Home Blog Page 191

ประเพณีปอยหลวง

คำว่า ปอยหลวง เป็นการนำเอาคำสองคำที่มีความหมายแตกต่างกันมารวมกัน โดยคำว่า ปอย เข้าใจว่ามาจากภาษาพม่าตรงกับคำว่า ปะแว ซึ่งกลายมาจากภาษาลีว่า ปเวณี หรือประเพณี (ยุพิน ธิฉลาด, ๒๕๔๒, หน้า ๔๖๑๐) อันหมายถึง งานที่มีคนชุมนุมกัน แต่เมื่อชาวพม่าออกเสียงเร็วๆ จะออกสำเนียงว่า ปอย

ประเพณีงานปอยหลวงเป็นงานทำบุญเพื่อเฉลิมฉลองศาสนสมบัติต่าง ๆ เพื่อให้เกิดอานุสงส์แก่ตนและครอบครัว ถือว่าได้บุญกุศลแรงมาก นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องแสดงถึงความสามัคคีกลมเกลียวของคณะสงฆ์และชาวบ้านด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ การทำบุญปอยหลวงที่นิยมทำกันคือทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ สิ่งสำคัญที่ได้จากการทำบุญงานปอยหลวงอีกอย่างหนึ่งก็คือ การแสดงความชื่นชมยินดีร่วมกันเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่คนในท้องถิ่นโดยการจัดมหรสพสมโภชเพราะหนึ่งปีถึงจะได้มีโอกาสได้เฉลิมฉลองถาวรวัตถุต่างๆ ได้ หรือบางแห่งอาจใช้เวลาหลายปีเพราะสิ่งปลูกสร้างบางอย่างใช้เวลาสร้างนานมาก สิ้นเปลืองเงินทองมหาศาล จะต้องรอให้สร้างเสร็จและมีเงินจึงจะจัดงานเฉลิมฉลองเป็นงานปอยหลวงขึ้นมาได้

พิธีกรรม
ก่อนงานปอยหลวง ๑ วันเรียกว่า วันดา ชาวบ้านจะนำสิ่งของที่ซื้อไว้ไปรวมกันที่วัด เรียกว่า รวมครัว โดยตกแต่งประดิษฐ์ประดอยให้สวยงาม ตามแต่จะคิดขึ้น เรียกสิ่งที่ตกแต่งนี้ว่า ครัวทาน หรือ คัวตาน เพื่อแห่ไปยังวัดที่จะจัดงานปอยหลวง ส่วนวัดที่จะจัดงานปอยหลวง คณะกรรมการจัดงานจะจัดทำตุงตุงยาว และช่อช้าง นำไปทานและปักไว้บนเสาไม้ไผ่ ซึ่งปักไว้สองข้างทางเข้าสู่วัดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าวัดนี้จะมีงานปอยหลวง ในตอนเย็นวันเดียวกันก็จะนิมนต์พระอุปคุต (ก้อนหิน) จากท่าน้ำใกล้วัด โดยอัญเชิญมาไว้ที่หออุปคุต ซึ่งมีลักษณะเหมือนศาลเพียงตาพร้อมเสื่อ หมอน น้ำต้น (คนโท)ขันดอกไม้ ธูปเทียน การนำก้อนหินซึ่งสมมุติเป็นพระอุปคุตมาจากแม่น้ำ เพราะมีความเชื่อว่าพระอุปคุตสามารถปกป้องคุ้มครองให้งานสำเร็จราบรื่น ปลอดภัยจากเหตุร้ายต่างๆ พระอุปคุตนี้เมื่อเสร็จงานแล้วต้องนิมนต์ท่านกลับไปอยู่ที่กลางน้ำเหมือนเดิม
เมื่อถึงวันงานบุญปอยหลวง ในวันแรกจะเป็นครัวทานหรือเครื่องไทยทานของชาวบ้านที่เป็นศรัทธาของวัดที่มีงานแห่ปอยหลวงเข้าวัดก่อน ส่วนวันต่อไปก็จะมีคณะศรัทธาหัววัดต่างๆ จัดขบวนแห่เครื่องไทยทานมาจากวัดของตนเองไปร่วมทำบุญงานปอยหลวงด้วย ขบวนแห่ครัวทานมักจะมีสาวงามฟ้อนเล็บนำขบวนด้วย ชาวเหนือถือว่าหากใครได้ฟ้อนนำครัวทานเข้าวัดแล้วจะได้อานิสงส์มาก เกิดไปในภายหน้าจะมีรูปร่างหน้าตางดงามยิ่งขึ้น
เมื่อขบวนแห่ครัวทานเข้ามาในวัดแล้วจะมีการเลี้ยงดูแขกที่มาจากต่างบ้าน การเลี้ยงอาหารชาวบ้านจะทำหลังเวลาถวายเพลพระภิกษุสามเณร ส่วนครัวทานที่แห่มาถึงวัดในช่วงบ่ายเจ้าภาพก็จะมีการเลี้ยงของว่าง และน้ำดื่ม มีหมาก เมี่ยง บุหรี่เจ้าภาพจะจัดเตรียมไว้ทุกๆ วันจนกว่าจะเสร็จงาน
ส่วนคณะสงฆ์ที่เดินทางมายังวัดของเจ้าภาพทางวัดจะเตรียมการต้อนรับให้เป็นพิเศษ เรียกว่า “เกณฑ์รับหัววัด” เมื่อบอกบุญไปกี่วัดก็เตรียมของไว้ต้อนรับเท่านั้น รวมทั้งพระสงฆ์ที่นิมนต์มาทำพิธีสวดเบิกในวันสุดท้ายด้วย เมื่อคณะศรัทธาหัววัดต่างๆ มาถวายเครื่องไทยทาน พระสงฆ์ที่คอยต้อนรับจะให้ศีลให้พรตามธรรมเนียม พระที่จะให้ศีลนั้นควรเป็นพระที่อาวุโสที่สุดหรือพระที่ชาวบ้านเคารพเลื่อมใส
วันสุดท้ายของงานจะมีความสนุกสนานเป็นพิเศษ บางแห่งคณะศรัทธาของแต่ละบ้านนำครัวทานของตนที่จัดขึ้นหรือรวมกลุ่มกัน จัดเครื่องครัวทานแล้วนำไปถวายวัด คณะสงฆ์จะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์และมีการสวด อบรมสมโภช หรือสวดเบิก ซึ่งเป็นการสวดที่ไพเราะน่าฟังมาก ยังมีการเทศน์บอกกล่าวถึงอานิสงส์ของการก่อสร้างอีกด้วย ในวันรุ่งขึ้นก็มีการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ สามเณร มีอาจารย์วัดกล่าวถวายสิ่งปลูกสร้างที่ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างมา เสร็จแล้วก็ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ที่มาร่วมพิธี พระสงฆ์ให้ศีลให้พรแด่คณะศรัทธาที่มาร่วมงานก็เป็นอันเสร็จพิธีทำบุญปอยหลวง

ประเพณีการบวชลูกแก้ว

ประเพณีการบวชลูกแก้ว คือ การบวชเณรของชาวล้านนา ประเพณีนี้ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่พอสมควรจึงเรียกอีกอย่างว่า พอยน้อย (ออกเสียงว่าปอยหน้อย) ในล้านนามีรูปแบบการบวชอยู่ ๒ อย่าง การบรรพชาบวชเณรนั้น นิยมเรียกว่า บวชพระ หรือ บวชลูกแก้ว ส่วนการอุปสมบทหรือบวชเป็นพระภิกษุนั้นเรียกว่า บวชเป็กข์ หรือ เป็กข์ตุ๊ ซึ่งคำเรียก เณร ทางล้านนานิยมเรียกว่า พระ ส่วน ภิกษุนั้น เรียกว่า ตุ๊เจ้า

ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า

ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า คือการนำเอาฟืนมาเผา เพื่อให้พระพุทธเจ้าได้ผิงไฟ จัดขึ้นในช่วงเดือน ๔ เหนือ หรือประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำของเดือน เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ชาวล้านนามีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปในวิหารก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นเช่นเดียวกับคนเรา จึงร่วมกันหาไม้ฟืนมาจุดเผาไฟผิงให้เกิดความอบอุ่น ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับบริบททางสภาพแวดล้อม เนื่องจากในดินแดนล้านนาเป็นพื้นที่ๆมีความหนาวเย็นมาก รวมทั้งมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น และมีความชื้นสูง การผิงไฟนอกจากจะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้ว ยังขับไล่ความชื้นในอากาศที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๐, หน้า ๗๙)

คำว่า “หลัว” เป็นภาษาล้านนา หมายถึง ฟืน ส่วนคำว่า “หิง” หมายถึง การผิงไฟ และคำว่า “พระเจ้า” หมายถึง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้ามีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างแพร่หลายทั่วไปในล้านนา แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง ส่วนมากจะเป็นวัดที่อยู่แถบชนบทห่างไกล และสามารถเสาะหาฟืนได้ง่าย ได้แก่วัดยางหลวง และวัดป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประเพณีนี้มักจะทำควบคู่ไปกับประเพณี “ทานข้าวล้นบาตร” เพื่อบูชาแม่โพสพ และทานข้าวใหม่ให้แก่วัด บางแห่งก็เรียกรวมว่าเป็นประเพณี “ทานข้าวใหม่-หิงไฟพระเจ้า” (สนั่น ธรรมธิ. นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ, สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓) หลังจากสิ้นเดือน ๓ เหนือ หรือประมาณเดือนธันวาคม พระ เณร และขโยมวัด จะพากันออกไปหาฟืนในป่า เพื่อเตรียมไว้สำหรับทานหลัวหิงไฟพระเจ้าในเดือนยี่เป็ง
ประเพณีทานหลัว

วิธีการทำหลัวหิงไฟพระเจ้า

ไม้ที่จะใช้บูชาพระเจ้านั้นมีข้อกำหนดว่าจะต้องเป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม มีดอกหอม ห้ามใช้ไม้ที่มีรสเผ็ด รสเปรี้ยว หรือมีกลิ่นเหม็นเด็ดขาด ให้เลือกไม้ที่มีสีขาว ให้ถ่านดี ทนทาน ไม่แตกเวลาก่อไฟ และหาได้ง่ายในท้องถิ่น ไม้ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ ได้แก่
ไม้จี้ หรือไม้คนทา นิยมนำมาใช้บูชาพระเจ้า

ไม้จี้ หรือไม้ชิงชี่ หรือไม้คนทาในภาคกลาง เป็นไม้ที่มีหนามตามลำต้น เมื่อเก็บมาแล้วต้องริบหนามออก ไม้มีลักษณะเป็นเถาและเนื้อในมีสีขาว ขึ้นในป่าบริเวณป่าละเมาะใกล้เชิงเขา
ไม้โมกมัน หรือมูกมัน เป็นไม้ยืนต้น เนื้ออ่อนสีขาว
ไม้โชค หรือสะคร้อ เป็นไม้ยืนต้นผลกินได้ มีสีขาวให้ถ่านดีมาก ชาวบ้านนิยมนำมาเผาถ่าน
ไม้มะขาม เป็นไม้ยืนต้นข้างในสีขาว นิยมร่นกิ่งลงมาเหลือแต่ต้นไว้ เพื่อให้ออกกิ่งใหม่

นอกจากนี้ ยังมีไม้กาสะลอง (ไม้ปีป) ไม้สบันงา (ไม้กระดังงา) ไม้จุ๋มป๋า (ไม้จำปา) ฯลฯ ในการคัดเลือกไม้ ให้เลือกกิ่งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒-๓ นิ้ว และตัดให้มีความยาวประมาณ ๑ วาของเจ้าภาพ หรือ ๑.๘๐- ๒.๐๐ เมตร แล้วนำมาผึ่งแดดให้แห้ง ถึงวันก่อนเดือน ๔ เป็ง ๑ วัน แล้วถากเอาเปลือกไม้ออกทุกส่วน นำมามัดรวมกันให้ได้ ๘๐ ท่อน เท่าจำนวนพระชนมายุของพระพุทธเจ้า คือ ๘๐ พรรษา
ผึ่งแดดให้แห้งและถากเอาเปลือกออก

จากนั้นช่วยกันแบกหามเข้าสู่วัดนำมาไว้ที่ลานข้างวิหาร หรือที่ล้านนาเรียกว่า “ข่วงแก้วทังสาม” หรือ “ข่วงแก้วอาราม” ตรงหน้าพระประธาน จากนั้นจัดการกองสุมหลัวเป็นรูปเหมือนกระโจมอินเดียนแดง โดยทำเป็นซุ้มสองกองไว้ ชั้นแรกใช้ไม้รวกเป็นแกนตั้งข้างใน ข้างนอกเป็นพวกไม้ซางและไม้อื่นๆที่เตรียมไว้ ใช้เถาวัลย์ตรึงมัดกองโดยรอบ โดยเฉพาะตัวแกนในเพื่อไม่ให้กองฟืนโค่นล้ม ไม้ฟืนทั้งหมดต้องคละด้วยไม้ที่เก็บมาใหม่ หากเป็นไม้แห้งหมดจะไหม้ไฟไวเกินไป นอกจากนี้มีการใส่ “หมากสะโปก” ไม้ประทัด หรือไม้ระเบิดสอดเข้าข้างในด้วย ขณะที่ไม้ติดไฟจะแตกเสียงดังไปไกล เป็นสัญญาณให้ชาวบ้านลุกตื่นมาจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร เพื่อมาทำบุญที่วัด ไม้นี้ทำจากไม้ไผ่ซาง หรือไม้บง ตัดปิดหัวท้ายเป็นท่อน อาจเป็น ๒ ท่อนบ้าง ๓ ท่อนบ้าง ใส่สะโปกประมาณ ๔-๕ ชุด เตรียมไว้สำหรับเผาต่อไป

พิธีการเผาบูชา

ก่อนวันทำพิธีชาวบ้านจะทยอยกันนำไม้ที่ตนเก็บมาวางในกองฟืน เพื่อทำพิธีพร้อมกันในเช้าวันรุ่งขึ้น คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ สำหรับพิธีการเริ่มจากชาวบ้านผู้มีศรัทธาจะเตรียมพานข้าวตอกดอกไม้ ฟืนท่อนยาว ๑ วา จำนวนหนึ่งมัด และภัตตาหารถวายแก่พระสงฆ์ เมื่อไหว้พระรับศีลรับพรเรียบร้อยแล้ว จะมีการกล่าวคำถวายที่มีใจความเกี่ยวกับการบูชาพระรัตนตรัย การถวายทานและการสร้างกุศล

จากนั้นจะเอาฟืนเข้าประเคนหน้าพระพุทธรูปองค์ประธานพิธี หรือบางแห่งจะใช้กรวยดอกไม้ประเคนหน้าพระสงฆ์เพื่อเป็นการสักการะ ในเวลาประมาณ ๐๔.๐๐-๐๕.๐๐ น. จะเริ่มจุดกองไฟหรือกองฟืนนั้น โดยเจ้าอาวาสจะจุดไฟเป็นท่านแรกพร้อมกับตีฆ้อง ๓ ลา เพื่อให้ประชาชนได้ทราบและร่วมอนุโมทนาบุญด้วย (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๗, หน้า ๒๗๗๓-๒๗๗๔)
พิธีเผาบูชา

การทานข้าวใหม่ และทานข้าวหลาม-ข้าวจี่

ในชนบทบางท้องที่นอกจากจะทำบุญทานหลัวหิงไฟพระเจ้าแล้ว ก็จะทำพิธีทำบุญทานข้าวใหม่ ข้าวล้นบาตร ไปพร้อมๆ กันในช่วงของประเพณีเดือน ๔ เมื่อชาวบ้านนำข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางแล้ว จะนำข้าวนั้นไปทำบุญข้าวใหม่ ก่อนที่จะนำไปข้าวนั้นไปสีเพื่อรับประทาน การทำบุญในวาระนี้เรียกว่า “ทานขันข้าวใหม่” เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปถึงเทวดาขุนน้ำ ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ที่เป็นเจ้าของไร่นามาแต่เดิม สำรับอาหารประกอบไปด้วยข้าวนึ่งสุก พร้อมกับอาหารที่นิยมกันตามท้องถิ่น (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๔๒, หน้า ๒๗๕๕)

นอกจากประเพณีทานข้าวใหม่แล้ว ในบางท้องที่มีการทำบุญทานข้าวจี่ ข้าวหลาม ชาวบ้านจะนำเข้าที่ได้จากท้องนามาประกอบอาหารประเภทต่างๆ เช่น ข้าวจี่ ข้าวหลาม ข้าวเม่า ข้าวต้ม ข้าวต้มกะทิ ข้าวหนมจ๊อก ข้าวต้มใบอ้อย โดยนำอาหารเหล่านี้ไปถวายพร้อมกับอาหารคาวประเภทอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ถือโอกาสทานขันข้าว คือถวายอาหารเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว

ข้าวจี่ คือของกินเล่นชนิดหนึ่ง โดยการนำก้อนข้าวเหนียวเสียบปลายไม้แล้วปิ้งบนเตาถ่านให้ข้าวเหลืองกรอบและมีกลิ่นหอม ส่วนข้าวหลามนั้น คือข้าวเหนียวถูกหลามให้สุกในกระบอกไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่มีเยื่อหนา โดยกรอกข้าวเหนียวที่เป็นข้าวสารเติมน้ำไว้ตั้งแต่ตอนเย็น พอถึงตอนเช้าข้าวที่แช่น้ำไว้จะพองตัว นำกระบอกไม้นั้นไปผิงไฟกับถ่านแดงจนข้าวสุก การปอกข้าวหลามนั้นนิยมถากผิวไม้ส่วนที่ไหม้ไฟออกให้เหลือเนื้อไม้ไผ่สีขาวหุ้มข้าวหลามไว้ (บำเพ็ญ ระวิน, ๒๕๔๒, หน้า ๒๗๕๓)

ในการทานข้าวใหม่ ศรัทธาจะนำเอาข้าวเปลือกและข้าวสาร มาทานเป็นข้าวล้นบาตร หรือเรียกว่า “หล่อข้าวบาตร” หรือ บางแห่งเรียกว่า “ทานดอยข้าว” ตรงกลางวิหารปูเสื่อกะลาไว้ ๒ จุด แต่ละจุดตั้งบาตรไว้ ๑ ลูก เมื่อชาวบ้านนำข้าวมาเทลงไปในบาตรข้าวเปลือกกองหนึ่ง และบาตรข้าวสารกองหนึ่ง กองข้าวสารเรียกว่า “เงินดอย” ส่วนกองข้าวเปลือกเรียกว่า “เงินคำ” ซึ่งข้าวที่ได้นี้พระภิกษุสามเณรจะเก็บไว้นึ่งกินในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก ออกบิณฑบาตไม่ได้ ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีไร่นา การทำบุญข้าวล้นบาตรจึงค่อยๆ หมดไป เพราะไม่มีข้าวเปลือกไปหล่อบาตร บางแห่งจึงมีแต่การ “ทานดอยข้าวสาร” เท่านั้น (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๔๒, หน้า ๒๗๕๕) การทานข้าวล้นบาตรนี้ นอกจากจะเป็นการบูชาแม่โพสพ ขอบคุณเทวดาอารักษ์ และบำรุงพระศาสนาด้วยการให้ผลผลิตแก่วัดแล้ว ยังเป็นโอกาสให้คนชุมชนแสดงความเอื้อเฟื้อต่อผู้ยากไร้หรือผู้ที่ประสบปัญหาได้ผลผลิตน้อยในปีนั้น นับเป็นการสร้างสามัคคีในชุมชนโดยผ่านพิธีกรรมทางศาสนาอีกด้วย

รายการอ้างอิง

บำเพ็ญ ระวิน. (๒๕๔๒). ทานข้าจี่ ทานเข้าหลาม/ทานเข้าจี่ เข้าหลาม. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๖, หน้า ๒๗๕๓). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.
มณี พยอมยงค์. (๒๕๓๐). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย.
มณี พยอมยงค์. (๒๕๔๗). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ ๕). เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.
มณี พยอมยงค์. (๒๕๔๒). ทานหลัวหิงไฟพระเจ้า. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๖, หน้า ๒๗๗๓-๒๗๗๔). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
ศรีเลา เกษพรหม. (๒๕๔๒). ทานเข้าใหม่ ทานเข้าล้นบาตร. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๖, หน้า ๒๗๕๕). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

ข้อมูล/รวบรวมและเรียบเรียง/ภาพประกอบ
ประสงค์ แสงงาม ผู้รู้ด้านประเพณีล้านนาประตำโครงการ
และคณะทำงานโครงการห้องสมุดที่มีชีวิต (Living Library) เพื่อพัฒนาสังคมการเรียนรู้
ส่วนกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูลภาคเหนือ
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

http://library.cmu.ac.th/ntic/lannatradition/

ประเพณีตานก๋วยสลาก

ประเพณีทานก๋วยสลาก หรือสลากภัต เป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่แสดงออกถึงความสามัคคีกันในการมาพร้อมหน้าในบรรดาหมู่ญาติพี่น้อง เพื่อการทำบุญถึงญาติที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ประเพณีนี้ ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน ในดินแดนล้านนา เริ่มถือปฏิบัติตั้งแต่ครั้งใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด การทานก๋วยสลาก เริ่มราววันเพ็ญเดือน๑๒ เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน และสิ้นสุดในเดือนเกี๋ยงดับ หรือประมาณเดือนตุลาคมของทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะชาวบ้านว่างจากการงานและเป็นช่วงที่ยังอยู่ในฤดูฝน พระภิกษุสามเณรยังคงจำพรรษาอยู่ในวัดอย่างพร้อมเพรียง ในภาคกลางก็มีการทำบุญเหมือนกันนี้ เรียกว่า “การทำบุญสลากภัต” จะแตกต่างกันที่ระยะเวลา ภาคกลางมักเริ่มทำในช่วงเดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ ซึ่งเป็นระยะที่ผลหมากรากไม้สุกงอม และเป็นช่วงที่ว่างจากการงานไม่มีการเก็บเกี่ยวใดๆ (บุญเลิศ ครุฑเมือง, ๒๕๓๗, หน้า ๑๙๙)

ในอดีต การจัดประเพณีทานก๋วยสลาก ถือเป็นธรรมเนียมว่า จะต้องจัดที่วัดสำคัญก่อน ในจังหวัดเชียงใหม่ จะต้องเริ่มจัดหรือตานก๋วยแรกที่วัดเชียงมั่นก่อนแห่งอื่น เพราะถือว่าเป็นวัดของพญามังรายมหาราช ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ ในจังหวัดลำปาง จะเริ่มจัดวัดปงยางคกก่อนวัดอื่น เพราะเป็นวัดต้นตระกูลของเจ้าเจ็ดตน (หนานทิพย์ช้าง) (สงวน โชติสุขรัตน์, ๒๕๑๒, หน้า ๑๔) ในจังหวัดน่าน เริ่มจัดประเพณีทานก๋วยสลากที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดหลวงก่อน จึงจะจัดประพณีนี้ที่วัดอื่นๆได้ แต่ปัจจุบันจัดให้มีประเพณีนี้ขึ้นตามสะดวก (บุญเลิศ ครุฑเมือง, ๒๕๓๗, หน้า ๒๐๐)

ประวัติความเป็นมา

ในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ได้มีนางกุมารีผู้หนึ่งได้อุ้มลูกชายวิ่งหนีนางยักขิณีผู้มีเวรทำลายครรภ์กัน (แท้งบุตรต่อกัน) หลายภพหลายชาติ ติดตามมาจะทำร้ายลูกของนาง นางกุมารีได้พาลูกวิ่งหนีเข้าไปในพระเชตะวันวิหาร ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ นางเอาลูกน้อยวางแทบพระบาทแล้วไหว้สาว่า “ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ของทรงโปรดเป็นที่พึ่งแก่ลูกชายของข้าเจ้าหน่อยเต๊อะว่าอั้น” เมื่อนางยักขิณีติดตามมา พระพุทธเจ้าจึงได้เทศนาการอันจองเวรซึ่งกันและกัน จะไม่มีวันอันจบสิ้นกันเลย เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร พระก็เทศนาให้นางทั้งสองเห็นผิดชั่วดี แล้วก็ให้นางรับศีล 5 ทำให้นางยักขิณีได้ดวงตาเห็นธรรม

ต่อมานางยักขิณีได้เป็นเพื่อนกับนางกุมารี และนางกุมารีก็ได้บำรุงเลี้ยงดูเป็นอย่างดี นางยักขิณีสำนึกในบุญคุณ จึงได้ใช้วิทยาคุณในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศเพื่อการทำนาแก่นางกุมารีว่าปีใดฝนดีน้ำมากให้ทำนาในที่ดอน ปีใดที่ฝนแล้งน้ำแห้ง ให้ทำนาในที่ลุ่ม ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนชาวบ้านมักประสบปัญหาข้าวกล้าเสียหาย พอทราบเรื่องว่านางกุมารีเก็บเกี่ยวได้ผลดี จึงขอร้องให้นางยักขิณีช่วยเหลือ

จนกระทั่งผลผลิตข้าวอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ชาวบ้านจึงพากันนำเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้แก่นางยักขิณีมากมาย นางจึงนำมาทำเป็นสลากภัตขึ้นถึง 8 แห่ง โดยให้พระสงฆ์ได้ทำการจับสลาก ด้วยหลักของอุปโลกนกรรม คือ ของถวายมีทั้งของมีราคามาก ราคาน้อยพระสงฆ์องค์ใดได้ของมีค่าน้อยก็ไม่เสียใจ ให้ถือว่าเป็นโชควาสนาของตน การถวายสลากภัตนี้นับเป็นครั้งแรกแห่งประเพณีทำบุญทานสลากในพระพุทธศาสนา (สิงห์แก้ว มโนเพ็ชร, ๒๕๓๘, หน้า ๔๖)

ประเพณีขึ้นเฮือนใหม่

เรือน เป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ ของมนุษย์ มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เป็นสถานที่ที่รวมกันของสมาชิกในครอบครัว
ประเพณีกินแขกแต่งงาน เมื่อสร้างเรือนขึ้นในแต่ละครั้ง ผู้เป็นเจ้าของต้องทุ่มเททุนทรัพย์และกำลังกายเป็นอย่างมาก เมื่อสร้างเรือนเสร็จ ผู้เป็นเจ้าของจึงมีความภาคภูมิใจในเรือนของตนมากขึ้นตามไปด้วย ความภาคภูมิใจและความปิติยินดีดังกล่าวนั้น จึงแสดงออกมาในรูปของพิธีกรรมก่อนการเข้าไปอยู่อาศัยภายในเรือนใหม่ ที่เรียกกันว่า “การขึ้นเรือนใหม่”
พิธีกรรมดังกล่าวนี้ยังจะช่วยทำให้สมาชิกอื่นๆของครอบครัวรู้สึกว่าเรือนที่สร้างขึ้นใหม่ เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย มีความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เข้าไปอาศัยอยู่แล้วก็จะก่อให้ความสุขกายสบายใจ เพราะเป็นธรรมดาของคนทั่วไป ที่เมื่อต้องเข้าไปอาศัยในสถานที่ที่แปลกใหม่ จิตใจก็มักจะไม่มั่นคง พิธีกรรมดังกล่าวจึงคล้ายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวหรือเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่ผู้ที่จะเข้าไปอยู่อาศัยนั่นเอง

http://library.cmu.ac.th/ntic/lannatradition/newhome.php

ประเพณีกินแขกแต่งงาน

ประเพณีแต่งงานแบบล้านนา เป็นวัฒนธรรมที่งดงามแฝงไปด้วยคติความเชื่อ และศีลธรรมแห่งการครองเรือน เพื่อครองชีวิตคู่อย่างมีความสุขตามกรอบจารีตประเพณีล้านนา
ประเพณีกินแขกแต่งงาน
เมื่อบ่าวสาวถึงวัยอันควร ดังคำโบราณล้านนากล่าวไว้ว่า ไม้ดีผ่า ป่าดีเผา คือ พร้อมทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ คุณสมบัติที่จะมีครอบครัวได้ และเมื่อรักชอบพอกัน เรียนรู้คบหากันมาได้สักระยะหนึ่ง ด้วยความยินดีรักที่มีต่อกัน และได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ให้อยู่เป็นสามีภรรยา

ครอบครัวผู้ที่พร้อมด้วยทรัพย์ จึงจัดพิธีแต่งงาน
เพื่อเป็นพิธีเริ่มต้นชีวิตคู่ ประเพณีกินแขกแต่งงาน
กินแขก

โดยเชิญญาติพี่น้อง มิตรสหาย และเพื่อนบ้านของทั้งสองฝ่ายมาเป็นสักขีพยาน จัดพิธีพิธีแต่งงาน หรือเรียกว่า กินแขก เนื่องจากมีแขกเรื่อจำนวนมากมาร่วมงานกินเลี้ยงและอวยพรบ่าวสาว เนื่องในงานแต่งงาน

การเริ่มต้นชีวิตคู่ของชาวบ้านทั่วไปตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ซึ่งอาจจะมีอยู่ในบางท้องที่ อาจจะไม่มีการจัดพิธีแต่งงาน เมื่อบ่าวสาวรักชอบพอกันแล้ว บ่าวสาวจะแจ้งแก่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายทราบ ฝ่ายชายนำเงินมาใส่ผี กราบไหว้ขอขมาบรรพบุรุษ คือผีปู่ย่า โดยฝ่ายชายเป็นผู้หาฤกษ์ยามมงคลมาอยู่บ้านฝ่ายสาว พร้อมกับสะพายดาบ และผ้าป๊ก (ถุงเสื้อผ้า) เดินทางมาอยู่อยู่บ้านหญิงสาว เรียกว่า เอาผัว เอาเมีย ตามแบบพื้นบ้านล้านนานั้น มิได้ถือเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัว แต่ถ้าจัดพิธีแต่งงานนั้นนิยมในหมู่ผู้มีฐานะ คหบดี เจ้านาย เนื่องจากมีพิธีการและใช้เงินทองเป็นจำนวนมาก
ดาบของเจ้าบ่าว
ดาบของเจ้าบ่าว หีบผ้าใหม่สำหรับไหว้พ่อแม่เจ้าสาว
หีบผ้าใหม่สำหรับไหว้พ่อแม่เจ้าสาว

ส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ
ส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ เจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ นอนเป็นพิธี
เจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ นอนเป็นพิธี

ที่มา : http://library.cmu.ac.th/ntic/lannatradition/wedding.php

ประเพณีการปลูกเฮือน

ประเพณีวัฒนธรรมการปลูกเรือนนั้น ในแต่ละสังคมย่อมมีวิธีการที่แตกต่างและคล้ายคลึงกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสภาพแวดล้อม ประเพณีการปลูกเรือนล้วนแฝงไว้ด้วยคติความเชื่อของสังคมนั้นๆซึ่งเป็นตัวกำหนดพื้นฐานของการปลูกสร้างบ้านเรือน เพื่อให้บังเกิดความอยู่เย็นเป็นสุขแก่ผู้อาศัยในเรือนนั้นๆ การปกหอยอเฮือน เป็นคำพูดในภาษาล้านนา หมายถึงประเพณีการปลูกเรือนล้านนา

ขั้นตอนการปลูกเรือน

เมื่อได้ทำการจัดหาเตรียมเครื่องเรือนที่เรียกกันว่า “การครัวไม้” โดยทำการท่าวร่างทดลองปลูกดูก่อน แล้วจึงรื้อลงมาจัดผูกแยกเป็นกองๆ เพื่อรอการปลูก ต่อมาเจ้าของเรือนจะต้องไปหาปู่อาจารย์ให้ท่านช่วยดูฤกษ์ดูวันในการที่จะปกเรือน เมื่อได้วันกำหนดที่แน่นอนแล้ว เจ้าของเรือนจะออกไปขอแรงจากเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้องให้มาช่วยปกเรือน เพราะชาวบ้านสมัยก่อนเป็นช่างปลูกเรือนเหมือนกันเกือบทุกคนโดยขอไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ วัน ส่วนฝ่ายหญิงจะไปบอกญาติพี่น้องของฝ่ายตนให้ช่วยทำอาหารเลี้ยงคนที่มาช่วยงาน ก่อนที่จะทำการปกเรือน เจ้าของเรือนจะต้องสำรวจดูพื้นที่ๆจะปลูกเรือนก่อนว่าตรงไหนจะดีมากน้อยประการใด โดยมีขั้นตอนต่างๆได้แก่
การดูความสูงต่ำของพื้นที่

ศรีเลา เกษพรหม (๒๕๓๙, หน้า ๑๐๒-๑๐๖) อธิบายการดูความสูงต่ำของพื้นที่ โดยให้ดูพื้นดินที่มีความสูง และลาดเทไปยังทิศต่างๆดังนี้

พื้นดินสูงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ต่ำทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถือว่า ดี
พื้นดินต่ำทางเหนือ สูงทางทิศใต้ ถือว่า ดี
ถ้าพื้นดินสูงทุกด้าน เรียกพื้นที่นั้นว่า สุชาตา ถือว่าดีมาก
พื้นดินสูงทางทิศใต้ต่ำทางทิศเหนือ ดีมาก
พื้นดินสูงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ต่ำทางทิศตะวันตก ถือว่าดี

การดูจากการเสี่ยงทาย

ดูการเสี่ยงทายว่าที่ดินตรงไหนจะดีหรือไม่ดี โดยทำควัก หรือกระทงใบตอง ๓ อัน อันแรกใส่ข้าวเหนียวสุก อันที่ ๒ใส่ข้าวเหนียวที่ทาหรือคลุกด้วยปูนแดงให้มีสีแดง เรียกว่า ข้าวแดง อันสุดท้ายข้าวเหนียวสุกทาหรือคลุกด้วยหมิ่นหม้อให้มีสีดำเรียกว่า ข้าวดำ แล้วนำไปวางไว้ในบริเวณที่จะปลูกเรือน จากนั้นให้อธิษฐานขอให้มีสิ่งแสดงบอกเหตุดีหรือไม่ดีตามความปรารถนา หรือกล่าวคำโวหารที่ปรารถนา ทิ้งไว้สักครึ่งหรือ ๑ วันแล้วจึงไปดูควักใบตองทั้ง ๓ ว่ามีสัตว์มากินหรือตอมหรือไม่ หากเป็นข้าวที่เป็นสีขาวไม่ได้คลุกด้วยสิ่งใด ถือว่าเป็นที่ปลูกเรือนได้ดีมาก ถ้าสัตว์หรือแมลงมากิน ข้าวแดงดีปานกลาง ถ้ากินข้าวสีดำถือว่าไม่ดี

อีกวิธีหนึ่ง เอาใบฝาแป้งมา ๘ ใบ ใบ ๑ ห่อดิน ใบ ๑ ห่อเปลือกไม้ ใบ ๑ ห่อผมยุ่ง เมื่อพร้อมก็นำขันข้าวตอกดอกไม้พร้อมสิ่งต่างๆไปสู่งบริเวณที่จะปลูกเรือน แล้วตั้งอธิษฐานดังนี้ “โอกาสะ พรหมเทวดา รุกขเทวดา ติณณปัพพเทวดา อากาสเทวดา บัดนี้ผู้ข้า พ่อแม่ ลูก ผัวเมีย มีประมาณเท่านี้ จักมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี้ ยังจักเพิงใจเทวดาทังหลายอั้นชา คันยังจักอยู่วุฒิเจริญใจแก่ตูข้าทังหลายดังอั้น ก็ขอหื้อหยุบได้ห่อที่ดี คันตูทังหลายยังจักอยู่บ่วุฒิเจริญใจดังอั้น ก็ขออย่าได้หยุบเอาห่อที่บ่ดีนั้นเทอะ “ ว่าแล้วจึงกล่าวคาถาว่า “นมามิ สิรสา นาถัง สัสสธรรมคนุตตมัง อิทัมปินิตโต ทิพพจักขุงวปัสสติ” แล้วจึงจับเอาห่อสิ่งนั้นขึ้นมา ๑ ห่อ เปิดดู ถ้าได้ห่อดอกไม้ ห่อข้าวเปลือก ห่อหิน ห่อดิน ดีมากควรอยู่ที่นั้น ถ้าจับได้ห่อเปลือกไม้ ห่อผมยุ่ง ห่อปีกไก่ และห่อถ่านไฟ ไม่ดีไม่ควรอยู่

อีกวิธีหนึ่ง ถ้าจะปลูกเรือนที่ใด ให้ถางหญ้าตรงกลางบริเวณนั้นกว้างประมาณ ๑ ศอก แล้วเอาไม้แหลมเป็นหลักยาว ๑ ฝ่ามือ นำไปตอกไว้ที่ตรงนั้นให้โผล่พ้นดินประมาณนิ้วหัวแม่มือ เอาเม็ดข้าวเปลือกมาเรียงกับดิน เอาหัวเข้าหาหลักนั้นจนรอบ เอาหม้อใหม่มาครอบไว้ แล้วกลบปากหม้อให้มิดชิดไม่ให้แมลงเข้าไปข้างในได้ แล้วเอาควักวางแม่ธรณี อธิษฐานต่อเทวดาและธรณีที่นั้นว่า “คันผู้ข้าทังหลายจักแปลงบ้านเรือนอยู่ที่นี้ ยังจักอยู่ดีมีสุขดังอั้นก็ขอหื้อข้าวเปลือกที่หลักนี้อย่าได้ฟุ้งไปทางใดเทอะ คันผู้ข้าทังหลายจักอยู่ไม่สบายก็ขอหื้อเม็ดข้าวเปลือกกระเด็นแตกฟุ้งไป จิ่มเทอะ” เมื่อถึงอีกวันก็ให้ไปเปิดหม้อดู ถ้าเม็ดข้าวกระเด็นฟุ้งไป ที่ตรงนั้นไม่ดีอย่าได้อยู่ ถ้าเม็ดข้าวขึ้นอยู่บนปลายหลักก็ยังดีอยู่ ถ้าเม็ดข้าวไม่แตกกระจายให้อยู่ที่นั้น ดีมาก

การหามื้อจันวันดี และโศลกทำบ้าน

เมื่อได้บริเวณที่จะปลูกเรือนแล้วก็ให้ไปหาพระสงฆ์ หรืออาจารย์วัดให้ช่วยดูเดือน ดูวัน ดูยามที่จะลงมือปลูกเรือน เรียกว่าการหาหื้อจันวันดี โดยอ้างจากบางตำราเริ่มจากเดือนก่อน (๒) เช่น
เดือนที่ดีและไม่ดีในการปลูกเรือนใหม่

เดือนเจียง
จักผิดเถียงกัน ไม่ดี
เดือนยี่
จักสมฤทธี มีข้าวของ ดี
เดือน ๓
จักเสียข้าวของ ไม่ดี
เดือน ๔
จักได้ลาภ และมีข้าวของ ดี
เดือน ๕
จักเป็นพยาธิ และไฟจักไหม้ ไม่ดี
เดือน ๖
จักได้ลาภ มีข้าวของ อยู่ดีมีสุข ดี
เดือน ๗
จักได้รับความทุกข์มากนัก และจักพลันตาย ไม่ดี
เดือน ๘
จักเสียข้าวของ หรือเป็นพยาธิ ไม่ดี แต่บางตำราว่าจักมีข้าวของดี
เดือน ๙
จักมีลาภ และอยู่ดีมีสุข ดี
เดือน ๑๐
จักเป็นพยาธิตาย และจักฉิบฉายไม่ดี
เดือน ๑๑
จักเป็นโทษ และผิดเถียงกัน ไม่ดี บางตำราว่าจักสมฤทธี ดี
เดือน ๑๒
จักเป็นดีมีสุขมากนัก

วันเสียประจำเดือน

เดือนเจียง เดือน ๕ เดือน ๙
วันอาทิตย์ และวันจันทร์ เสีย
เดือนยี่ เดือน ๖ เดือน ๑๐
วันอังคารเสีย
เดือน ๓ เดือน ๗ เดือน ๑๑
วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เสีย
เดือน ๔ เดือน ๘ เดือน ๑๒
วันพุธ และวันศุกร์เสีย

ยามดีไม่ดี

วันอาทิตย์
ยามรุ่งเช้า หินะ ไม่ดี
ยามกองงาย อุทธังราชา ดี
ยามแตรจักใกล้เที่ยงลาภสะกัง ดี
ยามเที่ยง หินะ ไม่ดี
ยามกองแลง หินะ ไม่ดี
ยามแตรจักใกล้ค่ำ อุทธังราชา ดี
ยามค่ำแท้ ก็ดี
วันจันทร์
ยามเช้า หินะ ไม่ดี
ยางกลองงาย หินะ ไม่ดี
ยามใกล้เที่ยง หินะ ไม่ดี
ยามเที่ยง อุทธังราชา ดี
ยามช้าย(เวลาบ่าย) หินะ ไม่ดี
ยามใกล้ค่ำ หินะ ไม่ดี
ยามค่ำแท้ หินะ ไม่ดี
วันอังคาร
ยามเช้า อุทธังราชา ดี
ยามกลองงาย ลาภสะกัง ดี
ยามใกล้เที่ยง หินะ ไม่ดี
ยามเที่ยง หินะ ไม่ดี
ยามกองแลง อุทธังราชา ดี
ยามใกล้ค่ำ ลาภสะกังดี ค่ำแท้หินะ ไม่ดี
วันพุธ
ยามเช้า หินะ ไม่ดี
ยามกลองงาย อุทธังราชา ดี
ยามใกล้เที่ยง หินะไม่ดี
ยามเที่ยง อุทธังราชา ดี
ยามช้าย (เวลาบ่าย) ลาภสะกัง ดี
ยามค่ำ หินะ ไม่ดี
วันพฤหัสบดี
ยามเช้า หินะ ไม่ดี
ยามกลองงาย หินะ ไม่ดี
ยามใกล้เที่ยง อุทธังราชา ดี
ยามเที่ยง ลาภสะกัง ดี
ยามแตรค่ำ อุทธังราชาดี
ยามค่ำแท้ ก็ดี
วันศุกร์
ยามเช้า หินะ ไม่ดี
ยามกองงาย อุทธังราชา ดี
ยามใกล้เที่ยง ลาภสะกัง ดี
ยามใกล้เที่ยง หินะ ไม่ดี
ยามช้าย(เวลาบ่าย) ดี
ยามใกล้ค่ำ อุทธังราชา ดี
ยามค่ำแท้ ดี
วันเสาร์
ยามเช้า อุทธังราชา ดี
ยามกลองงาย อุทธังราชา ดี
ยามใกล้เที่ยง หินะ ไม่ดี
ยามเที่ยง หินะไม่ดี
ยามช้าย (เวลาบ่าย) อุทธังราชา ดี
ยามเย็น ลาภสะกัง ดี
ยามใกล้ค่ำ หินะ ไม่ดี
ยามค่ำแท้ ก็ไม่ดี

มณี พยอมยงค์ (๒๕๓๙, หน้า ๑๗๑) อธิบายการทำบ้านให้ถูกต้องตามโศลก หรือฮีตของการสร้างบ้านแปงเฮือน เป็นความเชื่อของคนล้านนาที่เชื่อว่าต้องปลูกเรือนให้ถูกต้องตามโฉลก จึงจะอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยให้เจ้าของบ้านที่เป็นชายเอาไม้มาวัดให้พอดีกับวาของตน แล้วนับแต่รั้วบ้านด้านใดด้านหนึ่งเป็นวาที่หนึ่ง ไปตรงจุดที่จะสร้างบ้าน โดยนับว่าที่หนึ่งเป็นน้ำบ่อแก้วแล้วไล่ตามลำดับต่อไปนี้

น้ำบ่อแก้วกินเย็น (ดี)
ผีเข็ญอยู่กะล่าง (ไม่ดี)
เอาตูบห่างแปงผามควาย (ไม่ดี)
หยิบถงลายใส่เงินย่อย (ดี)
ปั้นเข้าอ่อยผี (ไม่ดี)
เอาลูกเศรษฐีเป็นเพื่อน (ดี)
ไม้ยังเถื่อนเป็นมงคง (ดี)

ที่นิยมกันมากคือ “หยิบถงลายใส่เงินย่อย” ถือว่าเป็นการเก็บเล็กผสมน้อย เริ่มต้นการลงเสาแรกที่นั่น หากยังต้องการเนื้อที่กว้าง การนับโศลกก็นับวนมาที่น้ำบ่อแก้วกินเย็นอีกครั้งหนึ่ง การทำตามโศลกเวลาสร้างบ้านแปงเฮือน นอกจากจะเกิดความมั่นใจแก่เจ้าของเรือนยังสร้างความอุ่นใจและเชื่อว่าจะมีความสุขสวัสดี และมีความเจริญแก่ชีวิตและครอบครัว

การบูชาเทวดาที่รักษาพื้นที่ที่จะปลูกเรือน

ก่อนวันปกเรือน ๑ วัน คนเฒ่าคนแก่ที่เป็นหญิงจะช่วยกันดาครัวขึ้นท้าวทั้ง ๔ จัดทำเป็นสะตวงหรือกระทงจำนวน ๖ กระทง ส่วนคนแก่ชายจะจัดตั้งค้างท้าวทั้ง ๔ บางแห่งก็จะทำสะตวงหยวกกล้วยกว้างประมาณ ๑ คืบ จำนวน ๕ สะตวง ใส่เครื่องครัวบูชา มีข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน แกงส้ม แกงหวาน กล้วย อ้อย ข้าว น้ำ โภชนาอาหาร หมากพลู ยา อย่างละ ๔ ช่อขาว ๔ เรียกว่า “สะตวงเครื่อง ๔” พิธีกรรมข้างต้น (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๓๙, หน้า ๘๖ และ ๑๐๗) บางตำราก็เรียกว่า การทำพิธี “เสดาะเสนียด” (ขึด หรือปัดรังควานเสาที่จะทำพิธี “ปก” โดยให้อ่านคาถาแล้วใช้มีดหรือขวาน ถากไม้ตรงตีนเสาออกพอเป็นพิธี และเอาเศษไม้ที่ถากมาไปใส่ในสะตวงแล้วเอาสะตวงทั้ง ๔ อันไปวางไว้ตามทิศสี่มุมบ้าน ส่วนสะตวงอีกอันหนึ่งที่อยู่ตรงกลางนั้นให้เอาไปลอยน้ำเสีย เป็นเสร็จพิธี (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๐, หน้า ๑๗๕-๑๗๖)
พิธีขึ้นท้าวทั้งสี่

พอตกเย็นอาจารย์วัดหรือปู่อาจารย์จะเป็นผู้มากล่าวคำโอกาสขึ้นท้าวทั้ง๔ และบอกเจ้าที่เจ้าทางบอกแม่พระธรณีให้ช่วยคุ้มครองไม่ให้เกิดเรื่องร้ายแรง โดยยกสะตวงอันหนึ่งตั้งไว้ตรงกลางที่ดินนั้นเพื่อกล่าวบูชาขออนุญาตจากเจ้าที่ ส่วนสะตวงอีก ๔ ยกไปตั้งไว้ยังทิศทั้ง ๔ แล้วกล่าวคำอาราธนาบูชาว่า “ มหาลยันติ ลหายันติ ลหาลตันติว หูลู หูลู สวาหาย” ๗ จบแล้วยกสะตวงออกไปให้พ้นเขตที่ดินตามทิศนั้นๆ (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๓๙, หน้า ๑๐๗)

