Home Blog Page 176

วัดป่าเป้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดป่าเป้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

เมื่อครั้งก่อนเชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของทางพุกาม(พม่า)อยู่หลายครั้งหลายคราด้วยกัน ทำให้มีร่องรอยวัฒนธรรม ของชาวพุกามอยู่หลายแห่งด้วยกัน ซึ่ง”วัดป่าเป้า”แห่งนี้ ก็ได้มีผู้สัณนิฐานว่าสร้างเมื่อครั้งเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นของพม่า ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากลักษณะของสถาปัตยากรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะพุกาม แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานจดบัณทึกไว้อย่างแน่นอน ซึ่งประวัติวัดที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นประวัติช่วงที่มีการเปลี่ยนชื่อจาก”วัดพราหมณ์” เป็น”วัดป่าเป้า”ในปัจจุบัน “พระเจ้าภือนาธรรมมิกราช” กษัคริย์องค์ที่๘ แห่งราชวงค์มังราช กษัตริย์ผู้ครองนคร”ล้านนาไท” ซึ่งได้สร้างวังประทับ”หอคำ” นอกกำแพงทางด้านทิศเหลือของป้อม”ศรีภูมิ” ในพ.ศ.๑๙๓๑ จากตำนาน”ชินกาลมาลีปกรณ์” หรือราชวงค์ปกรณ์ บริเวณที่เป็นวัดป่าเป้าปัจจุบันนี้ สมัยอดีตกาลโบราณเคยเป็นบริเวณ “วัดพราหมณ์” ซึ่งเป็นที่พำนักของชีประขาว ชาวเมืองพุกามที่ชื่อ”มังลุงหลว้าง”ก็มาพำนักที่วัดพราหมณ์แห่งนี้เช่นกัน ในสมัยพระเจ้าติโลกราชพลายราชสมบัติเมือง”นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” มังลุงหลว้างได้รับเงินค่าจ้างจาก”พระบรมไตรโลกนาถ” กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา เข้ามาตัดต้นไม้”นิโครธ”(ต้นไทร) ที่พระเจ้ามังรายปฐมบรมราชวงค์มังรายทรงปลูกเอาไว้ ซึ่งอยู่ใกล้กับแจ่งศรีภูมิเพื่อเป็นที่สิงสถิตย์ของพระเจ้าเสื้อเมืองเทพารักษ์ และประกอปพิธีทางศาสนาต่างๆได้สดวก ปรากฏว่าภายหลังทางกรุงศรีอยุธยา ได้ส่งฑูตเข้ามาไกล่เกลี่ยให้คืนดีเหมือนเดิม แต่ภายหลังความลับก็ได้ภูกเปิดเผยออกมาว่า ที่มังลุงหลว้างเข้ามาพักที่วัดพราหมณ์แห่งนี้ก็เพราะว่าเข้ามาเพื่อตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่ประทับของเทพพารักษ์ของนพบรีศรีนครพิงค์ พระเจ้าติโลกราชจึงเรียกมังลุงหลว้างมาสอบถาม มังลุงหลว้างก็ยอมรับสารภาพว่าได้รับเงินจากพระบรมไตรโลกนาถให้มาทำลาย พระเจ้าติโลกราช ทรงทราบความจริงก็ทรงพิโรธ ซึ่งชำระความผิดกับมังลุงหลว้างและผู้ร่วมการกระทำ(ระสี) ฤษี โดยการโบยและนำไปถ่วงในน้ำแม่ระมิงค์(แม่ปิง) ที่แก่งป็อกไต้ และวัดที่ชีปะขาวชาวพุกามเข้ามาพำนัก ก็กลายเป็นวัดร้างตั้งแต่วันนั้นเป็นมา พระเจ้าติโลกราชทรงประกาศความเจริญทางด้านพุทธศาสนาท้าแข่งกับพระบรมไตรโลกนาคแห่งกรุงศรี พระเจ้าติโลกราชก็ทรงชนะ จึงได้มีการปรับปรุงวัด และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าเป้า..

วัดป้านปิง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดป้านปิง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 194 ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053220-812 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2025

วัดป้านปิง ตั้งอยู่ถนนราชภาคินัย ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองเก่า เช่นเดียวกับอีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดอุโมงค์น้อย วัดพันอ้น วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ เป็นต้น แสดงว่าวัดนี้ต้องเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งของบ้านเมือง และผู้ที่สร้างวัดต้องเป็นเจ้านายที่มีอำนาจราชศักดิ์ที่สูงจนสามารถสร้างเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่นี้ได้ พิจารณาจากศิลปะรูปทรงเจดีย์ และองค์พระประธานในวิหาร ทำให้เชื่อได้ว่าวัดนี้สร้างขึ้นในยุคต้นของอาณาจักรล้านนาตั้งแต่สมัยพญามังราย ลงมาถึงสมัยพญาแสนเมือง (ราวพ.ศ.1839-1954) เพราะหลังจากนั้นพระพุทธรูปนิยมสร้างเป็นแบบพระสิงห์สาม ต่อมาราว พ.ศ. 2121 อาณาจักรล้านนาล่มสลายวัดต่างๆจึงชำรุดทรุดโทรมลงรวมทั้งวัดป้านปิงด้วย จนกระทั่ง พ.ศ.2324 อาณาจักรล้านนาได้มีการสถาปนาขึ้นมาใหม่ และราว พ.ศ. 2326 พระเจ้ากาวิละได้เป็นมหาศรัทธาปก (บูรณะ) วัดต่างๆ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งคงจะรวมวัดป้านปิงด้วย และจากสมุดข่อยระบุว่า วันเพ็ญเดือน 5 พ.ศ.2382 ได้สร้างและฉลองอุโบสถของวัดขึ้น แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ได้ระบุชื่อเจ้าอาวาสไว้ ต่อมาราว พ.ศ.2399-2413 เจ้าเมืองเชียงใหม่ลำดับที่ 6 ได้สำรวจชื่อวัดในเขตเมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่เขตกำแพงชั้นนอกเข้ามาถึงชั้นในและบันทึกเป็นตัวอักษรเมืองไว้ในกระดาษสา ระบุว่าเจ้าอาวาสวัดป้านปิดงช่วงนั้นชื่อว่า พระภิกษุธรรมปัญญา รองเจ้าอาวาสชื่อว่า ตุ๊โพธา นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกชื่อเจ้าอาวาสไว้ สำหรับชื่อป้านปิง อันเป็นชื่อวัด แปลว่า ขวาง หรือ กั้นกระแสน้ำปิงให้ไหลไปทางอื่น แต่จากชัยภูมิที่ตั้งของวัดในปัจจุบัน อยู่ห่างน้ำปิงมากพอสมควร ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นการเรียกที่เพี้ยนออกไป

ลำดับเจ้าอาวาส:
ชื่อ พระอธิการชาลี ฉายา กลฺยาโณ นามสกุล พรหมโสภา วุฒิ นักธรรมเอก ศาสนศาสตร์บัณฑิต จากมาหวิทยาลัยมกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา วัดเจดีย์หลวง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2551-ปัจจุบัน(2555) สำหรับประวัติเจ้าอาวาสในอดีตนั้น จากหลักฐานที่พบ ราว พ.ศ.2399-2413 เจ้าเมืองเชียงใหม่ลำดับที่ 6 ได้สำรวจชื่อวัดในเขตเมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่เขตกำแพงชั้นนอกเข้ามาถึงชั้นในและบันทึกเป็นตัวอักษรเมืองไว้ในกระดาษสา ระบุว่าเจ้าอาวาสวัดป้านปิดงช่วงนั้นชื่อว่า พระภิกษุธรรมปัญญา รองเจ้าอาวาสชื่อว่า ตุ๊โพธา นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกชื่อเจ้าอาวาสไว้

งานสถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) เจดีย์เป็นทรงแบบล้านนาฝีมือหลวง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยล้านนาตอนต้น ในรัชกาลของพญามัราย ลงมาถึงพญาแสนเมืองมา เป็นแบบฐานสูงย่อมุมไม้ 28 ทรง 12 เหลี่ยม มีฐานกว้าง 10.20 เมตร สูงประมาณ 25 เมตร เจดีย์เป็นทรงล้านนายุคต้น ฝีมือช่างหลวงล้านนา
2 พระวิหาร สร้างในปี พ.ศ.2024 เป็นสถาปัตยกรรมล้านนา
3 ซุ้มเทวดารักษาวิหาร บูรณะขึ้นตามแบบของเก่าตั้งอยู่เชิงบันไดด้านขวาหน้าวิหาร ปัจจุบันวัดในล้านนาที่สร้างหรือบูรณะขึ้นมาใหม่จะไม่มีการสร้างอีกแล้ว ซึ่งซุ้มนี้เป็นความเชื่อและความศรัทราของชาวล้านนา โดยก่อนที่จะขึ้นวิหารต้องจุดธูปเทียน ปักดอกไม้ บอกกล่าวเทวดาที่รักษาวิหารนี้ก่อนพร้อมกับแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้เทวดาด้วย เป็นซุ้มก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก
4 ซุ้มประตูโขงวิหาร สัณนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างหลวง เช่นเดียวกับซุ้มประตูโขงพระอุโบสถของวัดพระสิงห์อย่างแน่นอน เพราะเป็นวัดที่มีการสร้างขึ้นในยุคของพระเข้าช้างเผือกลังกาเหมือนกัน เป็นรูปปั้นลักษณะจีนปูนตำสูตรล้านนา เป็นรูปพญานาคสองตัวหางพันกันเหนือขนดลำตัวสองฟากเป็นยอดเขาหิมพานต์ พร้อมพระอาทิตย์ พระจันทร์ แสดงถึงขอบของจักรวาล ขากรอบประตูมีบัวคว่ำบัวหงายปก นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาชั้นเลิศชิ้นหนึ่ง
5 ดินจี่ฮ่ออิฐฐานกุฏิ ทางวัดขุดพบจากบริเวณซากฐานกุฏิโบราณเมื่อตอนจะสร้างกุฏิเจ้าอาวาสหลังใหม่เมื่อ พ.ศ. 2475 วัดที่พบอิฐเผาชนิดนี้มี วัดพวกแต้มในเขตกำแพงเมือง พบหลายสิบก้อนและพบอีกเล็กน้อยที่วัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพ ความสำคัญคือช่างล้านนาโบราณจะใช้สร้างฐานโฮงหลวง (กุฏิเจ้าอาวาส) ซึ่งเป็นอิฐเผาที่เชื่อกันว่าช่างล้านนาเรียนรู้มาจากจีนฮ่อ มณฑลยูนานที่ติดต่อค้าขายกับอาณาจักรล้านนาในยุคต้นๆ จึงเรียกอิฐนี้ว่า ดินจี่ฮ่อ เป็นอิฐดินเผาแบบจีนฮ่อ มีประมาณ 20 ก้อน ที่อยู่สภาพดี แต่ละก้อนยาว 60 ซม. กว้างและหนา 28 ซม.

