Home Blog Page 57

ลอยกระทงวินเทจ 19-20 พฤศคิกายน 2564 ตลาดอนุสาร เชียงใหม่

ลอยกระทงวินเทจ 19-20 พฤศคิกายน 2564 ตลาดอนุสาร เชียงใหม่

รำลึกความหลัง กับ ลอยกระทงย้อนยุค ที่ตลาดอนุสาร และบ้านโบราณ เชียงใหม่ ตลาดอนุสาร ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยกิจกรรม ลอยกระทงวินเทจ@อนุสาร วันศุกร์ ที่ 19 และเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น.

💖รำลึกความหลัง กับ ลอยกระทงย้อนยุค ที่ตลาดอนุสาร และบ้านโบราณ เชียงใหม่
🔰📣ตลาดอนุสาร ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยกิจกรรม ลอยกระทงวินเทจ@อนุสาร วันศุกร์ ที่ 19 และเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น.
🔰บริเวณ ลานกิจกรรม Chill Square โซนช้างคลาน และ บริเวณ โฮ๊ะมาร์เก็ต โซนเจริญประเทศ
🔰ในงานจัดกิจกรรมเป็น 2 เวทีหลัก ได้แก่ ลานกิจกรรม Chill Square โซนช้างคลาน
🔰วันที่ 19 พ.ย. ชมการแสดงของเยาวชนคนเก่ง ในสไตล์ ร้อง-เล่น-เต้น-โชว์ ,
🔰วันที่ 20 พ.ย. ชมการแสดงทางวัฒนธรรม แบบล้านนา ของเยาวชนคนเก่ง เจ้าของดีกรี จากหลากหลายเวทีทั่วจังหวัด
🔰บริเวณ โฮ๊ะมาร์เก็ต โซนเจริญประเทศ จัดเป็นโซนย้อนยุค มาร่วมย้อนความหลังครั้งวัยเยาว์ ด้วยตลาดนัดของเก่า ของสะสม ของมือสอง ของประดับตกแต่งสไตล์วินเทจ ในวันที่ 19 -20 พ.ย. นอกจากนี้ท่านจะยังได้ชม โชว์รถคลาสสิค หาดูยากหลากหลายรุ่น ทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ และขอเชิญเชิญผู้ร่วมงานทุกท่านแต่งกายสไตล์วินเทจ ย้อนยุค เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ
🔰ทั้งนี้ท่านที่มาร่วมงาน “ลอยกระทงวินเทจ@อนุสาร” ยังสามารถร่วมลอยกระทงในแม่น้ำปิง ได้ บริเวณท่าน้ำ โครงการบ้านโบราณเชียงใหม่ ถ.เจริญประเทศ ตั้งแต่ 18 -20 พ.ย. 64 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
🔰ร่วมฟื้นฟูการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ลอยกระทง แบบปลอดภัย สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือ ใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ และตรวจวัดอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ …
☎สอบถามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม โทร. 09-8276-9614

ลอยกระทงวินเทจ 19-20 พฤศคิกายน 2564 ตลาดอนุสาร เชียงใหม่

คำอธิษฐานวันลอยกระทง คำขอขมาพระแม่คงคา

คำอธิษฐานวันลอยกระทง คำกล่าวบูชาขอขมาต่อพระแม่คงคา เทพแห่งสายน้ำผู้ให้สายน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

วันลอยกระทง ทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกปีตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะตรงกับราวๆ เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย สำหรับภาคเหนือ ประเพณีลอยกระทงในภาคเหนือ จะเรียกว่า ประเพณีเดือนยี่เป็ง  ประเพณีลอยะกระทงถือว่าเป็นประเพณีที่ทุกคนรอคอในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี จะเป็รช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขึ้นเต็มฝั่ง ประกอบกับเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงจึงทำมีแสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบกับสายน้ำ ทำให้มองเห็นสายน้ำได้ชัดเจนทั้งสาย  ทำให้เหมาะแก่การลอยกระทง จุดประทีป โคมไฟต่างๆ

ลอยกระทง ถือว่าเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวไทยสืบทอดกันมาช้านานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สำหรับประเพณีการลอยกระทงนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความสำนึกในพระคุณของพระแม่คงคา หรือสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต ให้ความอุดมสมบูรณ์ ความเย็น ความชุ่มชื้นแก่สรรพชีวิต อีกทั้งยังเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคาที่เราได้ชำระล้างหรือทิ้งสิ่งสกปรกลงไปในแม่น้ำลำคลอง

นอกจากนี้การลอยกระทง ของหลายๆ คนยังเชื่อว่าการลอยกระทงเป็นการสะเดาะเคราะห์ ฝากทุกข์โศกโรคภัยไปกับกระทงให้สายน้ำพัดพาไป คนส่วนใหญ่จึงได้อธิษฐานขอพร ขอในสิ่งที่ตนเองปรารถนาก่อนจะทำการปล่อยกระทงลงแม่น้ำ ซึ่งเราอาจกล่าวคำอธิษฐาน คำขอขมา หรือคำบูชาก่อนจะลอยกระทงได้ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้

คำอธิษฐานสำหรับลอยกระทง

มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ อะสุกายะ นัมมะทายะ นะทิยา ปุลิเน ฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูเชมะ อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัสสะ ปูชา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังวัตตะตุ

(คำแปล) ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชา ซึ่งรอยพระพุทธบาท ที่ตั้งอยู่เหนือหาดทรายในแม่น้ำชื่อนัมมทานทีโน้น ด้วยประทีปนี้ กิริยาที่บูชารอยพระพุทธบาทด้วยประทีปนี้ ขอจงเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาน เทอญ ฯ (ผู้กล่าวคำถวายไม่ต้องกล่าวว่า “สาธุ”)

คำขอขมาพระแม่คงคา

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

ข้าแต่คงคา ลูกขอวันทา ด้วยประทีปกระทง พระแม่คงคา มีความเมตตา ต่อลูกสูงส่ง คือน้ำในกาย สามส่วนมั่นคง กายจึงยืนยง ชุ่มชื่นยืนนาน

พระแม่คงคา กำเนิดจากฟ้า โปรยปรายลงมา เป็นกระแสธาร เกิดเป็นแม่น้ำ หลายนามขนาน ปิง, วัง, ยม, น่าน คือเจ้าพระยา

ท่าจีน, ตาปี นครชัยศรี โขง, ชี, มูล, ละหาร ห้วยหนองคลองบึง จนถึงแก่งกว๊าน น้ำใต้บาดาล อีกทั้งประปา ลูกลูกทั้งหลาย เดินทางขายค้า สำเร็จกิจจา คมนาคม

นำมากินใช้ ได้ดั่งอารมณ์ ยามร้อนประพรม ชุ่มชื่นกายใจ ชำระมลทิน โสโครกทั้งสิ้น สะอาดสดใส ผุดผ่องพราวตา แลเลิศวิไล แม่น้ำรับไว้ สกปรกโสมม

น้ำเสียเรือนชาน ซักผ้าล้างจาน เททิ้งทับถม ไหลลงคงคา ธาราระทม สารพิษสะสม เน่าคลุ้งฟุ้งไป

วันนี้วันเพ็ญ พระจันทร์ลอยเด่น เป็นศุภสมัย ลูกจัดกระทง ประสงค์จงใจ นำมากราบไหว้ พระแม่คงคา

เทวาทรงฤทธิ์ ซึ่งสิงสถิต ทุกสายธารา ทั้งผีพรายน้ำ อย่าซ้ำโกรธา ลูกขอขมา อโหสิกรรม

ทำกิจใดใด อุทกภัย อย่าได้เติมซ้ำ อย่าพบวิบัติ ข้องขัดระกำ อย่าให้ชอกช้ำ น้ำท่วมพสุธา

อย่าให้สินทรัพย์ ต้องพลันย่อยยับ เพราะสายธารา อย่าให้ชีวิต ต้องปลิดชีวา พระแม่คงคา รับขมาลูก เทอญ

อย่างไรก็ตามเราอาจไม่ได้กล่าวคำอธิษฐานตามตัวอย่างข้างต้นนี้ แต่สามารถตั้งนะโม 3 จบ แล้วตั้งจิตอธิษฐานกล่าวขอขมา หรือขอในสิ่งตามที่ตนเองคิดไว้ในใจก็ได้เช่นกัน

ลำจวน ศรีกัญชัย

แม่ครูลำจวน ศรีกัญชัย(แม่ครูลำจวน เมืองป๊าว) ศิลปินซอพื้ยเมืองล้านนา เพชรราชภัฏ – เพชรล้านนา ด้านซอพื้นเมือง สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2550

ลำจวน ศรีกัญชัย ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2560 นักร้องเพลงพื้นเมืองล้านนา นักร้องเพลงซอที่มีผลงานอย่างแพร่หลายในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง จนได้รับการยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2533

ประวัติของลำจวน ศรีกัญชัย

ลำจวน ศรีกัญชัย (นามสกุลเดิม จันทรา) เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2500 ที่บ้านป่าไหน่ ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ บิดาชื่อนายวงค์ มารดาชื่อนางจันทร์ จันทรา อาชีพ ทำนาทำสวน มีพี่น้องจำนวน 6 คน ได้แก่ นางไกรวัลย์ นายศรีทน นางลำจวน นายบุญส่ง นางเพ็ญจันทร์ และนายจิตนา จันทรา นางลำจวน ศรีกัญชัย สมรสกับ ร.อ.วัชระ ศรีกัญชัย อาชีพรับราชการ มีบุตรจำนวน 1 คน คือ นางสาวพัชรพร ศรีกัญชัย

ประวัติการศีกษา พ.ศ. 2512 จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านป่าไหน่ ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

นางลำจวน ศรีกัญชัย ได้สร้างผลงานการแสดงซอให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมาโดยตลอด และยังเป็นศิลปินที่สังคมยอมรับในความสามารถการแสดงซอ บางครั้งก็ซอคู่กับพ่อครูเรวัฒน์ พรมรักษ์ และพ่อครูบุญศรี รัตนัง เวลาว่างจากการแสดงก็จะทบทวนบทซอและสอนลูกศิษย์อยู่ที่บ้าน หากมีหน่วยงานหรือโรงเรียนใดเชิญให้ไปถ่ายทอดความรู้ก็ยินดีที่จะไปโดยไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน คติประจำใจ “อยู่หื้อเปิ้นเสียดาย ต๋ายหื้อเปิ้นเล่าไว้”

นายลำจวน ศรีกัญชัย เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2561

การทำงานของลำจวน ศรีกัญชัย

เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้ว เนื่องจากเป็นคนที่มีความสนใจในการขับซอมาตั้งแต่เด็ก คือ ได้ฟังจากวิทยุในงานบวชนาคเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2514 ที่วัดมะเกี๋ยง ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว และมีศิลปินรุ่นเยาว์แสดงการขับซอพื้นเมือง มีโอกาสฟังซอเป็นครั้งแรก รู้สึกชอบการขับซอมาก จึงอยากเรียนการขับซอ คุณพ่อจึงนำมาฝากเป็นลูกศิษย์กับแม่ครูคำปัน เงาใส ซึ่งตอนนั้นอายุ 13 ปี โดยอยู่กินที่บ้านแม่ครูตลอด ได้ช่วยแม่ครูทำงานบ้านทุกอย่าง ตั้งแต่ตักน้ำ เลี้ยงหมู ทุกวันต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ไปขายปลาร้าให้แม่ครู และขณะที่ทำงานให้แม่ครูก็ท่องตำราไปด้วย อยู่กับแม่ครูได้ประมาณ 2 – 3 ปี พอเรียนรู้ทำนองได้เกือบทุกทำนอง แม่ครูก็ทดสอบด้วยการรับงานแสดงในนาม “ลำจวนป่าไหน่” ปรากฏว่าคนดูได้ฟังและดูลีลาการขับซอต่างก็ติดใจชอบในความสามารถ จึงมีงานแสดงมากมาย จนถึงปีพ.ศ. 2516 พ่อครูบุญตัน วังปาน ซึ่งเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังในขณะนั้นขาดคู่ถ้อง (หมายถึงคนที่ขับซอด้วยกัน การขับซอจะต้องมีสองคน ชายและหญิง เพื่อจะได้ซอโต้ตอบกัน) จึงขออนุญาตจากแม่ครู ซึ่งแม่ครูเห็นว่าเป็นโอกาสที่ลูกศิษย์จะได้แสดงกับศิลปินชื่อดัง จึงได้ฝากให้ไปอยู่กับคุณพ่อศรีนวล เหมืองจี้ ออกแสดงซอกับพ่อครูบุญตัน จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ต่อมา ได้เห็นศิลปินรุ่นพี่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 8 ลำปาง (ในสมัยนั้น) อยากจะแสดงละครซอ จึงขอลาออกจากคณะบุญตันมาอยู่กับคณะลูกแม่ปิง ตอนนั้นมีคุณพ่อบุญมี ใจสงวนเป็นหัวหน้า มีโอกาสซอคู่กับพ่อครูดวงจันทร์ วิโรจน์ ต่อมาได้พบกับพ่อครูบุญศรี รัตนัง มีโอกาสได้ขับซอคู่กับครูบุญศรี รัตนังมาโดยตลอด มีโอกาสบันทึกทั้งเทป ซีดี และวีซีดีมากมาย ไม่เฉพาะงานซอเท่านั้น ยังมีโอกาสได้ร้องเพลงลูกทุ่งพื้นเมือง เช่น เพลงไอ่มอยขี้ใส่เตี่ยว เพลงวอ 2 วอ 8 เพลงอี่หน้อยลูกป้อ เมียบ่ฮู้ใจ๋ เมียเฮาเปลี่ยนไป๋ ขี้เมาสามช่า เป็นต้น

เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2537 พ่อครูบุญศรี รัตนัง ประกาศเลิกซอ จึงมาซอคู่กับพ่อครูเรวัฒน์ พรมรักษ์ จนถึงปัจจุบัน นอกจากอาชีพขับซอพื้นเมืองแล้ว นางลำจวนยังประกอบอาชีพเสริมเป็นช่างเสริมสวยอยู่ที่บ้าน และยังเป็นคณะกรรมการสมาคมสืบสานตำนานปี่ – ซอ อีกด้วย

ผลงานของลำจวน ศรีกัญชัย

นอกจากการแสดงสดหน้าเวทีในงานต่าง ๆ เช่น งานบวชนาค งานทานข้าวใหม่ งานปอยหลวง งานฉลองพัดยศ งานขึ้นบ้านใหม่ งานบุญงานกุศลทั่วไป และการบันทึกเทปซีดี วีซีดี บันทึกเทปออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายและสถานีวิทยุโทรทัศน์

ผลงานที่ได้รับการบันทึกเทป มีดังนี้

ซอ ปอยเข้าสังข์ คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอ ดาปอยบวช คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอ ขึ้นบ้านใหม่ คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอ เก็บนก คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอเรื่อง คนไม่เข้าวัด 4 ประการ คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอเรื่อง ถวายพระพร คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอเรื่อง ผัวน้อย / ผัวหลวง คู่กับพ่อครูบุญศรี / พ่อครูดวงจันทร์
ซอเรื่อง ป้อฮ้าง 3 เมีย แม่ฮ้าง 3 ผัว คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอเรื่อง อาชีพร้อยแปด คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอเรื่อง ดำหัวปี๋ใหม่ คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอเรื่อง ผัวเผดเมียยักษ์ คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอเรื่อง ลาปอย คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอเรื่อง แก่หูหวายดายดอก คู่กับพ่อครูดวงจันทร์
ซอคู่เรื่อง บ้านเมืองสมัย คู่กับพ่อครูบุญศรี
ซอคู่เรื่อง แม่ญิง 7 ประการ คู่กับศรียนต์

รางวัลเกียรติประวัติของลำจวน ศรีกัญชัย

    • 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับเกียรติบัตรศิลปินพื้นบ้านล้านนา จากอนุบาลเชียงใหม่
    • 3 ธันวาคม 2542 ได้รับเกียรติบัตร ครูการศึกษาพิเศษของแผ่นดิน จากสถาบันราชภัฏเชียงใหม่
    • 22 ตุลาคม 2545 ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ กิจกรรมพิธีเปิดสวนสาธารณะและถนนคนเดินดอยสะเก็ด จากเทศบาลตำบลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
    • 6 ธันวาคม 2545 ได้รับใบประกาศ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านในงาน “สืบฮีตสานฮอย ฮอมปอยขึ้นเฮือนใหม่” จากโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา จังหวัดเชียงใหม่
    • 10 พฤศจิกายน 2545 ได้รับเกียรติบัตร งานสืบสานประเพณีวัฒนธรรมล้านนาของวัดธาตุคำ จากวัดธาตุคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
    • 9 เมษายน 2545 ได้รับเกียรติบัตรการจัดงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์เครือข่ายวัฒนธรรมจากสภาวัฒนธรรม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
    • 8 เมษายน 2547 ได้รับเกียรติบัตร การร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา แสดงซอพื้นเมือง เนื่องในงานทอดผ้าป่าชมรมสืบสานตำนานปี่ซอ จากวัดสหกรณ์ดอยนาง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
    • 3 พฤศจิกายน 2548 ได้รับเกียรติบัตร การร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา แสดงซอพื้นเมือง เนื่องในงานทอดผ้าป่าชมรมสืบสานตำนานปี่ซอ จากโรงเรียนบ้านห้วยงูสิงห์ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

ชมผลงานของแม่ครูลำจวน ศรีกัญชัย(แม่ครูลำจวน เมืองป๊าว)


ซอสังขารห้า ซอโดย พ่อครูบุญศรี รัตนัง-แม่ครูลำจวน เมืองพร้าว

ซอสังขารห้า ซอโดย พ่อครูบุญศรี รัตนัง-แม่ครูลำจวน เมืองพร้าว
รวบรวมจัดทำเเละเผยเเพร่ โดย วิทวัส ทิโน (บังรอน)
เพื่อเป็นสื่อการศึกษาและเผยเเพร่วัฒนธรรมล้านนาสืบไป

