Home Blog Page 110

อำเภอสันป่าตอง

สันป่าตอง (คำเมือง: Lanna-San Pa Tong.png) เป็นอำเภอเล็ก ๆ อำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศใต้ 22 กิโลเมตร มีความเจริญเติบโตทางด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนาและเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีความพร้อมในตัวเองทั้งด้านคุณภาพทางการศึกษา การแพทย์ การกีฬา การเกษตร และบุคลากรที่มีคุณภาพ

ประวัติ

อำเภอสันป่าตองได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2495 เดิมเป็นการเขตการปกครองของสองอำเภอ คือ อำเภอแม่วาง และอำเภอบ้านแม มีที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่บ้านกาด เมื่อปี พ.ศ. 2477 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยุบอำเภอแม่วางและอำเภอบ้านแม รวมเป็นอำเภอเดียวกันให้ชื่อว่า “อำเภอบ้านแม” โดยมีที่ว่าการอำเภอ ตั้งอยู่ที่บ้านเปียง หมู่ที่ 13 ตำบลบ้านแม ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ได้มีการย้ายที่ว่าการอำเภอบ้านแม มาตั้ง ณ ที่บ้านสันป่าตอง หมู่ที่ 10 ตำบลยุหว่า ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบันและเปลี่ยนชื่ออำเภอเป็น “อำเภอสันป่าตอง” โดยมีเขตการปกครอง เพิ่มอีก 2 ตำบล คือตำบลหารแก้วและตำบลหนองตองรวมเป็น 14 ตำบล ครั้นในปีพ.ศ. 2489 ทางราชการได้ประกาศตั้งกิ่งอำเภอหางดง ขึ้นเป็นอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งติดกับอำเภอสันป่าตอง ตำบลหารแก้วและตำบลหนองตอง จึงโอนไปขึ้นในเขตการปกครองของอำเภอหางดงจนถึงทุกวันนี้

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอสันป่าตองตั้งอยู่ตอนกลางของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่วางและอำเภอหางดง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอหางดง และอำเภอเมืองลำพูน (จังหวัดลำพูน)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอป่าซาง (จังหวัดลำพูน) และอำเภอดอยหล่อ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่วาง

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอสันป่าตองแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 ตำบล 120 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[2]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[2]
1. ยุหว่า Yuwa 15 13,379 2,891
10,488
(ทต. สันป่าตอง)
(ทต. ยุหว่า)
2. สันกลาง San Klang 9 5,397 5,397 (อบต. สันกลาง)
3. ท่าวังพร้าว Tha Wang Phrao 7 3,419 1,543
1,876
(ทต. บ้านกลาง)
(อบต. ท่าวังพร้าว)
4. มะขามหลวง Makham Luang 9 6,358 86
1,262
5,010
(ทต. สันป่าตอง)
(ทต. บ้านกลาง)
(อบต. มะขามหลวง)
5. แม่ก๊า Mae Ka 14 7,110 7,110 (อบต. แม่ก๊า)
6. บ้านแม Ban Mae 13 6,491 6,491 (ทต. บ้านแม)
7. บ้านกลาง Ban Klang 11 9,718 5,797
3,921
(ทต. บ้านกลาง)
(อบต. บ้านกลาง)
8. ทุ่งสะโตก Thung Satok 12 6,267 6,267 (ทต. ทุ่งสะโตก)
9. ทุ่งต้อม Thung Tom 11 7,069 1,626
5,443
(ทต. สันป่าตอง)
(ทต. ทุ่งต้อม)
10. น้ำบ่อหลวง Nam Bo Luang 11 4,947 4,947 (อบต. น้ำบ่อหลวง)
11. มะขุนหวาน Makhun Wan 8 5,135 1,734
3,401
(ทต. บ้านกลาง)
(อบต. มะขุนหวาน)
รวม 120 75,290 43,628 (เทศบาล)
31,662 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอสันป่าตองประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลสันป่าตอง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลยุหว่า บางส่วนของตำบลมะขามหลวง และบางส่วนของตำบลทุ่งต้อม
เทศบาลตำบลบ้านกลาง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลท่าวังพร้าว บางส่วนของตำบลมะขามหลวง บางส่วนของตำบลบ้านกลาง และบางส่วนของตำบลมะขุนหวาน
เทศบาลตำบลทุ่งต้อม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งต้อม (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสันป่าตอง)
เทศบาลตำบลยุหว่า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลยุหว่า (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสันป่าตอง)
เทศบาลตำบลบ้านแม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านแมทั้งตำบล
เทศบาลตำบลทุ่งสะโตก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งสะโตกทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสันกลาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันกลางทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลท่าวังพร้าว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าวังพร้าว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบ้านกลาง)
องค์การบริหารส่วนตำบลมะขามหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลมะขามหลวง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบ้านกลางและเทศบาลตำบลสันป่าตอง)
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ก๊า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ก๊าทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกลาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านกลาง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบ้านกลาง)
องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำบ่อหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำบ่อหลวงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลมะขุนหวาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลมะขุนหวาน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบ้านกลาง)

ลักษณะทั่วไป

อำเภอสันป่าตองเป็นอำเภอรอบนอกอำเภอเมืองเชียงใหม่ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ 22 กิโลเมตร มีตำบลทั้งหมด 11 ตำบล เส้นทางเชียงใหม่-สันป่าตอง แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย เช่น แหล่งผลิตเครื่องเขิน การแกะสลักไม้ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ ได้แก่ เวียงท่ากาน หนองสะเรียม วัดป่าเจริญธรรม วัดพระบาทหยั้งหวิด วัดน้ำบ่อหลวง(วนาราม) และเจดีย์งามเวียงแม เป็นต้น อำเภอสันป่าตองมีสภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป แบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ลำไย, หอม, ข้าว

เทศกาล

งานข้าวเหนียวสันป่าตอง
งานสรรค์ศิลป์ ถิ่นท่ากาน โครงการพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์

สถานที่สำคัญ

วัดท่าจำปี หลวงปู่ครูบาดวงดี[13] ศิษย์รุ่นสุดท้ายสายครูบาศรีวิชัย ตำบลทุ่งสะโตก
วัดป่าเจริญธรรม (วัดพระนอนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ) ตำบลยุหว่า
วัดน้ำบ่อหลวง(วนาราม) ครูบาเจ้าอินทจักรรักษา ตำบลน้ำบ่อหลวง
ศูนย์หัตถกรรมไม้แกะสลักหมู่บ้านกิ่วแลน้อย ตำบลบ้านแม
ศูนย์หัตถกรรมไม้แกะสลักตำบลยุหว่า
ศูนย์ผลิตตุ๊กตาเชียงใหม่ ตำบลมะขามหลวง
ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอสันป่าตอง โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม
โบราณสถานเมืองเก่าเวียงท่ากาน ตำบลบ้านกลาง
อ่างเก็บน้ำหนองสะเรียม[14] ตำบลยุหว่า
ตลาดนัดทุ่งฟ้าบดหรือกาดงัว ตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ จะมีทุกเช้าวันเสาร์ ตั้งอยู่บนถนนเชียงใหม่-ฮอด ตำบลยุหว่า

อำเภอพร้าว

พร้าว (คำเมือง: Lanna-Phrao.png) เป็นอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่

ประวัติความเป็นมาของอำเภอพร้าว

อำเภอพร้าวมีชื่อเรียกตามภาษาพื้นบ้านว่า “เมืองป้าว” เป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณว่า “เวียง

พร้าววังหิน” หรือ “เวียงแจ้สัก” ปัจจุบันเรียกว่า “เมืองพร้าว” มีประวัติความเป็นมาปรากฏตามตำนานโยนก ดังนี้

พุทธศักราช 1780 “พระเจ้าราวเม็ง” ผู้ครองนครหิรัญนครเงินยาง(จังหวัดเชียงราย) มีมเหสีทรงพระนามว่า

“พระนางเทพคำข่าย” มีโอรสชื่อ “เม็งราย” พ.ศ.1801 พระเจ้าราวเม็งทิวงคต พระเจ้าเม็งรายพระราชโอรสได้ขึ้นครอบราชสืบต่อมา ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ 20 พรรษา มีพระโอรส 3 พระองค์คือ (1) ขุนเครื่อง (2)ขุนคราม (3)ขุนเครือ

พุทธศักราช 1816 พระเจ้าเม็งรายทราบข่าวว่าทางหริภุญชัยนคร(เมืองลำพูน) อุดมสมบูรณ์พูนสุข จึงส่ง

”อ้ายฟ้าจาระบุรุษ” ไปกระทำวิเทโสบายกลศึกทางเมืองลำพูนนานถึง 7 ปี อ้ายฟ้าได้กระทำการสำเร็จ จึงทูลพระเจ้าเม็งรายเพื่อเกณฑ์ไพร่พลยกทัพไปตีเมืองลำพูน

พุทธศักราช 1823 พระเจ้าเม็งรายทรงให้ขุนคราม โอรสองค์ที่สอง ครองเมืองเชียงราย และพระองค์ได้ยก

ทัพไพร่พลมุ่งสู่เมืองลำพูน การเดินทัพถึงที่แห่งหนึ่ง พระองค์เห็นว่าท้องที่แห่งนี้เป็นชัยภูมิที่เหมาะสมตามตำราพิชัยสงคราม มีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ จึงหยุดทัพเพื่อสะสมไพร่พลและเสบียงอาหารเพื่อให้กองทัพมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยตั้งค่ายคูประตูหอรบ อย่างมั่นคงแข็งแรงอยู่บนสันดอยแห่งหนึ่งชื่อ “เวียงหวาย” และขนานนามว่า “นครป้าว” บางตำนานว่า “นครแจ้สัก” หรือ “เมืองป้าววังหิน” (คำว่า “ป้าว” มาจากคำว่า “ป่าวร้องกะเกณฑ์ไพร่พล” ภาษาท้องถิ่นหมายถึง “มะพร้าว” เพราะลักษณะภูมิประเทศมีภูเขาล้อมรอบกลมกลืนเหมือนลูกมะพร้าว) เมืองคงสร้างขึ้นด้วยพลโยธาของพระเจ้าเม็งรายและยังสร้างไม่เสร็จพระองค์ได้ยกทัพสู่เมืองลำพูนต่อไป มุ่งทัพลงมาทางใต้เลียบฝั่งแม่น้ำปิงไปพบชัยภูมิอีกแห่งหนึ่ง แต่ภารกิจยังไม่บรรลุเป้าหมาย จึงเคลื่อนทัพเข้าที่ราบผืนนี้ทำการเกณฑ์ไพร่พลขึ้นใหม่เพื่อสร้างเมืองและขนานนามว่า “นครพิงค์” (นครพิงค์สร้างหลังเมืองป้าวประมาณ 15 ปี ประมาณ พ.ศ.1828)

ในเวลาต่อมาพระเจ้าเม็งรายทรงเสด็จมาครองเมืองนครพิงค์ที่สร้างขึ้นใหม่ และขนานนามเมืองที่สร้างขึ้น

ใหม่ว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” และทรงให้ขุนเครือ ราชโอรสองค์ที่สามไปครองเมืองป้าว ขุนเครือได้บูรณะและสร้างต่อเติมเมืองป้าววังหิน (เวียงที่กล่าวนี้ อยู่ที่วัดพระเจ้าล้านทองถือว่าเป็นศูนย์กลางเวียง) จนได้ขนานนามว่า “นครป้าว” ขุนเครือครองเมืองป้าววังหินนานเท่าไรไม่ปรากฏหลักฐาน จนถึงปีสุดท้ายได้ถูก พระเจ้าเม็งรายลงทัณฑ์เกี่ยวกับการทำกาเมสุมิฉาตาลกับพี่สะใภ้ จึงถูกเนรเทศไปยังเมืองปาย (จังหวัดแม่ฮ่องสอนในปัจจุบัน) หลังจากนั้นนครป้าวจึงลดลงมาเป็นเมืองลูกหลวง ในเวลาต่อมา กษัตริย์ผู้ครองนครล้านนาไทยไม่มีราชบุตร ก็ส่งขุนนางคนสนิทไปครองเมืองแทน จนกระทั่งสมัยพระเจ้าแกน(พ.ศ.1954-1958) พระองค์ส่งลูกเจ้าราชบุตรองค์ที่ 6 หรือเจ้าติโลกราช หรือพระเจ้านิโลกราช ไปครองนครป้าว นับเป็นองค์สุดท้ายที่ครองนครป้าวนับแต่สร้างนครป้าวมา(พ.ศ.1823) จนถึงปัจจุบัน(2560) มีอายุถึง 737 ปี

การปกครองสมัยนั้นเรียกหัวเมืองเป็นแขวง คือ แขวงเมืองพร้าว ผู้ดำรงตำแหน่งนายแขวงคนแรก คือ

นายจันทร์ (ไม่ทราบนามสกุล) มีนายแขวงปกครองติดต่อกันมาจนถึงสมัยขุนชำนินรการ ซึ่งเป็นนายแขวงคนสุดท้าย ในปี พ.ศ.2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยเปลี่ยนจากนายแขวงมาเป็นนายอำเภอ ทำให้อำเภอพร้าวมีนายอำเภอเป็นผู้ปกครองบริหารราชการมาจนถึงปัจจุบันนี้

คำขวัญ

“เมืองเก่าวังหิน ถิ่นประเพณีล้ำค่า บูชาพระเจ้าล้านทอง เรืองรองเกษตรกรรม แดนธรรมหลวงปู่แหวน”

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอพร้าวมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอไชยปราการ และอำเภอแม่สรวย (จังหวัดเชียงราย)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเวียงป่าเป้า (จังหวัดเชียงราย)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ด
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่แตงและอำเภอเชียงดาว

