Home Blog Page 104

งานไชน่าทาวน์เมืองเชียงใหม่ ณ ตรอกเล่าโจ้ว 15-17 กุมภาพันธ์ 2561

15 – 17 กุมภาพันธ์ ร่วมเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีน เชิญมาเที่ยวชิม🍽อาหารอร่อยจากร้านอาหารชื่อดัง ช๊อป
ของฝากของที่ระลึก
ชม การแสดงงิ้วหุ่น จากมณฑลฟูเจี้ยนและการแสดงระบำจากมณฑลเจ้อเจียง สิงโตดอกเหมยและกิจกรนมอื่นๆอีกมากมาย ”
“งานไชน่าทาวน์เมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 16 ”
ณ ตรอกเล่าโจ้ว.

ฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ ที่เซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

ฉลองเทศกาลตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ “ The Great Chinese New Year 2018” ที่เซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ฉลองต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับงาน “The Great Chinese New Year 2018” ขอเชิญชาวเชียงใหม่ร่วมสักการะ องค์พระโพธิสัตว์กวนอิมหยกเขียวโบราณ ปางประทานพร จากดินแดนกำเนิดพระโพธิสัตว์กวนอิมตามตำนาน อายุกว่า 100 ปี จากพุทธสถานเกาะโพวถ่อซาน (ทะเลใต้ )สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมช้อปปิ้งจับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยวที่เดียวจบแบบวันสต็อป และพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ

ตื่นตากับการแสดง “The Magical China Dreaming”, เชิดสิงโตดอกเหมย และศิลปะวัฒนธรรมจีนมากมาย จากชมรมรักษ์เสียงเพลง
ร่วมจับจ่ายซื้อสินค้ามงคล อาทิ ส้มมงคล, ผลไม้มงคลเกรดพรีเที่ยมโดยหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่, ซาลาเปาเสวย, ขนมเปี๊ยะรสเลิศ, ซาลาเปาไทเฮา, เครื่องรางนำโชค และขนมมงคลจีนอีกมากมาย
พิเศษ!! ช้อปครบ 500 บาท รับคำอวยพร จากชมรมสมาคมพู่กันจีน ฟรี! (เฉพาะวันที่ 14-16 ก.พ.61)
กิจกรรมแจกส้มมงคลฟรี! 300 ชุด 14-16 ก.พ.61 (เฉพาะวันที่ 14-16 ก.พ.61)
ปิดท้ายด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ รับฟรี!!! จานลายสัตว์เทพมงคล มูลค่า 666 บาท เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป (เฉพาะวันที่ 10-28 ก.พ. 61) *ของมีจำนวนจำกัด*

มาร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนไปพร้อมกัน เสริมสิริมงคลให้รุ่งเรือง วันที่ 14 – 18 กุมภาพันธ์ 2561 บริเวณชั้น G โซนอความเรี่ยม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

ดอยสะเก็ด จัดงาน “ซะป๊ะของดีดอยสะเก็ด ครั้งที่ 11” 14-18 ก.พ. 2561

อำเภอดอยสะเก็ด เตรียมจัดงาน “ซะป๊ะของดีดอยสะเก็ด ครั้งที่ 11” ระหว่างวันที่ 14 – 18 ก.พ.นี้ ณ บริเวณรอบที่ว่าการอำเภอฯ และกิจกรรมจดทะเบียนสมรสเนื่องในวันแห่งความรัก 14 ก.พ. ณ สะพานแขวนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่

นายอรรถชา กัมปนาทแสนยากร นายอำเภอแม่แจ่ม รักษาการในตำแหน่งนายอำเภอดอยสะเก็ด เปิดเผยว่า อำเภอดอยสะเก็ด ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ ส่วนราชการหน่วยงาน และประชาชนอำเภอดอยสะเก็ด ร่วมกันจัดงาน “ซะป๊ะของดีดอยสะเก็ด ครั้งที่ 11” ระหว่างวันที่ 14 – 18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ บริเวณรอบที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้รู้จักของที่มีชื่อเสียงในอำเภอดอยสะเก็ด ผ่านกิจกรรมการประกวด กิจกรรมการสาธิต การแสดงนิทรรศการรวมถึงผลิตผลการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ตลอดจน สถานที่ท่องเที่ยวที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยี่ยมชม อาทิ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง หนองบัวพระเจ้าหลวง เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ กาแฟเทพเสด็จ บ้านศิลาดล ผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้า OTOP นานาชนิด และผลิตผลการเกษตร ในพื้นที่การเกษตรกว่า 46,141 ไร่ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวดอยสะเก็ด

นอกจากนี้ อำเภอดอยสะเก็ด ได้ดำเนินโครงการ “จดทะเบียนสมรสเนื่องในวันแห่งความรัก (Valentine’s Day)” ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ณ บริเวณสะพานแขวนเขื่อนแม่กวงอุดมธาร เพื่อส่งเสริมให้คู่สมรสได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีหลักประกันที่ดี เป็นเงื่อนไขหรือจุดเริ่มต้นของสถาบันครอบครัว อันเป็นการสร้างความอบอุ่น มีคุณค่าแก่ความทรงจำในสถานที่และบรรยากาศที่สวยงาม รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย โดยจะให้บริการประชาชนในอำเภอดอยสะเก็ดและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ได้จดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมายประมาน 50 คู่ ซึ่งจะเริ่มรับลงทะเบียน ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ สำนักทะเบียนอำเภอดอกสะเก็ด โทรศัพท์ 053-291566 ในวันและเวลาราชการ และกำหนดพิธีจัดงาน ในวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ สะพานแขวนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่

สะพานแขวนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ตั้งอยู่บริเวณบ้านป่าสักงาม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยจุดประสงค์แรกเริ่มของการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ ก็เพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้าน ใช้เป็นเส้นทางสัญจร ซึ่งแต่เดิมถูกตัดขาดมาตั้งแต่มีการสร้างเขื่อน ทำให้ชาวบ้านต้องเดินทางโดยวิธีใช้เรือมามากกว่า 40 ปี สะพานนี้จะทำให้ชีวิตของชาวบ้านดีขึ้น โดยเชื่อมช่องแคบระหว่างเขื่อนแม่กวงอุดมธารากับบ้านป่าสักงาม และกลายเป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะได้สัมผัสกับความงดงามของภูเขาและเขื่อน อีกทั้ง ยังได้เห็นและสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ภาพของภูเขาที่โอบล้อมน้ำในเขื่อนอีกด้วย

อภิชาติ เฮงพลอย  /  ส.ปชส.เชียงใหม่
7 กุมภาพันธ์ 2561

 

เสื้อตรุษจีน เสื้อกี่เพ้า เสื้อจีน อาหมวย หลากหลายแบบลาย สวยๆน่ารักๆ

เสื้อตรุษจีน เสื้อกี่เพ้า เสื้อจีน อาหมวย หลากหลายแบบลาย สวยๆน่ารักๆ🧧🧧🧧
📌พิกัด https://s.shopee.co.th/3q7PccRgBc
👉ราคา 350 บาท😲
👗กดลิ้งค์เพื่อเข้าไปสั่งซื้อในแอพ Shopee ปลอดภัย ได้รับสินค้าแน่นอน💯 คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม 🌟กดรับโค้ดได้รับส่วนลดมากกว่าเดิม
#ถูกสุดที่ช้อปปี้ #ช้อปแฟชั่นที่ช้อปปี้ #ช้อปช้อปปี้ไม่ตกเทรนด์ #เสื้อผ้าแฟชั่น #แฟชั่นผู้หญิง #เสื้อผ้าผู้หญิง #ช้อปปี้ถูกชัวร์ #ช้อปปี้แฟชั่น #ช้อปปี้ป้ายยา
#เสื้อตรุษจีน #เสื้อกี่เพ้า #เสื้อจีน #กี่เพ้า #อาหมวย #ชุดตรุษจีน #ตรุษจีน #แฟชั่นตรุษจีน #สายคาเฟ่ #ชุดเที่ยว

Mix รวมเสื้อสีแดง หลากหลายแบบ ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน / เสื้อกี่เพ้า / เสื้อจีน สุดฮิต งานสวยปังทุกแบบจร้าาา ❤️❤️❤️

เสื้อผ้าแฟชั่น

****ขนาดสินค้าที่ในรูปสินค้าแต่ละแบบ ได้เลยนะคะ

ฟรีไซส์

อก ได้ถึง 36 / 38 นิ้ว เเล้วเเต่แบบค่ะ

เนื้อผ้าไม่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับสาวๆๆไซส์ ประมาณ s m นะคะ🥰

❤️💛💚💙💚💛❤️รีวิวจากลูกค้าที่เคยสั่งซื้อ❤️💛💚💙💚💛❤️

– ผ้าลื่นๆบางสบาย แต่ไม่เห็นจุกนะคะ ตามวิดิโอเลย ใส่แล้วสวยมาก 2 ลายนี้อกได้ถึง 34 นิ้ว (ตามรายละเอียดร้านบอกแต่ละลายไม่เท่ากัน)

– ได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วค่ะ รอไม่นานเท่าไหร่ ทันเวลาพอดีค่ะ รูปแบบและผ้าน่ารักมากค่ะ ราคาไม่แพงค่ะ ใส่ได้พอดีค่ะ แต่แอบใหญ่ไปนิดนึงค่ะ

– ได้รับสินค้าตรงตามที่คลังสินค้าจัดส่งไวเนื้อผ้าดีสวมใส่สบายราคาถูกจัดส่งไว คุ้มค่าคุ้มราคา ดีมากๆ

