Home Blog Page 188

ปูจาต้าวตั้งสี่ ประเพณีการนับถือเทพยดา

0

เสียงพ่อหนานเมืองแก้ว ปู่อาจารย์แห่งบ้านหนองเมา กำลังร่ายคาถาจากปั๊บหนังสา(สมุดข่อย) เพื่อขอ เทพยดาอารักษ์ที่ตนนับถือ อำนวยอวยพรสิ่งดี ๆ ให้เจ้าบ้านผู้ที่กำลังนั่งพนมมือ ให้อยู่เย็นเป็นสุข และ บอกกล่าวให้รับทราบถึงสิ่งที่จะกระทำในงานปอยน้อยของตนในวันนี้ การปูจาต้าวตั้งสี่ เป็นพิธีกรรม ที่ชาวชนบทล้านนาจะกระทำเป็นอันดับแรกก่อนที่จะมีพิธีกรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกบ้านเรือน การทำบุญต่าง ๆ หรืองานปอย

งานปอย เป็นการฉลองทำบุญสมโภชงานทางพระพุทธศาสนาของชาวล้านนา ได้แก่ ปอยหลวง เป็นงานบุญของส่วนรวมทุกคนในหมู่บ้านช่วยกันจัดเตรียม เป็นมหกรรมทำบุญอุทิศถวายทาน มีการ ฉลองมหรสพ เป็นทั้งงานที่ได้อิ่มบุญและอิ่มใจได้บันเทิง
ปอยพระสังข์ เพื่อทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
ปอยน้อย คือ การบวชลูกแก้ว หรืองานบวชพระ งานบุญใหญ่ในการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

การปูจาต้าวตั้งสี่ ปู่อาจารย์ผู้ทำพิธีจะนำกระทงเครื่องปูจา(บูชา) วางบนแท่นปูจา โดยทำเป็น หอประสาทมีเสาเดียวสำหรับตั้งเครื่องบูชา เพื่อปูจา พญาอินต๋า(พระอินทร์) ท้าวตะละโถ(ท้าวธตรฐ) ท้าววิโลหะโก๋(ท้าววิรุฬหก) ท้าววิธูปักโข(ท้าววิรูปัก) ท้าวกุเวโร(ท้าวกุเวร) และพระแม่ธรณี จากนั้น
จุดธูป 20 ดอก ปักที่ตีนเสา

ปู่อาจารย์จะทำพิธีบอกกล่าวแม่ธรณีว่า “แม่ธรณีเอ๋ย เจ้าอยู่ รู้หรือยัง”
“อยู่ รู้แล้ว” เสียงปู่อาจารย์ตอบเอง
จากนั้นจะกล่าว สาวะคะตั๋ง โลก๋าวิทู นะมามิ 3 ครั้ง เป่าเสกลงบนมือแล้วตบไปที่เสาสามครั้ง ต่อด้วยการร่ายคาถาชุมนุมเทวดา , คำปูจาต้าวตั้งสี่ และคำปูจาพญาอินทร์

การตั้งเสาบูชา จะใช้เสาไม้ความสูงพอให้สะดวกสำหรับการวางเครื่องบูชา ใช้ไม้ทำเป็น รูปกากบาทบนหัวเสา จะได้ปลายไม้ที่ชี้ไปทั้งสี่ทิศ ถ้าเป็นงานวัดที่มีการเฉลิมฉลองทุกปีการทำเสาก็จะทำถาวร แต่หากเป็นที่บ้านซึ่งนาน ๆ มีงานครั้งก็อาจใช้ต้นกล้วยแทนเสาไม้ได้

สะตวง เป็นกระทงทำจากกาบกล้วยพับมุมให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านล่างทำเป็นฐานรองด้วยใบตองกล้วย สะตวงใช้สำหรับใส่เครื่องบูชา อันได้แก่ ดอกไม้ ธูปเทียน หมาก เมี่ยง บุหรี่ ขนม ตุงจ้อ (ธงสามชาย ทำด้วยกระดาษสีต่าง ๆ ) ใช้ปักในและขอบสะตวง จะวางไว้บนปลายไม้ทั้งสี่ทิศ และสะตวงใหญ่ที่วางไว้ตรง กลางเสาด้านบนเป็นสะตวงใหญ่สำหรับพระอินทร์ ผู้เป็นหัวหน้าหรือประธานของเหล่าเทวดาทั้งหลาย สะตวงอันสุดท้ายใช้วางไว้บนดินโคนเสาสำหรับบูชาแม่ธรณี สะตวงที่ใช้ในพิธีมีทั้งหมด 6 สะตวงด้วยกัน

ปู่อาจารย์กำลังทำพิธี

ชาวชนบทล้านนามีความเชื่อว่า ต้าวตั้งสี่ หรือ ท้าวจตุโลกบาล เป็นท้าวมหาราชสี่องค์ผู้ประจำ อยู่บน สรวงสวรรค์ชั้นต้นมีหน้าที่ดูแลทิศทั้งสี่ ดังนั้นก่อนจะทำการใด ๆ จะต้องมีการบอกกล่าว ให้ท้าวจตุโลกบาล ได้รับรู้รับทราบและสร้างความพึงพอใจให้ท่าน เพื่อให้ความคุ้มครองรักษาให้แคล้วคลาดจากภยันตราย สิ่งชั่วร้ายนานาประการ และอวยพรให้เจ้าของงานเกิดสิริมงคล มีความสุขความเจริญ ประสบความสำเร็จ ในงานตามที่ตั้งไว้

การปู่จาต้าวตั้งสี่ จะเลือกประกอบพิธีทางทิศตะวันออก เพราะชาวล้านนานิยมนอนหันหัวไปทางทิศตะวันออก ซึ่งถือเป็นทิศที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์เป็นมงคล ช่วงเวลาในการทำพิธี นิยมจัดพิธีกรรม ในช่วงเช้าของวันข้างขึ้น และในวันที่มีงานบุญต่าง ๆ

หลังเสร็จสิ้นการบอกกล่าวเทวดาให้ได้รับรู้จากพ่อหนานเมืองแก้วแล้ว ชาวบ้านต่างร่วมแรงแข็งขัน ช่วยงานปอยลูกแก้ว งานบุญที่ทุกคนต่างรอคอยเพราะเชื่อว่าตนจะได้อาศัยเกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสู่ สรวงสวรรค์ ดินแดนทิพย์ที่ปรารถนา ยามล่วงลับจากโลกนี้ไป เสียงผู้ชายขุดมะพร้าว ผู้หญิงฉีกใบตองและนวดแป้ง เพื่อรอทำขนม บางส่วนเตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวัน มีเสียงขับซอหยอกล้อสาวจากลุงบุญยืนจ้างซอเก่า เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คนได้เป็นระยะ ๆ เด็ก ๆ วิ่งเล่นส่งเสียงใส ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งดูลูกหลาน และนั่งเป็นประธานคอยให้คำชี้แนะยามลูกหลานต้องการ

น้ำใจ ไมตรี ไม่เคยห่างหายไปจากใจชาวชนบท การเคารพนับถือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีให้เห็นเสมอ ในวิถีชีวิตประจำวัน ทุกขั้นตอนของชีวิตเมื่อจะปฏิบัติสิ่งใดต้องมีการบอกกล่าวขอพร ให้เป็นมิ่งขวัญ นำไปสู่ความเจริญในชีวิต เทพยดาอารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เป็นสายใยเชื่อมโยงความเชื่อ ความศรัทธา ผูกรัดให้ผู้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสอดคล้อง ก่อเกิดสันติสุขในชีวิตและสังคมต่อไป

เสียผี

0

เสียงซึงทำนองเพลงพื้นบ้านจากอ้ายบ่าวบ้านนาแว่วมาแต่ไกล หิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับแข่ง กับแสงดาวที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า ในค่ำคืนอันมืดมิด ผู้เฒ่านั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องราวในหมู่บ้าน ที่ตนได้เจอะเจอตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา แม่บ้านสุมไฟใต้ถุนบ้านเพื่อไล่ยุง และแมลงต่าง ๆ ให้ควาย สัตว์เลี้ยงคู่บ้านและสมาชิกคนอื่น ๆ บนบ้าน พร้อมต้มข้าวหมูในหม้อสาวใบใหญ่ เพื่อเก็บไว้ให้มันกิน ตอนเช้า เด็กเล็กร้องลั่นเรียกหาแม่อยู่หน้าบันได พ่อบ้านถือข้องพร้อมมีดพร้าไฟฉายเดินไปยังลำห้วย เพื่อส่องปลานานาชนิดและกบตัวโตสำหรับสมาชิกครอบครัวได้อิ่มในวันพรุ่งนี้

บนเรือนไม้หลังน้อย ผู้เป็นพ่อแม่ต่างรีบเข้านอนเพื่อหลีกทางให้ลูกสาวได้อยู่โดยลำพัง ด้วย ตระหนักว่าลูกสาวอยู่ในวัยสาวพอที่จะหาสมาชิกใหม่มาช่วยการงานของครอบครัว ได้แล้ว สาววันดา นั่งปั่นฝ้ายอยู่กลางเรือน แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงน้อยเปล่งรัศมีพอที่จะ ให้เห็นหน้าตาผู้มาเยือน หญิงสาวเหลือบมองและแอบดีใจ ที่เห็นใบหน้านั้นคือบุญมาชายหนุ่มที่รอคอย หญิงสาวประหม่า และเขินอาย หยิบจับอะไรแทบไม่ถูก รีบเชื้อเชิญให้หนุ่มขึ้นบนบ้าน ยกน้ำพร้อมบุหรี่ใบตองแห้ง เมี่ยง และเกลือเม็ดสำหรับบุคคลสำคัญ

ในสมัยก่อนการจีบสาว เรียกว่า แอ่วสาว การแอ่วสาวของหนุ่มบ้านนอกจะทำตอนกลางคืน ถ้าหนุ่มไหนจีบสาวตอนกลางวันพ่อแม่สาวจะไม่ชอบเพราะถือว่าขี้เกียจ ไม่ทำมาหากิน ถ้าเป็นการจีบ ตอนกลางวันก็จะจีบกันช่วงเอามื้อ (ลงแขก) ทำนาหรือ กิจกรรมอื่น ๆ ของหมู่บ้านเท่านั้น สาวบางคน อาจมีกิจกรรมทำ เช่น ปั่นฝ้าย หรือเสียบหมาก (ในยามหน้าหนาวผลหมากจะแก่เต็มที่ ผู้ชายจะขึ้น หมาก แล้วนำมาผ่าเป็นซีก ๆ ด้วยมีดผ่าหมาก ผู้หญิงก็จะนำเข็มเล่มยาวประมาณ 1 ฟุต พร้อม เชือกปอมา ร้อยหมากให้ เป็นเส้น ๆ เหมือนการร้อยลูกปัด) ส่วนถ้าใครว่างก็จะนั่งคุยกัน จะมีการใช้ ภาษาที่ถ่ายทอดความต้องการจากชายหนุ่มถึง หญิงสาว พอหนุ่มขึ้นบ้านไป พ่อแม่สาวที่ชอบชายหนุ่ม จะหลีกทางให้ทั้งสองมีโอกาสได้คุยกัน แต่ถ้าหนุ่มใดไม่เป็นที่พึงพอใจของพ่อแม่ ก็จะถูก กลั่นแกล้ง เช่น พูดประชดประชัน ทำเสียงดัง หรือกิริยาที่แสดงความไม่พอใจต่าง ๆ

ฝ่ายหนุ่มเมื่อเจอสาวตามธรรมเนียมต้องทักทาย

“แลงนี้น้องกิ๋นเข้ากับอะหยัง” (เย็นนี้น้องกินข้าวกับอะไร)

ถ้าสาวตอบว่า “กินข้าวกับแกงฟัก” หมายถึง หญิงสาวยอมรับรักมีไมตรีตอบ ทำให้หัวใจหนุ่ม พองโตด้วยความดีใจ แต่ถ้าสาวเจ้า ตอบว่า “กินข้าวกับแกงผักปั๋ง” หมายถึง เกลียดชัง ไม่ชอบหน้า ชายหนุ่มอาจใจเหี่ยวต้องลงเรือน ไปแอ่วสาวบ้านอื่นที่อาจมีไมตรีตอบรับต่อไป

สาวสวยนิสัยดีจะเป็นที่หมายปองของหนุ่มหลายคน จะมีหนุ่มไปรอที่หน้าบ้านในตอนกลางคืน รอคอยให้หนุ่มผู้ขึ้นไปบนบ้าน ก่อนหน้าตนกลับลงมาก่อน จึงจะสามารถขึ้นไปคุยกับสาวได้ เพราะถ้า ขึ้นไปขณะสาวยังคุยกับหนุ่มอื่นจะถือว่าเป็นการหยามเกียรติ อ้ายหนุ่ม บ้านนอกเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใคร เขาทำกัน ทุกคนเคารพซึ่งกันและกันเสมอ เพราะผู้ตัดสินใจเกมความรักคือสาวเจ้านั่นเอง

เมื่อความสัมพันธ์ของหญิงสาวชายหนุ่มดำเนินไปถึงขั้นเป็น ตั๋วป้อตั๋วแม่ (คู่รัก) และตกลงใจ ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นผัวเมียสืบทอดวงศ์ตระกูลก็จะมีการ เสียผี และนำไปสู่ประเพณีแต่งงาน หรือ ชาวบ้านเรียกว่า กินแขก

การที่หนุ่มไปถูกเนื้อต้องตัว จับมือถือแขนสาว ถือว่า ผิดผี หากเป็นที่พอใจของสาวและพ่อแม่ ทางฝ่ายผู้ใหญ่ของสาวก็จะไปสัญญา หรือ บอกกล่าวให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายทราบว่า บ่าวบ้านนี้ไปผิดผี สาวบ้านตน ขอให้ไปใส่ผีหรือเสียผีตามธรรมเนียม แล้วจะได้แต่งงานกันต่อไปเรียกว่า ใส่เอา

เมื่อเสียผีแบบใส่เอาเสร็จแล้ว อาจมีการจัดพิธีแต่งงานหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ฐานะของคู่บ่าวสาว หากมีความพร้อมที่จะจัดพิธีทางญาติผู้ใหญ่ ทั้งสองฝ่ายจะหาฤกษ์ยามโดยการไปถามจากปู่อาจารย์ ผู้ที่ชาวบ้านเคารพนับถือในหมู่บ้าน เมื่อได้ฤกษ์ยามก็จะไป บอกข่าวแก่เพื่อนบ้าน เมื่อถึงเวลาทุกคน ต่างมายินดี ช่วยเหลืองาน ผู้ชายช่วยเตรียมผาม (ปะรำ) ก่อนวันงาน ผู้หญิงเตรียมและปรุงอาหาร เลี้ยงแขก เด็ก ๆ วิ่งเล่นพอถึงเวลาได้กิน ผู้เฒ่าผู้แก่ให้พร คู่บ่าวสาวชื่นมื่น เตรียมพร้อมรับ ชีวิตคู่ที่ จะมาเยือนในวันต่อไป

ส่วนที่เรียกว่า ใส่ไม่เอา หมายถึง เมื่อมีการผิดผีกันแล้ว บ่าวหรือสาวไม่เต็มใจที่จะร่วมชีวิต เป็นผัวเมียกัน การใส่ผีแบบนี้ต้องเสียเงินทองมากกว่าการใส่เอา เพราะถือว่าผิดผีแล้วไม่รับเลี้ยงดู ทำให้ฝ่ายหญิงเสียหาย จึงมีการปรับเงินค่าผีเพิ่มขึ้น แล้วแต่ทางฝ่ายหญิงจะเรียกร้องและตกลงกัน

การใส่ผีต้องมี หัวหมู ขนม ดอกไม้ธูปเทียน มีไก่ต้มทั้งตัว แล้วแต่พ่อแม่ฝ่ายสาวจะเรียกร้อง ส่วนเงินค่าใส่ผีไม่มีกำหนดที่แน่นอน แล้วแต่ฐานะของผีในตระกูล สิ่งของเหล่านี้พ่อแม่ฝ่ายหญิง จะเอาไปสังเวยให้แก่ผีของตน ซึ่งมักสร้างศาลไว้ในบ้านหรือทำหิ้งไว้ตรงเสา เมื่อบอกกล่าวและวาง เครื่องสังเวยเป็นเวลาพอสมควร ก็ยกเอาเครื่องสังเวยเหล่านั้นมากินกัน จากนั้นถือว่าฝ่ายชาย เป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านสามารถเข้านอกออกในได้อย่างสบาย ส่วนฝ่ายหญิง หลังจากเสร็จพิธีที่บ้าน ของตนเองก็จะนำ ดอกไม้ธูปเทียน ไปบอกกล่าวผีทางฝ่ายชายให้รับรู้อีกครั้ง

อากาศยามดึกเงียบสงัด ได้ยินแม้เสียงลมหายใจของกันและกัน ลมหนาวพัดโชยสะท้านเข้าไป ในทรวง หนาวลึกกว่านั้นกับอารมณ์ปรารถนา ตามธรรมชาติของชายหนุ่มหญิงสาว บุญมากระเถิบกาย เข้าชิดวันดาสาวคนรัก หญิงสาวเอียงอายตามประสา แต่ไม่สามารถต้านความต้องการในใจตน ต่างอิงแอบเอาไออุ่นจากกันและกัน เวลาคล้อยเคลื่อน เนิ่นนาน จนฝ่ายพ่อแม่สาว ผิดสังเกตจึงแอ้ม ประตูออกมา

“สูเจ้าทำผิดผีแล้ว ต้องทำตามประเพณี เจ้าต้องเสียผีให้บ้านเรา” พ่อสาวเอ่ยกับชายหนุ่ม

“เรายอมรับทำทุกอย่าง” บุญมาตอบทางพ่อแม่ ซึ่งตั้งใจฟังคำตอบอย่างจดจ่อ ด้วยตนก็เต็มใจ ที่จะรับหนุ่มคนนี้เป็นสมาชิกของครอบครัว เคยได้ยินกิตติศัพท์ความขยันขันแข็งเรื่องการทำมาหากิน มาช้านาน คราวนี้สมหวังได้เป็นลูกจาย (ลูกเขย) สักที

วันเวลาหมุนเปลี่ยน ชาวชนบทคู่แล้วคู่เล่าที่ต่างผิดผี เสียผี และดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองสืบต่อมา การเคารพผีหรือบรรพบุรุษแสดงถึงน้ำใจคนรุ่นใหม่ที่มอบให้ผู้เกิดมาและจากไปก่อน พร้อมทิ้ง ร่องรอยและความเจริญงอกงามไว้ให้เพื่อสืบต่อและพัฒนาตน

คงไม่มีสรรพสิ่ง สิ่งใด ในโลกนี้ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีรากฐานและปัจจัยเอื้อในอดีตมาก่อน

สู่ขวัญควาย

0

ควาย เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่ชาวไร่ชาวนามาช้านานตั้งแต่อดีตกาล เป็นสัตว์ให้คุณเป็นกำลังหลัก ของชาวนาในการปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนมาโดยตลอด ปัจจุบันควายถูกใช้งานน้อยลงเพราะวิถีชีวิตเกษตรกร เปลี่ยนไปจากใช้แรงงานควายหันไปใช้แรงงานจากเครื่องจักรแทน

ในสมัยก่อนการทำนากว่าจะแล้วเสร็จต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน ไม่เร่งรีบเหมือนปัจจุบัน ในการ ใช้ควายไถนา ถ้าพื้นที่ประมาณ 1 งาน จะใช้เวลา 1-2 วัน ชาวนาจะใช้เวลาทำงานในตอนเช้าและเย็น เท่านั้น เพราะตอนกลางวันอากาศร้อน ทั้งคนและควายจะได้พักผ่อนเอาแรงก่อน

ควายให้คุณแก่ผู้เป็นเจ้าของอย่างมากมาย นอกจากจะช่วยในการไถคราดแล้ว มูลควายยังนำมา ใช้ประโยชน์ได้อีก ชาวบ้านจะนำมาทำเสวียน เป็นอุปกรณ์ใส่เก็บข้าวเปลือกชนิดหนึ่งสานด้วยไม้ไผ่รูป ทรงกลมเป็นแท่งยาว ขนาดตามความต้องการ หลังสานเสร็จแล้วเอามูลควายผสมดินเหนียว ทาผิว ไม้ไผ่ทั้งด้านนอกและด้านในตากให้แห้ง เป็นเสวียนที่แข็งแรงทนทานใช้งาน ได้ตลอดไปจนกว่า ไม้ไผ่จะผุ มูลควายเป็นปุ๋ยบำรุงดินในนาข้าว นอกจากนี้ มูลควายยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมงจู้จี้ เด็ก ๆ จะชอบไปขุดในช่วงหน้าหนาว ในเรือกสวนไร่นาก็ประหยัดไม่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้า หรือ ยาฆ่าแมลง แต่จะอาศัยให้ควายกินหญ้าทำให้ไม่รก

คนมีความผูกพันกับควายถือว่าควายเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกผู้หนึ่งในครอบครัว เช่นเดียวกับ หมาแมวของคนในสมัยนี้ ควายยังเป็นเพื่อนเล่นของลูก เด็ก ๆ ในชนบทจะชอบขี่หลังควาย ช่วยหา เห็บหาเหาให้ควาย อาบน้ำให้ควาย ควายก็ให้ความเป็นมิตร สัตว์ทุกชนิดถ้าเราใส่ใจให้ความรัก มันก็ทอนคืนความรักให้เราเช่นเดียวกัน

ในชนบท เวลา 3-4 โมงเย็น ก่อนเอาควายเข้าแหล่ง (คอก) เจ้าของโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะอาบน้ำ ให้ควาย โดยขี่หลังควายลงในแหล่งน้ำ ม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ หนองบึงต่าง ๆ ควายก็จะชอบดำผุดดำว่าย เด็กจะใช้แปรงจากกาบมะพร้าว ลูกบวบแห้ง ฟางข้าว หรือหญ้าแห้งถูทำความสะอาดหลังควาย จนเป็น สีดำมันเงา สบายตัวสบายใจทั้งคนและควาย

ในฤดูทำนาหน้าฝน เป็นช่วงใช้แรงงานควาย ชาวนาจะเลี้ยงควายไว้ใต้ถุนบ้าน พอย่ำค่ำใช้ฟืน สุมไฟให้ควายกันยุง ได้ทั้งควายใต้ถุนและคนบนบ้าน

เช้ามืดชาวนาจะจูงควายและแบกไถออกไปนา จะไถนาโดยเวียนซ้ายวนเข็มนาฬิกาเพื่อให้ขี้ไถ ออกจากไถเพราะเวลาไถนา ขี้ไถจะออกทางด้านขวา ชาวนาจึงต้องเดินเวียนซ้ายและ ขี้ไถจะช่วยกลบ หญ้าให้เป็นปุ๋ยในนาได้อีก ชาวนาจะไถนาและหมักไว้ 1 เดือน เรียกว่า ดองนา รอจนกระทั่งดินร่วนซุย หญ้าเน่า หลังการไถดองจะมีไส้เดือนขึ้นอยู่ตามขี้ไถ เป็นไส้เดือนสีแดง เด็ก ๆ จะใช้ไส้เดือน เป็น เหยื่อล่อปลา ชาวนาจะสังเกตถ้ามีไส้เดือนปริมาณมากแสดงว่าดินเน่าได้ที่ เหมาะสำหรับการปลูกข้าว แล้วจึงเริ่ม คราดนา สมัยก่อนไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไส้เดือน กาลเวลา และหญ้า จะช่วยปรับปรุงดินเองตาม ธรรมชาติ

ในช่วงที่หมักนาทิ้งไว้นี้จะมีพวกปลาชนิดต่าง ๆ มาอาศัยและเจริญเติบโต ดังนั้น ตอนคราดนา เด็ก ๆ จะชอบเดินตาม หลังผู้ใหญ่เพื่อจับปลาที่กระโดดหนีเนื่องจากเมาขี้โคลน เด็กจะเอาข้องมัด ตรงเอว ปลาที่จับได้ส่วนมากจะเป็นปลาช่อน ปลาปก ปลาสะเด็ด จะนิยมนำมาทำแหนมปลา คือเอาปลา คลุกเคล้าเครื่องเทศ ได้แก่ ขมิ้น ตะไคร้ เกลือ พริกขี้หนูซอย ห่อใบตองปิ้งบนไฟ

ตอนไถหรือคราดนา จะมีการเทียมแอก เพื่อยึดคอควายกับไถ มีทั้งแอกคู่และแอกเดี่ยว แอกคู่ จะใช้ควาย 2 ตัว เทียมแอก การใช้เทียมคู่จะทำให้ควายเหนื่อยน้อยลง ส่วนแอกเดี่ยวจะใช้ควายเพียง ตัวเดียว

