วัดท่าสะต๋อย ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 219 ถนนท่าสะต๋อย ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2360
วัดท่าสะต๋อย ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 219 ถนนท่าสะต๋อย ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2360
ที่ตั้ง : 5 ถนนเชตุพน ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2380
เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่า “วัดเชตุพน” เพราะแรกพบสถานบริเวณนี้เป็นป่าทึบและมีคนมาพบ ทรากวัดโบราณอยู่ จึงเรียกกันติดปากว่า เจตะปน ต่อมาจึงได้เปลี่ยนให้ถูกต้องตามภาษาภาคกลางว่า เชตุพน ในสมัยพระมหาทองคำ ศรีวงศ์ นี้เอง วัดเชตุพนเป็นวัดโบราณวัดหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ มีอายุหลายร้อยปีมาแล้วไม่ปรากำชัดว่าสร้างในสมัยใด และใครเป็นผู้สร้าง ซึ่งวัดนี้เคยไกด้ร้างไปสมัยหนึ่งเป็นเวลานานจนเหลือแต่ซากปรากฎแก่ชาวบ้าน เช่น สีมา และฐานอุโบสถ ฐานพระเจดีย์ และฐานพระวิหาร เป็นต้น ให้เห็นเป็นหลักฐาน
ครั้งถึงสมัยพระเจ้าอินทวิทยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ความเจริญก็ได้แผ่ขยายเข้าสู่บริเวณนี้อีกครั้งหนึ่ง มีชาวบ้านไปปักหลักแหล่งทำมาหากินมากขึ้น จนกลายเป็นหมู่บ้านที่พอจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองและเป็นที่พึ่งทางใจ มีการให้ทานศีลเป็นต้นได้
ราว พ.ศ. 2380 ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ “คำ” ท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีศิลาจารวัตรปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ ได้อบรมสั่งสอนศรัทธาประชาชนในระแวกนี้ที่มาทำบุญ มีการให้ทานเป็นต้น ท่านเป็นผู้ที่ศรัทธาญาติโยมเลื่อมใสและเคารพนับถือมาก คณะศรัทธากลุ่มนี้จึงได้สร้างกุฏิ ไม้กระดานเป็นที่พักอาศัยและได้ร่วมมือกันสร้างวิหารขนาดเล็ก พอเป็นที่ทำบุญทำกุศลได้ด้วย ต่อมาท่านได้ชักชวนคณะญาติโยมให้ร่วมกันสร้างโรงอุโบสถพอเป็นที่ทำอุโบสถสังฆกรรมของสงฆ์ขึ้นขนาดเล็กๆ พอเหมาะกับคณะสงฆ์ทั้งสถานที่จงกรมของท่านด้วย
ต่อมาราว พ.ศ. 2428 ท่านครูบา “หลวงคำ” รูปนี้ก็ได้มรณภาพลง คณะญาติโยมจึงได้ทำพิธีฌาปนกิจศพทำบุญอุทิศถวายแก่ท่านตามประเพณี บริเวณวัดนี้ และนำอัฐิของท่านไปเก็บไว้ที่หน้าโรงอุโบสถ ต่อมาวัดนี้ได้ว่างเจ้าอาวาสลง
คณะญาติโยมผู้ให้การทำนุบำรุงอยู่ก็ได้พากันไปติดต่อขออาราธนานิมนต์พระจากท่านครูบาวัดฝายหิน ให้มาจำพรรษาและให้เป็นที่ได้ทำบุญกุศลของญาติ โยม ท่านครุบาวัดฝายหินจึงได้ส่ง “พระภิกษุคันธา”ให้มาโปรดเมตตา เป็นที่พึ่งทางใจของญาติโยม คณะศรัทธาญาติโยมผู้บำรุงวัดนี้ จึงพร้อมใจกันทำดอกไม้ธูปเทียนข้าวตอก เทียนแพ ไปสักการะและสัมมาท่าน พระภิกษุคันธา มาจำพรรษาที่วัดนี้ ราว พ.ศ.2428 วันอุโบสถท่านก็จัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาและลงโรงอุโบสถ ฟังพระปาฏิโมกข์สม่ำเสมอมิได้ขาด จนเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายผ่ายเหนือและศรัทธาประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก ประกอบด้วย พ่อเจ้าอินทวิทยานนท์ พร้อมทั้งเจ้านายข้าราชบริภารฝ่ายเหนือมีพระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็ได้เป็นองค์อุปถัมภ์บำรุงวัดมาตลอด ปี
พ.ศ. 2449 ท่านสังฆราชาที่ 5 (คัน ธา)ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร สมณศักดิ์เป็ฯพระครูโพธรังษี และลงไปรับพระราชทานพระสัญญาบัตรพัดยศที่กรุงเทพฯ พร้อมกับท่านครูบาสังฆราชาที่ 1 ครูบาวัดฝายหิน ซึ่งท่านก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ มีพระราชทินนามว่า “พระอภัยสารทะ” ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนี้มีท่านปลัดอินทนนท์เป็นผู้ติดตามเป็นศิษย์อุปฐาก ท่านเล่าให้ฟังว่า เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้ทรงนำไปดูระเบียบงานนมัสการพระพุทธชินราช ณ วัดเบญจมบพิตร และได้ทรงพระราชทานกลุ่มรูปเรื่อง รามเกียรติ แก่ท่านเจ้าคุณอภัยสารทะและท่านพระครูโพธรังษีด้วย เพื่อนำมาเป็นที่ระลึกรูปละ 15 กลุ่ม ซึ่งยังคงมีอยู่ที่วัดเชตุพน ตราบเท่าทุกวันนี้
เจ้าอาวาสปัจจุบัน
พระมหาวิเศษ ปญฺญาวชิโร เจ้าอาวาสวัดเชตุพน มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น เปรียญธรรม 9 ประโยค จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาโท
ลำดับเจ้าอาวาส:
พระราชาเขมากร และดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ฝ่ายสาธารณูปการ และเป็นผู้จัดการของโรงเรียนวัดเชตุพน
วัดศรีโขง ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดเกตุการาม ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่
ที่ตั้ง : วัดเกตการาม 96 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000
วัดเกตการาม ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 1971 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 1981
ประวัติวัดเกตการาม
วัดเกตเป็นวัดเก่าแก่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ตามประวัติวัดบอกว่าสร้างในปี พ.ศ. 1971 สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน กษัตริย์ราชวงศ์มังราย(ครองราชย์ พ.ศ. 1954-1985) พระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราช ผู้จัดการก่อสร้างวัดเกตการาม คือ พระยาเมือง พระยาคำ และพระยาลือ เป็นผู้ควบคุมข้าทาสบริวาร 2000 คน เป็นผู้ก่อสร้าง วัดเกตการามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 1981 สมัยพม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2121 วัดเกตุการามยังมีความสำคัญต่อพม่ามาก โดยในสมัยพระเจ้าบุเรงนองทรงบูรณะเจดีย์อีกครั้ง และถวายสิ่งของ ผู้คนเพื่อเป็นข้าพระธาตุวัดเกตอีก200 คน ในการก่อสร้างวัดเกตการามจนถึงปัจจุบันมีอายุรวม 576 ปี
งานสถาปัตยกรรม
1 ศิลาจารึก ตั้งอยู่บนมุขด้านใต้ของพระวิหารจารึกเป็นอักษรฝักขามบนหินทรายแดง กว้าง 58 เซนติเมตร สูง 176 เซนติเมตร หนา 21 เซนติเมตร ด้านหน้าลบเลือนไปหมด เหลือแต่ดวงศิลาจารึก ด้านหลังพออ่านได้ สรุปว่า ศักราช 940 (ประมาณมกราคม – กุมภาพันธ์ ) มีการบูรณะพระเกศธาตุเจดีย์ที่พังลง ศักราช 943 (ประมาณธันวาคม – มกราคม พ.ศ. 2124 )มีงานฉลองพระเจดีย์แจ้งความกว้างความยาวของพระอาราม ถวายคนประมาณ 100 ครอบครัว เป็นข้าวัด พร้อมทั้งแจ้งชื่อหัวหน้าและสมาชิกและครอบครัวด้วย
2 พระเจดีย์ประธานหรือพระธาตุวัดเกต (พระธาตุประจำปีจอ) เป็นปูชนียสถานที่ใหญ่โต คือมีฐานกว้าง 82 ยาว 63 วา มีความงดงาม มีเจดีย์ บริวาร 4 มุม สำหรับเจดีย์บริวารนี้เดิมมีฉัตรแบบเดียวกับของวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ปัจจุบันสูญหายไป ไม่ทราบว่าใครถอดออกเมื่อใดและด้วยเหตุใด ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า สมัยก่อนเคยเห็นพระธาตุออกมาเที่ยวโดยจะลอยไปทางทิศใต้เพื่อไปเยี่ยมเยือนพระธาตุจอมทอง มีลักษณะเป็นดวงไฟสีเขียงอุ้มฮุ่ม ( สีเขียวเข้มและเย็นแบบป่า ) พระธาตุนี้เสมือนมนุษย์โลก ดังนั้นการสร้างพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์และเดิมองค์พระธาตุเป็นสีตะกั่วตัด เพิ่งมีการนำสีทองมาทาในยุคของท่านพระครูญาณลังการ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
3 พระวิหาร สร้างสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 9 ห้อง มีเสาคู่ในรองรับหลังคาหน้าจั่วและเสาคู่นอกรับแนวหลังคาปีกนกย่อเก็จ 3 ตอน ในแนวตะวันตก – ตะวันออก หัวเสาประดับด้วยแก้วอังวะ ตัวเสามีลายทอง มีประตูทางเข้า 3 ทาง หลังคาทรงจั่วเรียงซ้อนกัน 5 ชั้น ( คำเมืองเรียกว่าซด ) 2 ตับ งดงามยากจะหาวัดใดมาเทียบได้
4 อุโบสถ เป็นทรงเดียวกับพระวิหาร แต่มีขนาดเล็กกว่า ด้านหน้ามีปูนปั้นแบบลายจีนเป็นรูปตัวกิเลนและลูกๆ มีปลาพ่นน้ำ ปูนปั้นที่หน้าต่างและหัวบันไดบูรณะและเปลี่ยนแบบใหม่ เมื่อประมาณ 20 ปีมานี้มีการเปลี่ยนแปลงบานประตูใหม่ บานประตูเก่าถูกนำไปไว้ที่อาคารตุ๊เจ้าหลวงเก่า
5 หอธรรม หอธรรมวัดเกตเป็นอาคาร 2 ชั้น มีขนาดปานกลาง ชั้นบนเป็นไม้ มีระเบียงล้อมรอบ ฝาเป็นลายคำงดงามมาก ด้านในทาด้วยหาง (ชาด) สีแดง ชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูนแบบโบราณ มีความเย็นโปร่งพอเหมาะกับการรักษาสภาพของธรรมใบลาน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินขอ ปลายมนมุงซ้อนกันแบบเกล็ดนาค บนหอธรรมมีแผ่นไม้ปิดทอง จารึกด้วยอักษรล้านนาหรือตั๋วเมือง
6 อาคารศาลาบาตร มีอายุประมาณร้อยปี ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ลวดลายแบบจีนเป็นรูปไก้ฟ้า ดอกบัวดอกโบตั๋น ต้นสน และทิวทัศน์แบบจีน เดิมเคยมีศาลาหลังใหญ่ที่สร้างคู่กันกับศาลาบาตรนี้อยู่ทางด้านตะวันออกของวัด ภายในมีลวดลายมังกรใหญ่โต สวยงามอลังการมาก แต่ถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างอาคารโงเรียนเทศบาลวัดเกตการาม ศาลานี้ชาวบ้านมักเรียกว่า “ ศาลาเจ๊กอุย” เพราะสร้างโดยนายเหลี่ยว เนียวอุย บรรพบุรุษของตระกูล เหลี่ยวย่งง้วน
7 พิพิธภัณฑ์ วัดเกตการาม พิพิธภัณฑ์วัดเกตการามก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของศรัทธาวัดเกต เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2542 มีคณะกรรมการวัดเกตการามเป็นผู้ดูแล อาคารของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นกุฏิพระครูชัยศีลวิมล (พ.ศ. 2429 – 2500) เรียกกันว่า”โฮงตุ๊เจ้าหลวง”
8 อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดเกตุ เป็นศิลปะล้านนาประยุกต์มีบันได 2 ข้างหันหน้าเข้าหากัน บนจั่วหลังคามีไม้กลึง หน้าบันไดเป็นไม้ฉลุลวดลายสวยงาม ตัวอาคารเป็นไม้ เสาเป็นปูน สร้างถวายโดยจีนอินทร์และนางจิบภรรยา เมื่อปี พ.ศ. 2462 อาคารนี้มีความสวยงามกะทัดรัด จนสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชกลมมหาสังฆปรินายก วัดบวรนิเวศได้นำแบบไปสร้างจำลองไว้
9 อัฐเจดีย์ อัฐเจดีย์ที่เรียนรายรอบพระธาตุอย่างเป็นระเบียบ สวยงามด้วยศิลปกรรมที่ประณีต ดูแล้วลงตัวรับกับองค์พระธาตุ อัฐบรรพชนเหล่านี้คือผู้ที่ได้อุปัฏฐากวัดอย่างยิ่งจึงได้รับเกียรติให้สร้างกู่รอบพระธาตุ ปัจจุบันลูกหลานของท่านก็ยังคงมีความผูกพันกับวัดเกตอยู่ มิได้ทอดทิ้งแต่อย่างใด
10 พระพุทธรูป (พระประธานในวิหาร) เป็นพระพุทธรูปสมัยล้านนา ซึ่งรับอิทธิพลมาจากสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง หลังพระประธานประดับด้วยพระแผง
พระสมุห์ สุรศักดิ์ สนฺติกโก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดเกตการาม (เกตุการาม) ประวัติด้านการศึกษาของพระสมุห์ สุรศักดิ์ สนฺติกโก พระสมุห์ สุรศักดิ์ สนฺติกโก เจ้าอาวาสวัดเกตการาม (เกตุการาม) จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาตรี
ลำดับเจ้าอาวาสวัดเกตการาม
รูปที่ 1 ครูบาอุตม
รูปที่ 2 พระครูชัยศิลวิมล
รูปที่ 3 พระครูญาณลังการ วัดอาวาสวัดเกตการามรูปปัจจุบันคือ พระสมุห์สุรศักดิ์ สันติกโร
วัดอุปคุต ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดสันป่าข่อย ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดศรีโขง ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดเชตุพน ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดกู่คำ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 220 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์:053-245892 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1920
วัดกู่คำมีอดีตการสร้างมาตั้งแต่ปี พศ.๑๙๒๐ โดยไม่มีการบันทึกให้ทราบชัดเจนมากนัก นอกจากรอยดินสอที่บันทึก พศ. การตั้งวัดไว้บนโฉนดที่ดินของวัด กับประวัติที่เล่าสืบทอดต่อกันมาว่า เดิม ณ ที่แห่งนี้มีซากเจดีย์เก่าแก่ ที่เป็นซากกองอิฐปรักหักพังทับถมกันอยู่คล้ายกู่ หรือเจดีย์ร้างครึ่งองค์ที่มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนักซึ่งชาวบ้านพากันเรียกว่า “กู่” ต่อมามีชาวจีนชื่อแดง หรือชื่อที่ทราบมาภายหลังที่จารึกไว้ในคัมภีร์ธรรมล้านนาว่า “หลวงขจัด ทัณฑนิกร” ได้ร่วมกับชาวบ้านช่วยกันบูรณะองค์กู่หรือเจดีย์ให้เต็มองค์ขึ้น หลังจากนั้นได้นิมนต์พระสงฆ์มาอยู่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ และชาวบ้านพากันเรียกตามชื่อชาวจีนที่มาบูรณะว่า “วัดกู่แดง” ต่อมามีการก่อสร้างบูรณะถาวรวัตถุเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง ชาวบ้านจึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า “วัดกู่คำ” และได้ใช้ชื่อนี้เป็นต้นมา ในปี พศ. ๒๔๔๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งเป็นวัดที่ถูกต้อง ขั้นทะเบียนของกรมการศาสนาสังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ให้ชื่อว่า “วัดกู่คำ” มาจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ครูบาแดง(มรณภาพ)
