วัดดอยเต่า ตำบลดอยเต่า อำเภอดอยเต่า
วัดวังหลวง ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า
วัดวังหลวง ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า
วัดแปลงห้า ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า
วัดแปลงห้า ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า
วัดบ้านชั่ง ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า
วัดบ้านชั่ง ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า
วัดพระธาตุดอยเกิ้ง ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า
วัดพระธาตุดอยเกิ้ง ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า
วัดเสาหิน ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดเสาหิน ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 98 ถนนมหิดล ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์:053-817386 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1919
วัดเสาหิน ไม่ปรากฎหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง และสร้างเมื่อใด
ลำดับเจ้าอาวาส:
พระอธิการบุญส่ง กนฺตธมฺโม (ปัญญา) เกิดวันที่ 30 มิถุนายน 2512 รับตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2541
งานสถาปัตยกรรม
1 พระเจดีย์ บูรณะครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2529 ศิลปะแบบพม่า
2 พระอุโบสถ สร้างสมัยพญาสามฝั่งแกน บูรณะครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2551 รูปทรงล้านนาผสมศิลปะแบบพม่า
3 พระวิหาร วิหารหลวงก่อสร้างเมื่อใดไม่ทราบชัดเจน ได้รับการบูรณะปรับปรุงมาเป็นระยะๆ ครั้งสุดท้ายได้รับการบูรณะเมื่อปี 2552 โดยกรมศิลปกรณ์ รูปทรงแบบล้านนา โดยมีราวบันไดเป็นรูปนกการเวก
วัดสันป่าเลียง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดสันป่าเลียง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 35 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2375
วัดสันป่าเลียงได้ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2353 โดยมี ท่านครูบาธรรมธิ เป็นประธานสงฆ์ เป็นผู้ก่อตั้งวัด
ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาส
1. ครูบาธรรมธิ
2. ครูบาบุญถึง คนฺโธ (พระครูสุวัฒน์วรคุณ )
3. พระอธิการจันทร์แก้ว กมฺมสุทโธ
4.พระครูสถิต สุตาภรณ์ (ปัจจุบัน)
[iggetimage type=”locations” tag=”547088385″ limit=”15″]
วัดศรีบุญเรือง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดศรีบุญเรือง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 55 ถนนเกาะกลาง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1832
วัดศรีบุญเรือง ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดโรงวัว หรือวัดบ้านโรงวัว สร้างในสมัยพ่อขุนเม็งรายมหาราช ราว พ.ศ. 1832 หลังจากสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรก เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสร้างสะพานข้ามน้ำปิง พ่อขุนเม็งรายได้ปลอมเป็นชาวบ้านเสด็จมาประทับ ณ ริมฝั่งน้ำปิงใกล้ตลาดสดเวียงกุมกาม มีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือทวนน้ำมาจับจ่ายซื้อของบริเวณตลาด แล้วพายเรือจะขึ้นฝั่ง ทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านที่เป็นแม่ค้าพ่อค้าที่มาจับจ่ายซื้อของบริเวณตลาดซึ่งกำลังจะพายเรือจะขึ้นฝั่งเรือเกิดคว่ำทำให้พ่อค้าแม่ค้าตายหลายคน จึงดำริสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงจากฝั่งทิศตะวันตก มาทิศตะวันออกของเวียงกุมกาม ต่อมาพ่อขุนเม็งรายจึงได้สร้างวัดบ้านโรงวัวขึ้นราว พ.ศ. 1832 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 1850 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 5 เมตร ยาว 8 เมตร
ลำดับเจ้าอาวาส:
เจ้าอาวาสที่ทราบนามคือ
1. พระอธิการคำ ญาณวิชโยและ
2. พระครูสุเทพสิทธิคุณ (พ.ศ. 2512 จนถึงปัจจุบัน)
วัดเมืองสาตรหลวง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดเมืองสาตรหลวง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 85 ถนนเมืองสาตร ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2412
ตามหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือตำนานเชียงใหม่ วัดเมืองสาตรหลวง สร้างขึ้นประมาณ ปี พ.ศ.2412 โดยมีพระอธิการเทพ อินฺทปญฺโญ อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกและท้าวเขื่อนคำเป็นผู้สร้างขึ้น
ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาสเรียงตามลำดับต่อไปนี้ 1. พระอธิการเทพอินฺทปญฺโญ พ.ศ. 2412 – 2440
2. พระอธิการอินตา ปญฺญาวุฑฺโฒ พ.ศ. 2440 – 2475
3. พระอธิการคำขนฺติโก พ.ศ. 2475 – 2485
4. พระอธิการจันทร์ทิพย์ สุธมฺโม พ.ศ. 2485 – 2490
5. พระมหาวิสิทธิ์ ปุญฺญลาโภ (ป.ธ. 4) พ.ศ. 2490 – 2505
7. พระมหาบุญตันธนญฺชโย (ป.ธ. 4)พ.ศ. 2505 – 2516
8. พระครูรัตนชัยธรรม(ชัยรัตน์ ชยธมฺโม)พ.ศ. 2516 – ปัจจุบัน
งานสถาปัตยกรรม
1 พระวิหาร วิหารและเจดีย์นั้นสร้างเมื่อ พ.ศ. 2412 สมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ โดยมีพระอธิการเทพ และท้าวเขื่อนคำเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มีขนาดความกว้าง 8 เมตร ความยาว 20 เมตร มีลักษณะทรงล้านนา ก่อด้วยอิฐถือปูน เสาไม้สักเขียนลายทอง ฝาผนังเขียนภาพจิตรกรรมโบราณ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและพระเวสสันดร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา
2 พระอุโบสถ สร้างเมื่อปี 2521 ทรงล้านนา ก่ออิฐถือปูน
3 หอไตร สร้างเมื่อปี พ.ศ.2542 ทรงล้านนาประยุกต์ 2 ชั้น ชั้นล่างก่อด้วยอิฐถือปูน ชั้นบนไม้สัก ประดับลายปูนปั้น
[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87″ limit=”10″]
[iggetimage type=”locations” tag=”453979914950475″ limit=”10″]
[iggetimage type=”locations” tag=”233326510869343″ limit=”10″]
วัดเมืองสาตรน้อย ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดเมืองสาตรน้อย ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ 42 ถนนเมืองสาตร ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์:083-255562 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2430
เมื่อประมาณปี พ.ศ.2412 ได้มีพระภิกษุที่จำพรรษาที่วัดเมืองสาตรหลวงได้ย้ายมาจำศีล ณ บริเวณวัดเมืองสาตรน้อยในปัจจุบันซึ่งในขณะนั้นเป็นทุ่งนา ต่อมาในปี 2430 พ่อหนานหล้าได้ถวายที่ดินผืนดังกล่าวนี้พร้อมทั้งได้สร้างกุฏิถวายให้เป็นที่จำศีลภาวนาแก่พระภิกษุที่ย้ายมา ณ ที่นี้ หล้า เป็นผู้บริจาคที่ดินให้สร้างวัด
ลำดับเจ้าอาวาส:
รายนามเจ้าอาวาส 1. พระอธิการธิ (อดีตผู้รั้งเจ้าคณะแขวงฝาง)
2. พระอธิการอิ่นแก้ว ฉายา จนฺทวํโส
3. พระอธิการบุญปั๋น
4. พระอธิการแสน
5. พระอธิการบุญปั๋น
6. พระอธิการธน
7. พระอธิการบุญทา
8. พระอธิการภิญโญ
งานสถาปัตยกรรม
1 พระวิหาร สร้างเสร็จเมื่อปี 2549
2 ศาลาการเปรียญ สร้างเสร็จเมื่อปี 2545
3 กุฏิสงฆ์ มี 2 หลัง
4 อาคารเอนกประสงค์
5 หอระฆัง
วัดหนองป่าครั่ง ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดหนองป่าครั่ง ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ 18 ถนนวัดหนองป่าครั่ง ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2395
วัดหนองป่าครั่งเป็นวัดขนาดเล็ก ไม่ปรากฏปีที่สร้างแต่สันนิษฐานน่าจะประมาณ พ.ศ.2395 และเจ้าอาวาสส่วนใหญ่มาจากวัดสันป่าข่อย โดยรูปแรกเท่่าที่ทราบนามชื่อ พระปัญญา ได้รับอาราธนามาปฏิสังขรณ์ ซึ่งในขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นวัดร้าง และได้รับการ บูรณะ ปฏิสังขรณ์จากรูปต่อๆมาจนถึงรูปปัจจุบันคือท่านพระครู สุพัฒนกิจโสภณและดำรงค์ตำแหน่งรองเจ้าคณะตำบลท่าศาลา-หนองป่าครั่ง นอกจากนี้ทางวัดยังมีกู่อัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัย ประดิษฐานอยู่หลังอุโบสถ ซึ่งขอแบ่งมาจากวัดสวนดอก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2549 โดยการนำของ พระอธิการ อินสม โสรโต เจ้าอาวาสในขณะนั้นกับผ้าขาวดวงตา และมีการกำหนดให้มีประเพณีสรงน้ำพระธาตุและกู่อัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัยในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ของทุกปี
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระปัญญา ( ไม่ทราบฉายา ) มาจากสำนักวัดสันป่าข่อย
2. พระคำฝน ,,
3. พระอิ่นแก้ว ,,
4. พระบุญหลง ,,
5. พระบุญมา ,,
6. พระเมืองใจ๋ ,,
7. พระอธิการอินสม โสรโต ( สุยะใจ ) – ถึง พ.ศ. 2492
8. พระอธิการอินทร ธมฺมวงฺโส ( วุฒศิเฟย ) 2492 ถึง พ.ศ. 2497
9. พระอธิการสมบูรณ์ สุภทฺโท ( ต่ำแก้ว ) 2497 ถึง 26 มิถุนายน 2509