การใช้ควายไถและคราดนาจะมีคำสั่งเฉพาะ ได้แก่ หย่อ (หยุด) หน (ถอย) ฮุ่ย (เดินหน้า อ่อย (ค่อย ๆ หยุด) ซ้าย ขวา บางครั้งเมื่อควายไม่ทำตามคำสั่งจึงถูกลงโทษ โดยการดุด่า หรือเฆี่ยนตี

ควายหงาน ควายที่แข็งแรงได้แรงงานเยอะ เป็นควายหนุ่มฉกรรจ์ กล้ามเนื้อเป็นมัด มีหนอกใหญ่ ใช้เป็นพ่อพันธุ์ ควายหงาน เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มจะแย่งชิงความเป็นผู้นำจ่าฝูง โดยจะต่อสู้หรือชนกันเพื่อ แย่งชิงตัวเมีย เมื่อชนะก็ได้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย

ควายจะอยู่กับคนถูกเลี้ยงจนเชื่องและมีความเป็นมิตรกับคน คนจะเลี้ยงควายด้วยความรัก เมื่อเลี้ยงสิ่งใดก็รักและผูกพันสิ่งนั้น

การสู่ขวัญควาย เป็นการเตือนสติ เตือนจิตเตือนใจ ให้คนมีความกตัญญูกตเวทีรำลึกถึงบุญคุณ ของผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ตน ว่าเมื่อได้รับผลประโยชน์จากผู้อื่นแล้ว ก็มากระทำการ หรือแสดงการ ตอบแทนบุญคุณที่ผู้อื่นได้ทำแก่ตน อย่างเช่น “ควาย” คนได้ใช้แรงงานในการไถคราด พลิกแผ่นดิน อันเป็นของหนักให้ เพื่อหว่าน เพาะปลูกข้าว ปลูกพืชผักในพื้นแผ่นดิน จนคนได้รับผลประโยชน์จาก แรงงานของควาย คือได้ข้าวมาสำหรับบริโภค เลี้ยงชีวิตตนและครอบครัว ในขณะที่คนได้ไถคราดนั้น บางทีได้ดุด่า เฆี่ยนตีควายซึ่งทำไม่ได้ดั่งใจ ทั้งที่กำลังมีแอกต่างคออยู่หนักแสนหนักเหนื่อยแสนเหนื่อย

เมื่อคนระลึกนึกถึงบุญคุณของควาย ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณไม่มีส่วนที่ได้รับผลประโยชน์อันใด ชาวนาจึงมีการหาวิธีที่จะ ตอบแทนบุญคุณของควายขึ้น โดยวิธี “สู่ขวัญควาย” ขออโหสิกรรมต่อควาย

ชาวนาจะทำบายศรี 1 ชุด ขนม ข้าวต้ม เหล้าไห ไก่คู่ ไข่ต้ม 1 คู่ เอี้ยงหมายนา 1 ต้น (ดอกไม้จำ พวกไพล ขิง ข่า มีเหง้าในดิน สูงประมาณ 1 เมตร ดอกสีขาว หน่อในดินกินลวกหรือต้มจิ้ม น้ำพริก) ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู ด้ายสายสิญจน์ผูกเขาควาย หญ้าอย่างดี 1 หาบ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่วงา กล้วยสุก บางแห่งจะมีสะตวง (กระทงที่ทำจากกาบกล้วย) 1 อัน มีขันปู่อาจารย์ ผ้าขาว ผ้าแดง เงิน 10 สลึง ปัจจุบันใส่ 12 บาท

โดยมีปู่อาจารย์ผู้ทำพิธีสู่ขวัญควาย คล้ายกับพิธีฮ้องขวัญหรือสู่ขวัญของคนเมืองเหนือ เนื้อหา จะกล่าวเป็นค่าวฮ่ำ ทำนองเสนาะเมืองเสียงจ้อยซอ มีการสัมผัสคำในภาษาที่ใช้พรรณนาถึงคุณความดี ของควายที่มีต่อเจ้าของ ในการทำไร่ไถนาซึ่งเป็นภาระอันหนักทั้งคนและควาย ต้องทำงานร่วมกัน ตลอด ระยะเวลา 3 เดือน ในฤดูหว่านไถจนกระทั่งปลูกเสร็จ ดังนั้น เพื่อความเป็น สิริมงคลในครอบครัวและเป็น การเตือนสติให้เป็นคนมีความกตัญญูกตเวที รักสัตว์ และรักษาสัตว์ไว้เพื่อใช้งานต่อไป มองเห็นคุณค่า ของสิ่งที่ตนมีอยู่ว่าเป็นสิ่งมีประโยชน์

เมื่อปู่อาจารย์กล่าวจบ ผู้เป็นเจ้าของควายจะนำกรวยดอกไม้ไปผูกกับเขาควาย ให้ควายกินปลาย กล้าข้าว หรือหญ้าอย่างดีที่เตรียมไว้ เพื่อแสดงความรักและเมตตาต่อควาย ควายเองก็เป็นสัตว์ที่รู้ ภาษามนุษย์ และเข้าใจความเมตตาที่ชาวนาแสดงออกอย่างเป็นมิตร เหมือนช้าง ม้า และสัตว์อื่น ๆ ที่มนุษย์ชอบเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนและใช้แรงงาน

คนกับควายวิถีชีวิตชาวชนบท ผูกพันลึกซึ้ง มีความรักและเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ว่าคนหรือสัตว์ มิตรภาพที่จะดำรงอยู่ได้เนิ่นนาน สายใยผูกรัดไม่ให้ขาด คือ น้ำใจ

ตานหลัวพระเจ้า

0

ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆหมอกใด ๆ มาบดบัง พระจันทร์ดวงโต โดดเด่นอยู่เพียงลำพัง ส่องฉายรัศมีปกคลุมไปทั่วแผ่นน้ำแม่วัง แสงไฟอื่นใดดูด้อยค่าไปถนัดตา เมื่อเจอแสงสีนวล เร้าใจ ดึงดูดผู้คนริมสองฝั่งน้ำให้เข้าหา ต่างพาลูกจูงหลาน พร้อมถือสะเปา(กระทง)น้อย ในมือคนละอัน เพื่อไปขอขมาพระแม่คงคาผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีแก่ผู้คน ด้วยความอ่อนล้า

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พ่อหลวงคำมาเป็นผู้หนึ่งที่พาหลานชายหญิงคู่แฝด เดินไปที่ปงริมฝั่ง แม่น้ำ เช่นคนอื่น ๆ เสร็จจาก ขอขมาพระแม่คงคา และชื่นชมสะเปาน้อย ที่มีแสงเทียนระยิบ ระยับลอยผ่านไปตามลำน้ำแล้ว แกจึงชวนหลาน ๆ เดินกลับบ้านผ่านทุ่งนากว้าง เมื่อเช้าแกเห็น ต้นข้าวแก่ได้ที่ สีเหลืองทองไปทั้งทุ่ง กะว่าให้เสร็จงานบุญคราวนี้ คงจะได้เก็บเกี่ยวข้าวไว้ใน

ยุ้งฉางเสียที สายลมหนาวพัดผ่านกระทบผิวกายอันเหี่ยวย่นจนแกห่อตัวสะท้าน หลานคู่แฝดบ่นหนาว จนปากคอสั่น แกเร่งให้หลานเดินเร็วขึ้นเพื่อจะให้ถึงบ้านได้ห่มผ้าให้หายหนาว มองไปอีกฟากฝั่งหนึ่ง ของท้องทุ่ง เห็นแสงไฟสลัวจากวัดประจำหมู่บ้านแกนึกถึงพระเจ้าที่แกเคารพบูชา ป่านนี้คงหนาวสั่น อยากให้ท่านได้อบอุ่นขึ้น เห็นทีพรุ่งนี้จะต้องเข้าป่าตามคำชวนของ หนานเมืองเพื่อเข้าไปหาหลัว ตานพระเจ้า

ชาวบ้านวังเลียบ หมู่บ้านเลียบน้ำวัง ได้มีประเพณีที่นึกถึงบุญคุณของพระเจ้าที่ท่านเสียสละ มานั่งเป็นพระประธานในโบสถ์ให้คนกราบไว้มาชั่วนาตาปี ทนร้อน ทนหนาว โดยไม่มีบ่นทุกข์ยาก ประการใดให้ได้ยิน ยิ่งยามหนาวโหดร้ายนัก ลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างปวดแสบผิวกายที่แตก เป็นขุย และมักจะเอาฟืนมาสุมก่อไฟให้ได้ผิงยามค่ำคืน หาเผือก หามันมาปิ้งกินให้คลายหนาว ชาวบ้านจึงคิดจะทำให้พระเจ้าอบอุ่นและได้ผิงไฟยามหนาวด้วย จึงได้มีประเพณี ที่เรียกว่า
ตานหลัวพระเจ้า

ตาน คือ ทาน
พระเจ้า ที่ชาวบ้านเรียกหมายถึงพระพุทธรูปที่อยู่ในโบถ์ส
หลัว หมายถึง ฟืน

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนยี่ชาวนาเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวกว่าจะเสร็จสิ้นก็เดือนสามถึง เดือนสี่ ยามว่างชาวบ้านจะชวนกันเข้าป่า ไปหาหลัวเตรียมไว้ในเดือนสี่ ชาวบ้านจะเลือกไม้ อย่างดี ที่สุด ไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นหลัวให้พระเจ้า คือ ไม้จี้ ไม้ขนาดกลาง ลำต้นมีหนามขึ้นโดยรอบ ใบเล็ก ๆ คล้ายใบข่อย ผิวใบหยาบและสากมือ เป็นไม้เนื้ออ่อน เบา เวลาเผาไฟ จะมีควันไฟน้อย

ชาวบ้านจะตัดไม้จี้เป็นท่อนๆ ขนาดพอเหมาะแล้วแต่ความชอบ บางคนอาจยาวคืบ บ้างยาวศอก บางคนอาจยาววา จะนำท่อนไม้ที่ได้มาถากและเหลาให้เกลี้ยงเกลาสวยงาม ประดับประดาตกแต่ง ด้วย กระดาษหลากสี พันเป็นริ้วรอบท่อนไม้แต่ละท่อน บางคนตกแต่งด้วยตุงกระดาษเล็ก ๆ (ธงสามชาย) การตกแต่งหลัวนี้จะไม่จำกัดขอบเขต แล้วแต่ใครจะคิดสร้างสรรค์ตกแต่งเอง เมื่อ ตกแต่งเสร็จแล้วจึงมัดรวมกันเตรียมไปถวายพระที่วัด จำนวนเท่าใดก็ได้แล้วแต่ศรัทธา

เมื่อถึงเดือนสี่ เช้ามืดผู้ใหญ่จะพาเด็ก ๆ ไปวัด ถือขันข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน อาหารคาวหวาน มีข้าวใหม่กลิ่นหอม ข้าวหลามอุ่น ๆ เพื่อถวายพระ พร้อมหลัวเพื่อตานพระเจ้า ผู้คนต่างทยอยกัน เข้าไปที่โบสถ์ อันดับแรกเมื่อไปถึงคือกราบ พระประธาน พร้อมนำดอกไม้ธูปเทียนใส่ขันแก้วเพื่อ บูชาพระ และนำหลัวที่เตรียมไปกองรวมกันหน้าพระประธาน โดยเขียนชื่อผู้เป็นเจ้าของใส่แผ่น กระดาษติดกับหลัว ถ้าจะอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ญาติผู้ล่วงลับก็จะเขียนชื่อลงไป จากนั้นพระสงฆ์ จะทำพิธีทางศาสนาไปตามลำดับขั้นตอน พระสงฆ์จะเผาหลัวจำนวนเล็กน้อยพอให้เป็นพิธี จบลงด้วย การให้ศีลให้พร หลัวที่เหลือจากพิธี พระสงฆ์จะนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการต่าง ๆ ของวัดต่อไป

พระฉันอาหารเช้าเสร็จเป็นทีของชาวบ้านและเด็ก ๆ กินต่อ อาหารหลากรสจากฝืมือหลายคน ในหมู่บ้านที่ต่างบรรจงปรุงอย่างตั้งใจและสรรหาอาหารที่ดีที่สุด เพื่อนำไปถวายพระ สุดท้ายทุกคน ก็ได้อิ่มอร่อยจากฝีมือตนเอง กินเสร็จช่วยกันเก็บกวาด ผู้ใหญ่กวาดลานวัด ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งคุยกัน เด็ก ๆ เมื่อกินอิ่มแล้ววิ่งเล่น ก่อนกลับบ้าน เด็ก ๆ ยังได้หิ้วขนมอร่อยกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขนมจอก ขนมปาด ข้าวหลาม เป็นต้น เอาไว้กินร่วมกันตอนอยู่บ้าน

เด็ก ๆ สนุกสนานจากการได้วิ่งเล่น ผู้ใหญ่ได้อุ่นกายอุ่นใจจากการได้ทำบุญตานหลัวพระเจ้า เรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เกิดขึ้นและผ่านไป ถูกถ่ายทอดและสืบต่อสู่รุนใหม่

พ่อหลวงคำมาได้เล่าเรื่องราวการตานหลัวพระเจ้าให้หลาน ๆ ฟัง แกเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นการ ล่องสะเปา หรือตานหลัวพระเจ้า จะทำให้เด็ก ๆ รุ่นลูกหลานของแกได้นึกถึงบุญคุณ สิ่งที่ทำประโยชน์ให้ตน

แม้สิ่งเหล่านั้นจะไม่เรียกร้องผลตอบแทนแต่คนก็สำนึกในใจเอง แกแอบคิดว่า ในวันข้างหน้า หลาน ๆ ของแกคงนึกถึงแกบ้าง

ตานแทน-ตานใช้ ความยิ่งใหญ่ในการชดใช้หนี้กรรม

0

เดินทางจากในเมืองลำปางไปตามถนนลำปาง-งาว ประมาณ 20 กิโลเมตร จะมองเห็นซุ้ม ประตูใหญ่และสวยงามของวัดพระธาตุเสด็จ อยู่ฝั่งซ้ายมือของถนน เลี้ยวเข้าไปตามถนนเลียบวัด ข้ามสะพานน้ำวังไปยังหมู่บ้านวังเลียบ-ทุ่งหนอง บ้านใหม่รัตนาคม ผ่านท้องทุ่งที่เขียวขจี สองฟากฝั่งถนนเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร จะเจอวัดพุทธสันติวิเวก ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาเงียบสงบ ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ กอไผ่ที่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบ มองดูสบายตา บ่อยครั้ง ณ ใต้ต้นไผ่ แห่งนี้ ใช้เป็นสถานที่ปักกลดสำหรับผู้เข้ามาปฏิบัติธรรม ฝึกพัฒนาจิต

นอกจากจะเดินทางไปตามถนนสายลำปาง-งาว แล้วยังสามารถเดินทางจากในเมืองลำปาง ไปตามถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม ผ่านสุสานไตรลักษณ์ ตรงไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 กิโลเมตร ก่อนจะถึง โรงเรียนกิ่วลมวิทยา จะมีปั๊มน้ำมัน อยู่ใกล้กับประมงจังหวัด เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้าน เข้าไปซึ่งจะมีป้าย บอกชื่อวัด เป็นระยะ ๆ ประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดเช่นกัน

วัดพุทธสันติวิเวก ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน นิคมสร้างตนเองกิ่วลม เขต 16 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง วัดได้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กับการตั้งหมู่บ้าน เมื่อเกือบสามสิบปี ที่ผ่านมา อาศัยแรงศรัทธาจากชาวบ้านใกล้เคียง โดยมีพระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ เจ้าอาวาส องค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อตั้งวัด วัดพุทธสันติวิเวก ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์พัฒนาจิต กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัดลำปาง มีนักเรียนและเยาวชน จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดลำปาง และหน่วยงานทั้งในและต่างจังหวัด ส่งบุคลากรเข้าไปปฏิบัติ ธรรม ฝึกอบรมพัฒนาจิตอยู่เสมอจังหวัดยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของจังหวัด และตั้งให้เป็น ศูนย์พัฒนาชีวิตตัวอย่าง เฉลิมพระเกียรติ ประจำอำเภอเมือง ลำปาง

ช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะได้ตื่นตาตื่นใจกับประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่หาดู ได้ยากยิ่ง มีขบวนแห่ต้นตาน และครัวตานที่ตระการตา ฝูงชนจำนวนมากร่วมขบวนในพิธีที่เรียกว่า “ตานแทน-ตานใช้” ณ วัดพุทธสันติวิเวก แห่งนี้

พระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธสันติวิเวก ได้เล่าถึงความเป็นมาของ ประเพณีตานแทน-ตานใช้ ว่า ประเพณีนี้เคยได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ในสมัยนักบุญ แห่งล้านนา ครูบาเจ้าศรีวิชัย สืบต่อมาในสมัยหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน หลังจากนั้นก็ไม่มีประเพณีนี้อีกเลย พระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ มีความ
ประสงค์จะสืบทอดประเพณีนี้ไว้เพื่อให้เป็นมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมแก่ชนรุ่นหลังต่อไป จึงริเริ่มประเพณีนี้อีกครั้ง

ตานแทน-ตานใช้ (ตาน คือ ทาน) เป็นพิธีกรรมตามขนมธรรมเนียมของคนภาคเหนือ เป็นพิธี ถวายสังฆทานรวมใหญ่ มีการ จัดหาข้าวของเครื่องใช้ตามประเพณีดั้งเดิม อันได้แก่ ก่อเจดีย์ทราย มีของใช้ในพิธี ประกอบด้วย ของถวายพระสงฆ์และปูชนียสถาน ของถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ของทิ้งลงหลุม (เพื่อตัด/ทิ้งสิ่งไม่ดีออกจากตัว) ต้นทาน เป็นต้น

คนในอดีตมีพิธีกรรมและภูมิปัญญาที่น่าสนใจ ใช้สัญลักษณ์ในเครื่องสักการะต่าง ๆ มีแหล่ง ที่มาและแฝงธรรมะอยู่ด้วยเสมอเช่น ทำรูปคน สัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ข้าทาสบริวาร คน ปู หอย กุ้ง ปลา อึ่งอ่าง และนก แมลง เพื่อเป็นตัวแทนสิ่งที่เราเคยได้ฆ่าได้ตี ได้ตัดชีวิตเขา

การถวายสิ่งของเครื่องใช้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อชำระบาปกรรมจากการลักขโมย ของพ่อของแม่ ปู่ ย่า ตา ยายของสงฆ์หรือของอื่น ๆ โดยมีความเชื่อว่าจะมีบาปติดตัวถึง 500 ชาติ ฉะนั้น จึงนำสิ่งของถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อใช้หนี้กรรมเก่าเพื่อให้บาปกรรมเบาบาง สูญหายไป จากนั้นถ้าไม่ได้ลักขโมยของใครบาปกรรมก็จะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นการ ป้องกันอีกทางหนึ่ง ด้วย

ก่อเจดีย์ทราย เพื่อลดกรรมหนักจากการพูดเพ้อเจ้อ ติเตียนนินทา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์

การทำตุงเงิน ตุงคำ ตุงนาก ตุงโลหะ ตุงเหล็ก ตุงทอง ตุงตะกั่ว ตุงข้าวสาร ตุงข้าวเปลือก ตุงไม้ไผ่ ตุงดิน ตุงทราย เป็นทาน ถวายพระรัตนตรัย หรือทำตุงเหล่านี้เพื่อให้ลดกิเลสความอยากได้ หรือของรักของหวง

ประเพณีการตานใช้-ตานแทนนี้ เป็นวิธีการที่ทำให้คนได้ตระหนักถึงและกระทำ คุณความดีกุศล กรรมใหญ่ เพื่อทดแทนอกุศลกรรมเก่าที่หนักและแรงกว่าในอดีต เพื่อให้คนในสังคมเชื่อในเรื่อง ผลแห่งกรรม หรือกฎแห่งกรรม

ในพิธีจะมีการถวายทานเพื่อใช้หนี้กรรมเก่าทั้งในอดีตชาติและปัจจุบัน มีการอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และขออโหสิกรรมต่อพระรัตนตรัย ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อผู้มีพระคุณ และต่อบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา และเกี่ยวข้องกับตัวเรา อันที่เราอาจเคย กระทำการอันใดโดยประมาทพลาดพลั้ง ผิดพลาด ไม่สมควร โดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ทั้งต่อหน้า
หรือลับหลัง รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ซึ่งอาจเป็นกรรมต่อกัน

ดังนั้นจึงสมควรที่จะขอขมากรรม ขอโทษ ขออภัยต่อกันโดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย โดยมีพระพุทธรูปเป็นตัวแทน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และคณะสงฆ์ที่มาร่วมกันในพิธี ให้ทานได้เป็นพยานรับรู้ในพิธี

นับว่าเป็นกุศโลบายของภูมิปัญญาของคนในภาคเหนือตั้งแต่ในสมัยโบราณ เพื่อให้คนได้มา ทำบุญทำทาน รู้จักการเสียสละเพื่อขจัดความโลภ โกรธ หลง มะเร็งร้ายในตัวมนุษย์เพื่อความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์

พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างมา เป็นส่วนหนึ่งของพิธีที่ใหญ่โตและมีแบบแผน มีธรรมะแฝงอยู่ ด้วย ในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องของกรรม บาปบุญคุณโทษ

ในวันงาน คณะศรัทธา ญาติโยม ได้ตกแต่งข้าวตอกดอกไม้ใส่ในล้อเกวียนนับสิบเล่ม ต้นตาน ใหญ่สูงสิบกว่าเมตร แห่ขบวนครัวตานไปตามถนนรอบวัด ขบวนหลากสีสัน ผ่านทุ่งนาสีเขียว ผู้คนจำนวนมากที่มีแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาต่างมาร่วมพิธีกรรม เป็นภาพอันงดงาม น่าประทับใจ เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ ในประเพณีตานแทน-ตานใช้ ความยิ่งใหญ่ ในการชดใช้หนี้กรรม ณ วัดพุทธสันติวิเวก นิคมสร้างตนเองกิ่วลม เขต 16 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง

ฟ้อนผี ประเพณีการนับถือบรรพบุรุษ

0

วิถีชีวิตชาวชนบทล้านนาในอดีต ผูกพันเชื่อมโยงกับธรรมชาติในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิต ผู้คนมีความเชื่อและวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องจิตวิญญาณ ว่าเป็นอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นพลัง ซ่อนเร้นที่สามารถดลยันดาลเหตุการณ์ดีร้ายต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้ พลังเร้นลับเหล่านี้รวมเรียกว่า ผี

ผี เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งลี้ลับที่ผู้คนต่างให้ความเคารพนับถือและเกรงกลัว ผีมีทั้งดีและร้าย

ผีร้าย ได้แก่ ผีตายโหง ผีพราย ผีป่า ผีนางไม้ ผีปกกะโหล้ง ผีกองกอย ผีกะ ผีโพง ผีกระสือเป็นต้น ผีเหล่านี้จะคอยหลอกหลอนให้ผู้คนหวาดกลัว บางครั้งรบกวนหรือเข้าสิงคนขอสิ่งที่ตนต้องการ เช่น อาหาร หรือที่อยู่อาศัย เรียกว่า ผีทักจนผู้นั้นเจ็บไข้ได้ป่วย จะต้องนำข้าวปลาอาหารและ เหล้าสังเวย จึงจะหาย

ส่วนผีดี ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ มีผีปู่ย่า ผีมด ผีเม็ง ผีอารักษ์ มีผีเสื้อวัด ผีเสื้อเมือง ผีเจ้าบ้าน ผีนา ผีเจ้านาย ผีเจ้าพ่อต่างๆ ที่คอยปกปักรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร จะมีชื่อเรียกตามสถานที่นั้นๆ เช่น ผีห้วยหลวง ผีห้วยทราย ผีดงฮัก เป็นต้น ผีเหล่านี้จะเป็นผีที่มีฤทธิ์เดชมาก ถ้าใครไม่นับถือหรือลบหลู่ จะทำให้มีอันเป็นไปต่างๆ นานา หรืออาจทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย รักษาไม่หายจนกว่าจะทำพิธีขอขมา ลาโทษ ภาชนะเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันยังมีผีสิงสถิต เช่น ผีกระด้ง ผีหม้อนึ่ง ผีบ่ากวัก (อุปกรณ์ใช้ พันด้าย) ผีดีเหล่านี้จะคอยช่วยเหลือให้ความคุ้มครองผู้คน ผีจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนชาวล้านนาเสมอมา

ตามความเชื่อของชาวล้านนา ผีมีอำนาจในการดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความ เจริญงอกงามในการเพาะปลูกถ้าคนทำให้ผีพึงพอใจ จึงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการนับถือผี ได้แก่ การเลี้ยงผี

