Home Blog Page 111

น้ำตกแม่กลาง

น้ำตกแม่กลาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำไหลตลอดปีและมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ให้เล่นน้ำหลายแห่ง ในช่วงฤดูฝนกระแสน้ำไหลแรงจนอาจเป็นอันตรายต่อการเล่นน้ำ น้ำตกแม่กลางอยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีขนาดใหญ่ชั้นเดียวสูงประมาณ 100 เมตร ไหลลงมาสู่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีชื่อว่า วังน้อยและวังหลวง ในช่วงฤดูฝนน้ำไหลแรงและขุ่นข้นมาก น้ำในแอ่งลึกมากหากถูกกระแสน้ำปะทะก็อาจจะตกลงไปในแอ่งน้ำซึ่งมีน้ำไหลเชี่ยวกราก นักท่องเที่ยวควรระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย น้ำตกมีต้นน้ำอยู่บนดอยอินทนนท์ซึ่งมีน้ำไหลตลอดปีและมีความสวยงามตามธรรมชาติรอบๆ บริเวณร่มรื่นน่าพักผ่อนหย่อนใจ ทางเดินไปที่น้ำตกแม่กลางจะเป็นเส้นทางเลียบลำธารที่ไหลลงมาจากน้ำตกไปเรื่อยๆ เดินสะดวกสบายบรรยากศ น้ำตกแม่กลางจึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมจำนวนมาก

การเดินทาง
จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – จอมทอง) ก่อนถึงอำเภอจอมทองเล็กน้อย มีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 (จอมทอง – ยอดดอย) จอดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกิโลเมตรที่ 9 จากนั้นเดินทางเท้าเข้าไปยังน้ำตกระยะทาง 500 เมตร
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

กลุ่มน้ำตกแม่ปาน

น้ำตกแม่ปาน ประกอบด้วยน้ำตก 7 แห่ง ได้แก่ น้ำตกแม่ปาน น้ำตกออบน้อย น้ำตกผาสำราญ น้ำตกสองพี่น้อง น้ำตกธารทอง น้ำตกแท่นพระสังข์ และน้ำตกห้วยทรายเหลือง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ซึ่ง (ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31) ไปตามถนนสายจอมทอง – ดอยอินทนนท์ ไปยังด่านตรวจที่ 2 (ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 38) แยกซ้ายไปทางอำเภอแม่แจ่ม ประมาณ 6 กิโลเมตร มีทางแยกขวาเข้าไปหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ อน.2 (แม่แจ่ม) ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติได้จัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติผาสำราญ (น้ำตกแม่ปาน – ห้วยทรายเหลือง) เป็นแส้นทางวงรอบ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,150 เมตร สามารถเริ่มเดินจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไปตามเส้นทางเข้าน้ำตกแม่ปาน จะพบเห็นน้ำตกได้ทั้ง 7 แห่ง และกลับมายังจุดเริ่มต้นบริเวณหน่วยฯ ชมน้ำตกห้วยทรายเหลือง

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 1009 (จอมทอง – ดอยอินทนนท์) ถึงกิโลเมตรที่ 38 มีทางแยกซ้ายมือตามทางหลวงหมายเลข 1192 (ดอยอินทนนท์ – แม่แจ่ม) ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร มีทางแยกขวาเข้าไปยังหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ แม่แจ่มระยะทาง 2.5 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

น้ำตกแม่สะป๊อก

เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาิติที่มีความสวยงามมีน้ำสมบูรณ์ตลอดปี เกิดจากห้วยแม่สะป๊อก น้ำตกแม่สะป๊อกมีความสูงประมาณ 2 เมตร เป็นน้ำตกที่ตกมาจากหน้าผาสูง มีน้ำไหลตลอดทั้งปีน้ำตกแม่สะป๊อกเป็ฯน้ำตกขนาดกลางมีแอ่งน้ำสามารถลงเล่นได้ นอกจากนี้แล้วนักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสกับสายน้ำที่ใสเย็นและสามารถเข้าชมผลผลิตจากโครงการหลวงแม่สะป๊อกที่ตั้งอยู่ภายในได้อีกด้วย ภายในหมู่บ้านมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติหลายแห่ง เส้นทางการเดินทางสะดวกไม่ยากเกินไป

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) เมื่อถึงอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ตรงไปประมาณ 38 กิโลเมตร จากนั้นจะมีทางแยกซ้ายเข้าบ้านแม่สะป๊อกเหนือ จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่บ้านแม่สะป๊อกเหนือไปอีก 2 กิโลเมตร จะถึงหมู่บ้านแม่สะป๊อก
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติออบขาน

น้ำตกแม่ตะไคร้

เป็นน้ำตกชั้นเดียวมีความสวยงามแปลกตา ระหว่างทางเข้าไปชมน้ำตกจะพบกับพันธุ์ไม้ป่ามากมายเช่น เห็ดป่าสีสันสวยงาม มะม่วงป่า มะไฟป่า รวมถึงดอกไม้ป่าที่สวยงามและมีกลิ่นหอมชวนหลงใหล นอกจากนี้แล้วนักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสกับสายน้ำที่ใสเย็น และสามารถแวะชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาิติหลายแห่งภายในอุทยานแห่งชาิติแม่ตะไคร้เช่น น้ำตกแม่ตั้ง อ่างเก็บน้ำแม่ตะไคร้ จุดชมทิวทัศน์ กม. 6 ดอยลังกา น้ำตกตาดเหมย เส้นทางการเดินทางสะดวกไม่ยากเกินไป

การเดินทาง
จากเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 118 (เชียงใหม่ – ดอยสะเก็ด) ผ่านอำเภอดอยสะเก็ดไปประมาณ 15 กิโลเมตร ที่ทำการอุทยานแห่งชาติจะตั้งอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 33 – 34 น้ำตกอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ประมาณ 6 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้

น้ำตกแม่วาง

เป็นน้ำตกชั้นเดียวตกลงมาจากความสูงประมาณ 20 เมตร ความกว้างของน้ำตก 10 เมตร แรกตาเห็นรู้สึกประทับใจมากๆ กับน้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า ได้บรรยากาศความเย็นของธรรมชาติรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก บรรยากาศรอบๆ ห้อมล้อมด้วยป่าไม้ที่สมบูรณ์ น้ำที่ไหลมาตามป่ากลายเป็นน้ำตกอยู่ช่วงหนึ่งกลายเป็นน้ำตกแม่วางไหลลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับสายน้ำที่ใสเย็นแล้วยังสามารถแวะชมแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งก็คือล่องแพปางช้างแม่วาง สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของที่นี่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

การเดินทาง
จากตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ใช้ถนนหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) เดินทางไปประมาณ 19 กิโลเมตร เข้าเขตชุมชน อำเภอสันป่าตอง สังเกตทางสามแยกด้านขวามือเป็นป้ายบอกทางไปอำเภอแม่วาง เป็นเส้นทางหลวงหมายเลข 1013 เดินทางเข้าไปอีกประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร สังเกตุบ้ายบอกทางอยู่ทางด้านซ้ายเลี้่ยวเข้าไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติแม่วาง

น้ำตกแม่สา

เป็นน้ำตกที่สวยงามมีน้ำไหลตลอดปีแบ่งเป็นชั้นๆ ขึ้นไปตามเชิงเขาถึง 10 ชั้น ปกคุลมด้วยต้นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณทำให้สภาพอากาศร่มรื่นเย็นสบายตลอดปี น้ำตกแม่สาเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของอำเภอแม่ริม เป็นสานที่พักผ่อนที่ได้รับความนิยมมากทั้งชาวเชียงใหม่และนัำกท่องเที่ยวต่างถิ่น สามารถจอดรถได้ในชั้นที่ 1 และ 3 ของน้ำตกและเดินทางด้วยเท้าไปยังน้ำตกชั้นต่างๆ สถานที่ในน้ำตกแม่สาจะมีจุดให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อของทั้งของกินของดื่มและของที่ระรึก ตลอดเส้นทางไปยังน้ำตกแม่สา มีสถานที่ท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ ที่สามารถท่องเที่ยวเช่นฟาร์มงูแม่สา ปางช้างแม่สาและเลยขื้นไปยังมีหมู่บ้านชาวเขาให้ได้แวะไปเยี่ยมเยียน

การเดินทาง

โดยรถยนต์ – จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่ – แม่ริม) ก็จะถึงทางแยกเข้าน้ำตกแม่สาอยู่ทางด้านซ้ายมือไปตามถนนหมายเลข 1096 (แม่ริม – สะเมิง) แยกเข้าทางซ้ายมือตรงกิโลเมตรที่ 7 เข้าเขตวนอุทยาน
โดยรถประจำทาง – สามารถนั่งรถโดยสารประจำทางสาย (เชียงใหม่ – แม่ริม) บริเวณตลาดวโรรสหรือขนส่งช้างเผือก จากนั้นลงรถที่บิรเวณสี่แยกวัดแม่ริมเพื่อต่อรถสาย (เชียงใหม่ – สะเมิง) เพื่อไปเที่ยวน้ำตกแม่สา บริเวณน้ำตกแม่สาไม่มีบ้านพักแต่มีสถานที่กางเต็นท์และมีเต็นท์ให้เช่า

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย
เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 16:00 น.
อัตราค่าเข้าชม 40 บาท (ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ)
สอบถามข้อมูล โทร. 0 5321 0246, 0 5321 0244

น้ำตกแม่ยะ

น้ำตกแม่ยะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ มีความสวยงามติดอันดับหนึ่งในสิบยอดน้ำตกของประเทศไทยเพราะน้ำซึ่งไหลลงมาจากหน้าผาที่สูงชัน 280 เมตร ลงมากระทบโขดหินเป็นชั้นๆ เหมือนม่าน แล้วลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าล่าง สามารถเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย รอบๆ บริเวณเป็นป่าเขาร่มรื่นเงียบสงบปริมาณน้ำมากมายมหาศาลของน้ำตกแม่ยะ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนนั้นเกิดจากต้นน้ำในผืนป่าสูงบนยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทย บริเวณภายในน้ำตกมีศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวตั้งอยู่ด้วย บริเวณน้ำตกสะอาดและจัดการพื้นที่ได้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม นอกจากน้ำตกแม่ยะแล้วนักท่องเที่ยวยังสามารถขึ้นไปเที่ยวชมความงดงามของน้ำตกอื่นๆ บนดอยอินทนนท์ได้อีกรวมทั้งศึกษาธรรมชาติในป่าดึกดำบรรพ์บริเวณอ่างกาหลวงซึ่งทางอุทยานฯได้จัดเส้นทางไว้ให้

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่เดินทางไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) ผ่านอำเภอหางดงและอำเภอสันป่าตองไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามเส้นทาง 1009 (จอมทอง – ดอยอินทนนท์) ไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไป 14 กิโลเมตรและเดินเท้าเข้าไปอีก 200 เมตร
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