– การจัดส่งรวดเร็วดีมากค่ะ ผ้าเบาสบาย สวยตรงปกมากๆ คุ้มกับการสั่งซื้อเป็นครั้งที่ 2 แล้วจะมาอุดหนุนใหม่นะคะ

– สินค้าถูกต้องตามสั่ง ร้านค้าจัดส่งรวดเร็ว ขนส่งจัดส่งรวดเร็ว ราคาถูก เนื้อผ้าไม่บางมาก ไม่หนา ลองแล้วใส่ได้พอดี

– สวยมากกกก ตรงปก น่ารักสุดๆๆๆ สีแดงสดใสน่ารัก จัดส่งรวดเร็ว ได้รับสินค้าเร็ว ราคาดี คุณภาพสมราคาค่ะ ผ้าไม่บาง ขนาดพอดี ไม่รัดแน่น ใส่สบายๆ

 

13 มกราคม 61 เด็กเที่ยวฟรี..ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

13 มกราคม 2561…เด็กเที่ยวฟรี..ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์  

อุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ขอเชิญน้องๆ ร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ในงานเทศกาลชมสวน (Flora Festival 2017) ภายใต้แนวคิด “สุขสราญ งามบุปผา ใต้หล้าพระบารมี” วันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 เวลา 08.00-12.00 น. ณ ลานส้มสุก ภายในงานน้องๆ จะได้สนุกกับกิจกรรมที่เสริมทักษะและช่วยเติมแต่งจินตนาการการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ก้าวทันยุค 4.0 เพื่อสอดรับกับคำขวัญวันเด็ก “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” อีกทั้งยังจะได้เพลิดเพลินกิจกรรมศิลปะจากสิ่งเหลือใช้และวัสดุธรรมชาติ กิจกรรมรักษ์โลก การแสดงดนตรีจากเยาวชน การแสดงสุดพิเศษจากเหล่าแมสคอตอุทยานหลวงราชพฤกษ์ และร่วมเล่นเกมส์ต่างๆ ชิงของรางวัลมากมาย รวมทั้งยังได้ชมไม้ดอกเมืองหนาวนานาพรรณนับล้านดอกอีกด้วย (เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

กิจกรรมพิเศษสุด! สำหรับเด็ก อายุ 6-12 ปี กับกิจกรรม “เตว..ล่น..ม่วนในสวน” กิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง น้องๆ ต้องเดินหรือวิ่งไปตะลุยเล่นเกมส์ตามสวนหน่วยงานภาคีจากองค์กรชั้นนำของประเทศ อาทิ สถานีพอเพียงปลูกผักในกระถางและให้อาหารสัตว์ เกมส์ฝ่าลูกบอลมหาสนุก เกมส์ข้ามสะพานฝ่าเส้นทางมหาวิบาก ตะลึงโลกแมลง ตะลุยสนามเด็กเล่น เขาวงกตหอชมวิวสีเขียว วงเวียนความรู้ กิจกรรมเมนูไข่พระอาทิตย์ และน้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจะได้รับเหรียญรางวัลเป็นของที่ระลึกอีกด้วย…รับสมัครเพียง 150 คน โดยลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมกิจกรรม “เตว..ล่น..ม่วนในสวน” ผ่านทางเฟสบุ๊คอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตั้งแต่วันนี้ – 11 มกราคม 2561 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 053-114110-5

 

ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา จัดงานวันเด็ก

ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. ขอความอนุเคราะห์ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 เสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 ณ ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา สี่แยกกลางเวียงเชียงใหม่ เวลา 8.00 – 13.00 น. โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย

– การเปิดนิทรรศการและการมอบรางวัลจากการประกวดวาดภาพระบายสี หัวข้อ “น้องฟานกับเมืองเชียงใหม่ที่เรารัก”
– กิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้ ชวนน้อง…ลองเป็นสถาปนิก ถ่ายภาพสถาปนิกน้อยและเรียนรู้สถาปัตยกรรมล้านนา โดยสโมสรนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
– กำบะเก่า เล่าสู่กันฟัง : ปริศนาสถาปัตยกรรมล้านนา สืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม
– เขียวชมเมือง และกิจกรรมสนุกๆ By เขียวสวยหอม
– ศิลปะเพื่อเด็กๆ โดย Khum Kafe และชาร์โคลล์
– เรื่องเล่าเงินตรา เกมส์มหาสนุกจากพิพิธภัณฑ์เงินตราศาลาธนารักษ์.

 

ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา จัดงานวันเด็ก

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หรือนามตามสมณศักดิ์ว่า พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต (20 มกราคม พ.ศ. 2413 – 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492) เป็นพระภิกษุผู้เป็นบูรพาจารย์องค์หนึ่งของสายพระป่าในประเทศไทย นับแต่อุปสมบทท่านได้ปฏิบัติตนตามแนวทางคำสอนพระศาสดาอย่างเคร่งครัด และยึดถือธุดงควัตรด้วยจริยวัตรปฏิปทางดงาม จนได้รับการยกย่องจากผู้ศรัทธาทั้งหลายว่าเป็นพระผู้เลิศทางธุดงควัตร ท่านวางแนวทางในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าให้แก่ สมณะประชาชนอย่างกว้างขวาง จนมีพระสงฆ์และฆราวาสเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก แนวคำสอนของท่านเป็นที่รู้จักกันดีว่า คำสอนพระป่า (สายพระอาจารย์มั่น) หลังจากท่านมรณภาพลง ในปี พ.ศ. 2492 ยังคงมีพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านสืบต่อแนวปฏิบัติของท่านสืบมา โดยลูกศิษย์เรียกว่า พระกรรมฐานสายวัดป่า หรือ พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านได้รับยกย่องจากผู้ศรัทธาให้เป็น พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า สืบมาจนปัจจุบัน
ภูมิหลัง
พระอาจารย์มั่นมีชื่อเดิมว่า “มั่น แก่นแก้ว” เกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2413 ปีมะแม ที่บ้านคำบง ตำบลสงยาง อำเภอโขงเจียม (ปัจจุบันคืออำเภอศรีเมืองใหม่) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของนายคำด้วง และนางจันทร์ แก่นแก้ว ได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 15 ปี ณ วัดบ้านคำบง เมื่อบวชได้ 2 ปี บิดาขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้าน จิตท่านยังหวนคิดถึงร่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่เนืองนิจ เพราะติดใจในคำสั่งของยายว่า “เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายากนัก” ต่อมาหลวงปู่เสาร์ได้เดินธุดงค์มาปักกลดอยู่ที่บ้านคำบง นายมั่น จึงเข้าถวายการรับใช้และมีจิตศรัทธาในข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่เสาร์ ต่อมาได้เป็นศิษย์ติดตามเข้าเมืองอุบล ครั้นอายุได้ 23 ปีจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเลียบ อ.เมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2436 โดยมีพระอริยกระวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังท่านสงสัยในผู้บวชให้และผ้าสังฆาฏิ หลังจากนั้นเกือบปีพระครูวิจิตรธรรมภาณี (จันทร์ สิริจนฺโท) จึงให้ท่านทำทัฬหีกรรมที่แพกลางแม่น้ำมูล โดยพระอาจารย์ม้าว เทวธมฺมี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิจิตรธรรมภาณี (จันทร์ สิริจนฺโท) และพระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กนฺตสีโล) เป็นคู่กรรมวาจาจารย์[3]

ภายหลังท่านได้ออกจาริกเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ และธุดงค์เดี่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ และไปศึกษาธรรมะจากพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอีกท่านหนึ่ง จึงออกจาริกไปอีกหลายที่หลายแห่ง จนกระทั่งถึงที่ถ้ำสาลิกา ใกล้น้ำตกเขาสาริกา จ.นครนายก ท่านได้บรรลุธรรมชั้นอนาคามีที่นั่น

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา
ประมาณปี 2450 – 2453 ท่านได้จาริกไปทางจังหวัดลพบุรี ไปพักอยู่ที่เขาพระงามบ้าง ถ้ำสิงโตบ้าง ต่อมา ท่านได้ไปพักอยู่ที่ถ้ำสาริกา จังหวัดนครนายกนี่เอง ท่านได้ประสบเหตุการณ์ต่าง หลายประการ และเป็นที่ติดใจท่านมาตลอด คือ ขณะที่ท่านไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับถ้ำมากกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ ท่านวานให้ชาวบ้านพาไปส่งที่ถ้ำดังกล่าว เพราะไม่รู้จักทาง ชาวบ้านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับถ้ำนั้นให้ฟัง พร้อมกับนิมนต์ให้เลิกล้มความต้งใจที่จะไปถ้ำนั้นเสีย แต่ท่านบอกว่า ท่านไม่กลัว ท่านทดลองพักดู