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอพร้าวแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 ตำบล 109 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. เวียง Wiang 6 3,492 3,492 (ทต. เวียงพร้าว)
2. ทุ่งหลวง Thung Luang 6 1,663 1,663 (ทต. เวียงพร้าว)
3. ป่าตุ้ม Pa Tum 12 5,257 5,257 (ทต. ป่าตุ้ม)
4. ป่าไหน่ Pa Nai 10 4,507 4,507 (ทต. ป่าไหน่)
5. สันทราย San Sai 15 6,405 6,405 (อบต. สันทราย)
6. บ้านโป่ง Ban Pong 8 3,754 3,754 (ทต. บ้านโป่ง)
7. น้ำแพร่ Nam Phrae 8 3,333 3,333 (ทต. น้ำแพร่)
8. เขื่อนผาก Khuean Phak 10 4,651 4,651 (อบต. เขื่อนผาก)
9. แม่แวน Mae Wan 11 5,348 5,348 (อบต. แม่แวน)
10. แม่ปั๋ง Mae Pang 14 6,241 6,241 (ทต. แม่ปั๋ง)
11. โหล่งขอด Long Khot 9 4,607 4,607 (อบต. โหล่งขอด)
รวม 109 49,258 28,247 (เทศบาล)
21,011 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอพร้าวประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลเวียงพร้าว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเวียงและตำบลทุ่งหลวงทั้งตำบล
เทศบาลตำบลแม่ปั๋ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ปั๋งทั้งตำบล
เทศบาลตำบลบ้านโป่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านโป่งทั้งตำบล
เทศบาลตำบลป่าตุ้ม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าตุ้มทั้งตำบล
เทศบาลตำบลน้ำแพร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำแพร่ทั้งตำบล
เทศบาลตำบลป่าไหน่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าไหน่ทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสันทราย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันทรายทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลเขื่อนผาก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขื่อนผากทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่แวน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่แวนทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลโหล่งขอด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโหล่งขอดทั้งตำบล

การคมนาคม

จากตัวจังหวัดเชียงใหม่ไปยังอำเภอพร้าวมี 4 เส้นทาง

1. เส้นทางถนนเชียงใหม่-ฝาง เส้นทางนี้จะผ่านอำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง และอำเภอเชียงดาว โดยเดินทางถึงประมาณหลักกิโลเมตรที่ 80-81 จะมีสะพานข้ามแม่น้ำปิง เรียกว่า ปิงโค้ง จากนั้นจะพบสามแยกให้เลี้ยวขวาตามแยกนั้นไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตรจึงถึงอำเภอพร้าว
2. เส้นทางเชียงใหม่-พร้าว เส้นทางนี้จะผ่านอำเภอสันทรายและอำเภอแม่แตง ถึงอำเภอพร้าว ระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตร
3. เส้นทางเชียงใหม่-เวียงป่าเป้า เส้นทางนี้จะผ่านอำเภอดอยสะเก็ดและอำเภอเวียงป่าเป้า (จังหวัดเชียงราย) ด้วย จะพบสามแยกให้เลี้ยวซ้ายผ่านบ้านขุนแจ บ้านทุ่งห้า และบ้านต้นกอก ระยะทางอีก 56 กิโลเมตร
4. เส้นทางจากอำเภอไชยปราการ-พร้าว ทางหลวงหมายเลข 1346 แยกจากทางหลวงหมายเลข 107 บริเวณบ้านศรีดงเย็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร

สถานที่ท่องเที่ยว

ดอยม่อนล้าน สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ
วัดดอยแม่ปั๋ง
วัดถ้ำดอกคำ
โบราณสถานพระธาตุม่วงเนิ้ง
วัดศรีดอนไชยทรายมูล
วัดพระเจ้าตนหลวง (พระเจ้านั่งช้าง) และพระธาตุดอยกาหลง
วัดพระธาตุนางแล
ถ้ำหลากลาน
น้ำตกผาตั้งและวังชมภู
น้ำตกผาลาด
น้ำตกคะนึงนาง
อ่างเก็บน้ำแม่วะ
น้ำตกตาดเหมย
ประตูผาและน้ำตกตาดยาว
น้ำตกม่อนหินไหล
น้ำพุร้อนหนองครก
วัดพระเจ้าล้านทอง
วัดพระธาตุกลางใจเมือง

อำเภอแม่อาย

แม่อาย (คำเมือง: Lanna-Mae Ai.png) เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

อำเภอแม่อายตั้งอยู่ในบริเวณเมืองโบราณที่ชื่อ เวียงมะลิกา ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 ตำบลแม่อาย ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่อาย 2 กิโลเมตร มีทางแยกออก จากทางหลวงแผ่นดินสายฝาง-ท่าตอน กิโลเมตรที่ 16.50 เป็นทางดินอัดแน่นระยะทาง 200 เมตร มีคูเมืองและซากอิฐกำแพงดินเป็นที่สังเกตได้ราษฏร ถือว่าเป็นโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ ตำนานเวียงมะลิกา เขียนว่า เจ้าแม่มะลิกา เป็นราชบุตรี ในพระเจ้าฝางและพระนางสามผิว (พระนางสามผิว มีพระฉวีวรรณงดงามในตอนเช้า มีพระฉวีวรรณผุดผ่องดุจดอกมะลิ ในเวลาเที่ยงวันพระฉวีวรรณ เปลี่ยนเป็นสีแดงดอกกุหลาบ ต่อมาเวลาเย็นพระฉวีวรรณจะเปลี่ยนแปลงเป็นสีชมพูดุจ ดอกบัวจงกลนี จึงได้พระนามว่า “พระนางสามผิว” พระนางสามผิว มีพระพุทธปฏิมาแก่นจันทร์เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ ทรงสักการะบูชาทุกค่ำเช้า วันหนึ่งมี่ขุ่นเคืองพระทัยด้วยเรื่อง พระสนมเอกของพระเจ้าฝาง เมื่อถึงเวลาถวายเทียนสักการะบูชาพระพุทธปฏิมาแต่พระองค์ยังมิอาจดับพระทัยที่ขุ่นเคืองได้ ขณะที่จุดเทียนถวายสักการะ บูชาพระพุทธปฏิมาแก่นจันทร์ และทรงละเลยไว้ด้วยความประมาท เทียนที่จุดไว้ล้มลงเผาไหมพระโอษฐ์พระพุทธปฏิมา รุ่งขึ้นเวลาเช้าเมื่อพระนางเจ้า เสด็จออกจากที่บรรทมทรงทราบว่าเทียนล้มลงเผาไหม้พระโอษฐ์พระพุทธปฏิมาแก่นจันทร์ก็ทรงสำนึกความบาปที่กระทำด้วยความประมาท ครั้นกาลต่อมา พระครรภ์ครบกำหนดทศมาส ประสูติพระราชธิดาผู้ทรงโฉมศิริโสภาคพระฉวีวรรณผุดผ่องแม้นเหมือนพระมารดา แต่ก็มีตำหนิที่ควรสมเพชที่พระธิดา มีริมพระโอษฐ์ล่างแหว่งไป

เมื่อราชบุตรีทรงวุฒิจำเริญขึ้น พระเจ้าฝางทรงเกรงเป็นที่ละอายแก่ไพร่ฟ้าพลเมืองจึงทรงสร้างสวนหลวงขึ้นทางทิศเหนีอเวียงสุโท (ใกล้กับ เมืองฝาง) และสร้างคุ้มหลวง ประกอบด้วย คู และปราการ ล้อมรอบประทานราชบุตรี ให้เป็นที่ประทับสำราญ สวนหลวงแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า “เวียงมะลิกา” เชื่อว่า เวียงมะลิกาไม่มีบุรุษเพศเลย ผู้คนล้วนแต่สตรีเพศพระแม่เจ้าทรงฝึกฝนสตรีผู้กำยำเป็นทะแกล้วคนหาญของเวียงมะลิกา จนเป็นที่ลือชา ปรากฏว่าเวียงมะลิกามีคนหาญการธนูที่แกร่งกล้ายิงแม่นนัก

กาลต่อมามีราชบุตรของเจ้าผู้ครองเวียงภูก่ำ (แคว้นไตใหญ่) ได้สดับข่าวเกี่ยวกับพระเจ้าแม่มะลิกา แรงแห่งบุพเพสันนิวาสเกิดขึ้นในราชบุตร พระราชบุตรได้ทรงอ้อนวอนพระเจ้าภูก่ำ ขอเสด็จไปเวียงมะลิกาเยี่ยงสามัญชนคนค้าขาย พระเจ้าภูก่ำทรงอนุยาต แล้วดำรัสสั่งอำมาตย์คนสนิท ให้ ตระเตรียมม้าต่างอัญมณีเป็นสินค้าโดยเสด็จพระราชบุตร ข่าวการเสด็จฯของพระราชบุตรทราบถึงเจ้าแม่มะลิกา พระองค์ก็เกิดอางขนางในวันที่พระราช บุตรกำหนดเข้าเฝ้าถวาย อัญมณีแม่เจ้าก็เสด็จหลีกลี้ไปสรงสนานน้ำห้วยและแต่งให้พระพี่เลี้ยงนางเหลี่ยวอยู่เวียงมะลิการับเสด็จพระราชบุตร เมื่อพระราช บุตรในรูปของพ่อค้านายวาณิชเข้าเฝ้า พระพี่เลี้ยงก็กล่าวว่าแม่เจ้าไม่ทรงปรารถนาพบเห็นชายใด ๆ และไม่ต้องประสงค์ในการได้ยินเรื่องเช่นนี้ พ่อค้า จำแลงก็ลากลับเวียงภูก่ำด้วยความโทมนัส ขณะที่พระนางมะลิกาสรงสนานอยู่ น้ำในลำห้วยก็กลายเป็นสีเลือดด้วยละอายพระทัยคนทั้งหลายจึงเรียกน้ำห้วย นั้นว่า “แม่อาย” จึงได้ชื่อตำบลนี้ว่า “แม่อาย”

อำเภอแม่อาย เดิมเป็นกิ่งอำเภอขึ้นกับอำเภอฝาง ซึ่งทางราชการได้แยกตำบลแม่อาย ตำบลแม่สาว และตำบลแม่นาวาง ออกจากอำเภอฝาง ยกฐานะ ให้เป็นกิ่ง ให้นามว่ากิ่งอำเภอแม่อายตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2510 และเวลาต่อมาอีก 6 ปี ได้ประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอแม่อาย ขึ้นเป็นอำเภอแม่อาย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2516

อำเภอแม่อายอยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ ไปทางทิศเหนือประมาณ 175 กิโลเมตร อำเภอแม่อายมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรมที่สำคัญเช่น พระธาตุสบฝาง พระธาตุดอยน้ำค้าง พระธาตุปูแช่ อนุสาวรีย์เจ้าแม่มะลิกา
อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อยู่ทางทิศเหนือตอนบนของประเทศไทย ติดพรมแดนระหว่างประเทศไทย กับประเทศพม่า ที่ว่าการอำเภอแม่อาย และศูนย์ราชการอำเภอแม่อาย อยู่ที่บ้านปู่แช่ใหม่ ม.4 ต.แม่อาย บนถนนสายฝาง – ท่าตอน (ทางหลวงหมายเลข 1098 กิโลเมตรที่ 19 ) ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ 173 กม. ไปตามถนนสายเชียงใหม่ – ฝาง 151 กม. (ทางหลวงหมายเลข 107 ) และตามถนนฝาง – ท่าตอน (ทางหลวงหมายเลข 1098)

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอแม่อายตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของจังหวัดเชียงใหม่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอ จังหวัด และประเทศใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐชาน (ประเทศพม่า)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่จัน อำเภอเมืองเชียงราย และอำเภอแม่สรวย (จังหวัดเชียงราย)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแม่สรวย (จังหวัดเชียงราย) และอำเภอฝาง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอฝาง

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอแม่อายแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 ตำบล 93 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. แม่อาย Mae Ai 13 10,250 6,497
3,753
(ทต. แม่อาย)
(อบต. ดอยลาง)
2. แม่สาว Mae Sao 16 12,616 12,616 (อบต. แม่สาว)
3. สันต้นหมื้อ San Ton Mue 12 6,579 6,579 (อบต. สันต้นหมื้อ)
4. แม่นาวาง Mae Na Wang 17 14,945 14,945 (อบต. แม่นาวาง)
5. ท่าตอน Tha Ton 15 21,298 21,298 (อบต. ท่าตอน)
6. บ้านหลวง Ban Luang 10 7,666 7,666 (อบต. บ้านหลวง)
7. มะลิกา Malika 10 4,424 3,512
912
(ทต. แม่อาย)
(อบต. ดอยลาง)
รวม 93 77,778 10,009 (เทศบาล)
67,769 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอแม่อายประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลแม่อาย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลแม่อายและบางส่วนของตำบลมะลิกา
องค์การบริหารส่วนตำบลดอยลาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่อายและตำบลมะลิกา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลแม่อาย)
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สาว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่สาวทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสันต้นหมื้อ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันต้นหมื้อทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาวาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่นาวางทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าตอนทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านหลวงทั้งตำบล

ทรัพยากร

อำเภอแม่อายมีแม่น้ำกกไหลผ่าน เป็นแหล่งน้ำสำคัญของอำเภอแม่อาย

อำเภอฝาง

ฝาง (คำเมือง: Lanna-Fang.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ประชากรมีทั้งชาวไทยพื้นราบและชาวไทยภูเขา อำเภอฝางเป็นอำเภอศูนย์กลางความเจริญในเขตเชียงใหม่ตอนบน มีอำเภอบริวารคือ อำเภอแม่อายและอำเภอไชยปราการ มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของจังหวัดเชียงใหม่ รองจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ มีทั้งประชากรจริงและประชากรแฝง อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปจังหวัดเชียงรายได้อย่างสะดวกหลายช่องทาง ทำให้อำเภอฝางจะได้รับความเจริญจากจังหวัดเชียงรายจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนจีนตอนใต้-อินโดจีนในอนาคต

ในปี พ.ศ. 2552 อำเภอฝางได้รับการเสนอเพื่อพิจารณาจัดตั้งเป็นศูนย์กลางของจังหวัดฝาง โดยการรวมเอาอำเภอใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ซึ่งในระหว่างรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ประวัติศาสตร์

