Home Blog Page 200

ยำผักเฮือด

ผักเฮือด หรือผักเรือก หรือเฮือก เป็นผักที่มีรสเปรี้ยวและฝาด ก่อนปรุงจึงต้องนึ่งให้สุกก่อน มีวิธีการยำ นิยมนำลงผัดกับเครื่องแกงกับหมูสับ บางสูตรใส่หมูสับต้มสุก และนำมะเขือเทศลงต้มพร้อมกับเครื่องปรุงอื่นๆ (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 5520; สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)

ส่วนผสม

1. ผักเฮือด 200 กรัม
2. เนื้อหมูสับ 100 กรัม
3. ข่าโขลก 1/2 ช้อนโต๊ะ
4. หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
5. กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
6. ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
7. ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
8. พริกขี้หนูแห้งทอด 5 เม็ด
9. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
10. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

1. พริกขี้หนูแห้ง 15 เม็ด
2. กระเทียม 10 กลีบ
3. หอมแดง 5 หัว
4. ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
5. ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
6. กะปิ 1 ช้อนชา
7. ปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
8. เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

  1. นึ่งผักเฮือดให้สุก นำมาหั่นให้ละเอียด พักไว้
    2. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
    3. เจียวกระเทียมกับน้ำมัน ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม
    4. ใส่หมูสับ ผัดให้หมูสุก
    5. ใส่ผักเฮือดผัดให้เข้ากัน พอสุก ปิดไฟ โรยด้วยกระเทียมเจียว หอมแดงซอย พริกขี้หนูทอด และผักชีต้นหอม

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม

การเตรียมยอดผักเฮือด ให้เด็ดกลีบออก เหลือแต่กลีบสุดท้าย เนื่องจากกลีบของใบอ่อนมีรสเปรี้ยว

รายการอ้างอิง

รัตนา พรหมพิชัย. (2542). ยำผักเรือก.�ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 11, หน้า 5520). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.�

Credit : http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_lannafood.php?id_food=66

[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%A2%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94″ limit=”10″]

แกงตูน

ภาคเหนือ แกงตูน ภาคใต้ แกงส้มปลากดต้นอ้อดิบ ภาคกลาง แกงเหลืองปลากะพงกับต้นคูน

แกงส้ม เป็นแกงที่นิยมรับประทาน มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานนิดหน่อยใช้ผักที่มีตามท้องถิ่นนั้น ๆ ผักที่นิยมใช้แกงส้ม เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉดดอกแค กะหล่ำปลี หน่อไม้ดอง ฯลฯ ส่วนเนื้อสัตว์ที่นำ มาใช้กับแกงส้มมีปลา กุ้งน้ำจืดและกุ้งน้ำเค็ม บางทีก็ใช้หอยแทนกุ้ง แกงส้มเป็นแกงที่ปรุงรสสามรสน้ำแกงที่ให้รสชาติอร่อยพอดีทั้งสามรสจะทำได้ยากกว่าแกงชนิดอื่นไม่เปรี้ยวจนเกินไป หรือเค็มขึ้นหน้า หรือมีรสหวานนำควรปรุงให้กลมกล่อมทั้งสามรส แกงส้ม ใช้เครื่องปรุง โขลกกับพริกสด (จะใช้พริกชี้ฟ้าหรือพริกขี้หนูก็ได้) ละลายน้ำแกงแลวตั้งหม้อจนเดือด ใส่ปลา ลงไป (ไม่นิยมใช้น้ำแกงข้น คือ โขลกปลาลงไปด้วย)ฉีกใบ มะกรูดใส่ บีบมะนาว ใส่น้ำตาลเล็กน้อย หลังจากใส่ผัก (มักใช้ผักบุ้งต้มจนนุ่ม พร้อมกับใส่ปลา) ยกมารับประทานขณะร้อน ๆ จึงจะต้องโฉลก ข้าวสวยก็ต้องร้อน ๆ(เนื่องจากปลามีความคาว จึงต้องใส่ผิวมะกรูดโขลกลงไปด้วย บางทีก็ใช้น้ำมะกรูดผสมกับน้ำมะนาวเพื่อให้เปรี้ยวนำหน้า