ขณะที่พักที่ถ้ำสาริกาแห่งนี้ในระยะเดือนแรกๆ ท่านรู้สึกปรกติดี จิตใจสงบ ไม่มีอะไรพลุกพล่าน พอดีคืนต่อๆมา ท่านรู้สึกว่าโรคเจ็บท้องที่เคยเป็นประจำชักกำเริบ และมีอาการรุนแรงขึ้นตามลำดับ แต่ด้วยอาศัยด้วยเหตุว่าท่านได้บำเพ็ญบารมี (กำลังใจในการปฏิบัติที่สั่งสม) ไว้มากในพระบวรพุทธศาสนา ท่านจึงตัดสินใจออกไปนั่งสมาธิ พิจารณาธรรม แยกธาตุขันธ์ เจริญอสุภะกรรมฐาน จนกระทั่งจิตเกิดความอัศจรรย์ สามวันสามคืน แม้กระทั่งเม็ดทราย พอจิตของท่านอิ่มตัวจากการประพฤติปฏิบัติ ได้เกิดนิมิตลูกสุนัขปรี่เข้าไปดูดนมแม่สุนัข ท่านจึงได้เกิดความสงสัยว่า “ในการพิจารณาขั้นนี้ที่จิตรวมในการพิจารณาแล้ว ไม่น่าจะมีนิมิตแล้ว” เพราะนิมิตจะเกิดจากการปฏิบัติสมาธิที่ยังไม่เป็นวสี (ยังไม่ชำนิชำนาญ) เมื่อท่านเกิดความสงสัย จึงได้พิจารณาจนได้ความว่า ลูกสุนัขที่ได้กระทำการดูดนมแม่หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวท่านเองที่เสวยอัตภาพมาตลอด 500 ชาตินั้นเองจึงได้เกิดความสลดสังเวชใจ จึงนำสิ่งที่ได้พบได้เห็นมาพิจารณาธรรมในข้อที่ว่า “กายะ ทุกขัง อริยสัจจัง”คือว่าพิจารณาว่ากายเป็นทุกข์ ไม่ทำให้เกิดความสุขให้เรา แต่ต่อมาท่าเกิดความรู้สึกกังวล จึงใช้ญาณตรวจดูเกิดพบว่าท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิ (ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า) จึงค้นลงไปอีกว่าปรารถนาตอนไหน พอเห็นว่าปรารถนาเมื่อสมัยพระศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้า จึงเห็นว่าเป็นการเนิ่นช้า ท่านเล่าอีกว่าถอนความปรารถนานั้น มุ่งมั่นความพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ จากนั้นเกิดเหตุในนิมิตว่ามียักษ์ตนหนึ่งจะเข้ามาทำร้าย แต่ไม่สามารถทำร้ายท่านได้ ยักษ์ได้ยอมแพ้และได้เนรมิตรกายกลับเป็นเทพบุตรกล่าวอ้างพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ในกาลเวลาต่อมาจิตท่านจึงรวม เห็นโลกทั้งโลกราบเรียบเตียนโล่งเสมอด้วยลักษณะทั้งสิ้นภายในจิต

ต่อมาท่านขึ้นไปที่ภาคเหนือจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร 1 พรรษาได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง เป็นพระครูวินัยธร และพระอุปัชฌาย์ ท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้หลวงตาปลัดเกตุ เพียงองค์เดียวเท่านั้น ขณะนั้นท่านจึงจำใจรับตำแหน่ง เพราะเห็นแก่ท่านเจ้าคุณอุบาลีผู้นิมนต์ ขณะที่กำลังอาพาธเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกตรงขา แต่ต่อมาท่านจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านรำพึงในใจว่า”หากเรายังรับตำแหน่งอยู่ต่อไป ลาภสักการะอาจจะฆ่าการปฏิบัติของเรา อันเป็นเหตุแห่งการฆ่าการประพฤติปฏิบัติก็เป็นได้” ท่านจึงได้สละตำแหน่ง หนีธุดงค์เข้าป่า อาศัยอยู่ตามดอยมูเซอ ถ้ำเชียงดาว ถ้ำพวง ฯลฯ แล้วออกไปพำนักตามที่วิเวกต่างๆ ในเขตภาคเหนือหลายแห่ง เพื่อสงเคราะห์สาธุชนในที่นั้น ๆ นานถึง 11 ปี และสงเคราะห์อดีตคู่บำเพ็ญบุญในอดีตชาติของท่านชื่อแม่บุญปัน ที่บ้านแม่กอย ต.กลางเวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันวัดป่าแม่กอย ชื่อวัดป่าพระอาจารย์มั่น

ในปี พ.ศ. 2478 ท่านบรรลุธรรมชั้นสูงสุดที่ ถ้ำดอกคำ ต.น้ำแพร่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ จากนั้นท่านได้ธุดงค์ไปยังดอยนะโม ใกล้ดอยแม่ปั๋ง ท่านได้พูดกับลูกศิษย์ คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย ว่า “ผมหมดงานที่จะทำแล้ว ก็อยู่สานกระบุงตะกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ลูกหาได้บ้างเท่านั้น”ท่านได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้บรรลุธรรมสูงสุดเป็นจำนวนมาก ต่อมาพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ได้นิมนต์ท่านให้กลับไปสั่งสอนลูกศิษย์ทางภาคอีสาน โดยท่านได้อาศัยรถไฟสถานีเชียงใหม่ ลงที่จังหวัดนครราชสีมา โดยพำนักที่วัดป่าสาลวัน แล้วลงจำพรรษาที่วัดป่าบ้านนามน ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร (ปัจจุบันเป็น อ.โคกศรีสุพรรณ) พอพระภิกษุเข้ามาอยู่ศึกษากับท่านมากขึ้น ท่านจึงดำริว่าจะย้ายที่จำพรรษาไปวัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พอเข้ามาลงหลักปักฐานที่วีดป่าบ้านหนองผือเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ทุ่มเทสอนอุบายการหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งปวง แก่ลูกศิษย์โดยอุบายทางตรงแลทางอ้อม โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นพระบิดาพระกรรมฐานแห่งยุค ตำนานชีวิตของท่านถูกกล่าวขานกันไม่รู้จบ เป็นที่ประจักษ์แก่ศิษผู้ไกล้ชิดถึงญาณความรู้ของหลวงปู่มั่นกว้างขวางแม่นยำทุกด้านหาผู้เสมอเหมือนได้ยากยิ่ง ท่านสำเร็จปฏิสัมภิทานุศาสน์ 4 อย่าง คือ

อัตถปฏิสัมภิทา – แตกฉานในอรรถ
ธรรมปฏิสัมภิทา – แตกฉานในธรรม
นิรุตติปฏิสัมภิทา – แตกฉานในภาษา
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา – แตกฉานในปฏิภาณ
โดยปฏิปทาที่ท่านยึดมั่นมาตลอดชีวิตนั้น คือธุดงค์ ซึ่งธุดงควัตรข้อสำคัญที่ท่านสามารถยึดมั่นมาตลอดจนวาระสุดท้ายของชีวิต มี 7 ประการ คือ

ปังสุกุลิกังคธุดงค์ – ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุล
ปิณฑปาติกังคธุดงค์ – ถือภิกขาจารวัตร เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์
เอกปัตติกังคธุดงค์ – ถือฉันในบาตร ใช้ภาชนะใบเดียวเป็นนิตย์
เอกาสนิกังคธุดงค์ – ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์
ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ – ถือลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม
เตจีวริตังคธุดงค์ – ถือใช้ผ้าไตรจีวร 3 ผืน
อารัญญิกังคะ – ถือละเว้นการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน

อุบายสอนธรรมอันแยบคาย
ท่านชาญฉลาดเชี่ยวชาญการดักใจ ทรมารกิเลสของบุคคลต่างๆได้เป็นเลิศ และมีญาณหยั่งรู้จิตใจผู้อื่นได้รวดเร็ว ทำให้ศิษทั้งหลายต่างเกรงกลัวสำรวมในการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ท่านจะเน้นให้ลูกศิษถือสัลเลขธรรมเป็นเครื่องดำเนินอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสนทนาปราศรัยอะไรจะไม่ห่างจากสัลเลขธรรม ๑๐ ประการเลย ซึ่งประกอบด้วย อัปปิจฉตา(ความมักน้อย) สันตุฏฐิตา(สันโดษ) อสังคณิกา(ความไม่คลุกคลีมั่วสุม) วิเวกตา(ความสงัดวิเวก) วิริยารัมภะ(ความเพียร) ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ(ความหลุดพ้น) วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นอันแจ้งชัดในความหลุดพ้น)

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่ง ที่ได้ไปศึกษ่าข้อวัตรปฏิบัติจากหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านเล่าให้ฟังว่า การใช้ภาษานั้น พระอาจารย์มั่นนั้นแตกฉานมากสามรถเทศน์คำว่า นโม เพียงคำเดียวได้เป็นเดือนๆ ยิ่งคำว่า มหา ท่านก็เทศน์ สนุกมาก ครั้งหนึ่งมีพระสององค์จากกรุงเทพฯ ไปหาท่าน ปรากฏว่า พระสององค์มีความรู้แตกฉานในพระคัมภีร์หนังสือวิสุทธิมรรค ท่านพระอาจารย์มั่นก็สอนว่า

วิสุทธิมรรคนั้นมีอะไร มีศีลนิเทศ สมาธินิเทศ ปัญญานิเทศ นิเทศนี้คืออะไร ก็คือนิทาน เป็นนิทานเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่ความจริงของศีล สมาธิ ปัญญาหรอก ถ้าต้องการรู้ความจริง ต้องปฏิบัติให้มีขึ้นในกาย วาจา ใจ ของตน

ท่านพระอาจารย์มั่น มีความละเอียดมากในการสอนลูกศิษย์ เวลาพระองค์ไหนป่วยแล้วขอยา ท่านจะว่า นี่จะเอาอะไรเป็นสรณะที่พึ่ง เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง หรือเอายาเป็นที่พึ่ง ถือเอาศาสนาพุทธหรือศาสนายากันแน่ แต่ถ้าองค์ไหนป่วย แล้วไม่ยอมฉันยา ท่านก็ติเตียนอีกว่า ยามี ทำไมไม่ยอมฉัน ทำไมทำตัวเป็นคนเลี้ยงยาก ฟังดูแล้วดูเหมือนลูกศิษย์ต้องโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่ความหมายของท่านคือ ขอปราบทิฏฐิของลูกศิษย์ในเรื่องนี้ เพราะความดีไม่ได้อยู่กับการฉันยาหรือไม่ฉันยา แต่อยู่กับการใช้ปัญญาพิจารณาทุก นั้นต่างหาก

สุบินนิมิตของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ณ ที่วัดเลียบเมืองอุบล หลวงปู่มั่นได้เพียรปฏิบัติภาวนามาอย่างไม่ลดละ การดำเนินจิตของท่านมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ มีนิมิตที่น่าสนใจสองครั้ง ครั้งแรก หลวงปู่เล่าว่าคืนหนึ่ง เราได้หลับไปแล้วแต่การหลับของเราขณะนั้นเหมือนจะตื่น เพราะเราต้องกำหนดจิตให้มีสติไว้เสมอ ท่านรู้สึกว่าฝันไปว่าเดินออกจากบ้านเข้าสู่ป่าที่รกชัฏ พบต้นไม้ใหญ่ชื่อต้นชาด ถูกโค่นล้มอยู่กับพื้น กิ่งก้านผุพังแล้ว ท่านขึ้นไปยืนบนขอนต้นชาด มองไปข้างหน้าเห็นทุ่งกว้าง ทันใดมีม้าขาวมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ท่านขึ้นไปนั่งบนหลังม้า แล้วม้าก็วิ่งผ่านทุ่งไปจนสุดพบตู้พระไตรปิฎกตั้งตระหง่านอยู่ ท่านไม่ได้เปิดตู้ดูแล้วรู้สึกตัวตื่น

ท่านได้ทบทวนเรื่องที่ฝัน เกิดความรู้สึกมั่นใจในการปฏิบัติภาวนาของท่าน ภายหลังท่านได้ทำนายเหตุการณ์ที่ฝันให้ฟังว่า ที่ออกจากบ้านก็คือออกจากเพศฆราวาส ไปพบป่าชัฏแสดงว่ายังไปไม่ถูกทางจริงจึงต้องลำบากหนัก ที่ท่านได้ขึ้นไปบนขอนไม้ชาดที่ผุแล้วแสดงว่าชาตินี้อาจเป็นชาติสุดท้ายของท่าน เหมือนต้นชาดนั้นย่อมไม่สามารถงอกได้อีกแล้วท่านต้องแสวงหาต่อไป ทุ่งโล่งหมายถึงแนวทางที่ถูกต้องเป็นทางที่ไม่ลำบากนัก การได้ขี่ม้าขาวหมายถึงการเดินทางไปสู่ความบริสุทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว การพบตู้พระไตรปิฎกแต่ไม่ได้เปิดดูก็คือท่านคงไม่ถึงปฏิสัมภิทาญาณถ้าได้เปิดดูก็คงแตกฉานกว่านี้ เพียงได้ความรู้ถึงปฏิสัมภิทานุศาสน์สามารถสอนผู้อื่นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

หลวงปู่ได้เร่งความเพียรหนักขึ้นได้เปลี่ยนวิธีการคือพอจิตดำเนินถึงขั้นสงบนิ่งแล้วแต่ไม่หยุดที่ความสงบนิ่งเหมือนแต่ก่อน ยกกายขึ้นพิจารณาเรียกว่ากายคตาสติ โดยกำหนดจิตเข้าสู่กายทุกส่วนทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ให้จิตจดจ่อที่กายตลอดเวลาพิจารณาให้เป็นอสุภะจนเกิดความเบื่อหน่าย (นิพพิทาญาณ) บางครั้ง ขณะเดินจงกรมอยู่ปรากฏเดินลุยอยู่ข้างศพก็มี เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นเป็นเดือน ท่านว่าปรากฏปัญญาขึ้นมาบ้าง ไม่เหมือนทำจิตให้สงบอยู่อย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมาซึ่งได้แต่ความสุข ความอิ่มใจเฉยๆ ยิ่งกว่านั้นยังเกิดความหวั่นไหวไปตามกิเลสอยู่ แต่การปฏิบัติในคราวหลังนี้ความรู้สึกหวั่นไหวได้ชะงักลง จึงปลงใจว่าน่าจะไปถูกทาง

นิมิตครั้งที่สอง เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในช่วงต่อมา ได้เกิดนิมิตในสมาธิติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 3 เดือน วันหนึ่งหลวงปู่เกิดนิมิตในสมาธิว่า เห็นคนตายนอนอยู่ห่างจากตัวท่านราวหนึ่งศอก มีสุนัขกำลังกัดทึ้งซากศพ ดึงไส้ออกมาเคี้ยวกินอยู่ ท่านจึงกำหนดพิจารณาดูซากศพทุกส่วน กำหนดขยายส่วนต่างๆ ขึ้นพิจารณาจนเห็นเด่นชัด สามารถกำหนดขยายหรือย่อส่วนได้ตามต้องการ (เรียกว่าปฏิภาคนิมิต) ยิ่งพิจารณาไปจิตก็ยิ่งสว่างไสวปรากฏดวงแก้วขึ้นมา แล้วทิ้งการกำหนดอสุภะ มากำหนดเอาเฉพาะดวงแก้วเป็นอารมณ์

วาระต่อไปได้ปรากฏนิมิตเป็นภูเขาอยู่ข้างหน้า ท่านกำหนดจิตขึ้นไปดูเห็นมีห้าชั้น เดินขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 5 พบบันไดแก้วแล้วหยุดอยู่ที่นั่น ไปต่อไม่ได้จึงเดินทางกลับ ท่านได้พบว่าท่านได้สะพายดาบและใส่รองเท้าวิเศษไปด้วยในทุกครั้งที่เกิดนิมิต ในครั้งต่อไปเมื่อทำสมาธิ ก็เกิดนิมิตและดำเนินไปเหมือนเดิม เดินไปถึงที่เดิมเห็นกำแพงแก้วเปิดประตูเดินเข้าไป พบพระนั่งสมาธิอยู่ 2 – 3 องค์ ท่านเดินต่อไปจนถึงหน้าผาสูงชัน เดินต่อไปไม่ได้จึงกลับทางเดิม

ในครั้งต่อๆ ไป การทำสมาธิก็ดำเนินไปในแนวเดิมไปพบเห็นสิ่งต่างๆต่อไปเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งได้สวนทางกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ) ท่านเจ้าคุณกล่าวเป็นภาษาบาลีว่า “อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค” แล้วก็เดินไป นิมิตในสมาธิเกิดต่อเนื่องกันไปนานถึง 3 เดือน จนไปถึงที่สุดไม่มีนิมิตอะไรต่อไปอีกแล้ว มีแต่ความสุขสงบเหลือที่จะประมาณได้จนท่านเองสำคัญว่า “ตนของตนถึงความบริสุทธิ์แน่จริง หมดจากกิเลสแล้ว”

หลวงปู่ได้ยกประสบการณ์ในครั้งนั้นมาเป็นตัวอย่างสั่งสอนศิษย์ว่า “ระวังอย่าได้ไปหลงนิมิตเช่นนี้เพราะมันวิเศษจริงๆ ผู้ปฏิบัติทางจิตชอบจะมาติดอยู่เพียงแค่นี้ แล้วสำคัญตนผิด….เราเองก็เป็นมาแล้วและมันก็น่าจะหลงใหล เพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก ที่เรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส ก็คือความเป็นเช่นนี้”

หลังจากที่หลวงปู่รู้ตัวว่าหลงไปตามนิมิตต่างๆแล้ว ท่านกับมากำหนดกายคตา จิตได้เข้าฐาน ปรากฏว่าได้เลิกหนังของตนออกหมดแล้วแหวะในกายพิจารณาทบทวนในร่างกายอย่างละเอียดแล้วพักจิต (มิใช่พิจารณากายไปโดยไม่หยุดพัก) ขณะที่พักก็รู้ว่าปัญญาได้เกิดขึ้นพอควร มีอาการไม่ตื่นเต้น ไม่หวั่นไหว จึงได้เปล่งอุทานว่า “นี่แหละจึงจัดว่ารวมถูก เพราะไม่ใช่จิตรวมสงบแล้วก็อยู่เฉยที่สงบนั้น ต้องสงบแล้วพิจารณาอยู่ในกัมมัฏฐาน คืออยู่ในการพิจารณาดูตัวทุกข์คือกายนี้เป็นตัวทุกข์และให้เห็นทุกข์อยู่ จึงจะได้ชื่อว่าดำเนินจิตอยู่ในองค์มรรค ฯลฯ เราจะต้องตรวจค้นให้รู้จริงเห็นจริงอยู่ที่กายกับจิตเท่านั้น จึงจะถูกอริยมรรคปฏิปทา”

มีครั้งหนึ่ง ปรากฏในนิมิตว่าร่างกายของท่านแตกออกเป็นสองภาค ท่านกำหนดจิตให้นิ่งจนเกิดความสังเวชสลดใจเห็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด จึงถือเอาหลักที่ทำมาเป็นการเริ่มต้นเพราะมั่นใจว่าปฏิบัติถูกต้อง เป็นทางดำเนินจิตของท่านต่อไป

