Home Blog Page 58

ตำนานกบกินเดือน

ตำนาน กบกินเดือน เรื่องเล่าความเชื่อพื้นบ้านในการเรียกเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราส ของคนไทย คนไทยยวนล้านนา และไทยอีสาน ส่วนมากจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบกินเดือนและกบกินตะวัน”

ตำนาน กบกินเดือน เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่แสดงความเชื่อของชาวบ้านในการอธิบายเหตุเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราสซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งผู้คนในอดีตเชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะอิทธิปาฏิหาริย์และสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์

จากการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตำนาน กบกินเดือน ในวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนไทย-ไททั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทย พบว่าการเรียกชื่อเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสมีลักษณะเหมือนคล้ายและแตกต่างกัน กล่าวคือ บางถิ่นจะเรียกสุริยคราสว่า ตะวันจั๋บ, ราหูสูนตาเว้น, แงงกินตาเว้น, หมีกินตะวัน, ราหูอมพระอาทิตย์ หรือ กบกินตะวัน ส่วนจันทรคราสจะเรียกว่า จะคาดตือเดือน, เดือนจั๋บ, ราหูอมจันทร์, ราหูสูนจันทร์ หรือ กบกินเดือน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คำเรียกเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสที่นิยมและรู้จักกันแพร่หลายในกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนไทยที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทย รวมทั้งคนไทยยวนล้านนา และไทยอีสาน ส่วนมากจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบกินเดือนและกบกินตะวัน” ทั้งๆ ที่บางสำนวนอาจไม่มีตัวละครที่เป็นกบปรากฏอยู่ในเนื้อหาเลยก็ตาม ส่วนคนไทยภาคกลางและภาคใต้นั้นไม่พบการเรียกชื่อเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสว่า “กบกินเดือน” แต่จะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ราหูอมจันทร์” มากกว่า

เนื้อหาตำนาน กบกินเดือน ของชาวไทดำเล่าว่า แต่ก่อนคนกับสัตว์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ บ้านเมืองเกิดความแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตก ผู้คนจึงค้นหาตัวกบตัวเขียดมาทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถนอยู่เมืองฟ้าจึงได้ส่งฝนให้ตกลงมา ทำให้น้ำท่วมโลก สัตว์ต่างๆ ตายจนหมด ภายหลังแถนจึงได้ส่งตะวัน ๑๒ ดวง และเดือน ๑๒ ดวง ลงมายังเมืองมนุษย์ ทำให้น้ำแห้งจนแล้ง เวลานั้นยังมีคนกับกบเหลืออยู่ แต่ก่อนฟ้ากับดินอยู่ใกล้กันมาก คนจึงบอกให้กบปีนขึ้นไปกินเดือนกินตะวันเพื่อให้หายร้อน และจะทำให้มีกลางวันกลางคืน เมื่อกบขึ้นไปกินเดือนกินตะวันก็เกิดความอร่อย จึงได้กินไปจนเหลือดวงสุดท้าย ผู้คนกลัวว่ากบจะกินเดือนกินตะวันไปจนหมดซึ่งจะทำให้มนุษย์นั้นเกิดความเดือนร้อนยิ่งนัก จึงได้ตีเกราะเคาะไม้ จุดประทัด บ้างก็ส่งเสียงโห่ร้อง เพื่อเรียกตัวกบลงมา เมื่อกบลงมาแล้วก็ได้ถามมนุษย์ว่าเรียกตนลงมาทำไม มนุษย์จึงบอกตัวกบว่าไม่ให้กินเดือนกินตะวัน แต่กบก็ไม่เชื่อฟัง จึงได้ปีนไต่ฟ้าขึ้นไปกินเดือนกินตะวันอยู่เนืองๆ จึงเป็นเหตุทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้

ตำนาน กบกินเดือน พบในกลุ่มไทยอีสานและไทยยวนล้านนา รวมทั้งกลุ่มคนลาวในประเทศลาว และไทดำไทขาวในเวียดนามด้วย ทั้งนี้เรื่อง กบกินเดือนกบกินตะวัน เป็นเรื่องราวที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากคติความเชื่อที่มีมาแต่เดิมของกลุ่มคนไท ซึ่งยังคงมีกลิ่นอายของการนับถือธรรมชาติและการนับถือผีปะปนรวมอยู่ด้วย ดังจะเห็นได้จากรูปสัตว์สัญลักษณ์ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสคือ “กบ” ที่เป็นตัวละครที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา

ส่วนตำนาน ราหูอมจันทร์ เป็นเรื่องราวที่ได้รับอิทธิพลทางความเชื่อมาจากคติทางศาสนาที่มาจากประเทศอินเดีย นั่นคือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดังจะเห็นได้จากคติที่เชื่อว่า “พระราหู” เป็นผู้ทำให้เกิดสุริยคราสและจันทรคราสขึ้น ดังมีปรากฏให้เห็นในเทวตำนานของอินเดียเรื่อง นารายณ์สิบปาง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตำนานกับศาสนาของกลุ่มคนไทย-ไทได้อย่างน่าสนใจ

เนื้อหาของตำนานสุริยคราสและจันทรคราสของคนไทยในประเทศไทยและคนไทนอกประเทศไทยที่อธิบายเหตุอันเป็นที่มาของปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวสามารถจำแนกได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ กลุ่มเรื่องกบกินเดือนกินตะวัน พบในกลุ่มไทยอีสาน ไทยยวนล้านนา ลาว และไทดำไทขาวในเวียดนาม กลุ่มเรื่องที่อธิบายว่าพี่น้องที่ชื่อสุริยะ จันทร์และราหูทะเลาะกันเพราะแย่งกันเอาข้าวสวยไปใส่บาตรพระที่มาบิณฑบาต จึงอาฆาตแค้นและไป “บังกัน” อันทำให้เกิดปรากฏการณ์ “คราส” พบในกลุ่มคนไทพ่าเก ไทใต้คง ไทใหญ่ ไทเขิน ไทลื้อ และไทยยวนล้านนา, กลุ่มเรื่องที่อธิบายว่าพี่น้องไปเยี่ยมเยือนกัน พบในกลุ่มคนไทยอีสาน และลาว, และสุดท้าย กลุ่มเรื่องราหูอมจันทร์ พบมากในกลุ่มคนไทยภาคกลางและไทยภาคใต้ของประเทศไทย กลุ่มเรื่องตำนานสุริยคราสและจันทรคราสทั้ง ๔ แบบนี้สะท้อนคติความเชื่อทางศาสนาของชนชาติไท กล่าวคือ กลุ่มเรื่องกบกินเดือนกินตะวัน เป็นความเชื่อดั้งเดิมที่มีมาแต่เดิมของคนไทก่อนการรับนับถือพุทธศาสนา ส่วนกลุ่มเรื่องพี่น้องทะเลาะกันและกลุ่มเรื่องพี่น้องไปเยี่ยมเยือนกัน เป็นเรื่องที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนา กลุ่มเรื่องสุดท้ายคือราหูอมจันทร์ เป็นกลุ่มเรื่องที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดความเชื่อมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

อนึ่ง กลุ่มเรื่องแบบต่างๆ ข้างต้นของตำนานสุริยคราสและจันทรคราสยังสามารถบ่งบอกความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาติไททั้งที่อยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทยได้ กล่าวคือ คนไทดั้งเดิมที่กระจายกันอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งคนไทยอีสานและคนไทยล้านนา ล้วนมีความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราสว่าเกิดจาก “กบกินเดือน/กบกินตะวัน” แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนไทยอีสานและกลุ่มคนไทยล้านนา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนไทที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทยมากกว่าคนไทยภาคกลางและภาคใต้

ในแง่ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับสุริยคราสและจันทรคราสนั้น พบว่าในบริบทของสังคมวัฒนธรรมของคนไทย-ไทหลายกลุ่ม ยังหลงเหลือพฤติกรรมที่แฝงนัยสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราส ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ พิธีกรรม ศิลปกรรม ตัวอย่างเช่น การตีกลอง การตีเกราะเคาะไม้ พิธีส่งราหู หรืองานศิลปะตามศาสนสถานต่างๆ ซึ่งยังคงมีสัญลักษณ์รูปกบและรูปราหูปะปนอยู่ด้วย อันสะท้อนให้เห็นการผสมผสานความคิดความเชื่อระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับพุทธศาสนาได้อย่างน่าสนใจ

คติการเรียกสุริยคราสและจันทรคราสว่า “กบกินเดือน/กบกินตะวัน” ซึ่งในตำนานกล่าวว่า กบเป็นผู้มากลืนกินพระอาทิตย์และพระจันทร์ไปจนทำให้เกิดอุปราคานั้น นับว่าเป็นระบบความเชื่อดั้งเดิมของคนไทที่มีระบบคิดเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติผ่านสัญลักษณ์รูปกบศักดิ์สิทธิ์เป็นหลักสำคัญ ดังจะเห็นได้จากการนับถือบูชารูปกบว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์บ้าง เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์บ้าง รวมทั้งยังเป็นสัตว์ที่ใช้ในเชิงพิธีกรรมด้วย ดังจะเห็นได้จากในประเพณีบุญบั้งไฟของชาวไทยอีสาน ก็จะมีการเทศน์พญาคันคากซึ่งมีสัตว์สัญลักษณ์ที่มีความคล้ายคลึงกับตัวกบที่โยงใยกับเรื่องความอุดมสมบูรณ์แห่งน้ำฟ้าน้ำฝน หรือภาพเขียนสีโบราณตามผนังถ้ำหลายแห่งในไทย ก็จะมีรูปกลุ่มคนยืนเต้นในพิธีกรรม ทำท่าทางกางแขนกางขาคล้ายกบ รวมทั้งหน้ากลองมโหระทึกที่มีรูปกบนั้นในบางถิ่นบางที่ก็จะเรียกว่า “กลองกบ” ด้วยเช่นกัน

สำหรับกบกินเดือนด้วยการที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้น ย่อมส่งผลทางด้านความเชื่อหลาย ๆ ด้าน จึงมีการนิยมนำมาทำเป็นวุตถุมงคลไว้พกพา บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล สำหรับทางล้านนานี้ก็ได้แก่

ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิอาจารย์ ล้านนา ที่มีเครื่องรางของขลังเกี่ยวกับ กบกินเดือน หลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันนั้นราคาสูงขึ้น วัตถุมงคลมีจำนวนน้อยและหายากมากขึ้น ประกอบกับครูบาได้มรณะภาพไปแล้ว ทำให้ไม่มีวัตถุมงคลที่ปลุกเสกจากครูบาออ ออกมาอีกแล้ว

วันเสีย เดือนเมือง ล้านนา 2565

วันเสีย เดือนเมือง ล้านนา 2565 ปฏิทินล้านนา 2565 วันเสีย ปฏิมินล้านนา 2565 มื้อจั๋นวันดี ปีขาล พุทธศักราช 2565 จุลศักราช 1383 – 1384 ตัว ปกติมาส ปกติสุรทิน

วันเสีย ถือว่าเป็นวันที่มีกำลังวัน ร้ายสูงสุด เป็นวันแรงทางลบทางไม่ดี ถือว่าเป็นวันที่เหมาะกับการกระทำการมงคลใด ๆ ก็ตาม ตามความเชื่อของคนล้านนา หรือคนเหนือนั้น สำหรับคนที่ดูฤกษ์ดูยาม เพื่อวันสำหรับทำกิจกรรมสำคัญใดๆ งานมงคลหรืองานบุญแล้ว จะเลี่ยงไม่จัดกิจกรรม หรือจัดงานสำคัญวันเสียนี้เด็ดขาด ซึ่งวันดีวันเสีย สำหรับปฏิทินล้านนา ปี 2565 นั้น วันเสียก็จะตรงกับวันต่าง ๆ ดังนี้

ดูฤกษ์ยามสำหรับจัดงานแต่งงาน ดิถีเรียงหมอน วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงานล้านนา วันหัวเรียงหมอน 2565

วันเสีย เดือนมกราคม 2565

วันเสาร์ ที่ 1 มกราคม 2565 ตรงกับ แรม 13 ค่ำ เดือน 3

วันพุธ ที่ 5 มกราคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 4

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 4

วันพุธ ที่ 12 มกราคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 4

วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 4

วันพุธ ที่ 19 มกราคม 2565 ตรงกับ แรม 2 ค่ำ เดือน 4

วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม 2565 ตรงกับ แรม 4 ค่ำ เดือน 4

วันพุธ ที่ 26 มกราคม 2565 ตรงกับ แรม 9 ค่ำ เดือน 4

วันศุกร์ ที่ 28 มกราคม 2565 ตรงกับ แรม 11 ค่ำ เดือน 4

วันเสีย เดือนกุมภาพันธ์ 2565

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ แรม 4 ค่ำ เดือน 5

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ แรม 5 ค่ำ เดือน 5

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ แรม 11 ค่ำ เดือน 5

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ แรม 12 ค่ำ เดือน 5

วันเสีย เดือนมีนาคม 2565

วันอังคาร ที่ 8 มีนาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6

วันอังคาร ที่ 22 มีนาคม 2565 ตรงกับ แรม 5 ค่ำ เดือน 6

วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม 2565 ตรงกับ แรม 12 ค่ำ เดือน 6

วันเสีย เดือนเมษายน 2565

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7

วันเสาร์ ที่ 9 เมษายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 7

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7

วันเสาร์ ที่ 16 เมษายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7

วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน 2565 ตรงกับ แรม 5 ค่ำ เดือน 7

วันเสาร์ ที่ 23 เมษายน 2565 ตรงกับ แรม 7 ค่ำ เดือน 7

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน 2565 ตรงกับ แรม 12 ค่ำ เดือน 7

วันเสาร์ ที่ 30 เมษายน 2565 ตรงกับ แรม 14 ค่ำ เดือน 7

วันเสีย เดือนพฤษภาคม 2565

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม 2565 ตรงกับ แรม 3 ค่ำ เดือน 8

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2565 ตรงกับ แรม 5 ค่ำ เดือน 8

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม 2565 ตรงกับ แรม 10 ค่ำ เดือน 8

วันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2565 ตรงกับ แรม 12 ค่ำ เดือน 8

วันเสีย เดือนมิถุนายน 2565

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 9

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน 2565 ตรงกับ แรม 5 ค่ำ เดือน 9

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน 2565 ตรงกับ แรม 6 ค่ำ เดือน 9

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน 2565 ตรงกับ แรม 12 ค่ำ เดือน 9

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน 2565 ตรงกับ แรม 13 ค่ำ เดือน 9

วันเสีย เดือนกรกฏาคม 2565

วันอังคาร ที่ 5 กรกฏาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 10

วันอังคาร ที่ 12 กรกฏาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10

วันอังคาร ที่ 19 กรกฏาคม 2565 ตรงกับ แรม 6 ค่ำ เดือน 10

วันอังคาร ที่ 26 กรกฏาคม 2565 ตรงกับ แรม 13 ค่ำ เดือน 10

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฏาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 11