เสียงดนตรีปี่พาทย์บรรเลงเร้าใจ ผู้คนมีทั้งหญิงผู้เฒ่าผู้แก่หญิงสาวแต่งตัวสวยงาม นุ่งโสร่ง ลายโตตาหมากรุก ใส่เสื้อคล้ายเสื้อหม้อห้อมสีต่างๆ โพกศีรษะด้วยผ้าหลากสี มีผ้าสะว้าน (สไบ) ใช้คล้องคอ ท่าเดินมองดูคล้ายผู้ชาย บ้างใช้สไบห่มเฉียงพาดไหล่บ้างนุ่งโสร่งเหมือนกัน แต่ไม่ ่โพกศีรษะท่าทางคล้ายผู้หญิง กำลังร่ายรำด้วยลีลาสนุกสนานตามจังหวะเสียงดนตรี สีหน้าจริงจัง
ไม่สนใจสิ่งใดๆ รอบกาย นอกจากท่วงทำนองจังหวะการร่ายรำ บางครั้งจากคนที่เอียงอาย เรียบร้อย ไม่กล้าแม้แต่จะตะโกนแหกปากหรือเปล่งเสียงหัวเราะดัง กลายเป็นท่าทางขึงขัง เอาจริงเอาจัง เหมือนนักแสดงที่ได้รับบทบาทและแสดงตามบทนั้นได้อย่างดี ต่างพากันร่ายรำโดยไม่รู้สึกอ่อนล้า ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายจวนจะเย็นย่ำ ผู้คนสนุกสนานอิ่มเอิบกับงานบุญยิ่งใหญ่ ในการทดแทนบุญคุณ บรรพบุรุษ ในประเพณีที่เรียกว่า ฟ้อนผี

ประเพณีการฟ้อนผีของชาวล้านนา เป็นประเพณีที่คล้ายกับการลงผีหรือลงเจ้าพ่อของคนใน ท้องถิ่นอื่น บางครั้งเรียกว่าฟ้อนผีมดผีเม็ง

ผีมด หมายถึง ผีชาวบ้าน หรืออาจหมายถึงชนเผ่าอื่น เช่น เงี้ยว ไทยใหญ่

ผีเม็ง เป็นผีพวกแม่ทัพนายกอง หรืออาจเป็นผีชาวมอญ

ตามคติความเชื่อของชาวล้านนา คนเรามีเจ้าของมาตั้งแต่ในอดีตชาติ ผู้เป็นเจ้าของตัวเราคือ ปู่ ย่า ตา ยาย บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว จะนับถือตระกูลเครือญาติเดียวกันว่า ผีเดียวกัน หรือผีมดผีเม็ง เป็นผีใจดี คอยปกป้องคุ้มครองลูกหลานที่รักษาจารีตประเพณี ส่วนผู้ใดที่ทำผิดจารีตประเพณีที่เรียกว่า ผิดผี จะต้อง เสียผี คือทำพิธีขอขมาบอกกล่าวผีบรรพบุรุษ หากไม่ทำจะทำให้ป่วยไข้ จะต้องใช้ เครื่องสังเวย เช่น เหล้าไหไก่คู่เพื่อขอขมา ลูกหลานในบ้านเมื่อจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ หรือไป
ทำมาหากินถิ่นอื่นจะต้องมีการบอกกล่าวให้ผีบรรพบุรุษได้รับทราบเพื่อคอยไปปกปักรักษา

คนที่นับถือผีเดียวกันจะมีความรักความผูกพัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามปกติและทุกข์ร้อน จะมีข้อห้ามไม่ให้คนผีเดียวกันแต่งงานกัน

ลูก หลานจะทำที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษ เรียกว่า หอผี ไว้ที่ทิศหัวนอน หรือมุมใดมุมหนึ่ง ของบ้านผู้เป็นเก๊าผี ซึ่งหมายถึงผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของวงศ์ตระกูล หรืออาจสร้างหอผีไว้ตามจุด ที่เห็นว่าสมควร หอผีคล้ายเป็นบ้านรับรองผีอื่นๆ ที่จะมาเยือนในวันงานฟ้อนผี จะปลูกเป็นเรือนไม้ หลังเล็กไม่มีฝา กว้าง 4-5 เมตร ยาว 5-6 เมตร มีหิ้งวางเครื่องบูชา เช่น พานดอกไม้ธูปเทียน น้ำต้น วางไว้เพื่อเซ่นผีปู่ย่าผีเหย้าผีเรือน

ผีประจำตระกูลนี้ จะมีการซื้อขายผี ชาวบ้านเรียกว่า ซื้อเข้าและซื้อออก

ซื้อเข้า หมายถึง สมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ในครอบครัว เช่น ผู้ชายเข้ามาแต่งงานกับสาวในบ้านนั้น ต้องซื้อผีเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกของตระกูล หรือลูกหลานที่ออกไปสร้างครอบครัวใหม่ยังต่างถิ่น ก็จะมีการซื้อผีเพื่อให้ไปคุ้มครองต่อที่บ้านตนเอง

ส่วนการซื้อออกหรือขายผี คือ เมื่อเครือญาติในตระกูลไม่ต้องการหรือไม่มีความพร้อมในการ เลี้ยงผีอาจเพราะอยู่ห่างไกลจะซื้อออกหมายถึงตัดความสัมพันธ์ ไม่มายุ่งเกี่ยวกับตระกูลผีเดิม ไม่ว่าจะมีการเลี้ยงผี หรือทำพิธีใดๆ ก็จะไม่มายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป

ราคา ซื้อขาย จะใช้เงินไม่กี่บาท อาจเป็น 10 บาท 12 บาท ตามสภาพฐานะของตระกูล โดยมีการบอกกล่าวผีพร้อมเครื่องสังเวยก็ถือว่าเป็นการเสร็จพิธีการซื้อขายผี

การ ฟ้อนผีมดผีเม็ง จะทำกันช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เป็นช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวบ้านจะว่างเว้นจากงานในไร่นาและสบายใจที่ได้ข้าวเก็บใส่ยุ้งฉางไว้กินได้ ตลอดทั้งปี จะฟ้อนผี ในผาม (ปะรำ) ขนาดผามแล้วแต่ตามจำนวนสมาชิกในตระกูลหรือจำนวนแขกที่เชิญ หลังคามุงด้วย ทางมะพร้าว หญ้าคา หรือใบตองตึง มีการตกแต่งประดับผามให้สวยงามโดยใช้ทางมะพร้าว ต้นกล้วย ขี้ผึ้ง หม้อน้ำ น้ำต้น มีผ้าขาวยาวถึงพื้นผูกตรงกลางผามสำหรับโหนเชิญผีเข้าทรง ด้านหน้าผาม จะทำเป็น ยกพื้นสำหรับวางเครื่องเซ่นต่างๆ ได้แก่ หัวหมูต้ม ไก่ต้มทั้งตัว เหล้า ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน ขนม ผลไม้ เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว ถัดจากอาหารคาวหวานจะมีผ้าโสร่งผ้าโพกศีรษะ สีต่างๆ และเครื่องแต่งตัว สำหรับผู้ที่จะฟ้อนนุ่งทับลงไป

ประเพณีการฟ้อนผีจะจัด 2 วัน วันแรกเรียกว่า วันข่าว หรือป่าวข่าว เป็นการบอกให้ญาติพี่น้อง ในตระกูลเดียวกัน ไปร่วม ชุมนุมกันที่บ้านงานหรือเตรียมงานก่อนจะถึงวันงาน ส่วนอีกวันเป็นวันจริง ที่มีการเชิญผีเข้าทรงและมีการฟ้อนสังเวย

หอผีแต่ละหอ หรือตระกูลผีแต่ละตระกูลจะจัดงานฟ้อนผีไม่ให้ซ้ำวันกับงานของตระกูลอื่น จะมีการเชิญคนทรงและผีตระกูลอื่นมาร่วมงานด้วย

ในวันงานจะเริ่มโดยมีการทำพิธีสักการะบูชาผีบรรพบุรุษซึ่งอยู่บนแท่นบูชา ณ หอผีประจำบ้านก่อน นำโดยเก๊าผี มีการ อธิษฐานขอให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครองให้คนในตระกูลอยู่เย็นเป็นสุข ประกอบอาชีพ เจริญก้าวหน้า จากนั้นจะกล่าวเชิญผีไปยังผามที่ทำพิธีเพื่อเข้าคนทรงของตระกูล การเข้าทรงของผีมด ไม่ยุ่งยากเพราะพออธิษฐานเสร็จผีก็จะเข้า ส่วนผีเม็งนั้นต้องโหนผ้าขาวที่อยู่กลางผามแล้วหมุนตัว ไปรอบๆ ผีจึงจะเข้า แต่มีบางรายถึงจะทำอย่างไรผีก็ไม่ยอมเข้า

ผีจะเข้าเก๊าผีก่อนเป็นคนแรก ต่อมาก็จะเข้าคนอื่นๆ ในตระกูล บางคนพอผีเข้าแล้วจะฟุบลงกับพื้น จะมีคนนำเครื่องบวงสรวงมีขันข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยและมะพร้าวอ่อนมาให้ ผีจะรับไว้ จากนั้นจึงลุกไปที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว และเลือกเสื้อผ้าที่ชอบสวมทับ จะมีการซักถามกันเล็กน้อย โดยมี ล่ามซึ่งเป็นคนที่ชอบพูดคุยซักถาม ถ้าเป็นคำตอบที่ถูกผีก็จะผงกหัว คำถามที่ใช้ เช่น เป็นใคร มาจากไหน มาด้วยวิธีใด เป็นต้น ภาษาที่ผีใช้ส่งเสียงพูดคุยกันไม่ใช่ภาษาพื้นเมืองเหนือ สำเนียงคล้ายภาษาพวกมอญ เงี้ยว หรือไทยใหญ่ จากนั้นจะเป็นการฟ้อนสังเวย มีวงปี่พาทย์บรรเลง ใช้กลองเต่งเทิงให้จังหวะ มีการร้อง ฮิ้วๆ ประกอบการรำไปด้วย ผู้รำจะเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ ทั้งคนแก่อายุเจ็ดสิบแปดสิบ และเด็กรุ่นสาวอายุ สิบกว่า ถ้าเป็นผู้ชายรำจะรำดาบ ร่างทรงที่เป็นเก๊าผีหรือผู้อาวุโสผีจะเข้านานตลอดทั้งวัน และร่ายรำ ตลอดทั้งวันเช่นกัน โดยไม่มีท่าทางเหนื่อยอ่อน ส่วนผีเครือญาติที่อาจเป็นผีวัยรุ่นหรือผู้ที่อ่อนวัยกว่า ผีจะ เข้าๆ ออกๆ ร่างทรงบางคนพอผีออกจะอาย ไม่รู้ว่าตัวเองแต่งตัวหรือทำอะไรลงไปบ้าง เหมือนตกอยู่ใน ภวังค์เด็กๆ จะชอบดูฟ้อนผีจะยืนดูอยู่ขอบผาม บางตัวเป็นผีซนจะเที่ยววิ่งไล่จับผู้คน ในตระกูลเดียวกัน
ให้มาโหนผ้าขาวกลางผามเพื่อให้ผีเข้า บางคนไม่ยอมจึงมีการวิ่งหนีไล่กันเป็นที่สนุกสนาน ผีจะเข้าเฉพาะ คนในตระกูล คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตระกูลเดียวกันจะไม่เข้า แม้จะผ่านการโหนผ้าขาวกลางผามแล้วก็ตาม ผีแต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์ในการฟ้อนรำที่แตกต่างกัน มีทั้งผีที่แสดงความก้าวร้าว บางตัวเรียบร้อย บางตัว ซุกซน ลักษณะไม่แตกต่างไปจากคนทั่วไป

กลางผามที่ฟ้อนผีจะพลุกพล่านไปด้วยคนทรงผี ต่างฟ้อนรำกันขวักไขว่ บางครั้งมีการกระทบกระทั่ง ชนกันบ้าง แต่จะไม่มี การโกรธหรือทะเลาะกันในวงฟ้อนรำนั้น

บางครั้งจะมีการหามคนป่วยที่เป็นสมาชิกในตระกูลเข้าร่วมพิธีด้วย เพื่อให้ผีบรรพบุรุษช่วยรักษา ให้หาย จะมีการเป่าน้ำมนต์ พรมไปที่ตัวของคนป่วย บางคนอาการดีขึ้นลุกเดินเหินได้สบาย อาจเป็น เพราะจิตใจที่ดีขึ้นจากการได้ฟังเสียงดนตรี ได้พบปะญาติพี่น้อง และได้กำลังใจจากบรรพบุรุษที่คอยรักษา ลูกหลานจะเล่าเรื่องราว เหตุการณ์ที่ตนประสบมา อาจเป็นว่าปีนี้ฝนไม่ตกต้อง ตามฤดูกาล ตนได้ทำขึด (สิ่งไม่ดี) ต่างๆ เช่น ทำห้างนาพาดกับต้นไม้โดยไม่ขุดเสา เอาหม้อแกงไปตักน้ำกิน ปิดทางเดินของ
ลำห้วย พูดลบหลู่ผีป่าอารักษ์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เจอโชคร้าย จะต้องขอให้ผีบรรพบุรุษช่วยแก้ไข หรือมีการ ขอพรขอโชคลาภให้แก่ตนเองและคนในตระกูล เป็นต้น

การเริ่มพิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้า เวลาประมาณ 09.00 น. ไปจนกระทั่งเย็น จะมีการฟ้อนสังเวยไปเรื่อยๆ พอถึงเวลาพักเที่ยง จะหยุดพักรับประทานอาหาร จะมีการถวายอาหารให้ผีกินก่อน จากนั้นคนจึงกินต่อ เจ้าภาพจะถวายอาหารคาวหวานต่างๆ ที่เตรียมไว้ โดยจัดใส่ขันโตกเป็นชุดๆ จากนั้นจะมอบดาบ ให้คนทรงคนละอัน และจุดเทียนไขผูกปลายดาบ คนทรงจะรับดาบ ไปเวียนรอบๆ อาหารทุกจาน เมื่อครบแล้วถือว่าเสร็จพิธี

ในการรับประทานอาหาร ผีมดจะรับประทานอาหารทุกชนิดทั้งอาหารคาวและหวาน ส่วนผีเม็งจะเลือก รับประทานเฉพาะอาหาร หวานและน้ำมะพร้าวเท่านั้น

หลังจากฟ้อนมาตลอดทั้งวันแล้ว ได้เวลาที่ผีจะกลับคืนถิ่น ดนตรีปี่พาทย์จะเงียบเสียงลง ร่างทรง จะเดินไปที่หอผี จะมีการขับจ้อยซอเป็นกลอนสดเสียงโหยหวน จะมีขันดอกไม้ธูปเทียนพร้อมอาวุธ เช่น ดาบ จะฟ้อนแบบโบราณเป็นจังหวะเนิบนาบอ่อนช้อยก่อนผีจะออกจะรับขันข้าวตอกดอกไม้ เสร็จแล้วจะ ล้มฟุบกับพื้น ถือว่าผีออก คนทรงก็เข้าสู่สภาพปกติ

หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ผู้คนในตระกูลก็จะช่วยกันรื้อผามทำความสะอาดสถานที่ และกินอาหารเย็น ร่วมกัน ต่างมีความสุขกับ งานบุญใหญ่ที่มอบให้แก่บรรพบุรุษ ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ ได้รับพรและ สิ่งดีงามจากท่าน อาการป่วยไข้ที่มีก็จะหายไป โชคลาภความเจริญจะเข้ามาแทนที่ สนุกกับการได้เจอะเจอ ญาติมิตรต่างบ้านที่เป็นผีตระกูลเดียวกัน ได้ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ เล่าขานปัญหาเรื่องราวในชีวิต ช่วยกัน แก้ไขให้คำแนะนำ ความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรแน่นแฟ้นเพิ่มขึ้น

ฟ้อนผี ประเพณีรื่นเริงของเครือญาติ ก่อเกิดความสามัคคี รักษากฎระเบียบของสังคมด้วยการไม่ผิดผี ผู้น้อยนับถือผู้ใหญ่ที่ให้คุณ ชีวิตที่มีความเอื้ออาทร สะท้อนภาพความงดงามของวิถีชีวิตชาวชนบทล้านนา มาตั้งแต่อดีตกาล

ผีขุนน้ำ วิถีการอนุรักษ์น้ำ

0

ชาวชนบทล้านนามีความผูกพันกับวิถีชีวิตเกษตรมาโดยตลอดปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเกษตรดำรงอยู่ได้คือ น้ำ และมีความเชื่อว่าน้ำจะอุดมสมบูรณ์มีมากน้อยหรือฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่นั้น ผู้ที่บันดาลให้เกิดขึ้นคือ พลังเร้นลับเหนือธรรมชาติที่รวมเรียกกันว่า ผีขุนน้ำ

ผีขุนน้ำ เชื่อว่าเป็นอารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย จะสิงสถิตอยู่บนดอยสูงอันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำทั้งหลาย อาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ไม้ไฮ (ไทร) ไม้มะค่าหรือไม้ยาง เป็นต้น ชาวบ้านจะปลูกหอผี (ศาล) อยู่ใต้ต้นไม้ ใหญ่ เหล่านั้นแล้วอัญเชิญผีขุนน้ำมาสถิตอยู่ในหอผีนั้น

ผีขุนน้ำจะมีชื่อตามแม่น้ำนั้น เช่น ผีขุนวัง เป็นผีอยู่ต้นน้ำวัง หรืออาจเป็นลำห้วยสายหลักประจำหมู่บ้าน ก็จะมีผีที่คอยดูแลรักษา น้ำอยู่เช่นกัน เช่น ผีห้วยหลวง ผีห้วยทราย ผีห้วยเดื่อ ผีห้วยก๋า ในเขตนิคมกิ่วลม จังหวัดลำปาง เป็นต้น

ชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์จากลำน้ำจะร่วมแรงร่วมใจกันแสดงความขอบคุณผีขุนน้ำ ที่ปกปักรักษา ป่าไม้ ้ที่เป็นต้นน้ำลำธาร ให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ในการทำเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน โดยมีพิธีกรรมสำคัญที่เรียกว่า การเลี้ยงผีขุนน้ำ

การเลี้ยงผีขุนน้ำ คือ การทำพิธีสังเวยผีหรือเทวดาอารักษ์ ผู้เป็นหัวหน้าของผีอารักษ์ทั้งหลายที่ทำหน้าที่ ปกปักรักษาป่าไม้อันเป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อเป็นการขอบคุณเทวดาที่บันดาลให้มีน้ำใช้ในการเกษตร โดยเฉพาะ ในเขตลุ่มน้ำของลำน้ำนั้นๆ และยังเป็นการขอ ให้ผีประจำขุนน้ำบันดาลให้ฝนตกและมีน้ำจากขุนน้ำ หรือต้นน้ำ นั้นลงสู่พื้นราบ

ชาวบ้านมีความเชื่อว่า ถ้าหากทำสิ่งใดที่ทำให้ผีขุนน้ำโกรธ เช่น ตัดต้นไม้ใหญ่ในแหล่งต้นน้ำที่สิงสถิต ของผีขุนน้ำ การกั้นลำห้วยหรือการเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ตามลำพัง หรือปฏิบัติสิ่งอื่นใดที่ชาวบ้านเรียกว่า ขึด จะถูกลงโทษจากผีขุนน้ำ อาจให้น้ำน้อย หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านผู้อยู่ ใต้ลำน้ำนั้นๆ

ดังนั้น ชาวบ้านจึงมีการตั้งกฎเกณฑ์และข้อห้ามต่างๆ ในการใช้น้ำและรักษาน้ำ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ทุกคนที่ร่วมใช้น้ำ นอกจากจะถูกลงโทษจากสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ อย่างผีขุนน้ำแล้ว ยังถูกการ ลงโทษจากกฎสังคมที่ร่วมกันตั้งขึ้นมา และผู้ที่ทำหน้าที่ในการรักษากฎที่สำคัญในชุมชนคือ แก่ฝาย นั่นเอง

ชาวบ้านจะมีพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนแปดหรือเดือนเก้าเหนือ (พฤษภาคม-มิถุนายน) ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในงานหรือผู้เป็นหัวหน้าในพิธีคือ แก่ฝาย หรือผู้ดูแลเหมืองฝายและทำหน้าที่ควบคุม หรือจัดสรรการใช้น้ำแก่เกษตรกรในเขตท้องที่รับน้ำจากฝาย

เมื่อถึงเวลาแก่ฝายจะเรียกประชุมลูกฝาย (ผู้ใช้น้ำจากฝาย) เพื่อหาฤกษ์ยามที่เหมาะสมและช่วยกัน ตระเตรียมเครื่องสังเวยให้ครบถ้วน และเมื่อได้เวลาจะเดินทางไปทำพิธี ณ สถานที่ที่เชื่อว่าผีขุนน้ำสิงสถิตอยู่

เครื่องสังเวยผีขุนน้ำ ประกอบด้วย เทียน 4 แท่ง ดอกไม้ 4 กรวย พลู 4 กรวย หมาก 4 ขด หรือ 4 ท่อน ช่อ (ธงสามชาย) สีขาว มะพร้าว 2 ทะลาย กล้วย 2 หวี อ้อย 2 ท่อน หม้อใหญ่ อาหารคาวหวาน อาหาร 7 อย่าง หัวหมู เหล้าไห ไก่คู่ (ไก่ต้ม 1 คู่ เหล้าขาว 1ขวด) เมี่ยงและบุหรี่ และมีการสานชะลอมเพื่อใส่เครื่องสังเวยต่างๆ ที่เตรียมไว้ จำนวน 3 ชะลอม

ชาวบ้านจะทำพิธีในตอนเช้าโดยช่วยกันหาบและคอนชะลอมไปยังบริเวณพิธี หากบริเวณที่ทำพิธีไม่มีหอผี หรือศาลเทพารักษ์อยู่ ชาวบ้านจะสร้างศาลชั่วคราวขึ้นใกล้ๆ กับบริเวณด้านต้นน้ำ พร้อมทั้งปักเสาไม้ทำเป็น หลักช้าง หลักม้า สำหรับผูกช้างหรือม้าพาหนะของเทพารักษ์หรือผีขุนน้ำนั้นไว้ด้วย

เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว แก่ฝายหรือปู่อาจารย์ผู้ประกอบพิธีทำพิธีอัญเชิญเทวดาอารักษ์ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ประจำรักษาขุนน้ำให้มารับเครื่องสังเวย พร้อมทั้งใช้ถ้อยคำเป็นโวหารเสียงโหยหวน เพื่ออ้อนวอนขอให้ผีขุนน้ำบันดาลให้มีน้ำ อุดมสมบูรณ์และทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

เมื่อกล่าวคำเสร็จแล้ว ปู่อาจารย์นำข้าวปลาอาหารเหล่านั้นยกขึ้นวางบนหอผี และทิ้งระยะเวลาให้ผ่านไป ชั่วธูปหมดดอกขณะที่รอรับเครื่องสังเวยนั้น ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณพิธีก็พากันกินข้าวปลาอาหาร จนได้เวลา อันสมควร ก็จะชวนกันกลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ

หลังเสร็จพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำแล้วในช่วงบ่ายหรือวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจะช่วยกันขุดลอกเหมืองฝาย ทบทวน กฎเกณฑ์การใช้น้ำที่ร่วมกันตั้งขึ้น และจัดเตรียมอุปกรณ์การทำเกษตร ให้ครบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ ฤดูกาลทำเกษตรที่กำลังมาถึง

สืบจาต๋า พิธีกรรมต่ออายุให้ยืนยาว

0

ชีวิตคนเราต่างมีแนวทางหรือดำเนินไป ไม่ว่าจะเป็นดี ชั่ว สุข หรือทุกข์ สิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่า จาต๋า (ชะตา) ชีวิต บางช่วงของชีวิตอาจมีชะตาดี ความสำเร็จทุกอย่างที่เข้ามาดูเหมือนง่ายไปหมด แต่บางครั้งอาจพบชะตาร้ายที่ทุกอย่างรุมเร้าให้เร่าร้อนและหาทางออกไม่เจอ

เมื่อคราวใดที่ชีวิตมีเรื่องทุกข์ร้อนเกิดขึ้น อาจเป็นทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ โดยเกิดจากความเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ หรือมีเรื่องที่ทำให้เสียข้าวของเงินทอง พบเรื่องราวเลวร้าย อาจถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล เกิดความกังวลทำให้จิตใจหม่นหมอง สิ่งเหล่านี้คือ ชะตาร้ายหรือชะตาขาด ผู้คนชาวล้านนามีความเชื่อว่า ชะตาร้ายสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยพิธีกรรมที่เรียกว่า การส่งกิ่ว การบูชานพเคราะห์หรือการทำพิธีสืบจาต๋า (สืบชะตา) เป็นต้น

