Home Blog Page 186

กลองมองเซิง

0

คือกลองที่ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้า มีสายโยงเร่งเสียง รูปร่างคล้าย ตะโพนมอญ ไม่มีขาตั้ง แต่มีสายร้อย สำหรับคล้องคอเวลาตี เวลาตีไม่ต้องติดจ่ากลอง ชื่อกลองมองเซิง เป็นภาษาไทใหญ่ แปลว่า ฆ้องชุด กลองมองเซิงจึงหมายถึงกลองที่ใช้ฆ้องเป็นชุด เพราะวงกลองมองเซิงจะเน้นเสียงฆ้องเป็นหลัก กลองมองเซิง จะตีรับกับฉาบโดยลักษณะอาการล้อทางเสียง หลอกล่อกันไป อาจจะมีการเฮ็ดความสลับไปด้วย ในขณะที่มีเสียงฆ้องเป็นตัวกำกับจังหวะ ซึ่งมีบางแห่งเพิ่มฉิ่ง ตีกำกับจังหวะร่วมไปกับฆ้องด้วย ปัจจุบันกลองมองเซิงนิยมตีในการแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนก๋ายลาย

 

    กลองมองเซิง เป็นกลองที่ได้รับอิทธิพลจากชาวไทใหญ่ พบเห็นโดยทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่และแม่ฮ่องสอน  เรื่องของกลองชนิดนี้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

    กลองมองเซิง  คือ กลองที่ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้ามีสายโยงเร่งเสียง รูปร่างคล้ายตะโพนมอญ ไม่มีขาตั้ง แต่มีสายร้อยสำหรับคล้องคอเวลาตี เฉพาะคำว่า “มองเซิง” เป็นภาษาไทใหญ่โดยที่ คำว่า “มอง” แปลว่า “ฆ้อง” ส่วน“เซิง” แปลว่า “ชุด” กลองมองเซิงจึงหมายถึงกลองที่ใช้ฆ้องเป็นชุด เพราะวงกลองมองเซิงจะเน้นเสียงฆ้องเป็นหลักใหญ่

 

วิธีสร้าง

ตัวกลองมองเซิงสร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะม่วง  ไม้ขนุน  ไม้ประดู่ หน้ากลองด้านหนึ่งใหญ่อีกด้านหนึ่งเล็ก หน้าใหญ่กว้างประมาณ 16 – 18 นิ้ว หน้าเล็กกว้างประมาณ 11 – 13 นิ้ว ตัวกลองยาวประมาณ 26 – 28 นิ้ว ภายในกลองเจาะเป็นโพรง  ตรงกลางโป่งพองเล็กน้อย  หนังหน้ากลองนิยมใช้หนังวัวขึงทั้งสองหน้า โดยใช้สายเร่งเสียงโยงระหว่างคร่าวหูหิ่ง (เชือกที่ร้อยสอดสลับกับรูหนังหน้ากลอง) ดึงให้ตึงจนหนังอยู่ตัว

 

การประสมวง

ใช้กลองมองเซิง  1  ลูก ฉาบขนาดใหญ่  1  คู่  ฆ้องขนาดใหญ่และเล็กลดหลั่นลงไปประมาณ 5 – 9 ใบ ขณะบรรเลงกลองมองเซิงจะตีรับกับฉาบ โดยลักษณะอาการล้อทางเสียงหลอกล่อกันไป ในขณะที่มีเสียงฆ้องเป็นตัวกำกับจังหวะ ซึ่งมีบางแห่งเพิ่มฉิ่งตีกำกับจังหวะไปพร้อมๆ กับฆ้องด้วย

โอกาสที่ใช้บรรเลง

วงกลองมองเซิงใช้ประโคมในงานบุญของวัด ขบวนแห่ครัวทาน และประกอบการฟ้อนพื้นเมือง  รวมทั้งขบวนแห่นาคสามเณรที่ล้านนาเรียก “ลูกแก้ว”   ไทใหญ่เรียก “ส่างลอง”

กลองมองเซิงนี้ ชื่อทั่วไปเรียก “กลองมองเซิง” แต่เฉพาะแถบอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เรียกกลองชนิดนี้ว่า “กลองป๊ะปุ่มปิ้ง” และนอกจากนี้ ยังพบกลองลักษณะเดียวกันแต่มีขนาดเล็กเรียกว่า “กลองมองลาว”

กลองมองลาว

กลองมองลาว  เป็นกลองสองหน้าคล้ายกลองมองเซิงแต่มีขนาดเล็กกว่า ลักษณะการตีจะใช้จังหวะที่กระชับ เร่งเร็ว นิยมใช้ในขบวนแห่ที่ต้องเดินระยะไกล โดยมีฆ้องชุดตีประกอบ 3 – 5 ใบ

ปัจจุบัน วงกลองมองเซิงยังเป็นที่นิยมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แห่ขบวน ใช้บรรเลงประกอบการฟ้อน เช่น ฟ้อนกลายลาย ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง เป็นต้น และที่สำคัญคือมีการส่งเสริม โดยการประกวดแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง หากจัดกิจกรรมอย่างนี้ไปตลอด กลองมองเซิงก็น่าจะอยู่คู่ล้านนาต่อไป

    สนั่น   ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ภาพประกอบโดยเสาวณีย์  คำวงค์)

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ต้นฉบับ : http://art-culture.chiangmai.ac.th/academic/natha/2548/04/26/

กลองปู่เจ่

0

มาจากของไทใหญ่เรียกว่ากลองก้นยาว แต่ทางบ้านเราเรียกว่ากลองปู่เจ่ บางทีเรียกอุ้งเจ่ แต่ถ้าเป็นของไตใหญ่จะเรียกกลองก้นยาวทั้งหมด ลักษณะของกลองก้นยาวที่ถูกต้องตามแบบแล้วจะวัดจากเส้นรอบวงบริเวณหน้ากลองแล้ววัดความยาวจากหน้ากลองลงมาถึงเอวกลองไม่เกินความยาวที่วัดได้จากเส้นรอบวงส่วนที่เหลือจากนั้นจะเป็นส่วนของก้นกลอง เพลงสำหรับใช้เล่นกับโต ฟ้อนนก การละเล่นทั่วไป เพลงรับแขก และเพลงธรรมดาแต่จังหวะเร็ว กลองปู่เจ่ ๑ วงประกอบด้วย เครื่องดนตรี คือ กลอง , ฆ้อง , ฉาบ


กลองปู่เจ่

 

กลองปู่เจ่ เป็นกลองหน้าเดียวรูปร่างคล้ายกลองยาวมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น อุเจ่ อู่เจ่ ปุ๊ดเจ่ และปั๊ดเจ่ เป็นต้น เดิมนิยมเล่นในหมู่ชาวไทใหญ่ ซึ่งเรียกกลองชนิดนี้ว่า “กลองก้นยาว” ส่วนชาวไทลื้อเรียกกลองชนิดนี้ว่า “กลองตีนช้าง” (อ่าน “ก๋องตี๋นจ๊าง”)


วิธีสร้างกลองปู่เจ่

อันดับแรกต้องคัดเลือกไม้ที่จะนำมาสร้างเป็นตัวกลองก่อน ไม้ที่นิยมกันมาก ได้แก่ ไม้ซ้อ  และไม้ขนุน  เมื่อได้ไม้แล้วนำมาถากพอเป็นรูปร่าง จากนั้นจึงกลึงและเจาะตามลำดับ

ขนาดและ ส่วนสัดของตัวกลอง เดิมทีใช้ขนาดของหน้ากลองเป็นหลักสำหรับกำหนดส่วนสัดอื่นๆ คือ ความยาวของไหกลองยาวเป็น 2 เท่าของหน้ากลอง ความยาวจากไหกลองไปถึงส่วนคอด (แอวกลอง) ยาวเป็น 1 1/2 เท่าของหน้ากลอง ความยาวส่วนคอดยาว 1 เท่าของหน้ากลอง  และความยาวส่วนท้ายกลองยาวเป็น 2 เท่าของหน้ากลองตามสูตร

ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขบางส่วน จากประสบการณ์ของ “สล่ากลอง” (ช่างทำกลอง) เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงตามที่นิยมกันอยู่ โดยกำหนดสัดส่วนหน้ากลองกว้างประมาณ 25 – 28 เซนติเมตร ความยาวของไหกลองประมาณ 40 เซนติเมตร ความยาวจากไหถึงส่วนคอดประมาณ 30 เซนติเมตร ความยาวส่วนคอดประมาณ 20 เซนติเมตร และความยาวส่วนท้ายประมาณ 47 -50 เซนติเมตร

สำหรับหนังที่ใช้ขึงเป็นหนังหน้ากลอง นิยมใช้หนังวัวตัวเมีย อายุ 3 – 5 ปี ไม่มีรอยแส้ และต้องเป็นหนังจากลำตัวด้านซ้าย เพราะมีลักษณะบางไม่ด้านหรือหนาเหมือนหนังจากลำตัวด้านขวาที่ถูกนอนทับ การขึงหรือหุ้มหน้ากลอง ขึงให้ตึงด้วยสายเร่งเสียงโยงระหว่างคร่าวหูหิ่งกับเล็บช้าง

การติดถ่วงหรือขี้จ่ากลอง

เสียงกลอง จะดังกังวานไพเราะ ต้องมีการติดถ่วงหน้าหรือติดขี้จ่ากลองซึ่งหมายถึง การติดขี้จ่าที่ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก บดผสมขี้เถ้าละเอียด ในการติดนั้นเริ่มจากศูนย์กลางของหน้ากลองแผ่ออก ในขณะที่ติดจะทดลองตีฟังเสียงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เสียงตามต้องการ