วันเสีย เดือนสิงหาคม 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 11

วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 11

วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11

วันเสาร์ ที่ 13 สิงหาคม 2565 ตรงกับ แรม 1 ค่ำ เดือน 11

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม 2565 ตรงกับ แรม 6 ค่ำ เดือน 11

วันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม 2565 ตรงกับ แรม 8 ค่ำ เดือน 11

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม 2565 ตรงกับ แรม 13 ค่ำ เดือน 11

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม 2565 ตรงกับ แรม 5 ค่ำ เดือน 11

วันเสีย เดือนกันยายน 2565

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12
วันพุธ ที่ 7 กันยายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12

วันพุธ ที่ 14 กันยายน 2565 ตรงกับ แรม 4 ค่ำ เดือน 12

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน 2565 ตรงกับ แรม 6 ค่ำ เดือน 12

วันพุธ ที่ 21 กันยายน 2565 ตรงกับ แรม 11 ค่ำ เดือน 12

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน 2565 ตรงกับ แรม 13 ค่ำ เดือน 12

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันเสีย เดือนตุลาคม 2565

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม 2565 ตรงกับ แรม 6 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม 2565 ตรงกับ แรม 7 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม 2565 ตรงกับ แรม 13 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม 2565 ตรงกับ แรม 14 ค่ำ เดือน เกี๋ยง

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน ยี่

วันเสีย เดือนพฤศจิกายน 2565

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน ยี่

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน ยี่

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ตรงกับ แรม 7 ค่ำ เดือน ยี่

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2565 ตรงกับ แรม 14 ค่ำ เดือน ยี่

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3

วันเสาร์ ที่ 26 พฤศจิกายน 2565 ตรงกับ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3

วันเสีย เดือนธันวาคม 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3

วันเสาร์ ที่ 3 ธันวาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3

วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม 2565 ตรงกับ แรม 7 ค่ำ เดือน 3

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม 2565 ตรงกับ แรม 9 ค่ำ เดือน 3

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม 2565 ตรงกับ แรม 14 ค่ำ เดือน 3

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม 2565 ตรงกับ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4

 

ฤกษ์แต่งงานปี 2565 วิธีการหาวันเก้ากอง วิธีดูวันดีวันเสีย ตำราลานนา ฤกษ์งามยามดี ปฏทินล้านนา มื้อจั๋นวันดี ตัดผมวันไหนดีให้เป็นศิริมงคลแก่ตัวเอง

บทสวดมนต์ อิติปิโส

บทสวดมนต์ อิติปิโส บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ

อิติปิโส เป็นคำแรกในบทสวดมนต์นี้ ซึ่งเรียกว่า บทสวดสรรเสริญพระรัตนตรัย ประกอบด้วยความ 3 ท่อน คือ บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ หลายคนคงคุ้นเคยและได้ยินได้ฟังบทสวดนี้ ในงานบุญวันเกิด ทำบุญบ้านใหม่ ไปจนถึงงานศพ มนต์ขลังของบทสวดดังกล่าว ทำให้คนที่ยึดมั่นแต่อุดมการณ์ทางสังคม ไม่สนใจศาสนา เป็นชาวพุทธแค่ในนามเกิดความสงบได้

อานุภาพของการสวด บทสวดมนต์ อิติปิโส

ว่ากันว่า สวดอิติปิโสเท่าอายุ หรือ สวดอิติปิโสเท่าอายุ+1 จะช่วยต่อดวงชะตาให้ยืนยาว ป้องกันภูตผีปีศาจ แคล้วคลาดจากโรคภัยต่าง ๆ และอุบัติเหตุ จิตใจเข้มแข็ง ปัญญาดี หลับสบาย มีสมาธิ เทวดารักษา เป็นคนมีเสน่ห์และเป็นที่รัก เนื่องด้วยการ สวดอิติปิโสเท่าอายุ เปรียบเสมือนปฐมบทแห่งการบูชาคุณ หรือการถวายพระพรพระศาสดาในศาสนาพุทธ

สำหรับการ สวดอิติปิโสเท่าอายุ ผู้สวดจะต้องสวดนะโม 3 จบ ก่อนจะเริ่มทำการสวดอิติปิโสเท่าอายุ โดยให้สวดเกินอายุ 1 จบ เช่น อายุ 25 สวด 25 จบ แล้วบวกอีก 1 เป็น 26 จบ

ส่วนการ สวดอิติปิโส 108 จบ ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กับ สวดอิติปิโสเท่าอายุ เพราะเชื่อกันว่าเท่ากับกำลังนพเคราะห์รวมกันทั้งหมด ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพลังอำนาจในจักรราศี หรือเสริมพลังอำนาจให้ดวงชะตานั่นเอง

อานิสงค์ ของการสวดมนต์บท อิติปิโส ฯ 108 จบ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน สอนไว้

สวดเท่าอายุ บวกหนึ่งเป็นการสวดสะเดาะห์เคราะห์ บวกหนึ่งก็คือบวกอนาคต 1 ปี จะให้บวกห้าบวกสิบกลัวจะท้อเสียก่อน เขาเลยบอกให้บวกหนึ่งไปทีละปี บวกทีละ 1 ค่อยยังชั่วมีกำลังใจหน่อยแต่อนิสงค์สุดพรรณาเหมือนกัน ส่วนการสวดอิติปิโส 108 จบ ขึ้นไป เป็นการสวดเสริม และสร้างบารมีจำนวนเท่ากับลูกปะคำพอดีเลย มี 108 เม็ด แล้ว 108 ยังเท่ากับกำลังนพเคราะห์รวมกันทั้งหมด ตามกำลังวัน คือ

วันอาทิตย์ กำลัง ๖
วันจันทร์ กำลัง ๑๕
วันอังคาร กำลัง ๘
วันพุธ กำลัง ๑๗
วันพฤหัสบดี กำลัง ๑๙
วันศุกร์ กำลัง ๒๑
วันเสาร์ กำลัง ๑๐
วันพุธกลางคืน กำลัง ๑๒

รวมกำลังวันได้ 108 วันพอดี

นี่คือสุดยอด ปฐมบทคือเป็นการบูชาคุณของพระศาสดา สวดทุกวันสร้างปาฏิหาริย์ พลิกชีวิต เป็นเกราะแก้วคุ้มกันภัย ป้องกัน ยักษ์ มาร และ ภูติผี ปีศาจ ทำให้อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยเบียดเบียนง่าย ไม่มีอุบัติเหตุ ป้องกันการเบียดเบียนของเจ้ากรรมนายเวร จิตใจเข้มแข็งมีพลังอำนาจ สมองปลอดโปร่ง จำอะไรแม่นยำ ปัญญาดี หลับสบาย มีสมาธิ เทวดารักษา เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ สิ้นชีวิตลงในขณะใดไม่ไปสู่อบายภูมิ เป็นการปรับภพภูมิของผู้สวดอยู่เป็นนิจได้ และ เป็นภูมิคุ้มกันโทสะและโลภะ ป้องกันคุณไสย์ ได้ดี

และเป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่งที่ จักรวาล หรือจักรราศีของเรา หรือดวงมี 12 ราศี

1 ราศี มี 9 นวางค์

12 ราศี ก็มี 108 นวางค์นั่นเอง

ใครสามารถสวดมนต์บทอิติปิโส 108 จบ ขึ้นไปได้ จะดี การสวดอิติปิโสมีอานิสงส์มีผลด้านดีมาก แนะนำให้สวดทุกวัน

เริ่มสวดบทสวดมนต์อิติปิโส

คำบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ

(กราบหนึ่งครั้ง)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมังนะมัสสามิ

(กราบหนึ่งครั้ง)

สุปะติปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆะนะมามิ

(กราบหนึ่งครั้ง)

คำนมัสการนอบน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (ว่า 3 หน)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ

พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ข้าพเจ้าขอเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก แม้ครั้งที่ 1 แม้ครั้งที่ 2 แม้ครั้งที่ 3

บทสวดอิติปิโส (พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ)

เริ่มสวดจบที่ 1

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุขโต โลกะวิทู, อนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ ภะคะวาติ

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐปุริสปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเนยโย, อัญชะลีกะระณีโย, อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

สวดจบที่ 1 เสร็จแล้ว



คำแปล บทสวดมนต์ อิติปิโส

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุขโต โลกะวิทู, อนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ ภะคะวาติ

เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ไกลจากกิเลส และตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความเจริญ เป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ดังนี้

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ

พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เป็นสิ่งที่ผู้รู้พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐปุริสปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเนยโย, อัญชะลีกะระณีโย, อนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว

ได้แก่ บุคคลเหล่านี้คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ นั่นแหละพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้

บทสวดมนต์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม บทสวดมนต์ก่อนนอนตามแบบฉบับหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ตัดผม ตัดเล็บ วันไหนดี ให้เกิดมงคลแก่ตัวเอง

ตัดผม ตัดเล็บ วันไหนดี ตัดตอนไหนเวลาไหนดี จะได้เกิดสิริมงคลแก่ตัวเอง ไม่โดนคนทักว่าเวลานี้ไม่ดีเป็นเวลาอัปมงคล

เรื่องการตัดผม ตัดเล็บ นั้นแต่ละท้องถิ่นขนบธรรมเนียมต่างก็มีความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งความเชื่อเรื่องดูวันเวลา ในการตัดผม ตัดเล็บนั้น เราจะได้สัมผัสตอนเด็กก็จะมีผู้เฒ่าผู้แก่ บอกมาซึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้ต่างก็ปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่อดีต ซึ่งตามตำราต่าง ๆ ก็จะมีบอกไว้ว่าเวลาใด วันใดเป็นเวลาเหมาะสำหรับการตัดผม ตัดเล็บ ที่จะทำให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้ตัดเอง

ตัดผมวันไหนดี เป็นสิริมงคล

ตัดผม วันอาทิตย์ – จะมีอายุยืน สุขภาพร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัย
ตัดผม วันจันทร์ – จะมีแต่โชคลาภ
ตัดผม วันอังคาร – จะมีเดชอำนาจ ผู้คนยำเกรง
ตัดผม วันพุธ – ไม่ดี ลาภต่างๆ จะหายหมดมีแต่ความทุกข์
ตัดผม วันพฤหัสบดี – เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์รักษาคุ้มครอง เป็นสิริสวัสดิ์กับตัวท่าน
ตัดผม วันศุกร์ – จะมีเสน่ห์เป็นที่นิยมรักใคร่แก่คนทั้งปวง
ตัดผม วันเสาร์ – ดียิ่งนัก คิดการทำสิ่งใดจะได้ดั่งสมประสงค์ จะเกิดมงคลและโชคลาภ

จะเห็นได้ว่าทำไมไม่ควรตัดผมวันพุธ สำหรับคนเมืองล้านนา ภาคเหนือนั้นการตัดผมสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ ก็จะมีการงดเว้นการตัดผมใน “วันพระ และ วันเสีย ประจำเดือนนั้นๆ” ด้วยเหมือนกัน

ดู วันเสีย เดือนเมือง เราเรียบเรียงมาให้คุณแล้วที่นี่

ตัดผมวันไหนดี เป็นสิริมงคล

และข้อสงสัยที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปว่า ทำไมร้านตัดผมถึงหยุดวันพุธ  สำหรับการหยุดวันพุธของร้านตัดผมนั้น

เมื่อก่อน สมัยที่เรา ยังปกครองด้วย ระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชนั้น เวลาที่พระเจ้าแผ่นดินจะตัดผมตัดเล็บ จะเรียกตัวคนที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ เข้าวังเพื่อรับใช้ จะให้พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกมาเพื่อตัดผมตัดเล็บก็ไม่ใช่เรื่อง จึงมีคำสั่งเรียกตัวเข้ามารับใช้ให้เป็นประจำ ทำให้นอกพระราชวังไม่มีช่างตัดผมทำเล็บในวันและเวลาดังกล่าว เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ในวันนั้นใครตัดผมตัดเล็บจะซวย เพราะเป็นการแย่งชิงพระเจ้าแผ่นดินความเชื่อนี้จึงสืบต่อกันมา

ความเชื่อ “ปุ๊ดบ่ดีตัด ผัดบ่ดีโกน”  หรือ พุธห้ามตัด พฤหัสห้ามโกน

วันพุธห้ามตัดผม และตัดไม้ เพราะวันพุธเป็นวันแห่งการเจริญเติบโตและวิวัฒนาการ ถือว่าถ้าตัดผมวันพุธจะทำให้ปัญญาทราม

ส่วนวันพฤหัสนั้นเป็นวันครูเป็นวันที่นิยมเรียนวิชา ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรือง ดังนั้นไม่ควรถอน หรือโค่นทำลายสิ่งใดๆก็ตาม และในวันพฤหัสนี้ทางโบราณยังห้ามเรื่องการแต่งงานอีกด้วย เพราะวันนี้คือวันครู ดังนั้นไม่ควรกระทำการดังกล่าวในวันนี้เพราะถือว่าเป็นการไม่เคารพนับถือครูบาอาจารย์

 

ตัดเล็บวันไหนดี เป็นสิริมงคล

ควรตัดเล็บ วันอาทิตย์ – ท่านว่าจะทำให้มีโชคดี ได้โชคลาภอย่างนึกไม่ถึงและมีเรื่องดี ๆ มาถึงตนเอง
ควรตัดเล็บ วันจันทร์ – ผู้ใดตัดเล็บในวันนี้ นับเป็นเรื่องดีจะได้ลาภใหญ่ เกิดขึ้นกับตนเอง
ห้ามตัดเล็บ วันอังคาร – คนโบราณมักจะห้ามตัดเล็บในวันอังคาร (เพราะถือว่าเป็นวันดุ) ดังนั้นหากใครตัดเล็บในวันนี้จะทำให้หมดราศี และอาจต้องมี เรื่องให้เสียทรัพย์สินเงินทอง
ควรตัดเล็บ วันพุธ – หากใครตัดเล็บในวันนี้จะเป็นมงคลแก่ตน ในด้านคุ้มครองปกป้องจากสิ่งชั่วร้าย สิ่งไม่ดีต่าง ๆ ไม่ให้มากล้ำกรายได้
ห้ามตัดเล็บ วันพฤหัสบดี – โบราณว่าวันนี้เป็นวันครู ท่านห้ามตัดเล็บ ผู้ใดตัดเล็บในวันนี้ จะได้รับความเดือดร้อนมีเรื่องยุ่งยากเข้ามาเป็นอุปสรรค
ควรตัดเล็บ วันศุกร์ – ผู้ตัดเล็บในวันนี้ ตำราว่าจะได้ลาภ มีมงคล อุดมสมบูรณ์
ห้ามตัดเล็บ วันเสาร์ – ใครก็ตามที่ตัดเล็บในวันนี้ จะส่งผลด้านสุขภาพ ล้มป่วยไม่สบาย เป็นโรคภัยต่าง ๆ
ห้ามตัดเล็บ วันพระ – คนที่ตัดเล็บวันนี้ มักจะอายุสั้น ล้มป่วยไม่สบายง่าย และมีเรื่องเดือดร้อน มักเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ

ตัดเล็บวันไหนดี เป็นสิริมงคล

โคลงวันตัดผมตัดเล็บ

ชาวล้านนามีความเชื่อในเรื่องของการตัดผมและการตัดเล็บที่มีความสัมพันธ์ กับ ระบบวันในรอบสัปดาห์ องค์ความรู้นี้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารโบราณ ด้วยอักษรธรรมล้านนาโดยทั่วไป ที่น่าสนใจคือมีการผูกเป็น วรรณกรรมคำโคลงไว้เป็นโคลงสี่สุภาพ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเอาโคลง ที่ปรากฏในเอกสารประเภทพับสาของวัดเมืองราม ตำบลนาเหลือง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มานำเสนอซึ่งก่อนอื่นใดควรทราบชื่อวันตามระบบของโหราศาสตร์ได้แก่

สุริยา วันอาทิตย์
จันโท วันจันทร์
ภุมโม วันอังคาร
พุโธ วันพุธ
คุรุ วันพฤหัสบดี
สุกโร วันศุกร์
โสรี วันเสาร์

ส่วนบทโคลงจะเสนอพร้อมศัพท์และคำอธิบายเป็นลำดับไป

สุริยาตัดเกศเกล้า เกศี วันอาทิตย์
อายุยืนหมื่นพันปี ใหม่หม้า สง่างาม
นขาตัดเล็บบ่ดี ศัตรูครอบ ฅืนเฮย เล็บ
เยียวบ่จงรู้ถ้า โทษถ้านศัตรูโยง หากว่า

วันอาทิตย์ หากตัดผมจะสง่างามและอายุยืน แต่อย่าตัด เล็บ เพราะศัตรูจะกลับคืนมาครอบงำ หากไม่รู้ไว้จะ เกิดโทษภัยจากศัตรู

จันโทพระราชเจ้า เทวี วันจันทร์
ตัดรีดผมเกศี บ่ได้
นขาหากตัดดี มีลาภ นักเฮย
ควรจื่อจำจ่อมใช้ วาดไว้ในมโน

วันจันทร์อย่าตัดผม แต่ตัดเล็บจะมีลาภให้จดจำไว้ในใจ

ภุมโมตัดเต๊อะเจ้า เกศี วันอังคาร
ตัดเล็บเสียของดี เครื่องง้า เครื่องประดับ
เปนทุกข์เพื่อฅนฅวี
หมาดไหม้ นักแล เบียดเบียน เดือดร้อน
ย้อนเพื่อเมางุ้มงว้า บ่รู้คลองคระนิง มัวโง่งม ข้อควรปฏิบัติ

วันอังคารควรตัดผม ไม่ควรตัดเล็บเพราะจะทำให้เสียของเช่นเครื่อง ประดับจะได้ทุกข์เพราะถูกเบียดเบียนเหตุเพราะไม่รู้ข้อควร ปฏิบัติ

พุโธอย่าตัดเส้น เกศา วันพุธ
เจ็บปวดหัวโรคา ลวดไข้
ตัดเล็บอยู่ทีฆา สมบัติมั่ง มูลเฮย
ทังแผ่นผืนผ้าได้ ลาภล้นเหลือทรง นุ่งห่ม

วันพุธอย่าตัดผมจะได้ป่วยไข้ แต่ตัดเล็บจะอายุยืน มีสมบัติและเครื่องแต่งกายเหลือเฟือ

คุรุตัดเกศเกล้า เกศา วันพฤหัสบดี
สัพพะรุกขเทวา ใฝ่เฝ้า
ตัดเล็บบ่ควรหา สมบัติคลาด ไปเฮย
จักเสียบริวารของเข้า ช้างม้างัวฅวาย ข้าวของ

วันพฤหัสบดี ควรตัดผม เทวดาจะคุ้มครอง แต่ไม่ควรตัดเล็บเพราะจะทำให้เสียสมบัติบริวารและ สัตว์เลี้ยง

สุกโรสุขเลิศล้ำ จำเริญของต้นฉบับเขียนสุโข
วันศุกร์
สมบัติมั่งมูลนอง อยู่หมั้น
ตัดผมเกศควรคลอง มีลาภ นักแล ครรลอง
ตัดเล็บยาวหื้อสั้น โทษนั้นตัดมือ

วันศุกร์ควรตัดผม จะพบกับความสุข เจริญและมั่งคั่ง ด้วยข้าวของ แต่ไม่ควรตัดเล็บจะได้รับโทษหนักถึงขั้นถูกตัดมือ

โสรียศใหญ่กว้าง ท่านถือ วันเสาร์
ตัดเล็บทังตีนมือ ท่านห้าม
ตัดผมหากควรลือ เตชะเลิศ เลงเนอ อำนาจ
ทุกเทศทิสสะกล้ำ ชู่กล้ำ เขงขาม ทิศทุกทิศเกรงขาม

วันเสาร์ผู้มียศยึดถือไม่ว่าเล็บเท้าหรือมือท่านก็ห้าม แต่ตัดผมกลับดี คือมีอำนาจระบือไกลไปทั่ว เป็นที่เกรงขาม

โคลงวันตัดผมตัดเล็บนับเป็นมรดกอันทรงคุณค่าเชิงอรรถะและวรรณศิลป์ควรค่าแก่ความภูมิใจร่วมกัน

รวมความรู้ ฤกษ์งามยามดี ตำราล้านนา ในการปกระกอบพิธีต่าง ๆ ฤกษ์มงคล

ขุนแผนครูบาจันต๊ะ อนาวิโล วัดหนองช้างคืน จังหวัดลำพูน

ขุนแผนครูบาจันต๊ะ อนาวิโล วัดหนองช้างคืน จังหวัดลำพูน สุดยอดแห่งเสน่ห์เมตตา ค้าขายคล่อง การเงินการทองดี แคล้วคลาดคงกระพัน

เปิดตำนานเรื่องจริงยอดขุนแผนพลายกุมารอันดับ 1 ของทางเหนือที่เด่นเรื่องสตรีล้วนๆ ขุนแผนพลายกุมาร อันดับหนึ่งของทางเหนือ ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล วัดหนองช้างคืน จังหวัดลำพูน สุดยอดแห่งเสน่ห์เมตตา ค้าขายคล่อง การเงินการทองดี แคล้วคลาดคงกระพัน ผู้นำไปใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แรงเรื่องสตรีเป็นที่หนึ่ง  ขุนแผนครูบาจันต๊ะ ท่านสร้างไว้เมื่อปี ๓๗ เรื่องสตรีดีมากๆ ผู้ใช้ล้วนเจอประสบการณ์เรื่องผู้หญิงทั้งนั้น

พระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1 สร้างขึ้นปี พ.ศ.2537

ขุนแผนครูบาจันต๊ะ(รุ่นแรก) สร้างขึ้นปี พ.ศ.2537 มีส่วนผสมผงสมเด็จหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐและผงพรายกุมารของปู่ทิมที่ลูกศิตษ์เก็บไว้นำผสมกับพระคง พระเปิม ที่หักด้วย คุณวิเศษไปทางด้านเมตตา มหานิยม องค์ที่แต้มแดงเอาไปให้หลวงพ่อคูณเสกเพิ่มอีกทีครับคนสร้างเป็นคนเอาไปให้ หลวงปู่เองครับ ถือเป็นขุนแผนแห่งเมืองเหนือ ใครมีไว้ใช้บอกสุดยอดมากเลยครับ สาวรักสาวหลงครับ และพุทธคุณที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่นักเล่นพระเชียงใหม่ลำพูน จำนวนสร้างชัดเจน และมีจำกัด ของเก๊ยังไม่มี ปัจจุบันเริ่มหายากแล้ว เพราะคนพากันหันมาเก็บกันมากขึ้น พระขุนแผนมีจำนวนการสร้างทั้งหมดเพียง 6,337 องค์เท่านั้น (รวมทุกสี) ด้านหลังองค์พระมีทั้งปั้มตราวัด จาร และไม่มีตราวัด

ขุนแผนครูบาจันต๊ะ อนาวิโล รุ่น 1 จำแนกเป็นพิมพ์ต่าง ๆ ดังนี้

พระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1 เนื้อเคลือบ สร้างขึ้นพร้อมกับขุนแผนรุ่นแรกปี 2537 โดยคุณสมชาย เรืองศิลา เป็นผู้สร้างถวาย แก่ ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล

พระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1 พิมพ์ทาทอง สร้างโดยคุณเมี้ยน เปียผ่อง

พระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1 พิมพ์เกศสั้น

พระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1 พิมพ์หูติ่ง

พระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1 พิมพ์ตาโปน

พระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1 พิมพ์เกศยาว

มวลสารการสร้าง พระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1

ผงสมเด็จหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ ผงพรายกุมารของปู่ทิมที่ลูกศิตษ์เก็บไว้นำผสมกับพระคง พระเปิม ที่หักด้วย

พุทธคุณพระขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น 1

ด้านเมตตา มหานิยม

 

พระขุนแผนชัยมงคล รุ่น 2 สร้างขึ้นปี พ.ศ.2544

ปี2544 ก่อนที่ครูบาจะมรณะภาพได้มีการสร้างขุนแผนรุ่น 2 มวลสารเหมือนรุ่นแรก เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของพิมพ์

มวลสารการสร้างพระผง ขุนแผนชัยมงคล รุ่น 2

-พระผงหลวงพ่อแดงและผงตะไบ หลวงพ่อแดง วัดเขาบรรไดอิฐ เพชรบุรี
-เกษรดอกไม้ 108 ว่านต่างๆ กาฝากขนุน กาฝากมะรุม กาฝากชมพู่
-ผงหลวงพ่อทองคำ วัดท่าทอง อุตรดิตถ์
-ผงเผาใบลานเก่า(ธรรมเก่า) วัดหนองช้างคืน
-ผงหลวงพ่อเกษม สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง
-ผงพระห้วยทรายใต้ เพชรบุรี
-อิฐ – กระเบื้องเก่า วัดหนองช้างคืน
-น้ำมนต์ วัดพระสงฆ์ น้ำมนต์หลวงพ่อเกษม สุสารไตรลักษณ์ ลำปาง
-น้ำมนต์ วัดหนองช้างคืน
-ปูนเปลือกหอย พลอยพระธาตุจอมทอง
-เกษาครูบาจันต๊ะ วัดหนองช้างคืน
-ชานหมากพ่อแก่ แร่ร่องระกำ เพชรบุรี
-ผงขุนแผนหลวงปู่ทิม วัดระหาไร่ ระยอง 1 ถ้วย
-ลูกอมผงพรายกุมาร 1 ลูกของหลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ ระยอง
-ผงได้มาจากอาจารย์วัดป่างิ้ว อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ได้มาจากลูกศิษย์ของหลวงปู่ทิม
ซึ่งผงดังกล่าวได้นำมาผสมทำผง ” ขุนแผนชัยมงคล ” รุ่นนี้ด้วย
จากนั้นได้แผ่เมตตาอธิฐานจิตเดี่ยว โดย ครูบาจันต๊ะ วัดหนองช้างคืน ต.หนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูน
ช่วงระหว่างวันที่ 1 – 25 กรกฎาคม 2544

จำนวนที่จัดสร้างขุนแผนชัยมงคล รุ่น 2

– ธรรมดา – เนื้อขาวอมน้ำตาลส้ม จำนวน 4,804 องค์
ชนิดพิเศษ
– เนื้อสีดำ (ผสมเกษา วัดหม้อคำตวง) จำนวน 99 องค์
– เนื้อขาวอมน้ำตาลส้ม ตะกรุดทอง โรยผงทอง จำนวน 9องค์
– เนื้อขาวอมน้ำตาลส้ม ตะกรุดเงิน 3 ดอก จำนวน9 องค์
– เนื้อสีดำ ตะกรุดเงิน 1 ดอก จำนวน 5 องค์
– เนื้อสีดำ ตะกรุดเงิน – ทอง จำนวน 3 องค์
– เนื้อสองสี ตะกรุดเงิน – ทอง จำนวน 2 องค์
– เนื้อสองสี ตะกรุดเงิน 1 ดอก จำนวน 5องค์
– เนื้อขาวอมน้ำตาลส้ม ตะกรุดเงิน 1 ดอก จำนวน41 องค์
– เนื้อขาวอมน้ำตาลส้ม ทาทองพิเศษ จำนวน 300 องค์

หมายเหตุ เฉพาะสีดำ ใส่เส้นเกษาครูบาวัดหม้อคำตวง จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อปี 2544 ครูบาจันต๊ะ ท่านได้มรณะภาพไปแล้ว ตอนท่านมรณะได้มีผึ้งหลวงมาทำรังในโลงท่านถึง 11 รัง จนเป็นที่ฮือฮาในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ และร่างของท่านไม่เน่าเปื่อยปัจจุบันอยู่ที่วัด

เปิดตำนานเรื่องจริงยอดขุนแผนพลายกุมารอันดับ 1 ของทางเหนือที่เด่นเรื่องสตรีล้วนๆ ขุนแผนพลายกุมาร อันดับหนึ่งของทางเหนือครูบาจันต๊ะ วัดหนองช้างคืน จังหวัดลำพูน  ผู้นำไปใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แรงเรื่องสตรีเป็นที่หนึ่ง  ครู บาจันต๊ะ ท่านสร้างของทางมหานิยมส่วนผสมหลักสร้างด้วยผงกุมารและผงวิเศษมากมาย ที่ท่านสร้างเอง และ ยังมีผงศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดงวัดเขาบันไดอิฐ ผสมด้วย ส่วนประสบการณ์ ของขุนแผนรุ่นนี้ เด่นมากๆ ทางเรื่องผู้หญิง

ขุนแผนของท่านสร้างจากผงกระดูกกุมาร หรือ ผงพลายกุมารที่ท่านสร้างเองตามตำราทางเหนือ ประสบการณ์มีลุงหลาย ๆ คนไม่ยอมเปลี่ยนพระห้อยเลย ห้อยขุนแผน ของครูบาจันต๊ะ อย่างเดียวไม่ยอมเปลี่ยนก็จะให้เปลี่ยนพระที่ห้อยคอได้อย่างไร เล่นเอาสาว เข้าบ้านไม่ซ้ำหน้าเลย ทั้งที่ไม่ใช่คนหน้าตาดี แถมยังสียงดัง พูดไม่เพราะด้วย

นอกจากนี้ ก็มีหัวหน้าป่าไม้ เจ้าของร้านอาหาร และ อีกหลายท่านที่ใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ของท่านแรงจริงๆ เรื่องผู้หญิงเท่าที่ผมทราบมาแบบว่าเปลี่ยนไม่ซ้ำก็แล้วกัน นี่แหละครับขุนแผนพลายกุมาร อันดับหนึ่งของทางเหนือ ที่ท่านสร้างจากกระโหลกพลายกุมารจริงๆดูเหมือนพระใหม่ ๆ แต่นี่แหละครับของแรงจริงๆ อย่างพระหลวงปู่ทิมตอนออกมาใหม่ๆก็เหมือนกันคนเห็นเป็นสีขาว พระพิมพ์ใหม่ๆ ไม่คิดว่าจะดัง แล้วตอนนี้ละครับ ราคาแซงพระกรุเสียอีก