บางตำรากล่าวว่าการทำพิธีเซ่นสรวงเจ้าที่หรือพญานาค เนื่องจากในสมัยโบราณชาวเหนือมีความเชื่อว่า พญานาคเป็นสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์เป็นเจ้าแผ่นดิน และแผ่นฟ้า สามารถอำนวยความสุขสวัสดี หรือภัยพิบัติแก่มวลมนุษย์ได้ โดยให้วัดจากมุมทั้งสี่ของบริเวณที่จะปลูกเรือนให้ได้จุดศูนย์กลางแล้วให้ขุดหลุมลึก ๑ คืบ กว้าง ๑ คืบ ให้เอาข้าวปั้น กล้วยหน่วย และอาหารคาวหวาน อย่างละเล็กละน้อยใส่เข้าไปในหลุมนั้น

แล้วอาจารย์จะอ่านคำโองการว่า “โอม นะโม นาคะราชา มหานาคะราชา สวาหุง นาคะราชา อิมัสสสะมิง นะกะเล สุวัณณะรัชชะตัง วา มะณี วา อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ ภุญชันตุ สวาหุง” ว่าครบ ๓ จบ แล้วก็อัญเชิญให้พญานาคมารับสิ่งของสังเวยนั้น แล้วกลบดินถมหลุมเป็นเสร็จพิธีเลี้ยงเจ้าที่เจ้าดิน หรือพญานาค (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๐, หน้า ๑๗๕)
พิธีเซ่นสรวงเจ้าที่

การบูชาพญานาค บางท้องถิ่นเมื่อจะปกเสาเรือน ต้องมีการจัดเครื่องบูชาพญานาค โดยทำสะตวงหยวกกล้วย กว้าง ยาว เท่ากับศอกของเจ้าของเรือน ใส่ด้วยข้าว น้ำ โภชนาอาหาร พร้าว ตาล กล้วย อ้อย หมาก พลู ข้าวตอก ดอกไม้ ช่อ ๖ ตัว จองแหลง (คือเทียนขี้ผึ้งขนาดเล็กติดกับตอกไม้ไผ่) ๖ อัน ดอกไม้ขาว ๖ ดอก ผ้าขาว ผ้าแดง ยาวเท่ากับศอกของเจ้าของเรือน ๒ ผืน แล้วขุดหลุมใกล้กับหลุมเสามงคล กว้าง ๑ ศอก ลึก ๑ ศอกของเจ้าเรือน วางสะตวงใกล้กับปากหลุม และกล่าวคำโอกาสดังนี้

“โภนโต ดูรานาคราชาตนเป็นเจ้าเป็นใหญ่ตนประเสริฐ อันเป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย มากกว่าแสนโกฏิ อันอยู่รักษาแผ่นดินหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชนะ และรักษาเมืองคำแห่งอินทราชเจ้ากล้ำลุ่ม บัดนี้หมายมีเจ้าเรือนผู้มีชื่อว่า…………จิ่งจักมาสร้างแปลงยังเคหาหอเรือนอันใหม่ ก็จิ่งจักรำเพิงเถิงบุญคุณแห่งเจ้ากู ก็จิ่งได้ตกแต่งยังเครื่องบริกรรมปูชานมัสการ มีข้าวปลาโภชนาอาหาร แกงส้ม แกงหวาน พร้าวตาล กล้วยอ้อย จองแหลงและเยื่องและ ๖ มีผ้าขาว ๒ ผืน ก็เพื่อว่าจักมาขอเอายังโชคชัย ลาภะสักการะ กับด้วยเจ้ากูว่าอั้นสันนี้แท้ดีหลี ขอเจ้ากูจุ่งจักมารับเอายังเครื่องขียาปูชานมัสการทังหลายมวลฝูงนี้ แล้วขอเจ้ากูจุ่งจักนำมายัง โชคชัย ลาภะสักการะ ยศ บริวาร ศรีโภคะ ธนะ มะหิงสา สิตา นารานิบิ สัพพะสิทธิ วิฏฏรุจจิติ” ว่า ๓ ครั้งแล้วเอาผ้าขาว ๒ ผืน รองตีนเสามงคลผืน ๑ และรองตีนเสานางผืน ๑ จากนั้นเอาสะตวงไปให้พ้นเขตบ้าน แล้วจึงทำการปกเสามงคลและเสานาง รวมทั้งเสาอื่นๆ ต่อไป (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๓๙, หน้า ๑๑๑)

การตั้งขัน

การ “ตั้งขัน” เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ซึ่งเป็นการแสดงความคารวะแก่ผู้ที่จะทำพิธีให้ (๑) ในกรณีที่ไม่ได้ตั้งขันครูตอนที่ครัวไม้ สล่าหรือช่างก่อสร้างก็จะตั้งขันในตอนนี้ ขันตั้งประกอบด้วยสวยหมาก ๑๒ สวยพลู ๑๒ สวยดอก ๑๒ ข้าวเปลือกหมื่นข้าวสารพัน หมาก ๑ หัว พลู ๑มัด ผ้าขาวรำ ผ้าแดงรำ เหล้า ๑ ขวด เงินอีกจำนวนหนึ่งใส่ในภาชนะ เช่น โอง หรือกาละมัง โดยให้สล่าเค้า หรือหัวหน้าในการปลูกเรือนหลังนั้นเป็นผู้ถือขันตั้ง หรือถ้าไม่มีก็ให้ปู่อาจารย์เป็นผู้ถือให้ เมื่อกล่าวโองการแล้ว ก็เอาใส่สาแหรกแขวนไว้ที่ตูบหรือเรือนพักของเจ้าของ เมื่อได้ตั้งขันแล้วเชื่อว่าการปลูกเรือนจะราบรื่นไม่มีอุปสรรคสิ่งใด (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๓๙, หน้า ๑๐๗)

การวางผังเรือน

ก่อนวันปกเรือน สล่าผู้เป็นหัวหน้าจะพาลูกมือวางผังของเรือนก่อน ในอดีตจะขึงเชือกดูระยะความกว้างยาวของตัวเรือน ว่าจะปลูกบริเวณใดที่จะเป็นมงคล เชือกที่นำมาใช้ต้องไม่เป็นเชือกที่ต้องห้าม ทั้งสีและชนิดของเชือกเป็นสิ่งสำคัญ เช่น เชือกสีดำไม่ดี เชือกสีเขียวดีจะมีทรัพย์สิน เชือกที่เป็นด้ายสีแดงไม่ดีไฟจักไหม้ เชือกด้ายสีขาว หรือเชือกจากเปลือกไม้ไม่ดี เชือกเครือเขาไม่ดีจักฉิบหาย เมื่อวัดได้ที่แล้วนำขื่อ และแปมาวางพาดกันตามรูที่เจาะไว้ในบริเวณที่จะปลูกเรือน โดยหันทิศทางให้ถูกต้องตามที่เจ้าของเรือนต้องการ แล้วเอาไม้หลักตอกลงดินเพื่อหมายไว้เป็นจุดที่จะขุดหลุมเสาตรงหลักที่หมายนั้นให้ครบทุกต้น (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๓๙, หน้า ๑๐๘-๑๐๙)

การขุดหลุมเสา

การขุดหลุมเสาไม่ควรขุดในวันอาทิตย์ เพราะวันอาทิตย์เกตุตกดิน ห้ามขุดดิน แต่หากวันปกเรือนวันรุ่งขึ้นคือวันอาทิตย์ พึงขุดดินในวันเสาร์ล่วงหน้า ในการขุดหลุมนั้นสล่าหัวหน้า หรือสล่าเค้าจะมาช่วยวัดระดับความลึกตื้นของหลุมโดยใช้วิธี “ไม้ปกลุก” เมื่อขุดให้ความลึกเท่ากับไม้ปกลุกแล้ว เมื่อปกเสาระดับปลายเสาจะสูงต่ำเท่ากัน นอกจากนี้จะต้องขุดมูลดินขึ้นกองไว้ที่ปากหลุมให้ตรงตามทิศมงคล และรู้ว่าเดือนใดพญานาคนอนหันหัวไปทางไหน (๒) ในกรณีที่วันปกไม่ตรงกับวันอาทิตย์ก็สามารถขุดหลุมเสาในเช้าวันอาทิตย์ก่อนที่จะปกเสาได้ ตำราเรื่องการขุดหลุมเสา ต้องพิจารณาเรื่องการหันทิศทางของหัวพญานาค ดังนี้

เดือน ๖,๗,๘ พญานาคนอนตะแคงไปทางใต้หันหัวไปทางทิศตะวันตกให้ขุดหลุมเสาเรือนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก่อน เอามูลดินกองไว้ทางทิศตะวันออกของปากหลุม วางเสาเอาปลายไปทางทิศตะวันตก เวลาปกให้ปกจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก จักมีข้าวของเงินทอง
เดือน ๙,๑๐,๑๑ พญานาคนอนตะแคงไปทางเหนือ หันหัวไปทางทิศตะวันออก ขุดหลุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือก่อน เอามูลดินขึ้นกองไว้ทางทิศตะวันตกของปากหลุม วางเสาเอาปลายไปทางทิศตะวันออก เวลาปกเสาปกจากทางทิศตะวันออกไปทางตะวันตก
เดือน ๑๒, เจียง,ยี่ พญานาคนอนตะแคงไปทางทิศตะวันตกหันหัวไปทางเหนือ ขุดหลุมเสาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือก่อน เอามูลดินขึ้นกองไว้ทางทิศใต้ของปากหลุม วางเสาเอาปลายไปทางเหนือเวลาปกเสาเรือนปกจากทางเหนือไปทางใต้
เดือน ๓,๔,๕ พญานาคนอนตะแคงไปทางทิศตะวันออกหันหัวไปทางใต้ ขุดหลุมเสาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ก่อน เอามูลดินขึ้นกองไว้ทางทิศเหนือ วางเสาเอาปลายไปทางทิศใต้ เมื่อปกเสาปกจากทางใต้ไปทางเหนือ เจ้าเรือนอยู่สุขสบาย

การขุดหลุมเสาให้ขุดทางท้องนาคก่อน แล้วขุดวนไปทางหางนาค อ้อมไปทางหลังนาค ไปจนสุดท้ายที่หัวของนาค ลักษณะของหลุมแต่ละทิศจะไม่เหมือนกัน ทางทิศตะวันออกให้ขุดหลุม ๔ เหลี่ยม ทางทิศใต้ขุดหลุมเป็น ๓ เหลี่ยม ทางทิศตะวันตกขุดเป็นรูปเดือนบ้าง ครึ่งวงกลมบ้าง ทางทิศเหนือขุดรูปวงกลม

วันปกเรือน
ชาวบ้านช่วยกันปกเรือน

วันรุ่งขึ้นชาวบ้านที่ได้รับการบอกกล่าวจากเจ้าของเรือน หรือได้ทราบว่าบ้านมีบ้านที่จะปกเรือนก็จะมีน้ำใจมาช่วยปกเรือนด้วย มีทั้งคนอายุประมาณ ๓๕ ปีขึ้นไป จนถึงคนสะหมังเคิ้ม คืออายุ ๔๐-๕๐ ปี บางคนก็กว่า ๖๐ ปีไปแล้วจะมาช่วยกันโดยแบ่งงานตามความถนัดและตามเครื่องมือที่ตนเองมี

ในการปกเรือนจะเอาขื่อแปวางซ้อนกันในจุดที่จะปลูกเรือน โดยวางขื่อยาวไปตามทิศตะวันออกและตะวันตก วางแปยาวไปตามทิศเหนือใต้ หากวางแปไปตามทิศตะวันออกและตะวันตกจะถือว่า “แปลงเรือนขวางโลก” เรือนล้านนาในอดีตจะหันหน้าเรือนไป ๒ ทิศเท่านั้นคือ ทิศเหนือและทิศใต้ (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๓๙, หน้า ๘๗)

ในการปกเสาเรือนนั้นจะต้องปกเสามงคลหรือเสาเอกก่อน แล้วจึงปกเสานาง และเสาอื่นๆตามมา เมื่อชาวบ้านมาแล้วถ้ายังไม่ได้ขุดหลุมเสา ก็จะลงมือขุดเสามงคลกับเสานางก่อน เพราะจะต้องมีพิธีกรรมเกี่ยวเสาทั้งสองต้นนี้ ปู่อาจารย์จะเป็นผู้ผูกเสามงคลให้ ชาวบ้านจะช่วยกันหามเสามงคลและเสานางไปที่หลุม หันปลายเสาไปตามทิศมงคล เอาโคนเสาใกล้ปากหลุม ที่ปลายเสาจะมีไม้ง่ามค้ำเป็นรูปกากบาทสูงประมาณ ๑ ศอกเพื่อวางรับเสาไห้ห่างจากพื้น มีเครื่องบูชาประกอบด้วย มะพร้าวอ่อน ๑ ทะลาย กล้วย ๑ เครือ ต้นกล้วย ต้นอ้อย และเสื้อของเจ้าบ้านผู้ชายมาผูกกับเสามงคล แล้วเอายอดใบไม้ที่เป็นพญาแก่ไม้ทั้งหลายประจำวันนั้นๆมาผูกกับเสามงคลด้วย (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๓๙, หน้า ๑๐๙-๑๑๐)
พิธีแก้เสนียดจัญไร เครื่องบูชาและใบไม้มงคล
ใบไม้มงคลประจำวัน

ใบไม้มงคลประจำวันต่างๆมีดังต่อไปนี้

วันอาทิตย์
ใบไผ่บง หรือไผ่ซาง เป็นพญา
วันจันทร์
ใบเดื่อเกลี้ยง
วันอังคาร
ใบไม้กุ่ม
วันพุธ
ใบไม้แงะ
วันพฤหัสบดี
ใบไม้ม่วง
วันศุกร์
ใบทัน (พุทรา)
วันเสาร์
ใบฝาแป้ง

เมื่อผูกเสามงคลแล้ว สำหรับเสานางก็ผูกด้วยเครื่องอย่างกับเสามงคล แต่ใช้เสื้อเจ้าบ้านผู้หญิงผูกกับเสาและนำใบไม้มงคลประจำวันมารองไว้ก้นหลุมเสามงคล เสานางและรองเสาทุกต้น

วันอาทิตย์
ใบไม้ไล่ รองหลุมเสา
วันจันทร์
ใบหมากพิน (มะตูม)
วันอังคาร
ใบกุ่ม
วันพุธ
ใบเปล้า
วันพฤหัสบดี
ใยมะม่วงคำ
วันศุกร์
ใบงิ้ว
วันเสาร์
ใบแคขาว

เสามงคล และเสานาง
เสามงคลและเสานาง

เสามงคล และเสานาง เป็นเสาที่มีความสำคัญ จะต้องเลือกเสาจากไม้แก่นที่มีความแข็งแรงทนทานกว่าไม้อื่นๆ เพื่อนำมาเกลา หรือสำนวนชาวล้านนาว่า “ซ้อมเสา” จนสวยงามเรียบร้อยดี การจัดไม้เสาให้เป็นเสามงคลนั้น เพื่อที่จะให้เสานั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นมงคลสำหรับเรือนจริงๆ

นอกจากนี้จะต้องป้องกันมิให้เสาตกมัน จึงต้องมีพิธีตัดและเกลาเสา รวมทั้งพิธีแก้เสนียดจัญไร (ขึด) ตามที่กล่าวข้างต้นนั้นด้วย เสามงคลนั้นเปรียบเสมือนพ่อ ส่วนเสานางนั้นเปรียบเสมือนแม่ ในพิธีการฝังเสามงคล หรือเสานางในสมัยก่อนจะต้องหาชาวบ้านที่มีชื่อมงคล เช่น แก้ว คำ เงิน ทอง มั่น แก่น มาเป็นคนช่วยหามเสา และยกเสาลงหลุม เพื่อจะได้เกิดความเป็นสิริมงคล รวมทั้งรองใบไม้มงคลก้นหลุมตามตำรา เสาทั้งสองต้นนี้ ต้องฝังให้ตรงแนวกัน คือเสามงคลฝังทางด้านหัวนอน หรือเสาที่ ๒ นับจากเสาด้านหัวนอนในห้องนอน เสานางอยู่ทางด้านปลายตีนตรงกันข้าม (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๐, หน้า ๑๗๗)

ก่อนที่จะมีการยกเสามงคล จะต้องมีการทำขวัญเสามงคลเสียก่อน โดยปู่อาจารย์จะเรียกขวัญเป็นทำนอง และมีสิ่งของบูชา ประกอบด้วย มะพร้าว ๑ ทะลาย กล้วย ๑ เครือ ต้นกุ๊ก ต้นกล้วย ต้นอ้อย ห่อหมาก ห่อพลู ด้ายดิบขาว ๑๐๘ เส้น โดยนำเอาของทั้งหมดมัดติดเสา เมื่อเตรียมเรียบร้อยแล้วก็จะหามเสามายังที่จะฝัง แล้วปู่อาจารย์จะเรียกขวัญ และนำสิ่งของบูชามัดติดเสาพร้อมเอาน้ำขมิ้น ส้มป่อย พรมเสาและเจ้าของเรือนทุกๆคน
พิธีปกเสามงคล

สำหรับการฝังเสามงคลและเสานาง จะต้องฝังเสามงคลก่อน และตามด้วยเสานาง แล้วจึงฝังเสาอื่นๆตามมา เสาทุกเสาจะมีแผงยันต์ปิดไว้ที่ปลายเสา แผงยันต์มักจะทำด้วยผ้าขาว ผ้าแดง สังกะสีหรือแผ่นเงิน ตามแต่ฐานะของเจ้าของ เพื่อป้องกันเสนียดจัญไรที่จะเกิดขึ้น เมื่อฝังเสาเสร็จแล้วจะผูกด้านสายสิญจน์ไว้โดยรอบ รอไว้ ๓-๗ วันหลังจากทำพิธีแล้วจึงเอาออกได้ (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๐, หน้า ๑๗๕)

การเลี้ยงอาหารกลางวัน

ในระหว่างที่กำลังปกเรือนอยู่นั้น ถ้าได้เวลาอาหารกลางวัน ประมาณ ๑๒.๓๐ น.พวกผู้หญิงที่มาช่วยกันทำกับข้าว ก็จะทำการแต่งดาขันโตกตั้งอาหารไว้ แล้วจึงเรียกให้คนที่ปลูกบ้านให้ทานข้าวกลางวัน อาหารที่นิยมเลี้ยงกัน ถ้าเจ้าของเรือนเป็นผู้มีเงินมักจะเลี้ยงลาบและแกงอ่อม ซึ่งถือว่าเป็นอาหารชั้นหนึ่งของคนล้านนา โดยทั่วไปก็จะแกงฟักใส่ไก่ แกงวุ้นเส้น แกงหยวกกล้วยใส่ไก่ เมื่อทานอาหารเสร็จก็จะเลี้ยงหมากเมี่ยงบุหรี่ และพักผ่อนตามอัธยาศัยมักจะเรียกกันว่า “ยายเม็ดข้าว” พักสักครึ่งชั่วโมงก็จะพากันสร้างบ้านเรือนต่อไป (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๓๙, หน้า ๘๙)

คนโบราณล้านนายึดถือเสามงคล และเสานางกันมาก ถือเป็นประเพณีประจำท้องถิ่น และมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่อำนวยความสุขความเจริญมาสู่ครอบครัว เจ้าบ้านจะต้องดูแลรักษาความสะอาดอยู่เสมอ บางแห่งจะมี “หิ้ง” ติดไว้ทางหัวนอน และมีดอกไม้ธูปเทียนบูชา หากเสามงคลของบ้านนี้ผุพัง หรือเจ้าของรื้อบ้านไปแล้วจะต้องเก็บเสานี้ไว้ต่างหาก จะเอาไปทำอย่างอื่นอีกไม่ได้ จะต้องปล่อยให้ผุพังไปเอง (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๙, หน้า ๑๗๕)

รายการอ้างอิง

มณี พยอมยงค์. (๒๕๓๐). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย.
เชียงใหม่: ส.ทรัพย์การพิมพ์.
ศรีเลา เกษพรหม. (๒๕๔๔). ประเพณีชีวิต คนเมือง.
เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ข้อมูล/รวบรวมและเรียบเรียง/ภาพประกอบ
ประสงค์ แสงงาม ผู้รู้ด้านประเพณีล้านนาประตำโครงการ
และคณะทำงานโครงการห้องสมุดที่มีชีวิต (Living Library) เพื่อพัฒนาสังคมการเรียนรู้
ส่วนกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูลภาคเหนือ
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มา : library.cmu.ac.th

ประเพณีเดือนยี่เป็ง

“ประเพณีเดือนยี่ หรือบางทีเรียกว่า เดือนยี่เป็ง นับเป็นประเพณีเก่าแก่ของภาคเหนือประชาชนนับถือปฏิบัติกันมานับแต่พุทธศตวรรษที่๑๔ สมัยอาณาจักรหริภุญไชยได้มีประเพณีเดือนยี่ และทำพิธีลอยโขมดแล้ว ในตำนานเมืองลำพูนกล่าวว่า ชาวเมืองหริภุญชัยได้อพยพหนีอหิวาตกโรคไปอยู่เมืองหงสวาดี ซึ่งมีเชื้อสายมอญด้วยกัน เป็นเวลาหลายปีเมื่อโรคร้ายสงบแล้วชาวเมืองลำพูนบางคนก็ย้ายกลับบ้านเมืองของตน บางคนก็แต่งงานมีครอบครัว เมื่อถึงเดือนยี่เป็งมาถึง ชาวเมืองลำพูนคิดถึงญาติที่อยู่ ณ เมืองหงสาวดี ก็จะเอาวัตถุข้าวของใส่แพไหลล่องไปตามแม่น้ำกวง แม่น้ำทา แม่น้ำปิง โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะล่องลอยไปญาติที่อยู่เมืองหงสาวดีโพ้นจึงเป็นต้นเหตุแห่งการลอยโขมด หรือลอยกระทงแต่นั้น และประเพณีเดือนยี่ก็มีมาตั้งแต่ครั้งกระโน้นแล้ว
ในหนังสือโบราณภาคเหนือ พุทธศักราช ๒๐๖๑ รัชกาลพระเจ้าดิลกปนนัดดาธิราช เทศกาลเดือนยี่เป็ง ประเพณีใหญ่ ประชาชนพลเมืองทั่วประเทศ มีมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่างก็พากันไปนมัสการบูชาพระในอารามทั้งหลาย คราคร่ำไปด้วยผู้คนหนุ่มสาว สนุกสนานมีความสุข เพราะได้ดูชมมหรสพที่เล่นกันเป็นที่พึงพอใจโครงนิราศหริภูญชัยกล่าวถึงเดือนยี่เป็งไว้หลายตอน อันแสดงถึงความนิยมชมชอบของผู้คนสมัยโน้น กวีผู้แต่งจึงนำมาสอดแทรกไว้ในนิราศของตน

รัชนีเพิงพุ่งแจ้ง
แสงส่องรังสีจันทร์
ราตรีดุจดูวัน
สนุกสนานปานด้าวหล้า
จวนตะวัน
แจ่มฟ้า
รวีแว่น ยังเอ
หล่มหล้มเมทนี
(พระจันทร์ส่องสว่างดังแสงพระอาทิตย์ แสงสว่างท้องฟ้าเป็นเวลากลางคืนอยู่ แต่ดูเหมือนกลางวัน สนุกสนานพื้นแผ่นดินจักถล่มทลายลง)

ประเพณีเดือนยี่เกิดขึ้นด้วยเหตุอะไร
ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ประเพณีเดือนยี่เกิดในท้ายฤดูฝนต้นเหมันต์ เป็นที่กล่าวขวัญและนิยมชมชอบของประชาชนเป็นอันมาก ทั้งเจ้าถิ่นอาคันตุกะผู้มาเยือน ชาวภาคเหนือนิยมจัดประเพณีเดือนยี่ขึ้นมีสาเหตุที่ครวิเคราะห์ได้หลายประการคือ
๑. เป็นฤดูที่พ้นจากภาวะฝนตกชุก น้ำท่วม ไปไหนไม่สดวก เมื่อมาถึงเดือนเกี๋ยง เดือนยี่เมฆฝนเริ่มจากไปอากาศสดใสจึงเป็นเวลาที่ปลอดโปล่งโล่งใจ
๒. ลักษณะภูมิประเทศงดงาม อากาศดี มองไปทางไหนจะมีต้นข้าวเขียวเต็มท้องทุ่งนาน่าชื่นใจ
๓. มีความเชื่อกันมาว่า เดือนยี่ หรือเดือน ๑๒ ใต้นี้ เป็นฤดูกาลที่ลูกหลานจะได้ทำบุญอุทิศกุศลกัลปนาแก่บรรพชนของตน
๔. ฤดูกาลแห่งพืชในไร่ของคนเริ่มได้ผล เช่น การทำข้าวเม่า (ซึ่งทำจากเมล็ดข้าวที่ยังไม่แก่) การถวายข้าวโพดสาลีและผลไม้ ชาวบ้านจึงถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ตน
๕. เดือนยี่เป็นเดือนที่ชาวเมืองนิยมประกอบพิธีแต่งงานหรือกินแขก คู่บ่าวสาวจึงนิยมแต่งกันมากในเดือนยี่นี้
๖. การเล่นว่าวหรือโคมลอย ในเดือนนี้นิยมกันมาก เพราะอากาศโปล่งท้องฟ้าแจ่มใสสามารถเห็นโคมลอยชัด ในวันยี่เป็งจึงมีโคมลอยถูกปล่อยขึ้นบนท้องฟ้าอย่างมากมาย เมื่อลอยไปในอากาศมีเสียงประทัดที่แขวนไว้ใต้โคมลอยแตกเป็นระยะๆ น่าสนุกสนานยิ่ง
๗. ความเชื่อของชาวภาคเหนือแต่โบราณในเดือนยี่เป็ง นิยมส่งเครื่องเซ่นสังเวยไปตามสายน้ำเพื่อใช้เป็นเครื่องบูชาพระนารายณ์ในเกษียรสมุทรบ้างเพื่อบูชาบรรพชนของตนบ้างและเพื่อบูชารอยพระบาท บนหาดทรายปากแม่น้ำนัมทนที จึงเกดประเพณีล่องสะเปา หรือลอยกระธงขึ้น

ประเพณีเดือนยี่เป็ง
พอเริ่มหนึ่งค่ำเดือนยี่ทุกวัดวาอารามในภาคเหนือ จะจัดเตรียมสถานที่ปัดกวาดวิหาร ศาลาให้สะอาดงดงามแล้วจัดเตรียมสิ่งต่อไปนี้
๑. ทำราชวัตรรอบวิหารหรือศาลา และทำประตูป่าหน้าทางเข้าวัด หรือหน้าวิหาร
๒. ทำโคมค้าง โคมแขวน โคมหูกระต่าย โคมรังมดส้ม โคมรูปต่างๆ บางรายทำเป็นรูปเครื่องบิน ทำโคมผัดหรือโคมเวียน
๓.ทำว่าวหรือโคมลอย โดยการนำกระดาษมาต่อกันเป็นทรงกลม ทำส่วนหัวและปากโคมลอยให้มีสัดส่วนเท่ากัน ไม่เช่นนั้นโคมลอยจะไม่ลอยขึ้นไป ลักษณะโคมลอยมีหลายแบบ เช่น แบบลูกฟักแบบกล่อง หรือกระติ๊บข้าว แบบรังมดส้ม แล้วแต่ช่างผู้ทำจะเห็นอย่างไร
โคมลอยมีลักษณะการปล่อยเป็น ๒ อย่างคือ โคมที่ใช้ปล่อยตอนกลางวันเรียกว่าว่าวจะใช้การรมควัน คือเพิ่มควันเข้าไปในตัวโคมลอยหรือว่าวเรื่อยๆจนพองตัวมีความดันสูงขึ้นจนตึงมือ แล้วปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า
โคมลอยที่ใช้ปล่อยตอนกลางคืน มีกรรมวิธีเช่นเดียวกันกับโคมลอยว่าวตอนกลางวันแตกต่างกันที่เขาใช้ท่อนไม้พันด้ายเป็นก้อนกลมๆ ซุบด้วยน้ำมันขี้โล้ จนชุ่มแล้วทำที่แขวนติดกับปากโคมลอย เมื่อรมควันจนได้ที่แล้ว เขาจะจุดไฟท่อนผ้าที่เตรียมไว้แล้วถูกติดกับปากโคมลอยปล่อยขึ้นสู่อากาศ โคมลอยจะลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ และลอยไปตามกระแสลมจะมีลักษณะเป็นดวงไฟ คล้ายดาวเคลื่อนย้ายไปในเวหาอันเวิ้งว้างน่าดูยิ่งนัก แต่โคมลอยที่ปล่อยกลางคืนนี้เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นมาก บางครั้งผ้าที่ชุบน้ำมันยังไม่หมดเชื้อ ปรากฏว่าว่าวตกลงมาก่อนจึงเกิดไหม้บ้านเรือน หรือย่านป่าที่แห้งจัด เกิดไฟไหม้ป่าลุกลามไปในนั้น โคมลอยที่ใช้ปล่อยตอนกลางคืนจึงขาดความนิยมไป
๔. การทำบอกไฟ ประกอบด้วยบอกไฟหลายชนิด เช่น บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอไฟเทียน บอกไฟขวี บอกไฟช้างร้อง บอกไฟจักจั่น บอกไฟท้องตัน บอกไฟขี้หนู งานเกี่ยวกับดอกไม้ไฟเหล่านี้นิยมทำกันตามวัดต่างๆ อาศัยตำราทางเคมีแต่โบราณ เรียกกันว่า ตำราเล่นแร่หรือตำราปะตา เป็นคู่มือในการผสมดินประสิว กำมะถันและถ่านให้ถูกสัดส่วนกัน ทำบอกไฟแต่ละชนิดขึ้นจุดในประเพณีเดือนยี่ มีคำภีร์ที่กล่าวถึงการทำโคมลอยทำว่าวไว้ด้วยว่าหากคนใดทำจะมีอานิสงส์และการปล่อยขึ้นไปนั้นเพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ดาวดึงด้วย

การเตรียมการเดือนยี่ของประชาชน
เมื่อเทศกาลเดือนยี่มาถึงแล้ว ประชาชนจะมีความสนุกสนานร่าเริง เพราะฟ้าฝนและฤดูกาลเป็นใจจึงได้เตรียมกาลไว้เป็นหลายอย่างหลายประการ คือ
๑. เตรียมเครื่องแต่งกาย นุ่งหย้อง เพ่อจะใส่ไปวัดในเดือนเป็ง หรือวัดอื่นๆ ซึ่งหนุ่มสาวจะเตรียมกันพิเศษ เพราะที่วัดคือ สถานที่ในการบำเพ็ญกุศล ได้พบปะและสมานมิตรสัมพันธ์
๒. เตรียมโคมหูกระต่าย โคมราวไว้ เพื่อประดับราวหน้าบ้านของตน
๓. เตรียมผางผะติ้ด (ประทีป) ไว้ตามอายุของคนในเรือน เช่น อายุพ่อ อายุแม่และลูกมีกี่คนก็เตรียมไว้หมด โดยไปหาผางผะติ้ดใส่ตีนกาและน้ำมัน หรือขี้ผึ้งไว้เป็นที่เรียบร้อย นำไปบูชาในเดือนยี่เป็ง
๔. เตรียมกัณฑ์ธรรม หรือกัณฑ์เทศน์สำหรับจะนำไปฟังเทศ ตามคัมภีร์ธรรมชะตาวัน ชะตาเดือน และชะตาปี ที่นิยมกันมาแต่โบราณกาล เกี่ยวกับธรรมชะตานี้ ผู้ถวายจะต้องไปจ้างให้คนจาร (เขียน) ลงในใบลานเป็นผูกๆ แต่ละเรื่องแล้งประกอบพิธีการลงธรรมด้วยเขม่าและน้ำมันยาง จนเห็นตัวอักษรชัดเจน สายสยองคือ ด้าย ใช้สำหรับร้อยใบลานเทศน์ เรียกว่าธรรมหรือคัมภีร์ แล้วทายกทายิกาจะเตรียมไว้ที่ต้นกัณฑ์ ให้พระหยิบขึ้นเทศน์ ในตอนท้ายพระธรรมหรืคำภีร์ จะมีชื่อผู้จานและผู้บริจากไว้ เช่น “ปถมมูลศรัทธา นายเมืองดี นางบังออนพร้อมด้วยลูกเต้า ได้ทานไว้ค้ำชูศาสนา ๕๐๐๐ พระวสา ของสุขสามประการ มีพระนิพพานเป็นยอด จิ่มเตอะ”การกระทำของชาวเหนือแบบนี้ จึงเกิดเป็นการสั่งสมพระคัมภีร์ต่างๆ ทางศาสนาไว้มากมาย นับเป็นล้านๆ ผูกเป็นกุศโลบาย ที่ดีเยี่ยมในการอนุรักษ์วิทยาการของบรรพบุรุษไว้ได้นาน
๕. เตรียมบุพผาลาชาข้าวตอกดอกไม้ชาวบ้านจะเอาข้าวเปลือก ข้าวฟ่างไปคั่วทำเป็นข้าวตอก เพื่อใช้ผุย (โปรย) เวลามีงาน เช่น ผุย (โปรย) เวลามีขบวนแห่ ผุย (โปรย) เวลาเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ ครตอนมาถึง เวลาฝนห่าแก้วรัตนธาราตกลงมา การเตรียมดอกไม้เครื่องประดับสถานที่ เช่น การทำโคมระย้า อุบะดอกไม้นำไปถวายพระในวัดเป็นความเชื่อถือที่มีค่าอย่างหนึ่งคือ หากใครได้ถวายดอกไม้และข้าวตอกบูชาเกิดมาจะเป็นผู้มีกลิ่นหอมและเป็นคนมีเสน่ห์น่ารักแก่ประชาชน เมื่อใกล้เดือนยี่มาถึงประชาชนจึงเตรียมข้าวตอกดอกไม้ไว้เป็นเครื่องบูชา
๖. การเตรียมอาหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์ เป็นประเพณีเดือนยี่มาแต่โบราณแล้ว หากวันขึ้น ๑๔ ค่ำมาถึงประชาชนจะเตรียมของถวายพระสงฆ์คือ อาหาร ขนม และผลไม้อาหารประกอบด้วย แกงอ่อม แกงฮังเล ห่อนึ่งและลาบ อาหารเหล่านี้เป็นอาหารพื้นเมืองที่นิยมทำกันในสังคมชาวเหนือมาช้านาน ขนมประกอบด้วย ขนมจ๊อก ข้าวต้มถั่วแปบ ข้าวต้มหัวหงอก ขนมปาด ฯลฯ ผลไม้ที่ปลูกกันในท้องถิ่นมีกล้วยต่างๆ ส้มโอ อาหารการกินเหล่านี้จะนำไปถวายพระในวันใกล้รุ่ง

การถวายประกอบด้วย
๑. การตาน (ทาน) ขันข้าว คือ นำอาหารใส่ถาดไปถวายพระสงฆ์ เพื่อให้ตัวเองได้กุศลและต้องการจะอุทิศกุศลแก่บรรพชนของตน เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ล่วงลับไปแล้ว
๒. การถวายภัตตาหารภายในวิหาร คือ การนำภัตตาหารไปรวมกันแล้วถวายแด่พระสงฆ์ผลประโยชน์ที่ได้รับคือ การได้เข้าวัดเป็นการไปสังสรรค์กัน ได้พูดจาปราศัยเล่าสารทุกข์สุขดิบให้แก่กันและกัน
๓. การนำกัณฑ์เทศน์ หรือกัณฑ์ธรรม ไปถวายโดยนิมนต์พระสงฆ์ให้มาเทศน์คัมภีร์ ซึ่งทายกทายิกาผู้นั้นเตรียมไว้
๔. การเตรียมประเพณีใส่บาตรข้าวพระเจ้า การถวายข้าวมธุปายาส การถวายข้าว ๔๙ ก้อนการใส่บาตรพระเจ้า การถวายข้าวทิพย์
การถวายข้าวเหล่านี้มีชื่อแตกต่างกันไป แต่มีความหมายเช่นเดียวกันข้าวมธุปายาสคือข้าวที่กวนหรือหุงด้วยน้ำผึ้ง น้ำอ้อย ข้าว ๔๙ ก้อน ได้แก่ ข้าวที่พระพุทธเจ้าแบ่งเป็น ๔๙ คำให้เป็นที่ระลึกถึงการที่พระองค์ทรงอดข้าวนาน ๔๙ วันในคราวบำเพ็ญทุกรกิริยา ณ ป่าอุรุเวราเสนานิคม แขวงเมืองมคธ เมื่อประมาณสองพันปีมาแล้ว การใส่บาตรข้าวพระเจ้า หมายถึงการตักบาตรใหญ่ โดยมีพระเจ้าเป็นประธาน ภาษาไทยใหญ่การถวายข้าวมธุปายาส เรียกว่า “ตานข้าวซอมต่อ”และการกวนข้าวที่ถวายเป็นข้าวมธุปายาสนี้ต้องมีพิธี คือ พิธีกวนในรั้วพิธี เรียกว่า“ราชวัตร”และนิยมให้หญิงพรมจารีเป็นผู้กวนและบางแห่งมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ด้วยเพื่อให้ข้าวมธุปยาสมีความสักดิ์จึงเรียกกันว่า ข้าวทิพย์ คือ ข้าวของเทวดา เมื่อรับประทานจะมีความสุขความเจริญในชีวิตของตน

วันเดือนยี่เป็งคืออะไร
การถวายข้าวมธุปยาสนิยม ถวายตอนเช้ามืด ประมาณเวลาตีห้าของวันเดือนยี่เป็ง โดยนำไปไว้ตรงหน้าพระประธาน แล้วปู่อาจารย์กล่าวคำสังเวย บูชาพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วนำเข้าประเคนพระพุทธรูปเป็นเสร็จพิธี ข้าวมธุปยาสที่ถวายพระนี้ถือว่าเป็นของสักดิ์สิทธิ์ หากใครนำไปบริโภคจะมีอายุยืน มีสุขภาพดี จึงนิยมบริโภคกันมาก
ประมาณ ๖.๐๐ น. ประชาชนจะนำถาดอาหารไปถวายพระสงฆ์ เรียกกันทางภาษาเหนือว่า “ตาน (ทาน) ขันข้าว” เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ บรรพบุรุษของตน ทายกทายิกาจะบอกพระสงฆ์ว่าอุทิศให้ผู้นั้นผู้นี้ พระสงฆ์จะต้องระบุชื่อบุคลที่ต้องการอุทิศไปหา เชื่อกันว่าบุญกุศลจะไปถึงเขาในภพต่อไป
ประมาณ ๗.๐๐ น. ศรัทธาประชาชนจะนำเอาข้าวปลาอาหารขึ้นบนวิหารโดยไปไหว้พระรัตนตรัย คือแก้วทั้งสาม เมื่อพระสงฆ์ขึ้นบนวิหาร พิธีกรคือ ปู่อาจารย์จะนำไหว้พระรับศีล เริ่มพิธีต่อไป ตอนกลางวันศรัทธาประชาชนจะนำเอากัณฑ์เทศน์ไปวัด นิมนต์พระสงฆ์เทศธรรมชะตาของคนบ้าง การเทศน์นี้หากเป็นคำสอนต่าง ๆ เรียกว่า “ธรรมวัตร” วัดบางแห่งมักจะมีการตั้งธรรมหลวง เรียกว่า ”ธรรมหาชาติ” ซึ่งฟังเรื่องของพระเวสสันดรเป็นบางครั้งคราว
ตอนเย็นเข้าสู่ค่ำประชาชนจะนำเอาผางผะติ้ด (ประทีป) ไปวัดเพื่อบูชาพระรัตนตรัยพระสงฆ์จะเทศน์อานิสงส์ผางผะติ้ดด้วย มีเรื่องเล่าสั้น ๆ ว่า “มีทุคตะเข็ญใจผู้หนึ่ง ได้ไปผ่าฟืนอยู่ในป่า วันเดือนยี่เป็ง ชายคนนี้คิดว่าวันนี้เราควรจะได้บูชาประทีป จึงบีบเอาน้ำมันจากหนังหมูทอดในห่อข้าวและฉีกชายแขนเสื้อของตนเอาน้ำมันหมูใส่ในถ้วยแล้วจุดประทีป อธิฐานขอให้ตนพ้นทุกข์ การบูชาของเขาทำให้แผ่นดินไหว เป็นขณะเดียวกันที่พระเจ้าปเสนทิโกศล ในพระนครสาวัตถีกำลังบูชาประทีปต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เมื่อแผ่นดินไหวจึงแคลงพระทัย ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าพระองค์ดำรัสว่า การบูชาประทีปที่แผ่นดินไหวนี้ เนื่องจากการบูชาของนายทุคตะเข็ญใจ ได้บูชาด้วยเจตนาอันสูงยิ่ง พระเจ้าปเสนธิโกศลอยากจะได้บุญกุศลนั้นบ้าง จึงขอแบ่งบุญกับชายเข็ญใจ โดยพระราชทานทรัพย์ของพระองค์แลกเอาบุญ ในที่สุดทำให้ชายเข็ญใจคนนั้นกลายเป็นเศรษฐีของเมืองสาวัตถีในคืนวันนั้นเอง
การบูชาผางผะติ้ด (ปรัทีป) ของชาวเหนือจึงอยู่ในความนิยมของประชาชนมาก เพราะได้สร้างค่านิยมไว้ให้ประชาชนเห็นการบูชาผางผะติ้ดของชาวเหนือจึงอยู่ในความนิยมของประชาชนมาก เพาระได้สร้างค่านิยมไว้ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการบูชาว่ามีอานิสงส์ยิ่งในการบำเพ็ญคุณความดี
หลังจากการบูชาพระประทีปแล้วประชาชนจะจุดโคมไฟบูชาสว่างไสวทั่ววัด บางคนกลับบ้านแล้วบูชาดวงประทีปที่ตนเห็นว่าควรบูชา เช่น บ่อน้ำ ครัวไฟ หม้อน้ำ ประตูบ้าน ประตูยุ้งฉาง เทวดาประจำบ้าน ดังนั้นในคืนเดือนเป็ง ในบ้านของแต่ละคนสว่างไสวประดุจกลางวัน
เมื่อจุดธูปเทียนเสร็จแล้ว จะมีการจุดดอกไม้เพลิงและเล่นบอกไฟต่าง ๆ ภายในวัดโดยจุดเป็นพุทธบูชา บางแห่งมีการจุดบอกไฟดอก หรือดอกไม้เพลิง แข่งขันประชันกันมีการแจกรางวัลด้วย
ในคืนเดือนยี่เป็งประชาชนของหมู่บ้านพากันหลั่งไหลไปวัดแต่ละคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม มีใบหน้าเบิกบาน สนุกสนานด้วยการละเล่น เดือนยี่ทำให้เกิดประเพณีสำคัญหลายประเพณี
เมื่อเดือนยี่มาถึงประชาชนชาวเหนือจะจัดประเพณีขึ้นหลายต่อหลายประเพณี เช่น ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีทอดผ้าป่า ประเพณีขันข้าว ประเพณีธรรมหลวง ประเพณีทานโคมต่าง ๆ และผางประทีป ประเพณีจุดดอกไม้ไฟต่าง ๆ ประเพณีล่องสะเปา หรือ ลอยกระทง ประเพณีการแต่งงาน

ประเพณีล้านนา : ประเพณียี่เป็ง
ประเพณียี่เป็ง

ประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีเดือนยี่ คำว่า ยี่ ในภาษาล้านนาหมายถึงเดือน ๒ ส่วนคำว่า เป็ง หมายถึง คืนที่มีพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้น ยี่เป็ง จึงหมายถึงวันเพ็ญเดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองของภาคกลาง การนับเดือนของล้านนานั้น เร็วกว่าภาคกลาง ๒ เดือน อันเนื่องมาจากการนับเดือนของชาวล้านนา เป็นการนับทางจันทรคติแบบจีน ประเพณียี่เป็ง ถือเป็นประเพณีที่สนุกสนานรื่นเริงของชาวล้านนาในยามฤดูปลายฝนต้นหนาว ท้องทุ่งข้าวออกรวงเหลืองอร่าม บางแห่งอยู่ในระหว่างเก็บเกี่ยว ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใสยิ่งนัก

ดังนั้น ในช่วงฤดูนี้ เด็กๆจึงพากันเล่นว่าวกันอย่างสนุกสนานตามท้องทุ่ง และยิ่งเข้าใกล้วันเพ็ญสิบห้าค่ำ เดือนยี่ มักจะได้ยินเสียง บอกถบ (ประทัด) ที่ชาวล้านนาจุดเล่นดังอยู่ทั่วไป พระและเณรช่วยกันทำว่าวลม(โคมลอย) และปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า กิจกรรมเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์บอกว่าใกล้จะเข้าสู่เดือนยี่เป็งแล้ว

ในยามค่ำคืนยี่เป็งของชาวล้านนา หมู่บ้านจะสว่างไสวด้วยแสงผางประทีส (ประทีป) ที่ชาวล้านนาจุดบูชา เรียงรายทั่วทุกครัวเรือน บริเวณที่จุด ได้แก่ บันได หน้าต่าง ยุ้งข้าว นอกจากนี้ ยังจุดโคมไฟใส่ค้างแขวน บริเวณหน้าบ้านประดับตกแต่งด้วยซุ้มประตูป่า ปักโคมหูกระต่ายเรียงรายทั้งสองฝากของท้องถนนในหมู่บ้าน
ประเพณียี่เป็ง โคมและถนน

ที่วัดมีเทศนาธัมม์ตั้งธรรมหลวงหรือเทศน์มหาชาติ ทำซุ้มประตูป่า ขัดราชวัตร ปักช่อตุง จำลองเขาวงกต ภายในวิหาร ประดับตกแต่งด้วยตุงพระบฏเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก และลานวัดมักจุดบอกไฟ (ดอกไม้ไฟ) เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ในภัทรกัปนี้ คือ พระกกุสันธะพุทธเจ้า พระโกนาคมะพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า พระศากยมุนีโคตมะพุทธเจ้า และพระอริยเมตตรัยพุทธเจ้า

