Home Blog Page 187

ฟ้อนน้อยใจยา

0

เป็นฉากหนึ่งของละครเพลงชื่อเดียวกัน ได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. 2464 โดยท้าวสุนทรโวหาร ถวายแก่เจ้าดารารัศมีในวันเกิดของท่าน ต่อมาเจ้าดารารัศมีได้ขัดเกลาบางตอนของละครและแต่งเพลงน้อยใจยาขึ้น ฉากนี้แสดงถึงน้อยใจยาชายหนุ่มผู้ยากจนได้ตัดพ้อต่อว่าแว่นแก้วสาวงามแห่งหมู่บ้าน ซึ่งจะแต่งงานกับส่างนันตาชายหนุ่มผู้ร่ำรวยแต่หน้าตาอัปลัษณ์ของอีกหมู่บ้านหนึ่ง แว่นแก้วบอกน้อยใจยาว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เป็นความเห็นชอบของบิดามารดาและได้ยืนยันความรักของเธอที่มีต่อเขา หลังจากปรับความเข้าใจกันแล้วก็พากันหนีไป

ฟ้อนโยคีถวายไฟ

0

เจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. 2454-2482) เจ้าครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายได้ทรงให้นักดนตรีในวังของท่านและครูช่างฟ้อนชาวพม่าร่วมกันคิดท่ารำและบทเพลงขึ้นมาในโอกาสเสด็จประพาสเชียงใหม่ของกรมพระนครสวรรค์วรพินิจ โอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2465 ท่ารำได้ดัดแปลงมาจากท่าฤาษีดัดตน เดิมเป็นการแสดงของผู้ชาย ในปี พ.ศ. 2477 ได้เปลี่ยนให้เป็นท่ารำของผู้หญิง เนื่องจากช่างฟ้อนผู้ชายหายาก

ฟ้อนไตลื้อ

0

การฟ้อนนี้เดิมเป็นการฟ้อนของชาวไทยลื้อ หมู่บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน บรรพบุรุษของชาวไทยลื้อนี้เดิมเป็นพวกอพยพสงครามจากแคว้นสิบสองปันนาในมณฑลยูนานของจีน ชาวไทยลื้อเหล่านี้หลบหนีการต่อสู้ระหว่างพระเจ้าสิบสองปันนาและหลานชายซึ่งสู้รบกันในระหว่างปี พ.ศ.2365-2366 แตกต่างจากบรรพบุรุษของชาวไทยลื้อกลุ่มอื่นในทางตอนเหนือของประเทศไทยซึ่งอพยพมาก่อนหน้านี้ประมาณ 22 ปี ในฐานะเชลยสงคราม บางพวกก็ถูกชักชวนให้มาตั้งถิ่นฐานใหม่

ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา

0

เป็นการฟ้อนผสมระหว่างการฟ้อนในราชสำนักพม่าและรำไทยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงให้ครูช่างฟ้อนชาวพม่าและครูช่างฟ้อนในวังของท่านคิดท่ารำขึ้นมาระหว่างปี พ.ศ. 2458-2469 เครื่องแต่งกายเป็นแบบหญิงในราชสำนักพม่า ราชวงศ์คองบอง

ระบำซอ

0

ได้ถูกแต่งและประดิษฐ์จากครูเพลงและครูช่างฟ้อนในคุ้มของเจ้าดารารัศมีในปี พ.ศ. 2470 ใช้ฟ้อนในโอกาสที่ถวายต้อนรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเชียงใหม่ และในโอกาสสมโภชน์ช้างเผือกซึ่งน้อมเกล้าฯถวายให้ท่าน การแต่งกายเป็นชุดกระเหรี่ยง

ระบำไก่

0

เป็นระบำชุดหนึ่งจากละครเรื่องพระลอตามไก่ เป็นการร่ายรำของบริวารของไก่แก้ว พระราชชายาได้ทรงคิดท่ารำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลองกู่ (ที่บรรจุอัฐิ) ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2452 ที่ท่านทรงนำมารวบรวมไว้ที่วัดสวนดอก จากงานพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงประทานให้แก่ท่าน

 

ฟ้อนดาบ

0

ฟ้อนดาบ เป็นการแสดงศิลปะอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ป้องกันตัว เป็นการแสดงชั้นเชิงของการต่อสู้รวมกับท่าฟ้อนที่สวยงาม

การฟ้อนดาบ ถือเป็นศิลปการฟ้อนรำพื้นเมืองเชียงใหม่ที่ผสมเอาศิลปการต้องกันตัวเข้ามามีส่วนในการฟ้อนด้วย การฟ้อนดาบเป็นการรำที่ใช้ดาบเป็นเครื่องประกอบ  มีลวดลายท่วงท่าหลายชั้นเชิง โดยใช้เครื่องดนตรีกลองปู่เจ่ ฉาบและฆ้อง ซึ่งการฟ้อนดาบนั้นจะเป็นการฟ้อนที่คู่กับการฟ้อนเชิง หรือ ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนแสดงท่าทางการต่อสู้ด้วยมือเปล่า สองอย่างนี้มักจะใช้ผู้ชายเป็นหลัก  ปัจุบันการฟ้อนทั้งสองอย่างนี้ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย การฟ้อนทั้งหมดนี้ถือเป็นการฟ้อนแบบดั่งเดิมของคนเชียงใหม่ ฟ้อนดาบจะคล้ายกับการรำกระบี่กระบองของภาคกลาง ส่วนฟ้อนเจิงหรือฟ้อนเชิง คล้ายกับการแสดงสิละทางภาคใต้

ฟ้อนดาบนี้แสดงได้ทั้งชายและหญิง  ส่วนมากเป็นการรำในท่าต่างๆ ใช้ดาบตั้งแต่2-4-6-8 เล่ม  และอาจจะใช้ได้ถึง 12 เล่ม   นอกจากการฟ้อนดาบแล้ว  ก็อาจมีการรำหอกหรือ ง้าวอีกด้วย  ท่ารำบางท่าก็ใช้เป็นการต่อสู้กัน  ซึ่งฝ่ายต่างก็มีลีลาการฟ้อนอย่างน่าดูและหวาดเสียวเพราะส่วนมากมักใช้ดาบจริงๆ หรือไม่ก็ใช้ดาบที่ทำด้วยหวายแทน  หากพลาดพลั้งก็เจ็บตัวเหมือนกัน  การฟ้อนดาบนี้มีหลายสิบท่า  และมีเชิงดาบต่างๆ เช่น เชิงดาบเชิงแสน (เป็นของพื้นเมืองของภาคเหนือ)    เชิงดาบแสนหวี (มาจากพวกไทยใหญ่ หรือเงี้ยว)   แต่ละเชิงดาบมีการฟ้อนแตกต่างกัน (ปรากฏว่าเชิงดาบแสนหวีเป็นนักดาบที่เก่งกล้าเผ่าหนึ่งในประวัติศาสตร์)  การฟ้อนดาบมักใช้กลองสะบัดชัยตีประกอบจังหวะ ผู้แสดงสวมชุดพื้นบ้านภาคเหนือ (นุ่งกางเกงครึ่งแข้ง สวมเสื้อม่อฮ่อม มีผ้าขาวม้าคาดเอว)

อุปกรณ์และวิธีเล่น

๑. ดาบ ๒ เล่ม ต่อคน
๒. เครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้องโหม่ง ฉาบกลาง กลองปู่เจ่ (กลองยาวของชาวไตใหญ่)
๓. ชุดเครื่องแต่งกายในการฟ้อนดาบ ได้แก่ เตี่ยวสะดอ (กางเกงขาก๊วยขาสั้น) เสื้อหม้อห้อม ผ้าคาดเอว ผ้าโพกศรีษะ
๔. ผู้ฟ้อน ๑ – ๒ คน และนักดนตรีอีก ๔ – ๕ คน

วิธีฟ้อน

การฟ้อนดาบ จะเริ่มต้นด้วยการตีฆ้องนำ แล้วต่อจากนั้นจะตีฉาบและกลองให้เข้าจังหวะเร้าใจเป็นทำนองเพลงปู่เจ่ ผู้แสดงเริ่มฟ้อนดาบตามหลักเกณฑ์และท่าที่ครูประสิทธิ์ประสาทให้มา ซึ่งมี ๒ ช่วงคือ
ช่วงที่ ๑ ไหว้ครู โดยผู้ฟ้อนจะวางดาบลงไว้ด้านหน้าให้ไขว้กัน แล้วจึงไหว้ครู
ช่วงที่ ๒ หลังจากไหว้ครูแล้ว ก็เริ่มฟ้อนท่าต่าง ๆ ซึ่งครูคำ กาไวย์ รวบรวมมี ๓๒ ท่า เช่น ท่าบิดบัวบาน เกี้ยวเกล้า ฯลฯ โดยใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายรับดาบไว้ เช่น ปากคาบ หนีบรักแร้ ขาพับเข่า ฯลฯ
การฟ้อนจะฟ้อนไปจนจบกระบวนท่า ทั้ง ๓๒ ท่า หรือจะน้อยกว่านั้นก็ได้ ถ้าฟ้อนคู่ก็จะรำไปพร้อมกัน อาจมีหลอกล่อกันบ้าง แต่ไม่มีการฟันดาบ

โอกาสหรือเวลาที่เล่น

ใช้แสดงเมื่อถึงคราวมีงานนักขัตฤกษ์ เช่น งานประเพณีขึ้นปีใหม่ งานสงกรานต์ งานปอย พิธีรดน้ำดำหัว ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เป็นการออกกำลังกายสำหรับนักเรียนในการเรียน จึงมีการแสดงในตอนเช้าสำหรับบาง โรงเรียน

คุณค่าหรือเวลาที่เล่น

การใช้ดาบเป็นอาวุธเป็นวิชาต่อสู้ป้องกันตัวของชายชาวล้านนา ซึ่งจะได้รับการฝึกฝนเพื่อใช้ต่อสู้ศัตรูยามสงครามและเมื่อมีความชำนาญ ก็อาจใช้แสดงเพื่อความรื่นเริง เมื่อมีการแสดงมากขึ้น ก็มีการประยุกต์ดัดแปลงลีลาท่าทาง และการเคลื่อนไหว ประกอบเพลงและอาวุธมากขึ้น ปัจจุบันจะเน้นเรื่องการแสดงเพื่อความบันเทิง โดยเฉพาะในงานแสดงต้อนรับนักท่องเที่ยว และพัฒนาเป็นการออกกำลังกายประกอบดาบ (ดาบไม้) ของนักเรียน ซึ่งนอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการอนุกรักษ์วัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

