<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วัฒนธรรมประเพณีล้านนา Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://www.at-chiangmai.com/category/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.at-chiangmai.com/category/เกี่ยวกับเชียงใหม่/วัฒนธรรมประเพณีล้านนา/</link>
	<description>วันดีวันเสีย ล้านนา หาฤกษ์ยามงานมงคล สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว ประวัติศาสตร์ล้านนา ขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนา ฮีตฮอยจารีต ประเพณีล้านนา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Jun 2023 04:11:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2021/05/cropped-atcmi-32x32.jpg</url>
	<title>วัฒนธรรมประเพณีล้านนา Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<link>https://www.at-chiangmai.com/category/เกี่ยวกับเชียงใหม่/วัฒนธรรมประเพณีล้านนา/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สิบสองเป็ง วันปล่อยผี ฮาโลวีนล้านนา</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2021 15:30:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตานธัมม์]]></category>
		<category><![CDATA[ตานเปรตพลี]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีเดือนสิบสองเป็ง]]></category>
		<category><![CDATA[วันปล่อยผี]]></category>
		<category><![CDATA[สิบสองเป็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ฮาโลวีนล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[เดือน12เป็ง]]></category>
		<category><![CDATA[เดือนสิบสองเป็ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=9826</guid>

					<description><![CDATA[<p>เดือน 12 เป็ง หรือ เดือนสิบสองเป็ง ที่เรียกกันอีกแบบของคนเหนือ คือ วันปล่อยผี เรียกได้ว่าเป็นวันฮาโลวีนล้านนา ซึ่งตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เหนือ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">สิบสองเป็ง วันปล่อยผี ฮาโลวีนล้านนา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000;">เดือน 12 เป็ง หรือ เดือนสิบสองเป็ง ที่เรียกกันอีกแบบของคนเหนือ คือ วันปล่อยผี เรียกได้ว่าเป็นวันฮาโลวีนล้านนา ซึ่งตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เหนือ</span></h2>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>วันปล่อยผี ฮาโลวีนล้านนา</strong></span> ประเพณีความเชื่อของคนเหนือชาวล้านนา ไม่ได้มีเฉพาะต่างชาติเท่านั้น อย่างทางภาคเหนือ <span style="color: #0000ff;"><strong><em>ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 เหนือ</em></strong></span> ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน วันนี้ถือว่าเป็นวันปล่อยผี เรียกอีกอย่างว่า ประเพณี 12 เป็ง ประเพณีอุทิศหาผู้ตาย คนล้านนาเรียกว่า <span style="color: #0000ff;"><strong>&#8220;เดือนสิบสองเป็ง&#8221;</strong></span> <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ตานเปรตพลี</a> ตานธัมม์ ซึ่งก็คล้ายกับวันฮาโลวีนของฝรั่ง ส่วนทางภาคอื่นๆ ก็มีชื่อเรียกตามแต่ละภาคไปและประเพณปฏิบัติที่แตกต่างกัน ส่วนของล้านนาการปฏิบัติจะเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว</p>
<p>แต่ของคนเหนือล้านนานั้นประชาชนในล้านนาไทยนิยมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษของตน คือ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ประเพณีนี้เรียกกันในแต่ละท้องถิ่นก็มีชื่อแตกต่างกันไป บางจังหวัดในล้านนาเรียกประเพณีอุทิศหาผีตายบ้าง เรียกประเวณีเดือนสิบสองบ้าง บางที่ก็เรียกประเวณีปล่อยผีปล่อยเปรต ตรงกับของภาคกลางว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>“ตรุษสารท”</strong> </span></p>
<p>ปักษ์ใต้ เรียกว่า ประเพณีเดือนสิบชิงเปรต และ ทางภาคอีสานก็คือ ประเพณีบุญข้าวประดับดิน ประเพณีที่กล่าวมานี้ โดยความหมายและจุดประสงค์เป็นอันเดียวกัน ต่างกันด้วยวิธีการทำตามจารีตประเพณีที่เคย ทำมาในท้องถิ่นของตน สำหรับการอุทิศหาผู้ตายของล้านนาไทย สัมภเวสีต่างๆ เรียกว่า “ปุพพเปตพลี” คือการทำพลีกรรมเพื่ออุทิศให้แก่ท่านที่ล่วงลับไปก่อน จัดเป็นทานคือการให้อันหนึ่งของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และจัดเป็นบุญกิริยาวัตถุ คือที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญประการหนึ่ง เรียกว่า “ปัตติทานมัยบุญ”คือบุญที่สำเร็จหรือเกิดขึ้นจากการให้ ผลแห่งความดีที่ตนทำไว้พระพุทธศาสนาได้แสดงถึงการอุทิศส่วนกุศลให้คนที่ตายไปแล้วไว้มากแห่งอันเป็นการยอมรับถึงความมีอยู่ของผลที่บุคคลอุทิศไปให้ผู้ตาย</p>
<p>ถือกันว่าในวันเดือน 12 เหนือ ขึ้น 1 ค่ำถึงเดือนแรม 14 ค่ำนั้น พระยายมราชได้ปล่อยวิญญาณสัตว์ ผู้ตายกลับมาสู่เมืองมนุษย์เพื่อขอรับเอาส่วนบุญกุศลจากญาติพี่น้องลูกหลาน จะได้พ้นจากภาวะแห่งเปรตอสุรกายทั้งหลาย &#8220;ผีต๋ายเก่าเน่าเมิน&#8221;ออกมาขอส่วนบุญจากญาติพี่น้องบนเมืองมนุษย์ รับของตานจากญาติพี่น้องเช่น อุปกรณ์ เครื่องปรุง วัตถุดิบในการทำอาหาร อาหารแห้ง อาหารสด อาหารปรุงสุก และผลไม้ ตามความเชื่อแบบล้านนา คนเฒ่าบะเก่าว่าไว้ ลูกหลานคนใดบะตานหา ผีต๋ายเก่าเน่าเมิน (ผีบรรพบุรุษ) วงศาคณาญาติที่ล่วงลับไปแล้วในวัน 12 เป็ง ผีจะแจ่งหัว เมื่อบะได้กิ๋นของกิ๋นของตานเหมือนผีตนอื่น</p>
<p>ซึ่งมูลเหตุแห่งการประกอบกิจกรรมแห่งการทำบุญอุทิศหาผู้ตายของชาวล้านนาเช่นนี้ มีอิทธิพลมาจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่สำคัญหลายคัมภีร์ที่ได้กล่าวถึง การทำบุญไปให้บุรพชนอาทิเรื่องพระเจ้าพิมพิสาร ที่ทรงอุทิศบุญแก่พระญาติของพระองค์ในคัมภีร์เปตพลี</p>
<p>คนล้านนามีความเชื่อว่าญาติพี่น้องหรือบรรพบุรุษจะมารับส่วนบุญกุศลที่ลูกหลานญาติพี่น้องได้ทำบุญไปให้ คนล้านนาเชื่อว่าวันนี้เป็นที่ ยมบาล ปล่อยเปรต ปล่อยผี ออกจากนรกที่ไม่เคยได้รับส่วนบุญกุศลก็จะมารับได้ในวันนี้ ซึ่งประเพณีนี้ชาวไทยโดยทั่วไปเรียกว่าประเพณี สารท</p>
<p>ประเพณีสารทเดือนสิบของสังคมไทย คงจะเกิดขึ้นตามพระพุทธานุญาตของพระพุทธองค์ และด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกันกับที่ชาวอินเดียมีประเพณีเปตพลี เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบุพการีนั่นเอง อันที่จริงความเชื่อในเรื่องของการเคารพบูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วนี้ จะเป็นความเชื่อที่มีอยู่โดยทั่วไปแทบทุกชาติทุกภาษา เช่นสังคมไทยก็เชื่อเช่นนี้ เช่น การเซ่นไหว้ผีเหย้าผีเรือนหรือผีปู่ย่าตายายที่เรากระทำกันมาแต่โบราณ ก็เป็นความเชื่อในทำนองเดียวกันกับพราหมณ์ต่างกันเพียงว่า ผีปู่ย่าตายายของไทยเรานั้น มักจะอยู่ประจำตามหมู่บ้านเรือนของลูกหลาน</p>
<p>ประเพณีที่ชาวล้านนาปฏิบัติกันมาหลายชั่วอายุคน มีความเชื่อว่าในโลกของนรกภูมิ ได้มีการปลดปล่อยเหล่าวิญญาณ ผีเปรตต่างๆ เพื่อมาขอรับส่วนบุญส่วนกุศล ดังนั้นจึงเป็นการปฏิบัติประเพณีด้วยความกตัญญู ต้องการให้บุคคลผู้เป็นที่รักพบกับความสุขในปรโลก จึงได้ทำกันสืบๆ มา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">สิบสองเป็ง วันปล่อยผี ฮาโลวีนล้านนา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประเพณีตานเปรตพลี อุทิศส่วนบุญหาผู้ตาย</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2021 14:30:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[12 เป็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ตานขันข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ทานไปหาผู้ล่วงลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีเดือน 12 เป็ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=9822</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเพณีอุทิศหาผู้ตาย บางทีเรียกว่า ประเพณีเดือน 12 เป็ง ประชาชนในภาคเหนือ นิยมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษของตน คือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ลุงป้า ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ประเพณีตานเปรตพลี อุทิศส่วนบุญหาผู้ตาย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #339966;">ประเพณีอุทิศหาผู้ตาย บางทีเรียกว่า ประเพณีเดือน 12 เป็ง ประชาชนในภาคเหนือ นิยมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษของตน คือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ลุงป้า ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว</span></h2>
<p>ประเพณีนี้เรียกกันแต่ละท้องถิ่น ก็มีชื่อแตกต่างกันไป บางจังหวัดในภาคเหนือเรียกประเพณีอุทิศหาผู้ตายว่า ประเพณีเดือนสิบสองบ้างประเพณีปล่อยผีปล่อยเปรตบ้าง ตรงกับภาคกลางว่า &#8220;ตรุษสารท” ปักษ์ใต้เรียกว่า ประเพณีเดือนชิงเปรตและภาคอีสานก็คือ ประเพณีบุญข้าวประดับดิน ประเพณีที่กล่าวมานี้ โดยความหมายและจุดประสงค์เป็นอันเดียวกัน ต่างกันด้วยวิธีการทำตามจารีตประเพณีที่เคยทำมาในท้องถิ่นของตน</p>
<p>สำหรับการอุทิศหาผู้ตายของภาคเหนือ มีประเพณีสืบต่อกันมาเนื่องในการอุทิศกุศลแก่ญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วถือกันว่าในเดือน 12 เหนือขึ้น 1 ค่ำถึงเดือนแรม 14 ค่ำนั้น พระยายมราชได้ปล่อยวิญญาณสัตว์ ผู้ตายกลับมาสู่เมืองมนุษย์ เพื่อขอรับเอาส่วนบุญส่วนกุศลจากญาติพี่น้องลูกหลานจะได้พ้นจากภาวะแห่งเปรตอสูรกายทั้งหลาย ดังนั้นการปฏิบัติต่อประเพณีก็ด้วยการกตัญญู ต้องการให้บุคคลผู้เป็นที่รักพบกับความสุขในปรโลกจึงได้ทำสืบต่อกันมา</p>
<p>ตำนานทางพระพุทธศาสนากล่าวถึง เปรตราชของพระราชาพิมพิสารไว้ดังนี้ ในกับปที่ 92 นับแต่ภัทรกัลป์ปขึ้นไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า &#8220;ปุสสะ” พระพุทธบิดาทรงพระนามว่า &#8220;พระเจ้าชยเสนะ” พระพุทธมารดามีพระนามว่า &#8220;ศิริมา” พระเจ้าชยเสนะยังมีพระราชบุตรอีก 3 พระองค์ ต่างพระมารดาและเป็นพระกนิษฐาภาภาของพระปุสสะพระพุทธเจ้า ราชบุตรทั้ง 3 นี้ มีเจ้าพนักงานรักษาคลังหนึ่งเก็บส่วยในชนบท กาลต่อมาพระราชบุตรทั้งสามมีพระราชประสงค์จะบำเพ็ญกุศลบำรุงพระศาสนา ผู้เป็นพระเชษฐภาดา ตลอดไตรมาส จึงขอทูลอนุญาตแก่พระบิดา เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว พระราชบุตรทั้งสามจึงตรัสสั่งเจ้าพนักงาน ผู้เก็บส่วยในชนบทของพระองค์ให้สร้างวิหาร ครั้งสร้างเสร็จแล้ว พระราชบุตรทั้งสามจึงนำเสด็จพระพุทธเจ้าไปที่วิหารและทูลถวายวิหารแก่พระศาสดา แล้วสั่งเจ้าพนักงานรักษาพระคลังและพนักงานเก็บส่วยว่า เจ้าจงดูแลและจัดของเคี้ยวของฉันถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ 90,000 องค์ที่เป็นพุทธบริวาร และตัวเราทั้งสามกับบริวารทุกๆ วัน ตลอดจนไตรมาสด้วย ตั้งแต่วันนี้ไปเราจักไม่พูดอะไร ตรัสแล้วก็พาบริวาร 1,000 องค์ สมาทานศีล 10 แล้วประทับอยู่ในวิหารตลอดไตรมาส เจ้าพนักงานรักษาพระคลัง และเจ้าพนักงานเก็บส่วย ผลัดกันดูแลทานวัตต์ตามความประสงค์ของพระราชบุตรทั้งสามด้วยความเคารพ</p>
<p>ครั้งนั้น ชาวชนบทบางพวกจำนวน 84,000 คน ได้ทำอันตรายต่อทานวัตต์ของพระราชบุตรทั้งสาม มีกินไทธรรมเสียเองบ้าง ให้แก่บุตรเสียบ้าง เผาโรงครัวเสีย ชนเหล่านั้นครั้งทำลายขันธ์แล้วจึงไปบังเกิดในนรก กาลล่วงไปถึง 92 กัลป จนถึงกัลปนี้ ในพระพุทธศาสนาพระกัสสะสัมมาสัมพระพุทธเจ้าชนเหล่านี้มีจิตอันอกุศลเบียดเบียนแล้วนั้น ได้มาบังเกิดในหมู่เปรต ครั้งนั้นมนุษบ์ทำบุญให้ทานอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติที่เป็นเปรตของตน เปรตเหล่านั้นก็ได้ซึ่งทิพย์สมบัตินานาประการ แต่หมู่เปรตผู้ทำลายเครื่องไทยธรรมพระราชบุตรทั้งสามนั้นหาได้รับส่วนกุศลไม่ เปรตเหล่านั้นจึงทูลถามพระกัสสปะพุทธเจ้าว่า ข้าพระพุทธเจ้านี้ พึงได้สมบัติอย่างนี้บ้างหรือไม่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายยังไม่ได้สมบัติ บัดนี้ ต่อไปภายหน้าพุทธกาลแห่งพระโคดมพระพุทธเจ้าญาติของท่านทั้งหลายจักได้เป็นพระราชา ทรงพระนามว่า &#8220;พิมพิสาร” และจักได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วอุทิศส่วนบุญถึงท่านทั้งหลาย เมื่อนั้นแหละท่านจะได้สมบัติดังนี้</p>
<p>การล่วงมาได้พุทธันดรหนึ่งถึงพระพุทธศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้เจ้าพนักงานผู้เก็บส่วยของพระราชบุตรทั้งสามได้มาบังเกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสาร แต่หาได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตที่เป็นญาติไม่ เปรตที่เป็นญาติเหล่านั้นมาคอยรับส่วนกุศลอยู่ เมื่อมิได้รับส่วนกุศลตามความปรารถนาก็เสียใจ พอถึงเวลาตีหนึ่งก็ส่งเสียงร้องประหลาดน่าสะพรึงกลัว ครั้นรุ่งสางขึ้น พระเจ้าพิมพิสารก็เสด็จเข้าเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเหตุนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเนื้อความทั้งปวง แต่หนหลังให้พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบ พระเจ้าพิมพิสารจึงอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เข้าไปรับเครื่องไทยธรรมในพระราชนิเวศน์ แล้วพระราชาทรงกระทำทักษิโณทก ทรงอุทิศว่าทานนี้จงถึงหมู่ญาติของเรา ขณะนั้นฝูงเปรตที่มีความกระวนกระวายและร่างกายที่น่าเกลียดน่ากลัวก็สูญหายไป กลับมีผิวพรรณงามผ่องใสดั่งทอง แล้วพระราชาถวายยาคูและของเคี้ยวอุทิศถึงญาติอีก ยาคูและของเคี้ยวอันเป็นทิพย์ก็เกิดขึ้นในสำเร็จประโยชน์แก่ฝูงเปรตที่เป็นญาติเหล่านั้น แล้วพระราชาถวายผ้าและเสนาสนะทรงอุทิศถึงญาติอีก ผ้าและเครื่องเสนาอาสนะปราสาทล้วนแต่เป็นทิพย์ให้สำเร็จประโยชน์แก่ฝูงเปรตเหล่านั้นได้ประสบความสุข พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก</p>
<p>ในครั้งนั้นมีเรื่องสืบมาว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนาติโรกัณฑสูตร ทรงสรรเสริญทานที่นายกอุทิศบริจาคแก่ญาติที่ตายไปแล้วอีกหลายวัน แล้วกล่าวคำอุทิศถึงญาติว่า &#8220;อทํ โว ญาตีนํ โหตุ ญาตโยฯ” ทานนี้จงถึงญาติทั้งหลาย (ที่เกิดในเปรตวิสัย) ขอญาติเหล่านั้นจงมีความสุข (คือได้เสวยผลแห่งทานด้วยความสำรวม) อนึ่งผู้ที่บริจาคทานนั้นก็หาได้ไร้ผลไม่ เป็นการสร้างสมบุญกุศลให้เพิ่มยิ่งขึ้น กลับมีบุญกุศลยิ่งใหญ่ให้ผู้อื่นได้อนุโมทนาอก การร้องไห้เศร้าโศก ปริเวทนา หาผู้ที่ตายไปไม่เป็นประโยชน์อย่างไรแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว มีแต่การทำบุญอุทิศกุศลเท่านั้น จะได้ผลแก่เขาในปรภพแล</p>
<p>ในวันเดือน 12 เหนือ ขึ้น 14 ค่ำ จะเป็นวันแต่งดาเตรียมข้าวปลาอาหาร ขนมหวาน ผลไม้ไว้พร้อมสรรพ รุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเดือน 12 เพ็ญ ชาวบ้านจะนำเอาอาหารใส่ถาดไปวัดและจะถวายแด่พระภิกษุ เรียกว่า &#8220;<span style="color: #339966;"><strong><a style="color: #339966;" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b9/">ทานขันข้าว</a></strong></span>” มีการหยาดน้ำอุทิศบุญกุศลด้วย โดยให้พระเป็นผู้กรวดน้ำให้เพราะถือว่าท่านเป็นผู้ทรงศีล บุญกุศลจะถึงแก่ผู้ตายได้ง่าย</p>
<p>การทำบุญอุทิศกุศลนั้น มีการทำ 2 แบบ คือ 1. อุทิศแก่ผู้ตายธรรมดา 2. อุทิศแก่ผู้ตายโดยอุบัติเหตุ พวกผีตายโหง อุทิศแก่ผู้ตายธรรมดา ญาติจะเอาอาหารไปถวายที่วัดถือว่าวิญญาณผู้ตายธรรมดาเข้าออกวัดได้โดยสะดวก ส่วนผีตายโหงนั้น เข้าวัดไม่ได้เพราะอำนาจแห่งเวรกรรมญาติต้องถวายอาหารพระนอกวัด คือ นิมนต์พระมานอกกำแพงวัดแล้วถวาย เช่นเดียวกับบุญข้าวประดับดินของอีสาน การทำบุญอุทิศถึงผู้ตายนี้ ถ้ามีญาติหลายคนที่ตายไปแล้วจะต้องอุทิศให้คนละขันหรือคนละถาด กล่าวคือ จะต้องถวายตามจำนวนคน แต่บางรายก็จะจดรายชื่อให้พระ เวลาพระให้พรจะได้ออกชื่อผู้ตายตัวอย่างคำให้พระอุทิศแก่ผู้ตายดังนี้</p>
<p>&#8220;ดีและอัชชะในวันนี้ก็หากเป็นวันดี สะหรีอันประเสริฐล้ำเลิศกว่าวันดังหลาย บัดนี้ หมายมีมูลศรัทธา &#8230;..(ชื่อผู้ถวาย)&#8230;ได้สระหนงชงขวายตกแต่งแป๋งพร้อมน้อมนำมา ยังมธุบุปผาลาชนดวลดอกข้าวตอกไม้ลำเทียน ข้าวน้ำภาชนะ อาหารมาถวายเป็นทานเพื่อจะอุทิศผละหน้าบุญ ผู้อันจุติตาย มีนามกรว่า &#8230;..(ผู้ตาย)&#8230;.หากว่าได้วางอารมณ์อาลัย มรณะจิตใจไปบ่ช่าง ไปตกท้องหว่างจตุราบาย ร้อนบ่ได้อาบ อยากบ่ได้กิ๋น ดังอั๋นก็ดี ขอพละหน้าบุญอันนี้ไปอุ้มปกยกออก จากที่ร้ายกลายมาสู่ที่ดี หื้อได้เกิดเป็นเทวบุตร เทวดา อินทราพรหมตนประเสริฐดั่งอั้นก็ดี ขอพละหน้าบุญอันนี้ไปเตื่อมแถม ยังสหรี่สัมปติยิ่งกว่าเก่า สุขร้อยเท่าพันปูนผละหน้าบุญนี้ชักนำรอดเถิงเวียงแก้วยอดเนรพานั้นจุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลี&#8230;.</p>
<p>ศรัทธาประชาชนบางคนนอกจากทานขันข้าวอุทิศส่วนกุศลแล้ว ยังนิมนต์พระมาเทศน์ที่บ้านอุทิศกุศลแก่ผู้ตายด้วย บางรายก็ไปนิมนต์พระเทศน์ที่วัดพร้อมกับการถวายอาหาร ทานขันข้าวพระคัมภีร์ที่นิยมเทศน์ในวันดังกล่าวนี้ประกอบด้วย</p>
<p>1. ธรรมเปรตพลี</p>
<p>2. ธรรมมาลัยโผดโลก</p>
<p>3. ธรรมมูลนิพพาน</p>
<p>4. ธรรมมหามูลนิพพาน</p>
<p>5. ธรรมตำนานดอนเต้า</p>
<p>6. ธรรมตำนานพระยาอินทร์</p>
<p>คัมภีร์เหล่านี้มักใช้เทศน์อุทิศส่วนกุศล เจ้าอาจบูชาเอาผูกใดผูกหนึ่ง คือ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเทศน์ให้ฟังเป็นอานิสงส์แห่งการฟังธรรมอุทิศเป็นปุพเปรตพลี</p>
<p>การทำบุญอุทิศหาผู้ตายนี้ หากจะพิจารณาถึงประโยชน์แล้วได้สิ่งที่เป็นสาระหลายประการคือ</p>
<p>1. เป็นการสร้างความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพชน</p>
<p>2. เป็นการสังคหะช่วยเหลือผู้ตายอื่นๆและถวายอาหารแก่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมากซึ่งจำพรรษาอยู่</p>
<p>3. เป็นการสร้างความสามัคคียึดเหนี่ยวน้ำใจคนข้างเคียงมิตรสหาย</p>
<p>4. เป็นการสร้างความสุขให้แก่ผู้กระทำ</p>
<p>5. เป็นการอบรมลูกหลานให้เข้าใจในระเบียบประเพณี</p>
<p>6. เป็นการอนุรักษ์มรดกบรรพบุรุษไว้นานเท่านั้น ดังนั้น ประเพณีอุทิศหาผู้ตายในวันเพ็ญเดือนสิบสอง จึงเป็นประเพณีที่ดีงาม ควรแก่อนุรักษ์ไว้ให้เจริญและคงอยู่กับลูกหลานสืบไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">ประเพณีตานเปรตพลี อุทิศส่วนบุญหาผู้ตาย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันดีวันเสีย ตำราล้านนาโบราณ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2017 04:57:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ฤกษ์ยาม ล้านนา วันดีวันเสีย]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตำราล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตำฮาปื้นเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มื้อจั๋นวันดี]]></category>
		<category><![CDATA[ฤกษ์ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วันจ๋ม]]></category>
		<category><![CDATA[วันดี]]></category>
		<category><![CDATA[วันดีวันเสีย]]></category>
		<category><![CDATA[วันนำโจค]]></category>
		<category><![CDATA[วันฟู]]></category>