น้ำตกหมอกฟ้า

เป็นน้ำตกชั้นเดียวที่มีขนาดไม่ใหญ่นักแต่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ไหลลงมาจากหน้าผาสูงลงแอ่งน้ำเบื้องล่างลงสู่ลำธาร น้ำจะไหลกระทบกับหน้าผาและแอ่งน้ำเบื้องล่างเสียงดังกึกก้อง ละอองน้ำกระเซ็นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณงดงามเปรียบเสมือนสายหมอกสีขาวซึ่งเป็น ที่มาของชื่อน้ำตก น้ำตกหมอกฟ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก มีบรรยากาศร่มรื่นเป็นธรรมชาติเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ในตอนเช้าจะมีแสงแดดส่องถึงลงมาสะท้อนกับสายน้ำสีขาวทำให้เกิดเป็นรุ้งประกายสวยงามมาก หน้าผาจะมีมอสเฟิร์นเกาะสีเขียวชื้นและหากมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาวใบไม้ร่วงจะให้บรรยากาศที่ดีไปอีกแบบ นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับสายน้ำที่ใสเย็นแล้ว ยังมีถ้ำหมอกฟ้าที่อาศัยของค้างคาว และเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติด้วย กิจกรรมที่สามารถทำได้ที่นี่ก็มีเล่นน้ำ ตั้งแคมป์ ศึกษาเดินดูธรรมชาติ ดูนก ในบริเวณน้ำตกมีมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ออกแบบได้กลมกลืนกับพื้นที่ มีบ้านพัก 4 หลัง และเต็นท์ให้เช่า

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่ – ฝาง) ผ่านอำเภอแม่ริม เดินทางต่อไปตามถนนสายแม่มาลัย – ปาย กิโลเมตรที่ 19 แยกซ้ายอีกประมาณ 2 กิโลเมตรจึงจะถึงน้ำตก
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพปุย
เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 16:00 น.
อัตราค่าเข้าชม 20 บาท (ราคานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ)
สอบถามข้อมูล โทร. 0 5321 0246, 0 5321 0244

น้ำตกม่อนหินไหล

น้ำตกม่อนหินไหลเป็นน้ำตกขนาดกลาง ตั้งอยู่บนดอยม่อนหินไหลซึ่งเป็นสภาพภูเขาที่สูงสลับซับซ้อนสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 – 1,700 เมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีทั้งหมด 9 ชั้น ท่ามกลางธรรมชาิติที่ยังคงความสมบูรณ์เหมาะสำหรับผู้รักการผจญภัยและชั้นที่มีความสูงมากที่สุดคือ ชั้นที่ 1 มีความสูง 104 เมตร และชั้นที่ 9 เป็นชั้น บนสุดมีความสูง 90 เมตร สามารถชมทิวทัศน์ของอำเภอพร้าวได้ชัดเจน จะมีปริมาณน้ำมากในเดือนกรกฎาคม-เดือนตุลาคม มีความสวยงามทางธรรมชาติ มีความหลากหลายทางพรรณพืชและสัตว์ป่า บรรยากาศร่มเย็นและเงียบสงบน่าท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ บรรยากาศโดยรวมนั้นเงียบสงบไม่วุ่นวายเหมือนที่อื่นๆ ถ้าโชคดีอาจเห็นนกเขนหัวขาวท้ายแดงอยู่บริเวณน้ำตก

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 1150 (เชียงดาว – พร้าว – เวียงป่าเป้า) ประมาณ กม. ที่29 – 30 มีทางแยกเข้าไป 8 กิโลเมตร น้ำตกอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 60 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา

น้ำตกมณฑาธาร

น้ำตกมณฑาธารหรือน้ำตกสันป่ายาง มีน้ำใสไหลผ่านตลอดทั้งปี เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย สูงกว่าระดับน้ำทะเล 730 เมตร มีทั้งหมด 9 ชั้น โดยมีน้ำตกไทรย้อย เป็นน้ำตกชั้นสูงสุด ที่ไหลมาจากห้วยคอกม้าไหลไปสมทบกับน้ำตกมณฑาธาร ผ่านผาเงิบ วังบัวบาน น้ำตกห้วยแก้ว ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ที่มาของน้ำตกนั้นมาจากต้นมณฑา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ดอกสีขาว ใบใหญ่ สีเขียวจัด เห็นได้ทั่วไปตามข้างทาง ลักษณะของน้ำที่ตกลงมาแยกออกเป็น 2 สายเล็กๆ แล้วไหลลงสู่แอ่ง ก่อนจะผ่านลานหินลงไปชั้นที่ 1 อยู่ห่างจากน้ำตกห้วยแก้วประมาณ 3 กิโลเมตร นอกจากจะมาเที่ยวชมน้ำตกแล้สหากสนใจจะค้างคืนที่น้ำตกมณฑาธาร ก็สามารถค้างคืนได้เพราะบริเวณน้ำตกมีบ้านพักไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ เดินทางไปตามถนนห้วยแก้ว ขึ้นไปทางวัด พระธาตุดอยสุเทพ ผ่าน มหาลัยเชียงใหม่ สวนสัตว์เชียงใหม่และอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย เดินทางอีกประมาณ 2 กิโลเมตรก็จะพบกับทงแยกเข้าน้ำตกอยู่ทางขวามือ
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย

น้ำตกศรีสังวาลย์

เป็นน้ำตกหินปูนขนาดกลางมีความกว้างประมาณ 10 – 12 เมตร มีความสูงประมาณ 20 เมตร เกิดจากขุนน้ำนาหวายไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ จำนวน 4 ชั้น ได้แก่ชั้นที่ 1 คะนึงหา ชั้นที่ 2 ช่องธารา ชั้นที่ 3 งามนที และชั้นที่ 4 ศรีสังวาลย์ ลักษณะเด่นของน้ำตกคือพ้นเป็นหินปูนจึงทำให้ไม่ลื่น แอ่งน้ำด้านหน้านำ้ตกมีน้ำใสและไม่เย็นัจัดเกินไปเหมาะสำหรับเล่นน้ำ ภายในบรรยกาศร่มรื่นเย็นสบาย ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีที่นั่งสำหรับพักผ่อนหลายจุด ภาพทั่วไปบริเวณน้ำตกล้อมรอบด้วยธรรมชาิตที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นจำนวนมากบรรยากาศร่มรื่น

เมื่อปี พ.ศ. 2410 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนฐานปฏิบัติการ มว . ตชด. บ้านนาหวาย จากนั้นพระองค์ได้เสด็จพระราชทานดำเนินไปเสวยพระกายหารที่น้ำตกบ้านหวายและพระราชทานชื่อน้ำตกแห่งนนี้ว่า “น้ำตกศรีสังวาลย์”

การเดินทาง
จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (ชียงใหม่ – ฝาง) ถึงกิโลเมตรที่ 79 เข้าทางแยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1178 (ตอนเมืองงาย – บ้านนาหวาย) ประมาณ 24 กิโลเมตร ถึงบ้านนาหวาย เลี้ยวซ้ายไปอีก 150 เมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเชียงดาว จากนั้นเดินทางเท้าอีกประมาณ 50 เมตร ก็จะถึงตัวน้ำตกศรีสังวาลย์
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติผาแดง

น้ำตกวชิรธาร

น้ำตกวชิรธารเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำไหลตกลงมาในปริมาณที่มาก เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย น้ำตกวชิรธาร เดิมชื่อน้ำตกตาดฆ้อง เกิดจากลำห้วยแม่กลาง ที่มีต้นกำเนิดอยู่บนยอดดอยอินทนนท์ น้ำตกวชิรธารเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมีหน้าผาสูง ตัวน้ำตกมี 1 ชั้น น้ำเบื้องบนไหลลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างด้วยความสูงของน้ำตกถึง 70 เมตร บริเวณโดยรอบน้ำตกวชิรธารจะมีจุดชมความสวยงามของน้ำตก และเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่ทางอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้ทำไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางมายังตัวน้ำตกได้สะดวก

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่เดินทางไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) ผ่านอำเภอหางดงและอำเภอสันป่าตองไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามเส้นทาง 1009 (จอมทอง – ดอยอินทนนท์) จากเชิงดอยอินทนนท์ขึ้นไปถึงกิโลเมตรที่ 21 จะเห็นป้ายบอกทางแยกขวาเข้าน้ำตก เดินทางต่อไปอีก 500 เมตร ถนนจะถึงที่ตัวน้ำตก
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

อำเภอดอยสะเก็ด

ดอยสะเก็ด (คำเมือง: Lanna-Doi Saket.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด และเป็นอำเภอที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจในลำดับต้นๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นเส้นทางสำคัญที่ผ่านจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังจังหวัดเชียงราย ดอยสะเก็ดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2445 ที่บ้านเชิงดอย หมู่ที่ 3 ตำบลเชิงดอย คำว่า “ดอยสะเก็ด” สันนิษฐานว่าเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ดอยเส้นเกศ” ซึ่งเป็นสถานที่เก็บเส้นพระเกศาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบริเวณใกล้กับตัวอำเภอ

คำขวัญ

“หนองบัวพระเจ้าหลวง แม่กวงเขื่อนใหญ่ ห้วยฮ่องไคร้ศูนย์ศึกษา ล้วนนานาหัตถกรรม”

 ที่ตั้ง

อำเภอดอยสะเก็ดตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดเชียงใหม่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอดอยสะเก็ดแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 14 ตำบล 112 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)
1. เชิงดอย Choeng Doi 13 11,558 4,242
7,316
(ทต. ดอยสะเก็ด)
(ทต. เชิงดอย)
2. สันปูเลย San Pu Loei 15 14,752 14,752 (ทต. สันปูเลย)
3. ลวงเหนือ Luang Nuea 10 6,104 90
6,014
(ทต. ดอยสะเก็ด)
(ทต. ลวงเหนือ)
4. ป่าป้อง Pa Pong 8 4,199 84
4,115
(ทต. ดอยสะเก็ด)
(ทต. ป่าป้อง)
5. สง่าบ้าน Sa-nga Ban 5 2,105 2,105 (ทต. สง่าบ้าน)
6. ป่าลาน Pa Lan 6 2,052 2,052 (ทต. สง่าบ้าน)
7. ตลาดขวัญ Talat Khwan 6 3,976 3,976 (ทต. ตลาดขวัญ)
8. สำราญราษฎร์ Samran Rat 8 3,458 3,458 (ทต. สำราญราษฎร์)
9. แม่คือ Mae Khue 6 5,702 5,702 (ทต. แม่คือ)
10. ตลาดใหญ่ Talat Yai 5 3,602 3,602 (ทต. ตลาดใหญ่)
11. แม่ฮ้อยเงิน Mae Hoi Ngoen 6 3,654 3,654 (ทต. แม่ฮ้อยเงิน)
12. แม่โป่ง Mae Pong 10 5,523 5,523 (ทต. แม่โป่ง)
13. ป่าเมี่ยง Pa Miang 6 3,541 3,541 (ทต. ป่าเมี่ยง)
14. เทพเสด็จ Thep Sadet 8 1,838 1,838 (อบต. เทพเสด็จ)
รวม 112 72,064 70,226 (เทศบาล)
1,838 (อบต.)