การฟ้อนดาบมีที่มาจากศิลปะการต่อสู้ของชายชาวล้านนาแต่โบราณ โดยผู้เรียนจะต้องเรียนฟ้อนเชิงมือเปล่าให้คล่องแคล่วเสียก่อนจึงจะเรียน ฟ้อนดาบ หรือฟ้อนประกอบอาวุธอื่นๆ ต่อไป แม่ลายฟ้อนของฟ้อนดาบจะคล้ายกับแม่ลายฟ้อนของฟ้อนเชิง แม่ลายฟ้อนของแต่ละครูก็จะแตกต่างกันไป แต่พ่อครูคำ กาไวย์ และอาจารย์ธีรยุทธ ยวงศรี ได้ร่วมกันสืบค้นและเรียบเรียงแม่ลายฟ้อนไว้ให้สอดคล้องกันเพื่อง่ายต่อการ จดจำโดยอาศัยแนวจากการพรรณนาชื่อแม่ลายในการร่ายรำอาวุธจากมหาชาติฉบับสร้อยสังกรกัณฑ์มหาราช เพื่อสอนนักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ดังนี้ ช่วง ที่ ๑ ไหว้ครูและขอขมาอภัย เริ่มจากวางดาบ ไขว้กัน เอาสันดาบเข้าหากันดาบทั้งสองเล่มนั้นห่างกันพอประมาณ จากนั้นหากผู้ฟ้อนเป็นผู้ชายให้เดินตีวงรอบดาบ ๑ รอบ แล้วเริ่มตบบะผาบหรือฟ้อนสาวไหมอย่างใดอย่างหนึ่ง จบแล้วจึงนั่งลงไหว้หากผู้ฟ้อนเป็นผู้หญิงให้นั่งไหว้ ๓ ครั้ง จากนั้นจับดาบ ไขว้ดาบจรดหน้าผาก แล้วเงยหน้าขึ้นก้มหน้าลง แล้วชักดาบลงไว้ข้างหลังทั้งสองข้างแล้วซุยขึ้นเป็นท่าบวกดาบโดยเริ่มจากด้านหน้าตรงก่อนแล้วหันไปทางขวาแล้วบิด ไปทางซ้าย
จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่แม่ลายที่ได้เรียบเรียงไว้ ๓๒ ท่า ดังนี้
๑. บิดบัวบาน
๒. เกี้ยวเกล้า
๓. ล้วงใต้เท้ายกแหลก
๔. มัดแกบก้องลงวาง
๕. เสือลากหางเหล้นรอก
๖. ช้างงาตอกต๋งเต๊ก
๗. ก่ำแปงเป๊กดินแตก
๘. ฟ้าแมบบ่ตันหัน
๙. จ๊างงานบานเดินอาจ
๑๐. ป๋าต้อนหาดเหินเหียน
๑๐. อินทร์ตือเตียนถ่อมถ้า
๑๒. เกิ๋นก่ายฟ้า
๑๓. สวกก้นพญาอินทร์
๑๔. แซดซูดน้ำบินเหิน
๑๕. สางลานเดินเกี้ยวก่อม
๑๖. กิมไฮฮ่อม
๑๗. ถีบโฮ้ง
๑๘. ควงโค้งไหล่สองแขน
๑๙. วนแวนล้วงหนีบ
๒๐. ชักรีบแทงสวน
๒๑. มนม้วนสีไคล
๒๒. แทงสวนใหม่ถือสัน
๒๓. จ๊างตกมันหมุนวงลวงรอบ
๒๔. เสือคาบรอกลายแสง
๒๕. สินส้น
๒๖. สินป๋าย
๒๗. ลายแทง
๒๘. กอดแยง
๒๙. แทงวัน
๓๐. ฟันโข่
๓๑. บัวบานโล่
๓๒. ลายสาง
เมื่อฟ้อนจบทั้ง ๓๒ ท่าแล้ว “นบน้อมขอกราบลงวาง”แล้วจบด้วยการฟ้อนดาบ “พญาเข้าเมือง”
และปัจจุบันนี้ ท่าฟ้อนดาบทั้ง ๓๒ ท่าที่พ่อครูคำ กาไวย์ และอาจารย์ธีรยุทธ ยวงศรี ได้เรียบเรียงไว้นี้ถือเป็นท่าฟ้อนดาบมาตรฐานที่เป็นต้นแบบให้กับผู้ที่ เริ่มต้นเรียนฟ้อนดาบอุปกรณ์ในการแสดงการฟ้อนดาบทั่วไปนิยมใช้ดาบเมืองจำนวน ๒ เล่ม โดยจะวางดาบไว้กับพื้น แล้วผู้ฟ้อนจะไหว้ครูบาอาจารย์ ฟ้อนเชิง ตบบะผาบ แล้วจึงจะมาหยิบดาบร่ายรำไปจนครบ ๓๒ ท่า แล้ววางดาบลงกับพื้นอีกครั้ง

ฟ้อนสาวไหม

0

ฟ้อนสาวไหม เป็นศิลปะการฟ้อนรำประเภทหนึ่งของชาวล้านนา ที่มีพัฒนาการทางรูปแบบมาจากการ เลียนแบบอากัปกิริยาการสาวไหม ผู้ฟ้อนส่วนใหญ่มักเป็นหญิงสาว ลีลาในการฟ้อนดูอ่อนช้อยและงดงามยิ่ง

ฟ้อนสาวไหม เป็นศิลปการฟ้อนรำประเภทหนึ่งของชาวล้านนา ที่มีพัฒนาการทางรูปแบบมาจากการ เลียนแบบอากัปกิริยาอาการของสาวไหม ผู้ฟ้อนส่วนใหญ่มักเป็นหญิงสาว ลีลาในการฟ้อนดูอ่อนช้อยและงดงามยิ่ง ฟ้อนสาวไหมเป็นฟ้อนทางภาคเหนือ เป็นการฟ้อนพื้นเมืองที่เลียนแบบมาจากการทอผ้าไหมของชาวบ้าน การฟ้อนสาวไหมเป็นการฟ้อนรำแบบเก่า เป็นท่าหนึ่งของ ฟ้อนเจิง ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับการฟ้อนดาบ ลีลาการฟ้อนเป็นจังหวะที่คล่องแคล่วและรวดเร็ว (สะดุดเป็นช่วง ๆ เหมือนการทอผ้าด้วยกี่กระตุก)

ประมาณปี พ.ศ. 2500 คุณบัวเรียว รัตนมณีกรณ์ ได้คิดท่ารำขึ้นมาโดยอยู่ภายใต้การแนะนำของบิดา ท่ารำนี้ได้เน้นถึงการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ซึ่งเป็นท่าที่เหมาะสมในการป้องกันไม่ให้เส้นไหมพันกันในปี พ.ศ. 2507 คุณพลอยสี สรรพศรี ช่างฟ้อนเก่าในวังของเจ้าเชียงใหม่องค์สุดท้าย (เจ้าแก้วนวรัฐ) ได้ร่วมกับคุณบัวเรียวขัดเกลาท่ารำขึ้นใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 คณะอาจารย์วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ได้คิดท่ารำขึ้นมาเป็นแบบฉบับของวิทยาลัยเอง ทางวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ได้ปรับปรุงสืบทอด มาจากครู พลอยศรี สรรพศรี ทั้งนี้ ครูพลอยศรี ได้ถ่ายแบบรับท่ามาจากหญิงชาวบ้านที่จังหวัดเชียงราย ชื่อ บัวเรียว รัตนมณีกรณ์ ซึ่งคุณบัวเรียวก็ได้เรียนการฟ้อนนี้มาจากบิดาของตนอีกทีหนึ่ง

ฟ้อนสาวไหม เป็นศิลปะการฟ้อนรำประเภทหนึ่งของชาวล้านนา

ลักษณะเด่นของการแสดงฟ้อนสาวไหม

เป็นฟ้อนพื้นเมืองที่เลียนแบบมาจากการทอผ้าไหมของชาวบ้าน การฟ้อนสาวไหม เป็นการฟ้อนรำแบบเก่า เป็นท่าหนึ่งของฟ้องเจิงซึ่งอยู่ในชุดรำเดียวกับการฟ้อนดาบ ลีลาการฟ้อนเป็นจังหวะที่ คล่องแคล่วและรวดเร็ว

ผู้แสดงฟ้อนสาวไหม

ใช้ผู้หญิงแสดงจำนวนเท่าไรก็ได้ ปัจจุบันก็มีผู้ชายเข้ามาแสดงด้วยก็มี

การแต่งกายฟ้อนสาวไหม

แต่งกายแบบพื้นเมือง คือนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบทับ เกล้าผมมวยประดับดอกไม้

ท่าทางการแสดงฟ้อนสาวไหม

เริ่มจากการแสดงท่าหักร้างถางพง เพาะปลูกฝ้ายและหม่อน ซึ่งเป็นการแสดงของช่างฟ้อนชาย เพิ่งเพิ่มเข้ามาภายหลัง  ต่อจากนั้นก็เป็นท่วงท่าในการฟ้อนสาวไหมเริ่มจากท่าเลือกไหม ดึงไหมออกจากรัง ม้วนไหม สาวไหมออกจากตัว ไหล่ ศีรษะ เท้า ม้วนไหมใต้ศอก พุ่งกระสวย กรอไหม พาดไหม ป๊อกไหม จนกระทั่งชื่นชมกับผ้าที่ทอสำเร็จแล้ว

ดนตรีฟ้อนสาวไหม

ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อน จะใช้วงดนตรีพื้นเมืองซึ่งมีสะล้อ ซอ ซึง เพลงร้องมักไม่นิยมมี จะมีแต่เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบ แต่เดิมที่บิดาของคุณบัวเรียวใช้นั้นเป็นเพลงปราสาทไหว ส่วนคุณบัวเรียวจะใช้เพลงลาวสมเด็จ เมื่อมีการถ่ายทอดมาครูนาฎศิลป์ได้เลือกสรรใช้เพลง “ซอปั่นฝ้าย” ซึ่งมีท่วงทำนองเป็นเพลงซอทำนองหนึ่งที่นิยมกันในจังหวัดน่าน และมีลีลาที่สอดคล้องกับการฟ้อนสาวไหมอย่างงดงามยิ่ง

สถานที่แสดง    ไม่จำกัดเวที
โอกาสที่แสดง   แสดงได้ทุกโอกาส และในงานเทศกาลหรืองานนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ

กลองสะบัดชัย

0

กลองสะบัดชัย ศิลปการแสดงกลองสะบัดชัย การแสดงพื้นบ้านล้าน

การตีกลองสะบัดชัย เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผนเร้าใจ มีการใช้อวัยวะหรือส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธได้ประกอบในการตีด้วย ทำให้การตีกลองสะบัดชัย เป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ดูชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

นับได้ว่าศิลปะการตีกลองสะบัดชัยเป็นศิลปะที่นำชื่อเสียง ทางด้านวัฒนธรรมสู่ล้านนาไม่น้อย บทบาทของกลองสะบัดชัยตอนนี้ คืออยู่ในฐานะ ‘การแสดง’ และก่อนที่จะมาเป็นการแสดงนั้น กลองสะบัดชัยได้พัฒนามาแล้วทั้งหน้าที่ รูปร่างลักษณะ จังหวะและการตี กลองสะบัดจะใช้ตีในโอกาสต่าง ๆ ได้แก่ เป็นสัญญาณโจมตีข้าศึกหรือบอกข่าวสารในชุมชน งานมหรสพหรืองานบุญ การประโคมฉลองชัยชนะ และเป็นการประโคมเพื่อความสนุกสนาน

กลองสะบัดชัยเป็นกลองที่มีประวัติยาวนาน จนขาดข้อมูลที่ชัดเจน ดังนั้นการศึกษาประวัติของกลองสะบัดชัยจึงเป็นการฟังจากเรื่องเล่าที่ผูกพันกับตำนานและแฝงคติความเชื่อเข้าไป