การสืบชะตา เป็นพิธีกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้ชะตาชีวิตดำเนินต่อไป เป็นการต่ออายุให้ยืนยาวเป็นสิริมงคล มีความสุขความเจริญ การสืบชะตาของผู้คนล้านนาเกิดจากความเชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์สืบชะตา ซึ่งกล่าวไว้ว่า

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระสารีบุตรรับเอาสามเณร อายุ 7 ปี รูปหนึ่ง ชื่อติสสะ มาอยู่ในความดูแลของท่านเป็นเวลาหนึ่งปี วันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นลักษณะของสามเณรว่าจะมีอายุได้อีกแค่ 7 วัน เท่านั้น ท่านจึงเรียกสามเณรไปพบ แล้วแจ้งให้สามเณรทราบ แล้วให้สามเณรไปบอกกล่าวญาติพี่น้องเสีย สามเณรจึงนมัสการลาพระสารีบุตรเพื่อไปสั่งความแก่ญาติมิตร ระหว่างทางที่สามเณรเดินทางกลับไปนั้น สามเณรได้พบสระน้ำที่กำลังจะแห้งและในสระนั้นมีปลาที่กระเสือกกระสนรอความ ตายอยู่ จึงเอาบาตรช้อนปลาเหล่านั้นไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ต่อมาก็ได้พบอีเก้งที่ติดแร้วของนายพราน สามเณรก็ปล่อยเก้งให้รอดพ้นจากความตายอีก เมื่อกลับถึงบ้านสามเณรก็เล่าเรื่องตามที่พระสารีบุตรบอก พร้อมทั้งสั่งลาญาติพี่น้องเพื่อเตรียมตัวที่จะตาย ทุกคนที่ทราบเรื่องต่างร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ สงสารสามเณรและรอเวลาที่สามเณรจะมรณภาพ

ครั้นครบกำหนดตามที่พระสารี บุตรบอกไว้ แต่สามเณรก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ตามปกติ สามเณรจึงเดินทางไปหาพระสารีบุตรและเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตนได้กระทำ พระสารีบุตรจึงสรุปเรื่องจากเหตุการณ์ทั้งหลายว่า การที่ได้ประกอบกุศลกรรมนั้นสามารถต่ออายุให้ยืนยาวได้

ดังนั้น การสืบชะตาจึงเป็นการสร้างกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่ สามารถสืบต่ออายุให้ยืนยาวได้ ผู้คนชาวล้านนาจึงมีการสืบทอดพิธีกรรมสืบชะตามาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ด้วยเห็นผลของอานิสงส์การสืบชะตาตามความเชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ดังกล่าว

พิธีสืบชะตาสามารถทำได้ 3 ประเภท ได้แก่

1. สืบชะตาคน

2. สืบชะตาบ้าน

3. สืบชะตาเมือง

การสืบชะตาคน จะกระทำเมื่อบุคคลนั้นเกิดความทุกข์ร้อนหรือเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริ มงคลแก่ชีวิต โดยเริ่มจากญาติของผู้ที่จะสืบชะตาจะวาน (ขอแรง) เพื่อนบ้านใกล้เคียงมาช่วยกันแต่งดาเครื่องสืบชะตาก่อนวันทำพิธีหนึ่งวัน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันระหว่างผู้หญิงผู้ชาย โดยผู้ชายจะไปตัดเอากิ่งไม้ค้ำ (ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เป็นไม้โตเร็ว ปัจจุบันหาได้ยาก จึงนิยมใช้ไม้อื่นๆ ที่หาได้ง่ายแทน) ตัดปลายกิ่งให้มีง่าม เรียกว่า ไม้ค้ำ จำนวน 2 อัน ไม้ไผ่บง 2 ท่อน ใส่สลักให้ติดกันทำเป็นสะพานคู่ และตัดไม้ไผ่ซางอีก 2 ท่อน ท่อนแรก ด้านหนึ่งใส่น้ำแล้วปิดรูด้วยใบตองแห้ง อีกด้านหนึ่งใส่ทรายแล้วปิดรู อีกท่อนหนึ่งด้านหนึ่งใส่ข้าวเปลือก อีกด้านใส่ข้าวสารแล้วปิดรู เรียกท่อน (บอก) ไม้ไผ่นี้ว่า บอกน้ำ บอกทราย บอกข้าวเปลือก และบอกข้าวสาร ความยาวของไม้ค้ำ สะพานและกระบอกไม้ไผ่นี้จะมีความยาวเท่าความสูงของผู้ที่จะสืบชะตาหรือเจ้า ชะตา นอกจากนี้ ผู้คนยังต้องจัดเตรียมหน่ออ้อย หน่อกล้วย กล้าหมาก และกล้ามะพร้าวเพื่อนำมาประกอบพิธีด้วย

ส่วนผู้หญิงมักได้ทำหน้าที่ ในการตกแต่งเครื่องประกอบพิธีกรรม โดยจะนำก้านกล้วยมา 2 ก้าน สูงเท่ากับไม้ค้ำใช้ตอกแข็งเสียบก้านกล้วย 2 อัน ทำคล้ายกับบันไดกว้าง ประมาณ 40 เซนติเมตร แล้วผูกด้ายดึงจากบนลงล่าง จำนวน 6 สาย แล้วผูกหอยเบี้ย หมากพลู ข้าวตอก ดอกไม้ เงิน ทองคำ กล้วย อ้อย อีกสายหนึ่ง รวมทั้งหมด 6 สาย เรียกว่า ลวดเงิน ลวดคำ แต่คนปัจจุบันจะนิยมใช้กระดาษเงิน กระดาษทอง ม้วนทำเป็นหลอดแล้วร้อยด้ายเป็นลวดเงิน ลวดคำแทน เพราะสะดวกและง่ายต่อการจัดเตรียมมากกว่า จากนั้นจะใช้ขี้ผึ้งฟั่นเทียน เรียกว่า สีเทียน ขนาดโตเท่าหัวแม่มือ ยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตา ตัดกระดาษสาทำเป็นตุงให้มีลักษณะคล้ายคนยืนให้มีความสูงเท่าเจ้าชะตา จากนั้นตัดกระดาษเป็นธงสามเหลี่ยม กว้าง 5 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร จำนวนเท่าอายุของเจ้าชะตาแล้วปักกับก้านกล้วย นอกจากนั้นพวกผู้หญิงจะมีการแต่งดาเครื่องขันตั้งขันครูให้กับปู่อาจารย์ (ผู้ประกอบพิธี) ที่จะมาทำพิธีให้ ประกอบด้วย หมากไหม ผ้าขาว เทียนขี้ผึ้ง นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมเสื่อใหม่ หม้อ (หม้อดิน) ใหม่ ข้าวเปลือก ข้าวสาร เตรียมใส่กระบุงไว้

เมื่อถึงวันสืบชะตาปู่อาจารย์ก็จะประกอบพิธีกรรม หลังจากที่ผู้เฒ่าผู้แก่ตั้งเครื่องสืบชะตาที่เรียกว่า โขงชะตา นำเครื่องขันปู่อาจารย์ไปตั้งไว้หน้าโขงชะตา จากนั้นให้คนที่จะสืบชะตาเข้าไปนั่งในโขงชะตาแล้วประเคนเครื่องขันตั้งและ ขันน้ำมนต์แก่ปู่อาจารย์ ปู่อาจารย์ก็จะยกภาชนะที่ใส่กรวยดอกไม้ หมากพลูขึ้นเพื่อนึกถึงคุณครูอาจารย์ จากนั้นจุดเทียนน้ำมนต์แล้วกล่าวคำสืบชะตาเป็นภาษาบาลี เมื่อกล่าวเสร็จแล้วก็จะประพรมน้ำมนต์แก่ผู้สืบชะตา ถือเป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นพวกญาติๆ จะนำไม้ค้ำไปพิงที่ต้นโพธิ์ในวัด เอาไม้สะพานไปพาดตามลำเหมืองเพื่อให้คนข้ามสัญจรไปมา และนำกล้าไม้ที่ใช้ทำพิธีไปปลูกในวัดหรือที่สาธารณะเพื่อประโยชน์แก่คนอื่นๆ ต่อไป

ขั้นตอนพิธีกรรมและรายละเอียดต่างๆ ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัยและความสะดวกรวดเร็ว ผู้ทำพิธีส่วนใหญ่จะเป็นพระสงฆ์แทนปู่อาจารย์ อาจเป็นเพราะปัจจุบันหาคนชาวบ้านที่มีความชำนาญในพิธีกรรมไม่ค่อยมี ผู้คนจึงศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์จากพระสงฆ์มากกว่า อาจเป็นพระสงฆ์ 1 รูป 5 รูป 7 รูป หรือ 9 รูป แล้วแต่ความพร้อม ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ความเชื่อมั่นในอานิสงส์ของการสืบชะตาเพื่อต่ออายุและเป็นมงคลชีวิตยังคง อยู่และสืบทอดจนถึงปัจจุบัน

นอกจากการสืบชะตาคนแล้ว บ้านหรือหมู่บ้านก็จะมีการสืบชะตาด้วย เมื่อหมู่บ้านนั้นพบเจอเหตุการณ์ไม่เป็นมงคล เช่น คนประสบความเดือดร้อน เจ็บป่วยพร้อมๆ กัน หรือมีคนตายติดต่อกันเกินกว่า 3 คน เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้เรียกว่า ขึด (สิ่งไม่ดี) ตกบ้านตกเรือน จะประกอบพิธีสืบชะตาบ้าน ณ จุดใดจุดหนึ่งของหมู่บ้าน อาจเป็นหอผีหรือหอเสื้อบ้าน (ศาลที่สิงสถิตของผี/สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลหมู่บ้าน) แต่ถ้าหมู่บ้านใดไม่มีหอเสื้อบ้านก็จะใช้สถานที่เป็นใจกลางของหมู่บ้าน จัดตั้งเครื่องประกอบพิธี จากนั้นจะมีการโยงสายสิญจน์ไปยังบ้านทุกหลังในหมู่บ้าน

เครื่อง ประกอบพิธีคล้ายกับสืบชะตาคน แต่จะเพิ่มเครื่องสังเวยบูชาท้าวทั้งสี่ และจะมีตาแหลว (ไม้ไผ่สานเป็นเครื่องป้องกันสิ่งชั่วร้าย) โดยจะนิยมนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป หรือมากกว่ามาเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม เมื่อพระสงฆ์มาถึงบริเวณที่ประกอบพิธีแล้ว จะมีปู่อาจารย์นำไหว้พระรับศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาบ้าน ชาวบ้านจะจับด้ายสายสิญจน์หรืออยู่ในวงล้อมสายสิญจน์เพื่อฟังพระสวด จากนั้นจะมีการเทศน์หนึ่งกัณฑ์ จากนั้นพระสงฆ์จะประพรมน้ำมนต์ โปรยข้าวเปลือก ข้าวสาร ทั่วบริเวณ ชาวบ้านก็จะนำของที่มาร่วมพิธีไปโปรยที่บ้านตนเองเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งชั่ว ร้ายและเป็นสิริมงคลแก่บ้านของตนต่อไป

นอกจากพิธีกรรมสืบชะตาคนและ ชะตาบ้านแล้ว ผู้คนชาวล้านนายังมีการสืบชะตาเมือง เพื่อให้บ้านเมืองและประชาชนเกิดความสงบสุข เนื่องจากบางครั้งบ้านเมืองอาจมีเรื่องวุ่นวายเดือดร้อน อาจมาจากอิทธิพลของดาวเคราะห์มาเบียดเบียน ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน วุ่นวาย เกิดจลาจล เกิดศึกสงครามหรือเกิดโรคระบาดไปทั่วเมือง เป็นต้น ซึ่งขั้นตอนและรายละเอียดของพิธีกรรมอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องที่ แต่วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและสร้างสิ่งที่เป็นมงคลแก่ บ้านเมืองนั่นเอง

การสืบชะตาของผู้คนชาวล้านนาเป็นพิธีกรรมเพื่อสืบ ต่ออายุหรือชะตาชีวิตให้ยืนยาว เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าชะตา เพิ่มพลังใจแก่ผู้ประสบเคราะห์กรรม เป็นสื่อกลางในการชะล้างความเลวร้ายเพื่อให้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ในการทำสิ่ง ดีงาม เพราะตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ตราบนั้นยังมีโอกาสในการสั่งสมความดีงามเพื่อเป็นทุนรอนในการมีชีวิตที่มี ความสุขได้ต่อไป

สืบชะตา ให้โอกาสและทางออกแก่ผู้คนเมื่อเจอทางตันของชีวิต เหตุการณ์ร้ายสามารถกลายเป็นดีได้ เพียงแค่เรามองย้อนกลับไปและปรับตัวใหม่ ทำแต่สิ่งดีงามเพื่อทดแทนผลกรรมชั่วที่ทำมาในอดีต หยดน้ำใสแม้เพียงน้อยนิด แต่หากหยดลงทุกวันก็สามารถชะล้างความสกปรกได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

0

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเก่า ลักษณะพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา มีถนนล้อมรอบวัดทั้ง ๔ ด้าน ทิศเหนือติดถนนอินทวโรรส ทิศตะวันออกติดถนนสามล้าน ทิศใต้ติดถนนแสนเมืองมา ทิศตะวันตกติดถนนอินทวโรรส

ประวัติวัดพระสิงห์วรวิหาร

พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจุพระอัฐิ ของ พญาคำฟู พระราชบิดา
ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎิสงฆ์เรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า “วัดลี” ต่อมาบริเวณหน้าวัดมีตลาดเกิดขึ้นชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดลีเชียง” แล้วเรียกวัดว่า “วัดลีเชียง” และ “วัดลีเชียงพระ” ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๓๑ – ๑๙๕๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็ไม่ยอมเดินทางต่อ
พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือนิยมเรียก”พระพุทธสิหิงค์” สั้นๆ ว่า “พระสิงห์” จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า “วัดพระสิงห์”
เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเจ้ากาวิละได้ โปรดฯ ให้สร้างอุโบสถ และหอไตรขึ้น โดยมีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาขนาดใหญ่ ตรงกลางอาคารมีกู่ซึ่งแต่เดิมคงเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระประธาน พระพุทธสิหิงค์

ตำนานพระสิงห์

ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า หากพิจารณาถึงคำว่า พระสิงห์ นั้น หมายถึง วัดซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระสิงห์มาก่อน พระสิงห์ เป็นนามพระพุทธรูป อันบ่งบอกถึงคติพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างลังกาวงศ์ตรงกับ พระพุทธสิหิงค์ อันเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ทางภาคเหนือล้านนาไทย มิได้เรียกว่า พระพุทธสิหิงค์ นิยมเรียกว่า พระสิงห์ ท่านผู้รู้บางท่านพยายามคิดว่า พระสิงห์ หมายถึง สิงหนวัติ กษัตริย์โบราณผู้สร้างเมืองโยนกนครก็มี บางท่านอธิบายว่า หมายถึง พระศากยสิงห์ คือพระนามหนึ่งของ พระพุทธเจ้า กระนั้น เท่าที่พิจารณาโดยตลอดแล้ว เห็นว่า พระสิงห์ ก็ดี พระพุทธสิหิงค์ ก็ดี น่าจะพึงยุติกันได้ว่าเป็นนามของพระพุทธรูป อันบ่งบอกถึงคติพระพุทธศาสนาอย่างลังกาวงศ์ เพราะทุกที่ที่ปรากฏว่ามี พระสิงห์ หรือ พระพุทธสิหิงค์ นั้นแสดงให้เห็นว่า สถานที่เหล่านั้นได้มีพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างลังกาวงศ์แพร่หลายไปถึง ฉะนั้น ควรถือกันว่าพระพุทธรูปที่เรียกพระนามอย่างนี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาเถรวาท อย่างลังกาวงศ์ในประเทศไทยและก่อนศตวรรษที่ 20 ขึ้นไป จะไม่พบหลักฐานเช่นนี้เลย

พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะล้านนาไทย พุทธศตวรรษที่ 21 มีพุทธลักษณะสง่างาม อย่างยากที่จะหาพระพุทธรูปในสมัยเดียวกันมาทัดเทียมได้ หน้าตักกว้าง 37 เซนติเมตร สูงทั้งฐาน 66 เซนติเมตร ชนิดสำริดปิดทอง ประดิษฐานอยู่บนบุษบกภายในกุฏิเจ้าอาวาส ชาวเชียงรายและประเทศใกล้เคียงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ถือว่า พระสิงห์ เป็นพระพุทธปฏิที่ทรงความสำคัญ และทรงความศักดิ์สิทธิ์มีมหิทธานุภาพสามารถยังความสงบร่มเย็น และเป็นมิ่งขวัญของชาวประชามาทุกยุคทุกสมัย จนกล่าวกันว่า พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์ คือ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเชียงรายและประเทศใกล้เคียง

พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนานมีหลักฐาน ปรากฏในสิหิงคนิทานบันทึกไว้ว่า สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศักราช 700 ในประเทศลังกา และประดิษฐานอยู่ที่ลังกา 1150 ปี จากนั้นได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานยังราชอาณาจักรไทยตามลำดับ ดังนี้

พ.ศ. 1850 ประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย 70 ปี
พ.ศ. 1920 ประดิษฐานที่พิษณุโลก 5 ปี
พ.ศ. 1925 ประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา 5 ปี
พ.ศ. 1930 ประดิษฐานที่กำแพงเพชร 1 ปี
พ.ศ. 1931 ประดิษฐานที่เชียงราย 20 ปี
พ.ศ. 1950 ประดิษฐานที่เชียงใหม่ 255 ปี
พ.ศ. 2250 ประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา 105 ปี
พ.ศ. 2310 ประดิษฐานที่เชียงใหม่ 28 ปี
พ.ศ. 2338 ประดิษฐานที่กรุงเทพฯ – ปัจจุบัน

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุที่สำคัญของวัด
พระประธาน

พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธปฏิมาศิลปะล้านนาไทย พุทธศตวรรษที่ 21 ปางมารวิชัย ชนิดสำริดปิดทอง หน้าตักกว้าง 204 เซนติเมตร สูงทั้งฐาน 284 เซนติเมตร ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถมีพุทธลักษณะสง่างาม ประณีต ที่ฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนาไทยว่า “กุลลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา” อันหมายถึง ปริศนาธรรมระดับปรมัตถ์ในทางพระพุทธศาสนาที่ระบุว่า สภาวะธรรมทั้งปวงมี 3 ประเภท คือ

ธรรมทั้งหลายที่เป็น “กุศล” ก็มี
ธรรมทั้งหลายที่เป็น “อกุศล” ก็มี
ธรรมทั้งหลายที่อยู่นอกเหนือจาก “กุศลและอกุศล” ก็มี

พระอุโบสถ

พระอุโบสถสร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 1251 – พ.ศ. 1252 ปีฉลู-ปีขาล เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ วันเสาร์ เวลา 12.00 น. (พ.ศ. 2432 ถึง พ.ศ. 2433) รูปทรงเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาไทยสมัยเชียงแสน โครงสร้างเดิมเป็นไม้เนื้อแข็ง และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้มีสภาพสมบูรณ์ และสวยงามยิ่งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2504 และครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2533 โดยพระราชสิทธินายก เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน

บานประตูหลวง

บานประตูหลวง ทำด้วยไม้แกะสลักจิตกรรมอย่างประณีตวิจิตรบรรจง เป็นปริศนาธรรมระดับปรมัตถ์ ออกแบบโดยศิลปินเอกผู้มีผลงานเป็นที่กล่าวขานในระดับโลก นามว่า อ.ถวัลย์ ดัชนี เป็นเรื่องราวของ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันหมายถึง ธาตุทั้ง 4 ที่มีอยู่ในร่างกาย คนเราทุกคน

ดิน คือ เนื้อ หนัง กระดูก
น้ำ คือ ของเหลวต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย เช่น น้ำ โลหิต ปัสสาวะ
ลม คือ อากาศที่เราหายใจเข้าออก ลมปราณที่ก่อเกื้อให้ชีวิตเป็นไป
ไฟ คือ ความร้อนที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารเกิด พลังงาน

แนวคิดของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ถ่ายทอดธาตุทั้ง 4 ออกเป็นสัญลักษณ์รูปสัตว์ 4 ชนิด เพื่อการสื่อความหมายโดยให้

ช้าง เป็นสัญลักษณ์ของ ดิน
นาค เป็นสัญลักษณ์ของ น้ำ
ครุฑ เป็นสัญลักษณ์ของ ลม
สิงห์โต เป็นสัญลักษณ์ของ ไฟ

ผสมผสานกันโดยมีลวดลายไทยเป็นส่วนประกอบ ทำให้มีลีลาเฉพาะแบบของ อ.ถวัลย์ ดัชนี งานแกะสลักบานประตูวิหารนี้ พระราชสิทธินายก เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ได้มอบความไว้วางใจให้ สล่าอำนวย บัวงาม หรือ สล่านวย และลูกมืออีกหลายท่านเป็นผู้แกะสลัก ใช้เวลาในการแกะสลักเกือบหนึ่งปี ได้บานประตูมีขนาด กว้าง 2.40 เมตร ยาว 3.50 เมตร และหนา 0.2 เมตร ด้วยลวดลายและลีลาการออกแบบ และฝีมือการแกะสลักเสลาอย่างประณีตบรรจง นับว่า บานประตูนี้ได้ช่วยส่งเสริมความงดงาม ของพระวิหารได้โดดเด่นมากขึ้น

พระเจดีย์

พระเจดีย์ เป็นพุทธศิลป์แบบล้านนาไทย สร้างในสมัยเดียวกันกับพระอุโบสถ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง คือ พ.ศ. 2492 ครั้งหนึ่ง โดยท่านพระครูสิกขาลังการ เจ้าอาวาสในขณะนั้น และอีกหลายครั้งในสมัยต่อมา โดยท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน

พระพุทธบาทจำลอง

พระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลาทราย มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 150 เซนติเมตร มีจารึกอักษรขอมโบราณ ว่า “กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา”

หอระฆัง

เป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัยแบบล้านนาไทยประยุกต์ มีระฆังเป็นแบบใบระกาหล่อด้วยทองเหลืองทั้งแท่ง ซึ่งหาดูได้ยากมากในปัจจุบัน ขนาดความสูง 25 นิ้ว ยาว 39 นิ้ว หนา 1 นิ้ว ขุดพบบริเวณวัดพระสิงห์ เมื่อ พ.ศ. 2438 ปัจจุบันชั้นล่างใช้เป็นหอกลอง

ต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยา

พลโทอัมพร จิตกานนท์ นำมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยความอนุเคราะห์จากท่านเอกอัครราชทูตอินเดียและอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 และปลูกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้มงคลเนื่องในพระพุทธศาสนา ในฐานที่เป็นต้นไม้ซึ่ง พระโพธิสัตว์ลาดบัลลังก์ประทับในคืนก่อนตรัสรู้ เดิมเรียกกันว่าต้น “อัสสัตถพฤกษ์” ที่ได้ชื่อว่า “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ก็เพราะเป็นต้นไม้ อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ “โพธิธรรม” ของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ซึ่งต่อมาก็คือ สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ต้นสาละลังกา

ต้นสาละลังกาเป็นไม้มงคลเนื่องในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ คือ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับสำเร็จสีหไสยาสน์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมกิตติโสภณ นำมาจากประเทศศรีลังกา และนำมาปลูกไว้ที่วัดพระสิงห์เมื่อ พ.ศ. 2512

วัดพระสิงห์ มีเจ้าอาวาสที่บริหารวัดสืบต่อกันมานับแต่ปีที่สร้างวัด จนปัจจุบันจำนวน 9 รูป คือ

ครูบาปวรปัญญา พ.ศ. 1943 – พ.ศ. 1962
ครูบาอินทจักรรังษี พ.ศ. 1962 – พ.ศ. 1985
พระอธิการอินตา พ.ศ. 1985
พระมหายศ
พระธรรมปัญญา พ.ศ. 2413 – พ.ศ. 2440
พระครูเมธังกรญาณ (ป๊อก) พ.ศ. 2440 – พ.ศ. 2473
พระครูเมธังกรญาณ (ดวงต๋า) พ.ศ. 2473 – พ.ศ. 2488
พระครูสิกขาลังการ พ.ศ. 2489 – พ.ศ. 2522
พระเทพสิทธินายก (ชื่น ปญฺญาธโร) (ชื่น ปญฺญาธโร -แก้วประภา – ป.ธ.6) เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2523 – ปัจจุบัน

พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์

0

พระบรมราชานุสรณ์สามกษัตริย์ ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เดิมพระบรมรูป “สามกษัตริย์” หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาดเท่าครึ่ง จากพระบาทถึงพระเศียรไม่รวมยอดมงกุฏ มีความสูง 270 เมตร ออกแบบและทำการ ปั้นหล่อโดยคุณไข่มุกด์ ชูโต ใช้เวลา 10 เดือน ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ สามกษัตริย์ จากกรุงเทพมหานครขึ้นประดิษฐานบนแท่นพระบรม ราชานุสาวรีย์ ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2526 เวลา 11.49 น. พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ คือ พญามังราย พญาร่วง และพญางำเมือง ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่พระมหากษัตริย์สาม พระองค์มาทรงร่วมกันวางแผนการสร้างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งปรากฏคำจารึกฐาน พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ กล่าวคือพญามังรายประสูติ เมื่อปีกุน พ.ศ. 1782 พระองค์ทรงครองเมืองเงินยางเชียงแสนแทนพญาลาวเม็ง พระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. 1802 ทรงพระปรีชาสามารถกล้าหาญเป็นเยี่ยมสามารถ รวบรวมแคว้นและเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทย และได้ทรงตรากฏหมาย “มังรายศาสตร์” ขึ้นเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์มังราย เมื่อปี พ.ศ. 1839 โดยมีพระราชวงศ์สืบ ต่อกันมาอีก 17 พระองค์ พญามังรายสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 1860 สิริพระชนมายุได้ 79 ชันษา

พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช) พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัยพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงพระบรมเดชานุภาพมากเมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา ได้กระทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชนเจ้า เมืองฉอด ปรากฏพระเกียรติยศไพศาลเป็นที่คร้ามเกรงแก่บรรดาหัวเมืองต่างๆ สมัยนั้น พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองและอาณา ประชาราษฎร์ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทุกถ้วนหน้า และได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อปี พ.ศ. 1826 ซึ่งใช้สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ทรงครองราชย์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1822 และสิ้นพระชนม์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1842

พญางำเมือง ประสูติเมื่อปีจอ พ.ศ. 1781 ทรงปกครองเมืองพะเยาสืบต่อจากพญามิ่งเมืองพระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. 1801 เมื่อทรงพระเยาว์ได้ศึกษาศิลปวิทยาร่วมสำนักอาจารย์เดียวกับพญามังราย จึงเป็นพระสหายสนิทแต่นั้นมา

พระองค์ทรงอานุภาพเสมอ เท่าเทียมกันในการปกครองบ้านเมืองนั้น ได้ทรงใช้วิเทโศบายผูกมิตรไมตรีกับอาณาจักรใกล้เคียง บ้านเมืองจึงร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

พระราชาธิราชทั้งสามพระองค์ ได้ทรงกระทำสัตย์ปฏิญาณผูกมิตรทรงดื่มน้ำสัตยาผสมโลหิตจากนิ้วพระหัตถ์ เพื่อเป็นมิตร น้ำร่วมสาบานไม่เป็นศัตรูต่อกัน ณ ฝั่งแม่น้ำอิง เขตเมืองพะเยา

เมื่อพญามังรายได้ทรงสร้างเมืองเชียงรายแล้ว ต่อมาได้ทรงสร้างเมืองฝางและตีได้เมืองหริภุญไชยจากพญายีบาได้สร้าง เวียงกุมกาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสารภี ภายหลังทรงพบชัยภูมิเมืองอันเป็นศุภนิมิตรมงคล 7 ประการ เป็นที่ราบริมน้ำปิงกับ ดอยสุเทพ พญามังรายจึงได้เชิญพระสหาย คือ พญาร่วงและพญางำเมืองมาร่วมปรึกษาหารือ ตั้งพิธีกัลปบาตฝังนิมิตหลักเมือง ในวัน พฤหัสบดี เพ็ญเดือน 6 พ.ศ. 1839 จันทร์เสวยฤกษ์ 16 ยามแตรจักใกล้รุ่งไว้ลัคนาเมืองในราศรีมินอาโปธาตุ สร้างเสร็จในปีเดียวกันขนานเมือง ใหม่นี้ว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เมืองเชียงใหม่”

แฮกนา พันธสัญญาทางใจสู่ความสำเร็จ

0

วิธีคิดและความเชื่อของคนในสังคมถูกสั่งสมถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง พิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นถูกเชื่อมโยงสู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ ผู้คนชาวชนบทล้านนามีความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณที่มีในทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเป็นผู้กำหนดและบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ จะเป็นผู้ให้รางวัลเป็นสิ่งที่ตนปรารถนาเมื่อทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์พอใจ และถูกลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อนเมื่อฝ่าฝืนกฎที่เคยปฏิบัติกันมา

การเกษตรอยู่คู่กับวิถีชีวิตผู้คนล้านนามาช้านาน โดยเฉพาะผู้คนในชนบทต่างให้ความสำคัญกับวิถีการเกษตร เพราะนำมาซึ่งอาหารในการดำรงชีพโดยเฉพาะ ข้าว

เมื่อฤดูฝนมาเยือน ชาวนาจะเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเพาะปลูกข้าว อาหารหลักที่ทุกครอบครัวให้ความสำคัญ จะต้องมีข้าวเตรียมใส่ยุ้งฉางไว้ให้กินได้ตลอดทั้งปี เพราะถ้ามีข้าวเต็มยุ้งแล้วก็รับประกันได้ว่าจะไม่มีอด นอกจากนี้ ปริมาณข้าวที่มีเก็บไว้ยังแสดงถึงสถานภาพทางสังคมของผู้เป็นเจ้าของ ใครมีข้าวมากชาวบ้านก็จะนับถือ เพราะถึงคราวเดือดร้อนมาอาจได้พึ่งพิง ส่วนอาหารอย่างอื่นไม่ต้องกังวล เพราะมีให้เลือกเก็บกินมากมายเกือบทุกฤดูกาล หาได้จากท้องไร่ท้องนาและตามป่าเขา การทำนาจึงเป็นกิจกรรมหลักที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ต้องกระทำด้วยความเคารพ เพราะชาวบ้านเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเจ้าของและมีผู้คุ้มครองดูแล ดังนั้น ในทุกขั้นตอนในการทำนาจึงต้องมีการบอกกล่าวแก่ผู้ดูแลเพื่อให้ปกป้องคุ้ม ครองและให้มีผลผลิตดี ปราศจากศัตรูมารบกวน จึงมีพิธีกรรมการบอกกล่าวที่เรียกว่า แฮกนา

แฮก หมายถึง เริ่มแรก หรือเบื้องต้น

แฮกนา จึงเป็นขั้นตอนการทำนาที่เริ่มทำ โดยใช้ความเชื่อและพิธีกรรมเข้ามาสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เป็นเจ้าของนา โดยมีความเชื่อว่าถ้าเริ่มต้นทำสิ่งที่เป็นสิริมงคล ถูกต้องตามประเพณีจะทำให้กิจที่ดำเนินต่อไปประสบความสำเร็จ สมดังความปรารถนา การแฮกนาจึงมีในทุกขั้นตอนของการทำนานับแต่การหว่านกล้าจนเก็บข้าวใส่ยุ้ง ฉางจนถึงเอาข้าวไปกิน

ในเดือน 9-10 เหนือ ราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นช่วงเวลาที่ชาวนาเตรียมพันธุ์ข้าว สำหรับหว่านกล้าชาวนาเรียกพันธุ์ข้าวนี้ว่า ข้าวเจื้อ มีการเตรียมดินโดยใช้วัวควายไถและคราดเฝือจนดินร่วนละเอียด แล้วยกร่องทำเป็นแปลง ชาวบ้านเรียกการยกร่องทำแปลงหว่านกล้านี้ว่า แป๋งเติ๊ก เพื่อเตรียมสำหรับเอาพันธุ์ข้าวมาหว่าน เวลาเดินหว่านกล้าจะเดินในร่องโดยไม่เหยียบแปลงกล้า

การแฮกหว่าน หรือการหว่านกล้านั้น จะใช้พื้นที่มุมใดมุมหนึ่งของนาในการทำพิธีโดยเฉพาะ ไฮ่ปากต้าง หรือนาแปลงแรกที่รับน้ำจากลำเหมืองเข้านา

ขั้นตอนการหว่านกล้า เริ่มจากนำเอาข้าวเปลือกที่ใช้ทำพันธุ์ลงไปแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นเอาขึ้นมาใส่กระสอบหรือห่อด้วยผ้าทิ้งไว้ 2 วัน เมล็ดข้าวจะเริ่มงอกมีรากสีขาวออกมา เมื่อเตรียมแปลงสำหรับหว่านเรียบร้อยแล้ว จะนำเมล็ดข้าวที่เตรียมไว้ไปหว่านให้ทั่วแปลง ไม่หนาหรือบางเกินไป จากนั้นอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ข้าวกล้าจะงอกเต็มแปลง ใบข้าวสีเขียวอ่อนเหมือนปูพรม ช่วงนี้จะต้องดูแลเอาใจใส่ ใส่ปุ๋ย ใส่น้ำ จนอายุต้นกล้าครบ 1 เดือน ก็จะถอนเพื่อนำไปดำในนาต่อไป ชาวบ้านบอกว่าถ้าต้นกล้าอายุน้อยกว่า 1 เดือน จะทำให้ต้นข้าวที่ปลูกตายพราย หรือไม่ให้หน่อ แต่หากนำกล้าที่แก่เกินกว่า 1 เดือน ไปปลูก จะทำให้ข้าวไม่งอกงาม ไม่ให้หน่อเท่าที่ควร ดังนั้น ชาวนาจะต้องจำวันที่หว่านไว้ให้ดี แปลงนาที่ใช้หว่านข้าวเพื่อเตรียมไว้ปลูกหรือดำนี้ เรียกว่า ต๋ากล้า

ผู้ใหญ่จะทำผาม หรือเพิง ไว้ให้เด็กเล่นใกล้กับต๋ากล้า เด็กก็จะเล่นสนุกกับธรรมชาติ ต๋ากล้าในช่วงที่ชาวบ้านถอนกล้าไปปลูก เด็กๆ จะชอบไปวนเวียนดูผู้ใหญ่ถอนต้นกล้า เพราะจะได้ดักจับอาหารโปรดเป็นตั๊กแตนมันตัวเล็กสีเขียว ตรงหัวแหลมเชิดเหมือนหมวกทหาร เด็กๆ จะเอาไปเผาไฟกินเป็นของว่างหรือเป็นกับข้าวกินกับข้าวเหนียวได้ มีรสชาติมันอร่อย ถูกใจเวลาจับตั๊กแตนมันต้องใช้การสังเกต เพราะสีของมันจะกลมกลืนกับใบข้าวมาก นอกจากนี้ ยังมี แมงจอน เป็นแมลงชนิดหนึ่งคล้ายจิ้งหรีดแต่ตัวเล็กกว่า สีน้ำตาล มีปีกบินได้ ขาคู่หน้าแข็งแรงมาก ลักษณะเหมือนรถตักใช้สำหรับขุดดิน แมงจอนจะขุดดินเป็นอุโมงค์คล้ายทางด่วนรถไฟใต้ดิน เด็กๆ จะจับมาปล่อยเล่นที่ต๋ากล้า เมื่อเล่นจนเบื่อแมงจอนก็จะกลายเป็นอาหาร โดยนำมาคั่วใส่เกลือกิน ต๋ากล้าถือเป็นลานสวนสนุกของเด็กๆ ใช้เป็นลานวิ่งเล่น ไล่จับและปั้นดินเหนียว เป็นต้น ยิ่งถ้าวันไหนบดฝน หรืออากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน อากาศไม่ร้อน เด็กๆ จะหาปูหาอาหารจากนาดอง (นาที่ไถดองไว้เพื่อรอการดำนา) นาดองจะเป็นแหล่งอาศัยของปู ปลา เมื่อได้มาก็จะนำมาจี่ไฟหรือเผาไฟกินบริเวณต๋ากล้านั่นเอง

ภาพ กิจกรรมที่ผู้ใหญ่ทำงาน เด็กเรียนรู้สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำจากของจริง สนุกสนานจากการกินและการเล่น กลายเป็นความสุขที่ทำให้เด็กชอบที่จะสืบทอดความรู้ของผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว เป็นการสั่งสอนองค์ความรู้ที่ไม่กดดันทั้งผู้รับและผู้ให้ จึงทำให้วิถีเกษตรดำรงอยู่ได้จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแตกต่างจากวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันที่เด็กกับผู้ใหญ่มีช่องว่างมากเกิน กว่าที่จะทำให้เด็กรักและเรียนรู้ในสิ่งที่พ่อแม่ทำ และไม่ชื่นชมวิถีเกษตรของพ่อแม่ จนสุดท้ายเมื่อก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถหวนคืนสู่วิถีเดิมของตนเอง กลายเป็นชีวิตที่เคร่งเครียดและกดดันดั่งเช่นคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน

ในการถอนกล้าชาวบ้านจะนั่งถอน ถอนให้ได้เป็นกำพอเหมาะ สะบัดดินที่ติดรากออกให้หมด ใช้ตอกมัดเป็นกำ จากนั้นนำต้นกล้าที่มัดเป็นกำมาตัดปลายต้นกล้าออก แล้วกองรวมกันหาใบไม้มาปิดไว้เพื่อไม่ให้ต้นกล้าเหี่ยวก่อนนำไปดำในนา

หลังจากหลกกล้าหรือถอนกล้าเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะมีการเลี้ยงผีข้าวแฮก เลี้ยงเหล้าไหไก่คู่ คือ มีไก่ต้ม 2 ตัว เหล้า 1 ไห มีข้าวต้มข้าวขนม และผลไม้มาเลี้ยงผีนา และจากนั้นนำเอาของเซ่นไหว้ดังกล่าวมากินกันอย่างมีความสุข นับเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของชาวล้านนาที่เตรียมความพร้อมเพื่อทำงานหนักใน การดำนาต่อไป เด็กๆ จะรอคอยเหมือนวันตรุษจีนของชาวจีนที่มีอาหารเซ่นไหว้ ที่เด็กชอบ

หลังจากได้ต้นกล้าเรียบร้อยแล้วก็จะลงมือปลูก ในขั้นตอนนี้ก็จะมีการแฮกไถ และแฮกปลูกอีกครั้ง

การแฮกไถ ก็คือ การลงถือไถครั้งแรกของชาวบ้าน ชาวนาจะคำนึงถึงพญานาคให้น้ำในวันปีใหม่สงกรานต์ว่า ปีนี้นาคที่ให้หันหน้าไปทางทิศไหน การเริ่มไถแฮกนาจะไถตั้งหัวนาคไปหาหางนาค จะเว้นจากการไถเสาะเกล็ดนาค คือ ทวนเกล็ดพญานาคและไถค้างท้องนาค หมายถึง การไถที่ตระกายท้องนาค ซึ่งการไถ 2 ลักษณะนี้ไม่เป็นมงคล ชาวบ้านเรียก ขึด การไถนั้นจะเริ่มต้นด้วยการ ผ่าฮิ้ว คือไถแบ่งตอน แล้วจะไถปั๊ดซ้าย หมายถึง การไถด้านซ้ายให้ก้อนขี้ไถผลักมาทางขวา แล้วต่อไปให้ปั๊ดขวา คือ การไถด้านขวา ผลักขี้ไถมาด้านซ้ายและไถเรื่อยไปจนกว่าจะหมดเนื้อที่ในนานั้น ความเชื่อเรื่องการไถย้อนเกล็ดพญานาคที่เรียก ไถเสาะเกล็ดนาค เป็นการฝืนหรือต้านอำนาจของพญานาคผู้ดูแลดินและน้ำ หากกระทำฝืนอำนาจเชื่อว่าจะทำให้มีอันเป็นไป เช่น ไถหัก วัว ควายที่ใช้ไถตื่นกลัว คนไถได้รับอันตราย ตลอดจนข้าวกล้าเสียหายไม่สมบูรณ์ เป็นต้น ชาวบ้านเชื่อกันว่าพญานาคเป็นผู้บันดาลให้เกิดธรรมชาติ อาทิ แม่น้ำ หนอง คลอง บึง เกิดความมั่งคั่งและมั่นคง ในขณะเดียวกันก็อาจบันดาลให้เกิดภัยพิบัติถึงขั้นบ้านเมืองล่มจมได้ นาคจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีอำนาจน่าเกรงขาม

หลังจากถอนกล้าแล้ว ก็จะมีการแฮกปลูก เริ่มต้นที่การหาวันดี สำหรับการปลูกโดยทั่วไปถือเอาวันอังคาร วันพฤหัสบดี วันศุกร์ ซึ่งถือว่าเป็นวันปากพืช หมายถึงวันที่ปลูกพืชแล้วจะทำให้ได้ผลผลิตดี และต้องไม่ตรงกับวันปากสัตว์ หรือวันถูกปากนก ปากตั๊กแตน และวันผีตามอย คือวันที่ไปสมพงศ์กับปากนกและปากตั๊กแตน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศัตรูพืช ตำราบอกว่า วันถูกปากนก ปากตั๊กแตนคือ วันขึ้น 5 6 7 9 12 ค่ำ และแรม 2 6 11 14 ค่ำ ของทุกเดือน ส่วนวันผีตามอย คือวันขึ้น 1 2 6 7 9 10 11 12 13 14 ค่ำ และแรม 1 2 5 7 8 9 15 ค่ำ

การแฮกปลูก ชาวบ้านจะหาวันหรือฤกษ์ยามที่ดีในการแฮก มีความเชื่อว่าวันเสาร์ห้ามปลูกนาหว่านกล้า เพราะเป็นวันไม่ดี เรียกว่า วันเสีย จะมีสัตว์ต่างๆ มาทำลายข้าวในนา จากนั้นเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เริ่มแต่วัวหรือควาย เครื่องไถนาครบชุด รวมทั้งคราด จอบ เสียม มีด และขวาน จัดเตรียมสะตวงใส่สังเวย และแท่นวางเพื่อบูชาแก่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 และแม่โพสพ รวมทั้งพระอินทร์ และแม่ธรณีเจ้าที่ ในสะตวงประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน ข้าวตอก กล้วย ข้าวสุก หมาก พลู อาหาร หมากเมี่ยง บุหรี่ มีตาแหลว มีไม้ว้องหรือโซ่ตอกไม้ไผ่พาดเหมือนผ้าคล้องไหล่ ส่วนปลายของไม้ว้องนี้จะทอดลงมาข้างละประมาณ 2 วา และมีปลาทำด้วยไม้ห้อยไว้ข้างละหนึ่งตัว มีสวยข้าวตอกดอกไม้อันหนึ่งมัดติดกับไม้ไผ่นี้แล้วให้ปักไว้ติดกับรั้ว ราชวัติตรงกึ่งกลางด้านตะวันออก มีเอื้อหมายนาหรือดอกพุดนามัดกับกิ่งพุทรา โดยมีปู่อาจารย์หรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือ เรียกกันว่าพ่อนา เป็นผู้ทำพิธี

เมื่อประกอบพิธีเซ่นสังเวยแล้ว พ่อนาจะปลูกข้าวเอาฤกษ์ก่อน โดยจะเลือกเอามุมนาที่เคยหว่านข้าวแฮก นำมาปลูกเอาฤกษ์ก่อน จำนวน 9 กอ หรือเรียกว่าข้าวเก้าต้นพี่น้องขณะลงมือปลูกจะกล่าวถ้อยคำกำกับไปด้วย เรียกว่า คำโฉลก ตัวอย่างการกล่าวคำโฉลก เช่น ปลูกต้นที่ 1 ปลูกหื้องัวแม่ลาย ปลูกต้นที่ 2 ปลูกหื้อควายแม่ว้อง ปลูกต้นที่ 3 ปลูกข้าวต้นนี้เปิ้นเสียกูได้ ปลูกต้นที่ 4 ปลูกข้าวต้นนี้เปิ้นฮ้ายกูดี ปลูกต้นที่ 5 ปลูกข้าวต้นนี้หื้อเป๋นเศรษฐี ปลูกต้นที่ 6 ปลูกข้าวต้นนี้หื้อเป๋นดีเหลือเปิ้นเน้อ เป็นต้น หากต้นกล้าที่เตรียมมามีเหลือ จะปลูกทีละกอ โดยใช้คำโฉลกว่า สุข-ทุกข์ และพยายามให้เหลือต้นสุดท้ายว่า “สุข” เพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อปลูกเสร็จให้เอาต๋าแหลวมา ก่อนปักจะมีคาถาเสกต๋าแหลวด้วย ชาวบ้านเชื่อว่า ผู้ประกอบพิธีจะตัดผมไม่ได้ภายในสามวันเจ็ดวัน เพราะจะทำให้ข้าวกล้าอ่อนแอไม่งอกงาม

นอกจากนี้การนำข้าวออกมาตำมาสีเพื่อบริโภค เรียกว่า แฮกกิน ก็จะมีการกำหนดวันดีวันเสียไว้เช่นกัน

ในเรื่องการหาวันดี วันเสีย ดังกล่าว หลายท้องที่อาจไม่ตรงกัน เช่น บางพื้นที่ห้ามมิให้เอาข้าวออกยุ้งในวันอาทิตย์ บางที่เป็นวันศุกร์ หรือบางที่ห้ามวันพระ วันสารท วันเข้าพรรษา วันขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ เพราะถือว่าพระแม่โพสพต้องการสงบอารมณ์หรือสมาทานศีล ทำสมาธิไม่อยากเคลื่อนไหว ถ้าเอาข้าวออกกินจะเกิดภัยพิบัติได้

การตักข้าวเปลือก ชาวล้านนาบางแห่งไม่มีพิธีรีตองแต่อย่างใด แต่บางแห่งจะต้องมีข้าวตอกดอกไม้บอกกล่าวทุกครั้ง จากเรื่องราวของการแฮกเอาข้าวออกกิน ชาวนาให้ความสำคัญในความเชื่อเรื่องการนำข้าวออกยุ้ง โดยอ้างเอาเภทภัย ความสิ้นเปลือง ผีแย่งกิน ตลอดจนการรบกวนแม่โพสพ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นการสอนของบรรพบุรุษให้คนรุ่นใหม่รู้จักวางแผนการกินและ วางแผนชีวิตก็เป็นได้

การแฮก เปรียบเสมือนพันธสัญญาทางใจของชาวนา ทำให้มีความเชื่อมั่นในความสำเร็จของสิ่งที่ทำ ตอกย้ำกำลังใจนำไปสู่การกระทำที่มุ่งมั่นโดยมีพยานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ ตนนับถือ

ความสำเร็จทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากจุดเริ่มต้นที่ดีนั่นเอง

หมาก ไม้มงคลคู่ชีวิตคนล้านนา

0

ความสำเร็จในชีวิตคนเรามีเหตุปัจจัยหนุนนำมาจากความศรัทธาในสิ่งที่ตนนับถือ เป็นบ่อเกิดของความหวังและพลังใจ กลายเป็นความเชื่อและมุ่งมั่นไปสู่สิ่งที่ตนปรารถนา

ชีวิตผู้คนชาวล้านนามีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งลี้ลับที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ผี” ผีมีทั้งดีและร้าย มีทั้งผีเจ้าผู้สูงส่งจนกระทั่งผียาจกที่ไม่มีจะกิน ผีซึมซับอยู่ในทุกเรื่องราวของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นส่วนบุคคลและสังคมส่วนรวม ผีมีความสำคัญที่ช่วยดลบันดาลให้ประสบสิ่งที่ตนต้องการหรือผีอาจลงโทษให้ได้ รับความเดือดร้อนเมื่อคนทำผิดกฎกติกาที่ตั้งไว้

ดังนั้น ก่อนเริ่มต้นกระทำสิ่งใด ผู้คนชาวล้านนาจึงต้องมีการบอกกล่าวแก่ผู้ที่ตนศรัทธานับถือตั้งแต่การเริ่ม สร้างครอบครัว การให้กำเนิดชีวิตใหม่ การกระทำภารกิจในการดำเนินชีวิต จวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิตมาเยือน สิ่งลี้ลับที่ผู้คนนับถือจะต้องรับรู้ด้วยเช่นกัน

หมาก เป็นผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการรับรู้เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เช่นเดียวกับใบพลู ต้นอ้อย ต้นกล้วย และส้มป่อย พืชที่ใช้ในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้กลายเป็นดีของผู้คนชาวล้านนา