ซอโทษของเหล้า ลำจวน เมืองป๊าว

ซอเกี้ยวสาวบ่ะเก่า เรวัต ลำจวน

ซอโดย ป้อครูเรวัตร แม่ครูลำจวน เพื่อเป็นตัวอย่างในขับซอให้แก่ผู้ที่สนใจ ทำนอง ตั้งเจียงใหม่ ก๋ายเจียงแสน จะปุ และ ละม้าย เกี้ยวสาวแบบ บ่ะเก่า จัดทำโดย สมาคมสืบสานตำนานปี่ซอ แม่ครุบัวซอน ศิลปินแห่งชาติ และ ป้อครู จันตา แต่งกำซอ จ่างปี่โดย สมาชิกในสมาคมปี่ซอ / ป๊อป ทศรรห์ ขอนำมาเผยแพร่ต่อครับ

ซอปี่ พ่อครูเรวัตร แม่ครูลำจวน

ขี้เมาสามช่า – บุญศรี รัตนัง

เพลงขี้เมาสามช่า – บุญศรี รัตนัง

เพลง : ขี้เมาสามช่า
ศิลปิน : พ่อครูบุญศรี รัตนังแม่ครูลำจวน ศรีกัญชัย

เนื้อเพลง : ขี้เมาสามช่า – บุญศรี รัตนัง

เสียงเพลงจากวงขี้เมา
มาแล้วหมู่เฮา
วงขี้เมาสามช่า
วงนี้ไม่ต้องจ้างต้องหา
ขอให้มีสุราให้หัวหน้าอย่างเดียว
เมาลูกเดียวคับเขียวลูกป้อ
จะเอาเพลงลูกทุ่งหมอลำ
ฮ้องอยู่ประจำเจิญมารำกันต่อ
จะเอาเพลงสตริงหรือซอ
บอกมาเถิดหนอ
ขอมาได้เลย
เมาลูกเดียวคับเขียวลูกป้อ

แม่ญิงคนไดถ้าเขาบ่อเต้นบ่อรำ
ขอฮื้อนมเขายาน
ตึงเผิกขวาเผิกซ้าย

ถ้านางเป๋นป๋า
อ้ายจะฮับเป๋นข้อง
อ้ายกับน้องจะป้นกั๋นไปไหน
ระวังดีๆถ้านัก
ตะวันบ่ออกตึงบ่อได้ยั้งสักราย
นายแม่นาย
ป่าหญ้าเมืองวายเปิ่นเอาแป๋งละอ่อน

ฝนต๊กก่อจะนั่นหัวปี๋
ว่าแต้ว่าดีมันจั่งนานเอื้อน
เยี้ยนาบง
ตี๋นจั่งเป๋นเฮื้อน
เมาเหล้าเดือน
บ่อเต้าแม่เฮือนหนุ่ม

คนงาม
บ่ากั๋วต๊กหม้อนาฮก
ขึ้นต้นงิ้วเป๋นหนาม
อ้ายจะขอซวม
ตี่บ่าโอสองแก่น
(ญ)ปากก่อว่าแล้ว
ก่อเยี้ยใดก่อบ่อซวม
เอาสองเบิ้งเข้าหยวม
จ๋นมันยายเติ้งเกิ้ง

เจื้อหมียังบ่อตี๋กิ๋นเผิ้ง
เอามันยานเติ้งเกิ้ง
เหมือนฮางเผิ้งเดือนสาม
ว่าบ่อดายอ้ายบ่อถ้ามาว่า
อ้ายยังบ่อจั้วสามรุ่นรายคาม
กำ..แม่กำ
หันฮางเผิ้งดำๆ
บ่อเอาไม่ส้าวเข้าแหย่

ปูกต้นกุ๊กจะมาซุกต้นขิง
ปูกผักปูลิงจะมาอิงพิกแด้
มีปื๋นลูกซองแต้ๆ
บ่าแอ้ขะแม้
ลั่นไกเข้าใส่
บ่อจาย..มีก่ากำอู้บ่าดอกบ่าดาย
สลิดบ่อจาย
ม้อกควายสีแหล่ง
อ้ายจะเอาไม้ซ้าวแหย่ฮางเผิ้งต๋ว
อ้ายก่อเป๋นดีกั๋ว
ผั๋วตั๋วจะเดือดร้อน

กอนอี่นายมันบ่อมีกู่ซ้อน
อ้ายจะออดจะอ้อน
มันก่อคงบ่าเป๋นหยัง
สาวรุ่น
หน้าอกหย่อนๆ
ผ่อก้นงามงอนไค่นอนโตยสักกำ
นาย.แม่เน็ด
อ้ายไค่เอาแจะๆ
ก่อเหมือนแม่น้องเกี้ยวหมาก

หากิ๋นตังซอมันอะหยังมาแก๋น
อ้ายจะเซาะหาแฟนตี่ไดก่อบ่าได้
จะเอาเจือกมัดคอ
ห้อยติดเก้าไม้
กึ๊ดมากึ๊ดไปกั๋วหายใจบ่าออก
นายนอ
เยี้ยนาก่อข้าวซ้ำมาหักคอ
ก่อเหลือก่าเต่วสะดอ
อุ๊กก้วยสองแก่น
ปั๊ดใจ๋สี่ตี่บ่อจายเขามี
นึ่งเหล้าสองบุรี
สามปี๋สี่จิ้น

แก๋งป๋าเปิ้งบุญขมิ้น
เปิดตี๋นซิ้นมาหันใส่ก่าปี๋
คิดมาอุราแห้งเหี่ยว
อ้ายนอนคนเดียวเตี่ยวในก่อบ่ามี
เป๋นบ่าวจะแก่เฒ่าเต๋มที
แหมสักสองสามปี๋
อ้ายจะหนีไปบวช

แมวขึ้นข่วนมันบ่าม่วนใจ๋หนู
ป๋าเหยี่ยนอยู่ฮูมันยังต๋ายถูกซ่อม
เสื้อบ่างามเอาน้ำคามมาย้อม
งัวเขาซ่อมมันจั่งขวิดลุ่มหนอก
นารี..เหล้าก่าบ่ามี
กับแก้มก่อบ่ามี
คนเต้นก่อบ่ามี
นั่งผ่อกั๋นดีๆ
สวัสดีจ๊บก่อน..

ฟังเพลงขี้เมาสามช่า

เพลง ขี้เมาสามช่า ศิลปิน บุญศรี รัตนัง ลิขสิทธิ์ คนเมืองเร็คคอร์ด

ขี้เมาสามช่า – ป้อครู บุญศรี รัตนัง [SL MUSIC cover]

ขี้เมาสามช่า (Cover) – เดอะเพอะ Live

บทสวด วันทาหลวง วันทาน้อย

บทสวด วันทาหลวง วันทาน้อย แบบล้านนา บทขอขมาพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง

บทสวดวันทาหลวง และ บทสวดวันทาน้อย แบบล้านนา เป็นบทสวดที่ใช้สำหรับการขอขมาพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง

วันทาหลวง (แบบล้านนา)
วันทามิ พุทธัง สัพพังเม โทสัง ขะมะถะเม ภันเต.
วันทามิ ธัมมัง สัพพังเม โทสัง ขะมะถะเม ภันเต.
วันทามิ สังฆัง สัพพังเม โทสัง ขะมะถะเม ภันเต.
วันทามิ คะรุ อุปัชฌายะ จะริเย สัพพังเม โทสัง ขะมะถะเม ภันเต.
วันทามิ กัมมัฏฐานัง สัพพังเม โทสัง ขะมะถะเม ภันเต.
วันทามิ อาราเม พัทธะสีมายัง สัพพังเม โทสัง ขะมะถะเม ภันเต.
วันทามิ เจติงยัง สัพพัง สัพพัฏฐาเนสุ ปะติฏฐิตา สะรีระธา-ตุ
มะหาโพธิง พุทธะรูปัง สะกะรัง สะทา นาคะโลเก เทวะโลเก
พรัหมะโลเก ชัมพูทีเป ลังกาทีเป สะรีระ ธา-ตุโย
อะระหันตาธา-ตุโย เจติยัง คันธะกุฏิง จะตุระสี
ติสะหัสเส ธัมมักขันเธ สัพเพสัง ปาทะเจติยัง
อะหังวันทามิ สัพพะโสฯ.

วันทาน้อย (แบบล้านนา)
วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราทัง ขะมะถะเมภันเต
มะยากะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง สามินา
กะตัง ปุญญัง เมยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ.

บทนี้เป็นบทสวดทางล้านนา ใช้ขอขมา และสวดเพื่ออภิบูชาได้ด้วย

สายมู ทำบุญ ออกพรรษา 9 วัดเชียงใหม่นี้ รวยปังแน่นอน

ไหนใครอยากเป็นเศรษฐี!!! มารวมตัวกันที่นี่ สายมู เชียงใหม่ ห้ามพลาด ทำบุญ ออกพรรษา 9 วัดนี้ รวยปัง เป็นเศรษฐีแน่นอน

สายมู สายบุญ ใกล้ออกพรรษาแล้ว ถึงเวลาทำบุญ หากมาเชียงใหม่ ไม่รู้จะไปวัดไหน ทำบุญขอพร โชค ลาภ วาสนา เงินทอง ทำมาค้าขายขึ้น ขอพรให้รวย เป็นเศรษฐี 9 วัดในเชียงใหม่นี้ เราแนะนำให้ไปทำบุญเลย 9 วัดนี้แค่ชื่อก็รวยปังแล้ว อยากทำมาค้าขึ้นมามูเตลูกันได้เลย เดินทางสะดวก มาเริ่มกันเลย

ออกพรรษานี้อย่าลืมทำบุญ สำหรับการทำบุญไม่ว่าจะด้วยแบบไหนก็ตามล้วนได้ผลบุญกลับคืนมาทั้งสิ้น สำหรับผู้ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาการไปไหว้พระก็เป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติตามกันมานานแล้ว สำหรับการไปไหว้พระนั้นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตัวคือทำจิตใจให้ผ่องใส ไปทำบุญ ไหว้พระขอพร การขอพรเป็นการตั้งมั่นในสิ่งที่เราต้องการทำให้ผลบรรลุล่วงหรือผ่านพ้นอุปสรรคต่างไปได้ด้วยดี ซึ่งผู้ขอพรต้องยึดมั่นในศีล เมื่อมีศีลก็จะมีสมาธิ และปัญญาก็จะเกิดตามมา ซึ่งเมื่อเกิดปัญญาเราย่อมสามารถทำอะไรได้สำเร็จลุล่วงได้แน่นอน ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆได้สบายๆ เป้าหมายที่คุณต้องการย่อมสำเร็จแน่นอน มาดูกันว่า ทำบุญ ออกพรรษา เชียงใหม่ ไปวัดไหนบ้างที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายของคุณได้

1.วัดแสนเมืองมา

จุดเริ่มต้นของเรา ก็คือ วัดแสนเมืองมาหลวง จะทำการค้าเราก็ต้องการผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามา 1 เมือง 2 เมือง คนมันน้อยไปขอให้มาเป็นแสนเมืองมากันเลยดีกว่า อีกชื่อหนึ่งของวัดแสนเมืองมาคือ วัดหัวข่วง ซึ่งแปลว่า หัวลาน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เริ่มด้วยการกราบไหว้พระประธานก่อนเลย สำหรับวัดแสนเมืองมาหลวง หรือวัดหัวข่วง กราบวิหารหลวงเป็นสถาปัตยกรรมล้านนา พระวิหารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เพื่อทดแทนพระวิหารหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้เสียหาย พระประธานภายในพระวิหารคือ “พระพุทธรัตนบุรีสะหลีแสนเมืองมา” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง ๖ เมตร สูง ๙ เมตร กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามองค์หนึ่งของล้านนา
พระอุโบสถ สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ภายในประดิษฐานนำ “พระเจ้าศรีเมืองมา” พระพุทธรูปปางสมาธิขนาดเท่าพระองค์จริงของพระเจ้าแสนเมืองมา
พระมหาธาตุเจดีย์วัดหัวข่วง เป็นเจดีย์ล้านนาผสมสุโขทัย ลักษณะเจดีย์สิบสองเหลี่ยม ส่วนบนมีองค์ระฆัง แสดงอิทธิพลสุโขทัย เป็นรูปแบบพระเจดีย์ที่นิยมสร้างกันมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รัชสมัยพระเจ้าติโลกราชต่อรัชกาลพระเมืองแก้ว มีลักษณะคล้ายพระธาตุดอยสุเทพ และพระธาตุลำปางหลวง
วัดแสนเมืองมาหลวง ตั้งอยู่บนถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ แผนที่การเดินทางไปวัดแสนเมืองมาหลวง

วัดแสนเมืองมาหลวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

2.วัดหม้อคำตวง

ตามหาหม้อทองสำหรับนำมาตวงเงินตวงทอง เก็บไว้ให้เต็มหม้อกันเลย ต่อกันวัดที่ 2 จากวัดแสนเมืองมาหลวงแล้ว ออกจากวัดเดินทางไปทางทิศเหนือเจอประตูช้างเผือก เลี้ยวซ้ายไปตามถนนศรีภูมิ ประมาณ 150 เมตร ซ้ายมือจะเจอวัดหม้อคำตวง วัดหม้อคำตวง ซึ่งความหมายของชื่อ หม้อคำตวง ก็คือหม้อทองคำสำหรับตวงเงินตวงทอง สำหรับวัดหม้อคำตวงนี้ พระวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย ฝาผนังเขียนภาพจิตรกรรมสวยงาม พระเจดีย์ประธาน เป็นลักษณะของเจดีย์ล้านนาในยุคหลัง หลังจากกราบไหว้พระประธานและพระเจดีย์แล้ว ไฮไลต์สำคัญของวัดหม้อคำตวง คือ พระพุทธรูปพระเจ้าทันใจ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ขอพรแล้วจะทำอะไรก็ทันอกทันใจไปทุกอย่าง พระพุทธรูปทันใจ ๓ องค์นี้ เป็นเนื้อทองตันทั้ง๓องค์ อายุประมาญ ๗๐๐ กว่าปี
แผนที่การเดินทางไปวัดหม้อคำตวง ถนนศรีภูมิ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

3.วัดหมื่นเงินกอง

ก้าวเข้าสู่การมีเงินเป็นหมื่นเป็นกอง เมื่อไหว้พระที่วัดหม้อคำตวงเสร็จแล้ว ก็ไปกันต่อที่วัดที่ 3 วัดหมื่นเงินกอง ออกจากวัดหม้อคำตวงเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปยังแจ่งหัวริน เลี้ยวซ้ายขับรถไปตามถนนอารักษ์ ขับผ่านประตูสวนดอกไปตามทางอีก 350 เมตร เจอทางแยกเลี้ยวซ้ายไปยังถนนราชมรรคา ขับไปตามถนนราชมรรคาอีก 350 เมตร วัดหมื่นเงินกองก็จะอยู่ทางขวามือ สำหรับวัดหมื่นเงินกองนี้ ก็มีประวัติที่ยาวนานมากพอสมควร เป็นวัดที่ชื่อเป็นสิริมงคลอีก 1 วัดของเชียงใหม่ พระวิหารเป็นวิหารไม้โบราณทรงความงดงามแบบสถาปัตยกรรมล้านนา แวะสักการะพระพุทธไสยาสน์ เชื่อกันว่าเป็นองค์เดียวกับที่หมื่นเงินกอง ได้ตั้งจิตอธิษฐานขณะที่สูญเสียทรัพย์ไป กระทั่งได้ทรัพย์กลับคืนมา จึงถือเป็นเหตุการณ์มงคลสำหรับผู้ที่อาจมีปัญหาทางด้านทรัพย์สินทางการเงิน ลองเข้ามาตั้งจิตอธิษฐานที่นี่
วัดหมื่นเงินกองตั้งอยู่ที่ เลขที่ 30 ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 แผนที่การเดินทางไปยังวัดหมื่นเงินกอง

วัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

4.วัดพันแหวน

พนมมือตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้รับพร แหวนเป็นพัน ๆ วง วัดพันแหวน การเดินทางไปวัดพันแหวนนั้น หลังจากออกจากวัดหมื่นเงินกองแล้ว ให้ขับมุ่งหน้าไปตามถนนราชมรรคา แผนสี่แยกไปเลี้ยวขวาเข้าซอย ราชมรรคา ซอย 6 ขับเข้าซอยไปอีก 600 เมตร วัดพันแหวนจะอยู่ทางขวามือ สำหรับวัดพันแหวนสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๔๐ โดยขุนนางยศ “พัน” ชื่อว่า “แหวน” จึงเรียกชื่อวัดว่า “พันแหวน” ตามผู้สร้างวัด วัดพันแหวนนั้น พระวิหาร สถาปัตยกรรมแบบล้านนา กราบไหว้พระเจดีย์ขาววัดพันแหวน เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างเจดีย์ทรงระฆังอิทธิพลจากพม่า พัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะแบบท้องถิ่น
ที่ตั้ง : วัดพันแหวน ๕๐ ถนนถนนพระปกเกล้า ซอย 6 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 แผนที่การเดินทางไปยังวัดพันแหวน

วัดพันแหวน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

5.วัดฟ่อนสร้อย

วัดที่ 5 วัดฟ่อนสร้อย ฟ่อนคือคำนามที่ใช้เรียกข้าวที่นำมามัดรวมกันว่า ฟ่อนข้าว ซึ่งฟ่อนสร้อยก็มีความหมายในลักษณะเดียวกันในภาษาเหนือ เมื่อออกจากวัดพันแหวน ไปต่อกันที่วัดฟ่อนสร้อยโดยใช้เส้นทางราชมรรคาซอย 6 มุ่งหน้าทางทิศใต้ให้ไปโผล่ที่ถนนบำรุงบุรี แล้วซ้ายไปตามถนนบำรุงบุรีจนเจอประตูเชียงใหม่เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปยังถนนพระปกเกล้าประมาณ 100 เมตร ทางซ้ายมือจะเจอที่หมาย วัดฟ่อนสร้อย ให้ขับมาที่นี่แล้วก็ขอให้ได้ให้มีฟ่อนสร้อยหลายๆฟ่อนในอนาคตกัน กรายไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ วิหารหลวงวัดฟ่อนสร้อย ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนผสมไม้ หลังคาซ้อนชั้น เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมไทยในอดีต โดยเฉพาะลักษณะสถาปัตยกรรมล้านนาและสุโขทัย พระเจดีย์ประธานของวัด ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนา มีสัดส่วนงดงามหมดจด องค์เจดีย์ทั้งสี่ด้านมีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปยืน เหนือขึ้นไปเป็นองค์ระฆังสีทองสุกใส
ที่ตั้ง : วัดฟ่อนสร้อย 59 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 แผนที่การเดินทางไปยังวัดฟ่อนสร้อย