ตำนานกลองสะบัดชัย กับการปราบยักษ์

หากจะเล่าถึงประวัติของกลองสะบัดชัย ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือพ่อครูด้านกลองจะไม่เล่าถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงว่าใครเป็นผู้คิด มีวิวัฒนาการมาจากกลองอะไร แต่จะเล่าเป็นตำนานเก่าแก่ว่า ในอดีตบ้านเมืองที่เคยสงบสุขบนโลกมนุษย์ก็ต้องวุ่นวาย ผู้คนพากันหวาดกลัว เนื่องจากมียักษ์ตาทิพย์ออกมาปรากฏตัว และกินคน ดังที่มาณพ ยารณะ (เครือข่ายสืบสานภูมิปัญญาล้านนา : วีดิทัศน์) หรือพ่อครูพันเล่าว่า

“ยักษ์จะลงมากินคน ทุกวันพระลงมากินคน 1 คน เป็นยักษ์ตาทิพย์ พระอินทร์จึงร้อนใจ มนุษย์เดือดร้อนอะไรถึงได้ตีกลองให้ได้ยิน มองลงมาก็เห็นยักษ์มากินคน พระอินทร์จึงแปลงกายมาเป็นคนธรรมดาลงมา
บนโลก ตอนที่ยักษ์จะมากินคน กินไปแล้วหนึ่งคน แล้วก็จะกินผู้หญิงอีกคนหนึ่ง พระอินทร์จึงท้าว่า ถ้าวันพระครั้งหน้าไม่พบผู้หญิงคนนี้ ให้เลิกกินคน ยักษ์ก็รับคำท้ามั่นใจว่านำผู้หญิงคนนี้ไปซ่อนที่ไหนก็ต้องพบ เพราะเป็นยักษ์ตาทิพย์ พระอินทร์ก็สร้างคาถา เขียนติดขอบกลองทุกใบแล้วเอาผู้หญิงไปซ่อนไว้ในกลอง ยักษ์ก็ลงมาจะมากินผู้หญิง พระอินทร์ก็แปลงกายมาเป็นคนอีก แล้วมาตีกลองเป็นคาถาธรรม ยักษ์ก็เลยไม่เห็น จึงแพ้ไป หนีไปเลย เมื่อยักษ์ไม่มาพระอินทร์ก็หมดธุระ จึงชี้ไปที่กลองแล้วบอกว่า นี่แหละ กลองชัยมงคลของพวกเจ้า แล้วก็ไปเลย”

รูปลักษณ์ของกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัย เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผน เร้าใจ มีการใช้อวัยวะหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ศอก เข่า ศีรษะ ประกอบในการตีด้วย ทำให้การแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

บทบาทของกลองสะบัดชัย

อาจกล่าวได้ว่า การตีกลองสะบัดชัย เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ได้นำชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่ล้านนา และบทบาทของกลองสะบัดชัย จึงอยู่ในฐานะการแสดงในงานวัฒนธรรมต่างๆ เช่น งานขันโตก งานพิธีต้อนรับแขกเมือง และขบวนแห่ ฯลฯ
แต่โอกาสในการใช้กลองสะบัดชัยแต่เดิม มาจนถึงปัจจุบันยังมีอีกหลายประการ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในวรรณคดีต่างๆ มากมาย สรุปได้ดังนี้

1. ใช้ตีบอกสัญญาณ

การใช้กลองสะบัดชัยตีบอกสัญญาณนั้นมีหลายลักษณะ ดังนี้

1.1 สัญญาณโจมตีข้าศึก ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับวัดพระงาม ผูกที่ 2 กล่าวถึงสมัยพระญามังราย ตอนขุนครามรบพระญาเบิกที่เมืองเขลางค์ ขุนครามแต่งกลให้ขุนเมืองเชริงเป็นปีกขวา ขุนเมืองฝางเป็นปีกซ้าย ยกพลเข้าโจมตี กล่าวว่า “เจ้าขุนครามแต่งกลเสิก็อันนี้ แล้วก็หื้อสัญญาริพลเคาะคล้องโย้ง (ค้อง) ตีกลองชัย ยกสกุลโยธาเข้าชูชนพระญาเบิก ยู้ขึ้นมาวันนั้นแล” กลองชัยในที่นี้ คือ กลองสะบัดชัยนั่นเอง เพราะในบริบทที่ใกล้เคียงกันนี้มีคำว่า “สะบัดชัย” ตีคู่กับค้องอยู่ด้วย กล่าวคือในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับเดียวกันผูกที่ 4 สมัยพระญาสามฝั่งแกนครองเมืองเชียงใหม่ พระญาลุ่มฟ้าห้อยกพลเข้าตีเชียงแสน ชาวเมืองแต่งกลศึกโดยขุดหลุมพรางฝังหลาว แล้วตีปีกทัพล้อมไล่ทัพห้อให้ถูกกล “ยามแตรจักใกล้เที่ยงวันหร้อ (ฮ่อ) ยกพลเสิก็เข้ามาชาวเราจิ่งเคาะคล้อง (ค้อง) ตีสะบัดชัย ยกพลเสิก็กวมปีกกากุมติดไว้” และในสมัยพระญาติโลกราช ตอนหมื่นด้งนครรบชาวใต้ (สองแคว) ได้ให้พลโยธาซุ่มอยู่จนข้าศึกตายใจแล้ว กล่าวว่า “หมื่นด้งหื้อเคาะคล้องโย้ง ตีสะบัดชัย เป่าพูลุ ลาภา ปลี่หร้อยอพลเสิก็เข้า ฝูงอยู่ฅุ่มไม้ก็สว่ายแดงช้างตีจองวองยู่ข้าไพ โห่ร้องมี่นันมากนัก”
1.2 สัญญาณบอกข่าวในชุมชน วรรณกรรมไทเขินเรื่อง “เจ้าบุญหลง” ผูกที่ 5 ตอนชาวเมืองปัญจรนครผูกผุสรถเพื่อเสี่ยงเอาพระญาเจ้าเมือง อำมาตย์ได้สั่งให้เสนาไปป่าวประกาศ “อามาตย์แก้วพรองเมือง หื้อเสนาเนืองเอิ้นป่าว ฅอนฟาดหน้ากลองไชย เสียงดังไปผับจอด รู้รอดเสี้ยงปัญจรนคร” และผูกที่ 7 ตอนเจ้าพรหมปันจัดเตรียมทัพไปเยี่ยมอนุชาและมารดา ได้สั่งให้เสนาไปร้องป่าวให้ชาวเมืองเตรียมขบวนร่วมด้วย “เจ้าก็ร้องเสนามาสู่ แทบใกล้กู่ ตนฅำ ปลงอาชญาทำโดยรีบ ถีบคนใช้หนังสือ กลองสะบัดชัยตีป่าว กล่าวไพร่ฟ้ามามวล”

2. เป็นมหรสพ

วรรณกรรมเรื่อง อุสสบารส ผูกที่ 1 ตอนพระยากาลีพรหมทัตราชให้นำมเหสีสุราเทวีไปเที่ยวชมสวนอุทยานและในสวน อุทยานก็มีการเล่นมหรสพ “มหาชนา อันว่าคนทังหลายก็เหล้นมโหสรพหลายประการต่างๆ ลางพร่องก็ตีกลองสะบัดชัยตื่นเต้น ลางพร่องก็ตีพาทย์ค้องการะสับ ลางพร่องเยียะหลายฉบับ ฟ้อนตบตีนมือ ลางพร่องปักกะดิกเอามือตางตีน”

ในวรรณกรรมประเภทคร่าวซอเรื่อง หงส์หิน ที่แต่งโดยเจ้าสุริยวงศ์ ตอนมีงานสมโภชเจ้าหงส์หินได้เป็นเจ้าเมือง กล่าวถึงการเล่นมหรสพต่างๆ ซึ่งมีกลองสะบัดชัยด้วยว่า

“เจ็ดแบกเมี้ยน บ่ถูกตัวเขา ดาบลาเอา ท่ารบออกเหล้น
กลองสะบัดชัย ลูกตุบไล่เต้น ขบวนเชิงต่อยุทธ์
ชนผัดหลัง แล้ววางอาวุธ พิฆาตข้าฟันลอง”

และ แม้ในงานศพของกษัตริย์ หรือเจ้าเมืองก็มีกลองสะบัดชัยเป็นมหรสพ เช่น ที่ปรากฏในวรรณกรรมคร่าวซอเรื่อง “ก่ำกาดำ” ตอนงานศพพระญาพาราณสี

“เชิญพระศพมา ฐานาตั้งไว้ กลางข่วงกว้างเมรุไชย
ฟังดูกลองค้อง พิณพาทย์เสียงใส เภรีบัดไชย สรรญเสริญเจ้า”

3. เป็นเครื่องประโคมฉลองชัยชนะ

วรรณกรรมเรื่องอุสสาบารส ผูกที่ 12 ตอนพระขิตราชรบศึกชนะก็มีการตีกลองสะบัดชัยเฉลิมฉลอง “ส่วนว่าริพลโยธาพระขิตราชก็ตีกลองสะบัดชัยเห ล้นม่วน โห่ร้องอุกขลุกมี่นันนัก เสียงสนั่นก้องใต้ฟ้าเหนือดินมากนัก ปุนกระสันใจเมืองพานมากนัก” อีกตอนหนึ่งในผูกเดียวกันว่า “ส่วนพระขิตราช…มีไชยยุทธ์ หากได้แล้วก็ตีค้องกลองสะบัดชัยสงวนม่วนเหล้น กวัดแกว่งดาบฟ้อนไปมา”

4. เป็นเครื่องประโคมเพื่อความสนุกสนาน

ในวรรณกรรมประเภทโคลงเรื่องอุสสาบารส มีการตีกลองสะบัดชัย ดื่มสุราในเหล่าพลโยธายามว่างจากการรบ ดังปรากฏในโคลงบทที่ 130 ว่า
“พลท้าวชมชื่นเหล้น สะบัดชัย อยู่แล
มัวม่วนกินสนุกใจ โห่เหล้า
ทัพหลวงแห่งพระขิต ชมโชค พระเอย่
กลองอุ่นเมืองท้าวก้อง ติ่งแตร”

บทบาทและหน้าที่ของกลองสะบัดชัยจากหลักฐานทางวรรณกรรมดังกล่าว แสดงว่าแต่เดิมนั้นเกี่ยวพันกับฝ่ายอาณาจักรกษัตริย์หรือเจ้าเมืองและกองทัพ ทั้งนั้น ต่อมาเมื่อสถาบันกษัตริย์เจ้าเมืองของ

ล้านนาถูกลดอำนาจจนสูญสิ้นไปในที่สุด กลองสะบัดชัยซึ่งถือได้ว่าเป็นของสูง จึงเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ไปอยู่กับ “ศาสนจักร” ซึ่งมีบทบาทคู่กับ “อาณาจักร” มาตลอด ศาสนสถานของพุทธศาสนาคือวัด ฉะนั้นวัดจึงน่าจะเป็นสถานที่รองรับกลองสะบัดชัยมาอีกทอดหนึ่ง และเมื่อเข้าไปอยู่ในวัดหน้าที่ใหม่ที่เพิ่มขึ้น คือตีเป็น “พุทธบูชา” จนได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า กลองปูชา (อ่าน “ก๋องปู๋จา”) เวลาตีก็บอกว่า “ตีกลองปูชา” กระนั้นก็ตามหลายแห่งยังพูดว่า ตีกลองสะบัดชัย อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้หน้าที่ใหม่แล้ว หน้าที่เดิมที่ยังคงอยู่ก็คือเป็น “สัญญาณ” เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของชุมชน ข่าวสารต่างๆ จึงมักออกจากวัด ปัจจุบันจึงได้ยินเสียงกลองจากวัดอยู่บ้าง (เฉพาะวัดที่ยังไม่มีเครื่องเสียงตามสาย) เพื่อเป็นสัญญาณเรียกประชุมสัญญาณบอกเหตุฉุกเฉิน สัญญาณบอกวันโกน วันพระ และหน้าที่รองลงมาที่เกือบจะสูญหายแล้วคือใช้ใน “มหรสพ” ซึ่งเหลือเฉพาะในงานบุญคือ บุญสลากภัตต์ที่เรียกว่า ทานกวยสลาก (อ่าน “ตานก๋วยสะหลาก”) แม้จะพบว่ามีการปรากฏตัวในฐานะมหรสพ ในสถานที่อื่นนอกเหนือจากวัด แต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง ดังจะได้กล่าวเป็นลำดับไป

ประเภทของกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัยหรือกลองชัยเป็นกลองที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นและถูกใช้คู่ กับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรล้านนามาเป็นเวลานาน จนไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ว่ากลองสะบัดชัยแบบดั้งเดิมมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร อย่างไรก็ดีสนั่น ธรรมธิ (2537:33-34) แบ่งกลองสะบัดชัยที่พบเห็นได้ในปัจจุบันเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี

กล่าวโดยสรุปกลองสะบัดชัยในปัจจุบันนี้มี 3 ประเภทคือ

1. กลองสองหน้าขนาดใหญ่ มีลูกตุบที่มักเรียกว่า “กลองปูชา” แขวนอยู่ในหอกลองของวัดต่าง ๆ ลักษณะการตีมีจังหวะหรือทานองที่เรียกว่า “ระบ่า” ทั้งช้าและเร็ว บางระบามีฉาบและฆ้อง บางระบามีคนตีไม้แสะประกอบอย่างเดียว

2. กลองสองหน้า มีลูกตุบและคานหามซึ่งเป็นกลองที่จาลองแบบมาจากประเภทแรก เวลาตีผู้ตีจะถือไม้แสะข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งถือไม้ตีกลอง การตีลักษณะนี้อาจมีฉาบและฆ้องประกอบหรือไม่มีก็ได้ ปัจจุบันกลองสะบัดชัยประเภทนี้เกือบสูญหายไปแล้ว ผู้ที่ตีได้และยังมีชีวิตอยู่ (2548) เท่าที่ทราบคือ ครูมานพ (พัน) ยารณะ ซึ่งเป็นศรัทธาวัดสันป่าข่อย อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

3. กลองสองหน้า มีคานหาม ไม่มีลูกตุบ มีฉาบ ฆ้อง ประกอบจังหวะ และมักมีนาคไม้แกะสลักประดับซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายปัจจุบัน

กลองสะบัดชัยทั้ง 3 ประเภท ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูให้หวนกลับมาสู่ความนิยมอีก โดยประเภทแรกนอกจากจะมีการสอนให้ตีและมีบทบาทในวัด ก็ได้มีการนาเข้าสู่ขบวนซึ่งอาจมีการเคลื่อนย้ายโดยยกขึ้นค้างแล้วติดล้อเลื่อน ประเภทที่สองมีการเผยแพร่และกาลังเป็นที่นิยม สาหรับประเภทสุดท้ายก็ปรากฏแพร่หลายจนเกือบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลองล้านนา

ชมการตีกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัย ถวายพระพร

การตีกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัยรางวัลชนะเลิศ คณะเยาวชนวัดชัยสถาน (ป่าเสร้าน้อย) ตำบลสูนปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

กลองสะบัดชัยรางวัลชนะเลิศ คณะเยาวชนวัดชัยสถาน(ป่าเสร้าน้อย) ตำบลสันปูเลย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ (๐๕๓) ๘๘๗๒๔๙, ,๐๘๔-๖๑๐๖๐๔๑ (ฟอร์ด) ,การประกวดศิลปะการตีกลองสะบัดชัย งานสืบสานมรดกไทย เทิดเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ณ บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ เทิดพระเกียรติเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร โดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

ความคิดเห็นจากวิดีโอ คุณบิ๊กบี นินจา : กลองสะบัดชัย แปลเป็นไทยก็มีความหมายถึง การตีกลองเรียกขวัญกำลังใจเพื่อชัยชนะ จังหวะและท่าทางการฟ้อนในการตีกลองสะบัดชัยนี้ เมื่อก่อนเอาไว้ปลุกใจ นักรบ ก่อนออกศึก ทางเหนือ จะเก่งเรื่องการใช้ดาบ 2 มือมาก ท่าทางการตีกลองจึงมีความคล้ายคลึงกับการควงดาบ และทุกท่าการเร่งรำ นำมาจากทักษะการซ้อมรบด้วยดาบ 2 มือ เมื่อนักรบได้เห็นท่าร่ายรำ จากการตีกลองจะทำให้นักรบทบทวนกระบวนดาบกระบวนมวยเป็นครั้งสุดท้ายนั่นเอง นักรบจะได้ทั้งความบรรเทิง คนความหึกเหิม และความรู้จดจำทบทวนทักษะความรู้ในการรบที่ฝึกฝนมา พร้อมกันทั้งหมดไปในตัว คนเมื่อก่อนมักจะคิดอะไรหลักแหลมมากกว่าที่เราคิดน

ประชันกลองสะบัดชัย

สนั่น ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ต้นฉบับ : http://art-culture.chiangmai.ac.th/academic/natha/2548/04/12/

ฟ้อนเล็บ

0

ฟ้อนเล็บ เป็นการฟ้อนของชาวไทยภาคเหนือการแสดงจะมีดนตรีบรรเลงประกอบ จะมีเนื้อร้องหรือไม่มีเนื้อร้องก็ได้ โอกาสที่แสดง ในงานเทศกาลหรืองานนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ

ฟ้อนเล็บ  เป็นศิลปะการแสดงภาคเหนือที่มีความงดงาม อ่อนช้อยลีลาการฟ้อนเล็บ จะแสดงออกถึงความพร้อมเพรียงของผู้แสดง เพราะการฟ้อนเล็บจะแสดงเป็นหมู่ การฟ้อนเล็บมักแสดงในงานมงคลต่าง ๆ
การแต่งกายของผู้เล่นฟ้อนเล็บ ผู้ฟ้อนนุ่งผ้าซิ่นมีเชิงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อแขนยาว ห่มสไบ ผมเกล้าแบบผมมวยสูง ติดดอกไม้ ห้อยอุบะ ปล่อยชายลงข้างแก้ม สวมเล็บยาวตรงนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ

ประวัติฟ้อนเล็บ

ฟ้อนเล็บเป็นศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ทางภาคเหนือโดยเฉพาะรูปแบบการฟ้อนมีอยู่ ๒ แบบ คือแบบพื้นเมืองหรือฟ้อนเมือง และแบบคุ้มเจ้าหลวง กระบวนท่ารำเป็นลีลาท่าฟ้อนที่มีความงดงามเช่นเดียวกับฟ้อนเทียน เพลงแต่ไม่ถือเทียน นิยมฟ้อนในเวลากลางวัน สำหรับชื่อชุดการแสดงจะมีความหมายตามลักษณะของผู้แสดงที่จะสวมเล็บยาวสีทองทุกนิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ

ฟ้อนเล็บของกรมศิลปากร ได้รับรูปแบบการฟ้อนจากคุ้มเจ้าหลวงเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นผู้ปรับปรุง ซึ่งได้นำมาเผยแพร่ที่กรุงเทพมหานครในคราวสมโภชพระเศวตคชเดชน์ดิลก ช้างเผือกในรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ แล้วนางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากรได้นำมาฝึกให้ละครคณะหลวงในรัชกาลที่ ๗ และถ่ายทอดให้ เป็นชุดการแสดงของกรมศิลปากรโดยมีเนื้อร้องประกอบการแสดง เพื่อเป็นการบวงสรวงหรือฟ้อนต้อนรับตามประเพณีทางภาคเหนือ

ผู้แสดงฟ้อนเล็บ

ฟ้อนแต่ละชุดจะใช้จำนวนคนแตกต่างกันไป นิยมกันมี 4 คู่ 6 คู่ 8 คู่ หรือ 10 คู่

การแต่งกายฟ้อนเล็บ

จะแต่งกายแบบไทยชาวภาคเหนือสมัยโบราณ คือ เกล้าผมทัดดอกไม้และอุบะ นุ่งผ้าตามแบบชาวเหนือ สวมเสื้อทรงกระบอกแขนยาว คอกลมห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าซิ่นลายขวาง และ สวมเล็บมือยาว 8 นิ้ว เว้นแต่นิ้วโป้งหรือนิ้วหัวแม่มือ

การแสดงฟ้อนเล็บ

ผู้แสดงจะร่ายรำตามทำนองเพลงที่เชื่องช้า ส่วนการใช้ท่าฟ้อนเล็บนั้น ช่างฟ้อนมักจะจำต่อ ๆ กันมา เป็นท่าฟ้อนดั้งเดิมของชาวเหนือ คือ

1.ท่าพายเรือ
2.ท่าบัวบานบิด
3.ท่าหย่อน

ต่อมาเมื่อนาฎศิลป์ทางภาคกลางแพร่มาสู่ภาคเหนือ การฟ้อนเล็บก็มีการปรับวิธีการฟ้อนให้เข้ากับท่ารำแม่บท เพิ่มท่ารำให้มากขึ้นและแตกต่างกันไป

ดนตรีฟ้อนเล็บ

เครื่องดนตรีที่ใช้ในการฟ้อนเป็นวงกลองตึ่งนง วงต๊กเส้ง หรือวงปี่พาทย์ล้านนา(นิยิมใช้กับฟ้อนเล็บแม่ครูบัวเรียว) ซึ่งเป็นดนตรีของชาวภาคเหนือ ได้แก่ กลองแอว กลองตะโล้ดโป๊ด ฉาบ ฆ้องโหม่งใหญ่ ฆ้องโหม่งเล็ก ฉิ่ง ปี่แนหน้อย ปี่แนหลวง แต่ถ้าเป็นวงต๊กเส้ง จะเพิ่ม สิ้ง มาด้วย เวลาดนตรีบรรเลงเสียงปี่ดังไพเราะเยือกเย็นมาก ท่วงทำนองเชื่องช้า เสียงกลองจะตีดัง ต๊ก สว่า ตึ่ง นง อย่างนี้เรื่อยไป ส่วนช่างฟ้อนก็จะฟ้อนช้า ๆ ไปตามลีลาของเพลง เพลงที่ใช้บรรเลงฟ้อนเล็บจะแบ่งตามท้องถิ่นหลักของแต่ละที่จะใช้เพลงฟ้อนเล็บต่างกันดังนี้

เพลงมอญเชียงแสน(เชียงแสนหลวง) เป็นเพลงทำนองฟ้อนเล็บของท้องถิ่นจังหวัดเชียงรายและพะเยา
เพลงแม่ดำโปน เป็นเพลงทำนองฟ้อนเล็บของท้องถิ่นจังหวัดลำปาง
เพลงแหย่ง เป็นเพลงทำนองฟ้อนเล็บของท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน

ฟ้อนเงี้้ยว

0

ฟ้อนเงี้ยว  เป็นการฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลมาจากการฟ้อนของเงี้ยวหรือไทยใหญ่  ประกอบด้วย  ช่างฟ้อนหญิงชายหลายคู่  แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองไทยใหญ่  การฟ้อนเงี้ยวเหมาะสำหรับผู้ชาย แต่ต่อมาเพื่อให้เกิดความสวยงาม   จึงมีการใช้ผู้หญิงล้วน   หรือใช้ทั้งชายและหญิงแสดงเป็นคู่ๆ  มีลีลาการฟ้อนที่แปลกแตกต่างไปจากฟ้อนเล็บ  ฟ้อนเทียน