10. พระอธิการบุญทา สิริจนฺโท ( ศรีพิมพ์ชัย ) 26 มิถุนายน 2509 ถึง 19 มิถุนายน 2520
11. พระอธิการอนุกูล อุคฺคเตโช ( กันทะวงศ์ ) 19 มิถุนายน 2520 ถึง 9 มิถุนายน 2525 1
2. พระบุญชัย ธมฺมาลโย ( ชัยคำ ) 9 มิถุนายน 2525 ถึง 3 ตุลาคม 2525 1
3. พระสินธุ์สวัสดิ์ ภูริวฑฺฒโน ( ตุ่นแก้ว ) 3 ตุลาคม 2525 ถึง 26 กรกฎาคม 2526 1
4. พระอธิการสุทัศน์ กุลวฑฺฒโน ( เกษพรม ) 26 กรกฎาคม 2526 ถึง ปัจจุบัน
วัดบวกครกน้อย ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดบวกครกน้อย ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ 60 ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2345
วัดบวกครกน้อย สร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2345 จากหลักฐานจารึกที่ปรากฏในคัมภีร์ตำนานใบลานเก่า ตั้งอยู่เลขที่ 60 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เดิมวัดมีเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา ต่อมาขยายขนาดพื้นที่อีกประมาณ 2 ไร่ รวมทั้งสิ้นมีเนื้อที่ทั้งหมด 7 ไร่ วัดบวกครกน้อยมีชื่อเรียกทั้งหมดด้วยกัน 4 ชื่อ เรียกชื่อวัดตามลักษณะลักษณะการตั้งอยู่ของภูมิประเทศ การตั้งอยู่ของชุมชน ตามลำดับเหตุการณ์ ความเหมาะสมของสภาพภูมิศาสตร์ดังต่อไปนี้ 1. วัดหัวดง เดิมก่อนที่จะมีการก่อสร้างวัดนั้นสภาพภูมิศาสตร์แถบนี้มีลักษณะเป็นบริเวณป่าดงพงพี หนาทึบ ที่อาศัยและใช้เป็นเส้นทางผ่านไปสู่ดอยสุเทพของสัตว์ป่านานาชนิดดังที่เรียนกันว่า ป่าช้าง ทางเสือ 2. วัดบวกครกน้อย (นามปัจจุบัน) เหตุที่ชื่อวัดบวกครกน้อยเพราะเป็นวัดที่แยกออกมาสร้างใหม่จากวัดเดิมคือวัดบวกครกหลวงซึ่งเป็นวัดที่เป็นพี่เป็นน้องกันตั้งอยู่ด้านละฟากของถนนด้านทิศเหนือคือวัดบวกครกน้อย ส่วนทางด้านทิศใต้คือวัดบวกครกหลวง โดยมีสภาพพื้นที่เป็นแอ่งลึกมีลักษณะคล้ายกับก้นครกและเป็นท้องทุ่งนากระจัดกระจายอยู่โดยทั่วไปซึ่งเต็มไปด้วยที่นอนพักผ่อนของวัว ควาย ในชุมชนที่เรียกว่า ปรัก (ภาคกลาง) ส่วนทางภาคเหนือเรียกว่า บวก จึงเรียกบริเวณแถบนี้ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของสภาพแวดล้อมว่า บวกครก อันเป็นเหตุที่มาของชื่อวัด 3. วัดบวกครกริมคาว บริเวณหมู่บ้านมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านผ่ากลางหมู่บ้านซึ่งประชาชนได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำและแม่น้ำสายนี้มีชื่อว่า แม่น้ำคาว ในภาษาเหนือเรียกว่า น้ำแม่คาว การขานนามชื่อวัดจึงพ้องกับแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่านผ่ากลางหมู่บ้านนั้นคือ แม่น้ำคาว ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดโดยมีคำสร้อยของวัดตามชื่อแม่น้ำซึ่งเป็นจุดภูมิศาสตร์ที่ตั้งจึงเรียกชื่อวัดตามแม่น้ำว่า วัดบวกครกริมคาว 4. วัดบวกครกปลายทาง เหตุมาจากการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ กรุงเทพ – เชียงใหม่ มาสิ้นสุดปลายทางรางชานชาลาใกล้กับวัดประมาณ 1.3 กิโลเมตรจากวัดชาวบ้านในหมูบ้านและในละแวกใกล้เคียงจึงเรียกขานและเอาคำว่า ปลายราง มาต่อชื่อท้ายวัดเป็นคำสร้อยตามเหตุการณ์สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชนอันเป็นเหตุมาจากการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ กรุงเทพ – เชียงใหม่ มาสิ้นสุดปลายทางรางชานชาลาใกล้กับวัด จึงเรียกชื่อว่า วัดบวกครกปลายราง
งานสถาปัตยกรรม
1 พระธาตุ เจดีย์บวกครกน้อย วัดบวกครกน้อยมี พระธาตุ เจดีย์บวกครกน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญถูกก่อสร้างมาพร้อมกับการสร้างวัดมานานนับอายุได้ 202 กว่าปีแล้ว แต่พระธาตุเจดีย์ที่เห็นอยู่ปัจจุบันเป็นพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่ที่ถูกสร้างครอบพระธาตุเจดีย์องค์เดิมไว้ภายใน สร้างเมื่อปี พุทธศักราช 2458 เป็นพระธาตุเจดีย์ศิลปะล้านนา ทรงระฆังคว่ำ ในสาขาช่างสกุลลำพูน
2 พระอุโบสถ พระอุโบสถเป็นศาสนสถานถาวรวัตถุภายในวัดบวกครกน้อยสร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2527 หลังจากได้รับวิสุงคามสีมาอนุญาต
3 วิหาร วิหาร หลังเดิมของวัดบวกครกน้อยถูกรื้อถอนแล้วสร้างวิหารหลังใหม่สร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2536 วิหารหลังใหม่ในปัจจุบันเป็นวิหารศิลปะล้านนาก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปีพุทธศักราช 2540 รวมระยะเวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 9 ปี ด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านตำบลหนองป่าครั่งและพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 135 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1840