ครูบาจันต๊ะท่านมรณะภาพอายุเจ็ดสิบหกปี ท่านเป็นเกจิยุคเดียวกับครูบาชุ่ม โพธิโก แต่ท่านพึ่งมาสร้างพระขุนแผนเมื่อปี ๓๗ นี่เองเป็นรุ่นแรก ท่านบอกสร้างก็สร้างให้ดี ไม่ดีก็ไม่สร้างดีกว่า ขุนแผนรุ่นนี้เดิมทีดังในพื้นที่และคนที่รู้ต่อมาผู้นำไปใช้ต่างเจอประสบการณเรื่องหญิงเป็นหลักท่านได้สร้างไว้ สองรุ่น รุ่นสองก็สร้างจำนวนไม่มากครับ ดูเหมือนพระใหม่ๆ แต่ประสบการณ์นี่ซิ หลายคนเอาไปใส่ตลับทองแขวนเดี่ยวเลย

นี่คืออีกหนึ่งขุนแผน พลายกุมารทางเหนือที่สร้างจากตำราโบราณของทางเหนือ ลองหามาห้อยดูสักองค์ซิครับ แล้วจะรู้ว่ามหาเสน่ห์เป็นอย่างไร รุ่นแรกท่านสร้างไว้ไม่มากครับ ตอนนี้หายากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปคิดว่าหาไม่ได้แน่นอน ครูบาจันต๊ะท่านสร้างด้วยจิตที่บริสุทธิ์ และ สร้างเพื่อสืบทอด ยอดผงพลายกุมารตามตำราโบราณทางเหนือ

ครูบาจันต๊ะ ท่านยังเป็นอาจารย์ของรัฐบุรุษอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ตอนมีชีวิตอยู่ท่านจะมากราบครูบาจันต๊ะ และมาทำบุญที่วัดทุกปี ครับ

คาถาบูชาครูบาจันต๊ะ อนาวีโล

ตั้งนะโม 3 จบ แล้วพนมมือว่าคาถา อาราธนาพระขุนแผนครูบาจันต๊ะ ดังนี้ “อนาวิโลปัง สังฆัง วันทามิ สิทธิกิจจัง สิทธิกัมปัง สิทธิลาภัง ภะวันตุ เม”

หลับตาระลึกถึงบารมี ครูบาจันต๊ะ วัดหนองช้างคืน เสร็จแล้วอธิษฐานตามต้องการ เป็นเสน่ห์ เมตตา มหานิยม ค้าขายคล่อง การเงิน การทองดีเยี่ยม แคล้วคลาด ปลอดภัย เป็นนิรันตราย อุปสรรค ยักษ์มาร ไม่กล้ำกลายเลย ดีนักแล

ประสบการณ์ตรงจากผู้ที่บูชาพระขุนแผนครูบาจันต๊ะ

ขุนแผนครูบาจันต๊ะ องค์นี้ ผมได้มาเมื่อประมาณเกือบ 4 ปีมาแล้ว
จะพูดว่าได้มาอย่างฟรีๆก็ได้ครับ เรื่องก็มีอยู่ว่า
มีอยู่วันหนึ่งผมอยากได้ขุนแผนครูบาจันต๊ะรุ่น1 มาบูชาซักองค์นึง
ทั้งๆที่ช่วงนั้นก็ไม่ค่อยจะมีเงินซักเท่าไร? แต่ก็อยากจะเลือกดูไว้ก่อน
และก็อยากทราบราคาด้วย ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ทราบว่า ราคาเท่าไร?
ก็เปิดเวปดูไปเรื่อยๆ ดูมาหลายองค์ จนมาเจอองค์นี้แหล่ะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึง
ถูกชะตากับพระองค์นี้เหลือเกิน สวยก็ไม่เท่าไหร่แถมขอบบนด้านหลังบิ่นอีก ตะหาก!
ก็เลยลองโทรไปคุยกับเจ้าของพระเขาดู เขาเปิดไว้ที่ราคา 5000 หรือ 8000
ผมก็จำไม่ได้ แต่ว่าสองราคานี้แหล่ะ พอได้ทราบราคาแล้วก็ต้องผิดหวัง
เพราะราคาขนาดนี้บอกตามตรงว่าผมถอดใจเลย ไม่นึกว่าพระจะมีราคาได้ถึงขนาดนี้
หลังจากนั้นแล้ว ผมก็ปิดหน้าเวบออกไป เพราะตอนนั้นไม่มีเงินพอที่จะเช่าได้หรอกครับ
ในช่วงนั้นการเงินของผมก็แย่ๆเหมือนกัน ได้แต่พูดกับตัวเองว่าลืมไปซะ?
อย่าไปฝืนเงินในกระเป๋าเลย จะเดือดร้อนเช่าไปทำไม เช่าแล้วต้องอดๆอยากๆ อย่าดีกว่า

ในขณะนั้นก็เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นมาอย่างหนึ่งแบบไม่น่าชื่อ หน้าเวบที่เป็น
หน้าพระองค์นี้ที่ผมปิดไปเกิดเด้งขึ้นมาใหม่ ปิดแล้วเด้งขึ้นมาๆ เป็นอย่างนี้อยู่ 3 ครั้ง
พอครั้งที่ 3 ผมก็นึกเอะใจขึ้นมาว่าทำไปปิดแล้วก็ยังเด้งขึ้นมาอยู่ได้ เลยพนมมือ
อธิษฐานถึงครูบาจันต๊ะ ว่า หากพระองค์นี้ครูบาท่านจะเมตตาให้ผมครอบครอง
ก็ขอให้ผมมีโชคลาภทางการเงินด้วย ผมจะได้นำเงินมาบูชาพระองค์นี้มาเป็นของผม
พออธิษฐานเสร็จผมก็นั่งมองรูปพระองค์นี้ไปซัก2-3 นาทีเห็นจะได้
อยู่ๆเพื่อนร่วมงานก็เข้ามาถามว่า วันนี้หวยออกจะซื้อหวยมั๊ย ผมก็ไม่รู้ว่าจะซื้อเลขอะไร
เผอิญขณะนั้น สายตาได้เหลือบไปเห็นรหัสของพระองค์นี้ (ในเวบซื้อขายพระ เขาจะมี
รหัสตัวเลขของพระที่ลงขายเป็นตัวเลข 6 หลัก) ผมไม่รู้จะซื้อหวยเลขอะไรดี?
เลยเอารหัสตัวเลข 3 ตัวหลังของพระองค์นี้มาซื้อ ผมจำได้ว่ารหัส 3 ตัวหลังของ
พระองค์นี้คือ 012 ก็เลยซื้อมันทั้งบน-ล่าง (ตัดเล่น 2 ตัวด้วย) ซื้อหมดไปร้อยกว่าบาท
(อิอิ แบบว่าไม่ค่อยจะมีตังค์ครับ) เลยซื้อแก้บนไปอย่างนั้น เผื่อจะฟลุ๊ค

ปรากฏว่าหวยงวดนั้น 3ตัวบนออก 012 สองตัวล่างก็ออก 12
ผมถูกตรงๆเลย ได้ทั้งบน-ล่าง ได้เงินมาเกือบสองหมื่น เพราะซื้อน้อย โชคเราก็มีแค่นี้
จากการที่ผมถูกหวย ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ผมอธิษฐานไว้กับครูบาจันต๊ะว่าถ้าผมมีโชค
ผมจะมาเช่าพระองค์นี้ ในที่สุดพอได้เงินมา ผมก็ติดต่อกับเจ้าของพระทันที
โดยไม่ต่อรองราคาเลย เงินที่เหลือผมก็นำพระไปใส่ตลับเงินและนำเงินส่วนหนึ่ง
ไปทำบุญเพื่อระลึกถึงครูบาจันต๊ะ ที่ท่านเมตตากับผม ทุกวันนี้ผมยังระลึกถึงความเมตตา
ของครูบาจันต๊ะอยู่เสมอๆ ทำบุญครั้งใดก็จะไม่ลืมที่จะระลึกถึงท่านครับ

ขุนแผนของท่านถึงแม้จะดังเรื่องเสน่ห์ทางสตรีซะเป็นส่วนใหญ่ดังที่เราทราบๆกัน
จากประสบการณ์ของหลายๆคนที่นำมาเล่าในเวบต่างๆ ก็จริงอยู่ แต่หากว่าเราไม่ได้
มุ่งมั่นในเรื่องสตรี เราก็สามารถนำมาใช้เกี่ยวกับหน้าที่การงานหรือ
เจรจาติดต่อเรื่องงานก็ได้ เข้าไปพบเจ้านายหรือไปติดต่องานกับใคร
ใครก็เมตตาช่วยเหลือ อยู่เสมอ งานบางงาน เรื่องบางเรื่อง เป็นไปได้ยาก
ไม่คิดว่าจะสำเร็จง่ายๆ แต่ก็แปลกมาก อยู่ๆงานก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีซะงั้น

เรื่องโชคลาภก็เหมือนกัน ผมมีโชคแบบฟลุ๊คๆ อยู่บ่อยครั้งนะครับ
แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก แค่สบายไปเดือนสองเดือนโดยไม่ต้องต้องอาศัยเงินเดือนเลย
ก็อย่างว่า ของอย่างนี้มันก็ขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน วันนี้แค่นี้ก่อนครับ
ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่ประสบพบเจอมา ไว้ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่
และจะนำองค์อื่นๆมาให้ชมและเล่าประสบการณ์อื่นๆมาให้ฟังกันอีกครับ

****ใครที่ว่าใช้วัตถุมงคลของท่าน แล้วเงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลองระลึกถึงท่านทุกๆเช้าก่อนไปทำงาน จะขออะไรกับท่านก็ขอไป(แต่อย่าเกินกรรม)
ขอแล้วก็ลืมไปซะ หรือทำเป็นเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้ อย่าไปมุ่งมั่นว่าจะต้องสำเร็จให้ได้
มันเป็นเรื่องแปลก พอทำแบบนี้แล้วมักจะสำเร็จตามที่ตั้งใจหวังอยู่เสมอๆ
อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ท่านใดที่อ่านข้อความนี้ก็ลองทำดูครับ
ท่านอาจจะมีประสบการณ์เหมือนผมก็ได้ เรื่องอย่างนี้ไม่ลองไม่รู้เน๊อะลองดูก็ไม่เสียหลาย
ขอให้วัตถุมงคลนั้นเป็นของท่านแท้ๆเถอะ ผมเชื่อว่าท่านช่วยเราได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 

เรื่องแรกแต่หลายตอนหลังจากที่ผมบูชาขุนแผนท่านมา (องค์เนื้อดำ) เพียงแค่คืนเดียวครับมีผู้หญิง โทรมาหาทั้งทีไม่รู้จักกัน แต่ก็ยังอยากชวนเราคุยเรื่องนั้น เรื่องนี้ ไปเรื่อย ๆ และมีผู้หญิงข้างบ้านไม่เคยโทรหาก็โทรมา ถามจะกินข้าวกับอะไรจะทำให้กินไหม
แฟนที่เคยบ่นก็คุยดีกับเรา หวยไม่เคยถูกก็ถูกทั้งที่เป็นหวยที่เหลือเลือกไม่กี่ตัว และอีกตอนครับแม่บ้านที่ไม่ค่อยพูดจาอะไรกับผมเลย หลังจากที่ผมแขวนขุนแผนครูบาจันต๊ะ กลับกลายเป็นว่าเขามาคุยกับผมดีมากจนเราแปลกใจ ซื้อผลไม้มาฝากเยอะแยะเลยครับ สาวๆที่ออฟฟิต (ผมพึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วันเอง)ผมลางานแค่วันเดียวก็โทรไปถามผมว่าเป็นไรเหรอ อยู่ที่ไหน เดี๋ยวลางานให้นะ แปลกไหมครับ ใครได้แขวนขุนแผนท่านแล้วจะรู้เองเลยครับ เดินไปไหนมีแต่คนมอง ยิ้ม เหมือนอยากรู้จักเราครับ ยังมีอีกเยอะครับขอข้ามไปอีกเรื่องครับ

เรื่องที่สองก็เป็นขุนแผนครูบาจันต๊ะ รุ่น 2 เนื้อสีขาวอมน้ำตาลส้ม องค์นี้เรื่องเสน่ห์เมตตาดีเยี่ยมเหมือนทุกองค์ แต่ผมจะขอเล่าถึงด้านแคล้วคลาดปอดภัยครับ มีอยู่วันหนึ่งผมได้เดินทางไปอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ขาไปครับช่วงขึ้นเขาซ้ายก็เป็นเหวลึก ขวาก็ภูเขา รถผมก็วิ่งมาดีๆแล้วก็มีรถอีกเลนที่วิ่งสวนทางมา เสียหลักเพราะเขามาด้วยความเร็วสูง (ลงเขา) วันนั้นฝนก็ตกถนนลื่น รถเขาได้เฉียดท้ายรถทัวร์และหันหน้ารถวิ่งมาที่เลนผม ลูกเมียผมในรถเงียบหมดครับ นึกว่าโดนเขาแล้ว และแล้วมันก็มีอะไรมาบังหรือดัน ต๊ะออกไปให้รถเขาล้อหมุนกลับไปเลนเขา ซึ่งตัวรถห่างแค่ไม่ถึงเมตร ถ้าวันนั้นผมโดนชนเข้าเต็มๆนะรถผมต้องตกเหวแน่นอนครับ ไม่อยากคิดเลยครับ วันนั้นผมแขวนองค์ขาวนี้ไปครับ
และขุนแผนครูบาจันต๊ะ รุ่นสองนี้ยังเคยได้ยินมาว่าทหารที่ประจำอยู่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แขวนท่านไว้ แล้วออกปฏิบัติหน้าที่และโดนซุ่มโจมตี ทหารคนนี้ถูกกลุ่มโจรยิงปืนสั้นใส่ จำไม่ได้ว่ากี่นัด โดนเข้าเต็มๆเสื้อนี้เป็นรู แต่เนื้อหนังเขากลับไม่เป็นไรครับ หลังจากนั้นเพื่อนและหัวหน้าของเขาต่างพากันมาสืบเสาะหาพระขุนแผนรุ่นนี้กัน

ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ

หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ ครูบาผู้เฒ่าที่มากด้วยวิชาขมังเวท เจ้าอาคมชาวไทยใหญ่ ปลีกตัว เร้นกายอยู่บนดอยสูงเพียงรูปเดียว สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ ท่านเกิดวันอังคาร เดือนสิบสองไตยใหญ่ ตรงกับวันอังคาร ที่ ๑๒ เดือนพฤศจิกายน ปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ ปีขาล ของไทยเรา หมู่บ้านน้ำหน่อ ตำบลปางซาง จังหวัดลายข่า ประเทศพม่า(รัฐฉานไทยใหญ่)

