางได้บริเวณหน้าถ้ำ ถ้ำหลวงเชียงดาวเป็นโบราณสถานที่ผู้คนมากมายเลื่อมใสศรัทธา อาจเป็นเพราะได้รู้เรื่องราวอัศจรรย์จากตำนานาที่เล่าสืบต่อกันมาจนกลายมาเป็นความเชื่อความศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของถ้ำหลวงเชียงดาวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การเดินทาง
จากเชียงใหม่เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่ – ฝาง) ไปยังอำเภอเชียงดาว ระยะทาง 72 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปจนถึงถ้ำอีก 5 กิโลเมตร ถนนเป็นถนนราดยางอย่างดีจนถึงบริเวณถ้ำ
เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 16:00 น.
อัตราค่าเข้าชม 10 บาท (ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ)

ถ้ำหลวงแม่สาบ

0

ถ้ำหลวงแม่สาบตั้งอยู่ในอำเภอสะเมิง ซึ่งนอกจากจะมีความหลากลหายทางด้านวัฒธรรมแล้วยังมีความหลากหลายทางด้านภูมิศาสตร์เกิดความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและสวยงามอีกแห่งหนึ่งก็คือถ้ำหลวงแม่สาบ เป็นถ้ำขนาดกลาง มีสองชั้นหลายคูหา ชั้นบนเป็นปล่องโพรงทะลุมองเห็นท้องฟ้า คล้ายปล่องภูเขาไฟ ชั้นล่างลึกประมาณ 150 เมตร ความงดงามภายในถ้ำยังถือว่ามีความสมบรูณ์อยู่มาก มีหินงอก หินย้อยอยู่มากมาย อากาศภายในถ้ำค่อนข้างเย็น โปร่งโล่งไม่อึดอัด อากาศถ่ายเทได้สะดวก บริเวณถ้ำมีลานจอดรถกว้างขวางและสภาพแวดวล้อมร่มรื่นจัดภูมิทัศน์ไว้อย่างสวยงาม

การเดินทาง

จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่ – ฝาง) ผ่านอำเภอแม่ริมจากนั้นไปตามทางหลวงหมายเลข 1096 จนถึงอำเภอสะเมิง จากตัวอำเภอสะเมิงใช้เส้นทางบ่อแก้ว – สะเมิง ทางหลวงหมายเลข 1349 ไปทางทิศเหนือห่างออกจากตัวอำเภอสะเมิงไปประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะเจอป้ายทางเข้าซ้ายมือเข้าตัวถ้ำอย่างชัดเจน
จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) ผ่านอำเภอหางดงจากนั้นไปตามทางหลวงหมายเลข 1269 จนถึง อำเภอสะเมิง จากอำเภอสะเมิงไปตามทาง รพช. สายสะเมิง – บ้านวัดจันทร์ เส้นทางนี้มีทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงามมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติขุนขาน อำเภอสะเมิง
เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 16:00 น.
สอบถามข้อมูล โทร. 08 1883 3800

ถ้ำเมืองออน

0

ถ้ำเมืองออนเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่บนเทือกเขา บริเวณใกล้เคียงมีภูเขาเรียงรายอยู่หลายลูก ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเป็นเวลาสะสมมาเนินนานจนเกิดมีรูปร่างต่างๆ ทางเข้าถ้ำเป็นบันไดลึกลงสู่เบื้องล่างมีโถงถ้ำขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่งดงาม ตรงกลางโถงถ้ำเป็นหินงอก “พระธาตุนมผา” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถ้ำ ผนังถ้ำเป็นหินงอกหินย้อย สดใสแวววาวเมื่อยามกระทบแสงสว่างนั้นดูงดงามตระการตาเพราะจะเห็นเป็นแสงระยิบระยับคล้ายประกายของเพชร นอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้วภายในถ้ำยังมีสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น เพื่อเคารพบูชาตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ซึ่งจะพบเห็นได้ตามจุดต่างๆ ตามเส้นทางเดินภายในถ้ำ ส่วนมากจะเป็นพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและใหญ่ ภายในถ้ำแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน ของครูบาศรีวิชัย และบริเวณปากถ้ำมีรูปปั้นครูบาศรีวิชัย และสถูปอัฏฐิของท่าน รวมทั้งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ด้วย

การเดินทาง

โดยรถยนต์ – จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหมายเลข 1006 (เชียงใหม่ – สันกำแพง) จากนั้นไปจนสุดระยะทางจะพบทางแยกตัดผ่านเส้นทางหมายเลข 1317 เข้าสู่อำเภอสันกำแพง เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางหมาเลข 1317 เป็นระยะทางอีกประมาณ 7 สังเกตบ้านถ้ำเมืองออนทางด้านซ้ายมือ จากนั้นเลี้ยวซ่ายเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร
โดยรถประจำทาง – หากนักท่องเที่ยวประสงค์จะเดินทางไปโดยรถประจำทางก็สามารถทำได้โดยขึ้นรถจากสถานีขนส่งช้างเผือกไปยังอำเภอสันกำแพง และเช่าเหมารถสองแถวจากอำเภอสันกำแพงไปยังถ้ำเมืองออน

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ อำเภอสันกำแพง
เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 16:00 น.
อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท (ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ)
สอบถามข้อมูล โทร. 0 5381 8348