งานศิลปกรรม
1 พระประธานและพระอันดับด้านขวา เป็นพระสิงห์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของล้านนา ซึ่งไม่ ปรากฎนามผู้สร้าง เป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่งที่งดงามมาก บางทีเรียกว่าพระเพชรสิงห์หนึ่ง องค์พระประธานหน้าตักกว้าง 1.70 เมตร องค์รองด้านขวาหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร

 

วัดปราสาท ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดปราสาท ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นนถ.อินทวโรรส ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

วัดปราสาทเป็นวัดที่สร้างขึ้นแต่โบราณมีอายุเก่าแก่และมีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เห็นได้จากข้อความจากศิลาจารึกวัดตะโปทาราม ได้กล่าวถึงชื่อเจ้าอาวาสวัดปราสาท ชื่อ พระมหาเถรสัทธรรมฐิรปราสาทเจ้า ได้รับอาราธนาจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ ไปร่วมสังฆกรรมสวด แสดงในฐานะพระเถรชั้นผู้ใหญ่ แผ่นศิลาจารึกด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๓ – ๑๖ ว่า “ มหาสามาญาณสมโพธิป่าแดง มหาสุรสี มหาโพธิ์ มหาเถรธรรมเสนาปติเจ้า มหาเถรสัทธรรมฐิรปราสาทเจ้า” กล่าวว่า “ปราสาท”ตามความหมายคือ ที่ประทับของเจ้านายหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่สร้างขึ้นเป็นป้อมปราการ แต่มีลักษณะคล้ายวัดและตั้งอยู่ในกำแพงเมือง จึงได้รับการบูรณะซ่อมแซมในกาลต่อมา ทุกยุคทุกสมัย สมัยพม่าปกครองล้านนาก็ได้รับการทำนุบำรุงจากพระยาหลวงแสนคำ ซึ่งได้สร้างพระพุทธรูปหมื่นทอง หนึ่งองค์ถวายไว้ที่วัดปราสาท ปัจจุบันวัดปราสาทเป็นวัดที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดีอีกวัดหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ วัดปราสาทเป็นวัดเก่าแก่ มีมาครั้งอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง พบชื่อวัดปรากฏในศิลาจารึกวัดตะโปธาราม เมื่อ พ.ศ.๒๐๓๕ สมัยพระญายอดเชียงราย บริเวณวัดตั้งอยู่ในเขตเจ้านายและขุนนางและอยู่ภายในกำแพงเมือง จึงได้รับการบูรณะสืบต่อมา แม้ในสมัยพม่าปกครองเชียงใหม่ก็ได้หล่อพระเจ้าหมื่นทอง พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ เมื่อพ.ศ.๒๑๓๓ พ.ศ.๒๓๖๖ สมัยเจ้าหลวงช้างเผือกธรรมลังกา โดยมีพระเจ้าหลวงสามล้านเป็นประธานและทำการฟื้นฟูบูรณะครั้งใหญ่ โดยยังรักษาศิลปะและสถาปัตยกรรมล้านนาไว้ และกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่มีผลงานสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างอันเป็นมรดกของชาติอันสำคัญยิ่งของประเทศ และได้รับยกย่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี จากสมาคมสถาปนิกล้านนาในด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่สำคัญยิ่งของเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

ลำดับเจ้าอาวาส:
เจ้าอาวาสองค์เก่าชื่อ พระครูชินวงศานุวัตร์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันชื่อ พระอธิการนิพนธ์ ธมมธีโร

งานสถาปัตยกรรม
1 พระวิหาร พระวิหารทรงล้านนาไทยที่ได้จารึกลงที่ฝาผนังมีข้อความว่า วิหารวัดปราสาทได้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.๒๓๖๖ ที่มีฐานรากเป็นก่ออิฐถือปูน มีโครงสร้างองค์ประกอบของตัววิหารสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มีประตูหน้าต่างรอบวิหารเป็นช่องๆ องค์พระวิหารใช้โครงสร้างภายในเครื่องบนเป็นแบบโครงไม้ตั้งไหม มีเสาพระวิหารเรียงรายภายในเป็นเสากลมลงรักปิดทองเพื่อทำหน้าที่รับขื่อประธานและขื่อคัดเสาทุกด้าน องค์ประกอบการก่อสร้างของวิหารทั้งหลังถูกเจาะเป็นแนวตรงเพื่อฝังไม้ลิ้มสลัก เป็นการประกอบไม้กับเสาประธานเพื่อรองรับเต้าอีกชั้นหนึ่ง เพราะต้องการความกว้างและรองรับน้ำหนักเครื่องบนชั้นหลังคาวิหาร เสาภายในสำหรับรองรับขื่อโครงสร้างของจั่วตอนกลางและหลังคาปีกนกภายในองค์พระวิหาร มีซุ้มโขงขนาดใหญ่ที่มีลวดลายปูนปั้นเป็นรูปหงส์คู่ตั้งอยู่ด้านข้าง มีพญานาคขมวดเป็นหางวน ขดเป็นลวดลายกนกขึ้นด้านบนและมีรูปลายกนกเป็นแบบลวดลายพระจันทร์แผ่กระจายรัศมีอยู่ตรงกลางของซุ้มโขงของพระประธานในพระวิหาร และมีพระประธานมีองค์ขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ในซุ้มองค์เจดีย์ด้านหลังองค์วิหาร ซึ่งตั้งอยู่เป็นสัดส่วนอีกส่วนหนึ่งของพระวิหารและได้ก่อสร้างเชื่อมต่อกับองค์พระวิหารได้อย่างลงตัว วิหารวัดปราสาทเป็นวิหารที่ไม่ได้รับการซ่อมแซมดัดแปลงจึงเป็นศิลปกรรมที่มีคุณค่ามาก ตัววิหารเป็นลักษณะเฉพาะของล้านนาเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ทรวดทรงเตี้ยคุ่มตามลักษณะวิหารทรงล้านนา หน้าบันวิหารมีลวดลายปูนปั้นประดับกระจกและไม้แกะสลักรูปสิงห์ ฝีมือประณีตงดงามเป็นตัวอย่างของไม้บันที่เรียกว่า “ไม้ต่างไหม” อีกแห่งหนึ่งและเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของวัดภายในวิหารจะเห็นกู่หรือปราสาทเชื่อมต่อกับผนังหุ้มกลองด้านทิศตะวันตก ในปราสาทประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ถ้ามองจากภายนอกจะเห็นสถูปเจดีย์ต่อเชื่อมกับวิหารนับเป็นศิลปะโบราณล้านนาที่หาชมได้ยากยิ่ง
2 พระอุโบสถ ได้ชำรุดทรุดโทรมไปเป็นเวลานานตามบันทึกของพระยาสามล้านจารึกไว้ว่า ท่านได้ทำการซ่อมแซมพระอุโบสถมาครั้งหนึ่งโดยไม่ทราบว่า ทรงเดิมของพระอุโบสถนั้นเป็นอย่างไร ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๒๐ท่านพระครูชินวงศานุวัตร์อดีตเจ้าอาวาสได้เป็นประธานในการซ่อมแซม ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ขนาดสูง ๑๑๔ เซนติเมตรเป็นพระโบราณที่เก่าแก่ที่มีอายุตามคำจารึกที่ฐานของพระพุทธรูป เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๓ พระรัศมีเป็นไม้เดิมคงจะเป็นทองคำ ด้านหน้าฐานมีข้อความจารึกอักษรพื้นเมือง ที่ฐานมีห่วงสี่ห่วงสำหรับหามพระพุทธรูปในงานฉลองที่สำคัญ
3 พระเจดีย์ เป็นเจดีย์ที่ได้แบบผสมผสานระหว่างเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมศรีสัชนาลัย ผสมผสานกับเจดีย์ทรงกลมของเมืองเชียงใหม่โดยมีปรากฏทรงเดิมของเจดีย์เป็นทรงเช่นใด จากหลักฐานบันทึกของพระยาหลวงสามล้านปรากฏว่า พระเจดีย์องค์นี้ท่านเป็นประธานในการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๖ ต่อมาได้รับการปฏิสังขรณ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ บูรณะซ่อมแซมองค์เดิมซึ่งก็เข้าใจว่าคงจะชำรุดหักพังมาก

วัดทุงยู ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดทุงยู ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 1 ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2119

ประวัติความเป็นมาของวัดทุงยู วัดทุงยู สรางเมื่อ พ.ศ. 2119 ได้รับพระราชทานวิศุงจามสิมา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2516 คำว่า “ทุงยู” ปรากฏในวรรณกรรม และกฎหมายโบราณ หมายถึง ร่มที่เป็นเครื่องประดับยศเจ้านาย วัดทุงยูเป็นวัดที่มีความเก่าแก่ มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย พบชื่อ “โครงนิราศหริภุญชัย” ซึ่งเขียนเมื่อประมาณ พ.ศ. 2060 วัดทุงยูได้รับการบูรณะและฟื้นฟูจากเจ้าหลวงเชียงใหม่สืบต่อมาดังปรากฎใน พ.ศ. 2452 เจ้าอินทวโรรส สุริยวงศ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 8 โปรดสร้าง นัตร พระเจดีย์ ( หมายเหตุ – ท่านเจ้าอาวาสวัดทุงยู ได้เห็นความคิดเห็นเกี่ยวประวัติของชื่อวัดอีกหนึ่งทางว่า น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ทุ่งยู” ซึ่งหมายถึงว่า ทุ่งที่มีหญ้าทำ “ยู” มาก เพราะในสมัยก่อนบริเวณรอบๆวัดมีหญ้าที่มีไว้สำหรับทำยูอยู่มาก ชาวบ้านจึงอาจเรียกวัดนี่ว่า วัดทุ่งยู และจึงเรียกเพี้ยนเป็น “ทุงยู” ส่วนคำว่า ยู ก็แปลว่า “ไม้กวาด” นั้นเอง

ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาส การบริการและการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ 1. พระอุดม ปัญญา รูปที่
2. ครูบาจันทร์ รูปที่
3. ครูบาโพธา รูปที่
4. พระอภัยสารทะ พ.ศ. 2427 – 2486 รูปที่
5. พระเทพวิสุทธาจารย์ พ.ศ. 2586 – 2509 รูปที่
6. พระครูยงยุทธ ญาณโสภโณ พ.ศ. 2510 – 2538 รูปที่
7. พระครูสมุห์บุญเรือง โชติปุญโญ พ.ศ. 2538 – ปัจจุบัน

แผนที่วัดทุงยู ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดที่อยู่ใกล้เคียงแผนที่วัดทุงยู ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดศรีเกิด ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดผาบ่อง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดับภัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดดับภัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 29 ถนนสิงหราช ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053-222-964, 084-175-4558 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2032

วัดดับภัยสร้างเมื่อไรไม่ปรากฎชัดเจนแต่สันนิษฐานจากวันที่เกิดขึ้นโดยรอบซึ่งเสร้างขึ้นราว พ.ศ.2302-2308 มารุ่งเรืองสมัยพระเมืองแก้ว มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือเคยเป็นวัดปกครองระดับมณฑล มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์คนเคารพมากชื่อหลวงพ่อดับภัย ตลอดจนข้าราชการคนไหนที่จะมารับราชการในจังหวัดนี้ต่างมาสักการะหลวงพ่อดับภัยก่อน ลักษณะเฉพาะของวัดคือ เป็นนามมงคล หลังคาวิหารมุงด้วยแป้นเกร็ด มีถนนล้อมรอบวัดโดยไม่ติดบ้านในทิศใดเลย มีญาติโยมมาประกอบกิจกรรมทำบุญตักบาตรทุกวันพระตลอดปี ตลอดจนฟังเทศน์ในฤดูกาลเข้าพรรษาตนเองและกลุ่มหนุ่มสาว ทุกปี