เครื่องปรุง

  • เนื้อปลากะพง 1 ชาม สามารถใช้ปลาดุก ปลากด
  • พริกแกงส้มปักษ์ใต้ 2 ช้อนโต๊ะ หรือทำเอง ส่วนประกอบดังนี้ พริก กะปิ ขมิ้น กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ และข่า
  • ตูน (อ้อดิบ หรือ ก้านคูน)หั่นเป็นชิ้น 2 ก้าน
  • ใบมะกรูด 5 ใบ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • น้ำซุปต้มกระดูก 1 หม้อ

วิธีทำ

  1. ล้างอ้อดิบด้วยน้ำส้มสายชูให้หมดเมือกคันแล้วสะเด็ดน้ำให้แห้ง
  2. ต้มน้ำซุปให้เดือดแล้วใส่พริกแกงส้มละลายให้เข้ากัน
  3. ใส่น้ำตาลให้ออกรสหวานนิดๆ จึงใส่อ้อดิบลงต้มจนน้ำแกงเข้าเนื้ออ้อดิบ
  4. ใส่ปลากะพงแล้วปิดฝาต้มจนน้ำเดือดจึงช้อนฟองทิ้ง (ห้ามคนเนื้อปลาน้ำแกงจะคาว)
  5. ฉีกใบมะกรูดใส่ตักใส่ชามกินกับข้าวสวยร้อนๆ

 

แหล่งที่มา : http://www.monmai.com/%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A/

น้ำพุร้อนสันกำแพง

น้ำพุร้อนสันกำแพง ตั้งอยู่ที่ 1 ม.7 ต.บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ 50130 สถานที่เที่ยวน้ำพุร้อนที่ควบคู่กับการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่

บ่อน้ำพุแห่งนี้มีน้ำพุพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินนับสิบเมตร หากมาในช่วงหน้าหนาว อยากจะใช้บริการแช่ตัว แช่เท้า ดับหนาว ใกล้กับน้ำพุเค้ามีบริการบ่อน้ำร้อนให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย บรรยากาศรอบๆน้ำพุห้อมล้อมไปด้วยยธรรมชาติ จัดแต่งเป็นสวนดอกไม้อย่างสวยงามกลางภูเขาธรรมชาติ มีทางเดินให้สามารถเดินชมได้โดยรอบ

เดิมน้ำพุร้อนสันกำแพง เป็นบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติที่ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงใช้ต้มพืชผักที่เก็บจากป่าและรักษาโรคผิวหนัง ลักษณะของน้ำพุร้อนสันกำแพง เป็นแบบไกเซอร์คือลักษณะของน้ำใต้ดินที่ได้รับความร้อนจากหินเหลวความร้อนสูงส่งผ่านหินเนื้อแน่นมายังน้ำทำให้น้ำร้อนขึ้นมากๆ จนหาทางแทรกตามรอยแตกร้าวของหินและดันตัวขึ้นมายังดินเป็นน้ำพุร้อน ความสูงของของการพุ่งของน้ำพุร้อนขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ทำให้น้ำมีความร้อนขนาดไหน น้ำพุร้อนสันกำแพงมีระดับอุณหภูมิจากใต้ดิน 105 องศาเซลเซียส จึงทำให้พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 10 เมตร

ปี 2518 มีโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง ตามพระราชดำริ (ปี 2524 จดทะเบียนเป็นหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง)

ปี 2515-2526 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีโครงการสำรวจเพื่อนำความร้อนใต้พิภพมาผลิตกระแสไฟฟ้าและที่น้ำพุร้อนสันกำแพงก็เป็นแหล่งสำรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการเจาะบ่อลึกลงไปถึง 283 เมตร เพื่อการศึกษาวิจัย ผลที่ได้คือ ที่นี่ความร้อนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้แต่ต้นทุนสูงมากไม่คุ้มกับการลงทุน จึงยกเลิกโครงการ

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2526 คณะกรรมการโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ประชุมกันมีมติให้ปรับปรุงพื้นที่นี้ ซึ่งมี 75 ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้การอำนวยการและบริหารจัดการของคณะกรรมการ 2 ชุด คือ

คณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการหมู่บ้านสหกรณ์อำเภอสันกำแพง ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่
คณะอนุกรรมการบริหารจัดการกิจการน้ำพุร้อนอำเภอสันกำแพง
ในปี 2527 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับสหกรณ์การเกษตรหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง ร่วมทุนดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการบริหารกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง แม่ออน ตามพระราชดำริ

ได้รับการปรับปรุง และดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตรหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง จำกัด เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ล้อมรอบไปด้วยภูเขา มีดอกไม้นานาพันธุ์และน้ำพุร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส ตั้งอยู่ในเขต ต. บ้านสหกรณ์ อ. แม่ออน อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 36 กิโลเมตร สามารถไปได้ 2 ทางด้วยกัน คือ เส้นทางเชียงใหม่ ? สันกำแพง ? สถานีเพาะพันธุ์กล้าไม้สัก ? น้ำพุร้อน (เส้นทางนี้จะผ่านถ้ำเมืองคอน ซึ่งอยู่ห่างจากน้ำพุร้อน 4 กิโลเมตร) หรือเส้นทางเชียงใหม่ ? สันกำแพง ? หมู่บ้านออนหลวย

ปฏิทินล้านนา 2557 ฉบับวัดธาตุคำ

ปฏิทินล้านนา (ฉบับวัดธาตุคำ) พุทธศักราช ๒๕๕๗

จ.ศ.๑๓๗๕ – ๑๓๗๖ ปีก่าไส้ – ปีกาบสะง้า

มะเส็งเบญจศก – มะเมียฉศก

คำนวณโดย พระครูอดุลสีลกิตติ์และคณะลูกศิษย์ วัดธาตุคำ โทร.๐๕๓-๒๗๑๘๑๓

สงวนลิขสิทธิ์ โดย สำนักงานทนายความ ป.ธุกิจกฏหมาย จำกัด โทร. 089-5552336

หนังสือปีใหม่เมืองล้านนา (ฉบับวัดธาตุคำ)
ปีกาบสง้า จุลศักราช ๑๓๗๖ พ.ศ. ๒๕๕๗
(ปีมะเมีย ฉศก ปกติมาส ปกติวาร ปกติสุรทิน)
มังคลวุฒิสิริศุภมัสต จุลศักราชได้ ๒๓๒๕ ตัว ปีมะเส็งฉนำ กัมโพชพิไสย เข้ามาในคิมหันตอุตุ จิตรมาสสุกรปักษ์ ปุณณมี โสมวารโถง ไทยล้านนาภาษาว่า ปีกาไส้ เดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พร่ำว่าได้วันจันทร์ ไทวันดับเหม้า ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗ ยามนั้น ระวิสังขานต์มีตนเรื่อเรืองงามประดุจดั่งดอกบัวขาว สถิตอยู่ทิพย์วิมานมีนราศีประเทศ ที่ประดับตนด้วยเครื่องอาภรณ์วิเศษ อลังการสีดังดอกอุบลขาวผ่องแผ้ว คือว่าสีขาวงามเลิศแล้ว ประดับตนด้วยรัตนมณีแก้ววชิระ ต่างขะจอนหูและสุบขะโจมหัวก็สีขาว