		<category><![CDATA[วันเสีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตำราปื้นเมืองโบราณ ตำราโบราณเกี่ยวกับ วันดี วันเสีย ฤกษ์งามยามดีล้านนา ในการทำการมงคลของทางภาคเหนือ เพื่อให้เป็นแนวทางในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93/">วันดีวันเสีย ตำราล้านนาโบราณ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #008000;">ตำราปื้นเมืองโบราณ ตำราโบราณเกี่ยวกับ วันดี วันเสีย ฤกษ์งามยามดีล้านนา ในการทำการมงคลของทางภาคเหนือ เพื่อให้เป็นแนวทางในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ</span></h2>
<p>ความเป็นมาของความเชื่อและศรัทธาในสังคมล้านนามีวิวัฒนาการ ก่อนที่คนล้านนาจะหันมานับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด คนล้านนาเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ เชื่อเรื่องวิญญาณ นับถือผี บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าสามารถปกป้องคุ้มครองผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุข เวลาคนล้านนาจะประกอบกิจกรรมใด จึงยึดถือในสิ่งที่เป็นสิริมงคล เชื่อในฤกษ์ยามเป็นหลัก วันไหนวันดี วันไหนไม่ดี วันไหน ยามใด ข้างขึ้นหรือแรม เดือนอะไร ทั้งหมดนี้เป็นสำเหนียกของคนล้านนาโบราณเสมอมา</p>
<style>
div.sticky1 {<br />  position: -webkit-sticky;<br />  position: sticky;<br />  top: 0;<br />}<br /></style>
<div class="col-md-3">
<div class="sticky1">
<h3><span style="color: #ff0000;">เมนูทางลัด</span></h3>
<p><a id="ddm1" href="#">เดือน วันเสีย</a><br />
<a id="ddm2" href="#">กิจกรรม วันดี</a><br />
<a id="ddm3" href="#">วันนำโจค ข้างขึ้น-ข้างแรม</a><br />
<a id="ddm4" href="#">วันจ๋ม – วันฟู</a><br />
<a id="ddm5" href="#">วันป่ายเข้า-วันป่ายออก</a><br />
<a id="ddm6" href="#">วันขึ้นบ้านใหม่</a><br />
<a id="ddm7" href="#">วันปลูกเฮือน (เรือน)</a><br />
<a id="ddm8" href="#">ตำฮาดูฤกษ์วันขึ้นบ้านใหม่</a><br />
<a id="ddm9" href="#">วันแป๊ (ชนะ) ยาม</a><br />
<a id="ddm10" href="#">ยามแป็ (ชนะ) วัน</a><br />
<a id="ddm11" href="#">การเทียบเดือน ล้านนา</a><br />
<a id="ddm12" href="#">การนับปี๋ ของล้านนาไทย</a></p>
</div>
</div>
<div class="col-md-9">
<h3><a name="ddm1"></a><span style="color: #99cc00;">เดือน วันเสีย</span></h3>
<p>เดือน <span style="color: #ff6600;">เกี๋ยง ห้า เก้า</span> เสียวัน <span style="color: #ff0000;">อาทิตย์ จันทร์</span><br />
เดือน <span style="color: #ff6600;">ยี่ หก สิบ</span> เสียวัน <span style="color: #ff0000;">อังคาร</span><br />
เดือน <span style="color: #ff6600;">สี่ แปด สิบสอง</span> เสียวัน <span style="color: #ff0000;">พุธ ศุกร์</span><br />
เดือน <span style="color: #ff6600;">สาม เจ็ด สิบเอ็ด</span> เสียวัน <span style="color: #ff0000;">เสาร์ พฤหัสบดี</span></p>
<h3><a name="ddm2"></a><span style="color: #99cc00;">กิจกรรม วันดี</span></h3>
<p><span style="color: #ff6600;">นุ่งผ้าใหม่</span> อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ –<br />
<span style="color: #ff6600;">สระผม</span> อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์<br />
<span style="color: #ff6600;">ตัดผม</span> อาทิตย์ จันทร์ พฤหัสบดี<br />
ศุกร์ เสาร์ –<br />
<span style="color: #ff6600;">ตัดเล็บ</span> จันทร์ พุธ ศุกร์</p>
<h3><span style="color: #99cc00;"><a style="color: #99cc00;" name="ddm3"></a>วันนำโจค ทั้งข้างขึ้น-ข้างแรม</span></h3>
<p>วันเสียตามตำราล้านนาพื้นเมือง ข้างขึ้นและข้างแรม (ของทุกๆ เดือน) ปัยจัยเหตุ</p>
<p><span style="color: #3366ff;">1 ค่ำ</span> จ๊างแก้วขึ้นสู่โรงธรรม <span style="color: #99cc00;">ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">2 ค่ำ</span> ฟังธรรมกล๋างป่าจ๊า <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #3366ff;">3 ค่ำ</span> ล้างมือถ้าคอยกิ๋น <span style="color: #99cc00;">ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">4 ค่ำ</span> นอนปล๋ายติ๋นตากแดด <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">5 ค่ำ</span> ผีแววล้อมปองเอา <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #3366ff;">6 ค่ำ</span> ลงสะเปาไปก๊า <span style="color: #99cc00;">ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">7 ค่ำ</span> เคราะห์อยู่หน้าต๋าจน <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">8 ค่ำ</span> สาละวนบ่เมี้ยน <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">9 ค่ำ</span> ถูกเสี้ยนพระราม <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">10 ค่ำ</span> หาความงามบ่ได้ <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #3366ff;">11 ค่ำ</span> ขี้ฮ้ายกล๋ายเป๋นดี <span style="color: #99cc00;">ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">12 ค่ำ</span> บ่มีดีสักอย่าง <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #3366ff;">13 ค่ำ</span> จัยยะปราบจมปู <span style="color: #99cc00;">ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">14 ค่ำ</span> สัตถูปองฆ่า <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span><br />
<span style="color: #ff9900;">15 ค่ำ</span> ถูกแม่ผีหลวง <span style="color: #ff6600;">ไม่ดี</span></p>
<h3><span style="color: #99cc00;"><a style="color: #99cc00;" name="ddm4"></a>วันจ๋ม – วันฟู</span></h3>
<p>วันจ๋ม คือ วันเสีย วันไม่ควรทำการอันเป็นมงคลต่างๆ ทุกอย่าง เพราะจะนำไปสู่ความล่มจมหายนะ จะทำการอะไรต้องเลือกทำการในวันฟู คือ วันดี วันที่เฟื่องฟู นำไปสู่ความก้าวหน้า ควรทำการมงคลในวันนี้ วันจมและวันฟูรู้ได้อย่างไร โบราณท่านได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานดังนี้</p>
<table style="width: 80%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<th><strong><span style="color: #ff6600;">เดือน</span></strong></th>
<th><strong><span style="color: #ff6600;">วันฟู</span></strong></th>
<th><strong><span style="color: #ff6600;">วันจ๋ม</span></strong></th>
</tr>
<tr>
<th>เกี๋ยง</th>
<th>จันทร์</th>
<th>ศุกร์</th>
</tr>
<tr>
<th>ยี่</th>
<th>อังคาร</th>
<th>อาทิตย์</th>
</tr>
<tr>
<th>สาม</th>
<th>พุธ</th>
<th>อาทิตย์</th>
</tr>
<tr>
<th>สี่</th>
<th>พฤหัสบดี</th>
<th>จันทร์</th>
</tr>
<tr>
<th>ห้า</th>
<th>ศุกร์</th>
<th>เสาร์</th>
</tr>
<tr>
<th>หก</th>
<th>เสาร์</th>
<th>พุธ</th>
</tr>
<tr>
<th>เจ็ด</th>
<th>อาทิตย์</th>
<th>พฤหัสบดี</th>
</tr>
<tr>
<th>แปด</th>
<th>พุธ</th>
<th>อาทิตย์</th>
</tr>
<tr>
<th>เก้า</th>
<th>พฤหัสบดี</th>
<th>จันทร์</th>
</tr>
<tr>
<th>สิบ</th>
<th>ศุกร์</th>
<th>อังคาร</th>
</tr>
<tr>
<th>สิบเอ็ด</th>
<th>เสาร์</th>
<th>พุธ</th>
</tr>
<tr>
<th>สิบสอง</th>
<th>อาทิตย์</th>
<th>พฤหัสบดี</th>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #99cc00;"><a style="color: #99cc00;" name="ddm5"></a>วัน ป่ายเข้า-วันป่ายออก(ป่ายเข้าดี)</span></h3>
<table style="width: 80%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<th><strong><span style="color: #ff6600;">เดือน</span></strong></th>
<th><strong><span style="color: #ff6600;">-ป่ายเข้า</span></strong></th>
<th><strong><span style="color: #ff6600;">-ป่ายออก</span></strong></th>
</tr>
<tr>
<th>เกี๋ยง</th>
<th>-เสาร์</th>
<th>-อาทิตย์</th>
</tr>
<tr>
<th>ยี่</th>
<th>-ศุกร์</th>
<th>-เสาร์</th>
</tr>
<tr>
<th>สาม</th>
<th>-อาทิตย์</th>
<th>-จันทร์</th>
</tr>
<tr>
<th>สี่</th>
<th>-พุธ</th>
<th>-พฤหัสบดี</th>
</tr>
<tr>
<th>ห้า</th>
<th>-อังคาร</th>
<th>-พุธ</th>
</tr>
<tr>
<th>หก</th>
<th>-พฤหัสบดี</th>
<th>-ศุกร์</th>
</tr>
<tr>
<th>เจ็ด</th>
<th>-อังคาร</th>
<th>-จันทร์</th>
</tr>
<tr>
<th>แปด</th>
<th>-พฤหัสบดี</th>
<th>-ศุกร์</th>
</tr>
<tr>
<th>เก้า</th>
<th>-พุธ</th>
<th>-พฤหัสบดี</th>
</tr>
<tr>
<th>สิบ</th>
<th>-อังคาร</th>
<th>-พุธ</th>
</tr>
<tr>
<th>สิบเอ็ด</th>
<th>-จันทร์</th>
<th>-อาทิตย์</th>
</tr>
<tr>
<th>สิบสอง</th>
<th>-อาทิตย์</th>
<th>-จันทร์</th>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #99cc00;"><a style="color: #99cc00;" name="ddm6"></a>วันขึ้นบ้านใหม่ ถ้าเดือนนั้นได้ฤกษ์ตรงวันใดโบราณเปิ้นว่าหื้อทำดังนี้</span></h3>
<p>อาทิตย์ ให้กินข้าว3คำแล้วขึ้นก่อน ดี<br />
จันทร์ เอาของหอมขึ้นก่อน ดีนัก<br />
อังคาร เอาน้ำใส่หม้อใส่ใหขึ้นก่อนดีนัก<br />
พุธ เอาข้าวเปลือกขึ้นก่อนดี<br />
พฤหัสบดี เอาดอกไม้ของหอมใส่ขันขึ้นก่อนดี<br />
ศุกร์ เอาดอกไม้สีขาวใส่ขันขันขึ้นก่อนดี<br />
เสาร์ ทำเป็นโกธแค้นให้ลูกเมียก่อนแล้วขึ้นดี<br />
(ห้ามใช้วาจาดุด่า)</p>
<h3><span style="color: #99cc00;"><strong><a style="color: #99cc00;" name="ddm7"></a>วันปลูกเฮือน (เรือน)</strong></span></h3>
<table style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
<tr>
<td> ๑.ปลูกเฮือนวันอาทิตย์</td>
<td> มีเรื่องร้ายอุบาทว์</td>
</tr>
<tr>
<td> ๒.ปลูกเฮือนวันจันทร์</td>
<td> ทำได้ ๒ เดือน จักได้ลาภใหญ่</td>
</tr>
<tr>
<td> ๓.ปลูกเฮือนวันอังคาร</td>
<td> มักมีความเจ็บไข้</td>
</tr>
<tr>
<td> ๔.ปลูกเฮือนวันพุธ</td>
<td> ได้ลาภ ผ้าผ่อนเพชรแก้วเเหวนเงินทอง</td>
</tr>
<tr>
<td> ๕ ปลูกเฮือนวันพฤหัสบดี</td>
<td> จักมีความสุขสำราญ</td>
</tr>
<tr>
<td> ๖. ปลูกเฮือนวันศุกร์</td>
<td> ตุ็กข์สุขมีปอๆ กั๋น</td>
</tr>
<tr>
<td> ๗. ปลูกเฮือนวันเสาร์</td>
<td> จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #99cc00;"><strong><a style="color: #99cc00;" name="ddm8"></a>ตำฮา ขึ้นบ้านใหม่</strong></span></h3>
<p><span style="color: #99cc00;"><strong>(วิธีดูฤกษ์วันยามขึ้นบ้านใหม่)</strong></span></p>
<table style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
<tr>
<td> ขึ้นวันอาทิตย์</td>
<td> กิ๋นข้าวแล้วขึ้น (เอาคนจื้นแก้วหรือคำขึ้นก่อน)</td>
</tr>
<tr>
<td> ขึ้นวันจันทร์</td>
<td> เอาขันข้าวตอกดอกไม้ขึ้นก่อน</td>
</tr>
<tr>
<td> ขึ้นวันอังคาร</td>
<td> เอาแก้วใส่น้ำขึ้นก่อน</td>
</tr>
<tr>
<td> ขึ้นวันพูธ</td>
<td> เอาข้าวจื้นขึ้นก่อน</td>
</tr>
<tr>
<td> ขึ้นวันพฤหัสบดี</td>
<td> เอาไม้บรรทัด กับหนังสือขึ้นก่อน</td>
</tr>
<tr>
<td> ขึ้นวันศุกร์</td>
<td> เอาข้าวสาร ขึ้นก่อน</td>
</tr>
<tr>
<td> ขึ้นวันเสาร์</td>
<td> เอาบ่าหิน กับขาวน ขึ้นก่อน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #99cc00;"><strong><a style="color: #99cc00;" name="ddm9"></a>วันแป๊ (ชนะ) ยาม</strong></span></h3>
<p>ก่อนจะออกจากบ้านไปที่ไหน ๆ ด้วยความรีบด่วน จะหากฤษ์หายามก็ไม่ทัน มีวิธีแก้ยาม เรียกว่า<strong> &#8220;ทำวันหื้อแป๊&#8221; (ชนะ) ยาม</strong> ดังนี้</p>
<table style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
<tr>
<td> ไปวันอาทิตย์</td>
<td> หื้อเอามือลูบหัว ๓ ครั้ง แล้วออกเดินทาง นาคชนะครุฑ</td>
</tr>
<tr>
<td> ไปวันจันทร์</td>
<td> หื้อเอนหลังนอน ๑ นาที แล้วออกเดินทาง  เนื้อชนะเสือโคร่ง</td>
</tr>
<tr>
<td> ไปวันอังคาร</td>
<td> หื้อดื่มน้ำ ๓ กลืน แล้วออกเดินทางเนื้อน้อยชนะราชสีห์</td>
</tr>
<tr>
<td>ไปวันพุธ</td>
<td> หื้อกินข้าว ๓ กำ  แล้วออกเดินทาง พระ ร์ชนะราหู</td>
</tr>
<tr>
<td>ไปวันพฤหัสบดี</td>
<td> หื้อเอาขึ้เถ้ากล๋างเตาไฟทาเเขน  แล้วออกเดินทาง  งูชนะรู้ง</td>
</tr>
<tr>
<td>ไปวันศุกร์</td>
<td> หื้อไหว้พระเจ้าก่อน  แล้วออกเดินทาง ละมั่งชนะราชสีห์</td>
</tr>
<tr>
<td>ไปวันเสาร์</td>
<td> หื้อเอามือตบขา ๓ ครั้ง แล้วออกเดินทาง  แมลงภู่ชนะจ๊าง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #99cc00;"><strong><a style="color: #99cc00;" name="ddm10"></a>ยามแป็ (ชนะ) วัน</strong></span></h3>
<p>ก่อน จะออกจากบ้านก็ดี หรือจะปลูกบ้านใหม่  เข้าบ้านใหม่แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่<br />
ทำการมงคลทุกอย่าง แต่หาวันบ่ได้ มีพิธีดังนี้ หื้อเอาวันยามเป็นเกณฑ์จะเป็นวันไหนก็ได้</p>
<table style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
<tr>
<td> วันอาทิตย์</td>
<td> ยามเที่ยงตรง      เจ้ามโหสถชนะ  เกวัตตะพราหมณ์  ดี</td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td> ยามพลบคํ่า        องค์คุลิมารชนะศัตรู  ดี</td>
</tr>
<tr>
<td>  วันจันทร์</td>
<td> ยามสาย             จ๊างชนะราชสีห์  ดี</td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td> ยามเย็น             แมลงภู่ชนะจ๊าง  ดี</td>
</tr>
<tr>
<td>  วันอังคาร</td>
<td> ยามรุ่งเจ็า           พระพุทธเจ้าชนะมาร  ดี</td>
</tr>
<tr>
<td>  วันพุธ</td>
<td> ยามใกล้จะเที่ยง   นกไส้ชนะจ๊างสาร  ทรพีชนะพ่อ ดี</td>
</tr>
<tr>
<td> วันพฤหัสบดี</td>
<td> ยามใกล้จะเที่ยง   นางอัสสะมุขี ได้พรามหณ์เป็นผัว  ดี</td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td> ยามบ่าย             บุตรีกํ๋าพร้า  ได้ผญาเจ้าเมือง  ดี</td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td> ยามคํ่า               พระอินทร์ชนะไอยศวร    ดี</td>
</tr>
<tr>
<td> วันศุกร์</td>
<td> ยามเที่ยงตรง       พระยาวิเทหะราช ได้นางอุทุมพรเป็นมเหสี  ดี</td>
</tr>
<tr>
<td> วันเสาร์</td>
<td> ยามบ่าย             พระยากุสลาดได้นางประภาวดีมาเป็นมเหสี  ดี</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #99cc00;"><strong><a style="color: #99cc00;" name="ddm11"></a>หลักการเทียบเดือน  </strong></span></h3>
<table style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td colspan="4"></td>
</tr>
<tr>
<td>ที่</td>
<td> เดือนสากล</p>
<p>(ไทย)</td>
<td>เดือนภาคกลาง</td>
<td> เดือนเหนือ</p>
<p>(ล้านนา)</td>
</tr>
<tr>
<td> ๑</td>
<td>มกราคม</td>
<td> ๒</td>
<td> ๔</td>
</tr>
<tr>
<td>๒</td>
<td>กุมภาพันธ์</td>
<td> ๓</td>
<td> ๕</td>
</tr>
<tr>
<td>๓</td>
<td>มีนาคม</td>
<td>๔</td>
<td>๖</td>
</tr>
<tr>
<td>๔</td>
<td>เมษายน</td>
<td>๕</td>
<td>๗</td>
</tr>
<tr>
<td>๕</td>
<td>พฤภาคม</td>
<td>๖</td>
<td>๘</td>
</tr>
<tr>
<td>๖</td>
<td>มิถุนายน</td>
<td>๗</td>
<td>๙</td>
</tr>
<tr>
<td>๗</td>
<td>กรกฎาคม</td>
<td>๘</td>
<td>๑๐</td>
</tr>
<tr>
<td>๘</td>
<td>สิงหาคม</td>
<td>๙</td>
<td>๑๑</td>
</tr>
<tr>
<td>๙</td>
<td>กันยายน</td>
<td>๑๐</td>
<td>๑๒</td>
</tr>
<tr>
<td>๑๐</td>
<td>ตุลาคม</td>
<td>๑๑</td>
<td>เกี๋ยง</td>
</tr>
<tr>
<td>๑๑</td>
<td>พฤศจิกายน</td>
<td>๑๒</td>
<td>ยี่</td>
</tr>
<tr>
<td>๑๒</td>
<td>ธันวาคม</td>
<td>๑</td>
<td>๓</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #99cc00;"><strong>**<a style="color: #99cc00;" name="ddm12"></a>การนับปี๋ ของล้านนาไทย เทียบกับ ไทยภาคกลาง**</strong></span></h3>
<table style="width: 100%;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
<tr>
<td> ล้านนาไทย</td>
<td> เดือนภาคกลาง</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋ไจ้   &#8211; หนู</td>
<td>ปีชวด   &#8211; หนู</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋เป้า  &#8211; วัว</td>
<td>ปีฉลู     &#8211; วัว</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋ยี     &#8211; เสือ</td>
<td>ปีขาล    &#8211; เสือ</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋เหม้า- กระต่าย</td>
<td>ปีเถาะ    &#8211; กระต่าย</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋สี     &#8211; นาค</td>
<td>ปีมะโรง  &#8211; งูใหญ่</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋ไส้    &#8211; งู</td>
<td>ปีมะเส็ง  &#8211; งูเล็ก</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋สง้า  &#8211; ม้า</td>
<td>ปีมะเมีย  &#8211; ม้า</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋เม็ด  &#8211; เเพะ</td>
<td>ปีมะเเม   &#8211; เเพะ</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋สัน   &#8211; วอก</td>
<td>ปีวอก     &#8211; ลิง</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋เล้า  &#8211; ไก่</td>
<td>ปีระกา    &#8211; ไก่</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋เส็ด &#8211; หมา</td>
<td>ปีจอ       &#8211; สุนัข</td>
</tr>
<tr>
<td>ปี๋ไก๊   &#8211; จ๊าง</td>
<td>ปีกุน       &#8211; หมู</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ความแตกต่างของชื่อปีของล้านนาไทย กับไทยภาคกลางมี ๒ อย่างด้วยกัน คือ ของล้านนาไทยนับเหมือนกัน ไทยภาคกลางนับเหมือนเขมร ซึ่งแตกต่างกันมากคือ ปี๋ไก๊ ของล้านนาไทย หมายถึง จ๊าง  ส่วนไทยภาคกลางว่า  ปีกุน หมายถึง หมู</p>
</div>
<h4><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87/"><span style="color: #ff0000;">วันเก้ากอง วิธีหาวันเก้ากอง</span></a></h4>
<p><span style="color: #cc99ff;"><strong>ดูปฏิทินล้านนา 2563</strong></span> <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2-2563-%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b9%8b%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5/">ปฏิทินล้านนา 2563 มื้อจั๋นวันดี</a>  ปีชวด พุทธศักราช 2563 ปีกัดใค้ – กดใจ้ จุลศักราช 1381 – 1382 ตัว ปกติมาส อธิวาร อธิกสุรทิน มาสเกณฑ์ 17093 อวมาน 29 หรคุณ 504789 กัมมัชพล 753 อุจจพล 3208 ดิถี 24 วาร 5 คำนวนโดย อาจารย์สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p>ดูปฏิทินล้านนา 2562</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93/">วันดีวันเสีย ตำราล้านนาโบราณ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประเพณีบูชาอินทขิล ใส่ขันดอก</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 May 2017 09:26:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[บูชาเสาอินทขิล]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีใส่ขันดอก]]></category>
		<category><![CDATA[ลัวะ]]></category>
		<category><![CDATA[เสาหลักเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เสาหลักเมืองเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เสาอินทขิล]]></category>
		<category><![CDATA[ใส่ขันดอก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%82</guid>

