Home Blog Page 187

วัดพวกหงส์ ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพวกหงส์ ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 68 ถนนถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053-278864 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2060

ประวัติของการสร้างวัดพวกหงษ์ในปีไหนนั้นบางตำราก็ไม่เหมือนกันในรายละเอียด แต่มีหลักฐานแน่นอนว่าสร้างในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ถ้าอ้างตามหนังสือวัดสำคัญของนครเชียงใหม่ ของศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฏ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้น วัดพวกหงษ์สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๐๖๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคาสีมา เมื่อพ.ศ. ๒๐๖๒ เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีจารึกเกี่ยวกับความเป็นมาของวัดนี้เลย มีแต่จารึกการสร้างวิหารหลังจากที่ร้างไป เป็นภาษาล้านนา จึงไม่ทราบชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้าง อย่างไรก็ตามวัดนี้มีปรากฏในรายชื่อวัดโบราณในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ ถ้าถือตามนี้ก็น่าจะร่วมสมัยกับวัดตโปธาราม ซึ่งสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ในสมัยพระเจ้ายอดเชียงราย จากการสอบถามจากเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ท่านพระครูสิริพัฒนานุกูล ถึงที่มาของวัด ซึ่งท่านกล่าวว่า ที่มาของชื่อของวัดมาจาก เป็นชื่อของย่านที่อยู่อาศัยของชุมชนที่อาศัยอยู่ในสมัยนั้น คือ เป็นพวกมอญที่มาจากเมืองหงสาวดี เข้ามาเมื่อสร้างวัดแล้วหรืออย่างไรไม่กล้ายืนยัน วัดพวกหงษ์นี้เคยเป็นวัดร้างมาสมัยหนึ่ง โดยหลงเหลือแต่เจดีย์และวิหารที่เหลือแต่ฐานเท่านั้น ต่อมาพระเจ้าไชย-เชษฐาธิราชกษัตริย์แห่งล้านนาไทย ก็ได้ทรงสร้างวิหารใหม่และบูรณะถาวรวัตถุอื่น ส่วนหอไตรนั้นได้เสื่อมโทรมไปไม่มีตัวอาคาร เหลือเฉพาะคัมภีร์ธรรม ๒,๑๐๐ กว่าผูก และตู้พระธรรม ต่อมามีการบูรณะสิ่งก่อสร้างภายในวัดในยุคต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ลำดับเจ้าอาวาส:
ลำดับเจ้าอาวาสของวัดเท่าที่ท่านพระครูสิริพัฒนานุกูลจำได้ ดังนี้ – ครูบากาวิล ( มาจาก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ) – ครูบาหมื่น ( มาจากวัดหมื่นสาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ) – ครูบาคำ ทิพโพธา ( รักษาการอยู่ช่วงหนึ่งและลาสิกขาบทไปแล้ว ) – พระครูสิทธิวรคุณ ( แก้ว ปัญญาสาโร ภายหลังไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเมธัง) – ครูบาปินตา อินทวังโส – ครูบาไสว ( รักษาการ ภายหลังย้ายไปอยู่ที่ อ.พร้าว และลาสิกขาบทไปแล้ว ) – พระครูสิริพัฒนานุกูล ( เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๐ )

งานสถาปัตยกรรม
1 วิหาร วิหารประดับช่อฟ้าใบระกา ข้างในมีพระประธานองค์ใหญ่ ประดับประดาอย่างสวยงาม มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเพื่อให้ประชาชนผู้มาทำบุญรักษาศีลได้ดูเพื่อนำไปเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ วิหารจึงเป็นปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง และใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของประชาชน
2 พระอุโบสถ พระอุโบสถของวัดพวกหงษ์ขึ้นบัญชีกรมศิลปากรในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นศิลปกรรมล้านนาที่สร้างหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๔ อุโบสถนี้แม่บุญชู จันทิพย์ พร้อมด้วยบุตรหลาน เป็นเจ้าภาพทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ในปีพ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นศิลปกรรมล้านนาที่สร้างหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๔ มีขนาดเล็ก ก่ออิฐถือปูนหลังคามุงกระเบื้องเคลือบดินเผาพื้นเมือง(ดินขอ) หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ที่กลางสันหลังคามีฉัตรโลหะปิดทองรูปชฎา ลักษณะใบเสมาสลักลวดลายเป็นแท่งกลม

งานศิลปกรรม
1 กิเลน สัตว์ในเทพนิยายจีน รูปร่างคล้ายม้า หัวเป็นมังกร หางเป็นพวง เท้าเป็นกีบ ตัวมีเกล็ดคล้ายปลา
2 – หอกลอง – หอเด็ง(หอระฆัง) ใช้ตีบอกให้ประชาชนทราบวันโกน วันพระ และประกาศให้ศรัทธามาประชุมที่วัด ส่วนหอเด็ง คือ หอระฆัง ของทางภาคกลาง สำหรับตีบอกเวลาฉันเพล ทำวัตร และเวลาสวดมนต์ของพระสงฆ์

วัดพวกแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพวกแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดพวกแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 20 ถนนสามล้าน ซอย 7 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดพวกแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 20 ถนนสามล้าน ซอย 7 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2460

ประวัติวัดวัดพวกแต้ม
วัดพวกแต้มไม่มีประวัติความเป็นมาเป็นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอน แต่จากหลักฐานทางโบราณวัตถุต่างๆภายในวัด ทำให้สันนิษฐานได้ว่า วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2460 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะสมบุญ ล้างบาป หาความสุขสงบและเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ การที่มีวัตถุประสงค์เช่นนี้เพราะเป็นการสันนิษฐานที่มาจากชื่อของวัดเอง โดย คำว่า”พวก” หมายถึง หัวหน้าหมู่ซึ่งเป็นขุนนางยศต่ำ พวกแต้มคงเป็นขุนนางที่มีหน้าที่ควบคุมด้านการช่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเขียนภาพจิตรกรรม การลงรักปิดทอง หรือ ปิดทองร่องชาด เมื่อทหารไปทำสงครามแล้วชนะกลับมา ก็จะได้รับปูนบำเหน็จรางวัล จึงนำเงินที่ได้มาไปก่อสร้างวัด ด้วยความศรัทธาทางพระพุทธศาสนาหรือเพื่อล้างบาป อีกนัยหนึ่งจากงานรวบรวมและค้นคว้าของ อาจารย์ สมโชติ อ๋องสกุล กล่าวว่า วัดพวกแต้ม เดิมชื่อ วัดต้องแต้ม โดยคำว่า ต้อง มีความหมายว่า ปัก สลักหรือฉลุ ต่อมาเรียกเพี้ยนกันไปจึงกลายเป็น วัดพวกแต้ม เหตุที่ให้ความหมายเช่นนี้อาจมาจากการที่ ในละแวกใกล้เคียงกับวัดมีอาชีพทำเครื่องฉลุมาตั้งแต่สมัย เจ้าตุ๊กาวิโลก็เป็นได้
เจ้าอาวาสวัดพวกแต้ม
อดีตเจ้าอาวาสวัดพวกแต้ม
ลำดับเจ้าอาวาสวัดพวกแต้มไม่มีหลักฐานที่ปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรและปีพุทธศักราชที่แน่นอนชัดเจน อาจด้วยเหตุที่เจ้าอาวาสแต่ละองค์มีช่วงเวลายาวนานในการปกครองดูแลวัด จากการสอบถามเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันสามารถทราบย้อนหลังใด้เพียงสององค์ คือ 1. พระกาวิโลภิกขุ (เจ้าตุ๊)
2. พระหมื่น
3. พระแก้ว
4. พระครูปลัด สุวัฒนโพธิคุณ (เขียว ขัติโย) พ.ศ.2460-2519
5. พระครูปฎิภาณธรรมภิศิษฎ์ (เนตร จันทวิโร) พ.ศ.2520- …

งานสถาปัตยกรรม
1 วิหาร ทรงพื้นเมืองล้านนา หลังคาซ้อนกันหลายชั้น ด้านหน้าทำเป็นมุขโถงยื่นออกมาคลุมราวบันไดพญานาค และมีมุขเข้าทางด้านข้างด้วย ลวดลายประดับตกแต่งส่วนหน้าเป็นลายพรรณพฤกษา ประตูด้านหน้าแกะสลักเป็นรูปเทวดายืนประนมหัตถ์ แกะสลักด้วยไม้ปิดทองงดงาม
2 พระอุโบสถ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.2486 และบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ.2533 เป็นอุโบสถทรงพื้นเมืองมีลวดลายและไม้แกะสลักที่งดงาม
3 หอไตร สร้างแบบผสมผสานระหว่างล้านนากับพม่าและได้รับการบูรณะดัดแปลงในภายหลัง
4 เจดีย์ เป็นรูปแบบที่มีอิทธิพลมาจากศิลปะพม่า-มอญปนศรีวิชัย คาดว่าคงได้รับการอุปถัมภ์จากคหบดีชาวพม่า จึงได้รับการบูรณะตกแต่งลวดลายบนเจดีย์เช่นนั้น โดยเฉพาะส่วนด้านบนตั้งแต่องค์ระฆังไปจนถึงฉัตรเป็นรูปแบบพม่า-มอญอย่างชัดเจน

งานศิลปกรรม
1 พระประธาน พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา

รูปจิตรกรรม
1 – พุทธชาดกในคราเสวยชาติเป็นพระเวสสันดร

แผนที่วัดพวกแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดใกล้เคียงวัดพวกแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดพวกหงษ์ ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพระเจ้าเม็งราย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพันแหวน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพระเจ้าเม็งราย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพระเจ้าเม็งราย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 21 ถนนราชมรรคา ซอย 6 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053–278788 , 053-272437 , 01-9507899 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1839

วัดพระเจ้าเม็งรายแห่งนี้เดิมชื่อ วัดคานคอด คงจะเพี้ยนมาจากคำว่า ก๋าละก้อด ตามจารึกผอบเงินฝังอยู่ใต้ฐานพระประธานในวิหาร พบครั้งแรกเมื่อซ่อมแซมวิหาร พ.ศ. 2510 จารึกด้วยอักษรไทยยวน ( พื้นเมือง ) มีข้อความว่า “ ครูบาอุบาละ ไดสร้างผอบเงินแก่นนี้ ผจุไว้สารีรธาตุ พระเจ้าเงิน แก้ว คำ ทอง นาค ผจุไว้ในวัดการกฎะ ตราบเสี้ยง 5000 พระวัสสา นิพฺพาน ปจฺจโย โหตุ โน นิจฺจํ ” ตามอดีตพระอธิการกุย ทสฺสนีโย เจ้าอาวาสอธิบายว่า วัดพระเจ้าเม็งรายนี้ นอกจากจะเรียกว่า วัดก๋าละก้อดแล้ว ยังเรียกชื่อว่า “ วัดศรีสร้อยท้าแจ่ง ” โดยความจริงแล้วดั้งเดิมจะเรียกชื่ออะไรยังไม่ทราบ วัดกำละก้อดเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระเจ้าเม็งรายเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง แม้จะเปลี่ยนชื่อใหม่ก็ผิดหลัก ที่ถูกควรจะเรียกว่า “ วัดพญามังรายหลวงเจ้า ” จะไม่มีใครท้วงว่าเรียกผิด อย่างไรก็ตามในวัดแห่งนี้ มีพระพุทธรูปปางลีลาห้ามญาติ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ สูงประมาณ 450 ซม. คนทั่วไปเรียกว่า “ พระเจ้าค่าคิงพญามังราย ” 5000 พระวัสสา นิพฺพาน ปจฺจโย โหตุ โน นิจฺจํ ” ตามอดีตพระอธิการกุย ทสฺสนีโย เจ้าอาวาสอธิบายว่า วัดพระเจ้าเม็งรายนี้ นอกจากจะเรียกว่า วัดก๋าละก้อดแล้ว ยังเรียกชื่อว่า “ วัดศรีสร้อยท้าแจ่ง ” โดยความจริงแล้วดั้งเดิมจะเรียกชื่ออะไรยังไม่ทราบ วัดกำละก้อดเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระเจ้าเม็งรายเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง แม้จะเปลี่ยนชื่อใหม่ก็ผิดหลัก ที่ถูกควรจะเรียกว่า “ วัดพญามังรายหลวงเจ้า ” จะไม่มีใครท้วงว่าเรียกผิด

ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบ
2. พระอธิการอุบาละ
3. พระอธิการโพธา
4. พระอธิการกันทา
5. พระอธิการอุ่น
6. พระอธิการเสาร์คำ
7. พระอธิการปินตา
8. พระอธิการสุธรรม
9. พระอธการเต่า
10.พระอธิการบุญศรี โสภโณ พ.ศ.2490-2500
11.พระอธิการกุย ทสฺสนีโย พ.ศ.2500-2526 1
2.พระมหาวีรวัฒน์ ธมฺมวฑฺโน พ.ศ.2530-… ประวัติเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน เดิมอยู่บ้านสันป่าเลียง เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม 2502 โดยมีลำดับของการเริ่มเข้ามาอยู่ในวัดดังนี้ – อายุ 12 ปี เข้ามาเป็นเด็กวัด ณ วัดสันป่าเลียง – อายุ 13 ปี บวชเป็นสามเณร เมื่อ 12 พฤษภาคม 2515 อยู่ได้ 2 พรรษาจึงย้ายไปจำพรรษาที่วัดพันอ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2517 และอยู่ที่นี่ 1 พรรษา – อายุ 16 ย้ายไปจำพรรษาที่วัดพระบาทตากผ้า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2518 อยู่ที่วัดนี้ประมาณ 4 พรรษา -อายุ 20 ย้ายไปจำพรรษาที่วัดดอนเมือง บางเขน กทม.เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2522 อยูที่วัดนี้ 5 พรรษา – อายุ 25 ย้ายกลับมาเชียงใหม่ จำพรรษา ณ วัดสวนดอกเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2527 อยู่ที่วัดนี้ 3 พรรษา – อายุ 28 เจ้าคณะตำบลก็ได้มาเชิญให้ไปเป็นเจ้าอาวาสประจำวัดพระเจ้าเม็งราย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2530 จนถึงปัจจุบัน