วัดดับภัย ชื่อเดิมคือ วัดอภัย หรือวัดตุงกระด้าง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2021 ซึ่งตรงกับสมัยอาณาจักรล้านนาราชวงศ์มังรายในยุครุ่งเรือง ตามตำนานเดิมถูกบันทึกไว้ว่า ในสมัยกาลก่อนนั้น มีพระยาท่านหนึ่งที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้สร้างพระพุทธปฏิมาเพื่อเป็นที่สักการบูชาขึ้นมาองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าดับภัย ไม่ว่าท่านจะย้ายไปอยู่ที่ไหนท่านก็จะอันเชิญพระเจ้าดับภัยไปด้วยทุกที่ เพื่อให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและเหล่าข้าราชบริวาร ต่อมาพระยาอภัยเกิดล้มป่วยลงอย่างหนักซึ่งไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีการใดก็ไม่หายหรือบรรเทาลงได้ พระยาอภัยจึงได้ทำการตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าพระเจ้าดับภัยขอให้ช่วยปกป้องรักษาตนให้หายจากอาการเจ็บป่วย หลังจากนั้นต่อมาพระยาอภัยก็หายจากอาการเจ็บป่วยลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ ครั้นในเวลาต่อมาท่านก็ได้พาเหล่าข้าราชบริวารมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณวัดตุงกระด้าง จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ให้มีสภาพดียิ่งขึ้น พร้อมกับอัญเชิญพระดับภัยมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ จึงได้รับการขนานนามใหม่ว่าวัดดับภัยมาจนถึงทุกวันนี้

วัดแห่งนี้มีบ่อน้ำอยู่หน้าวิหาร เชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สมัยพระเจ้าอินทวโรรส เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่8 เสด็จกลับจากกรุงเทพฯ ต้องแวะมาวัดดับภัย เพื่อนำน้ำในบ่อนี้ไปสรงน้ำพระพุทธมนต์ วัดดับภัยมีพระพุทธรูปดับภัย (หลวงพ่อดับภัย) ศิลปะเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่งของนครเชียงใหม่ ขนาดหน้าตักกว้าง 12 นิ้ว และสูงจากฐานถึงพระเมาลี 32 นิ้ว ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2238 ตามตำนานกล่าวว่าพระยาดับภัยมีพระพุทธรูปไว้สำหรับบูชา ชื่อว่าหลวงพ่อดับภัย ต่อมาพระยาอภัยได้ล้มป่วยลงจึงตั้งอธิษฐานต่อมาหลวงพ่อดับภัยและได้หายลงอย่างน่าอัศจรรย์ สุดท้ายบั้นปลายชีวิตของพระยาอภัยจึงได้อาราธนามาประดิษฐานอยู่ที่วัดดับภัยตราบเท่าทุกวันนี้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2525 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 15 เมตร ยาว 30 เมตร.
ทวิชวดี

ลักษณะความสำคัญ/จุดเด่น

ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้คือ พระดับภัยหรือหลวงพ่อดับภัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแบบศิลปะล้านนาเชียงแสนยุคแรกๆ หรือเรียกกันอีกอย่างว่าเป็นพระสิงห์ ปางมารวิชัย หล่อขึ้นด้วยทองสัมฤทธิ์ วิหารเป็นทรงพื้นเมือง รวมถึงมีบ่อน้ำอยู่ที่หน้าวิหารซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากในสมัยพระเจ้าอินทวโรรส เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8 เสด็จกลับจากกรุงเทพฯต้องมาแวะที่วัดดับภัยเพื่อนำน้ำในบ่อนี้ไปสรงน้ำพุทธมนต์ก่อนแวะไปวัดเชียงยืนเพื่อสืบดวงชะตา

ลำดับเจ้าอาวาส:
อดีตเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบ 1. ครูบาอริยะ (2298)
2. ครูบาแก้ว
3. พระครูสุกัณธศีล (คำแสน อินทจกฺโก)
4. พระอธิการจันทร์ตา ปญญาธมฺโม
5. พระมหาอดุลย์ ธมฺมสาโร (2502-2515)
6. พระครูปภัศรัตโนภาส (ชม ปภสฺสโร) (2515-2537)
7. พระครูโอภาสปัญกาคม (ทวี ปริชาโน)
8. 2538- ปัจจุบัน พระทวีประสิงห์ ชาวตำบลสันป่ายาง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เกิด 25 พฤศจิกายน 2594 การศึกษา ป.4 โรงเรียนสันป่ายาง มัธยม โรงเรียนธรรมราชศึกษา วัดพระสิงห์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยนเรศวร จบนักธรรมเอก การบริหาร เจ้าอาวาส ผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการโรงเรียนอภัยอริยศึกษา ของมหาเถรสมาคม รองเจ้าอาวาสคณะตำบลศรีภูมิ สมณะศักดิ์ปัจจุบัน พระครูโอภาสปัญญาคม ชั้นเอก (เจ้าอาวาสวัดราษฎรษ์ ชั้นเอก

งานสถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) ไม่ทราบประวัติชัดเจนขององค์เจดีย์ (ธาตุ) มีลักษณะทรงระฆังคว่ำ ข้อกำไล 12 ข้อ ขนาดกว้างฐาน 7×7 เมตร สูง 21 เมตร ปิดทอง แบบล้านนาทั่วไป
2 พระอุโบสถ พ.ศ.2542 พระครูโอภาสปัญญาคม ได้เชิญนายสวัสดิ์ ศรีสุวรรณดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่สมัยนั้น มาทำการวางศิลาฤกษ์ พร้อมกับได้ว่าจ้าง นายนิคม ใจอ้าย ช่างบ้านสันป่าตอง มาทำการก่อสร้าง โดยใช้เวลา 6 ปี ได้ทำบุญฉลองเมื่อ 21 มีนาคม 2548 ทรงล้านนาผสมทรงไทย มีความสูงฐาน 2.40 เมตร ตามพระวินัย 24 รูป ลวดลายปูนปั้น หน้าบรรพ์ระยับด้วยลายพุ่มช้างบิณฑ์ และดอกกระถินสีฟ้า ประตู หน้าต่าง แกะสลักทุกบาน นาคทันต์และลายหนุมานลดหลั่นกันไป
3 พระวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างพร้อมๆกับวัด แต่ครูบาศรีวิชัยมาบูรณวัดดับภัยราว พ.ศ.2476-2477 ทำให้มีสภาพดีขึ้น ต่อมาปี 2534-2535 พระอธิการบุญชม ได้บูรณะอีกครั้งเป็นการใช้แป้นเกร็ดมุงจึงทำให้มีลักษณะเฉพาะ พ.ศ.2552 พระครูโอกาสปัญญาคม ได้ชักชวนญาติโยมสร้างพญานาคทางบันได 1 คู่ จึงทำให้มีส่วนผสมของศิลปะเดิมและใหม่ มีลักษณะเป็นประยุกต์ไป ทรงเดิมคืนล้านนาแบบแบนราบ โปร่งๆ
4 รูปปั้นซุ้มประตูศิลปะโบราณ ทางวัดเข้าใจว่าช่างที่วัดปราสาท ต.ศรีภูมิ กับช่างซุ้มประตูวัดดับภัยเป็นคนๆเดียวกัน กล่าวคือรูปทรงที่สร้างมีลักษณะคล้ายกันมาก มีนกยูงสลับทั้ง 2 ข้าง ซีกซ้าย-ขวา เช่นกัน พิเศษตามแนวคิดของช่างสมัยล้านนายุคนั้น

งานศิลปกรรม
1 พระพุทธรูปสำคัญ สัณนิษฐานว่าสร้างยุคอาณาจักรล้านนารุ่งเรืองทางศาสนาคือสมัยพระเมืองแก้วครองเมือง 30 ปี เดิมเป็นพระพุทธรูปไม่มีชื่ออะไร ต่อมาพระยาอภัยได้เดินทัพเข้ามาทางมณฑลภายในเกิดล้มป่วย บริวารได้มาอธิษฐานจิตกับพระพุทธรูป ปรากฏว่าได้หายป่วย ชาวบ้านก็เลยให้ชื่อว่าพระดับภัย มีความสำคัญคือประชาชนเคารพนับถือมาก เพราะมีประวัติหลายประการต่อหลวงพ่อดับภัยองค์นี้ตลอดมา ปางสะดุ้งมาร ศิลปะแบบเชียงแสน มือกระดก ลืมพระเนตรทั้ง 2 ข้าง เนื้อทองสัมฤทธิ์ หนักประมาณ 250 กิโลกรัม ขนาด 29 นิ้ว
2 ธรรมาสน์แบบล้านนา นางเตียมต๋า พร้อมลูก สร้างถวายวัด จุลศักราช 1223 ล้านนา แบบคล้ายปราสาทราชวัง

รูปจิตรกรรม
1 – จิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง พระเวสสันดร พร้อมพระเจดีย์ 12 องค์ เป็นจิตรกรรมที่วาดขึ้นใหม่ วาดในวิหาร


วัดที่อยู่ใกล้วัดดับภัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดปราสาท ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดผาบ่อง(มังคลาราม) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าพร้าวใน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดอกเอื้อง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดดอกเอื้อง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 3 ถนนราชวิถี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053-210543 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2219

ตามคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ ผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งได้เล่าสืบๆกันมาว่า บ้านดอกเอื้องตั้งอยู่ในเขตคูเมืองเก่าด้านทิศตะวันออก ผู้คนส่วนใหญ่มีอาชีพย้อมผ้า เย็บผ้า และปั้นหม้อขาย แม่เอื้อมก็เป้นผู้หนึ่งที่ย้อมผ้า เย็บผ้าขาย กอรปกับเป็นผู้มีจิตรศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้รวบรวมปัจจัยสร้างวัดขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่าวัดนางเอื้อม ตามชื่อของตน เมื่อปีพุทธศักราช 2219 ซึ่งต่อมาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน ฐิตญาณมหาเถร) ได้เปลี่ยนชื่อวัดมาเป็นวัดดอกเอื้องในปัจจุบัน

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ไม่ทราบนาม พ.ศ.2219-2450
2. ครูบาก๋อง พ.ศ.2450-2475
3. ครูบาบุญเป็ง อินตสีโล พ.ศ.2475-2500
4. ครูบาศรีแก้ว คนฺธวิโส พ.ศ.2500-2531
5. พระครูโสภิตสีลาจาร พ.ศ.2531-…. พระครูโสภิตสีลาจาร สถานเดิมชื่อ ธรศักดิ์ ปัญญาใจ จบการศึกษานักธรรมเอก, ม.ศ.5 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. 2532 และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลศรีภูมิ เขต 2 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540