การแต่งกาย  จะเลียนแบบการแต่งกายของชาวไทยใหญ่ โดยมีการดัดแปลงเครื่องแต่งกายออกไปบ้าง   โดยใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก  นุ่งโสร่งสั้นเพียงเข่า  หรือกางเกงขากว้างๆ   หรือบ้างก็นุ่งโสร่งเป็นแบบโจงกระเบนก็มี ใช้ผ้าโพกศีรษะ มีผ้าคาดเอว ใส่เครื่องประดับ เช่น กำไลมือ กำไลเท้า  สร้อยคอ และใส่ตุ้มหู

โอกาสที่ใช้แสดง      แสดงในงานรื่นเริงทั่วไป

ฟ้อนเทียน

0

ฟ้อนเทียน เป็นการฟ้อนที่มีลักษณะศิลปะที่อ่อนช้อยงดงาม ลักษณะการแสดงไม่ต่างจากการแสดงฟ้อนเล็บ ถ้าเป็นการแสดงฟ้อนเทียน นิยมแสดงในเวลากลางคืนเพื่อเน้นความสวยงามของแสงเทียนระยิบระยับสว่างไสว จุดเด่นของการแสดงชนิดนี้ จึงอยู่ที่แสงเทียนที่ผู้แสดงถือในมือข้างละ ๑ เล่ม เข้าใจว่าการฟ้อนเทียนนี้แต่เดิมคงจะใช้เป็นการแสดงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นการสักการะเทพเจ้าที่เคารพนับถือในงานพระราชพิธีหลวง ตามแบบฉบับล้านนาของทางภาคเหนือของไทย ผู้ฟ้อนมักใช้เจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในทั้งสิ้น ในสมัยปัจจุบันการแสดงชุดนี้จึงไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักจะสังเกตเห็นว่าความสวยงามของการฟ้อนอยู่ที่การบิดข้อมือที่ถือเทียนอยู่ แสงวับๆ แวมๆ จากแสงเทียนจึงเคลื่อนไหวไปกับความอ่อนช้อยลีลา และลักษณะของเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบนับเป็นศิลปะที่น่าดูอย่างยิ่งแบบหนึ่ง

การแต่งกาย ใช้ผู้แสดงเป็นผู้หญิงล้วน นิยมแสดงหมู่คราวละหลายคน โดยจำนวนคนเป็นเลขคู่ เช่น ๘ หรือ ๑๐ คน แล้วแต่ความยิ่งใหญ่ของงานนั้น และความจำกัดของสถานที่ โดยผู้แสดงแต่งกายแบบฟ้อนเล็บ คือ การสวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งซิ่นมีเชิงกรอมเท้า มุ่นผมมวย มีอุบะห้อยข้างศีรษะ ในมือเป็นสัญลักษณ์ คือ ถือเทียน ๑ เล่ม การแต่งกายของฟ้อนเทียนนี้ ปัจจุบันแต่งได้อีกหลายแบบ คืออาจสวมเสื้อในรัดอก ใส่เสื้อลูกไม้ทับแต่อย่างอื่นคงเดิม และอีกแบบคือสวมเสื้อรัดอก แต่มีผ้าสไบเป็นผ้าทอลายพาดไหล่อย่างสวยงาม แต่ยังคงนุ่งซิ่นกรอมเท้าและมุ่นผมมวย มีอุบะห้อยศีรษะ

โอกาสที่แสดง ในงานพระราชพิธี หรือวันสำคัญทางศาสนา ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างชาติ และในงานประเพณีสำคัญตามแบบฉบับของชาวล้านนา

กลองปู่จา คุณค่าแห่งความเอื้ออาทร

0

ซังข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาจะตัดให้สั้นถึงพื้นดิน นำมาปูบนผืนนาให้เต็มเพื่อเผาเป็นปุ๋ย ก่อนการใส่ถั่วเหลืองครั้งใหม่ อากาศเย็น ท้องฟ้าสลัวด้วยหมอกควันจาก ไฟฟางที่ไหม้แล้ว ประกอบกับหมอกหนาวที่มาพร้อมสายลมเย็น ชาวบ้านต่างเร่งรีบให้เสร็จภารกิจในนาก่อนงานบุญใหญ่ ของหมู่บ้านซึ่งจะมีขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม่หลวงแก้วนอนฟังเสียงกลองจังหวะเนิบนาบ ป๊ะ เท่ง เท่ง

เท่ง เท่ง ป๊ะ โหม่ง….. เสียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 3 – 4 ครั้ง เสียงหมาหอนโหยหวนวังเวง ดังจากวัด ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ต่อเป็นทอด ๆ ต่างส่งเสียงตอบรับกับมิตรที่อยู่ใกล้ไกลตามคลื่นเสียงจะสื่อถึงเสียงกลองเป็น สัญญาณเตือนให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันพระผู้คนจะได้เตรียมตัวไปวัดทำบุญเพื่อชำระล้างจิตใจ

ให้ผ่องใส แม่หลวงแก้วนอนนึกถึงข้าวเหนียวที่แช่ไว้ในหม้อ พรุ่งนี้ลูกสาวแกคงนึ่งให้แกตั้งแต่เช้ามืด คงปิ้งปลาช่อนที่ได้จากนาพร้อมอุ่นข้าวต้มมัดที่แกเตรียมไว้เมื่อตอนเย็น แกหวังว่าการทำบุญในพรุ่งนี้ คงจะช่วยให้แกมีความสุขมากขึ้นและสะสมบุญไว้ยามละโลกนี้ไป ผู้เฒ่าผู้แก่ ในหมู่บ้านบอกแกมาตั้งแต่ สมัยเป็นเด็กว่าการใส่บาตรที่ได้บุญมากต้องใส่ในวันเป็งปุ๊ด(เพ็ญพุธ)

เพ็ญพุธ หมายถึง วันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ ชาวบ้านมีความเชื่อว่าการทำบุญตักบาตรในวันนี้จะเป็นสิริมงคล และทำให้มั่งมีศรีสุข มีอานิสงส์แรง เพราะในวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธนี้ พระอุปคุตเถระเจ้า จะแปลงตัวมาเป็นเณรน้อยโปรดสัตว์โลก ออกบิณฑบาตไปตามถนนตั้งแต่เช้ามืด ดังนั้น แม่ออกศรัทธา หรือผู้ที่สนใจจะทำบุญ ก็จะจัดเตรียมอาหารไว้สำหรับตักบาตร และตื่นแต่เช้า เมื่อหุงหาอาหารเสร็จแล้ว ก็จะไปคอยใส่บาตรอยู่ตามถนนหรือตามสี่แยกใกล้ ๆ บ้าน เพื่อให้ทันตักบาตร พระมหาเณรอุปคุต หลังจากใส่บาตรเณรน้อยอุปคุตตามตั้งใจแล้ว แกพร้อมเพื่อนผู้เฒ่าอีกหลายคนพากันเดินไปยังวัดประจำ

หมู่บ้าน ถือปิ่นโตเถาใหญ่ใส่อาหารคาวหวานพร้อมสวยดอกไม้ธูปเทียน กะจะไปตานขันข้าวให้สามี ผู้จากไปให้ได้อิ่มกายใจ อิ่มบุญพร้อมกับแกการตานขันข้าวเป็นประเพณีของชาวล้านนา ที่นิยมทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ล่วงลับ โดยชาวบ้านจะถือปิ่นโตเป็นเถาใส่อาหาร ขนม ผลไม้ ที่คิดว่า

ญาติผู้นั้นชอบ นำไปถวายพระสงฆ์ พร้อมแจ้งชื่อตนและชื่อญาติที่ต้องการให้รับ พระสงฆ์ให้ศีลให้พร หยาดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ถือว่าเสร็จพิธีญาติผู้ล่วงลับก็ได้รับผลบุญอาหารที่มอบให้ โดยมีพระสงฆ์เป็นสื่อกลาง

เสร็จพิธีทางศาสนา รับประทานอาหารเช้าที่เหลือจากการฉันของพระสงฆ์แล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่ก็อยู่ช่วย เตรียมงานใหญ่ประจำปี ของวัด คือการฉลองศาลาที่เพิ่งสร้างเสร็จ พวกผู้ชายกวาดลานวัด พวกผู้หญิง นั่งทำตุงเพื่อใช้ประดับประดาในพิธีและบริเวณงานล้างเช็ดถูถ้วยชามและหม้อไหในเข่ง ส่วนคนหนุ่มสาว จะมาช่วยงานวัดอีกครั้งก็ต่อเมื่อถึงกลางคืนยามว่างงานจากในนากลุ่มเด็กผู้ชายมุงดูกลองใหญ่ในวัด ด้วยอยากเรียนรู้และฝึกหัดเพื่อต่อไปจะได้สืบต่อการตีกลองจากผู้ใหญ่ ต่างตั้งใจฟังพ่อน้อยทูน สอนลีลา ท่าทางการตีกลองปู่จา

กลองปู่จา เป็นกลองที่มีอยู่ประจำทุกวัดในภาคเหนือ ประกอบด้วยกลองใหญ่ เรียกว่า กลองแม่
จำนวน 1 ใบ และกลองเล็ก เรียกว่า ลูกตูบ จำนวน 3 ใบ ใช้ตีในโอกาสต่าง ๆ ดังนี้

ตีก่อนวันพระ เพื่อเตือนศรัทธาชาวบ้านให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะถึงวันพระ เพราะในสมัยก่อนไม่มีสื่อใด ๆ ที่จะบอกวัน เดือน ปี นอกจากปฏิทิน แต่บางครอบครัวปฏิทินก็ไม่มี เป็นการให้เตรียมกาย เตรียมใจ ไปวัดทำบุญตักบาตร ฟังธรรม จำศีล ภาวนาจะตีกลองนี้ตอนค่ำก่อนชาวบ้านจะเข้านอน โดยตีเป็นจังหวะช้า ๆ เนิบนาบ นุ่มนวลและลุ่มลึกน่าฟัง ผู้ตีจะตีกลองแม่ แล้วไล่ตี ตามลูกตูบแล้วมาลงท้าย ด้วยการตีฆ้องโหม่ง ซึ่งฆ้องโหม่งนี้จะมีคนตีอีกคนหนึ่ง

ตีประโคมในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานทำบุญกินข้าวสลากภัตต์ งานบุญเฉลิมฉลองกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น การตีแบบนี้ไม่มีแบบอย่างหรือกติกาใด ๆ ผู้ตีจะตีตามความถนัด ตามท่วงที ีลีลาของตนเอง นอกจากนี้ยังใช้ตีเพื่อเรียกประชุมศรัทธาของชาวบ้านและเมื่อมีเหตุการณ์ สำคัญ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เช่น ไฟไหม้ ระดมคนไล่ล่าโจรที่มักมาปล้นวัวปล้นควายของชาวบ้าน เพราะ สมัยก่อนไม่มีเครื่องยายเสียงเช่นปัจจุบัน มีการตีแตกต่างกันดังนี้