งานสถาปัตยกรรม
1 วิหาร
2 พระอุโบสถ
3 หอพระไตรปิฎก
4 ศาลาอเนกประสงค์
5 ศาลาบำเพ็ญกุศล
6 หอสมุด
7 เจดีย์ ทรงปราสาท
8 ซ้มประตู สร้างใหม่เลียนแบบของโบราณ

งานศิลปกรรม
1 พระเจ้าค่าคิงพญามังราย พระองค์นี้มีตำนานเล่าว่า “ ครั้งนั้นพระมหาเถรเจ้าองค์หนึ่งนามว่ากัสสปะ เป็นผู้ปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมีลูกศิษย์ร่วมเดินทาง 5 รูป มาบำเพ็ญสมณธรรมอยุ่ ณ ที่แห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเมืองหริภุญชัย พญามังรายทรงทราบแล้วเสด็จไปนมัสการพระมหาเถรเจ้า ทรงไต่ถามความสุขสบาย และพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า พระมหาเถรเจ้าก็ให้อรรถาธิบาย จนเป็นที่พอพระหฤทัย และทรงเลื่อมใสในสีลาธิคุณ ปัญญาธิคุณ แห่งพระมหาเถรเจ้ายิ่งนัก พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระอารามขึ้นแห่งหนึ่งถวายเป็นที่อยู่พระเถระ และทรงหล่อพระพุทธปฏิมากรด้วยทองสัมฤทธิ์ 5 องค์ มีพระวรกายเท่ากับพระพุทธเจ้าที่เสด็จโปรดโลกมาแล้ว และองค์ที่จะมาโปรดภายหน้าคือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พรพทธเจ้ากัสสปะ พระพุทะเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้าโคตรมะ พระอริยเมตไตย และต่อมาทรงหล่อพระพทธรูปนั่ง 4 องค์ และประทับยืนอีก 1 องค์ กล่าวว่าพระพุทธรูปที่ทรงโปรดหล่อครั้งนั้น มีขนาดเท่ากับพระวรกายของพระองค์ทั้งหมดประดิษฐานไว้ ณ พระอารามที่สร้างถวายพระมหากัสสปะ เมื่อ พ.ศ. 1839 – 1840 พระองค์สร้างเวียงขึ้นอีกแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเวียงกุมกาม คือ เวียงเชียงใหม่ ทีแรกพระองค์สร้างหอนอนอยู่ในบริเวณเวียงร้าง ช่วงระยะสร้างเวียงใหม่ เมื่อสร้างเวียงเสร็จแล้ว ทรงสร้างเจดีย์ขึ้นตางหอนอนของพระองค์พร้อมกับบริเวณโดยรอบ ยกถวายสร้างเป็นวัดตั้งนามว่า “ วัดเชียงหมั้น ” มาตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อสร้างเวียงเสร็จแล้ว ก็ทรงดำริที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปที่หล่อไว้นั้นมาประดิษฐานในพระอุโบสถของวัดเชียงหมั้นในเวียงใหม่ จึงให้ข้าราชการบริพารไปหามเอาพระพุทธรูปยืนองค์นี้ จากเวียงกุมกามมาตามเส้นทางถึงบริเวณวัดก๋าละก้อด ไม้คานที่ใช้หามนั้นหักคอดลง พวกราชบริพารจึงนำความไปกราบบังคมทูลพญามังรายทรงทราบ พระองค์ถือเป็นบุพพนิมิตอันดีว่า องค์พระพุทธรูปทรงมีความปรารถนาที่จะประดิษฐานอยู่ ณ ที่นั้น จึงโปรดให้สร้างพระอารามขึ้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นั้นมาตราบเท่าทุกวันนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2019 – 2031 เป็นรัชกาลของพระเจ้าติโลกราชครอ งเชียงใหม่ล้านนาปรากฏว่า มีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยวัชรสาสน์ สูง 134 ซม. ประดิษฐานอยู่บนแท่นแก้วในวิหารแห่งนี้ มีข้อความจารึกที่ฐาน เมื่อ พ.ศ. 2012 ซึ่งเป็นระหว่างรัชกาลของพระเจ้าติโลกราช ตามข้อความจารึกไม่ปรากฏว่าสร้างหล่อขึ้น ณ ที่ใด อาจจะมีผู้นำจากที่อื่นเชิญมาประดิษฐานในวัดกำละก้อสืบมาตราบถึงกาลบัดนี้ พระพุทธรูปปางลีลาห้ามญาติ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ สูงประมาณ 450 ซม.

วัดผ้าขาว ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดผ้าขาว ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 36 ถนนราชมรรคา ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

วัดผ้าขาว เป็นวัดเก่าแก่มีมาแต่โบราณวัดหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ จากเอกสารที่พอมีของทางวัด ทำให้สันนิษฐานว่าวัดผ้าขาวมีอายุประมาณ 600 ปี และวัดนี้น่าจะมีมาก่อนสมัยพ่อเจ้ามหาชีวิต ซึ่งเป็นโอรสของพ่อเจ้าชีวิตอ่าว ส่วนจะสร้างเมื่อวันที่ เดือน และปีใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอน เพราะเคยเป็นวัดร้างมานาน สถานที่ตั้งวัดแห่งนี้ เดิมเป็นป่ารกชัฏ มีซากปรักหักพังของโบสถ์ วิหาร ศาลา ต่างๆปรากฏอยู่ แต่ต่อมาก็มีการซ่อมแซมจนเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อาศัยอยู่ อนึ่ง มีเกร็ดเล็กๆ เล่าสืบกันมา เกี่ยวกับการขนานนามชื่อของ “วัดผ้าขาว” ว่า บริเวณที่ตั้งวัดผ้าขาวนี้ เดิมเป็นข่วง ( สนามสาธารณประโยชน์ ) ใช้เป็นสถานที่ชุมนุมกระทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดขบวนแห่หรือพิธีการจิปาถะ จะมีการเลือกเอาบริเวณนี้เป็นที่ชุมนุมจัดตั้งขบวนทุกครั้ง มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งโอรสของเจ้าผู้ครองเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ จะขึ้นครองราชแทนพระราชบิดา ( จะเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์ใดนั้นเอกาสรไม่ได้ระบุไว้ ) ได้มาจัดขบวนแห่ ณ บริเวณนี้ โดยให้ทุกๆคนที่มาร่วมในพิธี แต่งตัวด้วยชุดขาวทั้งหมด แม้แต่พระองค์เองก็จะทรงเครื่องขาวทั้งชุดเช่นกัน จนทำให้บริเวณนั้นปกคลุมด้วยผ้าสีขาว ประชาชนที่ร่วมชุมนุมร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “โอ้โฮผ้าขาว” เมื่อได้ฤกษ์งามยามดี จึงลั่นฆ้องชัย เคลื่อนขบวนออกจากบริเวณนั้น เดินขบวนไปทางทิศเหนือ เมื่อแห่ขบวนไปถึงวักเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พระองค์ก็เสด็จลงจากเฉลียงแห่ นำประชาราษฎร์เข้าสู่วัดเชียงมั่น กระทำพิธีราชาภิเษกเป็นเจ้าผู้ครองเมือง นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่สืบไป จึงถือเป็นนิมิตร ที่ประชาชนตลอดเจ้าผู้ครองนครแต่งและทรงเครื่องขาวทั้งชุด จนมองเห็นบริเวณนั้นเป็นเสมือนผ้าขาวปกคลุมอยู่ จึงขนานนามวัดนี้ว่า “วัดผ้าขาว” แต่จากตำนานการสร้างวัดสวนดอกนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างวัดผ้าขาวไว้ด้วยว่า เมื่อครั้งสมัยพระเจ้ากือนานั้น พระองค์ทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนามาก พระองค์จึงทรงแต่งตั้งให้คนไปนิมนต์สุมนเถระจากกรุงสุโขทัย และหนึ่งในจำนวนนั้นมีชีปะขาวเงินกับชีปะขาวทอง พอคนเหล่านั้นนิมนต์พระสุมนเถระได้สำเร็จ พระเจ้ากือนาจึงปูนบำเน็จให้ทรัพย์สินเงินทองมากมาย เมื่อชีปะขาวเงินชีปะขาวทองได้รับเงินทองมากมายจึงนำทรัพย์สินที่ได้ไปสร้างวัด เป็นวัดผ้าขาวน้อยและวัดผ้าขาวใหญ่ ซึ่งวัดผ้าขาวในปัจจุบันเหลืออยู่แห่งเดียว ส่วนอีกแห่งหนึ่งถูกทำลายไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันพื้นที่บริเวณนั้นสร้างเป็นโรงแรมอโนดาต

ลำดับเจ้าอาวาส:
ลำดับเจ้าอาวาส 1. พระเจ้าหลวงรินทร์ มีสมณะศักเป็นเจ้าคณะ ปกครองพระภิกษุ สามเณรในหมู่บ้านตำบลนี้
2. พระหลวง ซึ่งเป็นพระลูกวัด เป็นเจ้าอาวาสแทนพระเจ้าหลวงรินทร์
3. พระกลิ้ง ซึ่งเป็นพระลูกวัด เป็นเจ้าอาวาสแทนพระหลวง
4. พระอินสม ซึ่งเป็นพระจำพรรษา ณ วัดพระยาหลวง ตำบลบ่อหิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสแทนพระกลิ้ง
5. พระคำ เป็นพระลูกวัด
6. พระปั้น เป็นพระลูกวัดรอง ต่อมาเมื่อทานมรณภาพลง เหล่าศรัทธายกทายิกาทั้งหลายได้ประชุมปรึกษาหารือว่าควรไปนิมนต์พระในวัดนันทาราม ตำบลหายยา อำเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นเจ้าอาวาสต่อไป เจ้าอาวาสนันทารามเมื่อได้พิจารณาแล้วจึงให้พระคนธิโยมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดผ้าขาว
7. พระคนธิโย ( ป๊ก มณีเทศ ) พระลูกวัดนันทาราม สืบไปเมื่อ พ.ศ. 2447 พระคนธิโย เป็นพระที่มีวาจาสัจ เมื่อทำสิ่งใดแล้วต้องทำให้สำเร็จ และยังมีพรวิเศษในการปรุงยารักษาโรคต่างๆได้วิเศษนัก จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งตำบลใกล้ไกล ว่าท่านเป็นหมอยารูปหนึ่ง
8. พระมหาทองสุข ป.ธ. 5 พระลูกวัด แต่พระมหาทองสุขมีโรคประจำตัว ไม่สามารถอยู่บำเพ็ญสมณะธรรมได้ จึงได้ลาสิกขาบทไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ศรัทธาทายกทายิกาจึงได้นิมนต์พระลูกวัดที่มีอาวุโสตามลำดับรักษาราชการแทนเจ้าอาวาส
9. พระอินตา รักษาราชการไม่นานก็ลาสิกขาบท
10. พระเอื้อ รักษาราชการไม่นานก็ลาสิกขาบท
11. พระอนันท์ รักษาราชการแทนไม่นานก็ลาสิกขาบท 1
2. พระหนูพันธ์ ชินวโร ได้รับนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสจากสำนักวัดเมืองมาง ได้มาจำพรรษา 1 พรรษาก็ลาไปอยู่จังหวัดเดิมของท่าน 1
3. พระแก้ว รักษาราชการแทนไม่นาน ก็ลาสิกขาบท 1
4. พระครูมงคลรัตโนภาส ( พระอาจารย์อินแก้ว อาภาโส ) เป็นพระวิปัสสนาจารย์ คณะศรัทธาได้ไปอาราธนานิมนต์มาจากวัดทุ่งยู ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นเจ้าอาวาสแทน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 แต่ท่านไม่ยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสจนกระทั่ง พ.ศ. 2515จึงเป็นเจ้าอาวาสวัดผ้าขาวจนถึงปัจจุบัน ประวัติเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระครูมงคลรัตโนภาส มีชื่อเดิมว่าอินแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2467 ปัจจุบันอายุ 81 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านช่าง ตำบลท่าเดื่อ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรของนายน้อย จันทา และนางเรือนมูน จันทา มีพี่น้องร่วมท้องรวม 12 คน เป็นชาย 4 หญิง 8 คน ท่านพระครูมงคลรัตโนภาสเล่าว่าเมื่อครั้งท่านยังเป็นเด็กวัดที่วัดบ้านช่าง อายุประมาณ 9 ขวบ ได้มาช่วยในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพร่วมกับคนอื่นๆ มีท่านครูบาศรีวิชัยเป็นประธานในครั้งนั้นด้วย เมื่อ พ.ศ. 2479 บวชเป็นสามเณร และใน พ.ศ. 2485 ท่านได้มาเรียนหนังสือที่วัดพันอ้น สอบได้นักธรรมเอก จนในพ.ศ. 2488 จึงบวชเป็นพระภิกษุ แล้วกลับไปสอนที่วัดวังลุง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ แต่ในปัจจุบันวัดนั้นจมน้ำหายไปแล้ว พ.ศ.2497 อยู่วัดเมืองมาง ประตูเชียงใหม่ เพื่อมาสอนวิปัสสนากรรมฐาน จนถึง พ.ศ. 2506 ไปอยู่ที่สำนักวิปัสสนาแม่กลาง ที่น้ำตกแม่กลางเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเทียวไปแล้ว ต่อมา พ.ศ. 2507 ไปอยู่ที่อำเภอสารภี เพื่อเปิดสำนักวิปัสสนากรรมฐาน แล้วจึงมาอยู่ที่วัดทุ่งยูจนกระทั่งปีต่อมา พ.ศ. 2515 จึงเป็นเจ้าอาวาสวัดผ้าขาว จน พ.ศ. 2539 ได้รับตำแหน่งพระครูมงคลรัตโนภาส เมื่อพระครูมงคลรัตโนภาสได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดผ้าขาวในแรกเริ่มนั้น ท่านได้บูรณะซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมและก่อสร้างถาวรวัตถุอีกหลายอย่างที่วัดยังขาดคือ ซ่อมกุฏิ สร้างถังเก็บน้ำ สร้างเสริมกำแพงรอบวัด ฯลฯ