วัดฟ่อนสร้อย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

6.วัดหมื่นล้าน

หมื่นล้าน คำนี้ไม่ต้องแปลความหมายใดๆ แต่ขอพรให้มีเป็นหมื่นล้าน อยู่ในศีลมีสมาธิ ปัญญาเกิดให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายปังๆ ไปให้ถึงหมื่นล้าน เมื่อออกจากวัดฟ่อนสร้อยแล้วเราจะไปต่อกันที่วัดหมื่นล้าน โดยให้ใช้ถนนพระปกเกล้ามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือไปที่สี่แยกกลางเวียงแล้วเลี่ยวซ้ายไปตามถนนราชดำเนิน ประมาณ 400 เมตร ซ้ายมือจะเจอวัดหมื่นล้าน สำหรับวัดหมื่นล้าน ผู้สร้างวัดหมื่นล้านคือ “หมื่นโลกสามล้านขุนพลแก้ว” เจดีย์และลวดลายหน้าบันของวิหารที่มองเห็นกันส่วนใหญ่เป็นศิลปะแบบพม่า
ที่ตั้ง : วัดหมื่นล้าน 14 ถนนถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 แผนที่การเดินทางไปยังวัดหมื่นล้าน

วัดหมื่นล้าน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

7.วัดดอกคำ

ต่อกันที่วัดที่ 7 ปลูกอะไรก็ออกดอกออกผลเป็นดอกทองคำ วัดดอกคำ เมื่อออกจากวัดหมื่นล้านแล้วให้ให้เลี้ยวซ้ายไปยังทิศตะวันออกเพื่อไปยังประตูท่าแพ ถึงประตุท่าแพเลี้ยวซ้ายไปตามถนนมูลเมือง ประมาณ 200 เมตรจะเจอวัดดอกคำอยู่ทางซ้ายมือ
สำหรับวัดดอกคำนั้นสร้างในสมัยพระเจ้ากาวิละ กราบไหว้พระประธานบนพระวิหาร พระวิหาร สถาปัตยกรรมล้านนา อาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหลัง หน้าบัน เป็นลายปูนปั้นที่ประณีต สวยงาม มีอยู่หลายลายด้วยกัน ทั้งลวดลายพรรณพฤกษา กวางกับธรรมจักร พญานาค นกการเวก และสัตว์ทั้ง ๑๒ นักษัตร ด้านล่างเป็นซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ภายในพระวิหาร หมู่พระประธานเป็นกลุ่มพระพุทธรูปปางมารวิชัยสีทองอร่ามจำนวน ๕ องค์ พระเจดีย์ อยู่ด้านหลังพระวิหาร เป็นพระเจดีย์ศิลปะล้านนา ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม เหนือขึ้นไปเป็นฐานย่อเก็จยกสูงรองรับมาลัยเถา ๘ เหลี่ยม ซ้อนกัน ๓ ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆัง
ที่ตั้ง : วัดดอกคำ 111 ถนนมูลเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 แผนที่การเดินทางไปยังวัดดอกคำ

วัดดอกคำ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

8.วัดอู่ทรายคำ

อู่ทรายคำ ก็คือมีทองคำมากมาย ถ้าให้เข้าใจความหมายจริงๆก็เปรียบกับ อู่ข้าวอู่น้ำ เมื่ออกจากวัดดอกคำแล้วมุ่งหน้าไปตามถนนมูลเมืองไปทางทิศเหนือจนถึงตลาดสมเพรชแล้วให้ชิดขวาเลี่ยวกลับรถยูเทรินขับต่อไปยังไปยังถนนชัยภูมิ ชิดซ้าย ตรงไปอีก 250 เมตร จะเจอแยกให้เลี้ยวซ้ายไปยังถนนช้างม่อย ขับตรงไปอีก 100 เมตร เจอสี่แยกให้เลี้ยวขวาไปตามถนนช้างม่อยเก่าเข้าไปอีก 50 เมตร จะเจอวัดอู่ทรายคำ สำหรับวัดอู่ทรายคำเดิมเรียกกันว่า วัดอูบคำ บ้าง วัดอุกคำบ้าง วัดอุปลายคำบ้าง มีมหาอุบาสิกา ผู้มั่งคั่งที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก อพยพลงมาจากเวียงเก่าคือเมืองเชียงแสน (จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน) พระเจดีย์ แรกเริ่มสร้างไม่ใหญ่โตมากนัก ต่อมามีการสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่รอบองค์เดิมไว้ให้ใหญ่กว่าเดิม และได้ตกแต่งวิจิตรสวยงาม พระพุทธรูปดินปั้น พระพุทธรูปดินปั้นนั้น คือพระประธานในพระวิหาร ซึ่งมีขนาด สูง 2.62 เมตร กว้าง 1.78 เมตร พระพุทธรูปปางมารวิชัย ตามตำนานเล่ากันว่า นายช่างไปวาดภาพจำลองพระพุทธรูปเก้าตื้อ สวนดอก มาก่อสร้างพระประธานแห่งนี้ให้เหมือนของเดิมและงดงามน่าเลื่อมใส ใครได้นมัสการแล้วก็เกิดความสบายใจ และเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
ที่ตั้ง : วัดอู่ทรายคำ เลขที่ 24 ถนนช้างม่อยเก่า ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 แผนที่การเดินทางไปยังวัดอู่ทรายคำ

วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

9.วัดหนองคำ

วัดที่ 9 แห่งความมูเตลูนี้ วัดหนองคำ ความหมายก็คือ บึงทองคำ นี่เอง เมื่ออกจากวัดอู่ทรายคำแล้วให้ย้อนกลับไปที่ถนนช้างม่อย เลี้ยวขวามุ่งหน้าไปตามถนนช้างม่อยอีกประมาณ 250 เมตร ซ้ายมือจะเจอวัดหนองคำ
สำหรับวัดหนองคำนี้ ตั้งชื่อตามหนองน้ำที่ขุดดินมาปั้นอิฐก่อกำแพงเมืองเชียงใหม่ พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) – เป็นเจดีย์ทรงฐานสูงและสองชั้น โดยมีห้องเล็กๆเพื่อเก็บคัมภีร์และหนังสือใลานต่างๆ พระวิหาร เริ่มสร้างตั้งแต่เมื่อใดไม่มีรายละเอียดแน่ชัด แต่มีการบูรณะซ๋อมแซมครั้งล่าสุด เมื่อ พ.ศ.2471 เป็นอาคาร 2 ชั้น ฐานปูน เครื่องไม้ ทรงศิลปะประยุกต์ โดยช่างชาวปะโอ หรือ ต่องสู้ มีพระประธานใหญ่อยู่บนวิหาร
ที่ตั้ง : วัดหนองคำ 182 ถนนช้างม่อย ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 แผนที่การเดินทางไปยังวัดหนองคำ

วัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

สิบสองเป็ง วันปล่อยผี ฮาโลวีนล้านนา

เดือน 12 เป็ง หรือ เดือนสิบสองเป็ง ที่เรียกกันอีกแบบของคนเหนือ คือ วันปล่อยผี เรียกได้ว่าเป็นวันฮาโลวีนล้านนา ซึ่งตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เหนือ

วันปล่อยผี ฮาโลวีนล้านนา ประเพณีความเชื่อของคนเหนือชาวล้านนา ไม่ได้มีเฉพาะต่างชาติเท่านั้น อย่างทางภาคเหนือ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 เหนือ ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน วันนี้ถือว่าเป็นวันปล่อยผี เรียกอีกอย่างว่า ประเพณี 12 เป็ง ประเพณีอุทิศหาผู้ตาย คนล้านนาเรียกว่า “เดือนสิบสองเป็ง” ตานเปรตพลี ตานธัมม์ ซึ่งก็คล้ายกับวันฮาโลวีนของฝรั่ง ส่วนทางภาคอื่นๆ ก็มีชื่อเรียกตามแต่ละภาคไปและประเพณปฏิบัติที่แตกต่างกัน ส่วนของล้านนาการปฏิบัติจะเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

แต่ของคนเหนือล้านนานั้นประชาชนในล้านนาไทยนิยมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษของตน คือ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ประเพณีนี้เรียกกันในแต่ละท้องถิ่นก็มีชื่อแตกต่างกันไป บางจังหวัดในล้านนาเรียกประเพณีอุทิศหาผีตายบ้าง เรียกประเวณีเดือนสิบสองบ้าง บางที่ก็เรียกประเวณีปล่อยผีปล่อยเปรต ตรงกับของภาคกลางว่า “ตรุษสารท”

ปักษ์ใต้ เรียกว่า ประเพณีเดือนสิบชิงเปรต และ ทางภาคอีสานก็คือ ประเพณีบุญข้าวประดับดิน ประเพณีที่กล่าวมานี้ โดยความหมายและจุดประสงค์เป็นอันเดียวกัน ต่างกันด้วยวิธีการทำตามจารีตประเพณีที่เคย ทำมาในท้องถิ่นของตน สำหรับการอุทิศหาผู้ตายของล้านนาไทย สัมภเวสีต่างๆ เรียกว่า “ปุพพเปตพลี” คือการทำพลีกรรมเพื่ออุทิศให้แก่ท่านที่ล่วงลับไปก่อน จัดเป็นทานคือการให้อันหนึ่งของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และจัดเป็นบุญกิริยาวัตถุ คือที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญประการหนึ่ง เรียกว่า “ปัตติทานมัยบุญ”คือบุญที่สำเร็จหรือเกิดขึ้นจากการให้ ผลแห่งความดีที่ตนทำไว้พระพุทธศาสนาได้แสดงถึงการอุทิศส่วนกุศลให้คนที่ตายไปแล้วไว้มากแห่งอันเป็นการยอมรับถึงความมีอยู่ของผลที่บุคคลอุทิศไปให้ผู้ตาย

ถือกันว่าในวันเดือน 12 เหนือ ขึ้น 1 ค่ำถึงเดือนแรม 14 ค่ำนั้น พระยายมราชได้ปล่อยวิญญาณสัตว์ ผู้ตายกลับมาสู่เมืองมนุษย์เพื่อขอรับเอาส่วนบุญกุศลจากญาติพี่น้องลูกหลาน จะได้พ้นจากภาวะแห่งเปรตอสุรกายทั้งหลาย “ผีต๋ายเก่าเน่าเมิน”ออกมาขอส่วนบุญจากญาติพี่น้องบนเมืองมนุษย์ รับของตานจากญาติพี่น้องเช่น อุปกรณ์ เครื่องปรุง วัตถุดิบในการทำอาหาร อาหารแห้ง อาหารสด อาหารปรุงสุก และผลไม้ ตามความเชื่อแบบล้านนา คนเฒ่าบะเก่าว่าไว้ ลูกหลานคนใดบะตานหา ผีต๋ายเก่าเน่าเมิน (ผีบรรพบุรุษ) วงศาคณาญาติที่ล่วงลับไปแล้วในวัน 12 เป็ง ผีจะแจ่งหัว เมื่อบะได้กิ๋นของกิ๋นของตานเหมือนผีตนอื่น

ซึ่งมูลเหตุแห่งการประกอบกิจกรรมแห่งการทำบุญอุทิศหาผู้ตายของชาวล้านนาเช่นนี้ มีอิทธิพลมาจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่สำคัญหลายคัมภีร์ที่ได้กล่าวถึง การทำบุญไปให้บุรพชนอาทิเรื่องพระเจ้าพิมพิสาร ที่ทรงอุทิศบุญแก่พระญาติของพระองค์ในคัมภีร์เปตพลี

คนล้านนามีความเชื่อว่าญาติพี่น้องหรือบรรพบุรุษจะมารับส่วนบุญกุศลที่ลูกหลานญาติพี่น้องได้ทำบุญไปให้ คนล้านนาเชื่อว่าวันนี้เป็นที่ ยมบาล ปล่อยเปรต ปล่อยผี ออกจากนรกที่ไม่เคยได้รับส่วนบุญกุศลก็จะมารับได้ในวันนี้ ซึ่งประเพณีนี้ชาวไทยโดยทั่วไปเรียกว่าประเพณี สารท

ประเพณีสารทเดือนสิบของสังคมไทย คงจะเกิดขึ้นตามพระพุทธานุญาตของพระพุทธองค์ และด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกันกับที่ชาวอินเดียมีประเพณีเปตพลี เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบุพการีนั่นเอง อันที่จริงความเชื่อในเรื่องของการเคารพบูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วนี้ จะเป็นความเชื่อที่มีอยู่โดยทั่วไปแทบทุกชาติทุกภาษา เช่นสังคมไทยก็เชื่อเช่นนี้ เช่น การเซ่นไหว้ผีเหย้าผีเรือนหรือผีปู่ย่าตายายที่เรากระทำกันมาแต่โบราณ ก็เป็นความเชื่อในทำนองเดียวกันกับพราหมณ์ต่างกันเพียงว่า ผีปู่ย่าตายายของไทยเรานั้น มักจะอยู่ประจำตามหมู่บ้านเรือนของลูกหลาน

ประเพณีที่ชาวล้านนาปฏิบัติกันมาหลายชั่วอายุคน มีความเชื่อว่าในโลกของนรกภูมิ ได้มีการปลดปล่อยเหล่าวิญญาณ ผีเปรตต่างๆ เพื่อมาขอรับส่วนบุญส่วนกุศล ดังนั้นจึงเป็นการปฏิบัติประเพณีด้วยความกตัญญู ต้องการให้บุคคลผู้เป็นที่รักพบกับความสุขในปรโลก จึงได้ทำกันสืบๆ มา

ประเพณีตานเปรตพลี อุทิศส่วนบุญหาผู้ตาย

ประเพณีอุทิศหาผู้ตาย บางทีเรียกว่า ประเพณีเดือน 12 เป็ง ประชาชนในภาคเหนือ นิยมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษของตน คือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ลุงป้า ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว

ประเพณีนี้เรียกกันแต่ละท้องถิ่น ก็มีชื่อแตกต่างกันไป บางจังหวัดในภาคเหนือเรียกประเพณีอุทิศหาผู้ตายว่า ประเพณีเดือนสิบสองบ้างประเพณีปล่อยผีปล่อยเปรตบ้าง ตรงกับภาคกลางว่า “ตรุษสารท” ปักษ์ใต้เรียกว่า ประเพณีเดือนชิงเปรตและภาคอีสานก็คือ ประเพณีบุญข้าวประดับดิน ประเพณีที่กล่าวมานี้ โดยความหมายและจุดประสงค์เป็นอันเดียวกัน ต่างกันด้วยวิธีการทำตามจารีตประเพณีที่เคยทำมาในท้องถิ่นของตน

สำหรับการอุทิศหาผู้ตายของภาคเหนือ มีประเพณีสืบต่อกันมาเนื่องในการอุทิศกุศลแก่ญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วถือกันว่าในเดือน 12 เหนือขึ้น 1 ค่ำถึงเดือนแรม 14 ค่ำนั้น พระยายมราชได้ปล่อยวิญญาณสัตว์ ผู้ตายกลับมาสู่เมืองมนุษย์ เพื่อขอรับเอาส่วนบุญส่วนกุศลจากญาติพี่น้องลูกหลานจะได้พ้นจากภาวะแห่งเปรตอสูรกายทั้งหลาย ดังนั้นการปฏิบัติต่อประเพณีก็ด้วยการกตัญญู ต้องการให้บุคคลผู้เป็นที่รักพบกับความสุขในปรโลกจึงได้ทำสืบต่อกันมา

ตำนานทางพระพุทธศาสนากล่าวถึง เปรตราชของพระราชาพิมพิสารไว้ดังนี้ ในกับปที่ 92 นับแต่ภัทรกัลป์ปขึ้นไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “ปุสสะ” พระพุทธบิดาทรงพระนามว่า “พระเจ้าชยเสนะ” พระพุทธมารดามีพระนามว่า “ศิริมา” พระเจ้าชยเสนะยังมีพระราชบุตรอีก 3 พระองค์ ต่างพระมารดาและเป็นพระกนิษฐาภาภาของพระปุสสะพระพุทธเจ้า ราชบุตรทั้ง 3 นี้ มีเจ้าพนักงานรักษาคลังหนึ่งเก็บส่วยในชนบท กาลต่อมาพระราชบุตรทั้งสามมีพระราชประสงค์จะบำเพ็ญกุศลบำรุงพระศาสนา ผู้เป็นพระเชษฐภาดา ตลอดไตรมาส จึงขอทูลอนุญาตแก่พระบิดา เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว พระราชบุตรทั้งสามจึงตรัสสั่งเจ้าพนักงาน ผู้เก็บส่วยในชนบทของพระองค์ให้สร้างวิหาร ครั้งสร้างเสร็จแล้ว พระราชบุตรทั้งสามจึงนำเสด็จพระพุทธเจ้าไปที่วิหารและทูลถวายวิหารแก่พระศาสดา แล้วสั่งเจ้าพนักงานรักษาพระคลังและพนักงานเก็บส่วยว่า เจ้าจงดูแลและจัดของเคี้ยวของฉันถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ 90,000 องค์ที่เป็นพุทธบริวาร และตัวเราทั้งสามกับบริวารทุกๆ วัน ตลอดจนไตรมาสด้วย ตั้งแต่วันนี้ไปเราจักไม่พูดอะไร ตรัสแล้วก็พาบริวาร 1,000 องค์ สมาทานศีล 10 แล้วประทับอยู่ในวิหารตลอดไตรมาส เจ้าพนักงานรักษาพระคลัง และเจ้าพนักงานเก็บส่วย ผลัดกันดูแลทานวัตต์ตามความประสงค์ของพระราชบุตรทั้งสามด้วยความเคารพ

ครั้งนั้น ชาวชนบทบางพวกจำนวน 84,000 คน ได้ทำอันตรายต่อทานวัตต์ของพระราชบุตรทั้งสาม มีกินไทธรรมเสียเองบ้าง ให้แก่บุตรเสียบ้าง เผาโรงครัวเสีย ชนเหล่านั้นครั้งทำลายขันธ์แล้วจึงไปบังเกิดในนรก กาลล่วงไปถึง 92 กัลป จนถึงกัลปนี้ ในพระพุทธศาสนาพระกัสสะสัมมาสัมพระพุทธเจ้าชนเหล่านี้มีจิตอันอกุศลเบียดเบียนแล้วนั้น ได้มาบังเกิดในหมู่เปรต ครั้งนั้นมนุษบ์ทำบุญให้ทานอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติที่เป็นเปรตของตน เปรตเหล่านั้นก็ได้ซึ่งทิพย์สมบัตินานาประการ แต่หมู่เปรตผู้ทำลายเครื่องไทยธรรมพระราชบุตรทั้งสามนั้นหาได้รับส่วนกุศลไม่ เปรตเหล่านั้นจึงทูลถามพระกัสสปะพุทธเจ้าว่า ข้าพระพุทธเจ้านี้ พึงได้สมบัติอย่างนี้บ้างหรือไม่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายยังไม่ได้สมบัติ บัดนี้ ต่อไปภายหน้าพุทธกาลแห่งพระโคดมพระพุทธเจ้าญาติของท่านทั้งหลายจักได้เป็นพระราชา ทรงพระนามว่า “พิมพิสาร” และจักได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วอุทิศส่วนบุญถึงท่านทั้งหลาย เมื่อนั้นแหละท่านจะได้สมบัติดังนี้