บิดาเป็นกำนันชื่อนายจั่นตา มารดาชื่อนางเห็งแปร มีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด ๑๐ คน หลวงปู่ครูบาออ เป็นคนที่ ๙ ของครอบครัว ปัจจุบันพี่น้องได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว คงเหลือแต่หลวงปู่ครูบาออท่านเดียวท่านยังมีหลานๆ อยู่ในตำบลเมืองนะ หลายคนในปัจจุบัน

ตามประวัติ หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๗ ขวบจนถึงอายุได้ ๑๕ ปี เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครูบาออ เป็น ชาวไทยใหญ่ใต้ อยู่ใน SHAN STATE เมียนมาร์ ซึ่งมีเขตติดต่อกับชายแดนไทยทางภาคเหนือ (แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย) ท่านได้ลาสิกขาไปเป็นทหารร่วมรบกับกองกำลังทหารไทยใหญ่ เป็นทหารในระดับผู้บังคับ การกองกำลัง Shan United Revolutionary Army “SURA” ในฐานะผู้นำทัพ (เทียบเท่านายพลของไทย) เจ้าฟ้าแสงเชียง เจ้าแผ่นดินรัฐฉาน ไทยใหญ่ เป็นผู้สักสังวาลเพชร บนศีรษะท่านเมื่ออายุ ๒๐ ปี เพราะโปรดที่ครูบาออ ตอนนั้นเป็นทหารกล้า นำพากองทัพไทยใหญ่รบชนะข้าศึก โดยไม่เสียกำลังพลแม้แต่คนเดียว ผู้ถูกเกณฑ์เป็นทหารไทยใหญ่ รบกับพม่า ทั้งกองร้อยรบไม่เคยแพ้ เพราะก่อนรบท่านทำน้ำมนต์และสักกระหม่อมให้เพื่อนทหารสู้กับศัตรู ปรากฏว่า ปืนทหารพม่ายิงมาไม่ออกบ้าง ออกแต่ไม่ถูกบ้าง ลูกระเบิดตกใกล้ๆ ไม่ระเบิดบ้าง และเป็นผู้หนึ่งซึ่งมี บทบาทในการสู้รบในสมรภูมิสงครามเชียงตุง “SURA”…เป็นหน่วยเดียวกับที่ “เจ้ายอดศึก” สมัครเข้าเป็นทหารในครั้งแรก แต่ห่างกันคนละรุ่นกับครูบาออ (ครูบาออเป็นรุ่นพ่อ) เพราะเมื่อ ปี 2501 ที่ “เจ้ายอดศึก” เกิดเป็นปีที่ “ครูบาออ” ย่างก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ซึ่งกิจตอนนั้นเพียงเพื่อ อุทิศส่วนกุศลให้กับ “เจ้าฟ้าขุนหนุ่ม” ด้วยความซาบซึ้งต่อรสแห่งพุทธศาสน์จึงเลิกละทิ้งยศทหารตั้งแต่อายุ 40 ปีเป็นต้นมา

พอปลดจากทหารแล้ว จากคำบอกเล่าของท่านได้กลับมาอุปสมบทอีกครั้งโดยมี ”เจ้าปิ่นยา’‘ สังฆราชของไทยใหญ่บวชให้เมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๔๙๐

ท่านชอบใช้ชีวิตที่สมถะสันโดษ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เรียบง่าย เรื่องอาหาร เมื่อมีก็ฉัน ไม่มีก็ไม่ฉัน ที่ไหนเป็นวัดร้าง ไม่มีพระสงฆ์อยู่อาศัย ท่านก็จะไปพำนักอยู่ปฏิบัติธรรม เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ใช้ชีวิตสันโดษสมถะ เรียบง่ายและมีความอดทนสูงส่ง ที่บนสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีชาวบ้านสักหลังคาเรือนแต่ท่านอยู่ได้

ท่านเป็นครูบาผู้เฒ่าที่มากด้วยวิชาขมังเวท เจ้าอาคมชาวไทยใหญ่ ปลีกตัว เร้นกายอยู่บนดอยสูงเพียงรูปเดียว แม้วัยชรา ก็มีวิชาดี มีบารมีมาก ท่านแบกกลด ธุดงค์จากฝั่งไทยใหญ่ พม่า มาดอยจอมแวะ เพียงรูปเดียว ค่ำไหนนอนนั่น ถ้ำลึกลับ ป่าช้ารก เป็นที่อาศัย ผจญภูตผีปีศาจ เจ้าป่าเจ้าเขา ผ่านมาได้หมด “ครูบาออ” รูปนี้ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาจากประชาชนรัฐไทยใหญ่มาก

ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิชื่อดังแห่งเชียงดาว

ในด้านของวิชาอาคม

ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ ได้เรียนวิชาจากหอคำหลวงของไทไหญ่ เมืองรัฐฉาน จาก พระสังฆราช ของประเทศพม่า จนสำเร็จวิชาในแต่ละด้านจนสำเร็จ ครูบาออได้ร่ำเรียนจากตำราครูบาอาจารย์ของท่านจำนวน ๙ รูป ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ ๑ รูปอยู่ที่ประเทศพม่า รัฐฉานไทยใหญ่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาอาคมและการปฏิบัติตนในแบบฉบับวิปัสสนากรรมฐานสันโดษ หลังจากสำเร็จแล้วนั้นครูบาออ ได้ถูกสืบทอดให้เป็นพระสังฆราช เนื่องจากครูบาออเป็นพระชั้นผู้ใหญ่พระมหาเถระองค์ของไทไหญ่องค์ต่อไป แต่เนื่องด้วยท่านชอบความสันโดด ท่านจึงหอบตำราหลวง ของไทไหญ่ เดินธุดงค์เข้ามาฝั่งไทย จนมาตั้งสำนักสงฆ์บนพระธาตุดอยจอมแวะ ราวปี พุทธศักราช ๒๕๕๑ จนถึงปัจจุบันนี้

ในด้านของลูกศิษย์ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ

คนสำคัญ พลโทเจ้ายอดศึก ประธานสภากู้ชาติรัฐฉาน ผู้นำสูงสุดของไทไหญ่ ถือได้เป็นบุคคลสำคัญที่ชาวไทยและนานาอาระยะประเทศรู้จักเป็นอย่างดี พลโทเจ้ายอดศึก เป็นลูกศิษย์เอกของหลวงปู่ครูบาออ คนสำคัญคนหนึ่ง ที่นับถือเคารพและศัทธา หลวงปู่ครูบาออเป็นอย่างมาก เพราะสมัยหลวงปู่ครูบาออ จำพรรษาอยู่ฝั่งไทไหญ่ หลวงปู่ครูบาออ เป็นพระอาจารย์ที่สอนวิชาและลงอักขระเลขย้นต์ จากหอคำหลวงไทไหญ่ให้กับพลโทเจ้ายอดศึกอย่างมากมาย ในรอบ ๑ ปีพลโทเจ้ายอดศึก ต้องมากราบไหว้และลงอักขระสำทับวิชาอาคมในตัวโดยอาราธนาขอพร จากหลวงปู่ครูบาออ ทำพิธีตามแบบไทใหญ่เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต เพิ่มความเข้มขลังขมังเวทย์อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัยไว้ป้องกันภัยสาระพัดในสนามรบที่ล้วนมีแต่อันตรายทุกนาที

หลวงปู่ครูบาออได้มอบหมายให้ลูกศิษย์จัดสร้างวัตถุมงคลมาหลายชนิดทั้งที่บันทึกไว้และไม่ได้บันทึกไว้เมื่อสร้างแล้วลงอักขระสำทับวิชาอาคมทำพิธีตามแบบไทยใหญ่แล้วปลุกเสกหลังจากนั้นมอบให้ลูกศิษย์แจกจ่ายให้ทหารและชาวบ้านบ้างพ่อค้าแม่ค้าบ้างนำไปใช้จนเกิดผลสำเร็จทุกคน…

ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิชื่อดังแห่งเชียงดาว ละสังขารในท่านั่งสมาธิอย่างสงบรวมสิริอายุ 101 ปี ที่สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 04.05 น.วันที่ 24 ตุลาคม 2559 หลังมรณภาพแล้ว ปรากฏว่าคนต่างพากันเก็บสะสมเครื่องรางของขลังของครูบาออ โดยวัตถุมงคลของครูบาออ คือ พญาแมงภู่คำหลวงมหาราชา รุ่นแรก ตะกรุดเหล็กไหล เศรษฐี รวมทั้งหาซื้อเลข 101 ซึ่งเป็นอายุของครูบาออกันทั่วเมืองเชียงใหม่

ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิชื่อดังแห่งเชียงดาว

วัตถุมงคลของครูบาออ

พญาแมงภู่คำหลวงมหาราชา รุ่นแรก

ตะกรุดเหล็กไหล เศรษฐี

ตะกรุดมหาจักรพรรดิ์เนื้อตะกั่วพอกผงพอกครั่งขนาดยาว 4 นิ้ว

ตะกรุดเหล็กไหลเศรษฐีกินน้ำผึ้ง

พระยาหมูกายสิทธิ์ยอดฉัตร ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ

เหรียญเมตตา ๙๓ ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ พ.ศ. ๒๕๕๕

พระผงรูปเหมือนนั่งสิงห์คุ้มดวง

ล็อกเก็ตยิ้มรับทรัพย์ สี่เหลี่ยมรุ่นแรก ฉลองอายุ 95 ปี

 

พญาแมงภู่คำหลวงมหาราชา รุ่นแรก

 

ตะกรุดเหล็กไหล เศรษฐี

 

ตะกรุดมหาจักรพรรดิ์เนื้อตะกั่วพอกผงพอกครั่งขนาดยาว 4 นิ้ว

 

ตะกรุดเหล็กไหลเศรษฐีกินน้ำผึ้ง ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ครูบาท่านเรียกตะกรุดพอกเหล็กไหล เศรษฐี ว่า ตะกรุด เหล็กไหล เศรษฐี กินน้ำผึ้ง เดือน ๙ ของวิเศษอัศจรรย์ เพราะท่านถือฤกษ์ลงตะกรุดในเดือน ๙ เดือนแห่งการกำเนิดเศรษฐี ฝนชุก น้ำหลาก ไม่แห้งแล้ง ในทุ้งในท่าในไร่นา พืชข้าวกล้าเขียวชอุ่ม เป็นเคล็ดว่า มีความชุ่มช่ำเย็นสบาย เจริญงอกงาม เจริญก้าวหน้า ตามกำลังเดือน ๙ ท่านว่ามีอุดมสมบูรณ์ไม่อด ไม่อยาก
ที่สำคัญ เหล็กไหลเศรษฐี ของกายสิทธิ์ มีอานุภาพอัศจรรย์ จะทำให้มั่งมี ทวีทรัพย์มาก เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทองไม่จบไม่สิ้น คงมีตะกรุดดอกนี้ของครูบา เท่านั้นที่สร้างด้วยเหล็กไหล เศรษฐี ดีจริงขนาดนี้
อานุภาพเหล็กไหลเศรษฐี จะดูดเงิน ดูดแก้วแหวนเงินทอง ดูดสมบัติพัดถาน เมื่อรวมกับอานุภาพตะกรุดทั้งดอกนี้จึงทำให้ท่านที่ได้ไปบูชา
เข้าข่าย เป็นเศรษฐี อนุเศรษฐี มหาเศรษฐี ภายในไม่นาน ใช้ด้วยใจเคารพเบิกบานจิต หมั่นทำบุญกุศล จะร่ำรวยในไม่นาน ภายใน 3 วัน7 วัน ท่านให้เคล็ดว่า ในวันจันทร์เพ็ญเต็มดวงให้นำ ตะกรุดทั้งดอกนี้แช่น้ำผึ้ง เพื่อให้เหล็กไหลเศรษฐี กินน้ำผึ้งจะได้แสดงอานุภาพทางด้านมหาเศรษฐี มั่งมีทรัพย์มากได้ดียิ่งขึ้นไปอีก แฝงด้วยเมตตาเสน่หาอันหาที่สุดมิได้ อีกด้วย

คาถา ปลุก ตะกรุด เหล็กไหล เศรษฐี กินน้ำผึ้ง (ว่านะโม 3 จบ)

การบูชาธรรมธาตุเหล็กไหล ( ตั้ง นะโม 3 จบ )
“ พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ สะกะพะจะ บูชา จะ มหาบูชา ท่านผู้ดูแลรักษา ธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ อันทรงฤทธิ์อานุภาพนี้ อิสะวาสุ อิติปิโส ภะคะวา เหล็กไหลเจริญมา เป็นเศรษฐี เจริญยิ่ง เจริญดี สิ่งดี ๆ ทั้งหลาย หลั่งไหลเข้ามาสู่แก่ตัวข้าพเจ้า ชื่อ……… นามสกุล……… สัมมะ สัมมา สัมมา สัมมะ นะมะอะอุ นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ ”
ตะกรุด เหล็กไหล เศรษฐี กินน้ำผึ้ง สร้าง 999 ดอก

 

พระยาหมูกายสิทธิ์ยอดฉัตร ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ

 

เหรียญเมตตา ๙๓ ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ พ.ศ. ๒๕๕๕

ที่ระลึกสมทบทุนสร้างทางขึ้นสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประสบการณ์ เมตตา ค้าขาย ป้องกันภัย สูง

พระผงรูปเหมือนนั่งสิงห์คุ้มดวง

พระผงรูปเหมือนนั่งสิงห์คุ้มดวง หลังฝ่ามือ หลังฝังตะกรุดชนะคน สร้าง 500 องค์ ขนาดความสูง 4 ซ.ม. กว้าง 3 ซ.ม. ครูบาออ สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
พระสมเด็จ ครูบาขี่สิงห์ (ลูบหัวสิงห์) หลังฝ่ามือคุ้มดวง ครูบาออ สร้างเอาไว้แทนตัวท่าน โดยท่านมีเมตตา ลบถมผง และมวลสารเอง (ไทยเรา จะสร้างพระผง ต้องมีผงวิแศษ 5 ประกาศ ตามตำหรับเจ้าประคุณสมเด็จโต คือ ปถมัง ,ตรีนิสิงเห, มหาราช ,พุทธคุณ และอิทธิเจ แต่ของตำหรับไทยใหญ่ กำหนดว่า จะสร้างพระผง ก็ต้องใช้ว่านมหามงคล 9 ชนิด ผนวกกับผงที่ลบถมจากดินอาถรรพ์ 5 แห่ง หรือ 9 แห่ง โดยถือว่า แผ่นดิน คือแม่พระธรณีนี้ มีพลังมากกว่าใคร ต่อให้มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีพลัง มีความร่ำรวย แค่ไหน ก็ต้องเหยียบดิน ต้องอาศัยแผ่นดิน เป็นที่ กิน อยู่ หลับ นอน ดังนั้น พม่า ไทยใหญ่ จึงสร้างพระจากว่าน และดิน มากที่สุด) ครูบาออ ให้สร้างเป็นพระพิมพ์รูปท่านนั่งขี่สิงห์ แล้วเอามือลูปหัวสิงห์ สิงห์ นั้นหมายถึงมหาอำนาจ มหาตบะ เดชะ เมื่อท่านเอามือลูปหัวสิงห์ ก็หมายถึง ท่านแฝงมนต์ทางเมตตา มหานิยม ผนวกเข้าไปด้วย รวมความว่า พระสมเด็จครูบาออ นั่งสิงห์นั้น หมายถึง มีชัยชนะเหนือศัตรู และ มีอำนาจมาก , คุ้มครองป้องกันดวง , คุ้มครองดวง อุ้มชะตา ผู้บูชาให้เจริญก้าวหน้า ร่ำรวย และสำเร็จ โดยเอาผงว่าน และดินอาถรรพ์ มาเป็นเชื้อสร้างโดยอาศัยเหตุว่า ผู้ร่ำรวย ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ต้องอาศัยดิน ดังนั้น หากมีพระสมเด็จของท่านก็จะมีอำนาจ ดุจผู้ร่ำรวย ผู้ยิ่งใหญ่ เช่นกัน
ส่วนด้านหลัง ทำเป็นพระยันต์ฝ่ามือ หมายถึงฝ่ามือ อันคอยคุ้มครอง อุ้มชูดวงชะตา ไม่ให้ตก ไม่ให้ต่ำ ไม่ให้ถลำไปในทางเสื่อมนั่นเอง ส่วนตะกรุดที่ใส่กลางพระ เรียกภาษาไทยว่า “ ตะกรุดชนะคน” ความหมายก็คล้าย กับพระเจ้าบุเรงนอง ที่ได้ฉายาว่า “ ผู้ชนะสิบทิศ” มิมีใครหาญเข้ามาสู้พระบารมีได้ นั่นแหละครับ