งานสถาปัตยกรรม
1 พระเจดีย์องค์ใหญ่ คาดว่าได้ก่อสร้างในสมัยสร้างวัดใหม่ๆ เป็นการก่ออิฐในสมัยโบราณ
2 พระเจดีย์องค์เล็ก คาดว่าน่าจะก่อสร้างพร้อมๆกับพระเจดีย์องค์ใหญ่ ก่อสร้างด้วยอิฐในสมัยโบราณ เป็นการก่ออิฐถือปูน ลวดลายคล้ายศิลปะพม่า ปัจจุบันพระเจดีย์องค์ใหญ่ได้รับการบูรณะโดยฉาบปูนใหม่ ยอดทรงระฆ้งคว่ำ ปิดทองหุ้มจะโก๋
3 พระอุโบสถ พระอุโบสถทรงล้านนา ลวดลายหน้าบรรณของอุโบสถรวมทั้งช่อฟ้า ใบระกา คันทวย เป็นการแกะสลักไม้ลงรักปิดทอง
4 พระวิหาร วิหารหลังปัจจุบันสร้างแทนหลังเดิมที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา โดยดำริของพระอธิการธีรศักดิ์ ญาณวีโร (ในขณะนั้น) ใช้เวลาก่อสร้าง 11 เดือน ในปี พ.ศ.2535 งบประมาณก่อสร้าง 6,000,000 บาท วิหารทรงล้านนาประยุกต์ ซุ้มประตู, ซุ้มหน้าต่าง และฐานชุกชี เป็นลายปูนปั้นปิดทอง บานประตู บานหน้าต่างเป็นการแกะสลักไม้ปิดทอง ปูพื้นด้วยหินอ่อน

งานศิลปกรรม
1 ธรรมมาสน์ เป็นธรรมาสไม้ ลวดลายรดน้ำ สีแดงทอง
2 สัตตภัณฑ์ สัตตภัณฑ์ จำนวน 8 หลัง ใหญ่เล็กไม่เท่ากัน สร้างขึ้นโดยคณะศรัทธาในสมัยโบราณ ไม่ทราบปีที่แน่ชัด ไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง
3 ตู้ธรรม ตู้ธรรม (หีบธรรม) จำนวน 5 หลัง สร้างขึ้นโดยคณะศรัทธาสมัยโบราณ ไม่ทราบปีที่แน่ชัด หีบไม้ลงรักปิดทอง, แกะสลัก

รูปจิตรกรรม
1 – พระเวสสันดรชาดก เขียนพร้อมกับการสร้างวิหาร รวมทั้งภาพพุทธประวัติ รวม 17 ภาพ

วัดดอกคำ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดดอกคำ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดดอกคำ 111 ถนนมูลเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดดอกคำ ถนนมูลเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2326

ประวัติวัดดอกคำ
วัดดอกคำสร้างในสมัยพระเจ้ากาวิละ จากฐานพระพุทธรูปไม้ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ฯเชียงใหม่ ได้จารึกไว้ว่า “จ.ศ.1145 (พ.ศ.2326) กัมโพชมิคสิรบุญมี จัทรวาไถง ภาษาไทว่า ปลีก่าเหม้า เดือนยี่เพง มิญวัน 2 ไทวันกาบสัน สันธาท้าวบุญเรืองและภาริยา บุตร ธิดา ญาติพี่น้องทุกคนได้ส้างพระพุทธรูปไว้โชตกะพระสาสนา 5000 วัสสา (1) ” จากคำจารึกดังกล่าว สันนิษฐานได้ว่า วัดดอกคำต้องสร้างขึ้นก่อน พ.ศ.2326 แต่ไม่ทราบปี พ.ศ.ที่แน่นอน ในสมัยพญาธรรมลังการ ได้มีการบูรณะอีกครั้ง ดังปรากฎในตำนานเมืองเชียงใหม่ ฉบับวัดพระงาม จ.ศ.1216 ผูก 8 “สักกราชได้ 1181 ตัว (2326) ปลีกัดเหม้า เดือน 8 เพง วันเมง 5 เจ้ามหาเทพ ตนเป็นราชนัดดา เปนปถม มหามูลสัทธาก็ได้ยกปกยังวิหาร วัดพันอ้น พระเปนเจ้า เปนมหาสัทธา ก็ได้ปกวิหารวัดป้านปิง วัดดอกคำ วัดเชียงยืน สาลาเทส วิหารวัดบุพพารามหลังวันออก ในวันเดียวกัน” (2) ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2455 พระยาคำได้เข้ามาบูรณะวัดดอกคำ และเอาลูกหลานมาบวชเรียน โดยเฉพาะพระอธิการตั๋น เป็นพระนักเทศน์มหาชาติกัณฑ์ชูชก ที่มีชื่อเสียงมาก

เจ้าอาวาสวัดดอกคำ

ลำดับเจ้าอาวาสวัดดอกคำ
ลำดับเจ้าอาวาส:
พระอธิการประทวน จิตฺตปญโญ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน สถานะเดิม: ประทวน ยะวัน ภูมิลำเนา: บ้านเลขที่ 109 หมู่ 2 ต.เจริญเมือง อ.พาน จ.เชียงราย บรรพชา: วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2519 อุปสมบท: วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2528

แผนที่วัดดอกคำ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดดอกคำ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดพันอ้น ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหมื่นล้าน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดอกเอื้อง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดวงดี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดดวงดี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดดวงดี เลขที่ 228 ถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดดวงดี ถนนพระปกเกล้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1910

ประวัติวัดดวงดี

วัดดวงดีสร้างเมื่อ พ.ศ. 1910 ใครเป็นผู้สร้างนั้นไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ปรากฏว่ามีหลายชื่อ เช่น วัดพันธุมดี วัดอุดมดี วัดพนมดี ปรากฏชื่อวัดดวงดีในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2308 เจ้าขี้หุดบวชเป็นพระ อยู่วัดดวงดี เมื่อสึกออกมาได้เป็นเจ้าเมืองลำพูนและจากจารึกบนฐานพระพุทธรูปโลหะองค์หนึ่งที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารจารึกด้วยอักษรไทยยวน มีข้อความว่า “ สกราชได้ 858 ปี รวายสีพระเจ้าตนนีแสนนึงไว้วัดต้นมกเหนือ” (จ.ศ. 858 พ.ศ. 2039 สมัยพระเจ้ายอดเชียงรายครองเมืองเชียงใหม่) จากข้อความดังกล่าวหากว่าพระพุทธรูปองค์นี้ไม่มีการนำมาจากที่อื่น แต่สร้างขึ้นในวัดนี้หมายความว่าวัดดวงดีมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือวัดต้นมกเหนือ หรือวัดต้นหมากเหนือ วัดดวงดีสร้างขึ้นหลังจากพระยามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่แล้วและยังคงมีเจ้านายเมืองเชียงใหม่องค์หนึ่งเป็นผู้ต้นคิดสร้างดังปรากฏในใบลาน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ความว่า “จุลศักราช ๑๑๒๓(พ.ศ.๒๓๐๔) ตัวปีร้วงไส้ เดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ เจ้าปัด (ผู้เป็น) น้องเจ้าจันทร์ลุกจากป่ามอก(บ้าน,ตำบล,เมือง) มาพร้อมกันกับพระยาคืน(ฟื้น) ยึดอำนาจเจ้าจันทร์ เจ้าจันทร์หนีไปพึ่งพระยาทะกานเม็งทละก้าน(แพ้ หนี) ลงไปอยู่บ้านสันซึ่งไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนเจ้าปัดได้เมืองแล้วก็ไม่เสวยเมือง เลยนิมนต์เจ้าขี้หุดซึ่งเป็นพระภิกษุอยู่วัดดวงดี และ คงเป็นเพียงพระลูกวัดไม่ใช่เจ้าอาวาส ลาออกมาเสวยเมืองเชียงใหม่ถึงเดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ ศกเดียวกันนั้นเจ้าเมืองลำพูนตาย

งานสถาปัตยกรรม
1 พระวิหาร วิหารเป็นแบบห้างผู้ซึ่งมีความสูงใหญ่โดยทั่วไปอาคารวิหารส่วนใหญ่ในล้านนามักเป็นแบบห้างแม่ที่มีลักษณะกว้างจึงทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่เหนือหลังคา วิหารเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าโครงสร้างซ้อนกัน 3 ซด(3 ขั้น) เป็นวิหารขนาดใหญ่ด้านในไม่มีแนวเสาตรงกลาง มีอิทธิพลของภาคกลางเข้ามาเกี่ยวข้องที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือ นาคสดุ้งมีงวง หัวนาคยังคงเป็นแบบทางภาคเหนือลายไม้แกะสลัก หน้าบันเป็นลายพรรณพฤกษา(เครือดอก)ใต้หลังคามีการอวดโครงสร้างไม่มีเพดานปิดลักษณะเหมือนทางเหนือ โก้ก(ใบระกา) เป็นแบบทางภาคกลาง ราวบันไดทางขึ้นหน้าพระวิหารแต่เดิมเป็นรูปหางวัลย์ที่มีลวดลาย แต่ถูกบูรณะจนลบเลือน จนลายขมวดหายไปเหลือแต่รูปทรงภายนอก หางวัลย์ คือ เถาวัลย์ที่ขดงอ (อาจารย์พรศิลป์ รัตนชูเดช) ทางขึ้นด้านข้างของพระวิหารมีประตูขนาดเล็กเป็นบานไม้สักเปิดคู่ บานขนาดใหญ่ลงลักษณ์ปิดทอง แต่ปัจจุบันได้เลือนหายไปเกือบหมดแล้ว ฐานพระวิหารเป็นฐานบัวลูกแก้วแบบเหลี่ยมประกอบด้วยบัวคว่ำ มีอกไก่ขนาดใหญ่อยู่ด้านบนซึ่งฐานถูกดินทับถมบางส่วน ด้านบนเป็นลูกแก้วและอกไก่ หน้าแหนบสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากลวดลายแบบยุโรปบางส่วน ดูคล้ายกับลายช่อดอกไม้แบบยุโรปเป็นศิลปะร็อคโคโค่ ซึ่งพม่าได้รับอิทธิพลมาส่วนหนึ่งในยุคมันดาเลย์ ล้านนาจึงรับมาจากพม่าอีกต่อหนึ่งเช่นกัน ลายแกะสลักชิ้นนี้เป็นผลงานประณีตแห่งหนึ่งในการแกะลายลักษณะนี้ ส่วนแหนบหลังและแหนบหลังข้าง ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับด้านหน้าโดยไม่มีม้าต่างไหม แต่เป็นแผ่นแกะลายแบบภาคกลางเหมือนด้านหน้า หน้าแหนบ (หน้าบัน) ไม่ใช่โครงสร้างม้าต่างไหม เป็นลายไม้แกะสลักทั้งผืนปิดทึบ แกะสลักเป็นลายพรรณพฤกษาหรือลายเครือดอก มีแบบอย่างใช้กันมาตั้งแต่สมัยเชียงแสนแล้ว
2 พระอุโบสถ ลักษณะอุโบสถวัดดวงดีมีหลังคาซ้อนกัน 2 ซด มีส่วนประกอบทางลักษณะทางล้านนาครบถ้วนสมบูรณ์ มีโก้กห้องปิดหัวแป มีการปิดทองทั้งนอกทั้งในและตามเสาขื่อคาน มีโก่งคิ้วหลวง(คิ้วกลาง) คิ้วข้าง มีการนำกระจกขนาดใหญ่มาไว้ตรงกลางระหว่างแผ่นม้าต่างไหม นาคคะต้นแกะสลักเป็นรูปพระยาลางมีทั้งหมด 6 คู่ ไม่ซ้ำแบบกัน เหมือนมังกรบินของจีนช่อฟ้าแบบล้านนาค่อนข้างชี้ไปข้างหน้า (คล้ายแบบหอไตรวัดพระสิงห์) ห้องกลางอุโบสถแบ่งเป็น 3 ช่อง เสาเสมาแบบเหลี่ยม สูงประมาณสามศอกทำแบบหยาบๆ ปักโดยรอบไว้แปดทิศให้รู้จุดฝังลูกนิมิต ทางเหนือ มีการทำลายคำรดน้ำแบบล้านนา โดยทำวิธีตัดปรุกระดาษลงไปแผ่นแก้วมีการก่อติด ผนังทั้ง 3 ด้านไม่มีมุขยื่นออกมา ประดับด้วยลายพิมพ์ด้วยปูนซีเมนต์ กระจกสีฝีมือช่างพื้นบ้านค่อนข้างหยาบ มีเสาคู่หน้าแท่นแก้วเป็นไม้สักทรงกลม ประดับลายปิดทองปรุกระดาษ ด้านหลังอุโบสถมีกรุบรรจุอัฐิขนาดเล็ก ย่อมุมไม้สิบสอง ยอดแหนบเจดีย์ทรงลังกา แต่ยอดเจดีย์ได้หักหายไป
3 หอไตร หอไตรเป็นลักษณะอาคารทรงมณฑป (โขลงปราสาท) หลังคาเครื่องยอดประตูทางเข้าอยู่ทางทิศเหนือ อุโบสถนี้ได้รับการบูรณะในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมัยเจ้าผู้ครองนคร ดังจะเห็นได้ในรูปซึ่งมีศิลปะภาคกลางเข้ามาปะปน เช่น โก้ก (ใบระกา) ซึ่งเป็นลายทางภาคกลาง มีหางหงส์ที่โครงร่างเหมือนวัดในจังหวัดอยุธยา หลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น ปลายยอดทรงสี่เหลี่ยม ยอดปักฉัตรเก้าชั้น มีหน้าต่างด้านหน้า 2 บาน ซ้ายขวา ส่วนด้านข้างด้านหลังด้านละ 3 บาน และมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบล้านนา หอไตรนี้เป็นทรงมณฑปชั้นเดียวก่ออิฐถือปูน หลังคาซ้อนกันสามชั้นมีปลียอดทรงสี่เหลี่ยม ยอดปักฉัตรทรงสี่เหลี่ยมเก้าชั้น หมายถึง นวโลกุตรธรรม (ธรรมอันประเสริฐเก้าประการที่ทำให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์)
4 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) ฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อเก็จแต่ละชั้นประกอบด้วยฐานบัวลูกแก้วประกอบกับฐานบัวคว่ำ บัวหงาย สมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ.2030 ได้ดัดแปลงให้เน้นบัวคว่ำมากขึ้น จึงทำให้มาลัยเถาในสมัยนี้กลับเด่นชัดมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นมาลัยเถาที่เจดีย์วัดดวงดีมีลักษณะเหมือนกับมาลัยเถาอิทธิพลสุโขทัย ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราช ลงมาจนถึงสมัยพระเกศเกล้าตอนต้น