การปฏิบัติภาวนาในช่วงที่อยู่วัดเลียบแม้จะก้าวหน้าไปโดยลำดับแต่หลวงปู่มั่นตระหนักว่า “ยังไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่” ท่านจึงได้ออกธุดงค์เข้าป่าเพียงลำพังองค์เดียวไปทางนครราชสีมาเข้าดงพญาเย็น แสวงวิเวกไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณน้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายกเป็นป่าทึบเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ เป็นสถานที่น่าประหลาดสำหรับพระธุดงค์ หลวงปู่มุ่งหน้าสู่ถ้ำไผ่ขวาง ชาวบ้านได้ทัดทานไว้เนื่องจากมีพระธุดงค์ไปมรณภาพที่ถ้ำแห่งนั้นถึง 6 องค์แล้ว แต่หลวงปู่ตอบชาวบ้านว่า “ขอให้อาตมาเป็นองค์ที่ 7 ก็แล้วกัน”

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมีความเด็ดเดี่ยวปฏิบัติธรรมมุ่งมั่นไม่กลัวตาย หากแต่กลัวกิเลสที่ย่ำยีจิตใจให้รุ่มร้อนมากกว่า ถ้ำแห่งนั้นเป็นถ้ำที่ไม่ใหญ่โตนัก มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น บรรยากาศน่าสะพรึงกลัว ยิ่งตอนพลบค่ำยิ่งวังเวง แต่หลวงปู่ท่านเคยชินกับสภาพเช่นนั้นมากแล้ว จึงไม่มีอะไรทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้หลังจากจัดแจงสถานที่และเดินดูรอบๆบริเวณแล้ว พอค่ำลงสนิทท่านก็เริ่มบำเพ็ญภาวนาโดยนั่งสมาธิตลอดคืน ปรากฏว่าสว่างไสวไปหมดนับเป็นนิมิตที่ดียิ่ง

รุ่งขึ้นเช้าหลวงปู่ก็ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านไร่นั้น หลังจากฉันแล้ว ท่านก็พักกลางวันไปสักหนึ่งชั่วโมง พอลุกขึ้นรู้สึกตัวหนักไปหมด หนำซ้ำเกิดท้องร่วงอย่างแรง เมื่อสังเกตดูอุจจาระพบว่าอาหารที่ฉันเข้าไปไม่ย่อยเลย ข้าวสุกยังเป็นเม็ด อาหารที่ทานเข้าไปยังอยู่ในสภาพเดิม ท่านจึงเข้าใจว่าพระองค์ก่อนๆ ที่มรณภาพไปก็คงเป็นเพราะเหตุนี้เองได้รำพึงกับตัวเองว่า “เราก็เห็นจะตายแน่เหมือนพระเหล่านั้น”

หลวงปู่ได้หาที่น่าหวาดเสียวที่สุด เห็นว่าริมปากเหวเหมาะที่สุดที่จะนั่งบำเพ็ญเพียร ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่า “หากจะตายขอตายตรงนี้ ขอให้ร่างกายหล่นลงไปในเหวนี้จะได้ไม่ต้องเป็นที่วุ่นวายเดือดร้อนแก่ใครๆ”

ตั้งแต่บัดนั้นหลวงปู่ได้ตั้งปฏิธานแน่วแน่ว่า “ถ้าไม่รู้แจ้ง เห็นจริงก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด” หลวงปู่ได้นั่งสมาธิ ณ จุดนั้นติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืนโดยไม่ลืมตาเลย ท่านเริ่มกำหนดจิตต่อจากที่เคยดำเนินมาครั้งหลังสุด ได้เกิดการสว่างไสวดุจกลางวัน ความผ่องใสของจิตสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการ แม้จะกำหนดดูเม็ดทรายก็เห็นอย่างชัดเจนทุกเม็ด แม้จะพิจารณาทุกอย่างที่ผ่านมาก็แจ้งประจักษ์ขึ้นมาในปัจจุบันหมด

ในขณะที่จิตของท่านดำเนินไปอย่างได้ผล ก็ปรากฏเห็นเป็นลูกสุนัขกำลังกินนมแม่ ท่านได้พิจารณาไคร่ครวญดูว่าทำไมจึงมีนิมิตมาปน ทั้งๆ ที่จิตของท่านเลยขั้นนิมิตแล้ว เมื่อกำหนดจิตพิจารณาก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่า “ลูกสุนัขนั้นก็คือตัวเราเอง เราเคยเกิดเป็นสุนัขอยู่ตรงนี้มานับอัตภาพไม่ถ้วน เวียนเกิดเวียนตายเป็นสุนัขหลายชาติ”

เมื่อพิจารณาโดยละเอียดได้ความว่า ภพ คือความยินดีในอัตภาพของตน สุนัขก็ยินดีในอัตภาพของมัน จึงต้องวนเวียนอยู่ในภพของมันตลอดไป

เมื่อหลวงปู่ทราบความเป็นไปในอดีตชาติของท่านก็เกิดความสลดจิตเป็นอย่างมาก ความสว่างไสวในจิตของท่านยังคงเจิดจ้าอยู่ แต่ทำไมยังมีการห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ ไม่สามารถพิจารณาธรรมให้ยิ่งขึ้นไปได้เมื่อตรวจสอบดูก็พบความจริงที่ท่านไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ “การปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ของท่าน ซึ่งมีในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้เอง แล้วเมื่อไรจะได้ถึงคิวเป็นพระพุทธเจ้าตามความปรารถนา”

หลวงปู่ได้พิจารณาถึงภพชาติในอดีต ปรากฏว่า ท่านเคยมีตำแหน่งเสนาบดีเมืองกุรุรัฐ (กรุงเดลฮีในปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าได้ไปแสดงธรรมโปรดชาวกุรุรัฐ พระองค์ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตร หลวงปู่ซึ่งเป็นเสนาบดีในชาตินั้นก็ได้เจริญสติปัฏฐาน แล้วยกจิตขึ้นอธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นพระองค์เถิด” ได้ความว่าหลวงปู่ได้ปรารภโพธิญาณมาตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านต้องชะงักในการพิจารณาอริยสัจเพื่อทำจิตให้หลุดพ้นได้ ต้องสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ ถ้าไม่ปล่อยวางความปรารถนานั้น

หลังจากได้ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ แล้ว หลวงปู่รู้สึกสลดใจที่เคยเกิดเป็นสุนัขนับอัตภาพไม่ถ้วน และยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีไปอีกนานแสนนาน ท่านจึงได้หยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ แล้วตั้งใจเพื่อการบรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน

และในปี พ.ศ. 2481 หลวงปู่ได้นิมิตว่า “ได้เดินไปตามทางซึ่งโล่งเตียน สะอาด มีพระภิกษุสามเณรเดินตามไปเป็นจำนวนมาก ดูเป็นแถวยาวเหยียด เมื่อเดินไป เดินไปปรากฏว่าพระภิกษุ สามเณรเหล่านั้น ทั้งพระเถระผู้ใหญ่และผู้น้อย ต่างก็เดินไปคนละทาง บ้างก็แยกไปทางซ้าย บ้างก็แยกไปทางขวา บ้างก็ล้ำหน้าเดินไปอย่างไม่เกรงใจ ดูพลุกพล่านไป”

หลวงปู่ได้อธิบายนิมิตของท่านว่า “ในการต่อไปข้างหน้า จะมีผู้นิยมทำกรรมฐานภาวนากันมากขึ้น กับจะมีการตั้งตนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานภาวนากันมากจะมีทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ คือต่างก็จะสอนไปตามความเข้าใจของตน จนถึงกับนำเอาการตั้งตนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานภาวนามาบังหน้า แล้วก็ดำเนินการไม่บริสุทธิ์ด้วยประการต่างๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ดีเท่าที่ควร” “แต่บางพวกก็ดี เพราะยังเดินตามเราอยู่ นี่มิได้หมายความว่าเราเป็นผู้วิเศษ แต่การดำเนินการของเรานั้น ได้ทำไปโดยความบริสุทธิ์ใจมุ่งเพื่อความพ้นทุกข์ โดยปฏิปทานี้ ก็ทำให้ได้ผลทั้งตนเองและศิษยานุศิษย์ตลอดมา การที่ต่างคนต่างตั้งตนเป็นอาจารย์นั้น ย่อมทำให้เสียผลเพราะทำให้เกิดความลังเลแก่ผู้จะเข้ามาเรียนกรรมฐานภาวนาว่าจะถือเอาอาจารย์ไหนจึงจะถูก”

มรณภาพ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺตมหาเถระ ละสังขารเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 อายุ 79 ปี 56 พรรษา ณ วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งต่อมาอัฐิของท่านได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุในหลายที่ได้มีการแจกตามจังหวัดต่างๆที่ได้ส่งตัวแทนมารับ

วาระนิพพาน ณ วัดป่าสุทธาวาส หลังจากที่ท่านพักอาพาธที่วัดป่าบ้านกลางโนนภู่ ๑๑ วันแล้ว คณะศิษย์นุศิษย์ได้อาราธนาองค์หลวงปู่มั่นนอนในเปลพยาบาลแล้วนำท่านขึ้นรถเพื่อมาพัก ณ วัดป่าสุทธาวาส ออกเดินทางแต่เช้าถึงวัดป่าสุทธาวาสประมาณเกือบ ๑๒ นาฬิกา จากบันทึกของหลวงตาทองคำ จารุวณฺโณผู้อุปฐากองค์หลวงปู่มั่นในช่วงอาพาธได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงที่องค์ท่านมรณภาพไว้ในหนังสือ ” บันทึกวันวาน ” ไว้ดังนี้