การประสมวง

การประสมวงใช้กลองปู่เจ่ใบเดียว ฉาบขนาดกลาง 1 คู่ และฆ้องโหม้ง ประมาณ 3 – 5 ใบ

จังหวะและลีลาการตี

จังหวะ ของวงกลองปู่เจ่นั้นค่อนข้างจะเร่งเร็ว โดยมีฆ้องโหม้งตียืนจังหวะด้วยความพร้อมเพรียง สำหรับการตีกลองนั้น ผู้ตีจะต้องมีลีลาประกอบ คือสะพายกลองย่อตัวขึ้นลงตามจังหวะ ขาข้างหนึ่งมักเหยียดไปข้างหลังขนานคู่กับตัวกลองส่วนท้าย ทำอาการยักไหล่ เอียงศีรษะให้ดูน่าชม ลูกเล่นการตีที่เรียก “ลีลาหน้ากลอง” มักละเอียดซับซ้อน คือใช้ทั้งฝ่ามือ  นิ้วมือ  กำปั้น  ตีเต็มเสียง ครึ่งเสียง ลักจังหวะ มีการกดหน้ากลองให้เกิดเสียงต่างๆ หลากเสียง ส่วนฉาบนั้น นอกจากจะใช้ตีขัดจังหวะระหว่างฆ้องโหม้ง และกลองแล้วยังมีลีลาหลอกล่อกับคนตีกลองอีกหลายลักษณะ เช่น ตีด้านหน้า ตีด้านหลัง ตีลอดใต้ขา ตบกับพื้น เข้าหาและออกจากคนตีกลองด้วยเชิงรุกเชิงรับและหนีอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้ผู้ที่ได้ชมเกิดความประทับใจ
โอกาสในการตี

การตีกลองปู่เจ่มักพบเห็นในงานบุญของวัด ขบวนแห่ต่างๆ รวมถึงการแห่หรือประโคมประกอบการฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบ เต้นโต ฟ้อนนางนก กระทั่งการปล่อยว่าวควัน และโคมไฟ เป็นต้น

กลองปู่เจ่ ปัจจุบันยังเป็นที่นิยม จึงมักพบการตีกลองนี้ในงานบุญหรืองานประเพณีสำคัญต่างๆ ในเชียงใหม่ และลำพูน เป็นต้น และมักมีการจัดประกวดการตีกลองชนิดนี้อยู่เสมอ

สนั่น   ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ภาพประกอบโดยเสาวณีย์  คำวงค์)

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ต้นฉบับ : http://art-culture.chiangmai.ac.th/academic/natha/2548/08/09/

 

กลองชัยยะมงคล หรือ กลองบูชา

0

กลองชัยยะมงคล หรือ กลองบูชา

กลองชัยยะมงคล หรือ กลองบูชา เป็นกลองพื้นเมืองของล้านนาแต่ดั้งเดิม โดยพบหลักฐานเกี่ยวกับกลองชัยยะมงคลในธัมม์โบราณของล้านนา ในอดีตใช้เฉพาะในวังพระยาเจ้าเมืองเป็นผู้นำมาใช้เป็นคนแรก (ชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถนำมาใช้ได้) โดยนำมาใช้ตีในช่วงเวลาที่ออกศึก ชนะศึก หรือในช่วงที่ฝนฟ้าตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาลหรือน้ำแล้งจะมีการตั้งธรรมปลาช่อนเทศน์ในพระวิหารพร้อมกับนำพระเจ้าฝนแสนห่าออกมาแห่รอบบ้านเมืองพร้อมกับตีกลองชัยยะมงคล เพื่อทานขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ปัจจุบันกลองชนิดนี้นำไปใช้ในงานเกี่ยวกับศาสนา และงานมงคลต่าง ๆ

กลองปู่จา ก๋องปูจาหรือกลองบูชา เป็นอีกวัฒนธรรมไทยล้านนาที่เกือบจะเลือนหายไป คงเหลือผู้ที่สืบทอดศิลปะแห่งกลองปูจาแค่เพียงรุ่นอายุสูงเท่านั้น
กลองปู่จา เป็นกลองโบราณชนิดหนึ่งที่ใช้ในกิจกรรมทางพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านนา ใช้ตีส่งสัญญาณบอกข่าวป่าวประกาศในชุมชน หรือใช้ตีเพื่อเป็นพุทธบูชาในวันโกน คือวันขึ้น-แรม 7 ค่ำ และ 14 ค่ำ เพื่อเตือนให้ทราบว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันพระ ตีเพื่อบอกให้รู้ว่าพิธีกรรมทางสงฆ์เสร็จสิ้น และใช้ตีในงานประเพณีต่างๆ เช่น ประเพณีณีตานก๋วยสลาก งานปอยหลวง งานฉลองสมโภชต่างๆ จนมีคำกล่าวไว้ในกลุ่มพุทธบริษัทว่า

“หากสิ้นเสียงกลองปูจาเมื่อใด
ศาสนาพุทธก็จะหมดสิ้นเมื่อนั้น…”

กลองปู่จามีลักษณะเป็นกลองใบใหญ่ขึงด้วยหนังสองหน้า ตรึงหนังด้วยหมุดไม้ เรียกว่า กลองตึ้งหรือกลองต้าง เดิมมีใบเดียวแต่ต่อมาพัฒนาเพิ่มมา 4 ใบตามความเชื่อชาวล้านนาที่มีความศรัทธาต่อพุทธศาสนา ใบเล็ก 3 ใบเรียกว่า กลองลูกตุ๊บ ซึ่งมีความหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนใบใหญ่คือศาสนาพุทธ
ทำนองที่ใช้ตีกลองปูจานี้ มี 3 ทำนอง ซึ่งมีชื่อเรียกไม่เหมือนกัน บางแห่งเรียกทำนองล่องน่าน ทำนองแซะ และทำนองสะบัดชัย แต่บางแห่งเรียกทำนองเสือขบตุ๊
สาวหลับเตอะ และสะบัดไชย  กลองปูจานั้นได้ถูกย่อส่วนกลองให้มีขนาดเล็กลงเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย เพื่อนำไปใช้ในขบวนแห่ประโคมต่างๆ จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ กลองสะบัดชัยในปัจจุบัน

จังหวะการตีกลองบูชา หรือ กลองไชยมงคล

จังหวะในการตีแบบเดิมที่ตีอยู่กับที่ในหอกลองของวัดมีลักษณะต่าง ๆ กันตามโอกาสดังนี้

๑. ตีเรียกคน เช่นมีงานประชุมหรืองานของส่วนรวมที่ต้องช่วยกันทำ ลักษณะนี้จะตีเฉพาะกลองใหญ่ โดยเริ่มจังหวะช้าและเร่งเร็วขึ้น

๒. ตีบอกเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ จะตีเฉพาะกลองใหญ่และมีจังหวะเร่งเร็วติด ๆ กัน

๓. ตีบอกวันพระ วันโกน ลักษณะนี้จะตีทั้งกลองใหญ่และลูกตุบ มีฉาบและฆ้องประกอบจังหวะด้วย จังหวะหรือทำนองในการตีที่เรียกว่า ‘ระบำ’ มี ๓ ทำนองคือ
ปูชา (ออกเสียง-ปูจา) มีจังหวะช้า ใช้ฆ้องโหม่งและฆ้องหุ่ยประกอบ
สะบัดชัย มีจังหวะปานกลาง ใช้ฆ้องโหม่ง ฆ้องหุ่ย และฆ้องเล็กประกอบ
ล่องน่าน มีจังหวะเร็ว ใช้ฆ้องเล็กประกอบ

๔. ตีในงานบุญ ลักษณะนี้จะตีทั้งกลองใหญ่และลูกตุบ จังหวะเร่งเร็วเสมอต้นเสมอปลาย โดยมีคนใช้แส้ไม้ไผ่ที่เรียกว่า ‘ไม้แสะ’ ฟาดหน้ากลองให้จังหวะ แต่ไม่มีฉาบและฆ้องประกอบ
ลักษณะการตีดังกล่าวทั้งหมดเป็นการตีอยู่กับที่ ภายหลังเมื่อเข้าขบวนแห่ก็ได้ใช้จังหวะหรือทำนอง ‘ล่องน่าน’ โดยมีไม้แสะตีประกอบด้วย ต่อมานิยมใช้จังหวะหรือทำนอง ‘สะบัดชัย’ ไม่ใช้ไม้แสะ

กลองปู่จาวัดต้นเปา2

 

กลองปู่จา คณะอื่นแก้ว

พระสิบสองปันนา โชว์ตีกลองปู่จา

กลองแอว หรือ กลองตึ่งโนง

0

กลองแอว หรือที่นิยมเรียกกันว่า กลองตึงโนง เป็นกลองพื้นบ้านล้านนาที่มีใช้อย่างยาวนาน

กลองชนิดนี้มีชื่อเรียกตามเสียงที่ได้ยินออกมาจาก การตี คือ กลองเป็นเสียง “ตึ่ง” ฆ้องเป็นเสียง “โนง” จึงนิยมเรียกว่า “กลองตึงโนง” กลองชนิดนี้เรียกอีกชื่อว่า “กลองแอว”

ชื่อเรียกของกลองแอว

กลองแอว เป็นชื่อเรียกที่มีความหมายถึง ลักษณะรูปร่างของหุ่นกลองที่ซึ่งสืบเนื่องมาจากรูปร่างของกลองที่คอดกลางคล้ายคลึงกับสะเอวของคนนั่นเอง นอกจากนั้นยังอื่นมีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น บ้างก็เรียกตามรูปร่างลักษณะที่เห็น หรือเรียกตามเสียงที่ได้ยิน บ้างก็เรียกตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา เช่น กลองเปิ้งมง, กลองต๊กเส้ง และกลองอืด เป็นต้น

ก่อนการตีจะต้องถ่วงหน้ากลองด้วยวัสดุเหนียวๆ ที่เรียกว่า จ่ากลอง ทำมาจากข้าวเหนียวนึ่งบดผสมกับขี้เถ้า แล้วแต่สูตรของแต่ละคน หรือใช้กล้วยตากอบน้ำผึ้งบด ติดไว้บริเวณหน้ากลองเพื่อเพิ่มความดังกังวาน
กลองแอวสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามขนาดและเสียง คือ กลองแอวเสียงใหญ่ เสียงกลาง และเสียงเล็ก ซึ่งแต่ละประเภทจะมีขนาดของตัวกลองที่แตกต่างกันไปตามลำดับ

ลักษณะขนาดของกลองแแอว

กลองแอว ลักษณะคล้ายกับกลองยาว แต่ใหญ่และยาวกว่ามาก ตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เป็นกลองขึงด้วยหนังหน้าเดียว มีหนังเส้นใหญ่ดึงหน้ากลองไว้โดยรอบยาวตลอดไหล่กลอง เอวคอด ตอนท้ายเรียวและบานปลายคล้ายรูปกรวย ช่วงท้ายของกลองกลึงควั่นเป็นปล้องๆ มีหลายขนาด โดยมีหน้ากลองกว้างประมาณ 35-40 ซม. ความยาวของไหล่กลองประมาณ 75-80 ซม. และความยาวช่วงท้ายประมาณ 95-100 ซม.นี้ถือเป็นกลองพื้นบ้านล้านนาที่มีการใช้ในล้านนามายาวนาน มีขนาดหน้ากว้างประมาณ ๑๒ – ๒๐ นิ้ว ยาวประมาณ ๒ วา