ล็อกเก็ตยิ้มรับทรัพย์ สี่เหลี่ยมรุ่นแรก ฉลองอายุ 95 ปี

ล็อกเก็ตหลังสิงห์ดำ หลังฝังตะกรุดเกศาสิงห์ไม้แกะ ในมงคลกาลที่ครูบาออ ฯ หลวงปู่ครูบาผู้เฒ่าเจ้าอาคมขลังชาวไทยใหญ่ จะจึงปรารถสร้างยอดวัตถุมงคลตามตำหรับยอดวิชาเอก ฉบับหอคำหเจริญอายุ ครบ 95 ปี ท่านลวง ให้ขึ้นชื่อลือนามมหาเถระสืบทอดวิชาหอคำหลวง และให้ศิษย์ชาวไทย ได้รับรู้ว่า วิชาเอกของไทยใหญ่ ขลัง แรง และศักสิทธิ์ยิ่งนัก วัตถุมงคลที่ระลึก ร่วมฉลองอายุ 95 ปี มีรายละเอียดดังนี้

ล็อกเก็ตยิ้มรับทรัพย์ สี่เหลี่ยมรุ่นแรก ฉลองอายุ 95 ปี ลายมือครูบาออ หรือเรียกว่าล็อกเก็ตลายเซ็นก็ได้ ล็อกเก็ตมหาเศรษฐีก็ได้ เพราะเป็นประกาศิตว่า ใครมีล็อกเก็ตรุ่นนี้ รวยหมด รวยทุกคน ถือว่าเป็น ตัวแทนของท่านครูบาออ เป็นตัวแทนครูบาอาจารย์ของท่านและสายวิชาหอคำหลวง ด้านหน้ารูปครูบาออ ห่มคลุม ริ้วรอยเหี่ยวย่น ชัดเจน ใบหน้ายิ้มพิมพ์ใจ มีความสุขที่สร้างทางเสร็จ มีความสุขที่ลูกหลานมีสุข ลูกศิษย์มีชีวิตสดใส เจริญก้าวหน้า ด้านหลัง ฝังของวิเศษเฉพาะตัวหลายชิ้น ดังนี้

– ล็อกเก็ตฉากสีเทา ฝังเกศา ,จีวร,ตะกรุดเสริมดวง 1 ดอก ตะกรุดมหาปราบ 1 ดอก ฝังสิงห์ไม้กาหลงดำ สร้างจำนวน 500 องค์

– ล็อกเก็ตฉากสีเขียว (กรรมการ) ฝังเกศา,จีวร ,ตะกรุดเสริมดวง 1 ดอก ,ตะกรุดมหาปราบ 1 ดอก ,ตะกรุดมหาเมตตา 1 ดอก ฝังสิงห์ใหญ่สีขาว สร้างจำนวน 300 องค์

พระครูสิริวัตรวิมล (ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร)

พระครูสิริวัตรวิมล (ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลสันทราย อดีตเจ้าอาวาสวัดบ่อเต่า ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

เดิมชื่อ “ศรีมรรย์ ทาวงค์” เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนเกี๋ยงเหนือ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๗๕ ณ บ้านศรีค่ำ หมู่ ๘ ต.สันทราย อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๘๗ ปี พรรษา ๖๑ เป็นบุตรของพ่อหน้อย แม่เป็ง ทาวงค์ เดิมท่านชื่อศรีมรรย์ ทาวงค์

ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร บรรพชาในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะแม หรือวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๕ ณ วัดพระธาตุกลางใจเมือง ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีอธิการเจ้าเมืองใจ อินฺทจักฺโก วัดบ้านโป่ง ตำบลบ้านโป่ง อำเภอพร้าว เป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านก็ได้เข้ารับการอุปสมบท หลังจากนั้นอีก ๕ ปี ในวันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ณ วัดพระธาตุกลางใจเมือง โดยมีอธิการเจ้าเมืองใจ อินฺทจักฺโก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการขรรย์ ฐิตทินฺโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเมธา จกฺกโร เป็นพระอนุศาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ยโสธโร” แปลว่า ผู้ไว้ซึ่งยศ

พระครูสิริวัตรวิมลเป็นผู้มีเมตตาธรรม อนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรและประชาชน ท่านจึงรับอุปการะเด็กที่มีฐานะยากจน ไม่มีทุนทรัพย์ เพื่อให้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนมาตลอด ในส่วนของพระพุทธศาสนานั้น ตลอด ๖๑ ปีในร่มกาสาวพัตร์ ท่านเป็นพระที่สมถะและปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่มีสิ่งใดด่างพร้อย สมดังราชทินนาม “พระครูสิริวัตรวิมล” ซึ่งแปลว่าพระเถราจารย์ผู้มีวัตรปฏิบัติอันดีงามปราศจากมลทิน

พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุกลางใจเมือง
พ.ศ.๒๕๑๐ ท่านเป็นเจ้าคณะตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ.๒๕๑๖ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบ่อเต่า
พ.ศ.๒๕๒๔ ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ.๒๕๕๑ ท่านเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลสันทราย

เมื่อท่านมีอายุได้ ๓๐ ปีนั้นท่านได้เริ่มศึกษาด้านคาถาอาคมกับครูบาเมืองใจ อินฺทจักฺโก ตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ในเมืองพร้าวที่มีวิชาอาคมดี เมื่อได้รับความรู้ครบถ้วนแล้ว ท่านจึงขอฝากตัวเป็นศิษย์ในบารมี ครูบาเจ้าอินสม สุมโน แห่งวัดทุ่งน้อย ตำบลบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาจากครูบาอินมาหลายแขนง (ครูบาอินสมเป็นพระสงฆ์ที่คนเมืองพร้าวและในภาคเหนือเคารพนับถือกันอย่างกว้างขวาง)

ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ท่านได้ทำวัตถุมงคลขึ้นเป็นครั้งแรก วัตถุมงคลของท่านนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อแจกชาวบ้านในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียง การทำวัตถุมงคลแต่ละครั้งจึงมีจำนวนไม่มากนัก พระครูสิริวัตรวิมล เป็นที่เคารพนับถือของคนในอำเภอพร้าวและคนทั่วไปเป็นอย่างมาก

วิชาหลวงปู่มีหลายอย่างที่ท่านได้ทำไว้ ทั้งเครื่องราง พระเครื่องต่าง วิชาคาถาอาคม

มีด้านเมตตามหานิยมมี ก๋าต้อมป่าเห้ว เทวดาหลงห้อง หมีขนคำ

ด้านคลาดแคล้ว มีปืนแสนแหล่ง ดาบแสนเถี่ยน หอกแสนลำ

ด้านกันผี ผีกลัวมี ยักษ์สามตา ยันต์กันผี

ด้านกันตู้ลอง มีก๋าสะต้อน กั่งก่าตู้ลอง ยันต์ตัดเกิดเด็ก เป็นต้น

 

ต่อมาท่านได้รับการยกย่องเป็น ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร ซึ่งนับว่าเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว

ในวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒ เวลา ๑๒.๑๕ น.ท่านได้ละสังขารอย่างสงบ สิริอายุรวม ๘๖ ปี ๗ เดือน ๒๙ วัน ๖๑ พรรษา

ชื่อวัน ชื่อเดือน ชื่อปีนักษัตร ภาษาเหนือ

วัน เดือน ปี ภาษาเหนือ ที่ผู้สนใจภาษากำเมืองต้องรู้ ชื่อวัน ภาษาเหนือ ชื่อเดือน ภาษาเหนือ ชื่อปีนักษัตร ภาษาเหนือ

สำหรับชื่อเรียกวัน เดือน ปี ภาษาเหนือ นี้ก็จะมีการเรียกที่แตกต่างจากภาคอื่น ๆ ชื่อวันต่าง ๆ ก็จะเป็นภาษาพูดที่ออกเสียงเป็นแบบของภาษาเหนือเอง ส่วนเดือน ก็จะมีการเรียกอีกชื่อในแบบล้านนาโดยเฉพาะ และการนับเดือนของคนเมืองล้านนาเองนั้นตามปฏิทินของล้านนา จะนับเร็วกว่าเดือนไทยกับเดือนสากล ส่วนปีนักษัตร ก็จะมีชื่อเรียกเฉพาะที่ไม่มีเหมือนกับภาคอื่น ๆ ด้วย มาดูกันว่า ภาษากำเมืองล้านนา บ้านเฮานั้นเค้าเรียกวัน เดือน ปี ว่าอะไรกันบ้าง

คำเรียกชื่อวัน ภาษาเหนือ กำเมืองล้านนา

วันอาทิตย์ ภาษาเหนือ เรียกว่า วันติ้ด

วันจันทร์ ภาษาเหนือ เรียกว่า วันจั๋น

วันอังคาร ภาษาเหนือ เรียกว่า วันกาน

วันพุธ ภาษาเหนือ เรียกว่า วันปุ้ด

วันพฤหัสบดี ภาษาเหนือ เรียกว่า วันผั๋ด

วันศูกร์ ภาษาเหนือ เรียกว่า วันศุ๋กร์

วันเสาร์ ภาษาเหนือ เรียกว่า วันเสา

วันแรม 15 ค่ำ ภาษาเหนือ เรียกว่า วันเดือบดั๋บ

วันเพ็ญ ภาษาเหนือ เรียกว่า วันเดือนเป็ง

วันเพ็ญเดือน 6(วิสาขบูชา) ภาษาเหนือ เรียกว่า แปดเป็ง

วันเพ็ญเดือน 8(อาสาฬหบูชา) ภาษาเหนือ เรียกว่า หกเป็ง

วันเพ็ญเดือน 12(ลอนกระทง) ภาษาเหนือ เรียกว่า ยี่เป็ง

คำเรียกชื่อเดือนแบบโบราณ ภาษาเหนือ กำเมืองล้านนา

เดือนตุลาคม หรือเดือน 11 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนเกี๋ยง

เดือนพฤศจิกายน หรือเดือน 12 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนญี่

เดือนธันวาคม หรือเดือน 1 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนสาม

เดือนมกราคม หรือเดือน 2 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนสี่

เดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือน 3 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนห้า

เดือนมีนาคม หรือเดือน 4 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนห๋ก

เดือนเมษายน หรือเดือน 5 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนเจ๋ด

เดือนพฤษภาคม หรือเดือน 6 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนแปด

เดือนมิถุนายน หรือเดือน 7 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนเก้า

เดือนกรกฏาคม หรือเดือน 8 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนสิ๋บ

เดือนสิงหาคม หรือเดือน 9 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนสิ๋บเอ็ด

เดือนกันยายน หรือเดือน 10 ไทย แบบล้านนา ภาษาเหนือ เรียก เดือนสิบสอง

คำเรียกชื่อปีนักษัตร ภาษาเหนือ กำเมืองล้านนา

ปีชวด ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋ไจ้

ปีฉลู ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋เป้า

ปีขาล ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋ยี

ปีเถาะ ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋เหม้า

ปีมะโรง ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋สี

ปีมะเส็ง ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋ไส้

ปีมะเมีย ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋ซง้า

ปีมะแม ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋เม่ด

ปีวอก ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋สัน

ปีระกา ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋เลา

ปีจอ ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋เส๋ด

ปีกุน(ปีช้าง) ของล้านนา ภาษาเหนือ คือ ปี๋ไก๊

คำนาม สรรพนาม ภาษาเหนือ

คำนาม สรรพนาม ภาษาเหนือ คำนามเรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ คำสรรพนาม ใช้เรียกแทนคำนาม ในภาษาถิ่นเหนือนั้น ก็มีบางคำที่เรียกเหมือนกันกับภาษากลาง แต่ก็มีอีกมากมายที่เรียกแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภาษาเหนือ หรือภาษากำเมืองล้านนาเอง

แม้ว่าจะมีคำชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกันทั้งภาษาไทยมาตรฐานและภาษาไทยถิ่นเหนือ คำนาม คำสรรพนาม ภาษาเหนือนั้น ก็มีคำเฉพาะถิ่นเฉพาะภาษาที่ไม่เหมือนภาษาใด ๆ เลย อยู่มากพอสมควร และด้วยการที่เป็นภาษาเหนือ กำเมืองล้านนานั้น ในหลาย ๆ ภาคต่างยกย่องให้ภาษาเหนือเป็นภาษาที่พูดตามได้ง่าย มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง มีความอ่อนหวานไพเราะ น่าฟัง ซึ่งเมื่อได้ยินแล้วก็จะรู้เลยว่าเป็นภาษาของถิ่นไหน ภาคไหนของประเทศไทย และเมื่อเป็นภาษาเหนือแล้วล่ะก็ ก็อดคิดถึงวัฒนธรรมประเพณี งานเทศกาลต่าง ๆ ของภาคเหนือเป็นไม่ได้เลย รวมทั้งเพลงกำเมือง ที่ฟังแล้วไพเราะเสนาะหูมาก ๆ มาดูกันว่าคำนาม สรรพนาม ภาษาเหนือ นั้นมีอะไรกันบ้าง

คำนาม ภาษาเหนือ

คำนาม คือคำที่ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ ตลอดจนสถานที่ต่าง ๆ คำนามในภาษาไทยถิ่นเหนือที่น่าสนใจมีดังนี้