หมาก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตระกูลปาล์มที่คุ้นเคยกับผู้คนมาช้านาน หมากเป็นไม้ยืนต้น มีลำต้นเดี่ยวไม่แตกกอ ซึ่งจะสูง 10-18 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-6 นิ้ว ระยะแรกจะมีการเจริญเติบโตด้านกว้างและด้านสูง หลังจากหยุดเจริญเติบโตจะเจริญเติบโตด้านความสูง รูปทรงกระบอกตรง หมากมีตายอดส่วนปลายสุดของลำต้น ถ้ายอดตายหมากจะตาย ยอดจะเป็นที่เกิดของใบหลังจากใบร่วงหล่นจะทิ้งรอยติดของใบ เรียกว่า ข้อ ข้อของหมากสามารถคำนวณหาอายุหมากได้ 1 ปี หมากจะมีใบหรือข้อเพิ่มขึ้น 5 ใบ หรือ 5 ข้อ ต้นหมากมีเนื้อเป็นเสี้ยนยาวๆ จับตัวกันแน่นบริเวณเปลือกนอกลึกเข้าไปประมาณ 2 เซนติเมตร ส่วนกลางลำต้นเป็นเสี้ยนไม่อัดแน่นเหมือนด้านนอกและมีเนื้อไม้อ่อนนุ่มคล้าย ฟองน้ำ ทำให้ต้นหมากเหนียวและสามารถโยกเอนได้มาก ใบหมากมีลักษณะใบประกอบแบบขนนกสีเขียวตลอดทั้งปี ผลสุกมีสีส้มแดง ช่อดอกหมากจะเป็นช่อยาวลงมาสวยงามเหมือนตุ้มหูของผู้หญิง

ผลของหมาก ใช้เป็นยากำจัดหนอน ในเวลาที่วัว ควาย เป็นแผลและมีหนอน ก็ใช้เมล็ดหมากปิดที่ปากแผล หนอนก็จะตายหมด ใช้เป็นยาสมานแผล เวลาเกิดแผลมีดบาดมือ ก็จะใช้เนื้อหมากมาปิดแผล ทำให้เลือดหยุดไหลและแผลจะหายเร็ว ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในสัตว์ ใช้เป็นของขบเคี้ยวเพื่อรักษาเหงือกและฟันให้คงทน รักษารากฟัน ช่วยรักษาแผลพุพอง กลาก เกลื้อน ใช้ลดผดผื่นคัน แก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง ขับลม เจริญอาหาร ใช้รักษาเป็นลมหน้ามืด ถ้าไอจะอมตับหมาก ความฝาดของหมากทำให้อาการไอลดลง ในทางอุตสาหกรรมหมากใช้ทำสีย้อมแห อวน ทำให้นิ่มอ่อนตัว ยืดอายุการใช้งานได้นาน

วิถีชีวิตผู้คนชาวล้านนา ผูกพันและคุ้นเคยกับหมากเป็นอย่างดี นับแต่เกิดจนตาย เริ่มต้นการมีชีวิตคู่ก็มีขันหมากจากเจ้าบ่าวเพื่อไปขอสาว แต่ถ้าไม่มีพิธีแต่งงานก็เพียงแค่บอกผีปู่ย่าของแต่ละฝ่ายรับรู้ และหนึ่งในเครื่องประกอบพิธีกรรมนั้นคือ หมาก เมื่อมีลูกน้อยเกิดออกมาก็ใช้หมากคำพลูใบ (ชาวบ้านจะใช้หมากปริมาณที่ใช้สำหรับเคี้ยว 1 คำ อาจเป็นหมากดิบหรือหมากแห้งก็ได้ วางบนใบพลูที่ใช้เคี้ยวกับหมาก) บอกกล่าวผีปู่ย่าที่นับถือให้ปกปักรักษาลูกน้อยให้อยู่เย็นเป็นสุข

ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปทำมาค้าขายต่างถิ่นก็จะบอกกล่าวผีปู่ย่า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือเพื่อให้ทำมาค้าขายคล่อง หรือจะทำเรือกสวนไร่นาก็บอกกล่าวแก่เจ้าที่และแม่ธรณีเพื่อตั้งสัจจะว่าจะ ฟันไร่ไถนาให้บรรลุผลในการเพาะปลูก เป็นการตั้งจิตอธิษฐานจึงเกิดความมุ่งมั่นพยายามทำให้ได้เพราะได้บอกกล่าว กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้แล้ว โดยมีสื่อกลางคือหมากคำพลูใบนั่นเอง วิธีการนี้ชาวบ้านเรียกว่า การปกป่าว

ผู้คนเมื่อได้ปกป่าวแก่สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้ เช่น ก่อนออกไปล่าสัตว์ได้ปกป่าวเจ้าที่ว่าวันนี้ขอสัตว์ใหญ่สัก 2 ตัว ก็จะล่าเพียง 2 ตัว เท่านั้น ถึงแม้มีโอกาสพบสัตว์ใหญ่ตัวที่ 3 ก็ตาม หากผู้ใดไม่รักษาสัจจะตามที่ได้ปกป่าวไว้จะมีเหตุให้ได้รับความเดือดร้อน เช่น ไม่สบาย หรือเป็นไข้ที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้ก็จะไปขอขมาแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ทำผิดสัจจะ เชื่อว่าความเดือดร้อนก็จะคลายไปได้

ช่วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง (สงกรานต์) ชาวล้านนาจะมีการรดน้ำดำหัวและนำสิ่งของไปมอบให้แก่ผู้ที่ตนนับถือ ได้แก่ หมาก เมี่ยง บุหรี่ พริก หอม กระเทียม หรือผลไม้ ขิง ข่า เป็นต้น เพื่อขอขมาลาโทษและขอพรปีใหม่ให้ตนเองและผู้ที่รักมีความสุขตลอดปีใหม่ที่ กำลังจะมาเยือน

นอกจากหมากจะเป็นส่วนประกอบสำคัญ ในฐานะเป็นสื่อกลางติดต่อระหว่างคนและสิ่งลี้ลับที่ตนนับถือแล้ว ความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของคนล้านนายังมีหมากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยใช้เป็นเครื่องสักการบูชา อันประกอบไปด้วยสิ่งของห้าอย่าง ได้แก่

สุ่มดอก ต้นดอก หรือหลักบายศรี เป็นเครื่องสักการบูชาประเภทหนึ่งที่ใช้ใบไม้ ดอกไม้ ตกแต่งคล้ายกับบายศรี ทำรูปลักษณะเหมือนกรวย หรือเป็นพุ่ม

หมากสุ่ม คือ การนำผลหมากที่ผ่าซีกแล้วเสียบร้อยด้วยปอหรือด้ายผูกไว้เป็นพวง ตากแห้งเก็บไว้กิน ซึ่งคนทางภาคเหนือเรียก “หมากไหม” มาปักคลุมโครงไม้หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นต้นพุ่มไว้

หมากเบ็ง มีลักษณะเดียวกับหมากสุ่ม แต่ใช้ผลหมากดิบหรือหมากสุกทั้งลูกแทน มีจำนวน 24 ลูก ผูกติดตรึงโยงไว้กับโครงไม้หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นพุ่ม ลักษณะการผูกโยงตรึงกันนี้ คนเหนือเรียกว่า “เบ็ง” จึงเป็นที่มาของชื่อต้นพุ่มชนิดนี้

ต้นผึ้ง ทำถวายเพื่อให้พระสงฆ์นำไปทำเป็นเทียน โดยอาจนำขี้ผึ้งมาปั้นเป็นลูกๆ หรือสลักเป็นดอก หรือเข้าแบบ โดยใช้ก้นมะละกอดิบที่ปอกเปลือกแล้วจุ่มลงในขี้ผึ้งที่นำมาละลายก่อนยกจุ่ม ในน้ำเย็น ก็จะได้ดอกผึ้งหลุดล่อนออกมา แล้วนำไปประดับยังหยวกกล้วยที่ตัดเป็นเสมือนต้นไม้ให้กลายเป็นต้นผึ้งสวยงาม

ต้นเทียน เป็นการนำเทียนเล่มเล็กๆ มาผูกห้อยกับโครง เพื่อให้พระสงฆ์เก็บนำไปใช้สอยได้เลย สะดวกกว่าต้นผึ้งที่ต้องสะสมไปหล่อเทียนเอง

เครื่องสักการะทั้งห้าอย่างดังกล่าวเป็นการบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรืออาจใช้คารวะบุคคลผู้มียศศักดิ์ ครูบาอาจารย์ และผู้ที่เคารพนับถือก็ได้ โดยเฉพาะในพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในประเพณีปี๋ใหม่เมือง

หมาก ถือเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับส้มป่อยที่คนล้านนาใช้ประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนาและความเชื่อในการบูชาพระพุทธรูป หิ้งพระ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวบ้านก็คือ หมาก บุหรี่ ส้มป่อย แม้แต่พุ่มดอกไม้ที่ใช้ประดับขันแก้วทั้งสามกลางวิหารในวัดที่ใช้บูชาพระ รัตนตรัยก็จะประดับด้วยหมากดอกไม้หอมเพื่อเป็นพุทธบูชา

นอกจากนี้ การบูชาครูอาจารย์ที่เรียกว่า การตั้งขันหรือขันครู ก็จะมีหมากเป็นส่วนประกอบ ในพิธีสืบชะตาของคนล้านนา ไม่ว่าจะเป็นการสืบชะตาเมือง สืบชะตาบ้าน ชะตาของคน ต้นกล้าหมากหรือผลของหมากเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะนำผลหมากหรือกล้าหมากไปปลูกเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป

ในช่วงที่หมากแก่และสุกพร้อมเก็บเกี่ยวเดือน 8-9 เหนือ ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ชาวบ้านในอดีตจะจุดตะเกียงเจ้าพายุช่วยกันผ่าหมากเสียบหมาก โดยผู้ชายจะนำเอาหมากดิบมาผ่า (หั่น) เป็นซีกเล็กๆ ผู้หญิงจะเป็นคนเสียบหรือร้อยหมาก โดยใช้เข็มขนาดใหญ่ที่มีความกว้างประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 ไม้บรรทัด แล้วใช้เชือกปอแช่น้ำจนนิ่มร้อยตรงกลางให้เชือกผ่านเนื้อหมากและเปลือก เสียบหรือร้อยเป็นแถวคล้ายร้อยลูกปัด โดยใช้หมากเสียบให้ยาวจนหมดความยาวของเข็ม จากนั้นใช้เชือกปอสอดตรงก้นเข็มที่มีรู ดึงหมากที่อยู่ในเข็มให้ลงไปอยู่ในเชือกปอแทน จากนั้นจัดหมากให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน นำมากองรวมกันก่อนจะนับจำนวนและนำไปตาก ความยาวของหมากที่เสียบแล้วประมาณ 1 ศอก เรียกว่า ไหม หรือไจ จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งในวันรุ่งขึ้น โดยใช้ตากบนแตะ (ไม้ไผ่สานขัดแตะใส่เป็นที่ตากสิ่งของให้แห้ง เช่น ข้าวควบ ยาขื่น เป็นต้น) เมื่อหมากแห้งแล้วนำมามัดรวมกัน ชาวบ้านมักเรียกหมากตากแห้งว่า ไหมหมากหรือหมากตากแห้ง มีการนับจำนวนหมากที่เสียบแล้ว ดังนี้

10 ไจ เป็น 1 หมื่น

10 หมื่น เป็น 1 แสน

(คนล้านนาจะมีจำนวนนับ เช่น เหล้าก็นับเป็นพัน หมื่น แสน ส่วนข้าวก็จะนับเป็นตาง)

การเสียบหมากสะท้อนวัฒนธรรมการร่วมมือกัน ชาวบ้านที่เรียกว่า การเอามื้อเอาวัน คือถ้าบ้านไหนที่ขึ้นหมากมาพร้อมจะผ่าและเสียบแล้ว ชาวบ้านก็จะไปช่วยกัน มีการพูดคุยถ่ายทอดประสบการณ์การประกอบอาชีพ เล่าถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นการสังสรรค์ในกลุ่มที่มาช่วยเหลือกัน ทำให้เกิดความรักความสามัคคี มีการถ่ายทอดเรื่องราวของหมู่บ้าน อาจเป็นเรื่องเล่าตลกของคนในหมู่บ้าน เรื่องการทำมาหากิน แต่เด็กๆ จะชอบฟังเรื่องผีที่ทั้งสนุกและน่าขนลุก ภายใต้บรรยากาศที่มองออกไปนอกบ้านเจอแต่ความมืดของค่ำคืน สายลมเย็นๆ ที่มากระทบผิว ก้มดูไม้กระดานที่นั่งอยู่ก็มีรอยโหว่ เด็กๆ จะมากองรวมกันเป็นกระจุกเดียว พร้อมส่งเสียงกรี๊ดด้วยความกลัวเป็นพักๆ แต่ก็ไม่ยอมให้ผู้ใหญ่หยุดเล่า

พอตกดึกก็จะมีขนมหวานเลี้ยงกัน โดยเฉพาะกลอยนึ่ง คลุกงา มะพร้าวขูด น้ำตาล และใส่ฟักทองหั่นเป็นชิ้นๆ ลงไป เป็นของว่างที่เด็กๆ โปรดปราน เพราะสมัยก่อนขนมไม่มีให้เด็กเลือกกินมากมายเหมือนสมัยนี้

ในวิถีชีวิตชาวบ้านก็ใช้หมากเป็นของรับแขกเช่นเดียวกับเมี่ยงและบุหรี่ สมัยก่อนคนนิยมเคี้ยวหมาก แม้กระทั่งพระสงฆ์ ฤๅษี ก็เคี้ยวหมาก ดังนั้น พระสงฆ์หรือผู้ทรงศีลที่ชาวบ้านนับถือ ขี้หมากที่พระเคี้ยวแล้วยังเป็นที่ปรารถนาของชาวบ้าน บางครั้งถึงกับแย่งกันก็มี คนที่ได้ก็จะนำไปเป็นสิ่งบูชาเช่นเดียวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ

ในการกินหมาก คนล้านนาจะกินกับใบพลู ผู้เฒ่าอายุมากไม่สามารถจะเคี้ยวหมากได้ ก็มักจะตำให้แหลกเป็นคำๆ ก่อน ส่วนขี้หมาก (หมากที่เคี้ยวจนหมดรสชาติ) จะเป็นที่รังเกียจของผู้คน จนมีคำเปรียบเปรยคนที่ทำตัวน่ารังเกียจ ไม่มีประโยชน์ ชาวบ้านจะเรียกว่า เป็นไอ้ขี้หมากขี้เมี่ยง คนเช่นนี้จะไม่มีใครอยากเข้าใกล้

ภาชนะบรรจุหมากพลูและอุปกรณ์ในการเคี้ยวหมาก เรียกว่า ขันหมาก ก็จะมีการตกแต่งประดับประดาตามฐานะเจ้าของ เช่น ทำจากดินเผา กระบอกไม้ จากไม้สัก หรือไม้ชนิดอื่นๆ ทำจากหินประดับ ทำจากดีบุก ทำด้วยเหล็ก หรือเงิน ทองคำ เป็นต้น ขันหมากจะเป็นสิ่งหนึ่งที่แบ่งแยกฐานะชนชั้นของผู้เป็นเจ้าของได้

นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับหมาก เช่น มีดผ่าหมากของผู้ชาย ลักษณะคล้ายมีดดาบ แต่ตัวมีดจะสั้นกว่า ยาวประมาณ 1 คืบ แต่จะมีด้ามยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง เวลาผ่าหมากผู้ชายจะนั่งชันเข่าข้างหนึ่งแล้วใช้ด้ามมีดวางขาอีกข้างที่ เหยียดออกไปเพื่อสะดวกในการผ่า เข็มเสียบหมากของผู้หญิง ลักษณะเหมือนเข็มเย็บผ้า แต่มีขนาดใหญ่และยาวกว่า

กาบหมากสามารถนำมาทำเป็นพัดช่วยคลายร้อนได้ หรือใช้กาบหมากรองกล่องข้าวเหนียว เพื่อรักษาความร้อน ทำให้ข้าวเหนียวอุ่นอยู่ได้นาน และป้องกันความชื้นแฉะจากไอของข้าวเหนียวที่ร้อนอยู่ในกล่องได้ กาบหมากลอกออกมาใช้ทำมวนบุหรี่แทนกระดาษได้ เด็กๆ จะนำกาบหมากมาลากโดยให้คนหนึ่งนั่งบนกาบหมากและให้อีกคนลากตามพื้น เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ให้ความสนุกสนานแก่เด็ก ไม่ต้องใช้เงินซื้อความสุขและยังได้เรียนรู้อารมณ์ผู้อื่น มีสังคมกับกลุ่มเพื่อนซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไป

หนุ่มสาวชาวลานนายังได้ใช้หมากเป็นสื่อรัก ในอดีตหนุ่มสาวจะเที่ยวจีบสาวในเวลากลางคืนหลังกินข้าวแลงหรืออาหารมื้อเย็น เสร็จ เรียกว่า แอ่วสาว ฝ่ายหญิงก็มักจะเตรียมแอ็บหรือสำรับหมากไว้ต้อนรับแขก แต่ถ้ามีคู่รักแล้วหญิงสาวก็มักจะนำแอ็บหมากหรือขันหมากให้คู่รักของตนโดย เฉพาะ

หมาก เป็นไม้มงคล ที่มีบทบาทสำคัญคู่วิถีชีวิตผู้คนล้านนา โดยเฉพาะในด้านพิธีกรรมและความเชื่อตามค่านิยมของชุมชน ตลอดจนความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่ช่วยให้ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ได้โดย ไม่ไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวใจ เพราะตราบใดที่ใจยังมีพลังและความเชื่อ ชีวิตย่อมมีความหวังและอยู่รอดต่อไป

การฮอมปอย

0

บทเรียน วิถีชีวิตต่างๆ ของผู้คนในอดีต หากคนรุ่นหลังรู้จักนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบท ความเปลี่ยนแปลงของสังคมจะก่อการพัฒนาที่ต่อยอด ให้คุณประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อตนเองและสังคมในภาพรวม

ผู้คนชนบทภาค เหนือในอดีต มีน้ำใจและความเอื้ออาทรมอบให้แก่กันและกันเสมอมา การมีชีวิตที่เรียบง่าย กลมกลืนกับธรรมชาติการที่ใครจะสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยหรือสร้างครอบครัวใหม่ เพียงแค่เดินบอกเพื่อนบ้านก็จะมาช่วยกันทำอย่างเต็มอกเต็มใจ ใครมีฟัก มีผัก มีไก่ ก็นำมาช่วยเหลือ ผู้ชายออกแรงกาย ผู้หญิงช่วยกันทำอาหาร ผู้เฒ่าผู้แก่คอยให้คำแนะนำตามประสบการณ์เดิมและคอยให้กำลังใจแก่คนรุ่นหลัง

เด็กๆ ได้วิ่งเล่นและเรียนรู้สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำเพื่อนำไปใช้ในวันข้างหน้า เป็นการร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือในสิ่งที่ตนมีและทำได้คนละไม้ละมือ เรียกว่าเป็นการฮอมปอย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดีงาม ควรค่าแก่การรักษาและสืบทอดไว้ในสังคมยุคปัจจุบัน

การฮอมปอย เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนล้านนา

ฮอม หมายถึง การนำปัจจัย หรือสิ่งของมารวมกัน

ปอย หมายถึง งานบุญ หรือการจัดงานในวาระเฉลิมฉลองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีผู้คนมาร่วมงานจำนวนมาก งานปอยมีหลายชนิด ได้แก่

ปอยเข้าสังฆ์ เป็นงานบุญที่อุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ตาย

ปอยล้อหรือปอยลากประสาท เป็นงานบุญที่จัดขึ้นในการประชุมเพลิงพระภิกษุสงฆ์ที่มรณภาพ

ปอยลูกแก้ว/ปอยหน้อย เป็นงานบุญในพิธีบรรพชาหรือบวช

ปอยหลวง เป็นงานบุญที่จัดเพื่อฉลองศาสนสถาน เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ กำแพงวัด เป็นต้น

งานปอยจะเป็นงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นการฮอมเงิน วัตถุสิ่งของหรือแรงกายก็ตาม เพราะต่างถือว่าสิ่งที่ได้รับจากงานปอย คือ บุญ

จากการมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมการร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือกัน หรือที่เรียกว่า การฮอมปอย ณ โรงเรียนชีวิต (LIFE LONG LEARNING CENTER) อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จึงได้มีการนำวัฒนธรรมฮอมปอยมาใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาให้แก่เด็กๆ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาการศึกษาที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องสร้างฝันร่วมกัน เพื่อพัฒนาการศึกษา ทุกคนควรร่วมคิดร่วมสร้าง แทนที่จะโยนภาระความรับผิดชอบให้แก่ผู้ใดหรือหน่วยงานใด โดยเฉพาะทำจากจุดเล็กๆ ที่เราทำได้ แทนการวิพากษ์ อยากให้สังคมเป็นอย่างไรให้ร่วมมือกันทำ ให้ทั้งแนวความคิด และหลักการทำสังคมให้น่าอยู่เพื่อเป็นมรดกแก่บุตรหลาน ดีกว่าโยนบาปให้เด็กหรือแค่วิพากษ์สังคมอย่างเดียว

กิจกรรมพัฒนาการ ศึกษาที่เกิดจากการฮอมปอยร่วมไม้ร่วมมือกันของทั้งผู้รับและผู้ให้ กิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชน อาทิ กิจกรรมการเข้าค่ายลูกเสือ ค่ายภาษาอังกฤษ และค่ายศิลปะ ค่ายภูมิปัญญาท้องถิ่น ค่ายคุณธรรม ฯลฯ ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างช่วยกัน

กิจกรรมดังกล่าวก่อเกิดขึ้นจาก วิถีชีวิตและจิตใจแห่งความเอื้ออาทรของผู้คนที่มีให้แก่กัน ทุกคนผลัดกันเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ที่สมดุล ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักในสังคมยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ให้คุณค่าของเงินที่ เชื่อว่าสามารถบันดาลทุกอย่างให้เกิดขึ้นตามต้องการ แต่บางครั้งคุณค่าด้านจิตใจยิ่งใหญ่กว่าเงิน

ณ ที่แห่งนี้ จะมีภาพกิจกรรมที่เกิดจากการฮอมปอยทางการศึกษาเกิดขึ้นเป็นประจำและอย่างต่อ เนื่อง มีผู้ใจบุญในสังคมต่างมาช่วยกันถ่ายทอดความรู้และสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นแรงกาย และกำลังทรัพย์ เช่น ขนม อุปกรณ์การเรียน เป็นต้น ลักษณะการจัดกิจกรรมจะเลือกจัดตามความสนใจของผู้เรียน และความพร้อมของวิทยากรผู้มาให้ความรู้ อาจเรียนใต้ต้นไม้ กลางทุ่งนา จะนั่งหรือนอนได้ตามความเหมาะสมของกิจกรรม

นักเรียนห่อข้าวมากินเองแล้วได้ความรู้กลับไป ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ทุกคนต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง ส่วนที่ได้รับจากผู้อื่นคือของแถม

วิทยากร สละเวลา กำลังกาย กำลังทรัพย์ สิ่งที่ได้คือ บุญ หรือความสบายใจ

คุณครู ได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้ให้

สิ่งเหล่านี้คือ การฮอมปอย วัฒนธรรมเก่าสู่แนวทางใหม่ในการพัฒนาการศึกษา

ผอ. วิรัตน์ มาน้อย จากโรงเรียนบ้านทุ่งฝาย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ผู้มีบทบาทสำคัญและให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม และพานักเรียนมาเรียนรู้ในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนชีวิตเป็นประจำ กล่าวว่า

“ตอนเป็นเด็กนักเรียนรู้สึกอึดอัดและกดดันในการเรียน หนังสือที่ต้องนั่งเรียนอยู่ในห้อง คุณครูก็ดุ อยากออกไปเรียนรู้นอกโรงเรียนบ้าง แต่ไม่เคยได้ออกไป พอมีโอกาสเป็นผู้บริหารโรงเรียนจึงได้จัดทำโครงการที่มีกิจกรรมให้เด็กเรียน รู้นอกสถานที่ ได้มีโอกาสฝึกประสบการณ์และเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน เด็กนักเรียนชอบที่จะมาเรียนที่โรงเรียนชีวิตแห่งนี้ เพราะมีบรรยากาศที่ร่มรื่นสวยงาม สนุกสนานและได้รับความรู้กลับไปด้วย”

นักเรียนที่เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันต่างกล่าวว่า ชอบและสนุกที่ได้มาเรียนรู้ที่นี่ เพราะมีบรรยากาศของการเรียนที่ทำให้ไม่เบื่อ การสอนของวิทยากรก็ไม่ต้องมีคะแนนมาขู่ให้กลัว ความรู้ที่ได้รับมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับศักยาภาพของผู้เรียนและความต้องการ ที่จะรับ