2. ครูบาอินทร์(มรณภาพ)
3. ครูบาหลวงตา(ลาสิกขา)
4. พระอธิการศรีมูล คนธวงโส(มรณภาพปี พศ. ๒๔๘๙)
5. พระอธิการคำแสน กาลวิชโย(รับตำแหน่งเจ้าอาวาส พศ.๒๔๙๐ มรณภาพปี พศ.๒๕๑๐)
6. พระอธิการบุญปั๋น ปญญาทีโป(รับตำแหน่งเจ้าอาวาส พศ.๒๕๒๔)
7. พระครูทวีศักดิ์ เมตตจิตโต(รับตำแหน่งเจ้าอาวาส พศ.๒๕๒๘–๒๕๔๑)
8. พระอธิการประเสริฐ อโรโค(มีสุข)(เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน) พระอธิการประเสริฐ เกิดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2487 บ้านหนองเส้ง เลขที่ 40/1 ถ.รัตนโกสิน ต.วัดเกตุ จ.เชียงใหม่ บรรพชาสามเณร เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2501 ณ วัดกู่คำ และได้ลาสิกขาออกไป และได้กลับเข้ามาบรรพชาใหม่เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2519 ณ วัดกู่คำ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2542 จนถึงปัจจุบัน
งานสถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) – หริภุญชัย
2 พระอุโบสถ – ล้านนา
3 พระวิหาร ล้านนา บูรณะเมื่อปีพ.ศ.2542
รูปจิตรกรรม
1 – เวชสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 1-13
วัดสันทรายต้นกอก ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100
เดิมชื่อ วัดสลีปิงชัยแก้วกว้าง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวัดสันทรายต้นกอก เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อหมู่บ้านและเป็นเอกลักษณ์ของวัด ชมความงามของพระวิหาร พระอุโบสถ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา พระพุทธรูปเก่าแก่ศิลปะล้านนา ผสมผสานแบบพม่า อีกทั้งเป็นแหล่งสืบสานวัฒนธรรมล้านนาให้กับอนุชนรุ่นหลัง
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ต. ฟ้าฮ่าม อ. เมือง จ. เชียงใหม่ ๕๐๐๐๐
ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อดวงดีสลีปิงชัยศักดิ์สิทธิ์ วัดสันทรายต้นกอก จากตำนานและคำบอกเล่าสืบๆ กันมา หลวงพ่อดวงดีสลีปิงชัย เป็นพุทธรูปปูนปั้นก่ออิฐถือปูนศิลปะล้านนาผสมไทเขิน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก ๕๐ นิ้ว สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อ ก่อนที่แผ่นดินล้านนาจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ หรือประมาณ พุทธศักราช ๒๑๐๕เดิมวัดชื่อว่า ?วัดสลีปิงชัยแก้วกว้าง? เมื่อมีการก่อสร้างวัดได้ไม่นานล้านนาก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ซึ่งก่อนที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านั้น อยู่ในช่วงปลายของราชวงศ์มังราย หลังจากนั้นปี ๒๑๐๑ มังทราเจ้าฟ้าหงสา (พระเจ้าบุเรงนอง) กษัตริย์แห่งอาณาจักรหงสาวดี(พม่า) ได้เข้ายึดครองล้านนากับพระเจ้าแม่กุ เป็นปฐมกษัตริย์ปกครองล้านนาภายใต้การปกครองของหงสาวดี เป็นต้นมา จนล่วงเลยมาผ่านระยะเวลา ๒๐๐ กว่าปี เมื่อปี พุทธศักราช ๒๓๑๗ ? ฟื้นม่าน? ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๑๗-๒๓๒๕ ซึ่งอยู่ในระหว่างการปกครองสมัยกรุงธนบุรี ในขณะปี พุทธศักราช ๒๓๒๕ ได้มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์ ได้ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งพระเจ้ากาวิละดำรงตำแหน่งสำคัญในเมืองเชียงใหม่และลำปาง เพื่อร่วมกันสร้างปึกแผ่นแก่ล้านนา พระเจ้ากาวิละจึงทำหน้าที่สร้างบ้านแปลงเมืองเชียงใหม่ โดยทำสงครามขับไล่พม่าได้สำเร็จ เมื่อพระเจ้ากาวิละได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่โดยการ ?เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง? หรือรวบรวมพลเมืองเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองเชียงใหม่โดยกวาดต้อนชาวเมืองที่หลบหนีเข้าป่าและกวาดต้อนผู้คนจากสิบสองปันนาและรัฐฉานมาเชียงใหม่ ในขณะนั้นเองชาวสิบสองปันนา( ชาวเขิน) ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านเมืองลังและได้พากันอพยพข้ามแม่น้ำปิงมาทางทิศตะวันออกเห็นเจดีย์เก่าและพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนงดงามยิ่งนักแต่ชำรุดทรุดโทรมและพากันตั้งหมู่บ้านรอบๆบริเวณวัดและได้อาราธนาครูบาแดง มาเป็นเจ้าอาวาสเพื่อบูรณปฎิสังขรณ์วัดวาอาราม และพระพุทธรูปให้สวยสดงดงามตามเดิม ได้ทำการเฉลิมฉลองกันและขนานพระนามพระพุทธรูปว่า ?หลวงพ่อพระเจ้าดวงดีสลีปิงชัย? โดยอาศัยความเชื่อที่ว่า ชาวบ้านทั้งหลายได้อพยพกลับมาเมืองเชียงใหม่ได้ร่วมกันบูรณปฎิสังขรณ์องค์พระจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ถือเป็นมงคลดี ดวงดีและโชคดีที่ชาวบ้านได้กลับมาเมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง ชาวบ้านจึงเรียกขานชื่อหลวงพ่อดวงดีมาช้านานด้วยความเคารพเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ในแต่ละวันจะมีชาวบ้านพ่อค้าแม่ค้า ข้าราชการ ตลอดถึงนักเสี่ยงโชค ต่างมากราบขอพรหลวงพ่อให้สำเร็จตามความปรารถนา
(ขอขอบคุณข้อมูลจาก พระปลัดเฉลิมพล สิริวฑฺฒโน)
วัดลังกา ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ 141 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1947
วัดลังกาเป็นวัดโบราณ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เพราะปรากฏหลักฐานว่าได้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา แห่งเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ราว พ.ศ. 1947 (ประมาณ 600 ปี จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2547) หลังจากที่พระเจ้ากือนาธรรมิกราช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์มังราย ซึ่งครองราชย์อยู่ ณ นครเชียงใหม่ ราชธานีของล้านนาไทย เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.1943 แล้ว ขุนนางข้าราชการต่างก็อัญเชิญพ่อท้าวแสนเมืองมาราชโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติสืบสันติวงศ์ต่อมา ซึ่งทำให้เป็นที่ขัดเคืองพระทัยของเจ้าท้าวมหาพรหม (พระอนุชาของพระเจ้ากือนา) ซึ่งครองเชียงรายนั้นเป็นอันมาก โดยเห็นว่าพระองค์ควรได้ครองเมืองเชียงใหม่เพราะว่ามีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระยากือนาธรรมิกราช และเมืองเชียงใหม่สำคัญกว่าเมืองเชียงราย เป็นการเสียพระเกียรติ จึงกรีธาทัพจากเชียงรายขึ้นมาตีเอาเมืองเชียงใหม่ แต่ถูกกองทัพของขุนพลแสนผานอง อำมาตย์ซึ่งเป็นแม่ทัพตั้งแต่สมัยพระยากือนาธรรมิกราชตีแตกพ่าย ทำให้ท้าวมหาพรหมต้องไปขอความช่วยเหลือจากสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ภายหลังได้เกิดความขัดแย้งกัน เจ้าท้าวมหาพรหมจึงยกพลกลับมายังนครเชียงใหม่ ทูลขอพระราชทานอภัยโทษจากพระเจ้าแสนเมืองมาและได้นำพระพุทธสิหิงค์จากเมืองกำแพงเพชรมาถวายด้วย ซึ่งพระเจ้าแสนเมืองมาพระราชทานอภัยโทษให้และโปรดให้ไปครองเมืองเชียงรายตามเดิมเจ้าท้าวมหาพรหมได้สำนึกในการกระทำบาปที่คิดแย่งชิงราชสมบัติของพระนัดดา ทำให้เสียไพร่พลเป็นอันมาก จึงคิดจะประกอบกรณียกิจการกุศลเพื่อเป็นการไถ่บาป ในช่วงสมัยพระยาแสนเมืองมานั้น มีพระภิกษุจากอาณาจักรล้านนาได้เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ลังกา และก็ได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาที่ล้านนาด้วย ท้าวมหาพรหมจึงได้ให้บริวารไปนิมนต์พระภิกษุไทยอาหมรูปนั้น และให้นำกล้ามะพร้าวลูกใหญ่ลูกหนึ่ง (มะพร้าวหัวคน) วัดผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ 24 นิ้ว เพื่อจะปลูกไว้เตือนว่า “คนที่มีวาสนาน้อยจะคิดการใหญ่โตย่อมจะไม่สำเร็จโดยง่าย อุปมาเช่นเดียวกับมะพร้าวหัวคน ซึ่งลูกข้างนอกดูใหญ่โต แต่ลูกข้างในนั้นเล็กนิดเดียว” เมื่อภิกษุไทยอาหมนั้นเดินทางมาถึง อำเภอสารภี พระภิกษุรูปนั้นจึงถามคนเดินทางว่า “ที่นี่ใกล้จะถึงวังสิงคำแล้วหรือยัง” คนนั้นชี้มือแล้วบอกว่า “อีกไม่ไกลนัก” พระภิกษุไทยอาหมและผู้ติดตามก็สังก๋า (คำเมืองนั้น สังก๋า หมายถึง สงสัย ที่นั่นก็เลยได้ชื่อ “สังก๋า”) ต่อมาได้จึงเดินทางต่อไปพบหญิงม่ายคนหนึ่งก็ถามหญิงคนนั้นว่า “สังก๋า” เป็นอย่างไรก็ได้คำอธิบายจากหญิงคนนั้นว่า วังสิงห์คำ มี 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ในท้องที่ อำเภอสารภี ฝั่งปิงตะวันตก และอีกแห่งหนึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอเมือง ตรงข้ามวัดฟ้าฮ่าม ฝั่งปิงตะวันตก จึงพากันข้ามน้ำเดินมาใกล้แม่ข่าเกิดสงสัยอีกทีหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า “วัดสังก๋า” (วัดนี้ร้างไปแล้ว) ต่อจากนั้นได้ลงเรือข้ามฟากกลับมายังฝั่งทิศตะวันออกตรงข้ามวัดชัยมงคล มีคนแก่คนหนึ่ง (ผู้ชายนุ่งขางห่มขาว) ชี้บอกทางให้ จึงพากันมาใกล้ที่ที่จะฝังบาตรลังกา บังเอิญบาตรลังกานั้นหลุดมือตกแตกเป็นสองซีก พระภิกษุไทยอาหมรูปนั้นจึงนำซีกหนึ่งฝังไว้ พร้อมกับปลูกมะพร้าวและสร้างวัดขึ้น ณ ที่ฝังบาตรนั้น ต่อมาจึงเรียกที่ตรงนั้นว่า “วัดลังกา” ส่วนบาตรอีกซีกที่แตกนั้น ตอนขากลับได้นำติดมือไปพร้อมกับฝาบาตรด้วย ต่อมาฝาบาตรได้หลุดมือตกแตก ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นเลยได้ชื่อว่า “ฝาแตก” ต่อจากนั้น ก็ได้นำเอาฝาบาตรที่แตกไว้บนเขาแห่งหนึ่ง ด้านทิศตะวันออกของวัดลังกา เยื้องกับฝาแตก (หรือผาแตก) อำเภอดอยสะเก็ด และเรียกเขานั้นว่า “ดอยลังกา” นับตั้งแต่นั้นมา ในคราวที่พระภิกษุไทยอาหมรูปนั้นได้สร้างวัดลังกาขึ้น ตรงกับ พ.ศ.1947 เพื่อเฉลิมฉลองศรัทธาของท้าวมหาพรหม เพื่อไถ่บาปที่คิดจะแย่งราชสมบัติและถวายเป็นอนุสรณ์แด่พระเจ้าแสนเมืองมา พระนัดดาของพระองค์ พร้อมกับรำลึกถึงคุณงามความดีของพระภิกษุไทยอาหมที่สร้างวัดขึ้นมา จากเรื่องราวต่าง ๆ ที่ปรากฏในตำนาน และจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ชื่อ วัดลังกา สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดที่สร้างไว้สำหรับเป็นที่พำนักของพระสงค์ชาวลังกาที่มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเมืองเชียงใหม่ หรือเป็นวัดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์นิกายสิงหล หรือลังกาวงศ์
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ครูบาคำปัน มรณภาพที่วัดลังกา
2. พระอธิการทนันชัย (อาจารย์ดำ) ลาสิกขา
3. พระอธิการแก้ว ลาสิกขา
4. พระอธิการอินถา อินฺทสาโร (กาวิล) ลาสิกขา
5. พระอธิการดวงฤทธิ์ ฐิตธธมฺโม ลาสิกขา
6. พระอธิการวิชัย ชัยวรรณ ลาสิกขา
7. พระอธิการบุญมี สิทธิ ลาสิกขา
8. พระอธิการอินไหล โม่งจันทร์ ลาสิกขา
9. พระครูสมพงษ์ สุจิตฺโต มรณภาพที่วัดสุรินทราษฎร์ อ.แม่ริม
10. พระอธิการธรรมรงค์ คุณศิลป์ ลาสิกขา
11. พระอธิการสิงห์ทอง สุขวฑฺฒโน ลาสิกขา 1
2. พระอธิการทองสุข สุทฺธจิตฺโต ลาสิกขา 1
3. พระครูบุญยวง ภทฺทธมฺโม มรณภาพที่วัดดอนมูล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 1
4. พระครูวิสิทธ์สารคุณ (บุญมี กนฺตสาโร) พ.ศ.2533 – ปัจจุบัน
งานสถาปัตยกรรม
1 อุโบสถ สร้างใหม่โดยมีรูปทรงแบบล้านนาประยุกต์ ก่ออิฐถือปูนขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 16.50 เมตร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2480
2 วิหาร บูรณะใหม่เสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ.2527 รูปทรงแบบล้านนาประยุกต์ ไม่มีปาแลระหว่างชั้นหลังคา หน้าบันทาสีฟ้า ประดับด้วยปูนปั้นลวดลายก้านขด โก่งตัวเป็นรูปรวงผึ้งทั้ง 3 ช่อง ประตูวิหารเป็นซุ้มโค้ง มี 3 ประตู เสาวิหารทำด้วยไม้ประดับลวดลายปิดทองร่วนชาด มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง พระเวสสันดรชาดก ราวบันไดเป็นรูปมกรคายพญานาคอ้าปาก
3 เจดีย์ เป็นเจดีย์แบบล้านนา ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสูง ชั้นมาลัยเถาแปดเหลี่ยม องค์ระฆังกลม บัลลังก์สี่เหลี่ยมย่อมุม ส่วนยอดสุดเป็นฉัตร ตั้งแต่ชั้นมาลัยเถา 2 ชั้น จนถึงปลียอดปิดทองจังโก มีรั้วล้อมทั้ง 4 ด้าน มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ตรงกลางรั้วด้านทิศใต้
4 หอระฆัง มีลักษณะแปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ สร้างเป็นตึกสี่เหลี่ยม 4 ชั้น ชั้นล่างทำเป็นห้องสมุดประชาชนวัดลังกา ชั้นที่ 2 เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลาน ชั้นที่ 3 เป็นหอระฆัง และชั้นบนสุด เป็นเจดีย์ทรงกลมขนาดเล็ก
ที่ตั้ง : วัดฟ้าฮ่าม 1 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100
วัดฟ้าฮ่าม ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 1943 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.