การตีกลองแอว

โดยปกติกลองแอวที่ใช้ในภาคเหนือ จะบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ คือ ตะโล้ดโป๊ด สว่า (ฉาบใหญ่) ฆ้องอุ้ย ฆ้องโหย้ง โดยตีเป็นเครื่องประกอบจังหวะบรรเลงร่วมกันไปตลอดรวมเรียกว่า วงกลองตึ่งโนง และในบางโอกาสมักนิยมใช้เครื่องเป่าที่มีเสียงดังประกอบด้วย คือ แน ซึ่งมี 2 เลา ได้แก่ แนน้อย และแนหลวง หรืออาจจะมีการเพิ่มจำนวนเครื่องประกอบจังหวะไปตามความนิยมของท้องถิ่นนั้นๆ การตีจะไม่นิยมตีเดี่ยว แต่จะตีประสมวงกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น เรียกว่า วงกลองแอว หรือวงตึ่งโนง

วงกลองแอว

วงกลองแอว หรือวงตึ่งโนง ในการเล่นกลองตึ่งโนงจะประกอบด้วยผู้แสดงจำนวน ๕ คน คือ กลอง , ตะหลดโป๊ด , ฆ้องย้ง (กลาง) , ฆ้องอุ้ย (ใหญ่) และฉาบ นิยมใช้ประโคมแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนเล็บ

โอกาสที่ใช้กลองแอว

แต่เดิมกลองแอวเป็นกลองที่อยู่ประจำตามวัดเกือบทุกอารามในจังหวัดทางภาคเหนือ ใช้ตีเป็นสัญญาณประจำวัด เช่น ตีเป็นกลองเพล ตีเป็นสัญญาณชุมนุมสงฆ์ในพิธีสังฆกรรม หรือรวมกระทำกิจวัตรอื่นๆ และใช้ร่วมในงานบุญต่างๆ เช่น แห่นำขบวนครัวตาน หรือเมื่อมีงานฉลองศาสนสถานของวัดที่เรียกว่า ปอยหลวง งานบวชเณรที่เรียกว่า ปอยลูกแก้ว ซึ่งถือเป็นงานที่สำคัญมาก

นอกจากนี้ยังมีการนำมาประกวดแข่งขันประชันเสียงกัน ซึ่งจะจัดในระหว่างเดือน 3 เดือน 4 ซึ่งตรงกับเดือนอ้ายเดือนยี่ในภาคกลาง หรือใช้แห่ประกอบการฟ้อน เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ในปัจจุบันนิยมนำมาแห่ในขบวนสำคัญต่างๆ โดยทั่วไป ต่อมาเมื่อมีการรณรงค์เรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมมากขึ้น จึงนิยมน ามาแห่ในขบวนต่าง ๆ รวมถึง การแสดงบนเวทีให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นได้ชม ตลอดจนมีการน ามาประกวดแข่งขันประชันเสียงกันอีกด้วย

กลองพื้นเมืองล้านนา

0

ประวัติกลองพื้นเมืองล้านนา

ล้านนาเป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน ดินแดนล้านนาเป็นแหล่งรวบรวมศิลปะวัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น คนเมือง ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทยอง ฯลฯ กลองล้านนา เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางดนตรี บ่งบอกถึงความเชื่อ ความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา เป็นสัญลักษณ์ของการประโคมในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การแห่ครัวทาน (เครื่องไทยทาน) ตีเป็นสัญญาณบอกวันพระ วันศีล หรือประโคมเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงในงานบุญต่าง ๆ นอกจากนี้แล้วกลองล้านนายังสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ในอดีตกลองปูชาและกลองไชยมงคลยังทำหน้าที่ตีเป็นสัญญาณบอกศึก บอกทิศทางเข้าโจมตี รวมถึงการรวมพลของทหาร และการเรียกประชุมของชาวบ้านในวาระต่าง ๆ

กลอง ภาษาเหนือ เรียกว่า ก๋อง เป็นเครื่องตีให้จังหวะที่มีหลายชนิด หลายขนาด ในท้องถิ่นภาคเหนือ มีทั้งประเภทขึ้นหนังหน้าเดียวและประเภทขึ้นหนังสองหน้า ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

ประเภทของกลอง

ประเภทขึ้นหนังหน้าเดียว ได้แก่

๑ . กลองหลวง หรือ กลองห้ามมาร รูป ลักษณะเป็นกลองยาวคอดกลางปลายบานเป็นลำโพงยาวประมาณ ๓ . ๐ – ๓ . ๕ เมตร ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๖๐ – ๘๐ เซนติเมตร ต้องวางบนล้อเกวียน ใช้คนลากหลายคน เวลาตีต้องขึ้นคร่อมตีหรืออยู่ด้านหน้ากลอง โดยใช้มือขวาตีโดยมีผ้าพันมือทำเป็นรูปกรวยแหลมให้ผ้าพันมือกระทบหน้ากลอง ใช้ตีเป็นสัญญาณวันพระ ๘ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำในล้านนามีประเพณีการแข่งขันตีกลองหลวง ซึ่งนิยมกันมากในช่วง พ . ศ . ๒๕๒๐ เป็นต้นมา

๒ . กลองแอว หรือ กลองตึ่งนง คำ ว่า “ แอว ” แปลว่า สะเอว เรียกตามลักษณะกลองที่มีเอวคอดกลาง ส่วนคำว่า “ ตึ่งนง ” เรียกตามลักษณะเลียนเสียงตีกลองและฆ้อง กลองแอวมีรูปทรงแบบเดียวกับกลองหลวงแต่มีขนาดเล็กกว่า คือ ยาวประมาณ ๑๗๕ เซนติเมตร ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ใช้หามหรือใช้ตั้งกับที่ตี ใช้ตีประสมวงกลองแอว และมีประเพณีการแข่งขันการตีกลองแอวเดี่ยว ๆ ด้วย

๓ . กลองปูเจ่ เป็นกลองก้นยาวแบบของชาวไทใหญ่มีขนาดเล็กกว่ากลองแอว ยาวประมาณ ๑๔๐ เซนติเมตร ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒๖ เซนติเมตร ใช้สะพายตีและเล่นประสมวงกลองปูเจ่

๔ . กลองสิ้นหม้อง เป็นกลองก้นยาวขึ้นหนังหน้าเดียวแบบของภาคกลาง รูปร่างคล้ายกลองปูเจ่ และหน้ากลองมีขนาดเท่า ๆ กัน แต่รูปทรงสั้นกว่า คือยาวประมาณ ๘๐ – ๙๐ เซนติเมตร คนตีกลอง สามารถใช้สะพายบ่าได้ ใช้แขวนแห่ต่าง ๆ

ประเภทขึ้นหนังสองหน้า ได้แก่

๑ . กลองปูชา ( อ่าน ” ก๋องปู๋จา ”) คือกลองบูชา เดิมเรียกว่ากลองนันทเภรี เป็นกลองขึ้นสองหน้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่กับที่ แต่ใช้ตีหน้าเดียว มีหน้ากว้างประมาณ ๓๐ นิ้วขึ้นไป ปกติจะตั้งไว้ที่ศาลาไว้กลองหรือตั้งไว้ภายในวัดประกอบด้วยกลองขนาดใหญ่ ๑ ใบ ซึ่งมีขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เมตร ความยาวของตัวกลองประมาณ ๑ . ๕ เมตร และกลองขนาดเล็ก เรียกว่า “ กลองแสะ ” หรือ “ ลูกตุบ ” อีก ๒ – ๓ ใบ ซึ่งมีขนาดลดหลั่นกัน กลองปูชาใช้ตีเป็นพุทธบูชาในโอกาส เกี่ยวกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เช่น วันขึ้นหรือแรม ๗ ค่ำ และ ๑๔ ค่ำ ระหว่างเข้าพรรษา เป็นต้น บางแห่งใช้ตีเป็นสัญญาณบอกเวลาด้วย เวลาตีกลองปูชา จะใช้ผู้ตี ๒ คน คนหนึ่งใช้ไม้ค้อนตี ๒ มือ ตีทั้งกลองใหญ่และกลองเล็ก เป็นทำนองต่าง ๆ อีกคนหนึ่งใช้ไม้แสะ ( ไม้ไผ่ผ่าซีกจักปลาย ) ตีขัดจังหวะกลองยืนทำนองไปตลอด นอกจากนี้หากเป็นการตีประกวดกัน ก็ยังมีคนตีฆ้อง โหม่ง และฉาบ ประกอบด้วย

๒ . กลองสะบัดชัย เป็น กลองที่ดัดแปลงจากกลองปูชา ( บูชา ) ที่มีขนาดเล็กกว่า เพื่อใช้หามนำหน้าขบวนแห่ได้ ใช้ตีเพื่อความเป็นสิริมงคลในงานมงคลต่าง ๆ ( ยกเว้นงานอวมงคล ) โดยเฉพาะนำขบวนครัวทาน กลองมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เมตร ด้านข้างหนาประมาณ ๓๐ เซนติเมตร และมีกลองเล็กที่ใช้ตีประกอบอีก ๓ ใบ เรียกว่า “ ลูกตุบ ” โดยผู้ทีตีจะเป็นคนเดียวกันกับที่ตีกลองสะบัดชัย ต่อมา ครูคำ กาไวย์ แห่งโรงเรียนนาฎศิลป์เชียงใหม่ได้นำเอา กลองรุกรัง คือกลองอย่าง กลองสะบัดชัยแทนกลองสะบัดชัยแบบดั้งเดิม

๓ . กลองมองเซิง รูปลักษณะคล้ายกลองปูชา แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนาดหน้ากลองมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔๕ – ๖๐ เซนติเมตร ด้านข้างยาวประมาณ ๗๕ – ๙๐ เซนติเมตร สามารถใช้สะพายตีได้ กติจะใช้ตีประกอบวงมองเซิงซึ่งเป็นดนตรีแบบของไทใหญ่ มีฆ้องชุดซึ่งมีขนาดและเสียงไล่ระดับกันมีสว่า ( ฉาบ ) ตีประกอบ