ความเป็นมาของประเพณียี่เป็ง

ประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีเดือนยี่ เป็นประพณีเก่าแก่ของล้านนาที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ ในสมัยอาณาจักรหริภุญชัยได้มีประเพณีเดือนยี่และทำพิธีลอยโขมดแล้ว (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๗, หน้า ๒๓๕; สงวน โชติสุขรัตน์, ๒๕๑๑, หน้า ๑๑๕) ในเวลาค่ำคืนของวันเพ็ญเดือนยี่ มีการจัดแต่งเครื่องสักการบูชาใส่กระทง จุดธูปเทียนและนำปล่อยลงในน้ำ แสงไฟจะกระทบกับน้ำ เกิดเป็นเงาขึ้นวับๆ แวมๆ มองเห็นเป็นเสมือนแสงพะเนียงไฟผีโขมด ซึ่งผีโขมดนี้ เป็นชื่อเรียกผีป่า ที่ออกหากินในเวลากลางคืน มีพะเนียงไฟมองเห็นเป็นระยะอย่างผีกระสือ ชาวล้านนาจึงเรียกว่า ลอยโขมด (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๗, หน้า ๒๔๔)
สะตวง ในประเพณียี่เป็ง

ตำนานที่กล่าวถึงที่มาของประเพณียี่เป็งมีอยู่หลายตำนาน เช่น ในหนังสือตำนานโยนกและจามเทวีวงศ์ กล่าวว่า ประเพณีลอยโขมด หรือลอยไฟ เป็นประเพณีดั้งเดิมที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว การลอยโขมด เกิดขึ้นที่อาณาจักรหริภุญไชย (จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) เมื่อ จ.ศ.๓๐๙ หรือประมาณ พ.ศ. ๑๔๙๐ ช่วงพุทธศัตวรรษที่ ๑๔ มีกลุ่มคนมอญหรือเม็งที่อาศัยอยู่ในเมืองหริภุญไชยได้อพยพหนีอหิวาตกโรคที่เกิดขึ้นในเมือง
สะเปา ในประเพณียี่เป็ง สะตวง ในประเพณียี่เป็ง ภาพใกล้

ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงพากันอพยพออกจากหริภุญชัยไปอยู่ที่เมืองสะเทิมหรือสุธัมมวดี และต่อไปยังเมืองหงสาวดีเป็นเวลาถึง ๖ ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวหลายคนก็มีครอบครัวใหม่ที่นั่น และเมื่อทราบข่าวว่าอหิวาตกโรคในหริภุญชัยได้สงบลงแล้ว พวกที่คิดถึงถิ่นเดิมต่างพากันเดินทางกลับหริภุญไชย เมื่อถึงวันครบรอบปีที่ได้จากพี่น้องที่เมืองหงสาวดี จึงจัดดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสักการะ พร้อมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค ใส่ลงใน สะเปา ลักษณะคล้ายเรือ หรือใส่ในสะตวงหรือกระทงลอยลงน้ำแม่ปิง น้ำแม่กวง แม่ทา เพื่อส่งความระลึกถึงญาติพี่น้องที่ยังอยู่เมืองหงสาวดี จึงเป็นมูลเหตุของการลอยสะเปาหรือลอยโขมด หรือลอยกระทงนับแต่นั้นมาถึงปัจจุบัน (สงวน โชติสุขรัตน์, ๒๕๑๑, หน้า ๑๑๗ – ๑๑๘; ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๔๒, หน้า ๕๘๕๑; ประสงค์ แสงงาม, สัมภาษณ์, ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)

ตำนานประเพณียี่เป็งที่พบในคัมภีร์ใบลานที่ใช้เทศนาธัมม์ตามวัดต่างๆในล้านนา เช่น คัมภีร์อานิสงส์ประทีส คัมภีร์อานิสงส์ผางประทีส และคัมภีร์อานิสงส์ยี่เป็ง ลอยประทีสโคมไฟ เป็นคัมภีร์ที่มักใช้เทศนาธัมม์ในช่วงประเพณียี่เป็ง ในคัมภีร์เหล่านี้ ได้กล่าวถึงตำนานหรือมูลเหตุแห่งการบูชาและอานิสงส์ที่เกิดจากการบูชาผางประทีส ไว้ดังนี้
ประเพณียี่เป็ง โคมไฟ

ธัมม์หรือคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์ประทีส กล่าวไว้ว่า หลังจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมแล้วได้ประทับอยู่เมืองสาวัตถี และเสด็จไปโปรดพระมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเสด็จกลับลงมาโปรดพระพุทธบิดา เมื่อถึงเดือน ยี่เป็ง มีเทวบุตรตนหนึ่ง ชื่อ สยามาเทวบุตร พร้อมด้วยบริวารต้องการสักการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยประทีส จึงแปลงกายเป็นนก ใช้ปากและเท้าถือผางประทีสบินไปพร้อมนกแปลง ซึ่งเป็นบริวาร ประทักษิณรอบพระพุทธเจ้า ๓ รอบ ได้เกิดอัศจรรย์แสงประทีสสว่างไสวไปทั่วชมพูทวีป คนทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงได้พากันมาทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงเทศนาธรรมถึงอานิสงส์การจุดประทีสเป็นพุทธบูชาว่า การสักการบูชาประทีสในเดือนยี่เป็ง ถือเป็นการบูชาพระรัตนตรัย นอกจากนั้น อานิสงส์การบูชาประทีสยังส่งผลทำให้ผู้ถวายทานมีรูปร่างและผิวพรรณงดงามไปทุกๆ ชาติ เป็นที่รักแก่คนและเทวดาทั้งหลาย (อุดม รุ่งเรืองศรี, ๒๕๔๒, หน้า ๗๘๘๖)
ผางประทีป ประเพณียี่เป็ง

ธัมม์หรือคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์ผางประทีส กล่าวไว้ว่า พระเจ้าห้าพระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) พระศรีอริยะเมตไตร ที่ทั้งห้าพระองค์ได้กำเนิดจากแม่กาเผือกเป็นไข่ห้าฟอง และวันหนึ่งขณะที่แม่กาออกไปหาอาหารได้เกิดพายุ ทำให้ไข่ทั้งไข่ฟองพัดตกจากรังไหลไปตามแม่น้ำ และมีแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์เก็บไปเลี้ยง เมื่อไข่ทั้งห้าฟองฟักออกมาเป็นมนุษย์เพศชาย และได้บวชเป็นฤๅษีทั้งห้า

เมื่อฤๅษีทั้งห้าได้พบกัน จึงไตร่ถามถึงมารดาของแต่ละองค์ แต่ละองค์ก็ตอบว่า แม่ไก่เก็บมาเลี้ยง แม่นาคเก็บมาเลี้ยง แม่เต่าเก็บมาเลี้ยง แม่โคเก็บมาเลี้ยง และแม่ราชสีห์เก็บมาเลี้ยง ฤๅษีทั้งห้าจึงสงสัยว่าแม่ที่แท้จริงของตนเป็นใคร จึงพากันอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ ด้วยคำอธิษฐานจึงทำให้พกาพรหมผู้เป็นแม่ได้แปลงกายเป็นกาเผือกบินลงมาเล่าเรื่องในอดีตให้ฤๅษีทั้งห้าฟัง และได้บอกว่าหากคิดถึงแม่ ให้น้ำด้ายดิบมาฟั่นเป็นตีนกา แล้วจุดเป็นประทีสบูชาในเดือนยี่เป็ง (อุดม รุ่งเรืองศรี, ๒๕๔๒, หน้า ๗๘๙๐)
ประเพณียี่เป็ง ลอยโคม

ธัมม์หรือคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์ยี่เป็ง ลอยประทีสโคมไฟ ปรากฏในหนังสือ ธรรมเทศนาพื้นเมืองเรื่อง อานิสงส์ยี่เป็ง ลอยประทีปโคมไฟ (๒๕๓๐) กล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวนาราม พระองค์ได้เทศนาชาดกเรื่อง อานิสงส์ยี่เป็ง ลอยประทีสโคมไฟ ว่า ในยุคของพระพุทธเจ้าชื่อโกนาคมนะ ครั้งหนึ่งพระสาวกชื่อ อุตตระ ได้เข้านิโรธสมาบัติในถ้ำสุตคูหาในดอยสิริทัตกะ และเมื่อออกจากนิโรธสมาบัติได้เกิดนิมิตว่า หากผู้ใดได้ถวายทานแก่พระองค์ในวันพรุ่งนี้จะได้อานิสงส์เป็นอย่างมาก และได้เล็งเห็นด้วยญาณว่า มีชายทุกข์ไร้เข็ญใจผู้หนึ่งจะรอถวายทานแก่พระองค์ รุ่งเช้าพระองค์จึงได้อุ้มบาตรไปโปรดยังบ้านชายผู้นั้น ชายผู้นั้นเกิดปิติศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ถวายข้าวกับแคบหมูแก่พระองค์ และอธิษฐานขอให้ได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระศรีอริยะเมตไตร ที่จะมาบังเกิดในภายภาคหน้า เมื่อพระอุตตระได้กล่าวอนุโมทนาแล้ว ก็เสด็จกลับนำเอาแคบหมูมาบีบเป็นน้ำมันลงในผางประทีส และจุดบูชาพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ ซึ่งวันนั้นเป็นวันเดือนยี่เป็งพอดี พอจุดประทีสบูชาแล้วนั้น แผ่นดินที่หนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ก็ไหวเป็นที่อัศจรรย์ พญาโสกราชาจึงได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ว่า เป็นเพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มีชายทุกข์ไร้เข็ญใจได้ถวายแคบหมูใส่บาตรแก่พระอุตตระเถรเจ้า และพระอุตตระเถรเจ้าได้นำมาใส่ผางประทีสจุดเป็นพุทธบูชา เมื่อจุดบูชาในวันเดือนยี่เป็งจะมีผลานิสงส์มากนัก
ประเพณียี่เป็ง

พระพุทธเจ้าได้เทศนาธัมม์อานิสงส์เดือนยี่เป็งลอยประทีสโคมไฟให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า หากได้บูชาประทีสโคมไฟในวันเดือนยี่เป็ง จะได้ผลานิสงส์ผิวพรรณงดงามเป็นที่รักแก่คนและเทวดา ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนและได้ไปเกิดบนสรวงสวรรค์ และในตอนท้ายของธัมม์กล่าวต่อไปว่า ในเดือนยี่เป็งบุคคลใดที่ทำประทีปโคมไฟ ไปลอยในแม่น้ำน้อยใหญ่ หนองวัง และโบกขรณี เพื่อบูชารอยพระพุทธบาตรริมฝั่งแม่น้ำเมืองนาคราชบาดาลก็ดี เมื่อเกิดมาในชาตินี้ จะได้เป็นพญาใหญ่โต

ในแผ่นดิน ผิวพรรณงดงามดั่งพระจันทร์วันเพ็ญ มีฤทธิ์ปราบได้ทวีปทั้งสี่ เป็นที่เกรงขาม มีปัญญาหลักแหลม มีทรัพย์สมบัติ ช้าง ม้า วัว ควาย ข้าคน และได้เกิดบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า

กิจกรรมในประเพณียี่เป็ง

กิจกรรมที่ชาวล้านนานิยมกระทำในประเพณียี่เป็ง คือ การจุดผางประทีส หรือผางผะตี้ด และโคมไฟบูชาพระเจ้าห้าพระองค์ การปล่อยว่าว จุดบอกไฟชนิดต่างๆ การทำซุ้มประตูป่า เพื่อประดับตกแต่งบริเวณหน้าบ้านหรือวัด การไปทำบุญที่วัดในวันยี่เป็ง การฟังเทศน์ใหญ่ ที่เรียกว่า เทศมหาชาติ หรือ ตั้งธรรมหลวง กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดภูมิปัญญาในการจัดทำเครื่องสักการะบูชา เพื่อใช้ในการบูชาตามความเชื่อของชาวล้านนาในประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีเดือนยี่ ในที่นี้จะขอกล่าวถึง ภูมิปัญญาในการประดิษฐ์เครื่องสักการะ ลักษณะของเครื่องสักการะชนิดต่างๆ รวมถึงความเชื่อในการบูชาด้วยเครื่องสักการะนั้นๆ
กิจกรรมในประเพณียี่เป็ง

การทำโคมยี่เป็ง

ในช่วงก่อนจะถึงวันเพ็ญเดือนยี่ ชาวล้านนาที่มีฝีมือเชิงช่างจะประดิษฐ์โคมรูปลักษณะต่างๆ เพื่อเตรียมใช้ในการจุดผางประทีสบูชาที่วัดในวันเพ็ญเดือนยี่ โดยการแขวนใส่ค้างโคมบูชาตามพระธาตุเจดีย์ แขวนไว้หน้าวิหาร กลางวิหาร หรือในปัจจุบันนิยมแขวนประดับตกแต่งตามอาคารบ้านเรือน โคมล้านนามีลักษณะหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่การสร้างสรรค์ตามภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น โคมรูปแบบโบราณที่พบทั่วไปในล้านนา เช่น โคมรังมดส้ม (โคมธรรมจักร) โคมดาว โคมไห โคมเงี้ยว(โคมเพชร) โคมกระบอก โคมหูกระต่าย โคมดอกบัวโคมญี่ปุ่น โคมผัด ฯลฯ ในปัจจุบันมีการประดิษฐโคมรูปแบบใหม่ เช่น โคมรูปจรวด รูปเครื่องบิน โคมร่ม โคมปราสาท ฯลฯ โคมต่างๆเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้ไม้ไผ่เฮียะ นำมาหักขึ้นเป็นโครง ติดกระดาษสาหรือกระดาษแก้ว ผ้าดิบ ตัดลายกระดาษสีเงิน สีทอง ประดับตกแต่งลวดลายอย่างสวยงาม ปัจจุบันหมู่บ้านที่เป็นแหล่งผลิตโคมและจำหน่ายโคมที่ใหญ่ที่สุด คือ บ้านเมืองสาตร ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

โคมยี่เป็งแต่ละชนิด มีความแตกต่างกันที่รูปทรงและการประดับตกแต่งลวดลาย เป็นรูปแบบเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ในที่นี้ จะขอกล่าวถึงโคมยี่เป็งที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
โคมรังมดส้ม
โคมรังมดส้ม

โคมรังมดส้ม บ้างเรียกว่า โคมเสมาธรรมจักร มีรูปทรงที่เหมือนรังมดส้ม (มดแดง) และรูปทรงเป็นแปดเหลี่ยม จึงเรียกว่า ธรรมจักร โคมรังมดส้มนี้ ใช้ไม้ไผ่เฮียะ เหลาให้เป็นเส้น กว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร หนาประมาณ ๒ – ๓ มิลลิเมตร นำมาหักเป็น ๑๖, ๒๔ เหลี่ยมหรือตามต้องการ นำมาผูกด้วยด้ายให้แน่น เมื่อมัดโครงเสร็จแล้ว นำไม้เฮียะที่เตรียมไว้มาหักมุม เพื่อทำหูโคมเป็นรูปสามเหลี่ยม เมื่อทำเป็นโครงสำเร็จแล้ว ติดกระดาษรอบโครง ปล่อยส่วนบนไว้ เพื่อเป็นช่องใส่ผางประทีส และให้อากาศเข้ามาในโคมได้ ตัดลวดลาย อาจจะเป็นลายดอกก๋ากอก (ลายประจำยาม) ลายตะวัน สำหรับประดับตกแต่ง หลังจากนั้นติดหางโคม

สำหรับกระดาษที่ใช้ทำโคม อาจใช้กระดาษแก้วหลากสีเป็นอุปกรณ์ทำโคม ถ้าใช้กระดาษสี ไม่นิยมประดับด้วยลวดลาย โคมรังมดส้มใช้จุดเป็นพุทธบูชา (บัวไหล คณะปัญญา, สัมภาษณ์, ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)
วิธีทำโคมรังมดส้ม
โคมไห
โคมไห

โคมไห ตัวโคมมีลักษณะเป็นคล้ายไห เนื่องจากด้านบนหรือปากโคมกว้างกว่าส่วนล่างหรือก้นโคม ด้านบนหักเป็นมุมหกเหลี่ยม ด้านล่างหรือส่วนก้นหักเป็นมุมสี่เหลี่ยม ด้านบนสุดทำเป็นรูปสามเหลี่ยม 4 อัน เป็นหูโคม ตัวโครงโคมทำจากไม้ไผ่เฮียะทรงเรียวยาวพองาม ประดับตกแต่งด้วยกระดาษสา และลวดลายพื้นเมือง แต่งหางโคมให้งดงามด้วยการตัดกระดาษเป็นลวดลาย ทำป่องหรือปากไว้จุดผางประทีส โคมชนิดนี้ใช้จุดบูชาได้ทั่วไป บ้างเรียกว่า โคมเพชร หมายถึง ความสวยงามอร่ามตา บ้างนิยมให้เป็นของขวัญในโอกาสขึ้นบ้านใหม่ หมายถึงหม้อเงิน หม้อทอง ไหเงิน ไหทอง ถ้าให้เป็นของขวัญในงานแต่งงาน เป็นนิมิตรหมายให้โชคลาภ ปัจจุบันมีการนำรูปแบบของโคมไหมาทำเป็นโคมไฟประดับบ้าน โดยใช้วัสดุผ้าหุ้มตัวโครง
โคมกระจัง
โคมกระจัง

โคมกระจัง หรือโคมกระจังมงกุฎ มีรูปทรงคล้ายกระจังสวมมงกุฏ เป็นโคมรูปแบบสมัยใหม่ บ้างเรียกโคมไห เพราะขึ้นรูปแบบโคมไห แต่เอาส่วนปลายเป็นส่วนหัว ส่วนหัวเป็นส่วนปลายโคม ส่วนคำว่า กระจัง คือลายไทยรูปแบบหนึ่ง ลักษณะคล้ายกลีบของดอกบัว หรือตาอ้อย ด้านข้างแยกปลายแหลมเหมือนถูกบาก ลายไทยนี้ใช้ประดับตามขอบ เช่น ขอบของธรรมสาสน์ หรือขอบบนของลายหน้ากระดาน ลายกระจังมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น กระจังรวน กระจังปฏิญาณ กระจังใบเทศ กระจังหลังสิงห์ กระจังหู เป็นต้น
โคมดาว
โคมดาว

โคมดาว เป็นโคมรูปดาว มีห้าแฉก ตัวโคมทำจากไม้ไผ่เฮียะ หักมุมเป็นห้ามุม ใช้กระดาษสาหรือผ้าติดหุ้มตัวโครง ตัดกระดาษสีเงินสีทองประดับตกแต่งลวดลาย ส่วนใหญ่ตกแต่งด้วยลายดวงตะวัน (พระอาทิตย์) เป็นลายลักษณะรูปกลม เจาะช่องตรงกลางเป็นปล่องสำหรับใส่ผางประทีส เพื่อจุดเป็นพุทธบูชา
โคมกระบอก
โคมกระบอก

โคมกระบอก เป็นโคมที่ทำง่ายกว่าโคมชนิดอื่นๆ เนื่องจากใช้ไม้ไผ่เหลาแบนกว้างประมาณ ๑ เซนติเมตร หนา ๒- ๓ มิลลิเมตร ขดเป็นวงกลมเท่าๆกัน ๒ วง ไว้เป็นโครงส่วนหัวและส่วนท้าย เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ เซนติเมตร แล้วนำกระดาษสาด้านกว้างยาวกว่าเส้นรอบวงของไม้ไผ่ขดวงกลมประมาณ ๑- ๒ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๕ -๒๐ เซนติเมตร เมื่อติดกระดาษติดกาวแล้ว ตัดลวดลายประดับตกแต่ง โดยใช้กระดาษสีเงิน สีทอง หรือสีอื่นๆ ลวดลายประดับส่วนใหญ่นิยมใช้ลายสร้อยดอกหมาก ส่วนท้ายหรือก้นกระบอกปิดด้วยกระดาษแข็งสำหรับวางผางประทีส เพื่อจุดเป็นพุทธบูชา โคมกระบอกมีทั้งทรงกลมและทรงสี่เหลี่ยม สำหรับทรงเหลี่ยมบ้างเรียก โคมล้อ เนื่องจากคล้ายโคม ที่ใช้แขวนติดกับขบวนเกวียนที่พ่อค้าวัวต่าง ใช้เดินทางในยามค่ำคืน
โคมเงี้ยว
โคมเงี้ยว

โคมเงี้ยว เป็นโคมที่มีรูปทรงที่ได้มาจากชาวไทใหญ่ จึงเรียกว่า โคมเงี้ยว ทำค่อนข้างยากกว่าโคมชนิดอื่นๆ เนื่องจากตัวโครงโคมมีลักษณะหักมุมละเอียดซับซ้อน เป็นเหลี่ยมคล้ายเพชรที่เจียรนัย จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โคมเพชร หรือ โคมเจียรนัย

โคมชนิดนี้แม้ไม่ได้ใส่หางประดับก็มีความงดงาม และเมื่อจุดผางประทีสไว้ข้างใน แสงสว่างที่ออกตามเหลี่ยมมุม มีความงดงามมาก
โคมหูกระต่าย
โคมหูกระต่าย

โคมหูกระต่าย เป็นโคมยี่เป็งอีกชนิดหนึ่งที่ทำได้ง่าย ไม่ละเอียดซับซ้อน ฐานโคมเป็นไม้หนาประมาณ ๕ มิลลิเมตร ทำเป็นฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ ๑๐ เซนติเมตร เจาะรูตรงมุมทั้งสี่มุม ใช้ไม้ไผ่ ยาวประมาณ ๒๕ – ๓๐ เซนติเมตร เหลาให้มีขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตร ปักลงไปในรูที่เจาะไว้ทั้งสี่มุม ดัดไม้ไผ่เหลาเป็นรูปโค้งคล้ายหูกระต่าย หรือกลีบดอกบัว ให้ส่วนบนผายออกกว้างประมาณ ๑๕ เชนติเมตร จะได้ตัวโคมที่มีปากบาน คล้ายหูกระต่าย ประดับตกแต่งด้วยกระดาษแก้วทั้งสี่ด้าน หรือใช้กระดาษสาก็ได้ โคมหูกระต่ายนี้ อาจจะทำฐานจากกาบกล้วย หรือลำต้นมะละกอก็ได้ และถ้าใช้ถือ ให้ใส่ด้ามถือยาวตามต้องการหรือปรับรูปทรงเป็นดอกบัว มีกลีบซ้อนได้ตามต้องการ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โคมดอกบัว
โคมดอกบัว
โคมผัด
โคมผัด

โคมผัด เป็นโคมลักษณะพิเศษ เพราะหมุนได้ คล้ายโคมเวียนของภาคกลาง คำว่า ผัด ในภาษาล้านนา แปลว่า หมุน โคมชนิดนี้เป็นรูปทรงกระบอกขนาดกว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร สูงประมาณ ๕๐ – ๗๐ เซนติเมตร หุ้มด้วยกระดาษสาหรือกระดาษว่าวสีขาว ด้านในจะเป็นโครงโคมที่มีเส้นด้ายเวียนไปตามเสาโครงด้านในเป็นวงกลม ติดรูปภาพที่ตัดจากกระดาษสีดำ เป็นรูปพุทธประวัติ รูปพระเวสสันดรชาดก รูปนักษัตรปีเกิด รูปวิถีชีวิต ฯลฯ ส่วนด้านบน ติดกระดาษสา เจาะเป็นใบพัดช่องระบายอากาศ ใส่เข็มติดไว้กับไม้แกนกลางโครงตัวใน นำมาวางอยู่บนถ้วยเล็กตรงแกนเสาโคม เมือจุดเทียนหรือผางประทีสข้างในตัวโคม ความร้อนจะดันใบพัดทำให้โคม ผัด หรือ หมุนฉายภาพ เรื่องราว ที่ประดับตกแต่งภายใน โคมผัดนี้ มักจะเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ เพราะมีลักษณะที่แปลกกว่าโคมชนิดอื่นๆ
โคมผัด
โคมแอว
โคมแอว

โคมแอว เป็นโคมที่ทำต่อกันจำนวนตั้งแต่สองลูกขึ้นไป รูปแบบของโคมคือโคมรังมดส้ม (โคมธรรมจักร)ต่อกันเป็นสายประมาณ ๒ – ๕ ลูก ต่อกัน ยาวตั้งแต่ ๑ – ๕ เมตร เป็นการสร้างสรรค์ออกแบบของช่างพื้นบ้านเพื่อขยายรูปทรงให้ยาวเชื่อมต่อกัน บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างโคมแต่ละลูก ใช้ไม้ไผ่เชื่อต่อ 4 จุด ส่วนนี้เรียกว่า แอว หรือ เอว นั่นเอง นิยมใช้แขวนกับค้างไม้ไผ่ (เสาสำหรับแขวนโคม) ที่ยาวๆ หรือตั้งกับพื้นเพื่อประดับตกแต่งอาคารสถานที่ต่างๆ บ้างนำหลอดไฟติดไว้ข้างใน เพื่อให้เกิดแสงสว่าง เนื่องจากตัวโคมยาว ประทีสที่ใช้จุดอาจสว่างไม่เพียงพอ (นภดล คำมูล, สัมภาษณ์, ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑; ประสงค์ แสงงาม, สัมภาษณ์, ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)
โคมญี่ปุ่น
โคมญี่ปุ่น

โคมญี่ปุ่น เป็นโคมที่ทำเลียนแบบโคมญี่ปุ่น จึงเรียกว่า โคมญี่ปุ่น พับเก็บได้ตามรอยพับ บ้างเรียกโคมชนิดนี้ว่า โคมหย้อ (คำว่า หย้อ แปลว่า ทำให้เล็กลง) ตัวโคมทำจากกระดาษว่าวมัน ทำให้มีความเหนียวและมัน สีสันสดใส วิธีการทำ มีแม่พิมพ์เป็นแบบ หลากหลายรูปทรง เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม รูปไข่ เป็นต้น และราคาค่อนข้างจะถูกกว่าโคมทั่วๆไป ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก (บัวไหล คณะปัญญา , สัมภาษณ์, ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)
การบูชาโคมยี่เป็ง

ชาวล้านนาใช้ผางประทีสและข้าวตอกดอกไม้เป็นเครื่องประกอบพิธีบูชาโคมยี่เป็ง เวลาที่นิยมจุดบูชาคือช่วงหัวค่ำ หลังจากได้สดับพระธรรมเทศนาเรื่อง อานิสงส์ผางประทีสที่วัดเป็นที่เรียบร้อย การบูชาโคม อาจจะมีการชักโคมขึ้นแขวนที่ค้างโคม (ค้างโคม คือเสาไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ส่วนปลายเสามีค้างไม้และรอกสำหรับชักโคมขึ้นแขวน) อธิษฐานบูชาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัปนี้ ได้แก่ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระศากยมุนีโคตมพุทธเจ้า และพระอริยเมตตรัยพุทธเจ้า และอธิษฐานให้ความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เช่น ขอหื้อแจ้งดั่งไฟ ขอหื้อใสดั่งน้ำ สัพพะเคราะห์ สัพพะภัย สัพพะเสนียดจัญไร วินาสสันตุ

การทำว่าวฮม หรือ โคมลอย

ว่าวฮม หรือปัจจุบันมักเรียกว่า โคมลอย เป็นโคมที่ใช้ความร้อนในการพยุงให้ลอยขึ้นไปในอากาศ บ้างก็เรียกว่า ว่าวฮม ว่าวลม หรือว่าวควัน การทำว่าวชนิดนี้ มีความพิถีพิถันในการทำเป็นอย่างมาก มิฉะนั้นว่าวอาจจะไม่ลอยขึ้นสู่อากาศได้ การทำว่าวฮมในอดีต มี ๒ แบบ คือ ว่าวสี่แจ่ง คือว่าวที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมและว่าวมน เป็นรูปทรงกลมทั้งด้านหัวและด้านท้าย ปัจจุบัน มีการประดิษฐ์ว่าวฮมหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเครื่องบิน ทรงจรวด ทรงแปดเหลี่ยม รูปปลา รูปช้าง รูปม้า รูปการ์ตูน ฯลฯ และมีการประกวดแข่งขันด้านรูปทรง และลูกเล่นที่ปล่อยในอากาศขณะที่ว่าวฮมลอยอยู่กลางอากาศ เช่น ปล่อยหาง ปล่อยร่ม ปล่อยเครื่องบิน ควันสี เป็นต้น
ว่าวฮม ว่าวลม หรือว่าวควัน

ว่าวสี่แจ่ง เป็นว่าวรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่าหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นรูปทรงที่ทำได้ง่ายและนิยมทำกันทั่วไป วัสดุที่ใช้ในการทำประกอบด้วยกระดาษว่าว หรือกระดาษสาบาง ซึ่งกระดาษที่ใช้ทำนั้น ต้องมีความเหนียว ไม่ฉีกขาดง่ายและเบา การทำว่าวสี่แจ่ง มีสูตรที่กำหนดขนาดของตัวว่าว เช่น ถ้าใช้กระดาษ ๓๖ แผ่น มีรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านละ ๖ แผ่น ๖ ด้าน เป็น ๓๖ แผ่นพอดี ส่วนสำคัญในการทำว่าวสี่แจ่งคือ การทำปากว่าว ให้พับครึ่งกระดาษสองครั้ง เพื่อหาจุดศูนย์กลาง ใช้เชือกวัดจากจุดศูนย์กลางไปหาขอบกระดาษ แบ่งเชือกออกเป็นสามส่วน ยกมาใช้เพียงส่วนเดียว แล้วนำส่วนที่มาใช้นั้นแบ่งเป็นสามส่วนอีกครั้ง และตัดสามส่วนนั้นออกหนึ่งส่วนให้เหลือสองส่วน เพื่อใช้เป็นความกว้างของปากว่าว ตัดกระดาษออกเป็นวงกลมให้มีขนาดย่อมกว่าปากว่าวเล็กน้อย จากนั้นนำไม้ไผ่มาเหลาเป็นเส้นกลมตามขนาดให้พอดีกับปากว่าว ขดเป็นวงกลมยึดติดกับปากว่าวด้วยกาว ส่วนด้านบนตรงกลางหรือด้านก้นของว่าว มักจะทำ หมง คือจุกสำหรับใช้ไม้สอดไว้ขณะที่รมควัน (สมพล ไวโย และอุดม รุ่งเรืองศรี,๒๕๔๒, หน้า ๖๒๕๗-๖๒๕๘)
โคมรังมดส้ม

ว่าวมน คือว่าวฮมทรงกลม นิยมใช้กระดาษว่าวจำนวนมาก อย่างน้อย ๖๔ แผ่น สำหรับทำส่วนปากและก้นอย่างละ ๑๒ แผ่น ส่วนด้านข้างต้องใช้กระดาษว่าว ๔๐ แผ่น หากต้องการขนาดใหญ่กว่านี้ และได้สัดส่วนลงตัวพอดี ต้องใช้สูตรที่ได้ทดลองทำกันมาตามภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น (สมพล ไวโย และอุดม รุ่งเรืองศรี, ๒๕๔๒, หน้า ๖๒๕๘-๖๒๖๐)
ว่าวมน
การทำว่าวมน

เริ่มจากการติดกระดาษว่าวในส่วนปากและส่วนก้นด้านละ ๑๒ แผ่น จากนั้นนำกระดาษว่าวที่ติดกาวให้แห้งแล้วนำมาพับตามรูป

กระดาษว่าว ๑๒ แผ่นที่ติดกาว ตากให้แห้ง จะได้ตามรูป
การทำว่าวมน 1
พับครึ่งจะได้ตามรูป
การทำว่าวมน 2
พับครึ่งอีก ๑ ชั้น
การทำว่าวมน 3
จะได้สามเหลี่ยมดังรูป
การทำว่าวมน 4
เชือกวัดจุดศูนย์กลาง แล้วลากหามุมทั้งสองข้าง แล้วใช้กรรไกรตัดตามรูปโค้ง
การทำว่าวมน 5
จะได้รูปโค้งตามรูป
การทำว่าวมน 6
เมื่อคลี่ออกจากรอยพับ จะได้รูปทรงกลม เป็นส่วนปากและส่วนก้นของว่าวมน
การทำว่าวมน 7

การคำนวณความกว้างของปากว่าวมีหลากหลายรูปแบบ เช่น วัดเส้นผ่าศูนย์กลางแล้วแบ่งเป็นสามส่วน จากนั้นเอามาส่วนเพียงหนึ่งส่วน เอาหนึ่งส่วนนั้นมาแบ่งเป็นสามส่วนอีกครั้ง ใช้สองส่วนในสามเป็นขนาดความกว้างของปากว่าว โดยใช้ไม้ไผ่เหลาให้ได้ขนาดพอเหมาะขดให้เป็นวงกลมตามขนาดที่คำนวณ ตัดช่องกลางกระดาษว่าว ส่วนปาก ให้ทากาวที่ไม้และติดกาวกับกระดาษว่าว จะได้ส่วนปากของว่าวมน เพื่อรมควันไฟเข้าไปข้างใน จากนั้นนำส่วนด้านข้างเข้ามาประกบติดกาวกับส่วนปากและส่วนก้นว่าว ส่วนก้นนิยมทำ หมง คือจุกสำหรับใช้ไม้ส้าว (ลำไม้ไผ่ใช้สำหรับสอยผลไม้หรือสิ่งของอย่างอื่นจากที่สูง) แทงยกขึ้น ขณะที่รมควันอัดเข้าไปในตัวว่าวรม
การปล่อยว่าวฮม

การปล่อยว่าวฮม ใช้ควันไฟที่มีความร้อนอัดเข้าไปในตัวว่าว เรียกว่า ฮมควัน ควันไฟที่อัดเข้าไป ทำให้ภายในตัวว่าวมีความร้อนที่จะให้พยุงตัวว่าวให้ลอยขึ้น เนื่องจากอากาศภายนอกในช่วงเดือนยี่ (พฤศจิกายน) จะเย็นลงบ้างแล้ว ดังนั้น การปล่อยโคมนิยมปล่อยกันในช่วงก่อนเที่ยง เพราะอากาศกำลังดีสำหรับการปล่อยว่าว ซึ่งต้องทำในที่โล่งกลางแจ้ง
การปล่อยว่าวฮม 1 การปล่อยว่าวฮม 2

การรมควันนั้น แบ่งหน้าที่กัน กลุ่มหนึ่งช่วยกันพัดเอาลมเข้าปากว่าว สมัยก่อนใช้กระด้งหรือถาดสังกะสี ปัจจุบันนิยมใช้พัดลม เพราะสะดวกและมีลมแรง มีคนหนึ่งทำหน้าที่ใช้ไม้ส้าวประคองหมง (จุกสำหรับใช้ไม้ส้าวแทงยกขึ้น) ให้ยกขึ้น เพื่อไม่ให้ว่าวกองกับพื้น และอีกกลุ่มหนึ่งเตรียมในส่วนรมควันไฟ โดยมากใช้ไม้ไผ่พันด้วยผ้าแล้วชุบด้วยชันหรือน้ำมันขี้ย้า ปัจจุบันนิยมใช้น้ำมันโซล่า ใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นกระบอกสูบ นำไม้ไผ่ที่พันด้วยผ้าชุบน้ำมันสอดเข้าไปในกระบอก ดันให้หัวผ้าโผล่ออกมานิดหน่อย เพื่อให้ไฟลุก หรือใช้กาบกล้วยทำเป็นกรวยสวมไว้ เพื่อกันมิให้ไฟลุกมากจนไหม้กระดาษว่าว กระบอกไม้ไผ่นี้ ยังใช้สำหรับเร่งไฟ เพื่อเพิ่มควันความร้อนเข้าไปในตัวว่าว ในขณะที่รมควันไฟ ให้สำรวจรอยรั่ว ถ้าพบรอยรั่ว ให้นำกระดาษติดกาวปะทันที เมื่อรมควันไปได้ระยะหนึ่ง ในตัวว่าวจะมีความร้อนเพียงพอ ที่ทำให้ตัวว่าวลอยขึ้น เรียกว่า ลู่มือ ให้นำเอาลูกเล่นต่างๆ เช่น หาง ประทัดสายมามัดติดกับปากว่าว
การปล่อยว่าวฮม 3

จากนั้นนำเอาสะตวงใส่ข้าวตอกดอกไม้ ข้าวปลาอาหาร และอาจมีจดหมายใส่ลงไปด้วย ผูกติดไว้ตรงกลางปากว่าว พอว่าวลู่มือมากขึ้น คือสามารถลอยขึ้นได้แล้ว ให้ ฮ่ม หรือ ต๊อกก๊อก คือการโยกว่าวขึ้นลงสองสามครั้งแล้วจึงปล่อยมือ พอว่าวลอยขึ้นไปได้สักระยะ เสียงประทัดจะดังขึ้น ลูกเล่นต่างๆ เช่น เครื่องบิน หรือลูกเล่นอื่นๆ จะถูกปล่อยออกมา แล้วแต่ลูกเล่นต่างๆ ที่ใส่ไปกับว่าว พอว่าวลอยสูงขึ้นจนติดลมบน จะสามารถลอยไปได้ไกลมาก เช่น ว่าวลมของวัดกู่เต้า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ลอยไปไกลและตกลงพื้นดินบริเวณจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ว่าวลมของวัดธาตุคำจังหวัดเชียงใหม่ตกลงพื้นดินบริเวณบ้านสะเอียบ แก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ และทางวัดได้มอบรางวัลให้ ๒๐๐ บาทสำหรับผู้ที่เก็บได้ โคมของชาวบ้านวัวลายลอยไปตกที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และชาวบ้านที่นั่นได้มารับรางวัลสลุงเงินจากชาวบ้านวัวลาย หลังจากนั้น ได้มีการสานสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้าน ไปมาหาสู่กันจนถึงปัจจุบัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนถึงปัจจุบัน (พระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ), สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)

มีการบันทึกไว้ว่าเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๐ มีว่าวตกที่บริเวณกู่ว่าวใกล้ถนนสายเชียงใหม่ดอยสะเก็ด ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๘ กิโลเมตร มีป้ายเป็นภาษาพม่าบอกว่าเป็นว่าวมาจากเมืองมะละแหม่ง ชาวเชียงใหม่เดินทางไปรับรางวัลที่มะละแหม่ง ใช้เวลาประมาณสามเดือน และชาวมะละแหม่งได้ให้การต้อนรับอย่างเอิกเกริก และประมาณปี ๒๕๔๑ ว่าวของเทศบาลนครเชียงใหม่ลอยไปตกที่เมืองหลวงพระบาง และชาวเมืองหลวงพระบางได้นำว่าวมารับรางวัลจากเทศบาลนครเชียงใหม่ด้วย (สมพล ไวโย และอุดม รุ่งเรืองศรี, ๒๕๔๒, หน้า ๖๒๖๐)
การปล่อยว่าวฮม 4
ความเชื่อเกี่ยวกับการปล่อยว่าวฮม

ชาวล้านนาเชื่อว่าพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีเส็ด (ปีหมา) คือพระเกศแก้วจุฬามณี ซึ่งประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ ดังนั้น การสักการะพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี คือการปล่อยว่าวฮมหรือว่าวไฟ พร้อมกับบูชาด้วยสวยดอกไม้ธูปเทียน โดยนำผูกติดกับตัวว่าวขึ้นไป เพื่อสักการะ หรือบุคคลทั่วไปก็สามารถบูชาว่าวฮม ว่าวไฟ เพื่อสักการะพระเกศแก้วจุฬามณีได้เช่นกัน ดังปรากฏในเทศน์ธัมม์พื้นเมืองเรื่อง พระมาลัยโปรดโลก กล่าวว่าผู้ใดอยากขึ้นสวรรค์ให้บูชาพระเกศแก้วจุฬามณี ปราชญ์ล้านนาได้รจนาคำสักการะพระเกศแก้วจุฬามณีเป็นภาษาบาลี ว่า

ตาวติงสา ปุเรรัมเม เกสาจุฬามณี สรีระปัพพะตา ปูชิตา สัพพะเทวานัง ตัง สิระสา ธาตุง อุตตะมัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา ฯ

ปัจจุบันยังมีความเชื่อว่า ว่าวฮมและว่าวไฟสามารถปล่อยเคราะห์ได้ จึงมักมีการนำเอาเล็บและเส้นผมใส่ลงไปในสะตวง เพื่อลอยเคราะห์ให้ออกไปจากตัว บ้างผูกจดหมายเขียนคร่าวร่ำ (ค่าวฮ่ำ) และใส่เงินเป็นรางวัลให้สำหรับผู้เก็บว่าวที่ตกได้ (พระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ), สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)

ในอดีตเชื่อว่าว่าวไฟหรือโคมไฟตกที่บ้านใคร จะทำให้บ้านนั้นโชคร้าย หรือเป็นบ้านร้าง เนื่องจากรับเคราะห์ของคนที่ได้อธิษฐานปล่อยเคราะห์ แต่ปัจจุบันความเชื่อแบบนี้ไม่ได้ยึดถือกันแล้ว แต่การปล่อยโคมในปัจจุบัน ถ้าโคมไม่ได้มาตรฐานขนาดสัดส่วน อาจจะตกใส่บ้านเรือนและทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ หรือไปรบกวนเส้นทางการบินของเครื่องบินอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

การทำว่าวไฟ หรือโคมไฟ

ว่าวไฟหรือปัจจุบันนิยมเรียก โคมไฟ เป็นว่าวทรงกระบอก มักใช้ปล่อยให้ลอยขึ้นสู่อากาศในช่วงกลางคืน วิธีการทำ ใช้หลักการเดียวกันกับการทำว่าวฮม แต่ใช้กระดาษน้อยกว่า เช่น ใช้ ๑๒ แผ่น ติดกาวต่อกันเป็นทรงกระบอก ด้านบนใช้กระดาษ ๒ แผ่นติดกาวตัดเป็นวงกลม ส่วนปากใช้ไม้ไผ่เหลาขนาดประมาณ ๑ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๑.๕๐ เมตร ขดเป็นวงกลมเท่ากับขนาดปากของโคมไฟ ติดกาวยึดติดกับกระดาษว่าวส่วนปากโคม เมื่อกาวแห้งติดกันดีแล้ว ให้ใช้ลวด ๒ เส้น มาผูกติดโครงไม้ไผ่ครึ่งวงกลมทั้งสองข้างเป็นกากบาท เพื่อใช้สำหรับติดขี้ย้า คือชันที่หล่อให้เป็นทรงกระบอก จึงเรียกว่า หมงขี้ย้า
ว่าวไฟ

ว่าวไฟอาศัยความร้อนจากลูกไฟที่ผูกติดกับแกนกลาง ทำให้ว่าวลอยขึ้นสู่อากาศ ลูกไฟที่ผูกติดแกนกลางของตัวว่าวหรือโคมในอดีตที่กล่าวมานั้น ใช้ขี้ย้าหล่อเป็นแท่ง ปัจจุบันนิยมใช้กระดาษชำระชุบขี้ผึ้งเทียนพรรษา เนื่องจากในวัดต่างๆ มีเศษเทียนพรรษาที่เหลือจากการจุด และเทียนพรรษาที่ยังไม่ได้ใช้จำนวนมาก ช่างทำโคมจึงมักจะบูชา(ซื้อ) มาต้มให้ละลาย แล้วนำกระดาษชำระ ๑ ม้วน ตัดออกเป็น ๒-๓ ส่วน นำมาชุบขี้ผึ้งไว้เป็นลูกไฟ บ้างชุบด้วยน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันพืช แต่ชุบขี้ผึ้งให้คุณภาพดีกว่า เพราะน้ำขี้ผึ้งเมื่อถูกความร้อนไม่หยดมากระหว่างที่ลอย และให้แสงสว่างที่นานกว่าน้ำมันก๊าซและน้ำมันพืช (กำพล คุณวโร, ภิกขุ, สัมภาษณ์, ๑ ธันวาคม ๒๕๕๑)
การปล่อยว่าวไฟ

การปล่อยว่าวไฟ หรือโคมไฟ ต้องอาศัยความร่วมมือกัน อย่างน้อย ๒ – ๓ คน เนื่องจากต้องระมัดระวังมิให้ลูกไฟไหม้กระดาษ ดังนั้น การปล่อยว่าว ต้องมีคนช่วยกันจับประคองตัวโคมไม่ให้แกว่ง วิธีการปล่อยว่าวไฟ เริ่มจากการจับตัวว่าวขึ้นมาโดยให้ปากว่าวอยู่ด้านล่าง ก้นว่าวอยู่ด้านบน นำลูกไฟมัดติดตรงแกนลวดกึ่งกลางปากโคม ดึงตัวโคมให้ด้านในกลวงเป็นช่องทรงกลมโล่งๆ อาจจะจับแกว่งไปแกว่งมาให้อากาศเข้าไปพองตัวว่าว ให้ตัวว่าวเป็นรูปทรงกระบอก จากนั้นจุดลูกไฟแกนกลาง ความร้อนจะดันตัวโคมให้พองตัว สักครู่ว่าวจะขยับลอยขึ้น เรียกว่า ลู่มือ ให้จับว่าวให้แน่น และตั้งจิตอธิษฐานให้พบกับแสงสว่าง ปล่อยทุกข์โศก โรคภัยไข้เจ็บ หรือกล่าวคำบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี และเมื่อพร้อมที่จะปล่อย บางคนนำ บอกไฟน้ำตก และประทัดที่ผูกติดกับแกนลวดและจุดชนวน หรือผูกสวยข้าวตอกดอกไม้ติดไปกับว่าวด้วย เพื่อสักการะพระเกศแก้วจุฬามณี เมื่อว่าวทำท่าจะขึ้น ให้ ฮ่ม หรือ ต๊อกก๊อก คือการโยกว่าวขึ้นลงสองสามครั้งแล้วจึงปล่อยมือ เพื่อเพิ่มแรงดันอากาศข้างในตัวโคม เมื่อได้จังหวะให้ทุกคนปล่อยพร้อมกัน อาจจะนับ หนึ่ง สอง สาม แล้วปล่อยมือพร้อมกัน ว่าวจะลอยไปตามทิศทางลม แลเห็นเป็นดวงไฟงดงามยิ่งนัก และเมื่อลูกไฟในตัวว่าวดับ ว่าวก็จะร่วงลงสู่พื้นดิน
การปล่อยว่าวไฟ และคนปล่อยว่าวไฟ การปล่อยว่าวไฟ มองจากด้านล่าง การปล่อยว่าวไฟ หลายกลุ่มคน การปล่อยว่าวไฟ ลอยขึ้นฟ้า

ปัจจุบันมีการนิยมปล่อยว่าวไฟ หรือ โคมไฟ เป็นจำนวนมากตามโอกาสต่างๆ เช่น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๙ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ได้จัดให้มีการปล่อยว่าวไฟจำนวนกว่า ๓,๐๐๐ ลูกขึ้นสู่ท้องฟ้า (สมพล ไวโย และอุดม รุ่งเรืองศรี, ๒๕๔๒, หน้า ๖๒๖๑) และที่ธุดงคสถานล้านนา ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จัดให้มีเทศกาลปล่อยว่าวไฟเป็นประจำทุกปีเป็นจำนวนหลายพันลูก และร้านอาหารขันโตกนิยมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรมปล่อยว่าวก่อนเดินทางกับที่พัก ว่าวไฟหรือโคมไฟ จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ความเป็นล้านนาที่ใช้ประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวในเทศกาลต่างๆในล้านนา
ความเชื่อเกี่ยวกับการปล่อยว่าวไฟ