					<description><![CDATA[<p>พิธีบูชาเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิลหรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81/">ประเพณีบูชาอินทขิล ใส่ขันดอก</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #339966;">ประเพณีบูชาอินทขิล ใส่ขันดอก ไหว้ศาลหลักเมืองจังหวัดเชียงใหม่</span></h2>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>พิธีบูชาเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง</strong></span> ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิลหรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบดีว่า ทุกๆ ปีจะต้องมีพิธีสักการะบูชาเสาอินทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนตกมาเป็นประธานในขบวนแห่และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9 หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>วันเข้าอินทขิล</strong></span> การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็นวันออกอินทขิล จึงเรียกว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก</p>

<h3><span style="color: #339966;">ตำนานอินทขิล</span></h3>
<p><span style="color: #ff0000;"><em><strong>ตำนานอินทขิล</strong></em></span>หรือ<span style="color: #0000ff;"><strong>ตำนานสุวรรณคำแดง</strong></span>ที่พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนานั้น เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของ<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0/"><strong>ชาวลัวะ</strong></a> ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้ง 3 บ่อละ 3 ตระกูล โดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตย์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์</p>
<p>ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะเลื่องลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c/"><span style="color: #ff6600;"><strong>กุมภัณฑ์</strong></span></a> หรือยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือศีลรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้</p>
<p>พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขิลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับสวรรค์ไปแล้ว ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ</p>
<p>ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาจึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<h3><span style="color: #339966;">ลักษณะและที่ประดิษฐานของเสาอินทขิล</span></h3>
<p>เดิมมีเสาอินทขิลประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขิล ซึ่งตั้งอยู่ ณ กลางเวียงเชียงใหม่ ปัจจุบันก็คือ บริเวณหอประชุมติโลกราช ข้างศาลากลางจังหวัดเก่า ในตำนานกล่าวว่า เสาอินทขิลเดิมนั้นหล่อด้วยโลหะ จนกระทั่งสมัยพระเจ้ากาวิละ ราวปี พ.ศ. 2343 ได้ย้ายเสาอินทขิลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง โดยบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นเสาปูน และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา ปัจจุบันนี้เสาอินทขิลที่อยู่ในวิหาร เป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี บนเสาเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง เสาอินทขิลนี้สูง 1.30 เมตร วัดรอบได้ 0.67 เมตร แท่นพระสูง 0.97 เมตร วัดโดยรอบได้ 3.40 เมตร</p>
<h3><span style="color: #339966;">ประเพณีอินทขิล</span></h3>
<p>ประเพณีอินทขิล ในสมัยเจ้าผู้ครองนครกับปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธีด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์ ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์ พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ หากคนทรงทำนายว่าบ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง นอกจากนี้ยังมีการซอและการฟ้อนดาบ เป็นเครื่องสักการะถวายแด่วิญญาณบรรพบุรุษด้วย พิธีกรรมนี้ทำสืบต่อมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงหยุดไป ปัจจุบันเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ดำเนินการสืบทอดประเพณีอินทขิล โดยมีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน ในวันแรกของการเข้าอินทขิล มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระพุทธรูปคันธารราษฎร์รอบตัวเมือง เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำและใส่ขันดอก เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต ส่วนภายในวิหารอินทขิล พระสงฆ์ 9 รูป จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินภายใต้บุษบกที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป เมื่อเสร็จพิธีจะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน</p>
<p>วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์รัชกาลที่ 7 ราชวงศ์มังราย ซึ่งครองราชอาณาจักรล้านนาไทย พระองค์ทรงสร้างพระธาตุเจดีย์หลวงขึ้นเมื่อ พ.ศ.1934 ด้านหน้า พระวิหารหลวง เป็นที่ตั้งของเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมือง เสานี้ก่อด้วยอิฐถือปูน และกล่าวว่า แต่เดิมอยู่ที่วัดสะดือเมือง (หรือวัดอินทขิล) ซึ่งเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราชข้างศาลากลางหลังเก่า ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ครองเมืองเชียงใหม่ ให้ย้ายเสาอินทขิลมาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง และได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พร้อมทั้งสร้างวิหารครอบไว้เมือปี พ.ศ.2343 ต่อมา วิหารอินทขิลได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พอปี พ.ศ.2496 ครูบาขาวปี นักบุญแห่งล้านนาไทยอีกท่านหนึ่ง จึงได้สร้าง วิหารอินทขิลขึ้นใหม่ ในรูปทรงหรือสถาปัตยกรรมดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และท่าน ยังนำเอาพระพุทธรูปปางขอฝน หรือ พระคันธารราษฎร์ประดิษฐานไว้บนเสาอินทขิลอีกด้วย เพื่อให้ชาวเมืองได้กราบไหว้บูชาคู่กับหลักเมือง ต่อมาปี พ.ศ.2514 นางสุรางค์ เจริญบุญ ได้บริจาคทรัพย์ 100,000 บาท ทำการซ่อมแซมวิหารอินทขิลอีกครั้ง เสาอินทขิล (เสาที่พระอินทร ์ประทานให้) เป็นเสาหลักบ้านหลักเมืองคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เป็นที่เคารพสักการะ และนับถือว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รวม วิญญาณของชาวเมือง และบรรพบุรุษในอดีต เป็นปูชนียสถานสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ในสมัยก่อน ได้มีการทำพิธี สักการบูชา เสาอินทขิลเป็นประจำทุกปี การทำพิธีดังกล่าวมักจะทำในปลายเดือน 8 เหนือ ข้างแรมแก่ๆในวันเริ่มพิธีนั้น พวกชาวบ้านชาวเมืองทั้งเฒ่าแก่ หนุ่มสาว จะพากันนำเอาดอกไม้ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยใส่พาน หรือภาชนะ ไปทำการ สระสรงสักการบูชา การทำพิธีดังกล่าวนี้ มักจะเริ่มทำในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ (ภาคเหนือนับเดือนไวกว่าภาคกลาง 2 เดือน) เป็นประจำทุกปี จึงเรียกกันว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก</p>
<h3><span style="color: #339966;">กิจกรรมในประเพณีเข้าอินทขิล</span></h3>
<p>พิธีบูชาเสาอินทขิล พิธีนี้กระทำโดยการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิลกับรูปกุมภัณฑ์และฤาษี ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองอยู่สงบสุขร่มเย็น ช่วงเวลาสำหรับทำพิธีบูชาเสาอินทขิล คือ ช่วงปลายเดือน 8 ต่อต้นเดือน 9 วิหารอินทขิลจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปสักการบูชาตั้งแต่เช้า ซึ่งจะต้องทำพิธีพลีกรรมเครื่องบูชาดังนี้</p>
<h3><span style="color: #339966;">การบูชาอินทขิล</span></h3>
<p>เครื่องบูชามี ข้าวตอกดอกไม้ และเทียน 8 สวย พลู 8 สวย ดอกไม้เงิน 1 ผ้าขาว 1 รำ ช่อขาว 8 ผืน มะพร้าว 2 แคนง กล้วย 2 หวี อ้อย 2 เล่ม ข้าว 4 ควัก (กระทง) แกงส้ม แกงหวาน อย่างละ 4 โภชนะอาหาร 7 อย่าง ใส่ขันบูชา</p>
<h4><span style="color: #993300;">การบูชาต้นยางหลวง ในวัดเจดีย์หลวง</span></h4>
<p>เครื่องบูชามี เทียน 2 คู่ พลู 2 สวย ดอกไม้ 2 สวย หมาก 2 ขด 2 ก้อม ช่อขาว 4 ผืน หม้อใหม่ 1 ใบ กล้วย 1 หวี ข้าว 4 ควัก แกงส้มแกงหวานอย่างละ 4 โภชนะอาหาร 7 อย่าง การบูชากุมภัณฑ์ 2 ตน ในวัดเจดีย์หลวง ให้แต่งหอไม้อ้อต้นละหอ เครื่องบูชามีเทียนเงิน 4 เล่ม เทียนคำ 4 เล่ม ช่อขาว 8 ผืน ช่อแดง 8 ผืน ฉัตรขาว 2 ฉัตรแดง 2 มะพร้าว 4 แคนง กล้วย 4 หวี อ้อย 4 เล่ม ไหเหล้า 4 ไห ปลาปิ้ง 4 ตัว เนื้อสุก 4 ชิ้น เนื้อดิบ 4 แกงส้มแกงหวานอย่าง 4 เบี้ย 1300 หมก 1000 ผ้าขาว 1 รำ อาสนะ 12 ที่</p>
<h4><span style="color: #993300;">การบูชาช้าง 8 ตัว ที่พระเจดีย์หลวง</span></h4>
<p>ช้างแต่ละตัวมีเครื่องบูชาดังนี้ เทียนเงิน 1 คู่ เทียนคำ 1 คู่ ฉัตรแดง ช่อแดง 1 มะพร้าว 1 แคนง กล้วย 1 หวี อ้อย 1 เล่ม หญ้า 1 หาบ หมาก 1 ขด 1 ก้อม พลู 1 เล่ม ข้างตอกดอกไม้แดง 7 อย่าง ใส่ขันบูชา</p>
<h4><span style="color: #993300;">พิธีใส่ขันดอก</span></h4>
<p>เป็นพิธีที่กระทำต่อ จากการจุดธูปเทียนบูชาอินทขิล ทางวัดจะเตรียมพานเรียงไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนนำดอกไม้ที่ตนเตรียมมาไปวาง ในพาน (ขัน) จนครบ เหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ การถวายดอกไม้เป็นการแสดงความเคารพบูชาแก่เสาอินทขิล กุมภัณฑ์ ฤาษี และพระรัตนตรัย</p>
<h4><span style="color: #993300;">การใส่บาตรพระประจำวันเกิด</span></h4>
<p>นอกจากเปิดวิหารอินทขิล จัดพาน รับดอกไม้แล้ว ทางวัดยังได้จัดเตรียมบาตร 7 ลูก วางไว้หน้าพระพุทธรูปประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน คือ</p>
<p>วันอาทิตย์ พระพุทธรูปปางถวายเนตร วันจันทร์ พระพุทธรูปปางห้ามญาติ วันอังคาร พระพุทธรูปปางไสยาสน์ วันพุธ พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร วันพฤหัสบดี พระพุทธรูปปางขัดสมาธิ วันศุกร์ พระพุทธรูปปางรำพึง วันเสาร์ พระพุทธรูปปางนาคปรก</p>
<h4><span style="color: #993300;">พิธีสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า</span></h4>
<p>พระเจ้าฝนแสนห่า คือ พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม ซึ่งอยู่ใกล้ๆ วัดเจดีย์หลวง ชาวเชียงใหม่เชื่อว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีพุทธานุภาพบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เทศบาลนครเชียงใหม่ จึงอาราธนามาประดิษฐานบนรถแห่ไปตามถนนสำคัญ ใน เมืองให้ประชาชนสรงน้ำในวันแรม 12 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันเริ่มงานประเพณี หลังจากนั้นก็นำมาประดิษฐานไว้วงเวียนหน้าพระวิหารวัดเจดีย์หลวงทุกวันตลอดงานพิธีเข้าอินทขิล เพื่อให้ประชาชนที่ไปร่วมงานได้สรงน้ำระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้อย่างทั่วถึง</p>
<h4><span style="color: #993300;">พิธีสืบชะตาเมือง</span></h4>
<p>พิธีสืบชะตาเมืองเป็นพิธีที่กระทำหลังจากสิ้นสุดการบูชาเสาอิทขิลแล้วระยะหนึ่ง แต่ก็ยังคงอยู่ในช่วงครึ่งแรกของเดือน 9 เหนือ ประเพณีมีขึ้นเนื่องจากเมืองเชียงใหม่สร้างชื้นตามหลักโหราศาสตร์ และการเลือกชัยภูมิ ตลอดจนมหาทักษาเพื่อให้ได้ชัยภูมิ เวลา และฤกษ์ที่เป็นมงคล อันจะบันดาลให้เมืองเจริญรุ่งเรืองสืบไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อวันเวลาผ่านไปย่อมมีบางช่วงที่ดวงเมืองเบี่ยงเบน ตามลัคนา การทำบุญสืบชะตาเมือง จะช่วยให้เคราะห์ร้ายลดลงและสถานการณ์ต่างๆ กลับดีขึ้นไป การสืบชะตาของชาวล้านนาเทียบได้กับการทำบุญวันเกิด แต่มีพิธีการค่อนข้างละเอียดถี่ถ้วน โดยมีความเชื่อว่า หากกระทำแล้วจะช่วย สืบ อายุให้ยืนยาวต่อไป</p>
<p>พิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ จะกระทำในตัวเมือง 10 แห่ง คือที่กลางเวียง อันเคยเป็นสะดือเมือง ประตูทั้ง 5 ประตู และแจ่ง เวียง (มุมเมือง) ทั้ง 4 แจ่ง เมื่อมีพระบรมราชานุสรณ์สามกษัตริย์ มาประดิษฐานที่หน้าศาลากลางเก่า ตั้งแต่ พ.ศ.2526 การทำพิธีสืบชะตา ณ กลางเวียง ก็กระทำที่บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยมีพระสงฆ์ 9 รูปที่เหลืออีก 9 แห่งมีพระสงฆ์แห่งละ 11 รูป รวมทั้งสิ้นเป็น 108 รูป เท่ากับ จำนวน 108 มงคลในลัทธิพราหมณ์ และเท่ากับพระพุทธคุณพระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ รวม 108 ประการ เช่นกัน</p>
<p>พิธีสืบชะตาเมืองซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ.2511 นั้น จะกระทำขึ้นพร้อมๆกันทุกจุดในเวลา 07.00 นาฬิกา จะเริ่มพิธีสืบชะตาเมือง โดยเริ่มด้วยการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย สมาทานเบญจศีล พระภิกษุสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์แล้วแสดงธรรมเทศนา เมื่อจบแล้วจึงถวายภัตตาหารเพลแก่พระสงฆ์ หลังจาก เพลมีพิธีถวายไทยทานพระสงฆ์อนุโมทนา ผู้ประกอบพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่เทพยดาอารักษ์ ตลอดจนพระ วิญญาณ พญามังราย และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทุกพระองค์</p>
<p>รายการอ้างอิง</p>
<p>พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล). ตำนานอินทขิล (ฉบับสมโภช 600 ปี พระธาตุเจดีย์หลวง). เชียงใหม่ : บุณย์ศิริงานพิมพ์, 2538.<br />
http://library.cmu.ac.th/ntic/knowledge_show.php?docid=12</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81/">ประเพณีบูชาอินทขิล ใส่ขันดอก</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Apr 2017 18:19:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีเดินขึ้นดอย]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เดินขึ้นดอยสุเทพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา งานบุญที่จะจัดขึ้นในช่วงวันวิสาขบูชาประมาณปลายเดือนพฤษภาคม มีขบวนแห่น้ำสรงและผ้าไตรพระราชทานจากลานอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2/">ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff9900;">ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา งานบุญวันวิสาขบูชา มีขบวนแห่น้ำสรงและผ้าไตรพระราชทานจากลานอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ</span></h2>

<h3><span style="color: #ff9900;">ประวัติประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา</span></h3>
<p>ชาวล้านนาโดยเฉพาะชาวเชียงใหม่นั้น มีความผูกพันกับพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ศูนย์รวมแห่งพลังศรัทธาทั้งมวลนั้นแห่งหนึ่ง คือ <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">พระธาตุดอยสุเทพ</a> สำหรับประเพณีการเดินขึ้นดอยสุเทพนั้น คนเฒ่าคนแก่ได้ถ่ายทอดให้ฟังว่า &#8220;คงจะมีการเริ่มกันตั้งแต่เหตุการณ์ปาฏิหาริย์ที่องค์พระบรมสารีริกธาตุ วัดสวนดอกแยกออกเป็น 2 องค์ ทำให้พระเจ้ากือนา กษัตริย์ผู้ครองราชย์สมัยนั้น คิดหา สถานที่ที่จะสร้างวัดขึ้น เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอีกองค์หนึ่ง จึงทรงทำการเสี่ยงทายในวันวิสาขบูชา วันเพ็ญเดือน 6 ของปีนั้น ทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคล ถ้าช้างไปหยุด ณ จุดใด ก็จะใช้สถานที่นั้น เป็นที่สร้างวัดเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ</p>
<p>ช้างเสี่ยงทายเริ่มเดินออกจากวัดสวนดอก บ่ายหน้าขึ้นสู่ดอยสุเทพไปจนถึงยอดชั้นที่ 1 ชื่อดอยหมากขนุน หรือดอยช้างนูน และขึ้นต่อไปถึงยอดชั้นที่ 2 ชื่อดอยสนามยอด หรือดอยสามยอด ระหว่างทางช้างเกิดสั่นและหยุดพักช่วงหนึ่ง พระเจ้ากือนาจึงโปรดให้สร้างวัดขึ้น ณ จุดที่ช้างพัก ปัจจุบันคือ วัดผาลาดเมื่อช้างหายเหนื่อยก็ลุกเดินต่อมุ่งหน้าไปจนถึงชั้นที่ 3 ชื่อว่า ดอยสุเทพ ซึ่งขณะนั้นมีฤาษีวาสุเทพนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำ ช้างก็ไปหยุดและตายที่นั่น พระเจ้ากือนาจึงทรงให้สร้างวัด   พระธาตุดอยสุเทพขึ้นตรงจุดนั้น และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเจดีย์ และในปัจจุบันมีการปั้นรูปช้างอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย<br />
จากจุดที่ช้างเดินจากวัดสวนดอกไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดเส้นทางที่เรียกว่า ด่านช้าง ภายหลังจากที่สร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพเสร็จแล้ว พระเจ้ากือนาก็ทรงใช้เส้นทางดังกล่าวนี้เดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ จนกลายมาเป็นประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพสืบต่อมา ด้วยเชื่อว่า จะทำบุญให้ได้กุศลแรงจะต้องเดินขึ้นไปทำบุญที่วัด</p>
<h3><span style="color: #ff9900;"><a style="color: #ff9900;" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2/">ประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ</a></span></h3>
<p>ประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเอกลักษณ์พิเศษของชาวล้านนา ต่อมาจุดเปลี่ยนแปลงของประเพณีเกิดขึ้นเมื่อปี 2477 เมื่อพระครูบาศรีวิชัยร่วมกับชาวล้านนาสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เพราะเส้นทางเดิมที่ใช้เดินขึ้นดอยระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ลักษณะเป็นทางเดินเท้า ทั้งสูงชันและคับแคบ ดังนั้น เมื่อเดินทางไปถึงก็จะต้องพักแรมอยู่นมัสการอบรมสมโภชเป็นเวลาหลายวันถึงจะเดินทางกลับบ้าน เส้นทางที่ครูบาศรีวิชัยสร้างขึ้นนั้น ชื่อ ถนนศรีวิชัย เริ่มจากวัดสวนดอกวิ่งไปตามถนนสุเทพ ผ่านวัดผาลาดไปยังพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งในตอนแรกที่ทำถนนเป็นถนนดินลูกรัง ต่อมามีการปรับปรุงเป็นถนนลาดยางในปี 2524  เมื่อพระธาตุดอยสุเทพเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ตามเส้นทางระหว่างถนนศรีวิชัย ไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ พระครูบาศรีวิชัยและชาวพุทธได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นอีก 3 วัด คือ วัดโสดาบรรณ หรือวัดศรีโสดา วัดสักกินาคา ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโครงการควบคุมไฟป่าภูพิงค์ และวัดอนาคามี โดยวัดสักกินาคาและวัดอนาคามีถูกทำลายไปแล้ว</p>
<p><span style="color: #339966;"><em><strong><a style="color: #339966;" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2/">พระครูบาศรีวิชัย</a></strong></em></span>ได้เปรียบการเดินทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพไว้ว่าเป็นเสมือนการเดินทางไปสู่การตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเปรียบเทียบวัดพระธาตุดอยสุเทพ คือวัดอรหันต์ ลักษณะการเดินทางจะเดินด้วยเท้า ถือประทีป ธูปเทียน เป็นริ้วขบวนประกอบด้วย  พระสงฆ์เดินนำหน้าสวดมนต์ และประชาชนเดินตามหลัง โดยเริ่มขบวน ณ วัดโสดาบรรณ หรือ วัดศรีโสดา และนมัสการวัดสักกินาคม และวัดอนาคามี และเดินทางขึ้นไปนมัสการวัดพระธาตุดอยสุเทพหลังจากนั้นก็บำเพ็ญศีลวิปัสสนา ทำบุญตักบาตรในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วจึงเดินทางกลับ จึงถือว่าได้อานิสงส์แรง หรือได้ทำบุญมากนั่นเอง</p>