ตีเพื่อเรียกประชุมธรรมดา จะตีรัวช้า ๆ 3 – 4 ครั้ง

ตีเพื่อบอกเหตุเภทภัยและต้องการความช่วยเหลือ จะตีรัว เร็ว ๆ ดัง ๆ หลายครั้งติดต่อกัน

เสียงประโคมเร้าใจจากกลองใหญ่น้อยฝีมือการตีของพ่อน้อยทูน จังหวะกลองที่บางครั้งเร่งเร้าบีบรัดในใจ บางคราว เนิบนาบผ่อนคลาย ผสมเสียงฆ้องโหม่งเป็นจังหวะดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ วัดใหญ่ประจำหมู่บ้าน สลับสับเปลี่ยนกับฝีมือฝึกหัดของกลุ่มเด็กผู้ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงสนใจอยากทดลอง ตีแต่ไม่กล้าเพราะกลัวคำที่ผู้ใหญ่สอนว่า ผู้หญิงถ้าตีกลองแล้วนมจะยาน ความต้องการสวยงามมี มากกว่าดังนั้นจึงมีสิทธิ์เป็นแค่คนดู

วิถีชีวิตผู้คนชนบทล้านนา เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับพุทธศาสนา ต่างเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยกัน มีสัญลักษณ์เตือนใจเป็นเสียง กลองปู่จา ที่แทนค่าของความเอื้ออาทร

กินอ้อ พิธีกรรมตอกย้ำความมั่นใจ

0

เสียงลำนำขับขานซอจากสาวบัวซอน จ้างซอเสียงใส และอ้ายบุญยืน จ้างซอหนุ่มขวัญใจสาวแก่แม่ม่าย

ในงานปอยหลวง งานบุญใหญ่ของหมู่บ้าน ผาม (ปะรำ) ที่ทำจากฝีมือหนุ่มสาวถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่าย ๆ

ประดับตกแต่งด้วยกระดาษหลากสี เป็นริ้วรุ้งอันอ่อนพลิ้ว เพื่อเป็นเวทีประลองชั้นเชิงไหวพริบของจ้างซอ

หนุ่มสาว คำซอถูกกลั่นกรองออกมาจากใจด้วยปฏิภาณ เป็นถ้อยคำสำนวนดึงดูดใจ บางครั้งออดอ้อน ชวนเอ็นดูสงสาร ถ้อยคำถากถางอย่างน่าชิงชัง บางคราวเรียกเสียงหัวเราะ จนน้ำหู น้ำตาไหล หรืออาจทำให้น้ำใสจากตาหล่นแหมะได้

เรื่องราวนิทานพื้นบ้านชาวเวียงละกอนเรื่องหมาขนคำ หรือหมาทองคำ ถูกถ่ายทอดจากคณะละครซอ ของพ่อครูอินถาผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ เป็นเรื่องราวประทับใจเหมือนมีมนตร์สะกดตรึงให้ผู้คนนั่งอยู่กับที่เพื่อรับ รู้ เรื่องราวของแม่หมาดำที่เจ้าของรังเกียจ จึงต้องไปอาศัยอยู่ในป่าที่ผาสามก้อน เกิดลูกมาเป็นผู้หญิง 2 คน ชื่อบัวแก้วและบัวตอง เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงลูกจนโตเป็นสาวสวย

วันหนึ่งเจ้าเมืองพาราณสี เสด็จประพาสป่ามาพบเข้าจึงนำทั้งสองสาวเข้าวังไปเป็นมเหสี ฝ่ายแม่หมาดำ

เมื่อลูกหายไปจึงทนทุกข์ทรมานจนเทวดาสงสารมาบอกเรื่องราวให้รับรู้ ด้วยความรักจึงเดินทางไปหาลูก เมื่อผู้เป็นพี่สาวบัวแก้วเห็นแม่หมานึกรังเกียจจึงให้ทหารไล่ทุบตีจนได้รับบาดเจ็บแสนสาหัส แม่หมาจึงไปหาผู้เป็นน้องสาว เมื่อบัวตองเห็นแม่ได้รับบาดเจ็บจึงสงสารนำมารักษาพยาบาล และอาศัยอยู่ด้วย จนกระทั่งแม่หมาแก่และตายไป ด้วยความเคารพจึงไปขอหีบจากเจ้าเมืองพาราณสี เพื่อใส่ ซากแม่หมาดำ แกล้งบอกไปว่าจะนำ หีบไปใส่เงินทอง ต่อมาหีบนั้นกลายเป็นเงินทองสิ่งมีค่ามากมาย นางบัวตองบอกแก่เจ้าเมือง ว่าตนได้เงินทองมาจากป่า เจ้าเมืองจึงให้นางไปนำเงินทองมาให้อีก เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้น นางจึงจนด้วยปัญญาไม่รู้จะหาเงินทอง มาจากไหน จึงเดินร้องไห้ในป่าแต่เพียงลำพัง ไปเจอผีตนหนึ่งซึ่งกำลังเป็นฝีที่หัวเข่า นางจึงวิ่งชนผีหมายให้ตนเองตาย ทำให้ฝีของผีตนนั้นแตกและหายเจ็บ ผีจึงบอกขุมทรัพย์ให้นาง นางจึงสร้างหอให้แม่ในป่า ที่เคยอยู่และทำทานไปให้แม่หมาดำ ส่วนนางบัวแก้วผู้พี่นึกอิจฉาน้องอยากมีทรัพย์สมบัติบ้าง จึงเข้าไปในป่า หมายจะไปเอาเงินทอง แต่ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ นางไม่เคารพกราบไหว้เทวดาในป่าและไม่นึกถึงบุญคุณแม่หมา
ที่เลี้ยงดู จึงถูกผีสางในป่าฆ่าตาย

เสียงสะอื้นของผู้คนตอนแม่หมาถูกเฆี่ยนตีจากลูกสาว หรือเหตุการณ์เร้าใจในเรื่อง ผู้ถ่ายทอดอารมณ์ร่วมได้ดีคือ สาวน้อย บัวซอนผู้รับบทบัวตองน้องผู้กตัญญูนั่นเอง

บัวซอนและบุญยืนอาศัยอยู่กับพ่อครูอินถามาตั้งแต่เด็ก ด้วยเป็นเด็กกำพร้าทั้งคู่แม้จะมาจากต่างหมู่บ้าน ทั้งคู่เรียนจบแค่ชั้น ประถมสี่ ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ จึงติดสอยห้อยตามพ่อครูไปขับซอตามพื้นที่ใกล้ ๆ จากช่วยยกของ ซื้อกับข้าว ซักเสื้อผ้า ทำงานบ้านทุกอย่างให้พ่อครู จนกระทั่งเขยิบฐานะมาเป็นจ้างซอเอก ในค่ายของพ่อครูเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ด้วยการฝึกฝน เรียนรู้ จดจำและสังเกต ทั้งคู่มีความเชื่อว่าต่อไป ตนต้องมีฝีมือในการซอ ตั้งแต่เมื่ออายุย่างสิบขวบที่พ่อครูให้ทำพิธี กินอ้อ

กินอ้อ เป็นพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อว่า ใครก็ตามที่ได้ผ่านพิธีกินอ้อแล้วจะทำให้ความจำดีขึ้น และเรียนหนังสือเก่ง

คำว่า อ้อ อ่องอ้อ เป็นคำที่หมายถึง สติปัญญา มันสมอง อีกความหมายหนึ่งหมายถึง ต้นไม้ที่ชอบขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะ ลำต้น เป็นปล้องแข็ง ใบเรียวเหมือนต้นแขมหรือหญ้าคา มีดอกสีขาว เวลาบานจะเป็นปุยนุ่นแผ่กระจายสวยงาม แพร่พันธุ์และแตกกอ ได้ง่าย ตายยาก

จ้าง คือ ช่าง หมายถึง ผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ เช่น จ้างซอ หมายถึงผู้มีความเชี่ยวชาญในการขับซอ ซึ่งเป็นศิลปะ พื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ในสมัยก่อนผู้ที่จะเป็นจ้างซอนอกจาก จะเสียงดีแล้วต้องเป็นคนฉลาดมีปฏิภาณไหวพริบ สามารถ ตอบโต้คารมกับจ้างซออีกฝ่ายหนึ่งได้ บุคคลที่จ้างซอ เคารพนับถือมากที่สุดคือพ่อครูหรือแม่ครู ผู้ที่อบรมสั่งสอน ให้ความรู้ วิชาเกี่ยวกับซอ

ลูกศิษย์ของพ่อครูทุกคนต้องผ่านการกินอ้อ โดยพ่อครูจะนำต้นอ้อหลวงที่ขึ้นตามแม่น้ำนำมาตัดเป็นปล้องให้มีความยาว เท่ากับ 1 นิ้วมือของศิษย์ หรือประมาณ 5-6 นิ้ว เทน้ำผึ้งลงในขันหรือถ้วย จากนั้นพ่อครูจะร่ายคาถา เสกลงในน้ำผึ้ง เรียกว่ามนตร์น้ำผึ้ง กรอกน้ำผึ้งบรรจุในกระบอกอ้อ ให้ศิษย์ดื่มน้ำผึ้งจากกระบอกอ้อนั้น เมื่อดื่มน้ำผึ้งจนหมดแล้วพ่อครู จึงให้ลูกศิษย์บีบ หรือขบกระบอกอ้อจนแตกแล้วโยนทิ้งทางด้านหลังข้ามศีรษะไป

เครื่องที่ใช้ประกอบพิธีนอกจากมีน้ำผึ้งและอ้อเป็นอุปกรณ์สำคัญแล้ว ยังต้องมีดอกไม้ ธูปเทียน 8 คู่ และค่ายกครูจำนวน 36 บาท

พ่อครูอินถาบอกว่า การกินอ้อมีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน และผู้ที่เป็นจ้างซอจะต้องกินครบทั้งหมด ได้แก่

อ้อผญา กินเพื่อให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด

อ้อมหาเสน่ห์ กินแล้วมีเสน่ห์ ถูกตาต้องใจผู้คนพบเห็น ทำให้มีอำนาจในตัวเอง มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า

อ้ออำนาจ

อ้อจำ หรือ อ้ออาจิณจำ เมื่อกินแล้วทำให้มีความจำเป็นเลิศ ไม่หลงลืม

อ้อพูด หรือ อ้อเว้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับวาทศิลป์ มีสำนวน คารมคมคาย พูดเก่ง พูดคล่อง ฟังแล้วชวนประทับใจ

ในวันนั้นบัวซอนและบุญยืนทำตามคำบอกของพ่อครูอย่างเคร่งครัด ดื่มน้ำผึ้งจนหมดเกลี้ยงหยดสุดท้าย พร้อมตั้งใจว่า ชีวิตนี้จะเอาดีทางการเป็นจ้างซออย่างพ่อครูให้ได้ รานั้นที่ทำพิธีก็ไม่ค่อยเข้าใจนักแต่คิดว่าเมื่อตนผ่านพิธีกินอ้อแล้ว จะต้องเก่งและมีสติปัญญา จึงทุ่มเทเวลาที่มีให้กับการฝึกซ้อมจนในที่สุด นถิ่นนี้ไม่มีใครสู้จ้างซอเอก อย่างบัวซอนและบุญยืนได้เลย