“มาเรียนที่นี่ทำให้หนูชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่วิทยากร สอน ทั้งที่แต่ก่อนหนูไม่ชอบเลย ทำให้คิดว่าภาษาอังกฤษไม่ได้ยากอย่างที่คิดอีกต่อไป หนูจะตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษให้ดีกว่าเดิม” น้องหมี เด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านทุ่งฝาย กล่าวหลังจากได้มาเข้าค่ายภาษาอังกฤษเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อาจารย์ รัศมี โคคา อาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หนึ่งในทีมวิทยากรที่มักจะเข้ามาช่วยเหลือกิจกรรมในโรงเรียนชีวิต บอกว่า “จะมาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้กับน้องๆ นักเรียน และคุณครูที่นี่อีก และจะชวนเพื่อนๆ มาช่วยด้วย เพราะมาที่นี่รู้สึกว่ามาเติมเต็มชีวิต สบายใจและมีความสุขจากการให้”

ผู้ปกครองนักเรียนจากโรงเรียนอนุบาล ทิวฟ้า ที่เห็นความสำคัญของการศึกษามักจะพาลูกมาเรียนรู้กิจกรรมร่วมกับพี่ๆ นักเรียนระดับประถมศึกษา กล่าวว่า “ลูกชายชอบที่จะมาเรียนที่นี่ เพราะว่าสนุก มีที่ให้วิ่งเล่น ลูกชายกล้าแสดงออกมากขึ้นเมื่อคุณครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้ฝึก และเห็นจากสภาพจริง อยากให้มีแหล่งเรียนรู้เหมือนโรงเรียนชีวิตนี้มากๆ จะทำให้เด็กมีความสุขจากการเรียน แทนที่จะเรียนจนเครียดเหมือนเด็กนักเรียนในปัจจุบัน”

ครูเพ็นหรือ อาจารย์วาจิส กันทะวัง อาจารย์ผู้สอนรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ลำปาง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชีวิต กล่าวถึงเหตุผลที่จัดกิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชนว่า “การศึกษาเป็นกระบวนการในการพัฒนาคนเพื่อให้เต็มตามศักยภาพการศึกษา ช่วยสร้างคนและสร้างชาติ เพราะการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญและช่วยเติมความเป็นมนุษย์ของเราให้สมบูรณ์ยิ่ง ขึ้น การศึกษาเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้เพื่อการแก้ไขปัญหา และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ดังนั้น การจะพัฒนาประเทศและทำให้สังคมให้น่าอยู่ สิ่งแรกที่ควรให้ความสนใจคือ การพัฒนาการศึกษา”

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนต่างมาร่วมแรงร่วมใจถ่ายทอดประสบการณ์ ความชำนาญที่มีมาตลอดชีวิตเพื่อเก็บไว้เป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดให้กับเด็ก รุ่นต่อไป มีการจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดการทำเครื่องมือเครื่องใช้ในท้องถิ่น และวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้าน เช่น สานตะกร้า ทำน้ำคอก (ภาชนะบรรจุน้ำที่ทำจากไม้ไผ่ ทำกลองขุม ห่อขนมจอก คนขนมปาด การขับจ้อยขับซอและเล่นดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ซึง เป็นต้น

ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนั้นบอกว่า มีความสุขที่มีโอกาสมาถ่ายทอดความรู้ที่ตนมี เพราะปกติลูกหลานไม่ค่อยสนใจให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ พวกเขาจะสนใจในสิ่งที่ทันสมัย สิ่งที่ปู่ ย่า ตา ยาย สอนเป็นสิ่งล้าหลังและไม่น่าสนใจสำหรับพวกเขา ผู้เฒ่าทั้งหลายจึงอยู่เหมือนดอกไม้พลาสติคที่ประดับบ้านที่ไม่มีชีวิตชีวา และคนให้ความสำคัญน้อยลง เมื่อมาที่นี่รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า อยากมีชีวิตต่อให้ยาวนานเพื่อเป็นประโยชน์แก่ลูกหลานสืบไป

โรงเรียนชีวิต ให้โอกาสทุกคนในการเรียนรู้ จึงเปรียบเสมือนเวทีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ การถ่ายทอดสิ่งดี มีประโยชน์ให้กับผู้อื่น คนเราทุกคนมีศักยภาพและความพร้อมที่แตกต่างกันไป ทุกคนมีดีของตนเองเสมอ แต่ส่วนใหญ่ขาดโอกาสและการยอมรับจากสังคม

โรงเรียนชีวิต ได้นำแนวคิดเรื่องการฮอมปอยมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีการประสานความร่วมมือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือกันเพื่อพัฒนา สังคมให้น่าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ในสังคม ผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดความรู้แก่เด็กและเยาวชน เป็นการมอบสิ่งดีๆ ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต เพื่อเป็นมรดกแก่ลูกหลานในท้องถิ่นต่อไป เพื่อให้เด็กเหล่านี้เกิดความรักในท้องถิ่นของตนเองแทนการละทิ้งสิ่งดีงามใน ท้องถิ่น เหมือนนิทานเรื่องหมากับเงา ที่สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้น โรงเรียนชีวิตจึงเป็นการรวมคนที่มีจิตใจเดียวกันมาช่วยเหลือสังคมในสิ่งที่ ตนทำได้ ใครมีความรู้ให้ความรู้ ใครมีกำลังกายให้กำลังกาย ใครมีทรัพย์ให้ทรัพย์ ผลัดกันรับและให้ด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ ทุกอย่างเกิดจากความพร้อมของทุกฝ่าย กิจกรรมในลักษณะนี้ดำเนินมาได้นับ 10 ปี โดยเริ่มมีกิจกรรมมาตั้งแต่ปลายปี 2542 จนถึงปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมและการดำเนินงานให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบท และความเปลี่ยนแปลงของสังคม

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมการดำเนิน กิจกรรมของโรงเรียนชีวิตได้ที่ เลขที่ 13 หมู่ที่ 7 และเลขที่ 68 หมู่ที่ 6 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง หรือที่เว็บไซต์ http://school.obec.go.th/phifo/

การฮอมปอย จะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อผู้ให้ต่างให้ด้วยความเต็มใจ โดยไม่หวังปัจจัยอื่นเป็นสิ่งตอบแทน นอกเหนือจาก “บุญ”

วัฒนธรรมการฮอมปอย จะถูกนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คน และโรงเรียนชีวิตจะยังดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่ผู้คนในสังคมพร้อมที่จะเป็นผู้รับและผู้ให้ในระดับที่สมดุล เป็นกิจกรรมเล็กๆ ของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่มีใจพร้อมจะช่วยพัฒนาสังคมแทนการกล่าวโทษถึงความ ย่ำแย่ของสังคมแต่เพียงอย่างเดียว

ศรีจันทรัตน์ กันทะวัง http://school.obec.go.th/phifo/

ตานขันข้าว ประเพณีแห่งความกตัญญู

0

“ยะถา สัพพีติโย…อายุ วัณโณ สุขัง พลัง” เสียงพระสงฆ์กล่าวให้พรศรัทธา ญาติโยมที่ต่างพากันหิ้วปิ่นโตเถาใหญ่ พร้อมจูงลูกหลานไปทำบุญวันนี้ ด้วยจิตใจที่เบิกบานในเทศกาลวันออกพรรษา ณ วัดในหมู่บ้าน พร้อมตานขันข้าวแก่บรรพบุรุษหรือคนที่รักผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ บ้างก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ตนเองมีความสุขสบายหลังจากจบชีวิตในโลกนี้ ไม่อดอยากเพราะมีของตุนไว้กินในโลกหน้าจากอาหารที่นำไปตานขันข้าวในวันนี้

ประเพณี ตานขันข้าว เป็นประเพณีการทำบุญที่ชาวบ้านล้านนายึดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยการนำอาหารคาวหวานไปถวายพระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้วายชนม์ เป็นการกระทำที่แสดงถึงความกตัญญูของผู้ที่ยังอยู่ มักนิยมทำในวันเทศกาลสำคัญ เช่น สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา วันสิบสองเพ็ญ วันเดือนยี่เป็ง เป็นต้น

นอกจากการทำบุญตานขันข้าวแก่ ผู้ล่วงลับตามเทศกาลสำคัญดังกล่าวแล้ว ตามความเชื่อของชาวล้านนายังนิยมตานขันข้าวอีกลักษณะหนึ่ง ได้แก่ หลังจากมีผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้อง ก็จะเตรียมขันข้าว (อาหารคาว หวาน) นำไปถวายแด่พระสงฆ์ในวัดทั้งตอนเช้าและตอนกลางวัน พระสงฆ์จะกล่าวอุทิศส่วนกุศลที่ญาติทำให้แก่ผู้ตายพร้อมกับหยาดน้ำ (กรวดน้ำ)

ความเชื่อเรื่องการตานขันข้าวอุทิศแก่ผู้ตายนั้นได้รับ อิทธิพลมาจากเรื่องราวในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา เช่น ในเรื่องพระมาลัย ได้กล่าวถึงพระมาลัยเถระไปพบกับพระยายมราชในนรก พระยายมราชสั่งมาบอกแก่ประชาชนในชมพูทวีปขออุทิศกุศลให้ญาติพี่น้องที่มา ทุกข์ทรมานในนรกภูมิ

นอกจากนี้ ในเรื่องอมตปัญหาหรือพราหมณ์ปัญหา ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ปราชญ์ล้านนาแต่งไว้ได้กล่าวถึง พราหมณ์สองสามีภรรยาในเมืองสาวัตถี เป็นผู้มีฐานะร่ำรวย มีลูกชายอันเป็นที่รักอยู่คนเดียว ได้ดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูลูกชายอย่างดี ต่อมาลูกชายได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคระบาด พราหมณ์ทั้งสองจึงมีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อฝังลูกชายที่ป่าช้าแล้วก็ให้คนใช้เอาข้าวปลาอาหารไปส่งให้ลูกชายที่ ป่าช้าทุกวันเป็นเวลานานถึง 12 ปี วันหนึ่งเมื่อคนใช้จะนำอาหารไปให้ลูกชายของพราหมณ์ที่ป่าช้าเช่นเคย แต่ระหว่างทางเกิดฝนตกหนักน้ำท่วมไม่สามารถนำอาหารไปให้ลูกชายพราหมณ์ได้ ขณะนั้นเอง มีพระภิกษุเดินบิณฑบาตอยู่ ชายผู้นั้นจึงคิดว่าจะนำอาหารเหล่านี้ข้ามน้ำไปส่งที่ป่าช้าไม่ได้ ควรเอาใส่บาตรถวายพระคงจะดีกว่าทิ้ง จึงนำอาหารใส่บาตรพร้อมทั้งอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ลูกชายของพราหมณ์

ด้วย อานิสงส์ในการใส่บาตรและอุทิศส่วนบุญกุศลของคนใช้ ทำให้ลูกชายของพราหมณ์ที่ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น ได้รับพลังแห่งบุญกุศล ตกตอนกลางคืนจึงได้สำแดงตนแก่พราหมณ์ผู้พ่อ ต่อว่าพ่อที่ไม่รักตนเพราะตั้งแต่ตายไป 12 ปี เพิ่งได้กินอาหารอร่อยในวันนี้เอง ว่าแล้วลูกชายก็หายวับไปกับตา พราหมณ์จึงคิดว่าตลอดเวลา 12 ปี อาหารที่ตนไปส่งให้ลูกชายนั้นคนใช้คงแอบกินก่อน ลูกชายจึงไม่ได้กิน คนใช้จึงเล่าความจริงให้ฟัง เมื่อรู้ความจริง พราหมณ์จึงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลถามปัญหา พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่า พระสงฆ์มีศีล ทายกมีศีลและตั้งใจทำความดีด้วยการทำทาน รักษาศีลและภาวนา ย่อมเกิดผลดีแก่ผู้ที่ตายไปแล้ว

พราหมณ์เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า จึงได้ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกในพุทธศาสนาและได้บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบันในกาลต่อมา

จากความเชื่อในคัมภีร์ดังกล่าว จึงก่อเกิดค่านิยมในการตานขันข้าวของคนล้านนามาจวบจนถึงปัจจุบัน

การตานขันข้าวยังใช้เพื่อการแทนคุณผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือ ชาวบ้านเรียกว่า ตานขันข้าวฮื้อ (ให้) คนเฒ่าคนแก่ มีวิธีการอย่างเดียวกับการถวายพระ กล่าวคือ ผู้ให้หรือลูกหลานนำอาหารไปประเคนให้ผู้รับ หรือปู่ ย่า ตา ยาย จากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ก็ให้พร ต่างจากการถวายพระสงฆ์คือ ไม่อุทิศแก่ผู้ล่วงลับ

นอกจากนี้ ชาวล้านนายังมีความเชื่อ นับถือเทพยดาที่คอยปกปักรักษาตนและครอบครัว จึงมีประเพณีการตานขันข้าวแก่เทพยดาทั้งหลายด้วย เช่น ขอพรจากพระแม่ธรณีให้คุ้มครองเวลาเดินทาง ให้ตนประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง อาจเป็นการสอบเรียนต่อ การทำงานหรือขอให้พระแม่โพสพคุ้มครองพืชผลในเรือกสวนไร่นาให้เจริญงอกงาม ปราศจากภัยรบกวน เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะปี๋ใหม่เมือง (สงกรานต์) ก็จะจัดสำรับไปถวายพระสงฆ์เพื่ออุทิศไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ บางครั้งชาวบ้านยังนิยมนำขันตานข้าวไปวางไว้ยังสถานที่อยู่ของพระแม่ธรณี ด้วย (ชาวบ้านจะขุดหลุมลึกประมาณ 1 ศอก กว้างพอประมาณ นำแผ่นไม้กระดานปิดไว้ เวลาต้องการสิ่งใดก็จะไปขอพรจากพระแม่ธรณี ณ ที่ตรงนั้น)

การจัดเตรียมอาหารสำหรับการตานขันข้าวในเทศกาลต่างๆ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทุกคนเตรียมพร้อมและเต็มใจอย่างยิ่ง โดยชาวบ้านจะหยุดงานภารกิจสำคัญต่างๆ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นงานในเรือกสวนไร่นา มีการจัดเตรียมอาหารเพื่อไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น เรียกว่า วันดา (วันเตรียมงานก่อนจะถึงวันจริง 1 วัน) ผู้ชายก็จะเป็นผู้ช่วย เช่น ตัดใบตอง ปอกมะพร้าว ขูดมะพร้าว ผู้หญิงจะเป็นผู้ทำอาหารคาว หวาน เด็กๆ ก็วิ่งเล่น และรอกินขนมอร่อย

ขนมที่นิยมทำกันในเทศกาลต่างๆ เช่น ขนมจอก ขนมเทียน ขนมสีลาหรือขนมปาด โดยเฉพาะขนมสีลา ขนมอร่อยของโปรดของเด็กๆ มีส่วนประกอบและกรรมวิธีการทำง่ายๆ ดังนี้

1. ใช้แป้งข้าวเจ้า 1 ส่วน ต่อน้ำ/น้ำกะทิ 3 ส่วน

2. ใส่น้ำตาลหรือน้ำอ้อยตามความชอบ บางคนจะนิยมใส่มะพร้าวขูดลงไปด้วย เพราะเวลากินจะได้รสชาติความกรุบกรอบของมะพร้าว

3. จากนั้นนำไปเคี่ยวในไฟอ่อนๆ ถึงปานกลาง คนไปในทิศทางเดียวกันจนกระทั่งสุก

4. เทใส่จานหรือถาด รอให้เย็น ขนมจะแข็งตัว ตัดเป็นชิ้นๆ รับประทานได้

เด็กๆ จะชอบขนมสีลามาก มักจะพากันมาล้อมวงดูผู้ใหญ่ทำ และจะคอยถามว่าเมื่อไหร่จะสุก เพราะความอยากกิน พอผู้ใหญ่ทำเสร็จเทใส่จาน ขนมยังไม่ทันแข็งตัว เด็กก็จะใช้นิ้วขุ้ยขนมขึ้นมากิน ผู้ใหญ่ก็จะดุเพราะทำให้หน้าขนมสีลาไม่สวยและอันตรายจากความร้อนของขนม

ส่วน อาหารคาวนิยมทำแกงฮังเล ห่อนึ่งไก่ ห่อนึ่งขาหมู เป็นต้น หรืออาจเป็นอาหารโปรดของผู้ที่จะอุทิศไปให้ ชาวบ้านก็จะเลือกสรรอาหารที่ดีที่สุดเท่าที่มีเพื่อการทำบุญ หลังจากทำอาหารเสร็จแล้วก็จะแบ่งส่วนหนึ่งไว้สำหรับนำไปตานขันข้าว ส่วนที่เหลือก็กินกันในครอบครัวและแบ่งปันญาติมิตร บ้านใกล้เรือนเคียง ทุกบ้านก็จะทำอย่างนี้จึงทำให้ได้ลิ้มรสอาหารหลากฝีมือทั้งจากของตนเองและ ผู้อื่น

เสียงไก่ขัน แสงสีทองเริ่มปรากฏให้เห็นตรงขอบฟ้าทิศตะวันออก ที่ถนนในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างทยอยพาลูกจูงหลานเดินสู่เป้าหมายเดียวกัน เสียงพูดคุย หัวเราะไปตลอดทางจนถึงที่วัด เมื่อไปถึงวัด ทางวัดได้จัดสถานที่สำหรับให้ศรัทธาชาวบ้านที่นำอาหารมาถวาย ซึ่งก็จะเป็นอาหารที่เตรียมมาอุ่นๆ ในปิ่นโต พร้อมทั้งสวยดอกไม้ที่ใส่ดอกไม้ ธูปเทียน ขวดน้ำหยาด (สำหรับกรวดน้ำ) กระดาษแผ่นเล็กที่เขียนชื่อผู้ที่จะอุทิศ/ตานขันข้าวไปให้

เมื่อศรัทธาชาวบ้านมาพร้อมกันพอสมควรแล้ว พระสงฆ์ก็จะกล่าวนำมาทำบุญและให้พร ดังนี้

1. แสดงความชื่นชมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาประเพณีที่ดีงามไว้

2. พระสงฆ์อ่านรายชื่อผู้ล่วงลับที่ชาวบ้านเขียนมาให้ในแผ่นกระดาษ หากใครที่ไม่เขียนมา พระสงฆ์ก็จะกล่าวอุทิศไปให้บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย เจ้ากรรมนายเวร เทวบุตร เทวดา พระแม่ธรณี เจ้าที่เจ้าทาง สรรพสัตว์ต่างๆ

3. กล่าวให้มารับของตาน หากมารับไม่ได้ ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้นำไปให้

4. อวยพรให้แก่ผู้มาทำบุญ

5. กล่าวเป็นภาษาบาลี

” สาธุ” ชาวบ้านส่งเสียงพร้อมกันหลังพระให้พรจบ จากนั้นจึงรับปิ่นโตนำอาหารไปเทใส่ถ้วย เก็บไว้ในตู้ให้พระสงฆ์ได้ฉันต่อไป เป็นอันเสร็จพิธีตานขันข้าว

การตานขันข้าว นอกจากเป็นการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษแล้ว กิจกรรมการประกอบอาหาร การไปทำบุญร่วมกันของคนในครอบครัวเป็นการเพิ่มความรัก ความอบอุ่นและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะสมาชิกตัวน้อยในครอบครัวที่ได้เรียนรู้การให้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและความกตัญญูแก่เด็กโดยไม่จำเป็นต้องสอนด้วยคำพูดที่ เด็กมักไม่ค่อยรับฟัง

ประเพณีการตานขันข้าวจะยังอยู่คู่วิถีชีวิตคนล้านนาสืบไป ตราบที่ในหัวใจของผู้คนยังรู้จักรักและแบ่งปันสิ่งดีต่อผู้มีคุณ

ผีกะ กฎข้อห้ามความสัมพันธ์ในชุมชน

0

(ณ ปีพุทธศักราช 2516)

เอื๊อก…ก็อบ ๆ ๆ ๆ…

เสียงไก่ตัวใหญ่มหึมาแผดเสียงก้องดังจากเนินเขาหน้าวัดประจำหมู่บ้าน ตามมาด้วยฝีเท้าของอาชาไนยผู้วิ่งไวปานลมกรด นวลหญิงสาวตัวน้อยผวาตื่น ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว ด้วยกลัวว่าเจ้าของเสียงที่ได้ยินและวิ่งผ่านไปนั้นจะรู้ เสียงอย่างนี้มันไม่ใช่ไก่ตัวใหญ่และม้าอย่างที่ได้ยินแน่นอน หรือมันอาจจะเป็นสิ่งนั้นอย่างที่หม่อนแก้วเคยเล่าให้ฟัง ความหนาวเข้ามากัดกินหัวใจของเธอจนสั่นสะท้าน ทั้งที่ตอนนี้เป็นค่ำคืนหนึ่งกลางเดือนเมษายน ที่อากาศร้อนระอุมาตั้งแต่เช้าถึงย่ำค่ำ ผู้ใหญ่จึงพากันมานอนกลางชานเพื่อรับลมและคุยกันจนม่อยหลับไป

ณ หมู่บ้านชนบท ที่นวลอาศัยอยู่ ความเจริญจากในเมืองยังเข้าไปแทรกไม่ถึง แสงสว่างยามค่ำคืนอาศัยชันและอย่างดีที่สุดคือ จากโคมน้ำมันก๊าด ผู้คนต่างพากันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและออกเรือนกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน จนนับได้ว่าเป็นเครือญาติกันทั้งหมู่บ้าน วัฒนธรรมและความเชื่อถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา และคงสืบต่อไปอย่างเหนียวแน่นสู่คนรุ่นลูกหลาน

บางอย่างไม่เข้าใจและ ไม่มีคำอธิบาย แต่ทุกคนต่างไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากขัดขืนนั่นอาจหมายถึง ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องจิตวิญญาณ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ผี

ผี มีสภาพเป็นวิญญาณที่ไม่มีตัวตน แต่อาจแสดงฤทธิ์ให้เห็นเป็นคนหรือสัตว์ต่างๆ ได้ มีฤทธิ์อำนาจมากกว่าคน ผีอาจให้คุณเมื่อได้รับการขอร้องให้ช่วยเหลือ และจะให้โทษเมื่อถูกทำให้โกรธ

ผี ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนคือ ผีกะ หากใครที่มีเชื้อสายผีกะจะเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านและไม่ให้เข้าร่วม กิจกรรมต่างๆ ของชุมชน หากทนความกดดันไม่ไหวก็อาจอพยพไปอยู่ต่างถิ่นหันไปเข้ารีตศาสนาอื่น ตัดขาดจากวงสังคมแห่งนั้นไปเลย อย่างเช่นที่เคยมีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านของนวลที่ละทิ้งมรดกมากมายที่ บรรพบุรุษหาไว้ให้ ทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง จึงทิ้งไว้เป็นมรดกของหลวง ชาวบ้านมีความเชื่อว่าถ้าหลวงเข้าไปใช้ประโยชน์ผีกะจะกลัวและไม่ทำร้ายคนที่ อาศัยอยู่ เพราะกลัวครุฑที่เป็นสัญลักษณ์ของหลวง เชื่อกันว่าแมวโพง หรือแมวคราวกลัวครุฑ ชาวบ้านเชื่อว่าผีกะเป็นผีที่สืบสกุลทางฝ่ายมารดาคือ ลูกสาวคนเล็ก ในครอบครัวผีกะจะต้องเป็นผีกะสืบจากมารดาซึ่งหากครอบครัวนั้นไม่มีลูกสาว หรือลูกสาวไม่ปรารถนาจะรับเป็นผีกะแล้ว ก็จะเอาน้ำลายของผู้ที่เป็นผีกะนั้นป้ายที่ปากแมวโพง ทำให้แมวโพงนั้นรับสภาพเป็นผีกะไป

มีเรื่องเล่าจากหมู่บ้านที่ ผู้ใหญ่เคยเล่าให้นวลฟังว่า มีครอบครัวผีกะครอบครัวหนึ่งได้สะใภ้ใหม่มาอยู่ร่วมเรือนด้วย วันหนึ่งทุกคนไปทำงานในท้องทุ่งกันหมด ยกเว้นสะใภ้ใหม่ นางได้ยินเสียงคล้ายกับลูกหนูร้องอยู่บนที่เก็บของใต้หลังคา เมื่อแหงนคอดูก็เห็นหม้อต่อมอยู่บนนั้น เมื่อปีนขึ้นไปเปิดดูก็เห็นลูกหนูอ้าปากร้องอยู่ นางจึงไปต้มน้ำร้อนมาเทลงในหม้อนั้น ทำให้ลูกหนูทั้งหมดตายไป และในเวลาเดียวกันทุกคนในครอบครัวนั้นก็ตายหมดรวมทั้งตัวของสะใภ้ใหม่เอง