สถานที่สำคัญ

  • วัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • เขื่อนแม่กวงอุดมธารา
  • วัดสันปูเลยสะหลีเวียงแก้ว
  • หนองบัวพระเจ้าหลวง
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตดอยสะเก็ด
  • วัดพระธาตุดอยกู่ (ครูบาศรีวิชัย)

สถาบันการศึกษา

อำเภอดอยสะเก็ด มีสถาบันอุดมศึกษาตั้งอยู่ในพื้นที่ 1 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตั้งอยู่ที่ถนนเลียบคลองชลประทาน ตำบลป่าป้อง ซึ่งเริ่มเปิดทำการเรียนการสอนในปี พ.ศ. 2551 ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และยังเป็นพื้นที่ที่รองรับการขยายตัวของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสำนักงานอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

นอกจากนั้นแล้วอำเภอดอยสะเก็ด ยังมีโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำอำเภอ คือ โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ดังนี้

  • โรงเรียนบ้านเชิงดอย (ดอยสะเก็ดศึกษา)
  • โรงเรียนบ้านป่าไม้แดง
  • โรงเรียนบ้านป่าป้อง
  • โรงเรียนบ้านตลาดขี้เหล็ก
  • โรงเรียนบ้านแม่คือ

สถานที่ท่องเที่ยว

  • โป่งน้ำร้อน
  • บ้านปางแดง
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้
  • น้ำตกห้วยหม้อ
  • น้ำตกป่าสัก
  • วัดพระบาทปางแฟน
  • เขื่อนแม่กวง
  • สวนรุกขชาติดงเย็น
  • น้ำตกห้วยผาตีน
  • สวนพฤกษศาสตร์ทวีชล

อำเภอแม่แจ่ม

แม่แจ่ม (คำเมือง: Lanna-Mae Chaem.png) เป็นหนึ่งในอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่

คำขวัญ

“เที่ยวบ่อน้ำแร่ ล่องแพน้ำแจ่ม พักแรมน้ำตก ผ้าตีนจกยอดน้ำมือ”

ที่มาของชื่ออำเภอ

อำเภอแม่แจ่มหรือ “เมืองแจ๋ม” นั้นแต่เดิมเรียกกันว่า “เมืองแจม” มีเรื่องเล่าครั้งโบราณกาลว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระมหากัจจายนะได้จาริกผ่านมาทางยอดดอยอ่างกา (ดอยอินทนนท์) เช้าวันหนึ่งเมื่อพระองค์เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ มีย่าลัวะเฒ่า (หญิงชราชาวลัวะ) คนหนึ่งนำปลาปิ้งเพียงครึ่งตัวมาใส่บาตรถวาย พระบรมศาสดาทอดพระเนตรด้วยความเมตตาและความสงสัย จึงตรัสถามย่าลัวะว่า “แล้วปลาอีกครึ่งตัวล่ะอยู่ไหน” ย่าลัวะทูลตอบว่า “เก็บไว้ให้หลาน” พระองค์จึงทรงรำพึงว่า “บ้านนี้เมืองนี้มันแจมแต๊นอ” (= เมืองนี้ช่างอดอยากจริงหนอ) ซึ่งต่อมาดินแดนนี้จึงได้ชื่อว่า “เมืองแจม” คำว่า “แจม” เป็นภาษาลัวะแปลว่า มีน้อย ไม่พอเพียง หรือขาดแคลน ต่อมาเมื่อกลุ่มคนไท-ยวน (ไต) มาอยู่ จึงเรียกชื่อตามสำเนียงไท-ยวนว่า “เมืองแจ๋ม” และเพี้ยนเป็นเมืองแจ่มหรือ “แม่แจ่ม” อันเป็นนามมงคล หมายถึงให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งความแจ่มใส ลบความหมายของคำว่า “แจม”

ตำนานเมืองที่เกี่ยวข้องกับสิงห์

มีตำนานเล่าสืบกันมาว่า มีสิงห์สองตัวเป็นพี่น้องกันหากินอยู่ในป่าใหญ่ เกิดแย่งชิงอำนาจการปกครองและพื้นที่ทำกินกันเองจนเกิดข้อพิพาทกันอยู่เนือง ๆ จนพระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ได้พบเห็น จึงได้กำหนดแบ่งเขตหากินโดยใช้ลำห้วยแห่งหนึ่งเป็นเขตแสดง ลำห้วยนั้นชื่อ “ห้วยช่างเคิ่ง” (ชึ่งหมายถึงแบ่งครึ่งกัน) ครั้นพระปัจเจกเจ้าเสด็จไปที่ดอยสะกาน (ตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านกองกานกับบ้านต่อเรือ) มีราษฎรนำอาหารไปถวาย แต่เนื่องจากว่าราษฎรเหล่านั้นยากจน ข้าวปลาที่นำมาถวายมีน้อยขาดแคลน จึงได้ขนานเมืองนี้ว่า “เมืองแจม” ซึ่งแปลว่าเมืองที่มีความอดอยากขาดแคลน และเรียกลำน้ำใหญ่ว่า “น้ำแม่แจม” ต่อมาชาวบ้านขานชื่อเมืองนี้เพี้ยนไปเป็น “เมืองแจ่ม” จนกระทั่งทุกวันนี้

ประวัติ

อำเภอแม่แจ่มเป็นดินแดนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ มีหมู่บ้านอยู่ตามที่ราบและกระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขาใหญ่น้อยที่ล้อมรอบเรียงรายอยู่ มองจากที่สูงลงมาจะเหมือนแอ่งกระทะ มีลำน้ำไหลผ่าน ท่ามกลางมวลพฤกษชาตินานาพันธุ์ที่ปรากฏอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ดินแดนแห่งนี้เดิมเป็นที่อาศัยของชนชาติลัวะ (ละว้า) ซึ่งครอบครองดินแดนแถบนี้ตลอดจนถึงบางส่วนของอาณาจักรล้านนาในอดีต ชนเผ่าลัวะมีความเจริญไม่แพ้พวกขอม-มอญ ซึ่งเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้ร่วมกัน เพียงแต่แยกการปกครองออกเป็นหมู่เหล่า เป็นอิสระไม่ขึ้นตรงต่อพวกใด ชนใดมีความเข้มแข็งก็ตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองขึ้นปกครองกันเอง มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และได้สร้างวัฒนธรรมของตนจนรุ่งเรือง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม จิตรกรรมฝาผนัง เครื่องปั้นดินเผา อาจจะเป็นเพราะในอดีตเมืองแจ๋มเป็นเส้นทางการค้าขายระหว่าง พม่า ไทย จีน และอินเดียก็เป็นได้ เพราะสินค้าของทุกประเทศตกทอดมาสู่รุ่นลูกหลานซึ่งได้รับจากบรรพบุรุษที่อยู่ในสมัยนั้นด้วย ต่อมาเมื่อมีกลุ่มคนไท-ยวน (ไต) เข้ามามากเข้า อำนาจของลัวะจึงหมดไป แต่ลัวะเริ่มเรืองอำนาจขึ้นมาใหม่อีกครั้งในยุคสมัยของพญามังรายซึ่งถือว่าเป็นเชื้อสายลัวะเหมือนกัน

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น คิชฌกูฏ ในวิหารของวัดยางหลวง พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน พระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ศิลปะตระกูลช่างเชียงแสนและตระกูลช่างสุโขทัยซึ่งมีอายุเกิน 500 ปีขึ้นไป ดังนั้น เมืองแจ๋มก็น่าจะตั้งมาไม่ต่ำว่า 500 ปี ราว ๆ ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 1800) สิงหนวัติกุมารได้พากลุ่มคนไท-ยวนอพยพมาจากยูนนานทางตอนใต้ของจีน ยึดอำนาจจากลัวะในสมัยปู่จ้าวลาวจก (ลวจักราช) บรรพบุรุษของพญามังราย แล้วสร้างเมืองใหม่ในพื้นที่ที่มีชนพื้นเมืองลัวะอาศัยอยู่ก่อน แต่อาศัยการวางตนเป็นผู้ที่มีวัฒนธรรมสูงกว่าลัวะ ต่อมาเมื่อกลุ่มคนไทเสื่อมอำนาจลง ปู่จ้าวลาวจกจึงสถาปนาตนเองเป็นปฐมกษัตริย์ กลุ่มคนไทจึงกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งตามประวัติของเมืองแจ๋มที่กล่าวไว้ว่าเริ่มมีคนไทเข้ามา ก็คงจะในสมัยของสิงหนวัติกุมารนั่นเอง เพราะประวัติของเมืองแจ๋มก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิงห์อยู่เหมือนกัน แล้วถ้าเราลองมานับปีกันแล้ว ปีนี้ พ.ศ. 2545-1800 จะได้ประมาณ 745 ปี ซึ่งก็ใกล้เคียงกับอายุของหลักฐานที่อยู่ตามวัดต่าง ๆ เช่น คิชฌกูฏ

ต่อมามีคนไทยพื้นที่ราบทั้งจากอำเภอจอมทองและอำเภอสันป่าตองเข้ามาหากินและตั้งถิ่นฐานอยู่ตามที่ราบลุ่มน้ำแม่แจ่ม และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2451 ตั้งชื่อว่า อำเภอเมืองแจ่ม และเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอช่างเคิ่ง ในปี พ.ศ. 2460(ปัจจุบันช่างเคิ่งเป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม) ตั้งที่ว่าการอำเภอที่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลท่าผา มีนายชื่นดำรงตำแหน่งนายอำเภอ แต่ขณะนั้นราษฎรอดอยากขาดแคลนและไม่นิยมการปกครองที่มีการเก็บภาษีอากร ในที่สุดจึงมีราษฎรกลุ่มหนึ่งเข้าปล้นที่ว่าการอำเภอและทำร้ายนายอำเภอจนเสียชีวิต ทางราชการจึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปอาศัยที่วัดช่างเคิ่งเพื่อความปลอดภัย มีนายสนิทเป็นนายอำเภอจนกระทั่งปี พ.ศ. 2481 ทางราชการได้ลดฐานะลงเป็นกิ่งอำเภอ และตั้งชื่อว่า กิ่งอำเภอแม่แจ่ม ขึ้นกับอำเภอจอมทอง และเมื่อปี พ.ศ. 2499 ได้รับการยกฐานะเป็น อำเภอแม่แจ่ม และ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2552 ได้มีการแบ่งพื้นที่ของตำบลแจ่มหลวง ตำบลบ้านจันทร์ และ ตำบลแม่แดด ออกไปจัดตั้ง อำเภอกัลยาณิวัฒนา จึงทำให้อำเภอแม่แจ่ม มี 7 ตำบล จนถึงปัจจุบัน

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอแม่แจ่มตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอแม่แจ่มแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล 104 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[5]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[5]
1. ช่างเคิ่ง Chang Khoeng 19 10,789 2,691
8,098
(ทต. แม่แจ่ม)
(อบต. ช่างเคิ่ง)
2. ท่าผา Tha Pha 10 4,924 4,924 (ทต. ท่าผา)
3. บ้านทับ Ban Thap 13 6,389 6,389 (อบต. บ้านทับ)
4. แม่ศึก Mae Suek 17 12,598 12,598 (อบต. แม่ศึก)
5. แม่นาจร Mae Na Chon 19 10,954 10,954 (อบต. แม่นาจร)
6. ปางหินฝน Pang Hin Fon 14 7,192 7,192 (อบต. ปางหินฝน)
7. กองแขก Khong Khaek 12 6,669 6,669 (อบต. กองแขก)
รวม 104 59,515 7,615 (เทศบาล)
51,900 (อบต.)