เดิมอำเภอฝางเป็นที่ตั้งของเมืองฝาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงในอดีต มีอายุนับพันปีในตำนานโยนกกล่าวไว้ว่า เมืองฝาง ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1184 โดยเจ้าลวจังกราช เป็นหัวเมืองทางตอนเหนือของอาณาจักรล้านนา พญามังรายหรือพ่อขุนเม็งรายมหาราชทรงเคยเสด็จมาปกครองเมืองฝางและประทับอยู่ที่เมืองนี้(ก่อนหน้านั้นเมืองฝางอาจจะเป็นเมืองร้างหรือถูกพญามังรายเข้ายืดจากเจ้าเมืององค์ก่อนหรือไม่ยังไม่ทราบแน่ชัด) พระองค์ทรงเตรียมกำลังพลก่อนที่จะยกทัพไปตีเมืองหริภุญชัย สร้างเวียงกุมกาม และสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 1839 เรียกสั้นๆ ว่า นครเชียงใหม่ต่อไป ดังนั้นเมืองฝางจึงเป็นเมืองโบราณที่มีอายุนับพันปี ปัจจุบันยังปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์คือ กำแพงเมืองและคูเมือง แบบเดียวกับในเมืองเชียงใหม่ [7]

อำเภอฝางเคยเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย แต่ถูกโอนมาสังกัดจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2468 ด้วยเหตุผลเรื่องการคมนาคมและการติดต่อราชการ อำเภอฝางได้มีการสร้างที่ว่าการอำเภอฝางขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2488 และปัจจุบันได้มีการสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอฝางขึ้นใหม่ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2540 โดยยังคงเก็บรักษาอาคารที่ว่าการอำเภอฝาง หลังเก่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมอันเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จเยี่ยมราษฎร ณ อาคารแห่งนี้เมื่อปีพุทธศักราช 2501 ต่อมาได้มีการแยกกิ่งอำเภอออกคือ กิ่งอำเภอแม่อายในปีพ.ศ. 2510 ก่อนที่ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอแม่อายในปีพ.ศ. 2516 ต่อมาได้แยกกิ่งอำเภออีกคือกิ่งอำเภอไชยปราการในปีพ.ศ. 2531 และได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอไชยปราการในปีพ.ศ. 2537

คำขวัญ

“เมืองพระเจ้าฝาง ดอยอ่างขางสูงซ้อน น้ำพุร้อน-เย็นลือเลื่อง เมืองเกษตรกรรม แหล่งวัฒนธรรมล้านนา ล้ำเลอค่าน้ำมันดิบ

ภูมิศาสตร์

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอฝางตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐฉาน (ประเทศพม่า) และอำเภอแม่อาย
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่อาย
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแม่สรวย (จังหวัดเชียงราย) และอำเภอไชยปราการ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับรัฐฉาน (ประเทศพม่า)

สภาพภูมิอากาศ

มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 25 องศา มีอากาศหนาวเย็นในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 10-19 องศา ส่วนอุณหภูมิสูงสุดอยู่ในช่วงเดือนเมษายน ประมาณ 39 องศา

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอฝางแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 8 ตำบล 119 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)
1. เวียง Wiang 20 27,300 8,265
19,035
(ทต. เวียงฝาง)
(อบต. เวียง)
2. ม่อนปิ่น Mon Pin 15 19,157 19,157 (อบต. ม่อนปิ่น)
3. แม่งอน Mae Ngon 15 16,547 16,547 (อบต. แม่งอน)
4. แม่สูน Mae Sun 17 14,772 14,772 (อบต. แม่สูน)
5. สันทราย San Sai 17 11,125 11,125 (ทต. สันทราย)
6. แม่คะ Mae Kha 15 13,870 13,870 (อบต. แม่คะ)
7. แม่ข่า Mae Kha 13 9,460 2,001
7,459
(ทต. บ้านแม่ข่า)
(ทต. แม่ข่า)
8. โป่งน้ำร้อน Pong Nam Ron 7 5,844 5,844 (อบต. โป่งน้ำร้อน)
รวม 119 118,075 28,850 (เทศบาล)
89,225 (อบต.)

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอฝางประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลเวียงฝาง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเวียง
เทศบาลตำบลบ้านแม่ข่า ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลแม่ข่า
เทศบาลตำบลแม่ข่า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ข่า (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบ้านแม่ข่า)
เทศบาลตำบลสันทราย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันทรายทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลเวียง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเวียง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลเวียงฝาง)
องค์การบริหารส่วนตำบลม่อนปิ่น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลม่อนปิ่นทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่งอน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่งอนทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สูน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่สูนทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่คะ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่คะทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งน้ำร้อน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโป่งน้ำร้อนทั้งตำบล

สถานที่ราชการที่สำคัญ

ที่ทำการอำเภอฝาง
ศาลจังหวัดฝาง
เรือนจำอำเภอฝาง
สำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง
สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง
สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง
สำนักงานอัยการจังหวัดฝาง
สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง
สำนักงานสัสดี อำเภอฝาง
สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง
สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง
คลังจังหวัดฝาง
สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาฝาง
สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง
สำนักงานจัดหางาน สาขาฝาง
สถานีตำรวจภูธรฝาง
ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝาง
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอฝาง
โรงพยาบาลฝาง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย อำเภอฝาง
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ (ฝาง)
อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง
ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ
สำนักงานเกษตรอำเภอฝาง
สำนักงานปศุสัตว์อำเภอฝาง
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอฝาง
สำนักงานวัฒนธรรมและสภาวัฒนธรรมอำเภอฝาง
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาฝาง
การประปาส่วนภูมิภาค สาขาฝาง

 

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

ดอยอ่างขาง

ดอยอ่างขาง เป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ พืชน้ำมัน โดยมุ่งที่หาผลิตผลที่มีคุณค่าพอที่จะทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวเขา และทำการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมแก่ชาวเขาในบริเวณใกล้เคียง โดยมีชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ ปะหล่อง จีนฮ่อ และไทยใหญ่ นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ ท้อ บ๊วย พลัม ฯลฯ พืชผักเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ เช่น แคร์รอท ผักสลัดต่างๆ สวนสมุนไพร แปลงดอกไม้ เช่น คาร์เนชั่น กุหลาบ แอสเตอร์ เบญจมาศ ฯลฯ โรงบรรจุผลไม้เพื่อส่งจำหน่ายและสหกรณ์ของโครงการ ซึ่งจำหน่ายผลิตผลที่ปลูกในบริเวณโครงการให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล
ดอยอ่างขาง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขตพื้นที่ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ 137 กม. แยกซ้ายเข้าไปอีก 25 กม. ดอยอ่างขางเป็นเทือกดอยสูงติดกับสันเขาพรมแดนประเทศพม่า จุดเด่นที่นักท่องเที่ยวไปเยือนดอยอ่างขางคือการไปเที่ยวชมดอกไม้เมืองหนาวภายโครงการฯ สถานีเกษตรดอยอ่างขางได้รับการจัดตั้งเมื่อปี 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อวิจัยพืชเมืองหนาวเพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่นและหยุดการทำลายป่า ดอยอ่างขางมีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบในหุบเขาลักษณะเหมือนท้องกะทะหรือเหมือนอ่าง อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 1,400 เมตร ภายในโครงการมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาก เช่น แปลงปลูกไม้ดอกไม้ประดับกลางแจ้ง แปลงปลูกไม้ในร่ม แปลงทดลองกุหลาบ แปลงปลูกผัก แปลงปลูกผักในร่ม สวนท้อ สวนบ๊วย ป่าซากุระ ป่าเมเปิ้ล พระตำหนักดอยอ่างขาง

พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ ๑ (ฝาง)

พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ ๑ (ฝาง) ก่อตั้งขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงต้องการเผยแพร่พระราชอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการลดพื้นที่ปลูกพืชเสพติดโดยสันติวิธี และพระราชวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา รวมทั้ง วิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บนพื้นที่สูงภาคเหนือ อย่างรอบด้าน ครบวงจร และยั่งยืน ของพระองค์
เนื่องจาก พิพิธภัณฑ์ฯ มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นที่ที่มีชีวิต (living SITE MUSEUM) สถานที่ที่ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและศึกษาเรียนรู้ จึงประกอบไปด้วย

๑. อาคารพิพิธภัณฑ์ฯ เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ วัตถุสะสม และเก็บรวบรวมข้อมูล อันเกี่ยวข้องกับมูลนิธิโครงการหลวง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ ๑ (ฝาง) และ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด

๒. อาคารโรงงานหลวงฯ เป็นพื้นที่จัดแสดงสายการผลิตและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ “ดอยคำ” เช่น ลิ้นจี่กระป๋อง สตรอว์เบอร์รีอบแห้ง น้ำดื่มบริสุทธิ์ เสาวรสแช่แข็ง และบ๊วยดอง เป็นต้น รวมทั้ง แปลงสาธิตวัตถุดิบ

๓. ชุมชนบ้านยาง อดีตเคยเป็นถิ่นอาศัยของชาวยาง (ปะกากะญอ) แต่ถูกชาวจีนยูนนานที่อพยพหนีภัยสงครามการเมืองจากประเทศจีน เข้ามาลงหลักปักฐานพึ่งพระบรมโพธิสมภารเมื่อกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านวัฒนธรรม ความหลากหลายของเชื้อชาติและศาสนา รวมทั้ง การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอุทกภัยน้ำป่า

นอกจากจะได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของแนวทางการพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีปรัชญาที่ประธานมูลนิธิโครงการหลวง (หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี) สรุปความจากแนวพระราชดำริที่ว่า ผลสัมฤทธิ์ของมูลนิธิโครงการหลวงคือการ “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” นั้นหมายความว่าอย่างไร

พิพิธภัณฑ์ฯ ตั้งอยู่ที่ตีนดอยอ่างขาง แยกจากทางขึ้นสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ไปประมาณ ๒ กิโลเมตร ใช้เวลาในการเที่ยวชมประมาณ ๑ ชั่วโมง นอกจากนั้น ยังมีคำบรรยายภาพและนิทรรศการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก

อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในเขตท้องที่ ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะภูมิประเทศสลับซับซ้อน เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาผีปันน้ำ เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ สัตว์ป่าและของป่าหลายชนิด มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่งดงาม เช่น ถ้ำห้วยบอน บ่อน้ำร้อน น้ำพุร้อน ห้วยแม่ใจ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ของจังหวัดเชียงใหม่ และสามารถเดินทางเข้าไปเที่ยวได้โดยสะดวกสบาย มีเนื้อที่ประมาณ 380 ตารางกิโลเมตร หรือ 237,500 ไร่ ได้ประกาศจัดตั้งเป็น “อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง” เมื่อวันที่4 กันยายน 2543

โป่งน้ำร้อนฝาง

โป่งน้ำร้อนฝางเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติเกิดจากความร้อนใต้ดิน มีไอร้อนคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา อุณหภูมิของน้ำประมาณ 40-88 องศาเซสเซียล มีจำนวนมากมายหลายบ่อในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ (บ่อใหญ่มีไอน้ำร้อนพุ่งขึ้นสูงถึง 40-50 เมตร) อุทยานแห่งชาติได้จัดบริการห้องอาบน้ำแร่และอบไอน้ำ บ่อน้ำร้อนจะอยู่ก่อนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเล็กน้อย และทางอุทยานแห่งชาติได้จัดให้มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติขึ้นเขาผ่านป่าเบญจพรรณมาถึงบ่อน้ำร้อน ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร

น้ำตกโป่งน้ำดัง

ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง เป็นน้ำตกหินปูนขนาดเล็กที่สวยงามมีการไหลของน้ำที่สม่ำเสมอ ชั้นบนสุดมีความสูงกว่า 10 เมตร บริเวณน้ำตกมีถ้ำขนาดเล็กๆ พอให้คนเข้าไปนั่งเล่นได้ 3-4 คน เพดานถ้ำมีน้ำหยดตลอดเวลาและเกิดเป็นหินงอกเล็กๆ ไปทั่ว ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ มฝ.3 (น้ำตกโป่งน้ำดัง) บ้านแม่สูนน้อย ตำบลแม่สูน อำเภอฝาง ต้องเดินตามเส้นทางเดินป่าไปสู่น้ำตก ระยะทางไป-กลับ ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ระหว่างทางผ่านป่าดิบแล้งที่ร่มครึ้มด้วยไม้ใหญ่ บางช่วงต้องเดินข้ามลำธารที่มีน้ำใสไหลเย็น

กิจกรรม – ชมพรรณไม้ – ดูผีเสื้อ – เดินป่าศึกษาธรรมชาติ – เที่ยวน้ำตก

ถ้ำห้วยบอน

ถ้ำห้วยบอนตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง เป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามมาก มีความลึกจากปากถ้ำหนึ่งถึงอีกปากถ้ำหนึ่งประมาณ 324 เมตร กว้างประมาณ 20-30 เมตร ภายในถ้ำไม่มีจุดอันตรายต่อผู้เข้าชม ประมาณกลางถ้ำจะพบโถงถ้ำใหญ่ซึ่งจุคนได้ประมาณ 40-50 คน สภาพถ้ำเต็มไปด้วยเสาหินและหินงอกหินย้อยขนาดต่างๆ และบริเวณใกล้เคียงมีถ้ำเล็กถ้ำน้อยประมาณ 10 ถ้ำ อยู่ห่างจากอำเภอฝางประมาณ 12 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยทางเท้าจากบ่อน้ำร้อนระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร

วัดเจดีย์งาม

วัดเจดีย์งามสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2021 เดิมเป็นวัดร้าง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2475 ท่านพระครูโสภณเจติยาราม อดีตเจ้าคณะอำเภอฝาง ได้ทำการบูรณะพัฒนาขึ้นมาเป็นวัด เดิมชื่อว่า “วัดหัวกาด” ต่อมาชื่อว่า “วัดหนองไผ่” (จากคำบอกเล่าถวายของพระเดชพระคุณพระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสำเภอ อดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่)และตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดเจดีย์งาม” ตามองค์พระธาตุเจดีย์งาม ได้รับพระราชทานพัทธสีมา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 เขตพัทธสีมา กว้าง 60 เมตร ยาว 80 เมตร และเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2541 ได้มีพระบรมราชองค์การโปรดเกล้าฯ ให้วัดเจดีย์งามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งมีความกว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร ประกาศเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542