มีวรรณะอันเรืองรุุ่งรัศมีพุ่งงามตามีหัตถามือซ้ายถือผาลาอันแกร่งกล้ามีมือเบื้องขวานั้นก็มาถือดาบสรีกัญชัยได้กาลยามดี ยามนั้น เสด็จขึ้นขี่พญาครุฑตัวหลวงองอาจเสด็จ ยัวริยาตรจักไปสู่เมษราศี ก็ออกจากทิพย์วิมานคดีผ่องแผ้วด้วยประตูอันอยู่หนพายัพ คือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วเสด็จลีลาด้วยพหุพลนิกายโยธาไปสู่ทิศทัณขิณะ คือ ทิศเหนือตั่งอั้น ยามนั้นเป็นเวลายามกองงาย เวลา ๐๘ นาฬิกา ๒๐ นาที ๒๔ วินาที เป็นยามดีคนทั้งหลายจึงเรียกว่า วันสังขานต์ล่อง
กาละนั้นวาระแห่งนางวังสีหมดแล้ว ก็มายื่นไป ยังมีนางเทวดา ชื่อมโนราถือดอกไม้นามปียืนอยู่ถ้ารับเอา ปีนี้สังขานต์ไป วันจันทร์ ฝนบ่พอมีหลาย พยาธิคนจักมีมาก พืชของปลูกข้าวไร่นาดี อุบาทจักเกิดมีแก่ผู้มียศใหญ่ ท้าวพระยาพระสงฆ์เถระผู้ใหญ่จัก ร้อนใจนัก จักได้ยินข่าวร้ายหนหรดี เดือน ๓ ลมร้ายนัก เดือน ๓ ข้าวจักแพง ชารสดินพอประมาณ คนเกิดวันพุธจักมีโชคลาภ คนเกิด วันเสาร์จักมีเคราะห์ใหญ่ หื้อบูชามหาธาตุเจ้าเจดีย์และสรงน้ําพระพุทธรูป เอาไม้ไปค้ำต้นศรีมหาโพธิ จักพ้นเคราะห์ทั้งมวล
ในวันสังขานต์ไปนั้นจุ๋งหื้อพากันสระเกล้าดําหัวยังแม่น้ําทางไคว่ เอาไม้ใหญ่นอกบ้านชายคา อว่ายหน้าไปสู่ทิสะหนใต้ แล้ว เอาน้ำส้มป่อยดำหัว อาบองค์สรงเกศเกล้า ด้วยมนต์วิเศษ สรูปเภท เป็นคาถา ว่า สัพพะทุกขา สัพพะทยา สัพพะอันตรายา สัททะคะหา สัพพะอุปัทะวา วินาสันตุ ว่า ๓ หน
ปีนี้ศรีอยู่หน้าผาก กาลกิณณีอยู่นม จัญไรอยู่ปลายมือ เอาส้มป่อยเช็ตขว้างเสีย ปีนี้ผีหัวหลวงเป็นยักษ์ อยู่ทิศตะวันออก ดําหัวอย่าบิ่นหน้าไปทางทิศนั้น แล้วมานุ่งผ้าใหม่เหน็บดอกไม้นามปี ปีนี้ดอกกาสะลอง (ดอกปีบ) เป็นพญาดอกควรเอามาเหน็บ เกศเกล้ามวยผมและเหน็บไว้ประตูบ้าน ประตูเรือน เป็นมังคละ จักอยู่สุขสวัสดีชะและ
ในเดือน ๗ แรม ๑ ค่่ำพร่ำว่าได้วันอังคารตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายนไทวันรวายสี เป็นวันปูติ คือวันเน่าปีนี้เน่าวันเดียว อย่าไปทํามงคลในวันนี้ อย่าได้วิวาทผิดเถียงเดือดด่า หื้อได้พากันขนทรายเข้าวัด กวาดช่วงไม้สรี พระเจดีย์ วิหาร จักได้พ้นเคราะห์กับตน กับบ้านกับเมือง และพระพุทธศาสนา
ในเดือน ๗ แรม ๒ ค่ํา พว่าได้วันพุธ ตรงกับวันที่ ๑๖ เมษายน ไทวันเมืองไม้ เป็นวันพญาวัน พระสุริยะอาทิตย์เสด็จ สลิดทิพยวิมานยังราษีเมษในเวลากาลได้ยามดูดซ้าย เวลา ๑๒ นาฬิกา ๐๙ นาที ๐๐ วินาที