“… จากพรรณานิคม ถึงวัดป่าสุทธาวาส สกลนคร เกือบ ๑๒ นาฬิกา เพราะทางหินลูกรังกลัวจะกระเทือนมาก ท่านฯ ก็หลับมาตลอด นำท่านฯ ขึ้นกุฏิ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดก็มี ผู้เล่า ท่านวัน ท่านหล้า ผู้จัดที่นอนให้ท่านฯ ได้ผินศีรษะไปทางทิศใต้ ปกติเวลานอนท่านฯ จะผินศีรษะไปทางทิศตะวันออก ด้วยความพะว้าพะวัง จึงพากันลืมคิดที่จะเปลี่ยนทิศทางศีรษะของท่านฯเวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. เศษ ท่านฯ รู้สึกตัวตื่นตื่นขึ้นจากหลับ แล้วพูดออกเสียงได้แต่อือๆ แล้วก็โบกมือเป็นสัญญาณ แต่ไม่มีใครทราบว่าท่านฯ ประสงค์สิ่งใด มีสามเณรรูปหนึ่งอยู่ที่นั้น เห็นท่าอาการไม่ดี จึงให้สามเณรอีกรูปไปนิมนต์พระเถระทุกรูป มีเจ้าคุณจูม พระอาจารย์เทสก์ พระอาจารย์ฝั้น เป็นต้น มากันเต็มกุฏิ เท่าที่สังเกตดู ท่านใกล้จะละสังขารแล้ว แต่อยากจะผินศีรษะไปทางทิศตะวันออก ท่านพลิกตัวไปได้เล็กน้อย ท่านหล้า ( พระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต ) คงเข้าใจ เลยเอาหมอนค่อยๆ ผลักท่านไป ผู้เล่าประคองหมอนที่ท่านหนุน แต่ท่านรู้สึกเหนื่อยมาก จะเป็นการรบกวนท่านฯ ก็เลยหยุด ท่านฯ ก็เห็นจะหมดเรี่ยวแรง ขยับต่อไปไม่ได้ แล้วก็สงบนิ่ง ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ต้องเงี่ยหูฟัง ท่านวันได้คลำชีพจรที่เท้า ชีพจรของท่านเต้นเร็วชนิดรัวเลย รัวจนสุดขีดแล้วก็ดับไปเฉยๆ ด้วยอาการอันสงบ”

คำสอน
1. ธรรมชาติของดีทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี มีอุปมาดังดอกปทุมชาติอันสวยงาม ก็เกิดขึ้นมาจาก โคลนตม อันเป็นของสกปรก ปฏิกูล น่าเกลียด

แต่ว่า ดอกบัวนั้นเมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้วย่อมเป็นสิ่งสะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชา อุปราช อำมาตย์ เสนาบดี เป็นต้น และดอกบัวนั้นก็มิกลับคืนไปยังโคลนตมอีก

2. ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ

3. ถ้าจิตมีความสงบถึงฐานของสมาธิแล้ว อย่าไปบังคับให้ถอนนะ ปล่อยให้อยู่ในความสงบนั้นไป จนจิตได้มีความอิ่มตัวในสมาธินั้น ๆ ได้เวลาแล้วจิตก็จะถอนออกมาเอง เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป

4. ธรรมชาติของจิตเป็นของผ่องใสยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่อาศัยของปลอม กล่าวคือ อุปกิเลสที่สัญจรเข้ามาปกคลุม จึงทำให้หมดรัศมี ดุจพระอาทิตย์เมื่อเมฆบดบัง อย่าพึงเข้าใจว่า พระอาทิตย์เข้าไปหาเมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย เมื่อรู้โดยปริยายนี้แล้ว พึงกำจัดของปลอม ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย

5. ได้สมบัติทั้งปวงไม่เท่าได้ตน เพราะตัวตนนั้นเป็นที่เกิดแห่ง สมบัติทั้งปวง

6. ของดีมีอยู่กับตัวเรา ทุกคนก็พากันปฏิบัติเอา ทำเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวายหานิมนต์พระมากุสลามาติกา ไม่ใช่เกาถูกที่คันต้องรีบแก้เสียบัดนี้ คือ เร่งทำความดีแต่บัดนี้ จะได้หายห่วงอะไร ๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริง ๆ ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหน เป็นคนร่ำรวย สวยงามเฉพาะสมัย จึงพากันรัก พากันห่วง จนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย สำคัญตนว่าจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมตัว เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ถ้าไม่เตรียมทราบไว้เสียแต่บัดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร อาตมาขออภัยด้วยถ้าพูดหยาบคายไป แต่คำพูดที่สั่งสอนคนให้ละชั่ว ทำความดี จัดเป็นหยาบคายอยู่แล้ว โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ้นศาสนา เพราะไม่มีผู้ยอมรับความจริง การทำบาปหยาบคายมีมาประจำแทบทุกคน ทั้งให้ผลเป็นทุกข์ ตนยังไม่อาจรู้ได้ และตำหนิมันบ้างพอมีทางคิดแก้ไข แต่กลับตำหนิคำสั่งสอนหยาบคาย ก็นับเป็นโรคที่หมดหวัง…

7. เวลาที่สวดไปใจก็กำหนดตาม เกิดความเห็นชัดว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา ในเวลาที่สวดอยู่นั้น ควรสงเคราะห์เข้าไปในกองปัญญา ก็พอครบสิกขา 3 ตามแบบปฏิบัติบูชาส่วนดอกไม้ ธูปเทียน และภาชนะที่ใส่ดอกไม้วางอยู่หน้าพระพุทธรูป ก็เป็นอามิสบูชา ข้าพเจ้าแยกเป็น 2 ส่วนให้ท่านฟังนี้ ขอท่านจงจำไว้ จะได้ไม่เห็นผิดว่า การไหว้พระสวดมนต์เป็นอามิสบูชา…

8. “ใจ” มีภาษาเดียวเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติใดภาษาใด มีเพียงความรู้คือใจนี้

CHIANGMAI KING’S CUP BIKE RACE 2018

First Place ถ้วยรางวัลพระราชทานใบแรกของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10
ทรงมอบเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ชนะเลิศ ในระยะทาง 100 กิโลเมตร พร้อมชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศองคมนตรีสำหรับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศในแต่ละรุ่น อนึ่งขอเชิญชวนผู้ที่รักในออกกำลังโดยการปั่นจักรยานระยะทาง 50 กิโลเมตร ได้มีส่วนร่วมในงานจักรยาน “ประวัติศาสตร์” ครั้งนี้ เนื่องในการจัดมหกรรมงานปั่นจักรยานกุศล ชิงถ้วยพระราชทาน CHIANGMAI KING’S CUP BIKE RACE 2018 ปั่นเพื่อรวมพลังศรัทธาเทิดไท้องค์ราชัน วันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2561
ณ ลานเนินนุ่ม สนามฝึกขี่ม้าชมรมนักขี่ม้า กองพันสัตว์ต่าง กรมการสัตว์ทหาร ในวันงานเชิญชมการแสดงอัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทานโดยกองทหารม้า และ กระโดดร่มอัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทานอย่างสมพระเกียรติ

รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย:
จะนำไปเป็นทุนในการสร้างสถานเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียต ร.๙ เนื้อที่ 70 ไร่ อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

1. ผู้จัดงาน
1.1 กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
1.2 จังหวัดเชียงใหม่
1.3 มูลนิธิวิถีไทย

——————————————————————————————

2.รับสมัครทุกประเภท จำนวน 2,000 คัน
A. ระยะทาง 100 ก.ม. ( เริ่มที่ ลานเนินนุ่ม กลับตัวที่ น้ำพุร้อนสันกำแพง )
B. ระยะทาง 50 ก.ม. ( เริ่มที่ ลานเนินนุ่ม ไปทางวงแหวนรอบ 2 )
( รับสมัครรถจักรยานทุกประเภทที่ไม่ใช่เครื่องยนต์ และสมัครกิจกรรมได้ทุกเพศทุกวัย )

——————————————————————————————

3.สิทธิประโยชน์
3.1 ผู้สมัครทั่วไป ราคา 750 บาท ทุกท่านจะได้รับ เสื้อจักรยานที่ระลึก KING’S CUP 2018, เหรียญที่ระลึก KING’S CUP 2018, ป้ายหมายเลขผู้สมัคร พร้อม chip จับเวลา (เฉพาะรุ่นแข่งข้น 100 ก.ม.), อาหารเช้า ณ จุดปล่อยตัว, อาหารกลางวัน, น้ำดื่มตลอดเส้นทาง, เครื่องดื่มเกลือแร่, ผลไม้ตามเส้นทางการปั่น, และจับฉลากชิงต้๋วเครื่องบิน Bangkok Airways และรางว้ลอื่นๆอีกมากมาย

3.2 ผู้สมัคร VIP ราคา 1500 บาท ทุกท่านจะได้รับ ถ้วยVIPที่ระลึก KING’S CUP 2018, เสื้อจักรยานที่ระลึก KING’S CUP 2018, เหรียญที่ระลึก KING’S CUP 2018, ป้ายหมายเลขผู้สมัคร พร้อม chip จับเวลา (เฉพาะรุ่นแข่งข้น 100 ก.ม.), อาหารเช้า ณ จุดปล่อยตัว, อาหารกลางวัน, น้ำดื่มตลอดเส้นทาง, เครื่องดื่มเกลือแร่, ผลไม้ตามเส้นทางการปั่น, และจับฉลากชิงต้๋วเครื่องบิน Bangkok Airways และรางว้ลอื่นๆอีกมากมาย

3.3 ผู้สมัคร VIP สามารถเลือกได้ว่าจะปั่น 50 ก.ม. หรือ 100 ก.ม.