นอกจากจ้างซออย่างบัวซอนและบุญยืนแล้ว ชาวบ้านยังนิยมนำลูกหลานที่เรียนหนังสือไม่เก่ง พามากินอ้อจำ และอ้อผญาจากพ่อครูเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงปี๋ใหม่เมืองในวันพญาวัน (วันที่ 15 เมษายน) หากไม่ใช่ในช่วง สงกรานต์จะทำพิธีในวัน พฤหัสบดี ซึ่งถือว่าเป็นวันครู พ่อแม่จะทำสวยดอกไม้ (กรวยดอกไม้) ธูปเทียนไปยังบ้านพ่อครู พิธีการก็จะทำเช่นเดียวกันกับการกินอ้อของจ้างซอลูกศิษย์พ่อครู

การกินอ้อเป็นการเสริมสร้างภูมิพลังทางด้านจิตใจให้มีความเชื่อมั่นในความสามารถด้านสติปัญญา และความสามารถในตนเอง มีครูผู้ให้กำลังใจอยู่กับตนเสมอ

มนุษย์มีศักยภาพในตนเองเพียงพอสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งงดงามได้มากมาย หากไม่ปิดกั้นความเชื่อมั่น ทางออกสู่ความ สำเร็จในชีวิต ดังนั้น การกินอ้อ พิธีกรรมตอกย้ำความมั่นใจ จึงอยู่คู่วิถีชีวิตผู้คนตลอดมา

เรื่องของขวัญ

0

ขวัญเป็นความเชื่อของชาวล้านนาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนพืช สัตว์หรือสิ่งของต่างมีขวัญทั้งสิ้น

ขวัญเป็นพลังของชีวิตเปรียบเสมือนเป็นแก่นหรือแกนกลางของชีวิตถ้าหากขวัญหายหรือเสียขวัญไปจะทำให้เสียสมดุลต่างๆ ในชีวิตดังนั้นจึงมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับขวัญหรือทำพิธีเรียกขวัญ ไม่ว่าจะเรียกขวัญของคน ข้าว หรือสัตว์เลี้ยงขวัญบ้านขวัญเมืองเชื่อว่าชีวิตจะมีความผาสุกและเจริญรุ่งเรืองเมื่อขวัญได้รับการดูแลใส่ใจ

ประเพณีเรียกขวัญ หรือฮ้องขวัญ เป็นประเพณีที่ชาวล้านนาถือปฏิบัติสืบต่อกันมาสำหรับเรียกขวัญคนที่หายป่วยใหม่ๆ หรือผู้ที่กำลังป่วยไข้ให้มีกำลังใจ เชื่อว่าคนที่ป่วยถูกผีสางนางไม้ทักทาย ทำให้หวาดสะดุ้งขวัญหนีไป บางคน
เมื่อทำพิธีฮ้องขวัญแล้วทำให้หายป่วยเป็นปกติ

สิ่งของที่ต้องเตรียมในพิธีฮ้องขวัญ ได้แก่หมากธูปเทียนผ้าแดงข้าวสาร 1 ถ้วย เงินเหรียญบาท 1 เหรียญจัดใส่พานไว้ อีกพานหนึ่งทำเป็นบายศรีใส่เครื่องบูชาเพื่อให้ขวัญกลับมารับ เช่นขนม เมี่ยงบุหรี่หมากไก่ต้ม ไข่ต้ม และนำเสื้อผ้าผู้ป่วยหนึ่งชุดใส่ในพานวางไว้ใกล้ๆ ข้าวเปลือกนำใส่ถ้วยวางไว้สำหรับปู่อาจารย์ใช้เสี่ยงทายว่าขวัญของผู้ป่วยกลับมาหรือยัง

เมื่อเตรียมของทุกอย่างครบแล้วปู่อาจารย์ก็จะเริ่มทำพิธีโดยให้ผู้ป่วยหรือผู้ถูกเรียกขวัญนั่งพนมมืออยู่ด้านหน้าผู้เรียกขวัญจะกล่าวคำเรียกขวัญเป็นคาถาด้วยทำนองไพเราะน่าฟังทั้งปลอบทั้งเชิญให้ขวัญกลับมารับเครื่องบูชาที่จัดไว้

หลังจากเรียกขวัญจบลงครั้งหนึ่งแล้วปู่อาจารย์จะเสี่ยงทายว่าขวัญกลับมาครบหรือยังโดยหยิบข้าวเปลือกมาหยิบหนึ่งแล้วนับดู ถ้านับได้ 32 เม็ดแสดงว่าขวัญกลับมาครบแล้วปู่อาจารย์ก็จะนำด้ายแล้วกล่าวคาถาผูกข้อมือใช้ผูกข้อมือผู้ป่วย จากนั้นก็ให้พรถือว่าเสร็จพิธีฮ้องขวัญ

สำหรับผู้ป่วยเชื่อว่าบางครั้งเพราะผู้ป่วยได้รับความตกใจหรือขวัญเสียในสถานที่บางแห่งเพื่อต้องการให้หายจากอาการป่วยไข้ จะมีพิธีช้อนขวัญที่ตกหายไปคืนแก่เจ้าของอีกด้วย โดยมีอุปกรณ์ในการช้อนขวัญ ดังนี้

ด้ายสายสิญจน์ 1 เส้นให้มีความยาวพอประมาณ ข้าวเหนียวปั้นให้พอดีคำ 1 คำกล้วยน้ำว้าสุก 1 ลูก กระทงใบตองกล้วย 2 กระทง แซะหรือสวิง 1 อัน

จากนั้นผู้ทำพิธีช้อนขวัญ อาจเป็นหญิงผู้เฒ่าที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้านนำกล้วยกับข้าวสุกวางไว้ที่จุดที่ผู้ป่วยตกใจหรือเสียขวัญใช้ด้ายสายสิญจน์แกว่งไปมาในบริเวณนั้นแล้วเอาแซะหรือสวิงช้อนขวัญที่คิดว่าหล่นหรือตกหายแล้วพูดว่า

“ขวัญได้มาตกหกตกหาย ขอฮื้อเมียอยู่กับเจ้าจิ่มเน้อ”(ขวัญที่หล่นอยู่ที่นี่ขอให้กลับบ้านไปอยู่กับเจ้าของด้วย)

เมื่อเสร็จพิธีก็จะใช้กล้วยมาถูกับตัวผู้ป่วย หรืออาจให้ผู้ป่วยกินกล้วย จากนั้นใช้ด้ายสายสิญจน์ที่ทำพิธีผูกข้อมือผู้ป่วย

ชาวล้านนามีความเชื่อว่าเด็กทารกที่เกิดมาใหม่ขวัญจะอ่อนบางครั้งในตอนกลางคืนจะร้องไห้ไม่ยอมหยุด เพราะมีพ่อเกิดแม่ก๋าย (พ่อแม่ในอดีตชาติ)มาแวะดูลูกหลานที่ท่านส่งมาเกิดว่าเป็นอย่างไรบ้า งมาอยู่กับพ่อแม่ นี้สบายดีหรือไม่จึงมาหยอกล้อเด็กหรือบางครั้งอาจเป็นผีตายโหงไม่มีที่สิงสถิตมารบกวนเด็กให้ตกใจร้องไห้ไม่ยอมหยุด

ผู้ใหญ่ในบ้านจะเอาข้าวเหนียวมาปั้นแล้วจิ้มไปที่ตัวเด็กแล้วโยนทิ้งไปทำ 3 ครั้งติดต่อกันพร้อมกับพูดว่า“ผีตายห่าตายโหงจะไปมาคุยเด็ก” (คุย ภาษาเหนือหมายถึงรบกวน)

ผู้ใหญ่จะเอามือป้ายไปที่ส้นเท้าตนเองแล้วเอาไปป้ายที่หน้าผากของเด็กจากนั้นจะผูกข้อมือเด็กด้วยด้ายสายสิญจน์ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะผูก 5 เส้นแต่ถ้าเป็นเด็กผู้ชายจะผูก 7 เส้นเอาห่อพริกห่อเกลือดอกไม้และธูป 2 ดอกนำมาบนบานศาลกล่าวใกล้ ๆ กับเด็กขอให้เด็กหยุดร้องไห้ ถ้าเด็กหยุดร้องอีก 3 วันตนจะเลี้ยงผี

จากความเชื่อที่ว่าก่อนเด็กจะเกิดมามีผีหรือผู้เป็นพ่อแม่ในอดีตเป็นผู้ดูแลก่อนผู้หญิงจะเกิดลูกผีจะเป็นผู้ปั้นรูปร่างลักษณะของเด็กแล้วผีจะคอยดักจับวิญญาณใส่รูปที่ปั้นเพื่อให้มีชีวิตแล้วผีจึงส่งเด็กเข้าสู่ครรภ์มารดา ดังนั้นเมื่อเกิดลูกออกมาพ่อแม่จึงกลัวว่าผีจะมาเอาลูกคืนไปจึงมีพิธีกรรมที่เรียกว่าทำขวัญ 3 วันขึ้นมา

ผู้เฒ่าผู้แก่จะจัดทำบายศรีมีเทียนไข 1 เล่ม มีโถใส่กระแจะแป้งเจิมหน้ามีน้ำในขันเป็นน้ำอุ่นกับช้อนเล็กๆสำหรับตักน้ำให้เด็กกินเมื่อถึงเวลาผู้ทำพิธีอาจเป็นปู่ย่าตายายหรือญาติผู้ใหญ่จะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยสวดคาถาชุมนุมเทวดาแล้วยกบายศรีตั้งตรงศีรษะที่เด็กนอนซึ่งจะมีผู้อุ้มอยู่นั่งข้างหน้าผู้ทำพิธี

โดยจะนำเด็กที่ใส่กระด้งแกว่งไปมาพร้อมกับพูดว่า

“3 วันลูกผี 4 วันลูกคนลูกของใครมาเอาไปเน้อ” แล้วจะมีผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งนำเงินโบราณ หรือเบี้ย มาซื้อ
เด็กไปพร้อมกับพูดว่า “ฉันรับซื้อเป็นลูกฉันเอง” จะเรียกหญิงผู้เฒ่าที่รับซื้อเด็กนี้ว่าแม่ซื้อ

จากนั้นผู้ทำพิธีจะหยิบด้ายสายสิญจน์ขึ้นมาลูบลงบนแขนขาของเด็กเบาๆ ข้างละเส้นและลูบข้างตัวเด็กข้างละเส้นเรียกว่าฟาดเคราะห์ เพื่อแยกสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ให้ออกจากตัวเด็กจากนั้นนำด้ายทั้ง 4 เส้นไปเผาไฟ จากเทียนไขที่จุดไว้ แล้วหยิบด้ายเส้นใหม่ขึ้นมาให้พรแก่เด็กแล้วกล่าวว่า

“ขวัญเอ๋ยขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัว”

พร้อมขมวดปมไว้ตรงกลางด้าย แล้วนำด้ายนั้นไปผูกข้อมือข้อเท้าทั้งสองข้างของเด็กเจิมแป้งกระแจะที่หน้าผากตักน้ำอุ่นในขันให้เด็กกิน 3 ครั้งเป็นอันเสร็จพิธี

บางครั้งเวลาเด็กเล็กหกล้ม ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะปลอบโดยใช้มือลูบหลังแล้วพูดว่า

“ขวัญเอ๋ย ขวัญมาขวัญอยู่กับเนื้อกับตัว” เด็กๆ จะหยุดร้องไห้ ถือว่าเป็นการเรียกขวัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน

นอกจากการฮ้องขวัญเพื่อเรียกกำลังใจแก่ผู้ป่วยให้หายแล้วการฮ้องขวัญยังเป็นการเสริมสร้างมิตรภาพเช่น
การฮ้องขวัญสำหรับบุคคลสำคัญผู้มาเยือนในถิ่นตนเป็นการให้เกียรติ