ถ้ำตับเตา

0

ถ้ำตับเตาเป็นถ้ำที่ความสวยงามภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ถ้ำตับเต่านี้แยกออกเป็น 2 ถ้ำ คือถ้ำผาขาวและถ้ำปัญเจค จากการสำรวจด้านที่ติดกับเขามีลำห้วยไหลผ่านเข้าไปในเขตวัดน้ำใสสะอาดตลอดปีมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่สภาพป่าบริเวณใกล้เคียงสมบูรณ์มาก การคมนาคมสะดวกทุกฤดูกาล ถ้ำตับเต่าเป็นชื่อที่เรียกเพี้ยนมาจากคำว่า “ดับเต้า” ซึ่งหมายถึงการดับขี้เถ้า ที่เกิดจากการเผาไหม้ของป่า ทั้งนี้เมื่อเรียกกันนานๆ เข้าก็เลยเพี้ยนมาเป็นตับเต่าหรือตับเตา หน้าถ้ำเป็นวัดป่าเก่าแก่ วัดถ้ำตับเต่าเป็นวัดที่ร้างมานานก่อนที่เจ้าหลวงมหาวงศ์จะสั่งให้บูรณะปฎิสังขรณ์สร้างวัดถ้ำตับเต่าขึ้นได้มีชาวนอร์เวย์ มาสำรวจธรรมชาติในล้านนาไทยเข้ามาพักที่เมืองฝางและได้บันทึกถึงความสำคัญของสถานที่นี้ไว้ว่า ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนามามากกว่าร้อยปี มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นพระนอน ก่อด้วยอิฐโบกปูนทาด้วยยางไม้และปิดทอง ชำรุดทรุดโทรม ยางไม้และทองหลุดร่อนลงเป็นแห่งรอบๆ พระนอนองค์ใหญ่นี้มีพระสาวกนั่งประนมมือประหนึ่งฟังคำสวดจากพระพุทธเจ้า

การเดินทาง
จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่ – ฝาง) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 120 และ 121 แยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติผาแดง อำเภอเชียงดาว
เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 16:00 น.

ถ้ำตอง

0

ถ้ำตองตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง บนดอยผาเลียบซึ่งเป็นภูเขาหินแกรนิตและหินปูนที่มีรูปร่างเหมือนถูกผ่าครึ่งแล้วแยกกันอยู่คนละฝั่งลำน้ำแม่แปะ ซีกที่อยู่ทางฝั่งขวามีถ้ำลึกที่มีตำนานเล่าขานกันว่าถ้ำนี้เป็นอุโมงค์หินที่มีความยาวมากกล่าวว่าทะลุถึงดอยเชียงดาวทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ บริเวณปากอุโมงค์เป็นคูหาขนาดประมาณ 5 คูณ 10 เมตร สูง 3 เมตร ลึกเข้าไป จากนั้นเป็นโพรงหินเล็กๆ ขนาดพอตัวคนคลานเข้าไปได้ สภาพภายในคูหาปากถ้ำถูกสกัดตกแต่งใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของสำนักวิปัสสนาถ้ำตอง โดยรอบในหุบเขาร่มรื่นครึ้มด้วยพันธุ์ไม้ป่าดงดิบที่มีขนาดใหญ่ๆ เช่น มะม่วงป่า ตะเคียนทอง มะหาด กระท้อน หน้าถ้ำมีธารน้ำแม่แปะไหลผ่าน ซึ่งต้นแม่น้ำแปะห่างจากถ้ำตองขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นน้ำตกเล็กๆ

การเดินทาง
จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – จอมทอง – ฮอด) ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 76 กิโลเมตร เลยอำเภอจอมทองไปประมาณ 23 กิโลเมตร ถ้ามาจากตัวเมืองเชียงใหม่ ทางเข้าถ้ำจะอยู่ด้านขวามือประมาณกิโลเมตรที่ 82 – 83 ถนนสายเชียงใหม่ – ฮอด
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติออบหลวง อำเภอฮอด
เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 16:00 น.

ขุนหลวงวิลังคะ

0

ต้นกําเนิดของขุนหลวงวิลังคะ เป็นชนชาวลัวะหรือละว้า หรือ ลาวจักราชซึ่งในอดีตชนกลุ่มนี้ ปกครองอาณาจักรล้านนารวม ๘ ดินแดนภาคเหนือของไทยซึ่งแต่เดิมได้ขนานนามว่า “นครทัมมิฬา” หรือ “นครมิรังคะกุระ” ซึ่งมีองค์พระอุปะติราชปกครองสืบต่อกันมาจนสิ้น “วงศ์อุปะติ” และเริ่มการปกครองใหม่โดยวงศ์ “กุนาระ” ซึ่งในสมัยพระเจ้ากุนาระราชาครรองราชย์ได้ทรงเปลี่ยนนามนครมาเป็น “ระมิงค์นคร”ขุนหลวงวิลังคะ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๑๓ ของ “ระมิงค์นคร” ในราชวงศ์กุนาระ เมื่อราวต้นพุทธศักราช ๑๒๐๐ ท่านทรงมีอิทธิฤทธิ์และฝีมือในการพุ่งเสน้า (หอก) จนเป็นที่เลื่องลือ ท่านได้ทรงครอบราชย์ “ระมิงค์นคร” ในสมัยเดียวกันกับที่พระนางจามเทวี ทรงครองราชย์ “นครหริภุญชัย” ขุนหลวงวิลังคะ ได้สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๑๒๒๗ ณ ระมิงค์นคร รวมอายุได้ ๙๐ กว่าชันษา