เมื่อท้าวสองแสนนา หรือพระเจ้ากือนาธรรมิกราช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์มังรายซึ่งครองราชย์ในนพบุรีศรีนครพิงค์ (เชียงใหม่) พระองค์เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 1943 (จุลศักราช 762 ปีชวด โทศก)
แล้ว บรรดาขุนนางข้าราชการไพร่ฟ้าพลเมือง ก็ได้อัญเชิญ “พระเจ้าแสนเมืองมา” หรือพระเจ้าลักขบุราคม พระราชโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติสืบสันติวงศ์ต่อมา เป็นกษัตริย์องค์ที่ 9 เมื่อพระชนมายุได้ 15 พรรษาในเวลานั้น ก่อนที่จะทำพิธีราชาภิเษกขึ้นเถลิงราชสมบัติ พระเจ้าพรหมพระมาตุลาของพระองค์ซึ่งพระราชบิดาของพระองค์โปรดให้ไปครองเมืองเชียงราย คิดการกบฏยกกองทัพเมืองเชียงรายมาแย่งชิงเอาราชสมบัติ แต่ถูกกองทัพนพบุรีศรีนครพิงค์ ภายใต้การนำของขุนพลแสนนานองโจมตีกองทัพเชียงรายจนถึงกับพ่ายกลับไป
จึงขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอินทราชา กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกตีพ่ายกลับอีก พระเจ้าพรหมไปอาศัยเจ้าเมืองวชิรปราการ คือเมืองกำแพงเพชร แต่อยู่ได้ไม่นานนัก พระเจ้าพรหมเกิดมีเรื่องกินใจกับเจ้าเมืองกำแพงเพชร จึงอพยพมายังเมืองใหม่เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ พระเจ้าแสนเมืองมาก็โปรดพระราชทานอภัยและโปรดให้ไปครองเมืองเชียงรายตามเดิม
ในการกลับจากเมืองกำแพงเพชรครั้งนั้น พระเจ้าพรหมได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงค์) องค์สำคัญคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 700 ตามตำนานเล่าว่า “สิงหลปติมา” และชินกาลมาลัปกรณ์ สร้างขึ้นที่ประเทศลังกา นับว่าเมือง “อนุราชสิงหล” ประเทศเดียวกัน ครั้งเมื่อพ่อขุนรามคำแหงได้แต่งราชทูตไปขอมาจากประเทศศรีลังกามาจากเมืองกำแพงเพชร ประมาณ พ.ศ. 1933 (พงศาวดารโยนก) อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเชียงรายใน พ.ศ. 1934 แล้วต่อมาได้นำมาถวายพระเจ้าแสนเมืองมาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ โดยอัญเชิญมาจากเชียงรายทางลำน้ำกก ใช้เรือเป็นพาหนะและขึ้นมาที่สบฝางกุสะนคร (เมืองฝางในปัจจุบัน) จากนั้นอัญเชิญขึ้นหลังช้างจากสะนครไปลงเรือที่เชียงดาว แล้วอัญเชิญลงเรือล่องมาตามลำน้ำระมิง (แม่น้ำปิง) พอมาถึงเชียงใหม่แล้วอัญเชิญขึ้นที่วังสิงห์คำเหนือท่าเจดีย์งามประมาณ 50 วา แต่เกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ขององค์พระพุทธสิหิงค์ ปรากฎว่าท้องฟ้าสว่างก็มืดลงและมีรัศมีจากองค์พระพุทธสิงหิงค์พุ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นลำแสงสีทองดั่งรุ้งกินน้ำ ยาวประมาณ 2,000 วา แสงนั้นไปสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งหนึ่ง ท้องฟ้าที่นั้นก็สว่าง ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
พระเจ้าแสนเมืองมาจึงโปรดเกล้าให้สร้างอารามขึ้น ณ ที่ลำแสงไปสิ้นสุดนั้นว่าวัด “อารามฟ้าฮ่าม” ซึ่งเป็นนามเดิมของวัดฟ้าฮ่ามในปัจจุบัน ซึ่งหมายถึง “ฟ้าสว่าง-อร่ามเรืองรอง” สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 1943 ได้ใช้เป็นที่บำเพ็ญธรรมของพระภิกษุสามเณรสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้
งานสถาปัตยกรรม
1 วิหาร วิหารวัดฟ้าฮ่าม สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏชัดเจน สร้างแบบศิลปะไทยลานนา มีการแกะสลักลายไม้หน้าวิหาร ปิดทองและประดับกระจกสี ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปั้นศิลปะลานนา ต่อมาได้ชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ได้รับการฐูรณะครั้งหลังสุดในสมัยของพระครูลิงหวิชัย (หลวงปู่ครูบาสิงห์) และได้มีการวาดภาพพุทธประวัติและพระเจ้าสิบชาติบนฝาผนังภายในวิหาร
2 เจดีย์ เป็นศิลปะแบบลานนามีมาแต่สมัยโบราณ สันนิษฐานว่ามีมาแต่สมัยสร้างวัด ภายในเจดีย์ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน ต่อมาเกิดชำรุดทรุดโทรม เมื่อ พ.ศ. 2516 พระครูสิงหวิชัยพร้อมด้วยคณะศรัทธาจึงได้สร้างเจดีย์ครอบองค์เดิม โดยได้เพิ่มซุ้มทั้งสี่ด้านและนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ในซุ้มทั้งสี่ ในสมัยของพระปลัดปัญญา ปญญาธโร เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ได้มีการประดับฉัตรรอบองค์เจดีย์ทั้งสี่ด้าน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
3 อุโบสถ อุโบสถ เป็นศิลปะแบบไทยลานนา ได้สร้างแทนอุโบสถหลังเดิมที่ชำรุดไป ได้ริเริ่มสร้างในสมัยของพระครูสิงหวิชัย แต่ไม่ทันได้เสร็จเรียบร้อย ท่านก็ได้มรณภาพเสียก่อน ท่านพระปลัดปัญญา ปญญาธโร พร้อมด้วยคณะศรัทธาจึงได้ทำการก่อสร้างจนเสร็จเรียบร้อย ภายในอุโบสถได้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จำลอง ซึ่งทำการหล่อและทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดฟ้าฮ่าม เมื่อ พ.ศ. 2540 มีนามว่า “พระสิงหนิมิตพิชิตภัย” ได้ใช้เป็นสถานที่ทำศาสนกิจของสงฆ์ ภายในวัดและคณะสงฆ์ตำบลฟ้าฮ่ามเรื่อยมา
เจ้าอาวาสวัดฟ้าฮ่าม
พระปลัดปัญญา (เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539-ปัจจุบัน)
ลำดับเจ้าอาวาสวัดฟ้าฮ่าม
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ท่านครูสิทธิ (มรณภาพที่วัดฟ้าฮ่าม)
2. พระอาจารย์ด้วง (ลาสิกขา)
3. พระอาจารย์ศรีมูล (ลาสิกขา)
4. พระครูบาหลวงโหล้ (สุยะ) (มรณภาพที่วัดฟ้าฮ่าม)
5. พระอาจารย์สุรินทร์ (ปุ๊ก จ่าปะคัง) (ลาสิกขา)
6. พระครูสิงหวิชัย (เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. 2472-2538)
7. พระปลัดปัญญา (เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539-ปัจจุบัน)
วัดป่าแพ่ง ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดเชตุพน ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดท่ากระดาษ ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ 38 ถนนฟ้าฮ่าม ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์:053-247-393 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1934
ประวัติความเป็นมาของวัดท่ากระดาษซึ่งกล่าวไว้ในตำนานเล่าสืบกันมาว่า เมื่อพระเจ้ากือนาธรรมิกราช กษัตริย์องค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์มังราย ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 1943 (จุลศักราช 762 ปีชวด โทศก) บรรดาขุนนาง ข้าราชการและไพร่บ้านพลเมือง ได้อัญเชิญพ่อท้าวแสนเมืองมา ผู้เป็นพระราชโอรสขึ้นเสวยราชย์สืบต่อมา ก่อนที่จะมีพิธีราชาภิเษกขึ้นนั้น เจ้าท้ามหาพรหมผู้เป็นพระเจ้าอาว์ซึ่งครองเมืองเชียงราย คิดการกบฏยกกองทัพจากเมืองเชียงรายมาแย่งชิงราชสมบัติจากพระองค์ แต่ถูกกองทัพเชียงใหม่ภายใต้การนำของขุนพลแสนผานองโจมตีจนพ่ายและหนีไปอาศัยอยู่ที่เมืองวชิรปราการ (กำแพงเพชร) ต่อมาเจ้าท้าวมหาพรหม เกิดเรื่องกินใจกับเจ้าเมืองกำแพงเพชร จึงได้อพยพกลับมาเชียงใหม่ และขอพระราชทานอภัยโทษ พระเจ้าแสนเมืองมาก็โปรดพระราชทานอภัย แล้วให้ไปครองเมืองเชียงรายตามเดิม ในการกลับจากกำแพงเพชรครั้งนั้น เจ้าท้าวมหาพรหมอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ มาถวายพระเจ้าแสนเมืองมาด้วย พระพุทธสิหิงค์นั้น ตำนานสิงหนปฏิมา และชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่า สร้างที่เมืองอนุราชสิงหน ประเทศศรีลังกา และพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้แต่งราชทูตไปขอ พระเจ้าแสนเมืองมานำพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ไปประดิษฐาน ณ วัดเชียงพระ (วัดพระสิงห์) ต่อมาเจ้าท้าวมหาพรหม ได้ยืมพระพุทธสิหิงค์ไปเป็นแม่พิมพ์หล่อจำลอง ณ เมืองเชียงราย เมื่อจำลองสำเร็จแล้ว ได้อัญเชิญลงเรือกลับเชียงใหม่ทางลำน้ำ และมาขึ้นท่าที่สบฝางกุสะนคร (เมืองฝาง)แล้วอัญเชิญประดิษฐาน บนหลังช้างเดินทางต่อมาถึงเชียงดาว จากนั้น อัญเชิญลงเรือพายมาตามลำน้ำแม่ระมิงค์ (แม่น้ำปิง) มาถึงเชียงใหม่ ที่ท่าน้ำเหนือท่าเจดีย์งาม (หน้าเทศบาลนครเชียงใหม่ปัจจุบัน) ต่อมาท่าน้ำที่นำพระพุทธสิหิงค์ขึ้น ได้ชื่อว่า ท่าวังสิงห์คำ ขณะที่นำพระพุทธสิหิงค์มาถึงนั้นได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นคือ ท้องฟ้าที่สว่างไสวกลับมืดครึ้มลงทันทีทันใด และแสงรัศมีจากองค์พระพุทะสิหิงค์พวยพุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นลำแสงสีทองอร่ามตา มีความยาวประมาณสองพันวา ซึ่งต่อมาพระเจ้าแสนเมืองมาโปรดให้สร้างวัดขึ้น ณ ตำบลที่แสงรัศมีอันงดงามอร่ามตาของพระพุทธสิหิงค์ทอดไปถึง และตั้งชื่อวัดนั้นว่า วัดฟ้าฮ่าม (ฮ่าม แปลว่า อร่าม) ตำนานกล่าวต่อไปว่า เมื่อรัศมีอันอร่ามตาของพระพุทธสิหิงค์สิ้นสุดลง ณ วัดฟ้าฮ่าม ประกายของรัศมีซึ่งทอดลงบริเวณ วัดท่าพลู (วัดท่าปู) และ บ้านท่าพลู (บ้านท่าปู) ทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นสีเหลืองอ่อนโดยทั่ว กระทั่งใบพลูที่ชาวบ้านปลูกกันไว้ทุกครัวเรือนก็กลับกลายสีไปด้วยคือ จากสีเขียวเป็นสีเหลืองเรื่อเรืองคล้ายพลูคำ (ใบพลูทอง) อย่างน่าอัศจรรย์ แต่นั้นมาชาวบ้านจึงเรียยกว่าวัดท่าพลู เป็น วัดท่าพลูเหลือง กาลต่อมากระแสน้ำปิงได้เปลี่ยนทางเดิน ทำให้สายน้ำไหลมาเซาะฝั่งทลายลง กระทั่งใกล้เขตวัดท่าพลูเหลือง ทุกขณะ ชาวบ้านเห็นว่าจะเกิดความเสียหายและเป็นอันตราย จึงพร้อมใจกันย้ายวัดไปตั้งทางทิศตะวันออก ห่างจากที่เดิมปราณ 1 กิโลเมตร ปัจจุบันสถานที่ตั้งเดิมของวัดท่าพลูเหลือง เป็นสวนลำไย โดยยังคงเหลือซากอิฐ และแนวกำแพงวัด ให้เห็นอยู่เป็นบางส่วน หลังจากย้ายวัดไปตั้งอยู่ที่ใหม่แล้ว ชาวบ้านยังคงใช้ประโยชน์ของท่าน้ำแห่งนั้นร่วมกัน พ่อค้าเรือแพหลายเผ่าพันธุ์ที่ล่องแพมาจะจอดแพเพื่อขนถ่ายสินค้าเป็นประจำ ต่อมามีการผลิตกระดาษสาในบริเวณ ท่าพลูเหลือง ชาวบ้านจึงเรียก ท่าพลูเหลือง เป็นท่ากระดาษ ทั้งนี้คงจะหมายถึงบริเวณว่าบริเวณนั้นมีการทำกระดาษสานั่นเอง วัดท่าพลูเหลือง จึงได้รับการขนานนามว่า วัดท่ากระดาษ ตามไปด้วย
จากประวัติความเป็นมา วัดท่ากระดาษสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้าง แต่เดิมชื่อว่า ?วัดท่าพลูเหลือง? ต่อมาเปลี่ยนเป็น ?วัดท่ากระดาษ? ตามอาชีพการทำกระดาษสาของชาวบ้านในละแวกนี้ แต่ทว่าในปัจจุบันไม่มีผู้ประกอบอาชีพทำกระดาษสาในชุมชนบริเวณนี้แล้ว
ในส่วนสิ่งที่น่าสนใจในวัด อย่างแรก คือพระวิหารสถาปัตยกรรมล้านนา เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หน้าบันแบ่งออกเป็นช่องตามลักษณะโครงสร้างม้าต่างไหม คล้ายกับฝาประกนของบ้านภาคกลาง แต่ละช่องประดับด้วยลายปูนปั้นรูปดอกบัวบนเกลียวคลื่น แต่งด้วยกระจกสี และมีสองช่องที่เป็นรูปงู ส่วนที่บันไดตรงราวด้านหน้า เป็นมกรคายนาคสามเศียร และราวบันไดด้านข้างพระวิหารเป็นรูปเสือมีหางเป็นพญานาค
ทั้งนี้ ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย (พระเจ้าทันใจ) ซึ่งได้ทราบจากท่านเจ้าอาวาสท่านปัจจุบันว่า พระพูทธรูปเป็นพระคู่วัด ซึ่งได้ปิดทองทับอีกชั้น ตอนสร้างวิหารหลังใหม่ โดยใบหน้าของพระพุทธรูป ได้มาจากเค้าโครงใบหน้าสาวงามในตำบล เพราะมีความเชื่อว่า ?พระงาม คนก็งามด้วย? ส่วนบริเวณฝาผนังเป็นงานจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างไทลื้อที่หาชมได้ยาก เป็นลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพจิตกรรมฝาผนังนั้น ได้นำเรื่องราว นิทานชาดก ?เรื่อง เจ้าบุญหลง? มาถ่ายทอดเป็นภาพวาด
วรรรกรรมชาดกเรื่อง เจ้าบุญหลง มีความแพร่หลายในหมุ่ของชาวล้านนาไทลื้อ ไทเขิน ในฐานะธรรมเทศนาที่วัดต่างๆ ใช้เทศนาเพื่อสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ชาวบ้านมาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาจารย์อนาโตล โรเจอร์เป็ลติเยร์ ผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมไทเขินได้ปริวรรตธรรมชาดก เจ้าบุญหลง จากฉบับ ไทเขินมาเป็นภาษาไทย ฝรั่งเศส อักฤษ และถวายเป็นธรรมทางให้แก่วัดต่างๆ
เรื่องย่อ ?เจ้าบุญหลง?