งานสถาปัตยกรรม
1 วิหาร วิหารของวัดผ้าขาวมีพื้นฐานกว้าง 20 ศอก ยาว 28 ศอก สูงประมาณ 25 ศอก ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่น้อยมากมาย
2 เจดีย์ เจดีย์วัดผ้าขาวก่อด้วยอิฐถือปูน รูปฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสสูงประมาณ 25 ศอก
3 เสื้อวัด เสื้อวัดคือศาลาที่อยู่ทางทิศเหนือติดกับกำแพงของวัด เสื้อวัดเป็นศาลาเล็กๆที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองวัด

งานศิลปกรรม
1 พระประธาน
2 รูปปั้นชีปะขาว รูปปั้นชีปะขาวอยู่ติดกับผนังด้านทิศใต้ของวิหาร

วัดทรายมูลเมือง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดทรายมูลเมือง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 3 ถนนถนนมูลเมือง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:089-431-3726 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2030

วัดทรายมูลเมืองสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2030 ได้รับประทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2450 เดิมเรียกว่าอารามบ้านแป๊ะ เนื่องจากสมัยก่อนยังเป็นเพียงอารามไม่มีพระอุโบสถ ต่อมาจึงมีการสร้างพระอุโบสถและการแต่งตั้งให้เป็นวัด และตั้งชื่อว่าวัดทรายมูลเมือง เหตุที่ให้ชื่อว่าวัดทรายมูลเมือง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่น้ำจากห้วยแก้ว ไหลลงสู่คลองแม่ข่า แล้วสายน้ำก็ไหลลงสู่แม่น้ำปิง ซึ่งบริเวณที่น้ำจากห้วยแก้วไหลลงสู่คลองแม่ข่า เรียกว่าแจ่งขะต้ำ เนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่สายน้ำมาบรรจบกัน ในฤดูน้ำหลากจะมีปลามากมายบริเวณนี้ชาวบ้าก็จะพากันทำที่ดัดปลาด้ายไม้ไผ่ ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนี้ว่าแจ่งขะต้ำ นอกจากจะมาปลามาแล้วในฤดูน้ำหลากน้ำก็จะพัดพาทรายมากองทำให้เห็นบริเวณนี้เป็นหาดทรายในช่วงฤดูน้ำลด สมัยก่อนบริเวณวัดด้านทิศใต้จะคลอบคลุมบริเวณบ้านพักคนชราธรรมนุปกรณ์ ซึ่งเดิมบริเวณดังกล่าวเป็นสระน้ำและมีหอไตรกลางน้ำซึ่งเป็นสร้างโดยช่างฝีมือชาวล้านนาเพื่อใช้เป็นที่เก็บหนังสือธรรม และพระไตรปิฎก คนสมัยก่อนนิยมสร้างหอไตรกลางน้ำเนื่องจากต้องการป้องกันปลวกที่จะมากัดกินหนังสือธรรมและพระไตรปิฎก ซึ่งภายหลังเมื่อมีการสร้าบ้านพักคนชรา จึงมีการย้ายหอไตรมาไว้ในเขตวัดที่ตั้งปัจจุบันและได้ปฏิสังขรณ์เมื่อปีฉลู วันที่ 15 พฤศจิกายน 2480 ซึ่งใช้งบประมาณ 98,157 บาท โดยชั้นล่างก่อเป็นตึกปูนใช้เป็นที่จำวัดของพระภิกษุส่วนชั้นบนเป็นตัวหอไตรเดิม ซึ่งปัจจุบันก็ได้ชำรุดเสียหายไปมาแล้ว จากการสอบถามเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันทราบว่าภายในไม่ได้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือธรรมหรือพระไตรปิฎกแล้ว

ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบ 1. พระครูอุบาลี (จากเมืองน่าน) เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ.
2. พระอธิการปัญญา (ลาสิกขา) “”
3. พระอธิการอารินท์ (มรณะภาพที่วัดป่าแดง) “”
4. พระอธิการคำหล้า (ลาสิกขา) “”
5. พระอธิการชื่น (จากวัดดอกเอื้อง,ลาสิกขา) “”
6. พระอธิการสม (จากวัดดอนจั่น,ลาสิกขา) “”
7. พระมหาพรหม (จากวัดพันตอง,ลาสิกขา) “”
8. พระอธิการอูบ อินทรจักโก (มรณะภาพ) “”2501 – 2542
9. พระอธิการปรีดา จันทรสาโร (จากลำพูน)“” 2545 – ปัจจุบัน

งานสถาปัตยกรรม
1 วิหาร ศิลปะแบบล้านนา
2 หอไตร สร้างโดยช่างฝีมือชาวล้านนา
3 เจดีย์ ศิลปะแบบล้านนา
4 พระอุโบสถ
5 กุฏิเจ้าอาวาส แบบล้านนาประยุกต์ครึ่งตึกครึ่งไม้

งานศิลปกรรม
1 พระประธาน เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ตามคำบอกเล่าบอกว่า สมัยก่อนมีคนพยายามที่จะนำพระพุทธรูปองค์นี้ไปประดิษฐานที่วัดอื่น แต่พยายามอย่างไรก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนพระพุทธรูปได้ จึงต้องปล่อยให้ประดิษฐานอยู่ที่วัดแห่งนี้ต่อไป พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์
2 พระพุทธรูปหลูบเงิน เป็นพระที่หล่อด้วยเงินแท้ หล่อเมื่อปี พ.ศ. 2430 โดยบริเวณฐานของพระพุทธรูปจารึกชื่อ สาธุเจ้าคุณาและข้อความซึ่งเป็นภาษาล้านนา ซึ่งมีใจความสำคัญดังนี้ “จุลศักราช 1249 ปีเมืองไก๊ เดือน 7 เพ็ญ ( พ.ศ.2430 ปีกุน ตรีศก เดือน 5 เพ็ญ ) ไทยวันเมืองเร้า ศรัทธาพระอธิการคุณาเป็นประธานสร้างพระองค์นี้ ร่วมกับพ่อแม่พี่น้องลูกศิษย์ทุกคนเพื่อค้ำชูศาสนาตราบ 5,000 พระวัสสา ปราถนาให้เป็นสุข 3 ชั้น มีนิพพานเป็นแดนที่สูงสุดเทอญ” หมายถึง “พระพุทธรูปองค์นี้หล่อเมื่อ พ.ศ. 2430 โดยมีเจ้าอาวาสชื่อ พระอธิการคุณา”
3 พระสิงห์ 1 เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญของภาคเหนือ และเก็บไว้ภายในวัดโดยไม่ให้ผู้ใดพบเห็น

 

วัดทรายมูลพม่า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดทรายมูลพม่า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 103 ถนนมูลเมือง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2452

วัดทรายมูลพม่า ตามที่ชาวบ้านโดยทั่วไป ชอบเรียกว่า วัดมูลม่าน หรือวัดทรายมูลม่าน ตามข้อความศิลาจารึกของวัดเชียงมั่น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีเปิ๊กสง้าศักราชได้ 920 เมืองเชียงใหม่ เป็นขันธสีมา สมเด็จพระมหาธัมมิกราชาราชเจ้าแล้ว (ปีมะเมีย จัตวาศก พ.ศ. 2101) ล้านนาไทยนครพิงค์เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน แต่ในที่สุดก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพม่านานถึง 262 ปี ในเวลาต่อมาพวกพม่ารามัญที่นับถือศาสนาพุทธ มีความเชื่อ ความเลื่อมใส ก็ร่วมใจกันมีแม่ทัพใหญ่พม่าชื่อ ทัพชัยสังรามจ่าบ้าน(จำสัง) มีหน้าที่คุมกองทัพพม่าทั่วล้านนาไทย มีกองบัญชาการอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นประธานสร้างอารามขึ้นแห่งหนึ่งใกล้กับวัดทรายมูลเมือง เรียกว่าวัดทรายมูล (พม่า) ประมาณปี พ.ศ. 2452 แล้วมีการบูรณะวิหารที่เดิมก่อสร้างด้วยไม้ ได้ซ่อมแซมใหม่เป็นก่ออิฐถือปูน ส่วนองค์เจดีย์เดิมมีขนาดเล็ก คณะศรัทธาได้ทำการบูรณะใหม่โดยสร้างเจดีย์ครอบองค์เดิม ต่อมาก็มีบรรดาลูกหลานของชาวไทยและชาวพม่าที่อยู่ในเมืองเชียงใหม่ เป็นผู้สืบทอดพัฒนาทำนุบำรุงมาจนถึงปัจจุบันนี้ รวมแล้วมีอายุ 446 ปี

ลำดับเจ้าอาวาส:
ลำดับเจ้าอาวาส 1. พระอูอาระธรรมมะ พ.ศ. 2101 ถึง พ.ศ. 2136
2. พระอูคันธะมาลา พ.ศ. 2136 ถึง พ.ศ. 2171
3. พระอูโพคะธรรมมะ พ.ศ. 2171 ถึง พ.ศ. 2234
4. พระอูชินะ พ.ศ. 2234 ถึง พ.ศ. 2272
5. พระอูวชิริงทะ พ.ศ. 2272 ถึง พ.ศ. 2300
6. พระอูเตชอสิริ พ.ศ. 2300 ถึง พ.ศ. 2347
7. พระอูอ่าเส่งนะ พ.ศ. 2347 ถึง พ.ศ. 2395
8. พระอูปัญญาสาระ พ.ศ. 2395 ถึง พ.ศ. 2444
9. พระอูสาทระ พ.ศ. 2444 ถึง พ.ศ. 2489
10.พระอูอาสะภะ พ.ศ. 2489 ถึงปัจจุบัน

งานสถาปัตยกรรม
1 เจดีย์ มี 2 องค์ องค์ที่ 1 ผู้สร้างคือ หม่องส่างดู่ และด่อโอ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2384 องค์ที่ 2 ผู้สร้างคือ หม่องโพห่านและลูกหลาน สร้างเมื่อปี พ.ศ.2432 เจดีย์องค์ที่ 1 สูงประมาณ 20 เมตร เป็นเจดีย์แบบพม่าประดับด้วยแก้วสีต่างๆ เจดีย์องค์ที่ 2 สูงประมาณ 9 เมตร เป็นเจดีย์แบบพม่าประดับด้วยแก้วสีต่างๆ
2 ศาลาการเปรียญ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2514 โดยนางวันดี มณีวรรณ เป็นผู้สร้างถวาย รูปทรงแบบพม่า ก่ออิฐโบกปูน เสาและคานหล่อด้วยปูนซีเมนต์เสริมเหล็ก เครื่องบนใช้ไม้เนื้อแข็ง หลังคมมุงด้วยกระเบื้องลอนใหญ่
3 กุฏิสงฆ์ (1) หลังที่ 1 สร้างเมื่อปี 2497 (เริ่มก่อสร้าง 23 มกราคม 2487) จองจิงนะและคณะศรัทธาชาวพม่าเป็นผู้สร้างถวาย รูปทรงพม่า ก่อด้วยอิฐโบกปูน เสาก่อด้วยอิฐโบกปูน เป็นตัวตึก 2 ชั้น เสาชั้นบนใช้ไม้เนื้อแข็ง เครื่องบนใช้ไม้เนื้อแข็ง หลังคามุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์
4 กุฏิสงฆ์ (2) หลังที่ 2 สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2509 นางวันดี มณีวรรณ และบุตรหลานเป็นผู้สร้างถวาย รูปทรงแบบพม่า กว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร เป็นอาคาร 2 ชั้น ฝาผนังเสาหล่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนใช้ไม้เนื้อแข็ง หลังคามุงด้วยกระเบื้องลอกเล็ก

งานศิลปกรรม
1 พระประธาน (ในวิหาร) สร้างเมื่อปี พ.ศ.2457 โดย หม่องชอนันตา หม่องจันหอม หม่องตู่มอง พระนั่งสมาธิ ศิลปะพม่า ประดิษฐานบนวิหาร องค์ที่ 1 หน้าตักกว้าง 4 ศอก องค์ที่ 2 หน้าตักกว้าง 2 ศอก องค์ที่ 3 หน้าตักกว้าง 2 ศอก
2 พระประธาน (บนกุฏิ) นางยอดคำ เป็นผู้สร้างถวาย เมื่อปี พ.ศ.2497 ประดิษฐานอยู่บนกุฏิ ปางสมาธิ ศิลปะแบบพม่า หน้าตักกว้าง 4 ศอก

วัดช่างแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดช่างแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เลขที่ 95 บ้านช่างแต้ม ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ประวัติวัดช่างแต้ม
วัดช่างแต้ม ตั้งอยู่เลขที่ 95 บ้านช่างแต้ม ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 95 ตารางวา โฉนดเลขที่ 3608 อาณาเขตทิศเหนือจดหมู่บ้าน ตะวันออกจดถนนพระปกเกล้า ทิศตะวันตกจดที่ธรณีสงฆ์ มีที่ดินธรณีสงฆ์จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 2 งาน 58 ตารางวา โฉนดเลขที่ 3608

อาคารเสนาสนะประกอบด้วย วิหารทรงล้านนา จำนวน 1 หลัง กุฏิ 700 ปีศรีเชียงใหม่ 1 หลัง กุฏิสงฆ์ จำนวน 1 หลัง ศาลาเอนกประสงค์ หอระฆัง หอฉันโรงครัว ศาลาพักร้อน 1 หลัง ห้องน้ำ 3 หลัง

ปูชนียวัตถุ มีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยหนหักหนึ่งแสนห้าหมื่น และ พระพุทธรูปฝนแสนห่า ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่เมืองเชียงใหม่

โดยพระพุทธรูปฝนแสนห่านี้ เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย เชียงแสนลังกา มีขนาดหน้าตักกว้าง 25 นิ้ว สูง 35 นิ้ว หนา 15 นิ้ว อายุประมาณ 1,000 กว่าปี พุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงให้ความสำคัญ ถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านเมืองมาแต่ในอดีต

วัดช่างแต้มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2038 – 2069 (ประมาณ 400 กว่าปี) เดิมชื่อวัดช่างต้อมแต้มกว้างท่าช้างพิงชัย สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช

วัดหมื่นสาร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหมื่นสาร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

เลขที่ 13 ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1925

วัดหมื่นสาร จะตั้งขึ้นเมื่อใด สมัยใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด สันนิษฐานมาปรากฏหลักฐานในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ แห่งราชวงศ์เม็งราย องค์ที่ ๑๒ ครองนครเชียงใหม่ เมื่อจุลศักราช ๘๐๘-๘๔๐( พ.ศ.๑๙๘๕-พ.ศ.๒๐๒๑) ซึ่งไม่แน่ว่าวัดจะสร้างในครั้งนั้นหรือไม่ เพราะปรากฎใน ศิลาจารึกว่า “ ในสมัยนั้น พระมหาญาณโพธิอยู่สำราญ ในวัดป่าแดงที่นั้นแล ส่วนพระมหาญาณโพธิเถระเจ้า ก็ให้กระทำสักการะบูชา และสรงพระสิลาเจ้าด้วยสุคนธวารี มีประการต่างๆ ในขณะยามนั้น ห่าฝนอันใหญ่ก็หลั่งมาให้เป็นอันมาก็มีแล ในกาลเมื่อนั้น อำมาตย์ใหญ่ผู้หนึ่งมีนามว่าหมื่นหนังสือวิมลกิตติ เป็นสังฆการีนั้น ก็ให้สร้างวิหารในวัดหมื่นสาร แล้วก็ไปอาราธนาเอาพระศิลาเจ้าจากวัดป่าแดงมาประดิษฐานไว้ในวัดหมื่นสาร เพื่อให้จำเริญรุ่งเรือง ในวัดหมื่นสารมีนามว่าพุทธ-ญาณเณร ก็ไปยังวัดสวนดอกไม้ แล้วก็อาราธนา กระสิลาเจ้าไปเพื่อกระทสักการบูชาแล้วนิมนต์กลับมาวัดหมื่นสารดังเดิมนั้นแล” ดังนั้น แสดงว่าวัดหมื่นสารมีมาแต่สมัยพระเจ้าติโลกราชแล้ว และคงจะเป็นวัดใหญ่และสำคัญ เพราะเจ้าอาวาส ได้เป็นถึงชั้น “ มหาสวามีสังฆนายก” ด้วยและในกาลต่อมาวัดหมื่นสาร ได้รับเกียรติเป็นที่แปลราชสาส์น รับรองราชทูตซึ่งปรากฏในพงศาวดารโยนก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ หน้า ๔๐๑ บรรทัดที่ ๑๐ กล่าวว่า ปีลุศักราช ๘๘๔ พระเจ้าอาทิตย์วงค์ เสวยราชสมบัติ ณ กรุงเทพมหานครศรีอยุธยา แต่งราชทูตมาสืบทางราชไมตรี พระเจ้าเชียงใหม่ จัดการรับรอง ราชทูตพอสมควร แปลพระราชสาส์น ยังวัดหมื่นสาร ดังนี้ ซึ่งสมัยนั้นตรงกับสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว ครองนครเชียงใหม่ เป็นองค์ที่ ๑๔ แห่ง ราชวงศ์เม็งราย และศักราชที่กล่าวถึงขั้นนั้นตรงกับ (พ.ศ. ๒๐๖๕)

ลำดับเจ้าอาวาส:
๑. ครูบาปัญญา ธัมมปญโญ ๒. เจ้าอธิการอินตา อินทปญโญ (ครูบาอินต๊ะ) ๓. พระครูโอภาสคณาภิบาล (บุญปั๋น ปุญญาคโม) ๔. พระครูสุทธิจิตตาภิรัต (เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน)


วัดศรีสุพรรณ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดศรีสุพรรณ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ 100 ถนนวัวลาย ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์:081-764-1585 โทรสาร: 053-274-705 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2052

วัดศรีสุพรรณสร้างเมื่อพุทธศักราช 2043 โดยพระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช หรือพระเมืองแก้ว กษัตริย์เชียงใหม่ราชธานี และพระนางสิริยสวดี พระราชมารดามหาเทวีเจ้า โปรดเกล้าให้มหาอำมาตย์ชื่อ เจ้าหมื่นหลวงจำคำ สร้างวัดชื่อว่า “วัดศรีสุพรรณอาราม” ภายหลังเรียกสั้นๆว่า “วัดศรีสุพรรณ” วัดศรีสุพรรณอารามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจาก พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช และอาราธนาพระสงฆ์ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อพุทธศักราช 2052

ประวัติวัดศรีสุพรรณศรีสุพรรณอารามหรือวัดศรีสุพรรณหรือวัดสุภัน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ อยู่บนพื้นที่ระหว่างกำแพงชั้นในและกำแพงชั้นนอก ในอดีตเป็นวัดหนึ่งในหมวดอุโบสถวัดนันทารามขึ้นแก่วัดหมื่นสาน

วัดศรีสุพรรณ ในสมัยต่างๆ
(1) วัดศรีสุพรรณสมัยราชวงศ์มังราย
มีศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณซึ่งทำด้วยหินทรายแดง จารึกประวัติวัดศรีสุพรรณด้วยอักษรฝักขาม ข้อความในศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณ เป็นหลักฐานยืนยันว่าวัดศรีสุพรรณซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้วหรือพญาแก้วกษัตริย์ ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.2038 – 2068) ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนาที่สืบต่อมาจากสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984 – 2030) และพญายอดเชียงราย (พ.ศ.2030 – 2038) ครั้งนั้นได้กัลปนาที่นาแปลงใหญ่และข้าวัดจำนวน 20 ครัวให้วัดศรีสุพรรณได้เริ่มต้นชุมชนวัดศรีสุพรรณอย่างเป็นทางการตั้งแต่ นั้นมา

(2) วัดศรีสุพรรณยุคกาวิละฟื้นเมือง
พ.ศ.2317 พญาจ่าบ้าน (บุญมา) เจ้ากาวิละ ร่วมกับกองทัพกรุงธนบุรีขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ และต่อมา พ.ศ.2325 สมัยรัตนโกสินทร์ ได้แต่งตั้งเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ ในยุคนี้ได้มีการให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในเมืองเชียงใหม่โดยส่วนที่เป็นช่างฝีมือทำเครื่องเงินให้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณรอบวัดศรีสุพรรณ เกิดเป็นชุมชนใหม่ซึ่งล้วนแต่เป็นชาวลุ่มน้ำคง ในสมัยต่อมา ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399 – 2413) ปรากฏหลักฐานว่าพระองค์พร้อมเจ้าแม่อุษาชายาได้เป็นเค้าในการสร้างวิหารวัดศรีสุพรรณเมื่อ จ.ศ.1222 (พ.ศ.2403)

(3) วัดศรีสุพรรณสมัยเทศาภิบาล
ช่วง พ.ศ.2400 – 2420 ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6(พ.ศ.2399 – 2413) และสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7
(พ.ศ.2413 – 2440) ในยุคก่อนสมัยเทศาภิบาล วัดยังเป็นทั้งแหล่งธรรมและแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชนที่ส่งบุตรหลานเข้าบวชเรียนจนมีโอกาสได้เป็นเจ้าอาวาสจนถึงสมัยเทศาภิบาล ในระยะแรกพระสงฆ์มีบทบาทในการสอนหนังสือที่วัดและชักชวนเด็กชายเข้าเรียน หนังสือ โดยใช้ศาลาวัดเป็นสถานที่เรียน ครั้น พ.ศ. 2464 มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464″ มีการเกณฑ์เด็กชาย-หญิงเข้าโรงเรียน จนถึง พ.ศ.2466 ขุนจรรยา (กิมเส็ง เสียมภักดี) ศึกษาธิการเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับพระอินตาธรรมวงศ์เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณในสมัยนั้น ตั้งโรงเรียนชั้นประถมศึกษาขึ้นที่วัดศรีสุพรรณโดยได้ศรัทธาวัดคือหนานคำปัน ซึ่งรับราชการ แผนกสรรพากรเชียงใหม่และแม่อุ้ยคำออน การัตน์ เชื้อสายเจ้านายจากลุ่มน้ำคงได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาลาวัดใช้เป็นสถาน ที่เรียนหนังสือของเด็กชาย-หญิง ทั้งในชุมชนวัดศรีสุพรรณและชุมชนข้างเคียงได้มาเรียนหนังสือ

(4) วัดศรีสุพรรณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ใช้วัดศรีสุพรรณเป็นที่ตั้งกองทหารและกักกันเชลยศึก ทำให้โรงเรียนวัดศรีสุพรรณตองปิดการเรียนการสอน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สภาพภายในวัดศรีสุพรรณมีแต่พงหญ้าไม้ไผ่ ต้นฉำฉา ต้นตาลและต้นลาน รวมทั้งมีฝูงอีกาและนกต่างๆมาทำรัง ต่อมาในสมัยพระคำตัน (หนานคำตัน ไชยคำเรือง) เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณในสมัยนั้นได้ร่วมกับคณะศรัทธาวัด ก่อสร้างกำแพงวัดต่อจากสมัยพระมหาคำ ขนติพโล รวมทั้งได้สร้างศาลาตรงประตูวัดด้านทิศตะวันออกอีก 2 หลัง
เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยจึงได้จัดให้มีงานฉลองกำแพงและศาลาวัด

(5) สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
พ.ศ. 2500-2510 พระครูสถิตบุญญานันท์ (พระอธิการบุญชม สุนันโท) เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณและครูเอื้อน คลังวิเชียร ครูใหญ่โรงเรียนวัดศรีสุพรรณได้หาเงินเพื่อสร้างอาคารเรียน 2 ชั้น แล้วเสร็จใน พ.ศ.2507 ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดของวัดได้มอบให้ขึ้นกับสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ตามคำสั่งที่ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยโรงเรียนวัดศรีสุพรรณมีสีประจำโรงเรียน คือ สีเหลือง-แดง โดยสีเหลืองหมายถึงวัด ส่วนสีแดงหมายถึงชาติ

(6) วัดศรีสุพรรณยุคทำสลุงหลวง
ในยุคนี้ ชุมชนเครื่องเงินวัวลายและชุมชนเครื่องเงินศรีสุพรรณได้สร้างสรรค์งานชิ้นสำคัญ ดังนี้

– พ.ศ.2534 การทำสลุงหลวง น้ำหนักเงินสุทธิ 536 บาท ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ พระชนมายุครบ 3 รอบ ในวันที่ 2 เมษายน 2534
– พ.ศ.2535 การทำสลุงหลวง “แม่” น้ำหนักเงินสุทธิ 2,535 บาท พร้อมฐานรองรับเป็นไม้สักสลักรูปช้าง 4 เศียร ลงรักปิดทอง ในวโรกาสงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ
– พ.ศ.2539 การทำสลุงหลวง “พ่อ” น้ำหนักเงินสุทธิ 2,999 บาท พร้อมฐานรองรับเป็นไม้สักแกะสลักรูปช้าง 4 เศียร ลงรักปิดทอง ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 50 ปี

(7) วัดศรีสุพรรณยุคปัจจุบัน
พ.ศ.2535 พระอธิการสุพล สุทธสิโล ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณสืบแทนพระครูสถิตบุญญานันท์ซึ่งมรณภาพเมื่อพ.ศ.2533 และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณเมื่อ พ.ศ.2537 ท่านได้รับความร่วมมือจากชุมชนชาวบ้านศรัทธาวัดศรีสุพรรณ องค์กรภาคราชการทั้งในท้องถิ่นและส่วนกลาง ชุมชนวิชาการทั้งในท้องถิ่นและส่วนกลาง ภาคธุรกิจเอกชนและคณะบุคคลสำคัญ ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์เพื่อวัดศรีสุพรรณ ชุมชนวัดศรีสุพรรณและชุมชนย่านถนนวัวลายหลายประการ ที่สำคัญได้แก่

การบูรณะพระวิหาร
พระวิหารวัดศรีสุพรรณ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399 – 2413) พระองค์ได้โปรดฯให้สร้างระฆังขนาดใหญ่ด้วยทองหนักสองล้านเก้าหมื่นห้าพันหกร้อยตำลึง โดยให้นำระฆังไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ อาจกล่าวได้ว่า พระวิหารวัดศรีสุพรรณรุ่นบูรณะสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เป็นพระวิหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ที่เชื่อมโยงศรัทธาเจ้านายฝ่ายเหนือสายสำคัญ
พ.ศ.2537-2541คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ ได้บูรณะพระวิหารครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะศรัทธาจำนวนมากรับเป็นเจ้าภาพ ดังมีรายชื่อเจ้าภาพปรากฏในส่วนต่างๆ ของพระวิหาร เช่นหม่อมธาดา ขุนศึกเม็งราย ภายในพระวิหารที่บูรณะใหม่ พระครูพิทักษ์สุทธิคุณได้รับความร่วมมือจากศิลปินในเชียงใหม่และต่างประเทศ เขียนภาพและออกแบบการจัดแสง สี และองค์ประกอบต่างๆ อย่างงดงาม ประสานเข้ากับผลงานของช่างครัวเงินผู้เป็นศรัทธาวัดได้อย่างลงตัวยิ่ง

การสร้าง “พระเจ้า 500 ปี”
พ.ศ.2543 วัดศรีสุพรรณมีอายุครบ 500 ปี คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ ได้จัดงานมรดกล้านนาภูมิปัญญาท้องถิ่น 500 ปีของวัดศรีสุพรรณ ช่วงวันที่ 29-31 มีนาคม 2543 ในงานดังกล่าวมีการหล่อพระเจ้า 500 ปีด้วยฝีมือคนในชุมชนบ้านช่างหล่อซึ่งเป็นศรัทธาวัดศรีสุพรรณด้วย

การสร้างให้วัดศรีสุพรรณเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของการศึกษาทั้งสามระบบ
โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ ได้เริ่มต้นการศึกษาในระบบตั้งแต่ พ.ศ.2466 โดยขุนจรรยา (กิมเส็ง เสียมภักดี) ร่วมกับวัดศรีสุพรรณ สมัยพระอินตาธรรมวงศ์เป็นเจ้าอาวาส ต่อมา พ.ศ.2541 กรมการศึกษานอกโรงเรียนได้ตั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่วัดศรีสุพรรณ โดยใช้หอไตรเป็นสำนักงานชั่วคราว เป็นการเริ่มต้นการศึกษานอกระบบที่วัดศรีสุพรรณ ซึ่งต่อมาเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเฉลิมพระเกียรติวัดศรีสุพรรณ (ศรช.) สังกัดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่
ต่อมา ทางธรรมได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ประจำตำบลหายยาขึ้นที่วัดศรีสุพรรณ โดยพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญที่วัดสวนดอกระยะหนึ่งด้วย และได้เชื่อมโยงการศึกษาของสงฆ์เข้ากับการศึกษาตามอัธยาศัยที่จัดขึ้นในวัดศรีสุพรรณ
ดังนั้น วัดศรีสุพรรณจึงมีแหล่งเรียนรู้ของการศึกษาทั้งสามระบบตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 ครบถ้วน

การสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจบนถนนวัวลาย
ใน พ.ศ.2545 ชุมชนบนย่านถนนวัวลาย 3 ชุมชน คือชุมชนวัดศรีสุพรรณ ชุมชนวัดหมื่นสารและชุมชนวัดนันทาราม ได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมเพื่อเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจในชื่อ กาดหมั้วครัวเงิน ครัวรัก-ครัวหาง (อ่านว่า กาดหมั้ว คัวเงิน คัวฮัก-คัวหาง) เทศบาลนครเชียงใหม่สมัยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์เป็นนายกเทศมนตรี รับเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมถนนคนเดินในทุกวันเสาร์ตั้งแต่นั้นมา เป็นการเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจบนถนนวัวลาย สร้างความคึกคักให้หวนคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต่อมาองค์กรภาคราชการหลายโครงการได้เข้าหนุนเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของชุมชนย่านถนนวัวลายเป็นระยะตราบถึงปัจจุบัน

การบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดศรีสุพรรณ
ใน พ.ศ.2547 คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ มีมติให้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถวัดศรีสุพรรณครั้งใหญ่ โดยใช้ฐานคิดนำสมบัติชุมชนคือครัวเงิน สร้างเป็นงานศิลป์เพื่อแผ่นดิน นำประดับทุกส่วนของพระอุโบสถทั้งด้านในด้านนอกทำให้เป็น “อุโบสถเงิน” หลังแรกของโลกและเริ่มดำเนินการตั้งแต่นั้นมา โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะศรัทธาทั้งในเชียงใหม่และที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนบัดนี้ อุโบสถเงินวัดศรีสุพรรณ มีเค้า “งามดั่งว่าถ่ายทอดพิภพท้าวอธิบดีสุราลัย”

อนึ่ง ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 80 ปี ใน พ.ศ.2550 คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ มีมติให้น้อมเกล้าถวายงานสร้างพระอุโบสถเงินวัดศรีสุพรรณเป็นที่ระลึกอย่างหนึ่งของงานมหามงคลนี้ ตั้งแต่นั้นมา วัดศรีสุพรรณได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร โปรดฯให้วัดศรีสุพรรณเป็นวัดในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ และได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประดับหน้าบันอุโบสถเงิน ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2552

ลำดับเจ้าอาวาส:
รูปที่ 1 ตุ๊สิทธิ รูปที่ 2-3 ไม่ทราบนาม รูปที่ 4 ครูบาคัมภีระ (พ่อหนาน หลวงแก้ว) รูปที่ 5 พระมหาคำ พุทธิศรี รูปที่ 6 พระอธิการคำตัน ไชยคำเรือง รูปที่ 7 พระอธิการอินถา ชุมภิรมณ์ (โอภาโส) รูปที่ 8 พระครูสถิตบุญญานันท์ และปัจจุบันรูปที่ 9 พระสมุห์สุพล สุทฺธสีโล

วัดศรีปิงเมือง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดศรีปิงเมือง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดศรีปิงเมือง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100

วัดศรีปิงเมือง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2432 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2493

ประวัติวัดศรีปิงเมือง
วัดศรีปิงเมือง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2432

ในสมัยก่อน ประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านสันป่าลาน หรือบ้านศรีปิงเมืองในปัจจุบัน ไม่มีวัดอยู่ในหมู่บ้าน ดังนั้นเมื่อชาวบ้านต้องการที่จะทำบุญเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือเนื่องในโอกาสต่างๆ ก็ต้องเดินทางไปทำบุญที่วัดพวกแต้ม ซึ่งมีระยะทางที่ไกลพอสมควร ทำให้เกิดความยากลำบากในการเดินทาง โดยเฉพาะสำหรับคนชรา ยิ่งในสมัยนั้นไม่ค่อยมีรถ ทำให้การเดินทางไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้

ดังนั้นเมื่อพญาปิงเมือง (พระยาปิง) ได้มานมัสการพระครูวัดพวกแต้ม และได้ทราบถึงความยากลำบากของชาวบ้านดังกล่าว ทำให้เกิดความคิดที่จะสร้างวัดขึ้นมา ซึ่งพระครูวัดพวกแต้มก็เห็นดีด้วย เพราะจะทำให้ชาวบ้านเดินทางไปทำบุญได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องเดินทางไกลๆ ดังนั้นจึงเกิดการสร้างวัดศรีปิงเมืองขึ้นในปี พ.ศ. 2432 ในนามของพญาปิงเมือง และความอนุเคราะห์จากพระครูวัดพวกแต้ม วัดศรีปิงเมือง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493

ซึ่งโดยเริ่มแรกเดิมทีนั้น มีชื่อว่า วัดสันป่าลาน แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีปิงเมือง ในการก่อสร้างวัดศรีปิงเมืองในระยะแรก ได้สร้างพระเจดีย์ เป็นอันดับแรก ต่อมาก็เป็นพระวิหาร โบสถ์จินดาอุทิศ ศาลาการเปรียญ ศาลาเอนกประสงค์ 1 กฏิสงฆ์ ศาลาเอนกประสงค์ 2 หอระฆัง ศาลาพระมหากัจจายนะ และหอฉัน – ห้องน้ำ ตามลำดับ

วัดศรีปิงเมืองเป็นวัดเล็กๆ ที่อยู่ในชุมชนเมือง ซึ่งชาวบ้านมักจะไม่ให้ความสำคัญกับวัดมากเท่าไร เพราะว่ามีชีวิตที่เร่งรีบ ต้องแข่งขันกันทำมาหากิน ในส่วนของประวัติวัดที่กล่าวข้างต้นนั้น เป็นประวัติที่ได้จากการสอบถามพระประสิทธิ์ รตนเมธี ซึ่งท่านได้บอกว่าท่านก็ไม่ทราบประวัติมากมายเท่าไร เพราะท่านเพิ่งมาอยู่ใหม่ แต่ก็พอทราบบ้างจากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่แถวนั้น แต่ว่าแต่ละคนก็เล่าไม่เหมือนกัน ดังนั้นท่านจึงไม่ได้พิมพ์ประวัติวัดเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

ในปัจจุบัน วัดศรีปิงเมือง มีพระสงฆ์อยู่ 2 รูป และสามเณรเพียง 5 รูป เท่านั้น ซึ่งวัดศรีปิงเมือง ได้ผ่านการมีเจ้าอาวาสมาจนถึงปัจจุบัน เพียง 3 รูปเท่านั้น ซึ่งว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก ในสมัยของเจ้าอาวาสรูปที่ 2 คือ พระครูอภิชัย อภิชโย ได้ริเริ่มให้มีการเรียนการสอนขึ้นเป็นครั้งแรกในหมู่บ้าน โดยใช้วัดศรีปิงเมืองเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ชื่อว่า โรงเรียนวัดศรีปิงเมือง ซึ่งที่ดินที่ใช้สร้างโรงเรียนนี้ได้รับบริจาคจาก คุณพ่อดาบแดง พัฒนฐาบุตร ถวายให้เป็นทรัพย์สินของวัดในการที่จะนำไปใช้เอื้อประโยชน์แก่ทางวัดและชุมชนศรีปิงเมือง พระครูอภิชัย อภิชโย จึงนำมาสร้างเป็นโรงเรียนในระดับประถมศึกษา

ซึ่งต่อมาได้มีการเคลื่อนย้ายออกมาจากวัด โดยได้รับอนุญาตจากเทศบาลนครเชียงใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะย้ายมาสร้างในพื้นที่ใหม่ๆ แต่ก็ยังเป็นของวัดอยู่ และจากชื่อโรงเรียนวัดศรีปิงเมือง ก็เปลี่ยนมาเป็น โรงเรียนเทศบาลวัดศรีปิงเมือง

จึงกล่าวได้ว่า พระครูอภิชัย อภิชโย เป็นผู้ริเริ่มให้มีการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา โดยใช้วัดเป็นโรงเรียน ซึ่งต่อมาก็ได้ขยับขยายออกไป และในสมัยของพระครูทองถาวโร ก็ได้มีการสร้างถาวรวัตถุอื่นๆ ในวัดอีกมากมาย เช่นที่เห็นในปัจจุบัน

เจ้าอาวาสวัดศรีปิงเมือง

พระครูปลัดประสิทธิ์ รตนเมธี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดศรีปิงเมือง ประวัติด้านการศึกษาของพระครูปลัดประสิทธิ์ รตนเมธี จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาตรี

ลำดับเจ้าอาวาสวัดศรีปิงเมือง
1. พระครูกาวิละ (วัดพวกแต้ม)พ.ศ. 2433 – พ.ศ. 2458
2. พระครูอภิชัย อภิชโย พ.ศ. 2459 – พ.ศ. 2531
3. พระครูทอง ถาวโร พ.ศ. 2532 – ปัจจุบัน

แผนที่วัดศรีปิงเมือง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดศรีปิงเมือง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดยางกวง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหมื่นสาร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดศรีสุพรรณ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเมืองมาง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเมืองมาง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดเมืองมาง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100

วัดเมืองมาง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2225 ได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2534

ประวัติวัดเมืองมาง

ประวัติจากตู้ข้อมูลท่องเที่ยวเทศบาลนครเชียงใหม่ วัดเมืองมาง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2225 สันนิษฐานว่าอยู่ในสมัยพญาโลกราช กษัตริย์พระองค์ที่ 9 ของราชวงศ์มังราย มีทหารยศหมื่นคนหนึ่งชื่อเยือน ได้มาสร้างวัดนี้ขึ้นใหม่ โดยให้ชื่อว่าวัดหมื่นเยือน ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดเมืองมาง และในปี พ.ศ.2491 ชาวบ้านได้อาราธนาพระพุทธณะปัญญาเถระ มาเป็นเจ้าอาวาส

ตามประวัติกล่าวไว้ว่า ในสมัยนั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้นำทัพขึ้นไปตีเมืองยอง ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ภายหลังจากทำศึกชนะแล้ว ได้กวาดต้อนเอาชาวเมืองยองมาเป็นเชลย และได้มาตั้งเมืองอยู่ในอาณาเขตเมืองเชียใหม่ ในขณะนั้นขุนนางผู้หนึ่งชื่อ หมื่นเพียน ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมดูแลเชลย ในบรรดาชาวเมืองยองที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยในคราวนั้น ได้มีชาวบ้านที่มาจากเมืองมางในแคว้นสิบสองปันนาร่วมอยู่ด้วย เมื่อมาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ชาวบ้านได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ให้ชื่อตามขุนนางผู้ดูแลว่า วัดหมื่นเพียน ต่อมาขุนนางชื่อหมื่นเพียนเสียชีวิตลง

ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงวัดก็ยังได้ช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงและร่วมกันพัฒนาวัดหมื่นเพียนสืบต่อกันมา ภายหลังชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อวัดใหม่เพื่อสอดคล้องกับชุมชนเดิมที่เมืองยอง เป็นการระลึกถึงหมู่บ้านเกิดเมืองนอนที่เคยอยู่อาศัยในแคว้นสิบสองปันนามาก่อน ที่ได้จากมาอย่างไม่มีวันหวนกลับคืนไปอีกโดยเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า วัดเมืองมาง และยังคงใช้ชื่อนี้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติจากคำบอกเล่าของพระภิกษุ สมัยก่อนบริเวณนี้เป็นเพียงแค่ชุมชนเล็กๆ ที่เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ผนวกกับคนในพื้นที่ มีผู้นำชุมชนที่ชื่อเมืองมาง แล้วใช้ตั้งเป็นชื่อชุมชนเมืองมาง เมื่อมีชุมชนก็ต้องมีวัด จึงมีการสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ใช้ชื่อตามชื่อชุมชนในตอนนั้น ขนานนามว่า “วัดเมืองมาง” เลยกลายเป็นชื่อวัดเมืองมางมาจนถึงปัจจุบันนี้

วัดตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง สันนิษฐานว่าวัดเมืองมางสร้างขึ้นมาเป็นเวลาประมาณ 60 กว่าปีได้ (เนื่องจากไม่มีประวัติเป็นลายลักอักษรข้อมูลจึงไม่ละเอียดพอ)

เจ้าอาวาสวัดเมืองมาง

พระครูวรญาณมงคล ถาวรญาโณ มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นโท ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดเมืองมาง และยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอ (จอ.) ประวัติด้านการศึกษาของพระครูวรญาณมงคล ถาวรญาโณ พระครูวรญาณมงคล ถาวรญาโณ เจ้าอาวาสวัดเมืองมาง จบการศึกษาศึกษาระดับมศ.3 จากสถานบันการศึกษาโรงเรียนบูรณศักดิ์วิทยา

ลำดับเจ้าอาวาสวัดเมืองมาง

พระอธิการศรีเทพ ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่แน่นอน
พระอธิการสิทธิ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2438 ถึงปี พ.ศ.2458
พระอธิการคำปัน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2459 ถึงปี พ.ศ.2468
พระอู ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 ถึงปี พ.ศ.2472
พระอธิการหมื่น ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 ถึงปี พ.ศ.2478
พระอธิการคำอ้าย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 ถึงปี พ.ศ.2482
พระสมุห์คำปัน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2483 ถึงปี พ.ศ.2486
พระคำอ้าย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2487 ถึงปี พ.ศ.2488
พระครูพิพัฒน์คณาภิบาล ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 ถึงปี พ.ศ.2531
พระครูวรญาณมงคล ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 ถึงปัจจุบัน

