Home Blog Page 197

เสียผี

เสียงซึงทำนองเพลงพื้นบ้านจากอ้ายบ่าวบ้านนาแว่วมาแต่ไกล หิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับแข่ง กับแสงดาวที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า ในค่ำคืนอันมืดมิด ผู้เฒ่านั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องราวในหมู่บ้าน ที่ตนได้เจอะเจอตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา แม่บ้านสุมไฟใต้ถุนบ้านเพื่อไล่ยุง และแมลงต่าง ๆ ให้ควาย สัตว์เลี้ยงคู่บ้านและสมาชิกคนอื่น ๆ บนบ้าน พร้อมต้มข้าวหมูในหม้อสาวใบใหญ่ เพื่อเก็บไว้ให้มันกิน ตอนเช้า เด็กเล็กร้องลั่นเรียกหาแม่อยู่หน้าบันได พ่อบ้านถือข้องพร้อมมีดพร้าไฟฉายเดินไปยังลำห้วย เพื่อส่องปลานานาชนิดและกบตัวโตสำหรับสมาชิกครอบครัวได้อิ่มในวันพรุ่งนี้

บนเรือนไม้หลังน้อย ผู้เป็นพ่อแม่ต่างรีบเข้านอนเพื่อหลีกทางให้ลูกสาวได้อยู่โดยลำพัง ด้วย ตระหนักว่าลูกสาวอยู่ในวัยสาวพอที่จะหาสมาชิกใหม่มาช่วยการงานของครอบครัว ได้แล้ว สาววันดา นั่งปั่นฝ้ายอยู่กลางเรือน แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงน้อยเปล่งรัศมีพอที่จะ ให้เห็นหน้าตาผู้มาเยือน หญิงสาวเหลือบมองและแอบดีใจ ที่เห็นใบหน้านั้นคือบุญมาชายหนุ่มที่รอคอย หญิงสาวประหม่า และเขินอาย หยิบจับอะไรแทบไม่ถูก รีบเชื้อเชิญให้หนุ่มขึ้นบนบ้าน ยกน้ำพร้อมบุหรี่ใบตองแห้ง เมี่ยง และเกลือเม็ดสำหรับบุคคลสำคัญ

ในสมัยก่อนการจีบสาว เรียกว่า แอ่วสาว การแอ่วสาวของหนุ่มบ้านนอกจะทำตอนกลางคืน ถ้าหนุ่มไหนจีบสาวตอนกลางวันพ่อแม่สาวจะไม่ชอบเพราะถือว่าขี้เกียจ ไม่ทำมาหากิน ถ้าเป็นการจีบ ตอนกลางวันก็จะจีบกันช่วงเอามื้อ (ลงแขก) ทำนาหรือ กิจกรรมอื่น ๆ ของหมู่บ้านเท่านั้น สาวบางคน อาจมีกิจกรรมทำ เช่น ปั่นฝ้าย หรือเสียบหมาก (ในยามหน้าหนาวผลหมากจะแก่เต็มที่ ผู้ชายจะขึ้น หมาก แล้วนำมาผ่าเป็นซีก ๆ ด้วยมีดผ่าหมาก ผู้หญิงก็จะนำเข็มเล่มยาวประมาณ 1 ฟุต พร้อม เชือกปอมา ร้อยหมากให้ เป็นเส้น ๆ เหมือนการร้อยลูกปัด) ส่วนถ้าใครว่างก็จะนั่งคุยกัน จะมีการใช้ ภาษาที่ถ่ายทอดความต้องการจากชายหนุ่มถึง หญิงสาว พอหนุ่มขึ้นบ้านไป พ่อแม่สาวที่ชอบชายหนุ่ม จะหลีกทางให้ทั้งสองมีโอกาสได้คุยกัน แต่ถ้าหนุ่มใดไม่เป็นที่พึงพอใจของพ่อแม่ ก็จะถูก กลั่นแกล้ง เช่น พูดประชดประชัน ทำเสียงดัง หรือกิริยาที่แสดงความไม่พอใจต่าง ๆ

ฝ่ายหนุ่มเมื่อเจอสาวตามธรรมเนียมต้องทักทาย

“แลงนี้น้องกิ๋นเข้ากับอะหยัง” (เย็นนี้น้องกินข้าวกับอะไร)

ถ้าสาวตอบว่า “กินข้าวกับแกงฟัก” หมายถึง หญิงสาวยอมรับรักมีไมตรีตอบ ทำให้หัวใจหนุ่ม พองโตด้วยความดีใจ แต่ถ้าสาวเจ้า ตอบว่า “กินข้าวกับแกงผักปั๋ง” หมายถึง เกลียดชัง ไม่ชอบหน้า ชายหนุ่มอาจใจเหี่ยวต้องลงเรือน ไปแอ่วสาวบ้านอื่นที่อาจมีไมตรีตอบรับต่อไป

สาวสวยนิสัยดีจะเป็นที่หมายปองของหนุ่มหลายคน จะมีหนุ่มไปรอที่หน้าบ้านในตอนกลางคืน รอคอยให้หนุ่มผู้ขึ้นไปบนบ้าน ก่อนหน้าตนกลับลงมาก่อน จึงจะสามารถขึ้นไปคุยกับสาวได้ เพราะถ้า ขึ้นไปขณะสาวยังคุยกับหนุ่มอื่นจะถือว่าเป็นการหยามเกียรติ อ้ายหนุ่ม บ้านนอกเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใคร เขาทำกัน ทุกคนเคารพซึ่งกันและกันเสมอ เพราะผู้ตัดสินใจเกมความรักคือสาวเจ้านั่นเอง

เมื่อความสัมพันธ์ของหญิงสาวชายหนุ่มดำเนินไปถึงขั้นเป็น ตั๋วป้อตั๋วแม่ (คู่รัก) และตกลงใจ ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นผัวเมียสืบทอดวงศ์ตระกูลก็จะมีการ เสียผี และนำไปสู่ประเพณีแต่งงาน หรือ ชาวบ้านเรียกว่า กินแขก

การที่หนุ่มไปถูกเนื้อต้องตัว จับมือถือแขนสาว ถือว่า ผิดผี หากเป็นที่พอใจของสาวและพ่อแม่ ทางฝ่ายผู้ใหญ่ของสาวก็จะไปสัญญา หรือ บอกกล่าวให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายทราบว่า บ่าวบ้านนี้ไปผิดผี สาวบ้านตน ขอให้ไปใส่ผีหรือเสียผีตามธรรมเนียม แล้วจะได้แต่งงานกันต่อไปเรียกว่า ใส่เอา

เมื่อเสียผีแบบใส่เอาเสร็จแล้ว อาจมีการจัดพิธีแต่งงานหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ฐานะของคู่บ่าวสาว หากมีความพร้อมที่จะจัดพิธีทางญาติผู้ใหญ่ ทั้งสองฝ่ายจะหาฤกษ์ยามโดยการไปถามจากปู่อาจารย์ ผู้ที่ชาวบ้านเคารพนับถือในหมู่บ้าน เมื่อได้ฤกษ์ยามก็จะไป บอกข่าวแก่เพื่อนบ้าน เมื่อถึงเวลาทุกคน ต่างมายินดี ช่วยเหลืองาน ผู้ชายช่วยเตรียมผาม (ปะรำ) ก่อนวันงาน ผู้หญิงเตรียมและปรุงอาหาร เลี้ยงแขก เด็ก ๆ วิ่งเล่นพอถึงเวลาได้กิน ผู้เฒ่าผู้แก่ให้พร คู่บ่าวสาวชื่นมื่น เตรียมพร้อมรับ ชีวิตคู่ที่ จะมาเยือนในวันต่อไป

ส่วนที่เรียกว่า ใส่ไม่เอา หมายถึง เมื่อมีการผิดผีกันแล้ว บ่าวหรือสาวไม่เต็มใจที่จะร่วมชีวิต เป็นผัวเมียกัน การใส่ผีแบบนี้ต้องเสียเงินทองมากกว่าการใส่เอา เพราะถือว่าผิดผีแล้วไม่รับเลี้ยงดู ทำให้ฝ่ายหญิงเสียหาย จึงมีการปรับเงินค่าผีเพิ่มขึ้น แล้วแต่ทางฝ่ายหญิงจะเรียกร้องและตกลงกัน

การใส่ผีต้องมี หัวหมู ขนม ดอกไม้ธูปเทียน มีไก่ต้มทั้งตัว แล้วแต่พ่อแม่ฝ่ายสาวจะเรียกร้อง ส่วนเงินค่าใส่ผีไม่มีกำหนดที่แน่นอน แล้วแต่ฐานะของผีในตระกูล สิ่งของเหล่านี้พ่อแม่ฝ่ายหญิง จะเอาไปสังเวยให้แก่ผีของตน ซึ่งมักสร้างศาลไว้ในบ้านหรือทำหิ้งไว้ตรงเสา เมื่อบอกกล่าวและวาง เครื่องสังเวยเป็นเวลาพอสมควร ก็ยกเอาเครื่องสังเวยเหล่านั้นมากินกัน จากนั้นถือว่าฝ่ายชาย เป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านสามารถเข้านอกออกในได้อย่างสบาย ส่วนฝ่ายหญิง หลังจากเสร็จพิธีที่บ้าน ของตนเองก็จะนำ ดอกไม้ธูปเทียน ไปบอกกล่าวผีทางฝ่ายชายให้รับรู้อีกครั้ง

อากาศยามดึกเงียบสงัด ได้ยินแม้เสียงลมหายใจของกันและกัน ลมหนาวพัดโชยสะท้านเข้าไป ในทรวง หนาวลึกกว่านั้นกับอารมณ์ปรารถนา ตามธรรมชาติของชายหนุ่มหญิงสาว บุญมากระเถิบกาย เข้าชิดวันดาสาวคนรัก หญิงสาวเอียงอายตามประสา แต่ไม่สามารถต้านความต้องการในใจตน ต่างอิงแอบเอาไออุ่นจากกันและกัน เวลาคล้อยเคลื่อน เนิ่นนาน จนฝ่ายพ่อแม่สาว ผิดสังเกตจึงแอ้ม ประตูออกมา

“สูเจ้าทำผิดผีแล้ว ต้องทำตามประเพณี เจ้าต้องเสียผีให้บ้านเรา” พ่อสาวเอ่ยกับชายหนุ่ม

“เรายอมรับทำทุกอย่าง” บุญมาตอบทางพ่อแม่ ซึ่งตั้งใจฟังคำตอบอย่างจดจ่อ ด้วยตนก็เต็มใจ ที่จะรับหนุ่มคนนี้เป็นสมาชิกของครอบครัว เคยได้ยินกิตติศัพท์ความขยันขันแข็งเรื่องการทำมาหากิน มาช้านาน คราวนี้สมหวังได้เป็นลูกจาย (ลูกเขย) สักที

วันเวลาหมุนเปลี่ยน ชาวชนบทคู่แล้วคู่เล่าที่ต่างผิดผี เสียผี และดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองสืบต่อมา การเคารพผีหรือบรรพบุรุษแสดงถึงน้ำใจคนรุ่นใหม่ที่มอบให้ผู้เกิดมาและจากไปก่อน พร้อมทิ้ง ร่องรอยและความเจริญงอกงามไว้ให้เพื่อสืบต่อและพัฒนาตน

คงไม่มีสรรพสิ่ง สิ่งใด ในโลกนี้ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีรากฐานและปัจจัยเอื้อในอดีตมาก่อน

สู่ขวัญควาย

ควาย เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่ชาวไร่ชาวนามาช้านานตั้งแต่อดีตกาล เป็นสัตว์ให้คุณเป็นกำลังหลัก ของชาวนาในการปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนมาโดยตลอด ปัจจุบันควายถูกใช้งานน้อยลงเพราะวิถีชีวิตเกษตรกร เปลี่ยนไปจากใช้แรงงานควายหันไปใช้แรงงานจากเครื่องจักรแทน

ในสมัยก่อนการทำนากว่าจะแล้วเสร็จต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน ไม่เร่งรีบเหมือนปัจจุบัน ในการ ใช้ควายไถนา ถ้าพื้นที่ประมาณ 1 งาน จะใช้เวลา 1-2 วัน ชาวนาจะใช้เวลาทำงานในตอนเช้าและเย็น เท่านั้น เพราะตอนกลางวันอากาศร้อน ทั้งคนและควายจะได้พักผ่อนเอาแรงก่อน

ควายให้คุณแก่ผู้เป็นเจ้าของอย่างมากมาย นอกจากจะช่วยในการไถคราดแล้ว มูลควายยังนำมา ใช้ประโยชน์ได้อีก ชาวบ้านจะนำมาทำเสวียน เป็นอุปกรณ์ใส่เก็บข้าวเปลือกชนิดหนึ่งสานด้วยไม้ไผ่รูป ทรงกลมเป็นแท่งยาว ขนาดตามความต้องการ หลังสานเสร็จแล้วเอามูลควายผสมดินเหนียว ทาผิว ไม้ไผ่ทั้งด้านนอกและด้านในตากให้แห้ง เป็นเสวียนที่แข็งแรงทนทานใช้งาน ได้ตลอดไปจนกว่า ไม้ไผ่จะผุ มูลควายเป็นปุ๋ยบำรุงดินในนาข้าว นอกจากนี้ มูลควายยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมงจู้จี้ เด็ก ๆ จะชอบไปขุดในช่วงหน้าหนาว ในเรือกสวนไร่นาก็ประหยัดไม่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้า หรือ ยาฆ่าแมลง แต่จะอาศัยให้ควายกินหญ้าทำให้ไม่รก

คนมีความผูกพันกับควายถือว่าควายเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกผู้หนึ่งในครอบครัว เช่นเดียวกับ หมาแมวของคนในสมัยนี้ ควายยังเป็นเพื่อนเล่นของลูก เด็ก ๆ ในชนบทจะชอบขี่หลังควาย ช่วยหา เห็บหาเหาให้ควาย อาบน้ำให้ควาย ควายก็ให้ความเป็นมิตร สัตว์ทุกชนิดถ้าเราใส่ใจให้ความรัก มันก็ทอนคืนความรักให้เราเช่นเดียวกัน

ในชนบท เวลา 3-4 โมงเย็น ก่อนเอาควายเข้าแหล่ง (คอก) เจ้าของโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะอาบน้ำ ให้ควาย โดยขี่หลังควายลงในแหล่งน้ำ ม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ หนองบึงต่าง ๆ ควายก็จะชอบดำผุดดำว่าย เด็กจะใช้แปรงจากกาบมะพร้าว ลูกบวบแห้ง ฟางข้าว หรือหญ้าแห้งถูทำความสะอาดหลังควาย จนเป็น สีดำมันเงา สบายตัวสบายใจทั้งคนและควาย

ในฤดูทำนาหน้าฝน เป็นช่วงใช้แรงงานควาย ชาวนาจะเลี้ยงควายไว้ใต้ถุนบ้าน พอย่ำค่ำใช้ฟืน สุมไฟให้ควายกันยุง ได้ทั้งควายใต้ถุนและคนบนบ้าน

เช้ามืดชาวนาจะจูงควายและแบกไถออกไปนา จะไถนาโดยเวียนซ้ายวนเข็มนาฬิกาเพื่อให้ขี้ไถ ออกจากไถเพราะเวลาไถนา ขี้ไถจะออกทางด้านขวา ชาวนาจึงต้องเดินเวียนซ้ายและ ขี้ไถจะช่วยกลบ หญ้าให้เป็นปุ๋ยในนาได้อีก ชาวนาจะไถนาและหมักไว้ 1 เดือน เรียกว่า ดองนา รอจนกระทั่งดินร่วนซุย หญ้าเน่า หลังการไถดองจะมีไส้เดือนขึ้นอยู่ตามขี้ไถ เป็นไส้เดือนสีแดง เด็ก ๆ จะใช้ไส้เดือน เป็น เหยื่อล่อปลา ชาวนาจะสังเกตถ้ามีไส้เดือนปริมาณมากแสดงว่าดินเน่าได้ที่ เหมาะสำหรับการปลูกข้าว แล้วจึงเริ่ม คราดนา สมัยก่อนไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไส้เดือน กาลเวลา และหญ้า จะช่วยปรับปรุงดินเองตาม ธรรมชาติ

ในช่วงที่หมักนาทิ้งไว้นี้จะมีพวกปลาชนิดต่าง ๆ มาอาศัยและเจริญเติบโต ดังนั้น ตอนคราดนา เด็ก ๆ จะชอบเดินตาม หลังผู้ใหญ่เพื่อจับปลาที่กระโดดหนีเนื่องจากเมาขี้โคลน เด็กจะเอาข้องมัด ตรงเอว ปลาที่จับได้ส่วนมากจะเป็นปลาช่อน ปลาปก ปลาสะเด็ด จะนิยมนำมาทำแหนมปลา คือเอาปลา คลุกเคล้าเครื่องเทศ ได้แก่ ขมิ้น ตะไคร้ เกลือ พริกขี้หนูซอย ห่อใบตองปิ้งบนไฟ

ตอนไถหรือคราดนา จะมีการเทียมแอก เพื่อยึดคอควายกับไถ มีทั้งแอกคู่และแอกเดี่ยว แอกคู่ จะใช้ควาย 2 ตัว เทียมแอก การใช้เทียมคู่จะทำให้ควายเหนื่อยน้อยลง ส่วนแอกเดี่ยวจะใช้ควายเพียง ตัวเดียว

การใช้ควายไถและคราดนาจะมีคำสั่งเฉพาะ ได้แก่ หย่อ (หยุด) หน (ถอย) ฮุ่ย (เดินหน้า อ่อย (ค่อย ๆ หยุด) ซ้าย ขวา บางครั้งเมื่อควายไม่ทำตามคำสั่งจึงถูกลงโทษ โดยการดุด่า หรือเฆี่ยนตี

ควายหงาน ควายที่แข็งแรงได้แรงงานเยอะ เป็นควายหนุ่มฉกรรจ์ กล้ามเนื้อเป็นมัด มีหนอกใหญ่ ใช้เป็นพ่อพันธุ์ ควายหงาน เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มจะแย่งชิงความเป็นผู้นำจ่าฝูง โดยจะต่อสู้หรือชนกันเพื่อ แย่งชิงตัวเมีย เมื่อชนะก็ได้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย

ควายจะอยู่กับคนถูกเลี้ยงจนเชื่องและมีความเป็นมิตรกับคน คนจะเลี้ยงควายด้วยความรัก เมื่อเลี้ยงสิ่งใดก็รักและผูกพันสิ่งนั้น

การสู่ขวัญควาย เป็นการเตือนสติ เตือนจิตเตือนใจ ให้คนมีความกตัญญูกตเวทีรำลึกถึงบุญคุณ ของผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ตน ว่าเมื่อได้รับผลประโยชน์จากผู้อื่นแล้ว ก็มากระทำการ หรือแสดงการ ตอบแทนบุญคุณที่ผู้อื่นได้ทำแก่ตน อย่างเช่น “ควาย” คนได้ใช้แรงงานในการไถคราด พลิกแผ่นดิน อันเป็นของหนักให้ เพื่อหว่าน เพาะปลูกข้าว ปลูกพืชผักในพื้นแผ่นดิน จนคนได้รับผลประโยชน์จาก แรงงานของควาย คือได้ข้าวมาสำหรับบริโภค เลี้ยงชีวิตตนและครอบครัว ในขณะที่คนได้ไถคราดนั้น บางทีได้ดุด่า เฆี่ยนตีควายซึ่งทำไม่ได้ดั่งใจ ทั้งที่กำลังมีแอกต่างคออยู่หนักแสนหนักเหนื่อยแสนเหนื่อย

เมื่อคนระลึกนึกถึงบุญคุณของควาย ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณไม่มีส่วนที่ได้รับผลประโยชน์อันใด ชาวนาจึงมีการหาวิธีที่จะ ตอบแทนบุญคุณของควายขึ้น โดยวิธี “สู่ขวัญควาย” ขออโหสิกรรมต่อควาย

ชาวนาจะทำบายศรี 1 ชุด ขนม ข้าวต้ม เหล้าไห ไก่คู่ ไข่ต้ม 1 คู่ เอี้ยงหมายนา 1 ต้น (ดอกไม้จำ พวกไพล ขิง ข่า มีเหง้าในดิน สูงประมาณ 1 เมตร ดอกสีขาว หน่อในดินกินลวกหรือต้มจิ้ม น้ำพริก) ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู ด้ายสายสิญจน์ผูกเขาควาย หญ้าอย่างดี 1 หาบ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่วงา กล้วยสุก บางแห่งจะมีสะตวง (กระทงที่ทำจากกาบกล้วย) 1 อัน มีขันปู่อาจารย์ ผ้าขาว ผ้าแดง เงิน 10 สลึง ปัจจุบันใส่ 12 บาท

โดยมีปู่อาจารย์ผู้ทำพิธีสู่ขวัญควาย คล้ายกับพิธีฮ้องขวัญหรือสู่ขวัญของคนเมืองเหนือ เนื้อหา จะกล่าวเป็นค่าวฮ่ำ ทำนองเสนาะเมืองเสียงจ้อยซอ มีการสัมผัสคำในภาษาที่ใช้พรรณนาถึงคุณความดี ของควายที่มีต่อเจ้าของ ในการทำไร่ไถนาซึ่งเป็นภาระอันหนักทั้งคนและควาย ต้องทำงานร่วมกัน ตลอด ระยะเวลา 3 เดือน ในฤดูหว่านไถจนกระทั่งปลูกเสร็จ ดังนั้น เพื่อความเป็น สิริมงคลในครอบครัวและเป็น การเตือนสติให้เป็นคนมีความกตัญญูกตเวที รักสัตว์ และรักษาสัตว์ไว้เพื่อใช้งานต่อไป มองเห็นคุณค่า ของสิ่งที่ตนมีอยู่ว่าเป็นสิ่งมีประโยชน์

เมื่อปู่อาจารย์กล่าวจบ ผู้เป็นเจ้าของควายจะนำกรวยดอกไม้ไปผูกกับเขาควาย ให้ควายกินปลาย กล้าข้าว หรือหญ้าอย่างดีที่เตรียมไว้ เพื่อแสดงความรักและเมตตาต่อควาย ควายเองก็เป็นสัตว์ที่รู้ ภาษามนุษย์ และเข้าใจความเมตตาที่ชาวนาแสดงออกอย่างเป็นมิตร เหมือนช้าง ม้า และสัตว์อื่น ๆ ที่มนุษย์ชอบเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนและใช้แรงงาน

คนกับควายวิถีชีวิตชาวชนบท ผูกพันลึกซึ้ง มีความรักและเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ว่าคนหรือสัตว์ มิตรภาพที่จะดำรงอยู่ได้เนิ่นนาน สายใยผูกรัดไม่ให้ขาด คือ น้ำใจ

ตานหลัวพระเจ้า

ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆหมอกใด ๆ มาบดบัง พระจันทร์ดวงโต โดดเด่นอยู่เพียงลำพัง ส่องฉายรัศมีปกคลุมไปทั่วแผ่นน้ำแม่วัง แสงไฟอื่นใดดูด้อยค่าไปถนัดตา เมื่อเจอแสงสีนวล เร้าใจ ดึงดูดผู้คนริมสองฝั่งน้ำให้เข้าหา ต่างพาลูกจูงหลาน พร้อมถือสะเปา(กระทง)น้อย ในมือคนละอัน เพื่อไปขอขมาพระแม่คงคาผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีแก่ผู้คน ด้วยความอ่อนล้า

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พ่อหลวงคำมาเป็นผู้หนึ่งที่พาหลานชายหญิงคู่แฝด เดินไปที่ปงริมฝั่ง แม่น้ำ เช่นคนอื่น ๆ เสร็จจาก ขอขมาพระแม่คงคา และชื่นชมสะเปาน้อย ที่มีแสงเทียนระยิบ ระยับลอยผ่านไปตามลำน้ำแล้ว แกจึงชวนหลาน ๆ เดินกลับบ้านผ่านทุ่งนากว้าง เมื่อเช้าแกเห็น ต้นข้าวแก่ได้ที่ สีเหลืองทองไปทั้งทุ่ง กะว่าให้เสร็จงานบุญคราวนี้ คงจะได้เก็บเกี่ยวข้าวไว้ใน

ยุ้งฉางเสียที สายลมหนาวพัดผ่านกระทบผิวกายอันเหี่ยวย่นจนแกห่อตัวสะท้าน หลานคู่แฝดบ่นหนาว จนปากคอสั่น แกเร่งให้หลานเดินเร็วขึ้นเพื่อจะให้ถึงบ้านได้ห่มผ้าให้หายหนาว มองไปอีกฟากฝั่งหนึ่ง ของท้องทุ่ง เห็นแสงไฟสลัวจากวัดประจำหมู่บ้านแกนึกถึงพระเจ้าที่แกเคารพบูชา ป่านนี้คงหนาวสั่น อยากให้ท่านได้อบอุ่นขึ้น เห็นทีพรุ่งนี้จะต้องเข้าป่าตามคำชวนของ หนานเมืองเพื่อเข้าไปหาหลัว ตานพระเจ้า

ชาวบ้านวังเลียบ หมู่บ้านเลียบน้ำวัง ได้มีประเพณีที่นึกถึงบุญคุณของพระเจ้าที่ท่านเสียสละ มานั่งเป็นพระประธานในโบสถ์ให้คนกราบไว้มาชั่วนาตาปี ทนร้อน ทนหนาว โดยไม่มีบ่นทุกข์ยาก ประการใดให้ได้ยิน ยิ่งยามหนาวโหดร้ายนัก ลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างปวดแสบผิวกายที่แตก เป็นขุย และมักจะเอาฟืนมาสุมก่อไฟให้ได้ผิงยามค่ำคืน หาเผือก หามันมาปิ้งกินให้คลายหนาว ชาวบ้านจึงคิดจะทำให้พระเจ้าอบอุ่นและได้ผิงไฟยามหนาวด้วย จึงได้มีประเพณี ที่เรียกว่า
ตานหลัวพระเจ้า

ตาน คือ ทาน
พระเจ้า ที่ชาวบ้านเรียกหมายถึงพระพุทธรูปที่อยู่ในโบถ์ส
หลัว หมายถึง ฟืน

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนยี่ชาวนาเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวกว่าจะเสร็จสิ้นก็เดือนสามถึง เดือนสี่ ยามว่างชาวบ้านจะชวนกันเข้าป่า ไปหาหลัวเตรียมไว้ในเดือนสี่ ชาวบ้านจะเลือกไม้ อย่างดี ที่สุด ไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นหลัวให้พระเจ้า คือ ไม้จี้ ไม้ขนาดกลาง ลำต้นมีหนามขึ้นโดยรอบ ใบเล็ก ๆ คล้ายใบข่อย ผิวใบหยาบและสากมือ เป็นไม้เนื้ออ่อน เบา เวลาเผาไฟ จะมีควันไฟน้อย

ชาวบ้านจะตัดไม้จี้เป็นท่อนๆ ขนาดพอเหมาะแล้วแต่ความชอบ บางคนอาจยาวคืบ บ้างยาวศอก บางคนอาจยาววา จะนำท่อนไม้ที่ได้มาถากและเหลาให้เกลี้ยงเกลาสวยงาม ประดับประดาตกแต่ง ด้วย กระดาษหลากสี พันเป็นริ้วรอบท่อนไม้แต่ละท่อน บางคนตกแต่งด้วยตุงกระดาษเล็ก ๆ (ธงสามชาย) การตกแต่งหลัวนี้จะไม่จำกัดขอบเขต แล้วแต่ใครจะคิดสร้างสรรค์ตกแต่งเอง เมื่อ ตกแต่งเสร็จแล้วจึงมัดรวมกันเตรียมไปถวายพระที่วัด จำนวนเท่าใดก็ได้แล้วแต่ศรัทธา

เมื่อถึงเดือนสี่ เช้ามืดผู้ใหญ่จะพาเด็ก ๆ ไปวัด ถือขันข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน อาหารคาวหวาน มีข้าวใหม่กลิ่นหอม ข้าวหลามอุ่น ๆ เพื่อถวายพระ พร้อมหลัวเพื่อตานพระเจ้า ผู้คนต่างทยอยกัน เข้าไปที่โบสถ์ อันดับแรกเมื่อไปถึงคือกราบ พระประธาน พร้อมนำดอกไม้ธูปเทียนใส่ขันแก้วเพื่อ บูชาพระ และนำหลัวที่เตรียมไปกองรวมกันหน้าพระประธาน โดยเขียนชื่อผู้เป็นเจ้าของใส่แผ่น กระดาษติดกับหลัว ถ้าจะอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ญาติผู้ล่วงลับก็จะเขียนชื่อลงไป จากนั้นพระสงฆ์ จะทำพิธีทางศาสนาไปตามลำดับขั้นตอน พระสงฆ์จะเผาหลัวจำนวนเล็กน้อยพอให้เป็นพิธี จบลงด้วย การให้ศีลให้พร หลัวที่เหลือจากพิธี พระสงฆ์จะนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการต่าง ๆ ของวัดต่อไป

พระฉันอาหารเช้าเสร็จเป็นทีของชาวบ้านและเด็ก ๆ กินต่อ อาหารหลากรสจากฝืมือหลายคน ในหมู่บ้านที่ต่างบรรจงปรุงอย่างตั้งใจและสรรหาอาหารที่ดีที่สุด เพื่อนำไปถวายพระ สุดท้ายทุกคน ก็ได้อิ่มอร่อยจากฝีมือตนเอง กินเสร็จช่วยกันเก็บกวาด ผู้ใหญ่กวาดลานวัด ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งคุยกัน เด็ก ๆ เมื่อกินอิ่มแล้ววิ่งเล่น ก่อนกลับบ้าน เด็ก ๆ ยังได้หิ้วขนมอร่อยกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขนมจอก ขนมปาด ข้าวหลาม เป็นต้น เอาไว้กินร่วมกันตอนอยู่บ้าน

เด็ก ๆ สนุกสนานจากการได้วิ่งเล่น ผู้ใหญ่ได้อุ่นกายอุ่นใจจากการได้ทำบุญตานหลัวพระเจ้า เรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เกิดขึ้นและผ่านไป ถูกถ่ายทอดและสืบต่อสู่รุนใหม่

พ่อหลวงคำมาได้เล่าเรื่องราวการตานหลัวพระเจ้าให้หลาน ๆ ฟัง แกเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นการ ล่องสะเปา หรือตานหลัวพระเจ้า จะทำให้เด็ก ๆ รุ่นลูกหลานของแกได้นึกถึงบุญคุณ สิ่งที่ทำประโยชน์ให้ตน

แม้สิ่งเหล่านั้นจะไม่เรียกร้องผลตอบแทนแต่คนก็สำนึกในใจเอง แกแอบคิดว่า ในวันข้างหน้า หลาน ๆ ของแกคงนึกถึงแกบ้าง

ตานแทน-ตานใช้ ความยิ่งใหญ่ในการชดใช้หนี้กรรม

เดินทางจากในเมืองลำปางไปตามถนนลำปาง-งาว ประมาณ 20 กิโลเมตร จะมองเห็นซุ้ม ประตูใหญ่และสวยงามของวัดพระธาตุเสด็จ อยู่ฝั่งซ้ายมือของถนน เลี้ยวเข้าไปตามถนนเลียบวัด ข้ามสะพานน้ำวังไปยังหมู่บ้านวังเลียบ-ทุ่งหนอง บ้านใหม่รัตนาคม ผ่านท้องทุ่งที่เขียวขจี สองฟากฝั่งถนนเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร จะเจอวัดพุทธสันติวิเวก ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาเงียบสงบ ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ กอไผ่ที่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบ มองดูสบายตา บ่อยครั้ง ณ ใต้ต้นไผ่ แห่งนี้ ใช้เป็นสถานที่ปักกลดสำหรับผู้เข้ามาปฏิบัติธรรม ฝึกพัฒนาจิต

นอกจากจะเดินทางไปตามถนนสายลำปาง-งาว แล้วยังสามารถเดินทางจากในเมืองลำปาง ไปตามถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม ผ่านสุสานไตรลักษณ์ ตรงไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 กิโลเมตร ก่อนจะถึง โรงเรียนกิ่วลมวิทยา จะมีปั๊มน้ำมัน อยู่ใกล้กับประมงจังหวัด เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้าน เข้าไปซึ่งจะมีป้าย บอกชื่อวัด เป็นระยะ ๆ ประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดเช่นกัน

วัดพุทธสันติวิเวก ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน นิคมสร้างตนเองกิ่วลม เขต 16 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง วัดได้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กับการตั้งหมู่บ้าน เมื่อเกือบสามสิบปี ที่ผ่านมา อาศัยแรงศรัทธาจากชาวบ้านใกล้เคียง โดยมีพระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ เจ้าอาวาส องค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อตั้งวัด วัดพุทธสันติวิเวก ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์พัฒนาจิต กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัดลำปาง มีนักเรียนและเยาวชน จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดลำปาง และหน่วยงานทั้งในและต่างจังหวัด ส่งบุคลากรเข้าไปปฏิบัติ ธรรม ฝึกอบรมพัฒนาจิตอยู่เสมอจังหวัดยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของจังหวัด และตั้งให้เป็น ศูนย์พัฒนาชีวิตตัวอย่าง เฉลิมพระเกียรติ ประจำอำเภอเมือง ลำปาง

ช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะได้ตื่นตาตื่นใจกับประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่หาดู ได้ยากยิ่ง มีขบวนแห่ต้นตาน และครัวตานที่ตระการตา ฝูงชนจำนวนมากร่วมขบวนในพิธีที่เรียกว่า “ตานแทน-ตานใช้” ณ วัดพุทธสันติวิเวก แห่งนี้

พระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธสันติวิเวก ได้เล่าถึงความเป็นมาของ ประเพณีตานแทน-ตานใช้ ว่า ประเพณีนี้เคยได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ในสมัยนักบุญ แห่งล้านนา ครูบาเจ้าศรีวิชัย สืบต่อมาในสมัยหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน หลังจากนั้นก็ไม่มีประเพณีนี้อีกเลย พระอาจารย์ประพันธ์ อินทญวโณ มีความ
ประสงค์จะสืบทอดประเพณีนี้ไว้เพื่อให้เป็นมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมแก่ชนรุ่นหลังต่อไป จึงริเริ่มประเพณีนี้อีกครั้ง

ตานแทน-ตานใช้ (ตาน คือ ทาน) เป็นพิธีกรรมตามขนมธรรมเนียมของคนภาคเหนือ เป็นพิธี ถวายสังฆทานรวมใหญ่ มีการ จัดหาข้าวของเครื่องใช้ตามประเพณีดั้งเดิม อันได้แก่ ก่อเจดีย์ทราย มีของใช้ในพิธี ประกอบด้วย ของถวายพระสงฆ์และปูชนียสถาน ของถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ของทิ้งลงหลุม (เพื่อตัด/ทิ้งสิ่งไม่ดีออกจากตัว) ต้นทาน เป็นต้น

คนในอดีตมีพิธีกรรมและภูมิปัญญาที่น่าสนใจ ใช้สัญลักษณ์ในเครื่องสักการะต่าง ๆ มีแหล่ง ที่มาและแฝงธรรมะอยู่ด้วยเสมอเช่น ทำรูปคน สัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ข้าทาสบริวาร คน ปู หอย กุ้ง ปลา อึ่งอ่าง และนก แมลง เพื่อเป็นตัวแทนสิ่งที่เราเคยได้ฆ่าได้ตี ได้ตัดชีวิตเขา

การถวายสิ่งของเครื่องใช้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อชำระบาปกรรมจากการลักขโมย ของพ่อของแม่ ปู่ ย่า ตา ยายของสงฆ์หรือของอื่น ๆ โดยมีความเชื่อว่าจะมีบาปติดตัวถึง 500 ชาติ ฉะนั้น จึงนำสิ่งของถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อใช้หนี้กรรมเก่าเพื่อให้บาปกรรมเบาบาง สูญหายไป จากนั้นถ้าไม่ได้ลักขโมยของใครบาปกรรมก็จะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นการ ป้องกันอีกทางหนึ่ง ด้วย

ก่อเจดีย์ทราย เพื่อลดกรรมหนักจากการพูดเพ้อเจ้อ ติเตียนนินทา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์

การทำตุงเงิน ตุงคำ ตุงนาก ตุงโลหะ ตุงเหล็ก ตุงทอง ตุงตะกั่ว ตุงข้าวสาร ตุงข้าวเปลือก ตุงไม้ไผ่ ตุงดิน ตุงทราย เป็นทาน ถวายพระรัตนตรัย หรือทำตุงเหล่านี้เพื่อให้ลดกิเลสความอยากได้ หรือของรักของหวง

ประเพณีการตานใช้-ตานแทนนี้ เป็นวิธีการที่ทำให้คนได้ตระหนักถึงและกระทำ คุณความดีกุศล กรรมใหญ่ เพื่อทดแทนอกุศลกรรมเก่าที่หนักและแรงกว่าในอดีต เพื่อให้คนในสังคมเชื่อในเรื่อง ผลแห่งกรรม หรือกฎแห่งกรรม

ในพิธีจะมีการถวายทานเพื่อใช้หนี้กรรมเก่าทั้งในอดีตชาติและปัจจุบัน มีการอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และขออโหสิกรรมต่อพระรัตนตรัย ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อผู้มีพระคุณ และต่อบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา และเกี่ยวข้องกับตัวเรา อันที่เราอาจเคย กระทำการอันใดโดยประมาทพลาดพลั้ง ผิดพลาด ไม่สมควร โดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ทั้งต่อหน้า
หรือลับหลัง รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ซึ่งอาจเป็นกรรมต่อกัน

ดังนั้นจึงสมควรที่จะขอขมากรรม ขอโทษ ขออภัยต่อกันโดยกระทำต่อหน้าพระรัตนตรัย โดยมีพระพุทธรูปเป็นตัวแทน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และคณะสงฆ์ที่มาร่วมกันในพิธี ให้ทานได้เป็นพยานรับรู้ในพิธี

นับว่าเป็นกุศโลบายของภูมิปัญญาของคนในภาคเหนือตั้งแต่ในสมัยโบราณ เพื่อให้คนได้มา ทำบุญทำทาน รู้จักการเสียสละเพื่อขจัดความโลภ โกรธ หลง มะเร็งร้ายในตัวมนุษย์เพื่อความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์

พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างมา เป็นส่วนหนึ่งของพิธีที่ใหญ่โตและมีแบบแผน มีธรรมะแฝงอยู่ ด้วย ในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องของกรรม บาปบุญคุณโทษ

ในวันงาน คณะศรัทธา ญาติโยม ได้ตกแต่งข้าวตอกดอกไม้ใส่ในล้อเกวียนนับสิบเล่ม ต้นตาน ใหญ่สูงสิบกว่าเมตร แห่ขบวนครัวตานไปตามถนนรอบวัด ขบวนหลากสีสัน ผ่านทุ่งนาสีเขียว ผู้คนจำนวนมากที่มีแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาต่างมาร่วมพิธีกรรม เป็นภาพอันงดงาม น่าประทับใจ เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ ในประเพณีตานแทน-ตานใช้ ความยิ่งใหญ่ ในการชดใช้หนี้กรรม ณ วัดพุทธสันติวิเวก นิคมสร้างตนเองกิ่วลม เขต 16 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง

ฟ้อนผี ประเพณีการนับถือบรรพบุรุษ

วิถีชีวิตชาวชนบทล้านนาในอดีต ผูกพันเชื่อมโยงกับธรรมชาติในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิต ผู้คนมีความเชื่อและวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องจิตวิญญาณ ว่าเป็นอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นพลัง ซ่อนเร้นที่สามารถดลยันดาลเหตุการณ์ดีร้ายต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้ พลังเร้นลับเหล่านี้รวมเรียกว่า ผี

ผี เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งลี้ลับที่ผู้คนต่างให้ความเคารพนับถือและเกรงกลัว ผีมีทั้งดีและร้าย

ผีร้าย ได้แก่ ผีตายโหง ผีพราย ผีป่า ผีนางไม้ ผีปกกะโหล้ง ผีกองกอย ผีกะ ผีโพง ผีกระสือเป็นต้น ผีเหล่านี้จะคอยหลอกหลอนให้ผู้คนหวาดกลัว บางครั้งรบกวนหรือเข้าสิงคนขอสิ่งที่ตนต้องการ เช่น อาหาร หรือที่อยู่อาศัย เรียกว่า ผีทักจนผู้นั้นเจ็บไข้ได้ป่วย จะต้องนำข้าวปลาอาหารและ เหล้าสังเวย จึงจะหาย

ส่วนผีดี ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ มีผีปู่ย่า ผีมด ผีเม็ง ผีอารักษ์ มีผีเสื้อวัด ผีเสื้อเมือง ผีเจ้าบ้าน ผีนา ผีเจ้านาย ผีเจ้าพ่อต่างๆ ที่คอยปกปักรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร จะมีชื่อเรียกตามสถานที่นั้นๆ เช่น ผีห้วยหลวง ผีห้วยทราย ผีดงฮัก เป็นต้น ผีเหล่านี้จะเป็นผีที่มีฤทธิ์เดชมาก ถ้าใครไม่นับถือหรือลบหลู่ จะทำให้มีอันเป็นไปต่างๆ นานา หรืออาจทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย รักษาไม่หายจนกว่าจะทำพิธีขอขมา ลาโทษ ภาชนะเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันยังมีผีสิงสถิต เช่น ผีกระด้ง ผีหม้อนึ่ง ผีบ่ากวัก (อุปกรณ์ใช้ พันด้าย) ผีดีเหล่านี้จะคอยช่วยเหลือให้ความคุ้มครองผู้คน ผีจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนชาวล้านนาเสมอมา

ตามความเชื่อของชาวล้านนา ผีมีอำนาจในการดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความ เจริญงอกงามในการเพาะปลูกถ้าคนทำให้ผีพึงพอใจ จึงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการนับถือผี ได้แก่ การเลี้ยงผี

เสียงดนตรีปี่พาทย์บรรเลงเร้าใจ ผู้คนมีทั้งหญิงผู้เฒ่าผู้แก่หญิงสาวแต่งตัวสวยงาม นุ่งโสร่ง ลายโตตาหมากรุก ใส่เสื้อคล้ายเสื้อหม้อห้อมสีต่างๆ โพกศีรษะด้วยผ้าหลากสี มีผ้าสะว้าน (สไบ) ใช้คล้องคอ ท่าเดินมองดูคล้ายผู้ชาย บ้างใช้สไบห่มเฉียงพาดไหล่บ้างนุ่งโสร่งเหมือนกัน แต่ไม่ ่โพกศีรษะท่าทางคล้ายผู้หญิง กำลังร่ายรำด้วยลีลาสนุกสนานตามจังหวะเสียงดนตรี สีหน้าจริงจัง
ไม่สนใจสิ่งใดๆ รอบกาย นอกจากท่วงทำนองจังหวะการร่ายรำ บางครั้งจากคนที่เอียงอาย เรียบร้อย ไม่กล้าแม้แต่จะตะโกนแหกปากหรือเปล่งเสียงหัวเราะดัง กลายเป็นท่าทางขึงขัง เอาจริงเอาจัง เหมือนนักแสดงที่ได้รับบทบาทและแสดงตามบทนั้นได้อย่างดี ต่างพากันร่ายรำโดยไม่รู้สึกอ่อนล้า ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายจวนจะเย็นย่ำ ผู้คนสนุกสนานอิ่มเอิบกับงานบุญยิ่งใหญ่ ในการทดแทนบุญคุณ บรรพบุรุษ ในประเพณีที่เรียกว่า ฟ้อนผี