๔ . กลองตะหลดปด เป็นกลองสองหน้าขนาดเล็กมักนิยมแขวนติดกับกลองหลวง หรือกลองแอวใช้ตีตัดจังหวะร่วมกับการประสมวงแอวหรือวงตึ่งนง เล่นประกอบการฟ้อนเล็บ หรือฟ้อนเมือง ขนาดหน้ากลองมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ – ๒๐ เซนติเมตร ตัวกลองยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร
๕ . กลองเต่งถิ้ง หรือ กลองโป่งป้ง เป็น กลองขึ้นหนังสองหน้า มีขาตั้ง ใช้ตีทั้งสองหน้าลักษณะเดียวกับตะโพนไทยและตะโพนมอญ ใช้เล่นประสมวง “ เต่งถิ้ง ” หรือวง “ พาทย์ ” ( วงปี่พาทย์ ) และวงสะล้อ – ซึง ( ดูเรื่องการประสมวงต่อไป ) กลองชนิดนี้มีหลายขนาด มีตั้งแต่ขนาดหน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ – ๔๐ เซนติเมตร ถ้าเป็นขนาดเล็กบางทีก็เรียกว่า “ กลองโป่งป้ง ” หรือ “ กลองตัด ”

คีตาล้านนา กลองปู่จา

กลองแห่ แบบล้านนา

กลองแห่ แบบล้านนา บ้านสะแล่งต.มะเขือแจ้ ในงานดอยขะม้อ ลำพูน การแห่ก้องแห่ก๋อง ของชาวล้านนา เวลาช่วงที่มีเทศกาลต่างๆครับ ทีมแห่จากบ้าน หนองสะแล่ง ต.มะเขี้อแจ้ หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเกียวกับการทำยาสมุนไพรสะแล่งโอสถ แก้วินเวียน หน้ามือตาลายคล้ายจะเป็นลม

การแข่งกลองแอวหรือกลองตึ่งนง

กลองสะบัดชัย ( Klong SaBadChai )

แน

0

หรือปี่แน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ ตระกลูสรไน ใช้ในการเกิดทำนองในวงปี่พาทย์หรือวงพาทย์และวงกลองแอวที่แพร่หลายอยู่ในล้านนา แม้ว่าล้านนาจะมีปี่สรไนมานานแล้ว แต่ที่ต้องเรียกว่าสรไนเป็นแนนั้น อาจารย์ยงยุทธ ธีรศิลป์ สันนิษฐานว่าน่าจะเรียกตามชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า มีการแบ่งแนออกเป็น ๒ ชนิด คือ
๑. แนหน้อย ใช้บรรเลงนำมีเสียงสูงพลิ้ว ภาษาล้านนาเรียกว่าเสียง “อิ้ว” หรือ “ลิ้ว” สามารถเลียนแบบเสียงธรรมชาติได้เกือบทุกอย่าง
๒. แนหลวง มีขนาดใหญ่กว่า และเสียงทุ้มต่ำ เวลาเล่นประสมวงจะเป่าเสียงเลอๆ คือเป่าตามทำนองหลักไม่มีลูกเล่น

ลักษณะโดยทั่วไปของแน ก็เช่นเดียวกันกับปี่ในตระกูลสรไนทั้ง หลาย คือ เป็นปี่ที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนเป็นเสียงได้ โดยมีรูปแบบของการผลิตเสียงเป็นแบบลิ้น (Reeds) ประเภทของลิ้นจัดอยู่ในแบบกระทบ (Concussion Reeds) ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นลิ้นคู่ (Double Reed) สำหรับปี่ไทยทั้งหลายและแน ของเชียงใหม่เป็นลิ้น  2  คู่  หรือ  4  ชิ้น (Quadruple Reed) ส่วนแนของลำปางนั้น มีลิ้น  3  คู่  หรือ  6  ชิ้น (Hexadruple Reed) โดยทั่วไปแล้ว แนประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

1. ลิ้นเป่า
2. ท่อ (กำพวด หรือ ประทวด)
3. ถะแหว (กะบังลม)
4. เลาแน
5. รูบังคับเสียง
6. ถวา (ลำโพง)
7.เชือกรั้ง
ซึ่งจะได้อธิบายเพิ่มตามหัวข้อ ดังนี้

    1.  ลิ้นแน
ลิ้นแน เป็นลิ้นคู่แบบกระทบ มีจำนวน 2 – 3 คู่ หรือ 4 – 6 ชิ้น นิยมใช้ใบตาลที่เรียก “ตาลแฮ” ซึ่งมีคุณสมบัติ บาง ลื่น มีความเหนียว ไม่อ่อนตัวง่าย ใช้เป่าได้นาน ให้เสียงที่มีคุณภาพดี  ลิ้นแนที่ทำจากตาลแฮมักใช้ใบสด เลือกเอาใบที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป เมื่อฉีกออกมาจากทางหรือก้านแล้ว นำมามัดรวมกันล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นจึงนำไปต้ม ส่วนมากมักฝากต้มไปกับหม้อน้ำที่ใช้นึ่งข้าวเหนียว บางรายก็ใช้วิธีต้มโดยผ่ามะเขือขื่นที่แก่จัด 2 – 3 ลูก ใส่ลงไปในน้ำที่ต้มด้วย  และอาจต้มถึงสองน้ำ บางรายต้มกับมะขามเปียก เกลือ และอาจใส่ปูนกินหมากลงไปด้วย เมื่อน้ำงวดลง ให้เติมน้ำ ต้มต่อไป ทำเช่นนี้  2  ครั้ง  วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ใช้วิธีนึ่ง โดยนำไปวางไว้บนข้าวเหนียวในไหข้าวขณะที่มีการนึ่งข้าว เพื่ออาศัยไอน้ำที่ทำให้ข้าวเหนียวสุกนั้นทำให้ใบตานพลอยสุกไปด้วย
เสร็จจากกรรมวิธีทำให้ใบตาลสุกแล้วก็จะนำมาผึ่งแดดให้แห้ง บางรายมีการใช้เตารีดทับอีกครั้งหนึ่ง ใช้กรรไกรตัดให้มีความยาวพอสำหรับการทำลิ้นแนแล้วจึงม้วนเก็บไว้ในกล่อง  เมื่อหากต้องการทำแนเมื่อใด ก็นำใบตาลมาแช่น้ำอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อทำให้นิ่มและสะดวกต่อการตัดแต่งต่อไป

    2.  ท่อ (กำพวด หรือ ประทวด)
ท่อ คือส่วนสำหรับเสียบลิ้น มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กเชื่อมต่อโดยเสียบเข้ากับเลา ท่อทั่วไปมักทำด้วยโลหะประเภททองเหลือง ยุคก่อนนิยมใช้ทองเหลืองฝาบาตร ด้วยว่ามีความหนากำลังพอเหมาะ วิธีทำคือ เหลาไม้ให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตามที่ต้องการ (ประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร) จากนั้นนำทองเหลืองที่ตัดเตรียมไว้มาพันกับไม้ แล้วค่อยๆ คลึงจนทองเหลืองแนบสนิทดีกับไม้  แล้วจึงเอาขี้ผึ้งแท้ชันให้รอบ  จากนั้นใช้ด้ายพันรอบหลายๆ ชั้นเพื่อกันลมรั่ว และช่วยให้เกิดการกระชับแน่นเมื่อนำไปเสียบเข้ากับรูเลาแน

ความกว้างของรูท่อ มีผลต่อคุณภาพของเสียงด้วย คือ รูท่อแคบจะทำให้เป่าง่ายไม่เปลืองลม แต่เสียงแนที่ได้มักจะแบน คือ เสียงจะบีบ ลักษณะเล็กแหลม หากรูท่อกว้างแม้จะเปลืองลมบ้างก็ตาม แต่จะได้เสียงที่ดังกังวานไปในวงกว้าง  ดังนั้นสล่าแนหรือคนเป่าแนจึงมีท่อส่วนตัวที่มีขนาดเหมาะสมกับกำลังลมของตน
ความยาวของท่อแนหน้อยประมาณ 4 – 6 เซนติเมตร ท่อแนหลวงประมาณ 5.0 – 7.5 เซนติเมตร เหตุผลที่ท่อแนต้องมีความยาวแตกต่างกันนั้นก็  เพื่อใช้ในการเทียบเสียงให้เข้ากันตามหลักการที่ว่า หากท่อมีขนาดของแนผ่าศูนย์กลางเท่ากันแล้ว ท่อที่ยาวกว่าเสียงจะต่ำกว่าท่อที่สั้น ดังนั้นสล่าแน (คนเป่าแน) จึงต้องมีท่อที่มีความยาวต่างกันไว้หลายอัน สำหรับปรับเสียงให้เข้ากับแนเลาอื่นหรือวงดนตรีอื่น

    3.  ถะแหว (กะบังปี่หรือกะบังลม)
แนโดยทั่วไปจะมีถะแหวซึ่งเป็นแผ่นแบนวงกลมทำด้วยทองเหลือง กะลามะพร้าวหรือพลาสติก เป็นส่วนต่อจากลิ้นปี่ลงมา ประโยชน์คือบังไม่ให้ลมรั่วจากปาก ช่วยผ่อนคลายมิให้ผู้เป่าเกร็งริมฝีปากนานจนเกินไป  แต่แนแบบลำปางไม่มีถะแหว

    4.  เลาแน
เลาแนส่วนมากจะทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้เกล็ด (ชิงชัน) มะเกลือ ประดู่ ลักษณะภายในของเลาแนจะเป็นท่อผาย คือ ส่วนบนหรือส่วนที่ใช้เสียงท่อจะมีขนาดเล็ก แล้วจึงค่อยผายออกตรงปลายของเลาแน

    5.  รูนับ หรือ รูนิ้ว
แนของลำปางมี  6  รูและมีรูคางหรือรูนิ้วค้ำ ส่วนแนเชียงใหม่และลำพูนมี  7  รู ไม่มีรูคาง  รูคางหรือรูนิ้วค้ำนี้จะอยู่ตรงกันกับรูบนสุดพอดี รูปแบบของการวางมือและนิ้วของแนแบบ  7  รูนั้น มือด้านบนจะใช้  4  นิ้ว มือด้านล่างใช้  3  นิ้ว ส่วนแนที่มี  6  รู  นั้น ทั้งมือด้านบนและด้านล่างจะใช้ข้างละ  3  นิ้วเท่ากัน แนทั้งสองชนิดนี้จะใช้มือซ้ายหรือขวาอยู่บนหรือล่างได้ตามความถนัด