แผนที่วัดเมืองมาง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดเมืองมาง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดทรายมูลพม่า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดทรายมูลเมือง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพวกช้าง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดาวดึงษ์ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพวกเปีย ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพวกเปีย ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ 50 ถนนทิพย์เนตร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2050

สร้างประมาณ พุทธศักราช 2050 ได้รับพระราชทาน วิสูงคามสีมา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2516

วัดพวกเปีย เดิมชื่อว่า วัดพวกเปี๊ยะ คำว่า “เปี๊ยะ” หมายถึงเครื่องดนตรีไทยโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้บรรเลงอยู่ในสมัยล้านนาโบราณ โดยชาวบ้านแถวๆ วัดพวกเปียนี้เคยเป็นหมู่บ้านชุมชนช่างทำเปี๊ยะ หรือพิณเปี๊ยะ ซึ่งชาวบ้านนี้ได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นราว พ.ศ. 2040 จึงได้ชื่อว่า วัดพวกเปี๊ยะ ต่อมาเพี้ยนกลายเป็น วัดพวกเปีย

วัดพวกเปีย นี้ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า สร้างขึ้นวัน เดือน ปีใด แต่ในประวัติวัดพวกเปียของกรมการศาสนา ได้บันทึกว่าสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2040 และได้ร้างไปเมื่อครั้งเมืองเชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า เมื่อราว พ.ศ. 2111

ต่อมาสมัยพระเจ้ากาวิละ ได้ทรงกอบกู้บ้านเมืองได้กวาดต้อนเอาชาวลุ่มแม่น้ำสาละวิน หรือเรียกว่า ชาวคง มาอยู่ด้านทิศตะวันออกของวัด ในปี พ.ศ. 2342 และไปเอาชาวเชียงรุ้งสิบสองพันมา มาอยู่บริเวณโรงพยาบาลสวนปรุง (ยังมีวัดร้างชื่อ เชียงรุ้ง ถึงปัจจุบัน ซึ่งปรากฏในเอกสารการจัดหมวดอุโบสถ และนิกายสงฆ์ ได้กล่าวว่า

วัดพวกเปียตั้งอยู่ในแขวงประตูไหยา (หายยา) ในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อ ปัญญา นิกายครง ยังไม่ได้รับเป็น พระอุปัชฌาย์ และรองอธิการชื่อ ทุพินเทา จำนวนพระลูกวัดในพรรษานี้มีพระ 2 รูป พรรษาก่อนมีพระ 1 รูป สามเณรมีอีก 4 รูป)

วัดพวกเปีย คงได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้านายผู้ครองนครเชียงใหม่ โดยในปี พ.ศ. 2446 คือ พระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ได้มาทำการสร้างพระวิหารให้กับวัดพวกเปีย แล้วทำการฉลอง ต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516

วัดพวกเปียตั้งอยู่เลขที่ 50 ถนนทิพย์เนตร ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย บริเวณวัดมีเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 79 ตารางวา โดยมีอาณาเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ จรดทางสาธารณะประโยชน์ทิศใต้ จรดทางสาธารณะประโยชน์ทิศตะวันออก จรดถนนทิพย์เนตรทิศตะวันตก จรดโรงพยาบาลสวนปรุง โดยมีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน 2 ไร่ 3 งาน 79 ตารางวา โฉนดเลขที่ 4638 (น.ส. 4 จ)

ลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันรูปที่ 1 เจ้าอธิการปัญญา นิกายครง ตั้งแต่ พ.ศ. 2430-2450รูปที่ 2 พระอธิการขัด ตั้งแต่ พ.ศ. – 2478รูปที่ 3 พระอธิการหมื่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2478-2482รูปที่ 4 พระอธิการบุญพัตร ปภสฺสโร ตั้งแต่ พ.ศ. 2482-2496

รูปที่ 5 พระครูโกวิทสารธรรม (ไสว ธฺมมาสาโร) ตั้งแต่ พ.ศ. 2496-2538รูปที่ 6 พระครูสุปุญาภินันท์ (บุญชู ปุญญนฺนโท) ตั้งแต่ พ.ศ. 2539-2546รูปที่ 7 พระปลัดอรุณ อรุณธฺมโม ตั้งแต่ พ.ศ. 2546-ปัจจุบัน

วิหารทรงล้านนาเป็นแบบสองชั้น สองตับ หน้าบรรณทำเป็นรูปพรรณพฤกษา หน้าบันไดเป็นรูปพญานาค ด้านในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ และเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจ
ลำดับเจ้าอาวาส:
การบริหารการปกครอง มีนามเจ้าอาวาสปรากฏนาม ดังนี้ 1. พระอธิการบุญพัตร ปภสฺสโร ตั้งแต่ พ.ศ 2482-2496
2. พระครูดกวิทสารธรรม ( ไสว ธมฺมสาโร ) พ.ศ 2496-2538
3. พระครูสุปุญาภินันท์ ( บุญชู ปุญฺญนนฺโท ) พ.ศ 2539-2546
4. พระอรุณ อรุณธมฺโม ประธานสงฆ์ ตั้งแต่ พ.ศ 2546- ปัจจุบัน

วัดพวกช้าง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพวกช้าง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ 12 ถ.ศรีดอนไชย ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ประวัติวัดพวกช้าง
วัดพวกช้าง
ตำบลหาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ตั้งอยู่เลขที่ ถนนระแกง ซอย-
ปัจจุบันสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายหลักฐานบันทึกในสมุดข่อยดำ (ปั๊มหลั่นดำ) เขียนด้วยดินสอแก้ว อักษรไทยยวน (ตั๋วเมือง) ตัวเลขโหรา พบสมุดข่อยเล่มนี้ ณ บนหอไตร วัดโชติการาม เจดีย์หลวงวรวิหาร เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗
ปริวรรตเป็นอักษรไทย “วัดบัวเงินจอกปอก ตั้งอยู่ในแขวงด้วยประตูหล่ายแกง ใน(กำแพง)เวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อ ตุ๊วงสา นิกายน่าน ยังไม่ได้เป็นอุปัจฌายะ รองอธิการชื่อ ตุ๊สิทธิวงสา จำนวนพระลูกวัดในพรรษานี้มี ๔ องค์ พรรษาก่อน ๓ องค์ เณร ๑๑ ตน ขึ้นแก่วัดมหาวัน”
บันทึกในสมุดข่อยดำ (ปั๊มหลั่นดำ) อีกเล่มหนึ่ง อักษรไทยยวน ฯลฯ “…เถิงเมื่อจุฬศกกพทะได้๑๑๙๙ตัวปีเมืองเร้า เดือน ๖ ออก ๙ ค่ำ เมงวัน ๑ ไทยร้วงไก๊ ยามแตรค่ำ (พ.ศ.๒๓๘๑ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ข้างขึ้น วันอาทิตย์ ยามแตรค่ำ (เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.) ซ่ำมาได้ลีดเหลาบวกคุมสมคองดูแถมใหม่ ยังเส้นกล้านกลมโบสถ และหัววัดทั้งหลวย ทั้งในเวียงนอกเวียงทั้งหมด มีประหมาน (บริบูรณ์, เต็มไม่มีเศษ) เท่านี้แล”
“กลมโบสถ วัดมหาวัน
วัดเชตะวัน
วัดบัวเงิน “จอกปอก”
วัดเมืองวะ” (ร้างไม่ทราบอยู่ที่ไหน)
วัดบัวเงิน วัดจอกปอก หรือวัดพวกช้าง ตามหนังสือประวัติวัดทั้งราชอาณาจักรเล่ม ๙ กองพุทธศาสนาสถาน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ ๒๕๓๓ หน้า ๓๗๕ กล่าวว่า … “ที่ดินตั้งวัดนี้มีเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๕ตารางวา วัดพวกช้าง สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๐๔๐ (คือสร้างขึ้นสมัยราชวงศ์มังรายในราชกาลของพระเจ้าติลกปนัดดาธิราช หรือ พระเมืองแก้ว กษัตริย์เชียงใหม่ล้านนา) ได้รับพระราชทานวิสูงคามสีมา เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๖”
วัดบัวเงิน คนทั่วไปเรียนวัดจอกปอกบ้าง วัดพวกช้างบ้าง คำว่า “จอกปอก” มีความหมายที่น่าศึกษา
ตามพจนานุกรมล้านนาไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง กรุงเทพฯ ๒๕๓๓ หน้า ๓๒๔ : แยกเป็นสองคำ อธิบายว่า “จอก” เป็นคำนาม หมายถึง กระจุก – ทำให้ของขมวดกันเข้าเป็นกระจุกผม อย่างจุกผม จุกกระทัยม หรือเป็นห่อที่ใช้ไม้กลัดปลายใบตอง เป็นจุกอย่างห่อขนมใส่ไส้ เป็นต้น เป็นคำนามที่ ๒ เรียนขนมเทียนว่า “เข้าหนมจอก”
หน้า ๗๔๙ “ปอก “ เป็นคำนาม หมายถึงปลาตะเพียนเหลือง ชื่อเรียกปลาน้ำจืดชนิด puntius gonionotus ในวงค์ Cypninide หนวดสั้น เกล็ดสีขาวเงิน ขอบเรียบ ลำตัวป้อมสั้น แบนข้าง เรียกว่า ปลาปอก เป็นคำวลี เรียนแคระ, แกร็น, ค่อม, เตี้ย ,แจ้ กว่าธรรมดา อ้วนเตี้ย เตี้ยสั้น ใช้กับสิ่งที่มีขนาดกลาง ปอกหลอก ก็ว่า ถ้าขนามเล็กใช้ “ปิก” หรือ ปิกหลิก ถ้าขนาดใหญ่ใช้ “ปก” หรือ “ปกหอลก” (เช่น ป๋มปกหลอก)
หน้า ๘๖๐ คำว่า “พวกช้าง” เป็นคำนาม หมายถึง บุคคล หรือกลุ่มบุคคลซึ่งมีหน้าที่ตามกำหนด “ช้าง” พวกช้าง เป็นคำนามคือ นายช้าง, เหล่าช้าง, กองช้าง
สรุป วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง ของนครเชียงใหม่ สร้างสมัยราชวงศ์มังราย ตั้งอยู่ทิศอาคเนย์ตะวันออกเฉียงใต้เวียงหลวง ใกล้แจ่งกระตั๊มเป็นวัดขนาดเล็ก ชั้นราษฎร์ ได้รักการทะนุบำรุงสืบต่อกัน
นครเชียงใหม่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองหงสา วัดนี้มิได้ถูกทำลายเหมือนว่าได้รับอุปถัมภ์ด้วยดี ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ปรากฏว่ามีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง เป็นเชื้อชาติจีน อพยพมาจากเมืองธนบุรี พร้องด้วยญาติ ท่านพำนักอยู่ วัดบัวเงิน ชื่อพระภิกษุสุรินทร์
ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ทรงซึ่งมนต์วิเสส เป็นพระเถระทำน้ำมนต์ขลังกินอาบบำบัดโรคภัยไข้เจ็บหายได้ ศรัทธาญาติโยมเคารพนับถืออดีตหลวงพ่อพระครูสุคันธนคุณ (จันทร์แก้ว สุคนฺโธ) วัดป่าพร้าวนอก เคยเล่าไว้ว่า “ครูบาสุรินทร์ วัดจอกปอก ถือคาถาขึ้นมากนัก น้ำมนต์ของท่านใส่ขวดส่งไปให้ญาติถึงเมืองจีน ท่านใช้มนต์ชื่อ แหพันชั้น ออกเสียงคำเมืองว่า คาถาแห่ปันจั๊น อย่างไรก็ตามได้คัดลอกมนต์บทนี้ไว้ท้ายประวัติวัด เผื่อว่ากุลบุตรเจ้ารูปใด องค์ใด ต๋นใดมีบุญบารมี “ถูกหล้าง” จะได้นำคาถาบทนี้ไปทำน้ำมนต์โปรดศรัทธาญาติโยมไดแหมือนครูสุรินทร์ในปัจจุบันและอนาคต แม้ฆราวาสวิสัยก็ทำได้ เชิญนำไปท่องสาธยายเถิด อาจได้ผลหากบุญบารมีสั่งสมแต่ชาติปากก่อนมาแล้ว ดั่งคำโบราณกล่าวว่า
“บ่าหล้างดีต๋าย ต๋าย
บ่าหล้างดีหาย หาย
บ่าหล้างดีฉิบหาย ฉิบหาย
หน้าต๋ายแต๊แต๊ บ่ต๋ายสักกำ”

วัดนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ 87 ถนนนันทาราม ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2020