ระมิงค์นคร ได้ถูกปกครองสืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย จนสมัยพญามังรายที่ ๒๕ ในปีพ.ศ. ๑๘๓๔ ได้เริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นที่เชิงดอยสุเทพ และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ได้ตั้งชื่อนครใหม่ว่า “เวียงนพบุรีพงค์ชัยใหม่” หรือ “เจียงใหม่” มาเป็น “เชียงใหม่” ในปัจจุบันชาวเมืองก๊ะ เชื่อกันมานานแล้วว่าพ่อขุนเสียชีวิตที่นี่ที่บ้านเมืองก๊ะ ท่านเป็นกษัตรย์ชาวลัวะองค์ที่ ๑๓ ของระมิงค์นครในราชวงศ์กุนาระ เมื่อราวต้นพุทธศักราช ๑๒๐๐ ทรงมีอิทธิฤทธิ์มีฝีมือในการพุ่งหอกเสน้า (สะ-เน่า) เป็นที่เลื่องลือ สิ้นพระชนม์ด้วยความตรอมใจเมื่อพุทธศักราช ๑๒๒๗ เพราะไม่สมหวังในความรักจากพระนางจามเทวีที่ปกครองนครหริภุญชัยในสมัยเดียวกันเขตชุมชนในที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน และเขตชุมชนลุ่มแม่น้ำกกเขตชุมชนในที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน (แอ่งเชียงใหม่-ลําพูน) สมัยชุมชนพื้นเมือง “ลัวะ” ตํานานจามเทวีเป็นตํานานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า บริเวณเชิงดอยสุเทพเป็นที่อยู่ของลัวะมีขุนหลวงวิลังคะเป็นผู้ปกครอง เมื่อพระนางจามเทวีอพยพผู้คนจากลพบุรีขึ้นมาปกครองหริภัญชัย ขุนหลวงวิลังคะต้องการพระนางจามเทวีเป็นมเหสีพระนางจามเทวีปฏิเสธจึงเกิดการทําสงครามระหว่างมอญกับลัวะ พวกลัวะพ่ายแพ้หลังจากนั้นตํานานจามเทวีก็ไม่ได้กล่าวถึงพวกลัวะอีกเลย เข้าใจว่าหลังจากแพ้สงครามต่อพระนางจามเทวีแล้ว คงจะกระจัดกระจายไปตามป่าเขาและตามที่ต่าง ๆ เมื่อพญามังรายก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ตํานานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่าบริเวณนี้”เป็นที่อยู่ที่ตั้งแห่งท้าวพระยาทั้งหลายมาแต่ก่อน” อิทธิพลด้านความเชื่อของพวกลัวะที่สืบมาจนปัจจุบันนอกจากการนับถือเสาอินทธีลแล้ว ยังมีการนับถือผีปู่ย่าและย่าแสะ ซึ่งเป็นผีที่รักษาเมืองเชียงใหม่ โดยชาวบ้าน ตําบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้กระทําพิธีเช่นเวยผีปู่แสะซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ดอยสุเทพ และชาวบ้านตําบลแม่เหียะ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จะสังเวยผีย่าแสะ บริเวณดอยคํา พร้อมกับการทําพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ จะมีการทําเช่นสังเวยผีขุนหลวงวิลังคะอีกด้วย ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าขุนหลวงวิลังคะเป็นผีลูกหลานบริวารของปู่แสะย่าแสะ

สถูปขุนหลวงวิลังคะตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ บ้านเมืองก๊ะ ปัจจุบันมีผู้คนมาสักการะบูชาจำนวนมาก แต่ละปีจะมีการจัดทำ พิธีทำบุญประจำปี ในตำนานกล่าวว่า ขุนหลวงวิลังคะ หรือ “มะลังกะ” กษัตริย์ของชนเผ่าลั๊วะ สร้างอานาจักรอยู่ใบริเวณเชิงเขาดอยสุเทพ และที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง มีเมืองสำคัญปรากฏหลักฐานสืบมา เช่น เวียงนพบุรี เวียงเชษฐบุรี ( เวียงเจ็ดลิน) และ เวียงสวนดอก ก่อนที่จะถูกพระยามังรายแผ่ขยายเข้ามาทำการยึดครองเพื่อสร้างเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๑๙๘๓

ตำนานความรักของ ขุนหลวงวิลังคะกับพระนางจามเทวี

0

ตำนานความรักของ ขุนหลวงวิลังคะกับพระนางจามเทวี

…เล่ากันว่า ในสมัยที่พระนางจามเทวีปกครองเมืองหริภุญไชยราว พ.ศ. ๑๓๐๐ ในสมัยนั้นเล่ากันว่า นครหริภุญไชยเป็นนครของชนชาติมอญ หรือเม็ง และในขณะเดียวกันบริเวณเชิงดอยสุเทพเป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะมี ขุนหลวงวิรังคะเป็นเจ้าเมืองหรือหัวหน้า ขุนหลวงวิรังคะมีความรักในพระนางจามเทวี มีความประสงค์จะอภิเษกกับพระนาง แต่พระนางไม่ปรารถนาจะสมัครรักใคร่กับขุนหลวงลัวะ เพราะเป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมต่ำกว่ามอญในสมัยนั้น ขุนหลวงได้ส่งทูตมาเจริญไมตรีขอนางอภิเษกด้วย พระนางก็ผลัดผ่อนหลายครั้ง โดยมีเงื่อนไขต่าง ๆ ได้แก่ ขอให้ขุนหลวงสร้างเจดีย์ที่มีขนาดและลักษณะคล้ายกับเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย ให้ขุนหลวงพุ่งเสน้ามาตกที่ในเมือง พระนางจึงจะอภิเษกสมรสด้วย