<p>ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพนี้จะจัดกันทุกปี ในคืนก่อนวันวิสาขบูชา ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวเชียงใหม่ โดยลูกหลานชาวเชียงใหม่จะมาร่วมกันเดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ โดยจะมีขบวนพระภิกษุสงฆ์ และขบวนของคณะต่างๆ ทั้งตัวแทนหมู่บ้าน บริษัท ห้างร้าน องค์กรต่างๆ และบรรดานักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ฯลฯ จะเริ่มเดินกันตั้งแต่ตอนเย็น จุดเริ่มต้นคือ หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินผ่านหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ และผ่านอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ผู้สร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ อันเป็นที่สักการะยิ่งของชาวเชียงใหม่ ก่อนผ่านไปเราก็ต้องกราบไหว้ครูบาศรีวิชัยกันก่อน และเดินไปตามถนนเรื่อยๆ ตามเนินเขาจนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ ระยะโดยประมาณ 14 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางเดินขึ้นดอยสุเทพ จะมีจุดบริการทั้งหมด 10 จุด ซึ่งแต่ละจุดก็มาจากแรงศรัทธาของชาวเชียงใหม่ มีทั้งบริษัทห้างร้าน วัดต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานราชการ ได้จัดจุดบริการเพื่อร่วมศรัทธาอันแรงกล้า ซึ่งแต่ละจุดก็จะมีอาหาร และเครื่องดื่มต่าง ๆ แจกให้กับผู้ที่ร่วมเดินขึ้นดอยสุเทพฟรี แบบไม่คิดเงิน อีกทั้งยังจัดซุ้มพระประจำวันเกิด เพื่อให้ผู้ที่ร่วมเดินได้ทำการสรงน้ำพระประจำวันเกิด</p>
<h3><span style="color: #ff9900;"><strong>กิจกรรม / พิธี</strong></span></h3>
<p>จากการที่มีถนนศรีวิชัยแล้วนั้น เส้นทางตั้งแต่อดีตที่พระเจ้ากือนาได้ใช้เดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพจึงไม่มีใครใช้ ทุกคนจึงหันมาใช้เส้นทางถนนศรีวิชัยแทน แต่ประเพณีการเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพในวันวิสาขบูชายังคงมีอยู่ แต่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยเดินขึ้นไปตามถนนที่พระเจ้ากือนาได้เสี่ยงทายช้าง เปลี่ยนมาเป็นทางถนน เริ่มที่ตอนเย็นของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 เรื่อยไปจนถึงเช้าของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พุทธศาสนิกชนที่เปี่ยมด้วยศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศจะทยอยกันมาอย่างมาก<br />
การเปลี่ยนแปลงการเดินทางขึ้นดอยสุเทพ เกิดขึ้นหลังจากที่มีการตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นในปี 2524 โดยจุดมุ่งหมายของอุทยานแห่งชาติต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการศึกษาวิจัย และยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ดังนั้น ในสมัยก่อนที่มีการเดินขึ้นดอยสุเทพกัน อาจจะเป็นเฉพาะผู้ที่ต้องการจะขึ้นไปทำบุญ ยกเว้นชาวเขา เชื่อว่าสมัยก่อนคนเชียงใหม่ คงจะไม่มีใครเดินขึ้นดอยสุเทพไปเพื่อเที่ยวหรือพักผ่อน จะขึ้นไปก็ต่อเมื่อไปทำบุญเท่านั้นทุกคนควรละเว้นอบายมุขจนกระทั่งมีการตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ มีการอำนวยความสะดวกและมีการประชาสัมพันธ์ จึงทำให้คนเชียงใหม่ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาว นิยมขึ้นไปวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อพักผ่อนตามน้ำตก จุดชมวิวต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคมนาคมที่สะดวก รถยนต์ รถจักรยานยนต์จึงเป็นพาหนะที่พากันขึ้นไปแทนด้วยการเดินเท้า ซึ่งก็ถือว่ายังมีศรัทธาอยู่ แต่ที่ไม่สมควรคือ บรรดาวัยรุ่นกลับขึ้นดอยด้วยความสนุกเฮฮา ดื่มสุรา เล่นดนตรีก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้อื่น  วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนา<br />
ปัจจุบันทางศูนย์สื่อความหมายธรรมชาติ ได้จัดโครงการรณรงค์ฟื้นฟูประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพขึ้นใหม่ในปี 2535 และได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือเขต 1 เชียงใหม่ และจังหวัดเชียงใหม่ โดยยึดถือเอาประเพณีดั้งเดิมมาเป็นต้นแบบและผสมผสานใหม่ให้เป็นแนวทางที่เหมาะสม เช่น ไม่มีขบวนอย่างเช่นในสมัยพระเจ้ากือนา ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีการรณรงค์ฟื้ฟูประเพณีที่มีงามทางศาสนาดังกล่าวขึ้นมาใหม่ โดยผสมผสานกิจกรรมการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนการปลูกฝังให้เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2/">ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลองปู่จา คุณค่าแห่งความเอื้ออาทร</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:35:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[กลองปู่จา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ซังข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาจะตัดให้สั้นถึงพื้นดิน นำมาปูบนผืนนาให้เต็มเพื่อเผาเป็นปุ๋ย ก่อนการใส่ถั่วเหลืองครั้งใหม่ อากาศเย็น ท้องฟ้าสลัวด้วยหมอกควันจาก ไฟฟางที่ไหม้แล้ว</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a3/">กลองปู่จา คุณค่าแห่งความเอื้ออาทร</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ซังข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาจะตัดให้สั้นถึงพื้นดิน นำมาปูบนผืนนาให้เต็มเพื่อเผาเป็นปุ๋ย ก่อนการใส่ถั่วเหลืองครั้งใหม่ อากาศเย็น ท้องฟ้าสลัวด้วยหมอกควันจาก ไฟฟางที่ไหม้แล้ว ประกอบกับหมอกหนาวที่มาพร้อมสายลมเย็น ชาวบ้านต่างเร่งรีบให้เสร็จภารกิจในนาก่อนงานบุญใหญ่ ของหมู่บ้านซึ่งจะมีขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม่หลวงแก้วนอนฟังเสียงกลองจังหวะเนิบนาบ ป๊ะ เท่ง เท่ง    </p>
<p>เท่ง เท่ง ป๊ะ โหม่ง….. เสียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 3 &#8211; 4 ครั้ง เสียงหมาหอนโหยหวนวังเวง ดังจากวัด ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ต่อเป็นทอด ๆ ต่างส่งเสียงตอบรับกับมิตรที่อยู่ใกล้ไกลตามคลื่นเสียงจะสื่อถึงเสียงกลองเป็น สัญญาณเตือนให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันพระผู้คนจะได้เตรียมตัวไปวัดทำบุญเพื่อชำระล้างจิตใจ</p>
<p>ให้ผ่องใส แม่หลวงแก้วนอนนึกถึงข้าวเหนียวที่แช่ไว้ในหม้อ พรุ่งนี้ลูกสาวแกคงนึ่งให้แกตั้งแต่เช้ามืด คงปิ้งปลาช่อนที่ได้จากนาพร้อมอุ่นข้าวต้มมัดที่แกเตรียมไว้เมื่อตอนเย็น แกหวังว่าการทำบุญในพรุ่งนี้ คงจะช่วยให้แกมีความสุขมากขึ้นและสะสมบุญไว้ยามละโลกนี้ไป ผู้เฒ่าผู้แก่ ในหมู่บ้านบอกแกมาตั้งแต่ สมัยเป็นเด็กว่าการใส่บาตรที่ได้บุญมากต้องใส่ในวันเป็งปุ๊ด(เพ็ญพุธ)</p>
<p>เพ็ญพุธ หมายถึง วันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ ชาวบ้านมีความเชื่อว่าการทำบุญตักบาตรในวันนี้จะเป็นสิริมงคล และทำให้มั่งมีศรีสุข มีอานิสงส์แรง เพราะในวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธนี้ พระอุปคุตเถระเจ้า จะแปลงตัวมาเป็นเณรน้อยโปรดสัตว์โลก ออกบิณฑบาตไปตามถนนตั้งแต่เช้ามืด ดังนั้น แม่ออกศรัทธา หรือผู้ที่สนใจจะทำบุญ ก็จะจัดเตรียมอาหารไว้สำหรับตักบาตร และตื่นแต่เช้า เมื่อหุงหาอาหารเสร็จแล้ว ก็จะไปคอยใส่บาตรอยู่ตามถนนหรือตามสี่แยกใกล้ ๆ บ้าน เพื่อให้ทันตักบาตร พระมหาเณรอุปคุต หลังจากใส่บาตรเณรน้อยอุปคุตตามตั้งใจแล้ว แกพร้อมเพื่อนผู้เฒ่าอีกหลายคนพากันเดินไปยังวัดประจำ</p>
<p>หมู่บ้าน ถือปิ่นโตเถาใหญ่ใส่อาหารคาวหวานพร้อมสวยดอกไม้ธูปเทียน กะจะไปตานขันข้าวให้สามี ผู้จากไปให้ได้อิ่มกายใจ อิ่มบุญพร้อมกับแกการตานขันข้าวเป็นประเพณีของชาวล้านนา ที่นิยมทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ล่วงลับ โดยชาวบ้านจะถือปิ่นโตเป็นเถาใส่อาหาร ขนม ผลไม้ ที่คิดว่า</p>
<p>ญาติผู้นั้นชอบ นำไปถวายพระสงฆ์ พร้อมแจ้งชื่อตนและชื่อญาติที่ต้องการให้รับ พระสงฆ์ให้ศีลให้พร หยาดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ถือว่าเสร็จพิธีญาติผู้ล่วงลับก็ได้รับผลบุญอาหารที่มอบให้ โดยมีพระสงฆ์เป็นสื่อกลาง</p>
<p>     เสร็จพิธีทางศาสนา รับประทานอาหารเช้าที่เหลือจากการฉันของพระสงฆ์แล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่ก็อยู่ช่วย เตรียมงานใหญ่ประจำปี ของวัด คือการฉลองศาลาที่เพิ่งสร้างเสร็จ พวกผู้ชายกวาดลานวัด พวกผู้หญิง นั่งทำตุงเพื่อใช้ประดับประดาในพิธีและบริเวณงานล้างเช็ดถูถ้วยชามและหม้อไหในเข่ง ส่วนคนหนุ่มสาว จะมาช่วยงานวัดอีกครั้งก็ต่อเมื่อถึงกลางคืนยามว่างงานจากในนากลุ่มเด็กผู้ชายมุงดูกลองใหญ่ในวัด ด้วยอยากเรียนรู้และฝึกหัดเพื่อต่อไปจะได้สืบต่อการตีกลองจากผู้ใหญ่ ต่างตั้งใจฟังพ่อน้อยทูน สอนลีลา ท่าทางการตีกลองปู่จา</p>
<p>     กลองปู่จา เป็นกลองที่มีอยู่ประจำทุกวัดในภาคเหนือ ประกอบด้วยกลองใหญ่ เรียกว่า กลองแม่<br />
จำนวน 1 ใบ และกลองเล็ก เรียกว่า ลูกตูบ จำนวน 3 ใบ ใช้ตีในโอกาสต่าง ๆ ดังนี้</p>
<p>    ตีก่อนวันพระ เพื่อเตือนศรัทธาชาวบ้านให้รู้ว่าพรุ่งนี้จะถึงวันพระ เพราะในสมัยก่อนไม่มีสื่อใด ๆ ที่จะบอกวัน เดือน ปี นอกจากปฏิทิน แต่บางครอบครัวปฏิทินก็ไม่มี เป็นการให้เตรียมกาย เตรียมใจ ไปวัดทำบุญตักบาตร ฟังธรรม จำศีล ภาวนาจะตีกลองนี้ตอนค่ำก่อนชาวบ้านจะเข้านอน โดยตีเป็นจังหวะช้า ๆ เนิบนาบ นุ่มนวลและลุ่มลึกน่าฟัง ผู้ตีจะตีกลองแม่ แล้วไล่ตี ตามลูกตูบแล้วมาลงท้าย ด้วยการตีฆ้องโหม่ง ซึ่งฆ้องโหม่งนี้จะมีคนตีอีกคนหนึ่ง</p>
<p>    ตีประโคมในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานทำบุญกินข้าวสลากภัตต์ งานบุญเฉลิมฉลองกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น การตีแบบนี้ไม่มีแบบอย่างหรือกติกาใด ๆ ผู้ตีจะตีตามความถนัด ตามท่วงที ีลีลาของตนเอง นอกจากนี้ยังใช้ตีเพื่อเรียกประชุมศรัทธาของชาวบ้านและเมื่อมีเหตุการณ์ สำคัญ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เช่น ไฟไหม้ ระดมคนไล่ล่าโจรที่มักมาปล้นวัวปล้นควายของชาวบ้าน เพราะ สมัยก่อนไม่มีเครื่องยายเสียงเช่นปัจจุบัน มีการตีแตกต่างกันดังนี้</p>
<p>    ตีเพื่อเรียกประชุมธรรมดา จะตีรัวช้า ๆ 3 &#8211; 4 ครั้ง</p>
<p>    ตีเพื่อบอกเหตุเภทภัยและต้องการความช่วยเหลือ จะตีรัว เร็ว ๆ ดัง ๆ หลายครั้งติดต่อกัน</p>
<p>เสียงประโคมเร้าใจจากกลองใหญ่น้อยฝีมือการตีของพ่อน้อยทูน จังหวะกลองที่บางครั้งเร่งเร้าบีบรัดในใจ บางคราว เนิบนาบผ่อนคลาย ผสมเสียงฆ้องโหม่งเป็นจังหวะดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ วัดใหญ่ประจำหมู่บ้าน สลับสับเปลี่ยนกับฝีมือฝึกหัดของกลุ่มเด็กผู้ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงสนใจอยากทดลอง ตีแต่ไม่กล้าเพราะกลัวคำที่ผู้ใหญ่สอนว่า ผู้หญิงถ้าตีกลองแล้วนมจะยาน ความต้องการสวยงามมี มากกว่าดังนั้นจึงมีสิทธิ์เป็นแค่คนดู</p>
<p>วิถีชีวิตผู้คนชนบทล้านนา เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับพุทธศาสนา ต่างเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยกัน มีสัญลักษณ์เตือนใจเป็นเสียง กลองปู่จา ที่แทนค่าของความเอื้ออาทร</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%88%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a3/">กลองปู่จา คุณค่าแห่งความเอื้ออาทร</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กินอ้อ พิธีกรรมตอกย้ำความมั่นใจ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:32:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[กินอ้อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7</guid>

					<description><![CDATA[<p>เสียงลำนำขับขานซอจากสาวบัวซอน จ้างซอเสียงใส และอ้ายบุญยืน  จ้างซอหนุ่มขวัญใจสาวแก่แม่ม่าย ในงานปอยหลวง งานบุญใหญ่ของหมู่บ้าน ผาม (ปะรำ) ที่ทำจากฝีมือหนุ่มสาวถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่าย ๆ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88/">กินอ้อ พิธีกรรมตอกย้ำความมั่นใจ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงลำนำขับขานซอจากสาวบัวซอน จ้างซอเสียงใส และอ้ายบุญยืน  จ้างซอหนุ่มขวัญใจสาวแก่แม่ม่าย</p>
<p>ในงานปอยหลวง งานบุญใหญ่ของหมู่บ้าน ผาม (ปะรำ) ที่ทำจากฝีมือหนุ่มสาวถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่าย ๆ</p>
<p>ประดับตกแต่งด้วยกระดาษหลากสี เป็นริ้วรุ้งอันอ่อนพลิ้ว  เพื่อเป็นเวทีประลองชั้นเชิงไหวพริบของจ้างซอ</p>
<p>หนุ่มสาว คำซอถูกกลั่นกรองออกมาจากใจด้วยปฏิภาณ เป็นถ้อยคำสำนวนดึงดูดใจ  บางครั้งออดอ้อน ชวนเอ็นดูสงสาร ถ้อยคำถากถางอย่างน่าชิงชัง บางคราวเรียกเสียงหัวเราะ จนน้ำหู น้ำตาไหล หรืออาจทำให้น้ำใสจากตาหล่นแหมะได้</p>
<p>เรื่องราวนิทานพื้นบ้านชาวเวียงละกอนเรื่องหมาขนคำ หรือหมาทองคำ ถูกถ่ายทอดจากคณะละครซอ ของพ่อครูอินถาผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ เป็นเรื่องราวประทับใจเหมือนมีมนตร์สะกดตรึงให้ผู้คนนั่งอยู่กับที่เพื่อรับ รู้ เรื่องราวของแม่หมาดำที่เจ้าของรังเกียจ จึงต้องไปอาศัยอยู่ในป่าที่ผาสามก้อน เกิดลูกมาเป็นผู้หญิง 2 คน ชื่อบัวแก้วและบัวตอง เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงลูกจนโตเป็นสาวสวย</p>
<p>วันหนึ่งเจ้าเมืองพาราณสี เสด็จประพาสป่ามาพบเข้าจึงนำทั้งสองสาวเข้าวังไปเป็นมเหสี ฝ่ายแม่หมาดำ</p>
<p>เมื่อลูกหายไปจึงทนทุกข์ทรมานจนเทวดาสงสารมาบอกเรื่องราวให้รับรู้ ด้วยความรักจึงเดินทางไปหาลูก เมื่อผู้เป็นพี่สาวบัวแก้วเห็นแม่หมานึกรังเกียจจึงให้ทหารไล่ทุบตีจนได้รับบาดเจ็บแสนสาหัส แม่หมาจึงไปหาผู้เป็นน้องสาว เมื่อบัวตองเห็นแม่ได้รับบาดเจ็บจึงสงสารนำมารักษาพยาบาล และอาศัยอยู่ด้วย จนกระทั่งแม่หมาแก่และตายไป ด้วยความเคารพจึงไปขอหีบจากเจ้าเมืองพาราณสี เพื่อใส่ ซากแม่หมาดำ แกล้งบอกไปว่าจะนำ หีบไปใส่เงินทอง ต่อมาหีบนั้นกลายเป็นเงินทองสิ่งมีค่ามากมาย นางบัวตองบอกแก่เจ้าเมือง ว่าตนได้เงินทองมาจากป่า เจ้าเมืองจึงให้นางไปนำเงินทองมาให้อีก เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้น นางจึงจนด้วยปัญญาไม่รู้จะหาเงินทอง มาจากไหน จึงเดินร้องไห้ในป่าแต่เพียงลำพัง ไปเจอผีตนหนึ่งซึ่งกำลังเป็นฝีที่หัวเข่า นางจึงวิ่งชนผีหมายให้ตนเองตาย ทำให้ฝีของผีตนนั้นแตกและหายเจ็บ ผีจึงบอกขุมทรัพย์ให้นาง นางจึงสร้างหอให้แม่ในป่า ที่เคยอยู่และทำทานไปให้แม่หมาดำ ส่วนนางบัวแก้วผู้พี่นึกอิจฉาน้องอยากมีทรัพย์สมบัติบ้าง จึงเข้าไปในป่า หมายจะไปเอาเงินทอง แต่ด้วยใจไม่บริสุทธิ์ นางไม่เคารพกราบไหว้เทวดาในป่าและไม่นึกถึงบุญคุณแม่หมา<br />
ที่เลี้ยงดู จึงถูกผีสางในป่าฆ่าตาย</p>
<p>เสียงสะอื้นของผู้คนตอนแม่หมาถูกเฆี่ยนตีจากลูกสาว หรือเหตุการณ์เร้าใจในเรื่อง ผู้ถ่ายทอดอารมณ์ร่วมได้ดีคือ สาวน้อย บัวซอนผู้รับบทบัวตองน้องผู้กตัญญูนั่นเอง</p>
<p>บัวซอนและบุญยืนอาศัยอยู่กับพ่อครูอินถามาตั้งแต่เด็ก ด้วยเป็นเด็กกำพร้าทั้งคู่แม้จะมาจากต่างหมู่บ้าน ทั้งคู่เรียนจบแค่ชั้น ประถมสี่ ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ จึงติดสอยห้อยตามพ่อครูไปขับซอตามพื้นที่ใกล้   ๆ   จากช่วยยกของ ซื้อกับข้าว    ซักเสื้อผ้า ทำงานบ้านทุกอย่างให้พ่อครู จนกระทั่งเขยิบฐานะมาเป็นจ้างซอเอก ในค่ายของพ่อครูเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ด้วยการฝึกฝน เรียนรู้ จดจำและสังเกต ทั้งคู่มีความเชื่อว่าต่อไป ตนต้องมีฝีมือในการซอ ตั้งแต่เมื่ออายุย่างสิบขวบที่พ่อครูให้ทำพิธี กินอ้อ</p>
<p>     กินอ้อ เป็นพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อว่า ใครก็ตามที่ได้ผ่านพิธีกินอ้อแล้วจะทำให้ความจำดีขึ้น และเรียนหนังสือเก่ง</p>
<p>     คำว่า อ้อ อ่องอ้อ เป็นคำที่หมายถึง สติปัญญา มันสมอง อีกความหมายหนึ่งหมายถึง ต้นไม้ที่ชอบขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะ ลำต้น เป็นปล้องแข็ง ใบเรียวเหมือนต้นแขมหรือหญ้าคา มีดอกสีขาว เวลาบานจะเป็นปุยนุ่นแผ่กระจายสวยงาม แพร่พันธุ์และแตกกอ ได้ง่าย ตายยาก</p>
<p>     จ้าง คือ ช่าง หมายถึง ผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ เช่น จ้างซอ หมายถึงผู้มีความเชี่ยวชาญในการขับซอ ซึ่งเป็นศิลปะ พื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ในสมัยก่อนผู้ที่จะเป็นจ้างซอนอกจาก จะเสียงดีแล้วต้องเป็นคนฉลาดมีปฏิภาณไหวพริบ สามารถ ตอบโต้คารมกับจ้างซออีกฝ่ายหนึ่งได้ บุคคลที่จ้างซอ เคารพนับถือมากที่สุดคือพ่อครูหรือแม่ครู ผู้ที่อบรมสั่งสอน ให้ความรู้ วิชาเกี่ยวกับซอ</p>
<p>     ลูกศิษย์ของพ่อครูทุกคนต้องผ่านการกินอ้อ โดยพ่อครูจะนำต้นอ้อหลวงที่ขึ้นตามแม่น้ำนำมาตัดเป็นปล้องให้มีความยาว เท่ากับ 1 นิ้วมือของศิษย์ หรือประมาณ 5-6 นิ้ว เทน้ำผึ้งลงในขันหรือถ้วย จากนั้นพ่อครูจะร่ายคาถา เสกลงในน้ำผึ้ง เรียกว่ามนตร์น้ำผึ้ง กรอกน้ำผึ้งบรรจุในกระบอกอ้อ ให้ศิษย์ดื่มน้ำผึ้งจากกระบอกอ้อนั้น เมื่อดื่มน้ำผึ้งจนหมดแล้วพ่อครู จึงให้ลูกศิษย์บีบ หรือขบกระบอกอ้อจนแตกแล้วโยนทิ้งทางด้านหลังข้ามศีรษะไป</p>
<p>     เครื่องที่ใช้ประกอบพิธีนอกจากมีน้ำผึ้งและอ้อเป็นอุปกรณ์สำคัญแล้ว ยังต้องมีดอกไม้ ธูปเทียน 8 คู่ และค่ายกครูจำนวน  36 บาท</p>
<p>     พ่อครูอินถาบอกว่า การกินอ้อมีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน และผู้ที่เป็นจ้างซอจะต้องกินครบทั้งหมด ได้แก่</p>
<p>     อ้อผญา กินเพื่อให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด</p>
<p>    อ้อมหาเสน่ห์ กินแล้วมีเสน่ห์ ถูกตาต้องใจผู้คนพบเห็น ทำให้มีอำนาจในตัวเอง มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า</p>
<p>อ้ออำนาจ</p>
<p>    อ้อจำ หรือ อ้ออาจิณจำ เมื่อกินแล้วทำให้มีความจำเป็นเลิศ ไม่หลงลืม</p>
<p>    อ้อพูด หรือ อ้อเว้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับวาทศิลป์ มีสำนวน คารมคมคาย พูดเก่ง พูดคล่อง ฟังแล้วชวนประทับใจ</p>
<p>ในวันนั้นบัวซอนและบุญยืนทำตามคำบอกของพ่อครูอย่างเคร่งครัด ดื่มน้ำผึ้งจนหมดเกลี้ยงหยดสุดท้าย พร้อมตั้งใจว่า ชีวิตนี้จะเอาดีทางการเป็นจ้างซออย่างพ่อครูให้ได้ รานั้นที่ทำพิธีก็ไม่ค่อยเข้าใจนักแต่คิดว่าเมื่อตนผ่านพิธีกินอ้อแล้ว จะต้องเก่งและมีสติปัญญา จึงทุ่มเทเวลาที่มีให้กับการฝึกซ้อมจนในที่สุด นถิ่นนี้ไม่มีใครสู้จ้างซอเอก อย่างบัวซอนและบุญยืนได้เลย</p>
<p>นอกจากจ้างซออย่างบัวซอนและบุญยืนแล้ว ชาวบ้านยังนิยมนำลูกหลานที่เรียนหนังสือไม่เก่ง พามากินอ้อจำ และอ้อผญาจากพ่อครูเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงปี๋ใหม่เมืองในวันพญาวัน (วันที่ 15 เมษายน) หากไม่ใช่ในช่วง สงกรานต์จะทำพิธีในวัน พฤหัสบดี ซึ่งถือว่าเป็นวันครู พ่อแม่จะทำสวยดอกไม้ (กรวยดอกไม้) ธูปเทียนไปยังบ้านพ่อครู พิธีการก็จะทำเช่นเดียวกันกับการกินอ้อของจ้างซอลูกศิษย์พ่อครู</p>