ประเพณีการฟ้อนผีของชาวล้านนา เป็นประเพณีที่คล้ายกับการลงผีหรือลงเจ้าพ่อของคนใน ท้องถิ่นอื่น บางครั้งเรียกว่าฟ้อนผีมดผีเม็ง

ผีมด หมายถึง ผีชาวบ้าน หรืออาจหมายถึงชนเผ่าอื่น เช่น เงี้ยว ไทยใหญ่

ผีเม็ง เป็นผีพวกแม่ทัพนายกอง หรืออาจเป็นผีชาวมอญ

ตามคติความเชื่อของชาวล้านนา คนเรามีเจ้าของมาตั้งแต่ในอดีตชาติ ผู้เป็นเจ้าของตัวเราคือ ปู่ ย่า ตา ยาย บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว จะนับถือตระกูลเครือญาติเดียวกันว่า ผีเดียวกัน หรือผีมดผีเม็ง เป็นผีใจดี คอยปกป้องคุ้มครองลูกหลานที่รักษาจารีตประเพณี ส่วนผู้ใดที่ทำผิดจารีตประเพณีที่เรียกว่า ผิดผี จะต้อง เสียผี คือทำพิธีขอขมาบอกกล่าวผีบรรพบุรุษ หากไม่ทำจะทำให้ป่วยไข้ จะต้องใช้ เครื่องสังเวย เช่น เหล้าไหไก่คู่เพื่อขอขมา ลูกหลานในบ้านเมื่อจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ หรือไป
ทำมาหากินถิ่นอื่นจะต้องมีการบอกกล่าวให้ผีบรรพบุรุษได้รับทราบเพื่อคอยไปปกปักรักษา

คนที่นับถือผีเดียวกันจะมีความรักความผูกพัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามปกติและทุกข์ร้อน จะมีข้อห้ามไม่ให้คนผีเดียวกันแต่งงานกัน

ลูก หลานจะทำที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษ เรียกว่า หอผี ไว้ที่ทิศหัวนอน หรือมุมใดมุมหนึ่ง ของบ้านผู้เป็นเก๊าผี ซึ่งหมายถึงผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของวงศ์ตระกูล หรืออาจสร้างหอผีไว้ตามจุด ที่เห็นว่าสมควร หอผีคล้ายเป็นบ้านรับรองผีอื่นๆ ที่จะมาเยือนในวันงานฟ้อนผี จะปลูกเป็นเรือนไม้ หลังเล็กไม่มีฝา กว้าง 4-5 เมตร ยาว 5-6 เมตร มีหิ้งวางเครื่องบูชา เช่น พานดอกไม้ธูปเทียน น้ำต้น วางไว้เพื่อเซ่นผีปู่ย่าผีเหย้าผีเรือน

ผีประจำตระกูลนี้ จะมีการซื้อขายผี ชาวบ้านเรียกว่า ซื้อเข้าและซื้อออก

ซื้อเข้า หมายถึง สมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ในครอบครัว เช่น ผู้ชายเข้ามาแต่งงานกับสาวในบ้านนั้น ต้องซื้อผีเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกของตระกูล หรือลูกหลานที่ออกไปสร้างครอบครัวใหม่ยังต่างถิ่น ก็จะมีการซื้อผีเพื่อให้ไปคุ้มครองต่อที่บ้านตนเอง

ส่วนการซื้อออกหรือขายผี คือ เมื่อเครือญาติในตระกูลไม่ต้องการหรือไม่มีความพร้อมในการ เลี้ยงผีอาจเพราะอยู่ห่างไกลจะซื้อออกหมายถึงตัดความสัมพันธ์ ไม่มายุ่งเกี่ยวกับตระกูลผีเดิม ไม่ว่าจะมีการเลี้ยงผี หรือทำพิธีใดๆ ก็จะไม่มายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป

ราคา ซื้อขาย จะใช้เงินไม่กี่บาท อาจเป็น 10 บาท 12 บาท ตามสภาพฐานะของตระกูล โดยมีการบอกกล่าวผีพร้อมเครื่องสังเวยก็ถือว่าเป็นการเสร็จพิธีการซื้อขายผี

การ ฟ้อนผีมดผีเม็ง จะทำกันช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เป็นช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวบ้านจะว่างเว้นจากงานในไร่นาและสบายใจที่ได้ข้าวเก็บใส่ยุ้งฉางไว้กินได้ ตลอดทั้งปี จะฟ้อนผี ในผาม (ปะรำ) ขนาดผามแล้วแต่ตามจำนวนสมาชิกในตระกูลหรือจำนวนแขกที่เชิญ หลังคามุงด้วย ทางมะพร้าว หญ้าคา หรือใบตองตึง มีการตกแต่งประดับผามให้สวยงามโดยใช้ทางมะพร้าว ต้นกล้วย ขี้ผึ้ง หม้อน้ำ น้ำต้น มีผ้าขาวยาวถึงพื้นผูกตรงกลางผามสำหรับโหนเชิญผีเข้าทรง ด้านหน้าผาม จะทำเป็น ยกพื้นสำหรับวางเครื่องเซ่นต่างๆ ได้แก่ หัวหมูต้ม ไก่ต้มทั้งตัว เหล้า ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน ขนม ผลไม้ เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว ถัดจากอาหารคาวหวานจะมีผ้าโสร่งผ้าโพกศีรษะ สีต่างๆ และเครื่องแต่งตัว สำหรับผู้ที่จะฟ้อนนุ่งทับลงไป

ประเพณีการฟ้อนผีจะจัด 2 วัน วันแรกเรียกว่า วันข่าว หรือป่าวข่าว เป็นการบอกให้ญาติพี่น้อง ในตระกูลเดียวกัน ไปร่วม ชุมนุมกันที่บ้านงานหรือเตรียมงานก่อนจะถึงวันงาน ส่วนอีกวันเป็นวันจริง ที่มีการเชิญผีเข้าทรงและมีการฟ้อนสังเวย

หอผีแต่ละหอ หรือตระกูลผีแต่ละตระกูลจะจัดงานฟ้อนผีไม่ให้ซ้ำวันกับงานของตระกูลอื่น จะมีการเชิญคนทรงและผีตระกูลอื่นมาร่วมงานด้วย

ในวันงานจะเริ่มโดยมีการทำพิธีสักการะบูชาผีบรรพบุรุษซึ่งอยู่บนแท่นบูชา ณ หอผีประจำบ้านก่อน นำโดยเก๊าผี มีการ อธิษฐานขอให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครองให้คนในตระกูลอยู่เย็นเป็นสุข ประกอบอาชีพ เจริญก้าวหน้า จากนั้นจะกล่าวเชิญผีไปยังผามที่ทำพิธีเพื่อเข้าคนทรงของตระกูล การเข้าทรงของผีมด ไม่ยุ่งยากเพราะพออธิษฐานเสร็จผีก็จะเข้า ส่วนผีเม็งนั้นต้องโหนผ้าขาวที่อยู่กลางผามแล้วหมุนตัว ไปรอบๆ ผีจึงจะเข้า แต่มีบางรายถึงจะทำอย่างไรผีก็ไม่ยอมเข้า

ผีจะเข้าเก๊าผีก่อนเป็นคนแรก ต่อมาก็จะเข้าคนอื่นๆ ในตระกูล บางคนพอผีเข้าแล้วจะฟุบลงกับพื้น จะมีคนนำเครื่องบวงสรวงมีขันข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยและมะพร้าวอ่อนมาให้ ผีจะรับไว้ จากนั้นจึงลุกไปที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว และเลือกเสื้อผ้าที่ชอบสวมทับ จะมีการซักถามกันเล็กน้อย โดยมี ล่ามซึ่งเป็นคนที่ชอบพูดคุยซักถาม ถ้าเป็นคำตอบที่ถูกผีก็จะผงกหัว คำถามที่ใช้ เช่น เป็นใคร มาจากไหน มาด้วยวิธีใด เป็นต้น ภาษาที่ผีใช้ส่งเสียงพูดคุยกันไม่ใช่ภาษาพื้นเมืองเหนือ สำเนียงคล้ายภาษาพวกมอญ เงี้ยว หรือไทยใหญ่ จากนั้นจะเป็นการฟ้อนสังเวย มีวงปี่พาทย์บรรเลง ใช้กลองเต่งเทิงให้จังหวะ มีการร้อง ฮิ้วๆ ประกอบการรำไปด้วย ผู้รำจะเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ ทั้งคนแก่อายุเจ็ดสิบแปดสิบ และเด็กรุ่นสาวอายุ สิบกว่า ถ้าเป็นผู้ชายรำจะรำดาบ ร่างทรงที่เป็นเก๊าผีหรือผู้อาวุโสผีจะเข้านานตลอดทั้งวัน และร่ายรำ ตลอดทั้งวันเช่นกัน โดยไม่มีท่าทางเหนื่อยอ่อน ส่วนผีเครือญาติที่อาจเป็นผีวัยรุ่นหรือผู้ที่อ่อนวัยกว่า ผีจะ เข้าๆ ออกๆ ร่างทรงบางคนพอผีออกจะอาย ไม่รู้ว่าตัวเองแต่งตัวหรือทำอะไรลงไปบ้าง เหมือนตกอยู่ใน ภวังค์เด็กๆ จะชอบดูฟ้อนผีจะยืนดูอยู่ขอบผาม บางตัวเป็นผีซนจะเที่ยววิ่งไล่จับผู้คน ในตระกูลเดียวกัน
ให้มาโหนผ้าขาวกลางผามเพื่อให้ผีเข้า บางคนไม่ยอมจึงมีการวิ่งหนีไล่กันเป็นที่สนุกสนาน ผีจะเข้าเฉพาะ คนในตระกูล คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตระกูลเดียวกันจะไม่เข้า แม้จะผ่านการโหนผ้าขาวกลางผามแล้วก็ตาม ผีแต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์ในการฟ้อนรำที่แตกต่างกัน มีทั้งผีที่แสดงความก้าวร้าว บางตัวเรียบร้อย บางตัว ซุกซน ลักษณะไม่แตกต่างไปจากคนทั่วไป

กลางผามที่ฟ้อนผีจะพลุกพล่านไปด้วยคนทรงผี ต่างฟ้อนรำกันขวักไขว่ บางครั้งมีการกระทบกระทั่ง ชนกันบ้าง แต่จะไม่มี การโกรธหรือทะเลาะกันในวงฟ้อนรำนั้น

บางครั้งจะมีการหามคนป่วยที่เป็นสมาชิกในตระกูลเข้าร่วมพิธีด้วย เพื่อให้ผีบรรพบุรุษช่วยรักษา ให้หาย จะมีการเป่าน้ำมนต์ พรมไปที่ตัวของคนป่วย บางคนอาการดีขึ้นลุกเดินเหินได้สบาย อาจเป็น เพราะจิตใจที่ดีขึ้นจากการได้ฟังเสียงดนตรี ได้พบปะญาติพี่น้อง และได้กำลังใจจากบรรพบุรุษที่คอยรักษา ลูกหลานจะเล่าเรื่องราว เหตุการณ์ที่ตนประสบมา อาจเป็นว่าปีนี้ฝนไม่ตกต้อง ตามฤดูกาล ตนได้ทำขึด (สิ่งไม่ดี) ต่างๆ เช่น ทำห้างนาพาดกับต้นไม้โดยไม่ขุดเสา เอาหม้อแกงไปตักน้ำกิน ปิดทางเดินของ
ลำห้วย พูดลบหลู่ผีป่าอารักษ์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เจอโชคร้าย จะต้องขอให้ผีบรรพบุรุษช่วยแก้ไข หรือมีการ ขอพรขอโชคลาภให้แก่ตนเองและคนในตระกูล เป็นต้น

การเริ่มพิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้า เวลาประมาณ 09.00 น. ไปจนกระทั่งเย็น จะมีการฟ้อนสังเวยไปเรื่อยๆ พอถึงเวลาพักเที่ยง จะหยุดพักรับประทานอาหาร จะมีการถวายอาหารให้ผีกินก่อน จากนั้นคนจึงกินต่อ เจ้าภาพจะถวายอาหารคาวหวานต่างๆ ที่เตรียมไว้ โดยจัดใส่ขันโตกเป็นชุดๆ จากนั้นจะมอบดาบ ให้คนทรงคนละอัน และจุดเทียนไขผูกปลายดาบ คนทรงจะรับดาบ ไปเวียนรอบๆ อาหารทุกจาน เมื่อครบแล้วถือว่าเสร็จพิธี

ในการรับประทานอาหาร ผีมดจะรับประทานอาหารทุกชนิดทั้งอาหารคาวและหวาน ส่วนผีเม็งจะเลือก รับประทานเฉพาะอาหาร หวานและน้ำมะพร้าวเท่านั้น

หลังจากฟ้อนมาตลอดทั้งวันแล้ว ได้เวลาที่ผีจะกลับคืนถิ่น ดนตรีปี่พาทย์จะเงียบเสียงลง ร่างทรง จะเดินไปที่หอผี จะมีการขับจ้อยซอเป็นกลอนสดเสียงโหยหวน จะมีขันดอกไม้ธูปเทียนพร้อมอาวุธ เช่น ดาบ จะฟ้อนแบบโบราณเป็นจังหวะเนิบนาบอ่อนช้อยก่อนผีจะออกจะรับขันข้าวตอกดอกไม้ เสร็จแล้วจะ ล้มฟุบกับพื้น ถือว่าผีออก คนทรงก็เข้าสู่สภาพปกติ

หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ผู้คนในตระกูลก็จะช่วยกันรื้อผามทำความสะอาดสถานที่ และกินอาหารเย็น ร่วมกัน ต่างมีความสุขกับ งานบุญใหญ่ที่มอบให้แก่บรรพบุรุษ ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ ได้รับพรและ สิ่งดีงามจากท่าน อาการป่วยไข้ที่มีก็จะหายไป โชคลาภความเจริญจะเข้ามาแทนที่ สนุกกับการได้เจอะเจอ ญาติมิตรต่างบ้านที่เป็นผีตระกูลเดียวกัน ได้ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ เล่าขานปัญหาเรื่องราวในชีวิต ช่วยกัน แก้ไขให้คำแนะนำ ความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรแน่นแฟ้นเพิ่มขึ้น

ฟ้อนผี ประเพณีรื่นเริงของเครือญาติ ก่อเกิดความสามัคคี รักษากฎระเบียบของสังคมด้วยการไม่ผิดผี ผู้น้อยนับถือผู้ใหญ่ที่ให้คุณ ชีวิตที่มีความเอื้ออาทร สะท้อนภาพความงดงามของวิถีชีวิตชาวชนบทล้านนา มาตั้งแต่อดีตกาล

ผีขุนน้ำ วิถีการอนุรักษ์น้ำ

ชาวชนบทล้านนามีความผูกพันกับวิถีชีวิตเกษตรมาโดยตลอดปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเกษตรดำรงอยู่ได้คือ น้ำ และมีความเชื่อว่าน้ำจะอุดมสมบูรณ์มีมากน้อยหรือฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่นั้น ผู้ที่บันดาลให้เกิดขึ้นคือ พลังเร้นลับเหนือธรรมชาติที่รวมเรียกกันว่า ผีขุนน้ำ

ผีขุนน้ำ เชื่อว่าเป็นอารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย จะสิงสถิตอยู่บนดอยสูงอันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำทั้งหลาย อาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ไม้ไฮ (ไทร) ไม้มะค่าหรือไม้ยาง เป็นต้น ชาวบ้านจะปลูกหอผี (ศาล) อยู่ใต้ต้นไม้ ใหญ่ เหล่านั้นแล้วอัญเชิญผีขุนน้ำมาสถิตอยู่ในหอผีนั้น

ผีขุนน้ำจะมีชื่อตามแม่น้ำนั้น เช่น ผีขุนวัง เป็นผีอยู่ต้นน้ำวัง หรืออาจเป็นลำห้วยสายหลักประจำหมู่บ้าน ก็จะมีผีที่คอยดูแลรักษา น้ำอยู่เช่นกัน เช่น ผีห้วยหลวง ผีห้วยทราย ผีห้วยเดื่อ ผีห้วยก๋า ในเขตนิคมกิ่วลม จังหวัดลำปาง เป็นต้น

ชาวบ้านที่ได้รับประโยชน์จากลำน้ำจะร่วมแรงร่วมใจกันแสดงความขอบคุณผีขุนน้ำ ที่ปกปักรักษา ป่าไม้ ้ที่เป็นต้นน้ำลำธาร ให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ในการทำเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน โดยมีพิธีกรรมสำคัญที่เรียกว่า การเลี้ยงผีขุนน้ำ

การเลี้ยงผีขุนน้ำ คือ การทำพิธีสังเวยผีหรือเทวดาอารักษ์ ผู้เป็นหัวหน้าของผีอารักษ์ทั้งหลายที่ทำหน้าที่ ปกปักรักษาป่าไม้อันเป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อเป็นการขอบคุณเทวดาที่บันดาลให้มีน้ำใช้ในการเกษตร โดยเฉพาะ ในเขตลุ่มน้ำของลำน้ำนั้นๆ และยังเป็นการขอ ให้ผีประจำขุนน้ำบันดาลให้ฝนตกและมีน้ำจากขุนน้ำ หรือต้นน้ำ นั้นลงสู่พื้นราบ

ชาวบ้านมีความเชื่อว่า ถ้าหากทำสิ่งใดที่ทำให้ผีขุนน้ำโกรธ เช่น ตัดต้นไม้ใหญ่ในแหล่งต้นน้ำที่สิงสถิต ของผีขุนน้ำ การกั้นลำห้วยหรือการเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ตามลำพัง หรือปฏิบัติสิ่งอื่นใดที่ชาวบ้านเรียกว่า ขึด จะถูกลงโทษจากผีขุนน้ำ อาจให้น้ำน้อย หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านผู้อยู่ ใต้ลำน้ำนั้นๆ

ดังนั้น ชาวบ้านจึงมีการตั้งกฎเกณฑ์และข้อห้ามต่างๆ ในการใช้น้ำและรักษาน้ำ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ทุกคนที่ร่วมใช้น้ำ นอกจากจะถูกลงโทษจากสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ อย่างผีขุนน้ำแล้ว ยังถูกการ ลงโทษจากกฎสังคมที่ร่วมกันตั้งขึ้นมา และผู้ที่ทำหน้าที่ในการรักษากฎที่สำคัญในชุมชนคือ แก่ฝาย นั่นเอง

ชาวบ้านจะมีพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนแปดหรือเดือนเก้าเหนือ (พฤษภาคม-มิถุนายน) ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในงานหรือผู้เป็นหัวหน้าในพิธีคือ แก่ฝาย หรือผู้ดูแลเหมืองฝายและทำหน้าที่ควบคุม หรือจัดสรรการใช้น้ำแก่เกษตรกรในเขตท้องที่รับน้ำจากฝาย

เมื่อถึงเวลาแก่ฝายจะเรียกประชุมลูกฝาย (ผู้ใช้น้ำจากฝาย) เพื่อหาฤกษ์ยามที่เหมาะสมและช่วยกัน ตระเตรียมเครื่องสังเวยให้ครบถ้วน และเมื่อได้เวลาจะเดินทางไปทำพิธี ณ สถานที่ที่เชื่อว่าผีขุนน้ำสิงสถิตอยู่

เครื่องสังเวยผีขุนน้ำ ประกอบด้วย เทียน 4 แท่ง ดอกไม้ 4 กรวย พลู 4 กรวย หมาก 4 ขด หรือ 4 ท่อน ช่อ (ธงสามชาย) สีขาว มะพร้าว 2 ทะลาย กล้วย 2 หวี อ้อย 2 ท่อน หม้อใหญ่ อาหารคาวหวาน อาหาร 7 อย่าง หัวหมู เหล้าไห ไก่คู่ (ไก่ต้ม 1 คู่ เหล้าขาว 1ขวด) เมี่ยงและบุหรี่ และมีการสานชะลอมเพื่อใส่เครื่องสังเวยต่างๆ ที่เตรียมไว้ จำนวน 3 ชะลอม

ชาวบ้านจะทำพิธีในตอนเช้าโดยช่วยกันหาบและคอนชะลอมไปยังบริเวณพิธี หากบริเวณที่ทำพิธีไม่มีหอผี หรือศาลเทพารักษ์อยู่ ชาวบ้านจะสร้างศาลชั่วคราวขึ้นใกล้ๆ กับบริเวณด้านต้นน้ำ พร้อมทั้งปักเสาไม้ทำเป็น หลักช้าง หลักม้า สำหรับผูกช้างหรือม้าพาหนะของเทพารักษ์หรือผีขุนน้ำนั้นไว้ด้วย

เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว แก่ฝายหรือปู่อาจารย์ผู้ประกอบพิธีทำพิธีอัญเชิญเทวดาอารักษ์ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ประจำรักษาขุนน้ำให้มารับเครื่องสังเวย พร้อมทั้งใช้ถ้อยคำเป็นโวหารเสียงโหยหวน เพื่ออ้อนวอนขอให้ผีขุนน้ำบันดาลให้มีน้ำ อุดมสมบูรณ์และทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

เมื่อกล่าวคำเสร็จแล้ว ปู่อาจารย์นำข้าวปลาอาหารเหล่านั้นยกขึ้นวางบนหอผี และทิ้งระยะเวลาให้ผ่านไป ชั่วธูปหมดดอกขณะที่รอรับเครื่องสังเวยนั้น ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณพิธีก็พากันกินข้าวปลาอาหาร จนได้เวลา อันสมควร ก็จะชวนกันกลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ

หลังเสร็จพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำแล้วในช่วงบ่ายหรือวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจะช่วยกันขุดลอกเหมืองฝาย ทบทวน กฎเกณฑ์การใช้น้ำที่ร่วมกันตั้งขึ้น และจัดเตรียมอุปกรณ์การทำเกษตร ให้ครบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ ฤดูกาลทำเกษตรที่กำลังมาถึง

สืบจาต๋า พิธีกรรมต่ออายุให้ยืนยาว

ชีวิตคนเราต่างมีแนวทางหรือดำเนินไป ไม่ว่าจะเป็นดี ชั่ว สุข หรือทุกข์ สิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่า จาต๋า (ชะตา) ชีวิต บางช่วงของชีวิตอาจมีชะตาดี ความสำเร็จทุกอย่างที่เข้ามาดูเหมือนง่ายไปหมด แต่บางครั้งอาจพบชะตาร้ายที่ทุกอย่างรุมเร้าให้เร่าร้อนและหาทางออกไม่เจอ

เมื่อคราวใดที่ชีวิตมีเรื่องทุกข์ร้อนเกิดขึ้น อาจเป็นทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ โดยเกิดจากความเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ หรือมีเรื่องที่ทำให้เสียข้าวของเงินทอง พบเรื่องราวเลวร้าย อาจถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล เกิดความกังวลทำให้จิตใจหม่นหมอง สิ่งเหล่านี้คือ ชะตาร้ายหรือชะตาขาด ผู้คนชาวล้านนามีความเชื่อว่า ชะตาร้ายสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยพิธีกรรมที่เรียกว่า การส่งกิ่ว การบูชานพเคราะห์หรือการทำพิธีสืบจาต๋า (สืบชะตา) เป็นต้น

การสืบชะตา เป็นพิธีกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้ชะตาชีวิตดำเนินต่อไป เป็นการต่ออายุให้ยืนยาวเป็นสิริมงคล มีความสุขความเจริญ การสืบชะตาของผู้คนล้านนาเกิดจากความเชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์สืบชะตา ซึ่งกล่าวไว้ว่า

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระสารีบุตรรับเอาสามเณร อายุ 7 ปี รูปหนึ่ง ชื่อติสสะ มาอยู่ในความดูแลของท่านเป็นเวลาหนึ่งปี วันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นลักษณะของสามเณรว่าจะมีอายุได้อีกแค่ 7 วัน เท่านั้น ท่านจึงเรียกสามเณรไปพบ แล้วแจ้งให้สามเณรทราบ แล้วให้สามเณรไปบอกกล่าวญาติพี่น้องเสีย สามเณรจึงนมัสการลาพระสารีบุตรเพื่อไปสั่งความแก่ญาติมิตร ระหว่างทางที่สามเณรเดินทางกลับไปนั้น สามเณรได้พบสระน้ำที่กำลังจะแห้งและในสระนั้นมีปลาที่กระเสือกกระสนรอความ ตายอยู่ จึงเอาบาตรช้อนปลาเหล่านั้นไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ต่อมาก็ได้พบอีเก้งที่ติดแร้วของนายพราน สามเณรก็ปล่อยเก้งให้รอดพ้นจากความตายอีก เมื่อกลับถึงบ้านสามเณรก็เล่าเรื่องตามที่พระสารีบุตรบอก พร้อมทั้งสั่งลาญาติพี่น้องเพื่อเตรียมตัวที่จะตาย ทุกคนที่ทราบเรื่องต่างร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ สงสารสามเณรและรอเวลาที่สามเณรจะมรณภาพ

ครั้นครบกำหนดตามที่พระสารี บุตรบอกไว้ แต่สามเณรก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ตามปกติ สามเณรจึงเดินทางไปหาพระสารีบุตรและเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตนได้กระทำ พระสารีบุตรจึงสรุปเรื่องจากเหตุการณ์ทั้งหลายว่า การที่ได้ประกอบกุศลกรรมนั้นสามารถต่ออายุให้ยืนยาวได้

ดังนั้น การสืบชะตาจึงเป็นการสร้างกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่ สามารถสืบต่ออายุให้ยืนยาวได้ ผู้คนชาวล้านนาจึงมีการสืบทอดพิธีกรรมสืบชะตามาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ด้วยเห็นผลของอานิสงส์การสืบชะตาตามความเชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ดังกล่าว

พิธีสืบชะตาสามารถทำได้ 3 ประเภท ได้แก่

1. สืบชะตาคน

2. สืบชะตาบ้าน

3. สืบชะตาเมือง

การสืบชะตาคน จะกระทำเมื่อบุคคลนั้นเกิดความทุกข์ร้อนหรือเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริ มงคลแก่ชีวิต โดยเริ่มจากญาติของผู้ที่จะสืบชะตาจะวาน (ขอแรง) เพื่อนบ้านใกล้เคียงมาช่วยกันแต่งดาเครื่องสืบชะตาก่อนวันทำพิธีหนึ่งวัน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันระหว่างผู้หญิงผู้ชาย โดยผู้ชายจะไปตัดเอากิ่งไม้ค้ำ (ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เป็นไม้โตเร็ว ปัจจุบันหาได้ยาก จึงนิยมใช้ไม้อื่นๆ ที่หาได้ง่ายแทน) ตัดปลายกิ่งให้มีง่าม เรียกว่า ไม้ค้ำ จำนวน 2 อัน ไม้ไผ่บง 2 ท่อน ใส่สลักให้ติดกันทำเป็นสะพานคู่ และตัดไม้ไผ่ซางอีก 2 ท่อน ท่อนแรก ด้านหนึ่งใส่น้ำแล้วปิดรูด้วยใบตองแห้ง อีกด้านหนึ่งใส่ทรายแล้วปิดรู อีกท่อนหนึ่งด้านหนึ่งใส่ข้าวเปลือก อีกด้านใส่ข้าวสารแล้วปิดรู เรียกท่อน (บอก) ไม้ไผ่นี้ว่า บอกน้ำ บอกทราย บอกข้าวเปลือก และบอกข้าวสาร ความยาวของไม้ค้ำ สะพานและกระบอกไม้ไผ่นี้จะมีความยาวเท่าความสูงของผู้ที่จะสืบชะตาหรือเจ้า ชะตา นอกจากนี้ ผู้คนยังต้องจัดเตรียมหน่ออ้อย หน่อกล้วย กล้าหมาก และกล้ามะพร้าวเพื่อนำมาประกอบพิธีด้วย

ส่วนผู้หญิงมักได้ทำหน้าที่ ในการตกแต่งเครื่องประกอบพิธีกรรม โดยจะนำก้านกล้วยมา 2 ก้าน สูงเท่ากับไม้ค้ำใช้ตอกแข็งเสียบก้านกล้วย 2 อัน ทำคล้ายกับบันไดกว้าง ประมาณ 40 เซนติเมตร แล้วผูกด้ายดึงจากบนลงล่าง จำนวน 6 สาย แล้วผูกหอยเบี้ย หมากพลู ข้าวตอก ดอกไม้ เงิน ทองคำ กล้วย อ้อย อีกสายหนึ่ง รวมทั้งหมด 6 สาย เรียกว่า ลวดเงิน ลวดคำ แต่คนปัจจุบันจะนิยมใช้กระดาษเงิน กระดาษทอง ม้วนทำเป็นหลอดแล้วร้อยด้ายเป็นลวดเงิน ลวดคำแทน เพราะสะดวกและง่ายต่อการจัดเตรียมมากกว่า จากนั้นจะใช้ขี้ผึ้งฟั่นเทียน เรียกว่า สีเทียน ขนาดโตเท่าหัวแม่มือ ยาวเท่ากับความสูงของเจ้าชะตา ตัดกระดาษสาทำเป็นตุงให้มีลักษณะคล้ายคนยืนให้มีความสูงเท่าเจ้าชะตา จากนั้นตัดกระดาษเป็นธงสามเหลี่ยม กว้าง 5 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร จำนวนเท่าอายุของเจ้าชะตาแล้วปักกับก้านกล้วย นอกจากนั้นพวกผู้หญิงจะมีการแต่งดาเครื่องขันตั้งขันครูให้กับปู่อาจารย์ (ผู้ประกอบพิธี) ที่จะมาทำพิธีให้ ประกอบด้วย หมากไหม ผ้าขาว เทียนขี้ผึ้ง นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมเสื่อใหม่ หม้อ (หม้อดิน) ใหม่ ข้าวเปลือก ข้าวสาร เตรียมใส่กระบุงไว้

เมื่อถึงวันสืบชะตาปู่อาจารย์ก็จะประกอบพิธีกรรม หลังจากที่ผู้เฒ่าผู้แก่ตั้งเครื่องสืบชะตาที่เรียกว่า โขงชะตา นำเครื่องขันปู่อาจารย์ไปตั้งไว้หน้าโขงชะตา จากนั้นให้คนที่จะสืบชะตาเข้าไปนั่งในโขงชะตาแล้วประเคนเครื่องขันตั้งและ ขันน้ำมนต์แก่ปู่อาจารย์ ปู่อาจารย์ก็จะยกภาชนะที่ใส่กรวยดอกไม้ หมากพลูขึ้นเพื่อนึกถึงคุณครูอาจารย์ จากนั้นจุดเทียนน้ำมนต์แล้วกล่าวคำสืบชะตาเป็นภาษาบาลี เมื่อกล่าวเสร็จแล้วก็จะประพรมน้ำมนต์แก่ผู้สืบชะตา ถือเป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นพวกญาติๆ จะนำไม้ค้ำไปพิงที่ต้นโพธิ์ในวัด เอาไม้สะพานไปพาดตามลำเหมืองเพื่อให้คนข้ามสัญจรไปมา และนำกล้าไม้ที่ใช้ทำพิธีไปปลูกในวัดหรือที่สาธารณะเพื่อประโยชน์แก่คนอื่นๆ ต่อไป

ขั้นตอนพิธีกรรมและรายละเอียดต่างๆ ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัยและความสะดวกรวดเร็ว ผู้ทำพิธีส่วนใหญ่จะเป็นพระสงฆ์แทนปู่อาจารย์ อาจเป็นเพราะปัจจุบันหาคนชาวบ้านที่มีความชำนาญในพิธีกรรมไม่ค่อยมี ผู้คนจึงศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์จากพระสงฆ์มากกว่า อาจเป็นพระสงฆ์ 1 รูป 5 รูป 7 รูป หรือ 9 รูป แล้วแต่ความพร้อม ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ความเชื่อมั่นในอานิสงส์ของการสืบชะตาเพื่อต่ออายุและเป็นมงคลชีวิตยังคง อยู่และสืบทอดจนถึงปัจจุบัน

นอกจากการสืบชะตาคนแล้ว บ้านหรือหมู่บ้านก็จะมีการสืบชะตาด้วย เมื่อหมู่บ้านนั้นพบเจอเหตุการณ์ไม่เป็นมงคล เช่น คนประสบความเดือดร้อน เจ็บป่วยพร้อมๆ กัน หรือมีคนตายติดต่อกันเกินกว่า 3 คน เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้เรียกว่า ขึด (สิ่งไม่ดี) ตกบ้านตกเรือน จะประกอบพิธีสืบชะตาบ้าน ณ จุดใดจุดหนึ่งของหมู่บ้าน อาจเป็นหอผีหรือหอเสื้อบ้าน (ศาลที่สิงสถิตของผี/สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลหมู่บ้าน) แต่ถ้าหมู่บ้านใดไม่มีหอเสื้อบ้านก็จะใช้สถานที่เป็นใจกลางของหมู่บ้าน จัดตั้งเครื่องประกอบพิธี จากนั้นจะมีการโยงสายสิญจน์ไปยังบ้านทุกหลังในหมู่บ้าน

เครื่อง ประกอบพิธีคล้ายกับสืบชะตาคน แต่จะเพิ่มเครื่องสังเวยบูชาท้าวทั้งสี่ และจะมีตาแหลว (ไม้ไผ่สานเป็นเครื่องป้องกันสิ่งชั่วร้าย) โดยจะนิยมนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป หรือมากกว่ามาเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม เมื่อพระสงฆ์มาถึงบริเวณที่ประกอบพิธีแล้ว จะมีปู่อาจารย์นำไหว้พระรับศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาบ้าน ชาวบ้านจะจับด้ายสายสิญจน์หรืออยู่ในวงล้อมสายสิญจน์เพื่อฟังพระสวด จากนั้นจะมีการเทศน์หนึ่งกัณฑ์ จากนั้นพระสงฆ์จะประพรมน้ำมนต์ โปรยข้าวเปลือก ข้าวสาร ทั่วบริเวณ ชาวบ้านก็จะนำของที่มาร่วมพิธีไปโปรยที่บ้านตนเองเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งชั่ว ร้ายและเป็นสิริมงคลแก่บ้านของตนต่อไป

นอกจากพิธีกรรมสืบชะตาคนและ ชะตาบ้านแล้ว ผู้คนชาวล้านนายังมีการสืบชะตาเมือง เพื่อให้บ้านเมืองและประชาชนเกิดความสงบสุข เนื่องจากบางครั้งบ้านเมืองอาจมีเรื่องวุ่นวายเดือดร้อน อาจมาจากอิทธิพลของดาวเคราะห์มาเบียดเบียน ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน วุ่นวาย เกิดจลาจล เกิดศึกสงครามหรือเกิดโรคระบาดไปทั่วเมือง เป็นต้น ซึ่งขั้นตอนและรายละเอียดของพิธีกรรมอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องที่ แต่วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและสร้างสิ่งที่เป็นมงคลแก่ บ้านเมืองนั่นเอง

การสืบชะตาของผู้คนชาวล้านนาเป็นพิธีกรรมเพื่อสืบ ต่ออายุหรือชะตาชีวิตให้ยืนยาว เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าชะตา เพิ่มพลังใจแก่ผู้ประสบเคราะห์กรรม เป็นสื่อกลางในการชะล้างความเลวร้ายเพื่อให้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ในการทำสิ่ง ดีงาม เพราะตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ตราบนั้นยังมีโอกาสในการสั่งสมความดีงามเพื่อเป็นทุนรอนในการมีชีวิตที่มี ความสุขได้ต่อไป

สืบชะตา ให้โอกาสและทางออกแก่ผู้คนเมื่อเจอทางตันของชีวิต เหตุการณ์ร้ายสามารถกลายเป็นดีได้ เพียงแค่เรามองย้อนกลับไปและปรับตัวใหม่ ทำแต่สิ่งดีงามเพื่อทดแทนผลกรรมชั่วที่ทำมาในอดีต หยดน้ำใสแม้เพียงน้อยนิด แต่หากหยดลงทุกวันก็สามารถชะล้างความสกปรกได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเก่า ลักษณะพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา มีถนนล้อมรอบวัดทั้ง ๔ ด้าน ทิศเหนือติดถนนอินทวโรรส ทิศตะวันออกติดถนนสามล้าน ทิศใต้ติดถนนแสนเมืองมา ทิศตะวันตกติดถนนอินทวโรรส

ประวัติวัดพระสิงห์วรวิหาร

พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจุพระอัฐิ ของ พญาคำฟู พระราชบิดา
ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎิสงฆ์เรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า “วัดลี” ต่อมาบริเวณหน้าวัดมีตลาดเกิดขึ้นชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดลีเชียง” แล้วเรียกวัดว่า “วัดลีเชียง” และ “วัดลีเชียงพระ” ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๓๑ – ๑๙๕๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็ไม่ยอมเดินทางต่อ
พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือนิยมเรียก”พระพุทธสิหิงค์” สั้นๆ ว่า “พระสิงห์” จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า “วัดพระสิงห์”
เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเจ้ากาวิละได้ โปรดฯ ให้สร้างอุโบสถ และหอไตรขึ้น โดยมีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาขนาดใหญ่ ตรงกลางอาคารมีกู่ซึ่งแต่เดิมคงเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระประธาน พระพุทธสิหิงค์

ตำนานพระสิงห์

ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า หากพิจารณาถึงคำว่า พระสิงห์ นั้น หมายถึง วัดซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระสิงห์มาก่อน พระสิงห์ เป็นนามพระพุทธรูป อันบ่งบอกถึงคติพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างลังกาวงศ์ตรงกับ พระพุทธสิหิงค์ อันเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ทางภาคเหนือล้านนาไทย มิได้เรียกว่า พระพุทธสิหิงค์ นิยมเรียกว่า พระสิงห์ ท่านผู้รู้บางท่านพยายามคิดว่า พระสิงห์ หมายถึง สิงหนวัติ กษัตริย์โบราณผู้สร้างเมืองโยนกนครก็มี บางท่านอธิบายว่า หมายถึง พระศากยสิงห์ คือพระนามหนึ่งของ พระพุทธเจ้า กระนั้น เท่าที่พิจารณาโดยตลอดแล้ว เห็นว่า พระสิงห์ ก็ดี พระพุทธสิหิงค์ ก็ดี น่าจะพึงยุติกันได้ว่าเป็นนามของพระพุทธรูป อันบ่งบอกถึงคติพระพุทธศาสนาอย่างลังกาวงศ์ เพราะทุกที่ที่ปรากฏว่ามี พระสิงห์ หรือ พระพุทธสิหิงค์ นั้นแสดงให้เห็นว่า สถานที่เหล่านั้นได้มีพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างลังกาวงศ์แพร่หลายไปถึง ฉะนั้น ควรถือกันว่าพระพุทธรูปที่เรียกพระนามอย่างนี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาเถรวาท อย่างลังกาวงศ์ในประเทศไทยและก่อนศตวรรษที่ 20 ขึ้นไป จะไม่พบหลักฐานเช่นนี้เลย

พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะล้านนาไทย พุทธศตวรรษที่ 21 มีพุทธลักษณะสง่างาม อย่างยากที่จะหาพระพุทธรูปในสมัยเดียวกันมาทัดเทียมได้ หน้าตักกว้าง 37 เซนติเมตร สูงทั้งฐาน 66 เซนติเมตร ชนิดสำริดปิดทอง ประดิษฐานอยู่บนบุษบกภายในกุฏิเจ้าอาวาส ชาวเชียงรายและประเทศใกล้เคียงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ถือว่า พระสิงห์ เป็นพระพุทธปฏิที่ทรงความสำคัญ และทรงความศักดิ์สิทธิ์มีมหิทธานุภาพสามารถยังความสงบร่มเย็น และเป็นมิ่งขวัญของชาวประชามาทุกยุคทุกสมัย จนกล่าวกันว่า พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์ คือ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเชียงรายและประเทศใกล้เคียง

พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนานมีหลักฐาน ปรากฏในสิหิงคนิทานบันทึกไว้ว่า สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศักราช 700 ในประเทศลังกา และประดิษฐานอยู่ที่ลังกา 1150 ปี จากนั้นได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานยังราชอาณาจักรไทยตามลำดับ ดังนี้

พ.ศ. 1850 ประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย 70 ปี
พ.ศ. 1920 ประดิษฐานที่พิษณุโลก 5 ปี
พ.ศ. 1925 ประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา 5 ปี
พ.ศ. 1930 ประดิษฐานที่กำแพงเพชร 1 ปี
พ.ศ. 1931 ประดิษฐานที่เชียงราย 20 ปี
พ.ศ. 1950 ประดิษฐานที่เชียงใหม่ 255 ปี
พ.ศ. 2250 ประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา 105 ปี
พ.ศ. 2310 ประดิษฐานที่เชียงใหม่ 28 ปี
พ.ศ. 2338 ประดิษฐานที่กรุงเทพฯ – ปัจจุบัน

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุที่สำคัญของวัด
พระประธาน

พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธปฏิมาศิลปะล้านนาไทย พุทธศตวรรษที่ 21 ปางมารวิชัย ชนิดสำริดปิดทอง หน้าตักกว้าง 204 เซนติเมตร สูงทั้งฐาน 284 เซนติเมตร ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถมีพุทธลักษณะสง่างาม ประณีต ที่ฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนาไทยว่า “กุลลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา” อันหมายถึง ปริศนาธรรมระดับปรมัตถ์ในทางพระพุทธศาสนาที่ระบุว่า สภาวะธรรมทั้งปวงมี 3 ประเภท คือ

ธรรมทั้งหลายที่เป็น “กุศล” ก็มี
ธรรมทั้งหลายที่เป็น “อกุศล” ก็มี
ธรรมทั้งหลายที่อยู่นอกเหนือจาก “กุศลและอกุศล” ก็มี

พระอุโบสถ

พระอุโบสถสร้างขึ้นราวปีพ.ศ. 1251 – พ.ศ. 1252 ปีฉลู-ปีขาล เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ วันเสาร์ เวลา 12.00 น. (พ.ศ. 2432 ถึง พ.ศ. 2433) รูปทรงเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาไทยสมัยเชียงแสน โครงสร้างเดิมเป็นไม้เนื้อแข็ง และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้มีสภาพสมบูรณ์ และสวยงามยิ่งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2504 และครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2533 โดยพระราชสิทธินายก เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน

บานประตูหลวง

บานประตูหลวง ทำด้วยไม้แกะสลักจิตกรรมอย่างประณีตวิจิตรบรรจง เป็นปริศนาธรรมระดับปรมัตถ์ ออกแบบโดยศิลปินเอกผู้มีผลงานเป็นที่กล่าวขานในระดับโลก นามว่า อ.ถวัลย์ ดัชนี เป็นเรื่องราวของ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันหมายถึง ธาตุทั้ง 4 ที่มีอยู่ในร่างกาย คนเราทุกคน

ดิน คือ เนื้อ หนัง กระดูก
น้ำ คือ ของเหลวต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย เช่น น้ำ โลหิต ปัสสาวะ
ลม คือ อากาศที่เราหายใจเข้าออก ลมปราณที่ก่อเกื้อให้ชีวิตเป็นไป
ไฟ คือ ความร้อนที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารเกิด พลังงาน

แนวคิดของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ถ่ายทอดธาตุทั้ง 4 ออกเป็นสัญลักษณ์รูปสัตว์ 4 ชนิด เพื่อการสื่อความหมายโดยให้