เจ้าอาวาสวัดดวงดี

พระปลัด อาทิตย์ อภิวฑฺฒโน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดดวงดี และยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบล (จต.) ประวัติด้านการศึกษาของพระปลัด อาทิตย์ อภิวฑฺฒโน พระปลัด อาทิตย์ อภิวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดดวงดี จบการศึกษาศึกษาระดับปริญญาตรี จากสถานบันการศึกษามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา

ลำดับเจ้าอาวาสวัดดวงดี

ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ธุหลวงปัญญา
2. พระมหาเกสระ
3. ราชครู (ครูบาเต๋จ๊ะ)
4. ครูบามหาวัน
5. พระอธิการหมู (ลาสิกขา)
6. พระอธิการอินตา
7. พระอธิการจันทร์ (ลาสิกขา)
8. พระอธิการวงศ์ (ลาสิกขา)
9. พระอธิการแก้ว (ลาสิกขา)
10. พระอธิการบุญชู อภิปุญโญ (พ.ศ. 2515)
11. พระมงคลธนันชโย 1
2. พระปลัด อาทิตย์ อภิวัฒโณ (เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน)

แผนที่วัดดวงดี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดดวงดี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพันเตา ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดอินทขิลสะดือเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป้านปิง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเชียงยืน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดเชียงยืน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดเชียงยืน เลขที่ 160 ถนนมณีนพรัตน์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดเชียงยืน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2337 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.

ประวัติวัดเชียงยืน
วัดเชียงยืนเป็นวัดเก่าแก่โบราณวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด ในสมัยโบราณวัดนี้มีความสำคัญมากจากคัมภีร์มหาทักษาพบว่า การสร้างเมืองเชียงใหม่ จะมีวัดประจำทิศ ทั้ง 8 ที่สอดคล้องกับระบบความเชื่อ ด้านทิศอุดรนี้ถือว่าเป็นเดชเมืองมีวัดเชียงยืนเป็นสำคัญ ท้าวพระยามหากษัตริย์ที่จะมาครองเมืองเชียงใหม่หรือในยามที่สงครามที่จะออกรบกับ้าศึก ละนำทัพกลับมาแล้ว จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ และทำพิธีสักการะบูชา พระประธานในวิหาร นามว่า “ พระสัพพัญญูเจ้า” ก่อนจะเข้าเวียง เพื่อศิริมงคลนามว่า “ เชียงยืน” อันหมายถึง ความยั่งยืนวัดนี้ใช้ชื่อเรียกในพงศาวดารโยนกว่า “วัดทีฆาชีวะอัสสาราม” เป็นวัดนามมงคลของนครเชียงใหม่ และเป็นวัดหลวงในสมัยอาณาจักรล้านนา และในอดีตเคยเป็นที่ประทับของพระสังฆราช สังฆปรินายก ในปัจจุบันผู้ว่าราชการที่มารับตำแหน่ง หรือ ข้าราชการประชาชนทั่วไปก็ถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบมา ในสมัยพระเมืองแก้ว ได้บรรจุพระบรมธาตุในสถูปเจดีย์ ต่อมาเมืองเชียงใหม่ ถูกพม่ายึดครอง ได้ขับไล่พม่าและทำการบูรณะปฏิสังขรเมื่อปี พ.ส.2337

เจ้าอาวาสวัดเชียงยืน

พระมหาวิตัน วชิรญาโณ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดเชียงยืน ประวัติด้านการศึกษาของพระมหาวิตัน วชิรญาโณ พระมหาวิตัน วชิรญาโณ เจ้าอาวาสวัดเชียงยืน

ลำดับเจ้าอาวาสวัดเชียงยืน

แผนที่วัดเชียงยืน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดเชียงยืน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดแสนเมืองมาหลวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าเป้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดชัยศรีภูมิ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดเชียงมั่น เลขที่ 171 ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1839 ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. 2449

ประวัติวัดเชียงมั่น
วัดเชียงมั่น ตั้งอย่ที่ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณที่ตั้งวัดนี้ แต่เดิมเมื่อยังไม่เป็นวัด เป็นพระราชวังหรือคุ้มหลวงที่ประทับของพระเจ้าเม็งรายมหาราช ปฐมกษัตริย์ซึ่งเป็นพระเประมุขแห่งล้านนาไทย เมื่อ จ.ศ. 658 ( พ. 1839 ) ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างนครเชียงใหม่ นี้ เรียกกกันในยุคนั้นว่า เวียงเหล็ก ( หมายถึงความแข็งแรงมั่นคงประดุจเหล็ก ) หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างนครเชียงใหม่เสร็จแล้วได้ทรงสร้างบริเวณคุ้มหลวงเป็นอารามหลวงแห่งแรก และทรงสร้างพระเจดีย์ตรงที่ราชมนเฑียรหอประทับของพระองค์ แล้วทรงขนานนามวัดว่า วัดเชียงมั่น มาตราบจนทุกวันนี้

งานศิลปกรรม
1 พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว)
2 พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) พระพุทธรูปศิลาปางปราบช้างนาฬาคีรี
3 พระพุทธรูปทองเหลือง ปางมารวิชัย และ ปางอุ้มบาตร

เจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น

พระครูสันติธรรมวัฒน์ วสนฺตธมฺโม มีลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฏร์ ชั้นโท ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น ประวัติด้านการศึกษาของพระครูสันติธรรมวัฒน์ วสนฺตธมฺโม พระครูสันติธรรมวัฒน์ วสนฺตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น จบการศึกษาศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือ อนุปริญญา

ลำดับเจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น

แผนที่วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดแสนเมืองมาหลวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดล่ามช้าง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดเชียงยืน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดป่าเป้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

 

วัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ วัดชัยพระเกียรติตั้งอยู่เลขที่ 90 ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

เดิมทีชื่อวัดชัยผาเกียรติ เป็นอารามของนครเชียงใหม่มาตั้งแต่โบราณกาลในรัชสมัยพระเจ้าเมกุฏิ วิสุทธิวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ส่วนพระประธานในวิหาร ขุนนางพม่าได้มีศรัทธาสร้างไว้ โดยใช้ศิลปะล้านนา ในช่วงล้านนาอยู่ในปกครอง
วัดชัยพระเกียรติ เดิมชื่อวัดชัยผาเกียรติ เป็นพระอารามของนครเชียงใหม่มาแต่โบราณกาล ในรัชสมัยของพระเจ้าเมกุฏิ วิสุทธิวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ส่วนการสร้างวัดและพระประธานในวิหาร พระมหาเทวีจิระประภา ทรงสร้างเพื่อเป็นอนุสาวรีย์ถวายแด่ สมเด็จพระชัยราชาธิราช กษัตริย์ในวงศ์สุวรรณภูมิ ซึ่งปกครองกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ.2081 ถึง พ.ศ.2088 น้ำหนักที่หล่อพระพุทธรูปองค์นี้มีอยู่ 5 ตื้อ ตื้อ 1 เท่ากับ 10 โกฏิ น้ำหนักทอง 5 ตื้อ เท่ากับ 50 โกฏิ จึงเรียกพระนามว่า “พระเจ้า 5 ตื้อ” ตามหลักฐานจารึกที่ฐานพระว่าสร้างเมื่อจุลศักราช 920 ตรงกับ พ.ศ.2101
อักษรพม่าจารึกไว้ว่า ศักราช 927 ขึ้น 13 ค่ำ วันพุธตอนบ่ายอังคารและศุกร์อยู่ในฤกษ์ที่ 4 ดิถี 11 เจ้าไชยยะสรัพศาจาผัน ณ มหานครเชียงใหม่ ผู้เป็นข้าหลวงในเจ้าช้างเผือก เจ้าหอคำมหาธรรมราชาเจ้าชีวิต มีความประสงค์ให้มีสิ่งสักการบูชาสำหรับคนและเทวดา และพรหม ตลอด 5000 พรรษาของพระศาสนา วันศักดิ์สิทธิ์จึงรวบรวมเอาบรรดาพระพุทธรูปแตกหัก นำมาหล่อเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ชื่อว่าพระพุทธรูปเมืองราย หรือพระพุทธรูปห้าตื้อ ผู้ใดสักการบูชากราบไหว้ จะคุ้มครองรักษาให้มีชัยชนะในการทั้งปวงแลฯ