พุทธศักราช 2536 ได้มีการสร้างอุโบสถขึ้นมา 1 หลังโดยทำการวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2536 โดยพระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วงวรปุญญมหาเถระ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เจ้าคณะใหญ่หนเนือได้เมตตาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ ซึ่งเป็นอุโบสถหลังนี้สร้างด้วยศิลปะแบบไทยล้านนาผสมศิลปะแบบภาคกลาง โดยใช้ไม้สักแกะสลักลงรักปิดทองผนังด้านนอกอุโบสถเขียนลายรดน้ำ ประกอบเป็นภาพลายรดน้ำ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช ส่วนผนังด้านในอุโบสถแกะสลักเป็นภาพทศชาติ และมหาชาติทำการลงรักปิดทอง และเขียนภาพไตรภูมิพระร่วง ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนาในอดีต และวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมชาวไทเขินเมืองเชียงตุง พร้อมกันนี้ยังได้เขียนภาพประวัติของพ่อขุนเม็งรายมหาราชผู้ปกครองเมืองฝางไว้ในอุโบสถด้วย

อุโบสถหลังนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นระยะเวลา 7 ปี (2536-2542) จึงจะแล้วเสร็จ โดยมีช่างผู้ชำนาญการในการแกะสลักไม้สักทองจำนวน 5 ชุด สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน 22 ล้าน 5 แสนบาท

อนุสาวรีย์พระเจ้าฝางอุดมสิน-พระนางสามผิว

อนุสาวรีย์ พระเจ้าฝางอุดมสิน – พระนางสามผิว (บ่อน้ำซาววา)ตั้งอยู่ที่ สวนสุขภาพ หน้าวัดพระบาทอุดม ตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

 

ประวัติความเป็นมา

ตามหลักฐานที่ค้นพบหลายๆแห่งระบุว่า พระเจ้าฝางอุดมสิน พระนามเดินชื่อ “พระยาเชียงแสน” เป็นพระราชบุตรของพระเจ้าเมืองเชียงแสน ได้มาปกครองเมืองฝาง ในปี พ.ศ. 2172 ศักราชได้ 99 ตั๋ว เดือนแปดแรม 13 ค่ำ พระเจ้าฝางพร้อมด้วยพระชายาซึ่งมีพระนามว่า “พระนางสามผิว” ซึ่งเป็นบุตรีของเจ้าเมืองล้านช้าง (เวียงจันทร์)ซึ่งมีพระศิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศว่าพระองค์มีผิวพระวรกายถึงสามผิว ในแต่ละวันคือตอนเช้าจะมีผิวขาวดังปุยฝ้าย ในตอนบ่ายจะมีสีแดงดังลูกตำลึงสุก และในตอนเย็นผิวพระวรกายของพระนางจะเป็นสีชมพูดุจดอกปุณฑริก(ดอกบัวขาบ)

พระเจ้าฝาง พระนางสามผิว มีพระราชธิดาองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระนางมัลลิกา” ในขณะที่พระองค์มาปกครองเมืองฝางนั้น เมืองฝางยังคงเป็นเมืองขึ้นของพม่า พระเจ้าฝางจึงทรงมีความคิดที่จะกอบกู้อิสรภาพให้แก่เมืองฝาง โดยให้ส้องสุมผู้คนและได้ตระเตรียมอาวุธเสบียงกรัง โดยไม่ยอมส่งส่วยและขัดขืนคำสั่งของพม่า ซึ่งทางพม่าได้ล่วงรู้ว่าเมืองฝางคิดจะแข้งข้อต่อตน จึงได้ยกกองทัพมาปราบ โดยกษัตริย์พม่าแห่งกรุงอังวะพระนามว่า “พระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชา” เป็นแม่ทัพใหญ่นำกองทัพเข้าตีเมืองฝางในปี พ.ศ. 2176 ศักราชได้ 955 ตั๋ว พระเจ้าฝางนำกองทัพป้องกันเมืองอย่างแข็งขัน ทำให้พระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชาเข้าตีเมืองไม่ได้

พระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชาจึงได้เปลี่ยนแผนการรบใหม่โดยนำกำลังทหารล้อมเมืองไว้ พร้อมทั้งตั้งค่ายอยู่บนเนินด้านทิศเหนือของเมืองฝาง คือที่ตั้งศาลจังหวัดฝาง เรือนจำจังหวัดฝาง สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง สถานีตำรวจภูธรอำเภอฝาง หรือที่เราเรียกว่า “เวียงสุทโธ” ในปัจจุบันนี้ แล้วสั่งให้ทหารระดมยิงธนูไฟ (ปืนใหญ่) เข้าใส่เมืองฝางทำให้บ้านเมืองฝางเกิดระส่ำระส่าย ประชาชนเสียขวัญและทหารล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

พระเจ้าฝาง พระนางสามผิว ทั้งสองพระองค์ทรงคิดว่าสาเหตุของการเกิดศึกในครั้งนี้ ต้นเหตุนั้นเกิดจากพระองค์ทั้งสองแท้ๆที่คิดจะกอบกู้อิสรภาพ ทำให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนและการกระทำครั้งนี้ก็ไม่สำเร็จ ทั้งสองพระองค์จึงตัดสินพระทัยสละพระชนม์ชีพเพื่อปกป้องผู้คนเมืองฝางให้พ้นจากความอดอยากและการถูกเข่นฆ่าจากกองทัพของพระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชา

และในคืนนั้นคือวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 6 เหนือปี พ.ศ. 2180 ศักราชได้ 999 ตั๋ว พระเจ้าฝางพร้อมด้วยพระนางสามผิว จึงได้สละพระชนม์ชีพ ด้วยการกระโดดบ่อน้ำซาววา และในตอนรุ่งสางของวันนั้น กองทัพพระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชาก็ตีและบุกเข้าทางกำแพงเมืองด้านทิศเหนือของเมืองฝางได้สำเร็จ เมื่อรำลึกถึงวีรกรรมของพระเจ้าฝาง พระนางสามผิว ที่ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อปกป้องประชาชนของพระองค์ พระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชาจึงได้ออกคำสั่งมิให้ทหารของพระองค์ ทำร้ายเข่นฆ่าชาวเมืองฝางอีก และได้ยกกองทัพกลับไปกรุงอังวะ ประเทศพม่า โดยมิได้ยึดครองเมืองฝางแต่ประการใด

เพื่อเป็นการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน คณะลูกเสือชาวบ้านพร้อมด้วยผู้ที่เคารพนับถือในสองพระองค์ท่าน จึงได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าฝาง-พระนางสามผิวขึ้น ณ ด้านหน้าบ่อน้ำซาววา ในปี พ.ศ. 2522 โดยก่อสร้างด้วยปูน ต่อมาได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นใหม่โดยให้ทำการหล่อด้วยโหละ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2539 ถึง พ.ศ. 2540 เพื่อจะได้เป็นที่เคารพสักการะของผู้คนตลอดปี

สถานที่อื่นๆ

วัดต้นรุง หรือ จองออก ศิลปะชาวไต
วัดจองแป้น หรือ จองตก ศิลปะชาวไต
วัดพระธาตุเฉลิมพระเกียรติ ตำบลม่อนปิ่น
ศาลหลักเมือง
ศาลเจ้าปุงเถ่ากงเวียงฝาง

สถานศึกษาในอำเภอฝาง
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาเขตฝาง
วิทยาลัยการอาชีพฝาง
โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์
โรงเรียนรังษีวิทยา
โรงเรียนรัตนาเอื้อวิทยา
โรงเรียนสายอักษร
โรงเรียนบ้านเวียงฝาง
โรงเรียนฉือจี้เชียงใหม่

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ

อำเภอฝางถือว่าเป็นอำเภอที่มีความสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมาย เช่น ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก โป่งน้ำร้อน เป็นต้น อำเภอฝางยังเป็นอำเภอที่ปลูกส้มมากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย และยังเป็นต้นกำเนิดของ ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มพันธุ์ใหม่ที่มีรสชาติดี จนทำให้ส้มกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอำเภอฝาง และสวนส้มยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อำเภอฝางยังเป็นแหล่งที่ค้นพบบ่อน้ำมันดิบแห่งแรกของประเทศไทย มีการขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาใช้เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว จนถึงปัจจุบันนี้ มีการสร้างโรงกลั่นน้ำมัน และพิพิธภัณฑ์ปิโตรเลียม ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ด้านปิโตรเลียมและพลังงานอื่น ๆ ของกรมการพลังงานทหาร ณ ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ อำเภอฝาง ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย [8]

น้ำมันดิบ ปิโตรเลียม มีการสำรวจขุดเจาะและเก็บกลั่นน้ำมันได้วันละ 1,200 บาเรล โดย กรมการพลังงานทหารกระทรวงกลาโหม ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลแม่คะ สำหรับแหล่งน้ำมันที่ขุดได้อยู่ในเขต ตำบลสันทราย ตำบลแม่สูน และตำบลแม่คะ อำเภอฝาง
ป่าไม้ ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ดอยผ้าห่มปก ป่าสงวนแห่งชาติแม่หลักหมื่น และป่าสงวนแห่งชาติแม่สูน ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ซึ่งมีพันธุ์ไม้ต่างๆที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ลำดวนดง ประดู่ ทะโล้ จำปีป่า ฯลฯ
บ่อน้ำพุร้อนฝาง ตั้งอยู่ ณ ตำบลโป่งน้ำร้อน สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ นอกจากนี้แล้วยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่น่าท่องเที่ยวได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากกรมอุทยานแห่งชาติ ฯ
น้ำรู แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่ตำบลม่อนปิ่น ต้นน้ำเกิดจากธารน้ำที่ดอยอ่างขาง เป็นน้ำที่ผุดขึ้นมาตามธรรมชาติเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
น้ำตกโป่งน้ำดัง ต.แม่สูน ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติโป่งน้ำดัง มีธารน้ำที่สวยงามมาก
อุทยานแห่งชาติแม่เผอะ ห้วยรักษาต้นน้ำดอยอ่างขาง มีพรรณไม้หลากหลายเหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์วิทยาเป็นอย่างมาก ป่าไม้มีความสมบูรณ์สูง

การเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ส้มสายน้ำผึ้ง ลิ้นจี่ หอมหัวใหญ่ ข้าว บ๊วย ท้อ สาลี่ องุ่น สตรอเบอรี่ พุทธานม ฯลฯ
ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญได้แก่ – แม่น้ำฝาง – ห้วยแม่ใจ – ลำน้ำแม่มาว – ลำน้ำแม่เผอะ – เขื่อนแม่มาว – เขื่อนบ้านห้วยบอน – ห้วยแม่งอน ฯ
โรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่
โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรฝาง ผลิตผัก และ ผลไม้บรรจุกระป๋อง ตั้งอยู่ที่ หมู่ 17 ตำบลเวียง
โรงานเอราวัณฟู๊ด ผลิตผัก และผลไม้กระป๋อง ตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 ตำบลแม่งอน
โรงงานโครงการหลวง ผลิตสินค้าแปรรูปตรา ดอยคำ ของโครงการหลวง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 12 ตำบลแม่งอน
โรงงานเคลือบไขส้มธนาธร เป็นโรงงานทำความสะอาดและเคลือบไขส้มสายน้ำผึ้งของบริษัท ธนาธร ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 7 ตำบลแม่สูน
โรงงานอาหารสำเร็จรูปสหปราจีน ผลิตอาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 7 ตำบลแม่คะ

การคมนาคม

อำเภอฝางตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเชียงใหม่บนถนนสายเชียงใหม่–ฝาง (ถนนโชตนา) ระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 154 กิโลเมตร การคมนาคมของอำเภอฝาง ทางบก มีทางหลวงแผ่นดินที่สำคัญ คือ

มีทางแผ่นดินหมายเลข 107 (ถนนโชตนา) ระยะทางถึงไชยปราการประมาณ 24 กิโลเมตร
ทางหลวงหมายเลข 109 ระยะทางจากฝางถึงแม่สรวย ประมาณ 67 กิโลเมตร
ทางหลวงหมายเลข 1089 ระยะทางจากฝางถึงแม่อาย ประมาณ 13 กิโลเมตร
ทางหลวงหมายเลข 1249 ระยะทางจากปากทางอ่างขางถึงอรุโณทัย ประมาณ 65 กิโลเมตร
ทางหลวงหมายเลข 107 ถึงทางเลี่ยงเมืองฝาง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร

อำเภอสะเมิง

สะเมิง (คำเมือง: Lanna-Samoeng.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวจังหวัด พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเป็นทิวเขาสูง อากาศเย็นเกือบทั้งปี ประกอบด้วยชุมชนชาวไทยภูเขาจำนวนมาก สะเมิง เป็นเมืองที่ยังคงความเป็นธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ มีทิวเขาสูงซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนไม่น้อย รวมทั้งเป็นแหล่งปลูกพันธุ์ไม้เมืองหนาวและสตรอเบอร์รีแหล่งสำคัญของจังหวัดอีกด้วย

คำว่า สะเมิง ได้กำเนิดมาจากคำว่า สามเมิง ตามสำเนียงภาษาไทยลื้อที่เรียก เมือง ว่า เมิง ดังนั้น คำว่า สามเมิง ตามความหมายก็คือ คำที่มาจากการตั้งถิ่นฐานทั้ง สามบ้านสามเมือง นั้นเอง บางท่านสันนิษฐานว่า มาจากภาษากะเหรี่ยง ซึ่งมีความหมายว่า แสงสว่าง
อำเภอสะเมิง ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2445 ขึ้นตรงต่อจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภออยู่ได้ 35 ปี ทางราชการเห็นว่า อำเภอสะเมิงอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก และการควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง จึงยุบฐานะเป็นกิ่งอำเภอสะเมิง เมื่อ พ.ศ. 2480 และต่อมาได้ยกฐานะเป็น อำเภอสะเมิง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2501 จนถึงปัจจุบัน

 

คำขวัญ

“สตรอเบอร์รีรสเยี่ยม ภูเขาสูงเทียมฟ้า ดอกไม้พันธุ์นานา บรรยากาศสวิตเซอร์แลนด์”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอสะเมิงมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอปาย (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) และอำเภอแม่แตง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่ริมและอำเภอหางดง
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแม่วาง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่แจ่มและอำเภอกัลยาณิวัฒนา

 การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอสะเมิงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ตำบล 45 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. สะเมิงใต้ Samoeng Tai 11 5,344 5,344 (ทต. สะเมิงใต้)
2. สะเมิงเหนือ Samoeng Nuea 6 3,388 3,388 (อบต. สะเมิงเหนือ)
3. แม่สาบ Mae Sap 10 3,343 3,343 (อบต. แม่สาบ)
4. บ่อแก้ว Bo Kaeo 10 8,014 8,014 (อบต. บ่อแก้ว)
5. ยั้งเมิน Yang Moen 8 3,553 3,553 (อบต. ยั้งเมิน)
รวม 45 23,642 5,344 (เทศบาล)
18,298 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอสะเมิงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลสะเมิงใต้ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสะเมิงใต้ทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสะเมิงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสะเมิงเหนือทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สาบ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่สาบทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อแก้วทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลยั้งเมิน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลยั้งเมินทั้งตำบล

 แหล่งท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติขุนขาน
พระธาตุดอยนก
เที่ยวชมหินงอกหินย้อยที่ |ถ้ำหลวงแม่สาบ
สักการะขอพรเป็นมงคลกับชีวิต |พระธาตุดอยผาส้ม
ทุ่งข้าวบาเลย์ ข้าวสาลี สีเหลืองละลานตาที่ |ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง
เที่ยวชมวิว ยอดดอยสูงเสียดฟ้าที่ |ม่อนอังเกตุ

อำเภอแม่ริม

แม่ริม (คำเมือง: Lanna-Mae Rim.png) เป็นอำเภอหนึ่งในเขตปริมณฑลของนครเชียงใหม่ที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีความพร้อมทุก ๆ ด้าน จนเป็นอำเภอขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอที่ตั้งของศูนย์ราชการที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ มีการขยายตัวของชุมชนเมืองที่รองรับความเจริญเติบโตของนครเชียงใหม่ ปัจจุบันมีการขยายตัวของการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรมและรีสอร์ตที่ถือว่ามากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งอำเภอแม่ริมเป็นอำเภอที่รองรับความเจริญของนครเชียงใหม่เพื่อขยายไปยังศูนย์กลางความเจริญทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นทางผ่านเพื่อไปยังอำเภอปาย ทำให้อำเภอแม่ริมมีสภาพเศรษฐกิจดี มีการคมนาคมที่คับคั่ง รองจากอำเภอหางดง และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใกล้เมืองเชียงใหม่มากที่สุด

คำขวัญประจำอำเภอ

“น้ำตกแม่สา งามตากล้วยไม้ ไหว้พระบาทสี่รอย แอ่วดอยชมช้าง งามสล้างพฤกษา เจ้าแม่ดาราเป็นขวัญ มวลชนมุ่งมั่น สร้างสรรค์ความดี”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอแม่ริมมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

 

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

 อำเภอแม่ริมแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 11 ตำบล 92 หมู่บ้าน ได้แก่
ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. ริมใต้ Rim Tai 8 12,437 12,437 (ทต. แม่ริม)
2. ริมเหนือ Rim Nuea 5 3,387 3,387 (ทต. ริมเหนือ)
3. สันโป่ง San Pong 11 10,253 10,253 (ทต. สันโป่ง)
4. ขี้เหล็ก Khilek 8 7,508 7,508 (ทต. ขี้เหล็ก)
5. สะลวง Saluang 8 4,833 4,833 (อบต. สะลวง)
6. ห้วยทราย Huai Sai 5 4,636 4,636 (อบต. ห้วยทราย)
7. แม่แรม Mae Raem 12 9,369 9,369 (ทต. แม่แรม)
8. โป่งแยง Pong Yaeng 10 10,961 10,961 (อบต. โป่งแยง)
9. แม่สา Mae Sa 6 6,485 907
5,578
(ทต. แม่ริม)
(อบต. แม่สา)
10. ดอนแก้ว Don Kaeo 10 15,499 15,499 (อบต. ดอนแก้ว)
11. เหมืองแก้ว Mueang Kaeo 9 6,190 6,190 (ทต. เหมืองแก้ว)
รวม 92 91,558 50,051 (เทศบาล)
41,507 (อบต.)

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอแม่ริมประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 11 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลแม่ริม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลริมใต้ทั้งตำบลและบางส่วนของตำบลแม่สา
เทศบาลตำบลริมเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลริมเหนือทั้งตำบล
เทศบาลตำบลสันโป่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันโป่งทั้งตำบล
เทศบาลตำบลขี้เหล็ก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลขี้เหล็กทั้งตำบล
เทศบาลตำบลแม่แรม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่แรมทั้งตำบล
เทศบาลตำบลเหมืองแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเหมืองแก้วทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสะลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสะลวงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยทรายทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งแยง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโป่งแยงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่สา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลแม่ริม)
องค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนแก้วทั้งตำบล

สถานที่สำคัญ

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่สา บนพื้นที่ 2,000 ไร่
องค์การสวนพฤกษศาสตร์ เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่สา
วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตั้งอยู่ที่ หมู่ 6 บ้านพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
พระตำหนักดาราภิรมย์ ใน พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานในความดูแลของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นสถานที่จัดงาน วันพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ตรงกับวันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันสิ้นพระชนม์ของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ซึ่งจะมีการประกอบพิธีบวงสรวงถวายสักการะ พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย และพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะบริเวณหน้าพระอนุสาวรีย์เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ณ พระตำหนักดาราภิรมย์
สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนแก้ว

อำเภอแม่แตง

แม่แตง (คำเมือง: Lanna-Mae Taeng.png) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่

ชื่ออำเภอ
เดิมชื่อ อำเภอแม่แตง แล้วเปลี่ยนเป็น อำเภอสันมหาพน ในปี พ.ศ. 2460 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 กลับมาใช้ชื่อ “อำเภอแม่แตง” ตามเดิม

คำขวัญ

“แดนน้ำสามแม่ ล่องแพขี่ช้าง แอ่วอ่างแม่งัด กาดนัดแม่มาลัย โป่งเดือดใหญ่ล้ำค่า หมอกฟ้าห้วยน้ำดัง มนต์ขลังเมืองแกน ท่องแดนถ้ำบัวตอง”

ประวัติความเป็นมา

อำเภอแม่แตงเดิมตั้งขึ้นแห่งแรกในท้องที่ ตำบลบ้านเป้า อำเภอแม่แตง ปัจจุบัน คือ บ้านเป้า หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านเป้า เมื่อ พ.ศ. 2418 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงรับสั่งให้พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ( เจ้าหลวง ) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 จัดตั้งแขวงเมืองแกนขึ้นที่บ้านเป้า เรียกว่า แขวงบ้านเป้าเมืองแกน เพราะการคมนาคมสมัยนั้นต้องอาศัยทางแม่น้ำปิงเป็นหลัก และแต่งตั้งท้าวแสนไชย ขึ้นเป็นผู้ปกครองแขวงเป็นคนแรก ต่อมา พ.ศ. 2435 ได้ย้ายไปตั้งอยู่บ้านเมืองกื้ด หมู่ที่ 1 ตำบลกื้ดช้าง เรียกว่า แขวงเมืองกื้ด โดยมีขุนกื้ด เป็นผู้ปกครองแขวง ต่อมาปี พ.ศ. 2437 ได้ย้ายไปตั้งที่บ้านวังแดง หมู่ที่ 2 ตำบล อินทขิล เรียกว่า แขวงเมืองแกน อีกครั้งหนึ่ง มีพ่อแคว่นพรหม (กำนันพรหม กำนันคนแรกของตำบลอินทขิล) เป็นผู้ปกครอง ต่อมา พ.ศ. 2439 ได้ย้ายไปตั้งที่บ้านแม่กะ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่แตง เรียกว่า แขวงแม่กะ โดยมีขุนแตง (แต๋ง) เป็นผู้ปกครองแขวง และต่อมา พ.ศ. 2450 ได้ย้ายมาตั้งที่บ้านเหล่า (ป่าเส้า) หมู่ที่ 2 ตำบลสันมหาพน ทางการได้ยกฐานะเป็นอำเภอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 เรียกว่าอำเภอสันมหาพน โดยมีนายอำเภอคนแรกชื่อ ขุนมิกสันสุรบาล (ฟ้อน) ป. แต่เนื่องจากอำเภอสันมหาพนตั้งติดกับลำน้ำแม่แตง จึงเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอแม่แตง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2458 เป็นต้นมา และได้ย้ายที่ว่าการอำเภอออกมาตั้งอยู่ในที่ปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2502 โดยมีนายอำเภอชื่อ ร.ต.ท. แก้ว เนตตโยธิน เป็นนายอำเภอในสมัยนั้น จนกระทั่ง พ.ศ. 2544 นายอำเภอชุมพร แสงมณี เห็นว่าที่ว่าการอำเภอหลังเก่าได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก จึงได้ทำการเสนอของบประมาณจากทางราชการ และได้ทำการก่อสร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ขึ้นแทนที่หลังเก่า โดยใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเพียง 6 เดือนและสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2544 โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานในพิธีเปิด

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอแม่แตงตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเชียงดาว
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอพร้าว
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันทราย อำเภอแม่ริม และอำเภอสะเมิง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอปาย (จังหวัดแม่ฮ่องสอน)
การแบ่งเขตการปกครอง
การปกครองส่วนภูมิภาค
อำเภอแม่แตงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 13 ตำบล 120 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่ อักษรไทย อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2559)[1]
ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น
(พ.ศ. 2559)[1]
1. สันมหาพน San Maha Phon 10 6,576 6,576 (ทต. สันมหาพน)
2. แม่แตง Mae Taeng 8 4,428 4,428 (ทต. แม่แตง)
3. ขี้เหล็ก Khilek 11 9,806 1,982
7,824
(ทต. สันมหาพน)
(ทต. จอมแจ้ง)
4. ช่อแล Cho Lae 6 4,443 4,443 (ทม. เมืองแกนพัฒนา)
5. แม่หอพระ Mae Ho Phra 9 5,394 5,394 (ทต. แม่หอพระ)
6. สบเปิง Sop Poeng 13 7,865 7,865 (อบต. สบเปิง)
7. สันป่ายาง San Pa Yang 6 3,742 3,742 (อบต. สันป่ายาง)
8. บ้านเป้า Ban Pao 7 3,684 3,684 (อบต. บ้านเป้า)
9. ป่าแป๋ Pa Pae 13 6,126 6,126 (อบต. ป่าแป๋)
10. เมืองก๋าย Mueang Kai 5 1,627 1,627 (อบต. เมืองก๋าย)
11. บ้านช้าง Ban Chang 5 3,915 3,915 (อบต. บ้านช้าง)
12. กึ้ดช้าง Kuet Chang 8 5,273 5,273 (อบต. กึ้ดช้าง)
13. อินทขิล Inthakhin 19 12,820 8,586
4,234
(ทม. เมืองแกนพัฒนา)
(ทต. อินทขิล)
รวม 120 75,699 43,467 (เทศบาล)
32,232 (อบต.)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอแม่แตงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13 แห่ง ได้แก่

เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลช่อแลทั้งตำบลและบางส่วนของตำบลอินทขิล
เทศบาลตำบลสันมหาพน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันมหาพนทั้งตำบลและบางส่วนของตำบลขี้เหล็ก
เทศบาลตำบลอินทขิล ครอบคลุมพื้นที่ตำบลอินทขิล (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา)
เทศบาลตำบลแม่หอพระ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่หอพระทั้งตำบล
เทศบาลตำบลจอมแจ้ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลขี้เหล็ก (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสันมหาพน)
เทศบาลตำบลแม่แตง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่แตงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสบเปิง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสบเปิงทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเป้า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านเป้าทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลสันป่ายาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันป่ายางทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแป๋ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าแป๋ทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองก๋าย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเมืองก๋ายทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านช้าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านช้างทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลกื้ดช้าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกื้ดช้างทั้งตำบล

งานประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพ ในวันวิสาขบูชา

9 พฤษภาคม 2560 งานประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพ ในวันวิสาขบูชา เดินขึ้นดอย เพื่อนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพใน วันวิสาขบูชา

วัดพระธาตุดอยสุเทพจัดงานไหว้สาป๋ารมีพระบรมธาตุ ประจำปี 2560
สืบสานประเพณีเตียวขึ้นดอย

วัดพระธาตุดอยสุเทพ มีพระบรมธาตุที่สวยงามและศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกมีอายุกว่า 600 ปี ทุกปีก่อนถึงวันวิสาขบูชา 1 วัน กลางคืนจะมีประชาชนพร้อมใจกันนำเครื่องสักการะเดินขึ้นดอย เพื่อร่วมสรงน้ำพระบรมธาตุประจำปี จนเป็นประเพณีเตียวขึ้นดอย

นายวัลลภ นามวงศ์พรหม กรรมการประชาสัมพันธ์วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ แจ้งว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพยวรางกูร ได้พระราชทานน้ำสรงเพื่อถวายพระบรมธาตุ ทางคณะกรรมการจัดงานจึงได้จัดพิธีอัญเชิญขึ้นไปวัดพระธาตุดอยสุเทพอย่างสมเกียรติ และได้จัด “งานไหว้สาป่ารมีพระบรมธาตุถวายน้ำสรงพระราชทานสืบสานประเพณีเตียวขึ้นดอย” ปีนี้เป็นปีที่ 17 โดยมีกำหนดการ คือ วันที่ 5 – 9 พฤษภาคม 2560 จัดฉลองสมโภช ทุกคืนจะมีเจริญพระพุทธมนต์แสดงพระธรรมเทศนา ร่วมปฏิบัติธรรมและมีการแสดงทางวัฒนธรรมตลอดงาน วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม 2560 ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 เหนือ ก่อนวันวิสาขบูชา 1 วัน อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานขึ้นไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ เวลา 19.00 น. จะประกอบพิธีขอขมาครูบาศรีวิชัย และพิธีเปิดงาน ณ ข่วงครูบาศรีวิชัย โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานในพิธี จากนั้นเคลื่อนขบวนขึ้นไปวัดพระธาตุดอยสุเทพตามประเพณีเตียวขึ้นดอย โดยรถบุษบกจะมีขบวนแห่เครื่องสักการะแบบล้านนา ตลอดเส้นทางจะจัดซุ้มต้อนรับและบริการ จำนวน 13 จุด มีบริการน้ำดื่ม โรงทาน และมีพยาบาลประจำทุกจุด พร้อมกันนี้ได้กราบเรียนเชิญท่านผู้มีเกียรติ 7 ท่าน นั่งรถบุษบกเป็นประธานอัญเชิญ ขบวนแห่จะถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพตอนเช้าวันที่ 10 พฤษภาคม 2560 วันวิสาขบูชา คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เข้าร่วมกิจกรรมด้านการรักษาความสะอาดและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนรวมทั้งการแก้ไขปัญหาด้านการจราจรนั้น ทางคณะกรรมการได้มีการเตรียมการไว้พร้อมแล้ว และเวลา 06.30 น. พระสงฆ์จำนวน 64 รูป จะออกรับอาหารบิณฑบาตร โดยจะลงมาสจากบันไดนาค เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพยวรางกูล สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เวลา 17.00 น. จะประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระราชทานพระบรมธาตุดอยสุเทพ และเวียนเทียนปทักษิณรอบพระบรมธาตุเนื่องในวันวิสาขบูชา

จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและประชาชนทุกท่านได้ร่วมกันสืบสานประเพณีและร่วมปฏิบัติธรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาโดยทั่วกัน

กำหนดการประเพณีเตียวขึ้นดอยไหว้สาป๋ารมีพระบรมธาตุดอยสุเทพ ประจำปี 2560.