สถานที่ท่องเที่ยวแม่แจ่ม

  • วัดกองกาน

อยู่ห่างจากวัดพุทธเอ้นประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดสำคัญของชาวแม่แจ่ม เนื่องจากภายในวิหารมีพระเจ้าตนหลวงซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแม่แจ่ม ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ชาวแม่แจ่มจะไปสรงน้ำองค์พระกันทุกปี พระเจ้าตนหลวงนี้ เป็นแบบล้านนา และมีขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอแม่แจ่ม ตัววิหารเป็นไม้ และหลังคามุงแป้นเกล็ดแบบโบราณ

  • วัดกองแขก

ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่ม ประมาณ 7 กิโลเมตร บนถนนสายฮอด-เม่แจ่ม ชุมชนบ้านกองแขกนับเป็นชุมชนเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของแม่แจ่มซึ่งเป็นที่รวม ของกลุ่มชาวบ้านที่อพยพมาจากที่ต่างๆ เช่น ชาวแม่พริกจังหวัดลำปาง ชาวเชียงแสน จากเชียงราย ชาวน่าน เชียงคำ เป็นต้น เมื่อมีชุมชนเกิดขึ้น การก่อสร้างวัด และศาสนสถานก็เกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะวิหารวัดกองแขกที่เก่าแก่ไม่น้อยกว่าร้อยปี เป็นฝีมือช่างชาวลำปางที่อพยพ มาอยู่ด้วยกัน และที่สำคัญคือภาพจิตรกรรมฝาผนังคอสองของวิหารนั้น มีความแปลกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวแม่แจ่มก็ว่าได้ เพราะภาพแต่ละภาพนั้นจิตรกรได้ใส่อารมณ์ตวัดปลายภู่กันอย่างเฉียบคมยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปพุทธประวัติ รูปเทวดาฟ้อนรำ และรูปชาดกต่างๆ

  • วัดป่าแดด

ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าผา สิ่งที่น่าสนใจ คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหาร ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ วาดโดยช่างแต้มชาวไทยใหญ่ เป็นเรื่องพุทธประวัติ และชาดกต่างๆ วิหารหลังนี้สร้างขึ้น พร้อมกับการสร้างวัด เมื่อ ประมาณปี พ.ศ. 2400

  • วัดพุทธเอ้น

ตั้งอยู่ที่ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม ตามประวัติกล่าวว่า วัดพุทธเอ้นก่อสร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว มีโบราณสถานซึ่งขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรแล้วคือ “โบสถ์น้ำ” ลักษณะคือสร้างในสระสี่เหลี่ยมโดยปักเสาลงในน้ำล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง บริเวณรอบโบสถ์จนถึงกำแพง เรียกว่า “อุทกสีมา” มีความหมายเหมือนกับ “ขันทสีมา” ของโบสถ์บนบก โบสถ์น้ำนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรแล้ว คติการบวชในโบสถ์กลางน้ำนั้นถือว่าเป็นการบวชพระภิกษุสงฆ์ที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด ได้รับอิทธิพลมาจากฝ่ายลังกา ปัจจุบันการบวชกลางน้ำนี้ได้ยกเลิกไปหมดแล้ว บริเวณด้านหลังโบสถ์น้ำมีวิหารเก่าแก่ ซึ่งภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสกุลไทยใหญ่ ปัจจุบันหลงเหลือเพียงภาพเดียว เหนือประตูทางเข้าด้านหลัง

  • วัดยางหลวง

ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าผา เส้นทางเดียวกับวัดป่าแดด ไม่ไกลกันมาก ชาวกะเหรี่ยง หรือ “ยาง” เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นมา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 24 สิ่งที่น่าสนใจ คือ กู่ปราสาท หรือ กิจกูฏ ซึ่งตั้งอยู่หลังพระประธานในวิหาร คนโบราณถือว่าเป็นประตูไปสู่สวรรค์ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของกิจกูฏเป็นแบบพุกามจากพม่า ผสมกับล้านนาสกุลช่างเชียงแสน

  • สถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวง

พืชพันธุ์ที่นำมาวิจัยที่นี่ต่างมีฤดูกาลติดดอก และพักตัวผลัดเปลี่ยนกันตลอดทั้งปี ไม่ว่าวันหยุดพักผ่อนจะเป็นช่วงเดือนไหน เมื่อมาที่นี่เป็นไม่เสียเที่ยว เพราะถึงจะพลาดชมความงามของดอกซากุระ นักท่องเที่ยวก็จะได้ชิมสตรอเบอรี่ปลอดสารพิษสดจากไร่แทน หรือ ถ้ามาไม่ทันช่วงท้อติดผล ก็จะได้เห็นความงามของดอกสาลี่สีขาว และไม้ดอกเมืองหนาวนานาพันธุ์พร้อมกับนั่งจิบชาทอดอารมณ์ ชมวิวบนยอดดอย ยิ่งบนดอยสูงอย่างที่แม่จอนหลวงนี้มีการปรับแต่งพื้นที่แบบขั้นบันได ช่วยขยายมุมมองทัศนียภาพโดยรอบได้กว้างยิ่งขึ้น

  • สวนป่าแม่แจ่ม

เป็นสวนป่าอีกแห่งหนึ่งขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2516 มีเนื้อที่ประมาณ 6,932 ไร่ ปัจจุบันสวนป่าแม่แจ่มได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีลำน้ำแม่แจ่มที่ไหลผ่านในเขตสวนป่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการล่องแพ, ปั่นจักรยานเสือภูเขา หรือทำกิจกรรมอื่นๆ สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และทางสวนป่าได้จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับผู้มาเยือน อย่างครบครัน มีแคมป์ไฟ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลและอำนวยความสะดวกในยามค่ำคืน นอกจากนี้ทางสวนป่าแม่แจ่มยังสามารถที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ กับนักเรียน หรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการหาความรู้ และยังสามารถจัดประชุม หรือสัมมนาของภาครัฐและเอกชนได้อีกด้วย

  • หมู่บ้านทอผ้าซิ่นตีนจก

อยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่มไปประมาณ 3 กิโลเมตร ตำบลท่าผา เป็นตำบลที่ชาวบ้านนิยมทอผ้าซิ่นตีนจกกันมาก ซึ่งทำกันถึง 150 ครอบครัว และแต่ละบ้านจะมีเครื่องทออยู่ใต้ถุนบ้าน ขณะนี้ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองชนิดนี้ กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูง เพราะมีความสวยสดงดงามและลวดลายที่ออกมามีเอกลักษ์เฉพาะราคาย่อมเยา เหมาะที่จะซื้อไว้เป็นที่ระลึก

อำเภอเชียงดาว

เชียงดาว (คำเมือง: Lanna-Chiang Dao.png) เป็นหนึ่งในอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอต้นกำเนิดของแม่น้ำปิง อำเภอเชียงดาวมีอายุในการจัดตั้งเป็นอำเภอครบ 100 ปี ในปี พ.ศ. 2553

คำขวัญ

“เชียงดาวชายแดน ถ้ำสวยดอยสูง พระสถูปเมืองงาย กำเนิดสายแม่ปิง”

 ประวัติความเป็นมา

ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าบ้านเชียงดาวกำเนิดขึ้นในยุคสมัยใด แต่พงศาวดารโยนกได้อ้างถึงเมืองเชียงดาวนี้ 3 ครั้ง คือ

  • เมื่อประมาณ 600 ปีก่อน พระยาเม็งรายมหาวีรกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาไทย เสวยราชสมบัติในนครเชียงใหม่ ได้ยกเมืองเชียงดาวให้เป็นบำเหน็จความชอบในราชการสงครามแก่เจ้าไชยสงคราม ราชโอรสองค์ที่ 2
  • สมัยที่พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่ายกกองทัพเข้ามา ในปี พ.ศ. 2109
  • เมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงตั้งทัพที่บ้านเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่เพื่อเดินทัพเข้าตีเมืองอังวะ

จากหลักฐานต่างๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า เมืองเชียงดาวเป็นเมืองเก่าแก่โบราณ และในช่วงเวลานับเป็นร้อยปีของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมืองเชียงดาวคงประสบภัยสงครามทำให้เมืองร้างไปหลายครั้ง และก่อตั้งขึ้นมาใหม่อีกหลายครั้งเช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองอื่นๆ

ประวัติของอำเภอเชียงดาว หรือเมืองเชียงดาว ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนในประวัติศาสตร์ว่าสร้างมาในยุคใด สมัยใด มีเพียงตามที่ได้กล่าวพาดพิงไว้ในพงศาวดารโยนก ว่าเป็นเมืองที่พระเจ้าเม็งรายมหาวีรกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาไทย ซึ่งเสวยราชสมบัติในนครเชียงใหม่ ได้ยกเมืองเชียงดาวให้เป็นบำเหน็จความชอบในราชการสงครามแก่เจ้าไชยสงคราม ราชโอรสองค์ที่ 2 เมื่อประมาณ 600 ปีเศษมาแล้วว่า พระเจ้าเม็งรายทราบข่าวจากคนสอดแนมที่สอดแนมเมืองหริภุญชัยว่า พญาเบิกยกทัพจากเขลางค์นครเพื่อตีเมืองหริภุญชัย และเมืองกุมกาม พระเจ้าเม็งรายจึงรับสั่งให้มีการสมโภชพระราชโอรส 7 วัน และสถาปนาเป็นเจ้าไชยสงคราม พระราชทานเครื่องอุปโภค บริโภค อย่างมหาอุปราชให้ไปครองเมืองเชียงราย และยกเมืองเชียงดาวให้เป็นบำเหน็จอีกเมืองหนึ่ง และ “ เจ้าไชยสงครามกับขุนเมืองทั้งหลายต่างทูลเจ้าพระยาเม็งรายกลับคืนไปรักษาเมืองแห่งตน ครั้นเจ้าไชยสงครามกลับไปถึงเมืองเชียงรายแล้ว จึงแต่งขุนช่างทั้งหลายมาแผ้วถางเมืองเชียงดาว สร้างคุ้มวังที่ประทับพร้อมด้วย โรงพล โรงช้าง โรงม้า ฉางข้าว ฉางเหลือบริบูรณ์ทุกอัน ครั้งรุ่งปีก็เสด็จมาประทับอยู่เมืองเชียงดาว ตั้งแต่เดือนห้าจนถึงเดือนแปด จึงกลับไปเมืองเชียงรายเสมอทุกปี ยามเองเจ้าไชยสงครามมาพักในเมืองเชียงดาวคราวใด ก็เสด็จไปเฝ้าพระราชบิดายังนครพิงค์เชียงใหม่ ปีละครั้งทุกปี ”
ในระยะตั้งแต่เดือน 9 ถึงเดือน 4 เจ้าไชยสงครามไปพักอยู่เมืองเชียงราย ทางเมืองเชียงดาว ก็ได้มอบให้ภรรยาคนหนึ่งอยู่ควบคุมดูแลแทน ซึ่งในเวลาต่อมา ภรรยาผู้นี้ของพระเจ้าไชยสงครามได้มีเรื่องกับขุนเครื่องราชโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้าพระยาเม็งราย เจ้าพระยา เม็งรายจึงเนรเทศไปไว้ที่แคว้นไทยใหญ่ ส่วนทางด้านพวกชาวไทยใหญ่ก็สร้างเมืองถวายประทับเรียกว่า “เมืองนาย”
พงศาวดารกล่าวถึง เมืองเชียงดาวอีกว่า ในสมัยพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่ายกกองทัพเข้ามาตั้งอยู่ใน เชียงดาว รอพบทูตจากพระเจ้ามกุฎกษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ ที่ส่งไปเจรจาความเมืองกัน ซึ่งผลสุดท้ายพม่าก็เข้าปกครองอาณาจักรล้านนาไทย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2109 และจากนั้นก็กล่าวถึงเมืองเชียงดาวอีกในคราวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้กรีฑาทัพมาชุมนุมพลที่เมืองเชียงใหม่แล้วเดินทัพจากเมืองเชียงใหม่เข้าตีเมืองอังวะ ก่อนออกจากราชอาณาเขตได้ทรงยั้งทัพที่บ้านเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแบ่งทัพออกเป็น 2 ทัพ คือ ทัพหลวงทรงคุมพลด้วยองค์เอง ออกไปตั้งที่เมืองหางแล้วทรงเสด็จสวรรคตที่เมืองหาง อีกทัพทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถคุมทัพไปทางเมืองฝางเข้าสู่เขตไทยใหญ่
ในพงศาวดารกล่าวถึงเมืองเชียงดาวเป็นครั้งราวแต่ระยะเวลาห่างกันมาก ในช่วงระยะเวลาที่ห่างกันมาก ๆ นี้ทำให้เราไม่สามารถทราบได้ว่ามีใครมาเป็นเจ้าเมืองเชียงดาวบ้างต่อจากเจ้าไชยสงคราม แต่ในตำนานถ้ำหลวงเชียงดาวกล่าวว่า ผู้ครองเมืองเชียงดาวมีนามว่า อนันทราชา เป็นผู้มีความเคารพเลื่อมใสถ้ำหลวงอันศักดิ์สิทธิ์เป็นคนแรก แต่ไม่ได้ก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์ใด ๆ ไว้จึงทำให้ไม่มีหลักฐานว่า อนันทราชาผู้นี้ครองเมืองเชียงดาว ในปี พ.ศ. ใด