<p>การกินอ้อเป็นการเสริมสร้างภูมิพลังทางด้านจิตใจให้มีความเชื่อมั่นในความสามารถด้านสติปัญญา และความสามารถในตนเอง มีครูผู้ให้กำลังใจอยู่กับตนเสมอ</p>
<p>มนุษย์มีศักยภาพในตนเองเพียงพอสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งงดงามได้มากมาย หากไม่ปิดกั้นความเชื่อมั่น ทางออกสู่ความ สำเร็จในชีวิต ดังนั้น การกินอ้อ พิธีกรรมตอกย้ำความมั่นใจ จึงอยู่คู่วิถีชีวิตผู้คนตลอดมา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88/">กินอ้อ พิธีกรรมตอกย้ำความมั่นใจ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรื่องของขวัญ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:29:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขวัญ]]></category>
		<category><![CDATA[ฮ้องขวัญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขวัญเป็นความเชื่อของชาวล้านนาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนพืช สัตว์หรือสิ่งของต่างมีขวัญทั้งสิ้น ขวัญเป็นพลังของชีวิตเปรียบเสมือนเป็นแก่นหรือแกนกลางของชีวิตถ้าหากขวัญหายหรือเสียขวัญไปจะทำให้เสียสมดุลต่างๆ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d/">เรื่องของขวัญ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขวัญเป็นความเชื่อของชาวล้านนาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนพืช สัตว์หรือสิ่งของต่างมีขวัญทั้งสิ้น</p>
<p>ขวัญเป็นพลังของชีวิตเปรียบเสมือนเป็นแก่นหรือแกนกลางของชีวิตถ้าหากขวัญหายหรือเสียขวัญไปจะทำให้เสียสมดุลต่างๆ ในชีวิตดังนั้นจึงมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับขวัญหรือทำพิธีเรียกขวัญ ไม่ว่าจะเรียกขวัญของคน ข้าว หรือสัตว์เลี้ยงขวัญบ้านขวัญเมืองเชื่อว่าชีวิตจะมีความผาสุกและเจริญรุ่งเรืองเมื่อขวัญได้รับการดูแลใส่ใจ</p>
<p>ประเพณีเรียกขวัญ หรือฮ้องขวัญ เป็นประเพณีที่ชาวล้านนาถือปฏิบัติสืบต่อกันมาสำหรับเรียกขวัญคนที่หายป่วยใหม่ๆ หรือผู้ที่กำลังป่วยไข้ให้มีกำลังใจ เชื่อว่าคนที่ป่วยถูกผีสางนางไม้ทักทาย ทำให้หวาดสะดุ้งขวัญหนีไป บางคน<br />
เมื่อทำพิธีฮ้องขวัญแล้วทำให้หายป่วยเป็นปกติ</p>
<p>สิ่งของที่ต้องเตรียมในพิธีฮ้องขวัญ ได้แก่หมากธูปเทียนผ้าแดงข้าวสาร 1 ถ้วย เงินเหรียญบาท 1 เหรียญจัดใส่พานไว้ อีกพานหนึ่งทำเป็นบายศรีใส่เครื่องบูชาเพื่อให้ขวัญกลับมารับ เช่นขนม เมี่ยงบุหรี่หมากไก่ต้ม ไข่ต้ม  และนำเสื้อผ้าผู้ป่วยหนึ่งชุดใส่ในพานวางไว้ใกล้ๆ ข้าวเปลือกนำใส่ถ้วยวางไว้สำหรับปู่อาจารย์ใช้เสี่ยงทายว่าขวัญของผู้ป่วยกลับมาหรือยัง</p>
<p>เมื่อเตรียมของทุกอย่างครบแล้วปู่อาจารย์ก็จะเริ่มทำพิธีโดยให้ผู้ป่วยหรือผู้ถูกเรียกขวัญนั่งพนมมืออยู่ด้านหน้าผู้เรียกขวัญจะกล่าวคำเรียกขวัญเป็นคาถาด้วยทำนองไพเราะน่าฟังทั้งปลอบทั้งเชิญให้ขวัญกลับมารับเครื่องบูชาที่จัดไว้</p>
<p>หลังจากเรียกขวัญจบลงครั้งหนึ่งแล้วปู่อาจารย์จะเสี่ยงทายว่าขวัญกลับมาครบหรือยังโดยหยิบข้าวเปลือกมาหยิบหนึ่งแล้วนับดู ถ้านับได้ 32 เม็ดแสดงว่าขวัญกลับมาครบแล้วปู่อาจารย์ก็จะนำด้ายแล้วกล่าวคาถาผูกข้อมือใช้ผูกข้อมือผู้ป่วย จากนั้นก็ให้พรถือว่าเสร็จพิธีฮ้องขวัญ</p>
<p>สำหรับผู้ป่วยเชื่อว่าบางครั้งเพราะผู้ป่วยได้รับความตกใจหรือขวัญเสียในสถานที่บางแห่งเพื่อต้องการให้หายจากอาการป่วยไข้ จะมีพิธีช้อนขวัญที่ตกหายไปคืนแก่เจ้าของอีกด้วย โดยมีอุปกรณ์ในการช้อนขวัญ ดังนี้</p>
<p>ด้ายสายสิญจน์ 1 เส้นให้มีความยาวพอประมาณ ข้าวเหนียวปั้นให้พอดีคำ 1 คำกล้วยน้ำว้าสุก 1 ลูก กระทงใบตองกล้วย 2 กระทง แซะหรือสวิง 1 อัน</p>
<p>จากนั้นผู้ทำพิธีช้อนขวัญ อาจเป็นหญิงผู้เฒ่าที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้านนำกล้วยกับข้าวสุกวางไว้ที่จุดที่ผู้ป่วยตกใจหรือเสียขวัญใช้ด้ายสายสิญจน์แกว่งไปมาในบริเวณนั้นแล้วเอาแซะหรือสวิงช้อนขวัญที่คิดว่าหล่นหรือตกหายแล้วพูดว่า</p>
<p> “ขวัญได้มาตกหกตกหาย ขอฮื้อเมียอยู่กับเจ้าจิ่มเน้อ”(ขวัญที่หล่นอยู่ที่นี่ขอให้กลับบ้านไปอยู่กับเจ้าของด้วย)</p>
<p>เมื่อเสร็จพิธีก็จะใช้กล้วยมาถูกับตัวผู้ป่วย หรืออาจให้ผู้ป่วยกินกล้วย จากนั้นใช้ด้ายสายสิญจน์ที่ทำพิธีผูกข้อมือผู้ป่วย</p>
<p>ชาวล้านนามีความเชื่อว่าเด็กทารกที่เกิดมาใหม่ขวัญจะอ่อนบางครั้งในตอนกลางคืนจะร้องไห้ไม่ยอมหยุด เพราะมีพ่อเกิดแม่ก๋าย (พ่อแม่ในอดีตชาติ)มาแวะดูลูกหลานที่ท่านส่งมาเกิดว่าเป็นอย่างไรบ้า งมาอยู่กับพ่อแม่ นี้สบายดีหรือไม่จึงมาหยอกล้อเด็กหรือบางครั้งอาจเป็นผีตายโหงไม่มีที่สิงสถิตมารบกวนเด็กให้ตกใจร้องไห้ไม่ยอมหยุด</p>
<p>ผู้ใหญ่ในบ้านจะเอาข้าวเหนียวมาปั้นแล้วจิ้มไปที่ตัวเด็กแล้วโยนทิ้งไปทำ 3 ครั้งติดต่อกันพร้อมกับพูดว่า“ผีตายห่าตายโหงจะไปมาคุยเด็ก” (คุย ภาษาเหนือหมายถึงรบกวน)</p>
<p>ผู้ใหญ่จะเอามือป้ายไปที่ส้นเท้าตนเองแล้วเอาไปป้ายที่หน้าผากของเด็กจากนั้นจะผูกข้อมือเด็กด้วยด้ายสายสิญจน์ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะผูก 5 เส้นแต่ถ้าเป็นเด็กผู้ชายจะผูก 7 เส้นเอาห่อพริกห่อเกลือดอกไม้และธูป 2 ดอกนำมาบนบานศาลกล่าวใกล้ ๆ กับเด็กขอให้เด็กหยุดร้องไห้ ถ้าเด็กหยุดร้องอีก 3 วันตนจะเลี้ยงผี</p>
<p>จากความเชื่อที่ว่าก่อนเด็กจะเกิดมามีผีหรือผู้เป็นพ่อแม่ในอดีตเป็นผู้ดูแลก่อนผู้หญิงจะเกิดลูกผีจะเป็นผู้ปั้นรูปร่างลักษณะของเด็กแล้วผีจะคอยดักจับวิญญาณใส่รูปที่ปั้นเพื่อให้มีชีวิตแล้วผีจึงส่งเด็กเข้าสู่ครรภ์มารดา ดังนั้นเมื่อเกิดลูกออกมาพ่อแม่จึงกลัวว่าผีจะมาเอาลูกคืนไปจึงมีพิธีกรรมที่เรียกว่าทำขวัญ 3 วันขึ้นมา</p>
<p>ผู้เฒ่าผู้แก่จะจัดทำบายศรีมีเทียนไข 1 เล่ม มีโถใส่กระแจะแป้งเจิมหน้ามีน้ำในขันเป็นน้ำอุ่นกับช้อนเล็กๆสำหรับตักน้ำให้เด็กกินเมื่อถึงเวลาผู้ทำพิธีอาจเป็นปู่ย่าตายายหรือญาติผู้ใหญ่จะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยสวดคาถาชุมนุมเทวดาแล้วยกบายศรีตั้งตรงศีรษะที่เด็กนอนซึ่งจะมีผู้อุ้มอยู่นั่งข้างหน้าผู้ทำพิธี</p>
<p>โดยจะนำเด็กที่ใส่กระด้งแกว่งไปมาพร้อมกับพูดว่า</p>
<p>     “3 วันลูกผี 4 วันลูกคนลูกของใครมาเอาไปเน้อ” แล้วจะมีผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งนำเงินโบราณ หรือเบี้ย มาซื้อ<br />
เด็กไปพร้อมกับพูดว่า  “ฉันรับซื้อเป็นลูกฉันเอง” จะเรียกหญิงผู้เฒ่าที่รับซื้อเด็กนี้ว่าแม่ซื้อ</p>
<p>จากนั้นผู้ทำพิธีจะหยิบด้ายสายสิญจน์ขึ้นมาลูบลงบนแขนขาของเด็กเบาๆ ข้างละเส้นและลูบข้างตัวเด็กข้างละเส้นเรียกว่าฟาดเคราะห์ เพื่อแยกสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ให้ออกจากตัวเด็กจากนั้นนำด้ายทั้ง 4 เส้นไปเผาไฟ จากเทียนไขที่จุดไว้ แล้วหยิบด้ายเส้นใหม่ขึ้นมาให้พรแก่เด็กแล้วกล่าวว่า</p>
<p>“ขวัญเอ๋ยขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัว”</p>
<p>พร้อมขมวดปมไว้ตรงกลางด้าย แล้วนำด้ายนั้นไปผูกข้อมือข้อเท้าทั้งสองข้างของเด็กเจิมแป้งกระแจะที่หน้าผากตักน้ำอุ่นในขันให้เด็กกิน 3 ครั้งเป็นอันเสร็จพิธี</p>
<p>บางครั้งเวลาเด็กเล็กหกล้ม ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะปลอบโดยใช้มือลูบหลังแล้วพูดว่า</p>
<p>“ขวัญเอ๋ย ขวัญมาขวัญอยู่กับเนื้อกับตัว” เด็กๆ จะหยุดร้องไห้ ถือว่าเป็นการเรียกขวัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน</p>
<p>นอกจากการฮ้องขวัญเพื่อเรียกกำลังใจแก่ผู้ป่วยให้หายแล้วการฮ้องขวัญยังเป็นการเสริมสร้างมิตรภาพเช่น<br />
การฮ้องขวัญสำหรับบุคคลสำคัญผู้มาเยือนในถิ่นตนเป็นการให้เกียรติ</p>
<p>    ฮ้องขวัญผู้อาวุโส เป็นการฉลองครบครบวันเกิดเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลมีอายุยืนนานเพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานต่อไป</p>
<p>    ฮ้องขวัญในพิธีสำคัญ เช่น ฮ้องขวัญลูกแก้ว หรือนาคที่จะบวชในพุทธศาสนา เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ก่อนบวช</p>
<p>    ฮ้องขวัญคู่บ่าวสาวที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เพื่อเป็นการเตือนสติ เสริมกำลังใจในการฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตคู่</p>
<p>    ฮ้องขวัญในงานศพ เพื่อเรียกขวัญญาติให้อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ให้ไปกับผู้ตาย และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนและ</p>
<p>ครอบครัว</p>
<p>นอกจากนี้ ชาวล้านนายังนึกถึงสัตว์เลี้ยงที่ให้คุณช่วยเหลือการงานด้วยความกตัญญูรู้คุณ รักและผูกพันกับสัตว์<br />
และเชื่อว่าถ้าสัตว์ที่เลี้ยงมีขวัญและกำลังใจดีจะช่วยให้กิจการงานดีขึ้นและสัตว์จะมีกำลังกายเต็มใจที่จะช่วยเหลืองาน<br />
และเป็นสิริมงคลกับผู้เป็นเจ้าของจึงจัดพิธีฮ้องขวัญสัตว์เลี้ยงได้แก่ฮ้องขวัญวัวควาย ช้างและม้าเป็นต้น</p>
<p>ขวัญยังมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมให้เกิดความรักและสามัคคีในหมู่คณะ มีการฮ้องขวัญในพิธีสืบชะตา<br />
บ้านชะตาเมือง ตลอดจนป่าไม้และแหล่งน้ำที่ให้คุณแก่คนในสังคม</p>
<p>ฮ้องขวัญ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนาช่วยสร้างเสริมกำลังใจพลังอันยิ่งใหญ่ในชีวิตให้มีสติอยู่คู่กาย เป็นการรักษาดุลยภาพแห่งชีวิตคนเรา </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d/">เรื่องของขวัญ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปูจาต้าวตั้งสี่ ประเพณีการนับถือเทพยดา</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:21:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ปู่จาต้าวทั้งสี่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5</guid>

					<description><![CDATA[<p>เสียงพ่อหนานเมืองแก้ว ปู่อาจารย์แห่งบ้านหนองเมา กำลังร่ายคาถาจากปั๊บหนังสา(สมุดข่อย) เพื่อขอ เทพยดาอารักษ์ที่ตนนับถือ อำนวยอวยพรสิ่งดี ๆ ให้เจ้าบ้านผู้ที่กำลังนั่งพนมมือ ให้อยู่เย็นเป็นสุข</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2/">ปูจาต้าวตั้งสี่ ประเพณีการนับถือเทพยดา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงพ่อหนานเมืองแก้ว ปู่อาจารย์แห่งบ้านหนองเมา กำลังร่ายคาถาจากปั๊บหนังสา(สมุดข่อย) เพื่อขอ เทพยดาอารักษ์ที่ตนนับถือ อำนวยอวยพรสิ่งดี ๆ ให้เจ้าบ้านผู้ที่กำลังนั่งพนมมือ ให้อยู่เย็นเป็นสุข และ บอกกล่าวให้รับทราบถึงสิ่งที่จะกระทำในงานปอยน้อยของตนในวันนี้ การปูจาต้าวตั้งสี่ เป็นพิธีกรรม ที่ชาวชนบทล้านนาจะกระทำเป็นอันดับแรกก่อนที่จะมีพิธีกรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกบ้านเรือน การทำบุญต่าง ๆ หรืองานปอย</p>
<p>งานปอย เป็นการฉลองทำบุญสมโภชงานทางพระพุทธศาสนาของชาวล้านนา ได้แก่ ปอยหลวง เป็นงานบุญของส่วนรวมทุกคนในหมู่บ้านช่วยกันจัดเตรียม เป็นมหกรรมทำบุญอุทิศถวายทาน มีการ ฉลองมหรสพ เป็นทั้งงานที่ได้อิ่มบุญและอิ่มใจได้บันเทิง<br />
     ปอยพระสังข์ เพื่อทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว<br />
     ปอยน้อย คือ การบวชลูกแก้ว หรืองานบวชพระ งานบุญใหญ่ในการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่</p>
<p>การปูจาต้าวตั้งสี่ ปู่อาจารย์ผู้ทำพิธีจะนำกระทงเครื่องปูจา(บูชา) วางบนแท่นปูจา โดยทำเป็น หอประสาทมีเสาเดียวสำหรับตั้งเครื่องบูชา เพื่อปูจา พญาอินต๋า(พระอินทร์) ท้าวตะละโถ(ท้าวธตรฐ) ท้าววิโลหะโก๋(ท้าววิรุฬหก) ท้าววิธูปักโข(ท้าววิรูปัก) ท้าวกุเวโร(ท้าวกุเวร) และพระแม่ธรณี จากนั้น<br />
จุดธูป 20 ดอก ปักที่ตีนเสา</p>
<p>ปู่อาจารย์จะทำพิธีบอกกล่าวแม่ธรณีว่า &#8220;แม่ธรณีเอ๋ย เจ้าอยู่ รู้หรือยัง&#8221;<br />
      &#8220;อยู่ รู้แล้ว&#8221; เสียงปู่อาจารย์ตอบเอง<br />
      จากนั้นจะกล่าว สาวะคะตั๋ง โลก๋าวิทู นะมามิ 3 ครั้ง เป่าเสกลงบนมือแล้วตบไปที่เสาสามครั้ง ต่อด้วยการร่ายคาถาชุมนุมเทวดา , คำปูจาต้าวตั้งสี่ และคำปูจาพญาอินทร์</p>
<p>การตั้งเสาบูชา จะใช้เสาไม้ความสูงพอให้สะดวกสำหรับการวางเครื่องบูชา ใช้ไม้ทำเป็น รูปกากบาทบนหัวเสา จะได้ปลายไม้ที่ชี้ไปทั้งสี่ทิศ ถ้าเป็นงานวัดที่มีการเฉลิมฉลองทุกปีการทำเสาก็จะทำถาวร แต่หากเป็นที่บ้านซึ่งนาน ๆ มีงานครั้งก็อาจใช้ต้นกล้วยแทนเสาไม้ได้</p>
<p>สะตวง เป็นกระทงทำจากกาบกล้วยพับมุมให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านล่างทำเป็นฐานรองด้วยใบตองกล้วย  สะตวงใช้สำหรับใส่เครื่องบูชา อันได้แก่ ดอกไม้ ธูปเทียน หมาก เมี่ยง บุหรี่ ขนม ตุงจ้อ (ธงสามชาย ทำด้วยกระดาษสีต่าง ๆ ) ใช้ปักในและขอบสะตวง จะวางไว้บนปลายไม้ทั้งสี่ทิศ และสะตวงใหญ่ที่วางไว้ตรง กลางเสาด้านบนเป็นสะตวงใหญ่สำหรับพระอินทร์ ผู้เป็นหัวหน้าหรือประธานของเหล่าเทวดาทั้งหลาย สะตวงอันสุดท้ายใช้วางไว้บนดินโคนเสาสำหรับบูชาแม่ธรณี สะตวงที่ใช้ในพิธีมีทั้งหมด 6 สะตวงด้วยกัน</p>
<p>ปู่อาจารย์กำลังทำพิธี</p>
<p>ชาวชนบทล้านนามีความเชื่อว่า ต้าวตั้งสี่ หรือ ท้าวจตุโลกบาล เป็นท้าวมหาราชสี่องค์ผู้ประจำ อยู่บน สรวงสวรรค์ชั้นต้นมีหน้าที่ดูแลทิศทั้งสี่ ดังนั้นก่อนจะทำการใด ๆ จะต้องมีการบอกกล่าว ให้ท้าวจตุโลกบาล ได้รับรู้รับทราบและสร้างความพึงพอใจให้ท่าน เพื่อให้ความคุ้มครองรักษาให้แคล้วคลาดจากภยันตราย สิ่งชั่วร้ายนานาประการ และอวยพรให้เจ้าของงานเกิดสิริมงคล มีความสุขความเจริญ ประสบความสำเร็จ ในงานตามที่ตั้งไว้</p>
<p>การปู่จาต้าวตั้งสี่ จะเลือกประกอบพิธีทางทิศตะวันออก เพราะชาวล้านนานิยมนอนหันหัวไปทางทิศตะวันออก ซึ่งถือเป็นทิศที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์เป็นมงคล ช่วงเวลาในการทำพิธี นิยมจัดพิธีกรรม ในช่วงเช้าของวันข้างขึ้น และในวันที่มีงานบุญต่าง ๆ</p>
<p>หลังเสร็จสิ้นการบอกกล่าวเทวดาให้ได้รับรู้จากพ่อหนานเมืองแก้วแล้ว ชาวบ้านต่างร่วมแรงแข็งขัน ช่วยงานปอยลูกแก้ว งานบุญที่ทุกคนต่างรอคอยเพราะเชื่อว่าตนจะได้อาศัยเกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสู่ สรวงสวรรค์ ดินแดนทิพย์ที่ปรารถนา ยามล่วงลับจากโลกนี้ไป เสียงผู้ชายขุดมะพร้าว ผู้หญิงฉีกใบตองและนวดแป้ง เพื่อรอทำขนม บางส่วนเตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวัน มีเสียงขับซอหยอกล้อสาวจากลุงบุญยืนจ้างซอเก่า เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คนได้เป็นระยะ ๆ เด็ก ๆ วิ่งเล่นส่งเสียงใส ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งดูลูกหลาน และนั่งเป็นประธานคอยให้คำชี้แนะยามลูกหลานต้องการ</p>
<p>น้ำใจ ไมตรี ไม่เคยห่างหายไปจากใจชาวชนบท การเคารพนับถือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีให้เห็นเสมอ ในวิถีชีวิตประจำวัน ทุกขั้นตอนของชีวิตเมื่อจะปฏิบัติสิ่งใดต้องมีการบอกกล่าวขอพร ให้เป็นมิ่งขวัญ นำไปสู่ความเจริญในชีวิต เทพยดาอารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เป็นสายใยเชื่อมโยงความเชื่อ ความศรัทธา ผูกรัดให้ผู้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสอดคล้อง ก่อเกิดสันติสุขในชีวิตและสังคมต่อไป </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2/">ปูจาต้าวตั้งสี่ ประเพณีการนับถือเทพยดา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสียผี</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:19:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีเสียผี]]></category>
		<category><![CDATA[เสียผี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b5</guid>

					<description><![CDATA[<p>เสียงซึงทำนองเพลงพื้นบ้านจากอ้ายบ่าวบ้านนาแว่วมาแต่ไกล หิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับแข่ง กับแสงดาวที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า ในค่ำคืนอันมืดมิด ผู้เฒ่านั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องราวในหมู่บ้าน ที่ตนได้เจอะเจอตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b5/">เสียผี</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงซึงทำนองเพลงพื้นบ้านจากอ้ายบ่าวบ้านนาแว่วมาแต่ไกล หิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับแข่ง กับแสงดาวที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า ในค่ำคืนอันมืดมิด ผู้เฒ่านั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องราวในหมู่บ้าน ที่ตนได้เจอะเจอตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา แม่บ้านสุมไฟใต้ถุนบ้านเพื่อไล่ยุง และแมลงต่าง ๆ ให้ควาย สัตว์เลี้ยงคู่บ้านและสมาชิกคนอื่น ๆ บนบ้าน พร้อมต้มข้าวหมูในหม้อสาวใบใหญ่ เพื่อเก็บไว้ให้มันกิน ตอนเช้า เด็กเล็กร้องลั่นเรียกหาแม่อยู่หน้าบันได พ่อบ้านถือข้องพร้อมมีดพร้าไฟฉายเดินไปยังลำห้วย เพื่อส่องปลานานาชนิดและกบตัวโตสำหรับสมาชิกครอบครัวได้อิ่มในวันพรุ่งนี้</p>
<p>บนเรือนไม้หลังน้อย ผู้เป็นพ่อแม่ต่างรีบเข้านอนเพื่อหลีกทางให้ลูกสาวได้อยู่โดยลำพัง ด้วย ตระหนักว่าลูกสาวอยู่ในวัยสาวพอที่จะหาสมาชิกใหม่มาช่วยการงานของครอบครัว ได้แล้ว สาววันดา นั่งปั่นฝ้ายอยู่กลางเรือน แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงน้อยเปล่งรัศมีพอที่จะ ให้เห็นหน้าตาผู้มาเยือน หญิงสาวเหลือบมองและแอบดีใจ ที่เห็นใบหน้านั้นคือบุญมาชายหนุ่มที่รอคอย หญิงสาวประหม่า และเขินอาย หยิบจับอะไรแทบไม่ถูก รีบเชื้อเชิญให้หนุ่มขึ้นบนบ้าน ยกน้ำพร้อมบุหรี่ใบตองแห้ง เมี่ยง และเกลือเม็ดสำหรับบุคคลสำคัญ</p>
<p>ในสมัยก่อนการจีบสาว เรียกว่า แอ่วสาว การแอ่วสาวของหนุ่มบ้านนอกจะทำตอนกลางคืน ถ้าหนุ่มไหนจีบสาวตอนกลางวันพ่อแม่สาวจะไม่ชอบเพราะถือว่าขี้เกียจ ไม่ทำมาหากิน ถ้าเป็นการจีบ ตอนกลางวันก็จะจีบกันช่วงเอามื้อ (ลงแขก) ทำนาหรือ กิจกรรมอื่น ๆ ของหมู่บ้านเท่านั้น สาวบางคน อาจมีกิจกรรมทำ เช่น ปั่นฝ้าย หรือเสียบหมาก (ในยามหน้าหนาวผลหมากจะแก่เต็มที่ ผู้ชายจะขึ้น หมาก แล้วนำมาผ่าเป็นซีก ๆ ด้วยมีดผ่าหมาก ผู้หญิงก็จะนำเข็มเล่มยาวประมาณ 1 ฟุต พร้อม เชือกปอมา ร้อยหมากให้ เป็นเส้น ๆ เหมือนการร้อยลูกปัด) ส่วนถ้าใครว่างก็จะนั่งคุยกัน จะมีการใช้ ภาษาที่ถ่ายทอดความต้องการจากชายหนุ่มถึง หญิงสาว พอหนุ่มขึ้นบ้านไป พ่อแม่สาวที่ชอบชายหนุ่ม จะหลีกทางให้ทั้งสองมีโอกาสได้คุยกัน แต่ถ้าหนุ่มใดไม่เป็นที่พึงพอใจของพ่อแม่ ก็จะถูก กลั่นแกล้ง เช่น พูดประชดประชัน ทำเสียงดัง หรือกิริยาที่แสดงความไม่พอใจต่าง ๆ</p>
<p>ฝ่ายหนุ่มเมื่อเจอสาวตามธรรมเนียมต้องทักทาย</p>
<p>&#8220;แลงนี้น้องกิ๋นเข้ากับอะหยัง&#8221; (เย็นนี้น้องกินข้าวกับอะไร)</p>
<p>ถ้าสาวตอบว่า &#8220;กินข้าวกับแกงฟัก&#8221; หมายถึง หญิงสาวยอมรับรักมีไมตรีตอบ ทำให้หัวใจหนุ่ม พองโตด้วยความดีใจ แต่ถ้าสาวเจ้า ตอบว่า &#8220;กินข้าวกับแกงผักปั๋ง&#8221; หมายถึง เกลียดชัง ไม่ชอบหน้า ชายหนุ่มอาจใจเหี่ยวต้องลงเรือน ไปแอ่วสาวบ้านอื่นที่อาจมีไมตรีตอบรับต่อไป</p>
<p>สาวสวยนิสัยดีจะเป็นที่หมายปองของหนุ่มหลายคน จะมีหนุ่มไปรอที่หน้าบ้านในตอนกลางคืน รอคอยให้หนุ่มผู้ขึ้นไปบนบ้าน ก่อนหน้าตนกลับลงมาก่อน จึงจะสามารถขึ้นไปคุยกับสาวได้ เพราะถ้า ขึ้นไปขณะสาวยังคุยกับหนุ่มอื่นจะถือว่าเป็นการหยามเกียรติ อ้ายหนุ่ม บ้านนอกเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใคร เขาทำกัน ทุกคนเคารพซึ่งกันและกันเสมอ เพราะผู้ตัดสินใจเกมความรักคือสาวเจ้านั่นเอง</p>