    6.  ถวาแน (ลำโพง)
ถวา (อ่าน – ถะหวา) ถวาแนหลวง ทำด้วยโลหะ เช่น ทองเหลือง สำริด หรือเงิน ถ้าเป็นถวาแนน้อยแบบลำปางจะทำด้วยไม้ซึ่งต่างจากเชียงใหม่ ที่ถวาแนหน้อยทำด้วยโลหะ เช่นเดียวกับแนหลวง  ถวา แนนอกจากจะมีประโยชน์ในการเป็นลำโพงเสียงให้กระจายออกไปได้ดีแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการปรับแต่งเสียงต่ำสุดของแนไม่ให้เลอ (เพี้ยน) อีกด้วย

    7.  เชือกรั้ง
เป็นเชือกใช้ผูกถวามิให้หลุดออกจากเลาแน และยังเป็นตัวรั้งให้ถวาอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการหลังจากการปรับเสียงแล้ว วัสดุที่นำเอามาทำเป็นเชือกรั้ง ที่ยอมรับกันว่าสวยงามก็คือ สายนกหวีดของตำรวจหรือสายสะพายดาบ

รายละเอียดเกี่ยวกับแนยังมีอีกมาก โปรดติดตามต่อในวันอังคารต่อไป

สนั่น   ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ภาพลายเส้นโดยเนติ พิเคราะห์ และภาพประกอบโดยจรัสพันธ์  ตันตระกูล )

ขอบคุณข้อมูลจาก  สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ต้นฉบับ :http://art-culture.chiangmai.ac.th/academic/natha/2548/09/27/

สะล้อ

0

สะล้อ เครื่องดนตรีพื้นเมืองล้านนา ทำจากกะลามะพร้าว เป็นประเภทเครื่องสี

เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสีของล้านนา มีลักษณะคล้ายซออู้ ของไทยภาคกลาง พบว่าในโคลงนิราศหริภุญชัยเรียกเครื่องดนตรีนี้ว่า “ธะล้อ” เครื่องดนตรีนี้น่าจะมาจากภาษาขอมว่า “ทรอ” ซึ่งทางภาคกลางอ่านเป็น “ซอ” แต่ทางล้านนาเสียงอ่านเป็นสองพยางค์ “ทะรอ-ทะลอ-ธะลอ-ธะล้อ-สะล้อ”

กะโหลกซอทำด้วยกะลามะพร้าวตัดปาดกะลาออกเสียด้านหนึ่งแล้วใช้แผ่นไม้บางปิดแทนการขึ้นหนัง คันชักทำด้วยไม้จริงยาวประมาณ 70 ซม. ใช้ขนหางม้าหรือเส้นเอ็นขนาดเล็กสำหรับขึ้นคันชัก เวลาสีคันชักจะแยกออกจากตัวสะล้อ สะล้อโดยทั่วไปจะมีเพียง 2 สาย ทำด้วยลวดโลหะ ลูกบิดมี 2 อัน เจาะรูเสียบทแยงไปในคันทวน ช่างทำสะล้อมีการแกะสลักลวดลายกะโหลกและคันทวนด้วย
จากหลักฐานพบว่าใน โคลงนิราศหริภุญชัย เรียกเครื่องดนตรีนี้ว่า ธะล้อ โดยการสันนิษฐานชื่อที่ใช้เรียกเครื่องดนตรีนี้น่าจะมาจากภาษาขอม ว่า ทรอ ซึ่งทางภาคกลางอ่านว่า ซอ แต่ทางล้านนาแยกเสียงอ่านเป็นสองพยางค์ ทรอ–ทะลอ –ธะลอ –ธะล้อ –สะล้อ

ในปัจจุบันสะล้อที่นิยมใช้อยู่มี 3 ขนาด คือ สะล้อหลวง สะล้อกลาง และสะล้อเล็ก ที่นิยมบรรเลงกันอย่างแพร่หลายคือ คือ สะล้อหลวง และสะล้อกลาง ส่วนสะล้อเล็กไม่ค่อยเป็นที่นิยม

สะล้อหลวง คันทวนยาวประมาณ 75-80 ซม. หน้าซอกว้างประมาณ 13-14 ซม. ลีลาในการบรรเลงไม่ค่อยมีลูกเล่นมากนัก มีลักษณะการไล่เสียงเหมือนกับสะล้อเล็ก แต่เสียงจะทุ้มต่ำกว่า โดยตั้งเสียงแบบลูกสี่ หากเทียบเป็นเสียงสากลคือ สายทุ้มเป็นเสียง ซอล สายเอกเป็นเสียง โดสูง

สะล้อกลาง คันทวนยาวประมาณ 70-75 ซม. หน้าซอกว้างประมาณ 12 ซม. ลีลาในการบรรเลงจะสอดรับกันระหว่างสะล้อหลวง และสะล้อเล็ก ในวงสะล้อซึงทั่วไปนิยมให้สะล้อกลางเป็นตัวขึ้นเพลง และนำเพลง โดยตั้งเสียงแบบลูกสาม หากเทียบเป็นเสียงสากลคือ สายทุ้มเป็นเสียง โดต่ำ สายเอกเป็นเสียง ซอล

สะล้อเล็ก คันทวนยาวประมาณ 65-70 ซม. หน้าซอกว้างประมาณ 10 ซม. ลีลาในการบรรเลงค่อนข้างโลดโผน มีเสียงแหลมเล็ก สอดรับกับเสียงสะล้อกลาง โดยตั้งเสียงแบบลูกสี่ หากเทียบเป็นเสียงสากลคือ สายทุ้มเป็นเสียง ซอล สายเอกเป็นเสียง โดสูง

โดยทั่วไปนิยมบรรเลงร่วมกับซึงเรียกว่า วงสะล้อซึง ซึ่งเป็นวงที่มีเสียงจากเครื่องสายเป็นหลัก นิยมใช้เล่นกันตามท้องถิ่นภาคเหนือทั่วไป จำนวนเครื่องดนตรีที่ใช้ประสมวงนั้นไม่แน่นอน แต่จะมีสะล้อและซึงเป็นหลักเสมอ นอกจากนั้นจะมีเครื่องดนตรีอื่นๆเข้ามาประกอบ เช่น ปี่ก้อย หรือ ขลุ่ย กลองป่งโป๊ง ฉิ่ง ฉาบ นิยมใช้บรรเลงเพลงพื้นบ้านที่ไม่มีการขับร้อง เช่น เพลงประสาทไหว ล่องแม่ปิง เป็นต้น หรือจะบรรเลงเพลงที่มีการขับร้องก็ได้ ในปัจจุบันสามารถใช้บรรเลงเพลงสมัยใหม่ เช่น เพลงลูกทุ่ง ได้อีกด้วย

ประเภทของสะล้อ

๑.สะล้อใหญ่ มี ๓ สาย ตั้งเรียงคู่สี่และคู่สามร่วมกันหากเทียบกับเสียง ดนตรีสากลคือเสียงโด ซอล โด
๒.สะล้อกลาง มี ๒ สาย ตั้งเสียงคู่สี่ เทียบกับเสียงดนตรีสากล สายเอกคือเสียงโด สายทุ้มคือเสียง ซอล
๓.สะล้อเล็ก มี ๓ สาย ตั้งเสียงคู่สาม เทียบกับเสียงดนตรีสากล สายเอกคือเสียงซอล สายทุ่มคือเสียงโด

บทบาทและลีลาของสะล้อแต่ละชนิด

๑. สะล้อใหญ่ มีลักษณะร่วมทางเสียงระหว่างสะล้อเล็กและสะล้อกลางแต่เสียงทุ้มต่ำบทบาทคล้ายคนมีอายุมากไม่ค่อยมีลีลาและลูกเล่นมากนัก
๒. สะล้อกลาง บทบาทคล้ายคนวัยกลางคน มีลีลาสอดรับกับสะล้อใหญ่และสะล้อเล็ก
๓. สะล้อเล็ก บทบาทคล้ายคนคะนอง มีเสียงแหลมเล็ก ลีลาโลดโผนล้อและรับเสียงสะล้อกลาง ซึงและขลุ่ย

ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในวงการนาฏศิลป์และดุริยศิลป์ของล้านนาอย่างยิ่ง วงสะล้อ-ซึง จึงมีบทบาทเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการบรรเลงประกอบละครร้องและฟ้อนรำ จึงถือได้ว่าเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ และแพร่กระจายจากวังสู่ชาวบ้าน อีกประการหนึ่งซึ่งต้องกล่าวถึง คือการใช้วงสะล้อ-ซึง ประกอบพิธีกรรมและความเชื่อ คือบรรเลงประกอบประเพณีฟ้อนผี ซึ่งแต่เดิมไม่นิยมใช้บรรเลงเพราะมีเสียงเบา ภายหลังเมื่อมีเครื่องขยายเสียง จึงทำให้ วงสะล้อ-ซึง มีบทบาทหน้าที่ในพิธีกรรมนี้อีกโสดหนึ่ง

ครูเรืองศิลป์ แนะนำ “สะล้อ”

เล่น สะล้อ โดย ครูแอ๊ด ศูนย์การเรียนรู้เพลงพื้นบ้านล้านนา

ล่องแม่ปิง สะล้อ เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงเพลง โดย ครูยิ่ง

 

พิณเพียะ (พิณเปี๊ยะ)

0

เครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดอย่างหนึ่งของล้านนาที่มีมาแต่โบราณ แต่กำลังจะเสื่อมความนิยมและอาจจะสูญสิ้นไปในที่สุด เพียะ เป็นเครื่องดนตรีโบราณชนิดหนึ่งปรากฏชื่อในชุดดนตรีในวรรณกรรมหลายชิ้น เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด มีสายโลหะตั้งแต่ ๑ ถึง ๗ สาย มีกล่องเสียงทำด้วยกะลามะพร้าวผ่าครึ่ง คันเพียะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน หรือไม้มะเกลือ หัวเพียะ ทำด้วยสำริดอาจประดิษฐ์เป็นรูปหัวช้าง
หัวนกหัสดีลิงค์ หรือหัวนกยูงบ้าง แต่เพียะเป็นเครื่องดนตรีที่หัดเล่นได้ยาก เสียงของเพียะเบามาก ผู้ฟังต้องตั้งใจ และมีสมาธิซึ่งถือว่าบริโภคยาก ทำให้เพียะเสื่อมความนิยมไป
ส่วนประกอบของเพียะ
๑.กะโหล้ง
๒.เสาค้ำ
๓.หวายรัด
๔.คันเพียะ
๕.หลักเพียะ
๖.สายเพียะ
๗.หน่อง
๘.หัวเพียะ