จากเรื่องราวที่พอจะสืบค้นได้นี้เราพอสรุปได้ว่า เมืองเชียงดาวเป็นเมืองเก่าแก่โบราณเมืองหนึ่ง มีอายุอย่างน้อยที่สุด ประมาณ 706 ปี นับถึง พ.ศ. 2546 นี้ และในช่วงเวลาดังกล่าวนับร้อย ๆ ปีนี้ เมืองเชียงดาวก็คงประสบภัยสงคราม ทำให้เป็นเมืองร้างไปหลายครั้งและอาจก่อตั้งขึ้นมาอีกเป็นหลายครั้ง เหมือนกับเมืองเชียงใหม่ และหัวเมืองอื่น ๆ จนกระทั่งประมาณ 100 ปี มานี้เอง ซึ่งตรงกับราชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสมัยนั้นเป็นสมัยปฏิรูปการปกครองหัวเมืองทั้งฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ โดยทรงจัดให้มีการปกครองในหัวเมืองรอบนอกแบบมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งประมาณ พ.ศ. 2442 – 2476 ส่วนกลางมีแบบการปกครองตามอย่างอารยะประเทศ คือตั้งเป็นกระทรวงกลาโหม โดยเลิกล้มสมุหนายก สมุหกลาโหมเสีย หัวเมืองรอบนอกหลาย ๆ เมืองจัดตั้งเป็นมณฑล เมืองเชียงใหม่อยู่ในมณฑลพายัพ แต่ตำแหน่งเข้าเมืองโดยสืบตระกูลกันมา แต่เจ้าผู้ครองนครแต่เดิมนั้นยังมีอยู่ แต่ถูกลดอำนาจบทบาทการปกครองไป โดยทางรัฐบาลกลางส่งข้าหลวงประจำเมืองมาดูแลปกครอง มีข้าราชการตำแหน่งต่าง ๆ มาเป็นผู้ช่วยข้าหลวง ซึ่งเรียกว่า คณะกรรมการการเมืองและได้รับพระราชทานเงินเดือนจากป่าไม้ การค้าขายก็งดไป แต่มีการเก็บภาษีส่งกระทรวงที่กรุงเทพฯ และรัฐบาลก็จัดให้มีเงินเดือน เช่น ข้าราชการแทน “ ครั้นต่อมาจนสมัยรัชกาลที่ 7 ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 เป็นต้นมาตำแหน่งเจ้าเมืองใดว่างลงก็ไม่ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งอีกเจ้าเมืองใดยังมีชีวิตอยู่ก็โปรดพระราชทานเงินเดือนเลี้ยงชีพต่อไป ”

ครั้นหลัง ปี พ.ศ. 2475 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปการปกครอง หัวเมืองขึ้นโดยมีเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย การจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลก็เลิกไป แต่จัดให้มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคแบ่งเป็น จังหวัด อำเภอ ตำแหน่งผู้ปกครองอำเภอแต่เดิมเป็นตำแหน่งนายแขวง ก็เปลี่ยนมาเป็นตำแหน่งนายอำเภอ เมืองเชียงดาวอยู่ในมณฑลพายัพนายแขวงของอำเภอเชียงดาวซึ่งเป็นนายอำเภอคนแรกในปี พ.ศ. 2452 ก็คือ เจ้าราชบุตร ณ เชียงใหม่ (คือบุตรคนโตของเจ้าเมืองเชียงดาวคนก่อน ไม่ใช่เจ้าราชบุตรเมืองเชียงใหม่)ในสมัยที่เมืองต่าง ๆ มีเจ้าเมืองปกครอง บุตรชายคนโตมักได้ตำแหน่งเจ้าราชบุตร นอกนั้นจะมีตำแหน่งเจ้าราชวงศ์ , เจ้าราชสัมพันธ์ , เจ้าภาคิไนย ถ้าเป็นเมืองใหญ่ อันเป็นราชธานีของอาณาจักร ซึ่งพระยามหากษัตริย์ปกครองนั้น ผู้จะสืบต่อราชสมบัติมักจะได้เป็นเจ้าอุปราช

เมืองเชียงดาวตั้งอยู่ที่ใด ยังไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่า บริเวณเมืองเก่าเชียงดาวตั้งอยู่ที่ใด เพราะไม่มีใครสนใจศึกษาค้นคว้ามาก่อนทั้งนี้เพราะเมืองเชียงดาวเป็นหัวเมืองเล็กขึ้นต่อเมืองเชียงใหม่ ไม่ใช่เป็นเมืองราชธานีแห่งแคว้นอย่างไรก็ตาม มีซากเมืองเก่าอยู่แห่งหนึ่งในท้องที่ตำบลเชียงดาวปัจจุบัน นั่นคือ บริเวณที่เรียกว่า คือสองชั้น (คูสองชั้น) อยู่ทางทิศตะวันตกของถนนโชตนา สายฝาง-เชียงใหม่ ติดกับหมู่บ้านดงเทวีปัจจุบันนี้ พื้นที่ซากเวียงเก่านี้ ชาวบ้านก่อน ๆ เรียกกันว่า เวียงฮ่อ ความจริงแล้วในอาณาจักรคนไทยย่อมไม่มีชนชาติอื่นใดมาตั้งบ้านเมืองเป็นอิสระเอกเทศได้ และอีกประการหนึ่ง เวียงเก่าที่ เรียกว่า เวียงฮ่อ มีอยู่หลายที่เช่นที่อำเภอแม่อาย และในท้องที่จังหวัดเชียงราย และถ้าชื่อเวียงฮ่อ นี้เป็นชื่อที่ถูกต้อง ก็ต้องเป็นชื่อเรียกตามเหตุการณ์เกิดสงคราม เช่นเดียวกับคำว่า เวียงสุทโธ ในท้องที่อำเภอฝาง คือ ค่ายพักทหารพม่า คราวพระเจ้าสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่ายกทัพมาตีเมืองฝาง และเมืองเชียงใหม่ประมาณปี พ.ศ. 2175 เนินที่ตั้งหน่วยงานทัพพม่านั้นผู้คนเลยเรียก เวียงสุทโธ มาจนทุกวันนี้ ความจริงแล้วไม่มีลักษณะเป็นซากเวียงเก่าเลย ไม่มีคูเหมือนกับซากเวียงเก่า หมู่บ้านดงเทวีเลย ตรงกันข้ามซากเวียงเก่าหมู่บ้านดงเทวีนี้ เป็นลักษณะของตัวเวียงหรือเมืองเก่าจริง ๆ เพราะมีคูเมืองแบบเมืองเชียงใหม่ ดังนั้น ตรงบริเวณนี้น่าจะเป็นเมืองเชียงดาวเก่ามากกว่า
ที่หมู่บ้านดงเทวี มีวัดร้างที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ที่ชื่อ “ วัดใจ(ดงเทวี) ” เป็นวัดเก่าแก่โบราณก้อนอิฐที่ใช้ก่อกำแพงวัดโต และหนามากแข็งแกร่งกว่าอิฐดินเผาในปัจจุบัน ซากเจดีย์มีลักษณะเป็นพูนดินทรงกลม โดยเฉพาะปล้องไฉนยอดเจดีย์ที่หักลงมามีลวดลายปูนปั้นพอเห็นได้เป็นกลีบบัว มีลักษณะคล้ายเจดีย์ร้างหลายแห่งที่มีอายุประมาณ 600 – 700 ปี แต่วัดร้างนี้อยู่นอกคูเมืองออกมา

เหตุใดผู้บูรณปฏิสังขรจึงให้ชื่อ “ วัดใจ (ดงเทวี) ” เข้าใจว่าท่านผู้นี้ต้องมีความรู้ในเรื่องเมืองเชียงดาวเก่าพอสมควร ถ้าหากว่าเป็นการตั้งชื่อโดยอาศัยชื่อพระยาไชยสงครามผู้มาปกครองเมืองเชียงดาว ดังกล่าวแล้ว ก็น่าจะเขียน “ วัดไชย ” ไม่ใช่ “ วัดใจ ” จึงจะถูกต้องและเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระยาไชยสงคราม หรือมิฉะนั้นอาจด้วยเหตุผลอันที่ถูกต้องกว่าการสันนิษฐานนี้

ลักษณะเวียงสองชั้น(คูน้ำสองชั้น) แห่งนี้มีลักษณะพื้นที่ราบกว้างขวางประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร ถ้าเรายืนอยู่ในเวียงเก่านี้จะมองเห็นดอยหลวงสูงเด่นตระหง่านชัดเจน ด้านหลังเวียงถ้ามองด้านตะวันออกจะเห็นพื้นที่ลาดเอียงลงไปกว้างขวาง และวัดเก่าที่เรียวกว่าวัดใจ(ดงเทวี) ที่ตั้งอยู่นอกเมือง มีกำแพงเมืองลักษณะคันดินพูนขึ้นสูงเป็นสองชั้นรอบตัวเมือง โดยคันดินที่เป็นกำแพงชั้นในสูงกว่าชั้นนอก คูระหว่างกำแพงลึกกว่าคูที่ตั้งอยู่หน้ากำแพง มูลดินชั้นนอก แต่เท่าที่ได้ไปเดินดูโดยไม่ละเอียดนักเป็นกำแพงมูลดินสูงขึ้น ไม่มีซากอิฐผสม จึงเป็นลักษณะตัวเมืองเก่าแก่โบราณที่เป็นเมืองเล็กไม่ใช่เมืองใหญ่ตัวเมืองลักษณะสี่เหลี่ยม แต่แปลกที่ไม่มีประตูเมืองทางคนเดิน เข้าออกตัวเมืองเก่า ในปัจจุบันนี้เป็นทางที่ชาวบ้านเข้าไปบุกเบิกทำไร่ ทำสวน โดยขุดเจาะกำแพงดินเข้าไปเองในไม่กี่ปีนี้ อย่างไรก็ตามกำแพงดินสองชั้นนี้ มีที่เจ้าออกตรงมุมเมือง และมีลักษณะเป็นกำแพงดินยื่นทำเป็นปีกกาขยายออกมา

จากการได้พบเศษวัตถุโบราณ เช่น พระเครื่องดินเผา มีลักษณะเนื้อดินหยาบแกร่ง ไม่ละเอียดเหมือนสกุลลำพูน แต่ลักษณะหยาบแกร่งคล้ายพระกรุวัดดอยคำเชียงใหม่ จากการพบเห็นแจกันและคนโทดินเผาเนื้อดินเคลือบหยาบ พออนุมานได้ว่าเป็นยุคเชียงใหม่ โดยเฉพาะพระพุทธรูปที่พบที่บ้านโป่งอาง เป็นศิลปเชียงใหม่ ศิลปสุโขทัย จึงทำให้มั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดเมืองเก่าต่าง ๆ ในอำเภอเชียงดาวต้องเป็นเมืองสร้างขึ้นในสมัย 600 – 700 ปี เพราะสมัยนั้นพระเจ้าเม็งรายตีหัวเมืองต่าง ๆ ในพม่า และไทยใหญ่ มาเป็นเมืองขึ้นมากมายหลายเมือง เข้าใจว่าพระองค์คงจะสร้างเมืองต่าง ๆ ตามชายแดนแคว้นลานนาไว้เพื่อป้องกันข้าศึกต่างชาติมากกว่า และอีกประการหนึ่งเป็นการสร้างแปงเมืองให้ผู้คนขยับขยายกันเข้าอยู่อาศัยให้เป็นอาณาจักรใหญ่ขึ้น ซึ่งพงศาวดารกล่าวถึงเมืองคองและเมืองเชียงดาวไว้ในสมัยพระเจ้าแสนภู พระราชโอรสเจ้าพระยาไชยสงครามว่า เมืองคองขึ่นกับแคว้นเมือง เชียงแสน ซึ่งในขณะนั้นเมืองเล็กเมืองน้อยขึ้นกับเมืองเชียงแสนถึง 65 หัวเมือง รวมทั้งเมืองเชียงดาวด้วย