เจ้าบุญหลงเป็นโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าพรหมทัต กับพระนางประทุมมา กษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี ส่วนโอรสองค์โตชื่อเจ้าพรหมปั้น เมื่อโตเป็นหนุ่ม เจ้าชายทั้งสององค์ชอบออกไปล่าสัตว์เป็นประจำ จึงเป็นเหตุให้ถูกขับไล่ออกจากบ้านเมืองในที่สุด เจ้าพรหมปั้นกับเจ้าบุญหลงได้พากันเดินทางมาถึงเมืองผาหง และพลัดพรากจากกันไป อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าบุญหลงได้กินเนื้อนกยูงทอง ทำให้เวลาพูดจามีเงินทองไหลออกมาจากปากด้วย เมื่อเศรษฐีผู้หนึ่งเห็นเช่นนั้นจึงจับตัวเจ้าบุญหลงขังไว้ และในเวลาต่อมาจึงยกลูกสาวให้เป็นคู่ครอง เจ้าบุญหลงจึงได้อาศัยอยู่ในเมืองผาหงแห่งนั้น
ฝ่ายเจ้าพรหมปั้นได้เดินทางมาอาศัยอยู่ในเมืองปํญจล ครั้นเมื่อพระยาเจ้าเมืองสวรรคตจึงได้ขึ้นครองราชย์สืบแทน อยู่มาวันหนึ่งเจ้าพรหมปั้นมีความคิดถึงเจ้าบุญหลงผู้เป็นอนุชา จึงส่งทหารออกติดตามหา จนกระทั่งมาถึงเมืองผาหง เมื่อทราบว่าเจ้าบุญหลงได้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐี เจ้าพรหมปั้นจึงรับตัวเจ้าบุญหลงมาอยู่ในเมืองปัญจล ส่วนทางเมืองพาราณสี เมื่อพระเจ้าพรมทัตผู้เป็นบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว พระนางประทุมมาผู้เป็นมารดาจึงได้อัญเชิญให้เจ้าบุญหลงและชายา กลับไปครองราชย์สมบัติสืบต่อมา
(ขอขอบคุณข้อมูลจากพระครูปลัดอานนท์ อาทิตตฺธมฺโม ท่านเจ้าอาวาสวัดท่ากระดาษ และ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระแก้ว อินฺทปญฺโญ
2. พระบุญตัน รังษี
3. พระบุญปั๋น รังษี
4. พระคำมูล
5. พระศรีนวล
6. พระคำปัน รังษี
7. พระคำปัน อินทะชัย
8. พระอธิการบุญเตือน ฐิตสีโล
9. พระบุญศรี อภินนฺโท
10. พระหน่อแก้ว อภิปฺโญ
11. พระวัน ฐิติปฺโญ 1
2. พระบุญเชิด ฐิติฉนฺโท 1
3.พระอธิการบุญชื่น ชิตจิตฺโต 1
4. พระพงษ์ศักดิ์ ปั๋นแก้ว 1
5. พระสวัสดิ์ สุขวฑฺฒโน 1
6. พระวิชิต วิชิตฺตญาโณ 1
7. พระอธิการอานนท์ อาทิตฺตธมฺโม (พ.ศ 2529-ปัจจุบัน)
วัดขะจาว ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ 148 ถนนฟ้าฮ่ามสามัคคี ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2369
วัดขะจาวถูกสร้างขึ้นปีพุทธศักราช 2369 โดยนายยศ ผู้ซึ่งบริจาคที่ดินให้สร้างวัดและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2491 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ส่วนผู้สร้างไม่ปรากฏอยู่ในหลักฐานทราบแต่ว่าเดิมเป็นที่ดินของ นายยศบริจาคให้กับวัดขะจาว เดิมสถานที่ตั้งวัดเป็นป่าชาวบ้านเรียกว่า ป่าขะจาวเป็นต้นไม้ยืนต้นชื่อว่าต้นขะจาว ต่อมาตั้งวัดก็เลยเรียกชื่อวัดตามชื่อต้นไม้ ชื่อว่า วัดขะจาวมาจนกระทั้งทุกวันนี้ เหตุที่วัดขะจาวถูกตั้งชื่อว่า “ขะจาว” สืบเนื่องมาจากในสมัยก่อนบริเวณรอบวัดมีต้นขะจาวจำนวนมากอยู่ภายในบริเวณวัดและรอบๆวัด จึงทำให้วัดนี้ถูกตั้งชื่อว่า “วัดขะจาว” แต่ในปัจจุบันต้นขะจาวถูกตัดทำลายไป จึงเหลือแค่เพียง 3 ต้นเท่านั้นซึ่งอยู่บริเวณหน้าวัด ขะจาว 1 ต้น อยู่บริเวณหลังวัดขะจาว 1 ต้น และอยู่บริเวณหน้าตลาดขะจาวอีก 1 ต้นเท่านั้น ตลาด ขะจาวได้นี้อยู่ตรงกันข้ามกับทางเข้าของวัดขะจาวนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ท่านเจ้าอาวาสเล็งเห็นความสำคัญของพันธุ์ไม้ที่เก่าแก่อย่างต้นขะจาวมากยิ่งขึ้น ท่านไม่อยากให้ต้น ขะจาวต้องสูญพันธุ์ไปเพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของหมู่บ้านขะจาว และนอกจากนี้ เปลือกของต้นขะจาวนั้นสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคเรื้อนแก่สุนัขได้อีกด้วย ดังนั้น ท่านจึงได้ให้ชาวบ้านร่วมใจกันช่วยกันเพาะต้นกล้าของต้นขะจาว และขยายพันธุ์ต้นขะจาวเอาไว้ เพื่อให้รุ่นลูกหลานได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์จากพันธุ์ไม้ชนิดนี้นานเท่านาน
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระอธิการดวงดี
2. พระตา
3. พระอธิการอินพร วิถี
4. พระอธิการบุญทา
5. พระอธิการทองคำ วิสูทฺธสีโล
6. พระอธิการสนอง จันทสาโร
7. พระพงษ์ศักดิ์ ปั๋นแก้ว
8. พระโสภิณ
9. พระปฐม
10. พระครูยศ กลฺยาโณ
11. พระบุญมี สุทะจิตโต 1
2. พระทองสุข รัตนมโน 1
3. พระมหาปัญญา เตชวโร 1
4. พระศักดิ์ดา สิริคุตฺโต 1
5. พระอธิการเหล ชยวํงโส 1
6. พระสมบูรณ์ ชวนปัญโญ 1
7. พระเศกศักดิ์ ธมฺมโชโต (ปัจจุบัน รักษาการเจ้าอาวาส) 1
8. พระอธิการสุรพล ชยธมฺโม (เจ้าอาวาสปัจจุบัน)
งานสถาปัตยกรรม
1 พระวิหาร วิหารวัดขะจาวสร้างใน พ.ศ. 2369 ส่วนผู้สร้างไม่ปรากฏอยู่ในหลักฐานมีพระอธิการดวงดี ไม่ทราบฉายาวัน-เดือน-ปี เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 1 ในสมัยนั้นต่อมาในปีเดือน พ.ศ. ไม่ทราบ ได้มีพระอธิการอินพร เจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ได้บูรณะขึ้นต่อมาในปี พ.ศ. 2522 – 2532 ได้มีพระครูยศ กลายาโณ เจ้าอาวาสรูปที่ 10 ได้ เข้ามาบูรณะวิหารหลังนี้ต่อ จนถึงทุกวันนี้ เป็นศิลปะแบบไทยล้านนาภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูป ๓ องค์ และได้มีการวาดภาพพุทธประวัติและมหาเวสสันดรชาดกบนฝาผนัง เพื่อให้สาธุชนรุ่นหลังได้เข้ามา กราบไหว้สักการะบูชาและศึกษาเรียนรู้ต่อไป
2 พระเจดีย์ พระเจดีย์เป็นศิลปะแบบล้านนามีมาแต่สมัยโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2396 พร้อมกันกับ การสร้างวัดขะจาวในสมัยนั้นและได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน องค์พระเจดีย์ เพื่อให้ศรัทธาสาธุชน ได้ร่วมสักการะบูชา ในวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา สืบต่อไป
3 พระอุโบสถ เจ้าอาวาสรูปที่ 1 พระอธิการดวงดี ได้ก่อสร้างไว้ในสมัยนั้น ต่อมาอุโบสถได้ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลาและต่อมาได้มีเจ้าอาวาสรูปที่ 13 พระอธิการทองสุข รตมนโน ได้บูรณะขึ้นมาใหม่ ใน พ.ศ. 2533 และได้มาสำเร็จ เสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ. 2543 โดยเจ้าอาวาสรูปที่ 14 พระอธิการเหล่ ชยวงโส ต่อมาพระปลัดสุรพล ชยธมฺโม เจ้าอาวาสวัดขะจาว ได้ดูแลพระอุโบสถ พ.ศ. 2545 มาจนถึงปัจจุบัน อุโบสถเป็นศิลปะแบบไทยล้านนา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2491 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร
วัดเจ็ดลิน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2060
วัดเจ็ดลิน (ร้าง) หรือ วัดหนองเจ็ดลิน หรือชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองจริน ตั้งอยู่ถนน พระปกเกล้า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นก่อนปีพุทธศักราช 2060 สมัยพระเมืองแก้วหรือพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช และไม่ปรากฏชัดเจนว่ากษัตริย์ในราชวงศ์มังรายพระองค์ใดเป็นผู้สร้างและสร้างในพ.ศ.ใด ดังปรากฎหลักฐานบันทึกไว้ดังกวีนิพนธ์โบราณ ในนิราศหริภุญชัย พ.ศ.2060 ได้กล่าวถึงวัดเจ็ดลินไว้ว่า เจ็ดลินลุแล้วเล่า ศาลาเลิศเอ่ คองคู่สายเสน่หา แห่งนั้น วรลักษณ์เลิศรสา สวรรค์เทพทิพย์เอ่ สาแผ่นผืนใดนั้น พี่ค้นหาอาวร วัดเจ็ดลิน (ร้าง) หรือชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองจริน ตามหลักฐานที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนไว้ ประกอบด้วย เจดีย์วิหารและอาคารที่ต่อจากวิหาร ตัววิหารอยู่ในสภาพชำรุดพื้นปูซ้อนกันอยู่ 2 ระยะ ส่วนที่ค่อนข้างสมบูรณ์มีชุกชี และองค์พระประธาน องค์เดิมพบแต่เศียรปูนปั้นขนาดใหญ่หลังวิหาร ลดระดับลงมาจากวิหารลง ตะวันออกมีร่องรอยแท่นอิฐรองเสาสัณฐานปัจจุบันมีต้นโพธิ์ขึ้นกลางฐาน ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ทรงมณฑป ผสมทรงกลม อิทธิพลสุโขทัย มอญซุ้มพระประดับ4 ทิศอยู่ในยุคหลังพระเจ้าติดลกราช เป็นลักษณะเจดีย์ที่สร้างในสมัยพระยายอดเมืองเชียงราย พระเมืองเกศแก้วหรือหลังจากนั้นที่เรียกว่า วัดเจ็ดลิน ภายในวัดมีหนองขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังปัจจุบันมีสภาพที่สมบูรณ์อยู่ตามประวัติกล่าวว่าในอดีตกษัตริย์ในราชวงศ์มังรายพระองค์ใด ก่อนขึ้นเสวยราชจะต้องไปทรงผ้าชุดขาว(นุ่งขาว ห่มขาว) ณ วัดผ้าขาวก่อนจากนั้นจะเสด็จไปสะเดาะเคราะห์ ณ วัดหมื่นตูม และจะเสด็จไปประกอบพิธีสรงน้ำมูรธาภิเษก ณ หนองน้าวัดเจ็ดริน ในการประกอบพิธีมูรธาภิเษกนั้นจะทำรางหรือที่ทางเหนือเรียกว่า ลิน ทำด้วยคำทั้งเจ็ดเพื่อสรงพระวรกาย จากนั้นจึงเปลี่ยนเครื่องทรงกษัตริย์ขึ้นเสวยราชต่อไป ดังปรากฏในสมัยเจ้าฟ้าแม่กุ (พระเมกุฏิสุทธิวงศ์กษัตริย์)ผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ 20 พ.ศ.2094-2107 ก่อนขึ้นเสวยราชได้ทำพิธีมูรธาภิเษกโดยเสด็จไปสรงน้ำพระที่วัดเจ็ดลินคำความว่า “คำเชิญกษัตริย์เจ้าไปลอยเคราะห์ที่วัดหมื่นตูมนอนหั้นและ 3 วันแล้วไป อุสสาราชหล่อน้ำ มูรธาภิเษกสุคนธาด้วยสุวรรณหอยสังข์ที่ วัดเจ็ดลินคำ หั้นแล” วัดเจ็ดลิน มีเนื้อที่ตามปรากฏหลักฐานตามโฉนดที่ดินออกในปี พ.ศ.2482มีจำนวน 7 ไร่เศษเป็นวัดที่เคยรุ่งเรืองมาในอดีตจนถึงสมัยของท่านครูบาปัญญา เจ้าอาวาสวัดหัวข่วงซึ่งรักษาการเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ระหว่างปี พ.ศ.2420-2440 ได้ทำการสำรวจหัววัดต่างๆ และอุโบสถ ได้บันทึกไว้ว่า วัดเจ็ดลิน ตั้งอยู่แขวงด้านประตุเชียงใหม่ในเวียงเชียงใหม่ เจ้าอธิการชื่อ สีวิชัย นิกายเชียงใหม่ยังไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ รองอธิการยังไม่มี จำนวนพระลูกวัดในในพรรานี้ยังไม่มีพรรษามาก่อนมีองค์ 1 เณร 2 ต๋น ขึ้นแก่วัดพันเท่า วัดเจ็ดลินหรือวัดหนองจรินจะตกอยู่ในสภาพวัดร้าง จากนั้นไม่นานเพราะไม่ปรากฏหลักฐานใดๆกล่าวถึงต่อมา ประมาณปีพ.ศ.2509 สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ได้ขอเช่าเนื้อที่ด้านหน้าติดกับถนนพระปกเกล้า เป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่ และได้ย้ายออกไปในปีพ.ศ.2520 ปัจจุบันมีประชาชนเข้าไปปลูกบ้านอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง ในวันที่30 มกราคม2546 พระญาณสมโพธิเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้รับมอบหมาย จากคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นประธานพัฒนาฟื้นฟู วัดเจ็ดลินและยกเป็นพระราชกุศลแด่พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษาและพัฒนาหนองน้ำที่กว้างให้เป็นหนองน้ำที่ใสสะอาด สวยงาม ให้คงเป็นหนองน้ำแห่งประวัติศาสตร์คู่เมืองเชียงใหม่ต่อไป