ช้าง เป็นสัญลักษณ์ของ ดิน
นาค เป็นสัญลักษณ์ของ น้ำ
ครุฑ เป็นสัญลักษณ์ของ ลม
สิงห์โต เป็นสัญลักษณ์ของ ไฟ

ผสมผสานกันโดยมีลวดลายไทยเป็นส่วนประกอบ ทำให้มีลีลาเฉพาะแบบของ อ.ถวัลย์ ดัชนี งานแกะสลักบานประตูวิหารนี้ พระราชสิทธินายก เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ได้มอบความไว้วางใจให้ สล่าอำนวย บัวงาม หรือ สล่านวย และลูกมืออีกหลายท่านเป็นผู้แกะสลัก ใช้เวลาในการแกะสลักเกือบหนึ่งปี ได้บานประตูมีขนาด กว้าง 2.40 เมตร ยาว 3.50 เมตร และหนา 0.2 เมตร ด้วยลวดลายและลีลาการออกแบบ และฝีมือการแกะสลักเสลาอย่างประณีตบรรจง นับว่า บานประตูนี้ได้ช่วยส่งเสริมความงดงาม ของพระวิหารได้โดดเด่นมากขึ้น

พระเจดีย์

พระเจดีย์ เป็นพุทธศิลป์แบบล้านนาไทย สร้างในสมัยเดียวกันกับพระอุโบสถ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง คือ พ.ศ. 2492 ครั้งหนึ่ง โดยท่านพระครูสิกขาลังการ เจ้าอาวาสในขณะนั้น และอีกหลายครั้งในสมัยต่อมา โดยท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน

พระพุทธบาทจำลอง

พระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลาทราย มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 150 เซนติเมตร มีจารึกอักษรขอมโบราณ ว่า “กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา”

หอระฆัง

เป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัยแบบล้านนาไทยประยุกต์ มีระฆังเป็นแบบใบระกาหล่อด้วยทองเหลืองทั้งแท่ง ซึ่งหาดูได้ยากมากในปัจจุบัน ขนาดความสูง 25 นิ้ว ยาว 39 นิ้ว หนา 1 นิ้ว ขุดพบบริเวณวัดพระสิงห์ เมื่อ พ.ศ. 2438 ปัจจุบันชั้นล่างใช้เป็นหอกลอง

ต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยา

พลโทอัมพร จิตกานนท์ นำมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยความอนุเคราะห์จากท่านเอกอัครราชทูตอินเดียและอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 และปลูกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2506 ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้มงคลเนื่องในพระพุทธศาสนา ในฐานที่เป็นต้นไม้ซึ่ง พระโพธิสัตว์ลาดบัลลังก์ประทับในคืนก่อนตรัสรู้ เดิมเรียกกันว่าต้น “อัสสัตถพฤกษ์” ที่ได้ชื่อว่า “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ก็เพราะเป็นต้นไม้ อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ “โพธิธรรม” ของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ซึ่งต่อมาก็คือ สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ต้นสาละลังกา

ต้นสาละลังกาเป็นไม้มงคลเนื่องในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ คือ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับสำเร็จสีหไสยาสน์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมกิตติโสภณ นำมาจากประเทศศรีลังกา และนำมาปลูกไว้ที่วัดพระสิงห์เมื่อ พ.ศ. 2512

วัดพระสิงห์ มีเจ้าอาวาสที่บริหารวัดสืบต่อกันมานับแต่ปีที่สร้างวัด จนปัจจุบันจำนวน 9 รูป คือ

ครูบาปวรปัญญา พ.ศ. 1943 – พ.ศ. 1962
ครูบาอินทจักรรังษี พ.ศ. 1962 – พ.ศ. 1985
พระอธิการอินตา พ.ศ. 1985
พระมหายศ
พระธรรมปัญญา พ.ศ. 2413 – พ.ศ. 2440
พระครูเมธังกรญาณ (ป๊อก) พ.ศ. 2440 – พ.ศ. 2473
พระครูเมธังกรญาณ (ดวงต๋า) พ.ศ. 2473 – พ.ศ. 2488
พระครูสิกขาลังการ พ.ศ. 2489 – พ.ศ. 2522
พระเทพสิทธินายก (ชื่น ปญฺญาธโร) (ชื่น ปญฺญาธโร -แก้วประภา – ป.ธ.6) เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2523 – ปัจจุบัน

พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์

พระบรมราชานุสรณ์สามกษัตริย์ ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เดิมพระบรมรูป “สามกษัตริย์” หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาดเท่าครึ่ง จากพระบาทถึงพระเศียรไม่รวมยอดมงกุฏ มีความสูง 270 เมตร ออกแบบและทำการ ปั้นหล่อโดยคุณไข่มุกด์ ชูโต ใช้เวลา 10 เดือน ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ สามกษัตริย์ จากกรุงเทพมหานครขึ้นประดิษฐานบนแท่นพระบรม ราชานุสาวรีย์ ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2526 เวลา 11.49 น. พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ คือ พญามังราย พญาร่วง และพญางำเมือง ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่พระมหากษัตริย์สาม พระองค์มาทรงร่วมกันวางแผนการสร้างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งปรากฏคำจารึกฐาน พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ กล่าวคือพญามังรายประสูติ เมื่อปีกุน พ.ศ. 1782 พระองค์ทรงครองเมืองเงินยางเชียงแสนแทนพญาลาวเม็ง พระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. 1802 ทรงพระปรีชาสามารถกล้าหาญเป็นเยี่ยมสามารถ รวบรวมแคว้นและเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทย และได้ทรงตรากฏหมาย “มังรายศาสตร์” ขึ้นเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์มังราย เมื่อปี พ.ศ. 1839 โดยมีพระราชวงศ์สืบ ต่อกันมาอีก 17 พระองค์ พญามังรายสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 1860 สิริพระชนมายุได้ 79 ชันษา

พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช) พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัยพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงพระบรมเดชานุภาพมากเมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา ได้กระทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชนเจ้า เมืองฉอด ปรากฏพระเกียรติยศไพศาลเป็นที่คร้ามเกรงแก่บรรดาหัวเมืองต่างๆ สมัยนั้น พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองและอาณา ประชาราษฎร์ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทุกถ้วนหน้า และได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อปี พ.ศ. 1826 ซึ่งใช้สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ทรงครองราชย์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1822 และสิ้นพระชนม์เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1842

พญางำเมือง ประสูติเมื่อปีจอ พ.ศ. 1781 ทรงปกครองเมืองพะเยาสืบต่อจากพญามิ่งเมืองพระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. 1801 เมื่อทรงพระเยาว์ได้ศึกษาศิลปวิทยาร่วมสำนักอาจารย์เดียวกับพญามังราย จึงเป็นพระสหายสนิทแต่นั้นมา

พระองค์ทรงอานุภาพเสมอ เท่าเทียมกันในการปกครองบ้านเมืองนั้น ได้ทรงใช้วิเทโศบายผูกมิตรไมตรีกับอาณาจักรใกล้เคียง บ้านเมืองจึงร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

พระราชาธิราชทั้งสามพระองค์ ได้ทรงกระทำสัตย์ปฏิญาณผูกมิตรทรงดื่มน้ำสัตยาผสมโลหิตจากนิ้วพระหัตถ์ เพื่อเป็นมิตร น้ำร่วมสาบานไม่เป็นศัตรูต่อกัน ณ ฝั่งแม่น้ำอิง เขตเมืองพะเยา

เมื่อพญามังรายได้ทรงสร้างเมืองเชียงรายแล้ว ต่อมาได้ทรงสร้างเมืองฝางและตีได้เมืองหริภุญไชยจากพญายีบาได้สร้าง เวียงกุมกาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสารภี ภายหลังทรงพบชัยภูมิเมืองอันเป็นศุภนิมิตรมงคล 7 ประการ เป็นที่ราบริมน้ำปิงกับ ดอยสุเทพ พญามังรายจึงได้เชิญพระสหาย คือ พญาร่วงและพญางำเมืองมาร่วมปรึกษาหารือ ตั้งพิธีกัลปบาตฝังนิมิตหลักเมือง ในวัน พฤหัสบดี เพ็ญเดือน 6 พ.ศ. 1839 จันทร์เสวยฤกษ์ 16 ยามแตรจักใกล้รุ่งไว้ลัคนาเมืองในราศรีมินอาโปธาตุ สร้างเสร็จในปีเดียวกันขนานเมือง ใหม่นี้ว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เมืองเชียงใหม่”

แฮกนา พันธสัญญาทางใจสู่ความสำเร็จ

วิธีคิดและความเชื่อของคนในสังคมถูกสั่งสมถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง พิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นถูกเชื่อมโยงสู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ ผู้คนชาวชนบทล้านนามีความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณที่มีในทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเป็นผู้กำหนดและบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ จะเป็นผู้ให้รางวัลเป็นสิ่งที่ตนปรารถนาเมื่อทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์พอใจ และถูกลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อนเมื่อฝ่าฝืนกฎที่เคยปฏิบัติกันมา

การเกษตรอยู่คู่กับวิถีชีวิตผู้คนล้านนามาช้านาน โดยเฉพาะผู้คนในชนบทต่างให้ความสำคัญกับวิถีการเกษตร เพราะนำมาซึ่งอาหารในการดำรงชีพโดยเฉพาะ ข้าว

เมื่อฤดูฝนมาเยือน ชาวนาจะเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเพาะปลูกข้าว อาหารหลักที่ทุกครอบครัวให้ความสำคัญ จะต้องมีข้าวเตรียมใส่ยุ้งฉางไว้ให้กินได้ตลอดทั้งปี เพราะถ้ามีข้าวเต็มยุ้งแล้วก็รับประกันได้ว่าจะไม่มีอด นอกจากนี้ ปริมาณข้าวที่มีเก็บไว้ยังแสดงถึงสถานภาพทางสังคมของผู้เป็นเจ้าของ ใครมีข้าวมากชาวบ้านก็จะนับถือ เพราะถึงคราวเดือดร้อนมาอาจได้พึ่งพิง ส่วนอาหารอย่างอื่นไม่ต้องกังวล เพราะมีให้เลือกเก็บกินมากมายเกือบทุกฤดูกาล หาได้จากท้องไร่ท้องนาและตามป่าเขา การทำนาจึงเป็นกิจกรรมหลักที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ต้องกระทำด้วยความเคารพ เพราะชาวบ้านเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเจ้าของและมีผู้คุ้มครองดูแล ดังนั้น ในทุกขั้นตอนในการทำนาจึงต้องมีการบอกกล่าวแก่ผู้ดูแลเพื่อให้ปกป้องคุ้ม ครองและให้มีผลผลิตดี ปราศจากศัตรูมารบกวน จึงมีพิธีกรรมการบอกกล่าวที่เรียกว่า แฮกนา

แฮก หมายถึง เริ่มแรก หรือเบื้องต้น

แฮกนา จึงเป็นขั้นตอนการทำนาที่เริ่มทำ โดยใช้ความเชื่อและพิธีกรรมเข้ามาสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เป็นเจ้าของนา โดยมีความเชื่อว่าถ้าเริ่มต้นทำสิ่งที่เป็นสิริมงคล ถูกต้องตามประเพณีจะทำให้กิจที่ดำเนินต่อไปประสบความสำเร็จ สมดังความปรารถนา การแฮกนาจึงมีในทุกขั้นตอนของการทำนานับแต่การหว่านกล้าจนเก็บข้าวใส่ยุ้ง ฉางจนถึงเอาข้าวไปกิน

ในเดือน 9-10 เหนือ ราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นช่วงเวลาที่ชาวนาเตรียมพันธุ์ข้าว สำหรับหว่านกล้าชาวนาเรียกพันธุ์ข้าวนี้ว่า ข้าวเจื้อ มีการเตรียมดินโดยใช้วัวควายไถและคราดเฝือจนดินร่วนละเอียด แล้วยกร่องทำเป็นแปลง ชาวบ้านเรียกการยกร่องทำแปลงหว่านกล้านี้ว่า แป๋งเติ๊ก เพื่อเตรียมสำหรับเอาพันธุ์ข้าวมาหว่าน เวลาเดินหว่านกล้าจะเดินในร่องโดยไม่เหยียบแปลงกล้า

การแฮกหว่าน หรือการหว่านกล้านั้น จะใช้พื้นที่มุมใดมุมหนึ่งของนาในการทำพิธีโดยเฉพาะ ไฮ่ปากต้าง หรือนาแปลงแรกที่รับน้ำจากลำเหมืองเข้านา

ขั้นตอนการหว่านกล้า เริ่มจากนำเอาข้าวเปลือกที่ใช้ทำพันธุ์ลงไปแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นเอาขึ้นมาใส่กระสอบหรือห่อด้วยผ้าทิ้งไว้ 2 วัน เมล็ดข้าวจะเริ่มงอกมีรากสีขาวออกมา เมื่อเตรียมแปลงสำหรับหว่านเรียบร้อยแล้ว จะนำเมล็ดข้าวที่เตรียมไว้ไปหว่านให้ทั่วแปลง ไม่หนาหรือบางเกินไป จากนั้นอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ข้าวกล้าจะงอกเต็มแปลง ใบข้าวสีเขียวอ่อนเหมือนปูพรม ช่วงนี้จะต้องดูแลเอาใจใส่ ใส่ปุ๋ย ใส่น้ำ จนอายุต้นกล้าครบ 1 เดือน ก็จะถอนเพื่อนำไปดำในนาต่อไป ชาวบ้านบอกว่าถ้าต้นกล้าอายุน้อยกว่า 1 เดือน จะทำให้ต้นข้าวที่ปลูกตายพราย หรือไม่ให้หน่อ แต่หากนำกล้าที่แก่เกินกว่า 1 เดือน ไปปลูก จะทำให้ข้าวไม่งอกงาม ไม่ให้หน่อเท่าที่ควร ดังนั้น ชาวนาจะต้องจำวันที่หว่านไว้ให้ดี แปลงนาที่ใช้หว่านข้าวเพื่อเตรียมไว้ปลูกหรือดำนี้ เรียกว่า ต๋ากล้า

ผู้ใหญ่จะทำผาม หรือเพิง ไว้ให้เด็กเล่นใกล้กับต๋ากล้า เด็กก็จะเล่นสนุกกับธรรมชาติ ต๋ากล้าในช่วงที่ชาวบ้านถอนกล้าไปปลูก เด็กๆ จะชอบไปวนเวียนดูผู้ใหญ่ถอนต้นกล้า เพราะจะได้ดักจับอาหารโปรดเป็นตั๊กแตนมันตัวเล็กสีเขียว ตรงหัวแหลมเชิดเหมือนหมวกทหาร เด็กๆ จะเอาไปเผาไฟกินเป็นของว่างหรือเป็นกับข้าวกินกับข้าวเหนียวได้ มีรสชาติมันอร่อย ถูกใจเวลาจับตั๊กแตนมันต้องใช้การสังเกต เพราะสีของมันจะกลมกลืนกับใบข้าวมาก นอกจากนี้ ยังมี แมงจอน เป็นแมลงชนิดหนึ่งคล้ายจิ้งหรีดแต่ตัวเล็กกว่า สีน้ำตาล มีปีกบินได้ ขาคู่หน้าแข็งแรงมาก ลักษณะเหมือนรถตักใช้สำหรับขุดดิน แมงจอนจะขุดดินเป็นอุโมงค์คล้ายทางด่วนรถไฟใต้ดิน เด็กๆ จะจับมาปล่อยเล่นที่ต๋ากล้า เมื่อเล่นจนเบื่อแมงจอนก็จะกลายเป็นอาหาร โดยนำมาคั่วใส่เกลือกิน ต๋ากล้าถือเป็นลานสวนสนุกของเด็กๆ ใช้เป็นลานวิ่งเล่น ไล่จับและปั้นดินเหนียว เป็นต้น ยิ่งถ้าวันไหนบดฝน หรืออากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน อากาศไม่ร้อน เด็กๆ จะหาปูหาอาหารจากนาดอง (นาที่ไถดองไว้เพื่อรอการดำนา) นาดองจะเป็นแหล่งอาศัยของปู ปลา เมื่อได้มาก็จะนำมาจี่ไฟหรือเผาไฟกินบริเวณต๋ากล้านั่นเอง

ภาพ กิจกรรมที่ผู้ใหญ่ทำงาน เด็กเรียนรู้สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำจากของจริง สนุกสนานจากการกินและการเล่น กลายเป็นความสุขที่ทำให้เด็กชอบที่จะสืบทอดความรู้ของผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว เป็นการสั่งสอนองค์ความรู้ที่ไม่กดดันทั้งผู้รับและผู้ให้ จึงทำให้วิถีเกษตรดำรงอยู่ได้จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแตกต่างจากวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันที่เด็กกับผู้ใหญ่มีช่องว่างมากเกิน กว่าที่จะทำให้เด็กรักและเรียนรู้ในสิ่งที่พ่อแม่ทำ และไม่ชื่นชมวิถีเกษตรของพ่อแม่ จนสุดท้ายเมื่อก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถหวนคืนสู่วิถีเดิมของตนเอง กลายเป็นชีวิตที่เคร่งเครียดและกดดันดั่งเช่นคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน

ในการถอนกล้าชาวบ้านจะนั่งถอน ถอนให้ได้เป็นกำพอเหมาะ สะบัดดินที่ติดรากออกให้หมด ใช้ตอกมัดเป็นกำ จากนั้นนำต้นกล้าที่มัดเป็นกำมาตัดปลายต้นกล้าออก แล้วกองรวมกันหาใบไม้มาปิดไว้เพื่อไม่ให้ต้นกล้าเหี่ยวก่อนนำไปดำในนา

หลังจากหลกกล้าหรือถอนกล้าเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะมีการเลี้ยงผีข้าวแฮก เลี้ยงเหล้าไหไก่คู่ คือ มีไก่ต้ม 2 ตัว เหล้า 1 ไห มีข้าวต้มข้าวขนม และผลไม้มาเลี้ยงผีนา และจากนั้นนำเอาของเซ่นไหว้ดังกล่าวมากินกันอย่างมีความสุข นับเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของชาวล้านนาที่เตรียมความพร้อมเพื่อทำงานหนักใน การดำนาต่อไป เด็กๆ จะรอคอยเหมือนวันตรุษจีนของชาวจีนที่มีอาหารเซ่นไหว้ ที่เด็กชอบ

หลังจากได้ต้นกล้าเรียบร้อยแล้วก็จะลงมือปลูก ในขั้นตอนนี้ก็จะมีการแฮกไถ และแฮกปลูกอีกครั้ง

การแฮกไถ ก็คือ การลงถือไถครั้งแรกของชาวบ้าน ชาวนาจะคำนึงถึงพญานาคให้น้ำในวันปีใหม่สงกรานต์ว่า ปีนี้นาคที่ให้หันหน้าไปทางทิศไหน การเริ่มไถแฮกนาจะไถตั้งหัวนาคไปหาหางนาค จะเว้นจากการไถเสาะเกล็ดนาค คือ ทวนเกล็ดพญานาคและไถค้างท้องนาค หมายถึง การไถที่ตระกายท้องนาค ซึ่งการไถ 2 ลักษณะนี้ไม่เป็นมงคล ชาวบ้านเรียก ขึด การไถนั้นจะเริ่มต้นด้วยการ ผ่าฮิ้ว คือไถแบ่งตอน แล้วจะไถปั๊ดซ้าย หมายถึง การไถด้านซ้ายให้ก้อนขี้ไถผลักมาทางขวา แล้วต่อไปให้ปั๊ดขวา คือ การไถด้านขวา ผลักขี้ไถมาด้านซ้ายและไถเรื่อยไปจนกว่าจะหมดเนื้อที่ในนานั้น ความเชื่อเรื่องการไถย้อนเกล็ดพญานาคที่เรียก ไถเสาะเกล็ดนาค เป็นการฝืนหรือต้านอำนาจของพญานาคผู้ดูแลดินและน้ำ หากกระทำฝืนอำนาจเชื่อว่าจะทำให้มีอันเป็นไป เช่น ไถหัก วัว ควายที่ใช้ไถตื่นกลัว คนไถได้รับอันตราย ตลอดจนข้าวกล้าเสียหายไม่สมบูรณ์ เป็นต้น ชาวบ้านเชื่อกันว่าพญานาคเป็นผู้บันดาลให้เกิดธรรมชาติ อาทิ แม่น้ำ หนอง คลอง บึง เกิดความมั่งคั่งและมั่นคง ในขณะเดียวกันก็อาจบันดาลให้เกิดภัยพิบัติถึงขั้นบ้านเมืองล่มจมได้ นาคจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีอำนาจน่าเกรงขาม

หลังจากถอนกล้าแล้ว ก็จะมีการแฮกปลูก เริ่มต้นที่การหาวันดี สำหรับการปลูกโดยทั่วไปถือเอาวันอังคาร วันพฤหัสบดี วันศุกร์ ซึ่งถือว่าเป็นวันปากพืช หมายถึงวันที่ปลูกพืชแล้วจะทำให้ได้ผลผลิตดี และต้องไม่ตรงกับวันปากสัตว์ หรือวันถูกปากนก ปากตั๊กแตน และวันผีตามอย คือวันที่ไปสมพงศ์กับปากนกและปากตั๊กแตน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศัตรูพืช ตำราบอกว่า วันถูกปากนก ปากตั๊กแตนคือ วันขึ้น 5 6 7 9 12 ค่ำ และแรม 2 6 11 14 ค่ำ ของทุกเดือน ส่วนวันผีตามอย คือวันขึ้น 1 2 6 7 9 10 11 12 13 14 ค่ำ และแรม 1 2 5 7 8 9 15 ค่ำ

การแฮกปลูก ชาวบ้านจะหาวันหรือฤกษ์ยามที่ดีในการแฮก มีความเชื่อว่าวันเสาร์ห้ามปลูกนาหว่านกล้า เพราะเป็นวันไม่ดี เรียกว่า วันเสีย จะมีสัตว์ต่างๆ มาทำลายข้าวในนา จากนั้นเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เริ่มแต่วัวหรือควาย เครื่องไถนาครบชุด รวมทั้งคราด จอบ เสียม มีด และขวาน จัดเตรียมสะตวงใส่สังเวย และแท่นวางเพื่อบูชาแก่ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 และแม่โพสพ รวมทั้งพระอินทร์ และแม่ธรณีเจ้าที่ ในสะตวงประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน ข้าวตอก กล้วย ข้าวสุก หมาก พลู อาหาร หมากเมี่ยง บุหรี่ มีตาแหลว มีไม้ว้องหรือโซ่ตอกไม้ไผ่พาดเหมือนผ้าคล้องไหล่ ส่วนปลายของไม้ว้องนี้จะทอดลงมาข้างละประมาณ 2 วา และมีปลาทำด้วยไม้ห้อยไว้ข้างละหนึ่งตัว มีสวยข้าวตอกดอกไม้อันหนึ่งมัดติดกับไม้ไผ่นี้แล้วให้ปักไว้ติดกับรั้ว ราชวัติตรงกึ่งกลางด้านตะวันออก มีเอื้อหมายนาหรือดอกพุดนามัดกับกิ่งพุทรา โดยมีปู่อาจารย์หรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือ เรียกกันว่าพ่อนา เป็นผู้ทำพิธี

เมื่อประกอบพิธีเซ่นสังเวยแล้ว พ่อนาจะปลูกข้าวเอาฤกษ์ก่อน โดยจะเลือกเอามุมนาที่เคยหว่านข้าวแฮก นำมาปลูกเอาฤกษ์ก่อน จำนวน 9 กอ หรือเรียกว่าข้าวเก้าต้นพี่น้องขณะลงมือปลูกจะกล่าวถ้อยคำกำกับไปด้วย เรียกว่า คำโฉลก ตัวอย่างการกล่าวคำโฉลก เช่น ปลูกต้นที่ 1 ปลูกหื้องัวแม่ลาย ปลูกต้นที่ 2 ปลูกหื้อควายแม่ว้อง ปลูกต้นที่ 3 ปลูกข้าวต้นนี้เปิ้นเสียกูได้ ปลูกต้นที่ 4 ปลูกข้าวต้นนี้เปิ้นฮ้ายกูดี ปลูกต้นที่ 5 ปลูกข้าวต้นนี้หื้อเป๋นเศรษฐี ปลูกต้นที่ 6 ปลูกข้าวต้นนี้หื้อเป๋นดีเหลือเปิ้นเน้อ เป็นต้น หากต้นกล้าที่เตรียมมามีเหลือ จะปลูกทีละกอ โดยใช้คำโฉลกว่า สุข-ทุกข์ และพยายามให้เหลือต้นสุดท้ายว่า “สุข” เพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อปลูกเสร็จให้เอาต๋าแหลวมา ก่อนปักจะมีคาถาเสกต๋าแหลวด้วย ชาวบ้านเชื่อว่า ผู้ประกอบพิธีจะตัดผมไม่ได้ภายในสามวันเจ็ดวัน เพราะจะทำให้ข้าวกล้าอ่อนแอไม่งอกงาม

นอกจากนี้การนำข้าวออกมาตำมาสีเพื่อบริโภค เรียกว่า แฮกกิน ก็จะมีการกำหนดวันดีวันเสียไว้เช่นกัน

ในเรื่องการหาวันดี วันเสีย ดังกล่าว หลายท้องที่อาจไม่ตรงกัน เช่น บางพื้นที่ห้ามมิให้เอาข้าวออกยุ้งในวันอาทิตย์ บางที่เป็นวันศุกร์ หรือบางที่ห้ามวันพระ วันสารท วันเข้าพรรษา วันขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ เพราะถือว่าพระแม่โพสพต้องการสงบอารมณ์หรือสมาทานศีล ทำสมาธิไม่อยากเคลื่อนไหว ถ้าเอาข้าวออกกินจะเกิดภัยพิบัติได้

การตักข้าวเปลือก ชาวล้านนาบางแห่งไม่มีพิธีรีตองแต่อย่างใด แต่บางแห่งจะต้องมีข้าวตอกดอกไม้บอกกล่าวทุกครั้ง จากเรื่องราวของการแฮกเอาข้าวออกกิน ชาวนาให้ความสำคัญในความเชื่อเรื่องการนำข้าวออกยุ้ง โดยอ้างเอาเภทภัย ความสิ้นเปลือง ผีแย่งกิน ตลอดจนการรบกวนแม่โพสพ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นการสอนของบรรพบุรุษให้คนรุ่นใหม่รู้จักวางแผนการกินและ วางแผนชีวิตก็เป็นได้

การแฮก เปรียบเสมือนพันธสัญญาทางใจของชาวนา ทำให้มีความเชื่อมั่นในความสำเร็จของสิ่งที่ทำ ตอกย้ำกำลังใจนำไปสู่การกระทำที่มุ่งมั่นโดยมีพยานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ ตนนับถือ

ความสำเร็จทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากจุดเริ่มต้นที่ดีนั่นเอง

หมาก ไม้มงคลคู่ชีวิตคนล้านนา

ความสำเร็จในชีวิตคนเรามีเหตุปัจจัยหนุนนำมาจากความศรัทธาในสิ่งที่ตนนับถือ เป็นบ่อเกิดของความหวังและพลังใจ กลายเป็นความเชื่อและมุ่งมั่นไปสู่สิ่งที่ตนปรารถนา

ชีวิตผู้คนชาวล้านนามีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งลี้ลับที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ผี” ผีมีทั้งดีและร้าย มีทั้งผีเจ้าผู้สูงส่งจนกระทั่งผียาจกที่ไม่มีจะกิน ผีซึมซับอยู่ในทุกเรื่องราวของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นส่วนบุคคลและสังคมส่วนรวม ผีมีความสำคัญที่ช่วยดลบันดาลให้ประสบสิ่งที่ตนต้องการหรือผีอาจลงโทษให้ได้ รับความเดือดร้อนเมื่อคนทำผิดกฎกติกาที่ตั้งไว้

ดังนั้น ก่อนเริ่มต้นกระทำสิ่งใด ผู้คนชาวล้านนาจึงต้องมีการบอกกล่าวแก่ผู้ที่ตนศรัทธานับถือตั้งแต่การเริ่ม สร้างครอบครัว การให้กำเนิดชีวิตใหม่ การกระทำภารกิจในการดำเนินชีวิต จวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิตมาเยือน สิ่งลี้ลับที่ผู้คนนับถือจะต้องรับรู้ด้วยเช่นกัน

หมาก เป็นผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการรับรู้เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เช่นเดียวกับใบพลู ต้นอ้อย ต้นกล้วย และส้มป่อย พืชที่ใช้ในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้กลายเป็นดีของผู้คนชาวล้านนา

หมาก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตระกูลปาล์มที่คุ้นเคยกับผู้คนมาช้านาน หมากเป็นไม้ยืนต้น มีลำต้นเดี่ยวไม่แตกกอ ซึ่งจะสูง 10-18 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-6 นิ้ว ระยะแรกจะมีการเจริญเติบโตด้านกว้างและด้านสูง หลังจากหยุดเจริญเติบโตจะเจริญเติบโตด้านความสูง รูปทรงกระบอกตรง หมากมีตายอดส่วนปลายสุดของลำต้น ถ้ายอดตายหมากจะตาย ยอดจะเป็นที่เกิดของใบหลังจากใบร่วงหล่นจะทิ้งรอยติดของใบ เรียกว่า ข้อ ข้อของหมากสามารถคำนวณหาอายุหมากได้ 1 ปี หมากจะมีใบหรือข้อเพิ่มขึ้น 5 ใบ หรือ 5 ข้อ ต้นหมากมีเนื้อเป็นเสี้ยนยาวๆ จับตัวกันแน่นบริเวณเปลือกนอกลึกเข้าไปประมาณ 2 เซนติเมตร ส่วนกลางลำต้นเป็นเสี้ยนไม่อัดแน่นเหมือนด้านนอกและมีเนื้อไม้อ่อนนุ่มคล้าย ฟองน้ำ ทำให้ต้นหมากเหนียวและสามารถโยกเอนได้มาก ใบหมากมีลักษณะใบประกอบแบบขนนกสีเขียวตลอดทั้งปี ผลสุกมีสีส้มแดง ช่อดอกหมากจะเป็นช่อยาวลงมาสวยงามเหมือนตุ้มหูของผู้หญิง

ผลของหมาก ใช้เป็นยากำจัดหนอน ในเวลาที่วัว ควาย เป็นแผลและมีหนอน ก็ใช้เมล็ดหมากปิดที่ปากแผล หนอนก็จะตายหมด ใช้เป็นยาสมานแผล เวลาเกิดแผลมีดบาดมือ ก็จะใช้เนื้อหมากมาปิดแผล ทำให้เลือดหยุดไหลและแผลจะหายเร็ว ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในสัตว์ ใช้เป็นของขบเคี้ยวเพื่อรักษาเหงือกและฟันให้คงทน รักษารากฟัน ช่วยรักษาแผลพุพอง กลาก เกลื้อน ใช้ลดผดผื่นคัน แก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง ขับลม เจริญอาหาร ใช้รักษาเป็นลมหน้ามืด ถ้าไอจะอมตับหมาก ความฝาดของหมากทำให้อาการไอลดลง ในทางอุตสาหกรรมหมากใช้ทำสีย้อมแห อวน ทำให้นิ่มอ่อนตัว ยืดอายุการใช้งานได้นาน

วิถีชีวิตผู้คนชาวล้านนา ผูกพันและคุ้นเคยกับหมากเป็นอย่างดี นับแต่เกิดจนตาย เริ่มต้นการมีชีวิตคู่ก็มีขันหมากจากเจ้าบ่าวเพื่อไปขอสาว แต่ถ้าไม่มีพิธีแต่งงานก็เพียงแค่บอกผีปู่ย่าของแต่ละฝ่ายรับรู้ และหนึ่งในเครื่องประกอบพิธีกรรมนั้นคือ หมาก เมื่อมีลูกน้อยเกิดออกมาก็ใช้หมากคำพลูใบ (ชาวบ้านจะใช้หมากปริมาณที่ใช้สำหรับเคี้ยว 1 คำ อาจเป็นหมากดิบหรือหมากแห้งก็ได้ วางบนใบพลูที่ใช้เคี้ยวกับหมาก) บอกกล่าวผีปู่ย่าที่นับถือให้ปกปักรักษาลูกน้อยให้อยู่เย็นเป็นสุข

ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปทำมาค้าขายต่างถิ่นก็จะบอกกล่าวผีปู่ย่า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือเพื่อให้ทำมาค้าขายคล่อง หรือจะทำเรือกสวนไร่นาก็บอกกล่าวแก่เจ้าที่และแม่ธรณีเพื่อตั้งสัจจะว่าจะ ฟันไร่ไถนาให้บรรลุผลในการเพาะปลูก เป็นการตั้งจิตอธิษฐานจึงเกิดความมุ่งมั่นพยายามทำให้ได้เพราะได้บอกกล่าว กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้แล้ว โดยมีสื่อกลางคือหมากคำพลูใบนั่นเอง วิธีการนี้ชาวบ้านเรียกว่า การปกป่าว

ผู้คนเมื่อได้ปกป่าวแก่สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้ เช่น ก่อนออกไปล่าสัตว์ได้ปกป่าวเจ้าที่ว่าวันนี้ขอสัตว์ใหญ่สัก 2 ตัว ก็จะล่าเพียง 2 ตัว เท่านั้น ถึงแม้มีโอกาสพบสัตว์ใหญ่ตัวที่ 3 ก็ตาม หากผู้ใดไม่รักษาสัจจะตามที่ได้ปกป่าวไว้จะมีเหตุให้ได้รับความเดือดร้อน เช่น ไม่สบาย หรือเป็นไข้ที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้ก็จะไปขอขมาแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ทำผิดสัจจะ เชื่อว่าความเดือดร้อนก็จะคลายไปได้

ช่วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง (สงกรานต์) ชาวล้านนาจะมีการรดน้ำดำหัวและนำสิ่งของไปมอบให้แก่ผู้ที่ตนนับถือ ได้แก่ หมาก เมี่ยง บุหรี่ พริก หอม กระเทียม หรือผลไม้ ขิง ข่า เป็นต้น เพื่อขอขมาลาโทษและขอพรปีใหม่ให้ตนเองและผู้ที่รักมีความสุขตลอดปีใหม่ที่ กำลังจะมาเยือน

นอกจากหมากจะเป็นส่วนประกอบสำคัญ ในฐานะเป็นสื่อกลางติดต่อระหว่างคนและสิ่งลี้ลับที่ตนนับถือแล้ว ความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของคนล้านนายังมีหมากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยใช้เป็นเครื่องสักการบูชา อันประกอบไปด้วยสิ่งของห้าอย่าง ได้แก่

สุ่มดอก ต้นดอก หรือหลักบายศรี เป็นเครื่องสักการบูชาประเภทหนึ่งที่ใช้ใบไม้ ดอกไม้ ตกแต่งคล้ายกับบายศรี ทำรูปลักษณะเหมือนกรวย หรือเป็นพุ่ม

หมากสุ่ม คือ การนำผลหมากที่ผ่าซีกแล้วเสียบร้อยด้วยปอหรือด้ายผูกไว้เป็นพวง ตากแห้งเก็บไว้กิน ซึ่งคนทางภาคเหนือเรียก “หมากไหม” มาปักคลุมโครงไม้หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นต้นพุ่มไว้

หมากเบ็ง มีลักษณะเดียวกับหมากสุ่ม แต่ใช้ผลหมากดิบหรือหมากสุกทั้งลูกแทน มีจำนวน 24 ลูก ผูกติดตรึงโยงไว้กับโครงไม้หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นพุ่ม ลักษณะการผูกโยงตรึงกันนี้ คนเหนือเรียกว่า “เบ็ง” จึงเป็นที่มาของชื่อต้นพุ่มชนิดนี้

ต้นผึ้ง ทำถวายเพื่อให้พระสงฆ์นำไปทำเป็นเทียน โดยอาจนำขี้ผึ้งมาปั้นเป็นลูกๆ หรือสลักเป็นดอก หรือเข้าแบบ โดยใช้ก้นมะละกอดิบที่ปอกเปลือกแล้วจุ่มลงในขี้ผึ้งที่นำมาละลายก่อนยกจุ่ม ในน้ำเย็น ก็จะได้ดอกผึ้งหลุดล่อนออกมา แล้วนำไปประดับยังหยวกกล้วยที่ตัดเป็นเสมือนต้นไม้ให้กลายเป็นต้นผึ้งสวยงาม

ต้นเทียน เป็นการนำเทียนเล่มเล็กๆ มาผูกห้อยกับโครง เพื่อให้พระสงฆ์เก็บนำไปใช้สอยได้เลย สะดวกกว่าต้นผึ้งที่ต้องสะสมไปหล่อเทียนเอง

เครื่องสักการะทั้งห้าอย่างดังกล่าวเป็นการบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรืออาจใช้คารวะบุคคลผู้มียศศักดิ์ ครูบาอาจารย์ และผู้ที่เคารพนับถือก็ได้ โดยเฉพาะในพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในประเพณีปี๋ใหม่เมือง

หมาก ถือเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับส้มป่อยที่คนล้านนาใช้ประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนาและความเชื่อในการบูชาพระพุทธรูป หิ้งพระ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวบ้านก็คือ หมาก บุหรี่ ส้มป่อย แม้แต่พุ่มดอกไม้ที่ใช้ประดับขันแก้วทั้งสามกลางวิหารในวัดที่ใช้บูชาพระ รัตนตรัยก็จะประดับด้วยหมากดอกไม้หอมเพื่อเป็นพุทธบูชา

นอกจากนี้ การบูชาครูอาจารย์ที่เรียกว่า การตั้งขันหรือขันครู ก็จะมีหมากเป็นส่วนประกอบ ในพิธีสืบชะตาของคนล้านนา ไม่ว่าจะเป็นการสืบชะตาเมือง สืบชะตาบ้าน ชะตาของคน ต้นกล้าหมากหรือผลของหมากเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะนำผลหมากหรือกล้าหมากไปปลูกเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป

ในช่วงที่หมากแก่และสุกพร้อมเก็บเกี่ยวเดือน 8-9 เหนือ ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ชาวบ้านในอดีตจะจุดตะเกียงเจ้าพายุช่วยกันผ่าหมากเสียบหมาก โดยผู้ชายจะนำเอาหมากดิบมาผ่า (หั่น) เป็นซีกเล็กๆ ผู้หญิงจะเป็นคนเสียบหรือร้อยหมาก โดยใช้เข็มขนาดใหญ่ที่มีความกว้างประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 ไม้บรรทัด แล้วใช้เชือกปอแช่น้ำจนนิ่มร้อยตรงกลางให้เชือกผ่านเนื้อหมากและเปลือก เสียบหรือร้อยเป็นแถวคล้ายร้อยลูกปัด โดยใช้หมากเสียบให้ยาวจนหมดความยาวของเข็ม จากนั้นใช้เชือกปอสอดตรงก้นเข็มที่มีรู ดึงหมากที่อยู่ในเข็มให้ลงไปอยู่ในเชือกปอแทน จากนั้นจัดหมากให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน นำมากองรวมกันก่อนจะนับจำนวนและนำไปตาก ความยาวของหมากที่เสียบแล้วประมาณ 1 ศอก เรียกว่า ไหม หรือไจ จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งในวันรุ่งขึ้น โดยใช้ตากบนแตะ (ไม้ไผ่สานขัดแตะใส่เป็นที่ตากสิ่งของให้แห้ง เช่น ข้าวควบ ยาขื่น เป็นต้น) เมื่อหมากแห้งแล้วนำมามัดรวมกัน ชาวบ้านมักเรียกหมากตากแห้งว่า ไหมหมากหรือหมากตากแห้ง มีการนับจำนวนหมากที่เสียบแล้ว ดังนี้

10 ไจ เป็น 1 หมื่น

10 หมื่น เป็น 1 แสน

(คนล้านนาจะมีจำนวนนับ เช่น เหล้าก็นับเป็นพัน หมื่น แสน ส่วนข้าวก็จะนับเป็นตาง)

การเสียบหมากสะท้อนวัฒนธรรมการร่วมมือกัน ชาวบ้านที่เรียกว่า การเอามื้อเอาวัน คือถ้าบ้านไหนที่ขึ้นหมากมาพร้อมจะผ่าและเสียบแล้ว ชาวบ้านก็จะไปช่วยกัน มีการพูดคุยถ่ายทอดประสบการณ์การประกอบอาชีพ เล่าถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นการสังสรรค์ในกลุ่มที่มาช่วยเหลือกัน ทำให้เกิดความรักความสามัคคี มีการถ่ายทอดเรื่องราวของหมู่บ้าน อาจเป็นเรื่องเล่าตลกของคนในหมู่บ้าน เรื่องการทำมาหากิน แต่เด็กๆ จะชอบฟังเรื่องผีที่ทั้งสนุกและน่าขนลุก ภายใต้บรรยากาศที่มองออกไปนอกบ้านเจอแต่ความมืดของค่ำคืน สายลมเย็นๆ ที่มากระทบผิว ก้มดูไม้กระดานที่นั่งอยู่ก็มีรอยโหว่ เด็กๆ จะมากองรวมกันเป็นกระจุกเดียว พร้อมส่งเสียงกรี๊ดด้วยความกลัวเป็นพักๆ แต่ก็ไม่ยอมให้ผู้ใหญ่หยุดเล่า

พอตกดึกก็จะมีขนมหวานเลี้ยงกัน โดยเฉพาะกลอยนึ่ง คลุกงา มะพร้าวขูด น้ำตาล และใส่ฟักทองหั่นเป็นชิ้นๆ ลงไป เป็นของว่างที่เด็กๆ โปรดปราน เพราะสมัยก่อนขนมไม่มีให้เด็กเลือกกินมากมายเหมือนสมัยนี้

ในวิถีชีวิตชาวบ้านก็ใช้หมากเป็นของรับแขกเช่นเดียวกับเมี่ยงและบุหรี่ สมัยก่อนคนนิยมเคี้ยวหมาก แม้กระทั่งพระสงฆ์ ฤๅษี ก็เคี้ยวหมาก ดังนั้น พระสงฆ์หรือผู้ทรงศีลที่ชาวบ้านนับถือ ขี้หมากที่พระเคี้ยวแล้วยังเป็นที่ปรารถนาของชาวบ้าน บางครั้งถึงกับแย่งกันก็มี คนที่ได้ก็จะนำไปเป็นสิ่งบูชาเช่นเดียวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ

ในการกินหมาก คนล้านนาจะกินกับใบพลู ผู้เฒ่าอายุมากไม่สามารถจะเคี้ยวหมากได้ ก็มักจะตำให้แหลกเป็นคำๆ ก่อน ส่วนขี้หมาก (หมากที่เคี้ยวจนหมดรสชาติ) จะเป็นที่รังเกียจของผู้คน จนมีคำเปรียบเปรยคนที่ทำตัวน่ารังเกียจ ไม่มีประโยชน์ ชาวบ้านจะเรียกว่า เป็นไอ้ขี้หมากขี้เมี่ยง คนเช่นนี้จะไม่มีใครอยากเข้าใกล้

ภาชนะบรรจุหมากพลูและอุปกรณ์ในการเคี้ยวหมาก เรียกว่า ขันหมาก ก็จะมีการตกแต่งประดับประดาตามฐานะเจ้าของ เช่น ทำจากดินเผา กระบอกไม้ จากไม้สัก หรือไม้ชนิดอื่นๆ ทำจากหินประดับ ทำจากดีบุก ทำด้วยเหล็ก หรือเงิน ทองคำ เป็นต้น ขันหมากจะเป็นสิ่งหนึ่งที่แบ่งแยกฐานะชนชั้นของผู้เป็นเจ้าของได้

นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับหมาก เช่น มีดผ่าหมากของผู้ชาย ลักษณะคล้ายมีดดาบ แต่ตัวมีดจะสั้นกว่า ยาวประมาณ 1 คืบ แต่จะมีด้ามยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง เวลาผ่าหมากผู้ชายจะนั่งชันเข่าข้างหนึ่งแล้วใช้ด้ามมีดวางขาอีกข้างที่ เหยียดออกไปเพื่อสะดวกในการผ่า เข็มเสียบหมากของผู้หญิง ลักษณะเหมือนเข็มเย็บผ้า แต่มีขนาดใหญ่และยาวกว่า

กาบหมากสามารถนำมาทำเป็นพัดช่วยคลายร้อนได้ หรือใช้กาบหมากรองกล่องข้าวเหนียว เพื่อรักษาความร้อน ทำให้ข้าวเหนียวอุ่นอยู่ได้นาน และป้องกันความชื้นแฉะจากไอของข้าวเหนียวที่ร้อนอยู่ในกล่องได้ กาบหมากลอกออกมาใช้ทำมวนบุหรี่แทนกระดาษได้ เด็กๆ จะนำกาบหมากมาลากโดยให้คนหนึ่งนั่งบนกาบหมากและให้อีกคนลากตามพื้น เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ให้ความสนุกสนานแก่เด็ก ไม่ต้องใช้เงินซื้อความสุขและยังได้เรียนรู้อารมณ์ผู้อื่น มีสังคมกับกลุ่มเพื่อนซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไป

หนุ่มสาวชาวลานนายังได้ใช้หมากเป็นสื่อรัก ในอดีตหนุ่มสาวจะเที่ยวจีบสาวในเวลากลางคืนหลังกินข้าวแลงหรืออาหารมื้อเย็น เสร็จ เรียกว่า แอ่วสาว ฝ่ายหญิงก็มักจะเตรียมแอ็บหรือสำรับหมากไว้ต้อนรับแขก แต่ถ้ามีคู่รักแล้วหญิงสาวก็มักจะนำแอ็บหมากหรือขันหมากให้คู่รักของตนโดย เฉพาะ

หมาก เป็นไม้มงคล ที่มีบทบาทสำคัญคู่วิถีชีวิตผู้คนล้านนา โดยเฉพาะในด้านพิธีกรรมและความเชื่อตามค่านิยมของชุมชน ตลอดจนความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่ช่วยให้ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ได้โดย ไม่ไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวใจ เพราะตราบใดที่ใจยังมีพลังและความเชื่อ ชีวิตย่อมมีความหวังและอยู่รอดต่อไป

การฮอมปอย

บทเรียน วิถีชีวิตต่างๆ ของผู้คนในอดีต หากคนรุ่นหลังรู้จักนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบท ความเปลี่ยนแปลงของสังคมจะก่อการพัฒนาที่ต่อยอด ให้คุณประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อตนเองและสังคมในภาพรวม

ผู้คนชนบทภาค เหนือในอดีต มีน้ำใจและความเอื้ออาทรมอบให้แก่กันและกันเสมอมา การมีชีวิตที่เรียบง่าย กลมกลืนกับธรรมชาติการที่ใครจะสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยหรือสร้างครอบครัวใหม่ เพียงแค่เดินบอกเพื่อนบ้านก็จะมาช่วยกันทำอย่างเต็มอกเต็มใจ ใครมีฟัก มีผัก มีไก่ ก็นำมาช่วยเหลือ ผู้ชายออกแรงกาย ผู้หญิงช่วยกันทำอาหาร ผู้เฒ่าผู้แก่คอยให้คำแนะนำตามประสบการณ์เดิมและคอยให้กำลังใจแก่คนรุ่นหลัง

เด็กๆ ได้วิ่งเล่นและเรียนรู้สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำเพื่อนำไปใช้ในวันข้างหน้า เป็นการร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือในสิ่งที่ตนมีและทำได้คนละไม้ละมือ เรียกว่าเป็นการฮอมปอย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดีงาม ควรค่าแก่การรักษาและสืบทอดไว้ในสังคมยุคปัจจุบัน

การฮอมปอย เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนล้านนา

ฮอม หมายถึง การนำปัจจัย หรือสิ่งของมารวมกัน

ปอย หมายถึง งานบุญ หรือการจัดงานในวาระเฉลิมฉลองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีผู้คนมาร่วมงานจำนวนมาก งานปอยมีหลายชนิด ได้แก่

ปอยเข้าสังฆ์ เป็นงานบุญที่อุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ตาย

ปอยล้อหรือปอยลากประสาท เป็นงานบุญที่จัดขึ้นในการประชุมเพลิงพระภิกษุสงฆ์ที่มรณภาพ

ปอยลูกแก้ว/ปอยหน้อย เป็นงานบุญในพิธีบรรพชาหรือบวช

ปอยหลวง เป็นงานบุญที่จัดเพื่อฉลองศาสนสถาน เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ กำแพงวัด เป็นต้น

งานปอยจะเป็นงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นการฮอมเงิน วัตถุสิ่งของหรือแรงกายก็ตาม เพราะต่างถือว่าสิ่งที่ได้รับจากงานปอย คือ บุญ

จากการมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมการร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือกัน หรือที่เรียกว่า การฮอมปอย ณ โรงเรียนชีวิต (LIFE LONG LEARNING CENTER) อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จึงได้มีการนำวัฒนธรรมฮอมปอยมาใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาให้แก่เด็กๆ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาการศึกษาที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องสร้างฝันร่วมกัน เพื่อพัฒนาการศึกษา ทุกคนควรร่วมคิดร่วมสร้าง แทนที่จะโยนภาระความรับผิดชอบให้แก่ผู้ใดหรือหน่วยงานใด โดยเฉพาะทำจากจุดเล็กๆ ที่เราทำได้ แทนการวิพากษ์ อยากให้สังคมเป็นอย่างไรให้ร่วมมือกันทำ ให้ทั้งแนวความคิด และหลักการทำสังคมให้น่าอยู่เพื่อเป็นมรดกแก่บุตรหลาน ดีกว่าโยนบาปให้เด็กหรือแค่วิพากษ์สังคมอย่างเดียว

กิจกรรมพัฒนาการ ศึกษาที่เกิดจากการฮอมปอยร่วมไม้ร่วมมือกันของทั้งผู้รับและผู้ให้ กิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชน อาทิ กิจกรรมการเข้าค่ายลูกเสือ ค่ายภาษาอังกฤษ และค่ายศิลปะ ค่ายภูมิปัญญาท้องถิ่น ค่ายคุณธรรม ฯลฯ ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างช่วยกัน

กิจกรรมดังกล่าวก่อเกิดขึ้นจาก วิถีชีวิตและจิตใจแห่งความเอื้ออาทรของผู้คนที่มีให้แก่กัน ทุกคนผลัดกันเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ที่สมดุล ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักในสังคมยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ให้คุณค่าของเงินที่ เชื่อว่าสามารถบันดาลทุกอย่างให้เกิดขึ้นตามต้องการ แต่บางครั้งคุณค่าด้านจิตใจยิ่งใหญ่กว่าเงิน

ณ ที่แห่งนี้ จะมีภาพกิจกรรมที่เกิดจากการฮอมปอยทางการศึกษาเกิดขึ้นเป็นประจำและอย่างต่อ เนื่อง มีผู้ใจบุญในสังคมต่างมาช่วยกันถ่ายทอดความรู้และสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นแรงกาย และกำลังทรัพย์ เช่น ขนม อุปกรณ์การเรียน เป็นต้น ลักษณะการจัดกิจกรรมจะเลือกจัดตามความสนใจของผู้เรียน และความพร้อมของวิทยากรผู้มาให้ความรู้ อาจเรียนใต้ต้นไม้ กลางทุ่งนา จะนั่งหรือนอนได้ตามความเหมาะสมของกิจกรรม

นักเรียนห่อข้าวมากินเองแล้วได้ความรู้กลับไป ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ทุกคนต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง ส่วนที่ได้รับจากผู้อื่นคือของแถม

วิทยากร สละเวลา กำลังกาย กำลังทรัพย์ สิ่งที่ได้คือ บุญ หรือความสบายใจ

คุณครู ได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้ให้

สิ่งเหล่านี้คือ การฮอมปอย วัฒนธรรมเก่าสู่แนวทางใหม่ในการพัฒนาการศึกษา

ผอ. วิรัตน์ มาน้อย จากโรงเรียนบ้านทุ่งฝาย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ผู้มีบทบาทสำคัญและให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม และพานักเรียนมาเรียนรู้ในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนชีวิตเป็นประจำ กล่าวว่า

“ตอนเป็นเด็กนักเรียนรู้สึกอึดอัดและกดดันในการเรียน หนังสือที่ต้องนั่งเรียนอยู่ในห้อง คุณครูก็ดุ อยากออกไปเรียนรู้นอกโรงเรียนบ้าง แต่ไม่เคยได้ออกไป พอมีโอกาสเป็นผู้บริหารโรงเรียนจึงได้จัดทำโครงการที่มีกิจกรรมให้เด็กเรียน รู้นอกสถานที่ ได้มีโอกาสฝึกประสบการณ์และเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน เด็กนักเรียนชอบที่จะมาเรียนที่โรงเรียนชีวิตแห่งนี้ เพราะมีบรรยากาศที่ร่มรื่นสวยงาม สนุกสนานและได้รับความรู้กลับไปด้วย”

นักเรียนที่เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันต่างกล่าวว่า ชอบและสนุกที่ได้มาเรียนรู้ที่นี่ เพราะมีบรรยากาศของการเรียนที่ทำให้ไม่เบื่อ การสอนของวิทยากรก็ไม่ต้องมีคะแนนมาขู่ให้กลัว ความรู้ที่ได้รับมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับศักยาภาพของผู้เรียนและความต้องการ ที่จะรับ

“มาเรียนที่นี่ทำให้หนูชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่วิทยากร สอน ทั้งที่แต่ก่อนหนูไม่ชอบเลย ทำให้คิดว่าภาษาอังกฤษไม่ได้ยากอย่างที่คิดอีกต่อไป หนูจะตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษให้ดีกว่าเดิม” น้องหมี เด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านทุ่งฝาย กล่าวหลังจากได้มาเข้าค่ายภาษาอังกฤษเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อาจารย์ รัศมี โคคา อาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หนึ่งในทีมวิทยากรที่มักจะเข้ามาช่วยเหลือกิจกรรมในโรงเรียนชีวิต บอกว่า “จะมาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้กับน้องๆ นักเรียน และคุณครูที่นี่อีก และจะชวนเพื่อนๆ มาช่วยด้วย เพราะมาที่นี่รู้สึกว่ามาเติมเต็มชีวิต สบายใจและมีความสุขจากการให้”

ผู้ปกครองนักเรียนจากโรงเรียนอนุบาล ทิวฟ้า ที่เห็นความสำคัญของการศึกษามักจะพาลูกมาเรียนรู้กิจกรรมร่วมกับพี่ๆ นักเรียนระดับประถมศึกษา กล่าวว่า “ลูกชายชอบที่จะมาเรียนที่นี่ เพราะว่าสนุก มีที่ให้วิ่งเล่น ลูกชายกล้าแสดงออกมากขึ้นเมื่อคุณครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้ฝึก และเห็นจากสภาพจริง อยากให้มีแหล่งเรียนรู้เหมือนโรงเรียนชีวิตนี้มากๆ จะทำให้เด็กมีความสุขจากการเรียน แทนที่จะเรียนจนเครียดเหมือนเด็กนักเรียนในปัจจุบัน”

ครูเพ็นหรือ อาจารย์วาจิส กันทะวัง อาจารย์ผู้สอนรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ลำปาง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชีวิต กล่าวถึงเหตุผลที่จัดกิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชนว่า “การศึกษาเป็นกระบวนการในการพัฒนาคนเพื่อให้เต็มตามศักยภาพการศึกษา ช่วยสร้างคนและสร้างชาติ เพราะการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญและช่วยเติมความเป็นมนุษย์ของเราให้สมบูรณ์ยิ่ง ขึ้น การศึกษาเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้เพื่อการแก้ไขปัญหา และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ดังนั้น การจะพัฒนาประเทศและทำให้สังคมให้น่าอยู่ สิ่งแรกที่ควรให้ความสนใจคือ การพัฒนาการศึกษา”

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนต่างมาร่วมแรงร่วมใจถ่ายทอดประสบการณ์ ความชำนาญที่มีมาตลอดชีวิตเพื่อเก็บไว้เป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดให้กับเด็ก รุ่นต่อไป มีการจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดการทำเครื่องมือเครื่องใช้ในท้องถิ่น และวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้าน เช่น สานตะกร้า ทำน้ำคอก (ภาชนะบรรจุน้ำที่ทำจากไม้ไผ่ ทำกลองขุม ห่อขนมจอก คนขนมปาด การขับจ้อยขับซอและเล่นดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ซึง เป็นต้น

ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนั้นบอกว่า มีความสุขที่มีโอกาสมาถ่ายทอดความรู้ที่ตนมี เพราะปกติลูกหลานไม่ค่อยสนใจให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ พวกเขาจะสนใจในสิ่งที่ทันสมัย สิ่งที่ปู่ ย่า ตา ยาย สอนเป็นสิ่งล้าหลังและไม่น่าสนใจสำหรับพวกเขา ผู้เฒ่าทั้งหลายจึงอยู่เหมือนดอกไม้พลาสติคที่ประดับบ้านที่ไม่มีชีวิตชีวา และคนให้ความสำคัญน้อยลง เมื่อมาที่นี่รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า อยากมีชีวิตต่อให้ยาวนานเพื่อเป็นประโยชน์แก่ลูกหลานสืบไป

โรงเรียนชีวิต ให้โอกาสทุกคนในการเรียนรู้ จึงเปรียบเสมือนเวทีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ การถ่ายทอดสิ่งดี มีประโยชน์ให้กับผู้อื่น คนเราทุกคนมีศักยภาพและความพร้อมที่แตกต่างกันไป ทุกคนมีดีของตนเองเสมอ แต่ส่วนใหญ่ขาดโอกาสและการยอมรับจากสังคม

โรงเรียนชีวิต ได้นำแนวคิดเรื่องการฮอมปอยมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีการประสานความร่วมมือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือกันเพื่อพัฒนา สังคมให้น่าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ในสังคม ผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดความรู้แก่เด็กและเยาวชน เป็นการมอบสิ่งดีๆ ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต เพื่อเป็นมรดกแก่ลูกหลานในท้องถิ่นต่อไป เพื่อให้เด็กเหล่านี้เกิดความรักในท้องถิ่นของตนเองแทนการละทิ้งสิ่งดีงามใน ท้องถิ่น เหมือนนิทานเรื่องหมากับเงา ที่สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้น โรงเรียนชีวิตจึงเป็นการรวมคนที่มีจิตใจเดียวกันมาช่วยเหลือสังคมในสิ่งที่ ตนทำได้ ใครมีความรู้ให้ความรู้ ใครมีกำลังกายให้กำลังกาย ใครมีทรัพย์ให้ทรัพย์ ผลัดกันรับและให้ด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ ทุกอย่างเกิดจากความพร้อมของทุกฝ่าย กิจกรรมในลักษณะนี้ดำเนินมาได้นับ 10 ปี โดยเริ่มมีกิจกรรมมาตั้งแต่ปลายปี 2542 จนถึงปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมและการดำเนินงานให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบท และความเปลี่ยนแปลงของสังคม

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมการดำเนิน กิจกรรมของโรงเรียนชีวิตได้ที่ เลขที่ 13 หมู่ที่ 7 และเลขที่ 68 หมู่ที่ 6 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง หรือที่เว็บไซต์ http://school.obec.go.th/phifo/

การฮอมปอย จะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อผู้ให้ต่างให้ด้วยความเต็มใจ โดยไม่หวังปัจจัยอื่นเป็นสิ่งตอบแทน นอกเหนือจาก “บุญ”

วัฒนธรรมการฮอมปอย จะถูกนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คน และโรงเรียนชีวิตจะยังดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่ผู้คนในสังคมพร้อมที่จะเป็นผู้รับและผู้ให้ในระดับที่สมดุล เป็นกิจกรรมเล็กๆ ของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่มีใจพร้อมจะช่วยพัฒนาสังคมแทนการกล่าวโทษถึงความ ย่ำแย่ของสังคมแต่เพียงอย่างเดียว

ศรีจันทรัตน์ กันทะวัง http://school.obec.go.th/phifo/

ตานขันข้าว ประเพณีแห่งความกตัญญู

“ยะถา สัพพีติโย…อายุ วัณโณ สุขัง พลัง” เสียงพระสงฆ์กล่าวให้พรศรัทธา ญาติโยมที่ต่างพากันหิ้วปิ่นโตเถาใหญ่ พร้อมจูงลูกหลานไปทำบุญวันนี้ ด้วยจิตใจที่เบิกบานในเทศกาลวันออกพรรษา ณ วัดในหมู่บ้าน พร้อมตานขันข้าวแก่บรรพบุรุษหรือคนที่รักผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ บ้างก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ตนเองมีความสุขสบายหลังจากจบชีวิตในโลกนี้ ไม่อดอยากเพราะมีของตุนไว้กินในโลกหน้าจากอาหารที่นำไปตานขันข้าวในวันนี้

ประเพณี ตานขันข้าว เป็นประเพณีการทำบุญที่ชาวบ้านล้านนายึดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยการนำอาหารคาวหวานไปถวายพระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้วายชนม์ เป็นการกระทำที่แสดงถึงความกตัญญูของผู้ที่ยังอยู่ มักนิยมทำในวันเทศกาลสำคัญ เช่น สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา วันสิบสองเพ็ญ วันเดือนยี่เป็ง เป็นต้น

นอกจากการทำบุญตานขันข้าวแก่ ผู้ล่วงลับตามเทศกาลสำคัญดังกล่าวแล้ว ตามความเชื่อของชาวล้านนายังนิยมตานขันข้าวอีกลักษณะหนึ่ง ได้แก่ หลังจากมีผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้อง ก็จะเตรียมขันข้าว (อาหารคาว หวาน) นำไปถวายแด่พระสงฆ์ในวัดทั้งตอนเช้าและตอนกลางวัน พระสงฆ์จะกล่าวอุทิศส่วนกุศลที่ญาติทำให้แก่ผู้ตายพร้อมกับหยาดน้ำ (กรวดน้ำ)

ความเชื่อเรื่องการตานขันข้าวอุทิศแก่ผู้ตายนั้นได้รับ อิทธิพลมาจากเรื่องราวในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา เช่น ในเรื่องพระมาลัย ได้กล่าวถึงพระมาลัยเถระไปพบกับพระยายมราชในนรก พระยายมราชสั่งมาบอกแก่ประชาชนในชมพูทวีปขออุทิศกุศลให้ญาติพี่น้องที่มา ทุกข์ทรมานในนรกภูมิ

นอกจากนี้ ในเรื่องอมตปัญหาหรือพราหมณ์ปัญหา ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ปราชญ์ล้านนาแต่งไว้ได้กล่าวถึง พราหมณ์สองสามีภรรยาในเมืองสาวัตถี เป็นผู้มีฐานะร่ำรวย มีลูกชายอันเป็นที่รักอยู่คนเดียว ได้ดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูลูกชายอย่างดี ต่อมาลูกชายได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคระบาด พราหมณ์ทั้งสองจึงมีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อฝังลูกชายที่ป่าช้าแล้วก็ให้คนใช้เอาข้าวปลาอาหารไปส่งให้ลูกชายที่ ป่าช้าทุกวันเป็นเวลานานถึง 12 ปี วันหนึ่งเมื่อคนใช้จะนำอาหารไปให้ลูกชายของพราหมณ์ที่ป่าช้าเช่นเคย แต่ระหว่างทางเกิดฝนตกหนักน้ำท่วมไม่สามารถนำอาหารไปให้ลูกชายพราหมณ์ได้ ขณะนั้นเอง มีพระภิกษุเดินบิณฑบาตอยู่ ชายผู้นั้นจึงคิดว่าจะนำอาหารเหล่านี้ข้ามน้ำไปส่งที่ป่าช้าไม่ได้ ควรเอาใส่บาตรถวายพระคงจะดีกว่าทิ้ง จึงนำอาหารใส่บาตรพร้อมทั้งอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ลูกชายของพราหมณ์

ด้วย อานิสงส์ในการใส่บาตรและอุทิศส่วนบุญกุศลของคนใช้ ทำให้ลูกชายของพราหมณ์ที่ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น ได้รับพลังแห่งบุญกุศล ตกตอนกลางคืนจึงได้สำแดงตนแก่พราหมณ์ผู้พ่อ ต่อว่าพ่อที่ไม่รักตนเพราะตั้งแต่ตายไป 12 ปี เพิ่งได้กินอาหารอร่อยในวันนี้เอง ว่าแล้วลูกชายก็หายวับไปกับตา พราหมณ์จึงคิดว่าตลอดเวลา 12 ปี อาหารที่ตนไปส่งให้ลูกชายนั้นคนใช้คงแอบกินก่อน ลูกชายจึงไม่ได้กิน คนใช้จึงเล่าความจริงให้ฟัง เมื่อรู้ความจริง พราหมณ์จึงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลถามปัญหา พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่า พระสงฆ์มีศีล ทายกมีศีลและตั้งใจทำความดีด้วยการทำทาน รักษาศีลและภาวนา ย่อมเกิดผลดีแก่ผู้ที่ตายไปแล้ว

พราหมณ์เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า จึงได้ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกในพุทธศาสนาและได้บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบันในกาลต่อมา

จากความเชื่อในคัมภีร์ดังกล่าว จึงก่อเกิดค่านิยมในการตานขันข้าวของคนล้านนามาจวบจนถึงปัจจุบัน

การตานขันข้าวยังใช้เพื่อการแทนคุณผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับถือ ชาวบ้านเรียกว่า ตานขันข้าวฮื้อ (ให้) คนเฒ่าคนแก่ มีวิธีการอย่างเดียวกับการถวายพระ กล่าวคือ ผู้ให้หรือลูกหลานนำอาหารไปประเคนให้ผู้รับ หรือปู่ ย่า ตา ยาย จากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ก็ให้พร ต่างจากการถวายพระสงฆ์คือ ไม่อุทิศแก่ผู้ล่วงลับ

นอกจากนี้ ชาวล้านนายังมีความเชื่อ นับถือเทพยดาที่คอยปกปักรักษาตนและครอบครัว จึงมีประเพณีการตานขันข้าวแก่เทพยดาทั้งหลายด้วย เช่น ขอพรจากพระแม่ธรณีให้คุ้มครองเวลาเดินทาง ให้ตนประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวัง อาจเป็นการสอบเรียนต่อ การทำงานหรือขอให้พระแม่โพสพคุ้มครองพืชผลในเรือกสวนไร่นาให้เจริญงอกงาม ปราศจากภัยรบกวน เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะปี๋ใหม่เมือง (สงกรานต์) ก็จะจัดสำรับไปถวายพระสงฆ์เพื่ออุทิศไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ บางครั้งชาวบ้านยังนิยมนำขันตานข้าวไปวางไว้ยังสถานที่อยู่ของพระแม่ธรณี ด้วย (ชาวบ้านจะขุดหลุมลึกประมาณ 1 ศอก กว้างพอประมาณ นำแผ่นไม้กระดานปิดไว้ เวลาต้องการสิ่งใดก็จะไปขอพรจากพระแม่ธรณี ณ ที่ตรงนั้น)

การจัดเตรียมอาหารสำหรับการตานขันข้าวในเทศกาลต่างๆ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทุกคนเตรียมพร้อมและเต็มใจอย่างยิ่ง โดยชาวบ้านจะหยุดงานภารกิจสำคัญต่างๆ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นงานในเรือกสวนไร่นา มีการจัดเตรียมอาหารเพื่อไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น เรียกว่า วันดา (วันเตรียมงานก่อนจะถึงวันจริง 1 วัน) ผู้ชายก็จะเป็นผู้ช่วย เช่น ตัดใบตอง ปอกมะพร้าว ขูดมะพร้าว ผู้หญิงจะเป็นผู้ทำอาหารคาว หวาน เด็กๆ ก็วิ่งเล่น และรอกินขนมอร่อย

ขนมที่นิยมทำกันในเทศกาลต่างๆ เช่น ขนมจอก ขนมเทียน ขนมสีลาหรือขนมปาด โดยเฉพาะขนมสีลา ขนมอร่อยของโปรดของเด็กๆ มีส่วนประกอบและกรรมวิธีการทำง่ายๆ ดังนี้

1. ใช้แป้งข้าวเจ้า 1 ส่วน ต่อน้ำ/น้ำกะทิ 3 ส่วน

2. ใส่น้ำตาลหรือน้ำอ้อยตามความชอบ บางคนจะนิยมใส่มะพร้าวขูดลงไปด้วย เพราะเวลากินจะได้รสชาติความกรุบกรอบของมะพร้าว

3. จากนั้นนำไปเคี่ยวในไฟอ่อนๆ ถึงปานกลาง คนไปในทิศทางเดียวกันจนกระทั่งสุก

4. เทใส่จานหรือถาด รอให้เย็น ขนมจะแข็งตัว ตัดเป็นชิ้นๆ รับประทานได้

เด็กๆ จะชอบขนมสีลามาก มักจะพากันมาล้อมวงดูผู้ใหญ่ทำ และจะคอยถามว่าเมื่อไหร่จะสุก เพราะความอยากกิน พอผู้ใหญ่ทำเสร็จเทใส่จาน ขนมยังไม่ทันแข็งตัว เด็กก็จะใช้นิ้วขุ้ยขนมขึ้นมากิน ผู้ใหญ่ก็จะดุเพราะทำให้หน้าขนมสีลาไม่สวยและอันตรายจากความร้อนของขนม

ส่วน อาหารคาวนิยมทำแกงฮังเล ห่อนึ่งไก่ ห่อนึ่งขาหมู เป็นต้น หรืออาจเป็นอาหารโปรดของผู้ที่จะอุทิศไปให้ ชาวบ้านก็จะเลือกสรรอาหารที่ดีที่สุดเท่าที่มีเพื่อการทำบุญ หลังจากทำอาหารเสร็จแล้วก็จะแบ่งส่วนหนึ่งไว้สำหรับนำไปตานขันข้าว ส่วนที่เหลือก็กินกันในครอบครัวและแบ่งปันญาติมิตร บ้านใกล้เรือนเคียง ทุกบ้านก็จะทำอย่างนี้จึงทำให้ได้ลิ้มรสอาหารหลากฝีมือทั้งจากของตนเองและ ผู้อื่น

เสียงไก่ขัน แสงสีทองเริ่มปรากฏให้เห็นตรงขอบฟ้าทิศตะวันออก ที่ถนนในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างทยอยพาลูกจูงหลานเดินสู่เป้าหมายเดียวกัน เสียงพูดคุย หัวเราะไปตลอดทางจนถึงที่วัด เมื่อไปถึงวัด ทางวัดได้จัดสถานที่สำหรับให้ศรัทธาชาวบ้านที่นำอาหารมาถวาย ซึ่งก็จะเป็นอาหารที่เตรียมมาอุ่นๆ ในปิ่นโต พร้อมทั้งสวยดอกไม้ที่ใส่ดอกไม้ ธูปเทียน ขวดน้ำหยาด (สำหรับกรวดน้ำ) กระดาษแผ่นเล็กที่เขียนชื่อผู้ที่จะอุทิศ/ตานขันข้าวไปให้

เมื่อศรัทธาชาวบ้านมาพร้อมกันพอสมควรแล้ว พระสงฆ์ก็จะกล่าวนำมาทำบุญและให้พร ดังนี้

1. แสดงความชื่นชมที่ชาวบ้านช่วยกันรักษาประเพณีที่ดีงามไว้

2. พระสงฆ์อ่านรายชื่อผู้ล่วงลับที่ชาวบ้านเขียนมาให้ในแผ่นกระดาษ หากใครที่ไม่เขียนมา พระสงฆ์ก็จะกล่าวอุทิศไปให้บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย เจ้ากรรมนายเวร เทวบุตร เทวดา พระแม่ธรณี เจ้าที่เจ้าทาง สรรพสัตว์ต่างๆ

3. กล่าวให้มารับของตาน หากมารับไม่ได้ ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้นำไปให้

4. อวยพรให้แก่ผู้มาทำบุญ

5. กล่าวเป็นภาษาบาลี

” สาธุ” ชาวบ้านส่งเสียงพร้อมกันหลังพระให้พรจบ จากนั้นจึงรับปิ่นโตนำอาหารไปเทใส่ถ้วย เก็บไว้ในตู้ให้พระสงฆ์ได้ฉันต่อไป เป็นอันเสร็จพิธีตานขันข้าว

การตานขันข้าว นอกจากเป็นการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษแล้ว กิจกรรมการประกอบอาหาร การไปทำบุญร่วมกันของคนในครอบครัวเป็นการเพิ่มความรัก ความอบอุ่นและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะสมาชิกตัวน้อยในครอบครัวที่ได้เรียนรู้การให้ เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและความกตัญญูแก่เด็กโดยไม่จำเป็นต้องสอนด้วยคำพูดที่ เด็กมักไม่ค่อยรับฟัง

ประเพณีการตานขันข้าวจะยังอยู่คู่วิถีชีวิตคนล้านนาสืบไป ตราบที่ในหัวใจของผู้คนยังรู้จักรักและแบ่งปันสิ่งดีต่อผู้มีคุณ

ผีกะ กฎข้อห้ามความสัมพันธ์ในชุมชน

(ณ ปีพุทธศักราช 2516)

เอื๊อก…ก็อบ ๆ ๆ ๆ…

เสียงไก่ตัวใหญ่มหึมาแผดเสียงก้องดังจากเนินเขาหน้าวัดประจำหมู่บ้าน ตามมาด้วยฝีเท้าของอาชาไนยผู้วิ่งไวปานลมกรด นวลหญิงสาวตัวน้อยผวาตื่น ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว ด้วยกลัวว่าเจ้าของเสียงที่ได้ยินและวิ่งผ่านไปนั้นจะรู้ เสียงอย่างนี้มันไม่ใช่ไก่ตัวใหญ่และม้าอย่างที่ได้ยินแน่นอน หรือมันอาจจะเป็นสิ่งนั้นอย่างที่หม่อนแก้วเคยเล่าให้ฟัง ความหนาวเข้ามากัดกินหัวใจของเธอจนสั่นสะท้าน ทั้งที่ตอนนี้เป็นค่ำคืนหนึ่งกลางเดือนเมษายน ที่อากาศร้อนระอุมาตั้งแต่เช้าถึงย่ำค่ำ ผู้ใหญ่จึงพากันมานอนกลางชานเพื่อรับลมและคุยกันจนม่อยหลับไป

ณ หมู่บ้านชนบท ที่นวลอาศัยอยู่ ความเจริญจากในเมืองยังเข้าไปแทรกไม่ถึง แสงสว่างยามค่ำคืนอาศัยชันและอย่างดีที่สุดคือ จากโคมน้ำมันก๊าด ผู้คนต่างพากันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและออกเรือนกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน จนนับได้ว่าเป็นเครือญาติกันทั้งหมู่บ้าน วัฒนธรรมและความเชื่อถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา และคงสืบต่อไปอย่างเหนียวแน่นสู่คนรุ่นลูกหลาน

บางอย่างไม่เข้าใจและ ไม่มีคำอธิบาย แต่ทุกคนต่างไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากขัดขืนนั่นอาจหมายถึง ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องจิตวิญญาณ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ผี

ผี มีสภาพเป็นวิญญาณที่ไม่มีตัวตน แต่อาจแสดงฤทธิ์ให้เห็นเป็นคนหรือสัตว์ต่างๆ ได้ มีฤทธิ์อำนาจมากกว่าคน ผีอาจให้คุณเมื่อได้รับการขอร้องให้ช่วยเหลือ และจะให้โทษเมื่อถูกทำให้โกรธ

ผี ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนคือ ผีกะ หากใครที่มีเชื้อสายผีกะจะเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านและไม่ให้เข้าร่วม กิจกรรมต่างๆ ของชุมชน หากทนความกดดันไม่ไหวก็อาจอพยพไปอยู่ต่างถิ่นหันไปเข้ารีตศาสนาอื่น ตัดขาดจากวงสังคมแห่งนั้นไปเลย อย่างเช่นที่เคยมีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านของนวลที่ละทิ้งมรดกมากมายที่ บรรพบุรุษหาไว้ให้ ทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง จึงทิ้งไว้เป็นมรดกของหลวง ชาวบ้านมีความเชื่อว่าถ้าหลวงเข้าไปใช้ประโยชน์ผีกะจะกลัวและไม่ทำร้ายคนที่ อาศัยอยู่ เพราะกลัวครุฑที่เป็นสัญลักษณ์ของหลวง เชื่อกันว่าแมวโพง หรือแมวคราวกลัวครุฑ ชาวบ้านเชื่อว่าผีกะเป็นผีที่สืบสกุลทางฝ่ายมารดาคือ ลูกสาวคนเล็ก ในครอบครัวผีกะจะต้องเป็นผีกะสืบจากมารดาซึ่งหากครอบครัวนั้นไม่มีลูกสาว หรือลูกสาวไม่ปรารถนาจะรับเป็นผีกะแล้ว ก็จะเอาน้ำลายของผู้ที่เป็นผีกะนั้นป้ายที่ปากแมวโพง ทำให้แมวโพงนั้นรับสภาพเป็นผีกะไป

มีเรื่องเล่าจากหมู่บ้านที่ ผู้ใหญ่เคยเล่าให้นวลฟังว่า มีครอบครัวผีกะครอบครัวหนึ่งได้สะใภ้ใหม่มาอยู่ร่วมเรือนด้วย วันหนึ่งทุกคนไปทำงานในท้องทุ่งกันหมด ยกเว้นสะใภ้ใหม่ นางได้ยินเสียงคล้ายกับลูกหนูร้องอยู่บนที่เก็บของใต้หลังคา เมื่อแหงนคอดูก็เห็นหม้อต่อมอยู่บนนั้น เมื่อปีนขึ้นไปเปิดดูก็เห็นลูกหนูอ้าปากร้องอยู่ นางจึงไปต้มน้ำร้อนมาเทลงในหม้อนั้น ทำให้ลูกหนูทั้งหมดตายไป และในเวลาเดียวกันทุกคนในครอบครัวนั้นก็ตายหมดรวมทั้งตัวของสะใภ้ใหม่เอง

ผี กะ เป็นผีที่มักเข้าสิงคนเพื่อเรียกร้องจะกินอาหาร โดยเฉพาะพวกอาหารเนื้อสัตว์ดิบ เช่น ลาบ หลู้ เมื่อคนนำมาให้กินจะกินปริมาณมากอย่างที่คนทั่วไปไม่กินกัน และกินอย่างตะกละตะกราม จึงเรียกผีชนิดนี้ว่า ผีกะ

แม่หม่อนแก้วเคย เล่านิทานเรื่องผีกะให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งมีกษัตริย์หนุ่มกับอำมาตย์คู่พระทัยเดินทางไปเรียนวิชาถอดจิตกับ ทิศาปาโมกข์ที่เมืองตักกสิลา เมื่อเรียนวิชาจบแล้วทั้งสองก็เดินทางกลับ ระหว่างทางได้พบซากกวางที่ตายใหม่ตัวหนึ่ง เจ้าชายจึงลองวิชาที่ศึกษามาโดยถอดจิตเข้าสิงซากกวางนั้น และบอกให้อำมาตย์คอยดูแลร่างของตนให้ดี แต่อำมาตย์กลับถอดจิตของตนเข้าสิงอยู่ในร่างของกษัตริย์หนุ่มนั้นแล้วเผา ร่างของตนเสีย จากนั้นจึงรีบเดินทางกลับเมืองเพื่อไปครอบครองทั้งราชสมบัติและพระชายา แต่พระชายาเห็นลักษณะท่าทีของ “พระสวามี” แล้ว เห็นว่าผิดแผกไป จากเดิมจึงไม่ยอมให้อยู่ร่วมด้วย ฝ่ายกษัตริย์หนุ่มองค์นั้น ต่อมาเมื่อถอดจิตเข้าสู่ร่างของนกแก้วแล้ว ก็ได้บินไปบอกเรื่องราวทั้งหมดแก่พระชายา แล้วให้พระชายาลวงอำมาตย์ที่สิงในร่างของกษัตริย์หนุ่มให้ทดลองวิชา โดยจัดหาซากแพะมาให้ถอดจิตเข้าสิงในซากแพะนั้น เมื่ออำมาตย์ถอดจิตไปสิงในซากแพะแล้ว กษัตริย์หนุ่มก็ถอดจิตเข้าสู่ร่างเดิมของตน แล้วจึงให้ฆ่าและทำลายซากแพะนั้นเสีย เมื่อจิตของอำมาตย์ทรยศไม่มีที่สิงแล้วจึงเตลิดหนี ครั้นพบว่าผู้ใดมีผมหอมก็เข้าสิงคนผู้นั้น จนกลายเป็นผีกะไปในที่สุด

ในครอบครัวหนึ่งๆ ผู้ที่มักจะเป็นผีกะคือ แม่บ้าน เมื่อแม่บ้านเป็นผีกะแล้วคนในครอบครัวก็อาจเป็นผีกะได้ คือเป็นได้ทั้งครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก ลูกเขย ลูกสะใภ้ กล่าวกันว่าผู้ใดก็ตามที่หลับนอนกับหญิงที่เป็นผีกะหรือกินข้าวร่วมกับผู้ที่เป็นผีกะครบเจ็ดไหแล้ว ก็จะเป็นผีกะไปด้วย แต่ผู้ที่จะมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นผีกะต่อจากตนก็คือแม่บ้านเท่านั้น คนที่เป็นผีกะนั้นมักจะมีกลิ่นคาวจากปากและลมหายใจ

ตัวผีกะนั้น มีสัตว์พาหนะประจำตัวคือ นกเค้าผีกะ หรือนกเค้าแมว โดยเฉพาะนกเค้าแมวตัวเล็ก เวลาเย็นหรือยามค่ำคืน เมื่อคนที่เป็นผีกะไปที่ไหน นกนี้ก็ไปปรากฏตัวในที่นั้นๆ เป็นการล่วงหน้าเสมอ ซึ่งบางท่านก็ว่านกเค้าแมวกับผีกะไม่ถูกกัน นกเค้าแมวจึงคอยแสดงตัวต่อต้านอยู่เสมอ แต่บางท่านก็ว่าผีกะมักจะอาศัยนกที่ว่านี้ออกไปหากิน โดยเจ้าของหรือคนที่เป็นผีกะไม่รู้เรื่อง เที่ยวซอกซอนไปสูบหรือดูดเลือดคนป่วย โดยมากมักเป็นพวกที่ซูบซีดผอมแห้งแรงน้อย พวกนี้มักขวัญอ่อนตกใจง่ายและเบื่ออาหาร แต่พวกที่แข็งแรงสมบูรณ์นั้นผีกะไม่ชอบที่จะไปยุ่งด้วย

ครอบครัวของนวลก็เชื่อเรื่องผีกะมาก ครั้งนั้นที่พี่ชายจะมีเมียก็ถูกพ่อแม่ให้ทดสอบว่าที่พี่สะใภ้ก่อนว่ามี เชื้อสายผีกะหรือไม่ โดยสังเกตว่าหากตนไปไหนยามค่ำคืนตามลำพังแล้วมีนกเค้ามาบินโฉบบินตัดหน้า หรือร้องดักอยู่ข้างหน้า ก็แสดงว่าสาวนั้นเป็นผีกะ และตอนที่ไปแอ่วสาวให้สังเกตดูว่ายิ่งดึกสาวนั้นยิ่งสวยแสดงว่าเป็นผีกะ และให้นำตองกล้วยงำเครือ หรือใบตองใบสุดท้ายที่ปกเครือกล้วยอยู่นั้น มาเสกแล้วมองลอดใบกล้วยนั้น หรือใช้ใบพลูมาเสก และให้เสกคาถาแล้วมองลอดหว่างขาของตน หากสาวนั้นเป็นผีกะแล้ว จะพบว่ามีแมวตัวเล็กๆ สองตัวเกาะที่ไหล่ของหญิงนั้น แล้วคอยแลบลิ้นเลียแก้มและใบหน้าให้สาวเจ้างามผุดผ่องยิ่งขึ้น

พ่อหนานปั๋น ปู่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคาถาอาคมและการปราบผีเล่าให้ฟังถึงวิธีการปราบผีกะว่า ต้องมีอุปกรณ์ในการปราบผี ดังนี้

1. คาถาอาคม

2. มีดหมอ ซึ่งอาจใช้งาช้างกำจัดหรือแง่งไพลแทนก็ได้

3. ต้นข่าแดง ใช้เสกแล้วตีต่างของคนที่ถูกสิง

4. หางปลาไม หรือหางปลากระเบน ใช้เสกแล้วตีตามตัวของคนที่ถูกผีเข้าสิง

5. เชือก ถ้าจะขลังต้องใช้ “เตี่ยวหม้อหนึ้ง” หรือผ้าที่ใช้ยารอยต่อของหม้อนึ่งกับไหข้าว ใช้ผูกคอคนที่ผีกะเข้าสิง

6. ข้าวสาร พริก หรือพริกไทย ให้เสกพ่นใส่หน้าคนถูกผีเข้า

7. หม้อแกงดินเผาที่ใช้งานมามากแล้ว ใช้เสกแล้วครอบศีรษะผู้ถูกผีเข้าและขูดก้นหม้อ ซึ่งมีผลทำให้เจ้าของผีกะผมร่วงเป็นแนวอย่างที่ปรากฏตามรอยขูดก้นหม้อนั้น

8. น้ำ ใช้เสกแล้วพ่นที่ใบหน้า แต่บางคนใช้น้ำร้อน มักจะใช้กรอกปากคนที่ถูกผีกะเข้า ซึ่งอาจจะเป็นการบังคับให้บอกชื่อเจ้าของผีกะมากกว่าใช้ปราบผีกะจริงๆ

9. ด้ายสายสิญจน์ ใช้ผูกขวัญและกันผี ในกรณีที่คนถูกผีเข้า

10. “ยันต์ก้อม” หรือ “ตะกรุด” ใช้ป้องกันโดยร้อยด้วยด้ายสีแดง ผูกคล้องคอหรือข้อมือ ตะกรุดนี้ กว้าง-ยาว สี่เหลี่ยมไม่เกิน 1 นิ้ว ลงอักขระไม่เกิน 8 ตัว หุ้มด้วยครั่งเป็นก้อนกลมรีเล็กๆ

ชาวบ้านเชื่อว่าวิธีปราบผีกะที่เข้าสิงผู้หญิงที่ได้ผลมากวิธีหนึ่งคือ การจับหญิงนั้นแก้ผ้าประจานหรืออาจจะหนักไปกว่านั้นคือ ข่มขืนผู้ถูกผีเข้าสิงเพื่อเป็นการไล่ผีอีกวิธีหนึ่งด้วย