  • วันอังคารที่ 9 พ.ค. 2560 ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 เหนือ
    พิธีการสืบสานประเพณีเตียวขึ้นดอยไหว้สาป๋ารมีพระบรมธาตุดอยสุเทพ อัญเชิญน้ำสรงพระราชทาน ณ ข่วงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

    • เวลา 18.30 น. อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานมาตั้งเพื่อเตรียมความพร้อม ณ บริเวณข่วงครูบาศรีวิชัย
    • เวลา 19.19 น. พระสงฆ์จำนวน 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ – ถวายเครื่องไทยทาน-พระสงฆ์อนุโมทนา – อาจารย์กล่าวยื่นโยงโองการ
      • ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประธานในพิธี ประธานจัดงาน ถวายเครื่องสักการะครูบาศรีวิชัย
      • นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ประธานจัดงานกล่าวรายงาน
      • ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน
    • เวลา 19.59 น.ขบวนแห่อัญเชิญน้ำสรงและผ้าไตรพระราชทาน ออกจากข่วงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ ร่วมสืบสานประเพณีเตียวขึ้นดอย
    • เวลา 01.00 น. อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานไปประดิษฐาน ณ มณฑปข่วงฆ้องมงคลดอยสุเทพ
  • วันพุธที่ 10 พ.ค. 2560 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เหนือ (วันวิสาขบูชา)
    • เวลา 06.30 น. ทำบุญตักบาตร
    • เวลา 13.30 น. ขบวนแห่อัญเชิญน้ำสรงพระราชทาน จากข่วงฆ้องมงคลขึ้นสู่บ้านวัดพระธาตุดอยสุเทพ
    • เวลา 17.30 น. ประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระราชทาน พระบรมธาตุดอยสุเทพ
    • เวลา 17.45 น. กระทำปทักษิณรอบพระบรมธาตุดอยสุเทพ เนื่องในวันวิสาขบูชา – เสร็จพิธี
    • เวลา 19.00 น. พิธีเวียนเทียนเนื่องในวันวิสาขบูชา

ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา

ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา งานบุญวันวิสาขบูชา มีขบวนแห่น้ำสรงและผ้าไตรพระราชทานจากลานอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ

ประวัติประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา

ชาวล้านนาโดยเฉพาะชาวเชียงใหม่นั้น มีความผูกพันกับพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ศูนย์รวมแห่งพลังศรัทธาทั้งมวลนั้นแห่งหนึ่ง คือ พระธาตุดอยสุเทพ สำหรับประเพณีการเดินขึ้นดอยสุเทพนั้น คนเฒ่าคนแก่ได้ถ่ายทอดให้ฟังว่า “คงจะมีการเริ่มกันตั้งแต่เหตุการณ์ปาฏิหาริย์ที่องค์พระบรมสารีริกธาตุ วัดสวนดอกแยกออกเป็น 2 องค์ ทำให้พระเจ้ากือนา กษัตริย์ผู้ครองราชย์สมัยนั้น คิดหา สถานที่ที่จะสร้างวัดขึ้น เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอีกองค์หนึ่ง จึงทรงทำการเสี่ยงทายในวันวิสาขบูชา วันเพ็ญเดือน 6 ของปีนั้น ทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคล ถ้าช้างไปหยุด ณ จุดใด ก็จะใช้สถานที่นั้น เป็นที่สร้างวัดเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ช้างเสี่ยงทายเริ่มเดินออกจากวัดสวนดอก บ่ายหน้าขึ้นสู่ดอยสุเทพไปจนถึงยอดชั้นที่ 1 ชื่อดอยหมากขนุน หรือดอยช้างนูน และขึ้นต่อไปถึงยอดชั้นที่ 2 ชื่อดอยสนามยอด หรือดอยสามยอด ระหว่างทางช้างเกิดสั่นและหยุดพักช่วงหนึ่ง พระเจ้ากือนาจึงโปรดให้สร้างวัดขึ้น ณ จุดที่ช้างพัก ปัจจุบันคือ วัดผาลาดเมื่อช้างหายเหนื่อยก็ลุกเดินต่อมุ่งหน้าไปจนถึงชั้นที่ 3 ชื่อว่า ดอยสุเทพ ซึ่งขณะนั้นมีฤาษีวาสุเทพนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำ ช้างก็ไปหยุดและตายที่นั่น พระเจ้ากือนาจึงทรงให้สร้างวัด   พระธาตุดอยสุเทพขึ้นตรงจุดนั้น และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเจดีย์ และในปัจจุบันมีการปั้นรูปช้างอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย
จากจุดที่ช้างเดินจากวัดสวนดอกไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดเส้นทางที่เรียกว่า ด่านช้าง ภายหลังจากที่สร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพเสร็จแล้ว พระเจ้ากือนาก็ทรงใช้เส้นทางดังกล่าวนี้เดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ จนกลายมาเป็นประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพสืบต่อมา ด้วยเชื่อว่า จะทำบุญให้ได้กุศลแรงจะต้องเดินขึ้นไปทำบุญที่วัด

ประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

ประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเอกลักษณ์พิเศษของชาวล้านนา ต่อมาจุดเปลี่ยนแปลงของประเพณีเกิดขึ้นเมื่อปี 2477 เมื่อพระครูบาศรีวิชัยร่วมกับชาวล้านนาสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เพราะเส้นทางเดิมที่ใช้เดินขึ้นดอยระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ลักษณะเป็นทางเดินเท้า ทั้งสูงชันและคับแคบ ดังนั้น เมื่อเดินทางไปถึงก็จะต้องพักแรมอยู่นมัสการอบรมสมโภชเป็นเวลาหลายวันถึงจะเดินทางกลับบ้าน เส้นทางที่ครูบาศรีวิชัยสร้างขึ้นนั้น ชื่อ ถนนศรีวิชัย เริ่มจากวัดสวนดอกวิ่งไปตามถนนสุเทพ ผ่านวัดผาลาดไปยังพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งในตอนแรกที่ทำถนนเป็นถนนดินลูกรัง ต่อมามีการปรับปรุงเป็นถนนลาดยางในปี 2524  เมื่อพระธาตุดอยสุเทพเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ตามเส้นทางระหว่างถนนศรีวิชัย ไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ พระครูบาศรีวิชัยและชาวพุทธได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นอีก 3 วัด คือ วัดโสดาบรรณ หรือวัดศรีโสดา วัดสักกินาคา ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโครงการควบคุมไฟป่าภูพิงค์ และวัดอนาคามี โดยวัดสักกินาคาและวัดอนาคามีถูกทำลายไปแล้ว

พระครูบาศรีวิชัยได้เปรียบการเดินทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพไว้ว่าเป็นเสมือนการเดินทางไปสู่การตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเปรียบเทียบวัดพระธาตุดอยสุเทพ คือวัดอรหันต์ ลักษณะการเดินทางจะเดินด้วยเท้า ถือประทีป ธูปเทียน เป็นริ้วขบวนประกอบด้วย  พระสงฆ์เดินนำหน้าสวดมนต์ และประชาชนเดินตามหลัง โดยเริ่มขบวน ณ วัดโสดาบรรณ หรือ วัดศรีโสดา และนมัสการวัดสักกินาคม และวัดอนาคามี และเดินทางขึ้นไปนมัสการวัดพระธาตุดอยสุเทพหลังจากนั้นก็บำเพ็ญศีลวิปัสสนา ทำบุญตักบาตรในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วจึงเดินทางกลับ จึงถือว่าได้อานิสงส์แรง หรือได้ทำบุญมากนั่นเอง

ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพนี้จะจัดกันทุกปี ในคืนก่อนวันวิสาขบูชา ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวเชียงใหม่ โดยลูกหลานชาวเชียงใหม่จะมาร่วมกันเดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ โดยจะมีขบวนพระภิกษุสงฆ์ และขบวนของคณะต่างๆ ทั้งตัวแทนหมู่บ้าน บริษัท ห้างร้าน องค์กรต่างๆ และบรรดานักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ฯลฯ จะเริ่มเดินกันตั้งแต่ตอนเย็น จุดเริ่มต้นคือ หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินผ่านหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ และผ่านอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ผู้สร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ อันเป็นที่สักการะยิ่งของชาวเชียงใหม่ ก่อนผ่านไปเราก็ต้องกราบไหว้ครูบาศรีวิชัยกันก่อน และเดินไปตามถนนเรื่อยๆ ตามเนินเขาจนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ ระยะโดยประมาณ 14 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางเดินขึ้นดอยสุเทพ จะมีจุดบริการทั้งหมด 10 จุด ซึ่งแต่ละจุดก็มาจากแรงศรัทธาของชาวเชียงใหม่ มีทั้งบริษัทห้างร้าน วัดต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานราชการ ได้จัดจุดบริการเพื่อร่วมศรัทธาอันแรงกล้า ซึ่งแต่ละจุดก็จะมีอาหาร และเครื่องดื่มต่าง ๆ แจกให้กับผู้ที่ร่วมเดินขึ้นดอยสุเทพฟรี แบบไม่คิดเงิน อีกทั้งยังจัดซุ้มพระประจำวันเกิด เพื่อให้ผู้ที่ร่วมเดินได้ทำการสรงน้ำพระประจำวันเกิด

กิจกรรม / พิธี

จากการที่มีถนนศรีวิชัยแล้วนั้น เส้นทางตั้งแต่อดีตที่พระเจ้ากือนาได้ใช้เดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพจึงไม่มีใครใช้ ทุกคนจึงหันมาใช้เส้นทางถนนศรีวิชัยแทน แต่ประเพณีการเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพในวันวิสาขบูชายังคงมีอยู่ แต่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยเดินขึ้นไปตามถนนที่พระเจ้ากือนาได้เสี่ยงทายช้าง เปลี่ยนมาเป็นทางถนน เริ่มที่ตอนเย็นของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 เรื่อยไปจนถึงเช้าของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พุทธศาสนิกชนที่เปี่ยมด้วยศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศจะทยอยกันมาอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงการเดินทางขึ้นดอยสุเทพ เกิดขึ้นหลังจากที่มีการตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นในปี 2524 โดยจุดมุ่งหมายของอุทยานแห่งชาติต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการศึกษาวิจัย และยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ดังนั้น ในสมัยก่อนที่มีการเดินขึ้นดอยสุเทพกัน อาจจะเป็นเฉพาะผู้ที่ต้องการจะขึ้นไปทำบุญ ยกเว้นชาวเขา เชื่อว่าสมัยก่อนคนเชียงใหม่ คงจะไม่มีใครเดินขึ้นดอยสุเทพไปเพื่อเที่ยวหรือพักผ่อน จะขึ้นไปก็ต่อเมื่อไปทำบุญเท่านั้นทุกคนควรละเว้นอบายมุขจนกระทั่งมีการตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ มีการอำนวยความสะดวกและมีการประชาสัมพันธ์ จึงทำให้คนเชียงใหม่ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาว นิยมขึ้นไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อพักผ่อนตามน้ำตก จุดชมวิวต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคมนาคมที่สะดวก รถยนต์ รถจักรยานยนต์จึงเป็นพาหนะที่พากันขึ้นไปแทนด้วยการเดินเท้า ซึ่งก็ถือว่ายังมีศรัทธาอยู่ แต่ที่ไม่สมควรคือ บรรดาวัยรุ่นกลับขึ้นดอยด้วยความสนุกเฮฮา ดื่มสุรา เล่นดนตรีก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้อื่น  วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนา
ปัจจุบันทางศูนย์สื่อความหมายธรรมชาติ ได้จัดโครงการรณรงค์ฟื้นฟูประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพขึ้นใหม่ในปี 2535 และได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือเขต 1 เชียงใหม่ และจังหวัดเชียงใหม่ โดยยึดถือเอาประเพณีดั้งเดิมมาเป็นต้นแบบและผสมผสานใหม่ให้เป็นแนวทางที่เหมาะสม เช่น ไม่มีขบวนอย่างเช่นในสมัยพระเจ้ากือนา ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีการรณรงค์ฟื้ฟูประเพณีที่มีงามทางศาสนาดังกล่าวขึ้นมาใหม่ โดยผสมผสานกิจกรรมการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนการปลูกฝังให้เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่