ผู้แทนของพระนางจามเทวี ได้นำของบรรณาการอันมีหมวกและชุดหมากพลูไปถวายแด่ขุนหลวงวิลังคะ

ขุนหลวงวิรังคะ

ขุนหลวงวิรังคะ เป็นผู้ทรงพลังและชำนาญในการพุ่งเสน้า (เสน้า หมายถึง หอกด้ามยาวมีสองคม) ขุนหลวงพุ่งเสน้าครั้งแรกตกที่นอกกำแพงเมืองหริภุญไชยด้านตะวันตกเฉียงเหนือปัจจุบันเรียกว่า หนองเสน้าพระนางจามเทวีเห็นว่าจะเป็นอันตรายยิ่ง ถ้าขุนหลวงวิรังคะพุ่งเสน้ามาตกในกำแพงเมืองตามสัญญา พระนางจึงใช้วิชาคุณไสยกับขุนหลวงวิรังคะ โดยการนำเอาเศษพระภูษาของพระนางมาทำเป็นหมวกสำหรับผู้ชาย นำเอาใบพลูมาทำหมากสำหรับเคี้ยวโดยเอาปลายใบพลูมาจิ้มเลือดประจำเดือนของพระนาง แล้วให้ทูตนำของสองสิ่งนี้ไปถวายแด่ขุนหลวง ขุนหลวงได้รับของฝากจากพระนางเป็นที่ปลาบปลื้มอย่างยิ่ง นำหมวกใบนั้นมาสวมลงบนศีรษะ และกินหมากที่พระนางทำมาถวาย ซึ่งของทั้งสองสิ่งนี้ชาวล้านนาถือว่าเป็นของต่ำ ทำให้อำนาจและพลังของขุนหลวงเสื่อมลง เมื่อพุ่งเสน้าอีกครั้งต่อมาแรงพุ่งลดลงเสน้ามาตกที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ชาวบ้านเรียกว่า หนองสะเหน้า เช่นเดียวกัน ขุนหลวงเมื่อเสื่อมวิทยาคุณเช่นนั้น ก็หนีออกจากบ้านเมืองไป

ก่อนสิ้นชีวิต ขุนหลวงวิรังคะได้ขอให้เสนาอำมาตย์นำศพของท่านไปฝังไว้ ณ สถานที่ที่ขุนหลวงจะสามารถมองเห็นเมืองหริภุญไชยได้ตลอดเวลา ทหารได้จัดขบวนศพของขุนหลวงจากเชิงดอยสุเทพขึ้นสู่บนดอยสุเทพเพื่อหาสถานที่ฝังตามคำสั่ง ขบวนแห่ศพได้ลอดใต้เถาไม้เลื้อยชนิดหนึ่งเรียกว่า เครือเขาหลง ซึ่งเชื่อว่าถ้าผู้ใดลอดผ่านจะทำให้พลัดหลงทางกันได้ ขบวนแห่ศพขุนหลวงได้พากันพลัดหลงกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง นักดนตรีบางคนพลัดหลงไปพร้อมกับเครื่องดนตรีของตน นิทานเล่าว่าภูเขาที่นักดนตรีผู้นั้นหลงจะปรากฏมีรูปร่างคล้ายเครื่องดนตรีนั้น ๆ บนยอดเขาสุเทพ-ปุย จะมีภูเขาชื่อต่าง ๆ ดังนี้ ดอยฆ้อง ดอยกลอง ดอยฉิ่ง ดอยสว่า บางแห่งเป็นที่แคบและฝาครอบโลงศพปลิวตก บริเวณนั้นเรียกว่า กิ่วแมวปลิว (คำว่า แมว หมายถึง ฝาครอบโลงศพที่ทำด้วยโครงไม้ไผ่ใช้ตกแต่งด้านบนของฝาโลงศพ)

เสนาอามาตย์ที่หามโลงศพของขุนหลวงได้เดินทางไต่ตีนเขาไปทางทิศเหนือ ถึงบริเวณแห่งหนึ่ง โลงศพได้คว่ำตกลงจากที่หาม เสนาอามาตย์จึงได้ฝังศพของขุนหลวงไว้ ณ สถานที่บนภูเขาแห่งนี้ ซึ่งจะสามารถมองเห็นเมืองหริภุญไชยได้ตลอดเวลา ยอดภูเขานี้ชาวบ้านเรียกว่า ดอยคว่ำหล้อง (หล้อง หมายถึง โลงศพ)

ปัจจุบันชาวบ้านยังเรียกชื่อภูเขาลูกนี้ว่า ดอยคว่ำหล้อง ตั้งอยู่บนภูเขาบริเวณเหนือน้ำตกแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ยอดเขาเป็นรูปสี่เหลี่ยมตัดลักษณะคล้ายโลงศพ บนยอดเขามีศาลของขุนหลวงวิรังคะตั้งอยู่ ชาวบ้านบริเวณเชิงเขาเล่าว่า กลางคืนเดือนเพ็ญบางครั้งจะได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงบนยอดเขา เชื่อกันว่าวิญญาณของขุนหลวงสถิตอยู่บนดอยคว่ำหล้อง