การล่วงมาได้พุทธันดรหนึ่งถึงพระพุทธศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้เจ้าพนักงานผู้เก็บส่วยของพระราชบุตรทั้งสามได้มาบังเกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสาร แต่หาได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตที่เป็นญาติไม่ เปรตที่เป็นญาติเหล่านั้นมาคอยรับส่วนกุศลอยู่ เมื่อมิได้รับส่วนกุศลตามความปรารถนาก็เสียใจ พอถึงเวลาตีหนึ่งก็ส่งเสียงร้องประหลาดน่าสะพรึงกลัว ครั้นรุ่งสางขึ้น พระเจ้าพิมพิสารก็เสด็จเข้าเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเหตุนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเนื้อความทั้งปวง แต่หนหลังให้พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ พระเจ้าพิมพิสารจึงอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เข้าไปรับเครื่องไทยธรรมในพระราชนิเวศน์ แล้วพระราชาทรงกระทำทักษิโณทก ทรงอุทิศว่าทานนี้จงถึงหมู่ญาติของเรา ขณะนั้นฝูงเปรตที่มีความกระวนกระวายและร่างกายที่น่าเกลียดน่ากลัวก็สูญหายไป กลับมีผิวพรรณงามผ่องใสดั่งทอง แล้วพระราชาถวายยาคูและของเคี้ยวอุทิศถึงญาติอีก ยาคูและของเคี้ยวอันเป็นทิพย์ก็เกิดขึ้นในสำเร็จประโยชน์แก่ฝูงเปรตที่เป็นญาติเหล่านั้น แล้วพระราชาถวายผ้าและเสนาสนะทรงอุทิศถึงญาติอีก ผ้าและเครื่องเสนาอาสนะปราสาทล้วนแต่เป็นทิพย์ให้สำเร็จประโยชน์แก่ฝูงเปรตเหล่านั้นได้ประสบความสุข พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก

ในครั้งนั้นมีเรื่องสืบมาว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนาติโรกัณฑสูตร ทรงสรรเสริญทานที่นายกอุทิศบริจาคแก่ญาติที่ตายไปแล้วอีกหลายวัน แล้วกล่าวคำอุทิศถึงญาติว่า “อทํ โว ญาตีนํ โหตุ ญาตโยฯ” ทานนี้จงถึงญาติทั้งหลาย (ที่เกิดในเปรตวิสัย) ขอญาติเหล่านั้นจงมีความสุข (คือได้เสวยผลแห่งทานด้วยความสำรวม) อนึ่งผู้ที่บริจาคทานนั้นก็หาได้ไร้ผลไม่ เป็นการสร้างสมบุญกุศลให้เพิ่มยิ่งขึ้น กลับมีบุญกุศลยิ่งใหญ่ให้ผู้อื่นได้อนุโมทนาอก การร้องไห้เศร้าโศก ปริเวทนา หาผู้ที่ตายไปไม่เป็นประโยชน์อย่างไรแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว มีแต่การทำบุญอุทิศกุศลเท่านั้น จะได้ผลแก่เขาในปรภพแล

ในวันเดือน 12 เหนือ ขึ้น 14 ค่ำ จะเป็นวันแต่งดาเตรียมข้าวปลาอาหาร ขนมหวาน ผลไม้ไว้พร้อมสรรพ รุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเดือน 12 เพ็ญ ชาวบ้านจะนำเอาอาหารใส่ถาดไปวัดและจะถวายแด่พระภิกษุ เรียกว่า “ทานขันข้าว” มีการหยาดน้ำอุทิศบุญกุศลด้วย โดยให้พระเป็นผู้กรวดน้ำให้เพราะถือว่าท่านเป็นผู้ทรงศีล บุญกุศลจะถึงแก่ผู้ตายได้ง่าย

การทำบุญอุทิศกุศลนั้น มีการทำ 2 แบบ คือ 1. อุทิศแก่ผู้ตายธรรมดา 2. อุทิศแก่ผู้ตายโดยอุบัติเหตุ พวกผีตายโหง อุทิศแก่ผู้ตายธรรมดา ญาติจะเอาอาหารไปถวายที่วัดถือว่าวิญญาณผู้ตายธรรมดาเข้าออกวัดได้โดยสะดวก ส่วนผีตายโหงนั้น เข้าวัดไม่ได้เพราะอำนาจแห่งเวรกรรมญาติต้องถวายอาหารพระนอกวัด คือ นิมนต์พระมานอกกำแพงวัดแล้วถวาย เช่นเดียวกับบุญข้าวประดับดินของอีสาน การทำบุญอุทิศถึงผู้ตายนี้ ถ้ามีญาติหลายคนที่ตายไปแล้วจะต้องอุทิศให้คนละขันหรือคนละถาด กล่าวคือ จะต้องถวายตามจำนวนคน แต่บางรายก็จะจดรายชื่อให้พระ เวลาพระให้พรจะได้ออกชื่อผู้ตายตัวอย่างคำให้พระอุทิศแก่ผู้ตายดังนี้

“ดีและอัชชะในวันนี้ก็หากเป็นวันดี สะหรีอันประเสริฐล้ำเลิศกว่าวันดังหลาย บัดนี้ หมายมีมูลศรัทธา …..(ชื่อผู้ถวาย)…ได้สระหนงชงขวายตกแต่งแป๋งพร้อมน้อมนำมา ยังมธุบุปผาลาชนดวลดอกข้าวตอกไม้ลำเทียน ข้าวน้ำภาชนะ อาหารมาถวายเป็นทานเพื่อจะอุทิศผละหน้าบุญ ผู้อันจุติตาย มีนามกรว่า …..(ผู้ตาย)….หากว่าได้วางอารมณ์อาลัย มรณะจิตใจไปบ่ช่าง ไปตกท้องหว่างจตุราบาย ร้อนบ่ได้อาบ อยากบ่ได้กิ๋น ดังอั๋นก็ดี ขอพละหน้าบุญอันนี้ไปอุ้มปกยกออก จากที่ร้ายกลายมาสู่ที่ดี หื้อได้เกิดเป็นเทวบุตร เทวดา อินทราพรหมตนประเสริฐดั่งอั้นก็ดี ขอพละหน้าบุญอันนี้ไปเตื่อมแถม ยังสหรี่สัมปติยิ่งกว่าเก่า สุขร้อยเท่าพันปูนผละหน้าบุญนี้ชักนำรอดเถิงเวียงแก้วยอดเนรพานั้นจุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลี….

ศรัทธาประชาชนบางคนนอกจากทานขันข้าวอุทิศส่วนกุศลแล้ว ยังนิมนต์พระมาเทศน์ที่บ้านอุทิศกุศลแก่ผู้ตายด้วย บางรายก็ไปนิมนต์พระเทศน์ที่วัดพร้อมกับการถวายอาหาร ทานขันข้าวพระคัมภีร์ที่นิยมเทศน์ในวันดังกล่าวนี้ประกอบด้วย

1. ธรรมเปรตพลี

2. ธรรมมาลัยโผดโลก

3. ธรรมมูลนิพพาน

4. ธรรมมหามูลนิพพาน

5. ธรรมตำนานดอนเต้า

6. ธรรมตำนานพระยาอินทร์

คัมภีร์เหล่านี้มักใช้เทศน์อุทิศส่วนกุศล เจ้าอาจบูชาเอาผูกใดผูกหนึ่ง คือ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเทศน์ให้ฟังเป็นอานิสงส์แห่งการฟังธรรมอุทิศเป็นปุพเปรตพลี

การทำบุญอุทิศหาผู้ตายนี้ หากจะพิจารณาถึงประโยชน์แล้วได้สิ่งที่เป็นสาระหลายประการคือ

1. เป็นการสร้างความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพชน

2. เป็นการสังคหะช่วยเหลือผู้ตายอื่นๆและถวายอาหารแก่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมากซึ่งจำพรรษาอยู่

3. เป็นการสร้างความสามัคคียึดเหนี่ยวน้ำใจคนข้างเคียงมิตรสหาย

4. เป็นการสร้างความสุขให้แก่ผู้กระทำ

5. เป็นการอบรมลูกหลานให้เข้าใจในระเบียบประเพณี

6. เป็นการอนุรักษ์มรดกบรรพบุรุษไว้นานเท่านั้น ดังนั้น ประเพณีอุทิศหาผู้ตายในวันเพ็ญเดือนสิบสอง จึงเป็นประเพณีที่ดีงาม ควรแก่อนุรักษ์ไว้ให้เจริญและคงอยู่กับลูกหลานสืบไป

 

บอกรัก ภาษาเหนือน่ารัก ๆ

บอกรัก ภาษาเหนือ บอกฮัก คิดถึง กึ๊ดเติงหา รวมคำเมืองน่ารัก ๆ สำหรับคนที่กำลังมีรัก

บอกรัก ภาษาเหนือ เรียกว่า บอกฮัก คิดถึง ภาษาเหนือ เรียกว่า กึ๊ดเติงหา รวมคำเมืองน่ารัก ๆ ภาษาเหนือ เรียก รวมกำเมืองน่าฮัก ๆ สำหรับภาษาเหนือ กำเมืองล้านนานั้นมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองด้านที่ฟังแล้วไพเราะเสนาะหู เมื่อเป็นการพูดหรือกล่าวประโยคที่เกี่ยวกับการการบอกรักแล้วจะทำให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง

บอกรัก ภาษาเหนือน่ารักๆ

ฉันรักเธอ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ เปิ้นฮักตั๋ว

พี่รักน้อง ความหมาย ภาษาเหนือ คือ อ้ายฮักน้อง

กูรักมึงนะโว๊ยเพื่อน ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ฮาฮักคิงหนาบ่ะเปื้อน

พี่แอบหลงรักน้อง ความหมาย ภาษาเหนือ คือ อ้ายลักเมาอี่น้อง

พี่รักน้องคนเดียว ความหมาย ภาษาเหนือ คือ อ้ายฮักน้องคนเดียว

รักมากมาย ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ฮักไบ้ ฮักง่าว

รักสุดใจ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ฮักเสี้ยงขี้

ฉันคิดถึงเธอนะ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ เปิ้นกึ๊ดเติงตั๋วหนา

เหงา คิดถึง รอ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ง่อม กึ๊ดเติง ถ้า

สาวน้อยหน้าใส ความหมาย ภาษาเหนือ คือ สาวน้อยหน้าหมดต๋าใส

เป็นแฟนกันนะ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ เป็นแฟนกั๋นน่อ

เป็นแฟนกันไหม ความหมาย ภาษาเหนือ คือ เป็นแฟนกั๋นบ๋อ

รักเธอคนเดียว ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ฮักตั๋วคนเดียว

คิดถึงเธอทุกวัน ความหมาย ภาษาเหนือ คือ กึ๊ดเติงหาตั๋วกู้วัน

ไม่มีวันไหน ที่ฉันจะไม่คิดถึงเธอ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ บ่มีวันได ตี้เปิ้นจะบ่กึ๊ดเติงหาตั๋ว

รักครั้งแรก ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ฮักเตื้อแรก

พี่รักน้องแน่นหนัก ความหมาย ภาษาเหนือ คือ อ้ายฮักน้องมั่นทึ้ง

บอกรัก ความหมาย ภาษาเหนือ คือ บอกฮัก

น่ารัก ความหมาย ภาษาเหนือ คือ น่าฮัก

ประโยคบอกรัก ภาษาเหนือหวานๆ

จากนี้ไป ฉันจะรักเธอคนเดียว ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ตั้งแต่นี้ไป อ้ายจะฮักน้องคนเดียว

เธอเป็นแฟนฉันแล้ว ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ตั๋วเป็นแฟนเปิ้นแล้ว

รักไม่มีวันตาย ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ฮักบ่มีวันต๋าย

นอนกอดกัน อุ่นดีจัง ความหมาย ภาษาเหนือ คือ นอนกอดกั๋น อุ่นจุ้นลุ่น

ขอจับมือหน่อยนะ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ขอหยุบมือจิ่ม

แค่นี้ก็ดีเกินไป ความหมาย ภาษาเหนือ คือ มอกอี้ก่ดีล้ำไป

ฉันรักเธอนะ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ เปิ้นฮักตั๋วหนา

รักหมดใจ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ฮักหม๊ดไจ๋

ความรักคือสิ่งสวยงาม ความหมาย ภาษาเหนือ คือ ความฮักเป๋นอะหยัง ตี้สวยงาม

ฉันรักเธอคนเดียว จะไม่รักใครอีกแล้ว ความหมาย ภาษาเหนือ คือ เปิ้นฮักตั๋วคนเดียว จะบ่ฮักไผแหมแล้ว

น้องสาวคนนี้ น่ารักมากมาย ความหมาย ภาษาเหนือ คือ อี่น้องคนนี้ น่าฮักขนาด

คนน่ารัก มองยังไง ก็ไม่เบื่อ ความหมาย ภาษาเหนือ คือ คนน่าฮัก ผ่อจะได ตึงบ่ก้าย

สำหรับภาษาเหนือยังมีอีกลหายคำหลายประโยคที่ใช้ในสนทนาในชีวิตประจำวันถ้าอยากฟังออกพูดเป็นสามารถเข้ามาดูที่นี่ได้ ภาษาเหนือ ฝึกพูดประโยคพื้นฐานง่าย ๆ และความหมายของแต่ละประโยค นำไปใช้สนทนาในชีวิตประจำวันได้เลย ฝึกอู้กำเมือง หมู่เฮาจาวเหนือ มีภาษาอู้ เขียน อ่านเป็นของตั๋วเอง บ่ดีลืม อั้นเฮาจะบ่ะมีภาษาล้านนา ภาษาเหนือ  ภาษากำเมือง ไว้ให้ลูกหลายของเฮาได้อู้ได้จากันเน้อหมู่เฮา

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ (16 มกราคม พ.ศ. 2430 — 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2528) เป็นภิกษุชาวไทย จำพรรษา ณ วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

พระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง จากพุทธศาสนิกชน ทุกเพศทุกวัย ทั้งในและ ต่างประเทศ แม้หลวงปู่จะได้ลาขันธ์ไป ตั้งแต่คืนวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๘ แต่ความทรงจำในกระแส เมตตา ปฏิปทาสัมมาปฏิบัติ จริยาวัตรที่งดงาม พร้อมกับธรรมโมวาทอันล้ำค่า ของหลวงปู่ ก็ยังส่อง สว่างอยู่กลางใจของพวกเราชาวพุทธทุกผู้ทุกนาม

เมื่อน้อมระลึกถึงหลวงปู่ทีไร ความสุข สงบ ความโสมนัส ชื่นบาน ความสมหวัง โชคดี ความเป็นสิริมงคล จะดื่มด่ำอยู่ในจิตใจ อย่างไม่รู้อิ่มรู้คลาย ผู้ที่โชคดี มีโอกาสกราบไหว้ องค์หลวงปู่ ได้เคยฟังการปรารภธรรม แสดงธรรม จากหลวงปู่ ต่างก็ประจัษ์ความไพเราะ นุ่มนวลละมุนละไม ประดุจเสียงทิพย์ที่ไพบูลย์ด้วยธรรมะ อันเป็นสากลสัจจะ ยังความอิ่มเอิบ เบิกบาน และเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นผู้สืบเนื้อนาบุญอันไพศาล นับเป็นพระอริยสาวก ที่ควรแก่กราบ ไหว้บูชาอย่างแท้จริง

ประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เกิดในตระกูลของช่างตีเหล็ก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2430 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน ณ บ้านนาโป่ง ตำบลหนองใน(ปัจจุบันเป็นตำบลนาโป่ง) อำเภอเมือง จังหวัดเลย และบิดามารดาของท่านได้ ตั้งชื่อว่า ญาณ ซึ่งแปลว่า ปรีชา กำหนดรู้ โดยเป็นบุตรของนายใสกับนางแก้ว รามศิริ อาชีพของบิดามารดาคือทำนา สืบเชื้อสายมาจากชาวหลวงพระบาง อพยพมานานแล้วหลายชั่วคน อาชีพพิเศษอย่างหนึ่งของนายใส ผู้บิดา คือ เป็นช่างตีเหล็ก มีความชำนาญในการหลอมเหล็ก ตีเหล็กมาก เป็นที่เลื่องลือของคนในถิ่นนั้น

ปู่และย่าไม่ปรากฏชื่อ มารดาชื่อ นางแก้ว รามสิริ ยายชื่อ ยายขุนแก้ว ตาชื่อ ตาขุนแก้ว โดยมีน้องสาวร่วมบิดา- มารดาอีกหนึ่งคนคือ นางเบ็ง ราชอักษร

มารดาถึงแก่กรรมตั้งแต่หลวงปู่ยังเล็ก บิดาได้มีภรรยาใหม่อีก ๓ คน ตามลำดับดังนี้

ภรรยาคนที่สอง มีบุตร ๑ คน คือนายคำ เมื่อภรรยาคนที่สอง ถึงแก่กรรมอีก

บิดาก็ได้ภรรยาคนที่สาม มีบุตรสาว ๑ คนชื่อ นางนำ หลังจากคลอดลูกสาวไม่นาน ภรรยาคนที่สาม ก็ถึงแก่กรรมอีก

บิดาจึงมีภรรยาคนที่สี่ มีบุตร ธิดา ๔ คน บุตรชายชื่อ นายฝ้าย และบุตรสาวชื่อ นางกองคาย นางตาบ และนางพวง ตามลำดับ

พอท่านมีอายุ ได้ประมาณ 5 ขวบเศษ โยมมารดาของท่านก็ล้มป่วย แม้จะได้รับการดูแลเยียวยารักษาเป็นอย่างดีจากสามี แต่อาการของท่านก็มีแต่ทรงกับทรุด ในที่สุดเมื่อท่านรู้ตัวว่า คงจะไม่รอดชีวิตไปได้แน่แล้วท่านจึงได้เรียกหลวงปู่แหวน เข้าไปใกล้ แล้วกล่าวความฝากฝังเอาไว้ว่า