3.4 ผู้สมัครทุกท่านจะได้รับประกันอุบัติเหตุภายในวันงาน

3.5 ผู้สมัครที่ไม่ได้มาร่วมในวันงานทางผู้จัดงานมีบริการจัดส่งเสื้อและเหรียญให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดเพิ่มเติม

***หมายเหตุ: ผู้สม้ครหลัง 31 ธันวาคม จะไม่ได้เสื้อตาม SIZE ที่ต้องการ.

4.รางวัลเกียรติยศ

4.1 ระยะทาง 100 ก.ม.:

– ชนะเลิศ รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10

– นักปั่นชาย แต่ละรุ่นมีรางวัล ชนะเลิศและรองชนะเลิศ รับถ้วยรางวัลจากองคมนตรี

– นักปั่นหญิง แต่ละรุ่นมีรางวัล ชนะเลิศและรองชนะเลิศ รับถ้วยรางวัลจากองคมนตรี

4.2 ระยะทาง 50 ก.ม.:

– ผู้ร่วมกิจกรรมที่ปั่นจักรยานถึงจุด Finish จะได้รับรางวัลเหรียญเกียรติยศ

——————————————————————————————

5. ประเภทรุ่นการแข่งขัน

5.1 เพศชาย:
1. อายุไม่เกิน 15 ปี
2. อายุไม่เกิน 18 ปี
3. ทั่วไปชาย
4. 30 ถึง 39 ปี
5. 40 ถึง 49 ปี
6. 50 ถึง 59 ปี
7. 60 ปีขึ้นไป

5.2 เพศหญิง:
1. อายุไม่เกิน 18 ปี
2. ทั่วไปหญิง
3. 35 ปีขึ้นไป

รวม 10 รุ่นการแข่งขัน ไม่รวมถ้วย Overall ซึ่งทุกรุ่นอายุมีสิทธิ์ได้หากทำเวลาได้น้อยที่สุดจากการแข่งขันในครั้งนี้ สำหรับรุ่นใดที่ทำเวลาดีที่สุดของรุ่นชาย/หญิง จะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานเพียงอย่างเดียว

——————————————————————————————

6.ช่องทางการรับสมัคร
– http://www.thaimtb.com
– ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

——————————————————————————————

7.กำหนดการ

วันที่ 26 มกราคม 2561

13.00 – 20.00 น. – เปิดรับลงทะเบียนผู้สมัคร ณ ลานเนินนุ่ม สนามฝึกขี่ม้าชมรมนักขี่ม้า กองพันสัตว์ต่าง กรมการสัตว์ทหาร

วันที่ 27 มกราคม 2561

05.00 – 06.30 น. – เปิดรับลงทะเบียนตกค้าง และ ร่วมรับประทานอาหารเช้า
06.30 – 07.00 น. – ประธานในพิธีเดินทางมาถึง ณ สถานที่จัดงาน และกล่าวเปิดงาน
07.00 – 07.30 น. – ประธานปล่อยแถวจักรยาน
09.00 น. – นักปั่นทยอยเข้าเส้นชัย พร้อมรับเหรียญเกียรติยศ
10.00 น. – การแสดงกระโดดร่ม และขบวนทหารม้าอัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทานและธงสัญลักษณ์ประจำพระองค์
11.00 น. – พิธีมอบรางวัล

——————————————————————————————

8. ประสงค์ต้องการที่พัก:
ติดต่อ [email protected]

——————————————————————————————

9. แผนที่เส้นทางประเภทแข่งขันและประเภทท่องเที่ยว
——————————————————————————————

10. หนังสือรับรองอนุญาตให้จัดการแข่งขันจากสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย

 

 

 

Event Route
    • AO: รุ่นทั่วไปชาย (open)
    • A1: เยาวชน ชาย อายุไม่เกิน 15 ปี
    • A2: ชาย อายุไม่เกิน 18 ปี
    • A3: ชาย 30-39 ปี
    • A4: ชาย 40-49 ปี
    • A5: ชาย 50-59 ปี
    • A6: ชาย 60 ปีขึ้นไป
    • BO: รุ่นทั่วไปหญิง (open)
    • B1: เยาวชน หญิง อายุไม่เกิน 18 ปี
    • B2: หญิง 35 ปีขึ้นไป
    • C: รุ่นท่องเที่ยว 50 กม.
    • VIP-C: รุ่นท่องเที่ยว 50 กม.
    • VIP-AO: รุ่นทั่วไปชาย (open)
    • VIP-A1: เยาวชน ชาย อายุไม่เกิน 15 ปี
    • VIP-A2: ชาย อายุไม่เกิน 18 ปี
    • VIP-A3: ชาย 30-39 ปี
    • VIP-A4: ชาย 40-49 ปี
    • VIP-A5: ชาย 50-59 ปี
    • VIP-A6: ชาย 60 ปีขึ้นไป
    • VIP-BO: รุ่นทั่วไปหญิง (open)
    • VIP-B1: เยาวชน หญิง อายุไม่เกิน 18 ปี
    • VIP-B2: หญิง 35 ปีขึ้นไป
  • รอชำระเงิน
  • แจ้งยอดแล้ว/รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

update ข้อมูลล่าสุด ที่กระทู้นี้ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=54&t=1679633

เทพสิงห์ วีรบุรุษผู้กล้าหาญแห่งเมืองยวมใต้

เมื่อครั้งที่ชาวพม่ารามัญเข้ามาปกครองเชียงใหม่นั้น ก็ได้ปกครองชาวเชียงใหม่อย่างกดขี่ข่มเหง ชาวเมืองต่างเสียขวัญเสียกำลังใจ กลายเป็นคนเชื่อถือโชคลาง เห็นอะไรที่วิปริตผิดประหลาดก็เข้าใจว่าเป็นอุบาทว์ลางร้ายบอกเภทภัยไปหมด จิตใจหวั่นไหวตระหนกนกใจง่ายมิได้เป็นปกติสุข เนื่องด้วยถูกข้าศึกพม่ารบกวนไม่หยุด ต่อมาได้มีชายหนุ่มนามว่า เทพสิงห์ ชาวเมืองยวมใต้ เกิดมีใจเจ็บแค้นที่ถูกฆ่าศึกชาวพม่าย่ำยีบีฑามาช้านาน จึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวก ยกเข้าไปปล้นเมืองเชียงใหม่ในเวลากลางคืน และจับโป่มังแรนราผู้ครองเมืองเชียงใหม่ชาวพม่าได้และเทพสิงห์ก็ได้จัดการฆ่าโป่มังแรนราและต่อมาก็ได้ขึ้นปกครองเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๐ ส่วนบรรดาพม่ามอญในเมืองเชียงใหม่ก็แตกตื่นหนีไปยังเมืองเชียงแสน เทพสิงห์ครองเมืองเชียงใหม่ได้ประมาณเดือนเศษซึ่งเป็นเวลาอันน้อยนิดที่จะสะสางกิจการบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย เทพสิงห์ก็ได้มีประกาศไปทุกแห่งทุกตำบลให้จับพวกพม่ารามัญฆ่าให้หมดอย่าให้เหลือตกค้างในเชียงใหม่ แต่ปรากฎว่าพวกพม่าเหลืออยู่เป็นจำนวนมากและพวกพม่าก็ได้ชักชวนกันมั่วสุมเป็นหมู่กองแล้วตั้งหัวหน้าขึ้นคือ จะเรเนแต จะเรเนแตก็รวบรวมกำลังพลได้ถึง ๓ ร้อยคนพากันคิดการกับเจ้าองค์นกซึ่งเป็นเจ้าลาวที่หนีมาจากเมืองหลวงพระบางมาบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดบุปผาราม เมืองเชียงใหม่ พอตกลงกันว่าจะร่วมมือด้วยกัน เจ้าองค์นกก็สึกออกมาเป็นหัวหน้านำพลโยธาไปซุ่มคอยดูท่าทีอยู่ที่วัดเกต ขณะนั้นทหารของเทพสิงห์ ๕๐ คนมารักษาสะพานท่าแพไว้ครั้นเวลาเที่ยงคืนเจ้าองค์นกได้จัดให้จะเรเนแตคุมกำลังอ้อมไปทางแจ่งศรีภูมิ และมุมเมืองด้านเหนือกองหนึ่ง แล้วแต่งคนเข้าสู้กับเทพสิงห์ที่เฝ้าสะพานแตกหนีไปจากเมืองเชียงใหม่ทางประตูด้านทิศใต้คือประตูหะยา ที่ปัจจุบันเรียกว่า ประตูหายยา เทพสิงห์จึงได้หนีไปเมืองน่านขอความช่วยเหลือจากเจ้าธรรมปัญโญ เจ้าเมืองน่านยกกำลังมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ชะตาตกการศึกครั้งนี้จึงแพ้อย่างราบคาบเจ้าเมืองน่านเจ้าธรรมปัญโญเสียชีวิตในสนามรบและในตำนานก็ไม่ได้กล่าวนามวีรบุรุษเทพสิงห์อีกเลย
พอเจ้าองค์นกได้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ไม่นานก็เกิดมีแม่ทัพพม่านามว่า สะแคงพญา ยกกองทัพมาจากกรุงอังวะ ประชิดเมืองเชียงใหม่เจ้าองค์นกได้เปลี่ยนชื่อเป็นเจ้าองค์คำ ได้แต่งให้คนเชียงใหม่ ๒๐ คนและชาวพม่า ๒๐ คนออกไปต้อนรับสะแคงพญา พอ ๒๐ คนนี่ออกไป สะแคงพญาก้สั่งให้จับชาวเมือง ๒๐ คนฆ่าเสีย แต่ชาวเมืองทั้ง ๒๐ คนรู้ทันจึงรีบหนีเสียก่อนและกลับมาหาเจ้าองค์คำทูลให้องค์คำทราบ ขณะนั้นทัพพม่าตั้งอยู่ที่หนองหมอน เจ้าองค์คำจึงแต่งกองทัพยกไปรบกับพม่า ทัพพม่าก็แตกหนีไปอยุ่เมืองพะเยา
เจ้าองค์คำเป็นชาวล้านช้างสืบเชื้อสายเจ้าลื้อเมืองศรีฟ้า เคยคิดการกบฏต่อหลวงพระบางแล้วหนีมาในที่สุดก็ได้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่อยู่ ๓๒ ปีก็สิ้นพระชนม์