<p>เมื่อความสัมพันธ์ของหญิงสาวชายหนุ่มดำเนินไปถึงขั้นเป็น ตั๋วป้อตั๋วแม่ (คู่รัก) และตกลงใจ ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นผัวเมียสืบทอดวงศ์ตระกูลก็จะมีการ เสียผี และนำไปสู่ประเพณีแต่งงาน หรือ ชาวบ้านเรียกว่า กินแขก</p>
<p>การที่หนุ่มไปถูกเนื้อต้องตัว จับมือถือแขนสาว ถือว่า ผิดผี หากเป็นที่พอใจของสาวและพ่อแม่ ทางฝ่ายผู้ใหญ่ของสาวก็จะไปสัญญา หรือ บอกกล่าวให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายทราบว่า บ่าวบ้านนี้ไปผิดผี สาวบ้านตน ขอให้ไปใส่ผีหรือเสียผีตามธรรมเนียม แล้วจะได้แต่งงานกันต่อไปเรียกว่า ใส่เอา</p>
<p>เมื่อเสียผีแบบใส่เอาเสร็จแล้ว อาจมีการจัดพิธีแต่งงานหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ฐานะของคู่บ่าวสาว หากมีความพร้อมที่จะจัดพิธีทางญาติผู้ใหญ่ ทั้งสองฝ่ายจะหาฤกษ์ยามโดยการไปถามจากปู่อาจารย์ ผู้ที่ชาวบ้านเคารพนับถือในหมู่บ้าน เมื่อได้ฤกษ์ยามก็จะไป บอกข่าวแก่เพื่อนบ้าน เมื่อถึงเวลาทุกคน ต่างมายินดี ช่วยเหลืองาน ผู้ชายช่วยเตรียมผาม (ปะรำ) ก่อนวันงาน ผู้หญิงเตรียมและปรุงอาหาร เลี้ยงแขก เด็ก ๆ วิ่งเล่นพอถึงเวลาได้กิน ผู้เฒ่าผู้แก่ให้พร คู่บ่าวสาวชื่นมื่น เตรียมพร้อมรับ ชีวิตคู่ที่ จะมาเยือนในวันต่อไป</p>
<p>ส่วนที่เรียกว่า ใส่ไม่เอา หมายถึง เมื่อมีการผิดผีกันแล้ว บ่าวหรือสาวไม่เต็มใจที่จะร่วมชีวิต เป็นผัวเมียกัน การใส่ผีแบบนี้ต้องเสียเงินทองมากกว่าการใส่เอา เพราะถือว่าผิดผีแล้วไม่รับเลี้ยงดู ทำให้ฝ่ายหญิงเสียหาย จึงมีการปรับเงินค่าผีเพิ่มขึ้น แล้วแต่ทางฝ่ายหญิงจะเรียกร้องและตกลงกัน</p>
<p>การใส่ผีต้องมี หัวหมู ขนม ดอกไม้ธูปเทียน มีไก่ต้มทั้งตัว แล้วแต่พ่อแม่ฝ่ายสาวจะเรียกร้อง ส่วนเงินค่าใส่ผีไม่มีกำหนดที่แน่นอน แล้วแต่ฐานะของผีในตระกูล สิ่งของเหล่านี้พ่อแม่ฝ่ายหญิง จะเอาไปสังเวยให้แก่ผีของตน ซึ่งมักสร้างศาลไว้ในบ้านหรือทำหิ้งไว้ตรงเสา เมื่อบอกกล่าวและวาง เครื่องสังเวยเป็นเวลาพอสมควร ก็ยกเอาเครื่องสังเวยเหล่านั้นมากินกัน จากนั้นถือว่าฝ่ายชาย เป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านสามารถเข้านอกออกในได้อย่างสบาย ส่วนฝ่ายหญิง หลังจากเสร็จพิธีที่บ้าน ของตนเองก็จะนำ ดอกไม้ธูปเทียน ไปบอกกล่าวผีทางฝ่ายชายให้รับรู้อีกครั้ง</p>
<p>อากาศยามดึกเงียบสงัด ได้ยินแม้เสียงลมหายใจของกันและกัน ลมหนาวพัดโชยสะท้านเข้าไป ในทรวง หนาวลึกกว่านั้นกับอารมณ์ปรารถนา ตามธรรมชาติของชายหนุ่มหญิงสาว บุญมากระเถิบกาย เข้าชิดวันดาสาวคนรัก หญิงสาวเอียงอายตามประสา แต่ไม่สามารถต้านความต้องการในใจตน ต่างอิงแอบเอาไออุ่นจากกันและกัน เวลาคล้อยเคลื่อน เนิ่นนาน จนฝ่ายพ่อแม่สาว ผิดสังเกตจึงแอ้ม ประตูออกมา</p>
<p>&#8220;สูเจ้าทำผิดผีแล้ว ต้องทำตามประเพณี เจ้าต้องเสียผีให้บ้านเรา&#8221; พ่อสาวเอ่ยกับชายหนุ่ม</p>
<p>&#8220;เรายอมรับทำทุกอย่าง&#8221; บุญมาตอบทางพ่อแม่ ซึ่งตั้งใจฟังคำตอบอย่างจดจ่อ ด้วยตนก็เต็มใจ ที่จะรับหนุ่มคนนี้เป็นสมาชิกของครอบครัว เคยได้ยินกิตติศัพท์ความขยันขันแข็งเรื่องการทำมาหากิน มาช้านาน คราวนี้สมหวังได้เป็นลูกจาย (ลูกเขย) สักที</p>
<p>วันเวลาหมุนเปลี่ยน ชาวชนบทคู่แล้วคู่เล่าที่ต่างผิดผี เสียผี และดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองสืบต่อมา การเคารพผีหรือบรรพบุรุษแสดงถึงน้ำใจคนรุ่นใหม่ที่มอบให้ผู้เกิดมาและจากไปก่อน พร้อมทิ้ง ร่องรอยและความเจริญงอกงามไว้ให้เพื่อสืบต่อและพัฒนาตน</p>
<p>คงไม่มีสรรพสิ่ง สิ่งใด ในโลกนี้ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีรากฐานและปัจจัยเอื้อในอดีตมาก่อน </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%b5/">เสียผี</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สู่ขวัญควาย</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:17:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[สู่ขวัญควาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ควาย เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่ชาวไร่ชาวนามาช้านานตั้งแต่อดีตกาล เป็นสัตว์ให้คุณเป็นกำลังหลัก ของชาวนาในการปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนมาโดยตลอด ปัจจุบันควายถูกใช้งานน้อยลงเพราะวิถีชีวิตเกษตรกร</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">สู่ขวัญควาย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p> ควาย เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่ชาวไร่ชาวนามาช้านานตั้งแต่อดีตกาล เป็นสัตว์ให้คุณเป็นกำลังหลัก ของชาวนาในการปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนมาโดยตลอด ปัจจุบันควายถูกใช้งานน้อยลงเพราะวิถีชีวิตเกษตรกร เปลี่ยนไปจากใช้แรงงานควายหันไปใช้แรงงานจากเครื่องจักรแทน</p>
<p>     ในสมัยก่อนการทำนากว่าจะแล้วเสร็จต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน ไม่เร่งรีบเหมือนปัจจุบัน ในการ ใช้ควายไถนา ถ้าพื้นที่ประมาณ 1 งาน จะใช้เวลา 1-2 วัน ชาวนาจะใช้เวลาทำงานในตอนเช้าและเย็น เท่านั้น เพราะตอนกลางวันอากาศร้อน ทั้งคนและควายจะได้พักผ่อนเอาแรงก่อน</p>
<p>     ควายให้คุณแก่ผู้เป็นเจ้าของอย่างมากมาย นอกจากจะช่วยในการไถคราดแล้ว มูลควายยังนำมา ใช้ประโยชน์ได้อีก ชาวบ้านจะนำมาทำเสวียน เป็นอุปกรณ์ใส่เก็บข้าวเปลือกชนิดหนึ่งสานด้วยไม้ไผ่รูป ทรงกลมเป็นแท่งยาว ขนาดตามความต้องการ หลังสานเสร็จแล้วเอามูลควายผสมดินเหนียว ทาผิว ไม้ไผ่ทั้งด้านนอกและด้านในตากให้แห้ง เป็นเสวียนที่แข็งแรงทนทานใช้งาน ได้ตลอดไปจนกว่า ไม้ไผ่จะผุ มูลควายเป็นปุ๋ยบำรุงดินในนาข้าว นอกจากนี้ มูลควายยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมงจู้จี้ เด็ก ๆ จะชอบไปขุดในช่วงหน้าหนาว ในเรือกสวนไร่นาก็ประหยัดไม่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้า หรือ ยาฆ่าแมลง แต่จะอาศัยให้ควายกินหญ้าทำให้ไม่รก</p>
<p>     คนมีความผูกพันกับควายถือว่าควายเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกผู้หนึ่งในครอบครัว เช่นเดียวกับ หมาแมวของคนในสมัยนี้ ควายยังเป็นเพื่อนเล่นของลูก เด็ก ๆ ในชนบทจะชอบขี่หลังควาย ช่วยหา เห็บหาเหาให้ควาย อาบน้ำให้ควาย ควายก็ให้ความเป็นมิตร สัตว์ทุกชนิดถ้าเราใส่ใจให้ความรัก มันก็ทอนคืนความรักให้เราเช่นเดียวกัน</p>
<p>     ในชนบท เวลา 3-4 โมงเย็น ก่อนเอาควายเข้าแหล่ง (คอก) เจ้าของโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะอาบน้ำ ให้ควาย โดยขี่หลังควายลงในแหล่งน้ำ ม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ หนองบึงต่าง ๆ ควายก็จะชอบดำผุดดำว่าย เด็กจะใช้แปรงจากกาบมะพร้าว ลูกบวบแห้ง ฟางข้าว หรือหญ้าแห้งถูทำความสะอาดหลังควาย จนเป็น สีดำมันเงา สบายตัวสบายใจทั้งคนและควาย</p>
<p>     ในฤดูทำนาหน้าฝน เป็นช่วงใช้แรงงานควาย ชาวนาจะเลี้ยงควายไว้ใต้ถุนบ้าน พอย่ำค่ำใช้ฟืน สุมไฟให้ควายกันยุง ได้ทั้งควายใต้ถุนและคนบนบ้าน</p>
<p>     เช้ามืดชาวนาจะจูงควายและแบกไถออกไปนา จะไถนาโดยเวียนซ้ายวนเข็มนาฬิกาเพื่อให้ขี้ไถ ออกจากไถเพราะเวลาไถนา ขี้ไถจะออกทางด้านขวา ชาวนาจึงต้องเดินเวียนซ้ายและ ขี้ไถจะช่วยกลบ หญ้าให้เป็นปุ๋ยในนาได้อีก ชาวนาจะไถนาและหมักไว้ 1 เดือน เรียกว่า ดองนา รอจนกระทั่งดินร่วนซุย หญ้าเน่า หลังการไถดองจะมีไส้เดือนขึ้นอยู่ตามขี้ไถ เป็นไส้เดือนสีแดง เด็ก ๆ จะใช้ไส้เดือน เป็น เหยื่อล่อปลา ชาวนาจะสังเกตถ้ามีไส้เดือนปริมาณมากแสดงว่าดินเน่าได้ที่ เหมาะสำหรับการปลูกข้าว แล้วจึงเริ่ม คราดนา สมัยก่อนไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไส้เดือน กาลเวลา และหญ้า จะช่วยปรับปรุงดินเองตาม ธรรมชาติ</p>
<p>     ในช่วงที่หมักนาทิ้งไว้นี้จะมีพวกปลาชนิดต่าง ๆ มาอาศัยและเจริญเติบโต ดังนั้น ตอนคราดนา เด็ก ๆ จะชอบเดินตาม หลังผู้ใหญ่เพื่อจับปลาที่กระโดดหนีเนื่องจากเมาขี้โคลน เด็กจะเอาข้องมัด ตรงเอว ปลาที่จับได้ส่วนมากจะเป็นปลาช่อน ปลาปก ปลาสะเด็ด จะนิยมนำมาทำแหนมปลา คือเอาปลา คลุกเคล้าเครื่องเทศ ได้แก่ ขมิ้น ตะไคร้ เกลือ พริกขี้หนูซอย ห่อใบตองปิ้งบนไฟ</p>
<p>     ตอนไถหรือคราดนา จะมีการเทียมแอก เพื่อยึดคอควายกับไถ มีทั้งแอกคู่และแอกเดี่ยว แอกคู่ จะใช้ควาย 2 ตัว เทียมแอก การใช้เทียมคู่จะทำให้ควายเหนื่อยน้อยลง ส่วนแอกเดี่ยวจะใช้ควายเพียง ตัวเดียว</p>
<p>     การใช้ควายไถและคราดนาจะมีคำสั่งเฉพาะ ได้แก่ หย่อ (หยุด) หน (ถอย) ฮุ่ย (เดินหน้า อ่อย (ค่อย ๆ หยุด) ซ้าย ขวา บางครั้งเมื่อควายไม่ทำตามคำสั่งจึงถูกลงโทษ โดยการดุด่า หรือเฆี่ยนตี</p>
<p>     ควายหงาน ควายที่แข็งแรงได้แรงงานเยอะ เป็นควายหนุ่มฉกรรจ์ กล้ามเนื้อเป็นมัด มีหนอกใหญ่ ใช้เป็นพ่อพันธุ์ ควายหงาน เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มจะแย่งชิงความเป็นผู้นำจ่าฝูง โดยจะต่อสู้หรือชนกันเพื่อ แย่งชิงตัวเมีย เมื่อชนะก็ได้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย</p>
<p>    ควายจะอยู่กับคนถูกเลี้ยงจนเชื่องและมีความเป็นมิตรกับคน คนจะเลี้ยงควายด้วยความรัก เมื่อเลี้ยงสิ่งใดก็รักและผูกพันสิ่งนั้น</p>
<p>     การสู่ขวัญควาย เป็นการเตือนสติ เตือนจิตเตือนใจ ให้คนมีความกตัญญูกตเวทีรำลึกถึงบุญคุณ ของผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ตน ว่าเมื่อได้รับผลประโยชน์จากผู้อื่นแล้ว ก็มากระทำการ หรือแสดงการ ตอบแทนบุญคุณที่ผู้อื่นได้ทำแก่ตน อย่างเช่น &#8220;ควาย&#8221; คนได้ใช้แรงงานในการไถคราด พลิกแผ่นดิน อันเป็นของหนักให้ เพื่อหว่าน เพาะปลูกข้าว ปลูกพืชผักในพื้นแผ่นดิน จนคนได้รับผลประโยชน์จาก แรงงานของควาย คือได้ข้าวมาสำหรับบริโภค เลี้ยงชีวิตตนและครอบครัว ในขณะที่คนได้ไถคราดนั้น บางทีได้ดุด่า เฆี่ยนตีควายซึ่งทำไม่ได้ดั่งใจ ทั้งที่กำลังมีแอกต่างคออยู่หนักแสนหนักเหนื่อยแสนเหนื่อย</p>
<p>     เมื่อคนระลึกนึกถึงบุญคุณของควาย ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณไม่มีส่วนที่ได้รับผลประโยชน์อันใด ชาวนาจึงมีการหาวิธีที่จะ ตอบแทนบุญคุณของควายขึ้น โดยวิธี &#8220;สู่ขวัญควาย&#8221; ขออโหสิกรรมต่อควาย</p>
<p>     ชาวนาจะทำบายศรี 1 ชุด ขนม ข้าวต้ม เหล้าไห ไก่คู่ ไข่ต้ม 1 คู่ เอี้ยงหมายนา 1 ต้น (ดอกไม้จำ พวกไพล ขิง ข่า มีเหง้าในดิน สูงประมาณ 1 เมตร ดอกสีขาว หน่อในดินกินลวกหรือต้มจิ้ม น้ำพริก) ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู ด้ายสายสิญจน์ผูกเขาควาย หญ้าอย่างดี 1 หาบ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่วงา กล้วยสุก บางแห่งจะมีสะตวง (กระทงที่ทำจากกาบกล้วย) 1 อัน มีขันปู่อาจารย์ ผ้าขาว ผ้าแดง เงิน 10 สลึง ปัจจุบันใส่ 12 บาท</p>
<p>     โดยมีปู่อาจารย์ผู้ทำพิธีสู่ขวัญควาย คล้ายกับพิธีฮ้องขวัญหรือสู่ขวัญของคนเมืองเหนือ เนื้อหา จะกล่าวเป็นค่าวฮ่ำ ทำนองเสนาะเมืองเสียงจ้อยซอ มีการสัมผัสคำในภาษาที่ใช้พรรณนาถึงคุณความดี ของควายที่มีต่อเจ้าของ ในการทำไร่ไถนาซึ่งเป็นภาระอันหนักทั้งคนและควาย ต้องทำงานร่วมกัน ตลอด ระยะเวลา 3 เดือน ในฤดูหว่านไถจนกระทั่งปลูกเสร็จ ดังนั้น เพื่อความเป็น สิริมงคลในครอบครัวและเป็น การเตือนสติให้เป็นคนมีความกตัญญูกตเวที รักสัตว์ และรักษาสัตว์ไว้เพื่อใช้งานต่อไป มองเห็นคุณค่า ของสิ่งที่ตนมีอยู่ว่าเป็นสิ่งมีประโยชน์</p>
<p>     เมื่อปู่อาจารย์กล่าวจบ ผู้เป็นเจ้าของควายจะนำกรวยดอกไม้ไปผูกกับเขาควาย ให้ควายกินปลาย กล้าข้าว หรือหญ้าอย่างดีที่เตรียมไว้ เพื่อแสดงความรักและเมตตาต่อควาย ควายเองก็เป็นสัตว์ที่รู้ ภาษามนุษย์ และเข้าใจความเมตตาที่ชาวนาแสดงออกอย่างเป็นมิตร เหมือนช้าง ม้า และสัตว์อื่น ๆ ที่มนุษย์ชอบเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนและใช้แรงงาน</p>
<p>     คนกับควายวิถีชีวิตชาวชนบท ผูกพันลึกซึ้ง มีความรักและเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ว่าคนหรือสัตว์ มิตรภาพที่จะดำรงอยู่ได้เนิ่นนาน สายใยผูกรัดไม่ให้ขาด คือ น้ำใจ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">สู่ขวัญควาย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตานหลัวพระเจ้า</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:13:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตานหลัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆหมอกใด ๆ มาบดบัง พระจันทร์ดวงโต โดดเด่นอยู่เพียงลำพัง ส่องฉายรัศมีปกคลุมไปทั่วแผ่นน้ำแม่วัง แสงไฟอื่นใดดูด้อยค่าไปถนัดตา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/">ตานหลัวพระเจ้า</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆหมอกใด ๆ มาบดบัง พระจันทร์ดวงโต โดดเด่นอยู่เพียงลำพัง ส่องฉายรัศมีปกคลุมไปทั่วแผ่นน้ำแม่วัง แสงไฟอื่นใดดูด้อยค่าไปถนัดตา เมื่อเจอแสงสีนวล เร้าใจ ดึงดูดผู้คนริมสองฝั่งน้ำให้เข้าหา ต่างพาลูกจูงหลาน พร้อมถือสะเปา(กระทง)น้อย ในมือคนละอัน เพื่อไปขอขมาพระแม่คงคาผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีแก่ผู้คน ด้วยความอ่อนล้า</p>
<p>ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พ่อหลวงคำมาเป็นผู้หนึ่งที่พาหลานชายหญิงคู่แฝด เดินไปที่ปงริมฝั่ง แม่น้ำ เช่นคนอื่น ๆ เสร็จจาก ขอขมาพระแม่คงคา และชื่นชมสะเปาน้อย ที่มีแสงเทียนระยิบ ระยับลอยผ่านไปตามลำน้ำแล้ว แกจึงชวนหลาน ๆ เดินกลับบ้านผ่านทุ่งนากว้าง เมื่อเช้าแกเห็น ต้นข้าวแก่ได้ที่ สีเหลืองทองไปทั้งทุ่ง กะว่าให้เสร็จงานบุญคราวนี้ คงจะได้เก็บเกี่ยวข้าวไว้ใน</p>
<p>ยุ้งฉางเสียที สายลมหนาวพัดผ่านกระทบผิวกายอันเหี่ยวย่นจนแกห่อตัวสะท้าน หลานคู่แฝดบ่นหนาว จนปากคอสั่น แกเร่งให้หลานเดินเร็วขึ้นเพื่อจะให้ถึงบ้านได้ห่มผ้าให้หายหนาว มองไปอีกฟากฝั่งหนึ่ง ของท้องทุ่ง เห็นแสงไฟสลัวจากวัดประจำหมู่บ้านแกนึกถึงพระเจ้าที่แกเคารพบูชา ป่านนี้คงหนาวสั่น อยากให้ท่านได้อบอุ่นขึ้น เห็นทีพรุ่งนี้จะต้องเข้าป่าตามคำชวนของ หนานเมืองเพื่อเข้าไปหาหลัว ตานพระเจ้า</p>
<p>ชาวบ้านวังเลียบ หมู่บ้านเลียบน้ำวัง ได้มีประเพณีที่นึกถึงบุญคุณของพระเจ้าที่ท่านเสียสละ มานั่งเป็นพระประธานในโบสถ์ให้คนกราบไว้มาชั่วนาตาปี ทนร้อน ทนหนาว โดยไม่มีบ่นทุกข์ยาก ประการใดให้ได้ยิน ยิ่งยามหนาวโหดร้ายนัก ลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างปวดแสบผิวกายที่แตก เป็นขุย และมักจะเอาฟืนมาสุมก่อไฟให้ได้ผิงยามค่ำคืน หาเผือก หามันมาปิ้งกินให้คลายหนาว ชาวบ้านจึงคิดจะทำให้พระเจ้าอบอุ่นและได้ผิงไฟยามหนาวด้วย จึงได้มีประเพณี ที่เรียกว่า<br />
ตานหลัวพระเจ้า</p>
<p>ตาน คือ ทาน<br />
พระเจ้า ที่ชาวบ้านเรียกหมายถึงพระพุทธรูปที่อยู่ในโบถ์ส<br />
หลัว หมายถึง ฟืน</p>
<p>เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนยี่ชาวนาเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวกว่าจะเสร็จสิ้นก็เดือนสามถึง เดือนสี่ ยามว่างชาวบ้านจะชวนกันเข้าป่า ไปหาหลัวเตรียมไว้ในเดือนสี่ ชาวบ้านจะเลือกไม้ อย่างดี ที่สุด ไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นหลัวให้พระเจ้า คือ ไม้จี้ ไม้ขนาดกลาง ลำต้นมีหนามขึ้นโดยรอบ ใบเล็ก ๆ คล้ายใบข่อย ผิวใบหยาบและสากมือ เป็นไม้เนื้ออ่อน เบา เวลาเผาไฟ จะมีควันไฟน้อย</p>
<p>ชาวบ้านจะตัดไม้จี้เป็นท่อนๆ ขนาดพอเหมาะแล้วแต่ความชอบ บางคนอาจยาวคืบ บ้างยาวศอก บางคนอาจยาววา จะนำท่อนไม้ที่ได้มาถากและเหลาให้เกลี้ยงเกลาสวยงาม ประดับประดาตกแต่ง ด้วย กระดาษหลากสี พันเป็นริ้วรอบท่อนไม้แต่ละท่อน บางคนตกแต่งด้วยตุงกระดาษเล็ก ๆ (ธงสามชาย) การตกแต่งหลัวนี้จะไม่จำกัดขอบเขต แล้วแต่ใครจะคิดสร้างสรรค์ตกแต่งเอง เมื่อ ตกแต่งเสร็จแล้วจึงมัดรวมกันเตรียมไปถวายพระที่วัด จำนวนเท่าใดก็ได้แล้วแต่ศรัทธา</p>
<p>เมื่อถึงเดือนสี่ เช้ามืดผู้ใหญ่จะพาเด็ก ๆ ไปวัด ถือขันข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน อาหารคาวหวาน มีข้าวใหม่กลิ่นหอม ข้าวหลามอุ่น ๆ เพื่อถวายพระ พร้อมหลัวเพื่อตานพระเจ้า ผู้คนต่างทยอยกัน เข้าไปที่โบสถ์ อันดับแรกเมื่อไปถึงคือกราบ พระประธาน พร้อมนำดอกไม้ธูปเทียนใส่ขันแก้วเพื่อ บูชาพระ และนำหลัวที่เตรียมไปกองรวมกันหน้าพระประธาน โดยเขียนชื่อผู้เป็นเจ้าของใส่แผ่น กระดาษติดกับหลัว ถ้าจะอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ญาติผู้ล่วงลับก็จะเขียนชื่อลงไป จากนั้นพระสงฆ์ จะทำพิธีทางศาสนาไปตามลำดับขั้นตอน พระสงฆ์จะเผาหลัวจำนวนเล็กน้อยพอให้เป็นพิธี จบลงด้วย การให้ศีลให้พร หลัวที่เหลือจากพิธี พระสงฆ์จะนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการต่าง ๆ ของวัดต่อไป</p>
<p>พระฉันอาหารเช้าเสร็จเป็นทีของชาวบ้านและเด็ก ๆ กินต่อ อาหารหลากรสจากฝืมือหลายคน ในหมู่บ้านที่ต่างบรรจงปรุงอย่างตั้งใจและสรรหาอาหารที่ดีที่สุด เพื่อนำไปถวายพระ สุดท้ายทุกคน ก็ได้อิ่มอร่อยจากฝีมือตนเอง กินเสร็จช่วยกันเก็บกวาด ผู้ใหญ่กวาดลานวัด ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งคุยกัน เด็ก ๆ เมื่อกินอิ่มแล้ววิ่งเล่น ก่อนกลับบ้าน เด็ก ๆ ยังได้หิ้วขนมอร่อยกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขนมจอก ขนมปาด ข้าวหลาม เป็นต้น เอาไว้กินร่วมกันตอนอยู่บ้าน</p>
<p>เด็ก ๆ สนุกสนานจากการได้วิ่งเล่น ผู้ใหญ่ได้อุ่นกายอุ่นใจจากการได้ทำบุญตานหลัวพระเจ้า เรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เกิดขึ้นและผ่านไป ถูกถ่ายทอดและสืบต่อสู่รุนใหม่</p>
<p>พ่อหลวงคำมาได้เล่าเรื่องราวการตานหลัวพระเจ้าให้หลาน ๆ ฟัง แกเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นการ ล่องสะเปา หรือตานหลัวพระเจ้า จะทำให้เด็ก ๆ รุ่นลูกหลานของแกได้นึกถึงบุญคุณ สิ่งที่ทำประโยชน์ให้ตน</p>
<p>แม้สิ่งเหล่านั้นจะไม่เรียกร้องผลตอบแทนแต่คนก็สำนึกในใจเอง แกแอบคิดว่า ในวันข้างหน้า หลาน ๆ ของแกคงนึกถึงแกบ้าง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/">ตานหลัวพระเจ้า</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตานแทน-ตานใช้ ความยิ่งใหญ่ในการชดใช้หนี้กรรม</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:12:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab</guid>

					<description><![CDATA[<p>เดินทางจากในเมืองลำปางไปตามถนนลำปาง-งาว ประมาณ 20 กิโลเมตร จะมองเห็นซุ้ม ประตูใหญ่และสวยงามของวัดพระธาตุเสด็จ อยู่ฝั่งซ้ายมือของถนน เลี้ยวเข้าไปตามถนนเลียบวัด</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">ตานแทน-ตานใช้ ความยิ่งใหญ่ในการชดใช้หนี้กรรม</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เดินทางจากในเมืองลำปางไปตามถนนลำปาง-งาว ประมาณ 20 กิโลเมตร จะมองเห็นซุ้ม ประตูใหญ่และสวยงามของวัดพระธาตุเสด็จ อยู่ฝั่งซ้ายมือของถนน เลี้ยวเข้าไปตามถนนเลียบวัด ข้ามสะพานน้ำวังไปยังหมู่บ้านวังเลียบ-ทุ่งหนอง บ้านใหม่รัตนาคม ผ่านท้องทุ่งที่เขียวขจี สองฟากฝั่งถนนเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร จะเจอวัดพุทธสันติวิเวก ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาเงียบสงบ ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ กอไผ่ที่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบ มองดูสบายตา บ่อยครั้ง ณ ใต้ต้นไผ่ แห่งนี้ ใช้เป็นสถานที่ปักกลดสำหรับผู้เข้ามาปฏิบัติธรรม ฝึกพัฒนาจิต</p>