ลักษณะความสำคัญ/จุดเด่น
โบราณวัตถุสถาน
1. วิหาร เป็นวิหารที่สร้างขึ้นมาทดแทนของเดิมที่ผุพังไป เป็นทรงพื้นเมืองหน้าบันทำเป็นลายพันธุ์พฤกษา ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์ทำเป็นรูปพญานาค ซุ้มประตูทางเข้าวิหาร บานประตูลงรักปิดทองทำเป็นรูปเทวดายืน
2. เจดีย์ ประกอบด้วยฐานเขียงสี่เหลี่ยม รองรอบฐานบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยมย่อเก็จถัดไปขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถาเหลี่ยมซ้อนกัน 5 ชั้น รับองค์ระฆังกลม บัลลังก์ย่อเหลี่ยม ปล้องไฉน ปลียอด และฉัตร ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงลังกา

“พระพุทธเมิงราย” รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “พระเจ้าห้าตื้อ” หล่อด้วยโลหะผสมทองหนัก 5,000 กิโลกรัม ประทับอยู่ในซุ้มโขง ชื่อ “พระเจ้าห้าตื้อ” นั้นมาจากน้ำหนักขององค์พระที่หนัก 5 ตื้อ (1 ตื้อ เท่ากับ 1,000 กิโลกรัม) ที่ฐานพระเจ้าห้าตื้อมีจารึกอักษรพม่า ส่วนด้านหลังเป็นอักษรธรรมล้านนา เชื่อกันว่าผู้ใดมาสักการะกราบไว้พระเจ้าห้าตื้อ จะรอดพ้นจากภัยอันตรายต่างๆ และมีชัยในสิ่งที่สมหวังทุกฝาผนังพระวิหารมีภาพจิตรกรรมเรื่องราวจากชาดก

อ้างอิง หนังสือ นำเที่ยวเชียงใหม่-ลำพูน โดย สงวน โชติสุขรัตน์

วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 143 ถนนศรีภูมิ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2305

วัดควรค่าม้าสร้างเสร็จ เมื่อ พ.ศ. 2035 ประวัติความเป็นมาของวัดไม่ปรากฏชัดเจน เพราะไม่มีหลักฐานที่แน่นอน มีแต่คนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมาเพียงย่อๆ ว่าเนื่องจากพื้นที่ส่วนนี้เป็นสวนของบุคคลหนึ่ง เจ้าของสวนได้เลี้ยงม้าไว้เพื่อแบกของไปค้าขายตามบ้านใกล้บ้านไกล อยู่มาวันหนึ่งม้าที่แสนรักและหวงแหนได้ล้มตายจากไป ด้วยความอาลัย และสงสารคิดเสียดายม้า จึงตัดสินใจถวายที่แปลงนี้ให้เป็นที่ของวัดให้สมกับราคาคุณค่าของม้า ตอนหลังมา พ.ศ.ไม่ปรากฏ วัดนี้จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดควรค่าม้าตราบเท่าทุกวันนี้

วัดควรค่าม้า เป็นวัดที่เงียบสงบ มีขนาดพื้นที่ไม่มากนัก ตั้งอยู่ถนนศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
วัดแห่งนี้หาได้ไม่ยาก มีจุดสังเกตคือรูปปั้นม้าขนาดใหญ่สีทองอยู่ตรงริมประตูทางเข้าวัดด้านหน้า
ประวัติความเป็นมาของวัดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด กล่าวกันว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๐๓๕ หรือเมื่อประมาณ ๕๒๐ ปีที่ผ่านมา
คนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมาเพียงย่อๆว่า พื้นที่ส่วนนี้เป็นของคนเลี้ยงม้าเป็นพาหนะค้าขาย ต่อมาม้าของแกได้ล้มตายลง
ด้วยความอาลัยม้าแกเลยตัดสินใจอุทิศที่แปลงนี้ให้เป็นวัด สร้างวัดเพื่อระลึกถึงม้า เดิมชื่อวัดคุณค่าม้า ต่อมาเพี้ยนเป็นวัดควรค่าม้า

สินธพกุญชร ม้าหัวช้าง : ตัวเป็นม้า ขาและหางเป็นม้า
ภาพจาก พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ อุดมคติของศาสนาที่ถูกถ่ายทอดลงสู่งานศิลป์
เว็บไซท์ “สุขใจดอทคอม”

ม้า
ในประวัติศาสตร์ ตำนาน และวรรณกรรม
เรื่องราวของ “ม้า” ในประวัติศาสตร์ไทย ปรากฏชัดว่ามีการใช้ม้าอยู่สามเรื่องหลักๆ ได้แก่ ใช้เป็นพาหนะเดินทางติดต่อค้าขาย ใช้ในการศึกสงคราม และใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ส่วนทางซีกโลกตะวันตกอาจมีวัตถุประสงค์อื่นๆ เพิ่มเติม นั่นคือเพื่อการกีฬา และความเริงรมย์อีกด้วย แต่แนวคิดนี้ไม่ปรากฏในสังคมตะวันออก

สมัยสุโขทัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ม้าถูกนํามาใช้ประโยชน์ในการขี่เพื่อส่งข่าวสารเรียกว่า “ม้าเร็ว” ใช้เป็นพาหนะขนเสบียง และลากจูงเป็นระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารเรียกว่า “ม้าต่าง”
ม้าที่เกี่ยวกับการศึกสงครามนั้น ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา มีเรื่องราวของกองทัพม้าเป็นหนึ่งในขบวนทัพ “จตุรงคเสนา” ร่วมกันกับกองทัพช้าง กองทหารราบ และกองทัพรถรบ
และมีความเชื่อว่า “ม้าแก้ว” เป็นสัญลักษณ์มงคลหนึ่งใน “รัตนะทั้งเจ็ด” คู่บารมีของพระจักรพรรดิ ดังเช่น ม้าทรงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในศึกพระยาละแวกนั้น พระราชพงศาวดารระบุว่าชื่อ “เจ้าพระยาราชพาหนะ”

ในทางวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณี สุดสาครมีม้านิลมังกร เรื่องขุนช้างขุนแผนมีม้าสีหมอก
ตํานานเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวถึงขณะที่อาณาจักรตามพรลิงค์มีอํานาจสูงสุดในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ได้ขยายอาณาเขตออกไปทุกทิศทุกทาง โดยจัดตั้งเมือง ๑๒ นักษัตรรายรอบขึ้นเป็นเมืองบริวาร กำหนดให้เมืองตรังเป็นปีมะเมีย ถือตราม้าเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งชาวอุษาคเนย์รับระบบความเชื่อเรื่องนี้มาจากจีน

ส่วนม้าที่ปรากฏในงานศิลปกรรมนั้น มักดึงเรื่องราวมาจากพุทธประวัติ ชาดก เทพปรกณัมของฮินดู
ฉากสําคัญที่ชาวไทยรู้จักกันดี คือ เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ได้ทรงม้ากัณฐกะไปจนถึงริมฝั่งแม่น้ำอโนมา พร้อมนายฉันนะ ดังปรากฏอยู่ในพระวิหารม้า วัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช
ม้าที่เป็นสัตว์หิมพานต์ การใช้ม้าผสมกับสัตว์อื่นๆ ตามจินตนาการก็มีมากมาย กอปรด้วย โตเทพอัสดร เหมราอัสดร งายไส ดุรงคปักษิน ดุรงคไกรสร สินธพกุญชร สินธพนัทธี อัสดรวิหค อัสดรเหรา เป็นต้น
เทพฮินดูที่มีม้าเป็นพาหนะก็มีอยู่หลายองค์ เหมือนกัน นับแต่ สุริยเทพ สาวิตรี วิวาสวัต ภาคา พระพาย ท้าวกุเวร จนถึงเจ้าแม่กาลี
เรื่องราวของม้าที่ชาวสุวรรณภูมิและชาวทวารวดียุคแรกๆ รู้จักนั้นจึงกระจายอยู่ทั่วทั้งงานด้านประติมากรรมและองค์ประกอบสถาปัตยกรรม นับแต่หวีที่แกะสลักจากงาช้างเป็นรูปม้าพบที่จันเสน นครสวรรค์ หรือตราประทับดินเผารูปม้าที่นครปฐม ฯลฯ

ม้าในเอกสารโบราณ
เอกสารทั้งเทศ-ไทยที่กล่าวถึงม้าในละแวกรัฐสยามโบราณ ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ก็มีหลายฉบับ เช่น พงศาวดารสมัยราชวงศ์เหลียง (พ.ศ.๑๐๔๕-๑๑๐๐) กล่าวถึงราชทูตคังไถจากอาณาจักรวู (หวู่) เดินทางไปยังฟูนันในช่วง พ.ศ. ๗๘๘-๗๙๓ ว่า คังไถได้พบเซนสง (ZhenSong) ราชทูตจากอินเดียที่มาฟูนันพร้อมม้าของพวกยูชิห์ ทำให้ทราบว่าอินเดียกับจีนและฟูนันรู้จักการใช้ม้ามาแล้วก่อนช่วงพุทธศตวรรษที่ ๘ เป็นอย่างน้อย

เอกสารจีนสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. ๑๑๔๓ – ๑๔๔๐) กล่าวถึงนครโถโลโปตี้ (ทวารวดี?) โดยทูตของทวารวดีได้ขอม้าพันธุ์ชั้นดีจากจีน แลกกับงาช้างและไข่มุกของคนพื้นถิ่น

ศิลาจารึกปราสาทหินพนมรุ้ง อักษรขอมโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๑๖ กล่าวถึงพระลําเบงได้ถวายช้างม้า แก่กัมรเตงชคตแห่งพนมรุ้ง

ศิลาจารึกสด๊กก๊อกธม อักษรขอม ปี พ.ศ.๑๕๙๕ เนื้อความภาษาสันสกฤต กล่าวเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ มีพิธีบูชายัญ บูชาเทพ บูชาพระราชมณเฑียร แก่ราชครูศรีชเยนทรวรมัน ปรากฏเรื่องราวของ “ตำราอัศวลักษณ์” หรือการคัดเลือกม้าพันธุ์ดีอย่างละเอียด ในจารึกด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๒๗

ศิลาจารึกดงแม่นางเมือง ภาษาขอม พบที่นครสวรรค์ พ.ศ.๑๗๑๐ กล่าวถึงพระเจ้าศรีธรรมโศกราช กัลปนาที่ดินอุทิศข้าคนและสิ่งของ ช้าง ม้า เพื่อบูชาพระสรีธาตุของพระเจ้าศรีธรรมโศกราชองค์ที่ล่วงลับไปแล้ว

จารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ที่เรารู้จักกันดีบรรทัดที่ ๒๐, ๒๑ กล่าวถึง “เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครใคร่ค้าช้าง ค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส”