ตามประวัติศาสตร์บอกไว้ว่าเมื่อพระเจ้ามังรายมหาราชปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ตกลงพระทัยที่จะสร้างเมืองใหม่ที่ป่าเลาคา ( ต้นเลาและต้นหญ้าคา ) ระหว่างแม่น้ำปิงกับดอยสุเทพแล้ว ได้ทรงแต่งราชบุรุษถือพระราชสาส์นไปทูลเชิญพระสหายร่วมน้ำสาบานทั้งสองคือ พระเจ้ารามคำแหงมหาราช เจ้าผู้ครองนครสุโขทัย และพระเจ้างำเมือง เจ้าผู้ครองนครพะเยา มาปรึกษาการสร้างเมืองที่ เวียงเหล็ก ( ที่ตั้งวัดเชียงมั่นในปัจจุบัน ) หลังจากที่สามกษัตริย์ได้ตกลงกันว่า ควรสร้างราชธานีไม่ กว้าง 800 วา ยาว 1000 วา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวจากจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก ทั้งสามกษัตริย์พร้อมใจกันตั้งนามเมืองใหม่ว่า “เมืองนพบุรี ศรีนครพิงค์ เชียงใหม่ ” หลังจากสร้างราชธานีเรียบร้อยแล้ว พระเจ้ามังรายมหาราชได้ทรงสร้างวัดสร้างวัดสำคัญฝ่ายคามวาสี ( วัดสำหรับภิกษุที่ชอบอยู่ในเมือง เพื่อเรียนพุทธวจนะ ) ประจำเมืองทั้งสี่ทิศพร้อมทั้งวัดภายในพระราชวังด้วย และทรงสร้างวัดฝ่ายอรัญญวาสี ( วัดสำหรับภิกษุที่เรียนพุทธวจนะแล้ว ออกไปหาความสงบในป่า บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ) บริเวณชานพระนครขึ้นหลายวัด เช่น วัดเก้าถ้าน เป็นต้น พระเจ้ามังรายมหาราช ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาและพระภิกษุสามเณรทั้งฝ่ายคามวาสีและอรัญญวาสีด้วยปัจจัยสี่ ให้มีกำลังใจศึกษาและปฏิบัติธรรมวินัยตามความสามารถแห่งตนอย่างดียิ่งทั้งสองฝ่าย กาลต่อมาพระองค์ได้ทรงทราบว่า พระเจ้ารามคำแหงมหาราชพระสหายผู้ครองกรุงสุโขทัย ได้ส่งคนไปนิมนต์พระสงฆ์จากเมืองลังกา ที่มาอยู่เมืองนครศรีธรรมราช มาสั่งสอนพระพุทธศาสนา ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติแก่ชาวเมืองสุโขทัยปรากฏเกียรติคุณว่า พระสงฆ์ลังกาแตกฉานพระไตรปิฎกเคร่งครัดในพระธรรมวินัยยิ่งกว่าพระไทยที่มีอยู่เดิม เกิดศรัทธาเลื่อมใส ประสงค์จะได้พระลังกามาเป็นหลักพระพุทธศาสนาในเมืองเชียงใหม่บ้าง จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปขอพระสงฆ์ลังกา จากพระเจ้ารามคำแหงมหาราชมา 5 รูป เมื่อได้พระลังกา 5 รูป อันมีพระมหากัสสปะเถระ เป็นหัวหน้ามาสมพระประสงค์แล้ว เกิดลังเลพระทัยไม่ทราบว่าจะนำพระลังกานี้ไปอยู่วัดไหนดี จะนำไปอยู่กับพระไทยเดิมทั้งฝ่ายคามวาสีและ อรัญญวาสีก็เกรงว่าพระลังกาจะไม่สบายใจ เพราะระเบียบประเพณีในการประพฤติปฏิบัติอาจจะไม่เหมือนกัน ในที่สุดได้ตกลงพระทัยสร้างวัดฝ่ายอรัญญวาสีเฉพาะพระลังกาขึ้นวัดหนึ่งต่างหากที่บริเวณป่าไผ่ 11 กอ ( สถานที่ซึ่งเรียกว่าวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรมทุกวันนี้ ) การสร้างวัดไผ่ 11 กอครั้งนั้น พระองค์ประสงค์จะสร้างเป็นอนุสรณ์ในการนำพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์มาประดิษฐานในลานนาไทยเป็นครั้งแรก จึงขอพระมหากัสสปะเถระเป็นผู้วางแผนผังวัดให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และประเพณีอันดีงามของชาวพุทธจริง ๆ เมื่อพระมหากัสสปะวางแผนวัดออกเป็นสัดส่วนโดยจัดเป็นเขตพุทธาวาส ( สถานที่เกี่ยวกับ พระพุทธเจ้า เช่น พระเจดีย์ พระอุโบสถ ) และสังฆวาส ( สถานที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ เช่น ศาลาแสดงธรรม กุฏิพระโรงฉัน ) เรียบร้อยแล้วพระเจ้ามังรายมหาราชได้เป็นผู้อำนวยการสร้างวัดใหม่ตามแผนผังนั้น โดยยึดเอาแบบอย่างการสร้างวัดของเมืองลังกาเป็นแบบฉบับ แม้พระเจดีย์ใหญ่อันเป็นหลักชัยของวัด ก็ทรงสร้างทรวดทรงแบพระเจดีย์ในเมืองลังกาทั้งหมด สร้างวัดเสร็จเรียบร้อยและทำการฉลองแล้ว ทรงขนานนามว่า “วัดเวฬุกัฏฐาราม” ( วัดไผ่ 11 กอ ) ต่อมาพระพุทธศาสนาในเชียงใหม่ก็เสื่อมลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการรบพุ่งชิงราชบัลลังค์ระหว่างเชื่อพระวงศ์และเริ่มมีการฟื้นฟูในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราชโดยพระองค์ทรงบูรณะวัดเวฬุกัฏฐาราม ซึ่งพระเจ้ามังรายทรงสร้างไว้ การบูรณะครั้งนี้ทรงทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งการพอกปูนซ่อมแซมใหม่ทับของเก่า ได้ทรงรักษาทรวดทรงเดอมไว้ทั้งหมด ส่วนรูปภาพสีน้ำที่เขียนไว้ในอุโมงค์ใต้ฐานพระเจดีย์ นั้นคงจะเขียนในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราชเป็นแน่ เพราะศิลปะเหมือนกับรูปภาพสีน้ำอุโมค์ด้านเหนือพระเจดีย์ที่พระเจ้ากือนาทรงสร้างใหม่ เมื่อทรงบูรณะพระเจดีย์ใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้วพระองค์ได้ทรงสร้างอุโมงค์ใหญ่ ถัดฐานพระเจดีย์ด้านเหนือขึ้นหนึ่งอุโมงค์ อุโมงค์ที่ทรงสร้างนี้ใหญ่และสวยงามมากมีทางเดินเข้าออกได้ 4 ช่อง แต่ละช่องเดินติดต่อกันได้ทั่วถึงข้างฝาผนังด้านในอุโมงค์เจาะช่องสำหรับตามประทีปให้เกิดแสงสว่างไว้เป็นระยะ สะดวกแก่พระเดินจงกรม และภาวนาอยู่ข้างใน เพตานอุโมงค์เขียนภาพต่าง ๆ ด้วยสีน้ำมันทั้งสองช่อง ฝีมือการเขียนน่าจะเป็นช่างจีนผสมช่างไทย เมื่อสร้างอุโมงค์เสร็จและทำการฉลองแล้วได้ทรงขนานนามวัดใหม่ว่า “วัดอุโมงค์ ” ชื่อวัดอุโมงค์จึงปรากฏตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เหตุที่พระเจ้ากือนาธรรมิกราช ทรงสร้างอุโมงค์ใหญ่โตสวยงาม ละเอียดประณีตเป็นพิเศษ เกิดมาจากพระองค์ทรงศรัทธาในมหาเถระชาวลานนา ผู้แตกฉานพระไตรปิฎก มีปฏิภาณโต้ตอบปัญหาอยู่เป็นเยี่ยมรูปหนึ่ง พระมหาเถระรูปนั้นมีชื่อว่าพระมหาเถรจันทร์ หลังจากพระเจ้ากือนาธรรมิกราชสวรรคตปี พ. ศ. 1931 แล้วพระราชโอรส ( พระเจ้าแสนเมืองมา พ. ศ . 1931 -1954 ) ผู้มั่นคงในพระพุทธศาสนาเหมือนพระราชบิดา ได้ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาและภิกษุสามเณรด้วยปัจจัยสี่ให้เจริญรุ่งเรืองอยู่เรื่อยๆ ครั้งถึงพระเจ้าสามฝั่งแกน ( พ.ศ. 1954 -1985 ) การศาสนาก็เริ่มทรุดลงอีกเพราะกษัตริย์พระองค์นี้มัวเมาในวิชาไสยศาสตร์ทรงเจ้าเข้าผี ถึงสมัย พระเจ้าติโลกราช ( พ. ศ . 1985 – 2030 ) รัชกาลที่ 12 พุทธศาสนาในลานนาไทยได้กลับเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ถึงกับได้ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ให้จัดทำสังคายนาครั้งที่ 8 ขึ้นที่วัดเจ็ดยอด เมื่อพระเจ้าติโลกราชสวรรคตแล้ว พระพุทธศาสนาก็เสื่อมลงเรื่อย ๆ เพราะบ้านเมืองต้องทำศึกสงครามกับเมืองอื่นอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่นั้นมาวัดอุโมงค์เถรจันทร์ก็ถูกทอดทิ้งให้เป็นวัดร้างอยู่กลางป่าลึก โดยไม่มีใครเอาใจใส่ วัดอุโมงค์จะถูกทอดทิ้งมาตั้งแต่ครั้งใดสืบได้ไม่ชัด ส่วนการขุดค้นทำลายพระเจดีย์เอาของมีค่าไปนั้น สันนิษฐานว่าคงเกิดขึ้นเมื่อ 80 -90 ปีมานี้เอง ( ราว พ .ศ.2450 ) ขณะที่ชาวพุทธนิคมมาเริ่มถางที่นั้น บริเวณวัดอุโมงค์มีป่าปกคลุมหนาแน่นมาก เมื่อจัดการแผ้วถางพอปลูกที่อยู่ได้แล้ว ก็ได้ปลูกกุฏิเล็กๆ 3 หลัง ให้พระสงฆ์พักจำพรรษา 3 รูป เมื่อต้นฤดูร้อน พ. ศ. 2490 ต่อจากนั้นมาก็ยึดเอาสถานที่นี้เป็นที่อยู่ประจำการทำงาน หลังจากจัดสวนพุทธธรรมให้เป็นที่อยู่ของภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา แล้ว วัดอุโมงค์ก็เข้ารวมอยู่ในสวนพุทธธรรม
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระศรีธรรมนิเทศน์ พ. ศ . 2512 – 2520
2. พระครูสุคันธศีล พ. ศ . 2520 – ปัจจุบัน
งานศิลปกรรม
1 สร้างในสมัยพระเจ้ามังรายแต่ของเดิมมีขนาดย่อมกว่านี้ ที่ใหญ่ขึ้นยังไม่เก่ามากนัก และมองเห็นลวดลายสวยงามชัดเจน เป็นเพราะพระเจ้ากือนาธรรมิกราชรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์มังรายทรงบูรณะขึ้นใหม่ด้วยการพอกปูนทับของเก่าพร้อมกับสร้างอุโมงค์ให้พระมหาเถรจันทร์อยู่ระหว่าง พ. ศ . 1910 -1930 โดยพระอุโมงค์นี้มีทางเดินเข้าออกได้ 4 ช่อง แต่ละช่องเดินติดต่อกันได้ทั่วถึงข้างฝาผนังด้านในอุโมงค์เจาะช่องสำหรับตามประทีปให้เกิดแสงสว่างไว้เป็นระยะ เพดานอุโมงค์เขียนภาพต่าง ๆด้วยสีน้ำมันไว้ตลอดทั้ง 2 ช่อง ฝีมือที่เขียนดูจะเป็นช่างจีนผสมช่างไทย ต่อมาเมื่อวัดอุโมงค์ถูกทอดทิ้ง คนแก่บางคนในหมู่บ้านอุโมงค์ ตีนดอยที่มีชีวิตอยู่เล่าว่า ในปีที่ผู้ร้ายช่วยกันเจาะทำลายพระเจดีย์ได้สำเร็จจนพบกรุบรรจุทรัพย์สมบัติ ในฐานเจดีย์อันทำด้วยแผ่นหินอย่างแข็งแรงมั่นคงนั้น เขาได้ขนเอาพระพุทธรูปทอง เงิน นาก และทองรูปพรรณอื่น ๆ ไป เช่น เชี่ยนหมากทองคำ ขันทอง เขารื้อขนออกมาทรัพย์สมบัติมารจนถึงขนาดยกกันไป ตั้งเตาหลอมกันบนเขา ทำกันอยู่เป็นแรมเดือน บางคนก็นำไปซุกซ่อน ฝังดินไว้ จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็ยังมีพวกรถยนต์ขนดินขุดพบ เครื่องทองพระธาตุผังดินอยู่เอาไปแบ่งกัน เล่าว่าในสมัยขุดพระธาตุคนที่กลัวบาปมากถึงกับไม่กล้ารับซื้อทองกัน เพราะเกรงว่าจะเป็นทองที่ผู้ร้ายเอาไปจากวัดอุโมงค์ เมื่อพิจารณาตามคำเล่าลือต่อ ๆ กันมาดูก็น่าจะเป็นความจริงอยู่มาก ด้วยเหตุผลหลายประการเช่นในยุครัชสมัยของพระเจ้ากือนา เป็นสมัยที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง มากเป็นสมัยที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาแก่กล้าทรงเป็นผู้นำของราษฎรในด้านการบุญการกุศล ทรงอุทิศเวลาเงินทองทุ่มเทในการก่อสร้างถาวรวัตถุ วัดวาในพระศาสนาและพากันเชื่อแน่อย่างมั่นคงในเรื่องการฝังทรัพย์ไว้ในพระศาสนาว่าเป็นมหากุศลอันสูงสุด เจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม มีอิทธิพลจากศิลปะพม่าแบบพุกาม ต่อมาได้มีการบูรณะในสมัยพระเมืองแก้ว การบูรณะครั้งหลังสุดเป็นการปรับปรุงยอด ให้เป็นแบบศิลปะพม่ายุคหลัง ใต้องค์เจดีย์มีกรุ และภาพจิตรกรรมฝาผนังประดับเท่าที่ปรากฏเหลืออยู่ เป็นภาพดอกไม้ใบไม้ และสัตว์ ซึ่งน่าจะมีอิทธิพลผสมกันระหว่างศิลปะพม่า แบบพุกาม และจีน สันนิษฐานว่าเป็นภาพเขียนประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 วัดอุโมงค์ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ. 2478และกำหนดขอบเขต เมื่อปี พ.ศ. 2523
วัดใหม่ห้วยทราย ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดใหม่ห้วยทราย ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ถนนถนนเลียบคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
หมู่บ้านห้วยทราย(ใหม่) เป็นชุมชนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในเขตความรับผิดชอบของตำบล สุเทพ ซึ่งแต่เดิมพื้นที่แถบนี้จะเป็นชุมชนเล็กๆที่มีอาณาเขตติดกับป่าเสื่อมโทรม ในระยะเริ่มแรกผู้คนที่อยู่อาศัยบางส่วนจะเป็นคนในพื้นที่ดั้งเดิม แต่เนื่องจากระยะทางระหว่างหมู่บ้านห้วยทรายกับตัวเมืองอยู่ห่างกันไม่มากนัก การเดินทางสะดวกจึงมีผู้คนจากถิ่นอื่นเริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ป่าที่เสื่อมสภาพแล้ว และขยายจำนวนสมาชิกของหมู่บ้านเพิ่มออกไป กลายเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สถานที่ตั้งของวัดใหม่ห้วยทราย แต่เดิมจึงมีสภาพเป็นเนินหลังเต่าที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่บ้าง ต่อมานายอ้าย เปียวะชา ได้มาจับจองเป็นเจ้าของ และได้มอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายดี วรรณชัยสม ในเวลาต่อมา ดังได้กล่าวแต่ต้นแล้วว่า วัดเป็นสิ่งผูกพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวพุทธ ดังนั้นเมื่อชุมชนเริ่มใหญ่ขึ้น การจะประกอบศาสนากิจ และความต้องการสถานที่ซึ่งจะเป็นเสมือนการแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คนในชุมชนซึ่งมาจากที่ต่างๆกัน ตลอดถึง ความต้องการหลักที่มั่นคงในการอยู่ร่วมกันโดยมีวัด และพระเป็นเครื่องเชื่อมโยง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ในพระพุทธศาสนาของคนในท้องถิ่น โดยการนำของนายแดง มูลนันตา ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น จึงได้ร่วมกันกับชาวบ้านในชุมชนขณะนั้น ซึ่งมีอยู่ประมาณ100 ครอบครัว พิจารณาถึงความจำเป็นในการที่จะมีสถานที่สำหรับประกอบกิจทางศาสนาและมีความเห็นพ้องต้องกันในการที่จะสร้างวัดขึ้นในหมู่บ้าน และได้รับบริจาคที่ดินแปลงดังกล่าวจากนาย ดี วรรณสม เพื่อสร้างวัดไว้เป็น ศาสนสมบัติต่อไป หลังจากนั้น ผู้คนในหมู่บ้านจึงได้ช่วยกันแผ้วถาง และระดมกำลังกาย กำลังสมองและกำลังทรัพย์จากความศรัทธาของผู้คนในหมู่บ้านและพุทธศาสนิกชนในละแวกใกล้เคียง ร่วมกันสร้างจนสำเร็จขึ้นได้ เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2512 ตรงกับเดือน 4 เหนือ แรม 8 ค่ำ วันศุกร์ จุลศักราชได้ 1331 และต่อมา ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2538
ลำดับเจ้าอาวาส:
พระอธิการบุญเป็ง ปิยะธรรมโม
วัดร่ำเปิง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดร่ำเปิง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 1 ถนนคันคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์:053-287-620, 053-810-197 โทรสาร: 053-810-197 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2035
พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์วงศ์มังราย ครองเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 12 จ.ศ.804 มีพระราชโอรสอันประสูติจากพระมเหสีเพียงพระองค์เดียว คือ ท้าวศรีบุญเรือง เมื่อท้าวศรีบุญเรืองพระชนม์ได้ 20 พรรษา มีคนเพ็ดทูลพระเจ้าติโลกราชว่าท้าวศรีบุญเรืองเตรียมการจะคิดก่อกบฏ ทำให้ทรงคลางแคลงพระทัยจึงโปรดให้ไปครองเมืองเชียงแสนและเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านในขณะนั้น ณ เมืองเชียงรายนี้เอง ได้เป็นที่ประสูติของพระเจ้ายอดเชียงราย และโดยเหตุที่ประสูติบนยอดเขาสูงในเชียงราย(ยอดดอกบัว) ท้าวศรีบุญเรืองจึงประทานนามพระโอรสว่า”ยอดเชียงราย” ต่อมา พระเจ้าติโลกราชถูกเพ็ดทูลจากนางหอมุข พระสนมเอกว่า ท้าวศรีบุญเรืองเตรียมการก่อกบฏอีก จึงมีกระแสรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระราชโอรสเสีย และหลังจากนั้นทรงโปรดให้ราชนัดดา คือ พระเจ้ายอดเชียงราย ครองเมืองชียงรายสืบต่อมา ครั้นถึงพ.ศ.2030 พระเจ้าติโลกราชเสด็จสวรรคต ราษฎรได้พร้อมใจกันอัญเชิญพระเจ้ายอดเชียงรายขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่จัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทรงดำเนินการสอบสวนหาผู้ที่เป็นต้นเหตุยุแหย่ให้ท้าวศรีบุญเรือง พระราชบิดาต้องสิ้นพระชนม์ จนทำให้พระราชมารดาของพระองค์ทรงตรอมพระทัย ถึงกับเสียสติ พระองค์ทรงกำหนดโทษให้ประหารชีวิตแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุ แต่โดยที่พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ภายหลังที่ได้สั่งให้สำเร็จโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว ทรงเกรงจะเป็นเวรกรรม จึงทรงดำริที่จะหาทางผ่อนคลายมิให้เป็นบาปกรรมต่อกันสืบไป ครั้งนั้นมีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาจากต่างเมือง ได้ปักกลดอยู่ที่เชิงดอยคำ ตำบลสุเทพ ที่ตั้งของวัดร่ำเปิงในปัจจุบันนี้ ได้ทูลพระเจ้ายอดเชียงรายว่าว่า ณ ต้นมะเดื่อไม่ห่างจากที่ท่านปักกลดอยู่เท่าใดนัก ได้มีรัศมีพวยพุ่งขึ้นมาในยามราตรี สงสัยว่าจะมีพระธาตุประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง พระเจ้ายอดเชียงรายจึงทรงช้างพระที่นั่ง อธิษฐานเสี่ยงทายว่า ถ้ามีพระบรมธาตุฝังอยู่จริงและพระองค์จะได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบต่อไปแล้ว ก็ขอให้ช้างพระที่นั่งไปหยุด ณ ที่ที่มีพระบรมธาตุฝังอยู่ ทรงอธิษฐานแล้วก็ทรงช้างเสด็จไป ช้างนั้นก็ได้พาพระองค์มาหยุดอยู่ใต้ต้นมะเดื่อ พระองค์จึงให้ขุดรอบๆต้นมะเดื่อนั้น ก็ทรงพบพระบรมธาตุพระเขี้ยวแก้วบรรจุอยุ่ในผอบดินแบบเชียงแสน พระองค์จึงทำพิธีสมโภชและอธิษฐานขอให้เห็นอภินิหารของพระบรมสารีริกธาตุนั้น จากนั้นจึงบรรจุลงในผอบทอง แล้วนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณนั้น พระองค์ได้จารึกประวัติการสร้างวัดนี้ลงในศิลาจารึกซึ่งเรียกว่า”ศิลาฝักขาม”(ตัวหนังสือฝักขาม) ดังมีใจความว่า “สองพันสามสิบห้าปีจุลศักราช ได้แปดร้อยห้าสิบสี่ตัวในปีเต๋าใจ๋(เหนือ) เดือนวิสาขะไทยว่าเดือนเจ็ดออก(ขึ้น) สามค่ำวันศุกร์ไทย ได้ฤกษ์อันถ้วนสอง ได้โยคขื่ออายูสมะ ยามกลองงาย แล้สองลูกนาที” ซึ่งแปลเป็นภาษาปัจจุบันว่า”วันศุกร์ขึ้นสามค่ำ เดือนเจ็ด ปีชวด พุทธศักราชสองพันสามสิบห้าปี เวลา 08.20 น. ได้ฤกษ์ภรณี (ดาวงอนไถ) ได้โยคมหาอุจจ์” คือการก่อสร้างวัดได้ส่วนกันทั้งทางฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักร โดยพระองค์ได้ทรงมีพระราชบัญชาให้พระมเหสีชื่อ พระนางอะตะปาเทวี เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. พระครูพิพัฒน์คณาภิบาล (ทอง สิริมงคโล) พ.ศ.2538(รักษาการเจ้าอาวาสวัดร่ำเปิง) พ.ศ.2531 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดร่ำเปิง
2. พระปลัดสุพันธ์อาจิณณสีโล หรือพระครูธรรมธรสุพันธ์ อาจิณณสีโล พ.ศ.2539 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดร่ำเปิง
งานศิลปกรรม