ผู้ชาย ภาษาเหนือ คือ ป้อจาย

ผู้หญิง ภาษาเหนือ คือ แม่ญิง

พ่อ ภาษาเหนือ คือ ป้อ, อี่ป้อ

แม่ ภาษาเหนือ คือ แม่, อี่แม่

ปู่ ภาษาเหนือ คือ ป้ออุ๊ย

ย่า ภาษาเหนือ คือ แม่อุ๊ย

ตา ภาษาเหนือ คือ ป้ออุ๊ย

ยาย ภาษาเหนือ คือ ป้ออุ๊ย

ปู่ ย่า ตา ยาย ภาษาเหนือ แบบเรียกเหมือนกันหมด คือ อุ๊ย

ปู่ ตา ภาษาเหนือ คือ แบบหลานเรียก อุ๊ยหลวง

ย่า ยาย ภาษาเหนือ คือ แบบหลานภายในบ้านเรียก อุ๊ยหน้อย

ปู่ทวด ภาษาเหนือ คือ อุ๊ยหม่อน

ย่าทวด ภาษาเหนือ คือ อุ๊ยหม่อน

ตาทวด ภาษาเหนือ คือ อุ๊ยหม่อน

ยายทวด ภาษาเหนือ คือ อุ๊ยหม่อน

ทวด ภาษาเหนือ คือ หม่อน

พ่อตา ภาษาเหนือ คือ ป้อเมีย

แม่ยาย ภาษาเหนือ คือ แม่เมีย

พ่อผัว ภาษาเหนือ คือ ป้อผัว

แม่ผัว ภาษาเหนือ คือ แม่ผัว

พ่อเลี้ยง ภาษาเหนือ คือ ป้อน้า

แม่เลี้ยง ภาษาเหนือ คือ แม่น้า

ลุง ภาษาเหนือ คือ ลุง

ป้า ภาษาเหนือ คือ ป้า

น้า ภาษาเหนือ คือ น้า

อา ภาษาเหนือ คือ อา

ลูกชาย ภาษาเหนือ คือ ลูกบ่าว

ลูกสาว ภาษาเหนือ คือ ลูกสาว

ลูกเขย ภาษาเหนือ คือ ลูกจาย, ลูกเขย

ลูกสะใภ้ ภาษาเหนือ คือ ลูกญิง, ลูกไป๊

ลูกคนแรก ภาษาเหนือ คือ ลูกเก๊า

ลูกคนสุดท้อง ภาษาเหนือ คือ ลูกหล้า

เด็ก ภาษาเหนือ คือ ละอ่อน

ลูกเล็ก ๆ ภาษาเหนือ คือ ลูกหน้อย

ลูกเลี้ยง ภาษาเหนือ คือ ลูกเก๋บ, ลูกเลี้ยง

หลาน ภาษาเหนือ คือ หลาน

เหลน ภาษาเหนือ คือ เหลน

โหลน ภาษาเหนือ คือ หลืด

พี่ชาย ภาษาเหนือ คือ อ้าย

พี่สาว ภาษาเหนือ คือ ปี้,เอ้ย

พี่เขย ภาษาเหนือ คือ ปี้จาย, ปี้เขย

พี่สะไภ้ ภาษาเหนือ คือ ปี้ไป๊, ปี้ญิง

น้องชาย ภาษาเหนือ คือ น้องบ่าว

น้องสาว ภาษาเหนือ คือ น้องสาว

น้องเขย ภาษาเหนือ คือ น้องเขย

น้องสะไภ้ ภาษาเหนือ คือ น้องไป๊

น้องผัว ภาษาเหนือ คือ น้องผัว

น้องเมีย ภาษาเหนือ คือ น้องเมีย

สาวน้อย ภาษาเหนือ คือ สาวจี๋

หนุ่มน้อย ภาษาเหนือ คือ บ่าวน้อย

หนุ่มใหญ่ ภาษาเหนือ คือ บ่าวเฒ่า

สาวใหญ่ ภาษาเหนือ คือ สาวเฒ่า

หนุ่มขึ้นคาน, สาวขึ้นคาน ภาษาเหนือ คือ บ่าวเคิ้น, สาวเคิ้น

เพื่อน ภาษาเหนือ คือ เปื้อน

คำสรรพนาม ภาษาเหนือ

คำสรรพนามเป็นคำที่ใช้แทนคำนาม ซึ่งใช้เรียกตัวเอง ใช้เรียกผู้ที่กำลังฟังเราพูด รวมทั้งเรียกคนที่ถูกกล่าวถึง สำหรับภาษาเหนือก็มีคำเรียกที่แตกต่างจากภาษาพื้นถิ่นของภาคอื่น ๆ ดังนี้

เรา ภาษาเหนือ คือ เฮา
วิธีใช้ แทนได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “เรา”

พวกเรา ภาษาเหนือ คือ หมู่เฮา

ฉัน ภาษาเหนือ คือ เปิ้น
วิธีใช้ เปิ้น เป็นคำแทนตัวผู้หญิง ใช้กับผู้ฟังที่เป็นเพื่อนหรือผู้ที่สนิทสนมคุ้นเคย

ข้า ใช้แทนได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ใช้คู่กับคำว่า สู
วิธีใช้ ข้า แทนได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยมากผู้พูดจะเป็นผู้ใหญ่ใช้พูดกับคนวัยเดียวกัน รู้จักกันดี เช่น สามีภรรยาหรือเพื่อน

ข้าเจ้า เป็นคำแทนตัวที่สุภาพสำหรับผู้หญิง
วิธีใช้ ข้าเจ้า มักใช้ในกรณีที่ผู้พูดอายุน้อยกว่าผู้ฟังหรือมีความเคารพผู้ฟัง

กู ภาษาเหนือ คือ ฮา
วิธีใช้ ฮา เป็นคำแทนตัวผู้ชายใช้พูดกับเพื่อนสนิท ไม่ใช้พูดกับผู้ใหญ่หรือสุภาพสตรีเพราะถือว่าไม่สุภาพ (สำหรับคำแทนฝั่งผู้หญิงที่เป็นคำหยาบ ใช้คำว่า “กู” เหมือนภาคกลาง)

เธอ ภาษาเหนือ คือ ตั๋ว
วิธีใช้ “ตั๋ว” เป็นคำแทนตัวผู้ฟังที่เป็นผู้หญิง ใช้คู่กับคำว่า “เปิ้น” คำสรรพนาม “ตั๋ว – เปิ้น” มีความหมายเหมือน “ฉัน-เธอ”

สู ใช้แทนได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ใช้คู่กับคำว่า ข้า

มึง ภาษาเหนือ คือ คิง
วิธีใช้ “คิง” ใช้แทนตัวผู้ฟังที่เป็นผู้ชาย ใช้คู่กับคำว่า “ฮา” (สำหรับคำแทนฝั่งผู้ฟังผู้หญิงที่เป็นคำหยาบ ใช้คำว่า “มึง” เหมือนภาคกลาง)

พวกแก, พวกเอ็ง ภาษาเหนือ คือ หมู่สู, สูเขา, คิงเขา(ใช้แทนกลุ่มเพื่อนๆผู้ชายทั้งหมด ใช้ในกลุ่มเพื่อนๆ)

คำสรรพนามของคนที่ถูกกล่าวถึง คำสรรพนามบุรุษที่ 3 มีดังนี้

เขา วิธีใช้ ใช้แทนผู้ที่พูดถึงที่เป็นพหูพจน์ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

มัน วิธีใช้ ใช้แทนผู้ที่พูดถึงที่เป็นเอกพจน์ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

เปิ้น วิธีใช้ ใช้แทนได้ทั้งเพศหญิงและชาย เอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ได้

หมายเหตุ คำว่า “เปิ้น” เป็นได้ทั้งบุรุษที่ 1 และ 3 ดังตำอย่างต่อไปนี้

บุรุษที่ 1 ประโยคภาษาไทย  – ฉันจะไปดูหนัง เธอจะไปไหม

ประโยคภาษาเหนือเปิ้นจะไปดูหนัง ตั๋วจะไปก่อ

บุรุษที่ 2  ประโยคภาษาไทย – พวกเขามาจากไหน

ประโยคภาษาเหนือ –  เปิ้นลุกไหนมา

 

ประโยคภาษาไทย – แม่ ตำรวจเขามาทำไม

ประโยคภาษาเหนือ –  แม่ ตำรวจเปิ้นมาญ่ะหญัง

 

Echo; Online Performance Art Festival

Echo; Online Performance Art Festival เทศกาลออนไลน์ “เสียงสะท้อน” The Echo by Dhepsiri Creative Space วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม เวลา 19.00 – 21.00 น. เปิดช่อง FB page Dhepsiri Creative Space

Echo; Online Performance Art Festival

เทศกาลออนไลน์ “เสียงสะท้อน”

เรียนเชิญผู้สนใจ เข้าชมฟรี เทศกาลออนไลน์ “เสียงสะท้อน”

( The Echo by Dhepsiri Creative Space ) ในวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม เวลา 19.00 – 21.00 น. เปิดช่อง FB page Dhepsiri Creative Space ผลงานทั้งสิ้น 25 ชิ้น จากศิลปิน 47 ท่าน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่าน หนังสือ “เรือกับรั้ว ” เขียนโดย เทพศิริ สุขโสภา ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณกรรม ภาพประกอบโดย เทพศิริ สุขโสภาและวัลลภ แม่นยำ ( รอบเดียวเท่านั้น) แล้วเจอกันนะคะ

The Echo by Dhepsiri Creative Space

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม เวลา 19.00 – 21.00 น.

Thailand Chiang mai hotel

#DhepsiriCreativeSpace #MekongCulturalHub​ #กรมส่งเสริมวัฒนธรรม​ #TheLivingRoom

Facebook Fanpage : Dhepsiri Creative Space

 

Thai Tribal Crafts Fair Trade Learn Experience Shop-16 July 2021

Thai Tribal Crafts Fair Trade Learn Experience Shop on 16 July 2021 9.30AM-12.30AM at Thai Tribal Crafts Fair Trade

What to EXPECT!
LEARN – Brief history of Hill Tribes, Fair Trade and its impacts to the artisans since 1973.
EXPERIENCE – Traditional hand embroidery and back-strap loom weaving from hill tribe artisans
SHOP / SIGN UP – Enjoy 10% OFF the entire shop and when you sign up a 3 hours session of traditional back-strap weaving class

– When : 16 July, 2021 (FRI) – 9:30 – 11:30 AM (2 hours)
– Donation : 500 THB per person
– Space Limited : Only 6 persons
– Advance reservation is required. Please message or email to [email protected] to reserve your spot by 14 July 2021

NOTE: 100% of the donation and support will go directly to the emergency fund to get through the current situation. Thank you.

Thai Tribal Crafts Fair Trade Location

208 Bumrungrad Rd., Wat Ket, Muang Chiang Mai 50000

208 ถนน บำรุงราษฏร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000


The Ratha Yatra Festival 12 July 2021

The Ratha Yatra Festival on 12 July 2021 9AM-3PM at Amaravati Wellness Center

Ratha Yatra also known Ratha Jatra (ରଥଯାତ୍ରା) or Chariot festival (in English) is a festival celebrated Odisha for Jagannath

Program schedule :
09:00-10:00 | Hare Krishna Group is coming to the Amaravati Wellness Center
10:00-11:00 | Offering 56 items (chappan bhog) to the Jagannath alone with Sankirtan.
11:00-12:00 | Lecture by H.G.Prabhavisnu Prabhu about Sri Jagannath.
12:00-13:00 | Arati alone with Sankirtan.
13:00-15:00 | Ending with Sri Jagannath Mahaprasadam. Maha feast.

According to COVID-19 situation, all participant need wear MASK all the time and keep distance between person during partincition. And require to registration in the form that provided and Check-in on Thai Chana.

Please book your spot in advance, we are limit on number of person for this event by aligned with provincial recommendation.

#AmaravatiWellness #HeartSpa #OriganSpa #VisitMaerim #WeLoveChiangMai #BetterTogether

Location Amaravati Wellness Center

100 Moo 7, Maerim-Samoeng (1096) Road, ตำบล ริมใต้ อำเภอแม่ริม เชียงใหม่ 50180


คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ มีอำนาจวาสนา บันดาลโชคลาภ สูงสุดทางมหาเศรษฐี ปัดเป่าสิ่งอัปมงคล ผู้ใดที่ได้ทั้งบูชาด้วยการกราบไหว้และนำคุณธรรมของตัวท่านไปปฏิบัติด้วย จะช่วยส่งผลให้เจริญก้าวหน้า และร่ำรวย มีความสุขอย่างแน่นอน

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวัน)  หรือ ท้าวเวสวัณ(ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, กรุงเทพพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556, หน้า 1130) หรือในภาษาพราหมณ์เรียกว่า “ท้าวกุเวร” ในประเทศไทยมีคติการบูชาท้าวเวสวัณอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า พระไพศรพณ์ ตามนามในภาษาสันสกฤต ไวศฺรวณ เป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย เป็นเทพเจ้าแห่งยักษ์ เป็นหนึ่งในจาตุมหาราช ผู้คุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา

เมนูทางลัด

เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ
คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ
สถานที่กราบไหว้บูชาท้าวเวสสุรรณ เชียงใหม่
บูชาท้าวเวสสุวรรณให้สัมฤทธิ์ผลดีที่สุด

โดย ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือมีอสูร รากษส และภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ว่ากันว่าอาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นใหญ่มหาศาลมาก และ ท้าวเวสสุวรรณ ยังเป็นหัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 อันประกอบไปด้วย “พระอินทร์” (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก , “พระยม” (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ “พระวรุณ” (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก และเพราะ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ มีอำนาจวาสนา บันดาลโชคลาภ สูงสุดทางมหาเศรษฐี ปัดเป่าสิ่งอัปมงคล

สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ 3 หน้า 1439 กล่าวถึงท้าวกุเวรหรือท้าวเวสวัณไว้ว่า กุเวร-ท้าว พระยายักษ์ผู้เป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์มียักษ์ และคุยหกะ (ยักษ์ผู้เฝ้าขุมทรัพย์) เป็นบริวาร ท้าวกุเวรนั้น บางทีก็เรียกว่าท้าวไวศรวัน (เวสสุวรรณ) ภาษาทมิฬเรียก “กุเวร” ว่า “กุเปรัน” ซึ่งมีเรื่องอยู่ในรามเกียรติ์ว่า เป็นพี่ต่างมารดาของทศกัณฐ์ และทศกัณฐ์ไปแย่งบุษบกของท้าวกุเวรไป ท้าวกุเวรมีรูปร่างพิการผิวขาว มีฟัน 8 ซี่ และมีขาสามขา (ภาพท้าวเวสวัณจึงมักเขียนท่ายืนแยงแย ถือไม้กระบองยาว อยู่หว่างขา) เมืองท้าวกุเวรชื่อ “อลกา” อยู่บนเขาหิมาลัย มีสวนอุทยานอยู่ไหล่เขาแห่งหนึ่งของเขาพระสุเมรุ ชื่อว่า “สวนไจตรต” หรือ “มนทร” มีพวกกินนรและคนธรรพ์เป็นผู้รับใช้ ท้าวกุเวรเป็นโลกบาลประจำทิศเหนือ คนจีนเรียกว่า “โต้เหวน” หรือ “โต้บุ๋น” คนญี่ปุ่นเรียกว่า “พสมอน”