ซึง

0

เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนาที่มีลักษณะเรียบง่าย ชาวบ้านสามารถทำเล่นเองได้และปัจจุบันก็ยังเป็นเครื่องดนตรีที่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลายอีกด้วย ซึงมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับพิณ หรือซึงของภาคอีสาน ในบางท้องที่เรียกเครื่องดนตรีนี้ว่า “พิณ” (อ่าน ”ปิน”) แต่ในวรรณกรรมบางเรื่องและโครงนิราศหริภุญชัยเรียกว่า “ติ่ง” หากเปรียบเทียบกับเครื่องดนตรีของชาติอื่นๆ ก็พบว่าคล้ายกับกระจับปี่ของจีนหรือคล้ายกับกีต้าร์ หรือแมนโดลินอันเป็นเครื่องดนตรีด้วยสากลด้วย ซึงแบ่งออกเป็น ๓ แบบ คือ
แบ่งตามขนาดออกเป็น
๓ ขนาด คือ
๑. ซึงใหญ่
๒. ซึงกลาง
๓. ซึงเล็ก
๔. ซึงตัด

แบ่งตามการตั้งเสียง
๑. ซึงลูกสาม ตั้งเสียง โด-ซอล โดยตั้งสายทุ้มเป็นเสียงโดตั้งสายเอกเป็นเสียง ซอล มักจะเป็นซึงใหญ่และซึงเล็ก
๒. ซึงลูกสี่ ตั้งเสียง ซอล-โด โดยตั้งสายทุ้มเป็นเสียง  ซอล ตั้งสายเอกเป็นเสียงโด มักจะเป็นซึงกลาง และซึงตัดซึ่งมีขนาดเล็กสุด

ปี่จุม

0

(อ่านว่า-ปี่จุม) เป็นเครื่องดนตรีล้านนา ซึ่งไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจนเหตุที่เรียกว่า ปี่ชุม เพราะใช้บรรเลงเป็นชุมหรือชุด คือ ประกอบไปด้วยปี่ตั้งแต่ 3 เลาขึ้นไปใช้เป่าประกอบกับการขับซอ คือ การขับเพลงปฏิพาทย์แบบล้านนา ปี่ชุมแบ่งตามขนาด มี4ชนิด ได้แก่
๑. ปี่แม่ หรือปี่เค้า เป็นปี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีเสียงทุ้มต่ำ ทำหน้าที่ประสานเสียงมิให้เสียงของวงแหลมเกินไป
๒. ปี่กลาง เป็นปี่ที่มีขนาดกลางๆ มีระดับเสียงกลาง
๓. ปี่ก้อย มีเสียงพอดี ผู้เป่าปี่ทุกเลาในวงต้องฟังเสียงปี่ก้อย การขึ้นหรือการลงทุกเพลงนั้นปี่ก้อยจะเป็นผู้นำทั้งสิ้น
๔. ปี่เล็ก มีขนาดเล็กที่สุด มีเสียงเล็กแหลม ใช้ตัดเสียงปี่เลาอื่น

เพลงน้อยใจยา – จรัล สุนทรีย์

0

เรื่องราวของ “น้อยใจยา – แว่นแก้ว” เป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มชาวบ้านชื่อ “น้อยใจยา” (คนเมืองเวลาบวชเป็นเณร เมื่อสึกออกมาจะนำหน้าว่า “น้อย” นำหน้า ส่วนถ้าสึกจากพระ จะเรียกว่า “หนาน”) ได้รักชอบพอกันกับ “นางแว่นแก้ว” ลูกสาวคหบดี แต่ว่าตางบ้านนางแว่นแก้วได้หมั่นหมายนางแว่นแก้วไว้กับ “ส่างนันตา” พ่อค้าชาวปะหล่องตองสู (พม่า) ข่าวนี้ก็ไปเข้าหูน้อยใจยา น้อยใจยาเลยนัดนางแว่นแก้วมาสอบถามความจริง พอซักถามความจริงแล้วน้อยใจยาก็รู้ว่า แท้จริงแล้วนางแว่นแก้วได้รักน้อยใจยาอย่างแนบแน่น จึงตัดสินใจที่จะพากันหนี แต่หนีได้ไม่นานเท่าไร พ่อของนางแว่นแก้วกับส่านนันตา ก็พาคนออกติดตาม จนพบทั้งสองในที่สุด เรื่องราวก็เลยขึ้นโรงขึ้นศาล เพื่อให้ศาลตัดสินปัญหาความรักในครั้งนี้ ส่างนันตาหาว่าน้อยใจยา ได้ลักคู่หมั้นหนีไป แต่พอซักถามไปมา ตัวน้อยใจยากับนางแว่นแก้วก็ชนะความ ทำให้ทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกันในที่สุด (“น้อยใจยา – แว่นแก้ว” เป็นบทละครที่ท้าวสุนทรพจนกิจ (ใหม่ บุญมา) กวีประจำราชสำนักของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประพันธ์ขึ้นถวาย (ตามที่พระราชชายาทรงผู้เรื่อง) และประทานอนุญาตแสดงในโอกาสคล้ายวันประสูติ (ครบ 60 พรรษา แสดงที่วัดสวนดอก) ซึ่งพระราชชายาทรงแกัไขบทบางตอนให้เหมาะสม พร้อมกับทรงประพันธ์คำร้องประกอบทำนองเพลง พื้นเมืองเดิมของล้านนา

เพลง น้อยใจยา
ศิลปิน จรัล สุนทรีย์

เนื้อร้องน้อยใจยา
@จรัล & สุนทรีย์
.
(..ชาย.)
ปวง ดอกไม้ เบ่งบานสลอน….
ฝูงภมร ภู่ผึ้งสอดไซร้
ดอกพิกุลของเปิ้นต้นใต้
ลมปัดไม้มาสู่บ้านตู๋
ฮู้แน่ซัดเข้าสอดสองหู
ว่าสีจมปู ถูกป้อมเก๊าเนิ้ง….
เก๊ามันต๋าย ป๋ายมันเซิ่ง
ลำกิ่งเนิ้ง ต๋ายโก่นตวยแนว
ดอกพิกุล ก่คือดอกแก้ว
ไปเป๋นหองเปิ้น แล้ว เหนอ
….(.หญิง.)
แปม เก๊าเนิ้ง กิ่งมันบ่ถอน….
บ่ไหวคลอนเฟือนเตี่ยงมันแต้เล่า
ต๋ามกำลม เปิ้นปัดออกเข้า
มีแต่เก๊า ไหวหวั่นคลอนเฟือน
กิ่งมันแต้ บ่แซสะเหลือน
บ่เหมือนลมเจย
ลำเพย ก่จะนั้น….
ใจ๋คำญิง นี้หนิมเตี่ยงมั่น
บ่เป๋นหองเปิ้น..คนใด
ยังเป๋นกระจก แว่นแก้วเงาใส
บ่ไหวคลอนเงี่ยง จาย เหนอ
….(.ชาย..)
ตั๋ว ปี้น้อยจักขอถาม….
ต๋าม กำลมเปิ้นมาเล่าอู้
ว่านายมีจู้ อยู่บ้านวังสิงห์คำ
ฝ่ายตางปู้นเปิ้นมาใส่ผะจ๋ำ
บ้านวังสิงห์คำ เปิ้นมาหมั้นก่ไว้แล้ว….
ตางฝ่ายปั๋นตั๋ว น้องนางแว่นแก้ว
ก่ตกลงแล้ว บ่ไจ่กาหา
เปิ้นจะกินแขก แต่งก๋านก่วิวาห์
เมื่อใดจา ปี้น้อยไคร่ฮู้เก้า….
ส่วนไจยาบ่สมเปิงเจ้า
เพราะเขียมเข้าของ..เงินทอง
ฝ่ายตางนาย บ่หมายเกี่ยวข้อง
มาละหมองต่ำ ก้อย เหนอ
….(.หญิง.)
ตั๋ว น้องนี้บ่ลาไหลหลง….
ก๋านตกลงก่ยังบ่แล้ว
จึงเจิญตั๋วปี้มาห้วยแก้ว
เพราะใคร่ฮู้กำฟู่กำจ๋า
จึงเจิญน้อย ปี้มาเปิกษา
จะว่าใดจา ตั๋วน้องก่ไคร่ฮู้….
ก๋านตี้มาฟู่อู้
จะเอาเป็นจู้กาว่าเอาเป๋นเมีย
หรือจักลบล้างลืมลายหน่ายเสีย
บ่เอาเป๋นเมีย
หรือจักทิ้ง เสียแล้ว….
หรือเอาเป๋น เมียนางจ้างแก้ว
อยู่เป๋นกู้ ข้างเตียมคิง
ขอบอกนายหื้อแน่ใจ๋จริง
บ่อำพรางนาถ น้อง เหนอ
….(..ชาย.)
บ่จุ๊หรอกน้อง หื้อหม่นหมองหมาง..
บ่ล่อลวงพรางแม่นางฮ้างแค้ว
ปี้หมายเอาเป๋นเมียนางจ้างแก้ว
บ่หื้อคลาดแคล้วเรื่องกำสีเนห์
หลอนแก้วน้องใจยังบ่เหว
เตี่ยงสมคะเน เหมือนปี้กึ๊ดเล่า….
หลอนปี้จุ๊ก็ยังล่ายเจ้า
ขอหื้อฟ้าผ่าหัวแม่เมียตาย
ลูกแม่ญิง อู้เล่นก่บ่ดาย
ลูกป้อจาย อู้แต้ก่บ่ปัง….
หลอนนายต๋ายไปเป๋นไก่ตั้ง
ปี้น้อยจักต๋ายเป็นพื้น
ฟู่บ่ถูก วันฟูกก่บ่ขืน
ฟู่ม่าคืนตึงบ่ขืนเมื่อจ้าว….
ก๋านฮักกั๋นหองข้าตึงเจ้า
เผียบเหมือนเหล้า..กับปาง
ปากกำไดปี้ก็ตึงอ้าง
บ่ไจ่จางจาก น้อง เหนอ
….(.หญิง.)
หลอน ว่าแต้เหมือนดั่งกำจา….
น้องขอสัญญากับตั๋วปี้น้อย
บ่ขอฮักไผ ซักเต้ากึ่งก้อย
ขอฮักปี้น้อย ไจยานี้ก่คนเดียว
คนอื่นนับร้อยตึงบ่แลบ่เหลียว
จะขอฮักเดียวจายเดียวก่เต้านี้….
หลอนว่าน้องจุ๊หรือสัปปะรี้
ขอหื้อฟ้าผ่าหัวพ่อผัวต๋าย
ลูกแม่ญิงบ่ไจ่ว่าบ่ดาย
ลูกป้อจายขี้จุ๊ก่แต้ๆ….
กิ๋นก่ยังตึงแก้ สะเรียมยำใส่แย้
บะเขือแจ้ยำใส่เตา
หลอนปี้น้อยไจยาฮักแต้ข้าเจ้า
ก็ยินดีจิ่ม แต้ เหนอ