ผีกะหรือคน เลี้ยงผีกะไม่ชอบ “นกเอี้ยงคำ” หรือนกขุนทองเลย เพราะขุนทองพูดเลียนเสียงมนุษย์ได้ ว่ากันว่านกเอี้ยงคำที่เลี้ยงตามบ้านมักอายุไม่ค่อยยืน เพราะโดนผีกะทำร้ายเอาเสมอ และที่เคยพบเสมอในบ้านชนบทที่คนนิยมเลี้ยงนกขุนทอง เขาจะมียันต์กัน “ผีกะ” ห้อยไว้กับกรงนก ป้องกันนกจากผีกะด้วยเหตุผลดังกล่าว

ความเชื่อเรื่องผีกะ สะท้อนค่านิยมในการดำรงชีวิตของผู้คนชนบท ความสัมพันธ์เกื้อกูลกัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ก่อให้สังคมอยู่อย่างสันติ การถูกปฏิเสธ และไม่ได้รับการยอมรับในสังคม เป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดสำหรับผู้คนชาวชนบทล้านนา

ผีกะ เป็นผีพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผีพวกนี้จะมีลักษณะคล้ายผีปอบ คือเข้าสิงในคน และชอบกินของสดของคาว

คนที่เลี้ยงผีกะ เป็นคนที่มีวิชาอาคม เล่นคุณเล่นของ ผีกะจะถูกเลี้ยงไว้ในหม้อดิน โดยมีผ้ายันต์สีขาวปิดปากหม้อไว้ โดยจะวางไว้บนเพดานบ้าน เจ้าของจะเซ่นผีกะด้วยไข่ดิบวันละฟอง

ผีกะ แต่เดิมคนที่เริ่มนำมาเผยแพร่ คือพวกลิเก หรือพวกนักดนตรี ที่แสดงการละเล่น เรียกว่าผีกะพระ-นาง ผีกะชนิดนี้มีลักษณะคล้ายวอกหรือค่าง ตัวเล็กๆสองตัว มักจะนั่งบนบ่าคนเลี้ยง ผีกะชนิดนี้มีคุณประโยชน์ตรงที่ หากใครเลี้ยงไว้ไม่ว่านักแสดงจะขี้เหร่แค่ไหน พอตกกลางคืนมันจะเลียหน้า ทำให้ยิ่งดึกยิ่งงดงาม การเลี้ยงผีกะจึงเป็นแฟชั่นของนักแสดงทางภาคเหนือในช่วงหนึ่งและเริ่มแพร่หลายสู่ภาคเหนือในจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งแยกเป็นหลายชนิด ผีกะมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ หากใครเลี้ยงไม่ดี ปล่อยให้ผีกะอดๆอยากๆ มันก็จะทำให้เจ้าของกลายสภาพเป็นกึ่งคนกึ่งภูติ ชอบสิงสู่ชาวบ้านกินตับไตไส้พุง ต้องหาหมอผีมาไล่ออกไปเป็นประจำ

ชนิดของผีกะ
ผีกะได้แตกสาขาออกเป็นหลายชนิด ดังต่อไปนี้

ผีกะพระ-นาง
ผีกะต้นฉบับดั้งเดิม ไม่มีใครรู้ว่ามาจากที่ไหน แต่เป็นที่นิยมเลี้ยงกัน เพื่อให้มันเรียกคนดูมาชม ทำให้คนดูหลงใหลในการแสดงของนักแสดงคนนั้นๆ แม้ว่ากลางวันจะขี้เหร่แค่ไหน แต่ตอนกลางคืนผีกะสามารถทำให้นักแสดงคนนั้นๆสวยหรือหล่อหยาดฟ้ามาดินได้

ผีกะดง
จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ บอกว่าผีกะดงนี้ มีอยู่จริงในนิทานพื้นบ้าน ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ผีกะชนิดนี้มีความดุร้าย วิ่งไวดุจลมพัด มักออกหากินเป็นฝูงในยามพลบค่ำ แต่น้ำลายของผีกะชนิดนี้วิเศษมาก สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทำให้ร่างกายมีความคงกระพันชาตรี ดังมีเรื่องเล่าว่า มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง หลงรักลูกสาวของคหบดีในตัวเมือง แต่พ่อตาไม่ชอบเพราะว่าชายหนุ่มจน และจัดการให้ลูกสาวของตนแต่งงานกับชายหนุ่มที่มั่งคั่ง ฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็ทราบเรื่องของเจ้าสาวดี จึงส่งคนมาทำร้ายคนรักของเจ้าสาว และหิ้วไปทิ้งในป่า ชายหนุ่มสะบักสะบอม เจ็บทั้งกายและใจ แต่ก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ได้แต่ปลงต่อความตาย รอให้สัตว์ร้ายในป่ามากิน ประจวบกับเวลานั้น มีฝูงผีกะดงกำลังออกหากิน ลูกฝูงผีกะจับขาชายหนุ่มเพื่อลากไปเป็นอาหาร ชายหนุ่มนิ่งเงียบปลงต่อชีวิต หัวหน้าผีกะแปลกใจมาก จึงห้ามลูกฝูงและสอบถามเรื่องราว ชายหนุ่มเล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด หัวหน้าผีกะเห็นใจ จึงบอกว่า หากชายหนุ่มยอมนับถือพวกตนเป็นผีประจำตระกูล จะช่วยให้ชายหนุ่มได้สมหวัง ชายหนุ่มตอบตกลง ผีกะจึงพากันรุมเลียตัวของชายหนุ่ม ด้วยอานุภาพน้ำลายบาดแผลจากการถูกทำร้ายหายสนิท ฝูงผีกะพาชายหนุ่มนั่งบนบ่า บุกบ้านแต่งงาน ลูกน้องของเจ้าบ่าวรุมทุบ รุมฟาดชายหนุ่ม แต่ก็ไม่อาจทำร้ายชายหนุ่มได้แม้ปลายขน เพราะฝูงผีกะดงกำบังตาไว้ และถีบลูกน้องจนกระเด็นตกเรือนกันหมด พวกผีกะพาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวออกมาโดยสะดวก หัวหน้าผีกะให้ทองคำและสมบัติที่พวกตนเฝ้ารักษาไว้ ชายหนุ่มปฏิบัติตามคำสัญญาและนับถือผีกะเป็นผีประจำตระกูลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผีกะอาคม
การเรียนวิชาอาคมในสมัยโบราณ ครูจะหวงวิชามาก ดังนั้นก่อนการเรียนจะต้องมีการขึ้นครูก่อนเสมอเพื่อให้อาคมนั้นสามารถรักษาผู้เรียนได้ มีคนบางคนที่เรียนอาคมโดยไม่ได้ขึ้นครูก่อน จึงโดนคำสาปที่ครูสาปแช่งไว้ในปั๊บหรือตำรานั้นๆ ทำให้กลายเป็นผีกะ ผีกะชนิดนี้จะสิงสู่ในตัวผู้เรียนโดยไม่รู้ตัว แต่ยามค่ำคืนมันจะออกไปหาอาหาร โดยแปลงตัวให้เหมือนหน้าร่างกายที่มันสิงอยู่ ผีกะชนิดนี้เป็นผีกะที่มีพลังเยอะมากจัดการกับมันได้ยาก

ผีกะตระกูล
ผีกะอีกสายหนึ่งที่มีคุณอนันต์เช่นกัน ผีกะชนิดนี้เป็นที่นิยมเลี้ยงแพร่หลายของชาวภาคเหนือ วิธีสังเกตว่าบ้านไหนเลี้ยงผีกะ ให้ดูนาของบ้านนั้นๆ ไม่ว่านานั้นจะอยู่ที่ดอนหรือที่ลุ่ม ไม่ว่าฝนจะแล้งหรือฝนจะขาด นาของบ้านที่เลี้ยงผีกะจะอุดมสมบูรณ์เสมอ ไม่มีแมลงมากวน ไม่มีโรคระบาด ผีกะชนิดนี้เลี้ยงดีมีคุณมาก ถ้าเลี้ยงไม่ดีผีจะออกหากินสิงสู่ชาวบ้าน เมื่อโดนหมอผีไล่ มันก็จะประจานผู้เลี้ยงทำให้อับอายขายขี้หน้าชาวบ้าน.

ผีกะตายโหง
คนบางคนเมื่อตายโหง จิตใจยังพะวกพะวนกับโลก จึงสิงสู่ในที่ๆตนตาย แต่เพราะความยึดถือในกายว่าตนยังไม่ตาย เมื่อไม่ได้กินอะไรนานๆเข้า มันหิวกระหาย จึงสิงสู่คนผู้มีจิตอ่อนแอทำให้กลายเป็นผีกะโดยไม่รู้ตัว ผีกะชนิดนี้มีอยู่จริงๆ จากเรื่องเล่าของแม่อุ้ยท่านหนึ่ง ว่า มีคนผู้หนึ่งชื่อ หนานเจต ทำนาที่ริมเขตเมืองเก่าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย(ทางอำเภอเชียงของ) โดยไม่รู้ว่าที่ตรงนั้นเคยมีคนถูกควายขวิดตาย วิญญาณของคนผู้นั้นจึงสิงสู่หนานเจต พอค่ำลงที่ใกล้ๆหนานเจตนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งทำนาอยู่ หนานเจตเดินเข้ามาหาชาวบ้านคนนั้น ชาวบ้านถามว่ามีอะไร หนานเจตไม่ตอบแต่ดวงตาค่อยๆแดงก่ำและมีเขี้ยวงอกออกมา กระโจนเข้าหาชาวบ้านผู้นั้น ชาวบ้านคนนั้นวิ่งหนีลงมาจากระท่อมนาอย่างขวัญกระเจิง มาหาพ่อของย่าที่กำลังนอนอยู่ บอกให้ช่วยไล่ผีไปที พ่อของย่าจึงถือไม้ไผ่และสายสิญจน์เดินไปดู แต่หนานเจตกลับไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ยังคงนอนหลับอยู่ที่ห้าง ผีกะชนิดนี้จึงอาศัยร่างต้นเหมือนปรสิตวิญญาณ จะพาร่างกายออกหากินในยามเจ้าของหลับ

นกเค้าผีกะ
ผีกะชนิดนี้มีทูตเป็นนกเค้าแมว สังเกตได้ง่ายว่าหากจะมีผีกะมาเยือนหมู่บ้านไหน กลางคืนคืนนั้นจะมีนกเค้าแมวมาร้อง ทั้งๆที่ไม่ใช่ฤดูที่นกควรร้อง(ฤดูหนาว) รุ่งเช้าคนที่เข้ามาหมู่บ้าน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผีกะ

โคมลอย ลอยล่องส่งเคราะห์

เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กเล็กที่วิ่งไล่กันใต้ต้นจำปีใหญ่ในวัดประจำหมู่บ้าน ขณะนี้วัดที่เคยสงบเงียบกลับอึกทึกครึกโครมไปด้วยเสียง ทั้งจากเครื่องเสียงที่มีปู่อาจารย์หนานแก้ว โฆษกประจำวัดประกาศรายนามผู้บริจาคเงินด้วยท่วงทำนองลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ เรียกรอยยิ้มจากผู้ที่ได้ยินได้ฟัง เสียงขับจ้อยซอของคณะละครซอชื่อดัง ทำเอาผู้เฒ่าน้ำตาหล่นแหมะกับความสะเทือนใจจากละครเรื่องเต่าน้อยอองคำ ความสนุกสนานกำลังเกิดขึ้นช่วงเทศกาลยี่เป็ง ประเพณียิ่งใหญ่ของคนในหมู่บ้าน

ณ ลานโล่งหน้าวัด กลุ่มผู้ชายทั้งหนุ่มแก่ต่างกำลังลุ้นชัยชนะฝีมือตนเอง โดยมีกลุ่มผู้หญิงและเด็กเล็กคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ด้วยกลัวอันตรายจากโกมลอย (โคมลอย) ที่กำลังจะถูกปล่อยขึ้นไปบนท้องฟ้า

โคมลอย หรือในบางท้องถิ่นเรียกว่า ว่าว มี 2 ชนิด คือ โคมลม และโคมไฟ

โคมลม คือ โคมที่ปล่อยในเวลากลางวัน

โคมไฟ คือ ใช้ปล่อยในเวลากลางคืน

พ่อหนานสมเจ้าต๋ำฮา (เจ้าตำรับ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำโคมลอยเล่าให้ฟังว่า การทำโคมลอยจะใช้กระดาษเนื้อบาง ติดประกอบกันเป็นรูปทรงต่างๆ ส่วนใหญ่ทำเป็นลักษณะของถุงลม ก้นใหญ่ วงปากแคบ กระดาษที่ใช้ทำนั้น จะใช้กระดาษสีเดียวหรือหลายสีก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ ในสมัยก่อนนิยมมาช่วยกันทำที่วัด เพราะต้องใช้สถานที่ทำเป็นลานกว้าง โดยมีเจ้าต๋ำฮาเป็นผู้ควบคุมดูแล

วิธีการเล่น

เมื่อถึงเวลา ปล่อยโคมลอย ชาวบ้านโดยเฉพาะพวกผู้ชายก็จะล้อมวงเข้ามาดูอย่างใกล้ชิด บ้างก็ช่วยถือไม้ค้ำยันเพื่อช่วยให้โคมลอยทรงตัวได้ ถ้าเป็นโคมไฟก็จะเอาเชื้อเพลิงคือผ้าชุบน้ำมันยางเผา หรือใช้ชัน (ขี้ขะย้า) เผาเพื่อให้เกิดควันแล้วปล่อยควันไฟเข้าไปอัดในโคมลอย จนโคมลอยลอยตัวและตึงเต็มที่ เมื่อถึงตอนนี้ชาวบ้านก็ช่วยกันมากขึ้น บ้างก็ถือวงปาก บ้างก็คอยให้กำลังใจอยู่รอบข้าง โดยมีขบวนแห่กลองสิ้งหม้องและฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน เมื่อโคมลอยตึงเต็มที่ ก็จะนำประทัดหรือหางว่าวมาผูกติดกับวงปาก ปลดไม้ค้ำยันออก และปล่อยขึ้นไป ถ้าเป็นการแข่งขันก็จะดูว่าโคมของใครสวยหรือไม่ โดยดูตั้งแต่ขนาด รูปทรงของว่าว การลอยตัว และลูกเล่นต่างๆ ที่ผูกติดวงปากของโคมลอย

การปล่อยโคมลอยนั้น นิยมเล่นหรือแข่งขันกันในเทศกาลงานประเพณีสำคัญๆ ของหมู่บ้าน เช่น วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา ประเพณียี่เป็ง หรืองานบุญต่างๆ

การปล่อยว่าวหรือโคมลอยนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า เพื่อให้ว่าวได้นำเอาเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่างๆ ออกไปจากหมู่บ้าน ดังนั้น ว่าว หรือโคมลอยที่ปล่อยขึ้นไป ถ้าไปตกในบ้านใคร บ้านนั้นจะต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างเสนียดจัญไรทั้งปวงออกไป นอกจากนี้ ยังถือกันว่าเป็นการทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านอีกด้วย

ชีวิตคนเราบางครั้งสะสมหมักหมมความเศร้าหมองหรือสิ่งเลวร้ายไว้ในจิตใจ ที่เรียกว่าเคราะห์กรรมจนก่อเกิดความทุกข์ หากไม่มีการชะล้างออกไปบ้าง ชีวิตอาจทนรับไม่ไหว

โคมลอย จึงเปรียบเสมือนสื่อกลางทำให้ชีวิตนี้ดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุขต่อไป

ที่มา:
เว็บไซต์วิถีชาวบ้านของ ครูศรีจันทรัตน์ กันทะวัง http://school.obec.go.th/phifo/index.html

ประเพณีปี๋ใหม่เมือง

ชาวล้านนาถือเอาเดือนเมษายน หรือเดือน 7 เหนือ เป็นเดือนเปลี่ยนศักราชใหม่ เรียกกันว่า ปี๋ใหม่
ประเพณีปีใหม่เมือง
ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของชาวล้านนา มีความแตกต่างจากสงกรานต์ของชาวไทยภาคกลาง ทั้งระยะเวลา กิจกรรม ความเชื่อ และความมุ่งหมาย ดังนั้น ปีใหม่เมืองของชาวล้านนา จึงมีวันและกิจกรรมต่างๆ ที่ปฏิบัติกัน มากกว่าสงกรานต์ของชาวไทยภาคกลาง ซึ่งประกอบด้วย วันสังขานต์ล่อง วันเน่า วันพญาวัน วันปากปี วันปากเดือน และวันปากยาม

ปีใหม่เมืองของชาวล้านนาตรงกับเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ในฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนมาก และช่วงเวลาว่างจากการทำไร่และเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว จึงถือเอาวันปีใหม่เป็นวันทำบุญใหญ่วันหนึ่งในรอบปี เป็นวันที่สนุกสนานรื่นเริงด้วยการเล่นน้ำสงกรานต์ให้เย็นฉ่ำ ถือขันน้ำรดน้ำให้แก่กัน มีการละเล่นพื้นบ้าน เช่น มะกอน ม้าจ๊กคอก อีโจ้ง (โยนหลุม) จึงเป็นโอกาสที่เด็กๆหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ได้พบเจอกันและทำกิจกรรมร่วมกันผ่านประเพณีต่างๆ เช่น สรงน้ำพระ ขนทรายเข้าวัด ดำหัว ทำบุญที่วัดในวันพญาวัน ประเพณีปีใหม่เมือง

ก่อนจะถึงวันปีใหม่ บรรยากาศในทุกหมู่บ้านคึกคักด้วยการจัดเตรียมช่อตุงปีใหม่ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยนั่งตัดตุง หลากหลายสี
ประเพณีปีใหม่เมือง

มีตุงไส้หมู ตุงรูปคน ตุงสิบสองราศี ส่วนแม่เรือนพ่อเรือนปัดกวาดแผ้วถางบ้านให้สะอาดงดงาม เพื่อชำระล้างความสกปรกที่หมักหมมมาตลอดทั้งปี และต้อนรับสิ่งดีงามที่จะเกิดขึ้นในปีใหม่

การคำนวณวันขึ้นปีใหม่ในแต่ละปี โหราจารย์หรือผู้รู้ด้านวัฒนธรรมล้านนาจะเป็นผู้คำนวณ และประกาศปีใหม่เมืองของปีนั้นๆ เรียกว่า ปักขะทืนล้านนา หรือหนังสือปีใหม่เมือง โดยถือเอาวันที่ราศีมีนย้ายเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกันในแต่ละปี
ประเพณีปีใหม่เมือง
เมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้วจึงประกาศให้ชาวเมืองรับรู้ และปฏิบัติตนตามประเพณี เช่น วันที่ ๑๔ เมษายน อาจเป็นวันสังขานต์ล่อง ๑๕ เมษายน อาจเป็นวันเน่า ๑๖ เมษายน อาจเป็นวันพญาวัน เป็นต้น ปัจจุบัน ชาวล้านนานิยมทำบุญ และทำกิจกรรมเทศกาลปีใหม่เมือง ตามวันหยุดราชการในปฏิทินสากล วันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันสังขานต์ล่อง ๑๔ เมษายน เป็นวันเน่า ๑๕ เมษายน เป็นวันพญาวัน

ประเพณีปีใหม่ของชาวล้านนา มีคติความเชื่อเกี่ยวกับขุนสังขานต์หรือขุนสังกรานต์ ซึ่งแตกจากความเชื่อของชาวไทยภาคกลาง คือไม่ได้กล่าวถึงท้าวกบิลพรหมและธรรมบาลกุมารแต่อย่างใด แต่กล่าวถึงขุนสังขานต์ในลักษณะ บุคลาธิษฐาน หมายถึงพระอาทิตย์ เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนศักราชในแต่ละปี และมีอิทธิพลต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์ จากการคำนวณตามคัมภีร์สุริยยาตร์

ตำนานปีใหม่เมือง
ปีใหม่เมืองของชาวล้านนาไม่ปรากฏชัดเจนว่าเกิดขึ้นเมื่อใด ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2549 สาขาวรรณศิลป์ ปราชญ์แห่งล้านนาได้ประมวลความจากตำนานต่างๆ ว่า ชนชาติไทยรับเอาประเพณีวันสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่นี้มานับพันปีแล้ว
ประเพณีปีใหม่เมือง ตำนานปีใหม่เมืองจากคัมภีร์เทศนาธรรมเรื่อง อานิสงส์ปีใหม่เมืองและคำเวนทานปีใหม่(ทวี เขื่อนแก้ว ,๒๕๔๑, หน้า ๗๐) กล่าวถึงตำนานปีใหม่เมืองไว้ว่า ธรรมบาลกุมาร บุตรของมหาเศรษฐี อายุเพียง ๗ ขวบ เป็นผู้ฉลาดหลักแหลม เรียนรู้ภาษาสรรพสัตว์ จนเป็นที่เรื่องลือไปทั่ว ท้าวกบิลพรหมผู้อยู่บนสรวงสวรรค์จึงลงมาถามปัญหา ๓ ข้อ ว่า “ตอนเช้า กลางวัน และกลางคืนศรีของคนอยู่ที่ไหน” โดยให้เวลา ๗ วัน ท้าวกบิลพรหมจะลงมาเอาคำตอบ ถ้าหากธรรมบาลกุมารตอบปัญหาไม่ได้จะต้องถูกตัดหัว และถ้าหากตอบถูกท้าวกบิลพรหมจะยอมถูกตัดเศียร เวลาล่วงมาได้เกือบ ๗ วัน ธรรมบาลกุมารยังไม่ได้คำตอบ แต่เผอิญไปนั่งอยู่ไต้ต้นไม้ต้นหนึ่งได้ยินเสียงนกคุยกันว่า “ตอนเช้าศรีอยู่ที่ใบหน้า กลางวันอยู่ที่หน้าอก และกลางคืนอยู่ที่เท้า” ครบวันที่ ๗ จึงนำคำตอบนี้ตอบแก่ท้าวกบิลพรหม และเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ท้าวกบิลพรหมจึงยอมถูกตัดเศียร แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมนั้นมีอานุภาพร้ายนัก หากตกใส่แผ่นดินก็จะเกิดอัคคีไหม้ทั่วทั้งแผ่นดิน หากตกลงในน้ำ น้ำก็จะแห้งขอด หากตกในอากาศ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกเกิดความแห้งแล้ง
ท้าวกบิลพรหมจึงให้ลูกสาวทั้ง ๗ นางนำเศียรใส่พานไปไว้ในถ้ำคัณธธุลีในเขาไกรลาศ และเมื่อครบปีให้ธิดา ๗ นาง ผู้เป็นลูกผลัดกันอัญเชิญออกมาแห่ในช่วงสงกรานต์ เพื่อให้ผู้คนในโลกมนุษย์รับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีใหม่
เรื่องธรรมบาลกุมารนี้ เข้าใจว่าล้านนารับอิทธิพลมาจากไทยภาคกลาง แต่ผลจากการศึกษาการชำระปฏิทินล้านนาโดยนักวิชาการร่วมกับปราชญ์ท้องถิ่น (ยุทธนา นาคสุข, ๒๕๔๖, หน้า ๔๔) พบว่า อดีตคติของชาวล้านนาให้ความสำคัญต่อขุนสังขานต์ ในลักษณะบุคลาธิษฐาน หมายถึงพระอาทิตย์ เป็นสุริยะเทพ และจากคัมภีร์สุริยยาตร์ได้กล่าวถึงการล่องของสังขานต์ในแต่ละปีนั้น มีขุนสังขานต์เป็นตัวเอก และมีนางเทวดามารอรับขุนต์สังขานต์ การล่องของขุนสังขานต์มีความยิ่งใหญ่อลังการ และมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกันไป ตามวันที่สังขานต์ล่องในแต่ละปี เช่น สีเครื่องนุ่งทรง เครื่องประดับ การถือสิ่งของในแต่ละมือ อิริยาบถ พาหนะ ทิศการเสด็จ ฯลฯ และคำทำนายมีอิทธิพลต่อ ประเพณีปีใหม่เมือง
ความเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์ เช่น เหตุการณ์สำคัญ ศึกสงคราม ของถูกของแพง ปริมาณน้ำฝน พืชพรรณธัญญาหาร เป็นต้น จากการศึกษาดังกล่าว พบว่าไม่มีการกล่าวถึงหรือให้ความสำคัญต่อท้าวกบิลพรหมและนางสงกรานต์เลย

ตำนานเกี่ยวกับการกำเนิดปีใหม่เมือง ปรากฏในธรรมพื้นเมืองเรื่อง “อานิสงส์ปีใหม่เมือง” ซึ่งมีหลายสำนวน สำนวนที่ร้านภิญโญ ตลาดหนองดอก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อใช้ในการเทศนาเนื่องในประเพณีปีใหม่เมือง กล่าวถึงการกำเนิดของปีใหม่เมืองไว้ว่า

ที่นี่จักกล่าวยังตำนานปีใหม่ก่อนแล ผู้มีผญาพึงจักรู้ดังนี้เทอะ

อตีเต กาเล ในอตีตาล่วงแล้วมาก่อนนั้น ยังมีเศรษฐีสองผัวเมียมีข้าวของสัมปัตติมากนัก เท่าว่าบ่มีลูกเต้าบุตตาบุตรีไว้สืบตระกูลแล ที่ใกล้บ้านเศรษฐีนั้นยังมีผัวเมียแถมคู่หนึ่ง ทุกข์ยากไร้อนาถาหาเช้ากินค่ำ อันว่าสองผัวเมียนี้เล่า ยังมีลูกเต้าไว้สองคนพี่น้อง ชายผู้เป็นพ่อนั้นมักจักถงเหล้าบ่ขาดทั้งวันก็มีแล ยังมีในวันหนึ่งชายผู้นั้นมันได้ถงเหล้ามากนัก มันก็กล่าวซึ่งเศรษฐีนั้นว่า

ดูราท่านเศรษฐีเหย ท่านนี้นามั่งมีข้าวของเงินคำสัมปัตติมากเท้า หากว่าบ่มีประโยชน์เล่าอันใด ส่วนว่าตัวเรานี้นา ถึงจักทุกข์ไร้ก็ยังดีกว่าท่านมากนัก เหตุว่าเรานี้มีลูกไว้สืบแทนตระกูลแล ส่วนอันว่าเศรษฐีนั้นกล่าวว่า ถึงเราบ่มีลูกเต้าหญิงชาย เราก็มีข้าวของหลายไว้จ่ายใช้ บ่หันว่าจักได้เคืองขีแลนาท่านเฮย

ส่วนว่าชายขี้เหล้านั้น มันก็จาคำไปว่า ดูราท่านเศรษฐี หากว่าท่านได้ตายหนีไปหน้า อันว่าข้าวของเงินคำทั้งหลาย ก็จักเป็นของสาธารณ์ดายปางเปล่าแลนาท่านเฮย

เมื่อนั้นชายเศรษฐีได้ยินคำชายผู้นั้นกล่าวดั่งนั้น ก็มีใจใคร่ได้ยังลูกไว้สืบแทนตระกูล ก็พากันไปกระทำยังพลีกรรมกราบไหว้ ใต้ต้นไม้โพธิ์ไทร วิงวอนขอลูกเต้า ต่อรุกขเทวดาเจ้าก็มีแล ส่วนว่ารุกขเทวดาอันรักษาอยู่ต้นไม้ รู้ว่าเศรษฐีมีศีลมีธรรมบ่ขาดดั่งอั้น ก็ไปจาบอกเล่าต่อตนอินทราเจ้าได้รู้ชุประการ ส่วนว่าพญาอินทรารู้แล้วก็บ่ช้า รีบเสด็จไปกราบไหว้ ขอเทวบุตรเจ้าตนมีบุญลงมาเกิด เอากำเนิดในท้องนางเศรษฐี ครั้นว่าสิบเดือนมีมารอดแล้วเล่า นางก็ประสูติลูกเต้าเป็นชาย พ่อแม่จึงใส่ชื่อหมายไว้ว่าธรรมปาละ อาจารย์เจ้าทั้งหลายกล่าวไว้ว่า นามนี้เป็นผู้รักษาธรรมก็เพื่ออั้นแล

ในกาลไปภายหน้า เจ้าธรรมปาละนั้นก็ได้เรียนยังสรรพสิปปา อันว่าเจ้าธรรมปาละนั้นมีผญาองอาจ จบฉลาดไตรเพททั้งมวลแล สมัตถะรู้ยังเสียงสัตว์ต่างๆ นานาได้ชะแล

ตทา ในกาลนั้นเล่า ยังมีมหาพรหมเจ้าชื่อกปิลตนองอาจ รู้ว่าเจ้าน้อยนาฏธรรมปาลกุมาร มีผญาเชียงคราญจบฉลาด ท้าวตนองอาจก็มาอิจฉาขอยมากนัก ก็รีบเสด็จมาสู่ ยังที่อยู่ธรรมปาลบ่ช้า แล้วก็เอ่ยถามยังปริศนา ว่า

ดูรากุมารเหยหนุ่มเหน้า เรารู้ว่าเจ้านี้มามีผญาฉลาด เหตุนั้นเราใคร่ถามยังปริศนา ครั้นว่าเจ้านี้เล่าสมัตถะแก้ได้ เรานี้ไซร้จักตัดหัวเราหื้อขาด ครั้นว่าเจ้านี้บ่อาจแก้ได้ยังปริศนา รอดเจ็ดวันมาครบไคว่แล้วดังอั้น คอแห่งเจ้านั้นเที่ยงว่าจักขาดตายเป็นผี อันว่าปริศนามีดังนี้เล่า คือยามเช้าสิริหรือราศีคนเราอยู่ที่ไหน บทถัดไปว่ายามกลางวันสิริหรือราศีคนเราอยู่ที่ไหน บทถ้วนสามถัดไป ว่ายามค่ำนั่นเล่า สิริหรือราศีแห่งคนหนุ่มเฒ่าอยู่ที่ไหนนั้นชา

ครั้นว่าท้าวกปิลมหาพรหมจากล่าวแล้ว ก็รีบคลาดแคล้วหายไปก็มีแลนา ที่นั้นธรรมปาลกุมารนั้นเล่า ได้ฟังปริศนาแห่งพรหมเจ้าไขปัน ก็มีใจตันกีดช้อม เหตุบ่อาจแก้ยังปริศนานั้นได้ ตราบต่อเท่ารอดเจ็ดวันไคว่เทิงมา ธรรมปาลนั้นนาคิดฉันใดก็บ่ออก เป็นดั่งมีหนามมายอกหัวใจ เจ้ารีบคลาไคลไปยั้งอยู่ ที่ไต้ต้นไม้โพธิ์ไทรคู่ใหญ่กว้าง อันเป็นที่อยู่สร้างแห่งสกุณาทั้งหลายก็มีแล

ที่นั้นยังมีนกหัสดิลิงค์สองตัวผู้แม่ ตัวใหญ่แท้มีงวงงาดังช้าง ก็มาอยู่สร้างในรังมัน ที่นั้นนกตัวแม่ก็จาคำไปว่า

ดูราสูเหย วันพรูกนี้ก็หากเป็นวันศีล เราจักไปหากินที่ใดกันนี้ชา ที่นั้นนานกตัวผู้ ก็กล่าวอู้ว่าวันพรูกนี้มารอด สองเรานี้บ่ต้องจักไปสอดแดนไกล เหตุว่าเราจักได้กินชิ้นมนุสสา ด้วยเหตุว่าเจ้าบุญหนาธรรมปาลกุมารนั้นไซร้ บ่อาจแก้ปริศนาได้ อันท้าวกปิลมหาพรหมพันธนันไว้แต่หัวทีนั้นแล

ที่นั่นนกตัวแม่นั้นก็ย้อนถามนกตัวผู้ ว่าปริศนานั้นมีอยู่ฉันใดชา จงกล่าวจาบอกชี้ หื้อได้รู้แจ้งถี่เทอะราแด่เทอะ ส่วนนกตัวผู้ก็กล่าวว่า ปริศนานั้นมีสามข้อ จักย่อๆ พอเข้าใจ บทแรกเค้าหัวที่ว่า ยามเช้าสิริหรือราศีคนเรานี้อยู่ที่ไหน มีคำแก้ไขไว้ว่า ยามเมื่อเช้าสิริหรือราศีคนเรานั้นอยู่ที่หน้า เหตุนั้นคนโลกหล้าหญิงชาย ครั้นตื่นเช้ามา จึงเอาน้ำล้างหน้าเพื่ออั้นแล

ปริศนาบทถ้วนสองนั้นเล่า ว่ายามเมื่อกลางวัน สิริหรือราศีคนเรา อยู่ไหน หากมีคำไขกล่าวแก้ ว่าสิริหรือราศีที่แท้หากอยู่ที่หน้าอก เหตุนั้นเล่าคนหนุ่มเฒ่าหญิงชาย ครั้นกาลยามสายเที่ยงแล้วดังอั้น จึงเอาน้ำเย็นใสสะอาด มาลูบลาดยังอกตน ก็เพื่ออั้นแลนา อันว่าปริศนาบทถ้วนสามนั้นเล่า ถามว่ายามแลงค่ำนั้นสิริหรือราศีคนเราอยู่ที่ไหน มีคำไขว่าเวลาค่ำนั้น สิริหรือราศีของคนเรานั้นอยู่ที่ตีน เหตุนั้นคนหญิงชายทั้งหลายนั้นเล่า ครั้นจักเจ้านอนพักผ่อนกายา จึงเอาน้ำมาซ่วยล้างตีนก็เพื่ออั้นแล

นกหัสดีลิงค์สองตัวแม่ผู้ อันจากล่าวอยู่บนต้นไม้ อันว่าเจ้าหน่อไท้ธรรมปาลนั้นเล่า อันนอนอยู่พื้นเค้าโพธิ์ไทร ครั้นได้ยินคำไขกล่าอู้ แห่งนกสองตัวผู้แม่ ก็รู้แจ้งแก่ยังปริศนานั้นชุอันๆ ก็มีแล

ครั้นว่าวันถ้วนเจ็ดมารอดแล้ว ท้าวต้นแก้วกปิลมหาพรหมก็เสด็จมาสู่ ไปที่อยู่ธรรมปาลกุมาร เพื่อจักขอฟังยังคำกล่าวแก้ปริศนา อันได้สัญญาว่าไว้ ส่วนเจ้าหน่อไท้ธรรมปาลกุมาร ก็ไขยังปริศนานั้นได้ชุประการ

ยามนั้นท้าวกปิลมหาพรหมตนองอาจ รู้ว่าหัวตนจักขาดไปจากบ่า ก็เรียกยังลูกหล้าทั้งเจ็ดนางมาหา แล้วก็สั่งจาว่าไว้ หื้อรู้เสี้ยงไคว่ตามมี ว่าครั้นหัวพ่อนี้ขาดแล้ว หื้อลูกแก้วเอาขันมาใส่ไว้ อย่าหื้อได้ตกลงไปภายใด ครั้นว่าหัวพ่อนี้ตกลงใส่ปฐวี จักเป็นอัคคีไฟลุกไหม้ ครั้นว่าตกลงใส่สาคร น้ำจักแห้งเขินเป็นเกาะดอนบ่ช้า ครั้นว่าเอาโยนขึ้นฟ้าภายบน ฟ้าฝนจักบ่ตกแถ้ง บ้านเมืองจักแห้งแล้งบ่มีประมาณ เหตุดั่งอั้นหื้อนงคราญลูกพ่อไท้ หื้อผลัดเปลี่ยนกันเอาขันใส่ไปไว้ที่ในถ้ำใหญ่เขาไกรลาส อย่าหื้อขาดชุปีแด่เทอะ

ครั้นว่าท้าวกปิลพรหมจาบอกเล่าลูกทั้งเจ็ดนางแล้ว ก็เอาดาบแก้วตัดยังคอตนบ่ช้า แล้วยื่นยังหัวหื้อนางหน่อหล้าธิดา อันมีนามาชื่อสร้อย ว่านางอ่อนน้อยทุงสเทวี อันทรงรูปงามดีผู้เค้า เอาขันใส่ยังหัวพ่อเจ้าแห่แหนกันไป สู่ดงไพรเขาไกรลาส บ่ได้ขาดชุวันปีใหม่ก็มีหั้นแล

อันว่าราชธิดาแห่งท้าวกปิลพรหมทั้งเจ็ดนั้นเล่า นางผู้เป็นเค้าชื่อทุงสเทวี นางผู้ถ้วนสองชื่อนามมีว่าโคราสัสสา นางผู้ถ้วนสามนั้นนาชื่อราคะสัสสะ นางผู้ถ้วนสี่ชื่อมณฑาเทวีหน่อเหน้า นางผู้ถ้วนห้านั้นเล่าชื่อสิริณียอดสร้อย นางผู้ถ้วนหกชื่อนางอ่อนน้อยกิมินทาหน่อไท้ นางผู้ถ้วนเจ็ดนั้นไซร้ชื่อมโหตระบุญหนา ครั้นว่าสังขารมาไคว่รอด นางแก้วยอดทั้งหลาย ก็ผลัดเปลี่ยนกันเอาขันใส่ ยังหัวพรหมพ่อไท้แล้วแห่แหนกันไปบ่ขาดชุปี ก็มีแลนา (ธรรมพื้นเมืองเรื่อง “อานิสงส์ปีใหม่เมือง” ร้านภิญโญ ตลาดหนองดอก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน)

ความสำคัญของปีใหม่เมือง
ปีใหม่เมือง นั้นมีความหมายและความสำคัญต่อคนล้านนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเริ่มต้น ให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิต ความงอกงาม ความสุข โดยมีสาระสำคัญดังนี้ (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๓ หน้า ๕๑; โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑ หน้า ๕)
ประเพณีปีใหม่เมือง
๑. เป็นการเปลี่ยนปี เปลี่ยนศักราช

ตามระบบปฏิทินและโหราศาสตร์ เมื่อถึงวันสังขานต์ล่องจุลศักราชจะเลื่อนขึ้นอีกหนึ่งปี ในหนังสือปีใหม่เมืองหรือปักกะทืนล้านนา ใช้ศักราช ๒ ระบบ คือจุลศักราช และพุทธศักราช ซึ่งจุลศักราชนั้นได้รับอิทธิพลมาจากพม่า ซึ่งน้อยกว่าพุทธศักราชจำนวน ๑๑๘๑ปี
สังฆราชบุพโสรหันต์ ชาวพม่าเป็นผู้ตั้งขึ้น ชาวล้านนารับเอาระบบปฏิทินที่พม่าตั้งจุลศักราชขึ้นมาใช้ก่อนพุทธศักราชจะเข้ามามีอิทธิพลในภายหลัง อาจเป็นเพราะอดีตล้านนาเคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของประเทศพม่า และรับตำราการคำนวณปฏิทินมาจากพม่าจึงใช้ระบบจุลศักราชเป็นหลักในการคำนวณ

๒. เป็นการเตือนตน สำรวจตรวจสอบตนเอง

เริ่มเข้าสู่ปีใหม่ จะเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านชีวิต การเปลี่ยนปีทำให้อายุเพิ่มขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เป็นการย้ำเตือนของวันและวัยที่เพิ่มขึ้น และสำรวจตรวจสอบตนเองทบทวนอดีตที่ผ่านมา ได้ทำอะไรไว้บ้าง สิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี ก่อเกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใด และวางแผนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่ตั้งอยู่กับความประมาท ยอมรับในความจริง ความโรยราของสังขาร และการวางตัวให้เหมาะสมกับวัย

๓. เป็นการชำระสะสางสิ่งหมักหมม

การเข้าสู่ปีใหม่ ในวันสังขานต์ล่องตามจารีตประเพณี จะต้องทำความสะอาดบ้านเรือน ซักที่นอนหมอนมุ้ง อาบน้ำ ดำหัว นุ่งผ้าใหม่ เพื่อเริ่มต้นสู่ปีใหม่ ดังนั้นสิ่งสกปรกที่หมักหมมมาตลอดทั้งปี จะต้องได้รับการชำระสะสาง ให้สะอาดหมดจด รวมถึงการชำระล้างจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจาก ความเศร้าโศก ความหม่นหมองที่เกิดขึ้นในใจ เพื่อเข้าสู่การเริ่มต้นที่ดีงาม ประเพณีปีใหม่เมือง
ประเพณีปีใหม่เมือง
๔. เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

เมื่อทบทวน สำรวจตรวจสอบตัวตน และชำระล้างจิตใจที่เศร้าหมองให้สะอาดแล้ว ก็จะมีแต่ความสุข เบิกบานเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยสิ่งดีงามเป็นมงคล เช่น การนุ่งผ้าใหม่ การสระเกล้าดำหัว การทำบุญ ทานขันข้าว ปักตุง สืบชะตา บูชาเทียนปีใหม่ ฯลฯ พิธีกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต เสริมสร้างขวัญกำลังใจ และพลังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

๕. เป็นการรำลึกถึงบุญคุณ

กิจกรรมในวันปีใหม่เมือง เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้มีโอกาสพบเจอกับ ผู้มีพระคุณต่างๆเพื่อไปสุมาคารวะ ดำหัว คือการไปขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ และขอพรปีใหม่จากผู้มีพระคุณ เช่น พ่อ แม่ ปู่ย่า ตา ทวด ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ ผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อแสดงความกตัญญู รำลึกในบุญคุณ และเยี่ยมเยือนไตร่ถามสารทุกข์สุกดิบ

กิจกรรมในวันปีใหม่เมือง

ประเพณีปีใหม่เมืองของชาวล้านนา ในอดีตมีกิจกรรมที่กระทำตามวันต่างๆ กินเวลากว่า ๗ วัน โดยแต่ละวันจะมีการปฏิบัติตนแตกต่างกันไปตามจารีตประเพณี ซึ่งประกอบด้วยวันต่างๆดังนี้

๑. วันสังขานต์ล่อง หรือวันสังขารล่อง หรือวันสังกรานต์ล่อง
๒. วันเน่า เป็นวันที่๒ ของปีใหม่เมือง
๓. วันพญาวัน เป็นวันที่๓ ของปีใหม่เมือง
๔. วันปากปีเป็นวันที่๔ ของปีใหม่เมือง
๕. วันปากเดือนเป็นวันที่๕ ของปีใหม่เมือง
๖. วันปากวันเป็นวันที่๖ ของปีใหม่เมือง
๗. วันปากยาม วันที่ ๗ ของปีใหม่เมือง

ประเพณีปีใหม่เมืองในปัจจุบัน นิยมยึดถือปฏิบัติกันเพียง ๔ วันคือวันสังขานต์ล่อง วันเน่า วันพญาวัน และวันปากปี เนื่องด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนในยุคปัจจุบันมีชีวิตที่เร่งรีบบีบรัดกว่าแต่ก่อน และประกาศหยุดสงกรานต์ทางราชการกำหนดให้แค่วันที่ ๑๓ -๑๕ เมษายน

วันสังขานต์ล่อง
วันสังขานต์ล่อง หรือวันสังขารล่อง หรือวันสังกรานต์ล่อง เป็นวันแรกของกิจกรรมปีใหม่ “สังขานต์” คือคำเดียวกับ “สงกรานต์” ในภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่า “ก้าวล่วงแล้ว” วันสังขานต์ล่องในภาษาล้านนา ตรงกับภาคกลาง คือวันมหาสงกรานต์ ถือเป็นวันสิ้นสุดของปีเก่า (การออก เสียง กร คนล้านนาจะออกเสียงเป็น ข เช่น คำว่า โกรธ ออกเสียงเป็น โขด คำว่า ชาวกรอม ออกเสียงเป็น ชาวขอม ดังนั้น”สงกรานต์” จึงออกเสียงเป็น “สังขานต์” ) ในหนังสือประเพณีสิบสองเดือนล้านนาให้ความหมายว่า สังกรานต์ หมายถึงวันเดือนปีที่ล่วงไป (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๓, หน้า ๕๖) ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (๒๕๔๒, หน้า ๖๗๒๔) กล่าวถึงวันสังกรานต์ล่อง คือวันที่พระอาทิตย์โคจรไปสุดราศีมีน จะเข้าสู่ราศีเมษ