ลูกเอํย…แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ล้วน กี่โกฎก็ตามแม่ไม่ยินดี แม่จะยินดีมากถ้าลูกจะบวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมา มีลูกมีเมียนะ… หลวงปู่แหวนพยักหน้า รับคำเท่านั้น ดวงวิญญาณของท่านก็ออกจากร่างไป มาอีกไม่นาน ดึกสงัดของค่ำคืนวันหนึ่งขณะที่คุณยายของหลวงปู่แหวนกำลังนอนหลับสนิทก็เกิดฝันประหลาด อันเป็นมงคลนิมิตหมายที่ดีงาม ท่านจึงได้นำเอาความฝันมาเล่าสู่ลูกหลานและหลวงปู่แหวนฟัง ในวันรุ่งขึ้นว่า เมื่อคืนนี้ ยายนอนหลับและได้ฝันประหลาดมาก ฝันว่าเจ้าไปนอนอยู่ในดงขมิ้น จนกระทั่งเนื้อตัวของเจ้าเหลือง อร่ามไปหมด ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยายเห็นว่า เจ้านี้จะมีอุปนิสัยวาสนาในทางบวช ฉะนั้นยายขอให้เจ้าบวชตลอดชีวิต และขอให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียเจ้าจะทำได้ไหม

บรรพชา

จากนั้น วันเวลาผ่านมาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2439 ท่านมีอายุได้ 9 ขวบ คุณยายของท่านที่ได้เลี้ยงดูแลเอาใจใส่มาอย่างทะนุถนอม ได้เรียกท่านพร้อมกับ หลานชายอีกคนหนึ่ง ที่เป็นญาติสนิทรุ่นราวคราวเดียวกัน เข้าไปหาแล้วพูดว่า ยายจะให้เจ้าทั้งสองบวชเป็น สามเณร เมื่อบวชแล้วไม่ต้องสึก เจ้าจะบวชได้ไหม ท่านหันมามองหลวงปู่แหวนอย่างตั้งใจฟังคำตอบ หลวงปู่แหวนก็พยักหน้ารับ พอใกล้เข้าพรรษา คุณยายของท่านจึงได้ตระเตรียมเครี่องบริขาร จนครบเรียบร้อยแล้ว คุณยายนำหลานชายทั้งสองไปถวายตัวต่อ พระอาจารย์คำมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของหลวงปู่ และเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย วัดประจำหมู่บ้านนาโป่งนั้นเอง เพื่อให้หลานทั้งสองได้ฝึกขานนาค และเรียนรู้ธรรมเนียมการอยู่วัด เตรียมตัวบรรพชาเป็นสามเณรต่อไป จึงได้พาเด็กชายทั้งสองเข้าถวายตัวต่อพระอุปัชฌาย์ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า เข้าพรรษาเป็นสามเณร ณ วัดโพธิ์ชัย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็นเด็กชาย ญาณ เป็นสามเณร แหวนนับแต่นั้นมา

หลังจากเข้าพรรษาแรกได้ประมาณสองเดือน สามเณรที่มีศักดิ์เป็นน้าชายเกิดอาพาธ สุดที่จะเยียวยาได้ จึงมรณภาพในที่สุด

การสูญเสียในครั้งนั้นทำให้ สามเณรแหวนสะเทือนใจอีกครั้งหนึ่ง เพราะสามเณรนั้นเป็นทั้งญาติ เพื่อนเล่น และเป็นคู่นาคตอนบรรพชาด้วย เรียกว่าใกล้ชิดสนิทสนมกันมาตั้งแต่เกิด และ ไม่เคยแยกห่างจากกันเลย

เป็นการสะเทือนใจครั้งที่สอง หลังจากสูญเสียโยมมารดามาเป็นครั้งแรก

คุณยายพยายามพูดปลอบใจสามเณร รวมทั้งพูดเตือนย้ำคำขอร้องแต่เดิมว่า “หลานจะบวชอยู่ในผ้าเหลืองไปจนตาย ตามที่เคยรับปากกับยายได้ไหม?” สามเณรแหวนยังคงรับคำหนักแน่นเช่นเดิม

ตลอดพรรษาที่ได้บรรพชา เป็นสามเณรนั้น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ได้แต่ทำวัตร สวดมนต์ต์บ้างตามโอกาส เท่าที่พระภิกษุและ สามเณร ภายในวัดจะร่วมกันทำสังฆกรรม นอกจากนั้นก็จะใช้เวลา ไปในทางเล่นซุกซนตามประสาเด็ก ในที่สุดพระอาจารย์อ้วน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน มองเห็นว่าหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ จะทำให้สามเณรน้อยไม่มีความรู้ ด้วยกิตติศัพท์ในสมัยก่อน คือ “อุบล ….เมืองนักปราชญ์ โคราช … เมืองนักมวย” ด้วยเหตุนั้น ทั่วแคว้นแดนอิสานทั้งหมด ถ้าใครต้องการศึกษา เล่าเรียนทางบาลี ทางธรรมะ จะต้องไปศึกษาเล่าเรียนตามสำนักเรียนต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีสำนักที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่งด้วยกัน

จึงพาไปฝากฝังถวาย เป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม (ที่จริงน่าจะเป็นพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโลมากกว่า เพราะหลวงปู่แหวนเกิด 16 มกราคม 2430 ส่วนพระอาจารย์สิงห์เกิด 27 มกราคม 2432 พระอาจารย์สิงห์อ่อนกว่าหลวงปู่แหวน 2 ปี) ณ วัดบ้านสร้างถ่อ อำเภอเกษมสีมา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันอำเภอเกษมสีมาคือตำบลเกษมสีมา อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี) เป็นที่น่าอัศจรรย์ ขณะที่พระอาจารย์อ้วนกำลังพาสามเณรน้อย เดินฝ่าเปลวแดดสีทองมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณวัดในยามบ่ายนั้น พระอาจารย์สิงห์ขนัง ศิษย์สำคัญสูงสุดของพระอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานคือ พระมั่น ภูริทัตโต กำลังมองที่ร่างสามเณรน้อย พลันก็บังเกิดฤทธิ์อำนาจ แห่งอภิญญาณทำให้ท่านเห็นรัศมีเป็นแสงสว่างโอภาส เปล่งประกายออกมาจากร่างของสามเณรน้อยผู้นี้ เป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ดังนั้นพระอาจารย์สิงห์ จึงได้ถ่ายทอดความรู้ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติทั้งหมดให้

การออกจาริกแสวงบุญ

  • ปี พ.ศ. 2464 ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาธรรมกับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
  • ปี พ.ศ. 2478 ได้เข้าพบ ท่านเจ้า คุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากมหานิกายเป็น ธรรมยุติ และได้รับฉายาว่า สุจิณโณ จากนั้นได้ออกจาริกแสวงบุญต่อ ขณะที่ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์มั่นฯ ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ จังหวัดอุบลราชธานี มีศิษย์พระอาจารย์มั่นฯ ที่มีอัธยาศัย ที่ตรงกัน 2 ท่านคือ พระขาว อนาลโย และ พระตื้อ อจลธัมโม เช่นเดียวกับคราวที่ จากท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ก็ได้ พระขาว จาริกแสวงธรรมเป็นเพื่อนจนถึงเมืองหลวงพระบาง
  • ปีพ.ศ. 2489 หลวงปู่แหวนจำพรรษาที่วัดป่าบ้านปง อ.แม่แตง ในพรรษานั้นท่านอาพาธเป็นแผลที่ขาอักเสบต้องผ่าตัด โดยมีพระหนู สุจิตโต ซึ่งเดินทางมาจากดอยแม่ปั๋งพยายามอยู่ใกล้ๆ เมื่อครบ 7 วัน ต้องกลับไปดอยแม่ปั๋ง เพราะอยู่ระหว่างพรรษา จนกระทั่งเดือนเมษายนในปีต่อมา อาการอาพาธจึงดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายสนิทยังเดินไปไหนไกลๆ ไม่ได้ นับแต่นั้นมาพระหนูได้พยายามอยู่ใกล้ๆ เพื่อดูแลหลวงปู่แหวน ต่อมาพระหนูได้ดำริว่า ปัจจุบันหลวงปู่แหวนมีอายุมากแล้ว ไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่ด้วย เพื่อเป็นอุปัฏฐาก ถ้านิมนต์มาอยู่ที่ดอยแม่ปั๋งก็จะได้ถวายการดูแลได้โดยง่ายไม่ต้องไปๆ มาๆ อยู่อย่างนี้ แต่ก็ต้องเป็นเพียงความคิดของพระหนูเท่านั้น เพราะในเวลาดังกล่าว ดอยแม่ปั๋งยังไม่มีอะไรพร้อมแม้แต่กุฏิก็ยังไม่มี
  • ปีพ.ศ. 2505 ขณะที่หลวงปู่แหวนมีอายุ 75 ปี คืนวันหนึ่งพระหนูนั่งภาวนาอยู่เกิดเป็นเสียงหลวงปู่แหวนดังขึ้นมาที่หูว่า จะมาอยู่ด้วยคนนะ หลังจากวันที่ได้ยินเสียงหลวงปู่แหวนอีกสามวัน พระอาจารย์หนูได้ถูกนิมนต์ไปที่วัดบ้านปงสถานที่ที่หลวงปู่แหวนอยู่ และถือโอกาสนิมนต์หลวงปู่แหวนมาที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย

เมื่อหลวงปู่แหวนได้มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ครั้งแรกท่านพักอยู่ที่กุฏิหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง การมาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งนี้ ท่านได้มีข้อตกลงกับพระอาจารย์หนูว่า หน้าที่ต่างๆ และกิจทุกอย่างที่มีขึ้นในวัด ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูแต่เพียงผู้เดียว ส่วนท่านจะอยู่ในฐานะพระผู้เฒ่าผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่มีภาระใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นหลวงปู่แหวนจะไม่รับนิมนต์โดยเด็ดขาด แม้ที่สุดถึงจะเกิดอาพาธหนักเพียงใดก็ตาม ท่านไม่ยอมนอนรักษาที่โรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงอยู่ต่อไปไม่ได้ก็จะให้สิ้นไปในป่าอันเป็นที่อยู่ ตามอริยโคตรอริยวงศ์ ซึ่งบูรพาจารย์ท่านเคยปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน

นับตั้งแต่หลวงปู่แหวนได้ขึ้นไปทางเหนือ ท่านไม่เคยไปจำพรรษาที่ภาคอื่นเลย เพราะอากาศทางภาคเหนือสัปปายะสำหรับท่าน หลวงปู่แหวนได้มรณภาพลงที่วัดดอยแม่ปั๋งแห่งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2528 สิริอายุ 98 ปี

คำสอนหลวงปู่แหวน สุจิณโณ

อดีตก็เป็นทำเมา อนาคตก็เป็นทำเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้อยู่ในปัจจุบัน ละอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเป็นพุทโธ เป็นธัมโม ปัจจุบันก็พอแล้ว อดีต และอนาคตไม่ต้องคำนึงถึง เกิด แก่ เจ็บ ตาย วัน คืน เดือน ปี สิ้นไป หมดไป อายุเราก็หมดไป สิ้นไป หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนาต่อไป

แผ่เมตตาไม่มีประมาณ

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านสอนให้ศิษย์ทุกคนได้หัดแผ่เมตตา คือส่งความปรารถนาดีแก่คน สัตว์ ศัตรูหมู่มาร โดยแผ่ไปให้ทั่วจักรวาล ยิ่งแผ่มาก ก็ยิ่งทำให้ในสบาย รักชีวิตและทรัพย์สิน คนอื่นเหมือนกับของตนเอง สังคมก็จะมีความสุขสงบอย่างถ้วนทั่ว

หลวงปู่แนะวิธีแผ่เมตตาให้บังเกิดผล โดยให้ทำตนและจิตใจเหมือนมารดาที่เลี้ยงลูก ให้ความรัก ความเอ็นดูสงสาร มุ่งหวังจะให้ลูกสุขกายสบายใจ มีอาชีพการงาน มีวิชาเลี้ยงตนเอง ได้ ความรักที่แม่ให้กับลูกเป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีพิษภัย และไม่ต้องการผลตอบแทนจากลูก มีแต่ให้อย่างเดียว

ถ้าเราแผ่เมตตาเหมือนกับพระอาทิตย์ส่องแสง เมตตานั้นจะมีพลังสูงยิ่ง เพราะธรรมชาติของพระอาทิตย์ขณะที่ส่องแสงไม่ได้เลือกชุมชน สรรพสัตว์ยากดีมีจน อยู่ที่สูงหรือที่ต่ำ จะใกล้หรือไกล ก็ได้รับความร้อนเท่ากัน

เมตตาธรรมก็เช่นกัน ขอให้แผ่ไปให้แก่ชนทุกชั้นทุกระดับ ใครจะรับได้มากน้อย สุดแต่วาสนาบารมีของผู้นั้น

ผู้เขียน (รศ. ดร.ปฐม นิคมานนท์) เพิ่งประจักษ์ในความวิเศษของพระพุทธศาสนาเมื่อปี ๒๕๒๖ นี้เอง ก่อนหน้านั้นมัวไปลุ่มหลงศึกษาวิทยายุทธจากฝรั่งชาติตะวันตกอยู่นาน และเพิ่งมารับสัมผัสบารมีธรรมของหลวงปู่แหวน ในปี พ.ศ.๒๕๓๓ เมื่อครั้งติดตามหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม ไปกราบหลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป ที่วัดอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

หลวงปู่แหวน ท่านเคยอยู่ที่วัดป่าบ้านปง (วัดอรัญญวิเวก ในปัจจุบัน) นานถึง ๑๑ ปี ก่อนจะย้ายไปพำนักที่ดอยแม่ปั๋ง และหลวงพ่อเปลี่ยน ก็ได้ตามไปอุปัฎฐากหลวงปู่เสมอมา จนกระทั่งวาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน

หลวงพ่อเปลี่ยน เล่าให้ฟังว่า “ทุกคืน หลวงปู่แหวน ท่านจะแผ่เมตตาไปทั่วจักรวาล แต่แปลก ที่ประเทศรัสเซีย กับประเทศบริวารรับกระแสเมตตาของท่านได้บ้างเล็กน้อย ส่วนเวียตนามไม่ยอมรับเลย สะท้อนกลับคืนหมด ประเทศเขาจึงวุ่นวายตลอด มาภายหลังก็เริ่มรับได้มากขึ้น และหลวงปู่ บอกให้หลวงพ่อเปลี่ยน ช่วยแผ่เมตตาให้ประเทศเวียตนามมากๆ ให้ทำทุกคืน

หลวงพ่อเปลี่ยน ท่านว่า “พลังจิตของหลวงปู่เปรียบได้กับแสงพระอาทิตย์ ของอาตมา เป็นแค่แสงหิ่งห้อย เปรียบกันไม่ได้ แต่อาตมาก็ทำตามที่หลวงปู่บอกทุกคืน ตอนนี้เขาเริ่มดีขึ้น และจะดีขึ้นเรื่อยๆ …”

หลวงพ่อปรารภว่า ท่านอยากเอาหนังสือธรรมะไปแจก โดยเฉพาะแจกให้ “พวกตัวใหญ่ๆ”ซึ่งท่านรู้ว่าควรจะแจกให้ใคร และที่ใด เป็นการช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้เขียนจึงได้มีส่วนร่วม ด้วยการไปหาผู้แปลและจัดพิมพ์หนังสือ “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ซึ่งเป็นคำเทศน์ของหลวงพ่อ ออกมาเป็นภาษาเวียตนาม ตามความ ประสงค์ของท่าน

ณ จุดนั้นเป็นต้นมา ผู้เขียนและครอบครัว จึงได้เริ่มสัมผัสกระแสเมตตา และได้รับรู้เรื่องราว เกี่ยวกับบารมีธรรม ของหลวงปู่แหวนมาโดยลำดับ นับเป็นบุญและเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต ตลอดมา

ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นพระป่าธรรมดาๆ ไม่มียศศักดิ์ หรือตำแหน่งใดๆ แต่คุณธรรม ความดีของท่านก็ยังคงอยู่ในความทรงจำ ของมหาชน อย่างกว้างขวางตลอดมา

หลังจากพิธีพระราชทานเพลิงศพของท่านแล้ว อัฐิของท่านได้แปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุ ใสดังแก้วผลึกที่งดงามมาก ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของผู้ได้ได้เห็น จึงไม่มีความสงสัยเคลือบแคลง ในความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ในจิตของท่าน

เมื่อครั้งยังดำรงขันธ์อยู่ หลวงปู่มีจิตคงที่ ไม่แสดงอาการขึ้นลงตามกระแสใดๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับท่าน ท่านไม่รู้สึกหวั่นไหว ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร ใครอยากขอ อยากทำอะไรกับ ท่านก็ทำไป ถ้าไม่เป็นการล่วงละเมิดวินัยสงฆ์ ท่านจะเมตตาสงเคราะห์ให้เสมอ

การเทศน์การสอนของหลวงปู่ ท่านมักสอนให้ละอดีต ให้ละอนาคต โดยท่านบอกว่า “นั่นมัน ธรรมเมา ถ้าจะให้เป็นธรรมา ต้องให้จิตแน่วนิ่งลงในอารมณ์ปัจจุบัน”

ใครถามประวัติหนหลังของหลวงปู่ ท่านจะบอกว่า “ฮาบ่มีอดีต ฮาบ่มีอนาคต” ซึ่งแสดงว่า จิตของท่านตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันเสมอ

ผู้รู้ในแนวทางพระพุทธศาสนา อธิบายว่า “ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่แต่ในอารมณ์ปัจจุบันได้เสมอ กิเลสเครื่องเศร้าหมองย่อมจะครองใจไม่ได้ แล้วกิเลสอะไรจะครองใจของหลวงปู่อยู่อีกล่ะ”

ใครไม่เชื่อว่า หลวงปู่แหวน เป็นพระอรหันต์ ก็ตามใจ !