ที่ตั้งวัดนันทารามแต่เดิมเป็นป่าไผ่ ตามตำนานกล่าวว่า “เอกํ สมยํ ยังมีในกาละคาบหนึ่ง ภควาอันว่าพระพุทธเจ้าแห่งเรา เมื่อออกวัสสาแล้ว มีพระอานนท์ พระโสนะเถรเจ้าและพระรัตนเถรเป็นบริวาร เสด็จออกจากเมืองกุสินารา ซึ่งมีพระยาอโศกราชเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พร้อมด้วยพระยาอินทาธิราชก็ตามมาอุปัฎฐาภพระพุทธเจ้าและพระอรหันตาเจ้า 4 ตนนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จเทศนาสั่งสอนโปรดหมู่คณะและเทวดาทั้งหลายในตามนิคมราชธานีน้อยใหญ่โดยลำดับเรื่อยมา จนถึงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของหมู่ชนเผ่าทัมมิละ(ลั้วะ) เมื่อเสด็จมาถึงวัดบุบผารามพระพุทธเจ้าไว้เกสาธาตุเส้น 1 เสด็จไปเวฬุวนารามไว้เกสาธาตุเส้น 1 เสด็จไปอโสการามไว้เกสาธาตุเส้น 1 เสด็จไปพิชารามไว้เกสาธาตุเส้น 1 เสด็จไปสังฆารามไว้เกสาธาตุเส้น 1 แล้วเสด็จไปโชตติการามไว้เกสาธาตุเส้น 1 แล” จากนั้นพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยบริวารเสด็จไปหนหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) ยังมีชาวเผ่าทัมมิละผู้หนึ่งตูบ(กระท่อม)หลังหนึ่งอยู่เฝ้าดูแลไร่สวนแห่งตน ซึ่งบริเวณพื้นที่เหล่านั้นเป็นป่าไม้ไผ่ เมื่อพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยบริวารเข้าประทับในตูบแห่งตนคืนหนึ่ง พอรุ่งเช้านายทัมมิละก็ถวายพฃภัตตาหารบิณฑบาตรแค่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ เมื่อพระพุทธเจ้าฉันภัตตาหารบิณฑบาตแล้วพระองค์ทรงทำนายว่า “ฐานะที่นี้จักเป็นอารามอันหนึ่งจักได้ชื่อว่า นันทาราม หมื่นชะแล” พระพุทธเจ้าก็เอาเกสาธาตุไว้ให้นายทัมมิละเส้น 1 นายทัมมิละก็อาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์สถิตสำราญในสวนแห่งตนและได้สร้างมณฑบหลังใหญ่ประดับประดาด้วยเครื่องนานา อันประณีตวิจิตรแล้วถวายเป็นทานแด่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ นายทัมมิละจึงเอาเกสาธาตูแห่งพระพุทธเจ้าไว้ในที่ประดับแล้งก่อพระเจดีย์สูง 3 ศอก ในขณะนั้น ยังมีนายตะมิระผู้หนึ่งมีความปิติยินดีในคุณพระพุทธองค์เป็นอันมาก ก็เอาผ้าสะใบของตนทำเป็นช่อตุงบูชาพระพุทธเจ้า แล้วก็อาราธนาพระพุทะเจ้าพร้อมด้วยพระเถระเจ้าเสด็จไปโชติการาม (วัดเจดีย์หลวง) ยังมีนายสิงหนาทผู้หนึ่งอายุได้ 106 ปี เห็นพระพุทธเจ้าก็เกิดความปิติยินดีชื่นชมมากนักก็พูดว่า ข้ามีอายุได้ร้อยหกปีแล้วก็เพิ่งได้มาเห็นพระพุทธเจ้าในวันนี้เอง แล้วก็เอาผ้าสะใบของตนชุบน้ำมันจุดบูชาพระพุทธเจ้าด้วยจิตศรัทธา และได้ถวายผ้าสังฆาฏิแก่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ตถาคตมาถึงที่นี้ นายตะมิระเอาผ้าสไบทำเป็นช่อตุงบูชา และมาบัดนี้สิงหนาทได้ถวายผ้าสังฆาฏิ และเอาผ้าสะใบจุดบูชาเราอีก นิมิตอันนี้ภายหน้าจักเป็นมหานครอันหนึ่งมีชื่อว่า “พิงค์นคร” และเป็นที่อยู่แห่งแก้วทั้งสาม รูปของตถาคตชื่อว่า พระแก้ว พระสิงห์ จะมาตั้งอยู่ในเมืองอันนี้เป็นที่สักการบูชาแก่คน และเทวดาทั้งหลายต่อไปภายหน้า ในกาละนั้นพระอินทร์และพระยาอโศกราชได้ขอเอาเกสาธาตุของพระพุทธเจ้า แล้วในไปใส่บอกไม้ซางใส่ผะอูบคำใบใหญ่นำไปบรรจุหลุมลึกได้ 5 วา (บางตำนานก็ว่าลึก 100 วา) กว้าง 50 วา ทำพื้นราบเสมอดีงามแล้วเรียงด้วยแผ่นหินทำแท่นทองคำตรงกลางหลุมเอาผะอูบเกสาธาตุตั้งเหนือแท่นทองคำ นายตะมิระก็ใส่ข้าวของมีมูลค่าสินล้านบูชาเกสาธาตุ พระอินทร์ก็นำเอาหินมาปิดไว้ข้างบนก่อเจดีย์สูงได้สามศอกไว้เป็นที่กราบไหว้และบูชาแก่คนและเทวดาทั้งหลาย ขณะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่าเมื่อใดตถาคตนิพพานแล้วท่านทั้งหลายจงเอามือขวาแห่งเราตถาคตมาไว้กับเกสาธาตุทึ่นี้เถิด (ณ ที่นี้จึงเรียกว่าธาตุเจดีย์หลวง) แล้วพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระเถระก็เสด็จกลับสู่บ้านกุมภะเศรษฐีทรงไว้เกสาเส้น 1 แล้วก็เสด็จกลับเมืองกุสินาราพร้อมด้วยพระเถรเจ้าทั้ง 4 องค์ในวันนั้นแล

ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบและพบหลักฐานสมัยราชวงศ์มังราย พ.ศ. 1839 – 2101 1. สมเด็จราชคุคุตนเป็นเค้าแก่สังฆะทังมวลมีพระนามว่ามหาธรรมกิตติเถร อยู่วัดนันทาราม หนใต้เวียง พ.ศ. 1987 – ย้ายไปบำเพ็ญสมณธรรมวัดพันเลา (เสาหิน) และย้ายไปวัดป่าแดงหลวง รัตนวนมหาวิหาร
2. พระมหาญาณคัมภีร์ พ.ศ. 1990 – ย้ายไปวัดราชมณเทียร – วัดป่าตาลหลวง – วัดป่าแดงหลวง รัตตวนมหาวิหาร
3. พระมหารัตตนาคะ พ.ศ.- รั้งเจ้าอาวาสหลังกลับจากลังกามานานแล้ว ตามคำสั่งของสมเด็จราชครูเจ้า
4. พระมหาจิตตหนะ สหธรรม อาจารย์เดียวกันกับพระมหาญาณคัมภีร์ เคยเดินทางไปลังกาด้วยกัน รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ. – สมัยพม่ารามัญปกครองเชียงใหม่ล้านนา พ.ศ. 2101 – 2317 ( ยังไม่พบหลักฐาน ) สมัยกรุงธนบุรี ( ยังไม่พบหลักฐาน ) สมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา 1. ครูบาปัญโญภาส พ.ศ. –
2. ครูบาโพธา พ.ศ. –
3. วัดนันทาราม ตั้งอยู่แขวงด้าวประตูขัวก้อม ในเวียงเชียงใหม่ ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อเจ้าตุ๊เทพวงศ์ (เชื้อเจ้าเชียงตุง) นิกายเขินยังไม่ได้อุปัชฌายะ รองอธิการชื่อตุ๊อภิวงค์จำนวนพระลูกวัดในพรรษานี้มี 3 องค์ สามเณร 9 องค์ ขึ้นแก่วัดหมื่นสาร
4. พระอธิการคำอ้าย อินทจกโก มรณะ พ.ศ. 2494
5. พระอินตก อหึสโก รักษาการแทนเจ้าอาวาสนาน 1 ปี มรณภาพ พ.ศ. 2496
6. พระอินสอน รักษาการแทนเจ้าอาวาสนาน 2 ปีเอาคิหิเพศขึ้นต่าง(ลาสิกขา) พ.ศ. 2498
7. พระอินแก้ว ธมฺมรตโน(มณีรัตน์) ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนันทาราม เมื่อวันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2502 เป็นพระอธิการอิ่นแก้ว – ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลแม่เหียะ อ.เมือง เชียงใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 เป็นเจ้าอธิการอิ่นแก้ว – ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อพฤหัสวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 รุ่นที่ 14 – ได้รับสมณศักดิ์สัญญาบัตรชั้นตรี ราชทินนาม พระครูสิริรัตนสุนทร ที่วัดพระบาทมิ่งเมือง จ. แพร่ เมื่อวันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2523 – ได้เลื่อนชั้นสัญญาบัตรชั้นโท ที่วัดพระแก้ว จ.เชียงราย เมื่อวันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2529 – ได้เลื่อนชั้นสัญญาบัตรชั้นเอก ที่วัดหนองโว้ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เมื่อวันพุธที่ 9 มกราคม 2534
8. พระปลัดบุญธรรม ธมฺมวโร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนันทารามคนปัจจุบัน เกิดเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปัจจุบัน มีอายุ 42 พรรษา เริ่มบวชเมื่อ พ.ศ. 2515 จบการศึกษา ม. 6 จากธรรมศึกษา ได้รับเลื่อนชั้นเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2540

งานสถาปัตยกรรม
1 หอพระไตรปิฎก มีทั้งหมด 2 ชั้น ชั้นที่ 2 เป็นที่สำหรับเก็บพระคัมภีร์โบราณ อายุไม่ต่ำกว่า 500-600 ปี ส่วนชั้นที่ 1 เป็นที่สำหรับปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสสนา
2 หอวิหารหลวง พระวิหารตั้งอย่างสง่างาม ศิลปกรรมแบบล้านนาไทยโดยแท้ สร้างขึ้นแล้วบูรณะซ่อมแซมสืบต่อกันหลายชั่วคน เมื่อ พ.ศ. 2404 พระเจ้าชีวิตกาวิโลรสสุริยวงศ์ โปรดให้สร้างคือการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ และให้ปั้นรูปพญาครุฑ บิดแขวนอวบรอบอกพญานาค 2 ตัว ข้างบันไดซ้ายขวา คือ สัญลักษณ์ที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศเป็นเจ้าครองนครเชียงใหม่ เป็นศิลปกรรมอันงดงามไม่ซ้ำแบบในวัดอื่นๆในเมืองเชียงใหม่
3 พระอนุสาวรีย์ญาณคัมภีร์เถร พระมหาเถรองค์นี้ อุบัติขึ้นในพระอารามแห่งวัดนันทารามโดยกำเนิดเป็นปราชญ์ขั้ยอัจฉริยะแห่งล้านนาไทย ท่านได้เดินทางไปศึกษาสืบต่อพระพุทธศาสนา ณ ประเทศศรีลังกา นำมาเผยแผ่เปลี่ยนแปลงในล้านนาเพื่อความถูกต้องตามพุทธวจนะต่อไป

 

วัดธาตุคำ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดธาตุคำ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2480