ชาวล้านนาเชื่อว่าพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีเส็ด (ปีหมา) คือพระเกศแก้วจุฬามณี ซึ่งประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ ดังนั้น การสักการะพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี คือการปล่อยว่าวฮมหรือว่าวไฟ พร้อมกับบูชาด้วยสวยดอกไม้ธูปเทียน โดยนำผูกติดกับตัวว่าวขึ้นไป เพื่อสักการะ หรือบุคคลทั่วไปก็สามารถบูชาว่าวฮม ว่าวไฟ เพื่อสักการะพระเกศแก้วจุฬามณีได้เช่นกัน ดังปรากฏในเทศน์ธัมม์พื้นเมืองเรื่อง พระมาลัยโปรดโลก กล่าวว่าผู้ใดอยากขึ้นสวรรค์ให้บูชาพระเกศแก้วจุฬามณี ปราชญ์ล้านนาได้รจนาคำสักการะพระเกศแก้วจุฬามณีเป็นภาษาบาลี ว่า

ตาวติงสา ปุเรรัมเม เกสาจุฬามณี สรีระปัพพะตา ปูชิตา สัพพะเทวานัง ตัง สิระสา ธาตุง อุตตะมัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา ฯ

ปัจจุบันยังมีความเชื่อว่า ว่าวฮมและว่าวไฟสามารถปล่อยเคราะห์ได้ จึงมักมีการนำเอาเล็บและเส้นผมใส่ลงไปในสะตวง เพื่อลอยเคราะห์ให้ออกไปจากตัว บ้างผูกจดหมายเขียนคร่าวร่ำ (ค่าวฮ่ำ) และใส่เงินเป็นรางวัลให้สำหรับผู้เก็บว่าวที่ตกได้ (พระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ), สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)

ในอดีตเชื่อว่าว่าวไฟหรือโคมไฟตกที่บ้านใคร จะทำให้บ้านนั้นโชคร้าย หรือเป็นบ้านร้าง เนื่องจากรับเคราะห์ของคนที่ได้อธิษฐานปล่อยเคราะห์ แต่ปัจจุบันความเชื่อแบบนี้ไม่ได้ยึดถือกันแล้ว แต่การปล่อยโคมในปัจจุบัน ถ้าโคมไม่ได้มาตรฐานขนาดสัดส่วน อาจจะตกใส่บ้านเรือนและทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ หรือไปรบกวนเส้นทางการบินของเครื่องบินอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

การทำบอกไฟ

ในช่วงใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลยี่เป็ง หรือประเพณีเดือนยี่ ตามวัดวาอารามและบ้านสล่าบอกไฟ จะมีการจัดเตรียมทำบอกไฟชนิดต่างๆ เพื่อใช้จุดเป็นพุทธบูชา บูชาพระเกศแก้วจุฬามณี จุดบูชาประกอบพิธีเทศน์มหาชาติหรือตั้งธรรมหลวง และเป็นเครื่องเล่นของเด็กๆล้านนา ทำให้บรรยากาศแห่งยี่เป็งเต็มไปด้วยสีสันที่สนุกสนาน บอกไฟล้านนา หรือดอกไม้ไฟที่ทำขึ้นมีหลายชนิด เช่น บอกไฟยิง บอกไฟข้าวต้ม บอกไฟหมื่น บอกไฟขึ้น บอกไฟจักจั่น บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟน้ำต้น หรือบอกไฟมะขี้เบ้า บอกไฟช้างร้อง บอกไฟเทียน เป็นต้น ส่วนเด็กๆก็มักจะเล่นบอกถบ หรือประทัด หรือจุดมะผาบ และสะโปก เพื่อให้เกิดเสียงดัง เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงว่าประเพณียี่เป็งมาถึงแล้ว

บอกไฟที่นิยมจุดบูชาในช่วงประเพณียี่เป็ง เน้นที่เกิดประกายแสงงดงาม เพราะใช้จุดในเวลากลางคืน ตั้งแต่พระอาทิตย์ลับฟ้าเป็นต้นไป บอกไฟที่นิยมจุด ได้แก่ บอกไฟยิง บอกไฟข้าวต้ม บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟบะขี้เบ้า หรือบอกไฟน้ำต้น การทำบอกไฟแต่ละชนิดมีสูตรการทำ ซึ่งแตกต่างกันไปตามสูตรของสล่าหรือช่างแต่ละคน
บอกไฟชนิดต่างๆ

สล่าคัณโฑ อินทรแกล้ว (สัมภาษณ์, ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) ประธานกลุ่มอนุรักษ์ขี้เฝ่า บ้านสันทรายต้นกอก ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เล่าถึงการทำบอกไฟชนิดต่างๆ ในสมัยก่อน ใช้วัสดุ เช่น เปลือกกระเทียม กากมะพร้าว ถ่านข้าวนึ่ง ตำละเอียดผสมกับดินประสิวและขี้ขาง บางสูตรใส่น้ำมันงาด้วย เมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมานี้ จึงมีการนำเอาแมก (เศษเหล็กที่ได้จากการกลึงล้อเครื่องบิน) และโพแทสเซียมคลอเรต (ที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า คลอเรต) มาใช้แทนวัสดุตามธรรมชาติ (เปลือกกระเทียม กากมะพร้าว)

บอกไฟยิง คือบอกไฟเล็กชนิดหนึ่งที่อัดเฝ่าหรือดินปืนลงในกระบอกไม้ขนาดเล็ก ยาวประมาณ ๘ นิ้ว คาดด้วยหวาย และเจาะรูใส่ชนวน บ้างเรียกบอกไฟชนิดนี้ว่า “บอกไฟลูกหนู” เป็นบอกไฟชนิดหนึ่งในหลายชนิด ที่ประชาชนนิยมเล่นในภาคเหนือ ในงานเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่เมือง ประเพณียี่เป็ง งานเทศน์มหาชาติ (อานนท์ ไชยรัตน์, สัมภาษณ์, ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)ปัจจุบันนิยมแข่งขันกัน โดยกำหนดระยะทางให้บอกไฟยิงไปยังจุดหมายที่กำหนด เช่น ระยะ ๙ เมตร ถ้าบอกไฟยิงของใครใกล้จุดที่กำหนดมากที่สุด จะเป็นผู้ชนะ ถ้าพ้นเลยจุดที่กำหนดไว้ จะไม่ได้รับการพิจารณา

บอกไฟข้าวต้ม เป็นบอกไฟขนาดเล็ก เป็นที่นิยมอย่างมากของเด็กๆในล้านนา วิธีการทำ ใช้ดินเฝ่า(ดินปืน) ห่อด้วยกาบกล้วยแห้ง หรือใบกล้วยแห้ง ใส่สายชนวนตรงส่วนท้าย แล้วพันด้วยเชือกฟางหรือเชือกกล้วยให้แน่น เหมือนข้าวต้มมัด นำมามัดกับ แส้พร้าว (อ่านว่า แส้ป้าว) คือก้านใบมะพร้าว การจุด ให้จับที่ตัวบอกไฟอย่างหลวมๆ ใช้ไม้ขีดหรือก้านธูปจุดสายชนวน พอสายชนวนไหม้เข้าสู่ตัวบอกไฟ บอกไฟจะพุ่งขึ้น หรือใช้วิธีจุดสายชนวน โดยจับส่วนปลายก้านมะพร้าวแล้วแกว่งเหวี่ยงขึ้นไป เพื่อให้บอกไฟพุ่งขึ้นในแนวดิ่งมากขึ้น บอกไฟจะพุ่งขึ้นสูงมากกว่าการจับที่ตัวบอกไฟ
บอกไฟดอก และบอกไฟบะขี้เบ้า

บอกไฟดอก และบอกไฟบะขี้เบ้า (บอกไฟน้ำต้น) บอกไฟ 2 ชนิดนี้ เป็นบอกไฟที่ใช้วัสดุในการทำเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ภาชนะที่ใช้และจำนวนของวัสดุที่ใช้บรรจุลงไปในบอกไฟ เพื่อให้เกิดดอกเป็นพุ่มสูงและกว้าง กล่าวคือ ด้านภาชนะที่ใช้บรรจุขี้เฝ่า บอกไฟดอก ใช้กระบอกไม้ไผ่หรือกระป๋องสเปรย์เป็นภาชนะบรรจุขี้เฝ่า สำหรับบอกไฟบะขี้เบ้า ใช้ภาชนะดินเหนียวเผา คล้ายโอ่งเล็ก จึงมีผู้เรียกว่า บอกไฟโอ่ง ส่วนด้านจำนวนวัสุดขี้เฝ่า บอกไฟดอกบรรจุขี้เฝ่ามากกว่า เมื่อจุจึงมีความแรง

ความสูงและกว้างมากกว่า (คัณโฑ อินทรแกล้ว, สัมภาษณ์, ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) บอกไฟทั้งสองชนิดนี้ นิยมจุดกันมากในช่วงประเพณียี่เป็ง เนื่องจากมีประกายไฟเป็นพุ่มสวยงาม เปรียบเสมือนดอกไม้เงิน ดอกไม้คำ หรือฝนห่าแก้ว ที่ปรากฏในธรรมมหาชาตินครกัณฑ์ เป็นเวสสันดรชาดกกัณฑ์สุดท้าย ที่กล่าวถึงเหตุการณ์พระเวสสันดรเสด็จออกจากป่ากลับเข้าสู่นคร ปรากฏเป็นฝนห่าแก้วตกทั่วแผ่นดิน บ้างอธิษฐานด้วยข้าวตอกดอกไม้จุดเป็นพุทธบูชา เพื่อให้ชีวิตโชติช่วงเหมือนดอกไฟที่พวยพุ่ง

บอกไฟดอก เป็นบอกไฟที่ไม่ค่อยมีอันตราย จึงเป็นที่นิยมทำกันแทบทุกวัดในล้านนา ดังนั้น จึงมีสูตรการทำบอกไฟขึ้นหลายสำนัก เกิดจากการทดลอง และลองผิดลองถูกของพระภิกษุสามเณร เพื่อให้เกิดดอกและสีที่สวยงาม บอกไฟดอกมี ๒ ประเภทด้วยกัน คือ ประเภทสวยงาม และประเภทโลดโผน

บอกไฟดอกประเภทสวยงาม ใช้วัสดุน้อยกว่าประเภทโลดโผน เน้นดอกไฟสวยงาม และพุ่มกว้าง วิธีการทำส่วนมากใช้ดินไฟ(ดินประสิว) ผสมกับขี้ขาง (เสื้อสูบรถยนต์ที่กลึงแล้วอย่างละเอียด) ผสมกับมาด (กำมะถัน) และถ่านตามสัดส่วน แล้ว ต๊อกลงในกระบอกไม้ไผ่ คือการอัดลงในกระบอกไม้ไผ่ซาง ไม้ไผ่ที่ใช้คือส่วนโคนของไม้ไผ่ เนื่องจากมีความหนากว่าส่วนปลาย อัดให้แน่นพอดี ปิดส่วนก้นกระบอกด้วยดินเหนียวแห้ง การจุด ฝังกระบอกลงไปที่พื้นดิน และอัดดินรอบๆให้แน่น ให้ปากกระบอกโผล่พ้นดิน เพื่อใส่สายสายชนวนจุดไฟแล้วลงรูปากกระบอก

บอกไฟประเภทโลดโผน ใช้ส่วนผสมของเฝ่าที่แรงกว่าประเภทสวยงาม ทำให้เสียงของการพวยพุ่งดัง เป็นพุ่มสูงและกว้างกว่าประเภทสวยงาม ส่วนผสมใช้ดินไฟ(ดินปะสิว)ตำละเอียดผสมกับขี้เหล็กจากการตีมีดหรือจากโรงกลึงคั่วไฟผสมกับมาด(กำมะถัน) และถ่าน ผสมแล้วได้เฝ่ามีน้ำหนักประมาณ ๕ – ๑๐ กิโลกรัม อัดลงกระบอกไม้ซางหรือปัจจุบันนิยมใช้ท่อเหล็ก การจุด ใช้วิธีขุดดินฝัง จุดสายชนวนหย่อนลงรูปากบอกไฟ
บอกไฟบะขี้เบ้า (หมากขี้เบ้า) หรือบอกไฟน้ำเต้า บอกไฟน้ำต้น บอกไฟโอ่ง

บอกไฟบะขี้เบ้า (หมากขี้เบ้า) หรือบอกไฟน้ำเต้า บอกไฟน้ำต้น บอกไฟโอ่ง การเรียกชื่อขึ้นอยู่กับรูปทรงของบอกไฟ เป็นบอกไฟดอกขนาดเล็ก ถ้าเป็นบอกไฟบะขี้เบ้า มีลักษณะทรงกลมเหมือนรังแมงขี้เบ้า ที่วางไข่ตามมูลควาย ส่วนที่มีรูปทรงน้ำเต้าและน้ำต้น มีลักษณะเหมือนคนโฑ หรือในภาษาล้านนาเรียกว่า น้ำต้น หรือบางแห่งเรียกว่า น้ำเต้า เพราะมีรูปทรงคล้ายผลน้ำเต้า ส่วนผสม ประกอบด้วย ดินไฟ (ดินประสิว) ขี้ขาง (เสื้อสูบรถยนต์กลึงอย่างละเอียด) ถ่านข้าวนึ่ง แม็กซ์ (เศษวัสดุที่กลึงมาจากล้อแมกซ์เครื่องบิน) และมาด(กำมะถัน) นำมาผสมกันเป็นขี้เฝ่าหรือเฝ่าลงในขี้เบ้าหรือภาชนะดินเหนียวเผา ด้านก้นขี้เบ้าดินเหนียวเผา อัดด้วยดินเหนียวแห้ง ใส่สายชนวน และปิดด้วยกระดาษแก้วตรงปากบอกไฟ เพื่อกันความชื้น ใช้จุดบริเวณที่โล่ง เช่น ลานหน้าวิหาร ลานวัด ลานบ้าน หรือลานกว้างที่พอเหมาะกับรัศมีของประกายไฟ และอธิษฐานบูชาคุณพระพุทธเจ้าด้วยข้าวตอกดอกไม้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
สูตรการทำบอกไฟบอก

สูตรการทำบอกไฟมีหลายสูตรจากหลายสำนัก จากการถ่ายทอดมาจากครูอาจารย์ ที่ได้จากการทดลองทำกันมาในอดีต ผู้ผลิตและเจ้าของสูตรบอกไฟ ซึ่งเรียกว่า สล่าบอกไฟ ส่วนใหญ่ผู้คิดค้นสูตรบอกไฟดอก มักจะเป็นพระภิกษุสามเณรตามวัดต่างๆ เนื่องจากมีหน้าที่ “ต๊อกบอกไฟ” สำหรับจุดในวัดในช่วงประเพณียี่เป็ง จึงทำให้มีชื่อสูตรบอกไฟเป็นชื่อวัดเป็นส่วนใหญ่ เช่น สูตรบอกไฟวัดพระนอนขอนม่วง สูตรบอกไฟวัดสันกำแพง หรือเรียกเป็นชื่อหมู่บ้าน หรือชื่อสล่า เช่น สล่าเมืองพานดอยวัน สล่าเมืองก๊ะแม่ริม สล่าคำเมืองพร้าว สล่าสันทรายต้นกอก เป็นต้น ปัจจุบัน ยังมีการคิดค้นพัฒนาสูตรบอกไฟกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสวยงามทั้งสีสันและประกายไฟ ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างสูตรบอกไฟของสล่าคัณโท อินทรแกล้ว (สัมภาษณ์, ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) บ้านสันทรายต้นกอก ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
สูตรบอกไฟดอก ๓ กิโลกรัม
๑. ดินไฟ (ดินปะสิว) ๓ กิโลกรัม
๒. ขี้เหล็ก ๔ กิโลกรัม
๓. มาด (กำมะถัน) ๖ ขีด
๔. ถ่านข้าวนึ่ง ๓-๔ ขีด
๕. แมกซ์ ๑ ขีด
สูตรบอกไฟดอก ไม้ไผ่ขนาด ๔๐-๕๐ เซนติเมตร
๑. ดินไฟ (ดินปะสิว) ๓ กิโลกรัม
๒. ขี้เหล็ก ๔ กิโลกรัม
๓. มาด (กำมะถัน) ๓ ขีด
๔. ถ่านข้าวนึ่ง ๖ ขีด

กระบอกใส่เฝ่า (ส่วนผสม) ใช้ไม้ไผ่หวาน/ไม้ไผ่ซาง แกน ๑ นิ้วสำหรับขนาด ๔๐ เซนติเมตร แกน ๖ หุน สำหรับ ๕๐ เซนติเมตร
สูตรบอกไฟดอกเมืองพาน เชียงราย ไม้ไผ่ขนาด ๔๐-๕๐ เซนติเมตร
๑. ดินไฟ (ดินปะสิว) ๘ ขีด
๒. ขี้เหล็ก ๑๐ ขีด
๓. มาด (กำมะถัน) ๓ ขีด
๔. ถ่านข้าวนึ่ง ๒ ขีด
๕. แมกซ์ ๒ ขีด
๖. คอเรต ๒ ขีด
สูตรการทำบอกไฟบะขี้เบ้า

การทำบอกไฟของสล่าบอกไฟคัณโท อินทรแกล้ว อายุ ๕๕ ปี ประธานกลุ่มอนุรักษ์ขี้เฝ่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสล่าบอกไฟ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดการทำบอกไฟจากพระครูถาวรรัตนวัตร (ตุ๊ลุงแก้ว) วัดศรีบุญเรือง ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และนายเลิศ สุวรรณ บ้านท่าลุก ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สล่าคัณโทเริ่มศึกษาการบอกไฟ ตั้งแต่อายุ ๙ ขวบ สูตรการทำบอกไฟของกลุ่มฯ มีดังนี้
๑. ดินไฟ (ดินปะสิว) ๑๒ กิโลกรัม
๒. ขี้ขาง ๑๒ กิโลกรัม
๓. ถ่านข้าวนึ่ง ๒ กิโลกรัม
๔. แม็กซ์ ๑ ขีด
๕. มาด (กำมะถัน) ๒ กิโลกรัม

เฝ่าประมาณ 1 กิโลกรัม ทำบอกไฟบะขี้เบ้าขนาดเล็กสุดได้ 10 ลูก เฝ่าประมาณ 1.50 กิโลกรัม ทำบอกไฟบะขี้เบ้าขนาดใหญ่แบบจัมโบ้ได้ 1 ลูก

สูตรการทำบอกไฟบะขี้เบ้า/บอกไฟดอก แต่ละขนาดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการเพิ่มหรือลดถ่านข้าวและแม็กซ์ เช่น ลูกเล็กหรือกระบอกเล็ก ใช้วิธีเพิ่มถ่านข้าวและแม็กซ์ เพื่อเพิ่มแรงดัน ส่วนลูกใหญ่หรือกระบอกใหญ่ ใช้แรงดันน้อย ใช้วิธีลดถ่านข้าวและแม็กซ์ไปตามสัดส่วน

เดือยสำหรับใช้เป็นที่อัดเฝ่าลงบะขี้เบ้าดินเหนียว
เดือยสำหรับใช้เป็นที่อัดเฝ่าลงบะขี้เบ้าดินเหนียว
การอัดเฝ่าลงบะขี้บ้าดินเหนียวเผา
การอัดเฝ่าลงบะขี้บ้าดินเหนียวเผา
การทำชนวน
การทำชนวน
ติดกระดาษกันชื้น
ติดกระดาษกันชื้น

การบูชาผางประทีส (ผางประทีป) และการทำผางประทีส
ผางประทีส วางรวมกลุ่ม

ผางประทีส หรือผางประทีป เป็นเครื่องสักการบูชาในพระพุทธศาสนา คำว่า ผาง คือ ภาชนะดินเผาคล้ายถ้วยเล็กๆ ใช้เป็นถ้วยสำหรับใส่ขี้ผึ้งหรือน้ำมันและไส้ของประทีสที่ทำมาจากเส้นฝ้าย ส่วนคำว่า ประทีส คือแสงสว่าง

ในช่วงประเพณียี่เป็ง ชาวล้านนานิยมจุดผางประทีสเป็นพุทธบูชา สืบเนื่องมาจากตำนานพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) พระศรีอริยะเมตไตร พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ได้ถือกำเนิดจากแม่กาเผือก และวันหนึ่งขณะที่แม่กาออกไปหาอาหารได้เกิดพายุทำให้ไข่ทั้งห้าฟองของแม่กาเผือกถูกพัดตกจากรังไหลไปตามแม่น้ำ มีแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์เก็บไปเลี้ยง เมื่อไข่ทั้งห้าฟองฟักออกมาเป็นมนุษย์เป็นเพศชาย และได้บวชเป็นฤๅษีทั้งห้าองค์ เมื่อฤๅษีทั้งห้าได้พบกัน จึงไต่ถามถึงมารดาของแต่ละองค์ แต่ละองค์ก็ตอบว่า แม่ไก่เก็บมาเลี้ยง แม่นาคเก็บมาเลี้ยง แม่เต่าเก็บมาเลี้ยง แม่โคเก็บมาเลี้ยง และแม่ราชสีห์เก็บมาเลี้ยง ฤๅษีทั้งห้าองค์จึงสงสัยว่า แม่ที่แท้จริงของตนเป็นใคร จึงพากันอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ ด้วยคำอธิษฐาน จึงทำให้พกาพรหมผู้เป็นแม่ได้แปลงกายเป็นกาเผือกบินลงมาเล่าเรื่องในอดีตให้ฤๅษีทั้งห้าฟัง และได้บอกว่าหากคิดถึงแม่ ให้นำด้ายดิบมาฟั่นเป็นตีนกาจุดเป็นประทีปบูชาในวันยี่เป็ง ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายประทีสตีนกา จึงทำให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ (คัมภีร์อานิสงส์ผางประทีส, ม.ป.ป.)
ผางประทีส วางซ้อนกัน ชาวล้านนานิยมจุดผางประทีสเป็นพุทธบูชา
วิธีการทำผางประทีส

นายแก้ว ใจแก้ว (สัมภาษณ์, ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) ผู้ผลิตผางประทีส หมู่ 8 บ้านสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ผลิตผางประทีสมานานหลายสิบปี ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำผางประทีสไว้ดังนี้
การทำถ้วยผางประทีส
ถ้วยผางประทีส

ตำดินเหนียวให้ละเอียด ด้วยครกไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะเดียวกันกับครกตำข้าว ปัจจุบันนิยมใช้เครื่องบดดิน
ผสมดินตำละเอียดแล้วกับน้ำ นวดให้เข้ากัน ให้เหนียว
นำดินมาวางบนแท่นปั้นดิน แล้วปั้นตามขนาด ลักษณะคล้ายถ้วย และใส่ขอบลายหยักโดยใช้ฝากระป๋องน้ำอัดลมแบบจีบประกบกันทาบกับขอบผางประทีส
เมื่อปั้นและใส่ขอบลายเรียบร้อยแล้ว สำหรับผางประทีสเล็ก ให้นำเข้าเตาเผาได้เลย ส่วนผางประทีสขนาดใหญ่ ต้องนำมาผึ่งแดดให้แห้งเสียก่อน ก่อนนำเข้าเตาเผา
เมื่อผางประทีสสุกได้ที่ รอให้เย็นก่อน แล้วจึงนำออกจากเตา และนำมาล้างฝุ่นขี้เถ้า และผึ่งให้แห้ง

การทำไส้ผางประทีสตีนกา

ชุบฝ้ายสีขาวกับขี้ผึ้งเหลวผสมน้ำมันมะพร้าว
ผึ่งฝ้ายที่แช่เรียบร้อยให้แห้ง ห้ามตากแดด เพราะจะทำให้ขี้ผึ้งละลายได้
ฟั่นฝ้าย ทำให้เป็นสามแฉกแบบตีนกา ให้ขนาดพอดีกับผางประทีส
ฟั่นฝ้าย ทำให้เป็นสามแฉกแบบตีนกา
ใส่ไส้ตีนกาวางลงตรงกลางถ้วย โดยให้ฝ้ายสามแฉกเป็นฐาน และฝ้ายแกนตั้งขึ้น
ใส่ไส้ตีนกาวางลงตรงกลางถ้วย
ต้มขี้ผึ้งในหม้อต้มน้ำหรือถ้าทำจำนวนมาก ให้ต้มในปีบขนาดใหญ่หรือกระทะ จนเหลวเป็นน้ำเทียน
การต้มขี้ผึ้ง
กะทะต้มขี้ผึ้ง
หยอดเทียนเหลวลงในผางประทีส จากนั้นผึ่งในที่ร่มให้แห้ง
หยอดเทียนเหลวลงในผางประทีส

ความเชื่อในการบูชาผางประทีส

พ่อหนานดุสิต ชวชาติ (สัมภาษณ์, ๒๑ พฤศจิกายน .๒๕๕๑) ผู้รู้ด้านประเพณีล้านนา ได้กล่าวถึงการบูชาผางประทีสว่า ชาวล้านนาจุดผางประทีส เพื่อเป็นพุทธบูชาพระเจ้าห้าพระองค์ตามตำนานแม่กาเผือก และจุดบูชาเพื่อตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณ ชาวล้านนาจึงนิยมจุดผางประทีสบูชา เพื่อสักการะต่อสิ่งต่างๆที่ได้ใช้ประโยชน์ เช่น ประตูบ้าน บ่อน้ำ ยุ้งข้าว เตาไฟ บันได หน้าต่าง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นการบูชาแสงสว่าง เชื่อว่าจะทำให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีแสงสว่างนำทางชีวิตให้โชติช่วงชัชวาลดั่งแสงจากผางประทีส ด้วยเหตุนี้ช่วงประเพณียี่เป็งจึงสว่างไสวเต็มไปด้วยแสงผางประทีส
จุดผางประทีสเผื่อบูชายุ้งข้าว

การทำซุ้มประตูป่า

ก่อนจะถึงวันยี่เป็ง ประมาณ ๑-๒ วัน ชาวล้านนาจะเตรียมจัดตกแต่งประตูบ้านแบะประตูวัด ด้วยซุ้มประตูป่า โดยนำต้นกล้วย ใบมะพร้าว ต้นอ้อย ต้นข่า โคมหูกระต่าย โคมเงี้ยวหรือโคมชนิดอื่นๆ ดอกตะล่อม(บานไม่รู้โรย) ดอกคำปู้จู้ (ดาวเรือง) ฯลฯ ตกแต่งเป็นซุ้มประตูป่าอย่างงดงาม มีจุดมุ่งหมาย เพื่อเป็นเครื่องสักการะถวายการต้อนรับพระเวสสันดรในวันยี่เป็ง ครั้งเสด็จออกจากป่าเข้าสู่เมือง ซึ่งปรากฏในเวสสันดรชาดก อันเป็นชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะประสูติเป็นพระพุทธเจ้า
การทำซุ้มประตูป่า

พระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ) (สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) ผู้รู้ด้านประเพณีล้านนากล่าวว่า ในช่วงประเพณีเดือนยี่เป็ง ชาวล้านนานิยมที่จัดเทศนาธรรมเรื่อง เวสสันดรชาดก และในกัณฑ์ที่ ๑๓ กัณฑ์สุดท้ายหรือนครกัณฑ์ เป็นการพรรณนาเกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากพระเวสสันดรทรงลาผนวช และทรงเครื่องกษัตริย์เสด็จกลับจากป่าหิมพานต์เพื่อเข้าครองนครสีพี ชาวบ้านชาวเมืองต่างดีใจจึงประดับตกแต่งเมืองด้วยซุ้มประตูป่าอย่างงดงาม จากเรื่องราวที่ปรากฏในเวสสันดรชาดกนี้คนล้านนาจึงจำลองฉากเวสสันดรชาดกมาไว้ยังบ้านของตนเอง ด้วยการตกแต่งประดับประดาจำลองเป็นป่าหิมมพานต์ และเชื่อว่าถ้าใครตกแต่งซุ้มประตูป่าได้งดงาม อาจทำให้พระเวสสันดรเสด็จหลงเข้ามาในซุ้มประตูป่าที่จำลองเป็นป่าหิมพานต์ภายในบ้านของของเรา จะทำให้ได้อานิสงส์อย่างมาก
ซุ้มประตูป่าที่ตกแต่งสมบูรณ์

การสร้างซุ้มประตูป่า นอกจากมีคติความเชื่อ ในเรื่องการต้อนรับการเสด็จกลับจากป่าของพระเวสสันดรแล้ว ยังเป็นซุ้มที่ใช้จุดผางประทีส เพื่อบูชาพระเจ้าห้าพระองค์ โดยจุดไว้ในโคมหูกระต่ายหรือโคมชนิดอื่นๆ ที่ใช้ในการประดับตกแต่ง

การทำสะเปา
สะเปาสำเภาไฟ

การลอยประทีปและเครื่องสักการะทางน้ำ หรือเรียกว่า ล่องละเปา หรือไหลเรือสำเภาไฟ ในสมัยโบราณตามตำนานเมืองลำพูน ฉบับใบลานผูกของวัดบ้านโฮ่งหลวง จังหวัดลำพูน กล่าวถึงการลอยสะเปาทางน้ำในสมัยหริภุญไชยไว้ว่า ราวพุทธศัตวรรษที่ ๑๔ ได้เกิดอหิวาตกโรคที่เกิดขึ้นในเมือง ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงพากันอพยพออกจากหริภุญไชยไปอยู่ที่เมืองหงสาวดี เป็นเวลาหลายปี เมื่อทราบข่าวอหิวาตกโรคในเมืองหริภุญชัยได้สงบลงแล้ว จึงต่างพากันเดินทางกลับคืนสู่หริภุญไชย แต่หลายคนไม่ได้กลับมา เนื่องจากมีครอบครัวใหม่ ส่วนผู้ที่กลับมาแล้วคิดถึงญาติพี่น้อง ที่ยังอยู่เมืองหงสาวดี ในช่วงเดือนยี่เป็ง จึงได้จัดดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการะ พร้อมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคใส่ลงใน “สะเปา” ลอยลงน้ำแม่ปิง น้ำแม่กวง เพื่อระลึกถึงญาติพี่น้อง จึงเป็นมูลเหตุของการลอยสะเปาหรือลอยกระทงนับแต่นั้นเป็นต้นมา (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๓, หน้า ๗)
สะเปา เรียงติดกัน

การลอยสะเปา จึงเป็นการทำบุญบริจาคทาน อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ และแก่ตนเองในภายภพหน้า ในอดีตชาวบ้านวัวลาย ตำบลนันทาราม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นิยมทำสะเปากันที่วัด โดยชาวบ้านช่วยกันทำสะเปาเป็นรูปเรือลำใหญ่ วางบนแพไม้ไผ่ และนำสะตวง พร้อมด้วยข้าวของต่างๆ ทั้งหม้อ ไห เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ใส่ลงไปในสะเปา ในช่วงหัวค่ำของวันยี่เป็ง จึงพากันหามสะเปา พร้อมแห่ด้วยฆ้องกลองจากวัดไปลอยที่แม่น้ำปิง และทำพิธีเวนทานที่ท่าน้ำก่อนปล่อยสะเปาลอยลงไป ขณะที่สะเปาลอยไปได้ระยะหนึ่ง จะมีคนยากจนคอยดักรอสะเปากลางแม่น้ำ เพื่อนำเอาของอุปโภคต่างๆมาใช้อุปโภคและบริโภค จึงเป็นการบริจาคทานอีกรูปแบบหนึ่ง (พระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ), สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) ปัจจุบัน ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยคณะสงฆ์ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ได้ฟื้นฟูวัฒนธรรมการลอยสะเปาขึ้น และต่อมาเทศบาลนครเชียงใหม่ได้สนับสนุนงบประมาณแก่วัดต่างๆในเขตเทศบาลฯ สำหรับจัดทำสะเปา เพื่อนำไปลอยตามประเพณีที่แม่น้ำปิง โดยชุมชนต่างๆ เช่น บ้านเจ็ดยอด บ้านสันป่าข่อย บ้านวัวลาย บ้านวัวลาย นันทาราม หมื่นสาร วัดเกตุ ฯลฯ ได้จัดทำสะเปารูปเรือลำใหญ่ นำไปลอยในคืนยี่เป็งที่แม่น้ำปิงบริเวณท่าวัดศรีโขง ตำบลฟ่าฮ่าม
ประเพณีล่องสะเปาจาวเวียงละกอน

ล่องสะเปาจาวเวียงละกอน นับเป็นประเพณีที่ขึ้นชื่อของจังหวัดลำปาง เนื่องจากมีการสืบสานประเพณีนี้อย่างต่อเนื่อง และมีส่วนราชการ การท่องเที่ยวฯ และภาคเอกชน เข้ามาสนับสนุนให้เป็นกิจกรรมหลักประเพณียี่เป็งของจังหวัดลำปาง จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

การล่องสะเปาของชาวลำปางไม่ปรากฏหลักฐานเด่นชัดนักว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด แต่ปรากฏในสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต(พ.ศ.๒๔๔๐ – ๒๔๖๕) เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย ได้แต่งดาสะเปาหลวง ทำเป็นรูปเรือที่หน้าคุ้ม ในเรือมีข้าวปลาอาหารและ รูปปั้นทาสีทาสาช้างม้าวัวควาย สะเปาหลวงสร้างเป็นรูปเรือแบบเรือสำเภา มีเสากระโดง มีโคมร้อย เป็นโคมราวเล็กๆ ก่อนจะแห่สะเปาเจ้าบุญยวาทย์ฯ จะกระทำพิธีสระเกล้าดำหัวลงในสะเปาก่อน หลังจากนั้นข้าราชบริพารและชาวเมืองนำสะเปาน้อย ตามแห่เป็นขบวนจากคุ้มหลวงลงที่ท่าน้ำ ท่าช้างเผือก(หลังจวนผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางปัจจุบัน)ราษฏรฝั่งแขวงเวียงเหนือต่างก็ถือสะเปาน้อย ร่วมลอยพร้อมกันสองฝั่งแม่น้ำ กล่าวกันว่าพ่อเจ้าฯโปรประเพณีล่องสะเปา ถึงกับตั้งชื่อธิดา ๒ องค์ว่า เจ้าหญิงสะเปาแก้ว และเจ้าหญิงสะเปาคำ (จากคำบอกเล่าของเจ้าหญิงบุษบง) และมีเรื่องเล่าถึงเรือสะเปาที่มาเกยตื้นที่เด่นสะเปา ที่ท่าน้ำแม่วัง จังหวัดลำปาง จึงได้ชื่อหมู่บ้านสะเปาสืบมาจนถึงปัจจุบัน (บุญชู วงค์รักษ์, สัมภาษณ์, ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑)
ความเชื่อประเพณีล่องสะเปา จังหวัดลำปาง

ประเพณีล่องสะเปาของชาวลำปางกระทำกันในวันเพ็ญ เดือนยี่เป็ง ( ตรงกับเดือน ๑๒ ของภาคกลาง ) หรือวันลอยกระทง กระทำเพื่อ

ขอขมาต่อแม่น้ำคงคา บูชาพระนารายณ์ที่รักษาแม่น้ำคงคาตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์
บูชารอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐ์ ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทา อันเป็นการเจริญพุทธานุสติรำลึกต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สะเปารูปนก

สะเปารูปนก นิยมใช้วัสดุจากกาบกล้วยและมะพร้าวทั้งเปลือก (ผาครึ่ง) วิธีการทำแล้วแต่สล่าแต่ละคนจะสร้างสรรค์ให้มีความสวยงาม ข้างในสะเปามีของคาวหวานและข้าวตอกดอกไม้ ชาวล้านนามีความเชื่อว่า ถ้าได้ล่องสะเปารูปนกเปรียบเสมือนได้บูชาแม่กาเผือก ผู้ให้กำเนิด พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ตามเรื่องเล่าในคัมภีร์พระพุทธศาสนา
สะเปารูปนก วางบนเสื่อ สะเปารูปนก วางบนดิน
สะเปารูปเรือ

สะเปาเรือ ลักษณะเหมือนเรือ ใช้วัสดุในการทำเป็นไม้แผ่นบางพอประมาณ ตกแต่งตามความพอใจ เช่น ใช้กระดาษสีตัดเป็นเส้นทากาวติดรอบสะเปา มีความเชื่อกันว่า ถ้าได้ล่องสะเปารูปเรือ ถ้าเราเสียชีวิตไปก็จะได้ขี่สะเปาใหญ่ส่งเรา ข้ามแม่น้ำใหญ่สู่สวรรค์ หรือเปรียบเสมือนเรือข้ามพ้นวัฏฏะสงสารไปสู่นิพพาน
สะเปารูปเรือ

การทานธัมม์ชาตาวันเกิด/เดือนเกิด

การทานธัมม์ชาตาวันเกิด/เดือนเกิด เป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งในประเพณียี่เป็ง เป็นการสร้างธัมม์ประจำวัดเกิด เดือนเกิด และปีเกิด เพื่อหวังอานิสงส์ความเป็นมงคล เสริมดวงชะตาชีวิต เกิดปัญญารู้แจ้งขึ้นกับตัวเอง และการได้สืบพระพุทธศาสนาตราบห้าพันวัสสา ดังปราชญ์ล้านนาได้กล่าวไว้ว่า บุคคลใดก็ตาม ถ้าริบรอมทรัพย์สมบัติใดไม่ขึ้น เก็บเงินไม่อยู่มักทำให้สิ้นไปหมดไป ให้ทานธรรมชาตาของตนเสีย แล้วจะวุฒิจำเริญ การทานธัมม์ชาตาในสมัยโบราณ ผู้ที่จะสร้างธรรมถวาย จะต้องไปว่าจ้างให้น้อย (ผู้บวชเป็นเณรแล้วลาสิกขา) หนาน (ผู้บวชเป็นพระแล้วลาสิกขา) เป็นผู้จารเป็นตัวอักษรล้านนา (ตัวธัมม์) ลงในใบลานเป็นผูก นำเขม่าที่ติดหม้อมาลูบ แล้วเช็ดจนปรากฏเป็นตัวอักษร และร้อยเชือกด้วยฝ้าย (เรียกว่า สายสยอง) เมื่อถึงประเพณีเข้าพรรษา ประเพณีสิบสองเป็ง และประเพณียี่เป็ง ผู้ที่ถวายจะนำธรรมใบลานที่สร้างขึ้นมาห่อในผ้าห่อคัมภีร์และนำไปถวายไว้ที่วัด การสร้างธรรมชาตา เป็นทานที่กล่าวไว้ตามจารีตโบราณ ซึ่งได้กำหนดรูปแบบไว้ดังนี้

ทวี เขื่อนแก้ว (๒๕๔๑, หน้า ๒๐๙-๒๑๑) ได้กล่าวถึง ธรรมชาตาวันเกิด เดือนเกิด และปีเกิด ไว้ดังนี้
ธรรมชาตาวันเกิด
เกิดวันอาทิตย์ สร้างธรรม สังคินี
เกิดวันจันทร์ สร้างธรรม วิภังคะ
เกิดวันอังคาร สร้างธรรม ธาตุกถา
เกิดวันพุทธ สร้างธรรม ปุคคลปัญญัตติ
เกิดวันพฤหัสบดี สร้างธรรม กถาวัตถุ
เกิดวันศุกร์ สร้างธรรม ยมกะ
เกิดวันเสาร์ สร้างธรรม มหาปัฏฐาน
ธรรมชาตาเดือนเกิด
คนเกิดเดือนเกี๋ยง(อ้าย) ประมาณตุลาคม สร้างธรรม สุทธนู หรือปฐมกัป
คนเกิดเดือนยี่ (สอง) ประมาณพฤศจิกายน สร้างธรรม ช่างฉัททันต์ หรือปทุมกุมาร
คนเกิดเดือนสาม ประมาณธันวาคม สร้างธรรม มัฎฐากุณฑลี หรือมโหสถ
คนเกิดเดือนสี่ ประมาณมกราคม สร้างธรรม หงส์ผาคำ หรือภูริทัต
คนเกิดเดือนห้า ประมาณกุมภาพันธ์ี สร้างธรรม อุทธรา หรือปุริสาท
คนเกิดเดือนหก ประมาณมีนาคม สร้างธรรม พุทธโฆสา หรือเตมิยะ
คนเกิดเดือนเจ็ด ประมาณเมษายน สร้างธรรม อรินทุม หรือเตมิราช
คนเกิดเดือนแปด ประมาณพฤษภาคม สร้างธรรม นารทะ หรือสิตธาตถ์์
คนเกิดเดือนเก้า ประมาณมิถุนายน สร้างธรรม พุทธาภิเษก หรือทสสิบชาติ
คนเกิดเดือนสิบ ประมาณกรกฎาคม สร้างธรรม ธัมมจักร หรือสุวรรณสาม
คนเกิดเดือนสิบเอ็ด ประมาณสิงหาคม สร้างธรรม พุทธนิพพาน หรือเวสสันตระ
คนเกิดเดือนสิบสอง ประมาณกันยายน สร้างธรรม มังคละสูตร หรือสมภมิตร
ธรรมชาตาปีเกิด
คนเกิดปีใจ้์ ปีหนู สร้างธรรม เตมิยะี
คนเกิดปีเป้า ปีวัว สร้างธรรม เวสสันตระ
คนเกิดปียี ปีเสือ สร้างธรรม สุทธนู
คนเกิดปีเหม้า ปีกระต่าย สร้างธรรม เนมิราช
คนเกิดปีสี ปีงูใหญ่ สร้างธรรม สมภมิตร
คนเกิดปีใส้์ ปีงูเล็ก สร้างธรรม ภูริทัต
คนเกิดปีสะง้า ปีม้า สร้างธรรม สุธน
คนเกิดปีเม็ด ปีแพะ สร้างธรรม ช้างฉัททันต์
คนเกิดปีสัน ปีวอก สร้างธรรม มโหสถ
คนเกิดปีเร้า ปีไก่ สร้างธรรม สิทธาตถ์
คนเกิดปีเส็ด ปีหมา สร้างธรรม กุสราช
คนเกิดปีไค้ ปีช้าง สร้างธรรม สุตตโสม

ทางล้านนานับปีหมูนักษัตรตัวที่ ๑๒ เป็นปีช้าง

ประเพณีการทานธัมม์ชะตานี้ ชาวล้านนาในอดีตนิยมสร้างธัมม์ถวายกันมาก ดังจะเห็นได้ว่าในหอไตรของวัดต่างๆในภาคเหนือ มีการเก็บรักษาพระธรรมคัมภีร์ที่จารบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนาไว้เป็นจำนวนมาก และในท้ายธัมม์แต่ละผูก มีการจารบันทึกชื่อผู้ถวายไว้ ตัวอย่างเช่น

ปถมมูลศรัทธา นายคำ นางแก้ว พร้อมด้วยลูกเต้าชุคน ได้สร้างธัมม์ทานไว้ค้ำชูพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ พระวัสสา ขอสุขสามประการมีนิพพานเป็นยอดจิ่มเทอะ

ตั้งธรรมหลวง/เทศมหาชาติ

ประเพณี ตั้งธัมม์หลวง หมายถึงการฟังพระธรรมเทศนาเรื่องใหญ่หรือเรื่องสำคัญ เพราะธรรมหลวงที่ใช้เทศน์มักจะเป็นเวสสันดรชาดก อันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะได้มาประสูติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติต่อมา มีทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์ คำว่า “ตั้ง” แปลว่าเริ่มต้น การตั้งธรรมหลวง ก็อาจแปลว่าการสดับพระธรรมเทศนาจากคัมภีร์ที่จารขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกด้วย ประเพณีนี้ตรงกับงานประเพณีฟังเทศน์มหาชาติของภาคกลาง การตั้งธรรมหลวงนี้ จะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือนยี่ มีการเตรียมงานนับตั้งแต่การเตรียมสถานที่ในการเทศน์และการเตรียมตัวของผู้จะมาฟังเทศน์ ถือเป็นพิธีใหญ่คู่งานทานสลากภัตต์ ดังนั้น จึงมีคตินิยมว่า ในวัดหนึ่งนั้นปีใดที่จัดงานทานสลากภัตต์ก็จะไม่จัดงานตั้งธรรมหลวง และปีใดที่จัดงานตั้งธรรมหลวงก็จะไม่จัดงานทานสลากภัต เพราะสองงานนี้ต้องใช้ความเสียสละความร่วมมือจากศรัทธาชาวบ้านอย่างมาก (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๓, หน้า ๒๕๔; อุดม รุ่งเรืองศรี, ๒๕๔๒, หน้า ๒๓๔๐-๒๓๔๑)

“ตั้งธรรมหลวง” นอกจากเทศน์มหาชาติหรือเวสสันดรชาดกแล้ว ธรรมหรือคัมภีร์ที่นำมาเทศน์ในงานตั้งธรรมหลวงนี้ อาจเป็นคัมภีร์ขนาดยาวเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้ ซึ่งทางวัดและคณะศรัทธาจะช่วยกันพิจารณา โดยอาจเป็นเรื่องในหมวด ทศชาติชาดกปัญญาสชาดก หรือชาดกนอกนิบาตเรื่องอื่น แต่ที่นิยมกันมากคือเรื่อง มหาชาติ หรือ เวสสันดรชาดก (เวสสันตระ) ซึ่งมีความเชื่อกันว่า หากได้ฟังเทศน์มหาชาติครบ ๑๓ กัณฑ์ จะไปเกิดในแผ่นดินยุคพระศรีอาริยะเมตไตรยในอนาคต และได้พละนิสงส์ดังปรากฏในพระธรรมเทศนาอานิสงส์แห่งการสร้างหรือฟังมหาเวสสันดรชาดกไว้ว่า

สังคายนาจารย์เจ้าทั้งหลายกล่าวดั่งนี้แล้ว ก็กล่าวคาถามาว่า ปูชา ปาเก เตชยนติ ทุคคติ เตน ปุญญสส ปาเก ดังนี้ว่า อันว่าคนทั้งหลายฝูงใด ได้บูชามหาเวสสันดรชาตกะ ผู้นั้นก็จะได้เป็นเจ้าพระยาในเมืองคน ยศประวารบ่จนมีมาก ช้างม้าหากเนืองนันต์ มีกลองนันทเภรีเก้าพันลูก เปี๊ยะพิณผูกเก้าพันเสียง สัททะสำเนียงชมชื่น สนุกต้องตื่นทุกรวายตรีทิวา ทาสีทาสามีมาก พร้อมอยู่แวดล้อมเฝ้าปฏิบัติ ทิพพสัมปัตติล้ำเลิศ ก็กลับเกิดมีตาม เล้มเงินเล้มคำและเสื้อผ้า ทั้งช้างม้าและข้าวเปลือกเข้าสาร ก็จักมีตามปรารถนาทุกเมื่อ จำเริญเชื่อมงคล ยถา ในกาลเมื่อใดพระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสประยาและปัญญา เป็นพระพายหน้าบุญแก่กล้าก็จักได้หันหน้าท่านบ่สงสัย เหตุได้เป็นปาเถยยะกับธัมม์เวสสันตระชาตกะ อันยกมาที่นี้แล้ว ก็จักเถิงเซิ้งเวียงแก้วยอดมหาเนรพาน บ่อย่าชะแล”