1 1. พระบรมธาตุเจดีย์ ในพงศาวดารโยนก และชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่าพระยอดเชียงรายโปรดให้สร้างวัดตโปทาราม ในปี พ.ศ.2035(ในชินกาลมาลีปกรณ์ ว่าวัดตโปทาราม คือวัดป่าตาลมหาวิหาร) พร้อมสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมธาตุที่ขุดพบได้ใต้ต้นมะเดื่อ ในบริเวณวัด ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมของเจดีย์เป็นทรงกลม ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานแปดเหลี่ยม 1 ชั้น ฐานกลม 1 ชั้น แล้วขึ้นมาเป็นชั้นบัวหงายคั่นด้วยลูกแก้วก่อนถึงชั้นกลมอีก 3 ชั้น แต่ละชั้นจะมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปโดยรอบจำนวน 8 องค์ ส่วนยอดเป็นองค์ระฆัง ส่วนที่ควรจะเป็นปล้องไฉน ทำเป็นดอกบัวตูม เจดีย์สูงประมาณ 23 เมตร กว้าง 12.20×12.40 เมตร ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานวัดร่ำเปิง ตามประกาศของกรมศิลปากร ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 ประกาศ ณ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2523
2 2. พระพุทธรูปหลวงพ่อตโป เป็นพระประธานในพระวิหาร สร้างสมัยพระเจ้ายอดเชียงราย พ.ศ. 2035 เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมริด ฝีมือช่างล้านนา และสุโขทัย ปางพิชิตมาร หน้าตักกว้าง 59 เซนติเมตร สูง 82 เซนติเมตร ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พระวิหารเดิมเกิดชำรุดทรุดโทรมจนใช้การไม่ได้ คณะสงฆ์จังหวัดได้ประชุมตกลงกันให้อัญเชิญพระประธาน ไปประดิษฐานไว้ ณ ด้านหลังพระวิหารวัดพระสิงห์ และทำการก่อสร้างขึ้นใหม่เมื่อพ.ศ.2515 ท่านพระครูพิพัฒน์คณาภิบาล(ทอง สิริมงคโล) รักษาการเจ้าอาวาส ขณะนั้นได้อาราธนาหลวงพ่อตโป จากวัดพระสิงห์กลับสู่พระวิหารร่ำเปิง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2518
3 3. พระพุทธรูปหลวงพ่อศรีอโยธยา เป็นพระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ มีอายุประมาณ 700-800 ปี หล่อด้วยศิลา ขนาดหน้าตกกว้าง 30 นิ้ว สูง47 นิ้ว โดยจ.ส.ต. ประยุทธ ไตรเพียร และคณะได้นำมาถวายไว้เป็นสมบัติของวัดร่ำเปิง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2518
[iggetimage type=”locations” tag=”1026297240″ limits=”10″]
[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%87″ limits=”10″]
วัดฝายหิน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่
วัดฝายหิน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2206
วัดฝายหินเป็นวัดโบราณ เคยเป็นที่สถิตของพระอภัยสารทะ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่รูปแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ และปฐมสังฆราชาแห่งล้านนาไทย มีพื้นที่ มีพื้นที่ติดต่อกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับวัดฝายหินเข้าอยู่ในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นต้นมาและได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมในการพัฒนาวัดฝายหินมาโดยตลอด นอกจากนี้ วัดฝายหิน ยังเป็นศาสนาสถาน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ใช้ในการประกอบพิธีในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ลำดับเจ้าอาวาส:
1. ครูบามารวิชัย (อดีต – พ.ศ. 2398)
2. พระอภัยสารทะ (2399- 2457)
3. พระปลัดคำซาว อินทนนฺโท (2458- 2493)
4. พระอธิการศรีมูล ญาณวโร (2494- 2509)
5. ครูบาแดง (2510- 2519)
6. พระศรีธรรมบัณฑิต (2520- 2530)
7. พระอธิการสิงห์แก้ว (2530- 2532)
8. พระมหาทองรัตน์ รตนวณฺโณ (2532- 2535)
9. พระครูใบฏีกาสุรัตน์ ฐานิสฺสโร (2535- 2538)
10. พระมหา ดร. ไสว เทวปุญฺโญ ปธ.4, PhD. (PHILOSOPHY) (2539- ปัจจุบัน)
งานศิลปกรรม
1 รูปปั้นครูบามารวิชัย รูปปั้นของครูบามารวิชัย ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาแก่ผู้ที่มาวัด ทุกวันที่ 21 เมษายนของทุกปี จะมีการจัดให้สรงน้ำรูปปั้น ด้วยความเชื่อว่าเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต และในวันสงกรานต์ก็จะนำรูปปั้นของครูบามารวิชัยเข้าขบวนสรงน้ำ
2 เจดีย์บรรจุอัฐิพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์(ครูบาฝายหิน) ปฐมสังฆราชของล้านนาไทย เป็นพระมหาเถระผู้ทรงความรู้ในภาษาบาลี เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกและการปฏิบัติทั้งในฝ่ายสมถกัมมัฎฐาน เป็นเจ้าอาวาสวัดฝายหินองค์ที่ 2 เคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
[iggetimage type=”locations” tag=”1682962958478432″ limits=”10″]
[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99″ limits=”10″]




