ประวัติดนตรีล้านนา

0

ดนตรีการล้านนามีมานานตามที่ปรากฏจากหลักฐานในอดีตถึงปัจจุบันกล่าวถึงเครื่องดนตรีบางประเภทอาจไม่มีใครเคยคิดว่าเป็นสิ่งที่อยู่กับล้านนามาก่อน เช่น จะเข้ แตรสังข์ และแคน เครื่องดนตรีเหล่านี้แพร่กระจายในแถบล้านนาและไทยมาช้านาน จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์อาจจะกล่าวได้ว่าดนตรีล้านนาในอดีตมักมีบทบาทที่โยงใยกับชีวิตความเป็นอยู่และที่สำคัญยังโยงใยกับศาสนาและกษัตริย์โดยเฉพาะเชิงพิธีกรรมดังปรากฏในจารึกหลักที่ ๖๒ ของวัดพระยืน ต.เวียงยองอ. เมือง จ.ลำพูนจารึกเมื่อพ.ศ.๑๙๑๓มีข้อความกล่าวไว้ว่า

…ตีพาทย์ ดังพิณ แตรสังข์ ค้อง กลอง ปี่สรไน พิสเนญชัย ทะเทียด กาหล แตรสังข์ มรทรค์ ดงเดือด เสียงเลิศเสียงก้อง อีกทั้งคนโห่อื้อ ดาสะท้าน ทั่วทั้งนครหริภุญชัยแล…

เครื่องดนตรีที่กล่าวถึงนี้ล้วนเป็นเครื่องประโคมที่มีความสัมพันธ์กับพิธีกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธในแถบสุโขทัยและล้านนา เพราะจารึกของวัดพระยืนเป็นการจารึกเรื่องราวของพระมหาสมุนเถระที่มาจากสุโขทัย

การดำรงอยู่คงต้องอาศัยปัจจัยสำคัญอย่างน้อย ๒ ประการได้แก่ แรงสนับสนุนส่งเสริม และ ความนิยม ซึ่งแรงสนับสนุนส่งเสริมที่ปรากฏชัดได้แก่ การจัดสอนฟ้อนรำและดนตรีในราชสำนักอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในระยะแรกอาจสอนเฉพาะแบบราชสำนัก ต่อมามีการส่งเสริมการฟ้อนรำและดนตรีพื้นบ้านเข้าไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศในรัชกาลที่ ๕ มีท่านทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาดนตรีไทยภาคกลาง มโหรี ปี่พาทย์เป็นต้น ทางด้านการละคร ทรงฝึกซ้อมให้คณะละครรำของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์โดยดัดแปลงให้เข้ากับทางล้านนา

สำหรับดนตรีถึงแม้จะไม่มีหลักฐานอ้างอิงว่าทรงส่งเสริมเครื่องดนตรีล้านนาชนิดใด แต่พออนุมานหรือคาดเดาจากร่องรอยการแสดงที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน เช่น ละครร้องเรื่องน้อยใจยา น่าจะใช้สะล้อและซึงเป็นหลัก การฟ้อนเล็บ น่าจะใช้วงกลองตึ่งนง ส่วนฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนดาบ น่าจะเป็นวงปี่พาทย์ (วงเต่งถิ้ง) เป็นต้น

ฟ้อน

0

ฟ้อน การแสดงพื้นบ้านภาคเหนือ การแสดงล้านนา

ฟ้อน คำว่าฟ้อน หมายถึงการแสดงออกด้วยท่าทางต่าง ๆ จะโดยธรรมชาติหรือปรุงแต่งไปแล้วก็ตาม ตรงกับคำว่า “ รำ “ ในภาษาถิ่นภาคกลาง ด้วยเหตุนี้ ภาษาถิ่นล้านนาจึงเรียกกระบวนรำชุดต่างๆ ทั้งหมดว่าฟ้อนมาตั้งแต่อดีต เช่น ฟ้อนแห่ครัวทาน ฟ้อนผี ฟ้อนม่าน ฟ้อนเงี้ยว ฯลฯ

การฟ้อน

การฟ้อน ของชาวล้านนาในอดีตประกอบไปด้วยลีลาท่าทางที่เลียนแบบหรือดัดแปลงแบบหรือ แปลงมาจากธรรมชาติ มักมีลักษณะเป็นศิลปะตามเผ่าพันธุ์โดยแท้จริง กล่าวคือเชื่องช้าแช่มช้อยสวยงาม ไม่มีลีลาท่ารำที่ซับซ้อนยุ่งยาก ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับใด ๆ เป็นกระบวนท่าง่าย ๆสั้น ๆมักแสดงเป็นชุด ๆมีมากมายหลายรูปแบบ และขนานนามชุดการแสดงหรือกระบวนฟ้อนนั้นๆ ตามเชื้อชาติของผู้ฟ้อน ซึ่งเรียกตามภาษาถิ่นพื้นเมืองว่า ช่างฟ้อน ( อ่าน “ จ้างฟ้อน “ ) และหมายรวมกันไปหมดทั้งชายและหญิง ดังนั้น ตนม่านหรือชาวพม่าฟ้อน ก็จะเรียกการแสดงหรือการฟ้อนชุดนั้นว่า ฟ้อนม่าน คนไตหรือคนไทใหญ่หรือหรอคนเงี้ยว หรือฟ้อนไท ( อ่าน “ ไต ” แต่ไม่เรียก ฟ้อนไทใหญ่ ”

ครั้นบ้านเมืองเจริญขึ้น การคมนาคมติดต่อสื่อสารสะดวกสบายมากขึ้น ประชากรมีการศึกษาแพร่หลายมากขึ้นมีการติดต่อกับสยามประเทศมากขึ้น อิทธิพลของ “ รำไทย ” . ในราชสำนักสยาม ซึ่งมีระเบียบแบบแผนที่ดีกว่า สวยงามกว่าจึ่งเริ่มเข้ามาเกี่ยวพันกับการฟ้อนพื้นเมืองล้านนาเริ่มแปร เปลี่ยนไป กระบวนฟ้อนชุดต่างๆ ที่มีอยู่เดิมและมีประดิษฐ์ขึ้นใหม่จึงเริ่มผิดแผกแตกต่างกันออกไป

หลังปีพุทธศักราช ๒๔๕๖ เป็นต้นมา การฟ้อนในล้านนาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เหตุเป็นเพราะพระราชชายาเจ้าดารารัศมีฯได้กราบบังคมลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖กลับไปประทับ ณ นครเชียงใหม่ พร้อมกับเจ้าแก้วนวรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ท่านสุดท้ายแห่งมณฑลพายัพ ( พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยุบเลิกประเทศราชรวมเป็นมณฑลหนึ่งของประเทศสยาม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๖ ) ที่ขึ้นไปรับพระราชทานยศและตำแหน่งเป็น “ เจ้าแก้วนวรัฐประพันธอินทนันทพงษ์ ดำรงพีสีนครเขตร ทศลักษณ์เกษตรอุดม บรมาราชสวามิภักดิ์ บริรักษ์ปัจฉิมานุทิศ สุจริตธรรมธาดา มหาโยนางคราชวงศาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ ( แก้ว )”

ในการเสด็จฯ กลับมาครั้งนี้ พระราชชายาฯ ได้นำแบบอย่างการฟ้อนรำในราชสำนักสยามมาเผยแพร่ในเชียงใหม่พร้อมทั้งนำครู ละคร ดนตรี จากกรุงเทพฯ ขึ้นมาฝึกหัดถ่ายทอดให้กับพวกตัวละครทั้งในวังของท่านและในคุ้มเจ้าผู้ครอง นครเชียงใหม่ เป็นเหตุให้การฟ้อนรำในเชียงใหม่เกิดการแตกต่างขึ้น เป็น ๒ แบบ คือ

แบบที่ ๑ เป็นแบบที่มีมาแต่เดิม เรียกทางวิชาการว่า “ แบบพื้นเมืองหรือแบบดั้งเดิม “

แบบที่ ๒ เป็นแบบที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและประดิษฐ์ขึ้นใหม่เรียกทางวิชาการว่า “ แบบราชสำนัก “

การฟ้อน แบบพื้นเมือง หรือแบบพื้นบ้าน หรือแบบดั้งเดิม

มีลักษณะเชื่องช้า แช่มช้อย เรียบง่าย ไม่ค่อยพิถีพิถันในเรื่องการกรีดนิ้ว ตั้งข้อมือ ย่อเข่า ยกเท้า วางเท้า การทรงตัวรวมทั้งการยืดตัว ยุบตัวตามจังหวะเพลง

การฟ้อน แบบราชสำนัก

เป็นลักษณะการฟ้อน การรำใกล้เคียงกับภาคกลางหรือมีลีลา ท่ารำ ใกล้เคียงกับละคร ( นาง ) ใน ด้วยมูลเหตุเหล่านี้ ทำให้ชุดฟ้อนของเดิมเกิดความแตกต่างกันมากมาย ในความคิดรวบยอดของชนทั่วไป และเกิดกระบวนฟ้อนใหม่ๆ ขึ้นมากมายพอสมควร

สาเหตุที่เกิดการผิดแผกแตกต่างกันไปนั้น มีอยู่ ๒ ประการ ได้แก่

๑ . การแสดงแต่ละกระบวนฟ้อนมักประดิษฐ์ขึ้นมาโดย “ ผู้รู้ “ ในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ฟ้อนแห่ครัวทาน ดังนั้นช่างฟ้อนของศรัทธาวัดต่างๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาโดยผู้รู้คนหนึ่ง ย่อมแตกต่างกับช่างฟ้อนของศรัทธาอีกวัดหนึ่งที่มาร่วมเพราะประดิษฐ์โดยผู้ รู้อีกคนหนึ่งแต่อาจมีส่วนคล้ายกันเนื่องจากมีการถ่ายทอดให้กัน หรือเลียนแบบกัน แต่จะไม่เหมือนกันหรือตรงกันทุกอย่าง