บริเวณเชิงเขา มีหมู่บ้านลัวะหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า บ้านเมืองก๊ะ มาจากชื่อของขุนหลวงวิรังคะ เชื่อกันว่า ชาวลัวะเหล่านี้เป็นเชื้อสายของขุนหลวงวิรังคะ ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีศาลที่สถิตวิญญาณของขุนหลวง และทหารซ้ายและขวาของขุนหลวงอีก ๒ ศาล ชาวบ้านจะเซ่นสรวงดวงวิญญาณขุนหลวงและทหารปีละครั้ง ชาวบ้านเล่าว่า ดวงวิญญาณของขุนหลวงจะสถิตอยู่ ๓ แห่งได้แก่ บนดอยคว่ำหล้อง ศาลที่บ้านเมืองก๊ะ อำเภอแม่ริมและอีกแห่งหนึ่งคือ บริเวณดอยคำ อำเภอเมือง ซึ่งตั้งอยู่ทิศใต้ของดอยสุเทพ ปัจจุบันบนยอดดอยมีวัดชื่อว่า วัดพระธาตุดอยคำ บนวัดแห่งนี้มีอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิรังคะประดิษฐานที่ลานวัดใกล้เจดีย์ และที่ดอยคำแห่งนี้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณของหัวหน้าลัวะซึ่งเป็นบรรพบุรุษของขุนหลวงวิรังคะ ชื่อว่า ปู่แสะ ย่าแสะ ซึ่ง จะมีการเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ ด้วยควายทุกปี หรือ ๓ ปีครั้ง.

ตำนานคำสาปขุนหลวงวิลังคะ

ขุนหลวงวิลังคะเจ้าแห่งระ-มิงค์นคร  กระฉ่อนชื่อชำนาญการ  พุ่งเสน้า  สมเล่าลือหวังหยุดยื้อ  หญิงงาม  จามเทวีถูกท้าว่า  พุ่งเสน้า  เข้าเมืองได้ตัวนางไซร้  จะยอมเป็น  มเหสีด้วยฤทธิ์รัก  โสภา  ยอดนารีเสน้าพุ่ง  ถึงเร็วรี่  ที่หัวเวียงข้างพระนาง  จามเทวี  ถึงที่อับเพราะเคยรับ  ต่อปาก  ยากจะเลี่ยงอุบายใด  ไหนหนอ  จะพอเพียงไม่ต้องเสี่ยง  เป็นคู่บุญ  ขุนวิลังค์จึงเย็บหมวก  สีผ่อง  เป็นของขวัญลงอาถรรพ์  เวทย์มนต์  อาคมขลังส่งให้หลวง  วิลังคะ  นะจังงังพร้อมกับสั่ง  สวมตลอด  อย่าถอดไว้โดยเฉพาะ  ตอนมุ่ง  พุ่งเสน้าจงสวมเอา  อย่าขว้าง  ทิ้งทางไหน วิลังคะ  แย้มยิ้ม  กระหยิ่มใจด้วยหวังได้  จามเทวี  ศรีโสภาจึง  พ.ศ.หนึ่งสอง  สองหกศรเสน้า  ถูกยก  ขึ้นเหนือบ่า ณ  อุจฉุ–คีรี  ปัพพตา อนิจจา…กลับระทด  หมดเรี่ยวแรงเพราะอำนาจ  อาถรรพ์  อันเร้นลับลงไว้กับ  หมวกนั้น  มันกล้าแกร่งแทบทรุดกาย  โหยอ่อน  นอนตะแคงอำนาแห่ง  อาคม  ข่มทั่วกายแรงพุ่งไป  เพียงแต่  แค่เชิงเขาลมหายใจ  กระเส่า  เศร้าเหลือหลายเหลือความแค้น  ผสมกับ  ความอับอายสิ้นเชิงชาย  ถูกลบหลู่  เสียรู้นางจึงสั่งโย–ธาร่วม  รวมกองทัพหวังเข้าสัประ-ยุทธ์แยก  แหลกกันข้าตีลำพูน  ให้แหลก  แบบล้างบางพลม้าช้าง  เข้าย่ำ  หริภุญ(ชัย)ฝ่ายพระนาง  จามเทวี  มิไหวหวั่นเตรียมทัพมั่น  กำลังใจ  ไม่เสื่อมสูญเพราะเมืองนาง  อุดม  สุขสมบูรณ์ไพร่พลกูล  เกื้อกัน  อย่างมั่นใจและแล้วทัพ  สองทัพ  สัประยุทธ์ในที่สุด  ขุนวิลังค์  พลั้งจนได้ถูกฟันแขน–ขวาเกือบขาด  เพราะพลาดไปหมู่พลไพร่  แตกฉาน  กระซ่านเซ็นเหล่าทหาร  ไม่รีรอ  พาหนีทัพถูกไล่ขับ  หนีซอนซุก  อย่างทุกข์เข็นโดนโจมตี  เหยียบย่ำ  แสนลำเค็ญแพ้ไม่เป็น  กลับพ่าย  อายผู้คนตกกลางคืน  จึงคิด  ปลิดชีวิตอยู่ก็ติด  เสียศักดิ์ศรี  สูญปี้ป่นกินยาสั่ง  เพื่อปลิด  ชีวิตตนเพราะ  สุดทน  ต่อความช้ำ  ระกำทรวงจึงก่อนตาย  เอ่ยอ้ำ  ลั่นคำสาปเป็นตราบาป  เอาไว้  อย่างใหญ่หลวงชาวลำพูน  ชาวระมิงค์  ชายหญิงปวงจงติดบ่วง  คำสาป  ตลบเท่านานแม้นเขาได้  สมสู่  เป็นคู่สองอย่าสมปอง  ครองรัก  มีหลักฐานจงเป็นไป  ตามวาจา  สาปสาบานชั่วลูกหลาน  นานนับ  ชั่วกัปกัลล์วิลังคะ  มรณา  กินยาสั่งทหารทั้ง–หลายหาม  ข้ามเขตขัณฑ์คันเฉลียง  ที่หาม  หักกลางคันมิอาจนำ  ศพนั้น  สู่ยังพิงค์จึงฝั่ง  ไว้ที่แหล่ง  ดอยแห่งหนึ่งณ  ที่ซึ่ง  เรียก“ดอยกู่”  ให้สู่สิงเป็นตำนาน  รักฉาว  ชาวระมิงค์เป็นเรื่องจริง  ที่กล่าวไว้  ในตำนาน