วันสังขานต์ล่องในแต่ละปีอาจไม่ตรงกันทุกปี เช่น พ.ศ.๒๕๕๑ ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ตรงกับวันที่ ๑๔ เมษายน (ปฏิทินล้านนา ฉบับวัดธาตุคำ) แต่ปัจจุบันนิยมยึดถือตามประกาศวันหยุดสงกรานต์ของทางราชการ ถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายน ของทุกปีเป็นวันสังขานต์ล่อง (ดุสิต ชวชาติ. ประธานชมรมปักขะทืนล้านนา, สัมภาษณ์, ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)
ประเพณีปีใหม่เมือง
วันนี้คนล้านนาจะตื่นแต่เช้าตรู่ จุดสะโปก หรือประทัด ยิงปืน เพื่อขับไล่เสนียด จัญไร ไหลล่องไปกับปู่สังขานต์ ย่าสังขานต์ ซึ่งจะแบบรับเอาสิ่งที่ไม่ดีไม่งามในชีวิตไปเททิ้งที่มหาสมุทร การไล่สังขานต์ด้วยเสียงประทัดหรือสะโปกที่ดังแต่เช้าตรู่ จึงทำให้ทุกคนตื่นขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดบ้านเรือน ซักที่นอน หมอนมุ้ง แล้วอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดผ่องใส
เด็กๆมักจะถูกหลอกให้ไปซักผ้าที่แม่น้ำแต่เช้าตรู่ เพราะจะได้เห็นสังขานต์ล่องที่แม่น้ำ คนโบราณได้สมมุติตัวสังขานต์เป็นคนแก่สองคน คือปู่สังขานต์และย่าสังขานต์ถ่อแพไหลมาตามแม่น้ำ(บัวผัน แสงงาม. ชาวบ้านหมู่ 6 ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๑๘ มกราคม ๒๕๕๒) บ้างก็ว่าปู่สังขานต์และย่าสังขานต์หาบกระบุงตะกร้า เดินมาตามถนน เพื่อมารอรับเอา
เสนียดจัญไรทั้งหลาย ไปขว้างทิ้ง บ้างก็ว่าปู่สังขานต์ย่าสังขานต์ ห่มผ่าสีแดงล่องแพมาตามแม่น้ำ นำพาสิ่งไม่ดีเป็นอัปมงคลมาด้วย จึงต้องขับไล่ด้วยเสียงดังของประทัดเร่งเร้า ให้ผ่านไปโดยเร็ว วันนี้คนโบราณจึงจะเก็บกวาด ทำความสะอาดบ้านเรือน ซักผ้า เผาเศษขยะใบไม้ให้สิ่งหมักหมมทั้งหลายหมดสิ้น ไปพร้อมๆกับสังขานต์ที่ล่องไป (น้อย ปราใจประเสริฐ. ชาวบ้านแม่อีด ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๑๘ มกราคม ๒๕๕๒) ประเพณีปีใหม่เมือง
ประเพณีปีใหม่เมือง
สิ่งสมมุติว่าเป็นปู่สังขานต์ ย่าสังขานต์นั้น แท้จริงคือ ตัวตนของเราที่กำลังไหลล่องไป ตามวัยของสังขาร มีอายุที่มากขึ้น จึงต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ดีนั้น จะต้องขว้างทิ้งเสียสิ่งเศร้าหมอง ทีมีอยู่ในกาย วาจา และใจนั่นเอง สิ่งสำคัญในวันนี้คือการ “ดำหัว” โดยน้ำขมิ้นส้มปล่อย เพื่อชำระล้างสิ่งอัปมงคล และในวันนี้ มีการทำพิธีลอยสังขานต์ที่แม่น้ำใหญ่ โดยการทำแพต้นกล้วย ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ช่อ ตุง อาหารคาวหวาน แห่ด้วยฆ้องกลองอย่างครึกครื้น
ในการทำพิธี มีการปั้นข้าวแป้งลูบไล้ตามตัว เพื่อขจัดเสนียด จัญไร จากนั้นนำแป้งมาปั้นเป็นรูปตัวเปิ้ง หรือนักษัตรตามปีเกิดของตนเอง อธิษฐานและใส่ลงในแพ และปล่อยให้แพไหลไปตามแม่น้ำ มีปู่อาจารย์เป็นผู้ทำพิธี ในปัจจุบัน พิธีลอยสังขานต์ ยังคงปฏิบัติกันที่บ้านยางหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น (เปี้ย เก่งการทำ. ปู่อาจารย์วัดยางหลวง ตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑)

ในวันนี้ยังมีพิธีสำคัญ คือ การแห่พระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมือง ให้ประชาชนสรงน้ำและสักการบูชา เพื่อความเป็นศิริมงคลเริ่มต้นปีใหม่ และวันนี้ยังเป็นวันเริ่มต้นของการรดน้ำปีใหม่อย่างแท้จริง ชาวล้านนาใช้สะลุงใส่น้ำสำหรับรดน้ำปีใหม่ โดยรดน้ำที่หัวไหล่ พร้อมกับยิ้มแย้มแจ่มใสให้แก่กัน ส่วนใหญ่จะให้พรไปด้วยว่า โชคดีปีใหม่เน้อเจ้า (ครับ)

ดำหัววันสังขานต์ล่อง
การดำหัววันสังขานต์ล่อง เป็นกิจกรรมที่เป็นจารีตประเพณีที่ทำกันมาแต่อดีต การดำหัว ในความหมายโดยทั่วไปของชาวล้านนา หมายถึงการสระผม แต่การดำหัววันสังขานต์ล่อง หมายถึงการชำระล้างสิ่งอัปมงคลในชีวิตด้วยน้ำขมิ้นส้มปล่อย การดำหัววันสังขานต์ล่อง จะต้องหันหน้าไปตามทิศที่กำหนดไว้ในปักทืน หรือหนังสือปีใหม่เมือง ซึ่งในแต่ละปีจะไม่ตรงกัน ตัวอย่างเช่น ปักขะทืนล้านนา
ปีพ.ศ.๒๕๕๒ ฉบับวัดธาตุคำ จังหวัดเชียงใหม่ คำนวณโดยพระครูอดุลสีลกิตติ์ กล่าวถึงการดำหัววันสังขานต์ไว้ว่า “ในวันสังขานต์ไปนั้นจุงหื้อพากันสระเกล้าดำหัว ยังแม่น้ำ ทางไคว่ เค้าไม้ใหญ่นอกบ้านชายคา อว่ายหน้าไปสู่ทิสะหนใต้ แล้วอาบน้ำส้มปล่อยดำหัว อาบองค์สรงเกศเกล้า ด้วยมนต์วิเศษสรูปเภท เปนคาถาว่า สัพพะทุกขา สัพพะยา สัพพะอันตรายา สัพพะทุนนิมิตตา สัพพะคะหา สัพพะอุปัทวา วินาสันตุ” แปลได้ว่า “ในวันสังขานต์ล่องให้พากันสระเกล้าดำหัวที่แม่น้ำ ทางสี่แยก
หรือต้นไม้ใหญ่ที่อยู่นอกชายคาบ้าน และให้หันหน้าไปทิศใต้ แล้วนำน้ำขมิ้นส้มปล่อยสระผม และอาบด้วยน้ำขมิ้นส้มปล่อย เสกน้ำส้มปล่อยด้วยคาถา สัพพะทุกขา สัพพะยา…” (พระครูอดุลย์สีลกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน, ๒๕๕๑)

ผู้นำในการดำหัววันสังขานต์ล่องนี้ มีหัวหน้าครอบครัว เช่น พ่ออุ้ยแม่อุ้ย (ปู่ย่าตายาย)หรือพ่อบ้าน จะเป็นผู้เสกฝักส้มปล่อย ด้วยคาถา “โอม สิริมา มหาสิริมา เตชะยะสะลาภา อายุวัณณา ภะวันตุเม” (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๔๘) แล้วนำส้มปล่อยไปแช่น้ำ และเสกด้วยคาถามนต์น้ำส้มปล่อย เช่น “สัพเคราะห์ สัพพะภัย สัพพะอุบาทว์ สัพพะพายาธิแลกังวลอนตรายทังหลาย ขอหื้อตกไปพร้อมกับสังขานต์ เคราะห์ทางหลังอย่ามาถ้า เคราะห์ทางหน้าอย่ามาหา พุทธังถอด ธัมมังถอด สังฆังถอด หูรู หูรู สวาหาย” (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๓, หน้า ๗๙) หลังจากนั้นเอาน้ำส้มปล่อยมาลูบศีรษะตนเองก่อน แล้วจึงลูบศีรษะสมาชิกในครอบครัว และมักนำน้ำขมิ้นส้มปล่อยเช็ดล้างกาลกิณีที่ร่างกาย เช่น ในหนังสือปีใหม่เมืองล้านนา พ.ศ.๒๕๕๒ กล่าวว่า กาลกิณีอยู่ที่ปาก จัญไรอยู่ที่บ่า จึงให้นำน้ำขมิ้นส้มปล่อยมาเช็ดปากและบ่า จึงจะเป็นศิริมงคล (พระครูอดุลสีลกิตติ์, ๒๕๕๑, หน้า ๔-๕)

ทิศที่ควรหันหน้าในการดำหัววันสังขานต์ล่องตามตำราโบราณ
มีดังนี้ (โฮงเฮียน.สืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๑๓)

สังกรานต์ล่องวันอาทิตย์ ดำหัวอว่ายหน้าไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
สังกรานต์ล่องวันจันทร์ ดำหัวอว่ายหน้าไปทิศตะวันตก
สังกรานต์ล่องวันอังคาร ดำหัวอว่ายหน้าไปทิศใต้
สังกรานต์ล่องวันพุธ ดำหัวอว่ายหน้าไปทิศใต้
สังกรานต์ล่องพฤหัสบดี ดำหัวอว่ายหน้าไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
สังกรานต์ล่องวันศุกร์ ดำหัวอว่ายหน้าไปทิศตะวันออก
สังกรานต์ล่องวันเสาร์ ดำหัวอว่ายหน้าไปทิศตะวันตกเฉียงใต้

ในวันนี้ ตามประเพณีแต่โบราณมานั้น เจ้าผู้ครองนคร หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นกษัตริย์ที่ปกครองล้านนา ก็จะต้องสรงน้ำตามทิศที่โหรหลวงคำนวณไว้ และลงไปทำพิธีลอยเคราะห์ในแม่น้ำ ดังเช่นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในอดีต ประกอบพิธีลอยเคราะห์และดำหัวที่แม่น้ำปิง ท่าวัดเกตุการาม เดิมจึงชื่อว่าวัดสระเกษ (พระครูอดูลย์ศิลกิตติ์. เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑; มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๓, หน้า ๖๖)

การดำหัวแบบโบราณอีกวิธีหนึ่ง ต้องทำสะตวง มีดอกไม้ธูปเทียน อาหาร ข้าวหนม หมากพลู เหมี้ยง บุหรี่ อย่างละ ๔ ชิ้น และนำเศษไม้ รูปปั้นอมนุษย์ รูปปั้นสัตว์ตามปีเกิดของตน ดังนี้

ปีเกิด เศษไม้ รูปปั้น
ปีไจ้(ชวด) โพธ์ ผีอารักษ์ อีแร้ง กวาง
ปีเป้า(ฉลู) บุนนาค สุนัข
ปียี(ขาล) ไผ่ ผีอารักษ์ งู
ปีเหม้า(เถาะ) หว้า ไก่ งู
ปีสี(มะโรง) ต้นข้าว ไก่ หมู
ปีไส้(มะเส็ง) หาด ผีอารักษ์
ปีสะง้า(มะเมีย) แค สุนัข
ปีเม็ด(มะแม) แค สุนัข
ปีสัน(วอก) กระเซา สุนัข
ปีเร้า(ระกา) ก่อ เสือโคร่ง
ปีเส็ด(จอ) ยอ เสือแผ้ว
ปีไก๊(กุน) กอบัว ยักษ์

เมื่อเตรียมสะตวง เครื่อพลีกรรม และรูปปั้นเรียบร้อยแล้ว ก็จะเริ่มประกอบพิธี โดยหันหน้าไปตามทิศที่กำหนดไว้ ในหนังสือปีใหม่เมือง และกล่าวคำโอกาสว่า

“ดูราเจ้ากู เราอยู่จิ่มกันบ่ได้ ภัยยะอันใหญ่ จักเกิดมีมาชะแล ขอเจ้ากูจุ่งมารับเอาเครื่องสักการบูชามวลฝูงนี้ แล้วจุ่งมาพิทักษ์รักษาผู้ข้าหื้ออยู่สุขสวัสดี นั้นจุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลีเทอะ”

ว่าจบ ให้ตัดเล็บ ตัดเศษผมใส่ในสะตวง แล้วเสกน้ำส้มปล่อยด้วยคาถา

“โอม สิริมา มหาสิริมา เตชะยะสะลาภา อายุวัณณา ภะวันตุเม”

หลังจากนั้นสระเกล้าดำหัวด้วยน้ำส้มปล่อยตกลงในสะตวง จึงนุ่งผ้าใหม่และทัดด้วยดอกไม้นามปี หรือพญาดอก แล้วนำสะตวงยกขึ้นเวียนรอบศีรษะ ๓ รอบ ลอยสะตวงลงแม่น้ำ หรือไว้ในที่อันควร เช่น ต้นไม้ใหญ่ ทางสี่แยก เป็นต้น ให้หันหลังกลับบ้านทันที ห้ามหันหลังมาดูสะตวง (สนั่น ธรรมธิ ,๒๕๔๘)

ทัดดอกไม้นามปีและนุ่งผ้าใหม่
หลังจากพิธีดำหัวเสร็จแล้ว จะต้องแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ หากเป็นผู้หญิงในวันนั้นก็จะทัดดอกไม้ อันเป็นนามปีหรือเป็นพญาดอกไม้ของปีนั้นๆด้วย

เช่นในปีพ.ศ.๒๕๕๑ ได้แก่ดอกแก้ว หรือดอกพิกุล เป็นพญาดอกไม้นามปี ควรทัดด้วยดอกแก้ว ปีพ.ศ.๒๕๕๒ ดอกเก็ดถะหวา (ดอกซ้อน) เป็นพญาดอกไม้นามปี ควรทัดดอกเก็ดถะหวา การทัดดอกไม้อาจจะนำมาประดับมวยผม หรือแซมผม (พระครูอดุลย์สีลกิตติ์. เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)
การคำนวณ หาดอกไม้นามปีให้เอาตัวเลขจุลศักราชปีใหม่ตั้ง หารด้วย ๘ ได้เศษเท่าไหร่ ทำนายตามนี้

เศษ ๑ ดอกเอื้อง
เศษ ๒ ดอกแก้ว
เศษ ๓ ดอกซ้อน (มะลิ,เก็ดถะหวา)
เศษ ๔ ดอกประดู่
เศษ ๕ ดอกบัว
เศษ ๖ ดอกส้มสุก (อโศก)
เศษ ๗ ดอกบุญนาค
เศษ ๘ ดอกก๋าสะลอง (ดอกปีบ)
เศษ ๐ ดอกลิลา (ซ่อนกลิ่น)
ตัวอย่างเช่น ใน พ.ศ.๒๕๕๒ ลบด้วย ๑๑๘๒ คือจุลศักราศ ๑๓๗๐ หาร ด้วย ๘ ได้เศษ .๒๕ ปัดขึ้นเป็นเศษ ๓ ดอกไม้นามปี ได้แก่ ดอกซ้อน หรือดอกเก็ดถะหวา (เกริก อัครชิโนเรศ และคณะ, ๒๕๔๖, หน้า ๗๐ -๗๑)

พิธีลอยสังขานต์ (ล่องสังขานต์แบบอำเภอแม่แจ่ม)
ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีการทำพิธีล่องสังขานต์ในลำน้ำแม่แจ่ม (ฝอยทอง สมวถา, ๒๕๔๖, หน้า ๘๒) ปัจจุบันเหลือเพียงหมู่บ้านยางหลวงที่ยังคงยึดถือปฏิบัติพิธีนี้อยู่ พิธีนี้ทำกันในช่วงบ่าย เริ่มจากชาวบ้านช่วยกันทำแพต้นกล้วย ให้เป็นสะตวงใหญ่วางบนแพ ตกแต่งด้วยดอกไม้ ช่อ หลากสี ในสะตวงใส่เครื่องพลีกรรม ได้แก่ ข้าวหนม อาหาร ผลไม้ มะพร้าว กล้วย อ้อย ใส่ควัก (กระทง) และข้าวแป้งสำหรับใช้ปั้นเป็นรูปนักษัตประจำปีเกิด

เมื่อทำสะตวงเสร็จแล้ว ทุกคนช่วยกันแบกเป็นขบวนแห่หามแพสังขานต์ด้วยฆ้องกลองไปยังลำน้ำแม่แจ่ม วางแพไว้ริมฝั่งน้ำ ปู่อาจารย์เป็นผู้ประกอบพิธี และกล่าวเสกข้าวแป้งด้วยคาถา “ยะถาวารีวาโห ปุโรสัพพะการัง ยักขียันติ เอวะเมตัง ยักขีโต หูมหังหูมเห เถถะเมหัง ขิปัง”

จากนั้นให้ทุกคนปั้นแป้งเป็นก้อน เอาเช็ดตามหน้าตา เนื้อตัว แขนขา โดยเชื่อกันว่าเป็นการเช็ดเอาเสนียดจัญไร เคราะห์ภัยต่างๆ สิ่งชั่วร้ายที่มีอยู่ในเนื้อตัวออกไป เสร็จแล้วปั้นแป้งเป็นสัตว์ประจำปีเกิด นำไปใส่ในสะตวง พ่ออาจารย์ผู้ประกอบพิธี ก็จะกล่าวคำโอกาส ดังนี้
“โภนโต ดูราปู่สังขานต์ ย่าสังขานต์ วันนี้ก็เปนวันดี ตามวาระปีใหม่มาครบรอบปี ตามประเวณีมาแต่ก่อน เพื่อบ่หื้อส่อนหายสูญ ถึงวันที่ ๑๓ เมษายนก็เปนวันสังขานต์ล่อง ผู้ข้าทั้งหลายก็ได้ตกแต่งเครื่องสักการบูชา มีน้ำขมิ้นส้มปล่อยและโภชนะอาหาร มาถวายเพื่อส่งสังขานต์ปีเก่า เปนเคราะห์และนามสิ่งที่บ่ดีบ่งาม ได้กระทำไว้บ่ถูก ก็ขอหื้อตกไปตามแม่น้ำทางหลวง เคราะห์พันพวงก็ขอหื้อไปตามปู่สังขานต์ย่าสังขานต์เสียในวันนี้ ปีใหม่วันใหม่เดือนใหม่ ที่จักมาภายหน้า ขอหื้อผู้ข้าทั้งหลายจุ่งจำเริญ อายุวัณณะ สุขะ พละ และโชคชัยลาภะ ริมาค้าขึ้น กระทำสวนไร่นาก็ขอหื้อได้ข้าว มีลูกมีเต้าหลานเหลนก็ขอหื้อสอนง่ายดั่งใจ ขอหื้อฟ้าฝนตกมาตามฤดูกาล ยุต่างกินทานอย่าได้ขาดจิ่มเทอะ”

หลังจากนั้น ทุกคนนำน้ำขมิ้นส้มปล่อยมาสระเกล้าดำหัวลงในแพสังขานต์ และนำไปลอยลงน้ำแม่แจ่ม เพื่อให้เคราะห์ภัยต่างๆ ลอยไปกับสายน้ำพร้อมกับปีเก่า (เปี้ย เก่งการทำ. ปู่อาจารย์วัดยางหลวง ตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๑๕ ธันวาคม, ๒๕๕๑)

กิจกรรมอื่นๆ ในวันสังขานต์ล่อง
ในวันสังขานต์ล่อง ยังนิยมนำวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง พระพุทธรูป มาชำระสรงด้วยน้ำขมิ้นส้มปล่อย และนิยมปลูกฟักเขียว ฟักทอง โดยนำมูลควายตากแห้งมาทำปุ๋ย

เชื่อว่า เป็นที่ชื่นชอบของปู่สังขานต์ย่าสังขานต์ (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๓, หน้า ๖๔) นอกจากนั้น ยังนิยมทำบุญโดยการปล่อยนกปล่อยปลา และเด็กๆ และคนในวัยหนุ่มสาว นิยมเริ่มรดน้ำปีใหม่กัน ก่อนวันสังขานต์ล่องแล้ว โดยมักจะเริ่มกันตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน เรื่อยไปจนถึงวันพญาวัน ในชนบทบางแห่ง ยังนิยมรดน้ำปีใหม่กันจนถึงวันปากปี

การแห่พระพุทธสิหิงค์

วันนี้ในเมืองเชียงใหม่ จะมีพิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ประดิษฐาน ณ วิหารลายคำ วัดพระสิงค์วรวิหาร เสด็จขึ้นบุษบกในช่วงเช้า และช่วงบ่ายอัญเชิญแห่รอบเมืองเชียงใหม่ ให้ประชาชนได้ทำการสรงน้ำขมิ้นส้มปล่อย ขบวนแห่ประกอบด้วย ขบวนช่อช้าง ขันนำทาน ช่างฟ้อนเล็บ กลองตึ่งโนง เครื่องสักการะล้านนา หมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นผึ้ง ต้นเทียน ต้นดอก และมีขบวนพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ อาทิ พระพุทธรูปวัดดับภัย วัดดวงดี วัดศรีเกิด ฯลฯ เข้าร่วมแห่ในขบวน การสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์และพระพุทธรูปสำคัญเมืองเชียงใหม่ ในช่วงประเพณีปีใหม่เมือง จะทำให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว (สุวรรณ เทพจันทร์. ชาวบ้านตำบลศรีภูมิ ศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)

ความเชื่อเกี่ยวกับวันสังขานต์ล่อง
สังขานต์ล่องในแต่ละปี มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต เห็นได้จากมีการทำนายเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมือง ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่มที่ ๑๓ กล่าวถึงความเชื่อบางประการเกี่ยวกับวันสังขารล่อง ดังนี้

สังขารล่อง หรือสังขานต์ล่อง หรือสังกรานต์ล่องวันอาทิตย์ ชื่อว่า ทวารสสังกรานต์ ปีนั้นข้าวจักแพงมากนัก คนทั้งหลายจักเป็นพยาธิ ไข้เจ็บหัวปวดท้อง สังกรานต์ขี่นาคขี่รถไปยามอังคาร มือ ๑ ถือแก้ว มือ ๑ ถือผาลา จากหนอีสานไปสู่หนปัจจิม นางสงกรานต์ผู้มารับยืนไปมีชื่อ นางแพงศรี (ทุงษะเทวี) ปีนั้นข้าวจักแพงมากนัก คนทั้งหลายจักเป็นพยาธิ ไข้เจ็บหัวปวดท้อง ข้าศึกจักเกิดมีกับบ้านเมือง แมงบ้ง(หนอนแมลง) จักลงกินพืชไร่ข้าวนามากนัก ฝนตกบ่ทั่วเมือง จักแพ้สัตว์ ๒ ตีน ๔ ตีน จักตายด้วยห่าด้วยพยาธิ คนทั้งหลายมักเป็นตุ่มเป็นฝีแผล จักแพ้ผู้ใหญ่ คมมั่งมีเศรษฐีจักฉิบหาย หมากเกลือจักแพง ไม้ยางเป็นใหญ่แก่ไม้ทั้งหลาย ขวัญข้าวอยู่ไม้ไผ่ สัตว์ ๔ ตีนจักแพง ผู้เกิดวันพุธจักมีเคราะห์ ผู้เกิดวันเสาร์จักมีโชคลาภ
สังขารล่อง หรือสังขานต์ล่อง หรือสังกรานต์ล่องวันจันทร์ ชื่อว่า ปโรโทสังกรานต์ขี่ครุฑ บางแห่งว่าขี่ม้าไปจากหนวันตกเฉียงใต้ไปยามพุธ มือซ้ายพาดตักมือขวาถือตุลย์คือคันชั่ง นางอันเป็นธิดาพระพรหมผู้มารับนั่งยองๆ รับเอา ชื่อว่านางมโนรา (โคราคเทวี) ปีนั้นงูจักเกิดมีมากนัก คนทั้งหลายจักเกิดเป็นพยาธิมากนัก ฝนหัวปีดีหางปีบ่พอดี ข้าวกล้าลางที่ดี ลางที่ก็บ่ดี ไม้กุ่มเป็นพญาแก่ไม้ทั้งหลาย ขวัญข้าวอยู่ไม้เดื่อเกลี้ยง (ไม้เดื่ออุทุมพร)คนเกิดวันอังคารจักมีเคราะห์ คนเกิดวันพุธจักมีโชค ของเขียวของเหลืองจักแพง ของลายจักถูก
สังขารล่อง หรือสังขานต์ล่อง หรือสังกรานต์ล่องวันอังคาร ชื่อว่า โฆรัสสสังกรานต์ นั่งบนตักผียักษ์ ไปจากหนเหนือไปหนตะวันออกเฉียงใต้ ไปยามพฤหัสบดี มือซ้ายเท้ามือขวาถือหลาวเหล็ก บางแห่งว่าถือดาบสรีกัญไชย แลนางธิดาผู้มารับเอานั้นชื่อว่า รากษสเทวี นอนคว่ำรับเอาแล ฝนหัวปีดีกลางปีไม่ดี ปลายปีดีมาก ข้าวไร่ข้าวนาจักเสีย ลูกไม้บ่มีหน่วยหลาย ของขาวจักถูกของแดงจักแพงจักแพ้ผู้หญิงมีครรภ์ บ้านเมืองจักเกิดกลียุค แมลงมีปีกจักทำร้ายพืชผักข้าวกล้ามากนัก ไม้พิมานเป็นไม้ใหญ่แก่ไม้ทั้งหลายขวัญข้าวอยู่ไม้อ้อยช้าง (ไม้อยู่ในป่าคล้ายต้นละหุ่ง) ผู้เกิดวันอาทิตย์จักมีเคราะห์ ผู้เกิดวันพฤหัสบดีจักมีโชค
สังขารล่อง หรือสังขานต์ล่อง หรือสังกรานต์ล่องวันพุธ ชื่อว่า มัญจาคีรี สังกรานต์ไปยามศุกร์ จากหนวันออกไปหนใต้ เท้าสวมเกือก (ใส่รองเท้า) หมวกสวมหัว มือซ้ายถือผาลา มือขวาถือดาบ ธิดาผู้มารับเอาเศียรพระพรหมชื่อ มันทะ นั่งคุกเข่ารับเอาแล ฝนตกบ่ทั่วเมืองหัวปีมีมากกลางปีมีน้อย ข้าวในนาจักได้ครึ่งเสียครึ่ง ของบริโภคจักแพง ปีนั้นจะแพ้สมณพราหมณ์ ขุนบ้านขุนเมืองจักตกต่ำ ไม้สะเลียม (สะเดา) เป็นไม้ใหญ่แก่ไม้ทั้งหลาย ขวัญข้าวพึ่งไม้คราม ปีนั้นสัตว์ ๔ ตีนจักแพง ของเขียว ของดำ ของขาว ของเหลืองจักแพง ของแดงจักถูก คนเกิดวันศุกร์จักมีเคราะห์ คนเกิดวันจันทร์ วันเสาร์จักมีโชค แลนางเทพธิดาที่มารับเศียร โหราศาสตร์ไทยชื่อว่า มณฑา
สังขารล่อง หรือสังขานต์ล่อง หรือสังกรานต์ล่องวันพฤหัสบดี ชื่อว่า สมันตสังกรานต์ พิงตะแคงเหนือปราสาทซึ่งตั้งอยู่บนหลังม้า ไปยามพฤหัสบดีมือซ้ายถือดาบ มือขวาเท้าคางไป บางตำรามือขวาถือแก้ววิฑูรย์จากหนวันตกไปหนวันออก ธิดาผู้มารับชื่อ นางกัญญาเทพนั่งคุกเข่ารับเอาแล ฝนปีนั้นตกเสมอต้นเสมอปลายชอบตามฤดูกาล ผู้เป็นเจ้าใหญ่จักมีอันตราย ช้างม้าวัวควายจักตายมากนัก ไพร่ราษฎรจักอยู่ดีมีสุข ขุนใหญ่ ปุโรหิตะ พระสงฆ์จักเป็นทุกข์ คนค้ากินเที่ยวจักมีเคราะห์ ไม้สักเป็นไม้ใหญ่แก่ไม้ทั้งหลาย ขวัญข้าวอยู่ไม้ทองกวาว คนเกิดวันศุกร์จักมีเคราะห์ คนเกิดวันอาทิตย์จักมีโชค ของขาวของแดงจักแพง ของเหลืองจักถูก นางธิดากบิลพรหมผู้มารับเศียรในโหราศาสตร์ไทยชื่อว่า กิรินีเทวี
สังขารล่อง หรือสังขานต์ล่อง หรือสังกรานต์ล่องวันศุกร์ ชื่อว่า มโตสังกรานต์ ขี่วัวไปยามอาทิตย์ มือซ้ายเท้าแขน มือขวาพาดอุ้มท้อง บางตำราว่ามือซ้ายถือขวาน มือขวาทูนก้อนหิน ลุกจากหนวันออกเฉียงใต้ไปหนวันตกแจ่งเหนือแล นางผู้รับชื่อ ริญโท นั้งยองๆ รับเอาฝนตกหัวปีดีกลางปีบ่มีหลาย เพลี้ย บุ้งจักกัดกินทำร้ายข้าวนา พืชไร่ อันตรายจักเกิดมีแก่สมณพราหมณ์ ปีนี้ผู้หญิงจักมีเคราะห์ ไม้สะเดาเป็นพระยาไม้ ขวัญข้าวอยู่ไม้พุทรา คนผู้เกิดวันพฤหัสบดีจักมีโชค ผู้เกิดวันพุธจักมีเคราะห์ สัตว์น้ำจักแพง พืชผักจักถูก เทพธิดาผู้มารับตามโหราศาสตร์ไทย ชื่อว่า กิมิทาเทวี บางตำราว่า นางสิตา
สังขารล่อง หรือสังขานต์ล่อง หรือสังกรานต์ล่องวันเสาร์ ชื่อว่า มรณสังกรานต์ ขี่ปราสาทลมไปลุกวันออกไปแจ่งใต้ไปหนเหนือยามจันทร์ มือซ้ายถือคบเพลิง มือขวาถือไม้เท้า เทพธิดาของกบิลพรหมผู้มารับเศียรชื่อว่า สามาเทวี นั่งยองๆ รับเอาแล ปีนั้นฝนแล้ง แมลงต่างๆ จะทำร้ายพืชไร่มากนัก ไฟจังไหม้บ้านเมือง เกิดอัคคีภัยใหญ่ ปีนั้นจักแพ้ผู้ใหญ่ ข้าวยากหมากแพง ผู้เกิดวันจันทร์จักมีเคราะห์ ผู้เกิดวันศุกร์จักมีโชค นางเทพธิดาที่มารับเอาบางแห่งว่า นางโพธา ในโหราศาสตร์ว่า นางมโหธรเทวี

ความเชื่อบางประการเกี่ยวกับวันสังขานต์ล่อง

วันสังขานต์ล่องที่ตรงกับวันอาทิตย์ (พญาสังกรานต์ ขุนสังกรานต์) ขี่นาค มือซ้ายถือค้อนเหล็ก มือขวาถือปืน มุ่งหน้าจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก มีนางสิริเป็นผู้รับ ปีนั้นฝนจะตกดีต้นปี ปลายปีฝนจะแล้ง ไม้ยางขาวจะเป็นใหญ่กว่าไม้ทั้งหลาย ลาจะเป็นใหญ่ นกยูงเป็นใหญ่ คนเกิดวันอังคารจะมีเคราะห์ คนเกิดวันศุกร์จะมีโชคลาภ ของเหลืองของขาวจะแพง ของแดงจะถูก ปีนี้ดำหัว(สระผมในวันสังกรานต์ล่อง)ให้หันหน้าไปทางตะวันตก จะอยู่ดีมีสุข
วันสังขานต์ล่องที่ตรงกับวันจันทร์ (พญาสังกรานต์ ขุนสังกรานต์) ขี่ครุฑไปจากทิศอีสานสู่ทิศหรดี มือซ้ายถือหอก มือขวาถือขอช้าง มีนางมโหสถเป็นผู้รบ ปีนี้ฝนจะดี คนจะเป็นไข้กันมาก ขวัญข้าวอยู่ที่ไม้เดื่อ(มะเดื่อ) คนเกิดวันพฤหัสจะมีเคราะห์ คนเกิดวันพะจะมีโชค ของขาวของแดงจะแพง ของเขียวจะถูก ดำหัวให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะอยู่ดีมีสุข
วันสังขานต์ล่องที่ตรงกับวันอังคาร (พญาสังกรานต์ ขุนสังกรานต์)ขี่ยักษ์ จากทิศเหนือไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนางสุนันทารับ ปีนี้ฝนแล้งต้นปีกลางปี ปลายปีฝนจะมีมาก ไม้กระชาวเป็นใหญ่ หญ้าปล้องเป็นใหญ่ ขวัญข้าวอยู่ที่ไม้อ้อ คนเกิดวันอาทิตย์จะมีเคราะห์ คนเกิดวันศุกร์จะมีโชค ดำหัวให้หน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
วันสังขานต์ล่องที่ตรงกับวันพุธ (พญาสังกรานต์ ขุนสังกรานต์)ขี่ควาย มือซ้ายถือดาบ มือขวาถือดอกไม้ขาว ออกจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก มีนางสิรินันทารับ ปีนี้ฝนดีปานกลาง สัตว์สี่เท้าจะแพง ของดำแดงจะถูก ขวัญข้าวอยู่ที่ไม้ป่านเถื่อน(ต้นดอกรัก) คนเกิดวันอาทิตย์จะมีเคราะห์ คนเกิดวันจันทร์จะมีโชค ดำหัวหน้าไปทางทิศเหนือ
วันสังขานต์ล่องที่ตรงกับวันพฤหัส (พญาสังกรานต์ ขุนสังกรานต์) ขี่ม้า มือซ้ายถือน้ำเต้า มือขวาถือพัด ออกจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีนางสิริกัญญารับ ปีนี้ฟ้าฝนดี น้ำท่าจะท่วมบ้านเมือง คนเป็นไข้กันมาก สมณชีพราหมณ์จะเดือดร้อน สัตว์มีปีกจะแพง ของดำของเขียวจะถูก ไม้กระชาวเป็นใหญ่ ขวัญข้าวอยู่ที่ไม้พร้าว คนเกิดวันจันทร์จะมีเคราะห์ คนเกิดวันศุกร์จะมีโชค ดำหัวให้หน้าไปทางทิศใต้
วันสังขานต์ล่องที่ตรงกับวันศุกร์ (พญาสังกรานต์ ขุนสังกรานต์) ขี่วัว มือซ้ายถือไม้เท้า มือขวาถือค้อนเหล็ก มุ่งหน้าจากทิศตะวันออกสู่ทิศเหนือ มีนางสุชาดารับ ปีนี้ต้นปีแล้ง กลางปีฝนมีมาก มีผลหมากรากไม้ ไม้ยมหินเป็นใหญ่แก่ไม้ทั้งหลาย หญ้าคาเป็นใหญ่แก่หญ้าทั้งหลาย ขวัญข้าวอยู่ที่ต้นพุทรา คนเกิดวันจันทร์มีเคราะห์ คนเกิดวันพุธมีโชค ดำหัวให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก
วันสังขานต์ล่องที่ตรงกับวันเสาร์ (พญาสังกรานต์ ขุนสังกรานต์) ขี่ปราสาท มือซ้ายถือขวาน มือขวาถือค้อนเหล็ก จากทิศอีสานไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนางโพธานั่งยองๆ รับเอา ปีนี้ฟ้าฝนไม่เสมอกัน ไฟจะไหม้บ้านเมือง ไม้สะเดาเป็นใหญ่ สัตว์สี่เท้าสองเท้าจะแพง ของดำเหลืองจะถูก คนเกิดวันอาทิตย์จะมีโชค คนเกิดวันพฤหัสจะมีเคราะห์ ให้บูชาพระธาตุ ปล่อยสัตว์สองเท้า ดำหัวให้หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ครั้นว่าปีใดสุริยเทวบุตรนั่งไปดังอั้น ปีนั้นคนทั้งหลายมักจักกลั้นข้าวอยากน้ำกันมากนักแล ครั้นว่าปีใดสุริยเทวบุตรนอนไปดังอั้น เสนาอำมาตย์ทั้งหลายย่อมมีใจคดเลี้ยวแก่ท้าวพญา ไฟจักไหม้บ้านเมืองแล ครั้นว่าปีใดสุริยเทวบุตรยืนไปดังอั้น คนทั้งหลายจักอยู่ดีมีสุขมากนักบ่อย่าชะแล(โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา , ๒๕๕๑, หน้า ๔๐ –๔๓; ธรรมพื้นเมืองเรื่อง ตำนานอานิสงค์ปีใหม่พื้นเมือง)

วันเน่า
วันเน่า เป็นวันที่สองของปีใหม่เมือง วันนี้ยังไม่ถือว่าเป็นปีใหม่ เป็นช่วงที่พระอาทิตย์ยังเนาอยู่ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ ในแง่โหราศาสตร์ถือเป็นวันไม่ดี ไม่ส่งเสริมมงคล และเชื่อว่าหากใครด่าทอ ทะเลาะ วิวาทกัน จะทำให้ปากเน่าเหม็นเป็นอัปมงคลตลอดทั้งปี วันนี้จะไม่ดุด่า ว่าร้ายให้แก่กัน ตามประเพณีแล้ววันนี้เป็น “วันดา” คือวันที่ต้องเตรียมสิ่งของต่างๆเพื่อใช้ทำบุญในวันรุ่งขึ้น และตลอดทั้งวัน เด็กๆ บ่าว สาว เฒ่า แก่ จะพากันไปขนทรายที่แม่น้ำ เข้าวัด เพื่อก่อเป็นเจดีย์ทราย
เหตุที่ทางล้านนาเรียกวันนี้ว่าวันเน่า เพราะเชื่อตามวรรณกรรมที่มีการกล่าวขานกันมาว่า นานมาแล้วยังมีพญาตนหนึ่งได้ตายจากไปในวันหลังวันสังขารล่อง แล้วกลายไปเป็นเปรตหัวเน่า คนจึงเรียกวันนี้ว่าวันเน่า วรรณกรรมดังกล่าวได้แก่ธัมม์ หรือธรรมเรื่องอานิสงส์ปีใหม่ กล่าวว่า
พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระยาสุริยะครองเมืองกลิงคราษฏร์ เลี้ยงผีปีศาจไว้มากมาย ตายไปในวันหลังสังขารล่องหนึ่งวัน ไปเกิดเป็นเปรตหัวเน่าอยู่นอกฟ้าจักรวาล ครั้นภายหลังภริยาสองนางตายไปเกิดเป็นเปรตอยู่ด้วยกัน เปรตทั้งสองนางจึงช่วยกันล้างหัวเน่าของพญา จึงเรียกว่าวันนี้ว่า วันเน่า

คนล้านนามีความเชื่อเรื่องวันเน่าว่า ถ้าหากผู้ประสงค์จะปลูกเรือนไม้ไผ่ ให้รีบตัดไม้ภายในวันนี้ เพราะเชื่อว่าไม้จะไม่เน่าและไม่มีมอดหรือปลวกมากินไม้ดังกล่าว
วันเน่าหรือวันเนานี้ บางปีจะมีสองวัน บางปีจะมีวันเดียว ส่วนมากจะมีวันเดียว ที่มีสองวันเพราะการนับวันตามแบบจันทรคตินั้น สี่ปีจะมีเดือนเดือนสิบ ๒ หนแบบไทยล้านนาครั้งหนึ่ง หรือสี่ปีจะมีเดือนแปด ๒ หนตามแบบไทยภาคกลางครั้งหนึ่ง หรืออาจเกี่ยวข้องกับการคำนวณวันเวลาตามแบบโหราศาสตร์ที่ตกทอดกันมาแต่ดั้งเดิม (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๑๔)

ไปกาดวันเน่า

วันนี้ตลาดเช้าของแต่ละหมู่บ้านจะคึกคักเป็นพิเศษ ตั้งแต่เช้ามืดจะมีคนเต็มตลาด ทั้งพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านชาวเมือง ที่มาจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อของกินของใช้ต่างๆ นานาที่จำเป็นต้องใช้ในประเพณีปีใหม่เมือง เช่น ช่อ ตุง ข้าวตอก ดอกไม้ หมากเหมี้ยง เสื้อผ้า ครัวดำหัว ผลไม้ ฯลฯ เพื่อใช้ในการทำบุญและดำหัวผู้มีพระคุณ

สมัยโบราณลูกสาวของแต่ละบ้านจะตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพื่อมาตำข้าวแป้ง หรือโขลกแป้งข้าวเหนียวไว้ทำขนมจ็อกหรือขนมเทียน หนุ่มๆ ก็จะตื่นเช้าเป็นพิเศษเช่นกัน เพื่อถือโอกาสไปอู้สาวตำข้าว หนุ่มใดชอบสาวใด ก็จะไปยังผามมองที่สาวคนนั้น ไปตำข้าวแป้ง ผามมองหรือโรงกระเดื่องนี้ ในอดีตจะมีทุกบ้าน บางท้องถิ่นสามสี่บ้าน จะรวมกันใช้ผามมองร่วมกัน จึงเป็นโอกาสพบปะระหว่างหนุ่มสาวได้พบกัน (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๑๕)

เตรียมขนมและอาหารปีใหม่

วันนี้ช่วงสายๆ แม่บ้านพ่อเรือนจะช่วยกันเตรียมขนมหรือข้าวหนมที่จะใช้ทำบุญ ดำหัวและเลี้ยงแขก เป็นของฝากญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมเยือน ในอดีตพ่อเรือนมักจะนิยมดองเหล้าไว้ล่วงหน้า โดยใช้กรรมวิธีแบบโบราณ ใช้ส่าเหล้าหมักกับข้าวสารไว้ในไห และจะเปิดดื่มเพื่อเลี้ยงแขกในช่วงปีใหม่พอดี ส่วนข้าวหนมที่มักนิยมทำกันในช่วงปีใหม่ ได้แก่ ข้าวหนมจ็อก ข้าววิตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวต้มหัวงอก ข้าวต้มมัด ข้าวหนมจั้น ข้าวแคบ ข้าวควบ ข้าวแตน ข้าวหนมเกลือ ข้าวหนมลิ้นหมา ฯลฯ แป้งทำข้าวหนมก็ได้จากการนำข้าวไปตำที่ครกกระเดื่อง ไม่ได้ซื้อหากันอย่างปัจจุบันนี้ ส่วนอาหารก็มักจะเป็น ห่อนึ่งปลีใส่เนื้อไก่ ใส่วุ้นเส้น ห่อนึ่งหน่อส้มใส่ไก่ แกงอ่อม แกงฮังเล ชิ้นสม(แหนม) เป็นต้น (น้อย ปราใจประเสริฐ ชาวบ้านแม่อีด ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๑๘ มกราคม ๒๕๕๒)