<p>นอกจากจะเดินทางไปตามถนนสายลำปาง-งาว แล้วยังสามารถเดินทางจากในเมืองลำปาง ไปตามถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม ผ่านสุสานไตรลักษณ์ ตรงไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 กิโลเมตร ก่อนจะถึง โรงเรียนกิ่วลมวิทยา จะมีปั๊มน้ำมัน อยู่ใกล้กับประมงจังหวัด เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้าน เข้าไปซึ่งจะมีป้าย บอกชื่อวัด เป็นระยะ ๆ ประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดเช่นกัน</p>
<p>วัดพุทธสันติวิเวก ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน นิคมสร้างตนเองกิ่วลม เขต 16 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง วัดได้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กับการตั้งหมู่บ้าน เมื่อเกือบสามสิบปี ที่ผ่านมา อาศัยแรงศรัทธาจากชาวบ้านใกล้เคียง โดยมีพระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ เจ้าอาวาส องค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อตั้งวัด วัดพุทธสันติวิเวก ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์พัฒนาจิต กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัดลำปาง มีนักเรียนและเยาวชน จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดลำปาง และหน่วยงานทั้งในและต่างจังหวัด ส่งบุคลากรเข้าไปปฏิบัติ ธรรม ฝึกอบรมพัฒนาจิตอยู่เสมอจังหวัดยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของจังหวัด และตั้งให้เป็น ศูนย์พัฒนาชีวิตตัวอย่าง เฉลิมพระเกียรติ ประจำอำเภอเมือง ลำปาง</p>
<p>ช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะได้ตื่นตาตื่นใจกับประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่หาดู ได้ยากยิ่ง มีขบวนแห่ต้นตาน และครัวตานที่ตระการตา ฝูงชนจำนวนมากร่วมขบวนในพิธีที่เรียกว่า &#8220;ตานแทน-ตานใช้&#8221; ณ วัดพุทธสันติวิเวก แห่งนี้</p>
<p>พระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธสันติวิเวก ได้เล่าถึงความเป็นมาของ ประเพณีตานแทน-ตานใช้ ว่า ประเพณีนี้เคยได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ในสมัยนักบุญ แห่งล้านนา ครูบาเจ้าศรีวิชัย สืบต่อมาในสมัยหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน หลังจากนั้นก็ไม่มีประเพณีนี้อีกเลย พระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ มีความ<br />
ประสงค์จะสืบทอดประเพณีนี้ไว้เพื่อให้เป็นมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมแก่ชนรุ่นหลังต่อไป จึงริเริ่มประเพณีนี้อีกครั้ง</p>
<p>ตานแทน-ตานใช้ (ตาน คือ ทาน) เป็นพิธีกรรมตามขนมธรรมเนียมของคนภาคเหนือ เป็นพิธี ถวายสังฆทานรวมใหญ่ มีการ จัดหาข้าวของเครื่องใช้ตามประเพณีดั้งเดิม อันได้แก่ ก่อเจดีย์ทราย มีของใช้ในพิธี ประกอบด้วย ของถวายพระสงฆ์และปูชนียสถาน ของถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ของทิ้งลงหลุม (เพื่อตัด/ทิ้งสิ่งไม่ดีออกจากตัว) ต้นทาน เป็นต้น</p>
<p>คนในอดีตมีพิธีกรรมและภูมิปัญญาที่น่าสนใจ ใช้สัญลักษณ์ในเครื่องสักการะต่าง ๆ มีแหล่ง ที่มาและแฝงธรรมะอยู่ด้วยเสมอเช่น ทำรูปคน สัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ข้าทาสบริวาร คน ปู หอย กุ้ง ปลา อึ่งอ่าง และนก แมลง เพื่อเป็นตัวแทนสิ่งที่เราเคยได้ฆ่าได้ตี ได้ตัดชีวิตเขา</p>
<p>การถวายสิ่งของเครื่องใช้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อชำระบาปกรรมจากการลักขโมย ของพ่อของแม่ ปู่ ย่า ตา ยายของสงฆ์หรือของอื่น ๆ โดยมีความเชื่อว่าจะมีบาปติดตัวถึง 500 ชาติ ฉะนั้น จึงนำสิ่งของถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อใช้หนี้กรรมเก่าเพื่อให้บาปกรรมเบาบาง สูญหายไป จากนั้นถ้าไม่ได้ลักขโมยของใครบาปกรรมก็จะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นการ ป้องกันอีกทางหนึ่ง ด้วย</p>
<p>ก่อเจดีย์ทราย เพื่อลดกรรมหนักจากการพูดเพ้อเจ้อ ติเตียนนินทา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์</p>
<p>การทำตุงเงิน ตุงคำ ตุงนาก ตุงโลหะ ตุงเหล็ก ตุงทอง ตุงตะกั่ว ตุงข้าวสาร ตุงข้าวเปลือก ตุงไม้ไผ่ ตุงดิน ตุงทราย เป็นทาน ถวายพระรัตนตรัย หรือทำตุงเหล่านี้เพื่อให้ลดกิเลสความอยากได้ หรือของรักของหวง</p>
<p>ประเพณีการตานใช้-ตานแทนนี้ เป็นวิธีการที่ทำให้คนได้ตระหนักถึงและกระทำ คุณความดีกุศล กรรมใหญ่ เพื่อทดแทนอกุศลกรรมเก่าที่หนักและแรงกว่าในอดีต เพื่อให้คนในสังคมเชื่อในเรื่อง ผลแห่งกรรม หรือกฎแห่งกรรม</p>
<p>ในพิธีจะมีการถวายทานเพื่อใช้หนี้กรรมเก่าทั้งในอดีตชาติและปัจจุบัน มีการอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และขออโหสิกรรมต่อพระรัตนตรัย ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อผู้มีพระคุณ และต่อบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา และเกี่ยวข้องกับตัวเรา อันที่เราอาจเคย กระทำการอันใดโดยประมาทพลาดพลั้ง ผิดพลาด ไม่สมควร โดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ทั้งต่อหน้า<br />
หรือลับหลัง รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ซึ่งอาจเป็นกรรมต่อกัน</p>
<p>ดังนั้นจึงสมควรที่จะขอขมากรรม ขอโทษ ขออภัยต่อกันโดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย โดยมีพระพุทธรูปเป็นตัวแทน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และคณะสงฆ์ที่มาร่วมกันในพิธี ให้ทานได้เป็นพยานรับรู้ในพิธี</p>
<p>นับว่าเป็นกุศโลบายของภูมิปัญญาของคนในภาคเหนือตั้งแต่ในสมัยโบราณ เพื่อให้คนได้มา ทำบุญทำทาน รู้จักการเสียสละเพื่อขจัดความโลภ โกรธ หลง มะเร็งร้ายในตัวมนุษย์เพื่อความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์</p>
<p>พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างมา เป็นส่วนหนึ่งของพิธีที่ใหญ่โตและมีแบบแผน มีธรรมะแฝงอยู่ ด้วย ในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องของกรรม บาปบุญคุณโทษ</p>
<p>ในวันงาน คณะศรัทธา ญาติโยม ได้ตกแต่งข้าวตอกดอกไม้ใส่ในล้อเกวียนนับสิบเล่ม ต้นตาน ใหญ่สูงสิบกว่าเมตร แห่ขบวนครัวตานไปตามถนนรอบวัด ขบวนหลากสีสัน ผ่านทุ่งนาสีเขียว ผู้คนจำนวนมากที่มีแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาต่างมาร่วมพิธีกรรม เป็นภาพอันงดงาม น่าประทับใจ เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ ในประเพณีตานแทน-ตานใช้ ความยิ่งใหญ่ ในการชดใช้หนี้กรรม ณ วัดพุทธสันติวิเวก นิคมสร้างตนเองกิ่วลม เขต 16 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">ตานแทน-ตานใช้ ความยิ่งใหญ่ในการชดใช้หนี้กรรม</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟ้อนผี ประเพณีการนับถือบรรพบุรุษ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 09:45:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟ้อนผี]]></category>
		<category><![CDATA[ฟ้อนผีมด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิถีชีวิตชาวชนบทล้านนาในอดีต ผูกพันเชื่อมโยงกับธรรมชาติในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิต ผู้คนมีความเชื่อและวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องจิตวิญญาณ ว่าเป็นอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นพลัง </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9/">ฟ้อนผี ประเพณีการนับถือบรรพบุรุษ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วิถีชีวิตชาวชนบทล้านนาในอดีต ผูกพันเชื่อมโยงกับธรรมชาติในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิต ผู้คนมีความเชื่อและวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องจิตวิญญาณ ว่าเป็นอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นพลัง ซ่อนเร้นที่สามารถดลยันดาลเหตุการณ์ดีร้ายต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้ พลังเร้นลับเหล่านี้รวมเรียกว่า ผี</p>
<p>     ผี เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งลี้ลับที่ผู้คนต่างให้ความเคารพนับถือและเกรงกลัว ผีมีทั้งดีและร้าย</p>
<p>     ผีร้าย ได้แก่ ผีตายโหง ผีพราย ผีป่า ผีนางไม้ ผีปกกะโหล้ง ผีกองกอย ผีกะ ผีโพง ผีกระสือเป็นต้น ผีเหล่านี้จะคอยหลอกหลอนให้ผู้คนหวาดกลัว บางครั้งรบกวนหรือเข้าสิงคนขอสิ่งที่ตนต้องการ เช่น อาหาร หรือที่อยู่อาศัย เรียกว่า ผีทักจนผู้นั้นเจ็บไข้ได้ป่วย จะต้องนำข้าวปลาอาหารและ เหล้าสังเวย จึงจะหาย</p>
<p>      ส่วนผีดี ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ มีผีปู่ย่า ผีมด ผีเม็ง ผีอารักษ์ มีผีเสื้อวัด ผีเสื้อเมือง ผีเจ้าบ้าน ผีนา ผีเจ้านาย ผีเจ้าพ่อต่างๆ ที่คอยปกปักรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร จะมีชื่อเรียกตามสถานที่นั้นๆ เช่น ผีห้วยหลวง ผีห้วยทราย ผีดงฮัก เป็นต้น ผีเหล่านี้จะเป็นผีที่มีฤทธิ์เดชมาก ถ้าใครไม่นับถือหรือลบหลู่ จะทำให้มีอันเป็นไปต่างๆ นานา หรืออาจทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย รักษาไม่หายจนกว่าจะทำพิธีขอขมา ลาโทษ ภาชนะเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันยังมีผีสิงสถิต เช่น ผีกระด้ง ผีหม้อนึ่ง ผีบ่ากวัก (อุปกรณ์ใช้ พันด้าย) ผีดีเหล่านี้จะคอยช่วยเหลือให้ความคุ้มครองผู้คน ผีจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนชาวล้านนาเสมอมา</p>
<p>ตามความเชื่อของชาวล้านนา ผีมีอำนาจในการดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความ เจริญงอกงามในการเพาะปลูกถ้าคนทำให้ผีพึงพอใจ จึงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการนับถือผี ได้แก่ การเลี้ยงผี</p>
<p>เสียงดนตรีปี่พาทย์บรรเลงเร้าใจ ผู้คนมีทั้งหญิงผู้เฒ่าผู้แก่หญิงสาวแต่งตัวสวยงาม นุ่งโสร่ง ลายโตตาหมากรุก ใส่เสื้อคล้ายเสื้อหม้อห้อมสีต่างๆ โพกศีรษะด้วยผ้าหลากสี มีผ้าสะว้าน (สไบ) ใช้คล้องคอ ท่าเดินมองดูคล้ายผู้ชาย บ้างใช้สไบห่มเฉียงพาดไหล่บ้างนุ่งโสร่งเหมือนกัน แต่ไม่ ่โพกศีรษะท่าทางคล้ายผู้หญิง กำลังร่ายรำด้วยลีลาสนุกสนานตามจังหวะเสียงดนตรี สีหน้าจริงจัง<br />
ไม่สนใจสิ่งใดๆ รอบกาย นอกจากท่วงทำนองจังหวะการร่ายรำ บางครั้งจากคนที่เอียงอาย เรียบร้อย ไม่กล้าแม้แต่จะตะโกนแหกปากหรือเปล่งเสียงหัวเราะดัง กลายเป็นท่าทางขึงขัง เอาจริงเอาจัง เหมือนนักแสดงที่ได้รับบทบาทและแสดงตามบทนั้นได้อย่างดี ต่างพากันร่ายรำโดยไม่รู้สึกอ่อนล้า ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายจวนจะเย็นย่ำ ผู้คนสนุกสนานอิ่มเอิบกับงานบุญยิ่งใหญ่ ในการทดแทนบุญคุณ บรรพบุรุษ ในประเพณีที่เรียกว่า ฟ้อนผี</p>
<p>ประเพณีการฟ้อนผีของชาวล้านนา เป็นประเพณีที่คล้ายกับการลงผีหรือลงเจ้าพ่อของคนใน ท้องถิ่นอื่น บางครั้งเรียกว่าฟ้อนผีมดผีเม็ง</p>
<p>ผีมด หมายถึง ผีชาวบ้าน หรืออาจหมายถึงชนเผ่าอื่น เช่น เงี้ยว ไทยใหญ่</p>
<p>ผีเม็ง เป็นผีพวกแม่ทัพนายกอง หรืออาจเป็นผีชาวมอญ</p>
<p>ตามคติความเชื่อของชาวล้านนา คนเรามีเจ้าของมาตั้งแต่ในอดีตชาติ ผู้เป็นเจ้าของตัวเราคือ ปู่ ย่า ตา ยาย บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว จะนับถือตระกูลเครือญาติเดียวกันว่า ผีเดียวกัน หรือผีมดผีเม็ง เป็นผีใจดี คอยปกป้องคุ้มครองลูกหลานที่รักษาจารีตประเพณี ส่วนผู้ใดที่ทำผิดจารีตประเพณีที่เรียกว่า ผิดผี จะต้อง เสียผี คือทำพิธีขอขมาบอกกล่าวผีบรรพบุรุษ หากไม่ทำจะทำให้ป่วยไข้ จะต้องใช้ เครื่องสังเวย เช่น เหล้าไหไก่คู่เพื่อขอขมา ลูกหลานในบ้านเมื่อจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ หรือไป<br />
ทำมาหากินถิ่นอื่นจะต้องมีการบอกกล่าวให้ผีบรรพบุรุษได้รับทราบเพื่อคอยไปปกปักรักษา</p>
<p>คนที่นับถือผีเดียวกันจะมีความรักความผูกพัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามปกติและทุกข์ร้อน จะมีข้อห้ามไม่ให้คนผีเดียวกันแต่งงานกัน</p>
<p>ลูก หลานจะทำที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษ เรียกว่า หอผี ไว้ที่ทิศหัวนอน หรือมุมใดมุมหนึ่ง ของบ้านผู้เป็นเก๊าผี ซึ่งหมายถึงผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของวงศ์ตระกูล หรืออาจสร้างหอผีไว้ตามจุด ที่เห็นว่าสมควร หอผีคล้ายเป็นบ้านรับรองผีอื่นๆ ที่จะมาเยือนในวันงานฟ้อนผี จะปลูกเป็นเรือนไม้ หลังเล็กไม่มีฝา กว้าง 4-5 เมตร ยาว 5-6 เมตร  มีหิ้งวางเครื่องบูชา เช่น พานดอกไม้ธูปเทียน น้ำต้น วางไว้เพื่อเซ่นผีปู่ย่าผีเหย้าผีเรือน</p>
<p>ผีประจำตระกูลนี้ จะมีการซื้อขายผี ชาวบ้านเรียกว่า ซื้อเข้าและซื้อออก</p>
<p>ซื้อเข้า หมายถึง สมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ในครอบครัว เช่น ผู้ชายเข้ามาแต่งงานกับสาวในบ้านนั้น ต้องซื้อผีเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกของตระกูล หรือลูกหลานที่ออกไปสร้างครอบครัวใหม่ยังต่างถิ่น ก็จะมีการซื้อผีเพื่อให้ไปคุ้มครองต่อที่บ้านตนเอง</p>
<p>ส่วนการซื้อออกหรือขายผี คือ เมื่อเครือญาติในตระกูลไม่ต้องการหรือไม่มีความพร้อมในการ เลี้ยงผีอาจเพราะอยู่ห่างไกลจะซื้อออกหมายถึงตัดความสัมพันธ์ ไม่มายุ่งเกี่ยวกับตระกูลผีเดิม ไม่ว่าจะมีการเลี้ยงผี หรือทำพิธีใดๆ ก็จะไม่มายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป</p>
<p>ราคา ซื้อขาย จะใช้เงินไม่กี่บาท อาจเป็น 10 บาท 12 บาท ตามสภาพฐานะของตระกูล โดยมีการบอกกล่าวผีพร้อมเครื่องสังเวยก็ถือว่าเป็นการเสร็จพิธีการซื้อขายผี</p>
<p>การ ฟ้อนผีมดผีเม็ง จะทำกันช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เป็นช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวบ้านจะว่างเว้นจากงานในไร่นาและสบายใจที่ได้ข้าวเก็บใส่ยุ้งฉางไว้กินได้ ตลอดทั้งปี จะฟ้อนผี ในผาม (ปะรำ) ขนาดผามแล้วแต่ตามจำนวนสมาชิกในตระกูลหรือจำนวนแขกที่เชิญ หลังคามุงด้วย ทางมะพร้าว หญ้าคา หรือใบตองตึง มีการตกแต่งประดับผามให้สวยงามโดยใช้ทางมะพร้าว ต้นกล้วย ขี้ผึ้ง หม้อน้ำ น้ำต้น มีผ้าขาวยาวถึงพื้นผูกตรงกลางผามสำหรับโหนเชิญผีเข้าทรง ด้านหน้าผาม จะทำเป็น ยกพื้นสำหรับวางเครื่องเซ่นต่างๆ ได้แก่ หัวหมูต้ม ไก่ต้มทั้งตัว เหล้า ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน ขนม ผลไม้ เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว ถัดจากอาหารคาวหวานจะมีผ้าโสร่งผ้าโพกศีรษะ สีต่างๆ และเครื่องแต่งตัว สำหรับผู้ที่จะฟ้อนนุ่งทับลงไป</p>
<p>ประเพณีการฟ้อนผีจะจัด 2 วัน วันแรกเรียกว่า วันข่าว หรือป่าวข่าว เป็นการบอกให้ญาติพี่น้อง ในตระกูลเดียวกัน ไปร่วม ชุมนุมกันที่บ้านงานหรือเตรียมงานก่อนจะถึงวันงาน ส่วนอีกวันเป็นวันจริง ที่มีการเชิญผีเข้าทรงและมีการฟ้อนสังเวย</p>
<p>หอผีแต่ละหอ หรือตระกูลผีแต่ละตระกูลจะจัดงานฟ้อนผีไม่ให้ซ้ำวันกับงานของตระกูลอื่น จะมีการเชิญคนทรงและผีตระกูลอื่นมาร่วมงานด้วย    </p>
<p>ในวันงานจะเริ่มโดยมีการทำพิธีสักการะบูชาผีบรรพบุรุษซึ่งอยู่บนแท่นบูชา ณ หอผีประจำบ้านก่อน นำโดยเก๊าผี มีการ อธิษฐานขอให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครองให้คนในตระกูลอยู่เย็นเป็นสุข ประกอบอาชีพ เจริญก้าวหน้า จากนั้นจะกล่าวเชิญผีไปยังผามที่ทำพิธีเพื่อเข้าคนทรงของตระกูล การเข้าทรงของผีมด ไม่ยุ่งยากเพราะพออธิษฐานเสร็จผีก็จะเข้า ส่วนผีเม็งนั้นต้องโหนผ้าขาวที่อยู่กลางผามแล้วหมุนตัว ไปรอบๆ ผีจึงจะเข้า แต่มีบางรายถึงจะทำอย่างไรผีก็ไม่ยอมเข้า</p>
<p>ผีจะเข้าเก๊าผีก่อนเป็นคนแรก ต่อมาก็จะเข้าคนอื่นๆ ในตระกูล บางคนพอผีเข้าแล้วจะฟุบลงกับพื้น จะมีคนนำเครื่องบวงสรวงมีขันข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยและมะพร้าวอ่อนมาให้ ผีจะรับไว้ จากนั้นจึงลุกไปที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว และเลือกเสื้อผ้าที่ชอบสวมทับ จะมีการซักถามกันเล็กน้อย โดยมี ล่ามซึ่งเป็นคนที่ชอบพูดคุยซักถาม ถ้าเป็นคำตอบที่ถูกผีก็จะผงกหัว คำถามที่ใช้ เช่น เป็นใคร มาจากไหน มาด้วยวิธีใด เป็นต้น ภาษาที่ผีใช้ส่งเสียงพูดคุยกันไม่ใช่ภาษาพื้นเมืองเหนือ สำเนียงคล้ายภาษาพวกมอญ เงี้ยว หรือไทยใหญ่ จากนั้นจะเป็นการฟ้อนสังเวย มีวงปี่พาทย์บรรเลง ใช้กลองเต่งเทิงให้จังหวะ มีการร้อง ฮิ้วๆ ประกอบการรำไปด้วย ผู้รำจะเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ ทั้งคนแก่อายุเจ็ดสิบแปดสิบ และเด็กรุ่นสาวอายุ สิบกว่า ถ้าเป็นผู้ชายรำจะรำดาบ ร่างทรงที่เป็นเก๊าผีหรือผู้อาวุโสผีจะเข้านานตลอดทั้งวัน และร่ายรำ ตลอดทั้งวันเช่นกัน โดยไม่มีท่าทางเหนื่อยอ่อน ส่วนผีเครือญาติที่อาจเป็นผีวัยรุ่นหรือผู้ที่อ่อนวัยกว่า ผีจะ เข้าๆ ออกๆ ร่างทรงบางคนพอผีออกจะอาย ไม่รู้ว่าตัวเองแต่งตัวหรือทำอะไรลงไปบ้าง เหมือนตกอยู่ใน ภวังค์เด็กๆ จะชอบดูฟ้อนผีจะยืนดูอยู่ขอบผาม  บางตัวเป็นผีซนจะเที่ยววิ่งไล่จับผู้คน ในตระกูลเดียวกัน<br />
ให้มาโหนผ้าขาวกลางผามเพื่อให้ผีเข้า บางคนไม่ยอมจึงมีการวิ่งหนีไล่กันเป็นที่สนุกสนาน ผีจะเข้าเฉพาะ คนในตระกูล คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตระกูลเดียวกันจะไม่เข้า แม้จะผ่านการโหนผ้าขาวกลางผามแล้วก็ตาม ผีแต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์ในการฟ้อนรำที่แตกต่างกัน มีทั้งผีที่แสดงความก้าวร้าว บางตัวเรียบร้อย บางตัว ซุกซน ลักษณะไม่แตกต่างไปจากคนทั่วไป</p>
<p>กลางผามที่ฟ้อนผีจะพลุกพล่านไปด้วยคนทรงผี ต่างฟ้อนรำกันขวักไขว่ บางครั้งมีการกระทบกระทั่ง ชนกันบ้าง แต่จะไม่มี การโกรธหรือทะเลาะกันในวงฟ้อนรำนั้น</p>
<p>บางครั้งจะมีการหามคนป่วยที่เป็นสมาชิกในตระกูลเข้าร่วมพิธีด้วย เพื่อให้ผีบรรพบุรุษช่วยรักษา ให้หาย จะมีการเป่าน้ำมนต์ พรมไปที่ตัวของคนป่วย บางคนอาการดีขึ้นลุกเดินเหินได้สบาย อาจเป็น เพราะจิตใจที่ดีขึ้นจากการได้ฟังเสียงดนตรี ได้พบปะญาติพี่น้อง และได้กำลังใจจากบรรพบุรุษที่คอยรักษา ลูกหลานจะเล่าเรื่องราว เหตุการณ์ที่ตนประสบมา    อาจเป็นว่าปีนี้ฝนไม่ตกต้อง ตามฤดูกาล ตนได้ทำขึด (สิ่งไม่ดี) ต่างๆ เช่น ทำห้างนาพาดกับต้นไม้โดยไม่ขุดเสา เอาหม้อแกงไปตักน้ำกิน ปิดทางเดินของ<br />
ลำห้วย พูดลบหลู่ผีป่าอารักษ์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เจอโชคร้าย จะต้องขอให้ผีบรรพบุรุษช่วยแก้ไข หรือมีการ ขอพรขอโชคลาภให้แก่ตนเองและคนในตระกูล เป็นต้น</p>
<p>การเริ่มพิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้า เวลาประมาณ 09.00 น. ไปจนกระทั่งเย็น จะมีการฟ้อนสังเวยไปเรื่อยๆ พอถึงเวลาพักเที่ยง จะหยุดพักรับประทานอาหาร จะมีการถวายอาหารให้ผีกินก่อน จากนั้นคนจึงกินต่อ เจ้าภาพจะถวายอาหารคาวหวานต่างๆ ที่เตรียมไว้ โดยจัดใส่ขันโตกเป็นชุดๆ จากนั้นจะมอบดาบ ให้คนทรงคนละอัน และจุดเทียนไขผูกปลายดาบ คนทรงจะรับดาบ ไปเวียนรอบๆ อาหารทุกจาน เมื่อครบแล้วถือว่าเสร็จพิธี</p>
<p>ในการรับประทานอาหาร ผีมดจะรับประทานอาหารทุกชนิดทั้งอาหารคาวและหวาน ส่วนผีเม็งจะเลือก รับประทานเฉพาะอาหาร หวานและน้ำมะพร้าวเท่านั้น</p>