ลำดับเจ้าอาวาส:
เนื่องจากวัดเจ็ดลินเป็นวัดร้างมานานกว่า 200 ปี จึงไม่มีหลักฐานใดๆบอกให้ทราบเจ้าอาวาสเลย และเมื่อได้มีการบูรณะซ่อมแซมอีกครั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์แรกคือ 1. พระญาณสมโพธิ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ รักษาการแทน (พ.ศ.2546)
2. พระมหาวิษณุ จารุธม.โม (พ.ศ.2547) ประวัติเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระมหาวิษณุ จารุธม.โม อายุ 34 ปี พรรษา 13 ภูมิลำเนา บ้านห้วยไม้หก(เมืองตึ๋ง) ต.ม่อนจอง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เริ่มบวชเรียนครั้งแรกอายุ 15 ปี การศึกษา นธ.เอก ปธ.5 พธบ ปัจจุบันรักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจ็ดริน
งานสถาปัตยกรรม
1 พระวิหาร
2 พระเจดีย์ เจดีย์เหลี่ยมผสมทรงกลม ฐานหน้ากระดานเหลี่ยม 3 ชั้น รองรับบัวย่อเก็จแบบพิเศษที่ประกอบด้วยฐานบัวลูกแก้ว 2 ฐาน ซ้อนอยู่ในฐานเดียวกันลักษณะเช่นนี้พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 21 ลงมาเหนือขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานย่อเก็จ 3 ชั้น รองรับเรือนธาตุที่ซุ้มประดิษฐานพระพุทะรูปทั้งสี่ทิศ เหนือเรือนขึ้นไปเป็นบัวถลาขนาดใหญ่ มาลัยเถาใต้องค์ระฆังชำรุดจนไม่สามารถพิจารณาได้แต่สังเกตได้ว่า มาลัยเถาเป็นแปดเหลี่ยม รองรับองค์ระฆังขนาดเล็ก ยอดชำรุด
งานศิลปกรรม
1 พระพุทธรูป
วัดหมื่นตูม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 106 ถนนถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2021
วัดหมื่นตูม สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๐๒๑ เมื่อนับถึงปี พ.ศ.๒๕๔๗ จึงมีอายุได้ ๕๒๖ ปี ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ.๒๒๐๐ พื้นที่ของวัดหมื่นตูมทั้งหมด มี ๒ไร่ ๒ งาน๗๖ ตารางวา สร้างในสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ สมัยของพระเจ้าเมืองแก้วนี้เป็น ยุคที่พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก อีกสมัยหนึ่ง
งานสถาปัตยกรรม
1 วิหารของวัดหมื่นตูม ตามประวัติแล้วไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้งในสมัยพระเมืองแก้ว ขนาดนั้นเป็นยุคที่พุทธศาสนารุ่งเรืองถึงขีตสุดอีกสมัยหนึ่งขุนนางคหบดีนิยมที่จะสร้างวัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และวัดหมื่นตูมอาจจะเป็นอีกวัดหนึ่งที่สร้างขึ้นในสมัยนั้น ตามหลักฐานที่ค้นพบอยู่บ้างทราบว่า วัดหมื่นตูมอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดหนองเจ็ดลิน(วัดร้าง)ตั้งอยู่เขตด้านประตูเชียงใหม่(ตามประวัติหนองเจ็ดลิน) และที่สำคัญก็คือลวดลายหน้าบันพระวิหาร ที่มีความงดงามยิ่งเพราะทำมาจากไม้แกะสลักทั้งหมด และปัจจุบันหาดูได้ยากยิ่งนัก ถึงแม้ว่าวิหารหลังนี้จะผ่านกาลเวลามานานหลายปีก็ตาม ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สินเพื่อช่วยทำนุบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาอย่างไม่ขัดสาย จนทำให้วิหารหลังนี้ค่อนข้างมีความสมบูรณ์เป็นอย่างมาก วิหารวัดหมื่นตูม มีลักษณะยกฐานสูงประมาณ 1.5 เมตร ด้านหน้าที่บันไดขึ้นและมีสิงห์คู่ขนาบทั้งสองข้าง หลังคาเป็นลักษณะเหลี่ยมสูงซ้อนกันสามชั้นลดหลั่นกันลงมามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ภายหลังจากการซ่อมแซมหลังล่าสุดเสาพระวิหารทำมาจากไม้สักขนาดใหญ่ด้านหน้าติดรูปกระจังซึ่งทำมาจากไม้สักแกะสลัด ขนาดประมาณ 15 ซม. ลงรักปิดทองติดตามเสาลักษระตาสับปะรดยาวตั้งแต่โคนเสาจนถึงปลายยอดซึ่งปรากฏให้เห็น 4ต้นบริเวณด้านหน้าของพระวิหาร ซึ่งมีประตูชั้นเดียวไม่มีที่พักหรือซุ้มด้านหน้าแต่อย่างใด
ที่ตั้ง : วัดหมื่นเงินกอง เลขที่ 30 ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดหมื่นเงินกอง ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 1912 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.
ประวัติวัดหมื่นเงินกอง
วัดหมื่นเงินกองสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์มังราย รัชกาลของท้าวสองแสนนาหรือพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 ของล้านนาไทย ระหว่าง พ.ศ. 1910-1931 ชื่อ “วัดหมื่นเงินกอง” ได้มาจากชื่อเสนาคลังคือ หมื่นเงินกอง อันเป็นราชทินนามหรือ บรรดาศักดิ์ ซึ่งพระเจ้ากือนากษัตริย์องค์ที่ 6 ในราชวงศ์มังราย พระราชทานให้แก่ขุนนางที่มีความดีความชอบ อันตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ในสมัยโบราณกาลมีอยู่ 4 ตำแหน่ง โดยใช้คำวา “เสนา” นำหน้าคือ เสนาคลัง เสนาเวียง เสนาวัง และเสนานา แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงเพิ่มตำแหน่งเสนายุติธรรมขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่งผู้ดำรงตำแหน่งเสนายุติธรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่)
“หมื่นเงินกอง” ผู้สร้างวัดหมื่นเงินกองนี้ นามเดิมชื่อ เมธัง เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนามาแล้ว แต่ภายหลังได้ลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาส มีคำหน้าว่า “หนาน หรือ ทิด” หนานเมธังมีภรรยาชื่อ “นางแก้ว” ตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณอันเป็นที่สร้างวัดหมื่นเงินกองนี่เอง หนานเมธังเป็นคหบดีที่มีทรัพย์สินเงินทองอยู่บ้าง สามีภรรยาคู่นี้มีจิตใจที่เคารพเลื่อมในในพระพุทธศาสนา ถืออุโบสถศีลเป็นนิจ เข้าวัดเข้าวาเป็นประจำ เป็นผู้ที่มีจิตใจกว้างขวาง ประกอบด้วยเมตตากรุณาอยู่เสมอ
ประวัติของหนานเมธังนี้ ผู้เขียน(ชุ่ม ณ บางช้าง) ได้รับคำบอกเล่าจากครูบาอินต๊ะวัดดอกเอื้อง กับตุ๊เจ้า (ครูบาอิน) วัดเชียงมั่นและได้พบในใบลานจารึก ที่วัดข่วงสิงห์เมื่อพ.ศ. 2469 มีดังนี้ เรื่องของหนานเมธังกับภริยานี้ เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนา แต่ตามตำนานอ้างว่า ปีลวดเม็ด คือปีมะแม ตรีศกจุลศักราช 693 ซึ่งตรงกับพ.ศ. 1875 แม้นศักราชนี้ถูกต้องแน่ เรื่องของหนานเมธังก็จะอยู่ในรัชสมัยพระเจ้ากือนาได้ได้อย่างเด็ดขาด เพราะหลักฐานสำคัญจากคัมภีร์ ชินกาลบาลีปกรณ์ และพงศาวดาร โยนกต่างยุติต้องกันว่า พระเจ้ากือนาเสวยราชย์เมื่อ จ.ศ. 729 (พ.ศ. 1910) และสวรรคตเมื่อ จ.ศ. 690-696 (พ.ศ. 1871-1877)
แต่จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เรื่องของหมื่นเงินกอง อยู่ในรัชสมัยของพระเจ้ากือนาอย่างแน่นอน เพียงแต่ในตำนานลงศักราชคลาดเคลื่อนไปเท่านั้น หลังจากหนานเมธังลาเพศสมณะมาครองเรือนครองรักได้ไม่นานนัก ก็มีข่าวแพร่สะพัดถึงเรื่องการเกิดทุพภิกขภัยในท้องที่เมืองพร้าววังหิน (ปัจจุบันคืออำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของนครเชียงใหม่ เมืองพร้าววังหินเกิดข้าวยากหมากแพง เนื่องจากฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประชาชนขาดแคลนข้าวปลาอาหาร เมื่อหนานเมธังได้ทราบข่าวนี้เป็นที่ชัดแจ้งแล้วจึงได้ปรึกษากับนางแก้วภริยาของตนว่า เมื่อชาวเมืองพร้าววังหินขาดแคลนข้าวปลาเช่นนี้ เราสมควรนำข้าวสารไปขายแก่ชาวเมืองพร้าวซึ่งอดอยาก เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความหิวโหยของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งนางแก้วก็เห็นชอบด้วย
วันรุ่งขึ้น หนานเมธังไปซื้อวัวหนุ่มแข็งแรงอ้วนพีมา 4 ตัว พร้อมด้วยต่างสำหรับใส่ข้าวแล้วสองสามีภรรยาก็ออกหาซื้อข้าวสาร แล้วชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงซึ่งเป็นพ่อค้าออกกว้านซื้อข้าวสารไปขายที่เมืองพร้าวด้วยกัน เมื่อได้ข้าวสารพร้อมแล้วก็ออกเดินทางไปยังเมืองพร้าว อันตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครเชียงใหม่กว่าสองพันเส้นต้องนอนค้างตามระยะทางหลายคืน ในที่สุดก็ไปถึงที่หมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ
ชาวเมืองพร้าวที่อดอยากพากันมากลุ้มรุมซื้อข้าวสาร ส่วนคนที่ยากจนขัดสนทรัพย์ไปขอข้าวสารจากพ่อค้าอื่น ๆ ไม่ได้ ก็พากันมาขอข้าวสารจากหนานเมธัง ๆ ก็แจกจ่ายข้าวสารให้โดยไม่เรียกร้องเอาเงินทองใด ๆ เลย การกระทำเช่นนี้เป็นเหตุให้ข้าวสารของหนานเมธังปรากฏว่าขาดทุนมากมาย แต่หนานเมธังกับภริยาก็หาย่อท้อไม่ กลับมาถึงบ้านพักผ่อนอยู่ได้ไม่กี่วัน ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนร่วมชาติชาวเมืองพร้าวที่อดอยาก หนานเมธังออกกว้านซื้อข้าวสารไปขาย และแจกจ่ายให้ชาวเมืองพร้าวที่อดอยากอีกเป็นคำรบสอง และก็ขายครึ่งหนึ่งให้ทานครึ้งหนึ่งเช่นที่แล้วมา แต่ก็ยังหาทั่วเมืองไม่ หนานเมธังกับภริยาตั้งใจจะนำข้าวสารไปขายอีกเป็นครั้งที่สาม แต่เนื่องจากหนานเมธังขาดทุนถึงสองครั้ง เงินทองจึงเหลือน้อยไม่พอเป็นทุนซื้อข้าวสาร จึงขอให้ภริยาไปยืมเงินพ่อตามาสมทบอีก ครั้นซื้อข้าวได้พอแก่ความต้องการ
หนานเมธังกับภริยาก็เดินทางไปเมืองพร้าวอีกเป็นวาระที่สาม เมื่อเหยียบย่างเข้าไปในเมืองพร้าวครั้งนี้ พบว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่าสองครั้งก่อน คนที่ยากจนไม่มีเงินทองซื้อข้าวมีจำนวนมากขึ้น หนานเมธังจึงตัดสินใจขายข้าวไปส่วนหนึ่ง ที่เหลืออีกสองส่วนแจกจ่ายให้คนที่ยากจนหมดเลย พอของที่นำไปขายหมดลง หนานเมธังกับพวกพ่อค้าก็พากันเดินทางกลับ หนานเมธังรู้สึกวิตกมาก เป็นหนี้พ่อตาไม่ทราบว่าจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้พ่อตาได้ เลยเดินทางอย่างทอดอาลัย ในที่สุดก็ล้าหลังเพื่อนพ่อค้าด้วยกัน
เมื่อพวกพ่อค้าเดินทางมาถึงบ้านแล้ว นางแก้วไม่เห็นสามีกลับมาด้วยจึงเป็นห่วงได้สอบถามพวกพ่อค้า ได้รับคำตอบว่าหนานเมธังเดินทางล่าช้ามายังเดินทางมาไม่ถึง นางแก้วเป็นห่วงจึงออกตามหาสามี จนพบที่แม่ทะเยือง (ในตำนานเรียก แม่ชะเยือง) นางแก้วก็อ้อนวอนสามีให้กลับบ้าน สองสามีภรรยาพร้อมด้วยวัว 4 ตัว เดินทางมาถึงวัดพระนอนขอนม่วง (ปัจจุบันเรียก พระนอนแม่หยวก) หนานเมธังจึงบอกให้ภริยาหยุดพักเสียก่อน
เนื่องจากเป็นเวลาตะวันอยู่ตรงศรีษะ อากาศร้อนมาก แล้วหนานเมธังก็ล่ามเชือกปล่อยวัวให้กินหญ้า หนานเมธังขอให้นางแก้วดูแลวัวไว้ ส่วนตนเองจะเข้าไปไหว้พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ตามที่เคยปฏิบัติมาเป็นเนืองนิตย์ นางแก้วเห็นสามีไปไหว้พระนอนนานพอสมควรแล้วยังไม่เห็นออกมาจึงปล่อยให้วัวกินหญ้าตามลำพัง ตนเข้าไปตามหาสามีในวัด ในขณะนั้นวัวตัวหนึ่งดึงเชือกที่ผูกไว้ขาดออก ด้วยความคึกคะนองโลดแล่นไปตามลำพัง ได้ใช้เขาคุ้ยขวิดจนตลิ่งพังลง