ปาฏิหาริย์หลวงปู่แหวน

ประมาณปี พศ.2512-2514 มีข่าวฮือฮาว่านักบินกองทัพอากาศไทยที่เชียงใหม่ ขับเครื่องบิน T28 แล้วเห็นพระนั่งสมาธิบนก้อนเมฆ

เรื่องมีอยู่ว่า นักบินแห่งกองทัพอากาศไทยคนหนึ่ง ขณะบินอยู่นั้น (ผู้เขียนไม่ทราบว่าบินสูงแค่ไหน เอาเป็นว่าบินอยู่บนท้องฟ้า ปะปนอยู่กับหมู่เมฆ) เขาก็สังเกตเห็นพระรูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่นอกเครื่องบิน แน่ละ…เขาคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดจึงเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ก็ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป นักบินคนนั้นกางแผนที่สำรวจว่าบริเวณนั้นคือที่ไหน ก็พบว่าอยู่เหนือดอยแม่ปั๋ง เขาเดินทางไปที่นั่นและสอบถามชาวบ้านจนได้รู้ว่าหลวงปู่แหวนเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมากที่สุด เขาจึงปลงใจเชื่อว่าน่าจะเป็นรูปเดียวกันกับที่เขาเห็น

นาย Charles Browne เป็นผู้เขียนลงนิตยสาร Asia Magazine (3 ส.ค. 2523)ชื่อเรื่อง “เจ้าคิดว่าเราเป็นนกหรือ” เป็นเรื่องที่นักบินคนหนึ่งของกองทัพอากาศ มาตามหาพระสงฆ์ไทยที่เค้าเจอบนฟ้า เค้าเล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครรู้จัก เค้าจึงกางแผนที่สำรวจบริเวณนั้นพบว่าอยู่ตรงดอยแม่ปั๋ง
เขาจึงได้เดินทางไปสอบถามชาวบ้าน ชาวบ้านบอกว่านั่นคือหลวงปู่แหวน(ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง)อยู่วัดดอยแม่ปั๋ง หลังจากนั้นเรื่องก็เริ่มเป็นที่โจษขาน ยิ่งนายชาร์ล บราวน์นำเรื่องนี้มาลงนสพ

 

หลวงปู่แหวนได้อาพาธที่ขาอักเสบต้องผ่าตัด ขณะนั้น ได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าบ้านปง อ.แม่แตง จากนั้นได้มาพำนัก ที่วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เป็นต้นมา กระทั่ง เมื่อเวลา ๒๑.๕๔ น. วันที่ ๒ ก.ค.๒๕๒๘ หลวงปู่แหวน ได้มรณภาพ ที่โรงพยาบาลมหาราช จ.เชียงใหม่ สิริอายุรวมได้ ๙๘ ปี ๕ เดือน ๑๖ วัน พรรษา ๕๘

อาจารย์หนู หรือ พระครูจิตตวิโส ธนาจารย์ เจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง เผยว่า หลวงปู่แหวน เมื่อครั้งยังไม่อาพาธ ได้สั่งเอาไว้ว่า ถ้าหากหลวงปู่แหวนมรณภาพไม่ให้เอาศพเก็บไว้นาน สวดเสร็จก็ให้เผาเลยใน ๓ วัน การเก็บไว้นานจะเป็นภาระให้กับลูกศิษย์ และทำให้คนเดือดร้อน

อย่างไรก็ดี ได้มีการเก็บสรีระร่างหลวงปู่แหวนเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สักการะ ในขณะที่งานสวดอภิธรรมศพดำเนินไปอยู่นั้น ได้เกิดเรื่องฮือฮาขึ้น เมื่อมีผู้ถ่ายภาพภายในงานกุศลศพหลวงปู่แหวน ได้พบภาพเงาสีขาวคล้ายหลวงปู่แหวน ยืนถือไม้เท้าที่หน้าคณะแพทย์ที่นั่งพนมมือ จนกลายเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเอิกเกริก นอกจากนี้ เมื่อมีการพิสูจน์ฟิล์ม ก็ไม่พบการแต่งเติม ขณะที่ชาวบ้านเมื่อทราบข่าวก็ได้ขออัดภาพเพื่อนำไปบูชานับพันรูป

กระทั่ง วันที่ ๑๗ ม.ค.๒๕๓๐ ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน ซึ่งหากยังมีชีวิต ท่านจะมีอายุครบ ๑๐๐ ปี กับอีก ๑ วัน ซึ่งหากนับรวมวันที่จัดพิธีสงฆ์ ตั้งแต่วันที่ ๑๐-๑๕ ม.ค. พบว่ามีประชาชนร่วมงานอาลัยหลวงปู่แหวนกว่า ๕ แสนคน ขณะที่สื่อต่างประเทศก็รายงานบรรยากาศ

 

ลูกศิษย์สำคัญ

  • สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศาราม กรุงเทพมหานคร
  • พระราชอุดมมงคล (เอหม่อง อุตฺตมรมฺโภ)
  • พระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต) วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่
  • พระโสภณวิสุทธิคุณ (พระอาจารย์บุญเพ็ง กปฺปโก) วัดป่าวิเวกธรรม จ.ขอนแก่น
  • หลวงปู่ทา นาควัณโณ วัดศรีสว่างนาราม จ.อุบลราชธานี
  • หลวงปู่คำพอง ขนฺติโก วัดป่าอัมพวัน จ.เลย
  • พระศีลสังวร (พระอาจารย์เจริญ ราหุโล) วัดพระธาตุเขาน้อย จ.ราชบุรี
  • พระอาจารย์คำบ่อ ฐิตปญฺโญ วัดใหม่บ้านตาล จ.สกลนคร
  • พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่
  • พระครูจิตตโสภณ (โสม สุจิตโต)วัดพระบาทภูพานคำ จ.ขอนแก่น
  • พระอาจาย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ จ.เชียงใหม่
  • พระอาจารย์สมหมาย จิตฺตปาโล วัดป่าอนาลโย จ.นครปฐม
  • พระอาจารย์ทวี จิตฺตคุตฺโต วัดอรัญวิเวก (ป่าลัน) จ.เชียงราย
  • พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสโก วัดป่านาคำน้อย จ.อุดรธานี
  • พระโพธิญาณมุนี (พระอาจารย์เมือง พลวฑฺโฒ) วัดป่ามัชฌิมวาส จ.กาฬสินธุ์
  • พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทสีโล วัดป่ากิ่วดู่ จ.เชียงใหม่
  • พระอาจารย์ไสว วํสวโร วัดถ้ำผาบิ้ง จ.เลย
  • พระอาจารย์เลื่อน โอภาโส วัดพระธาตุฝุ่น จ.สกลนคร
  • พระอาจารย์สามดง จนฺทโชโต วัดป่าอรัญญพรหมมาราม จ.นคราชสีมา
  • พระอาจารย์ประดิษฐ์ คุณสัมปันโน แห่งวัดเขาคีรีรมย์ อ.พาน จ.เชียงราย

ภาษาเหนือ ฝึกพูดประโยคพื้นฐานง่าย ๆ และความหมาย

ฝึกพูดภาษาเหนือ และประโยคพื้นฐานใช้ทักทายกันในชีวิตประจำวันง่าย ๆ และความหมาย

สำหรับ ภาษาเหนือ การอู้กำเมืองนั้นมีเอกลักษณ์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมการพูดการจาของคนภาคเหนือ ที่มีภาษาพูดที่น่าฟังยิ่งนัก ซึ่งจะได้ยินบ่อย ๆ ทั้งทางโทรทัศน์ สื่อต่าง ๆ เพลง หรือคนที่ขึ้นมาเที่ยวภาคเหนือ เมื่อได้ยินคุยกันเป็นภาษาเหนือแล้วต่างชอบเพราะฟังแล้วไพเราะเสนาะหู แล้วก็อยากจะรู้ความหมายหรือพูดเป็นบ้าง ยิ่งเป็นเพลงแล้วล่ะก็ ฟังแล้วเพลินกันไปเลย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีการเปิด เพลงกำเมือง เพลงปี๋ใหมเมือง  กันไปทั่วทุกบ้านทุกแห่งหนเลยก็ว่าได้ วันนี้มาลองดูความหมายและประโยคพื้นฐานที่ใช้ในในการทักทาย ในชีวิตประจำวันกันว่า ชาวเหนือ คนล้านนา ภาษาเหนือนี้เขาพูดกันอย่างไร

ประโยคทักทายถามไถ่ ภาษาเหนือ ที่ใช้กันบ่อยในชีวิตประจำวัน

สวัสดีเจ้า(ผู้หญิง)/ สวัสดีครับ(ผู้ชาย)

ประโยคทักทายสามัญของคนไทย สวัสดี

ไปตางใดมา ?

เป็นประโยคคำถาม แปลว่า ไปไหนมา?  สำหรับประโยคนี้สามารถใช้เป็นบทสนทนาครั้งแรกในการทักทายกัน สำหรับคนเหนือเมื่อเจอกันแล้วสิ่งที่ทักทายกันจะไม่ใช่การสวัสดี แต่จะเป็นยิงคำถามไปหาคู่สนทนาก่อนเลยซึ่งจะเป็นคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

ตัวอย่าง

ลุงคำ : ไปตางใดมา  (ไปไหนมา)

ลุงจั๋น : ไปต้งมา (ไปทุ่งนามา)

ลุกตางใดมากา ?

เป็นประโยคคำถาม แปลว่า มาจากที่ไหนเหรอ?

ตัวอย่าง

ลุงคำ : ลุกตางใดมากา (มาจากไหนเหรอ)

ลุงจั๋น : ลุกต้งมา (มาจากทุ่งนา)

เป๋นไดพ่อง สบายดีก่อ ?

เป็นประโยคคำถาม แปลว่า เป็นไงบ้าง สบายดีไหม? ประโยคที่ใช้ถามไถ่เรื่องสุขภาพสารทุกข์สุกดิบของคู่สนทนา

ตัวอย่าง

ลุงคำ : จั๋น คิงเป๋นไดพ่อง สบายดีก่อ ? (จั๋น เธอเป็นไงบ้าง สบายดีไหม)

ลุงจั๋น : หว่างนี้เฮาก่อสบายดีนา (ช่วงนี้ก็สบายดีนะ) ละคิงรอคำเป็นไดพ่อง (แล้วเธอล่ะ คำเป็นไงบ้าง)

มาหาไผกา ?

เป็นประโยคคำถาม แปลว่า มาหาใครเหรอ?

ตัวอย่าง

ลุงคำ : มาหาไผกา บัวซอน ? (มาหาใครเหรอ บัวซอน)

บัวซอน : มาหาป้าเพชรเจ้า ลุงคำป้าเพชรอยู่ก่อเจ้า ? (มาหาป้าเพชนค่ะ ลุงคำป้าเพชรอยู๋ไหม)

ลุงคำ : เมียลุงอยู่ในเต๋าไฟฮั่นน่ะ เข้าไปหาในเต๋าไฟเลย (เมียลุงอยู่ในห้องครัว เข้าไปหาในห้องครัวได้เลย)

กิ๋นข้าวแล้วกา ?

เป็นประโยคคำถาม แปลว่า กินข้าวหรือยัง

ตัวอย่าง

ลุงคำ : จั๋น กิ๋นข้าวแล้วกา ? (จั๋นกินข้าวหรือยัง)

ลุงจั๋น : ยังบ่ะได้กินเตื้อ  (ยังไม่ได้กินเลย)

กิ๋นข้าวกับหยัง ?

เป็นประโยคคำถาม แปลว่า กินข้าวกับอะไร

ตัวอย่าง

ลุงคำ : จั๋นเมื่อแลงนี่กิ๋นข้าวกับหยังกาบ่ะ ? (จั๋น ตอนเย็นนี้ทานข้าวกับอะไรวะ)

ลุงจั๋น : ฮาว่าจะลาบจิ้นนา ใส่ลาบควายเหมาะ ๆ ซักกำนา ( ว่าจะทำลาบนะ อยากกินลาบควายอร่อย ๆ ซักหน่อย)

ละจะไปตางใดต่อกา ?

เป็นประโยคคำถาม แปลว่า แล้วจะไปที่ไหนต่อเหรอ

ตัวอย่าง

ลุงคำ : จั๋น ละจะไปตางใดต่อกา ?  (จั๋นแล้วจะไปที่ไหนต่อเหรอ)

ลุงจั๋น : ฮาว่าจะลวดไปกาดนา ไปเซ้าะซื้อจิ้นควายมาลาบนะ (เราว่าจะแวะไปตลาด ไปหาซื้อเนื้อความทำลาบ)

ประโยคภาษาเหนือ การถามและต่อรองราคา

ประโยคที่ใช้ถามราคา ซื้อขายของ

แม่ก้าขอซื้อจิ้นควายซักหน้อยรอ

แปลว่า แม่ค้า ขอซื้อเนื้อควายหน่อย

เอาต้ะใดดีเจ้า

แปลว่า เอาเท่าไหร่ดี

ขายหยั่งใดกานี่ / ขายจ่ะใดกานี่

แปลว่า ขายอย่างไรเหรอ

เอาเกิ่งกิโล

แปลว่า ซื้อครึ่งกิโลกรัม

หว่างนี้จิ้นควายราคาแปงต่ะ

แปลว่า ช่วงนี้เนื้อควายราคาแพงจัง

ตัวอย่าง

ลุงจั๋น : แม่ก้าขอซื้อจิ้นควายซักหน้อยรอ (แม่ค้าขอซื้อเนื้อควายหน่อย)

แม่ก้า : ลุงจั๋น เอาไปยะใดเจ้า เอาต้ะใดดีเจ้า (ลุงจั๋น เอาไปทำอะไร เอาเท่าไหร่ดี)

ลุงจั๋น : ว่าจะเอาไปลาบ ขายหยั่งใดกานี่ (ว่าจะเอาไปทำลาบ ขายอย่างไรเหรอ)

แม่ก้า : ลุงจั๋นเอาไปลาบกาเจ้า จิ้นควายโลละ 400 บาทเจ้า (ลุงจั๋น เอาไปทำลาบเหรอคะ เนื้อควายกิโลกรัมละ 400 บาทค่ะ)

ลุงจั๋น : หว่างนี้จิ้นควายแปงต่ะ (ช่วงนี้เนื้อควายราคาแพงจัง)

ลุงจั๋น : อั้นลุงเอาเกิ่งกิโล จิ้นควาย 2 ขีด ครัวใน 3 ขีดเน้อ (งั้นลุงซื้อ ครึ่งกิโลกรัม แบ่งเป็นเนื้อควาย 200 กรัม เครื่องในควาย 300 กรัม)

แม่ก้า : ได้เจ้า เดียวเจ้าเผื่อหื้อลุงจั๋นเน้อเจ้า (ได้ค่ะ เดี๋ยวน้องแถมให้เพิ่มอีกนะคะ)

พริกแด้นี่ขายหยั่งไดเจ้า ?

แปลว่า พริกขี้หนูนี่ขายยังไงค่ะ ?

บ่ะเต้านี่ ขายโลเต้าไดเจ้า ?

แปลว่า แตงโมนี่ขายกิโลเท่าไหร่

การตอบตกลง และการตอบปฏิเสธ

ตกลง ภาษาเหนือ และ ปฏิเสธ ภาษาเหนือ  นั้นตกลงก็จะใช้เหมือนภาษาไทย ส่วนปฏิเสธนั้นก็จะมีคำเฉพาะของถิ่นเหรือเอง

ตกลง ภาษาเหนือ ใช้คำว่า  ได้ครับ, ได้เจ้า, ได้ก่ะ, ได้ก่า, ได้ก่ะครับ, ได้ก่ะเจ้า

ปฏิเสธ ภาษาเหนือ ใช้คำว่า บ่ะ  และ บ่อ 

ไม่ได้ ภาษาเหนือ คือ บ่ะได้ , บ่อได้

ไม่เอา ภาษาเหนือ คือ บ่ะเอา, บ่อเอา

ไม่ทำ ภาษาเหนือ คือ บ่ะยะ, บ่อยะ

ไม่ดี ภาษาเหนือ คือ บ่ะดี, บ่อดี

ไม่กิน ภาษาเหนือ คือ บ่ะกิ๋น, บ่อกิ๋น

ไม่ไป ภาษาเหนือ คือ บ่ะไป, บ่อไป

ไม่เป็นไร ภาษาเหนือ คือ บ่ะเป๋นหยัง, บ่อเป๋นหยัง

ไม่เล่น ภาษาเหนือ คือ บ่ะเล่น, บ่อเล่น

การกล่าวขอบคุณ และขอโทษ ภาษาเหนือ

ขอบคุณ ภาษาเหนือ คือ ยินดีเจ้า/ครับ , ขอบคุณเจ้า/ครับ

ขอบคุณมาก ภาษาเหนือ คือ ขอบคุณนั้ก ๆ เน้อเจ้า/ครับ ,  ขอบคุณจ้าดนักเจ้า/ครับ

ขอโทษ หรือ ขออภัย ภาษาเหนือ คือ ขอสุมาเน้อเจ้า/ครับ

ประโยคภาษาเหนือทั่วไปที่มักได้ยินบ่อย ๆ

อำเภอสันป่าตองไปตางไดครับ ?

แปลว่า อำเภอสันป่าตองไปทางไหนค่ะ ?