<p>หลังจากฟ้อนมาตลอดทั้งวันแล้ว ได้เวลาที่ผีจะกลับคืนถิ่น ดนตรีปี่พาทย์จะเงียบเสียงลง ร่างทรง จะเดินไปที่หอผี จะมีการขับจ้อยซอเป็นกลอนสดเสียงโหยหวน จะมีขันดอกไม้ธูปเทียนพร้อมอาวุธ เช่น ดาบ จะฟ้อนแบบโบราณเป็นจังหวะเนิบนาบอ่อนช้อยก่อนผีจะออกจะรับขันข้าวตอกดอกไม้ เสร็จแล้วจะ ล้มฟุบกับพื้น ถือว่าผีออก คนทรงก็เข้าสู่สภาพปกติ</p>
<p>หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ผู้คนในตระกูลก็จะช่วยกันรื้อผามทำความสะอาดสถานที่ และกินอาหารเย็น ร่วมกัน ต่างมีความสุขกับ งานบุญใหญ่ที่มอบให้แก่บรรพบุรุษ ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ ได้รับพรและ สิ่งดีงามจากท่าน อาการป่วยไข้ที่มีก็จะหายไป โชคลาภความเจริญจะเข้ามาแทนที่ สนุกกับการได้เจอะเจอ ญาติมิตรต่างบ้านที่เป็นผีตระกูลเดียวกัน ได้ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ เล่าขานปัญหาเรื่องราวในชีวิต ช่วยกัน แก้ไขให้คำแนะนำ ความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรแน่นแฟ้นเพิ่มขึ้น</p>
<p>ฟ้อนผี ประเพณีรื่นเริงของเครือญาติ ก่อเกิดความสามัคคี รักษากฎระเบียบของสังคมด้วยการไม่ผิดผี ผู้น้อยนับถือผู้ใหญ่ที่ให้คุณ ชีวิตที่มีความเอื้ออาทร สะท้อนภาพความงดงามของวิถีชีวิตชาวชนบทล้านนา มาตั้งแต่อดีตกาล </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a9/">ฟ้อนผี ประเพณีการนับถือบรรพบุรุษ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผีขุนน้ำ วิถีการอนุรักษ์น้ำ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 09:39:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผีขุนน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงผีขุนน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชาวชนบทล้านนามีความผูกพันกับวิถีชีวิตเกษตรมาโดยตลอดปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเกษตรดำรงอยู่ได้คือ น้ำ และมีความเชื่อว่าน้ำจะอุดมสมบูรณ์มีมากน้อยหรือฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่นั้น</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/">ผีขุนน้ำ วิถีการอนุรักษ์น้ำ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ชาวชนบทล้านนามีความผูกพันกับวิถีชีวิตเกษตรมาโดยตลอดปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเกษตรดำรงอยู่ได้คือ น้ำ และมีความเชื่อว่าน้ำจะอุดมสมบูรณ์มีมากน้อยหรือฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่นั้น ผู้ที่บันดาลให้เกิดขึ้นคือ พลังเร้นลับเหนือธรรมชาติที่รวมเรียกกันว่า ผีขุนน้ำ</p>
<p>ผีขุนน้ำ เชื่อว่าเป็นอารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย จะสิงสถิตอยู่บนดอยสูงอันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำทั้งหลาย อาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ไม้ไฮ (ไทร) ไม้มะค่าหรือไม้ยาง เป็นต้น ชาวบ้านจะปลูกหอผี (ศาล) อยู่ใต้ต้นไม้ ใหญ่ เหล่านั้นแล้วอัญเชิญผีขุนน้ำมาสถิตอยู่ในหอผีนั้น</p>
<p>ผีขุนน้ำจะมีชื่อตามแม่น้ำนั้น เช่น ผีขุนวัง เป็นผีอยู่ต้นน้ำวัง หรืออาจเป็นลำห้วยสายหลักประจำหมู่บ้าน ก็จะมีผีที่คอยดูแลรักษา น้ำอยู่เช่นกัน เช่น ผีห้วยหลวง ผีห้วยทราย ผีห้วยเดื่อ ผีห้วยก๋า ในเขตนิคมกิ่วลม จังหวัดลำปาง เป็นต้น</p>
<p>ชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์จากลำน้ำจะร่วมแรงร่วมใจกันแสดงความขอบคุณผีขุนน้ำ ที่ปกปักรักษา ป่าไม้ ้ที่เป็นต้นน้ำลำธาร ให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ในการทำเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน โดยมีพิธีกรรมสำคัญที่เรียกว่า การเลี้ยงผีขุนน้ำ</p>
<p>การเลี้ยงผีขุนน้ำ คือ การทำพิธีสังเวยผีหรือเทวดาอารักษ์ ผู้เป็นหัวหน้าของผีอารักษ์ทั้งหลายที่ทำหน้าที่ ปกปักรักษาป่าไม้อันเป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อเป็นการขอบคุณเทวดาที่บันดาลให้มีน้ำใช้ในการเกษตร โดยเฉพาะ ในเขตลุ่มน้ำของลำน้ำนั้นๆ และยังเป็นการขอ ให้ผีประจำขุนน้ำบันดาลให้ฝนตกและมีน้ำจากขุนน้ำ หรือต้นน้ำ นั้นลงสู่พื้นราบ</p>
<p>ชาวบ้านมีความเชื่อว่า ถ้าหากทำสิ่งใดที่ทำให้ผีขุนน้ำโกรธ เช่น ตัดต้นไม้ใหญ่ในแหล่งต้นน้ำที่สิงสถิต ของผีขุนน้ำ การกั้นลำห้วยหรือการเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ตามลำพัง หรือปฏิบัติสิ่งอื่นใดที่ชาวบ้านเรียกว่า ขึด จะถูกลงโทษจากผีขุนน้ำ อาจให้น้ำน้อย หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านผู้อยู่ ใต้ลำน้ำนั้นๆ</p>
<p>ดังนั้น ชาวบ้านจึงมีการตั้งกฎเกณฑ์และข้อห้ามต่างๆ ในการใช้น้ำและรักษาน้ำ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ทุกคนที่ร่วมใช้น้ำ นอกจากจะถูกลงโทษจากสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ อย่างผีขุนน้ำแล้ว ยังถูกการ ลงโทษจากกฎสังคมที่ร่วมกันตั้งขึ้นมา และผู้ที่ทำหน้าที่ในการรักษากฎที่สำคัญในชุมชนคือ แก่ฝาย นั่นเอง</p>
<p>ชาวบ้านจะมีพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนแปดหรือเดือนเก้าเหนือ (พฤษภาคม-มิถุนายน) ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในงานหรือผู้เป็นหัวหน้าในพิธีคือ แก่ฝาย หรือผู้ดูแลเหมืองฝายและทำหน้าที่ควบคุม หรือจัดสรรการใช้น้ำแก่เกษตรกรในเขตท้องที่รับน้ำจากฝาย</p>
<p>เมื่อถึงเวลาแก่ฝายจะเรียกประชุมลูกฝาย (ผู้ใช้น้ำจากฝาย) เพื่อหาฤกษ์ยามที่เหมาะสมและช่วยกัน ตระเตรียมเครื่องสังเวยให้ครบถ้วน และเมื่อได้เวลาจะเดินทางไปทำพิธี ณ สถานที่ที่เชื่อว่าผีขุนน้ำสิงสถิตอยู่</p>
<p>เครื่องสังเวยผีขุนน้ำ ประกอบด้วย เทียน 4 แท่ง ดอกไม้ 4 กรวย พลู 4 กรวย หมาก 4 ขด หรือ 4 ท่อน ช่อ (ธงสามชาย) สีขาว มะพร้าว 2 ทะลาย กล้วย 2 หวี อ้อย 2 ท่อน หม้อใหญ่ อาหารคาวหวาน อาหาร 7 อย่าง หัวหมู เหล้าไห ไก่คู่ (ไก่ต้ม 1 คู่ เหล้าขาว 1ขวด) เมี่ยงและบุหรี่ และมีการสานชะลอมเพื่อใส่เครื่องสังเวยต่างๆ ที่เตรียมไว้ จำนวน 3 ชะลอม</p>
<p>ชาวบ้านจะทำพิธีในตอนเช้าโดยช่วยกันหาบและคอนชะลอมไปยังบริเวณพิธี หากบริเวณที่ทำพิธีไม่มีหอผี หรือศาลเทพารักษ์อยู่ ชาวบ้านจะสร้างศาลชั่วคราวขึ้นใกล้ๆ กับบริเวณด้านต้นน้ำ พร้อมทั้งปักเสาไม้ทำเป็น หลักช้าง หลักม้า สำหรับผูกช้างหรือม้าพาหนะของเทพารักษ์หรือผีขุนน้ำนั้นไว้ด้วย</p>
<p>เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว แก่ฝายหรือปู่อาจารย์ผู้ประกอบพิธีทำพิธีอัญเชิญเทวดาอารักษ์ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ประจำรักษาขุนน้ำให้มารับเครื่องสังเวย พร้อมทั้งใช้ถ้อยคำเป็นโวหารเสียงโหยหวน เพื่ออ้อนวอนขอให้ผีขุนน้ำบันดาลให้มีน้ำ อุดมสมบูรณ์และทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล</p>
<p>เมื่อกล่าวคำเสร็จแล้ว ปู่อาจารย์นำข้าวปลาอาหารเหล่านั้นยกขึ้นวางบนหอผี และทิ้งระยะเวลาให้ผ่านไป ชั่วธูปหมดดอกขณะที่รอรับเครื่องสังเวยนั้น ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณพิธีก็พากันกินข้าวปลาอาหาร จนได้เวลา อันสมควร ก็จะชวนกันกลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ</p>
<p>หลังเสร็จพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำแล้วในช่วงบ่ายหรือวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจะช่วยกันขุดลอกเหมืองฝาย ทบทวน กฎเกณฑ์การใช้น้ำที่ร่วมกันตั้งขึ้น และจัดเตรียมอุปกรณ์การทำเกษตร ให้ครบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ ฤดูกาลทำเกษตรที่กำลังมาถึง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/">ผีขุนน้ำ วิถีการอนุรักษ์น้ำ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สืบจาต๋า พิธีกรรมต่ออายุให้ยืนยาว</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%8b%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Mar 2017 17:19:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[สืบจาต๋า]]></category>
		<category><![CDATA[สืบชะตา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%8b%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชีวิตคนเราต่างมีแนวทางหรือดำเนินไป ไม่ว่าจะเป็นดี ชั่ว สุข หรือทุกข์ สิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่า จาต๋า (ชะตา) ชีวิต บางช่วงของชีวิตอาจมีชะตาดี ความสำเร็จทุกอย่างที่เข้ามาดูเหมือนง่ายไปหมด</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%8b%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7/">สืบจาต๋า พิธีกรรมต่ออายุให้ยืนยาว</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ชีวิตคนเราต่างมีแนวทางหรือดำเนินไป ไม่ว่าจะเป็นดี ชั่ว สุข หรือทุกข์ สิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่า จาต๋า (ชะตา) ชีวิต บางช่วงของชีวิตอาจมีชะตาดี ความสำเร็จทุกอย่างที่เข้ามาดูเหมือนง่ายไปหมด แต่บางครั้งอาจพบชะตาร้ายที่ทุกอย่างรุมเร้าให้เร่าร้อนและหาทางออกไม่เจอ</p>
<p>เมื่อคราวใดที่ชีวิตมีเรื่องทุกข์ร้อนเกิดขึ้น อาจเป็นทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ โดยเกิดจากความเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ หรือมีเรื่องที่ทำให้เสียข้าวของเงินทอง พบเรื่องราวเลวร้าย อาจถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล เกิดความกังวลทำให้จิตใจหม่นหมอง สิ่งเหล่านี้คือ ชะตาร้ายหรือชะตาขาด ผู้คนชาวล้านนามีความเชื่อว่า ชะตาร้ายสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยพิธีกรรมที่เรียกว่า การส่งกิ่ว การบูชานพเคราะห์หรือการทำพิธีสืบจาต๋า (สืบชะตา) เป็นต้น</p>
<p>การสืบชะตา เป็นพิธีกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้ชะตาชีวิตดำเนินต่อไป เป็นการต่ออายุให้ยืนยาวเป็นสิริมงคล มีความสุขความเจริญ การสืบชะตาของผู้คนล้านนาเกิดจากความเชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์สืบชะตา ซึ่งกล่าวไว้ว่า</p>
<p>ในสมัยพุทธกาลนั้น พระสารีบุตรรับเอาสามเณร อายุ 7 ปี รูปหนึ่ง ชื่อติสสะ มาอยู่ในความดูแลของท่านเป็นเวลาหนึ่งปี วันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นลักษณะของสามเณรว่าจะมีอายุได้อีกแค่ 7 วัน เท่านั้น ท่านจึงเรียกสามเณรไปพบ แล้วแจ้งให้สามเณรทราบ แล้วให้สามเณรไปบอกกล่าวญาติพี่น้องเสีย สามเณรจึงนมัสการลาพระสารีบุตรเพื่อไปสั่งความแก่ญาติมิตร ระหว่างทางที่สามเณรเดินทางกลับไปนั้น สามเณรได้พบสระน้ำที่กำลังจะแห้งและในสระนั้นมีปลาที่กระเสือกกระสนรอความ ตายอยู่ จึงเอาบาตรช้อนปลาเหล่านั้นไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ต่อมาก็ได้พบอีเก้งที่ติดแร้วของนายพราน สามเณรก็ปล่อยเก้งให้รอดพ้นจากความตายอีก เมื่อกลับถึงบ้านสามเณรก็เล่าเรื่องตามที่พระสารีบุตรบอก พร้อมทั้งสั่งลาญาติพี่น้องเพื่อเตรียมตัวที่จะตาย ทุกคนที่ทราบเรื่องต่างร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ สงสารสามเณรและรอเวลาที่สามเณรจะมรณภาพ</p>
<p>ครั้นครบกำหนดตามที่พระสารี บุตรบอกไว้ แต่สามเณรก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ตามปกติ สามเณรจึงเดินทางไปหาพระสารีบุตรและเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตนได้กระทำ พระสารีบุตรจึงสรุปเรื่องจากเหตุการณ์ทั้งหลายว่า การที่ได้ประกอบกุศลกรรมนั้นสามารถต่ออายุให้ยืนยาวได้</p>
<p>ดังนั้น การสืบชะตาจึงเป็นการสร้างกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่ สามารถสืบต่ออายุให้ยืนยาวได้ ผู้คนชาวล้านนาจึงมีการสืบทอดพิธีกรรมสืบชะตามาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ด้วยเห็นผลของอานิสงส์การสืบชะตาตามความเชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ดังกล่าว</p>
<p>พิธีสืบชะตาสามารถทำได้ 3 ประเภท ได้แก่</p>
<p>1. สืบชะตาคน</p>
<p>2. สืบชะตาบ้าน</p>
<p>3. สืบชะตาเมือง</p>
<p>การสืบชะตาคน จะกระทำเมื่อบุคคลนั้นเกิดความทุกข์ร้อนหรือเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริ มงคลแก่ชีวิต โดยเริ่มจากญาติของผู้ที่จะสืบชะตาจะวาน (ขอแรง) เพื่อนบ้านใกล้เคียงมาช่วยกันแต่งดาเครื่องสืบชะตาก่อนวันทำพิธีหนึ่งวัน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันระหว่างผู้หญิงผู้ชาย โดยผู้ชายจะไปตัดเอากิ่งไม้ค้ำ (ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เป็นไม้โตเร็ว ปัจจุบันหาได้ยาก จึงนิยมใช้ไม้อื่นๆ ที่หาได้ง่ายแทน) ตัดปลายกิ่งให้มีง่าม เรียกว่า ไม้ค้ำ จำนวน 2 อัน ไม้ไผ่บง 2 ท่อน ใส่สลักให้ติดกันทำเป็นสะพานคู่ และตัดไม้ไผ่ซางอีก 2 ท่อน ท่อนแรก ด้านหนึ่งใส่น้ำแล้วปิดรูด้วยใบตองแห้ง อีกด้านหนึ่งใส่ทรายแล้วปิดรู อีกท่อนหนึ่งด้านหนึ่งใส่ข้าวเปลือก อีกด้านใส่ข้าวสารแล้วปิดรู เรียกท่อน (บอก) ไม้ไผ่นี้ว่า บอกน้ำ บอกทราย บอกข้าวเปลือก และบอกข้าวสาร ความยาวของไม้ค้ำ สะพานและกระบอกไม้ไผ่นี้จะมีความยาวเท่าความสูงของผู้ที่จะสืบชะตาหรือเจ้า ชะตา นอกจากนี้ ผู้คนยังต้องจัดเตรียมหน่ออ้อย หน่อกล้วย กล้าหมาก และกล้ามะพร้าวเพื่อนำมาประกอบพิธีด้วย</p>
<p>ส่วนผู้หญิงมักได้ทำหน้าที่ ในการตกแต่งเครื่องประกอบพิธีกรรม โดยจะนำก้านกล้วยมา 2 ก้าน สูงเท่ากับไม้ค้ำใช้ตอกแข็งเสียบก้านกล้วย 2 อัน ทำคล้ายกับบันไดกว้าง ประมาณ 40 เซนติเมตร แล้วผูกด้ายดึงจากบนลงล่าง จำนวน 6 สาย แล้วผูกหอยเบี้ย หมากพลู ข้าวตอก ดอกไม้ เงิน ทองคำ กล้วย อ้อย อีกสายหนึ่ง รวมทั้งหมด 6 สาย เรียกว่า ลวดเงิน ลวดคำ แต่คนปัจจุบันจะนิยมใช้กระดาษเงิน กระดาษทอง ม้วนทำเป็นหลอดแล้วร้อยด้ายเป็นลวดเงิน ลวดคำแทน เพราะสะดวกและง่ายต่อการจัดเตรียมมากกว่า จากนั้นจะใช้ขี้ผึ้งฟั่นเทียน เรียกว่า สีเทียน ขนาดโตเท่าหัวแม่มือ ยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตา ตัดกระดาษสาทำเป็นตุงให้มีลักษณะคล้ายคนยืนให้มีความสูงเท่าเจ้าชะตา จากนั้นตัดกระดาษเป็นธงสามเหลี่ยม กว้าง 5 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร จำนวนเท่าอายุของเจ้าชะตาแล้วปักกับก้านกล้วย นอกจากนั้นพวกผู้หญิงจะมีการแต่งดาเครื่องขันตั้งขันครูให้กับปู่อาจารย์ (ผู้ประกอบพิธี) ที่จะมาทำพิธีให้ ประกอบด้วย หมากไหม ผ้าขาว เทียนขี้ผึ้ง นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมเสื่อใหม่ หม้อ (หม้อดิน) ใหม่ ข้าวเปลือก ข้าวสาร เตรียมใส่กระบุงไว้</p>
<p>เมื่อถึงวันสืบชะตาปู่อาจารย์ก็จะประกอบพิธีกรรม หลังจากที่ผู้เฒ่าผู้แก่ตั้งเครื่องสืบชะตาที่เรียกว่า โขงชะตา นำเครื่องขันปู่อาจารย์ไปตั้งไว้หน้าโขงชะตา จากนั้นให้คนที่จะสืบชะตาเข้าไปนั่งในโขงชะตาแล้วประเคนเครื่องขันตั้งและ ขันน้ำมนต์แก่ปู่อาจารย์ ปู่อาจารย์ก็จะยกภาชนะที่ใส่กรวยดอกไม้ หมากพลูขึ้นเพื่อนึกถึงคุณครูอาจารย์ จากนั้นจุดเทียนน้ำมนต์แล้วกล่าวคำสืบชะตาเป็นภาษาบาลี เมื่อกล่าวเสร็จแล้วก็จะประพรมน้ำมนต์แก่ผู้สืบชะตา ถือเป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นพวกญาติๆ จะนำไม้ค้ำไปพิงที่ต้นโพธิ์ในวัด เอาไม้สะพานไปพาดตามลำเหมืองเพื่อให้คนข้ามสัญจรไปมา และนำกล้าไม้ที่ใช้ทำพิธีไปปลูกในวัดหรือที่สาธารณะเพื่อประโยชน์แก่คนอื่นๆ ต่อไป</p>
<p>ขั้นตอนพิธีกรรมและรายละเอียดต่างๆ ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัยและความสะดวกรวดเร็ว ผู้ทำพิธีส่วนใหญ่จะเป็นพระสงฆ์แทนปู่อาจารย์ อาจเป็นเพราะปัจจุบันหาคนชาวบ้านที่มีความชำนาญในพิธีกรรมไม่ค่อยมี ผู้คนจึงศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์จากพระสงฆ์มากกว่า อาจเป็นพระสงฆ์ 1 รูป 5 รูป 7 รูป หรือ 9 รูป แล้วแต่ความพร้อม ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ความเชื่อมั่นในอานิสงส์ของการสืบชะตาเพื่อต่ออายุและเป็นมงคลชีวิตยังคง อยู่และสืบทอดจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>นอกจากการสืบชะตาคนแล้ว บ้านหรือหมู่บ้านก็จะมีการสืบชะตาด้วย เมื่อหมู่บ้านนั้นพบเจอเหตุการณ์ไม่เป็นมงคล เช่น คนประสบความเดือดร้อน เจ็บป่วยพร้อมๆ กัน หรือมีคนตายติดต่อกันเกินกว่า 3 คน เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้เรียกว่า ขึด (สิ่งไม่ดี) ตกบ้านตกเรือน จะประกอบพิธีสืบชะตาบ้าน ณ จุดใดจุดหนึ่งของหมู่บ้าน อาจเป็นหอผีหรือหอเสื้อบ้าน (ศาลที่สิงสถิตของผี/สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลหมู่บ้าน) แต่ถ้าหมู่บ้านใดไม่มีหอเสื้อบ้านก็จะใช้สถานที่เป็นใจกลางของหมู่บ้าน จัดตั้งเครื่องประกอบพิธี จากนั้นจะมีการโยงสายสิญจน์ไปยังบ้านทุกหลังในหมู่บ้าน</p>
<p>เครื่อง ประกอบพิธีคล้ายกับสืบชะตาคน แต่จะเพิ่มเครื่องสังเวยบูชาท้าวทั้งสี่ และจะมีตาแหลว (ไม้ไผ่สานเป็นเครื่องป้องกันสิ่งชั่วร้าย) โดยจะนิยมนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป หรือมากกว่ามาเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม เมื่อพระสงฆ์มาถึงบริเวณที่ประกอบพิธีแล้ว จะมีปู่อาจารย์นำไหว้พระรับศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาบ้าน ชาวบ้านจะจับด้ายสายสิญจน์หรืออยู่ในวงล้อมสายสิญจน์เพื่อฟังพระสวด จากนั้นจะมีการเทศน์หนึ่งกัณฑ์ จากนั้นพระสงฆ์จะประพรมน้ำมนต์ โปรยข้าวเปลือก ข้าวสาร ทั่วบริเวณ ชาวบ้านก็จะนำของที่มาร่วมพิธีไปโปรยที่บ้านตนเองเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งชั่ว ร้ายและเป็นสิริมงคลแก่บ้านของตนต่อไป</p>
<p>นอกจากพิธีกรรมสืบชะตาคนและ ชะตาบ้านแล้ว ผู้คนชาวล้านนายังมีการสืบชะตาเมือง เพื่อให้บ้านเมืองและประชาชนเกิดความสงบสุข เนื่องจากบางครั้งบ้านเมืองอาจมีเรื่องวุ่นวายเดือดร้อน อาจมาจากอิทธิพลของดาวเคราะห์มาเบียดเบียน ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน วุ่นวาย เกิดจลาจล เกิดศึกสงครามหรือเกิดโรคระบาดไปทั่วเมือง เป็นต้น ซึ่งขั้นตอนและรายละเอียดของพิธีกรรมอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องที่ แต่วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและสร้างสิ่งที่เป็นมงคลแก่ บ้านเมืองนั่นเอง</p>
<p>การสืบชะตาของผู้คนชาวล้านนาเป็นพิธีกรรมเพื่อสืบ ต่ออายุหรือชะตาชีวิตให้ยืนยาว เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าชะตา เพิ่มพลังใจแก่ผู้ประสบเคราะห์กรรม เป็นสื่อกลางในการชะล้างความเลวร้ายเพื่อให้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ในการทำสิ่ง ดีงาม เพราะตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ตราบนั้นยังมีโอกาสในการสั่งสมความดีงามเพื่อเป็นทุนรอนในการมีชีวิตที่มี ความสุขได้ต่อไป</p>
<p>สืบชะตา ให้โอกาสและทางออกแก่ผู้คนเมื่อเจอทางตันของชีวิต เหตุการณ์ร้ายสามารถกลายเป็นดีได้ เพียงแค่เรามองย้อนกลับไปและปรับตัวใหม่ ทำแต่สิ่งดีงามเพื่อทดแทนผลกรรมชั่วที่ทำมาในอดีต หยดน้ำใสแม้เพียงน้อยนิด แต่หากหยดลงทุกวันก็สามารถชะล้างความสกปรกได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%8b%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7/">สืบจาต๋า พิธีกรรมต่ออายุให้ยืนยาว</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
