วัดลังกา ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ 141 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1947
วัดลังกาเป็นวัดโบราณ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เพราะปรากฏหลักฐานว่าได้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา แห่งเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ราว พ.ศ. 1947 (ประมาณ 600 ปี จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2547) หลังจากที่พระเจ้ากือนาธรรมิกราช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์มังราย ซึ่งครองราชย์อยู่ ณ นครเชียงใหม่ ราชธานีของล้านนาไทย เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.1943 แล้ว ขุนนางข้าราชการต่างก็อัญเชิญพ่อท้าวแสนเมืองมาราชโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติสืบสันติวงศ์ต่อมา ซึ่งทำให้เป็นที่ขัดเคืองพระทัยของเจ้าท้าวมหาพรหม (พระอนุชาของพระเจ้ากือนา) ซึ่งครองเชียงรายนั้นเป็นอันมาก โดยเห็นว่าพระองค์ควรได้ครองเมืองเชียงใหม่เพราะว่ามีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระยากือนาธรรมิกราช และเมืองเชียงใหม่สำคัญกว่าเมืองเชียงราย เป็นการเสียพระเกียรติ จึงกรีธาทัพจากเชียงรายขึ้นมาตีเอาเมืองเชียงใหม่ แต่ถูกกองทัพของขุนพลแสนผานอง อำมาตย์ซึ่งเป็นแม่ทัพตั้งแต่สมัยพระยากือนาธรรมิกราชตีแตกพ่าย ทำให้ท้าวมหาพรหมต้องไปขอความช่วยเหลือจากสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ภายหลังได้เกิดความขัดแย้งกัน เจ้าท้าวมหาพรหมจึงยกพลกลับมายังนครเชียงใหม่ ทูลขอพระราชทานอภัยโทษจากพระเจ้าแสนเมืองมาและได้นำพระพุทธสิหิงค์จากเมืองกำแพงเพชรมาถวายด้วย ซึ่งพระเจ้าแสนเมืองมาพระราชทานอภัยโทษให้และโปรดให้ไปครองเมืองเชียงรายตามเดิมเจ้าท้าวมหาพรหมได้สำนึกในการกระทำบาปที่คิดแย่งชิงราชสมบัติของพระนัดดา ทำให้เสียไพร่พลเป็นอันมาก จึงคิดจะประกอบกรณียกิจการกุศลเพื่อเป็นการไถ่บาป ในช่วงสมัยพระยาแสนเมืองมานั้น มีพระภิกษุจากอาณาจักรล้านนาได้เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ลังกา และก็ได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาที่ล้านนาด้วย ท้าวมหาพรหมจึงได้ให้บริวารไปนิมนต์พระภิกษุไทยอาหมรูปนั้น และให้นำกล้ามะพร้าวลูกใหญ่ลูกหนึ่ง (มะพร้าวหัวคน) วัดผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ 24 นิ้ว เพื่อจะปลูกไว้เตือนว่า “คนที่มีวาสนาน้อยจะคิดการใหญ่โตย่อมจะไม่สำเร็จโดยง่าย อุปมาเช่นเดียวกับมะพร้าวหัวคน ซึ่งลูกข้างนอกดูใหญ่โต แต่ลูกข้างในนั้นเล็กนิดเดียว” เมื่อภิกษุไทยอาหมนั้นเดินทางมาถึง อำเภอสารภี พระภิกษุรูปนั้นจึงถามคนเดินทางว่า “ที่นี่ใกล้จะถึงวังสิงคำแล้วหรือยัง” คนนั้นชี้มือแล้วบอกว่า “อีกไม่ไกลนัก” พระภิกษุไทยอาหมและผู้ติดตามก็สังก๋า (คำเมืองนั้น สังก๋า หมายถึง สงสัย ที่นั่นก็เลยได้ชื่อ “สังก๋า”) ต่อมาได้จึงเดินทางต่อไปพบหญิงม่ายคนหนึ่งก็ถามหญิงคนนั้นว่า “สังก๋า” เป็นอย่างไรก็ได้คำอธิบายจากหญิงคนนั้นว่า วังสิงห์คำ มี 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ในท้องที่ อำเภอสารภี ฝั่งปิงตะวันตก และอีกแห่งหนึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอเมือง ตรงข้ามวัดฟ้าฮ่าม ฝั่งปิงตะวันตก จึงพากันข้ามน้ำเดินมาใกล้แม่ข่าเกิดสงสัยอีกทีหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า “วัดสังก๋า” (วัดนี้ร้างไปแล้ว) ต่อจากนั้นได้ลงเรือข้ามฟากกลับมายังฝั่งทิศตะวันออกตรงข้ามวัดชัยมงคล มีคนแก่คนหนึ่ง (ผู้ชายนุ่งขางห่มขาว) ชี้บอกทางให้ จึงพากันมาใกล้ที่ที่จะฝังบาตรลังกา บังเอิญบาตรลังกานั้นหลุดมือตกแตกเป็นสองซีก พระภิกษุไทยอาหมรูปนั้นจึงนำซีกหนึ่งฝังไว้ พร้อมกับปลูกมะพร้าวและสร้างวัดขึ้น ณ ที่ฝังบาตรนั้น ต่อมาจึงเรียกที่ตรงนั้นว่า “วัดลังกา” ส่วนบาตรอีกซีกที่แตกนั้น ตอนขากลับได้นำติดมือไปพร้อมกับฝาบาตรด้วย ต่อมาฝาบาตรได้หลุดมือตกแตก ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นเลยได้ชื่อว่า “ฝาแตก” ต่อจากนั้น ก็ได้นำเอาฝาบาตรที่แตกไว้บนเขาแห่งหนึ่ง ด้านทิศตะวันออกของวัดลังกา เยื้องกับฝาแตก (หรือผาแตก) อำเภอดอยสะเก็ด และเรียกเขานั้นว่า “ดอยลังกา” นับตั้งแต่นั้นมา ในคราวที่พระภิกษุไทยอาหมรูปนั้นได้สร้างวัดลังกาขึ้น ตรงกับ พ.ศ.1947 เพื่อเฉลิมฉลองศรัทธาของท้าวมหาพรหม เพื่อไถ่บาปที่คิดจะแย่งราชสมบัติและถวายเป็นอนุสรณ์แด่พระเจ้าแสนเมืองมา พระนัดดาของพระองค์ พร้อมกับรำลึกถึงคุณงามความดีของพระภิกษุไทยอาหมที่สร้างวัดขึ้นมา จากเรื่องราวต่าง ๆ ที่ปรากฏในตำนาน และจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ชื่อ วัดลังกา สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดที่สร้างไว้สำหรับเป็นที่พำนักของพระสงค์ชาวลังกาที่มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเมืองเชียงใหม่ หรือเป็นวัดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์นิกายสิงหล หรือลังกาวงศ์
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ครูบาคำปัน มรณภาพที่วัดลังกา
2. พระอธิการทนันชัย (อาจารย์ดำ) ลาสิกขา
3. พระอธิการแก้ว ลาสิกขา
4. พระอธิการอินถา อินฺทสาโร (กาวิล) ลาสิกขา
5. พระอธิการดวงฤทธิ์ ฐิตธธมฺโม ลาสิกขา
6. พระอธิการวิชัย ชัยวรรณ ลาสิกขา
7. พระอธิการบุญมี สิทธิ ลาสิกขา
8. พระอธิการอินไหล โม่งจันทร์ ลาสิกขา
9. พระครูสมพงษ์ สุจิตฺโต มรณภาพที่วัดสุรินทราษฎร์ อ.แม่ริม
10. พระอธิการธรรมรงค์ คุณศิลป์ ลาสิกขา
11. พระอธิการสิงห์ทอง สุขวฑฺฒโน ลาสิกขา 1
2. พระอธิการทองสุข สุทฺธจิตฺโต ลาสิกขา 1
3. พระครูบุญยวง ภทฺทธมฺโม มรณภาพที่วัดดอนมูล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 1
4. พระครูวิสิทธ์สารคุณ (บุญมี กนฺตสาโร) พ.ศ.2533 – ปัจจุบัน
งานสถาปัตยกรรม
1 อุโบสถ สร้างใหม่โดยมีรูปทรงแบบล้านนาประยุกต์ ก่ออิฐถือปูนขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 16.50 เมตร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2480
2 วิหาร บูรณะใหม่เสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ.2527 รูปทรงแบบล้านนาประยุกต์ ไม่มีปาแลระหว่างชั้นหลังคา หน้าบันทาสีฟ้า ประดับด้วยปูนปั้นลวดลายก้านขด โก่งตัวเป็นรูปรวงผึ้งทั้ง 3 ช่อง ประตูวิหารเป็นซุ้มโค้ง มี 3 ประตู เสาวิหารทำด้วยไม้ประดับลวดลายปิดทองร่วนชาด มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง พระเวสสันดรชาดก ราวบันไดเป็นรูปมกรคายพญานาคอ้าปาก
3 เจดีย์ เป็นเจดีย์แบบล้านนา ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมสูง ชั้นมาลัยเถาแปดเหลี่ยม องค์ระฆังกลม บัลลังก์สี่เหลี่ยมย่อมุม ส่วนยอดสุดเป็นฉัตร ตั้งแต่ชั้นมาลัยเถา 2 ชั้น จนถึงปลียอดปิดทองจังโก มีรั้วล้อมทั้ง 4 ด้าน มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ตรงกลางรั้วด้านทิศใต้
4 หอระฆัง มีลักษณะแปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ สร้างเป็นตึกสี่เหลี่ยม 4 ชั้น ชั้นล่างทำเป็นห้องสมุดประชาชนวัดลังกา ชั้นที่ 2 เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลาน ชั้นที่ 3 เป็นหอระฆัง และชั้นบนสุด เป็นเจดีย์ทรงกลมขนาดเล็ก


