ฮัลโหล ยะหยังอยู่ เปิ้นกึ๊ดเติงหาตั๋วหนา

แปลว่า ฮัลโหล ทำอะไรอยู่ เค้าคิดถึงตัวเองนะ

จะไปมาค่ำเน้ออี่น้องเน้อ

แปลว่า อย่ากลับบ้านค่ำมืดนะลูกนะ

บ่ดีขับรถโวยเน้อ กองมันกีด เดียวจะตั๋มฮั้วบ้าน

แปลว่า อย่าขับรถเร็วนะ ถนนมันแคบ เดี๋ยวจะเฉี่ยวรั้วบ้าน

บ่ดีนอนเดิ๊ก กำเดวจะลุกขวาย

แปลว่า อย่านอนดึก เดี๋ยวจะตื่นสาย

คนอะหยังจะได หยังมาหมั่นแต๊หมั่นว่า

แปลว่า คนอะไร๊ ขยันจริงๆ ขยันสุดๆ

จะไปอู้กั๋นเสียงดังเน้อ เดียวเขาจะบ่ะแฮ่ขว้างหลังคาบ้านเน้อ

แปลว่า อย่าพูดคุยกันเสียงดัง เดี๋ยวเขาจะปาลูกหินใส่หลังค้าบ้านนะ

วันนี้เฮาจะไปแอ่วตังใดดีหา

แปลว่า วันนี้เราจะไปเที่ยวไหนกันดีนะ

ไว้ปิ้กมาใหม่กั๋นเน้อเจ้า

แปลว่า ไว้กลับมาใหม่กันนะคะ

เห็นไหมภาษาเหนือนั้นไม่ได้ยากเลยนะ จดจำเอาไปใช้กันได้เลย เพื่อให้ดูเป็นมิตรหรือสุภาพ สำหรับหางเสียงนั้นก็ง่าย ๆ สำหรับผู้ชายก็เติม ครับ สำหรับผู้หญิงก็เติม เจ้า จ่อท้ายกันได้เลย รับรองน่าฟังมากยิ่งขึ้น

ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ประวัติความเป็นมาตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง

แต่เดิมตำบลหารแก้ว ขึ้นอยู่กับอำเภอสันป่าตอง มีนายจันทร์แก้ว พุทธวงค์เป็นกำนันคนแรก ต่อมาเมื่อกิ่งอำเภอ หางดงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอในปลายปีพ.ศ. 2489 ก็ได้รับการแยกตำบลขึ้นอยู่กับอำเภอหางดง แบ่งการ ปกครองเป็น 7 หมู่บ้านซึ่งในขณะนั้นมีนาย อริยะ อินเสาร์ เป็นกำนัน ปัจจุบันแบ่งเป็น 9 หมู่บ้านโดยมีการแยกหมู่บ้าน อีก 2 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 สำหรับราษฎรส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองอยู่กันมานานไม่มีผู้ใดทราบว่าแต่เดิมอพยพกันมาจากใด

ด้านศิลปวัฒนธรรมมีการทำเครื่องปั้นดินเผาสืบต่อกันมาเป็นอาชีพเสริมจนถึงปัจจุบัน มีพระวิหารโบราณวัดทุ่งอ้อ ซึ่งเป็นโบราณสถานอันสำคัญและ เก่าแก่ของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างในสมัยใดไม่มีหลักฐานหรือศิลาจารึก บ่งบอกสันนิษฐานจากกรมศิลปากร ว่าน่าจะสร้างในสมัยที่สร้างเมือง เชียงใหม่ยุคแรกๆซึ่งมีอายุถึง 500-600 ปี โดยดูจากหลักฐานคือ บันได ขึ้นพระวิหาร จะมีหางวัดหรือตัวเหงาอยู่หน้าพระวิหารซึ่งแตกต่างไปจาก พระวิหารโบราณทั่วๆ ไปที่พอจะเป็นหลักฐานยืนยันการตั้งถิ่นฐานได้ เป็น อย่างดีและจากการสันนิษฐานจากหลักฐานอื่นๆ จากบริเวณ ใกล้เคียง ตำบลหารแก้วที่จะเป็นพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อ ทำมาหากินในสมัยที่อาณาจักรหริภูญไชย ของพระนางจามเทวีกำลังรุ่งเรือง ในประมาณปี พ.ศ. 1224

สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ

ที่ตั้ง เทศบาลตำบลหารแก้วอยู่ทางทิศใต้ของอำเภอหางดง ประมาณ 3 กิโลเมตร อาณาเขต มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 10.40 ตารางกิโลเมตร ( 6,500 ไร่)

เขตปกครอง

เขตปกครอง ตำบลหารแก้ว มีจำนวน 9 หมู่บ้าน อยู่ในเขตเทศบาลตำบลหารแก้วเต็มพื้นที่ ทั้ง 9 หมู่บ้าน คือ

– หมู่ที่ 1 บ้านสันป่าสัก
– หมู่ที่ 2 บ้านหารแก้ว
– หมู่ที่ 3 บ้านทุ่งอ้อ
– หมู่ที่ 4 บ้านป่าแงะ
– หมู่ที่ 5 บ้านไร่
– หมู่ที่ 6 บ้านกวน
– หมู่ที่ 7 บ้านวัวลาย
– หมู่ที่ 8 บ้านต้นแก
– หมู่ที่ 9 บ้านป่าเหียง

จำนวนประชากร

ประชากรทั้งสิ้น 5,824 คน แยกเป็น ชาย 2,778 คน หญิง 3,046 คน

ความหนาแน่นโดยเฉลี่ย ประชากร 560.20 คน/ตารางกิโลเมตร จำนวนครัวเรือน 2,174 ครัวเรือน

สถานที่ราชการตำบลหารแก้ว

เทศบาลตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนหารแก้ว

ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนตำบลหารแก้ว

โรงเรียนวัดศรีล้อม ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

โรงเรียนวัดศรีสว่าง ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

สถานที่ท่องเที่ยวตำบลหารแก้ว

วัดขันแก้ว บ้านหารแก้ว หมู่ 2 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง

วัดทุ่งอ้อหลวง บ้านทุ่งอ้อ หมู่ 3 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง

วัดศรีล้อม บ้านป่าแง๊ะ หมู่ 4 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง

วัดศรีสว่าง บ้านกวน หมู่ 6 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง

หมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา บ้านกวน

วัดอินทร์เทพนาถสีลาราม บ้านต้นแก หมู่ 8 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง

ไร่หางหงส์ ดงดอกไม้ Swantail Flower-Farm at Hangdong

กลุ่มนวดแผนโบราณตำบลหารแก้ว

สถานที่สำคัญตำบลหารแก้ว

ตลาดตำบลหารแก้ว

ตลาดกลางผลิตผลการเกษตร ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง

โรงสีข้าว ชุมชนวัวลาย

ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาฟ้อนเมืองบ้านครูเอ จิดาภา

โรงเรียนอนุบาลเพลินพิศ

Grace International School

Mathews Nursery

แผนที่ตำบลหารแก้ว

บุญศรี รัตนัง

พ่อครูบุญศรี รัตนัง ศิลปินแห่งชาติ ดนตรีพื้นบ้านล้านนา พ.ศ. 2560 นักร้องเพลงพื้นเมืองล้านนา นักร้องเพลงซอ ชื่อดังจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง

บุญศรี รัตนัง ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2560 นักร้องเพลงพื้นเมืองล้านนา นักร้องเพลงซอที่มีผลงานอย่างแพร่หลายในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง จนได้รับการยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2533

ประวัติของบุญศรี รัตนัง

บุญศรี รัตนัง เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2496 ที่บ้านป่าเหมือด ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรพ่อน้อยดวงคำ และนางจันทร์เที่ยง รัตนัง มีพี่น้อง 4 คน ได้สมรสกับนางจันทร์เป็ง สุยะเอย มีบุตร 2 คน

บุญศรี รัตนัง มีนิสัยการดีด สี ตีเป่า มาตั้งแต่เล็ก ได้ฝึกการเล่นดนตรีพื้นเมืองประเภทซึง-สะล้อ ขลุ่ย จากลุงของตน คือ นายสิงห์คำ รัตนัง ตั้งแต่เยาว์วัย

บุญศรี รัตนัง สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านป่าเหมือด เมื่อปี พ.ศ. 2506 เริ่มเรียนเป่าปี่กับพ่อสม บุญเรือง ช่างเป่าปี่ มีชื่อในขณะนั้น พ.ศ. 2515 หันมาเรียนขับซอกับพ่อหนานตา ตันเงิน ที่บ้านป่าแงะ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

นายบุญศรี รัตนัง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้านล้านนา) พุทธศักราช 2560 ถึงแก่กรรม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม เวลา 21.45 น. ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ สิริรวมอายุ 68 ปี

การทำงานของบุญศรี รัตนัง

บุญศรี รัตนัง มีอาชีพทำไร่ทำนาเช่นเดียวกับบิดามารดา ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 เริ่มรับจ้างเป่าปี่ในงานซอ เล่นตลกประจำคณะละครซอลูกเอื้องเมืองเหนือ ในปี พ.ศ. 2516 ทำงานทั่วไปประจำวงดนตรี คณะอำนวยโชว์ ของนายอำนวย กลำพัด ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ตั้งวงดนตรีพื้นเมืองประยุกต์ชื่อวง “ ลูกทุ่ง ลานทอง ” และย้ายมาเล่นตลกในคณะนายประสิทธิ ศรีสมเพชร ในตลกคณะ “ จอกจมูกแดง ” ในปี พ.ศ. 2522 ปีต่อมาเข้าสู่วงการซอโดยได้รับการสนับสนุนจากนาย ประสิทธิ ศรีสมเพชร และเริ่มฝึกแต่งเพลง ใส่ทำนองเพลงแนนพื้นบ้านภาคเหนือ

ในปี พ.ศ. 2525 เริ่มร้องเพลงลูกทุ่งคำเมืองชุด “ลุงอดผ่อบ่ได้” และ “บ่าวเคิ้น” ได้รับการสนับสนุนจากแฟนเพลงในภาคเหนือ และเป็นนักร้องประจำอยู่วงดนตรีคณะศรีสมเพชรวงใหญ่ ถือว่าเป็นบุคคลแรกที่เริ่มต้นสร้างแนวเพลงนี้ขึ้น จากนั้น พ.ศ. 2526 – พ.ศ. 2528 ได้ตั้งกิจการวงดนตรีตนเอง แต่ประสบปัญหาขาดทุนจึงต้องหยุดการแสดง จึงหันเข้าสู่วงการซออีกครั้งหนึ่งทำผลงานซอออกมาอีก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน มีผลงานเพลงที่แต่งขึ้นมาทั้งหมด ประมาณ 500 กว่าเพลง มีผลงานอัลบั้มซอพื้นบ้านมาแล้วกว่า 30 ชุด

ผลงานของบุญศรี รัตนัง

อัลบั้ม

  • พ.ศ. 2526 – เมาตึงวัน, สามตอง และเบื่อผัวสามตอง
  • พ.ศ. 2527 – หนุ่มรถอีแต๋นครวญ และ คุณนายป่ามป้าม
  • พ.ศ. 2528 – เฒ่าจอมโว และ เฒ่าชีกอ
  • พ.ศ. 2529 – ซอลูกทุ่งเบิกฟ้า, ผัวเปรต และเมียยักษ์
  • พ.ศ. 2530 – ผัวอี่แก้ว และ ซอสามจังหวะ
  • พ.ศ. 2531 – มันง่ายดี และ อย่าปิ๊งเดี๋ยวป่อง
  • พ.ศ. 2532 – ปอแล้วหวย และ รักเมียหลวงห่วงเมียน้อย
  • พ.ศ. 2533 – ไม่บอกก็รู้ และ ปี๋ใหม่เมือง
  • พ.ศ. 2534 – คนอู้เอ็น และ คนมักไมค์
  • พ.ศ. 2535 – นักเลงไก่ชน และ ไม่มีสิทธิ์อย่ามาขวาง
  • พ.ศ. 2536 – ว.2 ว.8 และ เมียบ่ฮู้ใจ๋
  • พ.ศ. 2537 – แตงดังควาย และ นักมวยขี้ไห้
  • พ.ศ. 2538 – บ่ฮู้คิง และ เงินบาทลอยตัว
  • พ.ศ. 2539 – อเมดซิ่งไทยแลนด์ และ กลองยาวสามช่า ปี๋ใหม่เมือง แห่ครัวตาน (ซึ่งอัลบั้ม กลองยาวสามช่านี้ มีเพลงที่ทำให้ได้รับรางวัล ศิลปินเพลงยอดเยี่ยมพื้นบ้านภาคเหนือ รางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทาน ครั้งที่ ๑ จากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย คือ เพลง แห่ครัวตาน ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)
  • พ.ศ. 2543 – ขี้เมาอ้อนเมีย
  • พ.ศ. 2544 – จัดระเบียบสังคม
  • พ.ศ. 2548 – ขี้เมาสามช่า และได้ทำอัลบั้มเพลงลูกทุ่งคำเมืองให้กับ น.ส.มณีรัตน์ รัตนัง โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า “ สาวเคิ้น ”
  • พ.ศ. 2549 – แหล่หอยไห้ เป็นการนำเอาเพลงเก่า มาบันทึกเสียงใหม่
  • พ.ศ. 2550 – กะเทยเฒ่า

เพลงประจำโรงเรียน

  • พ.ศ. 2554 – เพลงไหว้สาเจ้าพิริยะเทพวงศ์ (ได้รับเชิญให้ขับร้องเป็นเพลงเทิดพระเกียรติเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเทพวงษ์ ปัจจุบันนามว่า โรงเรียนพิริยาลัยและในโอกาสโรงเรียนอายุครบ 111 ปี ประพันธ์โดย ครูสุกัญญา วุฒิเจริญ ทำนองโดย ครูวันชัย คุณาคำ บรรเลงโดย วงโยธวาทิตโรงเรียนพิริยาลัยจังหวัดแพร่ ซึ่งอยู่ในการควบคุมโดย ครูวันชัย ขณะนั้น) โดยเนื้อหาจะกล่าวถึงคุณงามความดีและพระเมตตาของเจ้าหลวงที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาทรงอยากให้เยาวชนในจังหวัดแพร่มีความรู้เพื่อใช้ในการพัฒนาจังหวัดและประเทศชาติ ทรงสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่อยากให้คนไทยมีการศึกษาและทรงสร้างโรงเรียนขึ้นเป็นโรงเรียนแห่งแรกในจังหวัดแพร่ความทราบถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 ทรงดีพระทัยและทรงยินดีจึงโปรดเกล้าพระราชทานนามโรงเรียนว่า “โรงเรียนเทพวงษ์”

รางวัลเกียรติประวัติของบุญศรี รัตนัง

  • ชนะการแข่งขันการประกวดวงดนตรีพื้นเมืองประยุกต์ ในนามวง “ ลูกทุ่งลานทอง ” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ที่รายการลูกทุ่งลานนา สถานีโทรทัศน์ ช่อง 8 ลำปาง เมื่อปี พ.ศ. 2526
  • ได้รับโล่ประเภทสื่อชาวบ้าน จากพลเอกประจวบ สุนทรางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2525 เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2526
  • ได้รับการประกาศให้เป็นบุคลากรดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม จากศูนย์ศิลปวัฒนธรรม วิทยาลัยครูเชียงใหม่ และศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2533
  • ได้รับโล่เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยพายัพ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ฤกษ์แต่งงาน ล้านนา 2565 วันมงคล วันเรียงหมอน

ฤกษ์แต่งงาน ล้านนา 2565 ดิถีเรียงหมอน วันหัวเรียงหมอน นี้เป็นเพียงวันเริ่มต้นในการเลือกวันจัดงานแต่งงานเท่านั้น แนะนำให้สอบถามจากบุคคลที่มีความรู้ในเรื่องการหาฤกษ์ยาม เหล่านี้เพื่อให้ได้เลือกวันเรียงหมอนที่ตรงและดีที่สุด

ฤกษ์แต่งงาน ล้านนา 2565 วันมงคล ดิถีเรียงหมอน วันหัวเรียงหมอน หากต้องการดูฤกษ์มงคลทางคู่บ่าวสาวต้องนำ วัน เดือน ปีเกิดไปให้หมอดูฤกษ์หรือซินแส หรือพระอาจารย์ที่เคารพ ในการเลือกวันที่เป็นมงคลสำหรับวันวิวาห์ของเราอีกที

สารบัญ [ ซ่อน ]

การเลือกวันจัดงานแต่งงานตามตำราต่าง ๆ

เป็นวันที่ยึดถือปฏิบัติกันเป็นพื้นฐานโดยทั่วไป แต่ไม่ต้องตรง
วันที่นิยมใช้ในการจัดงานแต่งงานคือ วันอาทิตย์ – จันทร์ – ศุกร์
ส่วนเดือนนั้นนิยมใช้ เดือน 2 – 4 – 6 – 9 -12

บางตำราแยกข้าง ขึ้น – แรม เอาไว้ดังต่อไปนี้
ขึ้น 6 – 7 ค่ำ แรม 8, 14 ค่ำ หมายถึง สมบัติดี
ขึ้น 10 ค่ำ แรม 4 ค่ำ หมายถึง หน้าที่การงานดี
ขึ้น 13 ค่ำ แรม 10 ค่ำ หมายถึง มีความสุขดี
ขึ้น 1, 2, 3, 4, 5 ค่ำ แรม 5, 6, 7, 15 ค่ำ หมายถึง แพ้คู่ครอง
ขึ้น 9, 10 ค่ำ แรม 11, 12, 13 ค่ำ หมายถึง แพ้โรคภัย
ขึ้น 11, 12 ค่ำ แรม 9 ค่ำ หมายถึง แพ้ศัตรู

อีกตำรานึงกล่าวถึง ฤกษ์วันหัวเรียงหมอน ว่าวันที่ดีคือ ขึ้น 7, 10, 13 ค่ำ และแรม 4, 8, 10, 14 ค่ำ
ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ขึ้น 1, 11, 15 ค่ำ และแรม 7, 9 ค่ำ เรียกว่า สบขาขึ้น หญิงจะตายก่อนชาย ยังมิทันแก่เฒ่า
แรม 3, 6 ค่ำ เรียกว่า เท้ายันกัน หญิงจะคลอดลูกยาก หรือจะคลอดลูกตาย
ขึ้น 2 ค่ำ เรียกว่า สบขาลง ชายจะตายก่อนหญิง ยังมิทันแก่เฒ่า
ขึ้น 3, 4, 8, 9, 14 ค่ำ และแรม 1, 5, 11, 12, 13, 15 ค่ำ เรียกว่า หัวชนกัน อยู่ไม่นานทั้งคู่จะจากกัน
ขึ้น 5, 6, 12 ค่ำ และแรม 2 ค่ำ เรียกว่า หัวลง พอหญิงมีครรภ์ ชายหรือหญิงจะตายจากกัน
ขึ้น 7, 10, 13 ค่ำ และแรม 4, 8, 10, 14 ค่ำ เรียกว่า หัวขึ้น จะอยู่กันจนแก่เฒ่า มีความสุขความเจริญดี
(เวลานอนให้หญิงนอนซ้าย ชายนอนขวา)

โบราณถือว่าถ้าส่งตัวในดิถีเรียงหมอนนี้จะทำให้คู่บ่าวสาวเป็นศิริมงคลดีอย่างยิ่งจะอยู่กันยืดยาว ครองคู่กันอย่างเป็นสุขตลอดไป

สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนแต่งงานในปี 2565 ที่กำลังเริ่มวางแผนการจัดงานแต่งงาน และคู่รักที่กำลังเข้ามาหาข้อมูลเพื่อดูวันดี วันที่เป็นมงคล รวมถึงวันที่เหมาะสมในการจัดงานแต่งงานมาดูกันว่าปี 2565 นี้มีวันไหนบ้าง