วัดธาตุคำ เดิมชื่อว่าวัดกุฎีคำ ชาวบ้านสมัยก่อนเรียกว่า “วัดใหม่” ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกำแพงเมืองชั้นในกับกำแพงเมืองชั้นนอก อาณาเขตวัดแต่เดิมกว้างขวางด้านหน้าวัดเป็นถนนออกจากประตูเชียงใหม่ ประตูกำแพงเมืองชั้นในด้านทิศใต้ไปประตูก้อม (เข่าก้อม-คอก้อม) ซึ่งเป็นประตูเมืองกำแพงชั้นนอกซึ่งเส้นทางนี้สมัยโบราณเป็นทางไปสู่เมืองลำพูนปรากฏในโคลงนิราศหริภูญชัยบทที่ 30 ในคราวที่กวีผู้แต่งเดินทางไปนมัสการแล้วผ่านมาที่หน้าวัดได้แต่งเป็นโคลงว่า เรียงนั้นอาวาสแก้ว กุฏีคำ ทุกข์ตำงนเรียมจำ เจตน์ไหว้ เทพาพิทักษ์ทำ พุทธศาสน์ เอ่ จำเจตน์นงน้องไท้ รีบร้า เดินดล โคลงนี้สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าแต่งประมาณ พ.ศ. 2480 แต่ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ให้ความเห็นว่าแต่งเมื่อประมาณ พ.ศ. 2060 ต่อมามีการตัดถนนสุริยวงค์ ทำให้ถนนผ่านเข้ามาในวัดตัดเอาเนื้อที่วัดไปอยู่ทางทิศตะวันออกของถนน อุโบสถของวัดซึ่งพังไปเหลือแต่เนินและสีมาตกไปอยู่ด้านโน้น ต่อมามีผู้ขุดค้นหาของมีค่าเนินอุโบสถและหลักสีมากระจัดกระจายไป ครั้งเมื่อทางการประกาศให้วัดมีโฉนด เจ้าอาวาสได้รังวัดเฉพาด้านตะวันตกถนนสุริยวงค์ จึงทำให้เจตวัดตกเป็นที่ศาสนสมบัติกลาง ทางการให้ผู้เช่าอาศัยอยู่จนปัจจุบัน เสื้อที่วัดมี 7 ไร่เศษ แต่เป็นเขตสงฆ์อยู่อาศัยสร้างเสนาสนะเพียง 3 ไร่เศษ นอกนั้นเป็นเขตเช่าของวัด วัดธาตุคำ เดิมเป็นวัดใหญ่ คงเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ได้สร้างไว้สันนิษฐานว่า จากระพุทธรูปองค์พระประธานในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปหล่อสำฤทธิ์ใหญ่ และสวยงามซึ่งพระพุทธรูปขนาดนี้คนชาวบ้านทำไม่ได้ต้องเป็นผู้มียศ มีบริวาร มีทรัพย์สมบัติมาก เช่น เจ้านาย พระมหากษัตริย์เท่านั้นจึงจะสร้างสำเร็จ เพราะว่าต้องอาศัยกำลังทรัพย์ กำลังคนแลกำลังทองเหลือง ทองแดง นาก เงิน เป็นจำนวนมากด้วย สมัยก่อนสิ่งเหล่านี้หายากคงจะเห็นได้ว่าในตำบลหายยาก็มีแต่วัดธาตุคำนี้เท่านั้นที่มีพระประธานเป็นทองสัมฤทธิ์วัดนอกนั้นเป็นวัดที่พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนทุกวัด แต่น่าเสียดายไม่มีจารึกที่ฐานหรือหลักจารึกไว้ หรือมีแต่ได้สูญหายไปเสียเพราะเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า หลักสีมานิมิตของอุโบสถที่ร้างไปนั้นมีจารึกเป็นอักษรแต่ไม่มีใครสนใจต่อมามีคนขุดเอาไปทำหินลับมีดเลยทำให้หลักฐานบางอย่างสูญหายไป เพราะฉะนั้นจึงสันนิษฐานว่าวัดกุฏีหรือวัดธาตุคำนี้เป้นพระอารามหลวงของเมืองเชียงใหม่ที่พระมหากษัตริย์สร้าง และคงเป็นวัดสำคัญเพราะว่าแปลกกว่าทุกวัด คือ การก่อสร้างวิหารและพระธาตุนั้นได้พูนดินขึ้นสูงประมาณ 3 เมตร ทำให้เป็นเขตพุทธาวาสซึ่งมีขนดกว้างประมาณ 60 เมตร ยาวประมาณ 100 เมตร จึงทำให้พระวิหารและพระธาตุสูงเด่น สง่า งดงาม ในเขตอำเภอเมืองที่พบมีอยู่ 2 วัด คือ วัดบ้านปิง ต.ศรีภูมิ และวัดธาตุคำ แต่วัดบ้านปิงไม่กว้างขวางเท่าวัดธาตุคำ คือ ทำเป็นชานระเบียงรอบวิหารและพระธาตุกว้างจากวิหารเจดีย์โยรอบด้านละ 10 วา หรือ 20 เมตร ทีเดียวจึงน่าสรรเสริญความศรัทธาปสาทะของคนโบราณที่อุตสาห์ขนดินพูนขึ้นจนสูง ซึ่งแต่ก่อนใช้กำลังคนทั้งนั้นไม่มีเครื่องจักร เครื่องทุ่นแรงดังปัจจุบัน นี่ก็เป็นข้อสนับสนุนอีกข้อหนึ่ง ถึงผู้สร้างวัดว่าจะต้องเป็นผู้มีอำนาจวาสนาบรรมีสูงส่ง เป็นเจ้านาย พระราชามหากษัตริย์ มีบริวารมากจึงทำได้สำหรับวัน เดือน ปี ที่สร้างวัดนั้นยังค้นหาหลักฐานหาจากเอกสาร หรือศิลาจารึกยังไม่พบ แต่พบชื่อเจ้าอาวาสของวัดกุฎีคำ ปรากฏในตำนานมูลศาสนามีชื่อ “มหาติปิฏกสังฆราช” ซึ่งพระเจ้าติโลกราช(ท้าวลก) พระมหากษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ 10 ในตำนานเรียกว่าท้าวลานนา ได้นิมนต์จากวัดกุฎีคำไปเป็นเจ้าอาวานวัดสวนดอกซึ่งตำนานมูลศาสนาทั้งฉบับใบลานจากลึกด้วยอีกษาล้านนาและฉบับพิมพ์ด้วยอีกษาไทยปัจจุบันมีข้อความตรงกันว่า “มหาญาณรังสีรักษาวัดสวนดอกได้ 70 วัสสา ก็สิ้นอายุในปีกดสง้า(จุล) ศักราชได้ 802 ตัว ท้าวล้านนาก็นำเอาติปิฎกสังฆราชวัดกุฎีคำมาไว้แทนในปีนั้นแล” ซึ่งจุลศักราชที่ปรากฏนั้นตรงกับปีมะเมีย พุทธศักราช 1988 นับภึงปัจจัน(2537) ได้ 553 ปี แต่เชื่อว่าวัดนี้ได้สร้างก่อนนั้นมานานแล้ว จนวัดเจริญรุ่งเรืองเจ้าอาวานเป็นสังฆราช และคงจะทรงพระไตรปิฎก เพราะมีนามท่านว่า “ติปิฎกสังฆราช” ท่านไปอยู่วัดสวนดอกได้ 6 พรรษา ก็มรณภาพซึ่งตำนานกล่าวว่า “พระมหาติปิกฎสังฆราช อยู่รักษาวัดสวนดอกนั้นได้ 6 พรรษาก็สิ้นอายุไปในรวายไจ้ ศักราชได้ 808 ตัว” ในสมัยราชวงศ์เม็งรายเจ้าครองนครเชียงใหม่คงอุปถัมภ์วัดกุฎีคำให้เจริญรุ่งเรืองมาอีกนาน มีเจ้าอาวาสติดต่อกันมาหลายองค์แต่ไม่ปรากฏนาม มาปรากฏนามอีกในท้ายคัมภีร์พระคาถาปโชตาอันเป็นคัมภีร์โบราณที่พระสงฆ์ล้านนานำมาจากลังกา มี 14 บท ซึ่งแต่ละบทต่างๆมีพระเถระวัดต่างๆได้นับถือสำหรับวัดกุฎีคำมีในบทที่ 8 ว่า “บทนี้ชื่ออัฎฐมคาถา มหาสังหราชาวัดประสาทตือ(นับถือ) มหาญาณวัดกุฎีคำตือสวาทธิยาย มีเตชะมากนัก ท่านหันริพลเรามีมากนักและลงใส่แผ่นเงินคำ กระทำในวันฤกษ์ดิถีดีใช้เป็นดังสัตตมกถานั้นแล” ยังมีอีกในบทที่ 10 ว่า “บทนี้ชื่อ อันตยมกะทสมกถามหาสังหราชา หื้อขนานกอมตือ มหาญาณะวัดกุฎีคำตือหื้อลงในแผ่นผ่าขาวอันบริสุทธิ์ ในวันยามฤกษ์ดีถีดี สักการะบูชาเสกด้วยคาถา 108 คาบแล้วปกตั้งไว้ในทิศตะวันออก แห่งเรือนและโรง เพื่อไว้ค้ำชูศรีเตชะ ตั้งไว้แต่ภายหน้าทัพอันเป็นที่อยู่แห่งข้าศึก ในเมื่อไปสงครามชนะข้าศึกศัตรูแล” เพราะฉะนั้นในสมัยราชวงศ์เม็งรายจึงรู้นามพระเถระเพียง 2 รูปเท่านั้น ข้อสันนิษฐานถึงวัดกุฎิคำตามปรากฏนามเจ้าอาวาสว่าติปิฏกสังฆราชแสดงว่าท่านเป็นผู้ปราชญ์เปรื่องเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก พระมหากษัตริย์ที่ครองเมืองเชียงใหม่คงจะเลื่อมใสในการสร้างกุฏิ ประดับประดาด้วยทองคำเปลวอันงดงามถวายหรือท่านอาจจะเป็นอาจารย์ของเจ้านายและได้สั่งสอนศิลปวิทยาอาคม เพื่อจะบูชาพระคุณอาจารย์จึงโปรดรื้อท้องพระโรงหรือปราสาทราชมณเฑียรของพระมหากษัตริย์องค์ก่อนมาสร้างเป็นกุฏิถวายวัด เพราะฉะนั้นจึงมีลวดลายทองติดอยู่จึงเรียกว่ากุฎีคำ ก็อาจเป็นไปได้ เพราะคติที่รื้อท้องพระโรง คุ้มหลวง ปราสาท ถวายวัดมีอยู่ทั่วไป แม้สมัยหลังนี้ วิหารวัดพันเตา วัดแสนฝาง และอีกหลายวัดก็ล้วนแต่เป็นหอคำของเจ้าผู้ครองนครที่นั่น แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานยังมี่หลักฐานยืนยันวัดกุฎีคำได้ใช้ชื่อนี้มานาน เมื่อบ้านเมืองเกิดภัยสงคราม ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า พม่ากวาดต้อนผู้คนออกไป พลเมืองเหลือน้อย วัดวาอารามถูกปล่อยทิ้งรกร้าง จนเมื่อพระเจ้ากาวิละได้อพยพไพร่พลจากเวียงป่าซางมาเมื่อ พ.ศ. 2337 พลเมืองมีน้อยจึงได้นำชาวไทยลื้อ ไทยเขิน จากสิบสองปันนา และเชียงตุงมาอยู่เชียงใหม่

ลำดับเจ้าอาวาส:
ชื่อ พระครูวินัยธรประพัฒน์ ฉายา ฐานวุฏโฒ อายุ 42 พรรษา 19 น.ธ.เอก ป.ธ.1-2 วัดธาตุคำ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ ลำดับเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ 1. สมัยราชวงศ์เม็งรายปรากฏนาม 2 รูป 1. มหาติปฎกสังฆราช พ.ศ. 1983 ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอก
2. มหาญาณะ ไม่ปรากฏ พ.ศ.
2. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 1. พระสุนันทะ นิกายเขิน เป็นเจ้าอาวาสในระหว่าง พ.ศ. 2420-2435
2. ครูบาทหลวงหล้า นิมนต์มาจากวัดดอนจืน อ.สารภี มรณภาพ พ.ศ. 2450 ผลงานคือ สร้างพระวิหาร (ปัจจุบันได้รื้อไปแล้ว)
3. เจ้าตุ๊ใต้ (เชื้อเจ้าเชียงตุง) เป็นบุตรเจ้าน้อยเหมยกับเจ้านางบัวจีน เจ้าน้อยเหมยเป็นบุตรเจ้าหนานอิ่นต๊ะ กับนางสุวรรณา (ต้นตระกูลอินทวงค์) เจ้านางสึวรรณาเป็นบุตรเจ้านางก๋อง เจ้านางก๋องเป็นบุตรแสนเมือง ที่อพยพจากเมืองเชียงตุงซึ่งเป็นนำเจานายไพร่พลบูรณะวัดธาตุคำ ในปี พ.ศ. 2400-2420 เจ้าตุ๊ใต้เป็นเจ้าอาวาสประมาณ พ.ศ. 2450-2466 ลาสิกขา
4. ครูบาใหม่ กาวิชโย เป็นคนบ้านวัวลายได้นิมนต์มาจากวัดหมื่นสาร ท่านเป็นผู้รู้บาลีเรียนจบสภาสนธิ (บาลีแบบมูลกัจจายน์อย่างโบราณ) รู้ภาษาต่างๆ เช่น ภาษาขอม ภาษาพม่า ไทยใหญ่ ภาษาอังกฤษบ้างมีความสามารถในการจารึกอีกษรลงในใบลาน ผงลานที่ปรากฏสร้างกุฏิ กำแพงเขตพุทธวาส ซ่อมองค์เจดีย์ มรณภาพ พ.ศ. 2486
5. พระมหาปัน ปัญญาโธ ป.ธ.3 เป็นชาวบ้านต้นเฮือด ต.บ้านแหวน อ.หางดง บรรพชาอุปสมบท ที่วัดเทพประสิทธิ์(ต้นเฮือด)มีครูบาอินถาวัดท้าวบุญเรือง เป็นพระอุปัชฌาย์ ครูบาคำมา วัดฉิมพลีวัดต้นงิ้ว และพระครูอุดมวุฒิคุณ วัดสำเภา เป็นพระกรรมวาจานสาสนาจารย์ ได้รับอาราธนามาจากวัดสำเภาเป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ พ.ศ. 2486-2495 รับพระบรมราชานุญาติลาสิกขา
6. พระมหาสุดใจสุมโน ป.ธ.5 เป็นคนพื้นเพวัดธาตุคำเป็นบุตรนายบุญศรี อินทนุลักษณ์ซึ่งเป็นบุตรพระยาอินทนุรักษ์หิรัญกิจ แม่คำดิบ เป็นผู้อุปถัมภ์วัดธาตุคำร่วมกับเจ้านายเขิน บรรพชาอุปสมบท ที่วัดธาตุคำ ภายหลังจากพระมหาปันลาสิกขา ได้เป็นเจ้าอาวาสต่อ ตั้งแต่ พ.ศ. 2495-2500 ได้รับพระบรมราชานุญาตลาสิกขา
7. พระปรวิทย์ ได้รับการ 1 พรรษา จากนั้นก็ลาสิกขา
8. พระมหาจันทร์ สิริจันโท เป็นคน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ได้มาศึกษาพระปริยัติธรรมพักที่วัดพันอ้น ภายหลังได้ย้ายมาที่วัดธาตุคำและได้รับดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2501-2515 ได้สร้างกุฏิทรงไทยหลังปัจจุบันต่อมาได้รับพระราชานุญาตลาสิกขา
9. พระอธิการวิสุตร ญาณสดร เป็นคนบ้านธาตุคำ บุตรนายปัน นางอรุณ ไชยวงค์ บรรพชาอุปสมบทที่วัดธาตุคำมีพระอุดมวุฒิคุณ วัดสำเภาเป็นพระอุปัชฌาย์ พคะครูมนูญธรรมมากรณ์ วุดมหาวัน และพระครูโอภาสคณาภิบาล วัดหมื่นสาร เป้นพระกรรมวาจานสาสนาจารย์ ได้สร้างศาลาบำเพ็ญบุญ(ปัจจุบันรื้อแล้ว) จากนั้นก็ลาสิกขา พ.ศ. 2522
10. พระอธิการจำลอง ขันติธัมโม เป็นคนบ้านป่ายางงาม ตงป่าห้อง อ.ดอยสะเก็ด บุตรนายไหล นางแสง บรรพชาที่วัดดวงดี อ.ดอยสะเก็ด พระครูวินิตสุภาจาร เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทที่วัดธาตุคำ พระครูโอภาสคณาภิบาล วัดหมื่นสารเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสายทอง ภาวโร วัดพวกช้างและพระสมุห์อุดม ถาวรญาโณ วัดเมืองมาง เป็นพระกรรมวาจาสุสาสนาจารย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พ.ศ. 2522 – 2526 ได้สร้างกำแพงเขตพุทธาวาส บูรณะเจดีย์ลงรากฐานวิหาร ได้ประมาณ 20 % จากนั้นก็ได้ลาสิกขา
11. พระบุญทรง บ้านเดิมอยู่ที่ อ.พร้าว รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ. 2526 ได้ 1 พรรษา จากนั้นได้ย้ายไปจำวัดอื่น 1
2. พระประเชิญ บ้านเดิมอยู่ อ.เชียงของ รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ. 2527 ได้ 1 พรรษา ขอลาออกจากตำแหน่ง 1
3. พระประพัฒน์ ฐานวุฑโฒ ได้รับการอาราธนานิมนต์มาจากวัดหมื่นสารมาอยู่เป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2528 ได้รับแต่งตั้งเป็นฐานานุกรมที่ “พระครูสมุห์” ของพระราชพรหมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัด พ.ศ. 2530 เลื่อนเป้นพระครูวินัยธร พ.ศ. 2531 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศเป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎรชั้นโทที่ “พระครูอดุลสีลกิตติ์”

วัดดาวดึงษ์ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดาวดึงษ์ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ 20 ถนนราชเชียงแสน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2040