นางแก้วเข้าไปพบสามียังสวดมนต์ไหว้พระยังไม่เสร็จจึงกลับออกไปดูวัวที่ผูกไว้ให้กินหญ้า นางแก้วเห็นวัวหายไปตัวหนึ่ง จึงรีบออกติดตามไปพบวัวกำลังใช้เขาทั้งคู่ขวิดงัดแงะดินออก มีก้อนวัตถุสีเหลืองสีขาวติดดินที่วัวงัดแงะออกมาเป็นอันมาก เมื่อเข้าไปหยุดดูก็ทราบว่าเป็นก้อนทองคำและก้อนเงินก็ตื่นเต้นตกตะลึงไปชั่วครู่ พอได้สติก็รีบลนลานเข้าไปบอกสามีให้ทราบ หนานเมธังก็บอกให้ภริยาออกไปก่อน เนื่องจากตนสวดมนต์ไหว้พระยังไม่เสร็จ
เวลานั้นเป็นเวลาที่ตะวันลับฟ้าพอดี ครั้นหนานเมธังสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้วก็ออกไปหาภริยา และก็พบของมีค่าทั้งเงินทองก็ดีใจยิ่งนัก แต่โดยที่ตนไม่ใช่คนโลภมาก จึงนั่งคุกเข่าลงบนตลิ่ง แล้วกล่าวคำอธิษฐานต่อรุกขเทวดาและอารักเทวดาว่า “หากแม้นของมีค่าทั้งหมดนี้เคยเป็นสมบัติของตนในอดีต หรือปัจจุบันชาตินี้ ขอให้สิ่งของมีค่าเหล่านี้จงเป็นเงินเป็นทองคำอย่างเดิม แต่หากมิใช่ของที่ตนควรได้ก็ขอให้สิ่งของมีค่าเหล่านี้ จงอันตรธานไปในทันที”
เมื่ออธิษฐานเสี่ยงทายอยู่ถึงสามครั้งโลหะล้ำค่าทั้งหมดก็มิได้อันตรธานไป วัตถุล้ำค่าเหล่านี้ยังคงอยู่หาได้สูญหายไปไม่ หนานเมธังกับภริยาจึงขนของมีค่าเหล่านั้นบรรทุกหลัววัวทั้ง 4 ตัว แล้วจึงเดินทางต่อ เมื่อเดินทางได้ระยะหนึ่ง พบบ่อน้ำมีชื่อว่าหมาเลีย ก็ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นคือ วัวตัวหนึ่งสะดุดก้อนอิฐล้มลงถึงแก่ความตายริมบ่อน้ำ หนานเมธังกับภริยาช่วยกันเก็บเงินทองจากวัวตัวตายไปใส่ต่างวัวอีกสามตัวแต่ใส่ไม่หมดจึงขุดหลุมฝังไว้ใกล้บ่อน้ำนั้น ส่วนวัวตัวที่ตายก็เอาใบไม้กิ่งไม้ทับถมไว้มิดชิดแล้วพากันเดินทางต่อ
จนเวลาล่วงห้าทุ่มจึงมาถึงบ้าน อาบน้ำชำระร่างกายสะอาดหมดจดแล้วพอกันเข้านอนแต่กลับนอนไม่หลับ เพราะมัวคิดถึงเงินทองที่ได้มามิรู้ว่าควรทำประการใดดี ฝ่ายภริยาก็ออกความคิดเห็นว่า สมัยนี้ชาวบ้านชอบใส่ลานหู สมควรหาช่างฝีมือดีมาตีตาลานหูขายให้ชาวบ้านดีกว่า หนานเมธังก็เห็นชอบด้วย วันรุ่งขึ้นออกหาช่างตีลานหู เมื่อได้มาแล้วก็เอาทองคำและเงินออกมาให้ช่างตีลานหูทองคำ ส่วนคนที่มีฐานะพอมีพอกินก็ซื้อลานหูเงิน ขายได้เงินมากพอที่จะใช้หนี้ที่ยืมมาจากพ่อตา
เมื่อปลดเปลื้องหนี้สินหมดสิ้นไปแล้ว แต่พวกชาวบ้านยังนิยมใส่ลานหูกันมากอยู่ ลานหูของเมธังจึงขายดีและแพร่หลายยิ่งขึ้นเมื่อเก็บเงินได้มาก หนานเมธังจึงปรึกษากับภรรยาว่าจะสร้างวัดขึ้นสักวัดหนึ่ง เมื่อตกลงกันได้แล้ว จึงแบ่งที่ดินในบริเวณบ้านของตนเองสร้างเป็นอารามขึ้น ตั้งชื่อว่า “วัดช่างลาน” เพื่อเป็นอนุสรณ์ของภรรยา (ปัจจุบันเป็นวัดร้าง ซึ่งกรมศาสนาจัดและให้เทศบาลนครเชียงใหม่เช่า)
ในสมัยนั้น เป็นสมัยที่พระเจ้ากือนาปกครองราชอาณาจักรล้านนาไทยเป็นองค์ที่ 6 ในราชวงศ์มังราย พระเจ้ากือนาเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าผายู หรือ หรยู หรือ ตายูมหาราช ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 1910 สวรรคต พ.ศ. 1931 ปกครองราชอาณาจักรเป็นเวลา 21 ปี พระเจ้ากือนาทรงทราบว่า หนานเมธังเป็นคหบดี มีใจบุญสุนทานเคยช่วยเหลือราษฎรชาวชนบทที่อดอยากข้าวปลาอาหารมาหลายครั้ง ทรงพระราชดำริว่า หนานเมธังเป็นคนดี มีคุณธรรมคือ ความเมตตา กรุณาอยู่ในสันดาน บังเอิญเสนาคลังหรือมนตรีคลังของพระองค์ถึงแก่กรรมลง จึงรับสั่งให้มนตรีวังของพระองค์เชิญหนานเมธังเข้าเฝ้าในพระราชวัง พระองค์ได้ทอดพระเนตรรูปร่างลักษณะทรงสนทนาปราศรัยกับหนานเมธังเป็นที่สนพระทัย จึงทรงชักชวนให้รับราชการในตำแหน่ง “เสนาคลัง” พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นามว่า “หมื่นเงินกอง”
พระเจ้ากือนา หรือกิจนาพระองค์นี้ ทรงมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง พอดีมีข่าวแพร่สะพัดมาถึงเชียงใหม่ว่าที่เมืองสุโขทัยมีพระภิกษุชาวเมืองสุโขทัยรูปหนึ่ง ได้ออกไปศึกษาพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์จากพระอุทุมพรมหาสวามีซึ่งไปศึกษาลัทธิพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์มาจากลังกาทวีป และพระเถระสุมนได้เข้าพิธีอุปสมบทใหม่ในสำนักของพระอุทุมพรมหาสวามีด้วย พระเจ้ากือนาทรงมีพระราชสาส์นไปอาราธนาพระอุทุมพรมหาสวามี เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาและอุปสมบทกุลบุตรให้ล้านนาไทย แต่พระอุทุมพรมหาสวามีมีภาระมากมายอยู่ในสามัญประเทศไม่สามารถมาตามคำเชิญ จึงให้อานนท์เถระกับสานุศิษย์อีก 9 รูป มายังล้านนาไทย พระเจ้ากือนาทรงอาราธนาให้จำพรรษา ณ วัดโลกโมฬี (ปัจจุบันได้ปฏิสังขรณ์หลังจากที่เป็นวัดร้างมา) พระเจ้ากือนาทรงอ้อนวอนให้พระอานนท์เถระ ทำการอุปสมบทแก่กุลบุตรในล้านนาไทย แต่พระอานนท์เถระได้ถวายพระพรให้ทราบว่าพระอุทุมพรมหาสวามีมิได้อนุญาตให้ท่านพระอานนท์เถระทำพิธีบรรพชาอุปสมบทใคร ๆ ได้ แต่พระมหาเถรสุมนที่กรุงสุโขทัยนั้นได้รับอนุญาตจากพระอุทุมพรมหาสวามีให้บรรพชาอุปสมบทกุลบุตรได้พระเจ้ากือนาจึงมีพระราชสาส์นไปอาราธนาพระสุมนให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองเชียงใหม่
พระมหาสุมนได้มีลิขิตมาถวายพระเจ้ากือนา ขอให้พระราชสาส์นไปขอต่อพระเจ้าเลอไทแห่งกรุงสุโขทัย พระเจ้ากือนาทรง ตั้งให้ “หมื่นเงินกอง” เป็นราชทูต ปะขาวยอดเป็นอุปทูต ปะขาวสายเป็นตรีทูต นำพระราชสาส์นไปกับเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงสุโขทัย เมื่อพ.ศ. 1910 กษัตริย์สุโขทัยจึงทรงอนุญาตให้พระมหาเถระสุมนมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนาไทยโดยทั้งสองอาณาจักรนี้จึงมีสัมพันธไมตรีใกล้ชิดกันมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนเม็งรายมหาราชแล้ว บังเอิญพระสุมนเถระท่านได้พระบรมธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาจากเมืองบางรา เป็นเมืองเล็กและร้างแล้วอยู่ในอาณาจักรสุโขทัย ท่านสุมนเถระไปธุดงค์และปักกลดาอยู่ ณ ที่หนึ่ง ขณะที่กำลังบริกรรมภาวนาก็ปรากฏฉัพพรรณรังสีพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินและท่านได้นิมิตเห็นเทวดามาบอกว่า พระบรมธาตุยังอยู่ในใต้ดิน ใต้กอต้นดอกเข็มซึ่งมีลักษณะเหมือนม้านั่ง (ตั่ง) จึงทำเครื่องหมายไว้ และระดมสานุศิษย์มาขุดก็พบฝังดินอยู่ใต้กอดอกเข็มจริงดังความฝัน เมื่อเปิดออกก็พบตลับทองคำใบเล็ก และในตลับทองคำนั้นมีพระบรมธาตุขนาดเมล็ดข้าวสารหักจึงทำพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุ ๆ ก็สำแดงปาฏิหาริย์เกิดฉัพพรรณรังสีสวยงามยิ่งนัก ต่อมาข่าวนี้แพร่ไปถึงพระศรีธรรมราชมหาอุปราชสุโขทัย ซึ่งครองเมืองศรีสัชนาลัย ของให้นำพระบรมธาตุไปให้พระองค์ลองสักการะบูชาดู พระมหาสุมนเถระก็นำพระบรมธาตุไปให้กระทำพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุก็สำแดงปาฏิหาริย์ ปรากฏเป็นฉัพพรรณรังสีอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาพระเจ้ากรุงสุโขทัยทรงทราบข่าวนี้เข้า จึงอาราธนาพระสุมนเถระให้นำพระบรมธาตุไปทำพิธีสรงน้ำ ณ กรุงสุโขทัย พระเจ้ากรุงสุโขทัยทำพิธีสรงน้ำอย่างเอิกเกริก แต่พระบรมธาตุกลับไม่สำแดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏเลย กษัตริย์สุโขทัยจึงมอบพระบรมธาตุให้เป็นลัทธิของพระสุมนเถระ พระสุมนเถระได้ทราบจากเทพสังหรณ์ว่า พระบรมธาตุมีความประสงค์จะอยู่ในล้านนาไทย จึงได้เดินทางไปสู่ล้านนาไทยพร้อมด้วยสามเถร ซึ่งเป็นหลานชายท่านอีกรูปหนึ่ง พระเจ้ากือนาเสด็จไปทรงต้อนรับพระมหาเถระถึงเมืองหริภุญชัย ซึ่งในครั้งนั้นเมืองหริภุญชัยถูกทหารพ่อขุนมังรายโจมตีด้วยธนูเพลิงภายในเมืองไหม้หมดสิ้น แต่ที่วัดพระยืนนอกเมืองยังสมบูรณ์อยู่ พระเจ้ากือนาทรงจัดให้พระสุมนเถระจำพรรษาที่วัดนั้น พระมหาเถระได้ถวายพระบรมธาตุที่นำมาให้พระเจ้ากือนา พระองค์ทรงประกอบพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุ ๆ สำแดงปาฏิหาริย์เปล่งฉัพพรรณรังสีสวยงามน่าพิศวงและมีพระบรมธาตุอีกองค์หนึ่งลอยมาลงอ่างสรง เปล่งฉัพพรรณรังสีแข่งกัน เป็นเหตุให้พระเจ้ากือนาทรงบังเกิดความเลื่อมในศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง พระสุมนเถระทรงปรารถว่า วัดพระยืนมีพระพุทธรูปอยู่องค์เดียวดูเงียบเหงานัก พระเจ้ากือนาจึงทรงสร้างพระพุทธรูปยืน ขึ้นอีก 3 องค์ จึงกลายเป็น 4 องค์ ปัจจุบันอยู่ภายในมณฑปจึงมองไม่เห็น เห็นแต่รูปปั้นนอกมณฑป พระมหาเถระ จำพรรษาอยู่ที่หริภุญชัย 2 ปี พระเจ้ากือนาทรงอาราธนามาอยู่เชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1912 ร่วมจำพรรษาอยู่กับพระอานนท์เถระที่วัดโลกโมฬีถึง พ.ศ. 1914 จึงยอมยกพระราชอุทยานสวนดอกพะยอม (ปัจจุบันคือวัดสวนดอกพระอารามหลวง) นอกประตูเมืองเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตกให้เป็นวัด ทรงสร้างพระอารามใหญ่โตขึ้น ตั้งชื่อว่า “วัดบุปผาราม” ในตำนานมูลศาสนามีว่า “ครั้งนั้นธรรมิกราช (ท้าวสองแสนนา) ปรากฏว่าเป็นเอกราชในประเทศหนนั้น (ประเทศล้านนาไทย) เสวยราชสมบัติในนพบุรีศรีมหานครพิงค์ชัยเชียงใหม่ ประกอบด้วยศรัทธาฤาชาทั่วทิศ ย่องบูชาแก้ว 3 ประการ ท่านมีอัธยาศัยมักใคร่ให้ศาสนารุ่งเรืองในเมืองของตน ครั้นรู้ข่าวว่าความสมบูรณ์ด้วยสีลาธิคุณแห่งอุทุมพรบุปผ่ามหาสวามีเจ้า แต่เทืองพ้นโน้น จึงให้แต่งเครื่องบูชาพร้อมด้วยคนผู้ฉลาดด้วยโวหาร และเจรจาไพเราะให้ไปหาอุทุมพรบุปผามหาสวามีตนอุดม ที่เอาศาสนามาแต่ลังกาทวีปด้วยคำว่าฉันนี้ ข้าแต่มหาสวามีเจ้าตนอุดม ข้าไหว้ตีนเจ้าทั้งสองจากแต่ไกลด้วยน้ำใจงาม ข้าขอให้เจ้ากูตนอุดมมายังเมืองข้า เพื่อปล่อยสัตว์ให้พ้นจากทุกข์แล” ครั้งนั้นคนใช้ก็นำเอาข่าวสาสน์และเครื่องบูชาไปยังสำนักเจ้าไท ก็บูชาด้วยเครื่องบูชาแล้วบอกสาสน์ทั้งมวลแก่เจ้าไทนั้นแล ครั้นนั้นอุทุมพรมหาสวามีได้ยินพระราชสาสน์มาถึงหู ดังนั้น เจ้าจิ่งคำนึงในใจว่าฉันนี้ “เมืองไทย มีลูกศิษย์กูชื่อท่านสุมน หากจักให้สาสนารุ่งเรืองแล” แม้คำนึงดังนั้นก็ดี เจ้าไทก็ใช้ศิษย์ตนชื่อเจ้าอานนท์เป็นลูกชาวเมืองพ้น อันแก่กว่าชาวเจ้า 12 คน ที่ไปบวชในลังกาทวีปโน้น ให้มาสงเคราะห์เจ้ากือนานั้นแล เจ้าอานนท์พร้อมด้วยสงฆ์บริวารก็มาถึงเชียงใหม่ สิ้นหนทางได้ 20 โยชน์โดยสวัสดีทุกคนนั้นแล ครั้งนั้น ท้าวกือนามีความยินดีแก่เจ้าอานนท์และสงฆ์ที่มาถึงด้วยความสุขสำราญ ก็กระทำการสักการะด้วยคันธะดวงดอกแล้ว ก็แต่งจตุปัจจัยแก่เจ้าไทให้สุขสบายนั้นแล เจ้าอานนท์ก็เทศนาแก่พระยาอันเป็นอนุสาสนี ตามประเวณีอันเป็นสัพพัญญูนั้นแล