ท้าวกุเวรนี้สถิตอยู่ยอดเขายุคนธรอีสานราชธานี มีสระโกธาณีใหญ่ 1 สระ ชื่อ ธรณี กว้าง 50 โยชน์ ในน้ำ ดารดาษไปด้วยประทุมชาติ และคลาคล่ำไปด้วย หมู่สัตว์น้ำต่างพรรณ ขอบสระมีมณฑปชื่อ “ภคลวดี” กว้างใหญ่ 12 โยชน์ สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ปกคลุมด้วยเครือเถาภควดีลดาวัลย์ ซึ่งมีดอกออกสะพรั่งห้อยย้อยเป็นพวงพู ณ สถานที่นี้ เป็นสโมสรสถานของเหล่ายักษ์บริวาร และยังมีนครสำหรับเป็นที่แปรเทพยสถานอีก 10 แห่ง ท้าวกุเวรมียักษ์เป็นเสนาบดี 32 ตน ยักษ์รักษาพระนคร 12 ตน ยักษ์เฝ้าประตูนิเวศ 12 ตน ยักษ์ที่เป็นทาส 9 ตน

นอกจากนี้ยังมีกล่าวว่า ท้าวเวสวัณยังมีกายสีเขียว สัณฐานสูง 2 คาวุต ประมาณ 200 เส้น มีอาวุธเป็นกระบอง มีพาหนะ ช้าง ม้า รถ บางทีปราสาท อาภรณ์มงกุฎประดับรูปนาค ดำรงอิสริยศเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีบริวารแสนโกฏิ ถือโล่แก้วประพาฬ หอกทอง

พระไพศรพณ์

ในประเทศไทยมีคติการบูชาท้าวเวสวัณอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า พระไพศรพณ์ ตามนามในภาษาสันสกฤต ไวศฺรวณ มือขวาถือตะบอง มือซ้ายยกเสมอหน้าอกแสดงการห้ามปรามมิให้(เทวดา)ทำผิด เนื่องจากมีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยยุติธรรมในสวรรค์ ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของอัยการมานาน คาดว่าตั้งแต่แรกตั้งกรมอัยการเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้วเนื่องจากยกกระบัตร (ชื่อเรียกอัยการในสมัยโบราณ) หรืออัยการในปัจจุบันก็มีหน้าที่รักษาความยุติธรรมและกฎหมายเช่นเดียวกับหน้าที่ของพระไพศรพณ์ในสวรรค์ แต่ยังตรวจไม่พบหลักฐานว่าได้มีประกาศเป็นทางการให้ใช้รูปพระไพศรพณ์เป็นเครื่องหมายราชการของอัยการตั้งแต่เมื่อใด

ในศาสนาพุทธ

ท้าวกุเวร ในศาสนาพุทธ รู้จักกันมากในนามว่า ท้าวเวสสวัณ หรือ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาล อดีตชาติ ในยุคสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า ท้าวกุเวรเกิดเป็นพราหมณ์ ชื่อ กุเวรพราหมณ์ เขามีไร่อ้อยจำนวนมาก และมีหีบหนีบน้ำอ้อยถึง ๗ หีบ ทำให้เขามีรายได้มาก จนเขาร่ำรวยขึ้น เขาได้สร้างศาลาที่พักในเมืองถึง ๑๐ แห่ง และแจกน้ำอ้อยแก่ผู้ที่มาพัก และได้ทำทานตลอดชีวิต เป็นเวลา ๒๐,๐๐๐ ปี ตามอายุขัยของคนยุคนั้น และได้ไปเกิดเป็นท้าวกุเวร มีผิวกายดั่งสีน้ำอ้อย ปกครองพวกยักษ์ อยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทางด้านทิศเหนือ นอกจากนี้ท้าวกุเวรยังมีกระบอง ชื่อว่า มหากาล ที่สามารถทำลายล้างโลกธาตุได้อีกด้วย ในทางพุทธศาสนา ฝ่ายวัชรยาน ท้าวกุเวร มีนามว่า พระชัมภละ ถือเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ส่วนในศาสนาเชนจะเรียกเทพองค์นี้ว่า ศารวนุภูติ (Sarvanubhuti) มี ๔ พักตร์ ๘ กร กายสีรุ้ง ทรงช้างเป็นพาหนะ

ความเชื่อเรื่องท้าวเวสสุวรรณ

คนไทยโบราณนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควานแก่เด็ก ท้าวกุเวรองค์นี้มีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตรว่านำเทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่น ๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาน

เชื่อกันว่า ผู้ใดบูชาท้าวเวสสุวรรณ และประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมเสมอ จะบังเกิดโชคลาภ ลาภยศสรรเสริญ ร่ำรวยเงินทองคณานัป มีอำนาจวาสนา ชีวิตเต็มไปด้วยความราบรื่น ปราศจากศัตรูปองร้าย ป้องกันภัยจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น สิ่งอัปมงคลไม่มารบกวน ภูติผีปีศาจและวิญญาณร้ายไม่กล้าทำอันตราย

ใน ‘อาฏานาฏิยปริตร’ มีการกล่าวถึงท้าวเวสสุวรรณว่า ท่านได้นำเทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ถวายสัตย์จะคอยดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก มิให้ยักษ์ รวมถึงบริวารอื่นๆ ไปรังควานได้ คนไทยโบราณจึงนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็ก คอยปกป้องคุ้มภัยจากวิญญาณร้ายและภูติผีปีศาจ

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ มีอำนาจวาสนา บันดาลโชคลาภ สูงสุดทางมหาเศรษฐี ปัดเป่าสิ่งอัปมงคล

เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ

ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูป องค์ท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร ตามคาถาบูชาต่อไปนี้ คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร (บูชาประจำวัน) จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงคุณบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ที่ประสิทธิประสาทวิชามาแล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณดังนี้

 

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3จบ)

อิติปิโส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ
ท้าวเวสสุวัณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวัณโณ นะโม พุทธายะ

ผู้ที่ได้ทั้งบูชาด้วยการกราบไหว้และนำคุณธรรมของตัวท่านไปปฏิบัติด้วย จะช่วยส่งผลให้เจริญก้าวหน้า และร่ำรวย มีความสุขอย่างแน่นอน

สถานที่กราบไหว้บูชาท้าวเวสสุรรณ เชียงใหม่

วัดบ้านฟ่อน (วัดวุฑฒิราษฏร์) ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง

วัดดอนแก้ว ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม

บูชาท้าวเวสสุวรรณให้สัมฤทธิ์ผลดีที่สุด

เพื่อให้การบูชานั้นได้ผลอย่างแท้จริง พึงปฏิบัติให้ถูกต้องและห้ามทำสิ่งต่อไปนี้

  1. ห้ามประพฤติตนในทางไม่ดีผิดศีล 5 อันได้แก่ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การลักขโมยทรัพท์ การผิดลูกผิดเมียผู้อื่น การพูดเท็จยุแหย่ให้ชาวบ้านทะเลาะกัน และการดื่มสุราของมึนเมา เพราะหากกระทำแล้วล่ะก็ การบูชานั้นจะไม่ได้ผลอะไรเลย ดังนั้นเราควรที่จะต้องรักษาศีล 5 ให้ได้
  2. ไม่กระทำตนเป็นผู้ทำลายศาสนา ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การยุยงหรือส่งเสริมให้ผู้อื่นหมดสิ้นความศรัทธาต่อศาสนา
  3. ไม่ประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต เอารัดเอาเปรียบ หรือฉ้อโกงผู้อื่น
  4. ไม่กระทำตนเป็นผู้เห็นแก่ตัว ขาดน้ำใจ และการให้ทาน

หากใครที่ได้บูชาท้าวเวสสุวรรณทั้งในรูปแบบของการไหว้ และการไม่กระทำพฤติกรรมตามข้อห้ามการบูชาท้าวเวสสุวรรณข้างต้นไปด้วยกันแล้วล่ะก็ การบูชาก็จะให้ผลอย่างแท้จริง ส่งผลให้เรามีความเจริญก้าวหน้า มีความสุข และร่ำรวยเพรียบพร้อมไปด้วยเงินทองอย่างแน่นอน

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ มีอำนาจวาสนา บันดาลโชคลาภ สูงสุดทางมหาเศรษฐี ปัดเป่าสิ่งอัปมงคล

 

 

Free Open Farm Day #3

Free Open Farm Day #3 ครั้งที่ 3 วันเสาร์ที่ 17 กรกฏาคม 2564 เวลา 9 โมงเช้า ณ Maruchu Bussan Co, Ltd.

มาร่วม งาน Open Farm Day ครั้งที่ 3 กับเรา! คุณจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้วิธีปลูกอาหารของคุณเอง เราเป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรอง มาแล้ว (IFOAM Certified)
เฉพาะ 10 คนแรกเท่านั้น!!
คุณจะได้สาระอะไรบ้าง?
9:00 น.: ลงทะเบียน
09:15 น. Presentation
9:30 น. ทัวร์ฟาร์ม
10.00 น. สาธิตการเพาะกล้าไม้
10.30 น. แจกของฟรี
–ถามมาตอบไป (Q&A)–
แจกฟรี: สามารถเอาไปทำที่บ้านได้
ดินอินทรีย์ กระถางต้นไม้ เมล็ดพันธุ์
Come and join us our 3rd Open Farm Day! You will get an opportunity to learn how to grow your own food right at the farm where you know exactly where your food comes from. We are a certified (IFOAM certified) organic farm.
Please RSVP! Due to the restriction, we can only accept 10 people for this event.
You will be presented with:
9:00 AM: Registrations
9:15 AM Presentation
9:30 AM Farm Tour
10: 00 AM Seedling and sowing demonstration
10:30 AM Free gifts giveaways
–Q&A–
FREE GIVEAWAY: To take home and start planting
ORGANIC SOIL, PLANT POTS, seeds of your own choice.

Location Maruchu Bussan Co, Ltd. แผนที่ Maruchu Bussan Co, Ltd.

176 Moo 1, San Pa Pao, San Sai District, Chiang Mai 50210


ONE NIMMAN STEM ROBOT WORKSHOP

ONE NIMMAN STEM ROBOT WORKSHOP 23-25 กรกฏาคม 2564 เวลา 17.00 น. ที่ ONE NIMMAN

ONE NIMMAN STEM ROBOT WORKSHOP

“เรียนสนุก เข้าใจง่าย ได้ประสบการณ์ เน้นการลงมือทำ ทดลอง และแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง”
สนุกสนานกับ Line Follower Robot หรือหุ่นยนต์เดินตามเส้น
สำหรับน้องๆ อายุ 7-12 ปี (ไม่จําเป็นต้องมีพื้นฐาน) เพื่อปูพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาการคํานวณและหุ่นยนต์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์ใน การพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย และมีแนวความคิดการปลูกจิตสํานึกในการแก้ไขปัญหาอย่างมี เหตุผล รวมถึงการจัดการแข่งขัน เพื่อให้เยาวชนได้มีประสบการณ์ในทุกๆ ด้าน ความมีน้ําใจเป็น นักกีฬา และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยก้าวไปสู่เวทีการแข่งขันระดับสากลด้วยความ คิดสร้างสรรค์และคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

รายละเอียด Workshop :
– เรียนรู้การประกอบหุ่นยนต์
– เรียนรู้และฝึกการใช้งานเครื่องมือช่างเบื้องต้น
– การเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM (Science Technology Engineering Mathematic)
– การแข่งขันหุ่นยนต์รายการ ONE NIMMAN STEM ROBOT WORKSHOP พร้อมรางวัลต่างๆ
– เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์
– เสริมสร้างความมั่นใจที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆ
– ฝึกทักษะในการสื่อสารอย่างเป็นระบบระเบียบและการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
– การใช้เหตุผลในการคิดวิเคราะห์ปัญหา ฝึกทักษะการแก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอน
– ฝึกทักษะการบริหารเวลา เพื่อทำให้งานสําเร็จตามเป้าหมายในเวลาที่กำหนด

Workshop 3 รอบ (รอบละ 20 คน)
รอบที่ 1 เวลา 11:00-13:00 น.
รอบที่ 2 เวลา 13:00-15:00 น.
รอบที่ 3 เวลา 15:00-17:00 น.

(ลงทะเบียน คลิ๊ก )

กิจกรรมดำนา เด็กและผู้ใหญ่ วันเสาร์ อาทิตย์ 10.30 น.

กิจกรรมดำนา เด็กและผู้ใหญ่ วันเสาร์ อาทิตย์ 10.30 Rice planting activity Sat & Sun 10.30 am. ณ แฮงตึง ฟาร์ม เชียงใหม่ Hang Tueng Farm

กิจกรรมดำนา..เด็ก และ ผู้ใหญ่ วันเสาร์ และอาทิตย์ เวลา10:30 จองดำนา m.me/hangtueng 100 บาท/คน (จำนวนจำกัด) กิจกรรมสร้างสรรค์ เพ้นท์ร่มน้อย / เพ้นท์กระถางพร้อมปลูกแคคตัส กิจกรรมละ 150 บาท ทำได้ทุกวัน 10:00-18:00 ครับ
.
[Rice planting every Sat & Sun at 10.30 am. 100 baht/person. Booking: m.me/hangtueng . Small umbrella, cactus pot painting activities (10:00-18:00 close on Monday]
.
ดำนาส่วนตัว กลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ / กลุ่มโรงเรียน และองค์กร สามารถเลือกวันและเวลาได้ครับ
.
[Private groups for rice planting and other activities are welcome. Please contact: m.me/hangtueng]
.
จะนั่งทำงาน หรือ พักผ่อนชิวๆ ทานอาหาร เครื่องดื่มสุขภาพ อากาศสบายๆ แฮงตึงฟาร์ม ฟาร์มในเมือง ห่างพรอมเมนาด้า 2 กม. ถ.ศรีบัวเงิน ซ.19 อ.เมือง เชียงใหม่ 10:00-18:00 (หยุดวันจันทร์)
.
[Food & drink 10:00-18:00 close on Monday]

กิจกรรมดำนา..เด็ก และ ผู้ใหญ่ วันเสาร์ และอาทิตย์ เวลา10:30 จองดำนา m.me/hangtueng 100 บาท/คน (จำนวนจำกัด)

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2564

วันเสาร์ที่ 3 กรกฏาคม 2564

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฏาคม 2564

วันเสาร์ที่ 10 กรกฏาคม 2564

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม 2564

วันเสาร์ที่ 3 กรกฏาคม 2564

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฏาคม 2564

วันเสาร์ที่ 17 กรกฏาคม 2564

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฏาคม 2564

วันเสาร์ที่ 24 กรกฏาคม 2564

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฏาคม 2564

วันเสาร์ที่ 31 กรกฏาคม 2564

.
การเดินทางมาแฮงตึงฟาร์ม [To get to our farm] คลิก https://goo.gl/maps/G3p8N5e27KiUwTNa7
.
Line คลิก https://lin.ee/jXqW5gI
Tel. 0846119969
.
#ฟาร์มในเมืองเชียงใหม่ #ปอดในเมือง #กิจกรรมดำนาเชียงใหม่

แผนที่แฮงตึง ฟาร์ม เชียงใหม่ Location Hang Tueng Farm