ในคัมภีร์มาลัยสูตร กล่าวเป็นใจความว่า เมื่อครั้งมหาเถรขึ้นไปนมัสการพระเกศแก้วจุฬามณีในสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์นั้น ได้พบพระอริยเมตไตรยเทพบุตร ท่านก็ได้สั่งมหาเถรเจ้ามาว่า “ให้คนทั้งหลายฟังธรรมมหาชาติให้จบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ในวันเดียวคืนเดียว แล้วจะได้ร่วมกับศาสนาของเรา” ดังนี้ เมื่อพระมหาเถรเทพมาลัยกลับจากสวรรค์แล้ว ก็นำเรื่องนี้มาบอกกับชาวโลกคนทั้งหลายได้ฟังก็เลยพากันฟังเทศน์มหาชาติจนถือเป็นประเพณีสืบมา

หากเป็นธรรมที่มีใช่เรื่องมหาชาติแล้วก็มักจะฟังกันไม่เกิน ๓ วัน แต่หากเป็นเวสสันดรชาดกหรือมหาชาติแล้วอาจมีการฟังเทศน์ต่อเนื่องกันไปถึง ๗ วัน โดยแบ่งการเทศน์เป็นวันแรกเทศน์ธรรมวัตร วันที่สองเทศน์คาถาพัน ก่อนที่จะเทศน์มหาชาติก็จะเทศน์เรื่องอื่นไปเรื่อย ๆ พอถึงวันสุดท้ายก็จะเทศน์ด้วยคัมภีร์ชื่อ มาลัยต้น มาลัยปลาย และอานิสงส์มหาชาติ รุ่งขึ้นเวลาเช้ามืดก็จะเริ่มเทศน์มหาชาติตั้งแต่กัณฑ์ทศพรเรื่อยไป จนครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ซึ่งมักจะไปเสร็ฐเอาในเวลาทุ่มเศษ แล้วจะมีการเทศนธรรมพุทธาภิเษกปฐมสมโพธิ สวดมนต์เจ็ดตำนานย่อ ธัมมจักกัปปวัดตสูตร และสวดพุทธาภิเษก ปัจจุบันนิยมเทศน์จบภายในวันเดียว

เจ้าของกัณฑ์จะนิมนต์พระที่เทศน์เฉพาะกัณฑ์นั้นๆมาเทศน์ เรียกว่า เทศน์กินกัณฑ์ ทำนองที่ใช้เทศน์แบบพื้นเมืองเรียกตามแบบลานนาว่า ระบำ การเรียกชื่อกัณฑ์ ทางภาษาเหนือเรียกว่า ผูก ด้วยเหตุที่เทศน์มหาชาติเป็นที่นิยม จึงมีนักปราชญ์ฉบับล้านนาแต่งธรรมเป็นจำนวนถึงประมาณ ๑๕๐ ฉบับหรือสำนวน เช่นฉบับวิงวอนน้อย วิงวอนหลวง วิงวอนดอนกลาง หิ่งแก้วมโนวอน ท่าแป้น ริมฅง สร้อยสังกร ล้านช้างเวียงจันทร์ พุกาม พระงาม แม่กุ เมืองหาง พระสิงห์ โคมคำ เชียงของ น้ำดั้นท่อ ไผ่แจ้เรียวแดง พล้าวไกวใบ พล้าวหนุ่ม ชราเหลา อินทร์ลงเหลา ป่าซางเหลา สะเพาน้อย ฯลฯ และที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันได้แก่ฉบับ สร้อยสังกรณ์ แต่งโดยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อัตฺตสิโว) ได้รวมเอากัณฑ์ที่เด่นๆของฉบับต่างๆมารวมกัน เป็นฉบับใหม่ เป็นต้น ส่วนฉบับที่เป็นภาษาบาลีล้วนเรียกว่า คาถาพัน และฉบับที่แปลคาถาพันเรียกว่า จริยา
การเตรียมพิธีตั้งธรรมหลวง

ก่อนการจัดพิธีตั้งธรรมหลวง พระเณรและชาวบ้านต้องช่วยกันเตรียมงานเป็นการใหญ่ ล่วงหน้าอย่างน้อยเป็นเดือน เพราะต้องเตรียมการในหลายส่วน เช่น การ “ตกธรรม” คือการไปนิมนต์พระเสียงดีมาเทศน์ การตกแต่งสถานที่ การทำรั้วราชวัตร ประตูป่า ประดับโครงซุ้มด้วยทางมะพร้าว ประดับด้วยฉัตร ธง ช่อช้าง ต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นข่า ต้นกุก มาปักไว้ให้ดูเหมือนกับประตูเข้าป่า การที่จัดทำประตูป่านี้ คาดว่าคงจำลองมาจากเรื่องในเวสสันดรชาดก คือตอนที่พระเวสสันดรถูกขับให้ออกจากเมือง พร้อมทั้งพระมเหสีและโอรสธิดา จึงพากันเข้าไปอยู่ในป่าเพื่อบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญบารมี เมื่อไปถึงประตูป่าที่มีพรานเจตบุตรเป็นผู้เฝ้า ได้ชี้ทางไปเขาวงกตให้และอาจมีการจำลองเขาวงกตไว้ภายในวัดให้ได้เดินเล่น โดยตรงกลางเขาวงกตจะมีแท่นบูชาพระพุทธรูปอยู่ หากหลงก็วนเวียนอบยู่จนกว่าจะเข้าไปสักการะพระพุทธรูปได้ จึงเป็นที่สนุกสนานของผู้ที่มาร่วมทำบุญ

สถานที่ใช้ในการ ตั้งธรรมหลวง จะนิยมใช้วิหาร ภายในจะต้องตกแต่งไปด้วยเครื่องบูชาเวสสันดรชาดก ได้แก่ ดอกบัว ดอกพ้าน(บัวสาย) ช่อสามเหลี่ยม ติดกนะดาษต้อง(กระดาษฉลุ) รูปช้าง ม้า วัว ควาย ทาสหญิง ทาสชาย แก้ว แหวน เงิน ทอง อย่างละ ๑๐๐ รูป ประดับโคมผัดที่เล่าเรื่องเวสสันดรชาดก มีการทำค้างโคมแขวนบูชา มีเชือกสำหรับดึงขึ้นลงได้ จึงเรียกว่า โคมล้อ ล้อ หมายถึงรอกที่ใช้สำหรับชักเชือกขึ้นลงเพื่อจุดประทีสบูชา

ส่วนธรรมมาสน์สำหรับเป็นที่นั่งเทศน์ของพระสงฆ์ก็จะประดับตกแต่งด้วยม่าน และห้อยดอกพัน ที่อยู่ใน หับดอก ที่สานโดยแตะไม้ไผ่ประกบกัน ดอกไม้พันดอก หรือ สหสสฺปุปฺผานิ เป็นเครื่องบูชาพระธรรม บูชาพระคาถาจำนวน ๑,๐๐๐ พระคาถา ที่เรียกว่า สหสฺสคาถา ดอกไม้ที่นิยมได้แก่ดอกกาสะลอง ดอกจีหุบ(มณฑา) ดอกสารภี เป็นต้น ดอกไม้เหล่านี้เป็นดอกไม้หอมทำช่วยให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในป่าหิมพานต์ที่พระเวสสันดรบำเพ็ญบารมีอยู่ที่นั่น ส่วนด้านข้างก็จะมีการจำลองเป็นป่าหิมพานต์ ปัจจุบันมีการตกแต่งด้วยซุ้มต้นไม้ดอกไม้ใส่กระถางไปประดับตกแต่งให้งดงาม

ด้านข้างพระประธานในวิหารก็จะมีการอ่างน้ำมนต์ โดยใช้น้ำมันงา หรือน้ำมันมะพร้าว ใส่ลงไป โยงสายสิญจน์จากพระประธาน ไปยังธรรมมาสน์ โยงมาพันที่อ่างน้ำมนต์สามรอบ แล้วโยงกลับไปยังธรรมมาสน์ให้พระถือไว้ขณะเทศน์กัณฑ์ต่างๆ เชื่อว่าอานุภาพของการเทศน์ตั้งธรรมหลวงจะทำให้น้ำมนต์นี้ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ทาแผล แก้ปวดเคล็ดขัดยอก แก้ผื่นคัน และเชื่อว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน
ลำดับพิธีการตั้งธัมม์หลวง

เกี่ยวกับลำดับพิธีการตั้งธัมม์หลวงนี้ ประมวลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ(๒๕๔๒, หน้า ๒๓๕๖) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์ (๒๕๔๗, หน้า ๒๖๐) และชูเกียรติ วงศ์รักษ์ (๒๕๓๙, หน้า ๔๔) และพระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ) (สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑)
วันแรก

วันแรก ในการเทศน์ นิยมเทศน์ในวันเดือนยี่เหนือขึ้น ๑๔ ค่ำ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น ศรัทธาชาวบ้านจะมาฟังเทศน์คาถาพัน คือเรื่องราวของเวสสันดรชาดกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นภาษาบาลี รวมทั้งหมดมี ๑,๐๐๐ พระคาถา และเทศน์คัมภีร์ต่อไปอีก คือ คัมภีร์มาลัยต้น มาลัยปลายและอานิสงส์เวสสันตระ และธัมม์ไขวิบากเวสสันตระ

คาถาพัน หรือสหัสสคาถา คือคำบาลีที่แต่งด้วยฉันทลักษณ์ต่างๆ กล่าวเรื่องย่อของพระเวสสันดรตั้งแต่ต้นจนจบ

คัมภีร์มาลัยต้น กล่าวถึงพระมาลัยเถร พระสงฆ์ชาวลังกาเป็นพระอรหันต์ เดินทางไปเยี่ยมนรก ได้พบพญายมราชและเห็นสัตว์นรกจำนวนมาก พญายมราชบอกกับพระมาลัยว่า การทำบุญทำทาน การฟังเทศน์ และอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายนั้น อาจทำให้ผู้ที่อยู่ในนรกพ้นจากความทุกข์ได้

คัมภีร์มาลัยปลาย กล่าวถึงพระมาลัยเดินทางไปสวรรค์ ได้พบพระอริยะเมตไตรเทวบุตร ผู้ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป พระมาลัยถามว่า ทำอย่างไรจะได้ร่วมศาสนากับพระศรีอริยะเมตไตร ได้คำตอบว่า ผู้ที่ได้สดับฟังการเทศมหาชาติตั้งแต่ต้นจนจบจะได้พบกับศาสนาพระศรีอริยะเมตไตรพุทธเจ้า

ธัมม์อานิสงส์เวสสันตระและธัมม์ไขวิบากเวสสันตระ กล่าวถึงอานิสงส์ต่างๆของการฟังเทศน์มหาชาติ รวมถึงการได้อยู่ร่วมพระศาสนาของพระศรีอริยะเมตไตร และชาติต่างๆของพระเวสสันดร นางมัทรี กัณหา ชาลี ชูชก จึงทำให้เกิดเป็นเรื่องราวพระเวสสันดรชาดกชาติสุดท้ายก่อนเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน
วันที่สอง

วันที่สอง รุ่งขึ้นวันเดือนยี่เหนือเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาเช้าตรู่จะเริ่มฟังกัณฑ์ทศพรและกัณฑ์ต่อ ๆ มาตามลำดับ มีเวลาพักตักบาตรตอนเช้าและฉันเพล จากนั้นเทศน์ติดต่อกัน การฟังเทศน์และเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ สามารถเป็นเจ้าภาพร่วมกันหรือฟังแบบสืบชาตาต่ออายุ ตามปีเกิดของแต่ละคน เมื่อเทศน์กัณฑ์ใด ให้เจ้าภาพของกัณฑ์จุดธูปเทียน (ผางประทีส) เท่าจำนวนพระคาถา เพื่อบูชาคาถาของกัณฑ์นั้น จนครบคาถา ดังนี้
๑. กัณฑ์ทศพร มี ๑๙ คาถา ปีใจ้(ปีชวด)
๒. กัณฑ์หิมพาน มี ๑๓๔ คาถา ปีเป้า(ฉลู)
๓. ทานกัณฑ์ มี ๒๐๙ คาถา ปียี(ปีขาล)
๔. กัณฑ์ประเวสน์ มี ๕๗ คาถา ปีเหม้า(ปีเถาะ)
๕. กัณฑ์ชูชก มี ๗๙ คาถา ปีสี(ปีมะโรง)
๖. กัณฑ์จุลพล มี ๑๕ คาถา ปีใส้(ปีมะเส็ง)
๗. กัณฑ์มหาพน มี ๘๐ คาถา ปีสะง้า(ปีมะเมีย)
๘. กัณฑ์กุมาร มี ๑๐ คาถา ปีเม็ด(ปีมะแม)
๙. กัณฑ์มัทรี มี ๙๐ คาถา ปีสัน(ปีวอก)
๑๐. กัณฑ์สักกบรรพ มี ๔๓ คาถา ปีเร้า(ปีระกา)
๑๑. กัณฑ์มหาราช มี ๖๙ คาถา ปีเส็ด(ปีจอ)
๑๒. กัณฑ์ฉกษัตริย์ มี ๓๙ คาถา ปีใค้(ปีกุน)
๑๓. นครกัณฑ์ มี ๔๘ คาถา ทุกปีเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
รวมทั้งหมด ๑,๐๐๐ คาถา
เนื้อเรื่องย่อในแต่ละกัณฑ์

เนื้อเรื่องย่อในแต่ละกัณฑ์ในการเทศน์มหาชาติ ประมวลจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์ (๒๕๔๗, หน้า ๒๖๑-๒๖๒)

กัณฑ์ที่ ๑ ชื่อกัณฑ์ทศพร พรรณนาตอนที่พระนางผุสดีขอพรจากพระอินทร์ ๑๐ ประการ ก่อนที่จะจุติในโลกมนุษย์เป็นมารดาของพระเวสสันดร

กัณฑ์ที่ ๒ ชื่อกัณฑ์หิมพานต์ พรรณนาถึงจุติปฏิสนธิของพระเวสสันดร จนถึงทรงได้อภิเษกสมรส กับพระนางมัทรี พระธิดาแห่งกษัตริย์แคว้นมัทราช จนกระทั่งถูกเนรเทศออกจากเมืองเข้าสู่ป่าพรรณนา ถึงป่าหิมพานต์

กัณฑ์ที่ ๓ ชื่อทานกัณฑ์ พรรณนาสัตตสดกมหาทาน พระเวสสันดรสั่งเมืองและให้ทานรถเทียมด้วยม้าแก่ผู้ที่มาทูลขอ

กัณฑ์ที่ ๔ ชื่อกัณฑ์วนปเวศน์ พรรณนาถึงสี่กษัตริย์เสด็จถึงนครมาตุลราช พระยาเจตราฐ เจ้าเมืองทูลขอให้ครองสมบัติ พระเวสสันดรไม่ทรงรับ

กัณฑ์ที่ ๕ ชื่อกัณฑ์ชูชก พรรณนาถึงพราหมณ์ชูชกขอทานจนได้นางอมิตตดาลูกสาวเพื่อนเป็นเมีย เมียต้องการคนรับใช้ให้พราหมณ์ชูชกไปขอกัณหาและชาลีมาเป็นคนใช้ พราหมณ์จึงออกเดินทางไปสู่เขาวงกฏ เจอพรานเจตบุตรผู้รักษาทางเข้าป่าหิมพานต์

กัณฑ์ที่ ๖ ชื่อกัณฑ์จุลพน พรานเจตบุตรถูกชูชกหลอกจึงบอกทางไปสู่เขาวงกฏ

กัณฑ์ที่ ๗ ชื่อกัณฑ์มหาพน พรรณนาถึงพราหมณ์ชูชกพบอจุตฤาษี ก็ชี้ทางไปสู่เขาวงกฏ พรรณนาถึงป่าเขาลำเนาไพร

กัณฑ์ที่ ๘ ชื่อกัณฑ์กุมาร ชูชกไปถึงเขาวงกฏเพื่อขอกัณหาชาลี สองกุมารลงไปหลบในสระน้ำ พระเวสสันดรเรียกขึ้นมามอบให้พราหมณ์ชูชก ชูชกทุบตีฉุดกระชากลากสองกุมารไป

กัณฑ์ที่ ๙ ชื่อกัณฑ์มัทรี พระนางมัทรีกลับจากหาผลไม้ในป่าพบสัตว์สามตัวนอนขวางทางจึงไม่พบลูกทั้งสอง พอทราบความจริงก็เป็นลมสลบไป

กัณฑ์ที่ ๑๐ ชื่อกัณฑ์สักกบรรพ์ พระอินทร์แปลงกายมาทูลขอพระนางมัทรีจากพระเวสสันดรแล้วคืนให้ พระเวสสันดรทูลขอพร ๘ ประการจากพระอินทร์

กัณฑ์ที่ ๑๑ ชื่อกัณฑ์มหาราช พราหมณ์ชูชกพา ๒ กุมารหลงทางเข้าสู่เมืองสีพี พระเจ้าสัญชัยทรงไถ่กุมารคืนด้วยสิ่งของอย่างละ ๑๐๐ พราหมณ์ชูชกรับประทานอาหารจนตายพระเจ้าสัญชัยเตรียมไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรี

กัณฑ์ที่ ๑๒ ชื่อกัณฑ์ฉกษัตริย์ พรรณนาถึงหกกษัตริย์พบกัน เกิดความยินดีจนเศร้าโศกสลบไป พระอินทร์บันดาลฝนโบกขรพรรณตกลงมาประพรมจนฟื้นคืนสติทั้งหมด

กัณฑ์ที่ ๑๓ ชื่อกัณฑ์นครกัณฑ์ (ขณะเทศน์จะมีการโปรยข้าวตอกข้าวสาร สมมติว่าพระอินทร์ได้บันดาลฝนแก้ว รัตนธารา) กัณฑ์สุดท้ายถือเป็นกัณฑ์ชัยมงคลพรรณนาถึงพระเวสสันดร พระนางมัทรี ลาจากเพศพรตฤาษีนิวัติคืนสู่พระนครครองเมืองสีพี พระอินทร์บันดาลห่าฝนสัตตรตนะธาราตกลงทั้งภูมิมณฑลโปรดให้ประชาชีทำบุญทำทานตลอดพระชนม์ชีพ

เมื่อเทศน์จบกัณฑ์หนึ่งๆ จะมีการประโคมฆ้องกลองบูชาบนวิหาร หรือแห่วงปี่พาทย์พื้นเมือง(วงกลองเต่งถิ้ง) และจุดประทัดบอกสัญญาณให้รู้ว่าธรรมจบกัณฑ์หนึ่ง เมื่อผู้คนได้ยินเสียงกลอง จะประนมมือไหว้มาทางวัดกล่าวคำว่า สาธุ
กัณฑ์ที่นิยมฟังเป็นพิเศษและนิยมเสียง

ในมหาเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์นั้น จะมีบางกัณฑ์ที่คนนิยมฟังเป็นพิเศษและนิยมกำหนดเสียงพระนักเทศน์ไว้ คือ

กัณฑ์ชูชก นิยมเสียงใหญ่หรือค่อนข้างใหญ่
กัณฑ์มัทรี นิยมเสียงเล็กคล้ายเสียงผู้หญิง
กัณฑ์กุมาร นิยมเสียงเล็กกลมกล่อมนุ่มนวล
กัณฑ์สักกบรรพ นิยมเสียงคล้ายกับมัทรีหรือกุมาร
กัณฑ์มหาราช นิยมเสียงใหญ่หนักแน่น
กัณฑ์ฉกษัตริย์ นิยมเสียงเด็กส่วนมากเป็นสามเณรเล็กๆเทศน์
นครกัณฑ์ นิยมเสียงใหญ่ทุ้มกังวาน

ในการเทศน์ตามกัณฑ์ที่กล่าวมานี้ ก่อนจะเทศน์พระผู้เทศน์จะใส่กาบเค้า คือแหล่กาพย์ตอนต้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เข้ากับเหตุการณ์ เช่น กาบสิทธารถ กาบพิมพาพิลาป กาบศีลห้า เป็นต้น แต่เสียงใหญ่มักนิยมใส่กาบคำสอน เช่น กาบทศพิธราชธรรม กาบร่ำสงสาร เป็นต้น เฉพาะกัณฑ์ชูชก จะต้องใส่กาบเค้าเรื่องกำเนิดของชูชก เมื่อจบกาบเค้าแล้วจะดำเนินเทศน์ตามเนื้อเรื่องที่มีในคัมภีร์

เมื่อเทศน์จบในกัณฑ์ใดแล้ว จะมีการใส่กาพย์ปลายอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสรุปใจความในกัณฑ์นั้น ถ้าเป็นกัณฑ์สุดท้ายคือนครกัณฑ์ มักจะใส่กาบลำดับกัณฑ์ คือสรุปเรื่องราวของมหาเวสสันดรทั้งหมด ตั้งแต่กัณฑ์ทศพรถึงนครกัณฑ์

การฟังเทศน์มหาชาตินี้ มีบางครั้งบางกัณฑ์เช่นกัณฑ์มัทรี กัณฑ์กุมาร กัณฑ์มหาราชมักจะนิมนต์พระที่เทศน์เก่งมาเทศน์ประชันกัน การเทศน์ประชันกันนี้ ให้องค์หนึ่งเทศน์จนจบกัณฑ์แล้วองค์ที่ ๒ จึงจะเทศน์ต่อ ไม่ได้เปลี่ยนกันแหล่สลับกันเหมือนภาคกลาง มีการเทศน์ในกัณฑ์เดียวมากๆเวลาที่จะฟังให้จบในวันหนึ่งคืนหนึ่งก็น้อยลง บางครั้งเมื่อเทศน์ถึงนครกัณฑ์จวนจะจบแล้ว พระอาทิตย์ในวันใหม่ก็จะโผล่พ้นขอบฟ้า ศรัทธาต้องเร่งปิดประตูวิหารเพื่อมิให้แสงสว่างอย่างนี้ก็มี
คำอาราธนาธัมม์พระเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์

คำอาราธนาธัมม์พระเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์ เป็นคำกล่าวอัญเชิญให้พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา ในการตั้งธรรมหลวง หรือเทศน์มหาชาติ นักปราชญ์ราชบัณฑิตของล้านนาได้มีการแต่งคำอาราธนาธัมม์ ขึ้นมาโดยเฉพาะมีหลากหลายสำนวน ที่กล่าวไว้ในหนังสือประเพณีเดิมของทวี เขื่อนแก้ว (๒๕๔๑) ได้รวบรวมไว้ ดังนี้
(กัณฑ์ถ้วน ๑ ทัสสพอร-ทศพร)
วันนี้ เปนวันดี เป็นวันมูละสัทธาผู้ข้าทังหลาย
ได้มาฟังธัมมมหาชาติ์กัณฑ์ถ้วนเค้า ปางเมื่อขุนอินทาธิราชท้าว์
เจ้าเจื่องจอมสรี หื้อนางราชผุสดีลงมาเกิด
ถวายพอรแก้วเลิสสิบประการ ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระภูบาลตนเลิสแล้ว
ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว นิมนต์เทสนาธัมม์
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๒ หิมพานต์)
ทสฺสวรกณฺฑํ ปริปุณฺณํี สุดเสี้ยงไพนึ่งผูก
ผู้ข้าค็มาคิดถูกอยากฟังไพแถม ชื่อว่าหิมพานต์เรยเลิสแล้ว
กัณฑ์ที่ท่านแก้วหื้อทานช้างเผือกแก้วแก่พราหมณ์ไพ ขุนเมืองไทค็มาจาจ่มฟ้อง
เขาค็มาร้องต่อพระราชปิตา ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธาตนสักติ์สวาสตร์
ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว แล้วนิมนต์เทสนาธัมม์
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๓ ทานกัณฑ์)
หิมพานธมฺมเทสนํ ธัมม์หิมพานต์ท่านได้เทสน์สุดเสี้ยงไพแล้ว
บัดนี้ ผู้ข้าอยากฟัง ทานกัณฑ์ไชยเรยร้องไห้แค้นคั่ง
ร้องไห้สั่งสีพี ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระมุนีตนสักติ์สวาสตร์
ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว แล้วนิมนต์เทสนาธัมม์์
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๔ วนปเวสน์)
ธมฺมเทสนํ ผูกทานกัณฑ์ ค็ปริปุณณังจนสุดเสี้ยงเขตต์
บัดนี้ค็รอดวนปเวสน์ เขตเขาไกลขั้นด่านดงรี
จตุราท้าวเท่าไพทรงผนวชบวชเปนรสีี อยู่ในคีรีป่าไม้์
โขงเขตใกล้ที่พระปัณณราชลาสา ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธาตนสักติ์สวาสตร์
ขึ้นนั่งธัมมาสน์ แล้วนิมนต์เทสนาธัมม์์์์
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๕ ชูชก)
ธมฺมเทสนํ ปริปุณฺณํ์ ค็พากันฟังจนเสี้ยงเขตต์์
คือธัมม์วนปเวสน์ดังท่านเทสนา์ บัดนี้ค็มารอดชูชกชยาเรยี
เถ้าชราเชยชุ่มีี มาได้เมียน้อยหนุ่มสาวจี้์
บึดนึ่งแต่งมาตริให้อ้อนมีหั้นพร่ำพร้อม ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระภูบาลตนเลิสแล้ว
ขึ้นนั่งบนธัมมาสน์แก้ว แล้วนิมนต์เทสนาธัมม์์์์์
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๖ จุลพน)
ชูชกชยกณฺฑํ นิฎฺฐิตํ สุดเสี้ยงไพบ่เสส
บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุ จุลพนเดินด่าน
ของพรานเจตบุตรบอกหนทาง ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระภูบาลตนเลิสแล้ว
ขึ้นนั่งบนธัมมาสน์แก้ว นิมนต์เทสนาธัมม์
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๗ มหาพน)
จุลวนกณฺฑํ นิฎฺฐิตํ สุดเสี้ยงไพบ่เสส
บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุ มหาพนรังสีใสบ่เส้า
เจ้าอัจจุตรสีเจ้าลำดับป่าไม้หื้อปู่พราหมณ์ฟัง ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธังตนผ่านแผ้ว
ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว แล้วเทสนาธัมม์
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๘ กุมมารบัรพ์-กัณฑ์กุมาร)
มหาวนํ นิฎฺฐิตํ ค็สุดเสี้ยงบ่เสส
บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุ กุมมารบัรพ์ชัยเรย
กัณฑ์นี้เนตต์ค็มาหน้าสังเวชแท้กัณหาชาลี อันพ่อพระรสีหื้อทานแก่พราหมณาผู้เถ้า
แม่มทรีเจ้าไพป่าแต่เช้ายังบ่ทันมา ชาลีกัณหาขอเทวดานำเอาข่าวสารไพบอก
แก่ออกไธ้แม่เทวี คันแม่มทรียังรักลูกเต้า
ขอหื้อแม่ออกเจ้ารีบมาเรว แสรโสกาเจ็บแสบไหม้
ร้องร่ำไห้อยู่วอยๆ พูดงดอยแม่น้ำเหวหาดห้วย
เหมือนดั่งจักม้างม้วยเสียคู่แดนดง ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระทัสสพลตนเลิสแล้ว
ขึ้นนั่งธัมมาสน์แก้ว นิมนต์เทสนาธัมม์ อย่าไพละกาพย์เค้ากาพย์ปลาย
หมู่สัทธาผู้ข้าทังหลาย ต่างค็ใคร่ฟังเหมือนกันทั่วหน้า
ทุกคนมีจิตต์แก่กล้า อยากใคร่ฟังกุมมารบัรพ์
ระบำใดดีค็ขอจิ่มเจ้าที่ไหว้สัก ๒-๓-๔ บั้ง กันอิดหิวไหนค็ค่อยยอบยั้งเทสนาไพนึ่งลา
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๙ กัณฑ์มัทรี (อ่าน “มะที”)
กุมารปพฺพํ นิฎฺฐิตํ ค็สุดเสี้ยงไพแท้ดีหลี
บัดนี้ค็มารอดกัณฑ์มทรีกัณฑ์ถ้วนเก้า อันนางหนุ่มเหน้าแม่ค็มาเวทนาหา
สองบุตตาพี่น้อง อันอยู่ห้องกลางป่าดงไพร
พระนางบ่รู้ว่าลูกเต้าอยู่ไหน ไพเซาะหาในไพรแห่งห้อง
กลางเทศท้องหลายที่หลายทาง พระนางยิ่งมีอาธวา
มีความโสกาโสกเส้า เพราะบ่หันลูกเต้าหน่อโอรสา
นางค็มรณาเจียรจาก มรนาตติงตนตาย
เสี้ยงลมหายใจไพน้อยนึ่งแล้ว ได้ยินเสียงผัวตนเรียกร้องอยู่แจ้วๆ
นางหน่อแก้วได้สติชื่นตื่นขึ้นมา ขอนิมนต์ลูกศิษย์พระพุทธาตนผ่านแผ้ว
ขึ้นนั่งธัมมมาสแก้วแล้วเทสนาธัมม์ ระบำใดดี ค็ขอระบำธัมม์จิ่มเจ้าที่ไหว้
ที่ท่านได้เรียนไว้และชนาญมา บัดนี้ผู้ข้าน้อยหากแข้งขับแข้งจำ
พอขอระบำธัมม์สัก ๒-๓-๔ บั้ง อิดหิวไหนค็ค่อยยอบยั้งเทสนาธัมมไพนึ่งลา
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๑๐ สักกบัรพ์)
มทฺทิปพฺพํ นิฎฺฐิตํ ค็สุดเสี้ยงไพแล้ว
ซ้ำมีใจผ่องแผ้วอยากฟังสักกบัรพ์เรย การกะทำบุญของเวสสันตระ
ค็บ่เบ่นหน้าไพเฉย ได้รับคำชมเชยบ่ขาด
ปางเมื่อขุนอินทาเสด็จจากฟากฟ้า มาขอเอาหน่อหล้าชื่อมัททีรา
ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธาตนผ่านแผ้ว ขึ้นนั่งแท่นแก้วแล้วนิมนต์เทสนาธัมม์
แล้วจิ่งขอระบำกาบส้อย หื้อสัทธาข้าม่อนน้อย
ได้เหงี่ยหูฟังนึ่งรา ธมฺมํ อนุกมฺมปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๑๑ มหาราช)
สักกบัรพ์ระบำได้รับการฟังบ่ขาด บัดนี้ค็มารอดมหาราชกัณฑ์ไชยกัณฑ์ใหญ่กว้าง
ปางเมื่อพราหมณ์นำลูกพระเจ้าช้างพรากเดินดง เทวดาเจ้าค็มาบันดลหื้อพราหมณ์หลง
เข้าสู่โขงเทสท้องเขตต์พระนคอรไชย ในคืนนั้นท้าวปรมสัญชัยค็มายังฝันหัน
ปูนอัสสจัรย์แท้แลฝันว่ายังมีชายผู้หนึ่งแท้แก่ดูดำ มันมีมือสองหัตถังถือประทุมมัง
ดอกบัวอันนั้นค็ฟุ้งซ่านอุฬาร ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธังตนสักติสวาสตร์
ขึ้นนั่งธัมมาสน์แล้วเทสนาธัมม์ ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธังตนผ่านเผ้า
ขอให้ทังกาพย์ปลายแลกาพย์เค้า ธัมม์พระเจ้าสุดแล้วแต่เทสนา
ฉันใดจักได้สว่างโสกา ขอไขกรียาหื้อมันจนแห้ง
เพื้อหื้อมันแจ้งแก่มูลสัทธาแลนา ธมฺมํ อนุกมฺมปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๑๒ ฉขัตติ-ฉกษัตริย์)
มหาราชปพฺพํ นิฎฺฐิตํ สุดเสี้ยงไพแล้วบ่เสส
บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุฉขัติยรุ่งเรืองไรไสบ่เส้า ปางเมื่อหกท้าวเจ้าเข้ามาล้มกองกัน
ในหิมวันต์ป่าไม้ ฝูงหมู่เจ้าค็เข้ามาล้มที่ใกล้แห่งพระปัณณสาลา
ขอนิมนต์ลูกสิกข์พระพุทธาตนองอาจ ขึ้นนั่งธัมมมาสน์แก้วแล้วเทสนาธัมม์
ระบำใดดีขอระบำธัมม์จิ่มเจ้าที่ไหว้ สัก ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙ บั้ง
คันอิดหิวไหนค็ค่อยยั้งเทสนาธัมม์ ขอจะไพว่าผู้ข้าแข้งขับแข้งจำ
พอขอระบำธัมมกาพย์สร้อย พอหื้อสัทธาข้าม่อนน้อย
ได้เหงี่ยหูฟังนึ่ง ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ
(กัณฑ์ถ้วน ๑๓ นครกัณฑ์)
ฉขตฺติยปพฺพํ นิฎฺฐิตํ ค็สุดเสี้ยงไพบ่เสส
บัดนี้ค็มารอดห้องเหตุนครกัณฑัง คือนครกัณฑ์สุดส้อยหล้า
ปางเมื่อพระเจ้าฟ้าสิกข์ใหม่แล้วขี่ช้างงาแก้วมาเมือง ห่าฝนเรียงแถวถั่ง
อินทาร้อนที่นั่งจักหื้อห่าฝนแก้วฝนฟ้าหลั่งลงเมือง ตกลงมานันเนืองดั่งจะจดจะจอด
ดูท่างท้าวราชอยู่ส้างเล่าเปนทาน ขอลูกสิกข์พระภูบาลตนผ่านแผ้ว
กัณฑ์เทสน์ธัมม์จบแล้วขอเพิ่มเติมกาพย์ปลาย ขอชักนิยายตั้งแต่ปลายรอดเค้า
พอหื้อสัทธายิงชายหนุ่มเถ้าผู้นิดนั่งถ้าอยู่ดาฟัง ขอไขตามระบำเอาจดหมดขีด
พร้อมทั้งธัมมเทสนา ตามที่ท่านได้เล่าเรียนมานึ่งเรา
ธมฺมํ อนุกมฺปิ มํ ปชํ อาราธนํ กโรมฯ

กิจกรรมในประเพณียี่เป็งที่วัด

กิจกรรมในประเพณียี่เป็งที่วัดนี้ ประมวลจากหนังสือประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย ฉบับรวมเล่ม. โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์ (๒๕๔๓, หน้า ๑๓ – ๑๔) และการสัมภาษณ์พระครูอดุลสีลกิตติ์ (ฐานวุฑโฒ) (สัมภาษณ์, ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
กิจกรรมในประเพณียี่เป็งที่วัด กิจกรรมในประเพณียี่เป็งที่วัด ผางประทีป
ช่วงเช้า

เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณตีห้าของวันยี่เป็ง มีการถวายข้าวมธุปายาส โดยนำไปถวายหน้าพระประธาน โดยมีปู่อาจารย์กล่าวคำสังเวย บูชาพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วประเคนพระพุทธรูปเป็นเสร็จพิธี

หลังจากนั้น เวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น. ทานขันข้าว อุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้ตาย บรรพบุรุษ หลังจากนั้นเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น.จะพากันนำดอกไม้ธูปเทียนใส่ในขันแก้วทั้งสาม เมื่อพระสงฆ์ขึ้นบนวิหาร พ่ออาจารย์จะนำไหว้พระรับศีล และกว่าคำเวนทานเดือนยี่เป็ง ช่วงสายๆพระเณรและเด็กๆช่วยกันปล่อยโคม “ว่าวฮม” ลอยขึ้นฟ้า เพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์
ช่วงกลางวัน

ถวายคัมภีร์ธัมม์ชะตา ปีเกิด หรือเดือนเกิด วันเกิด และนิมนต์พระสงฆ์เทศน์ให้ฟังที่วัด หรือบางวัดอาจมีการเทศน์มหาชาติ หรือบางวัดมีการทำสะเปาเพื่อเตรียมแห่ไปลอยที่แม่น้ำใหญ่ในตอนค่ำ
ช่วงค่ำ

นำขันข้าวตอกดอกไม้ และผางประทีสไปวัดเพื่อบูชาพระเจ้าห้าพระองค์ และพระรัตนตรัย พระสงฆ์จะเทศน์ธัมม์ อานิสงส์ผางประทีส และจุดประทีปโคมไฟ ทั่วบริเวณวัด จุดบอกไฟ เป็นพุทธบูชา หลังเสร็จสิ้นการทำบุญที่วัดแล้ว กลับมาบ้านบูชาผางประทีสตามประตูบ้าน บ่อน้ำ ครัวไฟ หม้อน้ำ ยุ้งข้าว ฯลฯ และปล่อยโคมไฟ “ว่าวไฟ” อย่างสนุกสนาน ฟังเทศน์มหาชาติ บางแห่งที่มีการทำสะเปา จะมีการแห่ขบวนสะเปาไปลอยที่แม่น้ำใหญ่ที่อยู่ในบริเวณนั้น
กิจกรรมช่วงค่ำ

การเข้ามาของประเพณีลอยกระทง

ในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (๒๕๔๒, หน้า ๒๘๕๒ – ๕๘๕๓) ได้ประมวลเกี่ยวกับการเข้ามาของประพณีลอยกระทงไว้ดังนี้
การเข้ามาของประเพณีลอยกระทง

ลอยกระทงเป็นประเพณีเก่าแก่ สันนิษฐานกันว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากพิธีตามประทีปหรือทีปาวลี ของอินเดีย ซึ่งจะมีการลอยกระทงเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามของศาสนาพราหมณ์ คือพระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์และประเทศไทยได้รับเอาคติความเชื่อนี้ เข้ามาปรับกับความเชื่อของท้องถิ่น เกิดเป็นประเพณีการลอยกระทง เพื่อขอขมาลาโทษ พระแม่คงคาขึ้น ทั้งนี้เพราะชาวไทยสมัยก่อนประกอบอาชีพเกี่ยวกับ การกสิกรรมซึ่งจะต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยหลักในการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร

ต่อมาการลอยกระทงได้กลายเป็นประเพณีที่ชาวไทยทั่วทุกภูมิภาคถือปฏิบัติกันทั่วไป จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก และเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทยแต่ละภูมิภาคต่างก็มีประเพณีปฏิบัติตามวิถีวัฒนธรรม และความเชื่อของท้องถิ่นนั้น กระทงที่นำมาลอยส่วนใหญ่มักจะประดิดประดอยเป็นรูปดอกบัวบานอย่างสวยงามด้วยวัสดุซึ่งหาได้ในท้องถิ่น เมื่อถึงเวลาพลบค่ำบรรดาผู้คนต่างนำกระทงที่เตรียมไว้มาปักดอกไม้ จุดธูป เทียน แล้วปล่อยให้ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ บางคนก็ตัดผมและเล็บใส่ลงไปด้วยเพื่อให้เคราะห์ต่างๆลอยไปพร้อมกับกระทง บางคนก็ใส่เงินลงไปในกระทงเพื่อเป็นการให้ทาน บางคนโดยเฉพาะหนุ่มๆ สาวๆก็อธิษฐานขอพรให้สมหวังในความรัก
การเข้ามาของประเพณีลอยกระทง 2 การเข้ามาของประเพณีลอยกระทง 3

กล่าวกันว่าพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ผู้ที่ริเริ่มการลอยกระทงที่เชียงใหม่เป็นคนแรก ในช่วง พ.ศ.๒๔๖๐-๒๔๗๐ โดยจุดเทียนบนกาบมะพร้าวทำเป็นรูปเรือเล็ก หรือรูปหงส์ และใช้ท่อนไม้ปอทำเป็นรูปเรือ แต่ยังไม่เป็นที่นิยม เพราะชาวบ้านทั่วไปนิยมการประดับตกแต่งโคมตามบ้านเรือน ทำซุ้มประตูป่า และจัดเทศน์มหาชาติ หรือตั้งธัมม์หลวงมากกว่า

ลอยกระทงเป็นประเพณีเก่าแก่ สันนิษฐานกันว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากพิธีตามประทีปหรือทีปาวลี ของอินเดีย ซึ่งจะมีการลอยกระทงเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามของศาสนาพราหมณ์ คือพระพรหม พระอิศวร และพระนารายณ์และประเทศไทยได้รับเอาคติความเชื่อนี้ เข้ามาปรับกับความเชื่อของท้องถิ่น เกิดเป็นประเพณีการลอยกระทง เพื่อขอขมาลาโทษ พระแม่คงคาขึ้น ทั้งนี้เพราะชาวไทยสมัยก่อนประกอบอาชีพเกี่ยวกับ การกสิกรรมซึ่งจะต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยหลักในการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร

ต่อมานายทิม โชตนา เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่ ในช่วง พ.ศ.๒๔๙๐ ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวโดยจัดให้มีการลอยกระทงมากขึ้น และมีการจัดงานขึ้นที่ประตูท่าแพ และพุทธสถานริมแม่น้ำปิง
การเข้ามาของประเพณีลอยกระทง 4 การเข้ามาของประเพณีลอยกระทง 5

หลังจากนั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มาจัดตั้งสำนักงานที่จังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ได้ส่งเสริมการลอยกระทงแบบกรุงเทพฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่ขึ้นอย่างจริงจังและร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยมีการประกวดขบวนกระทงเล็ก และขบวนกระทงใหญ่ ต่อมาสมาคมผู้ประกอบการย่านไนท์บาร์ซา ได้จัดประกวดขบวนโคมยี่เป็งขึ้นอีกวันหนึ่ง
การเข้ามาของประเพณีลอยกระทง 6 การเข้ามาของประเพณีลอยกระทง 7
เวนทานเดือนยี่เป็ง

ทวี เขื่อนแก้ว (๒๕๔๑, หน้า ๘๓ – ๘๗) กล่าวถึงเวนทานเดือนยี่เป็งว่า เป็นการบรรยายถึงวัตถุประสงค์ และเหตุแห่งการทำบุญเดือนยี่เป็ง ผู้เวนทานคือปู่จารย์( มัคคทายก) หลังจากเวนทานเสร็จ จะมีการถวายของทานแด่พระสงฆ์ หลังจากนั้นก็จะรับพร

โย สันนิสินโน วะระโพธิมูเล มารัง สะเสนัง มะหันติง วิชะโย สัมโพธิมาคัจฉิ อะนันตัญญาโณ ตัง ปะณะมิ พุทธังฯ

อัฎฐังคิโก อะริยะปะโถ ชะนานัง โมกขะปะเวสายะ อุชุกะ มัคโค อะยัง สันติกะโร ปะนิยานิโก ตัง ปะณะมามิ ธัมมัง ฯ

สังโฆ วิสุทโธ วะระทักขิเณยโย สันตินทะริโย สัพพะมะลัปปะหีโน คุเณหิเนเกหิ สะมิทธิปัตโต ตัง ปะณะมามิ สังฆังฯ

โย โส สมเด็จเลยพระเปนเจ้าเลิศองค์ใด สันนิสินโน ตนประเสริฐกว่าโลกาทุกแห่วห้องถะไรภูมิ ผู้ข้าทังหลายประนมนบน้อมเกล้าวิถีทวาร ตัง ปะณะมามิ พุทธัง ตนผจญแพ้มาร ทิวะสังจุวันๆผู้ข้าไหว้กราบวันตา อิติปิโส ภะคะวา ตนเป็นเค้าเหง้า ห้าสิบหกบ่เส้ากือว่าคุณศรีสัพพัญญูเจ้าหน่อพุทโธ อันว่าคุณพระสัทธัมโม มี สะวากขาโตเป็นที่ไหว้ นับว่าได้สามสิบแปด กฎแขวนเปนกุณพระสัทธรรม ส่วนกุณพระสังฆัง ก็มีงามแท้แด่ ตั้งแต่สุปะฏิปันนะตา จะตุทัสสาสิบสี่ จัดแจ้งถี่รวมกุณ แห่งพระแก้วเจ้าทังสาม มีร้อยแปดดูงามเลิศเลศ ผู้ข้าทังหลายรู้ว่าวิเศษแต็นักหนา ฯ