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง

0

ดอยจอมทอง มีสัณฐานเป็นภูเขาดินสูงจากระดับพื้นที่ราบอื่นยอดดอยลูกนี้ในสมัยพุทธกาล มีเมืองๆ หนึ่งชื่อว่า “เมืองอังครัฏฐะ” เจ้าผู้ครองเมืองนั้นชื่อว่า พระยาอังครัฏฐะ พระยาอังครัฏฐะ ได้ทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากอินเดียว่า “บัดนี้พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้“ เวลานี้ประทับอยู่เมืองราชคฤห์ ในประเทศอินเดีย จึงอธิษฐานขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณแล้วจึงเสด็จมาสู่เมืองอังครัฏฐะ ทรงแสดงธรรมและทรงพยากรณ์ ไว้ว่า “เมื่อเราตถาคตนิพพานแล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวาของเราจักมาประดิษฐานอยู่ ณ ดอยจอมทอง แห่งนี้” แล้วเสด็จกลับ ส่วนพระยาอังครัฏฐะทรงสดับพระดำรัสที่ตรัสพยากรณ์นั้นแล้ว ได้ทรงรับสั่งให้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทองด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่ทรงพยากรณ์ไว้ กาลล่วงมาถึงรัชสมัยแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย พระองค์ได้เสด็จสู่ดอยจอมทอง ได้ขุดคูหูเปิดอุโมงคใต้พื้นดอยจอมทองแล้วทรงรับสั่งให้สร้างพระสถูปไว้ภายในคหูนนี้ ทรงอัญเชิญพระบรมธาตุที่อยู่ในสถูปที่พระยาอังครัฏฐะรับสั่งให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปประดิษฐานในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้นดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำาคูหาไว้ ทรงอธิษฐานไว้ว่า “ต่อไปข้างหน้า ถ้าพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้ พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ฝูงชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา”

สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัด

  • พ.ศ. ๑๙๙๕ พ่อสร้อย แม่เม็ง สองสามีภรรยา บ้านอยู่ใกล้กับดอยจอมทอง จึงได้เริ่ม สร้างเป็นวัดขึ้นบนยอดดอยจอมทองนั้นแล้วให้ชื่อว่า วัดศรีจอมทอง การสร้างวัดยังไม่เสร็จดี พ่อสร้อย แม่เม็ง ก็ได้ถึงแก่กรรมไป ต่อมาเมื่อ
  • พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ชื่อสิบเงินและสิบถัว ได้ช่วยกันบูรณะวัดศรีจอมทองและก่อสร้างวิหารมุงหญ้าคาขึ้นหนึ่งหลังจนเสร็จ แล้วได้อาราธนาพระสารีปุตตเถระ มาเป็นเจ้าอาวาส

ค้นพบพระบรมธาตุ

  • พ.ศ. ๒๐๔๒ ในสมัยที่พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาส มีตาปะขาวคนหนึ่งเกิดนิมิตฝันว่าเทวดามาบอกว่าที่ใต้พื้นวิหารบนยอดดอย ที่ตั้งของวัดนี้มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าและพระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ฝูงชนได้กราบไหว้สักการบูชาต่อไป ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันให้เจ้าอาวาสฟัง ท่านจึงได้ทำการอธิษฐานว่า “ถ้ามีจริงดังความฝันนั้นขอให้พระบรมธาตุจงเสด็จออกมา ในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด” เมื่ออธิษฐานแล้วในวันรุ่งขึ้น ได้พบพระบรมธาตุอยู่ในช่องใจกลางพระเกศโมลีของพระพุทธรูปซึ่งตั้งอยู่ภายในวิหารนั้นจึงได้เก็บรักษากันไว้ โดยเงียบๆ สืบมา
  • พ.ศ. ๒๐๕๘ สมัยที่พระมหาสีลปัญโญ เป็นเจ้าอาวาส ได้มีพระมหาพุทธญาโณเถระ ได้นำตำนานพระทักขิณโมลีธาตุ มาจากเมืองพุกามจึงได้สั่งให้พระอานันทะ ผู้เป็นศิษย์ไปสืบดูพระบรมธาตุที่วัดศรีจอมทอง จึงได้ทำการสักการบูชาอธิษฐานอยู่ ฝ่ายพระมหาสีลปัญโญเมื่อได้เห็นอาการดังนั้น จึงได้นำเอาพระบรมธาตุที่ได้เก็บรักษากันต่อๆกันออกมาแสดงให้พระอานันทะทราบ พระอานันทะจึงได้นำความไปแจ้งแก่พระมหาพุทธญาโณ ผู้เป็นอาจารย์ ฝ่ายพระมหาพุทธญาโณ เมื่อได้ทราบดังนั้น จึงได้นำความไปทูลพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ให้ทรงทราบ
  • พ.ศ. ๒๐๖๐ พระเมืองแก้ว จึงอาราธนาให้พระมหาพุทธญาโณ เป็นหัวหน้าไปสร้างวิหารจตุรมุข และก่อปราสาทไว้ภายในวิหารนั้น แล้วอัญเชิญพระบรมธาตุเข้าประดิษฐานไว้ภายในปราสาทนั้น พระบรมธาตุจึงได้รับการเก็บรักษาไว้โดยวิธีนี้ ต่อๆ มาจนกระทั่งถึงกาลปัจจุบันนี้