ครั้งนั้น ธรรมราช คือ ท้าวกือนา ได้ฟังเทศนาแห่งเจ้าอานนท์ ก็บังเกิดความโสมนัส จึงเจรจากับเจ้าอานนท์ว่า “ข้าแด่เจ้ากู สังฆกรรมอันแต่ลังกา อันมหาสวามีเจ้าเก่งเรานำมา ขอให้เจ้ากูกระทำสังฆกรรมยังเมืองแห่งข้านี้เถิด” เมื่อเจ้าอานนท์ได้ยินคำแห่งท้าวกือนา เจ้าก็มิใคร่กระทำสังฆกรรมตามท้าวกือนาขอนั้น เหตุมิได้รับอนุญาตแต่สำนักครูแห่งตน ก็มีอนุสนธิเจรจากับด้วยพระยาดังนี้ “ดูกรามหาราช ตนมีธรรม เจ้าไทตนอยู่เมืองสุโขทัย ชื่อว่าสุมนนั้น เป็นครูแห่งเรา หากได้ปลงอาชญาไว้ใน สังฆกรรม หมาราชจงไปนิมนต์ท่านเจ้าไทมาเถิด เราจักได้เจ้าไทมาเป็นประธานแก่สงฆ์ทั้งมวลจิ่งควรแล” ครั้งนั้น ท้าวกือนาได้ยินข่าวสาสน์อันหนัก ก็มีวิตกวิจารณ์อันบานด้วยปิติ รู้ข่าวว่าพระธาตุเจ้าอันอุดมแห่งมหาสุมน อันเจ้าอานนท์หากบอกมาในปางนั้น ทีนั้นธรรมราชท้าวกือนา ก็เจรจากับด้วยปะขาว 2 คน (ปะขาวยอด ปะขาวสาย) และอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อว่า “หมื่นเงินกอง” แล้วให้แต่งเครื่องบูชาไว้เพื่อจักไปอาราธนาเจ้าสุมนพระยาพิจารณาตกแต่งทุกอันแล้ว ก็ใช้ไปด้วยเร็วพลันเพื่อนิมนต์เจ้าตนชื่อสุมน อันเอาใจใส่ใน สังฆกรรม อยู่ในเมืองสุโขทัยโพ้นแล ครั้งนั้นคนใช้ของท้าวกือนา เอาเครื่องบูชาไปถึงที่จอด แล้วตกแต่งเครื่องบูชาอันนำมาเข้าไปไหว้ด้วยสัจจะคารวะบริบูรณ์ทุกอันแล้ว ยังราชโองการอันเป็นตำนานก็ยกออกมาเพื่อนิมนต์อันเป็นอนุสนธิว่าฉันนี้ “ข้าแต่มหาเถระเจ้าตนเป็นที่เข้าสู่บริษัท ผู้ข้านี้เป็นราชทูตแห่งเมืองขุนน้ำ ด้วยอำนาจ แห่งท้าวกือนา ตนมีศรัทธาในศาสนาแห่งสัพพัญญู เพื่อให้มานิมนต์เจ้ากูตามประกอบด้วยมหากรุณาและสั่งมาว่าฉันนี้ ข้าแต่เจ้ากูตนประกอบด้วยคุณเป็นอันมาก ขอเจ้ากูมาปลูกรากศาสนา ในเมืองแห่งข้านี้เถิด” “บัดนี้ เจ้าอานนท์ยังขวนขวายยังคอยท่า เพื่อจักมาแห่งกู” เจ้าไทคำนึงในใจว่า “ไม่ควรแก่ตน คำนิมนต์เจ้ากูบ่รับจึงบังคับให้เจ้าสัทธาติสสเถระมาสงเคราะห์ท้าวกือนานั้นแล” ครั้งนั้น “หมื่นเงินกอง” กับทั้งปะขาวยอด ปะขาวสาย ก็มาไหว้ท้าวกือนาว่าฉันนี้ “ข้าแกต่มหาราชเจ้า ให้ตูข้าไปนิมนต์มหาสุมนเจ้า ตามคำแหงมหาราชเจ้าทุกอันเจ้าไทบ่รับนิมนต์ ก็บังคับให้เจ้าสทธชาติสสเถระมาสงเคราะห์มหาราชเจ้า กับ ตูข้านี้แล” ครั้งนั้น ท้าวกือนาก็ให้ข่าวสาส์นนั้นไปบอกแก่เจ้าอานนท์ ๆ ก็บ่มักกระทำสังฆกรรมด้วย เจ้าสัทธาติสสนั้น เหตุคารวะในครูแห่งตนไซร้ ท้าวกือนาก็ยินดีกับเจ้าอานนท์มากนัก เหตุเจ้าอานนท์คารวะในครูแห่งตนแล ท้าวกือนาให้แต่งของฝากไปถึงพระธรรมราชา (พระมหาธรรมลิไท) อันเป็นเจ้าเมืองสุโขทัย กับให้แต่งเครื่องบูชาแก่พระสุมนเถระเจ้า เพื่อจักให้เจ้าไทมาปลูกศาสนาให้รุ่งเรืองในเมืองของตนแล้ว จึงให้เขาทั้ง 3 คน (หมื่นเงินกอง ปุขาวยอด ปะขาสาย)นั้นไป ครั้นไปถึงแล้วก็ขึ้นไปถวายของฝากแก่พระยาสุโขทัยแล้ว ก็เข้าไปบอกข่าวขออาราธนาพระสุมนเถระเจ้าด้วยวาจาอันมีสิทธิ์ติดกับด้วยศรัทธาธิคุณ อันจักให้รุ่งเรืองแก่ท้าวกือนาทุกอันแล ต่อมานางแก้วภริยาของหมื่นเงินกองฝันว่าพระยาอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ดีเพราะมีวัดช่างลานอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สองสามีภรรยาจึงปรึกษากันและตกลงใจสร้างวัดขึ้นที่บ้านของตน แล้วตั้งชื่อว่า “วัดหมื่นเงินกอง” ตามราชทินนามของเจ้าของที่ดิน และยศถาบรรดาศักดิ์ที่ตนได้ ตามหลักฐานดังกล่าว มหาอำมาตย์หมื่นเงินกอง ผู้สร้างวัด ระหว่าง พ.ศ. 1882-1916 พร้อมทั้งเสนาสนะ มีกุฏิ วิหาร พระเจดีย์ ได้ขนานนามว่า “วัดหมื่นเงินกอง” ระยะเวลาที่หมื่นเงินกอง คนสร้างวัดหมื่นเงินกองน่าจะเป็นภายหลังที่พระเจ้ากือนาทรงอาราธนาพระสุมนเถระมายังนครพิงค์แล้วคือ ประมาณหลังพ.ศ. 1912 จนถึง พ.ศ. 1916 อันเป็นระยะเวลาที่พระเจ้ากือนาทรงสร้างวัดบุพพารามแล้วเสร็จ
งานสถาปัตยกรรม
1 .พระธาตุเจดีย์ เป็นสถาปัตยกรรมของเชียงใหม่ แบบของเจดีย์เป็นแบบผสมระหว่างเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมของศรีสัชนาลัยผสมทรงกลมของเชียงใหม่ ซึ่งไม่ทราบว่าทรงเดิมเป็นอย่างไร ที่เห็นปัจจุบัน ได้ก่อครอบทับองค์เดิมไว้ เมื่อประมาณเดือน พฤษภาคม 2534 ได้ถูกฟ้าผ่า เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่พระธาตุเจดีย์ไม่มีสิ่งเสียหายหรือชำรุด
2 วิหาร เป็นวิหารไม้โบราณทรงความงดงามตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนา ความสวยงามของลายดอกหน้าจั่ว และทรวดทรงงดงามเทียบได้ไม่น้อยกว่าที่อื่น เค้าโครงฝีมือชั้นครูยังปรากฏให้เห็นเด่นชัด ได้รับการบูรณะในปี พ.ศ. 2502 โดยพระครูสีลสังวร พร้อมคณะศรัทธา และอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2532 โดยพระครูมงคลสิริวงศ์
3 พระนอน – วิหารพระนอน คำจารึกบนไม้สัก ความว่า “ในปีกาบเส็ด จุลศักราช 1155 (พ.ศ. 2336) เดือน 6 แรม 5 ค่ำ ภายในหมายมี (ครูบาเจ้า) สิริเป็นเค้า… ถึงจุลศักราช 1198 ปีรวายสง้า (พ.ศ. 2375 ปีมะเมีย โทศก) เดือน 8 เพ็ญ เม็งวันเสาร์ ยกเสาวิหาร ถึงจุลศักราช 1218 ปีรวายสี (พ.ศ. 2399 ปีมะโรง โทศก) เอน 6 เพ็ญเม็งวันอาทิตย์ ยกเสาวิหารพระนอน และซ่อมพระนอน ถึงจุลศักราช 1225 ปีเต่าเส็ด (พ.ศ. 2406 ปีจอ อัฐศก ) เดือน 8 เพ็ญ เม็งวันจันทร์ ภายในมีสวาธุเจ้าหลวงพุทธ วัดหมื่นเงินกอง สวาธุเจ้าสิริ วัดช่างลาน และสวาธุธนัญชัย สวาธุเจ้าหลวงพรหม วัดพวกหงษ์ และนอกหมายมีเจ้าบุรีรัตน์หัวเมืองแก้ว เป็นประธาน พร้อมทั้งบรมวงศานุวงศ์และพลเมือง ได้ลงรักปิดทองพระพุทธไสยาสน์ อบรมพุทธาภิเษก ฉลองวิหารทั้งสองหลัง ถวายทานไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นเสร็จพิธี” พระนอนเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางไสยาสน์ศิลปกรรมแบบเชียงใหม่ ประทับบนฐานบัวภายในซุ้ม นับว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณล้ำค่าองค์หนึ่ง น่าเสียดายที่ไม่พบหลักฐานประวัติความเป็นมามากไปกว่าคำจารึกบนไม้สัก
ลำดับเจ้าอาวาสวัดหมื่นเงินกอง
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระครูบาสิริ พ.ศ. 2336
2. สวาธุเจ้าหลวงพุทธ พ.ศ. 2379-2406
3. พระอธิการจันทร์แก้ว สิทฺธิโก พ.ศ. 2460-2492
4. พระสุภาพ อาภาโส (รักษาการ) พ.ศ. 2493-2494
5. พระบุญส่ง ปสาทจิตฺโต (รักษาการ) พ.ศ. 2495-2498
6. พระครูสีลสังวร (ทองอินทร์ สิลสํวโร) พ.ศ. 2499-2524
7. พระครูอุดรศาสนกิจ (อเนก อาภาธโร) พ.ศ. 2526-2529
8. พระครูมงคลศิริวงศ์ (วงศ์เจริญ กิตฺติทตฺโต, ป.ธ. 5) พ.ศ. 2530-2535
9. พระมหาบุญทอง ปญฺญาธโร (น.ธ.เอก, ป.ธ. 6, พธ.บ) พ.ศ. 2535-2537
10. พระครูบุญมา จิธรญาโท (น.ธ.เอก, ป.ธ.6, พธ.บ.) พ.ศ.2537-ปัจจุบัน
วัดศรีเกิด ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 171 ถนนถนนราชดำเนิน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053277147 โทรสาร: 053814361 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2339
วัดศรีเกิดตั้งอยู่บริเวณกำแพงเวียงชั้นใน เป็นวัดโบราณแห่งหนึ่งในนครพิงค์ ก่อนพระยาเม็งรายจะมาสร้างเวียงใหม่แห่งนี้ ตามปรากฏในคัมภีร์พื้นเมืองนครเชียงใหม่ว่า พญามังรายให้ข้าบริวารแผ้วถางป่าในบริเวณที่จะสร้างเวียง พบรูปกุมภัณฑ์เก่าแก่อยู่ในป่า (เชียงใหม่เป็นเมืองร้างมาแต่เดิม) ข้าบริเวณบางหมู่จะทำลาย บางหมู่ก็นำเรื่องไปทูลพญามังราย ๆ ทรงห้าม แล้วจึงใช้อำมาตย์ผู้หนึ่ง นำเครื่องบรรณาการไปพญาลวะที่บนดอยอุชุปัพพัตตะ เพื่อถามวิธีบูชาผีกุมภกัณฑ์ พญาลวะก็บอกข้อปฏิบัติบวงสรวงกุมภกัณฑ์ แล้วพญามังรายก็ปฏิบัติตามที่พญาลวะบอกทุกประการ บริเวณที่ตั้งวัดศรีเกิดแห่งนี้เป็นวัดมาก่อนหรือไม่ ยังไม่พบหลักฐาน พญามังรายสร้างเวียงเสร็จแล้ว ก็ได้ยกย่องเท่ากับเป็นเมืองหลวง บรรดาเมืองต่าง ๆ ก็เกรง เดชานุภาพ พากันนำเครื่องราชบรรณาการมาขอสวามิภักดิ์ ได้แก่ เมืองหงสาวดี เมืองอังวะ เมืองเชียงตุง เมืองเชียงราย ล้านช้าง แพร่ น่าน เชียงของ เขลางค์ ฯ รวมเรียกว่าแคว้นล้านนาไทย พญามังรายประทับอยู่นครพิงค์จนสวรรณคต เมื่อปีกุน ตรีศก จ.ศ.373 พ.ศ. 1855 พระชนมายุได้ 72 พรรษา จากนี้มีเชื้อพระวงศ์สืบสมบัติสันติวงศ์ดำรงราชต่อ ๆ กันมาดังนี้ พระเจ้าคราม พระเจ้าแสนภู พ่อขุนน้ำท่วม พระเจ้าคำฟู พระเจ้าผายู พระเจ้ากือนา พระเจ้าแสนเมืองมา พระเจ้าสามฝั่งแกน พระยาติโลกราช พระยอดเชียงราย เสวยราชตั้งแต่ พ.ศ.2031 ปีมะแม ถึง พ.ศ.2039 พระเจ้าปนัดดาติโลกราช ( พระเมืองแก้ว) เสวยราชตั้งแต่ พ.ศ. 2040-2069 ปีมะโรง ในระหว่างนี้มีนักกวีแต่งโคลงนิราศหิริภุญชัย ปรากฏชื่อวัดศรีเกิด ในบทที่ 12 ว่า ทุงยู สิริเกิด ใกล้ ผาเกียร สามสีอาวาสเจียร จิ่มไหว้ กุศลที่ทำเพียร พบราช เดียวเอย มิใช่จงห้องใต้ แต่พื้น นรา สาดล ตามศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่า โครงนิราศหริภุญชัยแต่งขึ้นประมาณ พ.ศ. 2025-2060 เป็นเอกสารแสดงว่า วัดศรีเกิด มีอายุนานหลายร้อยปี ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า ใครเป็นผู้สร้าง ใน วัน เดือน ปีไหน และเมื่อไร วัดศรีเกิดเป็นวัดฝ่ายมหานิกาย และเจ้าอาวาส เท่าที่พระครูขันตยาภรณ์ (หลวงพ่อคำ) รวบรวมไว้
ลำดับเจ้าอาวาส:
เจ้าอาวาสตามที่ทราบนามมีดังนี้ 1. พระมหาสมเด็จปวัตตหลวงโพธิรุกขาพิชาราม
2. ครูบาพรหม (ลาสิกขา)
3. ครูบาอธิการแก้ว (ลาสิกขา)
4. ครูบาอธิการโม๊ะ (ลาสิกขา)
5. พระครูวิเชียรปัญญา (เป็ก ปญญาวโร ) อดีต จข. ช่างเคิ่ง-จอ.สันป่าตอง พ.ศ. 2459-2498
6. พระครูขันตยาภรณ์ (คำ ขนติโก) อดีต จอ. สันป่าตอง-กิ่งแม่วาง พ.ศ. 2501-2537
7. พระครูสุนทรขันติรัต (คำนึง ขนติหโล) รองจอ. สันป่าตอง พ.ศ.2539 ถึงปัจจุบัน
งานศิลปกรรม