สำหรับของล้านนานั้นจะมีการกับเทียบวันเสีย วันพระ วันฟ้าตีแส่ง วันที่เป็นวันคู่ เพิ่มขึ้นมาแล้วแต่ตำราของครูบาอาจารย์คนไหนใช้ยังไงอีกที ซึ่งแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ถ้าต้องการดูวันเสียสามารถดูได้ที่นี่ วันเสีย เดือนเมือง ล้านนา 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน มกราคม 2565

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม 2565
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม 2565
วันพุธที่ 12 มกราคม 2565
วันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2565
วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2565
วันอังคารที่ 25 มกราคม 2565
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม 2565
วันจันทร์ที่ 31 มกราคม 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน กุมภาพันธ์ 2565

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565
วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565
วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565
วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565
วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน มีนาคม 2565

วันพุธที่ 2 มีนาคม 2565
วันพุธที่ 9 มีนาคม 2565
วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 2565
วันอังคารที่ 15 มีนาคม 2565
วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2565
วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2565
วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2565
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน เมษายน 2565

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน 2565
วันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2565
วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน 2565
วันพุธที่ 20 เมษายน 2565
วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2565
วันอังคารที่ 26 เมษายน 2565
วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน พฤษภาคม 2565

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2565
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2565
วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2565
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2565
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2565
วันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2565
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน มิถุนายน 2565

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2565
วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน 2565
วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน 2565
วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2565
วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2565
วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2565
วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน กรกฎาคม 2565

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม 2565
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2565
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2565
วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม 2565
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2565
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2565
วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน สิงหาคม 2565

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม 2565
วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2565
วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2565
วันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2565
วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2565
วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2565
วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน กันยายน 2565

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน 2565
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2565
วันพุธที่ 14 กันยายน 2565
วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2565
วันอังคารที่ 20 กันยายน 2565
วันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน ตุลาคม 2565

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2565
วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2565
วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม 2565
วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2565
วันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2565
วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2565
วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม 2565
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน พฤศจิกายน 2565

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน 2565
วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2565
วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2565
วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2565
วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2565
วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2565
วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2565

วันหัวเรียงหมอน ฤกษ์แต่งงาน ธันวาคม 2565

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2565
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม 2565
วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2565
วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2565
วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2565
วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2565
วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม 2565

มาแล้ววันดีวันเสีย ฤกษ์งามยามดี ปฏิทินสำหรับดูวันดีวันเสียที่นี่ ปฏิทิน วันเสีย เดือนเมือง ล้านนา 2566 ดูฤกษ์ก่อนทำกิจกรรมเข้ามาดูได้เลยเพื่อความเป็นมงคลที่ดีเยี่ยม

ปั๋นปอนวันเกิด ภาษาเหนือ

กำปั๋นปอนวันเกิด หรือ อวยพรวันเกิด ภาษาเหนือ หรือกำปั๋นปอนวันเกิด กำเมืองล้านนาของคนเหนือ

กำปั๋นปอนวันเกิด หรือบทอวยพรวันเกิด แบบกำเมือง ภาษาเหนือ ล้านนา สำหรับการอวยพรวันเกิดของคนเหนือ ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่ภาษาเหนืออยู่แล้ว ฟังไฟเราะเสนาะหู ใครทีเคยได้ยินมาจากปู่ย่าตายาย ตอนเด็กอาจจะจำกันได้กันครบทุกประโยคหรือนึกออกบ้างบางประโยค แต่บทนี้เมื่อพอได้ยินอีกทีต่างก็นั่งฟังอย่างตั้งใจ เพราะบทอวยพรวันเกิดภาษาเหนือนี้นั้นช่างไพเราะน่าฟังมาก ๆ ยิ่งถ้าเข้าใจความหมายของภาษาเหนือแล้วล่ะก็ ต่างก็นึกย้อนความหลังไปกันตอนเด็ก ๆ ในช่วงวันเกิดที่ตอนเช้าไปทำบุญที่วัดกับแม่ เสร็จแล้วกลับไปบ้านก็จะไปหาปู่ย่าตายาย เพื่อรับพร ฮับปอน และมัดมือ ด้วยด้ายสายสิญจน์ วนเวียนกันให้ครบ ไปจนถึงลุง ป้า น้า อากันเลยสำหรับครอบครัวที่ใหญ่

บทอวยพรวันเกิด ภาษาเหนือ ปั๋นปอนวันเกิด

ดีแล อัจจะในวันนี้
ก็เป๋นวันดี สะหลี อันวิเศษ เหตุว่าเป๋นวัน ถูกต้องป๋องลัคคนา ยังจัตต๋า ปี๋เกิด คล้ายวันกำเนิดเกิดเป๋นคน อยู่ในกั๋งวลโลกหล้า ข้าจักขอปั๋นปอน ริทธีเก่งกล้า หื้อจุ่มหน้า เย็นใจ๋ แม่นว่าจักอยู่ก็ขอหื้อมีจัย แม่นว่าจักไป ก็ขอหื้อ มีโจค
ผาบแป๊ ข้าเสิ๊กสัตถรู แม่ว่าเจ้าเจ้า ไปตางออก แล
ขอกใต้หนเหนือ ขอเคราะห์อย่าใดมาเจื๋อติดแปด
บ่ว่าจักไป ตางแดดตางลม เป๋นเคราะห์ปายบนอย่าได้มาใกล้ เคราะห์ต่ำใต้เตียวดิน หื้อตกสายสินน้ำกว้าง หื้อตกต่าต๊างตางหลวง หื้อไหลปันปวงไปตี่ อื่น
เป๋นเคราะห์เป๋นผื่นตุ่มคัน เป๋นเคราะห์จ่างฝัน หยาบกล้า เป๋นเคราะห์ผีบ้าเป๋นไฟ เป๋นเคราะห์จั๋งไรหึกหยาบ หื้อได้กลากล๊าดหนีไกล หื้อปี๋เจ๋หมด
เคราะห์หมดภัย หมดโศก หมดว่าโรค โรกา เปี้ยธิ
อย่าได้มาติดแปด หื้อวิดแวดหนีไกล ตกไปกับไฟ ไหลไปกับน้ำกว้าง แม่นว่าผาถะนาอันใด หื้อสมใจ๋
มะโนไนไฝ่อ้าง หื้อเจ้าได้อยู่คั่งค้าง ก้ำศาสนา ถะหลาบ ยาวะจีวัง อายุ วัณณัง สุขังป๊ะลัง แด่เต๊อะ
มัดมือซ้ายขวัญมา
มัดมือขวาขวัญอยู่ สิบปี๋ บ่หื้อไปที่อื่น หมื่นปี๋บ่หื้อไปที่ไหน ข้าจักมัดขวัญเจ้าไว้
ด้วยฝ้ายมงคลอันวิเศษ ฝ้ายขาวเต๊สบริสุทธิ์ อันมนุษย์ต่างใฝ่หา มัดหยังกาก็หมั้น
มัดจ๊างปายสารก็อยู่ ผูกงัวควายก็ทน แม้นจักมัดมือคนก็หายพยาธิ
ฝ้ายเส้นนี้ดีขนาด นาคเบื้องบาทพญาวิรุณปักษ์ ฝ้ายเส้นนี้นามีเต๋จาอันวิเศษ
อันสลูปด้วยพระเกตุในตักกะศิลา มาข้าจักผูกขวัญไว้ บ่หื้อหนีไกล๋จากเจ้า
ทุกค่ำเจ๊าหื้อสุขสำราญ ผองภัยพาลหนีห่าง เคราะห์ต่างๆหมดไป
เจ็บปวดที่ไหน ก็หื้อมาย อันตรายอย่าได้บังเกิด สุขล้ำเลิศด้วยพรสี่ ประก๋าร
หื้อยู่ดีกินหวาน อายุยืนนานร้อยปี๋ วรรณะผ่องศรี สะอาด พลังเก่งกาจกล้าหาญ
ปฏิภาณว่องไว หื้อมีจัยมีโจ๊ค ป๊นจากตุ๊กข์โศกนานา อยู่ดีฑีฆาเตี่ยงเต๊า
ทุกค่ำเจ๊าสุขสันต์ ชัยยันตุภวังไชยมังคะลัง

โอมปู่เจ้ามังราย ดาบฝายแวดฟ้า จัยยะผาบกล้า จุมปูเขตโขง เตวามอบฤทธิ พิชิตใจ๋จ๋ง เป็นประถมวงค์ เจียงฮายแก้วกว้าง ขอปอนงามๆ ตามตี่จักอ้าง มาปันเตวะ ศิษย์โยมทั่วทิศ อุบาทว์ตังหลาย พยาธิเป็นปิด อย่าคิดใฝ่เฝ้าลุมรา หื้อมีอายุ วรรณะ สุขัง สมผาถนัง สาธุจุ่งได้ๆ

พุทโธโลกะนาถัง พุทธังบังเกิด ธัมมังบังเกิด สังฆังบังเกิด พระเจ้าประเสริฐ เปิดทรัพย์เงินทอง จักซื้อหื้อง่าย จักขายหื้อคล่อง ทรัพย์สินเงินทอง กายกองมากมี อิติปิโสภะคะวาสัมปะฏิฉามิ

โอมสิทธิจัยยะมหาลาภา กูจักเฮีอกลาภนาๆ วัตถุข้าวของต่างๆ มิ่งแก้วเงินคำจ้างม้า ข้าญิงจาย ตังงัวควายเครื่องบรโภค โอมโชคชัยสวาหุม สัพพะลาภัง อาคัจฉายะ. อาคัจฉาหิ
สิทธิ พุทธัง กิจจังมะมะ ผู้คนไหลมานะชาลีติ
สิทธิ ธัมมัง จิตตังมะมะ ข้าวของไหลมานะชาลีติ
สิทธิ สังฆัง จิตตังมะมะ เงินทองไหลมานะชาลีติ
สิวลีจะมหาลาภะลาโภลาภังภะวันตุเม

อายุวัฑฒะโก๋ จุ่งหื้อมีอายุหมั่นยืนยาวสุขยิ่ง ธะนะวัฑฒะโก๋ จุ๋งหื้อมีข้าวของมากพร้อมทุกสิ่งอุฬาร สิริวัฑฒะโก๋ จุ่งหื้อมีสิริ8ผะก๋ารครบถ้วน ยะสะวัฑฒะโก๋ จุ่งหื้อมียศลาภล้วนควรชม พะละวัฑฒะโก๋ จุ่งหื้อมีกำลังอุดมตังปายนอกปายใน วัณณะวัฑฒะโก๋ จุ่งหื้อมีผิวพรรณงามมอกปอต๋า สุขะวัฑฒะโก๋ จุ่งหื้อเจริญสุข โหนตุ สัพพะทา จุ่งหื้อมีทุกกาละทุกชาติ โรคภัยโศรกขาดกับหายอนทะรายอุบาท วินัสสันตุ จุงหื้อวินาส อย่าได้มากับก๋าย หื้อมีสมปานหลายไปทุกชาติ หื้อได้เป๋นพระยาจักกะวัตติราชอุฬาร หื้อได้น้อมตานช้างเผือกแก้วงามงอน หื้อมีม้าอัศดรตัวประเสริฐ จุ่งหื้อมีก๋งจักรแก้วเกิดผากฏ สมดั่งมโนรถวิเศษ จุ่งหื้อนางแก้วเกิดกับบุญ จุ่งหื้อมีแก้ววิตุนลูกประเสริฐ งามล้ำเลิศในโลก๋า ข้าวของอันมีปายในอัตต๋าต๋น จุ่งอุดมไปจุเยื่อง คือว่า ปัญญาธะนัง จุ่งหื้อมีปัญญาญาณอันประเสริฐ อะริยะธะนัง อันว่าทรัพย์อันประเสริฐ จุ่งเกิดมีมา และ และจ่งประกอบไปด้วย ทีฆะปัญญา ชะวะนะปัญญา วิสาระทะปัญญา หื้อมีปัญญาเหมือนดั่งเจ้ามโหสถ หื้อมีกำอดเหมือนดั่งเจ้าเต๋มิยะกุมาร หื้อรู้จักรักษาศลีและทำบุญหื้อตาน เหมือนดั่งพระยาเวสสันตะระราช หื้อมีอำนาจเหมือนดั่งพระยาอัตถังกุรี หื้อมีฤทธีเหมือนดั่งพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้านั้นจุ่งจักมีเตี่ยงแต้ดีหลีแด่เต๊อะ
……………
……
สัพพีติโย จุ่งหื้อเปนขัวเลาคำผิวผ่อง วิวัชชันตุ เปนที่หมั้นหน่องเกาะผัน สัพพโรโค พยาธิจุอัน จุสิ่ง หื้อดับม้วยมิ่งกลาไกล มโนภาวะหื้อได้จำเริญใจทุกค่ำเช้า สุขังพลัง สุขเที่ยงเต๊า เปรียบเมืองสวรรค์ อภิวาทนะ สีลิสสะ นิจจัง หมั้นเที่ยง อย่ารู้คว่ำเหงี่ยงไปมา ธัมมาผายโผด หื้อได้ยาวโยชน์สถาวร นั้นจุ่งจักมีเที่ยงแต๊ดีหลี จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง

*************************

เมื่อรู้บทอวยพร กำปั๋นปอนวันเกิด นี้แล้วนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมไว้ด้วยเพื่อผูกข้อมูล ให้เกิดสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจให้ลูกหลานต่อ ก็คือการผูกข้อมูลด้วยด้ายสายสิญจน์ ซึ่งอีกเทศกาลหนึ่งที่ลูกหลาน จะมากราบไหว้ปู่ย่าตายาย รดน้ำดำหัวก็จะเป็นเทศกาลดำหัวปี๋ใหม่เมือง หรือสงกรานต์นั่นเอง โดยการดำหัวปี๋ใหม่เมืองก็จะมีบทสวดอวยพร อีกแบบหนึ่ง ดังบทความนี้ กำปั๋นปอน ดำหัวปี๋ใหม่เมือง ซึ่งคำอวยพร กำปั๋นปอน ผู้เฒ่า ผู้แก่ ในแต่ละที่อาจจะมีการกล่าวเปลี่ยนแปลงไป หรือนำไปดัดแปลงบ้างก็มี ซึ่งถ้าเจอแปลกทางเรา At-chiangmai.com จะนำมาสืบสานเผยแพร่สืบกันต่อๆ ไปให้เป็นเอกลักษณ์ของล้านนา

บทเพลงปั่นปอนวันเกิด ขับร้องโดย นิทัศน์ ละอองศรี

แคปชั่นอวยพรวันเกิด ภาษาเหนือ เรียบเรียงมาไว้ให้พร้อมคำแปล สามารถนำไปใช้กล่าวคำอวยพร หรือ เอาไปโพสต์อวยพรวันเกิดเพื่อนได้เลย

อวยพรวันเกิด ภาษาเหนือ

อวยพรวันเกิด ภาษาเหนือ วันเกิดมาอีกแล้วจะหาคำอวยพรแบบ เท่ห์ เพราะๆ ไพเราะไม่เหมือนใคร มาที่นี่เลย

คำอวยพรวันเกิด แบบกำเมือง ภาษาเหนือ ล้านนา วันเกิด มากล่าวคำอวยพรวันเกิด แบบภาษาเหนือ มาอวยพรวันเกิดเป็นภาษาเหนือกัน หรือจะไปโพสต์อวยพรเพื่อน ๆ บนเฟสบุค อินสตาแกรมก็ได้ มีให้นำไปใช้มากมาลเย อู้กำเมือง สืบสานภาษาคำเมืองล้านนา นำไปใช้ได้ตลอดเวลา

แคปชั่นอวยพรวันเกิด ภาษาเหนือ

“ขอหื้ออายุมั่นขวัญยืน อยู่ดีกิ๋นหวาน กิ๋นข้าวลำ น้ำดี บ่าเจ็บบ่าไข้ ปันใหญ่ปันสูง หลับได้เงินหมื่น ตื่นได้เงินแสน มีโจกมีจัย”

สวกสันต์วันเกิด ปันใหญ่ปันสูงเน้อ

ขอหื้อมีความสุขหลายๆ สุขภาพแข็งแรงใหญ่ขึ้นจ่าดนักจ่าดหลายเป็นตี่ฮักของกุ๊คน แบบนี้ไปเมิน ๆ เน้อ สุขสันต์วันเกิดเน้อ

“วันนี้ก็เป๋นวันดีสะหรีวันเกิดล้ำเลิศกว่าวันตังหลายขอหื้อนายหยิ่นอานันท์กึ๊ดอันใดขอหื้อสมความมุ่งมาดสุขภาพแข็งแฮงมีก๋านเข้ามานักๆอายุวัฒโก๋ ธนวัฒโก๋ ศิริวัฒโก๋ วรรณะวัฒโก๋ พละวัฒโก๋ สุขะวัฒโก๋ ยศะวัฒโก๋”

แฮ๊ปปี้แฮ๊ปปี้ ปี้สาวคนสวย ขอหื่อร่ำรวยเงินคำ กำเกีย เคราะห์เจ็บเคราะห์เป็น เคราะห์เก่ามะเกีย หื้อไหลลงไปกับน้ำ ขอบุญกุศลจ่วยจูจ่วยกำ้ ปี้สาวของน้องอยู่ดี มีเงินเต็มหลองทองหยอง หลายเบี้ย อยู่สุขสบายแต่ตั๊ก ฮิมาหากิ๋นร่ำรวยนักๆ เงินคำไหลมาเทมา ขออายุยืนแห๋มหลายวะสา

ขอฮื้อมีความสุขปันรำปันรวยนึกสิ่งหนึ่งปสงคสิ่งไดขอฮื้อได้ดั่งใจคิดเน่อเจ้า

ขอฮื้อรวยๆขึ้นเน้อคับ คิดเงินหมื่นขอฮื้อได้.เงินแสน.คิดเงินเเสนขอฮื้อได้เงินล้านเน้อคับ

สุขหื้อมีกินสุขหื้อมีแผ่นดินอยู่สุขหื้อมีกู่ก่ายก้ำสุขหื้อมีเงินคำจ่ายใจ้

ขอคุณพระคุ้มครองอวยพรหื้อมีแต่ความสุขก๋ายสุขใจตลอดไปเน้อ

ขอหื้อชีวิตมีความสุขยุ่เย็นเป๋นสุขมีกัลยาณมิตรรอบข้างตี้ดีๆเน้อจ้าวว