ฮ้องขวัญผู้อาวุโส เป็นการฉลองครบครบวันเกิดเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลมีอายุยืนนานเพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานต่อไป

ฮ้องขวัญในพิธีสำคัญ เช่น ฮ้องขวัญลูกแก้ว หรือนาคที่จะบวชในพุทธศาสนา เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ก่อนบวช

ฮ้องขวัญคู่บ่าวสาวที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เพื่อเป็นการเตือนสติ เสริมกำลังใจในการฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตคู่

ฮ้องขวัญในงานศพ เพื่อเรียกขวัญญาติให้อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ให้ไปกับผู้ตาย และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนและ

ครอบครัว

นอกจากนี้ ชาวล้านนายังนึกถึงสัตว์เลี้ยงที่ให้คุณช่วยเหลือการงานด้วยความกตัญญูรู้คุณ รักและผูกพันกับสัตว์
และเชื่อว่าถ้าสัตว์ที่เลี้ยงมีขวัญและกำลังใจดีจะช่วยให้กิจการงานดีขึ้นและสัตว์จะมีกำลังกายเต็มใจที่จะช่วยเหลืองาน
และเป็นสิริมงคลกับผู้เป็นเจ้าของจึงจัดพิธีฮ้องขวัญสัตว์เลี้ยงได้แก่ฮ้องขวัญวัวควาย ช้างและม้าเป็นต้น

ขวัญยังมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมให้เกิดความรักและสามัคคีในหมู่คณะ มีการฮ้องขวัญในพิธีสืบชะตา
บ้านชะตาเมือง ตลอดจนป่าไม้และแหล่งน้ำที่ให้คุณแก่คนในสังคม

ฮ้องขวัญ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนาช่วยสร้างเสริมกำลังใจพลังอันยิ่งใหญ่ในชีวิตให้มีสติอยู่คู่กาย เป็นการรักษาดุลยภาพแห่งชีวิตคนเรา

ปั๊กกะตืนตักข้าว ภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่องการเคารพธรรมชาติ

0

แม่ล้อมหญิงชราวัยหกสิบกว่า กำลังอธิบายการอ่านปั๊กกะตืนตักข้าวแก่กลุ่มเด็กนักเรียนที่สนใจ โดยมีอารี เด็กหญิงหน้าตาน่ารักตั้งคำถามถามแม่หลวงอย่างสนใจ เด็ก ๆ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ ที่ไม่เคย รู้จักมาก่อนทั้งที่ตนเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งในหมู่บ้าน ยิ่งสนใจศึกษายิ่งรู้ว่าสิ่งที่คุณครูบอกในห้องเรียนช่างน้อยนิด พวกเขาเรียนรู้สังคมในเมือง บางครั้งไปไกลถึงต่างแดน นอกโลกคุณครูยังเคยสอน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ สิ่งที่มี หรือเรื่องราวใกล้ตัวในหมู่บ้านกลับไม่เข้าใจ

ปั๊กกะตืนตักข้าว ยันต์ตักข้าว ไม้ตักข้าว หรือปฏิทินตักข้าวของคนภาคเหนือ เป็นคำที่ใช้เรียกสิ่งของ อย่างเดียวกัน ใช้เป็นตำราหรือปฏิทินในการตักข้าว เป็นการกำหนดวันเพื่อตักข้าวออกจากยุ้งฉาง ไม่ว่าจะตัก เพื่อนำไปตำ นำไปสี ตักเพื่อขาย ตักเพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่น ตักเพื่อนำไปทำบุญทำทาน หรือตักไปทำพันธุ์ เป็นต้น ในปั๊กกะตืนตักข้าวจะบอกว่าวันไหนเป็นวันดีหรือเป็นวันเสียที่ไม่ควรตักข้าวออกไปใช้

ปั๊กกะตืนตักข้าว ทำมาจากไม้เนื้อแข็ง พวกไม้สัก ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้เหียง หรือไม้ตึง นำมาตัดเป็น ท่อนถากให้เกลี้ยง กว้าง 2.5 – 3 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว แบ่งตามแนวยาวเป็นสองซีกซ้ายขวา ด้วยรอยขีดลึกเป็นร่อง ตรงกลาง แนวขวางจะแบ่งเป็นช่อง ช่องละเท่ากัน 15 ช่อง รวมซ้ายขวาก็จะได้ทั้งหมด 30 ช่อง ด้านบนสุด ทำเป็นรูปโค้งเจาะรูตรงกลางเพื่อใช้เชือกร้อยสำหรับแขวนเก็บ ถัดจากรูร้อยเชือกลงมา ด้านซ้ายเจาะเป็น รูปวงกลมเป็นสัญลักษณ์แทนข้างขึ้น ส่วนด้านขวาเจาะเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวแทนข้างแรม นับจากด้านบนลงมา จะเป็นข้างขึ้นหรือแรมหนึ่งค่ำ สองค่ำ สามค่ำ ลงมาจนกระทั่งด้านล่างสุดจะเป็นสิบห้าค่ำ ในแต่ละช่องซ้ายขวา จะเจาะรูเป็นรูปวงกลมเล็ก ๆ บางช่อง 1 รู 2 รู 3 รู หรือมากกว่า หรือบางช่องไม่เจาะรูไว้เลย

การเจาะรูตามช่องต่าง ๆ นั้น แม่ล้อมอธิบายว่า เป็นการบอกว่าวันไหนควรตักข้าวหรือวันไหนไม่ควรตัก จำนวนจุดจะแทนจำนวนผีที่จะคอยมากินข้าวของชาวบ้าน ถ้าตักข้าววันที่มีรูในปั๊กกะตืนมากผีก็จะมีมาก เชื่อว่า ผู้เป็นเจ้าของข้าวจะเกิดความเสียหายต่าง ๆ เช่น ข้าวอาจร่วงหล่น หรือข้าวในยุ้งจะหมดเร็ว ขายข้าวไม่ได้หรือได้ ในราคาต่ำ อาจถูกคดโกง กล่าวคือ ผีที่คอยจ้องทำลายจะทำความเสียหายต่าง ๆ แก่เจ้าของข้าว ที่เรียกว่า ขึด ชาวบ้านเชื่อว่าถ้าสิ่งใดที่บรรพบุรุษ ผู้เฒ่าผู้แก่ห้ามไม่ให้ทำ แต่ไม่เชื่อผู้นั้นจะเจอสิ่งชั่วร้าย เสียหายแก่ตนเอง และทรัพย์สิน

ชาวบ้านจะแขวนปั๊กกะตืนตักข้าวไว้ที่ถุข้าวหรือหลองข้าว (ยุ้งข้าว) หรือถุข้าวม่อ (แหล่งเก็บข้าวที่นำออก มาใช้ได้อย่างสะดวก) ถุข้าว เป็นโรงเรือนสำหรับเก็บข้าวเปลือก เป็นเรือนไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีใต้ถุนสูง สำหรับมัดวัว ควายที่เลี้ยงไว้ใช้งาน หรือใช้เป็นที่เก็บเกวียน หลังคารูปจั่ว ด้านในโรงเรือนจะกั้น เป็นห้องมิดชิด เพื่อกันหนูเข้าไปกินข้าวเปลือก ด้านนอกจะทำเป็นชานเพื่อเป็นทางเดินโดยรอบ ใช้สำหรับเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ไถ คราด กระบุง ตะกร้า เป็นต้น ขนาดของถุข้าวจะแตกต่างกันแล้วแต่ว่าใครจะทำนาได้ข้าวมากน้อย

ปกติช่วงเสาของถุข้าวมีระยะประมาณ 3 เมตร เพื่อให้กว้างพอที่จะแขวนแอ่วตีข้าวไว้ที่ใต้ถุนได้ด้วย

ส่วนถุข้าวม่อ อาจทำเป็นภาชนะที่เรียกว่า เสวียน เป็นภาชนะเก็บข้าวเปลือกอีกชนิดหนึ่ง ทำมาจากซีกไม้ไผ่ ขนาดกว้าง 1 – 2 นิ้ว สานเป็นลายสะลาบ ยาแนวด้วยมูลวัวควายผสมดินเหนียว เป็นรูปทรงกลม ด้านในกลวง ปูด้วยเสื่อก่อนเพราะเสวียนจะเป็นภาชนะที่ไม่มีก้น ขนาดโดยทั่วไปจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 – 2.5 เมตร สูงประมาณ 1 – 2 เมตร ใช้สำหรับใส่เจื๊อข้าว(เมล็ดพันธุ์ข้าว) หรือข้าวเปลือกที่สามารถตักนำไปใช้ได้ง่าย (ม่อ หมายถึง ง่าย)

ชาวบ้านจะเก็บข้าวไว้ในถุข้าว และถุข้าวม่อให้แยกจากกัน เพราะเวลาเกิดเหตุร้ายเช่น ไฟไหม้จะได้ เหลือข้าวไว้ที่ใดที่หนึ่ง เป็นการไม่ประมาทในการดำรงชีวิตเด็ก ๆ สงสัยว่า ทำไมคนสมัยก่อน ถึงไม่เขียน บันทึกรายละเอียดไว้เพราะอ่านง่ายกว่า ไม่ต้องมาตีความสัญลักษณ์ให้เสียเวลา แม่ล้อมไขข้อข้องใจเหล่านี้ว่า สมัยก่อนคนไม่ได้เรียนหนังสืออ่านหนังสือไม่ออก เรียกว่า คนดิบ จึงต้องทำเป็นสัญลักษณ์แทน รุ่นพ่อสอนรุ่นลูก รุ่นลูกสอนรุ่นหลานเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดกันในครอบครัว ทุกคนปฏิบัติตาม ข้าวปลาอาหารจึงอุดมสมบูรณ์ ไม่อดอยากขาดแคลน

แม่ล้อมยังเล่าให้เด็ก ๆ ฟังว่า คนสมัยก่อนเขานับถือข้าวเป็นสิ่งมีคุณต่อชีวิตคนถ้าไม่มีข้าวคนก็อยู่ไม่ได้ คนจึงรักและทะนุถนอมข้าวไว้เหมือนพระเจ้าไม่ทิ้งขว้างโดยไม่จำเป็น บางครั้งกินข้าวเคี้ยวไปเจอหัด (กรวดที่ปนอยู่ในข้าว) ก่อนทิ้งต้องกล่าวคำขอโทษก่อน โดยกล่าวว่า”เข้าเป็นเจ้าเป็นนาย กินบ่ดายก็ลำเหียเก่า” (ข้าวเป็นเจ้านายกินเปล่า ๆ ก็ยังอร่อย) กล่าวจบจึงคายทิ้งได้

เด็กนักเรียนได้รับรู้เรื่องราวที่มีในหมู่บ้าน เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตพวกเขา หลายอย่างที่พวกเขาเห็น ตัวอย่างจากผู้ใหญ่บางคนหรือพวกเขากระทำไปอย่างไม่ตั้งใจจนทำให้เกิดความ เสียหาย วันนี้ อารีและเพื่อน ตั้งใจว่าต่อไปจะไม่ทำอะไรที่ “ขึด” เพื่อพวกเขาจะได้มีชีวิตที่มีความสงบสุขอย่างรุ่นพ่อหลวงแม่หลวงที่ได้รับรู้มา

บทความยอดนิยม

ที่เที่ยวเชียงใหม่สุดฮิต