ที่ตั้งของเวียงเก่าที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คูสองชั้น เป็นตัวเวียงตั้งบนที่ราบ และสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ๆ เมื่อยืนอยู่ในตัวเวียงเก่านี้ สามารถมองเห็นที่ราบลุ่มโดยรอบได้ถนัด เป็นชัยภูมิที่ดีมากในการตั้งเมืองทางด้านหน้าห่างจากกำแพงเมืองภายในออกไปประมาณ 1 กม. จะมีวัดเก่าสร้างไว้กว้างขวางมาก ได้ไปเดินดูแนวกำแพงวัดยาวเหยียด บริเวณวัดกินเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ สอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นได้ความว่าเป็นวัดร้างเก่าแก่ และกว้างขวางมาก ก่อน ๆ มาไม่มีใครกล้าทำอะไร เช่น ทำไร่ ทำสวน แต่เดี๋ยวนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นสำนักปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฎฐานฝ่ายธรรมยุตินิกาย บริเวณในตัวเวียงเก่า มีผู้คนจับจองทำไร่ทำสวนกันหมดแล้ว กำแพงถูกเจาะขุดเอาดินไปขายหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม น่าจะรักษาแนวกำแพงไว้ให้ดีเพื่อเป็นหลักฐาน ที่จะศึกษาค้นคว้าและเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ต่อไป

– ที่มา เบิกฟ้าเชียงดาว โดยสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงดาว. 2544

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเชียงดาวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ภูมิประเทศปกคลุมไปด้วยภูเขาสูง มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

การแบ่งเขตการปกครอง

 การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเชียงดาวแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล 83 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากร (พ.ศ. 2559) ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)
1. เชียงดาว Chiang Dao 16 15,567 4,201
11,366
(ทต. เชียงดาว)
(อบต. เชียงดาว)
2. เมืองนะ Mae Na 14 34,055 34,055 (ทต. เมืองนะ)
3. เมืองงาย Mueang Ngai 11 6,301 3,923
2,378
(ทต. เมืองงาย)
(ทต. พระธาตุปู่ก่ำ)
4. แม่นะ Mae Na 13 9,857 9,857 (ทต. แม่นะ)
5. เมืองคอง Mueang Khong 6 3,950 3,950 (อบต. เมืองคอง)
6. ปิงโค้ง Ping Khong 16 12,512 12,512 (ทต. ปิงโค้ง)
7. ทุ่งข้าวพวง Thung Khao Phuang 7 9,587 9,587 (ทต. ทุ่งข้าวพวง)
รวม 83 91,829 76,513 (เทศบาล)
15,316 (อบต.)

แหล่งท่องเที่ยว

  • ดอยหลวงเชียงดาว
  • น้ำตกศรีสังวาลย์
  • พระสถูปเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชานุสรณ์

 

อำเภอจอมทอง

อำเภอจอมทอง (คำเมือง: Lanna-Chom Thong.png) เป็นอำเภอขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 112 ปี มีศักยภาพในการพัฒนาสูง มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์สวยงาม มีประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม จึงทำให้อำเภอจอมทองเป็นอำเภอที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเกือบ 2 ล้านคน ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญเมืองหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคือ ดอยอินทนนท์
อำเภอจอมทองเป็นอำเภอที่มีศักยภาพในการพัฒนาสูง มีภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยในการรองรับรับความเจริญจากจังหวัดเชียงใหม่ สามารถเดินทางติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงได้สะดวก เริ่มมีการขยายตัวทางการศึกษา การก่อสร้างห้างค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจด้านสินเชื่อ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต หอพักและบ้านจัดสรรขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2551 เป็นต้นมา ปัจจุบันจึงเป็นศูนย์กลางความเจริญทางตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ทางตอนใต้ของจังหวัดลำพูนและทางตอนใต้ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในด้านการศึกษา มีวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยของรัฐ 3 แห่ง วิทยาลัยการอาชีพ 1 แห่ง มีโรงเรียนมัธยมศึกษา และโรงเรียนประถมศึกษาที่มีชื่อเสียง และใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ตอนใต้ ในด้านการสาธารณสุข มีโรงพยาบาลจอมทอง โรงพยาบาลที่กำลังพัฒนาเทียบเท่าโรงพยาบาลระดับจังหวัด รองรับการรักษาผู้ป่วยในเขตพื้นที่อำเภอจอมทองและอำเภอใกล้เคียง ด้านการท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชื่อเสียง ได้แก่ ยอดดอยอินทนนท์ และน้ำตกในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พิพิธภัณฑ์ผ้าป้าแสงดาที่บ้านไร่ไผ่งาม แหล่งผ้าฝ้ายทอมือในเขตตำบลสบเตี๊ยะ อุทยานแห่งชาติออบหลวง รวมถึงประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ในช่วงสงกรานต์ เป็นต้น

คำขวัญ

“อินทนนท์สูงเด่น ร่มเย็นองค์พระธาตุ น้ำตกสวยสะอาด เชิดชูศาสน์แห่ไม้ค้ำโพธิ์”

ประวัติ

อำเภอจอมทอง มีประวัติความเป็นมาสืบเนื่องเกี่ยวกับตำนานวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นเนินเขาเล็กๆ คล้ายจอมปลวกหรือหลังเต่า มีป่าไม้ทองกวาวและทองหลางอยู่บนเนิน จึงเรียกวา “ดอยจอมทอง”ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จมาที่ดอยแห่งนี้ และอัญเชิญพระทักษิณโมลีธาตุพระเศียรเบื้องขวาของพระเจ้า ซึ่งมีขนาดเท่าเม็ดพุทธา รวมพระบรมธาตุย่อยอีกเจ็ดองค์เข้าสู่โกศเพชรและอัญเชิญประดาษฐานไว้ในคูหาใต้ดอยจอมทอง ในปี พ.ศ. 1994 ได้มีการก่อสร้างวัดขึ้นบนดอยจอมทองแล้วเรียกชื่อว่า “วัดพระธาตุจอมทอง”เมื่อได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2506 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร” โดยในปี พ.ศ. 2443 ได้มีการจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองขึ้นใหม่ ในช่วงที่นครเชียงใหม่ว่างเจ้าผู้ครองนครอันเนื่องจากการถึงแก่พิราลัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ในกลุ่มหัวเมืองย่อยทางใต้ของนครเชียงใหม่ ได้มีการจัดตั้งที่ว่าการอำเภอเพื่อเป็นศูนย์กลางปกครองขึ้น ณ บริเวณบ้านท่าศาลา ริมแม่น้ำปิงทางด้านทิศตะวันออกของอำเภอจอมทอง ซึ่งปัจจุบันคือบ้านท่าศาลา หมู่ที่ 3 ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง โดยมีเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ (ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนคร) เป็นผู้คุมการก่อสร้างด้วยตนเองและตั้งได้ชื่อตามชื่อวัดพระธาตุจอมทองว่า “อำเภอจอมทอง” โดยใช้ชื่อเรียกตามตำนานวัดพระธาตุจอมทอง เดิมที่ว่าการอำเภอจอมทอง ตั้งอยู่บ้านท่าศาลา หมู่ที่ 3 ตำบลข่วงเปา ห่างจากที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน 2 กิโลเมตร และประมาณ พ.ศ. 2476 ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปสร้างใหม่ ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพระธาตุจอมทอง

 

  • อินทนนท์สูงเด่น ดอยอินทนนท์เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดของประเทศไทย สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 2,565 เมตร ปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มาเที่ยวปีละหลายล้านคน เป็นสถานที่ที่งดงาม มีถ้ำ น้ำตก ภูเขา ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว อาทิ เช่น น้ำตกแม่กลาง น้ำตกแม่ยะ น้ำตกสิริภูมิ น้ำตกวชิรธาร ถ้าบริจินดา ดอยหัวเสือ กิ่วแม่ปาน เป็นต้น
  • ร่มเย็นองค์พระธาตุ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวจอมทอง นับจากตำนานนายสอย นางเม็งเมื่อปี พ.ศ. 1994 จนถึงปัจจุบันนับได้ 561 ปี เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ มีพระธรรมมังคลาจารย์ (ทอง สิริมงฺคโล) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งท่านเป็นพระอาจารย์สายวิปัสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพอย่างสูงจากพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทำให้วัดพระธาตุศรีจอมทองเป็นจุดที่พุทธศาสนิกชนเดินทางมาเคารพสักการะกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ท่านเจ้าคุณเป็นจำนวนมากมายในแต่ละปี
  • น้ำตกสวยสะอาด จอมทองถือว่าเป็นอำเภอที่มีน้ำตกมากที่สุดอำเภอหนึ่งของประเทศ มีน้ำตกน้อยใหญ่ทางทิศตะวันตก ที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และอุทยานแห่งชาติออบหลวง อาทิ เช่น น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกแม่เตี๊ยะ น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ น้ำตกสิริธาร น้ำตกแม่ปาน เป็นต้น
  • เชิดชูศาสน์แห่ไม้ค้ำโพธิ์ อำเภอจอมทองมีประเพณีที่สำคัญ คือประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ ที่ชาวจอมทองปฏิบัติสืบทอดมายาวนาน นิยมแห่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ ถือเป็นต้นแบบของการแห่ไม้ค้ำสะหลีของคนภาคเหนือ เริ่มถือปฏิบัติขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง ปัจจุบันกลายเป็นประเพณีที่แพร่หลายไปหลายพื้นที่ในอำเภอใกล้เคียงกับอำเภอจอมทองและจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอจอมทองมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ลักษณะทางภูมิประเทศ

ลักษณะพื้นที่อำเภอจอมทอง ส่วนใหญ่เป็นที่ราบกว้าง ระหว่างริมฝั่งแม่น้ำปิง และน้ำแม่กลาง ซึ่งเป็นชุมชนหนาแน่นกระจายในพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่หุบเขาเชิงเขาทางทิศตะวันตก ซึ่งใช้ประโยชน์ในการทำนา ทำสวน ทำไร่ ปลูกไม้ยืนต้น เช่น ลำไย สำหรับบริเวณภูเขาเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและที่อยู่อาศัย

สภาพพื้นที่ พื้นที่สูงทางตอนกลาง ที่ราบลุ่มทางทิศเหนือ และพื้นที่ภูเขาทางทิศตะวันตกของอำเภอ

ภูเขา ด้านตะวันตกมีเทือกเขาอินทนนท์ ซึ่งมียอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย คือ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 2,565.3341 เมตร กั้นเขตแดนระหว่างอำเภอจอมทองและอำเภอแม่แจ่มโดยตลอด

แม่น้ำ มีลำน้ำสำคัญ ได้แก่ ลำน้ำปิง ลำน้ำแม่กลาง ลำน้ำแม่แจ่ม ลำน้ำแม่เตี๊ยะ ลำน้ำแม่แต๊ะ และลำน้ำแม่สอย

 

ลักษณะภูมิอากาศ

ภูมิอากาศพื้นที่อำเภอจอมทอง แบ่งออกได้เป็น 3 ฤดู ได้แก่ – ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม โดยได้รับอิทธิพลจาก ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ – ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยได้รับอิทธิพลจาก ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดพาเอาความหนาวเย็นจากประเทศจีนลงมาปกคลุม ประเทศไทยตอนบน – ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมฝ่ายใต้ สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป อากาศมรสุมเมืองร้อน ช่วง พฤษภาคม – กันยายน มีฝนตกชุก ช่วงเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ มีอากาศหนาวและแห้งแล้ง อุณหภูมิประมาณ 9.7 องศา สูงสุดประมาณ 39.6 องศา

 

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอจอมทองแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 6 ตำบล 103 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)
1. บ้านหลวง Ban Luang 23 16,839 3,249
13,590
(ทต. จอมทอง)
(ทต. บ้านหลวง)
2. ข่วงเปา Khuang Pao 15 10,792 4,867
5,925
(ทต. จอมทอง)
(อบต. ข่วงเปา)
3. สบเตี๊ยะ Sop Tia 21 12,251 12,251 (ทต. สบเตี๊ยะ)
4. บ้านแปะ Ban Pae 20 12,116 12,116 (ทต. บ้านแปะ)
5. ดอยแก้ว Doi Kaeo 9 5,550 1,465
4,085
(ทต. จอมทอง)
(ทต. ดอยแก้ว)
6. แม่สอย Mae Soi 15 9,263 9,263 (ทต. แม่สอย)
รวม 103 66,811 60,886 (เทศบาล)
5,925 (อบต.)