จากตัวอย่างบางส่วนของเอกสารโบราณ พบว่ามีการพูดถึงม้าบนแผ่นดินสยามในหลายมิติ ทั้งการทูต การค้าขายแลกเปลี่ยน และพิธีกรรม…ปริศนาโบราณคดี “โครงกระดูกม้า ก้าวที่กล้าของ เวียงกาน” โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๑๔-๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖

ลำดับเจ้าอาวาส:
1-4 ไม่ทราบชื่อ
5. ครูบาคำ (มรณภาพ)
6. ครูบาปัญญา ปัญญาธโร (มรณภาพ)
7. พระอธิการวีรธรรม วีรธัมโม พ.ศ. 2496-2506 (มรณภาพ)
8. พระอธิการทองสุข กลญาโน พ.ศ. 2506-2512(ลาสิกขา)
9. พระอธิการบุญฤทธิ์ ฐิติโก พ.ศ. 2 513-2526 (ลาสิกขา)
10.พระครูวีรุฬธรรมวัฒน์ พ.ศ.2527-ปัจจุบัน

งานสถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) มีลักษณะเหมือนในสมัยอยุธยา(ไม้ย่อมุมสิบสอง)ด้านหน้าของเจดีย์ประดิษฐ์สถานเป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน ด้านซ้ายประดิษฐ์สถานเป็นพระสิงห์ ด้านขวาประดิษฐ์สถานเป็นพระนาคปรก ด้านหลังประดิษฐ์สถานเป็นพระเจ้าทันใจ

แผนที่วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดที่อยู่ใกล้วัดควรค่าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดหม้อคำตวง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดโลกโมฬี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดแสนเมืองมาหลวง (วัดหัวข่วง) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดดับภัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดกู่เต้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดกู่เต้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 60 ถนนกู่เต้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1993

สร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๙๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.๑๙๙๕ ปรากฏในพงศวดารโยนกในรัชกาลของพระเจ้ายอดเชียงราย ระหว่าง พ.ศ.๒๐๓๐-๒๐๓๘ ว่าในแผ่นดินพระเจ้าเชียงใหม่มีพระราชบุตร พระยาเมืองใต้องค์หนึ่งชื่อ สุรินะวงศ์ บวชเป็นพระภิกษุขึ้นมาอยู่วัดเวฬุวนารามวิหารกู่เต้า หัวเวียงเชียงใหม่ ต่อมาในพ.ศ. ๒๑๒๒พระเจ้ากรุงหงสาวดี ทรงแต่งตั้งให้พระเจ้าเม็งซานรธามังคุยผู้ครองเมืองสารวดีมาครองเมืองเชียงใหม่ถึง พ.ศ. ๒๑๒๔ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสวรรคต พระมหาอุปราช นันทบุเรงราชบุตรได้ครองราชย์แทน เกิดความระส่ำระส่ายขึ้นในอาณาจักรพม่า พวกเจ้าประเทศราชเริ่มแข็งข้อขึ้น ต่อมาอีกสามปี สมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยาก็สลัดแอกพม่าออกบ้าง การรบพุ่งระหว่างไทยกับพม่า ซึ่งสงบกว่า ๑๕ ปีก็อุบัติขึ้น พระมหาราชเชียงใหม่ พระเจ้าเม็งซานรธามังคุย(สมเด็จกรมราชานุภาพ ทรงเรียก นรธาบังช่อ ) ถูกกษัตริย์พม่าผู้เป็นเชษฐาต่างพระชนนีบังคับให้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกพระนเรศวรตีแตดพ่ายทุกครั้ง เป็นเหตุให้เกิดความแตกร้าวขึ้นระหว่าง พระเจ้ากรุงหงสาวดีกับเจ้าเมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๑๓๙ พระเจ้าเม็งซานรธามังคุย ยอมสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้านเรศวรมหาราชเป็นการตัดญาติกับพระเจ้านันทบุเรงและไม่อาจกลับคืนปิตุภูมิได้ พงศาวดารโยนกกล่าวว่า พระเจ้าเม็งซานรธามังคุย พิราลัย เมื่อจุลศักราช ๙๖๙ (พ.ศ. ๒๑๕๐) ผู้ที่ได้ปกครองดินแดนล้านนาต่อจาก พระเจ้าเม็งซานรธามังคุยคือ มังซวยเทา ผู้เป็นราชอนุชา พระมหาราชมังซวยเทาทรงจัดถวายพระเพลิงพระศพพระเชษฐาธิราชแล้งทรงโปรดให้สร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นมาภายหลัง เพื่อเป็นที่บรรจุพระอังคาร (อัฐิ) สำหรับพระธาตุเจดีย์กู่เต้านั้นตามรูปร่างขององค์พระเจดีย์มีลักษณะที่แปลกที่สุด ไม่มีพระธาตุเจดีย์องค์ใดที่ไหนเหมือน เท่าที่เคยพบเห็นคือเป็นรูปบาตรพระเจ้า ๕ องค์ซ้อนกันแทน พระพุทธเจ้า ๕ องคื คือ พระกะกุสันโท พระโกนาคะมะโน พระกัสสะโป พระโคตะมะ พระอริยะเมตไตยโย เป็นชั้นซ้อนกัน ๕ ชั้น มีซุ้มโดยรอบ ๔ ทิศ รวมเป็น ๒๐ ซุ้ม และเป็นที่บรรจุพระพุทธรูปรวม ๒๐ องค์ จะหาพระธาตุเจดีย์องค์ใดมีลักษณะเหมือนพระธาตุกู่เต้านี้ไม่มีและยังคงสภาพเดิมที่สมบูรณ์ คำว่า กู่เต้า เป็นภาษาเหนือ กู่ แปลว่า อนุสาวรีย์ หรือที่บรรจุอัฐิ เต้า แปลว่า แตงโม (หมากเต้า) มีความหมายว่า อนุสาวรีย์ที่มีรูปทรงเหมือนแตงโม และอีกความหมายหนึ่งคือ อนุสาวรีย์ที่บรรจุขี้เถ้า (ขี้เต้า) เลยนิยมเรียกกันว่า วัดกู่เต้า และเนื่องจากวัดนี้อยู่ในดงป่าไผ่ จึงได้ชื่อว่า วัดกู่เต้า เวฬุวนาราม

ลำดับเจ้าอาวาส:
1.ท่านครูบาสุริยะ พ.ศ. –
2.ท่านครูบาเนริญจา พ.ศ. 2420-2455
3.พระคำปัน พ.ศ. 2455-2458
4.พระบุญตัน พ.ศ. 2458-2465
5.พระพรหมเสน พรหมเสโณ พ.ศ. 2465-2473
6.พระปัญญา ปญญาวโร พ.ศ. 2473-2475
7.พระคำหลู่ คมภีโร พ.ศ. 2475-2478
8.ครูบาคำอ้าย พ.ศ. 2478-2483
9.พระบุญมา พ.ศ. 2483-2485
10.ครูบาเสาร์ พ.ศ. 2485-2489
11.พระป๊อก พ.ศ. 2489-2493 1
2.พระบุญปั๋น ปญโญ พ.ศ. 2493-2496 1
3.พระครูมหาวิกรม พ.ศ. 2496-2507 1
4.พระบุญซอน ตนติปาโล พ.ศ. 2507-2508 1
5.พระมหาศิริพงษ์ ติกขปญโญ(พระมหาศรีหมื่น) พ.ศ. 2508-2513 1
6.พระสองเมือง ธีรวิทโย (ธีรวิทย์) พ.ศ. 2513-2514 1
7.พระครูประภัศร์ธรรมรังษี(ท่านครูบาจันทรังษี) พ.ศ. 2514-ปัจจุบัน

งานสถาปัตยกรรม
1 พระอุโบสถ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.1995
2 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) สร้างมาเมื่อ พ.ศ. 2150 โดย พระเจ้ามังซวยเทาผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าเม็งซานรธามังคุยเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระสารีริกธาตุแล้วยังทรงบรรจุพระอังคารของพระเชษฐาด้วย พระเจดีย์จะมีลักษณะที่แปลกที่สุดไม่มีเจดีย์องค์ใดเหมือนเท่าที่เคยพบคือเป็นรูปบาตรพระเจ้า 5พระองค์ซ้อนกันแทนพระพุทธเจ้า 5 พระองค์คือ พระกะกุสันโท พระโกนาคะมะโน พระกัสสะโป พระโคตะโมและพระอริยะเมตไตยโย เป็นชั้นซ้อนกัน 5 ชั้นมีซุ้มโดยรอบ 4ทิศ รวมเป็น 20ซุ้มและเป็นที่บรรจุพระพุทธรูปรวม 20 องค์ บ้างเข้าใจว่าเป็นเจดีย์ทรงศิลปะพม่าแต่ในพม่าไม่มีพระธาตุเจดีย์ที่มีรูปลักษณะเหมือนพระธาตุกู่เต้านี้เลย
3 กุฏิสงฆ์จันทรังษีอนุสรณ์ ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน 2 ชั้น ชั้นบนเป็นไม้สักทั้งหลังเป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยล้านนาเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าระแข่งและเป็นที่พำนักของพระสงฆ์สามเณร
4 พระเจดีย์หินผอบ พระเจดีย์หินผอบทรงลังกาโบราณ ย้ายมาจากเจดีย์เก่าทางทิศตะวันตกของวัดเมื่อ พ.ศ.2500
5 พระธาตุน้อย พระธาตุน้อย ตั้งอยู่หลังพระอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2536 สร้างตามสถาปัตยกรรมล้านนาผสมพม่า เป็นที่บรรจุพระธาตุและพระพุทธรูปจำนวน 188 องค์

งานศิลปกรรม
1 พระประธาน พระเจ้าระแข่ง พระประธานในวัด
2 พระเจ้าองค์ดำ พระพุทธรูปโบราณประจำวัดซึ่งอาราธนามาจากวัดร้างทางทิศตะวันออกของวัดเมื่อ พ.ศ. 2440
3 กลองหลวง กลองหลวง เป็นเครื่องดนตรีแห่ในงานมงคลของล้านนาสร้างเมื่อ พ.ศ.2417
4 กลองปู๋จ๋า กลองปู๋จ๋า เป็นเครื่องแห่บูชาและในงานมงคลต่าง ๆ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2520
5 ต้นโชคหลวง ปลูกโดยพระเจ้ากาวิละเมื่อครั้งชนะจากการรบ ปลูกเมื่อ พ.ศ.2317เป็นไม้มงคลของเมืองเหนือใช้กราบไหว้บูชาเพื่อจะได้เป็นมงคลแก่ตัวเอง
6 ต้นตาล ต้นตาล ปลูกโดยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เมื่อคราวมาบูรณปฏิสังขรณ์ พ.ศ. 2417เป็นต้นตาลที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่

วัดสันป่าข่อย ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดสันป่าข่อย ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 18 ถนนนายพล ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000

สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ เดิมชื่อ วัดนางเหลียว สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐาน เดิมตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำปิงทางทิศตะวันออก (หลังปั้มน้ำมันถิ่นไทยงาม) แต่บริเวณที่ตั้งวัดนั้นถูกน้ำท่วมจึงได้ย้ายมาตั้งในบริเวณปัจจุบันนี้เรียกชื่อวัดตามชื่อตำบลว่า “วัดสันป่าข่อย” วัดนี้มีอายุประมาณร้อยปีเศษเพราะมีหลักฐานปรากฏว่ามีพระเจดีย์ของวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าครองนครเชียงใหม่ เมื่อมีงานทำบุญฉลองพระเจดีย์ในราวจุลศักราช ๑๒๓๐ (พ.ศ. ๒๓๑๑) เจ้าครองนครมาเป็นประธานในงานนอกจากนี้ยังมีแหย่งช้างทองของเจ้ามหาพรหมคำคง(พระยาราชวงศ์)โอรสของพระเจ้าหลวงคำฟั่นเจ้านครเชียงใหม่องศ์ที่สาม ถวายวัดไว้และยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน

ลำดับเจ้าอาวาส:
ตุ๊เจ้าหลวงปั๋น (ลาสิกขา) ตุ๊เจ้าหลวงขาว (ลาสิกขา) ตุ๊เจ้าหลวงแม่โจ้ (ลาสิกขา) ตุ๊เจ้าหลวงวรรณ (ลาสิกขา) ตุ๊เจ้าหลวงกุณณา (ลาสิกขา) ตุ๊เจ้าธรรมชัย (ลาสิกขา) ตุ๊เจ้าเสริม ไปเรียนที่กรุงเทพฯ ๕ ปีได้ นธ. โท กลับมาลาสิกขา) พระอธิการทองคำ สุคนโธ(ไชยวรรณ)เป็นเจ้าอาวาสวัดสันป่าข่อยได้ ๕๒ ปี (พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๕๑๘) พระศรีธรรมนิเทศ (กมล กันธะรัตน์) เป็นเจ้าอาวาสวัดสันป่าข่อยได้ ๘ ปี (พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๗) พระครูสุวัฒนวรคุณ (ทองคำ นันตา) เป็นเจ้าอาวาสวัดสันป่าข่อยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จนถึงปัจจุบัน

งานสถาปัตยกรรม
1 พระเจดีย์ทรงพม่า สร้างในยุคของ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าครองนครเชียงใหม่องศ์ที่ ๖(๒๓๙๙-๒๔๑๓) ในคราวฉลองพระเจดีย์ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ก็เสด็จมาเป็นประธานทำบุญราวๆ จุลศักดิ์ราช ๑๒๓๐(พ.ศ. ๒๔๑๑) แหย่งช้างของพระเจ้ามหาพรหมคำคง (พระยาราชวงศ์ เจ้าราชวงศ์เชียงใหม่เป็นปู่ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี) เป็นโอรส ของพระคำฟั่น (เจ้าหลวงเศรษฐีคำฟั่น) เจ้าหลวงเชียงใหม่ องศ์ที่ ๓(๒๓๖๖-๒๓๖๘)ถวายวัดไว้

วัดศรีโขง ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดศรีโขง ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 264 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2410

วัศรีโขงเดิมชื่อวัดสะหลีปันสร้อยเนื่องจากภายในวัดมีต้นไม้ใหญ่ (ต้นไม้สะหลี) ซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวบ้านใช้หลบฝน (โขง) จึงเรียกว่าสะหลีโขงเกิดการกร่อนของเสียงจนกระทั่งเป็นชื่อวัดศรีโขงในปัจจุบัน วัดศรีโขงเดิมเป็นเพียงวัดร้าง (สังเกตได้จากฐานเจดีย์โบราณภายในบริเวณวัด) ซึ่งสันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 2410ต่อมาพ่อค้าชาวจีนจากอำเภอนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม อพยพมาตั้งหลักแหล่งบริเวณริมแม่น้ำปิงทางทิศตะวันออกซึ่งอยู่ใกล้กับวัด เพื่อทำการค้าขาย ระหว่างนั้นนายเปียเซ่งพ่อค้าคนดังกล่าวจึงได้ทำการบูรณะวัดขึ้นใหม่ พร้อมกับก่อสร้างอาคารและถาวรวัตถุอื่นๆเพิ่มเติม และให้ชื่อว่า วัดสะหลีปัน วัดศรีโขงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2499 กว้าง 10 เมตร ยาว 14 เมตร

ลำดับเจ้าอาวาส:
ลำดับที่ 1 ไม่มีหลักฐานใดๆกล่าวถึง ลำดับที่ 2 พ.ศ. 2460 – 2498 พระอธิการป้อม กัส.สโป ลำดับที่ 3 พ.ศ. 2498 – 2500 พระมหาวิเชียร (เปรียญธรรม 4 ประโยค) ลำดับที่ 4 พ.ศ. 2500 – ปัจจุบัน พระครูสุภัทรรัตนโชติ (นามเดิมพระครูใบฎีกาอินแก้ว อติภัท.โท)

งานสถาปัตยกรรม
1 พระสถูป/พระเจดีย์ (พระธาตุ) สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2460 เจดีย์ เป็นรูปทรงกลมย่อเก็จ ทุกชั้นมีพระพุทธรูป 2 ด้าน คือ ด้านเหนือและด้านใต้ องค์ระฆังคว่ำอยู่บนฐานบัว
2 พระอุโบสถ อุโบสถ อาคารคอนกรีตทึบ หางหงส์ประดับด้วยนาคสะดุ้ง หลังคาชั้นเดียวมุงด้วยแป้นเกล็ด
3 ซากเจดีย์โบราณ ซากเจดีย์โบราณ เคยพบหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยบันทึกไว้เป็นตัวอักษรพื้นเมือง

งานศิลปกรรม
1 พระพุทธรูป ประชาชนนำมาถวาย พระพุทธรูป มีพระพุทธรูปทองเหลืองและแบบทรงเครื่อง ทั้งสมัยราชวงศ์มังรายกระทั่งรัตนโกสินทร์

วัดเมืองกาย ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดเมืองกาย ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 37 ถนนราษฎร์อุทิศ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2345

วัดเมืองกายตั้งอยู่เลขที่ 37 ถนนราษฏร์อุทิศ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัด คณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ทั้งหมด 5 ไร่ 3งาน 21 ตารางวา โฉนด อาณาเขตทิศเหนือประมาน 4เส้น5วา2ศอก จดโรงเรียนผดุงศิลป์และตรอกสาธารณะ ทิศใต้ประมาน 1 เส้น 14 วา จดถนนราษฏร์อุทิศ ทิศตะวันออกประมาน 2 เส้น10 วา2ศอก จดถนนราษฎร์อุทิศ มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 26 ตารางวาโฉนด อาคารเสนาสนะประกอบด้วย  อุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาลด มุงด้วยกระเบื้องกระเบื้องลูกฟูก กุฏิสงฆ์จำนวน 5 หลัง วิหาร ศาลาเอนกประสงค์ 2 ชั้น ศาลาบำเพ็ญกุศล หอพระไตรปิฏก ศาลาบาตร ปูชนียวัตถุมี พระประธาน พระพุทธรูป และ เจดีย์วัดเมืองกาย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2345 ได้รับพระราชทานวิสุงคานสีมา กว้าง 73 เมตร ยาว 81.5เมตร

วัดเมืองกาย จะตั้งอยู่ในตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เรื่องเล่าที่มาของวัดบอกไว้ว่า แต่เดิม พระไชยวุฒิท่านอยู่เมืองกายได้พาพี่น้อง 2-3 คน อพยพมาจากเมืองเชียงตุง ก่อนมาตั้งอารามอยู่ที่เมืองกาย เชียงใหม่ จากนั้นท่านก็จัดตั้งอารามขึ้นเป็นที่ทำบุญ ส่วนพี่น้องสองสามคนก็พากันตั้งบ้านขึ้นติดกับวัด นานมาอารามซึ่งท่านจัดตั้งก็เลยติดเป็นสำนักสงฆ์ ท่านจึงขนานนามวัดนี้ว่า “วัดเมืองกาย” ตลอดมาจนบัดนี้ เพราะท่านเอานามบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน มาตั้งเป็นชื่อ โดยในสมัยท่านนั้น ท่านได้สร้างพระเจดีย์ไว้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่คนทั่วไป

 

วัดได้จัดให้มีกิจกรรมที่สำคัญ แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ
๗.๑ กิกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี ประกอบด้วย
๑) ชื่อกิจกรรม ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง .
จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 10 เมษายน จนถึงวันที่ 17 เมษายน
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 500-1000 คน
รูปแบบ/ลักษณะของกิจกรรม ทางวัดได้จัดสถานที่ไว่สำหรับคณะศรัทธาที่ได้ร่วมสรงน้ำพระ สรงน้ำพระธาตุ ก่อเจดีย์ทราย และพิธีพระพุทธมนต์ตานเจดีย์ทราย ร่วมด้วยพิธีดำหัววัดต่างๆ *** หน่วยงานที่เกี่ยงข้อง ชุมชนบ้านเมืองกาย ชุมชนบ้านใหม่ ชุมชนบ้านต้นขาม ชมชนบ้านแพะ และคณะศรัทธาต่างๆจากค่ายกาวีละ และร่วมด้วยชุมชนบ้านเด่น กศน.วัดเมิงกาย ตำบลวัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่***

ชื่อกิจกรรม ประเพณีเดือนยี่เป็ง
จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ เดือน พฤษจิกายน จนถึงวันที่
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 200-300 คน
รูปแบบ/ลักษณะของกิจกรรม มีการจัดเทศมหาชาติ 13 กัณฑ์ ทำซุ้มประตูป่า จุดผางประทีบ โคมลอย โคมไฟ
*** หน่วยงานที่เกียวข้อง คณะชุมชนบ้านเมืองกาย ชุมชนบ้านใหม่ ชุมชนบ้านเด่น บ้านต้นขาม ศรัทธาค่ายกาวีละบางส่วน กศน.วัดเมืองกาย ตำบลวัดเกตุ อ.เมื อง จ.เชียงใหม่ ***
ชื่อกิจกรรม ร่วมฟังเทศน์ ฟังธรรมในวันสำคัญทางพุทธศาสนา และเวียนเทียน .
จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ จนถึงวันที่ .
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 200-500 คน
รูปแบบ/ลักษณะของกิจกรรม จัดให้มีการเทศน์ถึงวันสำคํญทางศาสนาในวันนั้น เช่นวันเข้าพรรษา วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา ว่ามีความสำคัญเป็นมาอย่างไรให้แก่ญาติโยมที่เข้ารับฟัง และแสดงธรรมหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาให้กับญาติโยมได้รับฟัง ตอนค่ำจัดให้มีการเวียนเทียน
*** หน่วยงานที่เกียวข้อง คณะชุมชนบ้านเมืองกาย ชุมชนบ้านใหม่ ชุมชนบ้านเด่น บ้านต้นขาม ศรัทธาค่ายกาวีละบางส่วน กศน.วัดเมืองกาย ตำบลวัดเกตุ อ.เมื อง จ.เชียงใหม่
ชื่อกิจกรรม ถวายพระพร พระบามสมาเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมนาชนีนาถ .
จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม และ 12 สิงหาคม
มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ คน
รูปแบบ/ลักษณะของกิจกรรม คณะศรัทธาพระภิกษุ สามเณร กศน.วัดเมืองกาย ตลอดจนประชาชนทั่วไป ละชุมชนใน ตำบลวัดเกตุ

บทความยอดนิยม

ที่เที่ยวเชียงใหม่สุดฮิต