นั่งสามล้อ ผ่อดอกเอื้อง จวนแอ่วปี๋ใหม่เมือง ตี้อุทยานหลวงราชพฤกษ์

12 – 16 เมษายน 2560 จวนมาแอ่วงาน “ปี๋ใหม่เมือง ดอกเอื้องงาม (Songkran Festival, a Romantic Touch of Orchids)” ชมเสน่ห์ดอกเอื้องเมืองเหนือและกล้วยไม้ไทยกว่า 100 ชนิดที่บานสะพรั่งทั่วเรือนกล้วยไม้/ ร่วมสรงน้ำพระพุทธรูปเสริมบารมีปี๋ใหม่เมือง/ นั่งสามล้อถีบแอ่วชมสวน แวะผ่อดอกเอื้อง/ ถ่ายภาพม่วนใจ๋ปี๋ใหม่เมืองกับมุมถ่ายภาพแบบล้านนา/ สาธิตทำอาหารและขนมพื้นเมือง/ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งจับจ่ายซื้ออาหารและสินค้าพื้นเมืองในกาดหมั้วครัวฮอม พร้อมร่วมลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไทยสมายล์ จำนวน 10 รางวัล ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 053-114110-5

ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม

เย็นก๋าย เย็นใจ๋ แอ่วเจียงใหม่ เวียงพิงค์

– พิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในงานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ประจำปี 2560
– ขบวนแห่การประกวดแม่ญิงขี่รถถีบกางจ้อง
– การประกวดเครื่องสักการะล้านนา (หมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นดอก ต้นผึ้ง)
– กิจกรรม “สืบฮีต สานฮอย ย้อนรอย ปี๋ใหม่เมือง”
– บูชาพระบรมสารีริกธาตุ
– สรงน้ำพระสิริมังคลาจารย์
– ประเพณีก่อเจดีย์ทราย
– พิธีอาราธนาพระพุทธสิหิงค์
– การประกวดเทพี-เทพบุตรสงกรานต์
– การแสดงศิลปะพื้นบ้านล้านนา
– ขบวนแห่ไม้ค้ำสะหลี และขนทรายเข้าวัด
– ขบวนแห่เครื่องสักการะ สระเกล้าดำหัวป้อเมืองเจียงใหม่

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเมืองเชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร 103 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอารามหลวงในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม ร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ. 1928 – 1945 และมีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ปัจจุบันมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญอีกองค์หนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

ประวัติวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
วัดเจดีย์หลวงสร้างอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา ตั้งอยู่เลขที่ 103 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ภายในวัดประมาณ 32 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา

จุลศักราช 289 (พ.ศ. 1874) พญาแสนภูโปรดให้สร้างเมืองเชียงแสน และต่อมาอีก 4 ปีทรงสร้างมหาวิหารขึ้นในท่ามกลางเมืองเชียงแสน คือวัดเจดีย์หลวงองค์ที่ 1 ซึ่งอยู่ในวัดพระเจ้าตนหลวง เมืองเชียงแสน สมัยพระเจ้าแสนเมืองมาซึ่งเป็นโอรสของพญากือนา ขณะที่มีพระชนมมายุ 39 ปี พระองค์โปรดให้สร้างพระเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จดีก็สวรรคต พระราชินีผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ได้โปรดให้ทำยอดพระธาตุเจดีย์หลวงจนแล้วเสร็จ

ปี พ.ศ. 2055 พระเมืองแก้ว พร้อมด้วยชาวเมืองทั้งหลาย เอาเงินมาทำกำแพงล้อมพระธาตุเจดีย์หลวง 3 ชั้นได้เงิน 254 กิโลกรัม จากนั้นจึงได้เอาเงินมาแลกเป็นทองคำจำนวน 30 กิโลกรัม แล้วแผ่เป็นแผ่นทึบหุ้มองค์พระธาตุเจดีย์หลวง เมื่อรวมกับทองคำที่หุ้มองค์พระเจดีย์หลวงอยู่เดิม ได้น้ำหนักทองคำถึง 2,382.517 กิโลกรัม

ประมาณ พ.ศ. 2088 สมัยพระนางจิรประภามหาเทวี ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเชียงใหม่ จึงทำให้ยอดพระเจดีย์หลวงหักพังทลายลงมา หลังจากนั้นพระเจดีย์หลวงจึงถูกทิ้งให้ร้างมานานกว่า 400 ปี กระทั่งปี พ.ศ. 2423 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ได้รื้อพระวิหารหลังเก่าและสร้างวิหารหลวงขึ้นใหม่ด้วยไม้ทั้งหลัง

ช่วงปี พ.ศ. 2471-2481 สมัยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ถือได้ว่าเป็นทศวรรษแห่งการบูรณะครั้งสำคัญของวัดพระเจดีย์หลวง ได้มีการรื้อถอนสิ่งปรักหักพัง แผ้วถางป่าที่ขึ้นปกคุลมโบราณสถานต่างๆ ออก แล้วสร้างเสริมเสนาสนขึ้นใหม่ให้เป็นวัดสมบูรณ์แบบในเวลาต่อมา

พระเจดีย์หลวง ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 ใช้งบประมาณในการบูรณะถึง 35 ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2535

แต่เดิมวัดเจดีย์หลวง ชื่อ “โชติการามวิหาร” แปลว่า พระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรืองสว่างไสว เนื่องจากเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณะทูต 8 รูป ภายใต้การนำพระโสณะ และ พระอุตตะระ เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ รวมทั้งภูมิภาคนี้ด้วย ได้นำเอาพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ในองค์เจดีย์องค์เล็กสูง 3 ศอก ที่สร้างขึ้น ณ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์หลวงในปัจจุบัน ในเวลานั้นมีมีชายผู้หนึ่ง อายุ 120 ปี มีใจเลื่อมใส ได้แก้เอาผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชา และได้ทำนายว่า ต่อไปในภายภาคหน้า ตรงนี้จะเป็นอารามใหญ่ชื่อโชติการาม พวกลัวะทั้งหลายเอาข้าวของบูชาพระธาตุพระพุทธเจ้า จึงก่อเจดีย์หลังหนึ่งสูง 3 ศอกไว้เป็นที่สักการบูชา

นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งของคำว่า “โชติการาม” คือ เวลาที่มีการจุดประทีปโคมไฟไปประดับบูชาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง จะปรากฏจะปรากฏแสงสีสว่างไสว มองเห็นองค์พระเจดีย์คล้ายเชิงเทียนที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วงสว่างไสว ดูแล้วมีความงดงามยิ่งนัก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล

ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดเจดีย์หลวง” เนื่องจากในภาษาเหนือ หรือคำเมือง หลวงแปลว่า “ใหญ่” หมายถึง พระธาตุเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่

พระธาตุเจดีย์หลวง

พระธาตุเจดีย์หลวงนั้นถือว่าเป็นพระธาตุที่มีความสูงที่สุดในภาคเหนือ หรือล้านนา คือ สูงประมาณ 80 เมตร เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 60 เมตร ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ถือว่าเป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดของเมืองเชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่

พระธาตุเจดีย์หลวงนั้นถูกสร้างขึ้นในในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา (พ.ศ. 1928 – 1945) กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ซึงเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พญากือนา พระราชบิดา ซึ่งมีตำนานเล่ามาว่า พญากือนาซึ่งได้สวรรคตไปแล้ว ได้ปรากฏตัวแก่พ่อค้าชาวเชียงใหม่ที่เดินทางไปค้าขายที่พม่า ให้มาบอกว่าแก่พญาแสนเมืองมาผู้เป็นโอรสว่า ให้สร้างเจดีย์ไว้ท่ามกลางเวียง ให้สูงใหญ่พอให้คนที่อยู่ไกล 2000 วา สามารถมองเห็นได้ แล้วอุทิศบุญกุศลเหล่านนี้ให้แก่พญากือนา เพื่อให้พญากือนานั้นสามารถไปเกิดในเทวโลกได้ แต่พญาแสนเมืองมาเสด็จสวรรคตเสียก่อน พระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวีผู้เป็นมเหสีได้สืบทอด เจตนารมณ์สร้างต่อ จนเสร็จในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน ใช้เวลาสร้าง 5 ปี

ต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยพญาติโลกราช (พ.ศ. 1984 – 2030) พระองค์โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคต นายช่างใหญ่ทำการปฏิสังขรณ์ โดยมีพระมหาสวามีสัทธัมกิติ เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ของวัดโชติการาม (วัดเจย์หลวง) เป็นกำลังสำคัญในการควบคุมดูแล และประสานงาน การปฏิรูปและก่อสร้างครั้งนี้ได้สร้างขยายเจดีย์ให้ใหญ่กว่าเดิม ใช้เวลาในการก่อสร้าง 3 ปี จึงแล้วเสร็จ

ในสมัยมหาเทวีจิรประภา รัชกาลที่ 15 แห่งราชวงศ์มังราย เกิดพายุฝนตกหนัก แผ่นดินไหว พระมหาเจดีย์หลวงได้พังทลายลงมาเหลือเพียงครึ่งองค์ จากนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไปนานกว่า 4 ศตวรรษ พระมหาเจดีย์หลวงที่เห็นปัจจุบันกรมศิลปกรเพิ่งจะ บูรณปฏิสังขรณ์เสร็จไปเมื่อ พ.ศ. 2535

เจดีย์หลวงตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยาของชาวลัวะ[แก้]
คติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยา ในยุคแรกใช้อินทขีลเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความเชื่อดั้งเดิมของชาวลัวะซึ่งได้ผสมผสานกับความเชื่อของพราหมณ์ ในระยะต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก ได้ใช้พระธาตุเจดีย์หลวงเป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาล คตินี้เห็นได้ชัดจากการสร้างเจดีย์หลวงให้สูงใหญ่ ตั้งอยู่กลางใจกลางเมือง เช่นเดียวกับเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ปัจจุบันบริเวณวัดเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ มีสิ่งสักการะหลากหลายได้แก่ เจดีย์หลวง อินทขีล ต้นยาง กุมภัณฑ์ พระฤๅษี ซึ่งสะท้อนพัฒนาการคติจักรวาลได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่แวดล้อมของเมือง

คติเจดีย์หลวงในฐานะศูนย์กลางจักรวาล ปรากฏในคัมภีร์มหาทักษาเมือง กล่าวถึง การสร้างวัดสำคัญในเมืองเชียงใหม่ 9 แห่ง โดยกำหนดให้สอดคล้องกับชัยภูมิ และความเชื่อเรื่องทิศทั้ง 4 และทิศเฉียงอีก 4 เป็น 8 เมื่อทิศทั้ง 8 มาบรรจบกัน เกิดจุดศูนย์กลางรวมกันเป็น 9 ถือเป็นเลขมงคล ตำแหน่งจุดศูนย์กลางเมือง เป็นสะดือเมือง กำหนดให้เป็นเกตุเมืองตรงกับวัดเจดีย์หลวง วัดทั้ง 8 แห่งที่สร้างตามทักษาเมือง คือ

บริวารเมือง ทิศตะวันตก (ทิศปัจฉิม) วัดสวนดอก
อายุเมือง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) วัดเจ็ดยอด
เดชเมือง ทิศเหนือ (ทิศอุดร) วัดเชียงยืน
ศรีเมือง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) วัดชัยศรีภูมิ
มูลเมือง ทิศวะวันออก (ทิศบูรพา) วัดบุพพาราม
อุตสาหเมือง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอาคเนย์) วัดชัยมงคล
มนตรีเมือง ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) วัดนันทาราม
กาลกิณีเมือง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) วัดตโปทาราม

ช้างรอบพระธาตุเจดีย์หลวง

มหาเจดีย์หลวงที่พระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวีทรงก่อสร้างนั้น พระนางทรงให้ยกฉัตรยอดมหาเจดีย์ แล้วปิดด้วยทองคำ พร้อมทั้งเอาแก้ว 3 ลูก ใส่ยอดมหาเจดีย์นั้นไว้ ประดับด้วยโขงประตูทั้ง 4 ด้าน มี พระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งในโขงทั้ง 4 ด้าน มีรูป พญานาคปั้นเต็มตัว 8 ตัว ตัวละ 5 หัว อยู่ใน 2 ข้างบันได รูปปั้นราชสีห์ 4 ตัว ตั้งอยู่ตรงสี่มุมของมหาเจดีย์ มีรูปปั้นช้างค้ำรายล้อมรอบองค์เจดีย์หลวงนั้นมี 28 เชือก แต่ในประวัติศาสตร์มีเพียง 8 เชือกเท่านั้น ที่มีการตั้งชื่อให้เฉพาะ ซึ่งชื่อช้าง 8 เชือกที่ล้อมเจดีย์หลวง นับจากนับตามลำดับตั้งแต่ตัวที่อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) เวียนมาตามทิศตะวันออก มีดังนี้

ตัวที่ 1 เมฆบังวัน ตัวที่ 2 ข่มพลแสน
ตัวที่ 3 ดาบแสนด้าม ตัวที่ 4 หอกแสนลำ
ตัวที่ 5 ก๋องแสนแหล้ง ตัวที่ 6 หน้าไม้แสนเปียง
ตัวที่ 7 แสนเขื่อนก๊าน ตัวที่ 8 ไฟแสนเต๋า

การสร้างรูปปั้นช้างนั้น เป็นการส่งเสริมกำลังเมืองในทางด้านไสยศาสตร์เพื่อให้เมืองมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพิธีการสักการบูชาพญาช้างทั้ง 8 เชือก เพราะเชื่อว่า จะทำให้เกิดสวัสดิมงคล นำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง ศัตรูไม่กล้ามารุกรานย่ำยีเมืองได้ เพราะชื่อพญาช้างที่ตั้งขึ้นนั้น เป็นพลังอำนาจก่อเกิดเดชานุภาพ อิทธิฤทธิ์ ข่มขู่บดบัง ขวางกั้น กำจัด ปราบปรามอริราชศัตรูที่จะมารุกราน ให้แพ้ภัยแตกพ่ายหนีไปเอง ซึ่งแต่ละชื่อมีความหมายดังนี้ [5]

เมื่อศัตรูยกพลเสนามารุกราน ล่วงล้ำเข้ามาในเขตพระราชอาณาจักร จะเกิดอาเพศ ท้องฟ้ามืดมิดด้วยเมฆหมอกปกคลุม ธรรมชาติวิปริตแปรปรวน น่ากลังยิ่งนัก ทำให้ผู้รุกรานหวาดผวาภัยพิบัติ ตกใจกลัวแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “เมฆบังวัน”
เมื่อผู้รุกรานยกทัพเข้ามาใกล้ แม้จะมีพลโยธาทหารกล้าเรือนแสน ก็จะเกิดอาการมึนเมาลืมหลง ไม่อาจครองสติยับยั้งอยู่ได้ ต้องระส่ำระส่าย แตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ข่มพลแสน”
เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามา แม้จะมีกำลังพลมากมาย มีศาตรา มีด พร้า ด้ามคมเป็นแสนๆเล่ม ก็ไม่อาจเข้าใกล้ทำร้ายได้ มีแต่จะเกิดหวาดหวั่นขาดกลัวแตกหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ดาบแสนด้าม”
เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามารานรบ แม้จะมีกำลังพลกล้าหาญมากมาย มีศาสตราอันคมยาว หอกแหลนหลาวเป็นแสน ก็ไม่อาจเข้ามาราวีได้ จึงต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “หอกแสนลำ”
เมื่อข้าศึกศัตรูผู้รุกรานเข้ามา แม้จะมีกำลังพลจำนวนมาก มีอาวุธปืนเป็นแสนกระบอก ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ ต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “ปืนแสนแหล้ง”
เมื่อผู้รุกรานบุกรุกเข้ามา แม้จะมีกำลังพลมากมาย มีหน้าไม้คันธนูเป็นแสนๆ ไม่สามารถทำอันตรายได้ ต้องแตกพ่ายหนีไป จึงได้ชื่อว่า “หน้าไม้แสนเกี๋ยง”
เมื่อข้าศึกอาจหาญล้ำแดนเข้ามา แม้ด้วยกำลังพลหัตถีนึก กองทัพช้างมีเป็นแสนเชือก ก็ไม่อาจหักหาญเข้ามาได้ มีแต่จะอลม่านแตกตื่นแกหนีไปสิ้น จึงได้ชื่อว่า “แสนเขื่อนกั้น” (บางแห่งเป็น แสนเขื่อนก๊าน)
เมื่อข้าศึกเข้ามาหมายย่ำยี ก็จะเกิดอาการร้อนเร่าเหมือนเพลิงเผาผลาญรอบด้าน เลยแตกพ่ายหนีไปด้วยความทุกข์ทรมาน จึงได้ชื่อว่า “ไฟแสนเต๋า”

สรุปประวัติพระเจดีย์หลวง

พระเจดีย์หลวงสร้างขึ้นในรัชสมัยของพญาแสนเมืองมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พญากือนา พระราชบิดา แต่สร้างไม่เสร็จ ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมาพระนางเจ้าติโลกจุฑาราชเทวี พระมเหสีของพญาเมืองมา ก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน เรียกกันว่า “กู่หลวง” พญาติโลกราช โปรดให้หมื่นด้ามพร้าคตเป็นนายช่างใหญ่ดำเนินการปฏิสังขรณ์รพระเจดีย์หลวง ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2021 ในรัชสมัยพระเจ้ายอดเชียงรายได้ปิดทองภายในซุ้มจรนัมของพระเจดีย์ หลวงทั้ง 4 ด้าน

ในรัชสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว เมื่อ พ.ศ. 2046 ได้โปรดให้สร้างหอพระแก้ว และอัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาประดิษฐาน สร้างมหาวิหาร ส่วนการบูรณะพระเจดีย์หลวงได้ดำเนินการเพียงเล็กน้อย

ในที่สุดเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปีพ.ศ. 2088 ในรัชสมัยพระนางเจ้ามหาเทวีจิรประภา ยอดพระเจดีย์หลวงก็พังทลายลงมา เหลือให้เห็นดังสภาพปัจจุบัน (ก่อนการบูรณะของกรมศิลปกร)

การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 0ง วันที่ 8 มีนาคม 2478 พร้อมกับวัดอีกหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่

เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
พระญาณดิลก (พิมพ์ ธมฺมธโร) มาดำรงตำแหน่งพิเศษในฐานะผู้กำกับการคณะสงฆ์ มิใช่เจ้าอาวาส

ลำดับเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ลำดับเจ้าอาวาส:
นับตั้งแต่วัดเจดีย์หลวงได้รับการฟื้นฟูในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ วัดเจดีย์หลวงมีเจ้าอาวาสปกครองมาแล้ว 8 รูป
1 พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) พ.ศ. 2471 พ.ศ. 2474
2 พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต พ.ศ. 2475 พ.ศ. 2475
3 พระครูนพีสีพิศาลคุณ (ทอง โฆษิโต) พ.ศ. 2476 พ.ศ. 2476
4 พระพุทธิโศภน (แหวว ธมฺมทินฺโน) พ.ศ. 2477 พ.ศ. 2502
5* พระญาณดิลก (พิมพ์ ธมฺมธโร) พ.ศ. 2480 พ.ศ. 2483
6 พระธรรมดิลก (ขันธ์ ขันติโก) พ.ศ. 2503 พ.ศ. 2534
7 พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2551
8 พระราชเจติยาจารย์ (ชูเกียรติ อภโย) พ.ศ. 2553 ปัจจุบัน

แผนที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

หิรัญนครเงินยางเชียงราว

หิรัญนครเงินยางเชียงราว หรือ หิรัญนครเงินยางเชียงแสน เป็นอาณาจักรหนึ่งในประเทศไทย

หลังจากเวียงปรึกษาได้ปกครองพื้นที่แถวๆนั้นได้ 93 ปี ก็เป็นอันอวสานของเวียง เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 1181 พระยากาฬวรรณดิศราช หรือ พญาอนิรุทธ กษัตริย์ แห่งทวารวดีได้เสด็จขึ้นมาสนับสนุนพญาลวจักรราช ผู้มีเชื้อสายของปู่เจ้าลาวจก หรือผู้ที่ขายดอยตุงให้นครโยนกนาคพันธุ์ สร้างพระธาตุดอยตุง ขึ้นเป็นกษัตริย์ ของเวียงปรึกษา พญาลวจักรราช จึงตั้งชื่อให้ราชวงศ์ใหม่ของพระองค์นี้ว่า ราชวงศ์ลวจักรราช หรือ ราชวงศ์ลาว

หลังจากขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ พระองค์จึงทรงเปลี่ยนนาม จากเวียงปรึกษา เป็นเมืองหิรัญนคร โดยมีศูนย์กลางอยู่แถวๆแถบแม่น้ำสาย และดอยตุง ในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นในสมัยพระเจ้าลาวเคียง พระองค์ได้สร้างเมืองเงินยาง หรือ เมืองเชียงแสน หรือตรงเวียงเชียงแสนในปัจจุบัน และย้ายเข้าไปปกครองที่นั่น มีกษัตริย์ปกครองสืบเนื่องมาอีกถึง 621 ปี รวม 24 รัชกาล

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อ พญาลาวเมง พระบิดาของ พญามังราย สร้างเมืองเชียงราย และ พญามังรายขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ พระองค์ที่ 25 ของหิรัญนครเงินยางเชียงแสนในปี พ.ศ. 1805 พระองค์ทรงมีแนวพระราชดำริ่จะรวบรวมแคว้นน้อยใหญ่ในอาณาบริเวณเดียวกันให้เป็นปึกแผ่น

เมื่อพระองค์ได้ทรงขึ้นครองราช พระองค์ก็ได้โปรดให้เมืองเชียงราย เป็นราชธานีแห่งใหม่ เป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ลวจักรราช แห่ง หิรัญนครเงินยาง เริ่มต้น ราชวงศ์มังราย แห่งอาณาจักรล้านนา
พระยาลวจักรราช

พระยาลวจักรราช นั้น คาดว่าเดิมมีอำนาจอยู่ในเมืองเชียงลาว บริเวณดอยตุง และ แม่น้ำสาย ต่อมาจึงได้ขยายมาสู่เมืองเงินยาง หรือเงินยัง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง พระองค์ มีราชบุตร ๓ พระองค์ ได้แก่ ลาวครอบ ลาวช้าง และ ลาวเก๊าแก้วมาเมือง โดยให้บุตรของพระองค์ครองเมืองดังนี้

ลาวครอบ ครอง เมืองเชียงของ
ลาวช้าง ครอง เมืองยอง
ลาวเก๊าแก้วมาเมือง ครอง เมืองเชียงลาว สืบต่อมา

กษัตริย์ราชวงศ์นี้มีกษัตริย์สืบต่อมาถึง 24 องค์ ในระหว่างนั้นหลายองค์ได้มีการส่งราชบุตรของตนออกไปครองเมืองต่าง ๆ เช่น พะเยา เชียงของ เชียงคำ ล้านช้าง น่าน ฯลฯ ดังนั้น เมืองทั้งหลายเหล่านี้จึงเป็นเครือญาติกัน

รายพระนามกษัตริย์ผู้ครองเมืองเชียงแสน

ยุคเมืองหิรัญนคร

พญาลวจักราช (ลาวจก)
พญาลาวเก๊าแก้วมาเมือง
พญาลาวเส้า (ลาวเสา)
พญาลาวตัง (ลาวพัง)
พญาลาวกลม (ลาวหลวง)
พญาลาวเหลว
พญาลาวกับ
พญาลาวคิม (ลาวกิน)

ยุคเมืองเงินยาง

พญาลาวเคียง
พญาลาวคิว
พญาลาวเทิง (ลาวติง)
พญาลาวทึง (ลาวเติง)
พญาลาวคน
พญาลาวสม
พญาลาวกวก (ลาวพวก)
พญาลาวกิว (ลาวกวิน)
พญาลาวจง
พญาจอมผาเรือง
พญาลาวเจิง (ลาวเจื๋อง)
พญาลาวเงินเรือง
พญาลาวซิน (ลาวชื่น)
พญาลาวมิง
พญาลาวเมือง (ลาวเมิง)
พญาลาวเมง (พระบิดาพญามังราย แห่งล้านนา)

น้ำตกบัวตอง

น้ำตกบัวตองและน้ำพุเจ็ดสีตั้งอยู่ในเขตวนอุทยานน้ำตกบัวตองและน้ำพุเจ็ดสี น้ำตกบัวตอง เป็นน้ำตกที่สวยงาม มีลักษณะพิเศษเป็นธารหินปูน มีความสูงประมาณ 100 เมตร มีความลาดชันประมาณ 50 องศา มีทั้งหมด 2 ชั้น นอกจากนี้ตลอดลำธารน้ำตกชึ่งจะไหลลงสู่ลำห้วยแม่ป๋อน จะมีความร่มรื่นและมีน้ำตกขนาดเล็กๆ สวยงาม น้ำที่ไหลมาจากน้ำตกเป็นน้ำแร่ซึ่งมี แคลเซียมคาร์บอเนต พุพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วไหลเป็นลำธารและน้ำตกขนาดเล็ก พื้นลำธารมีลักษณะแข็งและไม้ลื่นเพราะมีแคลเซียมคาร์บอเนตเคลือบอยู่ ดูสวยงามน่าชมยิ่งนัก นำ้พุร้อนเจ็ดสีเป็นบ่อน้ำพุเย็น มีขนาด 6 คุณ 8 เมตร มีน้ำพุไหลพุ่งออกจากใต้ดินตลอดปี น้ำใส เป็นประกายสีรุ้งเมื่อกระทบแสงอาทิตย์ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่ทำให้เกิดน้ำตกบัวตองโดยน้ำจะไหลไปตามลำธารจนถึงน้ำตกบัวตองเป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหมายเลข 1001 (เชียงใหม่ – สันทราย – พร้าว) เข้าสู่อำเภอพร้าว บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 48 – 49 ก็จะมีทางแยกขวามือเข้าไปวนอุทยานฯ เดินทางต่อไปอีกประมาณ 2.6 กิโลเมตร ก็จะมีทางเลี้ยวขวาเข้าวนอุทยานน้ำตกบัวตองและน้ำพุเจ็ดสี
ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา

น้ำตกห้วยป่าพลู

เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมบรรยากาศที่สวยงานของน้ำตกที่ไหลตกลงมาตามชั้นของโขดหิน เป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก น้ำตกห้วยป่าพลูตั้งอยู่ในตำบลสันทราย อำเภอพร้าว เป็นน้ำตามธรรมชาติมีทั้งหมด 3 ชั้น ซึ่งเกิดจากป่าต้นน้ำ ห้วยป่าพลู โดยจะไหลลงมาตามลำห้วยและโขดหินน้อยใหญ่และโพยพุ่งลงสู่พื้นล่างตามชั้นความสูง ทำให้เกิดน้ำตกและละออกน้ำที่เย็นชุ่ม นอกจากนั้นภูมิทัศน์โดยรอบยังประกอบด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และเสียงนกป่าร้องเรียกประสานเสียง จึงทำให้น้ำตกแห่งนี้มีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหมายเลข 1001 (เชียงใหม่ – สันทราย – พร้าว) ใช้เวลาในการเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 103 กิโลเมตร

น้ำตกแม่กำปอง

น้ำตกแม่กำปอง ซึ่งมีสายน้ำไหลตลอดทั้งปี มีความสูง 7 ชั้นด้วยกัน บนชั้นที่ 7 มีแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลและอากาศเย็นตลอดทั้งปี ทำให้สามารถเลือกช่วงเวลามาเที่ยวได้สะดวกทุกฤดูกาล อีกทั้งที่นี่ยังไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมากนักหนึ่งในจุดเด่นของน้ำตกแม่กำปองคือการได้อยู่กับธรรมชาติ ได้อย่างดีเยี่ยมเพราะบริเวณน้ำตกนั้นไม่มีร้านค้า ร้านอาาหร หรือร้านขายของที่ระลึกใดๆ ทำให้บรรยากาศโดยรวมนั้นเงียบสงบไม่วุ่นวายเหมือนที่อื่นๆ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติทั้งระยะใกล้และไกล โดยระยะไกลนั้นจะสามารถเดินขึ้นถึง “ดอยม่อนล้าน” ยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,700 เมตร ในวันที่อากาศดีจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ทั้ง 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูนและลำปาง

การเดินทาง
จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสาย 1317 (เชียงใหม่ – เชียงราย) ขับรถผ่านทางแยกเข้าตัวเมืองอำเภอดอยสะเก็ดมุ่งหน้าไปทางบ้านแม่กำปองมุ่งหน้าไปยัง อำเภอแม่ออน