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอจอมทองประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลจอมทอง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบ้านหลวง ตำบลข่วงเปา และตำบลดอยแก้ว
  • เทศบาลตำบลบ้านหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านหลวง (นอกเขตเทศบาลตำบลจอมทอง)
  • เทศบาลตำบลบ้านแปะ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแปะทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลดอยแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอยแก้ว (นอกเขตเทศบาลตำบลจอมทอง)
  • เทศบาลตำบลสบเตี๊ยะ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสบเตี๊ยะทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลแม่สอย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่สอยทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลข่วงเปา (นอกเขตเทศบาลตำบลจอมทอง)

 

สถานศึกษา

  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพ (จอมทอง)
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาเขตจอมทอง
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิทยาเขตจอมทอง (อยู่ในระหว่างการดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเพื่อเปิดเป็นวิทยาเขต)
  • วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง
  • โรงเรียนจอมทอง
  • โรงเรียนชุมชนศรีจอมทอง
  • โรงเรียนณัทชวิทย์ (โรงเรียนเอกชน)
  • โรงเรียนสุทธิวงค์ดำรงวิทย์ (โรงเรียนเอกชน)
  • โรงเรียนพุทธนิมิตรวิทยา (โรงเรียนนักธรรม เปิดสอนระดับ ม.1-ม.6)
  • โรงเรียนอนุบาลสวนแก้ว (โรงเรียนเอกชน)
  • โรงเรียนบ้านสบเตี๊ยะ
  • โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 79
  • โรงเรียนชุนชนบ้านข่วงเปาเหนือ
  • โรงเรียนบ้านปากทางท่าลี่
  • โรงเรียนบ้านแปะ
  • โรงเรียนขุนกลาง
  • โรงเรียนบ้านวังน้ำหยาด
  • โรงเรียนบ้านโรงวัว
  • โรงเรียนบ้านห้วยน้ำดิบ
  • โรงเรียนบ้านดงหาดนาค
  • โรงเรียนชุมชนบ้านห้วยทราย
  • โรงเรียนชุมชนบ้านท่าข้าม

ตลาดที่สำคัญ

  • ตลาดสดเทศบาลตำบลจอมทอง
  • กาดแลงหน้อย
  • กาดเจ้าหน้อย
  • ตลาดโชคเจริญ
  • ตลาดแม่ดวงดีสามแยกขึ้นดอยอินทนนท์
  • ตลาดจำหน่ายดอกไม้ พืชผัก ผลไม้เมืองหนาว ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกของหมู่บ้านม้งขุนกลาง หลัก ก.ม.ที่ 31 ถ.จอมทอง – อินทนนท์

กาดนัด

  • กาดอังคาร ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอจอมทอง บริเวณศูนย์การค้าสมายเพลส จอมทอง
  • กาดพุธ บ้านหนองอาบช้างและบ้านห้วยน้ำดิบ
  • กาดผัด บ้านสบเตี๊ยะและบ้านสบแจ่มฝั่งซ้าย
  • กาดศุกร์ หน้าที่ว่าการอำเภอจอมทองและบริเวณหน้าเทศบาลตำบลบ้านแปะ
  • กาดเสาร์ บริเวณบ้านสบเตี๊ยะและบ้านดงหาดนาค และบริเวณศูนย์การค้าสมายเพลส จอมทอง

การคมนาคม

อำเภอจอมทองตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ บนถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ระยะทางห่างจากเชียงใหม่ 58 กิโลเมตร เส้นทางเชื่อมต่ออำเภอจอมทอง

  • ทางหลวงแผ่นดิน
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 จากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านเขตอำเภอจอมทองไปจนสุดเขตที่สะพานท่าข้าม ระยะทาง 88 กิโลเมตร
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1009 จากสามแยกขึ้นดอยอินทนนท์ (จอมทอง) – แม่กลาง ระยะทาง 7.705 กิโลเมตร
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1009 0202 จากแม่กลาง – ดอยอินทนนท์ ระยะทาง 38.995 กิโลเมตร
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1010 จากท่าลี่ – ป่าซาง ระยะทาง 30 กิโลเมตร
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1085 จากขุนกลาง – ขุนวาง ระยะทาง 25 กิโลเมตร
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1088 จากด่านตรวจที่ 2 อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ – แม่แจ่ม ระยะทาง 19 กิโลเมตร
    • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1103 จากบุ้งฮวด (จอมทอง) – เวียงหนองล่อง ระยะทาง 5 กิโลเมตร
  • ทางหลวงชนบท
    • ทางหลวงชนบท บ้านหนองล่อง – ท่าศาลา
    • ทางหลวงชนบท บ้านทุ่งปูน – ท่ามณี
    • ทางหลวงชนบท แยกทางหมายเลข 1009 – บ้านเมืองกลาง
    • ทางหลวงชนบท บ้านแท่นดอกไม้ – บ้านดงหาดนาค
    • ทางหลวงชนบท บ้านสบเตี๊ยะ – บ้านแพะดินแดง
    • ทางหลวงชนบท บ้านวังน้ำหยาด – บ้านแม่สอย
    • ทางหลวงชนบท บ้านสบแปะ – ถ้ำตอง
    • ทางหลวงชนบท บ้านทุ่งปูน-บ้านแม่เตี๊ยะ
    • ทางหลวงชนบท บ้านแม่สอย-บ้านสบแจ่มฝั่งซ้าย
    • ทางหลวงชนบท บ้านแม่กลางบ้านลุ่ม-ดอยแก้ว
    • ทางหลวงชนบท บ้านสบแปะ-ขุนแปะ
    • ทางหลวงชนบท บ้านบนพัฒนา-บ้านป่ากล้วยพัฒนา
    • ทางหลวงชนบท บ้านท่าศาลา-บ้านดงหลวง
    • ทางหลวงชนบท บ้านเมืองกลาง-บ้านป่ะหัวเสือ
    • ทางหลวงชนบท บ้านน้ำลัด-น้ำตกแม่ยะ

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

  • แหล่งดูนกบนดอยอินทนนท์

ศูนย์บริการข้อมูลนกอินทนนท์ (ร้านลุงแดง) ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ 31 หน่วยจัดการต้นน้ำแม่กลาง ให้บริการด้านข้อมูลนกในดอยอินทนนท์ เช่น สมุดบันทึกการพบนกในดอยอินทนนท์ ภาพวาดลายเส้นของนักดูนกท่านต่างๆแผนที่เส้นทางดูนกดอยอินทนนท์ ภาพถ่าย สไลด์เกี่ยวกับนก ฯลฯ ให้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

  • กิ่วแม่ปาน

เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ ทางเข้าอยู่กิโลเมตรที่ 42 ด้านซ้ายมือ ระยะทางเดิน 3 กิโลเมตร ระหว่างทางเดินจะพบป่าดิบเขา (Hill Evergreen) ก่อนผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าซึ่งเคยเป็นพื้นที่ป่าถูกทำลาย เพื่อเป็นการศึกษาลักษณะการเกิดผลกระทบต่อเนื่องบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ป่า สมบูรณ์กับพื้นที่ถูกทำลาย (edge effect) หลังจากนั้นทางเดินจะเลาะริมผา มีไอหมอกปลิวผ่านตลอดเวลา สองข้างจะพบดอกกุหลาบพันปี หรือ Rhododendron (ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ขึ้นตามป่าในระดับสูง มีพันธุ์ดอกสีขาวและสีแดง เวลาออกดอกช่วงแรกมีลักษณะเหมือนปลีกล้วย ก่อนที่จะบานเต็มต้นในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ พบมากในแถบเทือกเขาหิมาลัยและเป็นไม้ประจำชาติของเนปาลด้วย) มองลงไปยังเบื้องล่างจะพบทัศนียภาพที่งดงามของอำเภอแม่แจ่ม

การใช้เส้นทางนี้ต้องลงทะเบียนขอรับใบอนุญาตให้ใช้เส้นทางจากหัวหน้าอุทยานฯ และควรจัดกลุ่มละไม่เกิน 15 คน ทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้นำอาหาร เข้าไปรับประทานในเส้นทาง และจะปิดเส้นทางเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว ไม่อนุญาตให้เข้าไปท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี

  • โครงการหลวงอินทนนท์

ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านขุนกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง เดินทางตามเส้นทางสู่ ดอยอินทนนท์ ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเข้าสู่โครงการฯ อีกประมาณ 1 กิโลเมตร โครงการหลวงอินทนนท์ รับผิดชอบส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้แก่ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง และชาวเขาเผ่าม้งในพื้นที่ ผลิตผลหลักของโครงการ คือ ไม้ดอกเมืองหนาวต่างๆ เช่น คาร์เนชั่น เบญจมาศ สแตติส ยิบโซ เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชม แปลงปลูกดอกไม้ ห้องทดลองทำการเพาะขยายพันธุ์ และยังสามารถแวะชม แปลงปลูกดอกไม้ของชาวเขาในหมู่บ้านซึ่งอยู่บริเวณปากทางเข้าโครงการฯ ได้ด้วย

  • ถ้ำบริจินดา

เป็นถ้ำใหญ่อยู่ในเทือกเขาดอยอ่างกาหรือดอยอินทนนท์ ใกล้กับน้ำตกแม่กลาง ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 8.5 ของทางหลวงหมายเลข 1009 จะเห็นทางแยก ขวามือมีป้ายบอกทางไปถ้ำบริจินดา ภายในถ้ำมีความลึกหลายกิโลเมตร เพดานถ้ำมีหินงอกหินย้อย หรือชาวเหนือเรียกว่า นมผา มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในถ้ำด้วย นอกจากนั้น ยังมีธารหิน เมื่อมีแสงสว่างมากระทบจะเกิดประกายระยิบระยับ ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำทะลุสามารถมองเห็นภายในได้ถนัด เพราะมีอุโมงค์ซึ่งแสงสว่างลอดเข้ามา บริเวณปากถ้ำจะมีป้าย ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ อธิบายประวัติการค้นพบถ้ำนี้