ผี กะ เป็นผีที่มักเข้าสิงคนเพื่อเรียกร้องจะกินอาหาร โดยเฉพาะพวกอาหารเนื้อสัตว์ดิบ เช่น ลาบ หลู้ เมื่อคนนำมาให้กินจะกินปริมาณมากอย่างที่คนทั่วไปไม่กินกัน และกินอย่างตะกละตะกราม จึงเรียกผีชนิดนี้ว่า ผีกะ

แม่หม่อนแก้วเคย เล่านิทานเรื่องผีกะให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งมีกษัตริย์หนุ่มกับอำมาตย์คู่พระทัยเดินทางไปเรียนวิชาถอดจิตกับ ทิศาปาโมกข์ที่เมืองตักกสิลา เมื่อเรียนวิชาจบแล้วทั้งสองก็เดินทางกลับ ระหว่างทางได้พบซากกวางที่ตายใหม่ตัวหนึ่ง เจ้าชายจึงลองวิชาที่ศึกษามาโดยถอดจิตเข้าสิงซากกวางนั้น และบอกให้อำมาตย์คอยดูแลร่างของตนให้ดี แต่อำมาตย์กลับถอดจิตของตนเข้าสิงอยู่ในร่างของกษัตริย์หนุ่มนั้นแล้วเผา ร่างของตนเสีย จากนั้นจึงรีบเดินทางกลับเมืองเพื่อไปครอบครองทั้งราชสมบัติและพระชายา แต่พระชายาเห็นลักษณะท่าทีของ “พระสวามี” แล้ว เห็นว่าผิดแผกไป จากเดิมจึงไม่ยอมให้อยู่ร่วมด้วย ฝ่ายกษัตริย์หนุ่มองค์นั้น ต่อมาเมื่อถอดจิตเข้าสู่ร่างของนกแก้วแล้ว ก็ได้บินไปบอกเรื่องราวทั้งหมดแก่พระชายา แล้วให้พระชายาลวงอำมาตย์ที่สิงในร่างของกษัตริย์หนุ่มให้ทดลองวิชา โดยจัดหาซากแพะมาให้ถอดจิตเข้าสิงในซากแพะนั้น เมื่ออำมาตย์ถอดจิตไปสิงในซากแพะแล้ว กษัตริย์หนุ่มก็ถอดจิตเข้าสู่ร่างเดิมของตน แล้วจึงให้ฆ่าและทำลายซากแพะนั้นเสีย เมื่อจิตของอำมาตย์ทรยศไม่มีที่สิงแล้วจึงเตลิดหนี ครั้นพบว่าผู้ใดมีผมหอมก็เข้าสิงคนผู้นั้น จนกลายเป็นผีกะไปในที่สุด

ในครอบครัวหนึ่งๆ ผู้ที่มักจะเป็นผีกะคือ แม่บ้าน เมื่อแม่บ้านเป็นผีกะแล้วคนในครอบครัวก็อาจเป็นผีกะได้ คือเป็นได้ทั้งครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก ลูกเขย ลูกสะใภ้ กล่าวกันว่าผู้ใดก็ตามที่หลับนอนกับหญิงที่เป็นผีกะหรือกินข้าวร่วมกับผู้ที่เป็นผีกะครบเจ็ดไหแล้ว ก็จะเป็นผีกะไปด้วย แต่ผู้ที่จะมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นผีกะต่อจากตนก็คือแม่บ้านเท่านั้น คนที่เป็นผีกะนั้นมักจะมีกลิ่นคาวจากปากและลมหายใจ

ตัวผีกะนั้น มีสัตว์พาหนะประจำตัวคือ นกเค้าผีกะ หรือนกเค้าแมว โดยเฉพาะนกเค้าแมวตัวเล็ก เวลาเย็นหรือยามค่ำคืน เมื่อคนที่เป็นผีกะไปที่ไหน นกนี้ก็ไปปรากฏตัวในที่นั้นๆ เป็นการล่วงหน้าเสมอ ซึ่งบางท่านก็ว่านกเค้าแมวกับผีกะไม่ถูกกัน นกเค้าแมวจึงคอยแสดงตัวต่อต้านอยู่เสมอ แต่บางท่านก็ว่าผีกะมักจะอาศัยนกที่ว่านี้ออกไปหากิน โดยเจ้าของหรือคนที่เป็นผีกะไม่รู้เรื่อง เที่ยวซอกซอนไปสูบหรือดูดเลือดคนป่วย โดยมากมักเป็นพวกที่ซูบซีดผอมแห้งแรงน้อย พวกนี้มักขวัญอ่อนตกใจง่ายและเบื่ออาหาร แต่พวกที่แข็งแรงสมบูรณ์นั้นผีกะไม่ชอบที่จะไปยุ่งด้วย

ครอบครัวของนวลก็เชื่อเรื่องผีกะมาก ครั้งนั้นที่พี่ชายจะมีเมียก็ถูกพ่อแม่ให้ทดสอบว่าที่พี่สะใภ้ก่อนว่ามี เชื้อสายผีกะหรือไม่ โดยสังเกตว่าหากตนไปไหนยามค่ำคืนตามลำพังแล้วมีนกเค้ามาบินโฉบบินตัดหน้า หรือร้องดักอยู่ข้างหน้า ก็แสดงว่าสาวนั้นเป็นผีกะ และตอนที่ไปแอ่วสาวให้สังเกตดูว่ายิ่งดึกสาวนั้นยิ่งสวยแสดงว่าเป็นผีกะ และให้นำตองกล้วยงำเครือ หรือใบตองใบสุดท้ายที่ปกเครือกล้วยอยู่นั้น มาเสกแล้วมองลอดใบกล้วยนั้น หรือใช้ใบพลูมาเสก และให้เสกคาถาแล้วมองลอดหว่างขาของตน หากสาวนั้นเป็นผีกะแล้ว จะพบว่ามีแมวตัวเล็กๆ สองตัวเกาะที่ไหล่ของหญิงนั้น แล้วคอยแลบลิ้นเลียแก้มและใบหน้าให้สาวเจ้างามผุดผ่องยิ่งขึ้น

พ่อหนานปั๋น ปู่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคาถาอาคมและการปราบผีเล่าให้ฟังถึงวิธีการปราบผีกะว่า ต้องมีอุปกรณ์ในการปราบผี ดังนี้

1. คาถาอาคม

2. มีดหมอ ซึ่งอาจใช้งาช้างกำจัดหรือแง่งไพลแทนก็ได้

3. ต้นข่าแดง ใช้เสกแล้วตีต่างของคนที่ถูกสิง

4. หางปลาไม หรือหางปลากระเบน ใช้เสกแล้วตีตามตัวของคนที่ถูกผีเข้าสิง

5. เชือก ถ้าจะขลังต้องใช้ “เตี่ยวหม้อหนึ้ง” หรือผ้าที่ใช้ยารอยต่อของหม้อนึ่งกับไหข้าว ใช้ผูกคอคนที่ผีกะเข้าสิง

6. ข้าวสาร พริก หรือพริกไทย ให้เสกพ่นใส่หน้าคนถูกผีเข้า

7. หม้อแกงดินเผาที่ใช้งานมามากแล้ว ใช้เสกแล้วครอบศีรษะผู้ถูกผีเข้าและขูดก้นหม้อ ซึ่งมีผลทำให้เจ้าของผีกะผมร่วงเป็นแนวอย่างที่ปรากฏตามรอยขูดก้นหม้อนั้น

8. น้ำ ใช้เสกแล้วพ่นที่ใบหน้า แต่บางคนใช้น้ำร้อน มักจะใช้กรอกปากคนที่ถูกผีกะเข้า ซึ่งอาจจะเป็นการบังคับให้บอกชื่อเจ้าของผีกะมากกว่าใช้ปราบผีกะจริงๆ

9. ด้ายสายสิญจน์ ใช้ผูกขวัญและกันผี ในกรณีที่คนถูกผีเข้า

10. “ยันต์ก้อม” หรือ “ตะกรุด” ใช้ป้องกันโดยร้อยด้วยด้ายสีแดง ผูกคล้องคอหรือข้อมือ ตะกรุดนี้ กว้าง-ยาว สี่เหลี่ยมไม่เกิน 1 นิ้ว ลงอักขระไม่เกิน 8 ตัว หุ้มด้วยครั่งเป็นก้อนกลมรีเล็กๆ

ชาวบ้านเชื่อว่าวิธีปราบผีกะที่เข้าสิงผู้หญิงที่ได้ผลมากวิธีหนึ่งคือ การจับหญิงนั้นแก้ผ้าประจานหรืออาจจะหนักไปกว่านั้นคือ ข่มขืนผู้ถูกผีเข้าสิงเพื่อเป็นการไล่ผีอีกวิธีหนึ่งด้วย

ผีกะหรือคน เลี้ยงผีกะไม่ชอบ “นกเอี้ยงคำ” หรือนกขุนทองเลย เพราะขุนทองพูดเลียนเสียงมนุษย์ได้ ว่ากันว่านกเอี้ยงคำที่เลี้ยงตามบ้านมักอายุไม่ค่อยยืน เพราะโดนผีกะทำร้ายเอาเสมอ และที่เคยพบเสมอในบ้านชนบทที่คนนิยมเลี้ยงนกขุนทอง เขาจะมียันต์กัน “ผีกะ” ห้อยไว้กับกรงนก ป้องกันนกจากผีกะด้วยเหตุผลดังกล่าว

ความเชื่อเรื่องผีกะ สะท้อนค่านิยมในการดำรงชีวิตของผู้คนชนบท ความสัมพันธ์เกื้อกูลกัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ก่อให้สังคมอยู่อย่างสันติ การถูกปฏิเสธ และไม่ได้รับการยอมรับในสังคม เป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดสำหรับผู้คนชาวชนบทล้านนา

ผีกะ เป็นผีพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผีพวกนี้จะมีลักษณะคล้ายผีปอบ คือเข้าสิงในคน และชอบกินของสดของคาว

คนที่เลี้ยงผีกะ เป็นคนที่มีวิชาอาคม เล่นคุณเล่นของ ผีกะจะถูกเลี้ยงไว้ในหม้อดิน โดยมีผ้ายันต์สีขาวปิดปากหม้อไว้ โดยจะวางไว้บนเพดานบ้าน เจ้าของจะเซ่นผีกะด้วยไข่ดิบวันละฟอง

ผีกะ แต่เดิมคนที่เริ่มนำมาเผยแพร่ คือพวกลิเก หรือพวกนักดนตรี ที่แสดงการละเล่น เรียกว่าผีกะพระ-นาง ผีกะชนิดนี้มีลักษณะคล้ายวอกหรือค่าง ตัวเล็กๆสองตัว มักจะนั่งบนบ่าคนเลี้ยง ผีกะชนิดนี้มีคุณประโยชน์ตรงที่ หากใครเลี้ยงไว้ไม่ว่านักแสดงจะขี้เหร่แค่ไหน พอตกกลางคืนมันจะเลียหน้า ทำให้ยิ่งดึกยิ่งงดงาม การเลี้ยงผีกะจึงเป็นแฟชั่นของนักแสดงทางภาคเหนือในช่วงหนึ่งและเริ่มแพร่หลายสู่ภาคเหนือในจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งแยกเป็นหลายชนิด ผีกะมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ หากใครเลี้ยงไม่ดี ปล่อยให้ผีกะอดๆอยากๆ มันก็จะทำให้เจ้าของกลายสภาพเป็นกึ่งคนกึ่งภูติ ชอบสิงสู่ชาวบ้านกินตับไตไส้พุง ต้องหาหมอผีมาไล่ออกไปเป็นประจำ

ชนิดของผีกะ
ผีกะได้แตกสาขาออกเป็นหลายชนิด ดังต่อไปนี้

ผีกะพระ-นาง
ผีกะต้นฉบับดั้งเดิม ไม่มีใครรู้ว่ามาจากที่ไหน แต่เป็นที่นิยมเลี้ยงกัน เพื่อให้มันเรียกคนดูมาชม ทำให้คนดูหลงใหลในการแสดงของนักแสดงคนนั้นๆ แม้ว่ากลางวันจะขี้เหร่แค่ไหน แต่ตอนกลางคืนผีกะสามารถทำให้นักแสดงคนนั้นๆสวยหรือหล่อหยาดฟ้ามาดินได้

ผีกะดง
จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ บอกว่าผีกะดงนี้ มีอยู่จริงในนิทานพื้นบ้าน ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ผีกะชนิดนี้มีความดุร้าย วิ่งไวดุจลมพัด มักออกหากินเป็นฝูงในยามพลบค่ำ แต่น้ำลายของผีกะชนิดนี้วิเศษมาก สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทำให้ร่างกายมีความคงกระพันชาตรี ดังมีเรื่องเล่าว่า มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง หลงรักลูกสาวของคหบดีในตัวเมือง แต่พ่อตาไม่ชอบเพราะว่าชายหนุ่มจน และจัดการให้ลูกสาวของตนแต่งงานกับชายหนุ่มที่มั่งคั่ง ฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็ทราบเรื่องของเจ้าสาวดี จึงส่งคนมาทำร้ายคนรักของเจ้าสาว และหิ้วไปทิ้งในป่า ชายหนุ่มสะบักสะบอม เจ็บทั้งกายและใจ แต่ก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ได้แต่ปลงต่อความตาย รอให้สัตว์ร้ายในป่ามากิน ประจวบกับเวลานั้น มีฝูงผีกะดงกำลังออกหากิน ลูกฝูงผีกะจับขาชายหนุ่มเพื่อลากไปเป็นอาหาร ชายหนุ่มนิ่งเงียบปลงต่อชีวิต หัวหน้าผีกะแปลกใจมาก จึงห้ามลูกฝูงและสอบถามเรื่องราว ชายหนุ่มเล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด หัวหน้าผีกะเห็นใจ จึงบอกว่า หากชายหนุ่มยอมนับถือพวกตนเป็นผีประจำตระกูล จะช่วยให้ชายหนุ่มได้สมหวัง ชายหนุ่มตอบตกลง ผีกะจึงพากันรุมเลียตัวของชายหนุ่ม ด้วยอานุภาพน้ำลายบาดแผลจากการถูกทำร้ายหายสนิท ฝูงผีกะพาชายหนุ่มนั่งบนบ่า บุกบ้านแต่งงาน ลูกน้องของเจ้าบ่าวรุมทุบ รุมฟาดชายหนุ่ม แต่ก็ไม่อาจทำร้ายชายหนุ่มได้แม้ปลายขน เพราะฝูงผีกะดงกำบังตาไว้ และถีบลูกน้องจนกระเด็นตกเรือนกันหมด พวกผีกะพาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวออกมาโดยสะดวก หัวหน้าผีกะให้ทองคำและสมบัติที่พวกตนเฝ้ารักษาไว้ ชายหนุ่มปฏิบัติตามคำสัญญาและนับถือผีกะเป็นผีประจำตระกูลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผีกะอาคม
การเรียนวิชาอาคมในสมัยโบราณ ครูจะหวงวิชามาก ดังนั้นก่อนการเรียนจะต้องมีการขึ้นครูก่อนเสมอเพื่อให้อาคมนั้นสามารถรักษาผู้เรียนได้ มีคนบางคนที่เรียนอาคมโดยไม่ได้ขึ้นครูก่อน จึงโดนคำสาปที่ครูสาปแช่งไว้ในปั๊บหรือตำรานั้นๆ ทำให้กลายเป็นผีกะ ผีกะชนิดนี้จะสิงสู่ในตัวผู้เรียนโดยไม่รู้ตัว แต่ยามค่ำคืนมันจะออกไปหาอาหาร โดยแปลงตัวให้เหมือนหน้าร่างกายที่มันสิงอยู่ ผีกะชนิดนี้เป็นผีกะที่มีพลังเยอะมากจัดการกับมันได้ยาก

ผีกะตระกูล
ผีกะอีกสายหนึ่งที่มีคุณอนันต์เช่นกัน ผีกะชนิดนี้เป็นที่นิยมเลี้ยงแพร่หลายของชาวภาคเหนือ วิธีสังเกตว่าบ้านไหนเลี้ยงผีกะ ให้ดูนาของบ้านนั้นๆ ไม่ว่านานั้นจะอยู่ที่ดอนหรือที่ลุ่ม ไม่ว่าฝนจะแล้งหรือฝนจะขาด นาของบ้านที่เลี้ยงผีกะจะอุดมสมบูรณ์เสมอ ไม่มีแมลงมากวน ไม่มีโรคระบาด ผีกะชนิดนี้เลี้ยงดีมีคุณมาก ถ้าเลี้ยงไม่ดีผีจะออกหากินสิงสู่ชาวบ้าน เมื่อโดนหมอผีไล่ มันก็จะประจานผู้เลี้ยงทำให้อับอายขายขี้หน้าชาวบ้าน.

ผีกะตายโหง
คนบางคนเมื่อตายโหง จิตใจยังพะวกพะวนกับโลก จึงสิงสู่ในที่ๆตนตาย แต่เพราะความยึดถือในกายว่าตนยังไม่ตาย เมื่อไม่ได้กินอะไรนานๆเข้า มันหิวกระหาย จึงสิงสู่คนผู้มีจิตอ่อนแอทำให้กลายเป็นผีกะโดยไม่รู้ตัว ผีกะชนิดนี้มีอยู่จริงๆ จากเรื่องเล่าของแม่อุ้ยท่านหนึ่ง ว่า มีคนผู้หนึ่งชื่อ หนานเจต ทำนาที่ริมเขตเมืองเก่าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย(ทางอำเภอเชียงของ) โดยไม่รู้ว่าที่ตรงนั้นเคยมีคนถูกควายขวิดตาย วิญญาณของคนผู้นั้นจึงสิงสู่หนานเจต พอค่ำลงที่ใกล้ๆหนานเจตนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งทำนาอยู่ หนานเจตเดินเข้ามาหาชาวบ้านคนนั้น ชาวบ้านถามว่ามีอะไร หนานเจตไม่ตอบแต่ดวงตาค่อยๆแดงก่ำและมีเขี้ยวงอกออกมา กระโจนเข้าหาชาวบ้านผู้นั้น ชาวบ้านคนนั้นวิ่งหนีลงมาจากระท่อมนาอย่างขวัญกระเจิง มาหาพ่อของย่าที่กำลังนอนอยู่ บอกให้ช่วยไล่ผีไปที พ่อของย่าจึงถือไม้ไผ่และสายสิญจน์เดินไปดู แต่หนานเจตกลับไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ยังคงนอนหลับอยู่ที่ห้าง ผีกะชนิดนี้จึงอาศัยร่างต้นเหมือนปรสิตวิญญาณ จะพาร่างกายออกหากินในยามเจ้าของหลับ

นกเค้าผีกะ
ผีกะชนิดนี้มีทูตเป็นนกเค้าแมว สังเกตได้ง่ายว่าหากจะมีผีกะมาเยือนหมู่บ้านไหน กลางคืนคืนนั้นจะมีนกเค้าแมวมาร้อง ทั้งๆที่ไม่ใช่ฤดูที่นกควรร้อง(ฤดูหนาว) รุ่งเช้าคนที่เข้ามาหมู่บ้าน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผีกะ

โคมลอย ลอยล่องส่งเคราะห์

0

เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กเล็กที่วิ่งไล่กันใต้ต้นจำปีใหญ่ในวัดประจำหมู่บ้าน ขณะนี้วัดที่เคยสงบเงียบกลับอึกทึกครึกโครมไปด้วยเสียง ทั้งจากเครื่องเสียงที่มีปู่อาจารย์หนานแก้ว โฆษกประจำวัดประกาศรายนามผู้บริจาคเงินด้วยท่วงทำนองลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ เรียกรอยยิ้มจากผู้ที่ได้ยินได้ฟัง เสียงขับจ้อยซอของคณะละครซอชื่อดัง ทำเอาผู้เฒ่าน้ำตาหล่นแหมะกับความสะเทือนใจจากละครเรื่องเต่าน้อยอองคำ ความสนุกสนานกำลังเกิดขึ้นช่วงเทศกาลยี่เป็ง ประเพณียิ่งใหญ่ของคนในหมู่บ้าน

ณ ลานโล่งหน้าวัด กลุ่มผู้ชายทั้งหนุ่มแก่ต่างกำลังลุ้นชัยชนะฝีมือตนเอง โดยมีกลุ่มผู้หญิงและเด็กเล็กคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ด้วยกลัวอันตรายจากโกมลอย (โคมลอย) ที่กำลังจะถูกปล่อยขึ้นไปบนท้องฟ้า

โคมลอย หรือในบางท้องถิ่นเรียกว่า ว่าว มี 2 ชนิด คือ โคมลม และโคมไฟ

โคมลม คือ โคมที่ปล่อยในเวลากลางวัน

โคมไฟ คือ ใช้ปล่อยในเวลากลางคืน

พ่อหนานสมเจ้าต๋ำฮา (เจ้าตำรับ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำโคมลอยเล่าให้ฟังว่า การทำโคมลอยจะใช้กระดาษเนื้อบาง ติดประกอบกันเป็นรูปทรงต่างๆ ส่วนใหญ่ทำเป็นลักษณะของถุงลม ก้นใหญ่ วงปากแคบ กระดาษที่ใช้ทำนั้น จะใช้กระดาษสีเดียวหรือหลายสีก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ในสมัยก่อนนิยมมาช่วยกันทำที่วัด เพราะต้องใช้สถานที่ทำเป็นลานกว้าง โดยมีเจ้าต๋ำฮาเป็นผู้ควบคุมดูแล

วิธีการเล่น

เมื่อถึงเวลา ปล่อยโคมลอย ชาวบ้านโดยเฉพาะพวกผู้ชายก็จะล้อมวงเข้ามาดูอย่างใกล้ชิด บ้างก็ช่วยถือไม้ค้ำยันเพื่อช่วยให้โคมลอยทรงตัวได้ ถ้าเป็นโคมไฟก็จะเอาเชื้อเพลิงคือผ้าชุบน้ำมันยางเผา หรือใช้ชัน (ขี้ขะย้า) เผาเพื่อให้เกิดควันแล้วปล่อยควันไฟเข้าไปอัดในโคมลอย จนโคมลอยลอยตัวและตึงเต็มที่ เมื่อถึงตอนนี้ชาวบ้านก็ช่วยกันมากขึ้น บ้างก็ถือวงปาก บ้างก็คอยให้กำลังใจอยู่รอบข้าง โดยมีขบวนแห่กลองสิ้งหม้องและฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน เมื่อโคมลอยตึงเต็มที่ ก็จะนำประทัดหรือหางว่าวมาผูกติดกับวงปาก ปลดไม้ค้ำยันออก และปล่อยขึ้นไป ถ้าเป็นการแข่งขันก็จะดูว่าโคมของใครสวยหรือไม่ โดยดูตั้งแต่ขนาด รูปทรงของว่าว การลอยตัว และลูกเล่นต่างๆ ที่ผูกติดวงปากของโคมลอย

การปล่อยโคมลอยนั้น นิยมเล่นหรือแข่งขันกันในเทศกาลงานประเพณีสำคัญๆ ของหมู่บ้าน เช่น วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา ประเพณียี่เป็ง หรืองานบุญต่างๆ

การปล่อยว่าวหรือโคมลอยนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า เพื่อให้ว่าวได้นำเอาเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่างๆ ออกไปจากหมู่บ้าน ดังนั้น ว่าว หรือโคมลอยที่ปล่อยขึ้นไป ถ้าไปตกในบ้านใคร บ้านนั้นจะต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างเสนียดจัญไรทั้งปวงออกไป นอกจากนี้ ยังถือกันว่าเป็นการทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านอีกด้วย

ชีวิตคนเราบางครั้งสะสมหมักหมมความเศร้าหมองหรือสิ่งเลวร้ายไว้ในจิตใจ ที่เรียกว่าเคราะห์กรรมจนก่อเกิดความทุกข์ หากไม่มีการชะล้างออกไปบ้าง ชีวิตอาจทนรับไม่ไหว

โคมลอย จึงเปรียบเสมือนสื่อกลางทำให้ชีวิตนี้ดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุขต่อไป

ที่มา:
เว็บไซต์วิถีชาวบ้านของ ครูศรีจันทรัตน์ กันทะวัง http://school.obec.go.th/phifo/index.html

บทความยอดนิยม

ที่เที่ยวเชียงใหม่สุดฮิต