 

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร
เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ ถนนสายเชียงใหม่-ฮอด หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ไปทางทิศใต้ประมาณ 58 กิโลเมตร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีา เมื่อ พ.ศ. 2470 ต่อมา ได้รับพระราชทานยกขึ้น เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2506
ตามตำนาน
พระบรมธาตุศรีจอมทองกล่าวว่า วัดนี้สร้างขึ้นมเมื่อ พ.ศ. 1995 โดยมีสามีภรรยาาคู่หนึ่ง ชื่อ นาสร้อย กับนาเม็ง ทั้งสองเป็นผู้มีจิตศรัทธา ในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งและได้ค้นพบพระบรมธาตุ ที่มีลักษณะเป็นพระทักขิณโมลีธาตุ คือ พระบรมธาตุพระเศียรเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า และได้สร้างวัดขึ้นบริเวณยอดดอยจอมทอง ต่อมา พ.ศ. 2009 มีคหบดี 2 คน ชื่อนายสิบและนายสิบถัว ได้สร้าง เจดีย์และวิหารขึ้น และได้นิมนต์พระสารีบุตรเถระ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ บริเวรที่ตั้ง บนเนินดินสูง ประมาณ ๑๐ เมตร เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง ตามประวัติสันนิษฐานว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แต่จากลักษณะทางศิลปกรรมของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในวัด ปรากฏเป็นลักษณะของศิลปกรรมในสมัยหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ซึ่งเป็นห้วงระยะเวลาของยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่

พ.ศ. ๑๙๙๔ สร้างบนดอยจอมทอง ชื่อว่า วัดพระธาตุศรีจอมทอง ทางทิศตะวันตกมีทิวเขาอินทนนท์ และลำน้ำแม่กลาง
พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับพระราชทานยกฐานะวัดขึ้น เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด วรวิหาร
พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ของกรมการศาสนา
พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ที่มีผลงานดีเด่น ของ กรมการศาสนา

ในพระวิหารหลวงของวัดพระธาตุศรีจอมทอง เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักขิณโมลีธาตุ พระธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขนาดประมาณเมล็ดข้าวโพด สันฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวล ดุจสีดอกบวบ หรือ สีดอกพิกุลแห้ง ตามตำนานกล่าวว่า พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นผู้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ ดอยจอมทอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๘ จนถึงปัจจุบัน
พระบรมธาตุ ถูกบรรจุไว้ในพระโกศ ๕ ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ภายในพระวิหารจตุรมุข ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ มีฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส คล้ายพระเจดีย์ กว้าง ๔ เมตร สูง ๘ เมตร ตามประวัติว่าสร้างขึ้นโดย พระษาดิลกปนัดดาธิราช หรือ พระเมืองแก้ว กษัตริย์ราชวงศ์มังราย เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๐

สำหรับพระธาตุศรีจอมทองนั้น ถือว่ามีความพิเศษ คือ เป็นพระบรมธาตุเพียงแห่งเดียวที่สามารถสักการะและสรงน้ำได้โดยตรง และเห็นองค์พระบรมสารีริกธาตุได้ เพราะแม้จะมีเจดีย์ (พระธาตุ) อยู่ในวัด แต่องค์พระบรมธาตุแปลกกว่าที่อื่นๆ มาก เพราะมิได้บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ แต่บรรจุอยู่ในผอบธาตุฯ ออกจากผอบทองคำลงในโกฏแก้ว ที่มีฝาครอบเป็นทองคำ พานรองเป็นเงิน มีสร้อยทองคำโยงลงมาจากฝาครอบทองคำมายังพานเงินทั้ง 4 ด้าน กล่าวคือ พระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ภายในกู่ปราสาทปิดทอง ตั้งอยู่ในวิหารจัตุรมุขใกล้เคียงกับเจดีย์ เมื่อถึงวันวิสาขบูชาและวันมาฆบูชาของทุกปี จะมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุศรีจอมทอง โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้คนทั่วไปได้สักการะและสรงน้ำ

วัดนี้ได้รับการดูแลโดยกษัตริย์มาโดยตลอด
ดังเช่นในสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์ลำดับที่ 14 แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ. 2038-2068) โปรดฯ ให้สร้างพระวิหารจตุรมุขขึ้น โดยมีมณฑปปราสาทตั้งอยู่กลางวิหาร เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ในองค์เจดีย์ แต่สำหรับที่นี้พระสารีริกธาตุบรรจุอยู่ภายในพระโกศ และประดิษฐานไว้ในมณฑปปราสาท