ขนทรายเข้าวัด

ประเพณีขนทรายเข้าวัด ส่วนใหญ่นิยมขนทรายกันในวันเน่า มีบางท้องถิ่นขนทรายในวันพญาวัน ทรายส่วนใหญ่ในอดีตจะต้องพากันเดินไปเอาทรายที่แม่น้ำใหญ่ เพราะช่วงเดือดเมษายนน้ำจะแห้งขอด จะเกิดหาดทรายขึ้นทั่วไป เช่น คนในเมืองเชียงใหม่จะถือขันสลุงไปตักทรายแม่น้ำปิงตรงเชิงสะพานนวรัตน์ มาก่อเจดีย์ทรายที่วัดของตน (ดุสิต ชวชาติ. ปู่อาจารย์, สัมภาษณ์, ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) ขณะขนทรายเข้าวัด กล่าวคำขนทรายเข้าวัดเป็นภาษาบาลีว่า “อะโห วะตะ เม วาลุกัง ติระตะนานัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ” วนไปวนมาจนขนทรายเสร็จ (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๑๗)
ประเพณีปีใหม่เมือง

การขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อเป็นเจดีย์ทราย มีคติในการกำหนดรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่นก่อเป็นเจดีย์ทรายเล็กๆ เท่าจำนวนอายุ ก่อเจดีย์ทรายตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว เมื่อก่อเสร็จ ให้นำตุงเทวดา ตุงคน ตุงไส้หมู ตุงสิบสองราศี ช่อ ข้าวตอกดอกไม้ปักประดับเป็นพุทธบูชา บางวัดก็นิยมสานเสวียนเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ๓ ชั้น ๕ ชั้น หรือทำเจดีย์ทรายขนาดใหญ่ ๙ ชั้น เรียกว่า “เจดีย์ทรายสุดซ้าว” เพราะเปรียบเทียบความสุงยาว ขนาดเท่ากับลำไม้ไผ่ที่เป็นแกนเสวียนสุงถึงปลายสุดไม้ไผ่ เจดีย์ขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ทรายจำนวนมาก ดังนั้นการทำเจดีย์ทรายสุดซ้าว จะต้องอาศัยความสามัคคีความร่วมมือจากชาวบ้าน ในชุมชนเป็นอย่างมาก
ตำนานการขนทรายเข้าวัด มีความเป็นมากล่าวไว้ว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จไปเมืองสาวัตถีพร้อมบริวาร ทรงทอดพระเนตรเห็นทรายที่ขาวสะอาดที่ชายหาด ด้วยพระราชศรัทธาในพระรัตนตรัย จึงทรงก่อทรายเป็นเจดีย์ ๘ หมื่น ๔ พันองค์ แล้วอุทิศเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา เมื่อพระองค์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก็ได้ทูลถามถึงอานิสงส์ การก่อเจดีย์ทรายดังกล่าว พระพุทธเจ้าตรัสว่า
การที่มีจิตเลื่อมใสศรัทธาก่อเจดีย์ทรายถึง ๘ หมื่น ๔ พันองค์หรือเพียงองค์เดียวก็ได้อานิสงส์มาก คือ จะไม่ตกนรกหลายร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเพียบพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ มีบริวารและเกียรติยศชื่อเสียง หากตายก็จะได้ขึ้นสวรรค์ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติและมีนางฟ้าเป็นบริวาร” ดังนั้นการก่อพระเจดีย์ทราย ถือว่าเป็นอุทเทสิกเจดีย์ (พระเจดีย์ที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องเตือน ให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณ เช่นเดียวกับพระพุทธรูป) ถือว่าได้อานิสงส์มาก ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นคตินิยมทำสืบต่อกันมา
อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า สมัยพระพุทธเจ้าเป็นชายสามัญมีนามว่าติสสะ เป็นคนยากจนเข็ญใจ แสวงหาเลี้ยงชีพด้วยการตัดฟืนขาย แต่เป็นผู้มีศีลธรรมดีเป็นที่รักของประชาชน อยู่มาวันหนึ่งติสสะเดินออกจากบ้านเข้าไปในป่า เห็นมีลำธารไหลผ่านมีหาดทรายขาวสะอาดงดงามนัก ติสสะมีจิตปสาทะอยากทำบุญ จึงได้เอาทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์ แล้วฉีกเสื้อที่ตัวเองสวมอยู่นั้นฉีกเป็นตุงหรือธงปักลงบนยอดเจดีย์ แล้วอธิษฐานว่า “อิมินา ปุญญกมเมนา ทัง วาลุกเจติยัง กตรา สุขี อัตตานัง ปริหารันโต นิพพานะปัจจโยมันหิ เม นิจิจจัง” ด้วยอำนาจการก่อพระเจดีย์ทรายนี้ ขอให้ข้าพเจ้าบริหารตนให้มีความสุขและเป็นปัจจัยแห่งพระนิพพานเจ้าเถิด และขอให้บุญเกื้อหนุนให้เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้ามาโปรดสัตว์โลก เมื่อพระโพธิสัตว์ติสสะบำเพ็ญบารมีเต็มที่แล้วตายลง ต่อมาได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน (รังสรรค์ จันต๊ะ, ๒๕๔๘)

นอกจากการขนทรายเข้าวัดจะได้รับอานิสงส์ตามตำนานที่กล่าวมานี้แล้ว อีกประการหนึ่ง การขนทรายเข้าวัด ถือเป็นการชดเชยใช้หนี้คืนให้แก่ธรณีสงฆ์ เป็นการขอขมาต่อ “ข่วงแก้วทั้งสาม” (ลานพระรัตนตรัย) เพราะในอดีต ลานวัดจะปูด้วยทรายทั่วทั้งบริเวณ เรียกว่า “ลานทราย” มีคติความเชื่อว่าลานทรายเปรียบเสมือนทะเลสีทันดรที่รอบล้อมจักรวาล ส่วนโบสถ์วิหารหรือพระเจดีย์เปรียบเป็น เขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาล ยอดสูงสุดของพระเจดีย์ที่เรียวแหลม เหมือนจะทะลุฟ้าขึ้นไปนั้นคือเป้าหมายสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย อันอาศัยอยู่ในมงคลจักรวาลเรานี้ นั่นคือเมืองแก้วมหาเนรพาน หรือพระนิพพานเป็นที่สิ้นสุด (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๑๗) ดังนั้น ทรายที่อยู่ตามลานวัดนั้นถือเป็นของสงฆ์ ทั้งนี้มีคติความเชื่อที่ว่าการนำของสงฆ์ออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น จะเป็นปาบอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากการเดินเข้าข่วงลานวัดแล้วเดินออกไปจากวัด อาจจะมีดินทรายที่เยียบย่ำติดเท้าออกไปด้วย โดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่เมือง ก็จะมีการขนทรายเข้าวัดเพื่อใช้หนี้สงฆ์จะได้ชดเชยบาปที่เม็ดทายติดตัวออกไป และทรายที่ขนมานั้นยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบูรณปฏิสังขรณ์ หรือนำไปใช้เพื่อปลูกสร้างสิ่งต่างๆ ภายในวัดให้เกิดประโยชน์ต่อไป

ตุงปีใหม่

ในวันเน่า คนแก่คนเฒ่า หรือผู้ที่มีฝีมือในการตัดตุง ก็จำนำกระดาษว่าวหลากสีมาตัดเป็นตุงรูปลักษณะต่างๆ เช่น ตุงไส้หมูหรือช่อพญายอ ตุงเทวดา ตุงคน ตุงสิบสองราศี ช่อนำทาน เพื่อเตรียมไว้ปักเจดีย์ทรายในวันพญาวัน ไม้ที่นิยมนำตุงไปมัดติด เช่น ต้นเขือง กิ่งไผ่ ต้นข่า ต้นกุ๊ก เป็นต้น การถวายทานตุงนี้ คนล้านนาเชื่อว่าหากเราตายไปตกอยู่ในนรกภูมิ ตุงที่เราทำถวายทานเป็นพุทธบูชานั้น จะไปกวัดแกว่งให้เราเกาะชายตุงนั้นไว้ ตุงจะนำพาเราให้รอดพ้นจากนรกอเวจี นำขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์

ตุงเปิ้ง ตุงไส้หมู

ในตำนานหิรัญนครเงินยางเชียงแสนกล่าวถึงการทานตุงว่า ทำให้มนุษย์สามารถหลุดพ้นจากการตกนรกไว้ว่า สิงห์กุฏฏอำมาตย์เอาธงคือตุงและหยาดน้ำ ครั้นสิ้นชีวิตต้องเสวยวิบากในนรก พญายมถือว่าได้ผลทานตุงและทานน้ำส่งกุศลให้ขึ้นสวรรค์ ยังมีเรื่องพรานฆ่าเนื้อเบื่อปลา เคยเห็นตุงพระประธานองค์ใหญ่วัดศรีโคมคำอันพายุพัดไปมาดูงามแก่ตายิ่งนัก จึงสร้างตุงผืนใหม่ถวายบูชา ครั้นตายไป ก่อนลงขุมนรกก็มีตุงที่ตนถวายทานแล้วนั้นพันกายให้พ้นจากนรก
เมื่อตติยศักราชได้ ๙๐๖ ตัว ปีชวด อัฐศก เดือน๗ เพ็ญ มีชาวขานนำตุงรูปภาพผืนหนึ่งมาบูชาพระประธานใหญ่ พอถวายแล้วก็เอาขึ้นแขวนบนเพดาน แล้วก็พลาดตกลงมาตาย ธงผืนนั้นก็รับเอาชายผู้นั้นไปขึ้นสวรรค์ ไปปรากฏที่พระเกศแก้วจุฬามณี (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๑๘)
ด้วยเหตุนี้ในช่วงประเพณีปีใหม่ ชาวล้านนาจึงมีบูชาตุงและก่อเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องด้วยอานิสงส์ดังกล่าว
ตุงไส้หมู

พิธีลอยเคราะห์วันเน่า

พิธีลอยเคราะห์วันเน่า เป็นพิธีกรรมแบบโบราณในปัจจุบันไม่นิยมทำกันแล้ว ปรากฏในหนังสือตำราพิธีส่งเคราะห์แผนโบราณ โดย ตรีรัตน์ แม่ริม เขียนถึงพิธีลอยเคราะห์วันเน่าไว้ว่า

เมื่อถึงวันเน่า(เนาว์)ของสงกรานต์ ปีใหม่เมืองเหนือทุกๆ ปี ถ้าท่านต้องการให้หมดเคราะห์หมดภัย ให้อยู่สุขสบายนั้น ก็ให้ทำพิธีส่งเคราะห์ลอยเคราะห์วันเน่าตามพิธีโบราณ ให้ทำในวันเน่านั้นแล

ให้ทำสะตวงหยวก ๑ อัน กว้างยาว ๑ ศอกเท่ากัน แล้วให้เอาดินมาปั้นรูปต้นไม้และสัตว์ที่เป็นกำเนิดของท่านใส่ และใส่เครื่องครัว ข้าวปลาอาหาร ลูกส้มของหวาน พร้าวตาลกล้วยอ้อย ข้าวตอกดอกไม้ ช่อ ๔ ตัวปักไว้ ๔ มุมสะตวง เทียน ๔ เล่มปัก ๔ ทิศของสะตวง เมื่อถึงวันเน่าตอนเย็นๆ ก็เตรียมเครื่องบูชาไปสู่ท่าน้ำแม่ใหญ่ พร้อมแล้วให้อ่านคำโอกาสลอยเคราะห์ว่า

ดูกราเจ้ากู ข้าเกิดมาเพื่อเจ้ากูแล เท่าว่าเราอยู่จิ่มกัน ภัยก็เกิดมีมาชะแล เจ้ากูจุ่งรับเอายังเคราะห์วัน เคราะห์ยาม เคราะห์ปี เคราะห์เดือน เคราะห์กำเนิดเกิดมา สรรพเคราะห์ทั้งมวล อันมีในตนตัวแห่งข้านี้ไปกับตนเจ้ากู แล้วจุ่งกระทำนำมา ยังวุฒิสวัสดี ลาภะ ยัสสะ สัมปัตติ อันมาก แล้วจุ่งหื้อเป็นที่ไหว้ปูชาระหะ วันทาระหะแก่คนแลเทวดาทั้งหลาย ขอหื้อผู้ข้ามีศรีทีฆาอายุมั่นยืนยาว มั่งมูลทุ่นเท้า เป็นดังจักวรรดิคหบดี แลสิมพลีเถรเจ้านั้นเสี้ยงปีนี้ทั้งมวล แก่ผู้ข้าแด่เทอะ

ว่า ๓ รอบแล้วเอาสะตวงเวียนแวดหัวผู้บูชานั้น๓ รอบแล้วปล่อยลอยแม่น้ำไปเสีย เอาน้ำส้มปล่อยสระหัวลงในสะตวงนั้นด้วย แล้วกลับบ้านอย่าเหลียวคืนหลัง กลับถึงบ้านเลย

รูปต้นไม้และรูปสัตว์ที่ทำด้วยดินใส่ในสะตวงนั้น ผู้เกิดปีชวด ไม้ศรีมหาโพธิ์ รูปผีเสื้อยักษ์๑ ตัว เกิดปีฉลู ไม้บุนนาค๑ รูปหมา๑ตัว ปีขาล รูปผีเสื้อยักษ์๑ตัว ไม้ไผ่๑กอ ปีเถาะรูปไม้ชมพู๑ต้นไก่๑ตัว ปีมะโรงรูปต้นข้าว๑กอ รูปไก่๑ตัว ปีมะเส็ง รูปไม้หัด๑ต้น ผีเสื้อยักษ์๒ตัว ปีมะเมีย รูปไม้แก รูปหมา๑ตัว ปีมะแม ปีวอก ต้นไม้ทองกวาว๑ต้น หมา๑ตัว ปลา๑ตัว ปีระกา รูปไม้มะกอกรูปเสือโคร่ง๑ตัว ปีจอ รูปไม้มะตาเสือรูปเสือ๑ตัว ปีกุน รูปดอกบัว๑กอ รูปผียักษ์๑ ตัว

รูปเหล่านี้ ถ้าคนที่บูชานั้นเกิดปีใดก็ ให้ทำรูปนั้นๆ วางไว้กลางสะตวง เอารูปสัตว์วางไว้พื้นของต้นไม้ คล้ายกับมาพักพึ่งอาศัยอยู่ร่มไม้นั้นแล จบลอยเคราะห์วันเน่าแล (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๑๙ – ๒๐)

ความเชื่อบางประการเกี่ยวกับวันเน่า

วันเน่าไม่ควรด่าทอ สาปแช่งหรือกล่าวคำร้ายต่อกัน ปากจะเน่าจะเหม็น เป็นอัปมงคลไปทั้งปีวันเน่าควรตัดไม้ไผ่ที่จะสร้างบ้าน มอดปลวกจะไม่มากินเชื่อว่าถ้าดุด่าลูกหลานเรื่องใด เด็กจะนิสัยแบบนั้นไปตลอดทั้งปี (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๑๗; บัวผัน แสงงาม ชาวบ้านหมู่ 6 ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๒)

วันพญาวัน
วันพญาวัน วันที่สามของประเพณีปีใหม่เมือง ถือเป็นวันเถลิงศก เปลี่ยนศักราชเริ่มต้นปีใหม่ วันนี้มีการทำบุญทางศาสนาแต่เช้าตรู่ และอุทิศกุศลไปถึงญาติผู้ล่วงลับ เรียกว่า “ทานขันข้าว” บางแห่งว่า “ทานกวั๊ะข้าว” หลังจากนั้นนำตุงปักลงบนกองเจดีย์ทราย และคนเฒ่าคนแก่ก็อยู่ร่วมพิธีเวนทานเจดีย์ทราย ถวายช่อตุงปีใหม่ และฟังเทศนาธรรมอานิสงส์ปีใหม่ ช่วงบ่ายเป็นช่วงไปดำหัว เพื่อขอขมาคนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ ครูอาจารย์ ไปสรงน้ำพระพุทธรูป เจดีย์ วันนี้คนล้านนาจะทัดดอกไม้นามปี เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิต เช่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ให้ทัดดอกเก็ดถว๋า (ดอกซ้อน) โดยให้เสียบที่มวยผม (พระครูอดุลสีลกิตติ์, ๒๕๕๑, หน้า ๔) นอกจากนี้ ยังนิยมเริ่มต้นเรียนศาสตร์ศิลป์ต่างๆ เป็นต้นว่า มนต์คาถา สักยันต์ หรือทำพิธีสืบชะตา ขึ้นบ้านใหม่ ไหว้ครู และในหลายพื้นที่ยังมีกิจกรรมแห่ไม้ค้ำศรี หรือไม้ค้ำโพธิ์ เพื่อสืบต่ออายุพระศาสนา และค้ำชูอุดหนุนให้แก่ชีวิตเจริญรุ่งเรือง

ทานขันข้าว

การทานขันข้าว เป็นการถวายอาหารให้แก่ผู้ที่ล่วงลับ อาจเป็นของที่ผู้ตายชอบทาน หรืออาหารขนมทั่วไป ใส่ในถาดหรือตะกร้าและมีซองปัจจัยเขียนคำอุทิศไว้หน้าซอง
เช่น ศรัทธานายปั๋น นางคำ อุทิศถวายแด่แม่อุ้ยแก้ว ผู้ล่วงลับ บางคนก็จะถวายเป็นบุญสำหรับตัวเองเรียกว่าทานไว้ภายหน้า หมายเอาว่าสะสมกองบุญไว้สำหรับตัวเองในอนาคต หรือในปรโลกถ้าเผื่อบางทีไม่มีผู้ที่จะทำบุญอุทิศไปหาเรา บางคนถวายทานแด่ เจ้ากรรมนายเวร เทวบุตร เทวดา พ่อเกิด แม่เกิด ฯลฯ แล้วแต่จิตศรัทธา บัวผัน แสงงาม ชาวบ้านหมู่ 6 ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๒)
การทำบุญอุทิศไปหาผู้ล่วงลับไปแล้วนี้ หากจะทานไปหาผีตายเก่าเน่านานที่ตายธรรมดา ก็จะเข้าไปถวายในวัด แต่หากผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นผีตายโหง เป็นผีตายร้าย ไม่ได้ตายดี ก็จะทานขันข้าวนอกวัด คือนิมนต์พระภิกษุหรือสามเณรออกมารับทานที่นอกกำแพงวัด เพราะถือว่าผีตายร้ายผีตายโหงและตายไม่ดีอื่นๆ เข้าไปในเขตวัดไม่ได้ (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๒๔)

วันนี้พระภิกษุสามเณรเองก็ต้องตื่นแต่เช้ามากๆ เช่นเดียวกัน เพราะชาวบ้านมักนิยมมาทำบุญทานขันข้าวมากว่าปกติ บางครั้งพระสงฆ์อาจจะแยกย้ายกันทำพิธีเช่นว่านี้หลายแห่ง ตามกุฏิพระ ศาลาวัด วิหาร ศาลาบาตร ตามมุมต้นไม้ต่าง ๆ เนื่องจากผู้คนมาทานขันข้าวในวันพญาวันมากกว่าวันพระและวันศีลปกติ เสียงพระให้พรดังไปทั่วบริเวณที่ผู้คนมาทานขันข้าว เด็กวัดหรือ “โขยม” ตามภาษาล้านนา ช่วยกันขนของที่ผู้คนนำมาถวายพระไปเก็บ การทานขันข้าวนี้ไม่จำกัดว่าจะต้องทานเฉพาะพระสงฆ์เท่านั้น บางคนอาจนำไปทาน ให้แก่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ เรียกว่า “ทานขันข้าวคนเฒ่าคนแก่” หรือ บางพื้นที่มีการนับถือผีปู่ย่า ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษ ผีเสื้อบ้าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในพื้นที่นับถือ ผู้คนก็จะนำขันข้าวนี้ไปถวายด้วยเพื่อขอปกปักษ์รักษาให้ทุกคนอยู่ดีมีสุข และถือเป็นการสุมาคารวะในช่วงปีใหม่เมือง (เจริญ มาลาโรจน์, สัมภาษณ์, ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒) ตุงไส้หมู

ทานตุงปีใหม่

หลังจากทานขันข้าว บ้างก็กลับบ้านนำเอาธงหรือตุงไปปักพระเจดีย์ทราย บ้างก็ให้ลูกหลานเป็นผู้นำมาปักที่กองเจดีย์ทรายตรงลานวัด บางแห่งก็นิยมนำน้ำใส่ขันสะหลุงมาบูชารดลงที่กองเจดีย์ทรายนั้นด้วย การถวายทานด้วยตุงปีใหม่นี้ มีคติว่าการทานตุงนั้นมีอานิสงส์ สามารถช่วยให้ผู้ตายที่
มีบาปหนักถึงตกนรกนั้นสามารถพ้นจากขุมนรกได้ โดยหางตุงหรือชายตุงจะกวัดแกว่งไปถึงยมโลก ให้ผู้ที่ตกนรกนั้นเกาะชายตุงขึ้นสู่สวรรค์ ในการทำบุญอุทิศเจดีย์ทรายหรือทุงนั้น”ปู่อาจารย์”หรือมัคนายกจะกล่าวนำศรัทธาประชาชนไหว้พระรับศีล และอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์แบบย่อพอควรแก่เวลา จากนั้นปู่อาจารย์จะโอกาสเวนทานถวายเจดีย์ที่ศรัทธาประชาชนรวมกันสร้างขึ้น ดังมีคำกล่าวโอกาสเวนทานสำนวนหนึ่งดังนี้
วันนี้เป็นวันดีปีใหม่ เถิงขวบไคว่พระญาวัน เป็นผู้เข้าใจหันเลยหลิ่งหลู้ คึดขวาดรู้มาหลายพากันขนดินทรายมาสู่วัดเล่า ทำเป็นรูปพระเจ้าเรียกว่าเจดีย์ทราย ได้ยกสัตว์ในอบายออกมาเป็นอันมาก ตามดั่งธัมม์พระพุทธเจ้าหากเทศนา ในอดีตกาละเมื่อก่อน บ่ใช่เป็นความซ่อนลี้ อันมีเป็นความจริง ยังมีมนุสส์ชายญิงในโลก กระทำบาปแล้วไปบังเกิดในอบาย มีพระบุญผายผ่านเผ้า นามกรเจ้าชื่อว่ามหาเถรเทพมาลัย ท่านได้เดินไปกรายแลไปใกล้ สัตต์ในอบายเลยสากราบไหว้ท่านตนบุญมี ขอพออุดหนุนอินดูผู้ข้า หื้ออว่ายหน้าไพสู่ทางดี ที่นั้นลูกสิกข์พระมุนีตนผ่านเผ้าก็ได้ถามว่า สูเจ้ากระทำบาปเยื่องใดพ่องจา ฝูงสัตว์อบายก็เจียรจาตอบต้าน กล่าวชอบตามกรรมมี เมื่ออยู่ในโลกีย์โลกห้อง กระทำบาปไว้พร้อม ต่าง ๆ นานา ที่เขาได้กระทำมาต่อหน้ามหาเถรเจ้า เขาก็ยกมือสาใส่เกล้า จักหื้อหมู่พี่น้องเมืองคน กระทำบุญอย่างใดเล่าจักได้พ้นจากอบายนี้ชา เขายกมือสาก้มกราบ ว่าข้าเจ้าขอฝากยังข่าวสาร ที่ข้าเจ้าอยู่บ่สำราญไปบอก แก่ชาวเมืองนอกชมพูพ่อเชื้อเผ่าวงศ์วาน อันลูกหลานฝูงเป็นเปรตผี อันอยู่ยังโขงเขตอบาย หื้อสูเจ้าทังหลายกระทำบุญไปบ่ขาด หื้ออุทิศบุญนั้นฝากไปหา ฝูงญาติกาเขาเจ้า อันหนึ่งเล่าหื้อสูเจ้าได้สร้างเจดีย์ทราย หื้อมีจิตใจผ่องแผ้ว เอาไปไว้ที่ข่วงแก้วทังสาม หื้อแปลงใจบานงามสะอาด แล้วหื้ออังเชิญสารีริกธาตุ อันมีในหมื่นโลกธาตุจักรวาล อังเชิญมาประดิษฐานเจดีย์ทรายที่สร้างไว้ พอหื้อครบเจ็ดวันนี้ไซร้ สัตตเม ทิวเส ครั้นนครบเจ็ดวันมาไคว่ ฝูงเม็ดทรายน้อยใหญ่ขอเป็นทรายตามเดิม ส่วนหมู่ฝูงญาติพี่น้อง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างญาติของตน ได้ยินพี่น้องพระมหาเถรมาลัยบอกกล่าว ฝูงพี่น้องเล่าเลยมีปสาทศรัทธา พากันขนดินทรายมาก่อไว้ในข่วงแก้วทังสาม พากันทานอุทิศไปรอด ชู่ปูนจอดติถี เป็นวันดีใสบ่เส้า พวกเขานั้นเล่าก็พ้นจากอบาย ด้วยกุศลผลบุญอันญาติพี่น้องทังหลาย ได้ทานเจดีย์ทรายอุทิศส่วนกุศลไปหื้อเขาเจ้า เพราะเหตุนี้ ศรัทธาผู้ข้าทังหลาย ทังญิงชายหนุ่มเฒ่าก็ได้สร้างเป็นประจำปีเล่าเป็นลำดับมา แม้นศรัทธาผู้ข้าทังหลายได้สร้างเจดีย์วันนี้ไซร้ ขอเกิดผลได้ดีงาม เป็นแป้นกระดานคำอันใหญ่ ขอให้ไปปิดไว้ยังประตูอบาย ขออย่าได้ไปกลายแลไปใกล้ ขอพลันได้รอดพ้นอบาย ไปจุจอด เวียงแก้วยอดเนรพาน
อิมานิ มยํ ภนฺเต วาลุกานิ สปริวารานิ ติรตนสฺส โอโณชยาม สาธุโณภฺนเต ติรตนํ ปฏิคณฺหาตุ อมฺหากัง ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายะฯ
(โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๒๕-๒๖)

แห่ไม้ค้ำศรี ไม้ค้ำโพธิ์

ในวันพญาวันนี้ บางท้องที่นิยมทานไม้ค้ำศรี (ไม้ค้ำโพธิ์) ไม้ค้ำศรี(ออกเสียงว่าสะหลี)จะเป็นไม้ง่าม อาจทำมาจากไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้ฉำฉา หรือไม้เนื้อแข็งแกะสลักสวยงาม จะมีกรวยดอกไม้ธูปเทียน และกระบอกไม้อ้อ หรือไม้ไผ่บรรจุน้ำ และทรายผูกติดกับไม้ง่ามไปด้วย ตรงบริเวณง่ามของไม้ก็จะมีหมอนรองไว้
ประเพณีปีใหม่เมือง

เชื่อว่าจะหนุนค้ำจุนพระศาสนา ให้อยู่ยืนยาวตลอดไปตลอดห้าพันพระวัสส การทานไม้ค้ำศรีนี้ถือคติว่า

๑. เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการค้ำชูพระศาสนาให้ยาวนานต่อไป
๒. เพื่อเป็นการสืบชะตา ค้ำอายุตัวเอง และเสริมศิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่
ในบางวัดมีต้นโพธิ์ใหญ่กิ่งก้านสาขามากมาย ได้โอกาสนี้ใช้ไม้ค้ำโพธิ์ยึดค้ำกิ่งก้านสาขาไว้ไม่ให้โน้มลงมาจนกิ่งหักได้ (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๒๖)

ต้นไม้ศรี หรือ ต้นโพธิ์ คือ ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับอาศัยร่มเงา ในคืนที่ทรงพิจารณาสภาวธรรม และก่อนการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากหนังสือสังขยาโลก กล่าวถึงตำนานการค้ำโพธิ์ว่า อดีตมีพระภิกษุรูปหนึ่งออกธุดงค์ในป่าลึก ระหว่างทางเห็นต้นไม้แห้งตายต้นหนึ่งมีลำต้นสวยงาม คิดว่าจะนำต้นไม้ต้นนี้กลับไปที่วัดที่จำพรรษาอยู่ แต่ก็ได้มรณภาพไปเสียก่อน ด้วยเหตุนี้จิตจึงผูกพันกับต้นไม้นี้ จึงไปเกิดเป็นตุ๊กแกอยู่ในโพงไม้ต้นนี้ และตุ๊กแกได้ไปดลใจชาวบ้านให้รู้ว่าท่านเกิดเป็นตุ๊กแก และขอให้ชาวบ้านช่วยให้พ้นจากทุกข์ โดยการนำต้นไม้ต้นนี้ไปค้ำต้นโพธิ์ที่วัด ตุ๊กแกจึงพ้นจากความทุกข์และไปเกิดเป็นมนุษย์ในภพต่อมา ( รัตนา พรหมพิชัย, ๒๕๔๒ หน้า ๖๖๒๒)
ด้วยความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และตำนานที่กล่าวมา ต้นโพธิ์จึงเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามตัดฟันโดยเด็ดขาด และมีข้อห้ามตัดไม้ศรี ปรากฏในความเชื่อเรื่องขึด เรียกว่า “รานศรี” ชาวล้านนายังมักนำไม้ค้ำ สะพานเงิน สะพานคำ จากพิธีสืบชะตามาวางไว้บนค่าคบของต้นโพธิ์ เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีอายุยืนยาว

ขบวนแห่ไม้ค้ำ

ขบวนแห่มีการประโคมโหมแห่ด้วยเครื่องแห่พื้นเมือง เช่นแห่กลองมองเซิง แห่กลองปู่เจ่ แห่กลองสิ้งหม้อง ในขบวนจะมีพ่อบ้านแม่บ้านถือช่อ(ธงสามเหลี่ยม) หมากสู่ม หมากเบ็ง ต้นผึ้ง ต้นเทียน หาบหรืออุ้มสลุงบรรจุน้ำขมิ้นส้มปล่อย น้ำสุคันโธทกะ น้ำอบน้ำหอมซึ่งเป็นเครื่องสักการะ คนเฒ่าคนแก่ผู้ชายตบมะผาบ วาดลายเชิงอวดกัน บ้างก็ฟ้อนดาบ ส่วนไม้ค้ำก็จะหามแห่ หรือตกแต่งบนรถให้งดงาม พอขบวนถึงวัด ก็จะนำ
ไม้ค้ำโพธิ์ขึ้นค้ำ โดยชายหนุ่มหาญที่แข็งแรงจะช่วยกันดึงไม้ค้ำขึ้นค้ำต้นโพธิ์ เพราะไม้ค้ำแต่ละต้นต้นใหญ่มาก พอค้ำเสร็จก็นิมนต์พระมารับการถวายไม้ค้ำโพธิ์ จะมีการรดน้ำส้มปล่อยที่ตัวไม้ค้ำเพื่อขอขมาครัวทาน และรับพรจากพระเป็นอันเสร็จพิธี

ดำหัวคนเฒ่าคนแก่

ตอนบ่ายของวันพญาวันนี้ บางที่บางแห่งก็จะมีการไปดำหัวหรือคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ บิดามารดา ญาติพี่น้อง ผู้มีอาวุโส ผู้มีบุญคุณ หรือผู้ที่มีความเคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษหรือภาษาล้านนาเรียกว่า “ไปสุมา คราวะ” เนื่องจากในปีที่ผ่านมาอาจทำให้ท่านโกรธเคือง หรือได้ล่วงล้ำด้วยกาย วาจา ใจ ก็ไปขอขมา และขอพรปีใหม่ เครื่องอุปโภคบริโภคที่นำไปดำหัว ได้แก่ข้าวตอกดอกไม้ ธูปเมือง ผ้านุ่ง เช่น เสื้อ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว มีขนมอาหารที่ทำในช่วงปีใหม่ เช่น ข้าวแตน ข้าวหนมจ็อก แหนม ห่อนึ่ง เป็นต้น ผลไม้ที่ออกมากในช่วงปีใหม่ก็จะมีมะปรางซึ่งจะใส่ในชะลอมสานไว้อย่างงดงาม นอกจากนั้นก็จะมีหมากพลู และปัจจัยใส่ในซองจดหมายแล้วแต่ความสมควร (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๒๙)

การดำหัวเริ่มต้นจากการกล่าวคำสุมาคารวะ โดยผู้อาวุโสในที่นั้นยกมือไหว้กล่าวนำ ดังนี้

“ในโอกาสที่ปี๋เก่าได้ล่วงพ้นมาแล้ว ปีใหม่แก้วก็มารอดมาเถิง ผู้ข้าทั้งหลากก็มาร่ำเปิงเถิงยังอดีตปาเวณีอันดีงามแต่ก่อน บ่ห่อนละเสียยังศรัทธา จึงพากันน้อมนำมายัง ข้าวตอก ดอกไม้ ไทยทาน วัตถุบริวารทานและน้ำส้มปล่อย เพื่อจักมาสุมาคารวะ หากได้ล่วงล้ำด้วย กาย วาจา ใจ ด้วยเจตนาก็ดีบ่เจตนาก็ดี ขอท่านจุ่งมีเมตตาลดโทษ และขอหื้อท่านจุ่งโปรดปันศีลปันพรชัยหื้อเปนมังคละ แก่ผู้ข้าทั้งหลายแด่เทอะ”
จากนั้นประเคนขันข้าวตอกดอกไม้ น้ำส้มปล่อย และเครื่องสักการะดำหัว
ผู้ใหญ่รับแล้วก็จะเอามือจุ่ม้นำส่มปล่อลูบศีรษะ และอาจสลัดพรมน้ำส้มปล่อยแก่ผู้มาดำหัวด้วยความเมตตา
ผู้ใหญ่จะให้โอวาท ปันพร เมื่อจบคำพร …อายุวัณโณ สุขัง พลัง …ทุกคนกล่าวคำว่า “สาธุ” พร้อมกัน เป็นอันเสร็จพิธี (ศรีจันทร์, ๒๕๔๘, หน้า ๗๕ -๗๖)

ดำหัวพระเจ้า/พระธาตุเจดีย์

ดำหัวพระเจ้า คือการไปแสดงความคารวะต่อพระพุทธรูปที่สำคัญประจำเมือง เช่น พระเสตังคมณีหรือพระแก้วขาววัดเชียงมั่น พระพุทธสิหิงค์และพระเจ้าทองทิพย์ที่วัดพระสิงค์ พระเจ้าเก้าตื้อที่วัดสวนดอก เป็นต้น หรือพระธาตุเจดีย์ที่สำคัญ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุศรีจอมทอง

การไปดำหัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอดีตนิยมไปกันเป็นหมู่คณะ อาจจะเริ่มต้นในวันสังขานต์ล่องเรื่อยไปจนถึงวันปากปี ปากเดือน ปากวัน ปากยาม เพราะสถานที่แต่ละแห่งอาจจะอยู่ไกลกัน ต้องใช้เวลาเดินทาง การดำหัวก็จะใช้ข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนบูชา และสรงด้วยน้ำขมิ้นส้มปล่อย (ดุสิต ชวชาติ. ปู่อาจารย์, สัมภาษณ์, ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)

ดำหัวกู่(อัฐิ)

การดำหัวกู่ คือไปดำหัวที่บรรจุอัฐิของบรรพบุรุษที่อยู่ในวัดหรือป่าช้า หรือกู่อัฐิของบรรพกษัตริย์และเจ้าผู้ครองนครที่ได้ทำคุณงามความดีไว้กับบ้านเมือง เช่นกู่เจ้านายฝ่ายเหนือที่วัดสวนดอก ผู้ที่เป็นลูกหลานก็จะนำดอกไม้ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มปล่อยไปสรงเพื่อเป็นการสักการะบูชาดำหัวในช่วงปีใหม่ (ดุสิต ชวชาติ. ปู่อาจารย์, สัมภาษณ์, ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)

ความเชื่อบางประการเกี่ยวกับวันพญาวัน

ในหนังสือองค์ความรู้ปีใหม่เมือง (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑ หน้า ๔๓) กล่าวว่า วันพญาวันควรทำลาบเป็นอาหาร เพราะทานลาบในวันนี้จะทำให้มีโชคลาภตลอดปี

สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม๑๒ กล่าวถึงความเชื่อบางประการเกี่ยวกับวันพญาวันว่า ในหนังสือองค์ความรู้ปีใหม่เมือง (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑ หน้า ๔๓) กล่าวว่า วันพญาวันควรทำลาบเป็นอาหาร เพราะทานลาบในวันนี้จะทำให้มีโชคลาภตลอดปี

พญาวันมาในวันอาทิตย์ ยักษ์มาอยู่เฝ้าแผ่นดิน ห้ามทำการมงคลกรรมในวันอาทิตย์

พญาวันมาในวันจันทร์ นางธรณีมาอยู่เฝ้าเผ่นดิน กระทำมงคลกรรมในวันจันทร์ในปีนั้นดีนัก

พญาวันมาในวันอังคาร พญาวัวอุศุภราชมาอยู่เฝ้าแผ่นดิน ทำการมงคลกรรมในวันอังคารดีนัก

พญาวันมาในวนพุธและวันพฤหัสบดี นาคมาอยู่เฝ้าแผ่นดิน กระทำการมงคลกรรมใดๆ ในวันพุธได้ผลดี

พญาวันมาในวันศุกร์ ช้างมาอยู่เฝ้าแผ่นดิน กระทำการใดๆ ในวันศุกร์ของปีนั้นให้ผลสมบูรณ์ดีี

วันปากปี
วันปากปี๋ วันที่สี่ของประเพณีปีใหม่ จัดว่าเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นวันแรกของปี วันนี้คนล้านนาจะกินแกงขนุนกันทุกครอบครัว เพราะเชื่อว่าจะหนุนชีวิตให้เจริญก้าวหน้า ช่วงสายๆชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่ใจบ้าน เพื่อทำบุญเสาใจบ้าน หรือส่งเคราะห์บ้าน บางแห่งอาจจะต่อด้วยพิธีสืบชะตาหมู่บ้าน และพากันไปขมาคารวะ ดำหัว พระเถระผู้ใหญ่ตามวัดต่างๆ ในตอนค่ำของวันนี้จะมีการบูชาเทียน สืบชะตา ลดเคราะห์ รับโชค เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลแก่ครอบครัว

กินแกงขนุน

ในวันปากปีดังกล่าว มีความเชื่อของคนล้านนาอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่ทุกหลังคาเรือนจะมีการทำอาหารที่เหมือนกันเกือบทุกบ้าน คือการทำแกงขนุน หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “แก๋งบ่าหนุน” โดยเชื่อกันว่า เมื่อได้ทานแกงดังกล่าว

จะช่วยส่งหนุนให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ประกอบกิจการงานใดก็สำเร็จผล มีคนมาอุดหนุนค้ำจุนอีกทั้ง เกิดสิริมงคลในครอบครัว ทั้งนี้เหตุผลของการทานแกงขนุนดังกล่าว อาจจะมาจากชื่อขนุน ที่มีความหมายถึงการเกื้อหนุน ค้ำจุน ครอบครัวให้เจริญรุ่งเรืองหรือตลอดปีของคนล้านนา (น้อย ปราใจประเสริฐ. ชาวบ้านแม่อีด ตำบลเชียงดาว อำเภอชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๑๘ มกราคม ๒๕๕๒)

บูชาข้าวลดเคราะห์

ในช่วงเช้าของวันปากปี พิธีกรรมจะเริ่มต้นที่วัดของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่า การบูชาข้าวลดเคราะห์ เป็นการนำเอาข้าวมาปั้นเป็นก้อน จำนวน ๙ ก้อนหรือตามอายุของแต่ละบุคคล ต่อจากนั้นนำไปถวายแด่พระประธานและพระสงฆ์ในพระวิหาร ซึ่งบางแห่งเรียกพิธีกรรมนี้ว่า การบูชาเคราะห์ปีใหม่ หรือ บูชาสระเคราะห์ ในบางชุมชนหรือบางหมู่บ้านจะกระทำกันที่บ้านเรือนของตน โดยมีปู่อาจารย์จะมาทำพิธีให้ที่บ้าน ซึ่งเป็นอันเสร็จพิธีช่วงเช้าของวันปากปี แต่บางแห่งก็ไม่มีปรากฏพิธีกรรมดังกล่าวนี้เลย (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๓๑)

ส่งเคราะห์บ้าน

พิธีส่งเคราะห์บ้าน เป็นพิธีทำบุญเสาใจบ้าน ใจบ้าน คือบริเวณที่ตั้งของเสาใจบ้าน หรือสะดือบ้าน ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน จะมีหลักไม้จำนวน ๕ ต้น บางแห่งมีหอพ่อบ้าน หรือต้นไม้ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ เสาใจบ้านเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของหมู่บ้าน ที่สิงสถิตของเหล่าเทพยาดาอารักษ์
ประเพณีปีใหม่เมือง พิธีการจะประกอบด้วย การจัดทำรั้วราชวัตร ประดับด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อยและอื่นๆ อย่างสวยงาม แล้วเตรียมอาสน์สงฆ์ไว้ด้วย จากนั้นให้โยง ฝ้ายล้วงหรือด้ายสายสิญจน์จากเสาใจบ้านต่อ ๆ กันทุกหลังคาเรือน และจะทำแตะไม้ไผ่สานขนาด ๙๐ X ๙๐ เซนติเมตรจำนวน ๙ แผง แล้วใช้ดินเหนียว หรือแป้งข้าว ปั้นเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้าง ม้า หมู เป็ด ไก่ เป็นต้น อย่างละ ๑๐๐ ตัว วางบนแตะนั้น พร้อมทั้งใส่เครื่องบูชาต่าง ๆ อันประกอบด้วย ข้าว อาหารคาวหวาน ผลไม้ต่าง ๆ กล้วย อ้อย หมาก พลู เมี่ยง บุหรี่ และให้ใช้ไม้ทำ หอกดาบแหลนหลาวหน้าไม้ปืนธนู วางบนแตะทั้ง ๙ นั้น
เพื่อเตรียมทำพิธีส่งเคราะห์บ้าน หรือพิธีส่งนพเคราะห์ทั้ง ๙ ซึ่งบางทัศนะคติของชาวล้านนาได้ให้ความหมายว่า เป็นการส่งให้แก่ท้าวเวสสุวัณณ์ ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในหมู่ภูตผีปีศาจทั้งหลาย และเป็นท้าวโลกบาลผู้หนึ่งซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลรักษาโลกให้เป็นปรกติสุข

หลังจากนั้นในช่วงเวลาประมาณ ๑๐:๐๐ น. ชาวบ้านก็จะเริ่มทยอยเข้ามาสู่บริเวณปะรำพิธี ซึ่งตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน หรือใจบ้านในภาษาล้านนา เพื่อร่วมประกอบพิธีดังกล่าว โดยพิธีจะเริ่มที่แต่ละครอบครัว จะนำเอาเสื้อผ้าของสมาชิกทุกคนในครอบครัว และทรายกลางแม่น้ำมารวมไว้ตรงกลางปะรำพิธี พร้อมกับนำข้าวปลาอาหาร ขนมนมเนยที่เตรียมมาจากบ้าน มาใส่ไว้ในแตะทั้ง๙ แตะที่เตรียมไว้

อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในพิธีส่งเคราะห์ และสืบชะตาบ้าน คือ แต่ละบ้านหรือแต่ละครอบครัวจะโยงด้ายสายสิญจน์ไปรอบ ๆ บ้าน แล้วเอาไปผูกเชื่อมต่อกับบ้านใกล้เรือนเคียง โดยพิธีกรรมการส่งเคราะห์บ้านจะเริ่มจากปู่อาจารย์ จะทำการกล่าวโอกาสส่งเคราะห์ในแต่ละทิศ โดยการนำแตะไม้ไผ่ที่ประกอบไปด้วยเครื่องพลีกรรมต่างๆ ไปวางไว้ในแต่ละทิศจนครบทั้ง๘ ทิศและอีกหนึ่งแตะจะนำมาวางไว้ที่กลางปะรำพิธี จากนั้นปู่อาจารย์ก็จะเริ่มพิธีการส่งเคราะห์ โดยการกล่าวโอกาสส่งเคราะห์บ้าน
หลังจากปู่อาจารย์กล่าวโอกาสส่งเคราะห์จบ ชาวบ้านผู้ร่วมในพิธีจะนำน้ำขมิ้นส้มปล่อยมาพรมที่ศีรษะของตนเองพร้อมกับสะบัดลงไปที่แตะจนครบทั้ง ๙ แตะ ถือเป็นการส่งเคราะห์ของตนเองลงไปในแตะดังกล่าว (รังสรรค์ จันต๊ะ และวิลักษณ์ ศรีป่าซาง, ๒๕๔๘; โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๓๑ -๓๒)

สืบชะตาหมู่บ้าน

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีส่งเคราะห์บ้าน ต่อมาก็จะเป็นการสืบชะตาหมู่บ้าน โดยพิธีจะเริ่มที่ผู้นำหมู่บ้านจะทำการอาราธนานิมนต์พระภิกษุสงฆ์สามเณรจำนวน ๕ รูป ๗ รูปหรือ ๙ รูป(ตามแต่หมู่บ้านดังกล่าวนั้นจะมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามากน้อยเพียงใด) เพื่อมาเจริญพุทธมนต์ซึ่งก่อนหน้าพิธีกรรมดังกล่าวปู่อาจารย์จะกระทำการขึ้นท้าวทั้งสี่ เพื่อเป็นสัญญาณให้ท้าวจตุโลกบาล รับรู้ถึงพิธีกรรมดังกล่าว อีกทั้งช่วยคุ้มครองการทำพิธีกรรมดังกล่าว ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งพิธีกรรมการขึ้นท้าวทั้งสี่ จะเป็นพิธีที่ต้องกระทำไม่ว่าจะเป็นงานมงคลหรืออวมงคลของคนล้านนา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากนั้นเมื่อพระสงฆ์มาถึงปะรำพิธีที่ประกอบพิธีกรรม ปู่อาจารย์ก็จะนิมนต์พระสงฆ์ขึ้นนั่งบนอาสนะที่เตรียมไว้ โดยปู่อาจารย์จะเริ่มนำกล่าวไหว้พระสวดมนต์ พร้อมทั้งขอศีล จากนั้นปู่อาจารย์จะกล่าวอาราธนาพระปริตรเพื่อที่พระสงฆ์จะได้เริ่มสวดพุทธมนต์ โดยปู่อาจารย์จะนำด้ายสายสิญจน์ ที่โยงมาจากแต่ละบ้านและโยงมาจากกองเสื้อผ้า และกะละมังที่บรรจุน้ำขมิ้นส้มปล่อยให้แก่พระสงฆ์ผู้ทำพิธี มีการประเคนบาตรน้ำพุทธมนต์แก่พระสงฆ์รูปแรกผู้เป็นประธานสงฆ์ จากนั้นพระสงฆ์จะเจริญพุทธมนต์ เสร็จแล้วชาวบ้านจะถวายจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์ พร้อมทั้งพระสงฆ์กล่าวอนุโมทนาพิธีเป็นอันเสร็จพิธี

หลังจากพิธีส่งเคราะห์บ้านและสืบชะตาบ้านเสร็จสิ้น บรรดาชาวบ้านผู้มาร่วมพิธีจะแบ่งน้ำขมิ้นส้มปล่อย ที่พระสงฆ์ทำการเจริญพุทธมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว และนำเอาเสื้อผ้าของตนพร้อมกับทรายกลางน้ำกลับบ้าน โดยนำทรายดังกล่าวไปหว่านบริเวณรอบๆ บ้านด้วยความเชื่อที่ว่า สามารถป้องกันภูตผีปีศาจและเป็นสิริมงคลแก่บ้านเรือนของตน ในส่วนของน้ำขมิ้นส้มปล่อย จะนำมาสรงน้ำพระบนหิ้งพระของตน ตลอดจนนำไปประพรมให้แก่ลูกหลาน ที่ไม่ได้ไปร่วมพิธีส่งเคราะห์ และสืบชะตาบ้านดังกล่าว ถือเป็นอันเสร็จพิธีส่งเคราะห์ และสืบชะตาบ้านในวันปากปีของล้านนา (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๓๒ )

ดำหัวผู้อาวุโส ผู้นำชุมชน

วันนี้เป็นวันเริ่มดำหัวบุคคลสำคัญของชุมชน การดำหัวแบบนี้ นิยมร่วมกันทำทั้งหมู่บ้านโดยจะมีการปรึกษาหารือกันว่าจะไปดำหัวใครบ้าง เช่น คนแก่คนเฒ่าที่มีอายุมากที่สุดในชุมชน กำนัน พ่อหลวง นายอำเภอ ผู้ว่าราชการ ชาวบ้านทุกคนจะต้องนำของดำหัวมารวมกัน และจัดริ้วขบวน ฟ้อนรำแห่โหมประโคมฆ้องกลองกันอย่างเอิกเกริกงดงาม

เครื่องพิธีสำหรับดำหัวนั้น ประกอบด้วย เครื่องเคารพซึ่งประกอบด้วยข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มปล่อย และของบริวารอื่น ๆ เช่น มะม่วงมะปรางแตงกวา กล้วยอ้อย ขนม ข้าวต้ม หมากพลู บุหรี่ หรือเงินทองใส่ไปด้วยก็ได้ หรืออาจจะมีเสื้อผ้า กางเกง ผ้าซิ่น ผ้าขนหนูหรือของที่ระลึกอื่น ๆ จัดตกแต่งใส่พานหรือภาชนะเรียบร้อยสวยงาม

หรือจะจัดอย่างพานบายศรี พุ่มดอกไม้ทำนองเดียวกับการแห่ครัวทาน (เครื่องไทยทาน)ก็ได้ และนิยมทำเครื่องสักการะล้านนา ประกอบด้วยต้นดอก ต้นผึ้ง ต้นเทียน หมากสุ่ม หมากเบง หอบอุ้มหรือหามแห่ไปในขบวน การไปดำหัวนี้จะไปตั้งแต่เช้าก็ได้แล้วแต่สะดวก แต่การไปดำหัวเป็นขบวน มักไปตอนเย็นประมาณ ๑๕.๐๐-๑๗.๐๐ นาฬิกา เพราะเป็นเวลาที่เย็นสบายไม่ค่อยร้อน เมื่อขบวนดำหัวไปถึงบ้านผู้อาวุโส ผู้เป็นหัวหน้าก็จะนำพานข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน และน้ำเข้าหมิ้นส้มปล่อยรวมทั้งของที่นำไปดำหัว ไปมอบให้ด้วยความเคารพ และกล่าวขอขมาลาโทษเป็นทำนองว่า

“วันนี้เป็นวันเดือนชีปีใหม่หมู่ลูกหลานทั้งหลาย ได้มาขอขมาลาโทษพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย (หรือบอกชื่อผู้รับการดำหัว) แม้นว่าพวกข้าเจ้าทังหลายได้ปากล้ำคำเหลือ ล่วงเกินด้วยประการใด ๆ ก็ดี ขอพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย (หรือบอกชื่อผู้รับการดำหัว) ได้หื้อขมาลาโทษแก่ฝูงข้าเจ้าทังหลายด้วยเทอะ”
ผู้รับดำหัวจะรับประเคนของแล้วเอาผ้าขาวม้าหรือผ้าสไบพาดบ่าแล้วให้พรด้วยโวหารว่า
เอวังโหนตุ ดีแล อัชชะในวันนี้ ก็เป็นวันดี ศรีอันประเสริฐ ล้ำเลิศกว่าวันทังหลาย บัดนี้รวิสังขารก็ล่วงพ้นไปแล้ว ปีใหม่แก้วก็มารอดมาเถิง ลูกหลานทังหลายก็บ่ละเสียยังรีต บ่รีดเสียยังปาเวณี เจ้าทังหลายก็ได้น้อมนำมายังมธุบุปผาและสุคันโธทกะ สัพพะวัตถุนานาทังหลาย มาขอสมาคารวะตนตัวผู้ข้า ว่าฉันนี้แท้ดีหลี
แม้นว่าเจ้าทังหลายได้ปากล้ำคำเหลือ ขึ้นที่ต่ำ ย่ำที่สูง ผิดด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ดั่งอั้นก็ดี ผู้ข้าก็จักอโหสิกรรมหื้อแก่สูเจ้าทังหลาย แม่นว่าสูเจ้าทังหลายจักไปสู่จตุทิสสะ อัฐทิสสะ วันตกวันออกขอกใต้หนเหนือค้าขายวายล่อง ท่องเทียวบ้านเมือง และอยู่บ้านชองหอเรือนก็ดี จุ่งหื้ออยู่ชุ่มเนื้อเย็นใจ หื้อเป็นที่ปิยะมะนามักรักจำเริญใจแก่หมู่คนและเทวดา แล้วจุ่งหื้อก้านกุ่งรุ่งเรืองไปด้วยโภคะธนะธนัง ข้าวของเงินคำสัมปัตติทังหลาย แม่นจักกินก็อย่าหื้อได้ผลาญ จักทานก็อย่าหื้อได้เสี้ยง หื้อมีอายุยืนยาวนั้นแท้ ดีหลี สัพพี ติโย… อายุ วัณโณ สุขัง พลัง
เมื่อผู้ให้พรกล่าวจบต่างก็ยกมือจรดเหนือหัวพร้อมเปล่งเสียง “สาธุ” พร้อม ๆ กัน เสร็จแล้วผู้รับการดำหัว ก็จะรับธูปเทียนไปใส่ในพานใหญ่ที่เตรียมไว้ เอามือจุ่มลงในน้ำขมิ้นส้มปล่อยแล้วลูบศีรษะของตน เป็นกิริยาว่าได้ดำหัวแล้ว และนำน้ำขมิ้นส้มปล่อยเทลงในขัน ต่อจากนั้นมีการรดน้ำผู้ที่เคารพหรืออาจมีการสนทนาสักครู่หนึ่ง ฝ่ายที่ไปคารวะก็จะลากลับแต่หากเจ้าภาพจะไปเลี้ยงดูคารวะแล้ว การเลี้ยงก็จะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป อนึ่งการดำหัวนี้ไม่นิยมกระทำก่อนวันพญาวัน และควรกระทำให้เสร็จสิ้นหลังช่วงสงกรานต์ไม่เกินเจ็ดวัน (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๒๙-๓๑; สงวน โชติสุขรัตน์ม, ๒๕๑๕, หน้า ๑๘-๒๓)

บูชาเทียนปีใหม่

ในช่วงค่ำ จะเป็นพิธีกรรมในส่วนของครอบครัวที่จะกระทำกันในบ้านเรือนของตน พิธีกรรมดังกล่าวคือ การจุดเทียนบูชาบ้านเรือนหรือคนล้านนาเรียกว่า ต๋ามเตียนปู่จาพระเจ้า

โดยเทียนดังกล่าวจะมีอยู่สามเล่ม คือ เทียนบูชาลดเคราะห์ เทียนบูชาสืบชะตา และเทียนบูชาโชคลาภ บางท้องถิ่นจะมีการ “ต๋ามขี้สายเท่าอายุ” (การจุดเส้นไฟเท่าจำนวนอายุ) ขี้สายหรือเส้นไฟนี้จะทำมาจากเส้นด้ายพื้นเมือง นำไปชุบขี้ผึ้งหรือไขมัน หรือน้ำมันมะพร้าว ปัจจุบันนิยมชุบน้ำมันพืชที่ใช้ในครัวเพราะง่ายดี พอค่ำลง ก็จะเอาขี้สายเท่าอายุไปจุดบูชาที่ลานพระธาตุเจดีย์ในวัด หรืออาจจุดที่ลานทรายหน้าพระวิหาร ตรงที่สายตาพระเจ้าตก หรืออาจจุดที่ลานบ้านของตัวเองก็ได้ การต๋ามขี้สายเท่าอายุนี้ บางท่านก็ว่า เป็นการเผาอายุสังขารเก่าให้พ้นไป บางท่านก็ว่าเป็นการเผาเสนียดจัญไร อุบาทว์ อาถรรพณ์ ขึดขวงต่างๆ ที่ติดตัวเรามาให้หมดสิ้นไป บางท้องถิ่นก็ให้เพิ่มขี้สายไปอีกเส้นหนึ่ง ถือว่าเป็นการสืบชะตาตัวเรา ให้รุ่งเรืองรุ่งโรจน์ประดุจเปลวไฟในปีใหม่ที่มาถึงนี้ (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๓๓)

ความเชื่อบางประการเกี่ยวกับวันปากปี

วันปากปีควรกินข้าวกับแกงขนุน เพราะจะมีสิ่งดีๆ มาอุดหนุนค้ำจุนตลอดปี วันนี้นิยมสืบชะตา บูชาเทียนสะเดาะเคราะห์ รับโชค เพราะเชื่อว่าจะคุ้มครองไปตลอดทั้งปี ปลูกพืชพรรณไม้ผลวันนี้ก็เชื่อว่าจะได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๔๓; บัวผัน แสงงาม. ชาวบ้านหมู่ ๖ ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๑๘ มกราคม ๒๕๕๒)

วันปากปี
หลังจากจบสิ้นวันปากปี คนล้านนายังมีวันปากเดือน วันปากวัน และวันปากยาม เพื่อให้เวลาเดินทางไปสรงน้ำพระธาตุเจดีย์ หรือเดินทางไปดำหัวญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ห่างไกล และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในช่วงปีใหม่ เป็นช่วงที่หยุดจากภาระหน้าที่การงาน

ช่วงนี้พระสงฆ์ สามเณร จะพากันไปดำหัวพระเถระผู้ใหญ่ตามวัดต่างๆ พร้อมคณะศรัทธา อาจจะเดินไปกันเป็นหมู่คณะ หรือนั่งรถไปในที่ไกลๆ โดยมีของดำหัวและน้ำส้มปล่อยใส่สะหลุงไปสุมาคารวะในหัววัดต่างๆ คนล้านนาเรียกว่า “หัววัดเติงกัน” คือวัดที่มีความสัมพันธ์และเคารพนับถือกัน

ประเพณีปีใหม่เมืองของคนล้านนา แท้จริงแล้วเป็นกุศโลบายที่สอดคล้องเหมาะสมกับกาลเวลา เป็นประเพณีที่งดงาม รื่นเริง สนุกสนาน สร้างความสมัครสมานสามัคคี เกิดความสุขอบอุ่นในครอบครัว และสังคม เป็นการเตือนตนสำรวจตัวเอง ให้ละทิ้งสิ่งไม่ดีไม่งาม ชำระล้างจิตใจให้ผ่องใส เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่พร้อมด้วยความดีงาม ความเป็นมงคล โดยผ่านกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ความสนุกสนานจากการสาดน้ำ หรือการดื่มของมืนเมาจนเกิดการทะเลาะวิวาท ดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันให้ความหมายและรักษาประเพณีปีใหม่ของคนล้านนาที่ถูกต้องดีงาม เพื่อสืบสานประเพณีล้านนาให้ยั่งยืนต่อไป

คำเวนทาน คำปันพร คำมัดมือ คำปัดเคราะห์ ในประเพณีปีใหม่เมือง

คำเวนทาน

คำเวนทาน คือถ้อยคำที่บอกกล่าวถึงเรื่องราว ความเป็นมา ความมุ่งหมายของกิจกรรมนั้นๆ ญาณสมฺปนฺโน(นามแฝง) กล่าวถึงความสำคัญของการเวนทาน ในหนังสือ ตำราพิธีกรรมโบราณ ไว้ว่า

การเวนทานนั้นเป็นการโน้นน้าวจิตใจของผู้ฟังให้เกิดศรัทธาปสาทะ มีปีติอิ่มเอมรื่นเริงในกุศลทานที่ได้กระทำมา และให้ตัดเสียยังความกังวลมลทินออกจากใจเจ้าภาพ ทำให้มีจิตใจผ่องใสและผู้ฟังย่อมรับทราบอรรถรสคำสอนที่แฝงอยู่ในคำเวนทานนั้นๆ นำไปเป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจได้ดี

ขอเสนอคำเวนทานปีใหม่เมืองบางสำนวนดังนี้

สาธุโอกาสะ สิริวิสุทธิมกุฏปวะโรจน์โสดอุดม บรมพุทธาติรัตนาตนผ่านแผ้ว พระแก้วเจ้าทั้งสามประการ ยังคลี่บานงามเรืองเรื่อ เพื่อหื้อได้กระทำทานปารมี สีลปารมีไว้เป็นยอด

ขอดไว้กับตนตัว เพื่อเอาเป็นขัวเล่มแก้ว ได้ขี่ข้ามแล้วไปสู่รอด ยังเวียงแก้วยอดเนรพาน นัยกาลวันนี้ก็เป็นวันดี ดิถีอันวิเศษ เหตุว่าเป็นวันปีใหม่ อติกันโต ปีเก่าก็ข้ามล่วงไปแล้ว ปีใหม่แก้วพญาวันก็มาจุจอดรอดถึง ศรัทธาหญิงชายน้อยใหญ่ ต่างก็มาพร้อมไคว่ชุมนุมกันมวลหมู่ พร้อมหน้าอยู่ในพุทธาวาส เพื่อหื้อได้โอกาสกระทำบุญ สมมาคุณขมาลาโทษ หื้อเป็นประโยชน์แห่งความดี ตามประเพณีอันมีมาบ่ผ่อน ในอตีตาก่อนเมินมา วันสังขารล่องนั้นนา คนหนุ่มเฒ่า จักพากันสระเกศเกล้าดำหัวตน เพื่อเป็นมงคลหื้อได้สะอาด แล้วปัดกวาดเรือนเคหา ซักยังวัตถาผ้าเสื้อ เก็บหยากเยื่อตามข่วงบ้าน บ่ขี้คร้านล้างหม้อและไห ของใช้อันใดก็นำมาซ่วยล้าง ตามพื้นข่วงลานก็ปัดกวาด หื้อสะอาดหมดใส กระทำจิตใจหื้อชุ่มเชยบาน อันว่าวันสังขารล่องจักบอกชี้ ก็คืออายุแห่งคนเรานี้แก่ล่วงเลยไป บ่เมินเท่าใดปีหนึ่งก็มาจอด หื้อพากันคิดรอดสร้างแต่ทางดี ครั้นรอดวันพูกมีแถมเล่า เรียกว่าวันเน่าอันเล่าสืบๆ กันมา ว่ายังมีพระยาตนหนึ่งชื่อสุริยา มีภริยาอยู่สองพ่างซ้ายขวา พระยาตนนั้นได้มรณาตายไปเป็นเปรต อยู่ที่ในขอบเขตฟ้าจักรวาล สองนางนงคราญอันเป็นเมียนั้น ก็ได้ตายหั้นเมืองคน ก็เอาตนไปเป็นเปรตที่เดียวกัน ก็ได้ไปหันพระยาเจ้าอันเป็นผัวตนเมื่อก่อน จึงพากันส่อนไปกอดก็บ่ได้ เหตุว่าท้าวไท้เป็นพระยาหัวขาด เหตุนั้นคนจึงโอกาสจาเล่า ว่าวันนี้เป็นวันเน่าติดต่อกันมา มูลศรัทธาชุผู้ จงพร่ำรู้ตามมี ตามประเพณีมาแต่เค้า คนหนุ่มเฒ่าหญิงชาย จักขนทรายมาใส่ข่วงแก้วทั้งสาม แล้วแปลงเจดีย์งามผ่องแผ้ว เพื่อสมมุติเป็นเจดีย์แก้วดั่งในอตีตา ดังเราจักจาบอกเล่า ยังเค้าเหง้าว่า ยังมีมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อเทพมาลัย ตนทรงศีลใสอันเลิศแล้ว ตนแก้วได้เสด็จไปสู่อบาย หันสัตว์นรกทั้งหลายมีมวลมาก อันวิบากเขาหากนำมา พระก็จาถามไปใคร่รู้ ว่ายามเมื่ออยู่เมืองคนกระทำบาปสังชา? จึงได้มาทรงทุกข์ฉันนี้เล่า สัตว์นรกก็บอกเล่าแก่พระมาลัย ว่ายามเมื่อตูข้าอยู่ในโลกใต้ กระทำบาปไว้หลายประการ คือบ่ได้หื้อทานรักษาศีลสังสักหยาด ครั้นมรณาดจากเมืองคน ได้เอาตนมาสู่อเวจี ขอตนบุญมีมหาเถรเจ้า ได้บอกเล่าพี่น้องอันอยู่ในโลกา ว่าขอกรุณาหมู่ข้าทั้งหลาย มีใจผายแผ่ชมชื่น กระทำบุญยกยื่นแผ่มาหา ยามนั้นนามหาเถรเจ้าเทพมาลัย ได้ยินคำจาไขแห่งหมู่เปรต ก็รีบออกเขตห้องอบาย แล้วก็รีบเสด็จผันผายบ่ช้า มาสู่โลกหล้ามนุสสา ที่นั้นนาคนหนุ่มเฒ่า ก็พากันเอาข้าวมาใส่บาตร บ่ได้ขาดเสียคนใด ยามนั้นพระมาลัยก็บอกเล่า ว่าตนนั้นเล่าได้ไปสู่อบาย สัตว์นรกทั้งหลายมวลมาก เขาได้ทรงทุกข์ยากฝากคำมาหา ว่าขอหมู่วงศากระทำบุญหยาดน้ำ มีใจพร่ำสร้างยังเจดีย์ทรายผ่องแผ้ว ไว้ในข่วงแก้วทั้งสาม แล้วอัญเชิญสรีรธาตุงามอันหอมหื่น อันมีในหมื่นโลกจักรวาล มาประดิษฐานในเจดีย์ทราย ครั้นเจ็ดวันหมายครบไคว่ เม็ดทรายน้อยใหญ่ทั้งหลาย ขอกลับกลายเป็นทรายดังเก่า ยามนั้นพี่น้องเผ่าวงศ์ใย ได้ฟังพระมาลัยบอกกล่าว หื้อรู้ข่าวอันเป็นคลองดี ก็ศรัทธามีใจชื่นช้อย ทั้งใหญ่น้อยหญิงชาย ก็พากันขนทรายมาสู่อาราม แล้วก่อเป็นเจดีย์งามยายหยาดถ้อย ปักช่อน้อยแลทุงชัย พ่องก่อไปได้ตามอายุแห่งตน ครั้นเขาทานแล้วก็อุทิศส่วนกุศลไปหา ยังหมู่วงศาพี่น้อง อันไปตกอยู่แห่งห้องนรกอบาย หื้อได้กลับกลายไปเกิด ในห้องฟ้าเลิศเมืองสวรรค์ อันว่าสร้างเจดีย์ทรายกันนี้เล่า พระพุทธเจ้าหากเทศนา ว่าภิกขเว ดูราภิกขุทั้งหลาย บุคคลผู้ใดได้สร้างเจดีย์ทราย แล้วปักช่อทุงยายหยดหยาด ไว้ในอาวาสและข่วงเจดีย์ หากมีอานิสงส์ล้ำเลิศ ผลบุญกุศลเกิดมีนักหนา แม้นจักปรารถนาเอายังสุขสามประการ คือสุขเชยบานในมนุษย์โลก จักมีสมบัติอาโภคมากมวลมี จักได้เป็นเศรษฐีมูลมั่งเท้า บ่มีทุกข์โศกเศร้าประการใด ครั้นว่าตายไปจากโลกหล้า จักได้ไปเกิดชั้นฟ้าเมืองบน เป็นตนเทวบุตรเทวดา อยู่ปรางค์ปราสาทแก้ววิมานคำ ก็ด้วยได้กระทำตามคลองนักปราชญ์เจ้า มาแต่เค้าในอตีตา วันนี้นาก็เป็นวันปีใหม่ เป็นวันใหญ่คือวันพญาวัน ศรัทธาพากันตกแต่งห้างของทาน ก็เป็นการบริบูรณ์ดีพร่ำพร้อม อันจักยื่นน้อมยอถวาย ผู้ข้าทั้งหลายได้ทานแล้ว มีใจผ่องแผ้วยินดี กุศลมีมวลมาก จักขออุทิศฝากไปหา หมู่สรรพเทวดาน้อยใหญ่ อันอยู่ต้นไม้เครือวัลย์ ทุกดอยดงตันเหวหาด ทุกท่าตาดคูหา เทวดารักษาบ้านช่อง รักษาแห่งห้องอาวาส รักษาพุทธศาสน์นิรันดร์มา ทั้งนักขัตตาและเทวดาเก้าหมู่ ขอมาชมชื่นสู้โมทนา กุศลบุญนี้นาขอผายแผ่ ไปหาพ่อแม่หมู่วงศ์ใย อันตายไปสู่ปรโลกหน้า ทั้งปู่ป้าน้าอาวอา อันมรณาตายจาก บุญนี้มากมีมูล ถึงเจ็ดตระกูลเป็นเค้า เก้าตระกูลเป็นแดน แสนตระกูลเป็นขนาด ขอหลั่งน้ำหยาดไปหา บัดนี้นาจักเวนทานตามมคธภาษาบาลีว่า
(ตั้งนโม ๓ จบก่อน)

อิมานิ มยัง ภันเต วาลุกเจติยานิ ติรตนานัง โอโนชยามะ สาธุ โน ภันเต อิมานิ วาลุกเจติยานิ สัพพปริวารานิ ปฏิคคันหาตุ อัมหากัง ทีฆรัตตัง หิตายะ สุขายะ ยาวนิพพานายะ ปัจจโย โหตุ โน นิจจัง (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๓๔-๓๖)

คำปันพรปีใหม่

ปันพร คือให้พรหรืออวยพร เมื่อลูกหลานหรือญาติโยมมาทานขันข้าว หรือมาดำหัวนั้น พระสงฆ์หรือผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้รับเอาขันข้าวหรือเครื่องดำหัวนั้น จะปันพรแก่ลูกหลานหรือญาติโยม คำปันพรปีใหม่บางสำนวนมีดังนี้

เอวังโหนตุ สัมปฏิจฉามิ ดีแล อัชชะในวันนี้ก็หากเป็นวันดีติถีวิเศษ
เหตุว่ารวิสังขารปีเก่าก็ล่วงพ้นไปแล้ว ปีใหม่แก้วพญาวันก็มารอดมาเถิง
มาเทิงยังหมู่เราเจ้าข้าทั้งหลาย บัดนี้หมายมี(ระบุชื่อ)เป็นเค้า
พร้อมด้วยลูกหลานต่านเต้าสูเจ้าทั้งหลายชุหมู่ชุมวล ก็บ่ละเสียยังรีตบ่นีดเสียยังปาเวณี
อันเป็นคลองแห่งสัปปุริสะเจ้าแต่ก่อนหากมีมา ก็หากได้สนงขงขวายตกแต่งดาพร่ำพร้อม
น้อมมายังธูปบุปผาลาชาดวงดอก ข้าวตอกดอกไม้ลำเทียนน้ำอบน้ำหอม
เพื่อจักขอสมมาคารวะยังตนตัวผู้ข้า ว่าฉันนี้เที่ยงแท้ดีหลี
บัดนี้ตนตัวผู้ข้าก็หากได้อว่ายหน้ารับเอา แม้นว่าสูเจ้าทั้งหลายได้ประมาทลาสา
ด้วยกายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมังก็ดี ได้ขึ้นที่ต่ำได้ย่ำที่สูงใดๆ ก็ดี
อันเป็นสัญจิญจโทสัง อสัญจิญจโทสัง อตีตโทสัง ปัจจุปนโทสัง อนาคตโทสังใดๆก็ดี
ก็ขอหื้อกลายเป็นอโหสิกรรมอันบ่มีโทษ บ่หื้อเป็นนิวรณธรรมแก่สูท่านทั้งหลายสักเยื่องสัก
อันจุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลี ตั้งแต่มุหุตกาลวันนี้ยามนี้ไปภายหน้า
ขอหื้อสูท่านทั้งหลายชู่ผู้ชู่คน ชู่ตนชู่องค์หื้อพ้นจากสรรพทุกข์ สรรพโศก
สรรพโรค สรรพภัย สรรพจังไรวินาสันตุ อยู่ก็หื้อมีชัย ไปก็หื้อมีโชคมีลาภ
เคราะห์ร้ายหยาบอย่ามาใกล้ เจ็บป่วยไข้อย่ามาพาน
หื้อได้อยู่สำราญช้อยโชติ เงินคำล้านโกฏิจุ่งมีเต็มฉางบ่รู้บกบางสักเทื่อ
เต็มอยู่ชู่เมื่อเที่ยงแท้ดีหลี หื้อได้อยู่สวัสดีทีฆาเที่ยงเท้า
อายุร้อยซาวขวบข้าววัสสา ได้อยู่ค้ำชูพระวรพุทธศาสนาไปไจ้ๆ
อย่าได้คลาดคลาเที่ยงเท้าดีหลี ตามบาทบาลีว่า

อายุวัฑฒโก ธนวัฑฒโก สิริวัฑฒโก ยสวัฑฒโก พลวัฑฒโก วัณณวัฑฒโก สุขวัฑฒโก โหตุ สัพพทา ทุกขะ โรคะ ภยา เวรา โสกา สัตตุจุปัททวา อเนกา อันตรายาปิ วินัสสันตุ จะ เตชสา ชยะ สิทธิ ธนัง ลาภัง โสตถิ ภาคยัง สุขัง พลัง สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒิ จะ ยสะ วา สตวัสสา จะ อายุ จะ ชีวสิทธิ ภวัตตุ เต

สัพพีติ โย วิวัชชันตุ สัพพโรโค วินัสสตุ มา เต ภวัตวันตรายโย สุขีทีฆายุโก ภวะ อภิวาทนสีลีสนิจจัง วุฑฒาปจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุวัณโณ สุขัง พลัง (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๓๖ – ๓๗)

คำปันพรปีใหม่อีกสำนวนหนึ่ง

เอวัง โหนตุ อัชชะ ในวันนี้ก็เป็นวันดี อติกันโต สังขารปีเก่าก็ข้ามล่วงพ้นไปแล้ว
ปีใหม่แก้วพญาวันก็มาจุจอดรอดเถิง ลูกหลานทั้งหลายก็บ่ละเสียยังรีต
บ่ลีดเสียยังปาเวณีแห่งอริยะเจ้าทั้งหลาย อันเป็นมาแล้วในกาละเมื่อก่อน
ท่านทั้งหลายก็บ่หื้อผ่อนหายสูญ บัดนี้จึ่งตกแต่งน้อมนำมายังสุคันโธทกะ
แลสิ่งทานังทั้งหลายมวลฝูงนี้ มาสะสางสระเกล้าดำหัวยังตนตัวแห่งผู้ข้า
บัดนี้ผู้ข้ามีธรรมเมตตาอว่ายหน้าปฏิคหะรับเอาแล้ว แม้นว่าลูกหลานทั้งหลายได้กระทำ
ด้วยกายวจีมโนกรรมหลายหลาก ได้กระทำกับผู้ข้าเป็นอันมาก
แม้นได้ปากล้ำคำเหลือเป็นสัจจัง ได้ปากเสียงดังครางเสียงใหญ่
ได้ขึ้นที่ต่ำได้ย่ำที่สูงฉันใดดังอั้นก็ดี แม้นักเป็นวจีกรรม มโนกรรมไปถูกต้อง
ลูกหลานทั้งหลายก็ดาพร้อมถ้าจักมาขอสูมา ผู้ข้าก็บ่หื้อเป็นโทสาสังสักอย่าง
กายวจีมโนกรรมใดหื้อคลาดจากตนตัว บ่หื้อมีความหมองมัวสังสักอย่าง
หื้อแจ้งกระจ่างล้ำเลิศ แลหือพ้นเสียยังปาปโทษ
โปรดหื้อหายกลายเป็นอโหสิกรรม ขออย่าได้เป็นนิวรณธรรม
กรรมอันจักห้ามยังสุขสามประการ สุขในเมืองฟ้าแลเมืองคน
มีมหาเนรพานนั้นจุ่งจักมี แม้นลูกหลานทั้งหลาย
ได้เอาปัจจัยมวลฝูงนี้มาหื้อทาน ขอหื้อมีความสุขสำราญเที่ยงเท้า
หื้อเป็นปัจจัยแก่เจ้าชู่คนๆ สมดั่งความมักความปรารถนาตนอย่าคลาด
หื้อปราศจากโรคภัยทั้งหลาย อย่ามากรายมาใกล้
แม้นจักไปวันตกวันออกเหนือใต้ ก็มีมิตรแก้วสหายคำ
จักไปเมื่อคืนเมื่อวัน ก็อย่าได้มีเคราะห์มาพานถูกต้อง
แม้นมีพี่น้องก็หื้อถูกโล่งกัน ขอหื้อมีความสุขความงามอยู่บ่ขาด
หื้อสมดังคำปากผู้ข้าปันพรชู่ประการ นั้นจุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลี

สัพพีติ โย วิวัชชันตุ สัพพโรโค วินัสสตุ มา เต ภวัตวันตรายโย สุขีทีฆายุโก ภวะ อภิวาทนสีลีสนิจจัง วุฑฒาปจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุวัณโณ สุขัง พลัง
(โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๓๗-๓๘)

คำปัดเคราะห์

เมื่อลูกหลานมาดำหัวนั้น เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ปันพรแล้ว ลูกหลานก็มักขอให้พ่อหม่อนแม่อุ๊ยคนนั้น มัดมือหรือผูกขวัญให้ แต่ก่อนจะมัดมือหรือผูกข้อทอขวัญเพื่อเป็นสิริมงคล เพื่อให้ขวัญอยู่กับเนื้อกับตัวนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะปัดเคราะห์ให้ลูกหลานเสียก่อน

การปัดเคราะห์นั้น ผู้เฒ่าจะให้ลูกหลานแบมือสองข้างชิดกัน หรืออาจแบมือข้างเดียวก็ได้ แล้วจะเอาหางฝ้ายที่จะใช้มัดมือนั้นมากวาดในฝ่ามือของลูกหลาน แล้วกล่าวคำปัดเคราะห์

คำปัดเคราะห์อาจมีหลายสำนวน ในที่แห่งนี้จะนำเสนอสำนวนของพระครูสิงหวิชัย วัดฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้

โอมสัพพัตถุสัมพทา สัพพโรคา สัพพอุบาทว์ สัพพพยาธิอันตราย เคราะห์ทั้งหลาย เคราะห์พาวายขี้ไข้ เคราะห์หัวปีถูกต้อง เคราะห์พี่น้องมาเยือน เคราะห์ในเรือนต้องค้าย เคราะห์เมื่อย่างย้ายพามี เคราะห์ไร่นามีปูเฝ้า เคราะห์ปู่เฒ่าฝากครัว เคราะห์งัวควายตัวกล้า เคราะห์ช้างม้าต่อชน เคราะห์กังวลเป็นถ้อย เคราะห์ปีเดือนวันโกรธไหม้ เคราะห์เจ็บเคราะห์ไข้เคราะห์หนาว เคราะห์เมื่อคืนเมื่อวัน เคราะห์พากลั้นพาอยาก เคราะห์กวนเคราะห์กรรม เคราะห์เมื่อหลับเมื่อตื่นหลับบ่ชื่นเป็นฝัน เคราะห์ภายหลังอย่าได้มาถ้า เคราะห์ภายหน้าอย่าได้มาจก เคราะห์ทางวันตกอย่าได้มาเฝือ เคราะห์ทางเหนืออย่าได้มาต้องมาถูก เคราะห์วันนี้วันพรูกจุ่งหื้อหนีไกล หื้อหนีไปตามพระอาทิตย์พระจันทร์ อังคารที่ฟ้าเสี้ยงแผ่นดินสุด จุ่งหื้อตกไปกับพระพุธที่ป่ากวางดงสงัด จุ่งหื้อหนีไปตามพระหัสที่ยุคันธรแอ่วเล่น เทียวแว่เว้นสนุก จุ่งหื้อหนีไปตามพระศุกร์ที่ป่าดงมืดเส้า ที่พระพุทธเจ้าบ่ไว้ศาสนา จุ่งหื้อตกไปตามพระเสาร์นาคาหย่อมหญ้า ใต้ขอบฟ้าอุดรกรู จุ่งหื้อไปตามราหูอสุรินทไอสวร เคราะห์ต่างๆ นานาจุ่งหื้อตกไปในวันนี้ยามนี้ ตั้งแต่วันนี้ยามนี้เป็นต้นไป อยู่หื้อมีชัยไปหื้อมีโชคมีลาภ ปราบแพ้ข้าศึกศัตรูทุกเยื่องทุกประการ จุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลี
ชยตุ ภวังค์ ชยสุภมังคลัง ชยโสตถิง ภวันตุเต

(โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๕๑, หน้า ๓๘)

รายการอ้างอิง
ก้อนแก้ว อภัย. (๒๕๑๕). ประเพณีพื้นเมืองฉบับโบราณ. เชียงใหม่: แสงชัยการพิมพ์.
เกริก อัครชิโนเรศ และคณะ. (๒๕๔๖). สำนักงาน. รายงานการวิจัย การชำระปฏิทินและ
หนังสือปีใหม่เมืองล้านนา (ประกาศสงกรานต์). กรุงเทพฯ: กองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ญาณรังสี. (๒๕๓๐). ตำราแผนโบราณพื้นเมือง. เชียงใหม่: ประเทืองวิทยา.

ญาณสมฺปนฺโน, ภิกขุ. (๒๕๓๘). ของดีจากปั๊บสา. (พิมพ์ครั้งที่ 2 ปรับปรุงแก้ไข). ลำพูน:
ร้านภิญโญ.

ญาณสมฺปนฺโน, ภิกขุ. (๒๕๓๘). ตำราพิธีกรรมโบราณ. ลำพูน: ร้านภิญโญ.

ตรีรัตน์ แม่ริม. (๒๕๓๐). ตำราพิธีส่งเคราะห์แผนโบราณ. เชียงใหม่: ประเทืองวิทยา.

ทวี เขื่อนแก้ว. (๒๕๔๑). ประเพณีเดิม. ลำปาง: โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง.

ธรรมพื้นเมืองเรื่องตำนานอานิสงค์ปีใหม่พื้นเมือง. ลำพูน: ร้านภิญโญ.

นภัสนันท์ พุ่มสุโข, บรรณาธิการ.(๒๕๔๘). เรื่องเล่าล้านนา. กรุงเทพฯ: บ้านหนังสือ.

ประเพณีเก่าเชียงใหม่ 700 ปี. (๒๕๓๙). เชียงใหม่: ชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเชียงใหม่.
ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง: จะเยียะจะใดดี : เอกสารประกอบการสัมมนา วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘
ณ โรงละครเล็ก หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนัก
ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ฝอยทอง สมวถา. (๒๕๔๖). เล่าขานตำนานเมืองแจ๋ม. เชียงใหม่: นพบุรีการพิมพ์.

พระครูสิทธิวรเวช (สิงห์คำ กญจโณ). (๒๕๓๖). ศาสนพิธีพื้นเมือง: อนุสรณ์งาน
พระราชทานเพลิงศพ พระครูสิทธิวรเวช. เชียงใหม่: ส.ทรัพย์การพิมพ์.

พระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ). (๒๕๕๑). ปฎิทินล้านนา. ลำพูน: ณัฐพลการพิมพ์.

พระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ). (๒๕๔๓). ฮีตกองของบ่เก่า. (พิมพ์ครั้งที่ ๓). เชียงใหม่:
ดาวคอมพิวกราฟิก.

ไพฑูรย์ ดอกแก้ว. (๒๕๔๖). ประเพณีสงกรานต์: ความเชื่อดั้งเดิมและการเปลี่ยนแปลง.
เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

มณี พยอมยงค์ และศิริรัตน์ อาศนะ. (๒๕๔๙). เครื่องสักการะในล้านนาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ ๒).
เชียงใหม่: ธนาคารไทยทนุ.

มณี พยอมยงค์. (๒๕๔๗). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ ๕ ฉบับปรับ
ปรุงเพิ่มเติม). เชียงใหม่: ส. ทรัพย์การพิมพ์.

รังสรรค์ จันต๊ะ. (๒๕๔๘). เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่องป๋าเวณีปี๋ใหม่: จะเยียะจะใดดี.
เชียงใหม่: สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

รังสรรค์ จันต๊ะ และวิลักษณ์ ศรีป่าซาง. (๒๕๔๘). เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่อง
ป๋าเวณีปี๋ใหม่: จะเยียะจะใดดี. เชียงใหม่: สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ศักดิ์ รัตนชัย. (๒๕๓๒). ตุง ช่อ พญายอ เจ๋ดีย์ทรายปี๋ใหม่เมือง. ลำปาง:
โรงพิมพ์ลำปางการพิมพ์.

ศรีจันทร์. (๒๕๔๘). เรื่องเล่าล้านนา. กรุงเทพฯ: บ้านหนังสือ ๑๙.

สงวน โชติสุขรัตน์. (๒๕๑๑). ประเพณีไทย ภาคเหนือ. เชียงใหม่: สงวนการพิมพ์.

สมบัติ พลายน้อย. (๒๕๔๗). ตรุษสงกรานต์. กรุงเทพฯ: มติชน.

สนั่น ธรรมธิ และยุทธพร นาคสุข. (๒๕๔๕). หนังสือปีใหม่เมืองและปฏิทินล้านนา
ประจำปีจุลศักราช ๒๕๔๕-๒๕๔๖ ปีเต่าสง้า. ม.ป.ท: ม.ป.พ.

สนั่น ธรรมธิ. (๒๕๔๘, ๑๑ เมษายน). ดำหัวปีใหม่เมือง ความหมายของคนล้านนา. ประชาไท.
ค้นเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๒ จาก
http://www.prachatai.com/journal/2005/04/3587

สนั่น ธรรมธิ. หนังสือปีใหม่เมือง พ.ศ. ๒๕๔๖. (โปสเตอร์).

สนั่น ธรรมธิ. หนังสือปีใหม่เมือง พ.ศ. ๒๕๔๘. (โปสเตอร์).

สนั่น ธรรมธิ. หนังสือปีใหม่เมือง พ.ศ. ๒๕๔๙. (โปสเตอร์).

ยุทธนา นาคสุข. (๒๕๔๖). รายงานการวิจัย การชำระปฏิทินและหนังสือปีใหม่เมืองล้านนา
(ประกาศสงกรานต์). กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

เสถียรโกเศศ. (๒๕๑๐). ชีวิตชาวไทยสมัยก่อน. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.

อุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). ปีใหม่. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ. (เล่ม ๘, หน้า
๓๘๓๔- ๓๘๔๑). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา. (๒๕๕๑). องค์ความรู้ประเพณีปีใหม่เมือง. เชียงใหม่:
โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา.

โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา. (๒๕๔๒). สืบสานล้านนา สืบต่อสมหายใจของแผ่นดิน.
เชียงใหม่: มิ่งเมืองนวรัตน์การพิมพ์.

ข้อมูล/เรียบเรียง/ภาพประกอบ
ประสงค์ แสงงาม ผู้รู้ด้านประเพณีล้านนาประจำโครงการ
และคณะทำงานโครงการห้องสมุดที่มีชีวิต (Living Library) เพื่อพัฒนาสังคมการเรียนรู้
ส่วนกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูลภาคเหนือจากสำนักหอสมุดและสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ
กรกฎาคม 2552