๒ . เมื่อมีการรับเอาลีลาท่ารำของราชสำนักสยามเข้ามาเผยแพร่ เกี่ยวโยงกัน ทำให้การฟ้อนของช่างฟ้อนในวังพระราชชายาเจ้าดารารัศมีฯ หรือช่างฟ้อนในคุ้มเจ้าหลวงเชียงใหม่ผิดแผกแตกต่างกับลีลาท่ารำของช่างฟ้อน ที่เป็นชาวบ้านศรัทธาวัดต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ลัทธิเอาอย่างจะด้วยเพื่อความถูกต้องสวยงามหรือเอาใจผู้มีอำนาจก็ตาม จึงเ ริ่มเข้าไปมีอิทธิพลในกลุ่มชนบางกลุ่ม จะเป็นเพราะความสนิทสนมทางครอบครัวส่วนตัว หรือขอร้องก็ตาม

เมื่อ เป็นเช่นนี้คำกล่าวหาที่ว่าศรัทธาคณะนั้นผิด ศรัทธาคณะนั้นถูกจึงเกิดขึ้น ครั้นมีการก่อตั้งวิทยาลัยนาฎศิลป์เชียงใหม่ขึ้น ทางราชการเชิญช่างฟ้อนในวังในคุ้มมาถ่ายทอดให้นักเรียนนักศึกษาและนำออกแสดง เผยแพร่ต่อสาธารณชนบ่อยครั้งขึ้นทำให้เกิดคำครหาว่า สถาบันราชการที่มีหน้าที่อนุรักษ์โดยตรงกลับเป็นผู้ทำลายเสียเอง

อย่าง ไรก็ตามหากเราจะศึกษาเรื่องการฟ้อนของชาวล้านนาเท่าที่มีอยู่แล้ว เราควรจะแยกกระบวนฟ้อนของชาวล้านนาออกเป็นประเภทใหญ่ๆ เสียก่อน คือ

ฟ้อนพื้นเมืองหรือฟ้อนแบบดั้งเดิม

การฟ้อนแบบนี้หมายถึงการฟ้อนต่าง ๆ ที่ตกทอดมาโดยไม่มีการปรับปรุง ซึ่งอาจมีอายุมากเท่ากับอายุของเมืองเชียงใหม่ หรือเกินกว่า ๕๐๐ ปี มาแล้ว แต่เราไม่อาจบอกได้ว่าเรียงร้อยด้วยท่าฟ้อนที่มีชื่อว่าอะไรบ้าง เกิดขึ้นในสมัยใด มีลีลาท่าทางอย่างไร เพราะไม่มีหลักฐานเหลือไว้ให้ศึกษาสืบค้นหารายละเอียดได้เลย แต่ก็พอจะสรุปวัตถุประสงค์ของการฟ้อนได้จากสาเหตุ ๒ ประการ คือ

ก . เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อและศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เริ่มจาก “ ผี “ ก่อน ได้แก่ ฟ้อนผีจากนั้นพัฒนาไปหา “ พุทธ “ ได้แก่ ฟ้อนแห่ครัวทาน ฟ้อนทานข้าวใหม่ฯ

• เพื่อความสนุกสนานบันเทิงในกลุ่มของตน เช่นงานปีใหม่ ( สงกรานต์ ) งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวชลูกแก้ว ฯลฯ

ทั้งนี้พอจะจำแนกการฟ้อนของล้านนาออกมาได้เป็น ๗ กระบวนฟ้อน ดังนี้

๑ . ฟ้อนแห่ครัวทาน ( อ่าน “ แหคัวตาน ”)

๒ . ฟ้อนผี

๓ . ฟ้อนหางนกยูง

๔ . ฟ้อนปั่นฝ้าย

๕ . ฟ้อนแง้น

๖ . ฟ้อนเชิง ( อ่าน “ ฟ้อนเจิง ”)

๗ . ฟ้อนดาบ

๘ . ฟ้อนหอก

๙ . ฟ้อนกลายลาย ( อ่าน ‘’ ฟ้อนก๋ายลาย )

ฟ้อนที่ประดิษฐ์ในราชสำนัก

การฟ้อนแบบนี้หมายถึง การฟ้อนที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงประดิษฐ์ขึ้น หรือการฟ้อนที่ผู้ใกล้ชิดกับพระราชชายาฯ ได้ประดิษฐ์ ซึ่งพบว่ามี ๙ กระบวนฟ้อน คือ ๑ . ฟ้อนเล็บ – ฟ้อนแห่ครัวทาน

๒ . ฟ้อนเทียน

๓ . ฟ้อนเงี้ยว ( แบบในวัง )

๔ . ฟ้อนล่องน่าน ( น้อยไชยา )

๕ . ฟ้อนกำเบ้อ

๖ . ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา

๗ . ฟ้อนมูเซอ

๘ . ฟ้อนโยคถวายไฟ

๙ . ฟ้อนสาวไหม

๑๐ . ฟ้อนเงี้ยว

ฟ้อนเงี้ยวหมายถึงการฟ้อนแบบไทใหญ๋ พบว่าอยู่ ๖ อย่าง คือ

๑ . ฟ้อนเงี้ยว

๒ . ฟ้อนไท ( ฟ้อนไต )

๓ . ฟ้อนโต

๔ . ฟ้อนนก หรือ ฟ้อนกิงกะหร่า

๕ . ก้าลาย

๖ . ก้าไท ( ก้าไต )

๔ . ฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นในระยะหลัง

เมื่อศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเริ่มเป็นที่สนใจของคนทั่วไปแล้ว ก็ได้มีผู้ประดิษฐ์การฟ้อนรำขึ้นอีกหมายแบบ เช่น ฟ้อนหริภุญชัย ฟ้อนที ( ฟ้อนร่ม ) ฟ้อนพัด ฟ้อนเก็บใบยาสูบ ฟ้อนยอง ฟ้อนศิลามณี ฯลฯ เป็นต้น ในจำนวนฟ้อนที่ประดิษฐ์ใหม่ซึ่งเป็นที่ยอมรับพอสมควร เช่น

๑ . ฟ้อนหริภุญชัย

๒ . ฟ้อนยอง

ในที่นี้จะกล่าวถึงการฟ้อนแต่ละอย่างพอให้ป็นที่รู้จักตามหัวเรื่องโดยลำดับ

ที่มา:
เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ “ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน”

ฟ้อนไต

0

ไตคือชื่อที่คนไทยใหญ่เรียกตัวเอง คนไทยใหญ่นี้นอกจากจะอาศัยอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์แล้วยังอาศัยอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย ฟ้อนไตได้ถูกคิดท่ารำโดยครูแก้วและนางละหยิ่น ทองเขียวผู้เป็นภรรยา ผู้ซึ่งเป็นคนไทยใหญ่ด้วย โดยในระหว่าง พ.ศ. 2483-97 ขณะที่ นางละหยิ่นได้อาศัยที่เชียงใหม่กับครูแก้ว นางได้เห็นการแสดงฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตาและได้ประทับใจมาก เมื่อนางกับครูแก้วกลับไปอยู่แม่ฮ่องสอนแล้ว จึงได้คิดท่ารำของฟ้อนไตขึ้นจากท่ารำของรำไทย พม่า และฟ้อนเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2500

ฟ้อนเชิง

0

ฟ้อนเชิง หรือ ฟ้อนเจิง เป็นการร่ายรำตามกระบวนท่าตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ของชาย ซึ่งท่ารำนั้นมีทั้งท่าหลักและท่าที่ผู้รำแต่ละคนจะใช้ความสามารถเฉพาะตัวพลิกแพลงให้ดูสวยงาม
เครื่องแต่งกาย
๑. กางเกงขาก๊วยขาสั้น ที่เรียกว่า เตี่ยวสะดอ
๒. เสื้อหม้อห้อมแขนสั้น
๓. ผ้าต่องหรือผ้าขาวม้าคาดเอว
๔. ผ้าโพกศีรษะ
๕. ดาบ
เครื่องดนตรี การฟ้อนเชิงในสมัยก่อนนิยมฟ้อนกับกลองแซะหรือกลองแสะ ( อ่าน “ ก๋องแสะ ”) ซึ่งเป็นกลองขนาดใหญ่ ใช้ผู้ดีสองคน คนตีหลักใช้ค้อนส่วนคนตีด้านหลังใช้ไม้ไผ่เป็นกีบตีให้มีจังหวะรับกับการตีด้วยไม้ค้อน มีฆ้องและฉาบเดินจังหวะค่อนข้างเร็ว ต่อมาใช้กลองสะบัดชัยชนิดมีลูกตุบประกอบฆ้องและฉาบและภายหลังใช้กลองสิ้งหม้องหรือกลองยาว และท้ายสุดใช้กลองปู่เจ่คือกลองก้นยาวแบบไทใหญ่ แต่โดยสรุปแล้วจะใช้เครื่องดนตรีที่มีกลองเดินจังหวะเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับท่าฟ้อนที่ดำเนินไปอย่างคึกคัก

ฟ้อนผาง

0

ฟ้อนผาง หรือเรียกทั่วไปว่า ฟ้อนผางประทีป เป็นการแสดงที่มาจากชาวไทลื้อ ท่ารำมาจากท่าพื้นฐานการรำดาบ มีความเชื่อเกี่ยวกับการได้รับอานิสงส์ของการบูชาผางประทีปและการสอดแทรกความน้อบน้อม
เครื่องแต่งกายผู้หญิง
๑. ผ้าซิ่นยาวคร่อมเท้า
๒. เสื้อปกป้ายสีม่อฮ่อม ผูกชายด้านข้าง
๓. เกล้าผมมวย
๔. โพกศีรษะแบบเคียนรอบศีรษะด้วยผ้าสีขาว
๕. พาดสไบที่ไหล่ขวา แล้วนำชายสไบทั้งสองด้านมาไขว่กันที่เอวด้านซ้าย คาดทับด้วยเข็มขัด
๖. ผางประทีป
เครื่องแต่งกายผู้ชาย
๑. เสื้อขาว ๒. กางเกงสะดอ
เครื่องดนตรี ประกอบด้วยกลองชัยยะมงคล ฆ้อง ฉาบหรือสว่า แต่ภายหลังได้มีการแต่งเพลงฟ้อนผางขึ้น

 

บทความยอดนิยม

ที่เที่ยวเชียงใหม่สุดฮิต