 

ลำดับเจ้าอาวาส วัดพระธาตุศรีจอมทอง (เท่าที่มีบันทึก)

  1. พระสารีปุตตเถระ พ.ศ. ๒๐๐๙-๒๐๑๓
  2. พระเทพกุลเถระ พ.ศ. ๒๐๑๓-๒๐๑๘
  3. พระธมฺมปญฺโญเถระ พ.ศ. ๒๐๑๘-๒๐๔๖
  4. พระอานนฺโท พ.ศ. ๒๐๔๖-๒๐๔๗
  5. พระเหมปญฺโญ พ.ศ. ๒๐๔๗-๒๐๔๙
  6. พระญาณมงคละ พ.ศ. ๒๐๔๙-๒๐๕๐
  7. พระพุทธเตชะ พ.ศ. ๒๐๕๐-๒๐๕๒
  8. พระอรญฺญวาสี พ.ศ. ๒๐๕๒-๒๐๕๔
  9. พระธมฺมรกฺขิต พ.ศ. ๒๐๕๔-๒๐๕๕
  10. พระเอยฺยอปฺปกะ พ.ศ. ๒๐๕๕-๒๐๕๖
  11. พระมหาสีลปญฺโญ พ.ศ. ๒๐๕๖-๒๐๗๑
  12. พระมหาสงฺฆราชสทฺธมฺมทสฺสี พ.ศ. ๒๐๗๑-๒๐๘๗
  13. พระมหาสงฺฆราชาญาณมงฺคละ พ.ศ. ๒๐๘๗-๒๐๙๙
  14. พระมหาสงฺฆราชชวนปญฺโญโสภิตขิตินทริยวงฺโส พ.ศ. ๒๐๙๙-๒๑๐๙
  15. พระมหาสามิคณาจิตฺต พ.ศ. ๒๑๐๙
  16. ครูบาพุทธิมาวงฺโส พ.ศ. ๒๓๑๔
  17. ครูบามหาวัน พ.ศ. ๒๔๐๙-๒๔๖๒
  18. พระครูพุทธศาสน์สุประดิษฐ์ (อินถา ทาริโย) พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๘๓
  19. พระครูสุวิทยธรรม (สม สุมิตโต) พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๕๓๓
  20. พระพรหมมงคล (ทอง สิริมงฺคโล) พ.ศ. ๒๕๓๔-ปัจจุบัน

ตดหื้อหมาดม

0

“ ตดหื้อหมาดม ”

คือก๋านจุ๋หื้อหลงเจื่อ จุ๋หื้อเปิ้นดีใจ๋ แต่บ่ะเยียะแต๊
คนจะอี้ เลี่ยงหื้อไก๋ๆ

 

หมายถึง…..

“ ตดให้สุนัขดม ”
หลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อ หลอกให้หลงดีใจ

 

เทียบสุภาษิตไทยกลางได้กับ   “ ขุดบ่อล่อปลา ”  หรือ ” โปรยยาหอม “

Credit : http://www.cnxwalkingstreet.com

ต๋ามใจ๋ป๋าจะกินเบ็ด ต๋ามใจ๋เป็ดจะกิ๋นหอย

0

“ ต๋ามใจ๋ป๋าจะกินเบ็ด ต๋ามใจ๋เป็ดจะกิ๋นหอย ”

เปิ้นว่า ก๋านอยู่ร่วมกั๋น ควรตี้จะฮู้จักตวยต๋ามน้ำใจ๋หื้อกั๋น
เหมือนอย่างตี้เปิ้นเปรียบเทียบไว้ว่าปล๋าจะกิ๋นเบ็ด เป็ดจะกิ๋นหอย
ก๋อควรยอมหื้อกั๋น จะได้บ่ะมีเรื่องตี้รุนแรงน่อ

ความหมาย

อะลุ้มอล่วยให้แก่กันตามความชอบใจ
อยู่กันอย่างพี่น้อง ใครชอบแบบไหนก็ตามใจกันไปบ้างไม่ขัดข้อง

เทียบสุภาษิตไทยกลางได้กับ

“ สมานฉันท์ “
” บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น “
” ถ้อยทีถ้อยอาศัย ”

Credit : http://www.cnxwalkingstreet.com

ตุ๊กจะไปหนี มีจะไปอวด

0

“ ตุ๊กจะไปหนี มีจะไปอวด ”

เปิ้นว่ายามตุ๊ก ก่อหื้อเผชิญหน้า จะไปหลบไปเลี่ยง
แห๋มผ่าง ยามมั่งมี ร่ำรวย มีกิ๋น
ก่อจะไปอวดฮ่ำอวดรวย ปี้น้องจะจังหัว

หมายถึง

ครอบครัวมีปัญหาอย่าหนีเอาตัวรอด และเมื่อร่ำรวยขึ้นมาอย่าอวดใหญ่อวดโต
ร่วมสู้ปัญหาที่เข้ามาในครอบครัวอย่างไม่ย่อท้อ ถ้าร่ำรวยก็ไม่อวดตัว

เทียบสำนวนไทยกลาง ได้กับ “ ตัดช่องน้อยแต่พอตัว ”

ยากจนอย่าหนี (จากครอบครัว) มั่งมีอย่าอวด

Credit : http://www.cnxwalkingstreet.com

บทความยอดนิยม

ที่เที่ยวเชียงใหม่สุดฮิต