สาธุ โอกาสะ ข้าแด่พระติถะไรระตะนะผ่านแผ้วพระแก้วเจ้าตังสาม ในครากาละบัดนี้ ก็หากเป็นวันดี ติถีอันวิเศษเหตุว่าเป็นวันเดือนยี่เป็ง นับตามธรรมเนียมมาแต่เก๊า ปางเมื่อโปธิสัตว์ยังสร้างสมปารได้ต่วนเตียวไปมาในสงสารหลายกำเนิด ปางเมื่อได้เกิดเปนลูกกาเผือกมะฐะมะก่อแรกเป็นมะนุสสา ยังมีแม่กาตัวนึ่งเล่า ในศาสนาพระพุทธเจ้าตนชื่อ ตัณหังกะโร, พระพุทโธ ปะรินิพพุโต ต่านก็นิพพานไปแล้วไว้สารูปแล้วและกำสอน ยามนั้นพระภูธรก็จุติคลาดแคล้ว จากชั้นฟ้าตาวะติงสา ปัญจะมะนุสสาได้ลงมาเกิด เอากำเนิดในท้องแม่กาเผือก ทะรงคัพภะเกิดไข่ห้าฟอง ในรังกอนค่าไม้ ตี่จิ่มใกล้แม่น้ำนะตี ในติถีขึ้น ๑๕ ค่ำ ฤดูเดือนแปด สายฟ้าแมบรวายเรือง เมกฆะเนืองสะสน พายุฝนอันใหญ่ก็มาปัดรังไข่ตกลง ในโขงนะตีน้ำกว้าง ด้วยกุศลอันได้สร้างก็ไหลไปค้างริมธาร กุกุฎั่งยังมีแม่ไก่ แอ่วเซาะไซ้หากิน ก็มาหันยินชอบสู้ แล้วก็ร้องกุ๊กคาบเอาไป ตามนิสัยสัตว์ธรรมชาติ รักษาไว้บ่พรากไกกา จันติมาโกนา ยังมีแม่นาคมาหันใส่ไข่ ก็คาบเอาไปก็มีใจอ่วงห้อย รักคะค้อยจุ๊คืนวัน อังการังถีนะกัง ยังมีแม่เต่า ก็เอาไข่นั้นเล่าเป็นลูกถ้วนสาม โคณะจตุตถัง ซ้ำมีแม่งัว ตัวมีวรรณะผิวผ่อง แอ่วเดินต่องเต้าเสียบแม่น้ำนะตีในวิถีแก่นกล้า เดินกินหญ้าริมน้ำลำคลอง ก็ได้ไข่สองฟอง ด้วยน้ำนองปัดล่อง งัวก็รีบวะว่องเร็วไว ใส่ใจเอาไข่มารักษาไว้หื้อพ้นภัยยาสัพพะถาจุ๊สิ่ง รักษาเจ้าจอมมิ่งโปธา เอกา อิตถี ยังมีนางญิงผู้นึ่ง เกยระรื่นไปซักผ้าจุ๊วันๆ ก็มาพบพานหันไข่ มีใจใคร่ได้แล้วก็เก็บเอามาตามภาษาคนและสัตว์ต่างเพศ ด้วยจิตเจตน์ไผมัน ได้หลายคืนวันน้อยมากสิบห้าวันหากเตมตัน ตามนิทานไขกล่าว ธรรมดาหากไข่เถิงกาละกวรฝูงไข่ทังมวลห้าลูก แม่เลี้ยงหากผูกชื่อไว้ติดตามมา เถิงวัยยาขึ้นใหญ่อายุได้สิบปี ด้วยปารมีปางก่อน ก็บ่ผ่อนหายหน อันว่าเขาเจ้าตังห้าคนก็มีใจใคร่บวช สร้างผนวชเป็นระษี ก็ขอลาแม่เลี้ยงไผมันด้วยดีด้วยชอบเพื่อประกอบพรหมจริยกรรม ท้าวตนหนต่างวิเวก ก็ลาแม่เลี้ยงถ่ายเปนระสี ตามคัมภีร์ไขบอก อันออกนิยายธรรม ด้วยสัจจังมั่นแก่น หากถูกแม่นเปนลูกกาเผือกตังห้าตนต่างตนก็บวช ทรงผนวชชฎา พ้ำเพ็งพรหมเมตตาในป่า ด้วยปารมีแสร้งส้าติดตามมาจะเดินมัคคา เทียวใต่ มีวันนึ่งนั้นไส้ เทพพะไท้บันดล ต่างตนก็ไปพร้อมหน้า ในป่าไม้ปัพพะตา ในดอยสิงกุตตะระตะโก้ง อันองค์ต่านเจ้าระสี ก็มีคำปาณีต้านตอบ ว่าระสีพี่น้อง อยู่บ้านเมืองใด อันว่าระสีทังหลาย ก็ผาศัยถ้อยถูก ก็หากเปนลูกกาเผือกแม่เดียวกัน ก็มีคำผาถะนาใคร่หันหน้าแม่ ตั้งแต่นั้นมา อันว่าแม่กา คันจุติมรณากลากล้าด ก็ได้ไปเกิดสุทธาวาส มีชื่อกะติกามหาพรหม ทรงพระชนม์วิโรจน์ เสวยทิพพะโสด ด้วยนางนาฎสนม เทพาชมชื่นเค้า ส่วนว่าเจ้าระสี ใคร่หันหน้าแม่เจ้าชุวันยาม ก็ตั้งสัจจะปฏิญญาณเสี่ยงท่า กันจักได้เปนพระภายหน้า ขอแม่ตูข้าจุ่ง เสด็จลงมา ด้วยทิพพะจักขุตา ในกาละนั้นนานางมหาพรหม ก็รู้แจ้งเหตุ จิ่งกลายกลับเพศมาสู่โลกา หื้อสมคำผาถะนาแห่งลูก อันผูกเกล้าเปนชฎา อันว่ามหาพรหมก็เสด็จลงมา เทสะนาไขบอกต้านถ้อยตอบเปนวาจา ว่าลูกปุตตาทั้งห้า แต่นี้ไปหน้ายี่สิบห้าอสงไขยจักบ่สงสัยเว้นแต่ เมื่อสมปารเจ้าแก่ จักได้เปนแม่พระเหมือนกันชุองค์ก็มีความจำนงรักลูก ตานถ้อยถูกวจีว่า หื้อเปนสักขีพยานภายหน้าในสำนักพระเจ้าฟ้า เมื่อเถิงสัพพัญญู อันเป็นครูแก่โลก เพื่อเปนพระโผดสัตตา หื้อเอาปาตาแห่งแม่ ไว้บูชาแก่ส่องหน้าในสำนักภะคะวา ในขณะยามนั้นนา มหาพรหมตนวิเศษจึงเอาฝ้ายทิพย์เทพมาฟั่นแล้ว ชักออกเป็นตีนกา ด้วยเหตุนี้นา คันเถิงเดือนยี่เป็งมา ก็พากันบูชาน้ำมันงาผะตีส ตามจารีตประเพณี แต่นั้นมา เมื่อพระโคตมะเจ้า เข้าสู่แม่น้ำนัมมะทานะตี ยังมีพระยานาค ก็หากได้มาบูชาพระพุทธเจ้า ในกาละนั้นเล่าหากเป็นเดือนยี่เป็ง เหตุนั้นมูละศรัทธา ก็มาเล็งหันว่า ฤดูมาไคว่ ชุน้อยใหญ่จายญิง ก็ฝั้งกัททะลีกล้วยอ้อย โคมไฟใหญ่น้อย ไฟดอกไฟดาวเจาะขึ้นกลางหาว ภายบนหนอากาศ มีตังไฟลูกหยวาดโคมลอย โคมผัดละอ่อนกอยเปนหมู่ ฝูงเถ้าแก่นั่งอยู่ฟังธรรม อันว่ามูลศรัทธา ก็มาหื้อตานธรรมชาตาปี เดือน วัน ตามกำลังไผมันน้อยใหญ่ มีใจใฝ่ชมทานบัดนี้ก็ได้ตกแต่ง นำมายังบุปผาลาชาดวงดอก ข้าวตอกดอกไม้ ลำเทียนโภชนาหารนานาวัตถุทาน มาถวายเถิงแก่พระแก้วเจ้าสามผะการ แล้วขอจุ่งมีธรรมเมตตาอว่ายหน้าปฏิคคะหะรับเอา ยังวัตถุทานทังหลาย ขอเป็นพละจัยแก่ชาตินี้ชาติหน้า คือเมืองคนและเมืองฟ้า มีเนรปานเปนยอดแท้ดีหลีฯ

บุญราศีอันนี้นามีมาก จัดอุทิสะฝากไปหา ฝูงจุติมรณากลากล้าดเป็นต้นว่าญาติพี่น้อง ลูกเต้าหลานเหลน พ่อแม่เถ้าแก่วงศาหลอนได้เปนเปตาทุกข์ยาก ด้วยเดชะฝากของทาน จุ่งไปยกออกทางผลาญเร็วด่วน หื้อพ้นทุกข์ส่วนแสนอัน ด้วยเดชะบุญทานมีมาก ยกออกจากเปตา หื้อได้เป็นเทวดาตนวิเศษ สมบัติทิพย์เทพมีหลาย ในเวหาปราสาท เทวะกัญญามากในสอกา กันเมี้ยนปัญจะขันธา ลงมาเกิดในเมืองคน หื้อมีริพลแหนแห่ เปนเจ้าแก่ประชา ในรัฐฐาเมืองใหญ่ มีไพร่ฟ้ามากหลวงหลายพละนิกายเงินคำช้างม้า ตังเครื่องง้าอลังการ ได้พบพานพุทธบาท อย่าได้ประมาทบุญหื้อมีกุศลแก่กล้า ไปสู่ชั้นฟ้าและเนรพานแท้ดีหลี บุญราศีอันได้มาบูชาน้ำมันผางผะตีสนี้แล้ว จักอุทิสะไปหาเทวตา อันรักษาที่นี้เปนเค้าประธาน อันรักษากายาเนื้อตน ปานนอกตนมีต้นว่า รุกขะเทวะตา ปัพพะตาเทวะตา สอกามาวะจะระเตปีนอินตาพรหมยมราช ครุฑนาคน้ำไอศวรนางนารถไท้ธรณีศรีกุตตะอามาตย์ตนจำบุญและจำบาป ตนจำน้ำหยาดเมื่อยามทาน จุ่งมาภัตตานุโมทนา แล้วจุ่งมากฎเอาลายหมายเอาชื่อแห่งศรัทธาทังหลาย ใส่ไว้ในปัตตาหลาบคำสะนำจำชื่อไว้ใกล้ต่อหน้าทันตา ฉายา อิวะ จุ่งเปนดังร่มเงาไปเตรียมตัวทุกชาติ อย่ากล้าดกลาแท้ดีหลี สุดท้ายนี้นา จักโอกาสเวนทานตามมคธ ภาษาบาลีว่า ;-

อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ ปะทีปานิ สะปะริวารานิ ติระตะนานัง โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ติระตะนานิ ภัตตานิ ปะทีปานิ สะปะริวารานิ ปะฎิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ยาวะ นิพพานายะ สังวะตันตุ โน ฯ
เวนตานธรรมมหาชาติ

ทวี เขื่อนแก้ว (๒๕๔๑ หน้า ๘๓ – ๘๘) ได้ประมวลคำเวนธรรมมหาชาติ ไว้ดังนี้

โย สันนิสินโน วะระโปธิมูเล มารัง สะเสนัง มะหัตติวิชะโย สัมโปธิมาคัจฉิ อะนันตัญญาโณ โลกุตตะโม ตัง ปะนะมามิ พุทธัง, อัฎฐังคิโก อะริยะปะโถ ชะนานัง โมกขะปะเวสายะ อุชุกะมัคโค อะยัง สันติกะโร ปะนิยานิโก ตัง ปะนะมามิ ธัมมัง, สังโฆ วิสุทโธ วะระทักขิเณยโย สันตินทะริโย สัพพะมะลัปปะหีโน คุเณหิเนเกหิ สะมิทธิปัตโต ตัง ปะนะมามิ สังฆัง ฯ

สาธุ โอกาสะ ข้าแด่พระแก้วเจ้าสามผะการ บัดนี้ศรัทธาผู้ข้าทังหลาย ทังญิงจายน้อยใหญ่ เปนผู้เอาใจใส่พระพุทธะศาสนา การทำบุญทานมารอด มีจิตใจคิดสอด คิดรอดด้วยการบุญ บ่หายสูญเสีย จากหากเกิดด้วยศรัทธา พระพุทธะศาสนายังรุ่งเรืองใสบ่เสร้า ตางวัดวานั้นเล้าภิกขุเณรเถรเจ้า อยู่เฝ้าพ้ำเพ็งธรรม บัดนี้ศรัทธาผู้ข้าทังหลาย มีจิตใจหมายบ่ขาด ใคร่ฟังธรรมห้าชาติ เรื่องพระเวสสันดร โอรสเจ้านครสญชัยองอาจ เจตุตตะระราชธานี นิยายธรรมมีกล่าวอ้าง ปางเมื่อพระพุทธเจ้าสร้างสมปาร อดีตะกาลล่วงแล้ว เวสสันตะระหน่อแก้ว จุติจากเมืองบน มาเอาปฎิสนธิ์กำเนิด เกิดจากท้องแม่เจ้าผุสสะดี จอมเทวีเจ้าแม่ รักลูกแก่เหลือใจ พระยาศรีสญชัยราช รักโอรสนารถเพียงใจ คันเจ้าเจริญวัยขึ้นใหญ่ มีใจใฝ่ทวี ก็ได้ขอนางมัททีนุชนาฎ เปนเทวีพระบาทเวสสนดร อยู่ในพระนครเจตุตตะระราช มียศอาจลือชา เกิดมีบุตตาผู้เค้า นามจื่อเจ้าชาลี ซ้ำมีบุตตีน้องหล้า นามหน่อฟ้าว่ากัณหา สี่กษัตถารักใคร่เลี้ยงสองเจ้าไว้ที่ในวัง บุญของหลังชูช่วย ค้ำเตื่อมด้วยสมภาร พญาเวสสันดรได้หื้อทานช้างเผือก ชาวเมื่องเยือกขับหนี เข้าสู่ดงรีป่ากว้าง พากันอยู่สร้างบวชเปนชี ซ้ำยังมีชูชะกะพราหมณ์เฒ่า สวักเต๊าเข้าสู่ดงหนาไปขอชาลีกัณหาสองหน่อแก้ว ท้าวตนผ่านแผ้ว ก็ได้หื้อลูกแก้วเปนทานเพื่อหวังสัพพัญญูตัญญาณดวงเลิศแล้ว ซ้ำได้หื้อเมียมิ่งแก้วเปนทาน แก่อินทร์ถวายพรจิ่มเจ้า ตามเรื่องเค้ามีมา เถิงพญาสญไชยะราช พานางนาฎผุสสะดีกัณหาชาลีเข้าดงรีป่าไม้ นิมนต์แก้วแก่นไท้ปิ๊กป้อกคืนมา เสวยพาราดั่งเก่าเปนท้าวเล่าสองตี องค์ท่านพระมุนีได้สร้างความดีหลายชาติ หวังพ้นบ้วงบาสตัณหา หวังได้โผดสัตตามนุษย์โลก ข้ามพ้นโอฆสงสาร หื้อเถิงเนระพานเวียงแก้ว เมืองเลิศแล้วยิ่งอุดม การบำเพ็ญทานสะสมบุญเผื่อหื้อมนุษย์คนเราได้เชื่อ ทำบุญหากเปนบุญ บุญจักอุดหนุนเตื่อมตุ้ม ยกจากลุ่มเมือบน ผู้ข้าก็หันผลประเสริฐ บังเกิดปะสาทะศรัทธา ทานธัมมะเตสะนาคนละผูก ตั้งแต่ทะสะปอนเถิงนครกัณฑ์ (หื้อลำดับชื่อเจ้าศรัทธาคนที่ ๑ ถึง ๑๓) รวมสิบสามกัณฑ์ดีงาม ฟังกันครั้งละผูก ตามรายชื่อเจ้าศรัทธา ได้กล่าวมาแต่กี้ บัดนี้จักถวายเป็นทาน ขอนาบุญอันไพศาลจุ่งกลับกลายเป็นญาณอันประเสริฐ นำผู้ข้ายังมีชีวิตจิตใจ สถิตอยู่ในโลกกว้าง ขอดูต่างสร้างกินทาน อยู่สุขบานค่ำเช้า มูลมั่งเข้าย้ำผะไชแม่นได้ลาไปจากโลกได้พ้นโสกโสกา ขอเป็นนาวาลำใหญ่ ขี่ข้ามใต่สาครถึงเมืองบวรเลิศแล้ว กือเวียงแก้วยอดเนระปาน นั้นจุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลี ฯ

บัดนี้จักจอเวนวาง ตามมคธภาษาบาลีว่า สาธุ โอกาสะ มะยัง ภันเต ธุปะบุปผาลาชะตานัง เวสสันตะระจาตะกัง สัพพะ วัตถุนานา ตานัง สะปะริวารัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ ทุติยัมปิ…ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต ธุปะบุปผาลาชะตานัง เวสสันตะระชาตะกัง สัพพะวัตถุนานาตานัง สะปะริวาราทานัง อัมหากัง ทีฑะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ยาวะ นิพพานนายะ สังวัตตัยตุ โน ฯ
ค่าว อานิสงส์ ธรรมมหาชาติเวสสันตระ คู่ชะต๋าปี๋เกิด
โสตุชนา ฟังราพี่น้อง ม่อนจักเล่าถ้อง หื้อหายสังก๋า
ยังยอดบทจั๊น ธรรมพันกถา เวสสันตรา มหาชาติเจ้า
ตานป๋ารมี ใสดีบ่เศร้า เปื้อหวังจักเอา โพธิ

สละเข้าของ บ่หมองหม่นจิ๊ ดำริตั้งหมั้น ในตาน
แก้วแหวนสิ่งทรัพย์ กับตังอาหาร ดวงทัยเบิกบาน หาได้เสแสร้ง
ป๋ารมีกุณ ยู้หนุนเตื่อมแถ้ง หื้อตานเมียแปง ลูกรัก

ธรรมคู่ชะต๋า อานิสงส์นัก ประจักษ์จุผู้ ศรัทธา
สร้างก๊ำวระ พระศาสนา จักผาถะนา สิ่งไดก่ได้
ทศพรดี รองรับปี๋ไจ้ ตั๋วหนูเปิ้งใน ภาวะ

สิบข้อกำพร ภูธรอินต๊ะ ราชะมอบหื้อ ผุสดี
หากตานแล้วนั้น วิมารเรืองศรี ยอดปราสาทมี แก้วเจ็ดสิ่งถ้วน
วรรณะผิวขาว เปิงปาวอ่อนอ้วน นัยต๋าแจ่มนวล เปล่งวะ

กั๋ณฑ์หิมพานต์ เวสสันตระ ปะช้างเผือกแก้ว ตั๋วงาม
ตานธรรมผูกนี้ สิ่งดีติดต๋าม ตกชะต๋ายาม เปิ้งงัวปี๋เป้า
สมบัติเพชรแสง เมียแปงลูกเต้า ไฝ่แฝงเตียมเงา คู่เชื้อ

ตานะขันธ์ โพธัญหน่อเนื้อ ตานเจ็ดสิ่งเอื้อ ยินดี
ควรกับมูลละ ศรัทธาดิถี คนเกิดปี๋ยี เปิ้งเสือว่าอั้น
เคหะสถาน เบิกบานตั้งหมั้น มีปริวาร เจ็ดร้อย

วนาประเวสน์ วิเศษจื้นจ๊อย สี่พระยอดสร้อย บุญเรือง
จากประเตสต๊อง ละจองคำเหลือง ไปอยู่แดนเมือง ดอยดงป่าเส้า
ตั๋วเปิ้งญิงจาย กระต่ายปี๋เหม้า หื้อตกแต่งเอา สร้างไว้

มเหสิกขา เทวาเทพไท้ อยู่รักษาใกล้ ตวยไป
ฝูงคนมากนัก จักมาเอาใจ๋ แม้นอยู่แดนได ศัตรูกราบไหว้
ชูชกกัณฑ์หลวง ดวงปี๋สีได้ เปิ้งนาคเรืองไร เป๋นเก๊า

จักเกิดกุศล ลาภผลมั่งเต๊า เงินทองของเข้า หลั่งมา
ดั่งพราหมณ์เถ้านั้น หมั้นอมิตต๋า เป๋นภริยา สุขใจ๋บ่หน้อย
มีความสำราญ ลูกหลานเชื่อถ้อย เมียรักก่คอย หนุนก๊ำ

จุลพน ไพรสณเลิศล้ำ เต๋มไปว่าอั้น ครัวยา
ปู่พราหมณ์ชูชก ปะป๊บฝูงหมา เถ้าบาปพาลา ตกใจ๋ร้องให้
ชะต๋าเปิ้งงู ยามจูปี๋ไส้ หื้อน้อมดวงทัย อุทิศ

ผละเต๋ชา บุญญาเปล่งฤทธิ์ นิมิตรสวนกว้าง อุทยาน
จตุราทิศ วิจิตรสถาน สระดอกบัวบาน หลายพันกาบก้าน
อยู่สุขเสถียร เหย้าเรือนหอบ้าน แสนสิ่งอุฬาร บ่ไร้

มหาพน ป่าผลลูกไม้ หาเก็บกิ๋นได้ มากมี
ต๋นเพ่งฌาณะ จุตตะระสี ถูกพราหมณ์ก๋าลี หลอกถามทางหั้น
จุมคนมากมาย ตังหลายดั่งอั้น ยามเกิดตั๋วตัน เปิ้งม้า

ชะต๋าราศี ตกปี๋สะง้า หื้อแป๋งเครื่องถ้า ปู่จา
เป็กแสงระยับ ประดับเคหา สินสิ่งไร่นา จ๊างม้าไฝ่อ้าง
สมเจ๋ตนา ศรัทธาที่สร้าง บ่บกเบาบาง นั้นเล้า

กุ๋มมารบรรพ์ กุ๋มมารลูกต๊าว อันอยู่ด่านด้าว ดงรี
เวสสันตระ พระพ่อระสี หื้อตานชาลี กั๋ณหาน้องหน้อย
ฝูงบุคคลา ชะต๋าแม่นถ้อย โหราตั๊ดรอย ปี่เม็ด

เปิ้งแพะตั๋วงาม บ่งนามออกเคล็ด ตั้งเกศน้อมเกล้า ตานเอา
จักเป๋นเจ้าจ๊าง ผาบกว้างกว่าเขา ยศศักดิ์บ่เบา ชื่อเสียงเข้มกล้า
ป๊บพระเมตไต๋ย ในภัทกัปหน้า เวียงนิปปานา บ่แกล๊ว

กั๋ณฑ์มัทรี โฉมดีเลิศแล้ว นางยอดมิ่งแก้ว ชายา
เซาะหาปี้น้อง ตังสองบุตต๋า ทั่วห้องศาลา พฤกษาไพรกว้าง
เปิ้งวอกปี๋สัน จวนกั๋นกึ๊ดสร้าง ครัวตานตำวาง สาธุ

สมผาถะนา ฑีฆาอายุ ลุรอดขวบเข้า ร้อยซาว
ผิวเนื้อพรรณะ วัยยะหนุ่มสาว อ่อนเอื้อทุกคราว บ่มีเหี่ยวแห้ง
สัพพะข้าวของ ไหลนองเตื่อมแถ้ง มีเงินค่าแปง จ่ายไจ๊

สักกะบรรพ์ เทวันราชไท้ แปล๋งเป๋นพราหมณ์ได้ ลงมา
เพื่อขอแล้วนี้ มัทรีเตียมต๋า พระก่ขุณณา ปล๋งปั๋นปล่อยหื้อ
หนักแหน้นดวงทัย มากมายหลายตื้อ หยาดน้ำถึงมือ อินทร์ต๊าว

ดวงชะต๋าคน จับหนปี๋เล้า เปิ้งไก่และเจ้า นายเฮย
สร้างตานแก่พระ บ่ละเพิกเฉย เทวดาเชย ปกปักหลังหน้า
ข้าวของหายสูญ ปายลูนปู๋นหล้า ป๊อยจักปิ๊กมา คืนนั้น

มหาราช สองนาฎหลานจั๊น กลับคืนเขตขั้น นคร
สญชัยต๊าวไท้ รีบได้ไถ่ถอน หลานคิ่นภูธร รับขวัญสู่ห้อง
ปี๋เส็ดเปิ้งหมา ชะต๋าตั๋วต้อง ดาเครื่องครัวกอง ตานน้อม

กุศลนำปา ยศฐาศักดิ์พร้อม ปริวารอ้อม จูจม
จักเป๋นเจ้าจ๊าง เหนือนางสนม ดนตรี๋ผารมณ์ ม่วนเพราะหิ่งห้อย
ฉักขัตติยา หกราชาสร้อย ปะกั๋นในดอย ป่าไม้

ชะต๋าราหู เปิ้งหมูปี๋ไก๊ แป๋งใจ๋หนิมไหว้ วันทา
เกิดเดชเต๋จ๊ะ ผละบุญหนา อริบ่มา ข่มเหงเอาได้
หมู่คนสักเสริญ จ๋ำเริญหายไข้ ป๊นจากโรคภัย สิ่งร้าย

กั๋ณฑ์นคร ธรรมต๋อนผูกท้าย สุดยอดขอดด้าย รวมเอา
กู้ปี๋เกิดนี้ บ่มีหมองเหงา ตึงเปิ้นตึงเฮา ช่วยกั๋นร่วมสร้าง
พระเวสสันดร ลาจ๋รป่ากว้าง สิกออกจากตาง นักพรต

กลับสู่สีพี บุรีงามงด ย้อมยศผาบด้าว อาณา
กุศลเลิศล้ำ บุญก๊ำรักษา จักเป๋นพระยา เสนาผ่อเฝ้า
ปริโภคา จ๊างม้าของเข้า รถล้อคันเลา พรั่งพร้อม

หมู่ญา-ติก๋า ไหลมาหลิ่งน้อม สมาคมต้อม ขุณณา
ฝูงหมู่สัตว์นก วิหคปักษา ปักขีติชา สีเนรับต้อน
พันข้อคาถา วาจ๋าเขาะข้อน ปู่จาบวร พุทธะ

ขอบุญกุศล เกิดผลพละ ป๊บพระเจื่องเจ้า ศรีอารย์
หมดเสียซึ่งทุกข์ สุขสามประก๋าร รอดพระนิปปาน เป๋นฝั่งก๊ำหน้า
ดับนิวรณ์ธรรม ตั๋วก๋รรมบาปกล้า สมผาถะนา แต๊นี้

อานิสังสา นำมากล่าวจี๊ ยุติมอกอี้ ค่าวโคลง
สุดซ้อยปล่อยลง ปลดปล๋งกำไว้ สาไหว้ลวดเอวัง ก่อนแลนายเหย

เฒ่าค่าว บ่าวกะโลง
วัดป่าสหธรรมิการาม (ศรีประดู่)
ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

รายการอ้างอิง

ก้อนแก้ว อภัย. (๒๕๑๕). ประเพณีพื้นเมืองฉบับโบราณ. เชียงใหม่: แสงชัยการพิมพ์.
ชูเกียรติ วงศ์รักษ์. (๒๕๓๙). ประเพณีเก่าเชียงใหม่ 700 ปี. เชียงใหม่: ชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเชียงใหม่.
คัมภีร์อานิสงส์ผางประทีส (ม.ป.ป.) เชียงใหม่: ธาราทองการพิมพ์.
ทวี เขื่อนแก้ว. (๒๕๔๑). ประเพณีเดิม. ลำปาง: เลี่ยงเชียง.
ธรรมเทศนาพื้นเมืองเรื่อง “อานิสงส์ยี่เป็ง ลอยประทีปโคมไฟ”. (๒๕๓๐). ลำพูน: ร้านภิญโญ.
ฝอยทอง สมวถา. (๒๕๔๖). เล่าขานตำนานเมืองแจ๋ม. เชียงใหม่: นพบุรีการพิมพ์.
พระครูสิทธิวรเวช (สิงห์คำ กญจโณ). (๒๕๓๖). ศาสนพิธีพื้นเมือง: อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูสิทธิวรเวช. เชียงใหม่: ส.ทรัพย์การพิมพ์
มณี พยอมยงค์. (๒๕๔๗). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม). เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.
รัตนปัญญาเถระ. (๒๕๑๕). ชินกาลมาลีปกรณ์ (แสง มนวิทูร, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สามมิตร. (พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพ นางทองคำ สุวรรนิชกุล).
เรื่องเล่าล้านนา. (๒๕๔๘). กรุงเทพฯ: บ้านหนังสือ ๑๙.
ศรีเลา เกษพรหม. (๒๕๔๒). ล่องสะเพา. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๑, หน้า ๕๘๕๐-๕๘๕๐). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
สงวน โชติสุขรัตน์. (๒๕๑๑). ประเพณีไทย ภาคเหนือ. เชียงใหม่: สงวนการพิมพ์.
เสถียรโกเศศ. (๒๕๑๐). ชีวิตชาวไทยสมัยก่อน. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน
สมพล ไวโย และอุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). ว่าวสี่แจ่ง. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม ๑๒, หน้า ๖๒๕๗-๖๒๕๘). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
สมพล ไวโย และอุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). ว่าวมน. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๒, หน้า ๖๒๕๘-๖๒๖๐). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
สมพล ไวโย และอุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). ว่าวไฟ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๒, หน้า ๖๒๖๐-๖๒๖๓). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
สมพล ไวโย และอุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). ว่าว/ว่าวลม. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๒, หน้า ๖๒๖๓-๖๒๖๔). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
อุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). อานิสงส์ประทีส/ประทีป. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๕, หน้า ๗๘๘๖). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
อุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). ตั้งธัมม์หลวง. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๕, หน้า ๒๓๔๐-๒๓๕๐). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
อุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). อานิสงส์ผางประทีส/ประทีป. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๕, หน้า ๗๘๙๐). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
อุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). โคมหูกระต่าย. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๓, หน้า ๑๒๔๑). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

ข้อมูล/รวบรวมและเรียบเรียง/ภาพประกอบ
ประสงค์ แสงงาม ผู้รู้ด้านประเพณีล้านนาประตำโครงการ
และคณะทำงานโครงการห้องสมุดที่มีชีวิต (Living Library) เพื่อพัฒนาสังคมการเรียนรู้
ส่วนกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูลภาคเหนือ
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ
กรกฎาคม ๒๕๕๒

อำเภอเมืองเชียงใหม่

เมืองเชียงใหม่ (คำเมือง: Lanna-Mueang Chiang Mai.png เมืองเจียงใหม่) เป็นศูนย์กลางการบริหาร ความเจริญศูนย์กลางธุรกิจ และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นเมืองที่มีความเจริญมากที่สุดของจังหวัดและของภาคเหนือ และเป็นเมืองอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร อำเภอเมืองเชียงใหม่มีเขตนครเชียงใหม่และปริมณฑลล้อมรอบ ได้แก่ เมืองลำพูน หางดง สันกำแพง สารภี แม่ริม สันทราย สันป่าตอง ฯลฯ

ประวัติศาสตร์ล้านนา

ล้านนาสมัยรัฐอาณาจักร (ราชวงศ์มังราย พ.ศ. 1804 – 2101)

ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ดินแดนล้านนาได้พัฒนาการจากแว่นแคว้น – นครรัฐมาสู่รัฐแบบอาณาจักร มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง รัฐแบบอาณาจักรสถาปนาอำนาจโดยรวบรวมแว่นแคว้น – นครรัฐมาไว้ด้วยกัน อาณาจักรล้านนาเริ่มก่อรูปโดยการรวมแคว้นโยนและแคว้นหริภุญชัย หลังจากนั้นก็ขยายอาณาจักรไปสู่ดินแดนใกล้เคียง ได้แก่ เมืองเชียงตุง เมืองนายในเขตรัฐฉาน และขยายสู่เมืองเขลางคนคร เมืองพะเยา ในยุคที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองสามารถขยายอำนาจไปสู่เมืองแพร่และ เมืองน่านตลอดจนรัฐฉานและสิบสองพันนา

ในพุทธศตวรรษที่ 19 เกิดปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาคนี้ คือการสลายตัวของรัฐโบราณที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน ดังเช่น กัมพูชา ทวารวดี หริภุญชัย และพุกาม การเสื่อมสลายของรัฐโบราณเปิดโอกาสให้เกิดการสถาปนาอาณาจักรใหม่ของชนชาติ ไทยที่ผู้นำ ใช้ภาษาและวัฒนธรรมไทย อาณาจักรใหม่ที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19 ที่สำคัญคือ ล้านนา สุโขทัย และอยุธยา อาณาจักรทั้งสามมีความเชื่อในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนิกายลังกาวงศ์เช่นเดียว กัน ความเชื่อดังกล่าวสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการแข่งสร้างบุญบารมีของกษัตริย์ จึงนำไปสู่การทำสงครามระหว่างอาณาจักร รัฐสุโขทัยสลายลงก่อน โดยถูกผนวกกับอยุธยา หลังจากนั้นสงครามระหว่างอยุธยาและล้านนามีอย่างต่อเนื่อง สงครามครั้งสำคัญอยู่ในสมัยของพระเจ้าติโลกราชและพระบรมไตรโลกนาถ

ประวัติศาสตร์ล้านนาใน สมัยรัฐอาณาจักรแบ่งตามพัฒนาการเป็น 3 สมัย คือสมัยสร้างอาณาจักร สมัยอาณาจักรเจริญรุ่งเรือง สมัยเสื่อมและการล่มสลาย

1. สมัยสร้างอาณาจักร (พ.ศ. 1939 – 1989) การก่อตั้งอาณาจักรล้านนา เป็นผลจากการรวมแคว้นหริภุญชัยกับแคว้นโยน แล้วสถาปนาเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางอาณาจักรพระญามังรายปฐมกษัตริย์เริ่ม ขยายอำนาจตั้งแต่ พ.ศ. 1804 ซึ่งเป็นปีแรกที่เสวยราชย์ในเมืองเงินยาง ปีแรกที่พระญามังรายครองเมืองเงินยางนั้น ปรากฏว่าเมืองต่าง ๆ ในเขตลุ่มแม่น้ำกกแตกแยกกัน มีการแย่งชิงพลเมืองและรุกรานกันอยู่เสมอ สร้างความเดือดร้อนแก่คนทั่วไป พระญามังรายจึงรวบรวมหัวเมืองน้อยมาไว้ในพระราชอำนาจ โดยอ้างถึงสิทธิธรรมที่พระองค์สืบเชื้อสายโดยตรงจากปู่เจ้าลาวจง และพระองค์ได้รับน้ำมุรธาภิเษกและได้เครื่องราชาภิเษกเป็นต้นว่า ดาบไชย หอก และมีดสรีกัญไชย สิ่งเหล่านี้เป็นของปู่เจ้าลาวจง ซึ่งตกทอดมายังกษัตริย์ราชวงศ์ลาวทุกพระองค์ พระญามังรายอ้างว่าเจ้าเมืองอื่น ๆ นั้นสืบสายญาติพี่น้องกับราชวงศ์ลาวที่ห่างออกไป ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสผ่านพิธีมุรธาภิเษกและได้เครื่องราชาภิเษกเหมือน พระองค์

วิธีการที่พระญามังราย รวบรวมหัวเมืองมีหลายวิธี เช่น ยกทัพไปตี ในกรณีที่เจ้าเมืองนั้นไม่ยอมสวามิภักดิ์ ได้แก่ เมืองมอบ เมืองไล่ เมืองเชียงคำ เมืองเหล่านี้เมื่อตีได้ จะให้ลูกขุนปกครอง ส่วนเมืองที่ยอมสวามิภักดิ์ พระญามังรายคงให้เจ้าเมืองปกครองต่อไป นอกจากนั้นยังใช้วิธีเป็นพันธมิตรกับพระญางำเมือง ซึ่งพระญางำเมืองได้มอบที่ให้จำนวนหนึ่ง มี 500 หลังคาเรือน เป็นต้น

หลังจากรวบรวมหัวเมือง ใกล้เคียงเมืองเงินยางได้แล้ว พระญามังรายก็ย้ายศูนย์กลางลงมาทางใต้ โดยสร้างเมืองเชียงรายใน พ.ศ. 1805 และสร้างเมืองฝาง พ.ศ. 1816 จากนั้นพระญามังรายได้รวบรวมเมืองต่าง ๆ บริเวณต้นแม่น้ำกก แม่น้ำอิง และริมแม่น้ำโขง พระญามังรายสามารถรวบรวมเมืองต่าง ๆ (ซึ่งต่อมาคือเขตตอนบนของอาณาจักรล้านนา) สำเร็จประมาณ พ.ศ. 1830 ซึ่งเป็นปีที่พระญามังราย พระญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง ทำสัญญามิตรภาพต่อกัน ผลของสัญญามี 2 ประการ ประการแรกคงมีส่วนทำให้พระญามังรายมั่นใจว่าการขยายอำนาจลงสู่แม่น้ำปิง เพื่อผนวกแคล้นหริภุญชัยจะไม่ได้รับการจัดขวางจากพระญางำเมืองและพ่อขุนราม คำแหง ประการที่สอง สามกษัตริย์ร่วมมือกันป้องกันภัยอันตรายจากมองโกลซึ่งกำลังขยายอำนาจลงมาใน ภูมิภาคนี้

เมื่อพระญามังรายรวบรวม เมืองต่าง ๆ ในเขตทางตอนบนแถบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน โดยยึดครองแคว้นหริภุญชัยได้ในราว พ.ศ. 1835 พระญามังรายประทับที่หริภุญชัยเพียง 2 ปี ก็พบว่าไม่เหมาะที่จะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร พระญามังรายจึงทรงย้ายมาสร้างเวียงกุมกาม ความเหมาะสมของนครเชียงใหม่ คือตัวเมืองตั้งอยู่ระหว่างที่ราบลุ่มน้ำปิงและดอยสุเทพ พื้นที่ลาดเทจากดอยสุเทพสู่น้ำปิง ทำให้สายน้ำจากดอยสุเทพไหลมาหล่อเลี้ยงเมืองเชียงใหม่ตลอดเวลา เมืองเชียงใหม่จึงมีน้ำอุดมสมบูรณ์

การก่อตั้งเมือง เชียงใหม่หรือนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839 มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสืบเนื่อง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา ทั้งทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้จึงให้ความสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่เป็นพิเศษ นับตั้งแต่พยายามเลือกทำเลที่ตั้ง การวางผังเมือง และการสร้างสิทธิธรรม การสร้างเมืองเชียงใหม่ถือเป็นความสำเร็จอย่างสูง เพราะเชียงใหม่ได้รับการยอมรับในฐานะศูนย์กลางดินแดนล้านนาตลอดมา ครั้นฟื้นฟูบ้านเมืองได้ในสมัยราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน พระเจ้ากาวิละซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่เวียงป่าซาง 14 ปี ก็ยังเลือกเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางล้านนา เชียงใหม่จึงเป็นศูนย์กลางความเจริญในภาคเหนือสืบมาถึงปัจจุบัน การสร้างเมืองเชียงใหม่ พระญามังรายเชิญพระญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมาร่วมกันพิจาณาทำเลที่ตั้ง พระญาทั้งสองก็เห็นด้วยและช่วยดูแลการสร้างเมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุที่พ่อขุนรามคำแหงมาร่วมสร้างเมืองเชียงใหม่ ทำให้ผังเมืองเชียงใหม่ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัย เมื่อแรกสร้างกำแพงเมืองมีขนาดกว้าง 900 วา ยาว 1,000 วา และขุดคูน้ำกว้าง 9 วา กำแพงเมืองเชียงใหม่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัย ปัจจุบันเปลี่ยนรูปสี่เหลี่ยมยาวด้านละ 1,600 เมตร

ในสมัยอาณาจักรเป็นช่วง สร้างความเข้มแข็งอยู่ในสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น มีกษัตริย์ปกครอง 5 พระองค์ ได้แก่ พระญามังราย พระญาไชยสงคราม พระญาแสนพู พระญาคำฟู และพระญาผายู การสร้างความเข้มแข็งในช่วงต้นนี้สรุปได้ 3 ประการ

ประการแรก การขยายอาณาเขตและสร้างความมั่นคงในอาณาจักร ในสมัยพระญามังรายได้ผนวกเขลางคนครเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร เนื่องจากเขลางคนครมีความสัมพันธ์กับเมืองหริภุญชัยในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง เมื่อยึดครองหริภุญชัยสำเร็จก็จำเป็นต้องรุกคืบต่อไปยังเขลางคนคร หลังจากนั้นความคิดขยายอาณาเขตไปยังทางด้านตะวันออกสู่เมืองพะเยาซึ่งเกิด ขึ้นในสมัยพระญามังรายแล้ว แต่ติดขัดที่เป็นพระสหายกับพระญางำเมือง เมืองพะเยาและเชียงใหม่มีความสัมพันธ์ฐานะเครือญาติในวงศ์ลวจังกราช เมืองพะเยาซึ่งเป็นรัฐเล็ก ต่อมาจึงถูกยึดครองสำเร็จในสมัยพระญาคำฟู (พ.ศ. 1877 – 1879) การยึดครองพะเยาได้เป็นผลดีต่ออาณาจักรล้านนาเพราะนอกจากเมืองเชียงรายจะ ปลอดภัยจากพะเยาแล้ว เมืองพะเยายังเป็นฐานกาลังขยายไปสู่เมืองแพร่และเมืองน่านต่อไป ความคิดขยายอำนาจสู่เมืองแพร่มีในสมัยพระญาคำฟูแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แสดงให้เห็นว่าการรวมหัวเมืองล้านนาตะวันออก ซึ่งเป็นรัฐในหุบเขาไม่ใช่จะกระทำได้โดยง่าย เพราะกว่าจะรวมเมืองแพร่และเมืองน่านสำเร็จก็อยู่ในช่วงอาณาจักรล้านนามี ความเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราช

การสร้างความมั่นคงในเขต ทางตอนบนของอาณาจักรเด่นชัดในสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น ดังปรากฏว่าเมือสิ้นสมัยพระญามังราย พระญาไชยสงครามครองราชย์ต่อมา ได้เสด็จไปประทับที่เมืองเชียงราย ส่วนเมืองเชียงใหม่ให้โอรสครองเมืองลักษณะเช่นนี้มีสืบมาในสมัยพระญาแสนพู และพระญาคำฟู โดยสมัยพระญาแสนพูสร้างเมืองเชียงแสนในบริเวณเมืองเงินยาง การสร้างเมืองเชียงแสนก็เพื่อป้องกันศึกทางด้านเหนือ เพราะเมืองเชียงแสนตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ใช้แม่น้ำโขงเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีตัวเมืองกว้าง 700 วา ยาว 1,500 วา มีป้อมปราการ 8 แห่ง ที่ตั้งเมืองเชียงแสนคุมเส้นทางการคมนาคมเพราะเป็นช่องทางไปสู่เมืองต่าง ๆ เช่น เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ่ง เมืองนาย เมืองยอง เมืองเชียงแสนจึงเป็นศูนย์กลางของเมืองตอนบน หลังจากสร้างเมืองเชียงแสนแล้ว พระญาแสนพูประทับที่เชียงแสนสืบต่อมาถึงสมัยพระญาคำฟู สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นเมื่อผนวกพะเยาเข้ากับอาณาจักรล้านนาในสมัยพระญา คำฟู ส่วนเมืองเชียงตุงพระญาผายูสถาปนาอำนาจอันมั่นคง โดยส่งเจ้าราชบุตรเจ็ดพันตูไปปกครองและพระญาผายูสร้างความผูกพันโดยอภิเษก กับธิดาเจ้าเมืองเชียงของ การสร้างความมั่นคงเขตตอนบนมีเสถียรภาพพอสมควร ในสมัยพระญาผายูจึงย้ายมาประทับที่เชียงใหม่ ให้เมืองเชียงราย เชียงแสนเป็นเมืองสำคัญทางตอนบน

ประการที่สอง การปกครองมีโครงสร้างแบ่งเป็น 3 เขต

1. บริเวณเมืองราชธานี ประกอบด้วยเมืองเชียงใหม่และลำพูน เนื่องจากทั้งสองเมืองตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบเดียวกันและอยู่ใกล้กัน กษัตริย์จึงปกครองโดยตรง

2. บริเวณเมืองข้าหลวง อยู่ถัดจากเมืองราชธานีออกไป กษัตริย์จะแต่งตั้งข้าหลวงไปปกครอง เจ้าเมืองซึ่งเป็นข้าหลวงนี้ส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ขุนนางที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ก็มีบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย เมืองสำคัญจะปกครองโดยเจ้าเชื้อพระวงศ์ ที่ใกล้ชิด เช่น เมืองเชียงราย กษัตริย์มักส่งโอรสหรือพระอนุชาไปปกครองเมืองอุปราช เจ้าเมืองมีอำนาจสูงสุดในการจัดการภายในเมืองของตน เช่น การแต่งตั้งขุนนางตำแหน่งต่าง ๆ การจัดตั้งพันนา การค้าภายในเมือง การควบคุมกำลังไพร่ ความสัมพันธ์ระหว่างข้าหลวงและกษัตริย์เป็นเพียงความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เมื่อเปลี่ยนรัชกาล ความสัมพันธ์ก็อาจเปลี่ยนไปด้วย

3. บริเวณเมืองประเทศราช เป็นเขตเจ้าต่างชาติต่างภาษา ปกครองตนเองตามประเพณีท้องถิ่น เมืองประเทศราชเป็นรัฐตามชายขอบล้านนา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองนาย เมืองยอง เนื่องจากประเทศราชอยู่ห่างไกลจึงผูกพันกับเมืองราชธานีน้อยกว่าเมืองข้า หลวง ครั้นมีโอกาสเมืองประเทศราชมักแยกตนเป็นอิสระหรือไปขึ้นกับรัฐใหญ่อื่น ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองราชธานีกับเมืองประเทศราชเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ อาจอาศัยระบบเครือญาติหรือการเกื้อกูลกัน

ภายใต้การปกครองที่อาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติของรัฐ โบราณ เจ้าเมืองมักเป็นเชื้อพระวงศ์ที่กษัตริย์ส่งไปปกครองเมืองต่าง ๆ ลักษณะเช่นนี้คลี่คลายมาจากธรรมเนียมการสร้างบ้านแปลงเมือง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงแรกเมื่อรัฐขยายตัวการปกครองแบบนี้เป็นการรวมตัวอย่าง หลวม ๆ ของเมืองต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของอาณาจักรล้านนา เพราะลักษณะทางกายภาพอาณาจักรล้านนาเป็นรัฐในหุบเขา เมืองต่าง ๆ จะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามหุบเขาซึ่งกระจายตัว ดังนั้นรัฐล้านนาจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพตลอดมา โดยให้เมืองต่าง ๆ ที่กระจายตัวตามหุบเขายอมรับอำนาจศูนย์กลาง ความพยายามจะปรับการปกครองรัฐในหุบเขาจากการใช้ระบบข้าหลวงหรือระบบเครือ ญาติ ซึ่งพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลไปสู่ระบบข้าราชการที่เป็นสถาบันไม่ประสบ ความสำเร็จในล้านนา ปัญหาโครงสร้างรัฐแบบหลวม ๆ นี้เป็นข้อจำกัดอย่างอย่างหนึ่งที่นำไปสู่ความเสื่อมของอาณาจักรล้านนา

ประการที่สาม การรับวัฒนธรรมความเจริญ จากหริภุญชัย แคว้นหริภุญชัยมีความเจริญรุ่งเรืองในเขตที่ราบลุ่มน้ำปิงมาช้านาน เมื่อพระญามังรายยึดครองหริภุญชัยสำเร็จ ได้นำความเจริญต่าง ๆ มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาต่อไป เชื่อกันว่าอิทธิพลจากหริภุญชัยมีหลายอย่าง เช่น กฎหมายล้านนาอย่างมังรายศาสตร์คงรับความคิดมาจากกฎหมายธรรมศาสตร์ของมอญหริ ภุญชัย อย่างไรก็ตามหลังจากรับมาแล้ว รัฐล้านนาได้พัฒนาต่อไปมากเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่น โดยเฉพาะตัวอักษรธรรมล้านนา หรือตัวเมืองมีต้นแบบมาจากอักษรมอญโบราณ ส่วนด้านศิลปวัฒนธรรมหริภุญชัยพบว่าได้รับรูปแบบสถาปัตยกรรมเจดีย์ทรงสี่ เหลี่ยม และเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งมักสร้างในสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น เช่น เจดีย์กู่คำ เวียงกุมกามรับอิทธิพลจากกู่กุด

อิทธิพลที่ชัดเจนมาก คือพระพุทธศาสนาของหริภุญชัย เพราะพระพุทธศาสนานิกายเดิมรับจากหริภุญชัยมีบทบาทในล้านนาสูง นับตั้งแต่พระญามังรายยึดครองหริภุญชัย ได้รับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทหริภุญชัย จนถึงสมัยพระญากือนามีความคิดจะสถาปนานิกายรามัญวงศ์ โดยอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัยเข้ามาเผย แพร่พุทธศาสนาในล้านนา และในสมัยพระญาสามฝั่งแกนได้เกิดนิกายสิงหล หรือลังกาวงศ์ใหม่มาจากลักกาอีกระลอกหนึ่ง พระพุทธศาสนาในล้านนาจึงมี 3 นิกายด้วยกัน อย่างไรก็ตามนิกายเดิมหรือนิกายพื้นเมืองที่ปริมาณพระภิกษุมากกว่านิกายอื่น พระพุทธศาสนาแนวหริภุญชัยมีบทบาทในล้านนาอย่างน้อยจนถึงสิ้นราชวงศ์มังราย

2. สมัยอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง (พ.ศ. 1898 – 2068) ความ เจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาพัฒนาการขึ้นอย่างเด่นชัดในราวกลางราชวงศ์ มังราย นับตั้งแต่สมัยพระญากือนา (พ.ศ. 1898 – 1928) เป็นต้นมา และเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราชและพระญาแก้วหรือพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นช่วงยุคทอง หลังจากนั้นอาณาจักรล้านนาก็เสื่อมลง

ตั้งแต่สมัยพระญากือนา กิจการในพุทธศาสนาได้รับการสนับสนุนมาก เห็นได้จากการรับนิกายรามัญจากสุโขทัยเข้ามาเผยแผ่ในล้านนา ทรงสร้างวัดสวนดอกให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของเมืองทางตนบน จึงมีพระสงฆ์ชาวล้านนาได้ให้ความสนใจศึกษาพระพุทธศาสนามากขึ้นตามลำดับ ซึ่งนำไปสู่การศึกษาที่ลึกซึ้ง โดยในสมัยพระญาสามฝั่งแกนมีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งไปศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกา แล้วกลับมาตั้งนิกายสิงหลหรือลังกาวงศ์ใหม่ มีศูนย์กลางที่วัดป่าแดงในเมืองเชียงใหม่ พระสงฆ์กลุ่มนี้ได้ไปเผยแพร่ศาสนายังเมืองต่าง ๆ ภายในอาณาจักรล้านนา ตลอดจนขยายไปถึงเชียงตุง เชียงรุ่ง สิบสองพันนา

พระสงฆ์ในนิกายรามัญและนิกายสิงหลขัดแย้ง กันในการตีความพระธรรมวินัยหลายอย่าง แต่ก็เป็นแรงผลักดันนำไปสู่การศึกษาค้นคว้า โดยเฉพาะพระสงฆ์ในนิกายสิงหลเน้นการศึกษาภาษาบาลี ทำให้ศึกษาพระธรรมได้ลึกซึ้ง ดังนั้นหลังจากการสถาปนานิกายใหม่แล้ว พระพุทธศาสนาในล้านนาเจริญเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าติโลกราชถึงสมัยพระญาแก้ว ดังปรากฏการสร้างวัดวาอารามทั่วไปในล้านนาและผลจากภิกษุล้านนามีความรู้ความ สามารถสูง จึงเกิดการทำสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2020 สิ่งที่สำคัญในระยะนี้ คือการเขียนคัมภีร์ต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา คัมภีร์จากล้านนาได้แพร่หลายไปสู่ดินแดนใกล้เคียง เช่น ล้านช้าง พม่า อยุธยา งานเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ในล้านนาประเภทตำนาน แพร่หลายตามท้องถิ่นต่าง ๆ โดยอาศัยสำนึกประวัติศาสตร์ที่เป็นจารีตเดิม ประกอบกับได้รับอิทธิพลจากงานเขียนจากสำนักลังกาที่พระสงฆ์นำเข้ามา งานเขียนประวัติศาสตร์สกุลตำนานในยุคนี้มีมากมาย เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พื้นเมืองน่าน ตำนานพระธาตุลำปางหลวง ตำนานมูลสาสนา จามเทวีวงศ์ และชินกาลมีปกรณ์ เป็นต้น

ผลงานวรรณกรรมพุทธศาสนาของพระสงฆ์ล้านนา ที่สำคัญได้แก่ พระโพธิรังสี แต่งจามเทวีวงศ์ และสิหิงคนิทาน รัตนปัญญาเถระ แต่งชินกาลมาลีปกรณ์ เป็นงานเขียนที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา พระสิริมังคลาจารย์ แต่งวรรณกรรมหลายเรื่อง เช่น เวสสันดรทีปนี จักรวาลทีปนี สังขยาปกาสกฎีการ และมังคลัตถทีปนี พระพุทธเจ้าและพระพุทธพุกาม แต่งตำนางมูลสาสนา

นอกจากนั้นยังมีปัญญาสชาดก (ชากด 50 เรื่อง) ซึ่งไม่ปรากฏนามผู้แต่ง เข้าใจว่าในสมัยพระญาแก้ว ปัญญาสชาดกเป็นงานวรรณกรรมพุทธศาสนาที่แต่งทำนองเลียนแบบชาดกในพระไตรปิฎก แต่มีเนื้อเรื่องไม่เหมือนกัน เพราะเป็นชาดกนอกไตรปิฎก ปัญญาสชาดกเป็นต้นกำเนิดของวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น สมุททโฆสชาดก (นำมาแต่งเป็นสมุทรโฆษคำฉันท์) สุธนชาดำ (นำมาแต่งเป็นบทละครเรื่องมโนราห์) ปัญญาสชาดกแพร่หลายมากไปถึงพม่า มีการแปลเป็นภาษาพม่าในสมัยพระเจ้าโพธพระยา เมื่อ พ.ศ. 2224 พ ม่าเรียกปัญญา สชาดกว่า ซิมแม่ปัณณาสชาดก (เชียงใหม่ปัณณาสชาดก)

ในช่วงสมัยรุ่งเรืองนี้พระพุทธศาสนาเจริญ ยิ่งดังปรากฏการสร้างวัดแพร่หลายทั่วไปในดินแดนล้านนา ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ได้สร้างวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน และตามเมืองมีวัดหนาแน่ดังพบว่า เขตเมืองเชียงใหม่มีวัดนับร้อยแห่ง ปริมาณวัดที่มากมายในยุครุ่งเรืองนั้นมีร่องรอยปรากฏเป็นวัดร้างมากมายใน ปัจจุบัน ความเจริญในพุทธศาสนายังได้สร้างถาวรวัตถุในพุทธศาสนา ซึ่งมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมล้านน้า วัดสำคัญ ได้แก่ วัดเจ็ดยอด วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดสวนดอก วัดบุพพาราม เป็นต้น การสร้างวัดมากมายนอกจากแสดงความเจริญในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังสะท้อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของล้านนาในยุครุ่งเรืองด้วย

ในยุคเศรษฐกิจรุ่งเรือง ล้านนามีความมั่งคั่งด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีพัฒนาการร่วมไปกับความเจริญรุ่งเรืองโดยรวมของรัฐ เพราะพบว่านับตั้งแต่สมัยพระญากือนาเป็นต้นมา การค้าระหว่างรัฐมีเครือข่ายก้าวขวางไปไกล ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ได้ สะท้อนการค้าว่ามีหมู่พ่อค้าเมืองเชียงใหม่ไปค้าขายถึงเมืองพุกาม ในยุคนั้นเมืองเชียงใหม่มีฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ เพราะตำแหน่งที่ตั้งเมืองนั้นคุมเส้นทางการค้า คือ เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ตอนบนขึ้นไป เช่น รัฐฉาน สิบสองพันนา เชียงแสนจะนำสินค้าผ่านสู่เมืองเชียงใหม่แล้วจึงผ่านไปเมื่ออื่น ๆ ที่อยู่ทางใต้และทางตะวันตก ดังนั้น จึงพบหลักฐานกล่าวถึงพ่อค้าจากทุกทิศมาค้าขายที่เชียงใหม่มีทั้งเงี้ยว ม่าน เม็ง ไทย ฮ่อ กุลา เมืองเชียงใหม่คงมีผลประโยชน์จากการเก็บภาษีสินค้าสูงทีเดียว สินค้าออกเชียงใหม่สู่ตลาดนานาชาติคือของป่า เมืองเชียงใหม่ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าของป่าจากเมืองต่าง ๆ ทางตนบนแล้วส่งไปขายยังเมืองท่าทางตอนล่างในดินแดนกรุงศรีอยุธยาและหัวเมือง มอญ กษัตริย์มีบทบาทในการค้าของป่า โดยอาศัยการเก็บส่วยจากไพร่และให้เจ้าเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรส่งส่วนให้ราชธานี ด้วยพระราชอำนาจจึงออกกฎหมายบังคับให้ทุกคนในอาณาจักรนำส่วยสินค้าของป่ามา ถวาย รูปแบบการค้าของป่า คือกษัตริย์จะส่งข้าหลวงกำลับดูแลสินค้าชนิดต่าง ๆ เพราะพบตำแหน่งแสนน้ำผึ้ง ข้าหลวงดูแลการค้าส่วยน้ำผึ้ง และมีพ่อค้าจากอยุธยาเดินทางเข้าซื้อสินค้าในเมืองฮอด

ในยุคที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง รัฐมีความเจริญทางการค้ามากและสภาพเศรษฐกิจดี จึงมีกองกำลังเข้มแข็งดังพบว่า ในยุคนี้อาณาจักรล้านนามีอำนาจสูงได้แผ่อิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง เช่น เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองนาย เมืองน่าน และยังขยายอำนาจลงสู่ชายขอบรัฐอยุธยา ดังทำสงครามติดต่อกันหลายปีระหว่างพระเจ้าติโลกราชและพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งในครั้งนั้นทัพล้านนาสามารถยึดครองเมืองศรีสัชนาลัยได้

3. สมัยเสื่อและอาณาจักรล้านนาล่มสลาย (พ.ศ. 2068 – 2101) ความ เสื่อของอาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นในช่วงปลายสมัยราชวงศ์มังราย นับตั้งแต่พระญาเกศเชษฐาราชขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2068 จนกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าใน พ.ศ. 2101 ข่วงเวลา 33 ปี ในช่วงเวลานั้นมีระยะหนึ่งที่ว่างเว้นไม่มีกษัตริย์ปกครองถึง 4 ปี (พ.ศ. 2091 – 2094) เพราะขุนนางขัดแย้งกันตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นกษัตริย์ กษัตริย์สมัยเสื่อจะครองเมืองระยะสั้น ๆ การสิ้นรัชสมัยของกษัตริย์เกิดจากขุนนางจัดการปลงพระชนม์ หรือขุนนางปลดกษัตริย์ หรือกษัตริย์สละราชสมบัติ

ประการแรก การขยายอาณาเขตและสร้างความมั่นคงในอาณาจักร ในสมัยพระญามังรายได้ผนวกเขลางคนครเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร เนื่องจากเขลางคนครมีความสัมพันธ์กับเมืองหริภุญชัยในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง เมื่อยึดครองหริภุญชัยสำเร็จก็จำเป็นต้องรุกคืบต่อไปยังเขลางคนคร หลังจากนั้นความคิดขยายอาณาเขตไปยังทางด้านตะวันออกสู่เมืองพะเยาซึ่งเกิด ขึ้นในสมัยพระญามังรายแล้ว แต่ติดขัดที่เป็นพระสหายกับพระญางำเมือง เมืองพะเยาและเชียงใหม่มีความสัมพันธ์ฐานะเครือญาติในวงศ์ลวจังกราช เมืองพะเยาซึ่งเป็นรัฐเล็ก ต่อมาจึงถูกยึดครองสำเร็จในสมัยพระญาคำฟู (พ.ศ. 1877 – 1879) การยึดครองพะเยาได้เป็นผลดีต่ออาณาจักรล้านนาเพราะนอกจากเมืองเชียงรายจะ ปลอดภัยจากพะเยาแล้ว เมืองพะเยายังเป็นฐานกาลังขยายไปสู่เมืองแพร่และเมืองน่านต่อไป ความคิดขยายอำนาจสู่เมืองแพร่มีในสมัยพระญาคำฟูแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แสดงให้เห็นว่าการรวมหัวเมืองล้านนาตะวันออก ซึ่งเป็นรัฐในหุบเขาไม่ใช่จะกระทำได้โดยง่าย เพราะกว่าจะรวมเมืองแพร่และเมืองน่านสำเร็จก็อยู่ในช่วงอาณาจักรล้านนามี ความเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราช

การสร้างความมั่นคงในเขต ทางตอนบนของอาณาจักรเด่นชัดในสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น ดังปรากฏว่าเมือสิ้นสมัยพระญามังราย พระญาไชยสงครามครองราชย์ต่อมา ได้เสด็จไปประทับที่เมืองเชียงราย ส่วนเมืองเชียงใหม่ให้โอรสครองเมืองลักษณะเช่นนี้มีสืบมาในสมัยพระญาแสนพู และพระญาคำฟู โดยสมัยพระญาแสนพูสร้างเมืองเชียงแสนในบริเวณเมืองเงินยาง การสร้างเมืองเชียงแสนก็เพื่อป้องกันศึกทางด้านเหนือ เพราะเมืองเชียงแสนตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ใช้แม่น้ำโขงเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีตัวเมืองกว้าง 700 วา ยาว 1,500 วา มีป้อมปราการ 8 แห่ง ที่ตั้งเมืองเชียงแสนคุมเส้นทางการคมนาคมเพราะเป็นช่องทางไปสู่เมืองต่าง ๆ เช่น เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ่ง เมืองนาย เมืองยอง เมืองเชียงแสนจึงเป็นศูนย์กลางของเมืองตอนบน หลังจากสร้างเมืองเชียงแสนแล้ว พระญาแสนพูประทับที่เชียงแสนสืบต่อมาถึงสมัยพระญาคำฟู สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นเมื่อผนวกพะเยาเข้ากับอาณาจักรล้านนาในสมัยพระญา คำฟู ส่วนเมืองเชียงตุงพระญาผายูสถาปนาอำนาจอันมั่นคง โดยส่งเจ้าราชบุตรเจ็ดพันตูไปปกครองและพระญาผายูสร้างความผูกพันโดยอภิเษก กับธิดาเจ้าเมืองเชียงของ การสร้างความมั่นคงเขตตอนบนมีเสถียรภาพพอสมควร ในสมัยพระญาผายูจึงย้ายมาประทับที่เชียงใหม่ ให้เมืองเชียงราย เชียงแสนเป็นเมืองสำคัญทางตอนบน

ประการที่สอง การปกครองมีโครงสร้างแบ่งเป็น 3 เขต

1. บริเวณเมืองราชธานี ประกอบด้วยเมืองเชียงใหม่และลำพูน เนื่องจากทั้งสองเมืองตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบเดียวกันและอยู่ใกล้กัน กษัตริย์จึงปกครองโดยตรง

2. บริเวณเมืองข้าหลวง อยู่ถัดจากเมืองราชธานีออกไป กษัตริย์จะแต่งตั้งข้าหลวงไปปกครอง เจ้าเมืองซึ่งเป็นข้าหลวงนี้ส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ขุนนางที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ก็มีบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย เมืองสำคัญจะปกครองโดยเจ้าเชื้อพระวงศ์ ที่ใกล้ชิด เช่น เมืองเชียงราย กษัตริย์มักส่งโอรสหรือพระอนุชาไปปกครองเมืองอุปราช เจ้าเมืองมีอำนาจสูงสุดในการจัดการภายในเมืองของตน เช่น การแต่งตั้งขุนนางตำแหน่งต่าง ๆ การจัดตั้งพันนา การค้าภายในเมือง การควบคุมกำลังไพร่ ความสัมพันธ์ระหว่างข้าหลวงและกษัตริย์เป็นเพียงความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เมื่อเปลี่ยนรัชกาล ความสัมพันธ์ก็อาจเปลี่ยนไปด้วย

3. บริเวณเมืองประเทศราช เป็นเขตเจ้าต่างชาติต่างภาษา ปกครองตนเองตามประเพณีท้องถิ่น เมืองประเทศราชเป็นรัฐตามชายขอบล้านนา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองนาย เมืองยอง เนื่องจากประเทศราชอยู่ห่างไกลจึงผูกพันกับเมืองราชธานีน้อยกว่าเมืองข้า หลวง ครั้นมีโอกาสเมืองประเทศราชมักแยกตนเป็นอิสระหรือไปขึ้นกับรัฐใหญ่อื่น ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองราชธานีกับเมืองประเทศราชเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ อาจอาศัยระบบเครือญาติหรือการเกื้อกูลกัน

ภายใต้การปกครองที่อาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติของรัฐ โบราณ เจ้าเมืองมักเป็นเชื้อพระวงศ์ที่กษัตริย์ส่งไปปกครองเมืองต่าง ๆ ลักษณะเช่นนี้คลี่คลายมาจากธรรมเนียมการสร้างบ้านแปลงเมือง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงแรกเมื่อรัฐขยายตัวการปกครองแบบนี้เป็นการรวมตัวอย่าง หลวม ๆ ของเมืองต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของอาณาจักรล้านนา เพราะลักษณะทางกายภาพอาณาจักรล้านนาเป็นรัฐในหุบเขา เมืองต่าง ๆ จะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามหุบเขาซึ่งกระจายตัว ดังนั้นรัฐล้านนาจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพตลอดมา โดยให้เมืองต่าง ๆ ที่กระจายตัวตามหุบเขายอมรับอำนาจศูนย์กลาง ความพยายามจะปรับการปกครองรัฐในหุบเขาจากการใช้ระบบข้าหลวงหรือระบบเครือ ญาติ ซึ่งพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลไปสู่ระบบข้าราชการที่เป็นสถาบันไม่ประสบ ความสำเร็จในล้านนา ปัญหาโครงสร้างรัฐแบบหลวม ๆ นี้เป็นข้อจำกัดอย่างอย่างหนึ่งที่นำไปสู่ความเสื่อมของอาณาจักรล้านนา

ประการที่สาม การรับวัฒนธรรมความเจริญ จากหริภุญชัย แคว้นหริภุญชัยมีความเจริญรุ่งเรืองในเขตที่ราบลุ่มน้ำปิงมาช้านาน เมื่อพระญามังรายยึดครองหริภุญชัยสำเร็จ ได้นำความเจริญต่าง ๆ มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาต่อไป เชื่อกันว่าอิทธิพลจากหริภุญชัยมีหลายอย่าง เช่น กฎหมายล้านนาอย่างมังรายศาสตร์คงรับความคิดมาจากกฎหมายธรรมศาสตร์ของมอญหริ ภุญชัย อย่างไรก็ตามหลังจากรับมาแล้ว รัฐล้านนาได้พัฒนาต่อไปมากเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่น โดยเฉพาะตัวอักษรธรรมล้านนา หรือตัวเมืองมีต้นแบบมาจากอักษรมอญโบราณ ส่วนด้านศิลปวัฒนธรรมหริภุญชัยพบว่าได้รับรูปแบบสถาปัตยกรรมเจดีย์ทรงสี่ เหลี่ยม และเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งมักสร้างในสมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น เช่น เจดีย์กู่คำ เวียงกุมกามรับอิทธิพลจากกู่กุด

อิทธิพลที่ชัดเจนมาก คือพระพุทธศาสนาของหริภุญชัย เพราะพระพุทธศาสนานิกายเดิมรับจากหริภุญชัยมีบทบาทในล้านนาสูง นับตั้งแต่พระญามังรายยึดครองหริภุญชัย ได้รับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทหริภุญชัย จนถึงสมัยพระญากือนามีความคิดจะสถาปนานิกายรามัญวงศ์ โดยอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัยเข้ามาเผย แพร่พุทธศาสนาในล้านนา และในสมัยพระญาสามฝั่งแกนได้เกิดนิกายสิงหล หรือลังกาวงศ์ใหม่มาจากลักกาอีกระลอกหนึ่ง พระพุทธศาสนาในล้านนาจึงมี 3 นิกายด้วยกัน อย่างไรก็ตามนิกายเดิมหรือนิกายพื้นเมืองที่ปริมาณพระภิกษุมากกว่านิกายอื่น พระพุทธศาสนาแนวหริภุญชัยมีบทบาทในล้านนาอย่างน้อยจนถึงสิ้นราชวงศ์มังราย

2. สมัยอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง (พ.ศ. 1898 – 2068) ความ เจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาพัฒนาการขึ้นอย่างเด่นชัดในราวกลางราชวงศ์ มังราย นับตั้งแต่สมัยพระญากือนา (พ.ศ. 1898 – 1928) เป็นต้นมา และเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราชและพระญาแก้วหรือพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นช่วงยุคทอง หลังจากนั้นอาณาจักรล้านนาก็เสื่อมลง

ตั้งแต่สมัยพระญากือนา กิจการในพุทธศาสนาได้รับการสนับสนุนมาก เห็นได้จากการรับนิกายรามัญจากสุโขทัยเข้ามาเผยแผ่ในล้านนา ทรงสร้างวัดสวนดอกให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของเมืองทางตนบน จึงมีพระสงฆ์ชาวล้านนาได้ให้ความสนใจศึกษาพระพุทธศาสนามากขึ้นตามลำดับ ซึ่งนำไปสู่การศึกษาที่ลึกซึ้ง โดยในสมัยพระญาสามฝั่งแกนมีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งไปศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกา แล้วกลับมาตั้งนิกายสิงหลหรือลังกาวงศ์ใหม่ มีศูนย์กลางที่วัดป่าแดงในเมืองเชียงใหม่ พระสงฆ์กลุ่มนี้ได้ไปเผยแพร่ศาสนายังเมืองต่าง ๆ ภายในอาณาจักรล้านนา ตลอดจนขยายไปถึงเชียงตุง เชียงรุ่ง สิบสองพันนา

พระสงฆ์ในนิกายรามัญและนิกายสิงหลขัดแย้ง กันในการตีความพระธรรมวินัยหลายอย่าง แต่ก็เป็นแรงผลักดันนำไปสู่การศึกษาค้นคว้า โดยเฉพาะพระสงฆ์ในนิกายสิงหลเน้นการศึกษาภาษาบาลี ทำให้ศึกษาพระธรรมได้ลึกซึ้ง ดังนั้นหลังจากการสถาปนานิกายใหม่แล้ว พระพุทธศาสนาในล้านนาเจริญเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าติโลกราชถึงสมัยพระญาแก้ว ดังปรากฏการสร้างวัดวาอารามทั่วไปในล้านนาและผลจากภิกษุล้านนามีความรู้ความ สามารถสูง จึงเกิดการทำสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2020 สิ่งที่สำคัญในระยะนี้ คือการเขียนคัมภีร์ต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา คัมภีร์จากล้านนาได้แพร่หลายไปสู่ดินแดนใกล้เคียง เช่น ล้านช้าง พม่า อยุธยา งานเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ในล้านนาประเภทตำนาน แพร่หลายตามท้องถิ่นต่าง ๆ โดยอาศัยสำนึกประวัติศาสตร์ที่เป็นจารีตเดิม ประกอบกับได้รับอิทธิพลจากงานเขียนจากสำนักลังกาที่พระสงฆ์นำเข้ามา งานเขียนประวัติศาสตร์สกุลตำนานในยุคนี้มีมากมาย เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พื้นเมืองน่าน ตำนานพระธาตุลำปางหลวง ตำนานมูลสาสนา จามเทวีวงศ์ และชินกาลมีปกรณ์ เป็นต้น

ผลงานวรรณกรรมพุทธศาสนาของพระสงฆ์ล้านนา ที่สำคัญได้แก่ พระโพธิรังสี แต่งจามเทวีวงศ์ และสิหิงคนิทาน รัตนปัญญาเถระ แต่งชินกาลมาลีปกรณ์ เป็นงานเขียนที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา พระสิริมังคลาจารย์ แต่งวรรณกรรมหลายเรื่อง เช่น เวสสันดรทีปนี จักรวาลทีปนี สังขยาปกาสกฎีการ และมังคลัตถทีปนี พระพุทธเจ้าและพระพุทธพุกาม แต่งตำนางมูลสาสนา

นอกจากนั้นยังมีปัญญาสชาดก (ชากด 50 เรื่อง) ซึ่งไม่ปรากฏนามผู้แต่ง เข้าใจว่าในสมัยพระญาแก้ว ปัญญาสชาดกเป็นงานวรรณกรรมพุทธศาสนาที่แต่งทำนองเลียนแบบชาดกในพระไตรปิฎก แต่มีเนื้อเรื่องไม่เหมือนกัน เพราะเป็นชาดกนอกไตรปิฎก ปัญญาสชาดกเป็นต้นกำเนิดของวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น สมุททโฆสชาดก (นำมาแต่งเป็นสมุทรโฆษคำฉันท์) สุธนชาดำ (นำมาแต่งเป็นบทละครเรื่องมโนราห์) ปัญญาสชาดกแพร่หลายมากไปถึงพม่า มีการแปลเป็นภาษาพม่าในสมัยพระเจ้าโพธพระยา เมื่อ พ.ศ. 2224 พ ม่าเรียกปัญญา สชาดกว่า ซิมแม่ปัณณาสชาดก (เชียงใหม่ปัณณาสชาดก)

ในช่วงสมัยรุ่งเรืองนี้พระพุทธศาสนาเจริญ ยิ่งดังปรากฏการสร้างวัดแพร่หลายทั่วไปในดินแดนล้านนา ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ได้สร้างวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน และตามเมืองมีวัดหนาแน่ดังพบว่า เขตเมืองเชียงใหม่มีวัดนับร้อยแห่ง ปริมาณวัดที่มากมายในยุครุ่งเรืองนั้นมีร่องรอยปรากฏเป็นวัดร้างมากมายใน ปัจจุบัน ความเจริญในพุทธศาสนายังได้สร้างถาวรวัตถุในพุทธศาสนา ซึ่งมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมล้านน้า วัดสำคัญ ได้แก่ วัดเจ็ดยอด วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดสวนดอก วัดบุพพาราม เป็นต้น การสร้างวัดมากมายนอกจากแสดงความเจริญในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังสะท้อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของล้านนาในยุครุ่งเรืองด้วย

ในยุคเศรษฐกิจรุ่งเรือง ล้านนามีความมั่งคั่งด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีพัฒนาการร่วมไปกับความเจริญรุ่งเรืองโดยรวมของรัฐ เพราะพบว่านับตั้งแต่สมัยพระญากือนาเป็นต้นมา การค้าระหว่างรัฐมีเครือข่ายก้าวขวางไปไกล ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ได้ สะท้อนการค้าว่ามีหมู่พ่อค้าเมืองเชียงใหม่ไปค้าขายถึงเมืองพุกาม ในยุคนั้นเมืองเชียงใหม่มีฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ เพราะตำแหน่งที่ตั้งเมืองนั้นคุมเส้นทางการค้า คือ เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ตอนบนขึ้นไป เช่น รัฐฉาน สิบสองพันนา เชียงแสนจะนำสินค้าผ่านสู่เมืองเชียงใหม่แล้วจึงผ่านไปเมื่ออื่น ๆ ที่อยู่ทางใต้และทางตะวันตก ดังนั้น จึงพบหลักฐานกล่าวถึงพ่อค้าจากทุกทิศมาค้าขายที่เชียงใหม่มีทั้งเงี้ยว ม่าน เม็ง ไทย ฮ่อ กุลา เมืองเชียงใหม่คงมีผลประโยชน์จากการเก็บภาษีสินค้าสูงทีเดียว สินค้าออกเชียงใหม่สู่ตลาดนานาชาติคือของป่า เมืองเชียงใหม่ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าของป่าจากเมืองต่าง ๆ ทางตนบนแล้วส่งไปขายยังเมืองท่าทางตอนล่างในดินแดนกรุงศรีอยุธยาและหัวเมือง มอญ กษัตริย์มีบทบาทในการค้าของป่า โดยอาศัยการเก็บส่วยจากไพร่และให้เจ้าเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรส่งส่วนให้ราชธานี ด้วยพระราชอำนาจจึงออกกฎหมายบังคับให้ทุกคนในอาณาจักรนำส่วยสินค้าของป่ามา ถวาย รูปแบบการค้าของป่า คือกษัตริย์จะส่งข้าหลวงกำลับดูแลสินค้าชนิดต่าง ๆ เพราะพบตำแหน่งแสนน้ำผึ้ง ข้าหลวงดูแลการค้าส่วยน้ำผึ้ง และมีพ่อค้าจากอยุธยาเดินทางเข้าซื้อสินค้าในเมืองฮอด

ในยุคที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง รัฐมีความเจริญทางการค้ามากและสภาพเศรษฐกิจดี จึงมีกองกำลังเข้มแข็งดังพบว่า ในยุคนี้อาณาจักรล้านนามีอำนาจสูงได้แผ่อิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง เช่น เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองนาย เมืองน่าน และยังขยายอำนาจลงสู่ชายขอบรัฐอยุธยา ดังทำสงครามติดต่อกันหลายปีระหว่างพระเจ้าติโลกราชและพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งในครั้งนั้นทัพล้านนาสามารถยึดครองเมืองศรีสัชนาลัยได้

3. สมัยเสื่อและอาณาจักรล้านนาล่มสลาย (พ.ศ. 2068 – 2101) ความ เสื่อของอาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นในช่วงปลายสมัยราชวงศ์มังราย นับตั้งแต่พระญาเกศเชษฐาราชขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2068 จนกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าใน พ.ศ. 2101 ข่วงเวลา 33 ปี ในช่วงเวลานั้นมีระยะหนึ่งที่ว่างเว้นไม่มีกษัตริย์ปกครองถึง 4 ปี (พ.ศ. 2091 – 2094) เพราะขุนนางขัดแย้งกันตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นกษัตริย์ กษัตริย์สมัยเสื่อจะครองเมืองระยะสั้น ๆ การสิ้นรัชสมัยของกษัตริย์เกิดจากขุนนางจัดการปลงพระชนม์ หรือขุนนางปลดกษัตริย์ หรือกษัตริย์สละราชสมบัติ

ปัจจัยความเสื่อมสลาย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐในหุบเขา ที่ทำให้เมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรมีโอกาสแยกตัวเป็นอิสระ เมืองราชธานีจึงพยายามสร้างเสถียรภาพให้ศูนย์กลางมีความเข้มแข็งตลอดมา โดยกษัตริย์อาศัยการสร้างสายสัมพันธ์กับเจ้าเมืองต่าง ๆ ในระบบเครือญาติ ซึ่งระบบนี้ใช้ได้ในระยะแรก ในที่สุดเมื่อรัฐขยายขึ้นจำเป็นต้องสร้างระบบราชการที่มีประสิทธิภาพแทนที่ ระบบเครือญาติ อาณาจักรล้านนาสถาปนาระบบราชการไม่ได้ รัฐจึงอ่อนแอและเสื่อมสลายลง ในช่วงนี้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลง ขุนนางมีอำนาจเพิ่มพูน นอกจากนั้นขุนนางยังขัดแย้งกัน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือขุนนางเมืองราชธานีและขุนนางหัวเมือง แย่งชิงความเป็นใหญ่ ต่างสนับสนุนคนของตนเป็นกษัตริย์ ปัญหาการเมืองภายในล้านนาที่แตกแยกอ่อนแอมีผลต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจตกต่ำมาก ความเสื่อภายในล้านนาเป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญ และมีปัจจัยภายนอกคือการขยายอำนาจของราชวงศ์ตองอูเป็นตัวเร่งให้อาณาจักร ล้านนาล่มสลายลง ในพ.ศ. 2101

ที่มา:
เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

อาณาจักรล้านนา

อาณาจักรล้านนา พญาเม็งราย เจ้าเมืองเงินยาง องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลาว ได้แผ่อำนาจจากแอ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำกก มาจนถึงแคว้นหริภุญไชย ตีเมืองเล็กเมืองน้อยในเขตลุ่มแม่น้ำกกได้ทั้งหมด เมื่อพญาเม็งรายตีได้แคว้นหริภุญไชยสำเร็จ จึงได้รวมเข้ากับแคว้นโยนกตั้งเป็น “อาณาจักรล้านนา”

อาณาจักรล้านนา  คือ ราชอาณาจักรของชาวไทยวนในอดีตที่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ตลอดจนสิบสองปันนา เช่น เมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) มณฑลยูนนาน ภาคตะวันออกของพม่า ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีเมืองเชียงตุงเป็นเมืองเอก ฝั่งตะวันตกแม่น้ำสาละวิน มีเมืองนายเป็นเมืองเอก และ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน โดยมีเมืองเชียงใหม่ เป็นราชธานี มีภาษา ตัวหนังสือ วัฒนธรรม และประเพณีเป็นของตนเอง ต่อมาถูกปกครองในฐานะรัฐบรรณาการของอาณาจักรตองอู อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรอังวะ จนสิ้นฐานะอาณาจักร กลายเป็นเมืองส่วนหนึ่งของอาณาจักรอังวะในราชวงศ์นยองยาน ไปในที่สุด

ล้านนา หมายถึง ดินแดนที่มีนานับล้าน หรือมีที่นาเป็นจำนวนมาก คู่กับล้านช้าง คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว เมื่อปี พ.ศ. 2530 คำว่า “ล้านนา” กับ “ลานนา” เป็นหัวข้อโต้เถียงกัน ซึ่งคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมี ดร. ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธาน ได้ให้ข้อยุติว่า “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้อง และเป็นคำที่ใช้กันในวงวิชาการ

ปัญหาที่นำไปสู่การโต้เถียงกันนั้น สืบเนื่องมาจากในอดีตการเขียนมักไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่องวรรณยุกต์ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า แม้จะเขียนโดยไม่มีรูปวรรณยุกต์โทกำกับ แต่ให้อ่านเหมือนมีวรรณยุกต์โท สำหรับคำ “ลานนา” น่าจะมาจากพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ลานนาหมายถึงทำเลทำนา” ซึ่งทำให้คำว่าลานนาใช้กันมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษ ภายหลัง พ.ศ. 2510 นักวิชาการระดับสูงพบว่าล้านนาเป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ ดร. ฮันส์ เพนธ์ ค้นพบคำว่า “ล้านนา” ในศิลาจารึกที่วัดเชียงสา ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2096 อย่างไรก็ดี การตรวจสอบคำว่า ล้านนา ได้อาศัยศัพท์ภาษาบาลี โดยพบว่าท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่นๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 50 แห่ง เขียนว่า ทสลกฺขเขตฺตนคร ทะสะลักขะเขตตะนะคอน/ แปลว่า เมืองสิบแสนนา เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร ศรีสตนาคนหุต หรือช้างร้อยหมื่น

คำว่าล้านนาน่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพญากือนา เนื่องจากพระนาม “กือนา” หมายถึงจำนวนร้อยล้าน และต่อมาคำล้านนาได้ใช้เรียกกษัตริย์และประชาชน แพร่หลายมากในสมัยพระเจ้าติโลกราช

ส่วนการใช้ว่า “ล้านนาไทย” นั้น เป็นเสมือนการเน้นความเป็นไทย ซึ่งใช้กันมาในสมัยหลังด้วยเหตุผลทางการเมือง

อาณาเขต

หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ดินแดนล้านนานั้นหมายถึงดินแดนบางส่วนของอาณาเขตบริเวณ ลุ่มน้ำแม่โขง ลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้าเจ้าพระยา ตลอดจนเมืองที่ตั้งตามลุ่มน้ำสาขาเช่นแม่นำกก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำปาย แม่นำแตง แม่น้ำงัด ฯลฯโดยมีอาณาเขตทางทิศใต้จดเมืองตาก (อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน) และจดเขตดินแดนด้านเหนือของอาณาจักรสุโขทัย ทิศตะวันตกเลยลึกเข้าไปในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ทิศตะวันออกจดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทิศเหนือจดเมืองเชียงรุ่ง (หรือคนจีนเรียกในปัจจุบันว่า เมืองจิ่งหง) ซึ่งบริเวณชายขอบของล้านนา อาทิ เมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองปุ เมืองสาด เมืองนาย เป็นบริเวณที่รัฐล้านนาแผ่อิทธิพล ไปถึงในเมืองนั้นๆ

ในสมัยโบราณได้กล่าวถึงเมืองขึ้นกับดินแดนล้านนามี 57 เมือง ดังปรากฏในตำนาน พื้นเมืองของเชียงใหม่ว่า ใน สัตตปัญญาสล้านนา 57 หัวเมือง[3] แต่ก็ไม่ได้ระบุว่ามีเมืองใดบ้าง ปัจจุบันมีหลักฐานสมัยที่พม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2101-2317) และได้แปลเป็นภาษาพม่า ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 ทางมหาวิทยาลัย Yangon ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อ Zinme Yazawin หรือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับภาษาพม่า ได้ระบุเมืองต่างๆ 57 หัวเมือง โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเมือง คือ กลุ่มเมืองขนาดใหญ่ มี 6 เมือง กลุ่มเมืองขนาดกลางมี 7 เมือง กลุ่มเมืองขนาดเล็กมี 44 เมือง เช่น เมืองฝาง เมืองเชียงของ เมืองพร้าว เมืองเชียงดาว เมืองลี้ เมืองยวม เมืองสาด เมืองนาย เมืองเชียงตุง เมืองเชียงคำ เมืองเชียงตอง เมืองน่าน เมืองเทิง เมืองยอง เมืองลอง เมืองตุ่น เมืองแช่ เมืองอิง เมืองไลค่า เมืองลอกจ๊อก เมืองปั่น เมืองยองห้วย เมืองหนองบอน เมืองสู่ เมืองจีด เมืองจาง เมืองกิง เมืองจำคา เมืองพุย เมืองสีซอ เมืองแหงหลวง เมืองหาง เมืองพง เมืองด้ง ฯลฯ

จังหวัดเชียงใหม่

เชียงใหม่  เป็นจังหวัดหนึ่งของไทย ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20,107 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ มีประชากร 1,735,762 คน มากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ ในจำนวนนี้เป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองและชานเมือง 960,906 คน โดยจังหวัดเชียงใหม่ทิศเหนือติดต่อกับรัฐฉานของเมียนมา

จังหวัดเชียงใหม่แบ่งการปกครองออกเป็น 25 อำเภอ โดยมีอำเภอเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของจังหวัด เมื่อ พ.ศ. 2552 มีการจัดตั้งอำเภอกัลยาณิวัฒนาเป็นอำเภอลำดับที่ 26 ของจังหวัด และลำดับที่ 878 ของประเทศ ซึ่งเป็นอำเภอล่าสุดของไทย

จังหวัดเชียงใหม่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาแต่โบราณ มี “คำเมือง” เป็นภาษาท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านประเพณีวัฒนธรรม และมีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเริ่มวางตัวเป็นนครสร้างสรรค์ และกำลังพิจารณาสมัครเข้าเป็นนครสร้างสรรค์ และเมืองมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก

เมืองเชียงใหม่ มีชื่อปรากฏในตำนานว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” (คำเมือง: Lanna-Nopphaburi Si Nakhon Phing Chiang Mai.png)[4]) สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 1839 โดยพญามังราย และมีอายุครบ 720 ปี ในปี พ.ศ. 2559

ในอดีตเชียงใหม่มีฐานะเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรนครรัฐอิสระ ชื่อว่า อาณาจักรล้านนา ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ประมาณ 261 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 1839-2101) กระทั่งในปี พ.ศ. 2101 เชียงใหม่ได้เสียเมืองให้แก่พระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่า และได้อยู่ภายใต้การปกครองของพม่ามานานกว่าสองร้อยปี จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงได้มีการทำสงครามเพื่อขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม่และเชียงแสนได้สำเร็จ โดยการนำของเจ้ากาวิละและพระยาจ่าบ้าน และเปลี่ยนชื่อเป็น เมืองรัตตนติงสาอภินวปุรี

หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้ากาวิละขึ้นเป็นพระบรมราชาธิบดี ปกครองนครเชียงใหม่และเป็นประมุขแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร (ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน) และต่อมา เจ้านายซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้ากาวิละ ก็ได้ปกครองเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองต่างๆ สืบต่อมา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองประเทศราช โดยมีการจัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า “มณฑลพายัพ” ต่อมาเชียงใหม่ได้มีการปรับปรุงการปกครองและยกฐานะขึ้นเป็น “จังหวัด” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงปัจจุบัน
..เมืองเชียงใหม่นี้เหมือนหนึ่งเปนเพชรซึ่งประดับมงกุฎของเมืองไทย ถ้ามงกุฎปราศจากเพชรประดับก็จะไม่ผ่องใสงดงามได้…— จุฬาลงกรณ์ ป.ร.