ยามนั้นจุลศักราชขึ้นแถม ๑ ตัว เป็นจุลศักราช ๑๓๗๖ ตัว มะเมียฉนํา กัมโพชพิสัย ไทยล้านนาภาษาว่าปีกาบสง้า หื้อได้พา กันกระทําบุญหื้อทาน เจดีย์ทราย ช่อ ตุง ไม้ค้ำสรี หื้อพากันทํามังคละกับวัดวาอาราม บ้านช่อง หอเรือน และปูชาสระสรง องค์ พุทธรูปเจ้า มหาเจติยะพระธาตุ พระบฏ พระบาท ไม้สรีถึงบ้าน และอารักษ์เจนเมือง มิ่งเมือง อย่าประมาท ด้วยเหตุเคราะห์ เมืองจักมี แล้วหื้อพากันดำหัวครูบาสังฆะ พ่อเฒ่าแม่อุ้ย และพ่อแม่ เพื่อขอเดชะบารมีไว้กับตนหื้อเป็นมงคลตลอดปีอยู่สุขสวัสดี มีโชคลาภ ลุหลังถั่งมา ริมาค้าขึ้น อยู่เย็นเป็นสุขตลอด
ปีนี้เศษ ๖ ชื่อภัทระวัสสะ แมวรักษาปี ไก่รักษาเดือน หนูรักษาป่า ปลาตีนรักษาน้ำ อาฬวกะยักษ์ รักษาอากาศ กุมภัณฑ์ รักษาแผ่นดิน พระยาเป็นใหญ่แก่คนทั้งหลาย นกยูงเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๒ ตีน ม้าเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๔ ตีน ผักเฮือดเป็นพญาแก่ไม้ทั้ง ปวง ผีเสื้ออยู่ไม้คะเซาะ ไม้หมากซางเป็นใหญ่แก่ไม้จิง ไม้แมเป็นใหญ่กว่าไม้กลวง หญ้าดอกเลาเป็นใหญ่กว่าหญ้าทั้งมวล ขวัญเข้า อยู่ไม้เดื่อเกี้ยง ฝนกลางปีนักหัวปีหล้าปีบ่สู้มีหลาย ข้าวนาดอดี ข้าวนาปีดีปานกลาง คนเกิดปีนี้มีศีลห้า มีปัญญา แต่บ่มีข้าวของ อายุ ๗๐ จักตาย
ปีนี้นาคหื้อน้ํา ๕ ตัว บันดาลหื้อฝนตก ๕๐๐ ห่า ชื่อจันทราธิปติ ตกในมหาสมุทรและเขา สัตตบริภัณฑ์ ๒๔๗ ห่า ตกในป่า หิมพานต์ ๑๖๑ ห่า ตกในมนุษย์โลก ๔๒ ท่า ปีนี้ฝนพอประมาณ
ปีนี้เทวดาวางเครื่องประดับทิศประจิม ปาปะลัคนาอยู่ทิศพายัพ ปาปะเคราะห์อยู่ทิศอาคเนย์ ทิศเหล่านี้เป็นอัปปมงคลบ่ดีไปค้าไปศึกทิศนั้น บ่ดีทํามงคลแก่บ้านเมืองในทิศนั้น บ่ดีปกเสามงคลในทิศนั้น ดําหัวอย่าเบ่นหน้าไปทางทิศนั้น จักเสียสรีเดชะ
อดีตวรพุทธศาสนาคลาล่วงแล้วได้ ๒๕๕๖ พรรษาธิกาปลาย ๑๑ เดือน ๓ วัน นับแต่พระยาวันคืนหลัง อนาคตศาสนา อันยังจักมาภายหน้าค้างอยู่บ่น้อยแถม ๒๔๔๓ปลาย ๒๗ วัน เหตุนับแต่วันปากปีไปเอามาบวกกับกันก็เต็มห้าพันพระพรรษาถ้วนบ่มีเศษ เหตุตามฎีกาที่ มหาพิลางคสัมมิทรสีเจ้าหากวิสัชนาแต่งแปลงสืบ ๆ มา ก็ปริปุณณาแล้วแล
พระครูอดุลสีลกิตติ์ วัดธาตุคํา ตําบลหายยา อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
เป็นผู้ปล่านแปลงวิสัชนาแต่งแต้มทํานายพยากรณ์ตามคัมภีร์โหราเพทั้งคศาสตร์เพทล้านนา ฉบับวัดธาตุคำ

ดู>>> ปฏิทินล้านนา ปีอื่นๆ  การดูฤกษ์ยามแบบล้านนา คำแปล วิธีอ่าน >>> ฤกษ์ยาม ล้านนา วันดีวันเสีย

ปฏิทินล้านนา (ฉบับวัดธาตุคำ) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จ.ศ.๑๓๗๕ - ๑๓๗๖ ปีก่าไส้ - ปีกาบสะง้า มะเส็งเบญจศก - มะเมียฉศก