  • น้ำตกแม่กลาง

เป็นน้ำตกในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีขนาดใหญ่ชั้นเดียว สูงประมาณ 100 เมตร ต้นน้ำอยู่บนดอยอินทนนท์ มีน้ำไหลตลอดปี มีความสวยงามตามธรรมชาติ รอบๆ บริเวณร่มรื่นน่าพักผ่อน การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009 ไปอีก 8 กิโลเมตร แยกซ้าย 500 เมตร เป็นทางลาดยางตลอด

  • น้ำตกแม่เตี๊ยะ

ตั้งอยู่ที่ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติ ออบหลวง น้ำตกแม่เตี๊ยะตั้งอยู่บริเวณกลางป่าลึก ตัวน้ำตกสูงประมาณ 80 เมตร กว้างประมาณ 15 เมตร น้ำตกมีทั้งหมด 4 ชั้น มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร มีน้ำตลอดปี ชาวสบเตี๊ยะนำน้ำจากที่นี่ไปใช้ในการเกษตร เหมาะสำหรับเป็นแหล่ง ศึกษาธรรมชาติ การเดินทาง จากเชียงใหม่โดยรถยนต์ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ถึงอำเภอจอมทอง เลี้ยวขวาข้างที่ว่าการอำเภอ หรือเลี้ยวขวาข้างวัดสบเตี๊ยะ มีระยะทางโดยรวม 15 กิโลเมตร หรือโดยสารรถประจำทาง เชียงใหม่-จอมทอง จากนั้นต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

  • น้ำตกแม่ปาน

ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่แจ่มประมาณ 16 กิโลเมตร แยกจากทางหลวงหมายเลข 1009 ตรงด่านตรวจกิโลเมตรที่ 38 ไปตามเส้นทางสายอินทนนท์-แม่แจ่ม (ทางหลวงหมายเลข 1192) ประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปน้ำตก แยกเข้าไปอีก 9 กิโลเมตร เป็นทางลูกรังในช่วงหน้าฝนทางลำบากมาก ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น และจากจุดจอดรถต้องเดินต่อไปอีก ประมาณ 10 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตก น้ำตกแม่ปานนับว่าเป็นน้ำตก ที่ยาวที่สุดของเชียงใหม่ก็ว่าได้ น้ำจะตกลงมาจากหน้าผาซึ่งสูงกว่า 100 เมตร เป็นทางยาว เบื้องล่างมีแอ่งน้ำหลายแอ่งผู้มาพักผ่อนลงอาบเล่นได้

  • น้ำตกแม่ยะ

เป็นน้ำตกในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีขนาดใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่ง เพราะน้ำซึ่งไหลลงมาจากหน้าผาที่สูงชัน 280 เมตร ลงมากระทบโขดหินเป็นชั้นๆ เหมือนม่าน แล้วลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง อีกทั้งบริเวณรอบๆ น้ำตกเป็นป่าเขาอันสงบเงียบ และมีศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวตั้งอยู่ด้วย บริเวณน้ำตกสะอาด และจัดการพื้นที่ได้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009 ไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไป 15 กิโลเมตร และต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 600 เมตร

  • น้ำตกวชิรธาร

เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เดิมชื่อ ตาดฆ้องโยง ตัวน้ำตกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 750 เมตร น้ำจะดิ่งจากผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง การเดินทาง จากเชิงดอยอินทนนท์ขึ้นไปถึงกิโลเมตรที่ 21 จะเห็นป้ายบอกทางแยกขวาเข้าน้ำตก ลงไป 500 เมตร ถนนจะถึงที่ตัวน้ำตก อีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นเส้นทางเดิมอยู่เลยจาก ทางแยกแรกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามป้ายและเดินจากลานจอดรถ ลงไปอีก 351 เมตร หากใช้เส้นทางนี้จะได้สัมผัสกับงามของธรรมชาติรอบด้าน ตลอดทางเดิน

  • น้ำตกสิริภูมิ

เป็นน้ำตกซึ่งไหลมาจากหน้าผาสูงชันเป็นทางยาว สามารถมองเห็นได้จากถนนขึ้นดอยอินทนนท์ตรงที่ทำการอุทยานฯ จะเห็นเป็นสายน้ำตกแฝดไหลลงมาคู่กันแต่เดิมเรียกว่า เลาลี ตามชื่อของหมู่บ้านม้ง (แม้ว) เลาลี ซึ่งอยู่ใกล้ๆ น้ำตก น้ำตกสิริภูมิตั้งอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร แต่รถไม่สามารถเข้าไปใกล้ตัวน้ำตกได้ นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าเข้าไปบริเวณด้านล่างของน้ำตก

  • น้ำตกห้วยทรายเหลือง

เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลแรงตลอดปี และไหลจากหน้าผาลงมาเป็นชั้นๆ ใช้เส้นทางเดียวกับน้ำตกแม่ปาน อยู่ห่างจากถนนสายดอยอินทนนท์ – แม่แจ่ม ประมาณ 21 กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าไปสภาพทางเป็นดินลูกรังช่วงหน้าฝนต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ

  • พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ

ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่ 41.5 ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2535 พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ ฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา รอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างสวยงาม

  • น้ำตกสิริธาร นอกจากความสวยงามของน้ำตกแล้วที่นี่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิดรวมทั้งปลาหายาก เช่นปลาค้างคาว ป่าบริเวณนี้เป็นป่าเต็งรังผสมสนเขาและป่าดิบแล้ง นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งสมุนไพรที่สำคัญอีกด้วย
  • ยอดดอยอินทนนท์

จุดสิ้นสุดของเส้นทางสายนี้ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,565 เมตร) มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็นที่ตั้งของสถานีเรด้าร์ของกองทัพอากาศไทยและเป็นที่ประดิษฐานสถูปพระเจ้าอินทวิชยานนท์ กษัตริย์แห่งนครเชียงใหม่ (ในฐานะประเทศราชของสยามเรียกตำแหน่งนี้ว่าเจ้าผู้ครองนคร) องค์ที่ 7 ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้และหวงแหน ดอยหลวงเป็นอย่างมากต้องการที่จะอนุรักษ์ไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน ท่านผูกพันกับที่นี่มากจึงสั่งว่าหากสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ขอให้แบ่งเอาอัฐิส่วนหนึ่งมาไว้ที่นี่

  • อ่างกาหลวง

เส้นทางนี้ศึกษาธรรมชาติเส้นนี้ สำรวจวางแนวและออกแบบเส้นทางเดินโดย คุณไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาและอาสาสมัครชาวแคนาดาประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานและทุ่มเทให้กับอินทนนท์ เขาได้เสียชีวิตที่นี่ด้วยโรคหัวใจ คติข้อหนึ่งของคุณไมค์คือ รักโลกนี้เสมอไปทำงานเพื่อปกป้องแต่ต้องไม่ลืมหาความสุขจากมันด้วย

  • จุดชมทิวทัศน์อยู่ตรงกิโลเมตรที่ 41

ถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกลของขุนเขาสลับซับซ้อน โดยเฉพาะยามเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมเหนือหุบเขา จากจุดชมทิวทัศน์สามารถมองเห็นพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริสูงเด่นอยู่คู่กัน

  • อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

แต่เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่าดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่างน้ำ แต่ก่อนนี้มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรียกว่า ดอยอ่างกา ที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่หลักกิโลเมตรที่ 31 เส้นทางหลวงหมายเลข 1009 ถนนจอมทอง-อิทนนท์ บ้านขุนกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณโดยรอบมีอากาศหนาวเย็น และมีธรรมชาติที่สวยงาม และมีสนามหญ้าโล่งกว้าง เหมาะแก่การพักผ่อนกางเต๊นท์

  • น้ำตกแม่จอน

เกิดจากห้วยแม่จอนหลวง อยู่ในเขตตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 สายฮอด-แม่สะเรียง ตรงกิโลเมตรที่ 9 เดินตามลำห้วยแม่จอนเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ลักษณะของน้ำตกนี้เป็นหน้าผาที่กว้างใหญ่มีความสูงไม่น้อยกว่า 100 เมตร ความกว้างประมาณ 80 เมตร หินบนน้ำตกเป็นหินแกรนิตผสมหินแปรสีขาวเจือสีเทาอ่อน สูงขึ้นไปยังมีน้ำตกเล็กๆอีกสองชั้น อยู่ห่างประมาณ 500 เมตรและ 1,500 เมตรตามลำดับ

  • ถ้ำตอง

อยู่ในท้องที่ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง “ดอยผาเลียบ” เป็นภูเขาหินแกรนิตและหินปูนที่มีรูปร่างเหมือนถูกผ่าครึ่งแล้วแยกกันอยู่คนละฝั่งลำน้ำแม่แปะ ซีกที่อยู่ทางฝั่งขวามีถ้ำลึกที่มีตำนานเล่าขานกันว่า ถ้ำนี้เป็นอุโมงค์หินที่มีความยาวมาก กล่าวว่าทะลุถึงดอยเชียงดาวทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ทีเดียว บริเวณปากอุโมงเป็นคูหาขนาดประมาณ 5 x 10 เมตร สูง 3 เมตร ลึกเข้าไปจากนั้นเป็นโพรงหินเล็กๆขนาดพอตัวคนคลานเข้าไปได้ สภาพภายในคูหาปากถ้ำถูกสกัดตกแต่งใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของสำนักวิปัสสนาถ้ำตอง โดยรอบๆในหุบเขาร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่าดงดิบที่มีขนาดใหญ่ๆเช่น มะม่วงป่า ตะเคียนทอง มะหาด กระท้อน หน้าถ้ำมีธารน้ำแม่แปะไหลผ่าน ต้นแม่น้ำแปะห่างจากถ้ำตองขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตรมีน้ำตกเล็กๆ เรียกว่า น้ำตกวังคำ

  • ถ้ำตุ๊ปู่

อยู่ในท้องที่ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง เป็นถ้ำหินปูนขนาดเล็ก ปากถ้ำแคบ กว้างยาวประมาณ 1 x 1.5 เมตร ต้องนั่งยองๆเข้าไป ภายในกว้างขวางรูปร่างค่อนข้างกลมเหมือนคนโทขนาดใหญ่ มีน้ำหยดจากเพดานถ้ำตลอดเวลา ทำให้เกิดหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ตรงเพดานค่อนข้างไปทางก้นถ้ำทะลุเป็นวงกลมใหญ่ๆ 3 ช่องติดกัน จึงทำให้ถ้ำสว่างไสวไม่มืดทึบเหมือนถ้ำโดยทั่วไป

 

ฤดูกาลท่องเที่ยว

ดอยอินทนนท์สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูร้อน เดือนมีนาคม–พฤษภาคม แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่บนยอดดอยยังมีอากาศเย็นสบาย มีน้ำตกน้อยใหญ่ที่มากที่สุดแห่งของประเทศไทยและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว อาทิเช่น น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ เป็นต้น ฤดูฝน เดือนมิถุนายน–กันยายน ฝนตกชุกเพิ่มความชุ่มชื้นให้ป่า ชมสายหมอกและละอองฝนที่ผสานความสวยงามกลมกลืนกัน ฤดูหนาว เดือนตุลาคม–กุมภาพันธ์ อากาศค่อนข้างหนาว ฝนเริ่มลดน้อยลง และมีอากาศหนาวจัดที่สุดในช่วงเดือนมกราคม ซึ่งเป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวมากที่สุด ในตอนกลางคืนอุณหภูมิจะลดต่ำกว่า 0 ถึง -7 องศาเซลเซียส อุณหภูมิอาจติดลบในบางปี ทำให้เกิดน้ำค้างแข็งหรือแม่คะนิ้ง ช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยว ตามแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกบนยอดดอยอินทนนท์ เป็นที่ผ่อนคลายความร้อนได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีโรงแรมและสถานพักตากอากาศจำนวนมากในเมืองจอมทอง มีสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อน