ภูมิศาสตร์

ที่ตั้ง จังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ ณ ละติจูด 16 องศาเหนือ ลองติจูด 99 องศาตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 310 เมตร ส่วนกว้างจากทิศตะวันตกจรดทิศตะวันออกประมาณ 138 กิโลเมตร ส่วนยาวจากทิศเหนือจรดทิศใต้ประมาณ 428 กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพมหานคร 696 กิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ

  • ทิศเหนือ โดยมีดอยผีปันน้ำของดอยคำ ดอยปกกลา ดอยหลักแต่ง ดอยถ้ำป่อง ดอยถ้วย ดอยผาวอก และดอยอ่างขางอันเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาแดนลาว เป็นเส้นกั้นอาณาเขต
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอสามเงา อำเภอแม่ระมาด และอำเภอท่าสองยาง (จังหวัดตาก) มีร่องน้ำแม่ตื่นและดอยผีปันน้ำ ดอยเรี่ยม ดอยหลวงเป็นเส้นกั้นอาณาเขต
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า (จังหวัดเชียงราย) อำเภอเมืองปาน อำเภอเมืองลำปาง (จังหวัดลำปาง) อำเภอบ้านธิ อำเภอเมืองลำพูน อำเภอป่าซาง อำเภอเวียงหนองล่องอำเภอบ้านโฮ่ง และอำเภอลี้ (จังหวัดลำพูน) ส่วนที่ติดจังหวัดเชียงรายและลำปางมีร่องน้ำลึกของแม่น้ำกก สันปันน้ำดอยซาง ดอยหลุมข้าว ดอยแม่วัวน้อย ดอยวังผา และดอยแม่โตเป็นเส้นกั้นอาณาเขต ส่วนที่ติดจังหวัดลำพูนมีดอยขุนห้วยหละ ดอยช้างสูง และร่องน้ำแม่ปิงเป็นเส้นกั้นอาณาเขต
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอปาย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอขุนยวม อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอแม่สะเรียง และอำเภอสบเมย (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) มีดอยผีปันน้ำ ดอยกิ่วแดง ดอยแปรเมือง ดอยแม่ยะ ดอยอังเกตุ ดอยแม่สุรินทร์ ดอยขุนยวม ดอยหลวง และร่องแม่ริด แม่ออย และดอยผีปันน้ำดอยขุนแม่ตื่นเป็นเส้นกั้นอาณาเขต

จังหวัดเชียงใหม่มีชายแดนติดต่อกับ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่อาย อำเภอฝาง อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง อำเภอไชยปราการ รวมระยะทางทั้งสิ้น 227 กิโลเมตร พื้นที่เขตแดนส่วนใหญ่เป็นป่าเขา จึงไม่สามารถปักหลักเขตแดนได้ชัดเจน และเกิดปัญหาเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ

ภูมิประเทศ
จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ 20,107.057 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 12,566,911 ไร่ มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมา ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาและป่าละเมาะ มีที่ราบอยู่ตอนกลางตามสองฟากฝั่งแม่น้ำปิง มีภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ ดอยอินทนนท์ สูงประมาณ 2,565 เมตร อยู่ในเขตอำเภอจอมทอง นอกจากนี้ยังมีดอยอื่นที่มีความสูงรองลงมาอีกหลายแห่ง เช่น ดอยผ้าห่มปก (อำเภอฝาง) สูง 2,285 เมตร ดอยหลวงเชียงดาว (อำเภอเชียงดาว) สูง 2,170 เมตร ดอยสุเทพ (อำเภอเมืองเชียงใหม่) สูง 1,601 เมตร สภาพพื้นที่แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ

พื้นที่ภูเขา คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 80 ของจังหวัด ประกอบด้วยทิวเขาอินทนนท์ (หรือถนนธงชัยตะวันออก) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด พาดยาวจากทิศเหนือจรดใต้ ตามแนวรอยต่อกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน และทิวเขาขุนตาน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด พาดผ่านในทิศเหนือ-ใต้ พื้นที่ภูเขาส่วนใหญ่เป็นป่าต้นน้ำลำธาร ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ส่วนบางพื้นที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชาวเขาชาติพันธุ์ต่าง ๆ
พื้นที่ราบลุ่มน้ำและที่ราบเชิงเขา กระจายอยู่ทั่วไประหว่างหุบเขาทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ได้แก่ ที่ราบลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำฝาง ลุ่มน้ำแม่งัด เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเกษตร

ภูมิอากาศ
จังหวัดเชียงใหม่มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นเกือบตลอดทั้งปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี 25.4 องศาเซลเซียส โดยมีค่าอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 31.8 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 20.1 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,100-1,200 มิลลิเมตร สภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงใหม่อยู่ภายใต้อิทธิพลมรสุม 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งภูมิอากาศออกได้เป็น 3 ฤดู

ทรัพยากรป่าไม้
จังหวัดเชียงใหม่มีป่าไม้หลายประเภท ประกอบด้วย ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าเต็งรังผสมป่าสนเขา และป่าแดง เป็นต้น พื้นที่ป่าไม้ ประกอบด้วย ป่าธรรมชาติ สวนป่า และป่าฟื้นฟูตามธรรมชาติ โดยมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ 12,222,395 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 69.93 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด[7] แบ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 25 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 14 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 4 แห่ง วนอุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 1 แห่ง และจังหวัดเชียงใหม่ยังเป็นจังหวัดที่ถือได้ว่ามีพื้นที่เขตเมืองใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติมากที่สุดในประเทศอีกด้วย อุทยานแห่งชาติในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่

  • อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
  • อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
  • อุทยานแห่งชาติแม่ปิง
  • อุทยานแห่งชาติออบหลวง
  • อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
  • อุทยานแห่งชาติศรีลานนา
  • อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา
  • อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้
  • อุทยานแห่งชาติผาแดง
  • อุทยานแห่งชาติแม่โถ
  • อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง
  • อุทยานแห่งชาติออบขาน
  • อุทยานแห่งชาติแม่วาง

นอกจากนี้จังหวัดเชียงใหม่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้เกิดขึ้นเป็นประจำ สาเหตุสำคัญเช่น การลักลอบตัดไม้ การบุกรุกเพื่อทำการเกษร และไฟป่า

ทรัพยากรน้ำ

จังหวัดเชียงใหม่มีแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำปิง และมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง และยังแบ่งตามพื้นที่ลุ่มน้ำดังนี้

  • ลุ่มน้ำปิงตอนบน เป็นลุ่มน้ำที่สำคัญที่สุดในภาคเหนือตอนบน มีพื้นที่ 25,355.9 ตร.กม. สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมีความลาดชันสูง วางตัวแนวเหนือ-ใต้ พื้นที่ส่วนใหญ่เสี่ยงต่อแผ่นดินถล่มและการชะล้างพังทลายของดินสูง ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบสะวันนา คือ มีฤดูฝนสลับกับฤดูแล้งอย่างชัดเจน[ต้องการอ้างอิง] และยังมีลุ่มน้ำย่อยอีก 14 ลุ่มน้ำย่อย แม่น้ำที่สำคัญได้แก่ แม่น้ำปิง แม่แตง แม่กวง แม่งัด แม่แจ่ม แม่ขาน และแม่ตื่น
  • ลุ่มน้ำกก มีแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำสายหลัก ไหลผ่านเมืองกก เข้าเขตประเทศไทยที่ช่องน้ำกก อำเภอแม่อาย แล้วไหลเข้าสู่จังหวัดเชียงราย ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ครอบคลุมพื้นที่ 2,773 ตร.กม.[ต้องการอ้างอิง]
  • ลุ่มน้ำฝาง มีแม่น้ำฝางเป็นแม่น้ำสายหลัก ซึ่งมีต้นกำเนิดจากดอยขุนห้วยฝางและดอยหัวโท ทางตอนใต้ของอำเภอไชยปราการ ไหลลงสู่แม่น้ำกก มีความยาวลำน้ำประมาณ 70 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำ 1,948.5 ตร.กม. ในอำเภอไชยปราการ ฝาง และแม่อาย

ธรณีวิทยา
จังหวัดเชียงใหม่มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรณี โดยมีการผลิตแร่ที่สำคัญ 8 ชนิด ได้แก่ ถ่านหิน เฟลด์สปาร์ (แร่ฟันม้า) แมงกานีส ชีไลต์ ดีบุก ดินขาว ฟลูออไรด์ และแร่หินอุตสาหกรรม และจังหวัดเชียงใหม่ยังมีแหล่งทรัพยากรธรณีที่สำคัญ เช่น แหล่งปิโตรเลียม อำเภอฝาง สภาพทางธรณีวิทยาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ บ่อน้ำพุร้อน อำเภอสันกำแพงและอำเภอฝาง โป่งเดือด อำเภอแม่แตง บ่อน้ำแร่ธรรมชาติ อำเภอแม่ริม เป็นต้น

จังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งมีรอยเลื่อนมีพลัง 2 แห่งที่พาดผ่านจังหวัด ได้แก่ “รอยเลื่อนแม่จัน” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด พาดผ่านอำเภอฝางและอำเภอแม่อายในทิศตะวันออก-ตะวันตก และ “รอยเลื่อนแม่ทา” พาดผ่านพื้นที่ตอนกลางของจังหวัดในทิศเหนือ-ใต้ ผ่านอำเภอพร้าว ดอยสะเก็ด แม่ออน เชียงดาว แม่แตง แม่ริม สันทราย เมืองเชียงใหม่ สารภี หางดง สันป่าตอง และแม่วาง นอกจากนี้พื้นที่ส่วนอื่นของจังหวัดก็มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นเช่นกัน โดยแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางในเขตจังหวัดเชียงใหม่ครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549 ขนาด 5.1 มีจุดเหนือศูนย์กลางในอำเภอแม่ริม ทำให้เกิดความเสียหายเล็กน้อยในบริเวณอำเภอแม่ริมและอำเภอใกล้เคียง

การเมืองการปกครอง
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด

  • อักษรย่อ: ชม
  • ตราประจำจังหวัด : รูปช้างเผือกในเรือนแก้ว หมายถึงความสำคัญ 2 ประการของจังหวัด ช้างเผือกคือช้างที่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่นำมาถวายแด่สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) และได้ขึ้นระวางเป็นช้างเผือกเอกในรัชกาล ส่วนเรือนแก้วคือดินแดนที่พุทธศาสนารุ่งเรืองสูงสุด
  • ต้นไม้ประจำจังหวัด : ต้นทองกวาว (Butea monosperma)
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด : ดอกทองกวาว
  • สัตว์น้ำประจำจังหวัด : ปลากาหรือปลาเพี้ย (Labeo chrysophekadion)

หน่วยการปกครอง
การปกครองส่วนภูมิภาค

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2476 ถึงปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่มีการตั้งอำเภอขึ้นใหม่ ดังนี้

  • อำเภอหางดง โดยแยกจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2490
  • อำเภอแม่แจ่ม โดยแยกจากอำเภอจอมทอง ในวันที่ 5 มิถุนายน 2499
  • อำเภออมก๋อย โดยแยกจากอำเภอฮอด ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2501
  • อำเภอสะเมิง โดยแยกจากอำเภอแม่ริม ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2501
  • อำเภอแม่อาย โดยโดยแยกจากอำเภอฝาง ในวันที่ 28 มิถุนายน 2516
  • อำเภอดอยเต่า โดยแยกจากอำเภอฮอด ในวันที่ 25 มีนาคม 2522
  • อำเภอเวียงแหง โดยแยกจากอำเภอเชียงดาว ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2536
  • อำเภอไชยปราการ โดยแยกจากอำเภอฝาง ในวันที่ 3 มิถุนายน 2537
  • อำเภอแม่วาง โดยแยกจากอำเภอสันป่าตอง ในวันที่8 สิงหาคม 2538
  • อำเภอดอยหล่อ โดยแยกจากอำเภอจอมทอง ในวันที่ 24 สิงหาคม 2550
  • อำเภอแม่ออน โดยแยกจากอำเภอสันกำแพง ในวันที่ 24 สิงหาคม 2550
  • อำเภอกัลยาณิวัฒนา โดยแยกจากอำเภอแม่แจ่ม ในวันที่ 25 ธันวาคม 2552

ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 25 อำเภอ 204 ตำบล 2,066 หมู่บ้าน ซึ่งอำเภอทั้ง 25 อำเภอมีดังนี้

หมายเลข อำเภอ ประชากร
(พ.ศ. 2559)[2]
พื้นที่
(ตร.กม.)
ความหนาแน่น
(คน/ตร.กม.)
±%
เทียบกับ พ.ศ. 2558[25]
1 อำเภอเมืองเชียงใหม่ 234,837 152.36 1,541 -0.3
2 อำเภอจอมทอง 66,811 712.30 94 +0.1
3 อำเภอแม่แจ่ม 59,515 2,686.57 22 +0.6
4 อำเภอเชียงดาว 91,829 1,882.08 49 +0.4
5 อำเภอดอยสะเก็ด 72,064 671.28 107 +1.0
6 อำเภอแม่แตง 75,699 1,362.78 56 -0.3
7 อำเภอแม่ริม 91,558 443.63 206 +0.9
8 อำเภอสะเมิง 23,642 898.02 26 +0.3
9 อำเภอฝาง 118,075 888.16 133 +0.4
10 อำเภอแม่อาย 77,778 736.70 106 +0.3
11 อำเภอพร้าว 49,258 1,148.19 43 -0.5
12 อำเภอสันป่าตอง 75,290 178.19 423 -0.1
13 อำเภอสันกำแพง 84,327 197.83 426 +1.7
14 อำเภอสันทราย 131,414 285.02 461 +0.9
15 อำเภอหางดง 86,435 277.14 312 +1.5
16 อำเภอฮอด 43,803 1,430.38 31 -0.0
17 อำเภอดอยเต่า 27,393 803.92 34 -0.2
18 อำเภออมก๋อย 62,317 2,093.83 30 +0.7
19 อำเภอสารภี 82,247 97.46 844 +1.3
20 อำเภอเวียงแหง 44,563 672.17 66 +0.6
21 อำเภอไชยปราการ 45,962 510.85 90 +0.0
22 อำเภอแม่วาง 31,625 601.22 53 -0.2
23 อำเภอแม่ออน 21,296 442.26 48 +0.0
24 อำเภอดอยหล่อ 25,931 260.13 100 -0.4
25 อำเภอกัลยาณิวัฒนา 12,093 674.58 18 +1.0
รวม 1,735,762 20,107.05 86 +0.4

การปกครองส่วนท้องถิ่น

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีจำนวน 210 แห่ง ประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่) 1 แห่ง เทศบาลนคร 1 แห่ง (เทศบาลนครเชียงใหม่) เทศบาลเมือง 4 แห่ง เทศบาลตำบล 116 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 89 แห่ง รายชื่อเทศบาลทั้งหมดมีดังนี้

อำเภอเมืองเชียงใหม่

เทศบาลนครเชียงใหม่
เทศบาลเมืองแม่เหียะ
เทศบาลตำบลช้างเผือก
เทศบาลตำบลท่าศาลา
เทศบาลตำบลป่าแดด
เทศบาลตำบลฟ้าฮ่าม
เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ
เทศบาลตำบลสุเทพ
เทศบาลตำบลหนองป่าครั่ง
เทศบาลตำบลหนองหอย
อำเภอจอมทอง

เทศบาลตำบลจอมทอง
เทศบาลตำบลดอยแก้ว
เทศบาลตำบลบ้านแปะ
เทศบาลตำบลบ้านหลวง
เทศบาลตำบลข่วงเปา
เทศบาลตำบลสบเตี๊ยะ
เทศบาลตำบลแม่สอย
อำเภอแม่แจ่ม

เทศบาลตำบลท่าผา
เทศบาลตำบลแม่แจ่ม
อำเภอเชียงดาว

เทศบาลตำบลเชียงดาว
เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง
เทศบาลตำบลพระธาตุปู่ก่ำ
เทศบาลตำบลปิงโค้ง
เทศบาลตำบลเมืองงาย
เทศบาลตำบลเมืองนะ
อำเภอดอยสะเก็ด

เทศบาลตำบลดอยสะเก็ด
เทศบาลตำบลสง่าบ้าน
เทศบาลตำบลเชิงดอย
เทศบาลตำบลลวงเหนือ
เทศบาลตำบลสันปูเลย
เทศบาลตำบลแม่โป่ง
เทศบาลตำบลป่าเมี่ยง
เทศบาลตำบลแม่คือ
เทศบาลตำบลแม่ฮ้อยเงิน
เทศบาลตำบลตลาดขวัญ
เทศบาลตำบลตลาดใหญ่
เทศบาลตำบลป่าป้อง
เทศบาลตำบลสำราญราษฎร์
อำเภอแม่แตง

เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา
เทศบาลตำบลแม่หอพระ
เทศบาลตำบลสันมหาพน
เทศบาลตำบลอินทขิล
เทศบาลตำบลแม่แตง
อำเภอแม่ริม

เทศบาลตำบลแม่ริม
เทศบาลตำบลขี้เหล็ก
เทศบาลตำบลริมเหนือ
เทศบาลตำบลสันโป่ง
เทศบาลตำบลแม่แรม
เทศบาลตำบลเหมืองแก้ว
อำเภอสะเมิง

เทศบาลตำบลสะเมิงใต้
อำเภอฝาง

เทศบาลตำบลบ้านแม่ข่า
เทศบาลตำบลเวียงฝาง
เทศบาลตำบลสันทราย
เทศบาลตำบลแม่ข่า
อำเภอแม่อาย

เทศบาลตำบลแม่อาย
อำเภอพร้าว

เทศบาลตำบลน้ำแพร่
เทศบาลตำบลบ้านโป่ง
เทศบาลตำบลป่าตุ้ม
เทศบาลตำบลป่าไหน่
เทศบาลตำบลแม่ปั๋ง
เทศบาลตำบลเวียงพร้าว
อำเภอสันป่าตอง

เทศบาลตำบลทุ่งต้อม
เทศบาลตำบลบ้านกลาง
เทศบาลตำบลสันป่าตอง
เทศบาลตำบลยุหว่า
เทศบาลตำบลบ้านแม
เทศบาลตำบลทุ่งสะโตก
อำเภอสันกำแพง

เทศบาลเมืองต้นเปา
เทศบาลตำบลบวกค้าง
เทศบาลตำบลแม่ปูคา
เทศบาลตำบลสันกำแพง
เทศบาลตำบลออนใต้
เทศบาลตำบลสันกลาง
เทศบาลตำบลห้วยทราย
อำเภอฮอด

เทศบาลตำบลท่าข้าม
เทศบาลตำบลบ่อหลวง
เทศบาลตำบลบ้านตาล
อำเภอสันทราย

เทศบาลเมืองแม่โจ้
เทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว
เทศบาลตำบลป่าไผ่
เทศบาลตำบลเมืองเล็น
เทศบาลตำบลแม่แฝก
เทศบาลตำบลสันทรายหลวง
เทศบาลตำบลสันนาเม็ง
เทศบาลตำบลสันป่าเปา
เทศบาลตำบลสันพระเนตร
เทศบาลตำบลหนองจ๊อม
เทศบาลตำบลหนองหาร
เทศบาลตำบลหนองแหย่ง
อำเภอหางดง

เทศบาลตำบลบ้านแหวน
เทศบาลตำบลสันผักหวาน
เทศบาลตำบลหนองตองพัฒนา
เทศบาลตำบลหางดง
เทศบาลตำบลหารแก้ว
เทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา
เทศบาลตำบลแม่ท่าช้าง
เทศบาลตำบลหนองแก๋ว
เทศบาลตำบลบ้านปง
เทศบาลตำบลหนองควาย
อำเภอดอยเต่า

เทศบาลตำบลท่าเดื่อ-มืดกา
อำเภออมก๋อย

เทศบาลตำบลอมก๋อย
อำเภอสารภี

เทศบาลตำบลขัวมุง
เทศบาลตำบลชมภู
เทศบาลตำบลไชยสถาน
เทศบาลตำบลดอนแก้ว
เทศบาลตำบลท่ากว้าง
เทศบาลตำบลท่าวังตาล
เทศบาลตำบลยางเนิ้ง
เทศบาลตำบลสันทรายมหาวงศ์
เทศบาลตำบลสารภี
เทศบาลตำบลหนองผึ้ง
เทศบาลตำบลหนองแฝก
เทศบาลตำบลป่าบง
อำเภอเวียงแหง

เทศบาลตำบลแสนไห
อำเภอไชยปราการ

เทศบาลตำบลไชยปราการ
เทศบาลตำบลหนองบัว
อำเภอแม่วาง

เทศบาลตำบลแม่วาง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
ลำดับ รายนาม ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง
1 พระยาอุดมพงษ์เพ็ญสวัสดิ์ พ.ศ. 2444
2 พระยายอดเมืองขวาง ไม่ทราบข้อมูล
3 พระยามหินทรบดี ไม่ทราบข้อมูล
4 พระยาวรวิไชยวุฒิกร (เลื่อม สนธิรัตน) ไม่ทราบข้อมูล
5 พระยาเพ็ชร์พิสัยศรีสวัสดิ์ (แมน วสันตสิงห์) พ.ศ. 2461 – พ.ศ. 2471
6 พระยาอนุบาลพายัพกิจ (ปุ่น อาสนจินดา) พ.ศ. 2471 – พ.ศ. 2481
7 พระยาอมรฤทธิธำรง (พร้อม ณ ถลาง) พ.ศ. 2481 – พ.ศ. 2484
8 พระชาติตระการ (หม่อมราชวงศ์จิตร์ คะเนจร) พ.ศ. 2484 – พ.ศ. 2485
9 ขุนประสงค์สุขการี (สมบุญ ลาภเจริญ) พ.ศ. 2485 – พ.ศ. 2488
10 นายทวี แรงขำ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2488 – 30 กันยายน พ.ศ. 2489
11 ขุนไตรกิตยานุกูล (อัมพร ไตรกิตยานุกูล) 22 ตุลาคม พ.ศ. 2489 – 30 มกราคม พ.ศ. 2494
12 นายอุดม บุญยประสพ 30 มกราคม พ.ศ. 2494 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2495
13 นายประเสริฐ กาญจนดุล 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 – 12 มิถุนายน พ.ศ. 2501
14 พ.ต.อ.เนื่อง รายะนาค 16 มิถุนายน พ.ศ. 2501 – 28 สิงหาคม พ.ศ. 2502
15 นายสุทัศน์ สิริสวย 31 สิงหาคม พ.ศ. 2502 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2503
16 พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 – 30 กันยายน พ.ศ. 2514
17 นายวิสิษฐ์ ไชยพร 1 ตุลาคม พ.ศ. 2514 – 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2515
18 นายอาษา เมฆสวรรค์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2515 – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2518
19 นายชลอ ธรรมศิริ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2518 – 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2520
20 นายประเทือง สินธิพงษ์ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 – 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2523
21 นายชัยยา พูนศิริวงศ์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2523 – 30 กันยายน พ.ศ. 2530
22 นายไพรัตน์ เดชะรินทร์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2530 – 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2534
23 นายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2534 – 18 ตุลาคม พ.ศ. 2536
24 นายวีระชัย แนวบุญเนียร 18 ตุลาคม พ.ศ. 2536 – 30 กันยายน พ.ศ. 2539
25 นายพลากร สุวรรณรัฐ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2539 – 11 มกราคม พ.ศ. 2541
26 นายประวิทย์ สีห์โสภณ 12 มกราคม พ.ศ. 2541 – 22 เมษายน พ.ศ. 2544
27 นายโกสินทร์ เกษทอง 23 เมษายน พ.ศ. 2544 – 9 ตุลาคม พ.ศ. 2545
28 นายพิสิษฐ เกตุผาสุข 28 ตุลาคม พ.ศ. 2545 – 4 มิถุนายน พ.ศ. 2546
29 นายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2546 – 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
30 นายวิชัย ศรีขวัญ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 – 30 กันยายน พ.ศ. 2550
31 นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2552
32 ดร.อมรพันธุ์ นิมานันท์ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552 -30 กันยายน พ.ศ. 2553
33 หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 – 30 กันยายน พ.ศ. 2555
34 นายธานินทร์ สุภาแสน 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555 – 30 กันยายน พ.ศ. 2556
35 นายวิเชียร พุฒิวิญญู 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556 – 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557
36 นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557 – 30 กันยายน พ.ศ. 2558
37 นายปวิณ ชำนิประศาสน์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 – ปัจจุบัน

การเลือกตั้ง
จังหวัดเชียงใหม่แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 10 เขต มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 10 คน ส่วนวุฒิสภา มีการเลือกตั้งสมาชิกได้ 1 คน ปัจจุบันคือ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

การต่างประเทศ
จังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ตั้งของสถานกงสุลดังต่อไปนี้

  • สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา
  • สถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น
  • สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน
  • สถานกงสุลใหญ่อินเดีย
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สหราชอาณาจักร
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์เยอรมนี
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ฝรั่งเศส
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ออสเตรเลีย
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ออสเตรีย
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์แคนาดา
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์อิตาลี
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์เปรู
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์บังกลาเทศ
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สวีเดน
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์กรีซ
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์เกาหลีใต้
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ฟิลิปปินส์
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ฟินแลนด์
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์เนเธอร์แลนด์
  • สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สวิสเซอร์แลนด์
เมืองพี่น้อง
จังหวัดเชียงใหม่มีความสัมพันธ์ในฐานะเมืองพี่น้องกับเมืองดังต่อไปนี้
  • ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน (พ.ศ. 2543)
  • อินโดนีเซีย ยกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย (พ.ศ. 2550)
  • ประเทศจีน ชิงเต่า ประเทศจีน (พ.ศ. 2551)
  • ประเทศจีน ฉงชิ่ง ประเทศจีน (พ.ศ. 2551)
  • ประเทศจีน ฮาร์บิน ประเทศจีน (พ.ศ. 2551)
  • ประเทศจีน คุนหมิง ประเทศจีน (พ.ศ. 2552)
  • ตุรกี บูร์ซา ประเทศตุรกี (พ.ศ. 2556)
  • ญี่ปุ่น ซัปโปะโระ ประเทศญี่ปุ่น (พ.ศ. 2556)
  • ประเทศพม่า เชียงตุง ประเทศพม่า (พ.ศ. 2556)

ประชากร
ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่มีประชากรทั้งสิ้น 1,735,762 คน (พ.ศ. 2559) แยกเป็นชาย 843,088 คน หญิง 892,674 คน[2] ความหนาแน่นเฉลี่ย 86 คน/ตร.กม. ในจำนวนดังกล่าวประกอบด้วยประชากรชนกลุ่มน้อย 64,532 คน[7] กระจายตามอำเภอใน 25 อำเภอ อำเภอที่มีประชากรชนกลุ่มน้อยมากที่สุด ได้แก่ อำเภอฝาง รองลงมา ได้แก่ อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่อาย และอำเภอเวียงแหง[27] ประชากรส่วนใหญ่เป็น “ชาวไทยวน” หรือ “คนเมือง” ที่เหลือเป็น ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทเขิน และไทยสยาม

เศรษฐกิจ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) พ.ศ. 2555 มีมูลค่า 163,828 ล้านบาท แบ่งเป็นภาคเกษตร (รวมถึงการล่าสัตว์และการป่าไม้) 28,014 ล้านบาท (17.1%) และนอกภาคเกษตร 135,813 ล้านบาท (82.9%) สาขาการผลิตนอกภาคเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าและบริการทางธุรกิจ (14.4%) การขายส่งขายปลีก (12.1%) การศึกษา (11%) ตัวกลางทางการเงิน (11%) การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ (7.9%) การก่อสร้าง (7.2%) อุตสาหกรรม (6.9%) และสาขาอื่น ๆ (14.9%) จังหวัดเชียงใหม่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 11.7[7]

มีรายได้ประชากรต่อหัวเฉลี่ย 89,542 บาท/คน/ปี อยู่ที่อันดับ 2 ของภาคเหนือรองจากจังหวัดลำพูน[7] สำหรับรายได้ประชากรในเขตชนบท เฉลี่ยนั้น อยู่ที่ 59,092.45 บาท/คน/ปี อำเภอที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุด คือ อำเภออมก๋อย 29,198.01 บาท/คน/ปี และอำเภอที่มีรายได้สูงสุด คือ อำเภอฝาง 110,592.77 บาท/คน/ปี[27]

ใน พ.ศ. 2556 จังหวัดเชียงใหม่มีกำลังแรงงาน 976,115 คน (60.45% ของประชากร) มีอัตราว่างงานเฉลี่ย 1.24% ซึ่งมีจำนวนราว 12,000 คน จังหวัดเชียงใหม่มีแรงงานต่างด้าว 67,113 คน โดยเกือบทั้งหมดเป็นชาวพม่า (66,995 คน) แรงงานต่างด้าวประกอบอาชีพในภาคการก่อสร้างมากที่สุด 27,993 คน รองลงมาอยู่ในภาคเกษตรและปศุสัตว์ 16,342 คน

ภาคเกษตรกรรม
จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่การเกษตร 1,835,425 ไร่ (14.61% ของพื้นที่จังหวัด) ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 716,454 ไร่ และพืชสวน 459,254 ไร่ พื้นที่การเกษตรนี้อยู่ในเขตชลประทาน 642,979 ไร่ (35% ของพื้นที่การเกษตร) มีครัวเรือนการเกษตร 134,426 ครัวเรือน

พืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ข้าว ลำไย ลิ้นจี่ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และส้มเขียวหวาน

ภาคอุตสาหกรรม
จังหวัดเชียงใหม่มีโรงงาน 1,395 แห่ง เงินลงทุน 32,180 ล้านบาท แรงงาน 43,306 คน อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร เกษตร ขนส่ง อโลหะ และเครื่องดื่ม ซึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พ.ศ. 2554 มี 34 โครงการ ประเทศที่มีการลงทุนในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี สิงคโปร์ มาเลเซีย เดนมาร์ก ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

การท่องเที่ยว

ในการสำรวจ World Best Award-Top 10 Cities จากผู้อ่าน Travel and Leisure นิตยสารท่องเที่ยวของสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2553 ผลปรากฏว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับ 2 ของโลก รองแต่เพียงกรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งใน พ.ศ. 2552 จังหวัดเชียงใหม่ถูกจัดเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับ 5 ของโลก โดยพิจารณาจากสถานที่ ทัศนียภาพ ความสวยงามและร่มรื่น ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี อาหารการกิน แหล่งช็อปปิ้ง ความเป็นมิตรของผู้คน ความคุ้มค่า ของเงิน เป็นต้น[29]

ใน พ.ศ. 2555 จังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนนักท่องเที่ยวราว 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 ราว 9 แสนคน อยู่ในอันดับที่ 4 ของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดชลบุรี เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2,192,322 คน (33.4%) สร้างรายได้รวม 53,507 ล้านบาท

วัฒนธรรม
ศาสนา
ประชากรในจังหวัดเชียงใหม่ นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 91.8 ศาสนาคริสต์ร้อยละ 5.6 ศาสนาอิสลามร้อยละ 1.17 ศาสนาฮินดูและสิกข์ร้อยละ 0.02 และอื่น ๆ ร้อยละ 1.41

ประเพณี
เมืองเชียงใหม่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน คนเชียงใหม่ได้สั่งสมวัฒนธรรมประเพณีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่มีความผูกพันกับพุทธศาสนาและความเชื่อดั้งเดิม ประเพณีที่สำคัญ ได้แก่

  • ปีใหม่เมือง (สงกรานต์) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี เป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของชาวเชียงใหม่ แบ่งเป็นวันที่ 13 เป็นวันมหาสงกรานต์ มีขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ และพิธีสรงน้ำพระ วันที่ 14 เข้าวัดก่อเจดีย์ทราย และวันที่ 15 เมษายน ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และมีการเล่นสาดน้ำตลอดช่วงเทศกาล
  • ประเพณียี่เป็ง จัดขึ้นในช่วงวันลอยกระทงของทุกปี ราวเดือนพฤศจิกายน มีการตกแต่งบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ ด้วยโคมชนิดต่างๆ มีการปล่อยโคมลอย มีการลอยกระทง ประกวดกระทงและนางนพมาศ
  • ประเพณีเข้าอินทขิล จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ที่วัดเจดีย์หลวง เป็นการบูชาเสาหลักเมืองโดยการนำดอกไม้ธูปเทียนมาใส่ขันดอก
  • เทศกาลร่มบ่อสร้าง จัดขึ้นในเดือนมกราคมของทุกปี ที่ศูนย์หัตถกรรมทำร่มบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง มีการแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน มีการแสดงทางวัฒนธรรม ขบวนแห่ ประเพณีพื้นบ้าน
  • มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ จัดขึ้นในอาทิตย์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี บริเวณสวนสาธารณะบวกหาด มีขบวนรถบุปผาชาติ และนางงามบุปผาชาติ
  • งานไม้แกะสลักบ้านถวาย จัดขึ้นในเดือนมกราคม ที่หมู่บ้านถวาย อำเภอหางดง มีการจำหน่ายและสาธิตการแกะสลักไม้ และหัตถกรรมพื้นบ้าน
  • ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ จัดขึ้นในเดือนเมษายน ในวันที่ 15 เป็นต้นไป ของทุกปี ที่บริเวณตัวเมืองจอมทอง มีขบวนรถจากชุมชน ห้างร้าน กลุ่มต่างๆ กว่า 40 ขบวน แห่ไปตามเมืองจอมทอง อำเภอจอมทอง จนถึง วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานานกว่า 200 ปี ตามตำนานเกิดขึ้นที่อำเภอเภอจอมทอง ถือเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและแห่งเดียวในโลก ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ กลายเป็นต้นแบบของการแห่ไม้ค้ำสะหลีของชาวล้านนา จนได้รับความนิยมไปทั่วภาคเหนือ และเป็นประเพณีที่เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง และได้รับความนิยมอย่างมาก

โครงสร้างพื้นฐาน
การศึกษา
จังหวัดเชียงใหม่รับรองระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา มีจำนวนสถานศึกษาทั้งสิ้น 1,146 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐาน 893 แห่ง ตามมาด้วยสถาบันการศึกษาเอกชน 140 แห่ง และมีสถาบันอุดมศึกษา 12 แห่ง มีครู/อาจารย์ 21,155 คน และนักเรียน นิสิต นักศึกษา 440,706 คน ซึ่งอัตราส่วนครู/อาจารย์ ต่อนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็น 1:21 นักเรียนในสังกัดส่วนใหญ่อยู่ในระดับประถมศึกษา 138,288 คน รองลงมาคือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 75,804 คน[27]

สถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยพายัพ
  • มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

นอกจากนี้ยังมีวิทยาเขตของสถาบันอุดมศึกษาตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัด ได้แก่

  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ภาคพายัพ (จอมทอง)
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาเขตจอมทอง
  • มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติเชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
  • สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตเชียงใหม่
  • วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่

สาธารณสุข
จังหวัดเชียงใหม่มีโรงพยาบาลแผนปัจจุบัน 48 แห่ง 6,045 เตียง[27] มีบุคลากรแพทย์ 1,065 คน (สัดส่วนต่อประชากรเป็น 1: 1,540) พยาบาล 4,812 คน (1: 341) และทันตแพทย์ 359 คน (1: 13,445)

อัตราการเกิด 10.98 ต่อ 1,000 คน อัตราการตาย 8.16 ต่อ 1,000 คน และอัตราการเพิ่มตามธรรมชาติ 2.52 ต่อ 1,000 คน[27]

โรงพยาบาลของรัฐที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่ อาทิ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลสวนปรุง

การขนส่ง
จังหวัดเชียงใหม่มีระบบขนส่งที่หลากหลายทั้งทางบก ทางรถไฟ และทางอากาศ โดยเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางการบินที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศและภูมิภาค เป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ มีระบบรางเข้าถึงและมีสถานีรถไฟกลาง 1 แห่งคือ สถานีรถไฟเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่มีสถานีรถโดยสารประจำทาง 3 แห่ง สำหรับการขนส่งผู้โดยสารไปยังอำเภอต่าง ๆ และจังหวัดใกล้เคียง

สาธารณูปโภคอื่น ๆ

  • ไฟฟ้า การไฟฟ้าของจังหวัดอยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขตเหนือ รับซื้อกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ณ แหล่งผลิตแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีสถานีควบคุมการจ่ายไฟฟ้า 5 สถานี จำนวนการไฟฟ้า 32 แห่ง ในปี 2553 จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น 567,201 ราย ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในจังหวัด 2,264.45 ล้านหน่วย สามารถให้บริการไฟฟ้าได้ครอบคลุม 25 อำเภอ สำหรับหมู่บ้าน ที่ไม่สามารถขยายเขตระบบจำหน่ายได้เนื่องจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ เป็นหมู่บ้าน ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แหล่งต้นน้ำลำธาร ลุ่มน้ำ เขตป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งหลายแห่งมีการติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
  • ประปา การประปาในจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ การประปาเชียงใหม่ การประปาฮอด การประปาสันกำแพง การประปาฝาง การประปาแม่ริม การประปาแม่แตง มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 54.83 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณการใช้น้ำ 25.33 ล้านลูกบาศก์เมตร มีจำนวนผู้ใช้น้ำ 112,685 ราย โดยในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ มีผู้ใช้น้ำประปามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 69.04 ของจำนวนผู้ใช้ประปาทั้งหมดของจังหวัด
  • โทรศัพท์ จังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ 305,434 เลขหมาย เป็นเลขหมายที่มีผู้เช่า 186,294 เลขหมาย มีชุมสายโทรศัพท์ 247 แห่ง
  • ไปรษณีย์ มีสำนักงานไปรษณีย์ จำนวน 37 แห่ง มีจำนวนผู้ใช้บริการ 2,467,286 ราย

กีฬา
จังหวัดเชียงใหม่มีการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติหลายครั้ง ได้แก่ เอเชียนเกมส์ 1998 และซีเกมส์ 1995 ฟุตบอลเอเชียเยาวชน 1998 และกีฬาในประเทศ ได้แก่ การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ 3 ครั้ง การแข่งขันยกน้ำหนักยุวชนชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดในปี พ.ศ. 2552[30] และล่าสุดคือ กีฬายุวชนอาเซียน

เชียงใหม่มีสโมสรฟุตบอลอาชีพ คือ สโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ ในเดือนตุลาคม 2549 ได้มีแถลงการเปิดบริษัทที่จะสนับสนุนฟุตบอลอาชีพ ในชื่อ “บริษัท พัฒนาธุกิจกีฬา เชียงใหม่

สถานที่ท่องเที่ยว
สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

  • อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง
  • อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อำเภอเมืองเชียงใหม่
  • ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อำเภอเชียงดาว
  • สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม
  • ดอยฟ้าห่มปก อำเภอแม่อาย
  • ออบหลวง อำเภอฮอด
  • ปางช้างแม่แตง อำเภอแม่แตง
  • น้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอสันกำแพง
  • น้ำพุร้อนฝาง อำเภอฝาง
  • ทะเลสาบดอยเต่า อำเภอดอยเต่า
  • ดอยม่อนจอง อำเภออมก๋อย
  • ม่อนแจ่ม อำเภอแม่ริม

สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป
อำเภอเมืองเชียงใหม่

  • พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์
  • สวนสัตว์เชียงใหม่
  • เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี
  • อุทยานหลวงราชพฤกษ์
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
  • ถนนคนเดิน – ที่สำคัญมีสองแห่งคือ
    • ถนนราชดำเนิน ช่วงระหว่างประตูท่าแพ ถึงวัดพระสิงห์
    • ถนนวัวลาย ช่วงระหว่างประตูเชียงใหม่ ถึงประตูหายยา
  • ถนนนิมมานเหมินท์
  • เชียงใหม่ไนท์บาซาร์

อำเภออื่น

  • หมู่บ้านผลิตร่ม บ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง
  • ชุมชนหัตถกรรมแกะสลัก บ้านถวาย อำเภอหางดง
  • เวียงกุมกาม อำเภอสารภี
  • เวียงท่ากาน อำเภอสันป่าตอง
  • พระธาตุดอยนก อำเภอสะเมิง

Flower market Chiang mai

Flower market in Chiang mai a special flower market in Chiang Mai.

Flower market in Chiang mai. You have now at this point not investigated Chiang Mai till you have visited. ou might choose out up almost whatever from Chiang Mai markets. Aside from great purchase hunting for the flower. Here is our decision of top notch areas to save at and walk around. May be you need to go this event. The event name’s Chiang mai flower festival The Chiang Mai Flower Festival has been running for over 40 years and celebrates the beautiful flowers in bloom during this time.

 

Ton Lamyai Flower Market

Tonlamyai Flower Market is that the main spot to urge new blossoms in focal Chiang Mai and therefore it’s a really busy place, loaded up with native folks and visiting Bangkokians, who love shooting the dazzling sprouts. Blossoms are a big piece of Buddhist culture and are frequently given as a contribution at sanctuaries and holy places. you’ll likewise see laurels of recent blossoms, ofttimes with roses swinging from back read mirrors. referred to as phuang malai these are aforementioned to safeguard individuals from hurt, thus don’t be aghast within the event that you simply see a cab driver nipping out of his taxi to grab one. Chiang Mai is honored with cooler climate and consequently the assortment of blossoms on provide is great. furthermore as orchids and bush you’ll observe roses, pussy willow, chrysanthemums, lotus blossoms, and even bird of heaven, contingent upon the season.

Assuming you return throughout a celebration the blossom market in Chiang Mai are significantly a lot of occupied than expected. Showcases and flower bundles are salaried for all events – from Valentine’ Day to favorable Buddhist occasions. By a protracted shot the foremost wonderful should be Loy Krathong, once very little flower pontoons are sent off into water as owing to the waterway spirits. However, no matter whether or not you’re not here during a specific celebration, the abate proprietors can in any case be operating diligently on special stepped space manifestations for weddings or monumental wreaths for memorial services. In spite of the actual fact that you simply might not be checking out an enormous bouquet to bring home, it’ troublesome to oppose the tones additionally the} fragrance, also the amicability of the dealers. some of the slows down will enable you to assemble your own bundle that definitely adds to the experience, and at beneath 33% of the price you’d watch out of home you may come back with armfuls of blossoms!

Ton Lamyai Flower Market Location


Khamthiang Flower Market

The Kham Tiang Flower Market not simply sells bunches of howling plants and blossoms, however on the opposite hand it’ a dynamite close involvement with Chiang Mai. contemplate it an dead one resource for all of your cultivating and plant needs. Truth be told, it’s the best looking in northern Kingdom of Thailand of its sort.

The maximum extraordinary factor of purchasing right here is that the entirety is so slick and coordinated. Observing what you need a few of the many slows down and stores might be a breeze. Regardless of whether or not it is orchids, bushes, trees, or gildings and plant material, they’ll have it right here. There is part of the marketplace this is dedicated to fish, for folks who want to make a nursery lake. Stoneware and all which you need to create exceptional wellsprings to your nurseries can likewise be visible as right here.
A go to right here is so captivating at the grounds which you get to peer each one of the flowers which are neighborhood to Chiang Mai. Regardless of whether or not you’ve got got a nursery, the tones, fragrances, sights, and surfaces right here are basically magnificent. Why now no longer come to get acquainted with a few matters approximately the close by botanicals of northern Thailand? The sheer collection and quantity of the flowers you may locate right here are overpowering in a tremendous manner.

A café right here moreover invitations visitors to return back and partake in a brief chunk and rewards. It’s a touch off in an sudden path fascination in Chiang Mai, but that works the entirety out such that unique. On the off threat that you have not visible, cultivating is an critical motion for the Thais who venerate their flowers and blossoms to such an extent.

The Kham Tiang Flower Market is observed truely at the back of the Tesco Lotus Shopping Center at the super-throughway north of Chiang Mai and simply adjoining to the Jing Jai Farmers Market. It is open constantly from 9am to 6pm.

Khamthiang Flower Market Location


Sri Lan Chang Market

Sri Lan Chang Market is on Kaeo Nawarat rd., Wat Ket,  Muang district, Near San dek intersection. Chiang Mai  is observed truely at the back of the Central Festival Chiangmai and Big c Extra Chiangmai Shopping Center at the super-throughway north of Chiang Mai. If you want flowers to give to someone special. Or find fresh flowers to decorate, you can come here.

Srilanchang Market Location

Nim si seng Market

Nim si seng Market Fresh flowers are available for those who wish to bring flowers to someone special. Or join to congratulate or mourn, or bring fresh flowers to decorate the bouquet. You can find fresh flowers here until the night. Nim si seng is on Superhighway Chiangmai-Lumpang Road Faham.

Nim si seng Market Location


ยำผักเฮือด

ผักเฮือด หรือผักเรือก หรือเฮือก เป็นผักที่มีรสเปรี้ยวและฝาด ก่อนปรุงจึงต้องนึ่งให้สุกก่อน มีวิธีการยำ นิยมนำลงผัดกับเครื่องแกงกับหมูสับ บางสูตรใส่หมูสับต้มสุก และนำมะเขือเทศลงต้มพร้อมกับเครื่องปรุงอื่นๆ (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 5520; สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)

ส่วนผสม

1. ผักเฮือด 200 กรัม
2. เนื้อหมูสับ 100 กรัม
3. ข่าโขลก 1/2 ช้อนโต๊ะ
4. หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
5. กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
6. ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
7. ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
8. พริกขี้หนูแห้งทอด 5 เม็ด
9. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
10. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

1. พริกขี้หนูแห้ง 15 เม็ด
2. กระเทียม 10 กลีบ
3. หอมแดง 5 หัว
4. ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
5. ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
6. กะปิ 1 ช้อนชา
7. ปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
8. เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

  1. นึ่งผักเฮือดให้สุก นำมาหั่นให้ละเอียด พักไว้
    2. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
    3. เจียวกระเทียมกับน้ำมัน ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม
    4. ใส่หมูสับ ผัดให้หมูสุก
    5. ใส่ผักเฮือดผัดให้เข้ากัน พอสุก ปิดไฟ โรยด้วยกระเทียมเจียว หอมแดงซอย พริกขี้หนูทอด และผักชีต้นหอม

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม

การเตรียมยอดผักเฮือด ให้เด็ดกลีบออก เหลือแต่กลีบสุดท้าย เนื่องจากกลีบของใบอ่อนมีรสเปรี้ยว

รายการอ้างอิง

รัตนา พรหมพิชัย. (2542). ยำผักเรือก.ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 11, หน้า 5520). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

Credit : http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_lannafood.php?id_food=66

[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%A2%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94″ limit=”10″]

แกงตูน

ภาคเหนือ แกงตูน ภาคใต้ แกงส้มปลากดต้นอ้อดิบ ภาคกลาง แกงเหลืองปลากะพงกับต้นคูน

แกงส้ม เป็นแกงที่นิยมรับประทาน มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานนิดหน่อยใช้ผักที่มีตามท้องถิ่นนั้น ๆ ผักที่นิยมใช้แกงส้ม เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉดดอกแค กะหล่ำปลี หน่อไม้ดอง ฯลฯ ส่วนเนื้อสัตว์ที่นำ มาใช้กับแกงส้มมีปลา กุ้งน้ำจืดและกุ้งน้ำเค็ม บางทีก็ใช้หอยแทนกุ้ง แกงส้มเป็นแกงที่ปรุงรสสามรสน้ำแกงที่ให้รสชาติอร่อยพอดีทั้งสามรสจะทำได้ยากกว่าแกงชนิดอื่นไม่เปรี้ยวจนเกินไป หรือเค็มขึ้นหน้า หรือมีรสหวานนำควรปรุงให้กลมกล่อมทั้งสามรส แกงส้ม ใช้เครื่องปรุง โขลกกับพริกสด (จะใช้พริกชี้ฟ้าหรือพริกขี้หนูก็ได้) ละลายน้ำแกงแลวตั้งหม้อจนเดือด ใส่ปลา ลงไป (ไม่นิยมใช้น้ำแกงข้น คือ โขลกปลาลงไปด้วย)ฉีกใบ มะกรูดใส่ บีบมะนาว ใส่น้ำตาลเล็กน้อย หลังจากใส่ผัก (มักใช้ผักบุ้งต้มจนนุ่ม พร้อมกับใส่ปลา) ยกมารับประทานขณะร้อน ๆ จึงจะต้องโฉลก ข้าวสวยก็ต้องร้อน ๆ(เนื่องจากปลามีความคาว จึงต้องใส่ผิวมะกรูดโขลกลงไปด้วย บางทีก็ใช้น้ำมะกรูดผสมกับน้ำมะนาวเพื่อให้เปรี้ยวนำหน้า

เครื่องปรุง

  • เนื้อปลากะพง 1 ชาม สามารถใช้ปลาดุก ปลากด
  • พริกแกงส้มปักษ์ใต้ 2 ช้อนโต๊ะ หรือทำเอง ส่วนประกอบดังนี้ พริก กะปิ ขมิ้น กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ และข่า
  • ตูน (อ้อดิบ หรือ ก้านคูน)หั่นเป็นชิ้น 2 ก้าน
  • ใบมะกรูด 5 ใบ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • น้ำซุปต้มกระดูก 1 หม้อ

วิธีทำ

  1. ล้างอ้อดิบด้วยน้ำส้มสายชูให้หมดเมือกคันแล้วสะเด็ดน้ำให้แห้ง
  2. ต้มน้ำซุปให้เดือดแล้วใส่พริกแกงส้มละลายให้เข้ากัน
  3. ใส่น้ำตาลให้ออกรสหวานนิดๆ จึงใส่อ้อดิบลงต้มจนน้ำแกงเข้าเนื้ออ้อดิบ
  4. ใส่ปลากะพงแล้วปิดฝาต้มจนน้ำเดือดจึงช้อนฟองทิ้ง (ห้ามคนเนื้อปลาน้ำแกงจะคาว)
  5. ฉีกใบมะกรูดใส่ตักใส่ชามกินกับข้าวสวยร้อนๆ

 

แหล่งที่มา : http://www.monmai.com/%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A/

น้ำพุร้อนสันกำแพง

น้ำพุร้อนสันกำแพง ตั้งอยู่ที่ 1 ม.7 ต.บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ 50130 สถานที่เที่ยวน้ำพุร้อนที่ควบคู่กับการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่

บ่อน้ำพุแห่งนี้มีน้ำพุพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินนับสิบเมตร หากมาในช่วงหน้าหนาว อยากจะใช้บริการแช่ตัว แช่เท้า ดับหนาว ใกล้กับน้ำพุเค้ามีบริการบ่อน้ำร้อนให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย บรรยากาศรอบๆน้ำพุห้อมล้อมไปด้วยยธรรมชาติ จัดแต่งเป็นสวนดอกไม้อย่างสวยงามกลางภูเขาธรรมชาติ มีทางเดินให้สามารถเดินชมได้โดยรอบ

เดิมน้ำพุร้อนสันกำแพง เป็นบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติที่ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงใช้ต้มพืชผักที่เก็บจากป่าและรักษาโรคผิวหนัง ลักษณะของน้ำพุร้อนสันกำแพง เป็นแบบไกเซอร์คือลักษณะของน้ำใต้ดินที่ได้รับความร้อนจากหินเหลวความร้อนสูงส่งผ่านหินเนื้อแน่นมายังน้ำทำให้น้ำร้อนขึ้นมากๆ จนหาทางแทรกตามรอยแตกร้าวของหินและดันตัวขึ้นมายังดินเป็นน้ำพุร้อน ความสูงของของการพุ่งของน้ำพุร้อนขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ทำให้น้ำมีความร้อนขนาดไหน น้ำพุร้อนสันกำแพงมีระดับอุณหภูมิจากใต้ดิน 105 องศาเซลเซียส จึงทำให้พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 10 เมตร

ปี 2518 มีโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง ตามพระราชดำริ (ปี 2524 จดทะเบียนเป็นหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง)

ปี 2515-2526 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีโครงการสำรวจเพื่อนำความร้อนใต้พิภพมาผลิตกระแสไฟฟ้าและที่น้ำพุร้อนสันกำแพงก็เป็นแหล่งสำรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการเจาะบ่อลึกลงไปถึง 283 เมตร เพื่อการศึกษาวิจัย ผลที่ได้คือ ที่นี่ความร้อนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้แต่ต้นทุนสูงมากไม่คุ้มกับการลงทุน จึงยกเลิกโครงการ

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2526 คณะกรรมการโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ประชุมกันมีมติให้ปรับปรุงพื้นที่นี้ ซึ่งมี 75 ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้การอำนวยการและบริหารจัดการของคณะกรรมการ 2 ชุด คือ

คณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการหมู่บ้านสหกรณ์อำเภอสันกำแพง ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่
คณะอนุกรรมการบริหารจัดการกิจการน้ำพุร้อนอำเภอสันกำแพง
ในปี 2527 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับสหกรณ์การเกษตรหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง ร่วมทุนดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการบริหารกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง แม่ออน ตามพระราชดำริ

ได้รับการปรับปรุง และดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตรหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง จำกัด เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ล้อมรอบไปด้วยภูเขา มีดอกไม้นานาพันธุ์และน้ำพุร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส ตั้งอยู่ในเขต ต. บ้านสหกรณ์ อ. แม่ออน อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 36 กิโลเมตร สามารถไปได้ 2 ทางด้วยกัน คือ เส้นทางเชียงใหม่ ? สันกำแพง ? สถานีเพาะพันธุ์กล้าไม้สัก ? น้ำพุร้อน (เส้นทางนี้จะผ่านถ้ำเมืองคอน ซึ่งอยู่ห่างจากน้ำพุร้อน 4 กิโลเมตร) หรือเส้นทางเชียงใหม่ ? สันกำแพง ? หมู่บ้านออนหลวย