1 พระเจ้าแค่งคม ปีเถาะ จุลศักราช 845 ตั๋วปีก่าเหม้า ( พ.ศ.2027 ปีเถาะ เบญจศก) วันพุทธขึ้น 3 ค่ำ เดือน 8 จันทร์เสวยสตภิสฤกษ์ พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกราชาธิราช (พระเจ้าติโลกราช) กษัตริย์เชียงใหม่ล้านนา รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงมอบภาระให้สีหโคตรเสนาบดี และอาณากิจจาธิบดีมหาอำมาตย์ หล่อพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ ทองหนักประมาณสามสิบสามแสน (3.300.000) ประมาณ 3960 กก. ขนาดหน้าตักกว้าง 94 นิ้ว (2.39 เมตร) สูง 112 นิ้ว (2.85 เมตร) ให้มีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปแบบลวปุรี (ศิลปะแบบลพบุรี) หล่อที่วัดป่าตาลมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ราชธานีเชียงใหม่ ครั้นหล่อเสร็จแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงอันเชิญ พระบรมสารีริกธาตุประมาณ 500 องค์ กับพระพุทธรูปแก้วทองและเงิน จากหอพระธาตุส่วนพระองค์มาบรรจุไว้ในเศียรพระพุทธรูปใหญ่นี้ วัดป่าตาลมหาวิหารแห่งนี้มีพระมหาเถระชื่อ ธรรมทินนะเป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะ เป็นอุปัชฌาย์ด้วย พระเจ้าธรรมจักรพรรดิพิกลราชาธิราชครองราชย์สมบัติได้ 45 ปี ก็สวรรณคต ในปีมะแม รวมสิริอายุพระองค์ได้ 78 ปี พระพุทธรูปแค่งคม ประดิษฐานที่วัดป่าตาลมหาวิหารนานได้ 316 ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2027-2342) ต่อมาจุลศักราชได้ 1161 ตัวปีกัดเม็ด พ.ศ. 2342 ปีมะแม (เอกศก) เดือน 3 ออก (ขึ้น) 7 ค่ำ วันผัด (พฤหัสบดี) สมเด็จปวัตตสีหลวงมหาโพธิรุกขาพิชชาราม (ครูบานันทา) เจ้าอาวาสวัดศรีเกิด ร่วมกับสมเด็จเสฐาบรมบพิตราธิราชพระเป็นเจ้า (เจ้าหนานกาวิละ) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ตนได้น้ำมุทธาภิเษกว่า มหาสุริยวังสกษัตราธิราชเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ พระวงศานุวงศ์ ไพร่ฟ้าพลเมืองได้อาราธนา (นิมนต์) พระพุทธรูปเจ้า แค่งคม จากวัดร้างป่าตาลมหาวิหาร นอกแจ่งกู่เฮือง มาประดิษฐานในวิหารวัดศรีเกิด ต. พระสิงห์ อ. เมือง จ. เชียงใหม่ จนถึงปัจจุบันนี้ พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ ทองหนักประมาณสามสิบสามแสน (3.300.000) ประมาณ 3960 กก. ขนาดหน้าตักกว้าง 94 นิ้ว (2.39 เมตร) สูง 112 นิ้ว (2.85 เมตร) ให้มีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปแบบลวปุรี (ศิลปะแบบลพบุรี)
วัดเมธัง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 213 ถนนถนนราชมรรคา ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053-273-575 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2095
วัดเมธัง แต่เดิมเป็นสถูป ซึ่งมีสามีภรรยาชื่อ หนานเมธังและนางแก้ว ได้บริจาคที่ดินและเงินเพื่อก่อสร้างวัดช่างลานจนเสร็จแล้วเงินที่เจตนาจะสร้างวัดช่างลานเหลือ จึงนำมาสร้างสถูปอยู่ใกล้ๆวัด แล้วสร้างกุฏิให้แก่สงฆ์อยู่ ต่อมาเลยได้สร้างเป็นวัดชื่อว่าวัด เมธัง ตามนามของผู้สร้าง ตามเอกสารได้กล่าวไว้ว่า วัดเมธังสร้างขึ้นเมื่อปี 2095 ถ้านับถึงปัจจุบันก็ 452 ปีเท่านั้นและเดิมชื่อวัดช้างลานนั้นขัดแย้งกับหลักฐานที่ชัดเจนว่า พระนอนซึ่งเป็นพระประธานของวัดหมื่นเงินกองมี อายุได้ 600 กว่าปีนั้นแล้วทั้งที่ วัดหมื่นเงินกองสร้างทีหลังวัดเมธัง จึงน่าสันนิษฐานว่าวัดเมธังต้องสร้างก่อนปี 2095 นานแล้ว ส่วนเรื่องที่นาเดิมชื่อวัด ช่างลานนั้นก็คงไม่ใช่ เพราะเป็นคนละวัด โดยวัดเมธัง แต่เดิมผู้เฒ่าผู้แก่รู้จักก็คือ วัดเต่าน้อยทองคำ แต่ก็ไม่ทราบแน่ชัดเท่าใดนักว่าวัดเดิมนั้นชื่อว่าวัดอะไร แต่ก็เรียกกันว่าวัดเมธังตามชื่อผู้สร้างมา
ลำดับเจ้าอาวาส:
ลำดับเจ้าอาวาส 1. พระปัญญา
2. พระสุริยะ
3. พระเตชา
4. พระโพธิ
5. พระญาณวิชัย
6. พระสิทธิ
7. พระคำปัน
8. พระอินต๊ะ
9. พระบุญเป็ง จันทรังสี
10. พระสุข ชยวุฒิ
11. พระแก้ว 1
2. พระบุญปั๋น 1
3. พระครูสิทธิวรคุณ ( แก้ว ปัญญาสาโร ) พ.ศ. 2493 – 2518 1
4. พระครูสิทธิวรคุณ สิริภทโท พ.ศ. 2518 – ปัจจุบัน
งานสถาปัตยกรรม
1 อุโบสถ ทรงล้านนาซึ่งภายในอุโบสถนั้นเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธชินราชจำลอง จากพิษณุโลก ขนาดหน้าตักประมาณ 50 นิ้ว ซึ่งนำมาในปี พ.ศ.2515
2 พระวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมทรงล้านนาไทย โดยภายในพระวิหารแต่เดิมนั้นเป็นเจดีย์อายุประมาณ 600 ปี ( แต่ประวัตินั้นไม่ทราบแน่ชัด ) และมีสิ่งของเก่าแก่ซึ่งแต่เดิมอยู่ที่วัดช่างลานซึ่งที่วัดช่างลานนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากจึงนำมาแบ่งไว้ที่วัดเมธังแห่งนี้ ต่อมาจึงมีการสร้างพระวิหารครอบไว้ โดยพระวิหารแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมทรงล้านนาไทย มีการบูรณะครั้งสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ. 2540
ที่ตั้ง : วัดฟ่อนสร้อย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 59 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดฟ่อนสร้อย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2031 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.
วัดฟ่อนสร้อย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2031
งานสถาปัตยกรรม
1 วิหาร เป็นวิหารพื้นเมืองล้านนา มีความงดงาม กล่าวคือ โครงสร้างส่วนบนเป็นไม้ ส่วนล่างก่ออิฐ ถือปูน หลังคาด้านหน้าซ้อนกัน 2 ชั้น ราวบันไดทอดสู่ตัววิหารเป็นปูนปั้นรูปพญานาค ประดับกระจกสี่หน้าเป็นลายปูนปั้นรูปก้านขดประดับด้วยช่อฟ้าในระกาและหางหงส์เป็นรูปพญานาค บานประตูเป็นรูปเทวดายืนลงรักปิดทอง ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ พระประธานเป็นพระพุทธรูปนั่งสมาธิปางมารร้าย
2 หอพระไตรปิฎก ทรงล้านนาไทย 2 ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นเครื่องไม้ หน้าบันไดแกะสลักลวดลายถ้านขด หางหงส์ประดับด้วยนาคสะดุ้ง หลังคาซ้อนกันสองชั้นสองตับ มีแตรอยู่ตรงกลาง มีระเบียงรอบตัวหอไตร
3 เจดีย์ หลังวิหารมีเจดีย์ทรงกลมย่อเก็จ มีซุ้มพระพุทธรูปยืนทั้ง 4 ทิศ มาลัยเถาย่อเก็จมีฐานรองรับองค์ระฆังประดับกระจกสี เหนือบัลลังก์ทำเป็นรูปฐานหัวรองรับปล้องไฉน ส่วนปลียอดปิดจังโก้ ที่ฐานเจดีย์มีรูปปั้นสิงห์ประดับทั้ง 4 ทิศ
งานศิลปกรรม
1 พระประธาน พระประธานเป็นพระพุทธรูปนั่งสมาธิปางมารร้าย
รูปจิตรกรรม
1 – จิตรกรรมฝาผนัง พุทธประวัติ
พระครูเมธาธรรมประยุต มหาปญฺโญ มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฏร์ ชั้นเอก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อย ประวัติด้านการศึกษาของพระครูเมธาธรรมประยุต มหาปญฺโญ พระครูเมธาธรรมประยุต มหาปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดฟ่อนสร้อย
รายนามเจ้าอาวาสตั้งแต่อดีต – ปัจจุบัน เท่าที่ทราบนามคือ 1. พระมหาสังฆราชา
2. พระครูปัญญา
3. พระอธิการด้วงคำ
4. พระครูจักรวุฒิสาร
5. พระครูสังฆบริรักษ์อุดม พ.ศ. 2509 – 2519
6. พระอธิการวิชัย วิชโย พ.ศ. 2519 – 2526
7. พระอธิการไพศาล โอภาโส พ.ศ. 2526 – 2543
8. พระใบฎีกา ยงยุทธ มหาปัญโญ พ.ศ. 2543 – ปัจจุบัน การศึกษา : น.ธ.เอก, พก.ศ, พ.ม., ศน.บ.
วัดช่างแต้ม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดหมื่นตูม ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดเจ็ดลิน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดพันแหวน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดพันอ้น ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 75 ถนนถนนราชดำเนิน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053-787-418 โทรสาร: 053-278418
วัดพันอ้นสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2044 ในรัชสมัยของพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช ( พญาแก้ว หรือพระแก้วเมือง ) กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 13 ในสมัยที่ล้านนายังเป็นอิสระอยู่ในราชวงศ์มังรายมหาราช ( ซึ่งเสวยราชสมบัติปี พ.ศ. 2038 – 2068 เป็นเวลา 30 ปี ) ซึ่งตรงกับแผ่นดินกรุงศรีอยุธยายุคที่ 2 ในแผ่นดินของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ( ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ) ซึ่งเสวย-ราชสมบัติปี พ.ศ. 2034 – 2072 ( รวม 38 ปี ) ในปี พ.ศ. 2474 ตรงกับสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 ( องค์ สุดท้าย ) และคณะสงฆ์สมัยนั้น คือ หลวงพ่อพระอภัยสารทะ วัดทุงยูง เป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ได้พิจารณาเห็นว่า วัดพันอ้นเป็นศูนย์กลาางเหมาะสมที่จะตั้งเป็นสำนักเรียนประจำจังหวัดเชียงใหม่ แต่พื้นที่ไม่กว้างขวางจึงได้ขยายบริเวณวัดออกไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดเจดีย์ควันซึ่งเป็นวัดเล็ก ๆ และได้รวมเป็นวัดเดียวกัน คือ วัดเจดีย์ควันพันอ้น แต่คนทั่วไปมักจะเรียกง่าย ๆ ว่า วัดพันอ้น ส่วนเจดีย์ควัน ปัจจุบันนี้ไม่ปรากฏสภาพของเจดีย์ให้เห็นเพราะ ในปี พ.ศ. 2498 หลวงพ่อพระครูปริยัตยานุรักษ์ ได้รื้อเจดีย์ออกแล้วสร้างศาลาการเปรียญแทน ซึ่งปัจจุบันปรากฏให้เห็นเพียงหลุมเจดีย์เท่านั้น ความหมายของชื่อวัด คำว่า “วัดพันอ้น” นั้น สันนิษฐานได้ว่าเป็นชื่อผู้สร้างวัดที่ถวายไว้กันพระพุทธศาสนา ผู้สร้างเป็นทหารหรือขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์เป็น “ พัน ” เพาระคนสมัยนั้นเมื่อตนเองประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ และนำชื่อของตนเองตั้งเป็นชื่อวัดด้วย และท่านคงมีนามว่า “อ้น” เมื่อสร้างวัดแห่งนี้เสร็จแล้วจึงให้นามว่า “วัดพันอ้น” ตามบรรดาศักดิ์และชื่อของท่าน
ลำดับเจ้าอาวาส:
– ลำดับรายนามเดิมเจ้าอาวาส “วัดพันอ้น” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ( เท่าที่สืบค้นได้ ) 1. ครูบาคันธา พ.ศ. 2423 – 2443 รวมระยะเวลา 20 ปี
2. พระครูมหาวิกรม พ.ศ. 2443 – 2485 รวมระยะเวลา 42 ปี
3. พระครูศรีปริยัตยานุรักษ์ พ.ศ. 2485 – 2526 รวมระยะเวลา 41ปี
4. พระรอธิการดวงดี ฐิตปุญโญ พ.ศ. 2526 – 2531 รวมระยะเวลา 6 ปี
5. พระครูนพบุรารักษ์ จอ. เชียงใหม่ ( รก. ) พ.ศ. 2531 – 2534 รวมระยะเวลา 3 ปี
6. พระครูอมรธรรมทัต พ.ศ. 2534 – ปัจจุบัน
งานสถาปัตยกรรม
1 เจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม มีซุ้มพระทั้ง 4 ด้าน ได้รับการบูรณะหลายครั้ง อยู่ในสภาพดีพอสมควร ซึ่งเป็นเจดีย์ไม่มีชื่อ แต่ส่วนมากจะเรียกตามชื่อวัด คือ เจดีย์วัดพันอ้น สร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดแห่งนี้
2 พระอุโบสถ เป็นอาคาร 2 ชั้นที่สร้างขึ้นในสมัยปัจจุบัน มีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนาและศิลปะสมัยกลาง
งานศิลปกรรม
1 พระพุทธรูปสำคัญ พระประธานที่ประดิษฐานในพระอุโบสถ คือพระพุทธชินราช สร้างจำลองมาจากองค์จริง และพระพุทธมงคลมหามุนีซึ่งเป็นพระประธานเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสร้างวัด พระประธานที่ประดิษฐานในพระอุโบสถ คือพระพุทธชินราช สร้างจำลองมาจากองค์จริง และพระพุทธมงคลมหามุนีซึ่งเป็นพระประธานเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสร้างวัด