ศาลเทพสิงห์ ที่ ค่ายเทพสิงห์ จ.แม่ฮ่องสอน

พ.ศ.๒๒๗๐“ เทพสิงห์ ” หนุ่มน้อยแห่งเมืองยวมใต้ (อ.แม่สะเรียง ในปัจจุบัน)รวบรวมสมัครพรรคพวกได้แต่จำนวนร้อย
ตีเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ สามารถขับไล่กองกำลังอันเกรียงไกรอย่างห้าวหาญ เข่นฆ่าล้างผลาญ แทบไม่หลงเหลือ จับตัว “ โป่มังแรนร่า ” นายทัพใหญ่ของพม่านั่งบัลลังก์ครองเมืองเชียงใหม่ มาสำเร็จโทษ ที่เหลือก็กระเจิดกระเจิงไปรวมกับพวกพม่าที่ยึดครองเมืองเชียงแสน
“ เทพสิงห์ ” ก้าวขึ้นรักษาเมืองเชียงใหม่ โดยยังคงให้ขุนนางผู้ใหญ่ที่เป็นคนไทย ( แต่ดำรงตำแหน่งขณะพม่ายึดครองนั้น) ยังคงดำรงตำแหน่งเดิมโดยหาเฉลียวใจไม่ว่า ในจำนวนนั้นมี“ คนไทยใจทาส ” ปะปนอยู่ด้วยคือ “ พญาวังหางตั๋น ” คนไทยใจพม่าที่ล้วงความลับฝ่ายใน แล้วนำไปวางแผนคบคิดกับฝ่ายพม่าในหัวเมือง อื่น ๆ รวบรวมพลได้ ๔๐๐ คน เข้าปล้นเชียงใหม่ ในยามราตรี “เทพสิงห์” ไม่ได้ระวัง“หอกข้างแคร่” จึงเสียทีต้องหนีกระเจิดกระเจิงไปอย่างบอบช้ำที่สุด พญาวังหางตั๋น จึงไปกราบทูลความดีความชอบของตนเอาเมืองเชียงใหม่ให้ “พระเจ้าอังวะ” ถึงประเทศพม่าไม่ผิดอะไรกับ “พระยาจักสี ” ที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาล่ม
“เทพสิงห์ ” เห็นเหลือกำลังที่จะคืนชิงมาได้ โดยลำพังจึงไปหารือกับ “เจ้าธรรมปัญโญ” เจ้านครน่าน เจ้าธรรมปัญโญ เห็นเป็นคนไทยด้วยกัน ประกอบกับความมุ่งหมายและผลงานที่“เทพสิงห์” ชิงเมืองมาได้ตั้งหลายครั้งทั้งๆ ที่มีกำลังพลน้อยนิด จึงยกกำลังมาสมทบ แต่ความลับรั่วถึงหูของ “เจ้าองค์ดำ” คนต่างด้าวท้าวต่างเมืองที่ครอง เชียงใหม่ ขณะนั้น จึงกรีฑาทัพออกไปดักซุ่มโจมตีที่ เวียงป่าซาง “เจ้าธรรมปัญโญ” ต้องอาวุธในสนามรบ กองกำลังนครน่าน จึงเสียขวัญเตลิดไป ทำให้ “เทพสิงห์ ” ต้านกำลังโดยลำพังไม่ไหว ต้องแตกกระเจิงและหายสาบสูญไป สันนิษฐานว่าคงเสียชีวิตแล้ว เพราะหาไม่แล้ว ก็ต้องยกทัพกลับเข้ามาอีก เป็นที่รู้กันดีว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่ แล้วไม่กลับมาสู้ ก็ไม่ใช่ “ เทพสิงห์ ”

เทพสิงห์ วีรบุรุษผู้กล้าหาญแห่งเมืองยวมใต้

credit : http://historicallanna01.blogspot.com

วัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม หมู่ที่ 2 บ้านโป่งแยงนอก ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
วัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม บ้านโป่งแยงนอก ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุตนิกาย เริ่มสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 2550

ประวัติวัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2550 แม่ชีสุดา ปัจจักขภัติ (อดีตอาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) และ คุณเวฬุรีย์ ลีลานุช บุตรสาว ได้ถวายที่ดิน บริเวณ หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่รวม 5 ไร่ 51 ตารางวา ให้เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนา เพื่อใช้ประโยชน์ในการ สืบทอดพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยนิมนต์ พระอาจารย์พัฒน์ พัทธธัมโม จากวัดป่าบ้านค้อ ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นผู้เริ่มบุกเบิกทำการก่อสร้างให้เป็น สำนักสงฆ์ ชื่อ “สำนักสงฆ์โป่งแยงพัฒนา” สาขาของ วัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี

พระอาจารย์พัฒน์ และคณะญาติโยมผู้มีกุศลจิตศรัทธา ได้ร่วมกันก่อสร้าง เสนาสนะต่างๆอันได้แก่ ศาลาเอนกประสงค์ปฎิบัติธรรมชั่วคราว (ศาลาใบตองตึง) กุฏิพระภิกษุสงฆ์ สามเณร 9 หลัง อาคารที่พักญาติโยม ที่มาถือศีลปฏิบัติธรรม 3 หลัง ที่พักลูกศิษย์พระ 1 หลัง อาคารโรงครัว ห้องสมุด ห้องพัสดุ 1 หลัง และ ห้องน้ำ 3 หลัง พร้อมทั้งตกแต่งบริเวณสำนักสงฆ์ ให้มีบรรยากาศ ร่มเย็น และสงบ โดย ดร.วีระชัย ณ นคร ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ ได้อนุเคราะห์ พรรณไม้นานาพันธุ์จาก สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ มาปลูกไว้เป็น จำนวนมาก

สำนักสงฆ์โป่งแยงพัฒนานี้สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ใช้เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมของพระภิกษุ สามเณร ตลอดทั้ง ฆราวาสญาติโยม ที่สนใจในการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาจิตของตนเองให้เกิดความเห็นจริงตามความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า สัมมาทิฎฐิ วางความเห็นของตนเองให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือสัจจธรรม อันประกอบด้วยการปฏิบัติทั้ง สมถะหรือสมาธิ และ วิปัสสนาหรือปัญญา ควบคู่กันไป

ในปี พ.ศ. 2555 นี้ พระอาจารย์พัฒน์และคณะญาติโยม มีจิตศรัทธามุ่งหมายจะก่อสร้าง “ ศาลาเอนกประสงค์ หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโญ ” เป็นศาลาเอนกประสงค์ปฏิบัติธรรมถาวร ชั้นเดียว ขนาด กว้าง 9 เมตร ยาว 17.5 เมตร เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา และถวายเป็นอนุสรณ์แด่ พ่อแม่ครูอาจารย์ ทูล ขิปฺปปัญโญ

ในพรรษาปี พ.ศ.2554 สำนักสงฆ์โป่งแยงพัฒนา มีพระภิกษุและสามเณร จำพรรษา 11 รูป เป็น พระภิกษุ 6 รูป และ สามเณร 5 รูป

เจ้าอาวาสวัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม

ลำดับเจ้าอาวาสวัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม

แผนที่วัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดป่าโป่งแยงพัฒนาราม ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

วัดโป่งแยงเฉลิมพระเกียรติ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดปางลุง ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดเทพาราม (วัดโป่งแยงใน) ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดใหม่ศรีม่วงคำ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดใหม่ศรีม่วงคำ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดใหม่ศรีม่วงคำ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดใหม่ศรีม่วงคำ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
วัดใหม่ศรีม่วงคำ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.

ประวัติวัดใหม่ศรีม่วงคำ

เจ้าอาวาสวัดใหม่ศรีม่วงคำ

ลำดับเจ้าอาวาสวัดใหม่ศรีม่วงคำ

แผนที่วัดใหม่ศรีม่วงคำ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดใหม่ศรีม่วงคำ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

วัดโป่งแยงเฉลิมพระเกียรติ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดปางลุง ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดเทพาราม (วัดโป่งแยงใน) ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

วัดเภรีพิชัย ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม

 

วันดีวันเสีย ตำราล้านนาโบราณ

ตำราปื้นเมืองโบราณ ตำราโบราณเกี่ยวกับ วันดี วันเสีย ฤกษ์งามยามดีล้านนา ในการทำการมงคลของทางภาคเหนือ เพื่อให้เป็นแนวทางในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ

ความเป็นมาของความเชื่อและศรัทธาในสังคมล้านนามีวิวัฒนาการ ก่อนที่คนล้านนาจะหันมานับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด คนล้านนาเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ เชื่อเรื่องวิญญาณ นับถือผี บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าสามารถปกป้องคุ้มครองผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุข เวลาคนล้านนาจะประกอบกิจกรรมใด จึงยึดถือในสิ่งที่เป็นสิริมงคล เชื่อในฤกษ์ยามเป็นหลัก วันไหนวันดี วันไหนไม่ดี วันไหน ยามใด ข้างขึ้นหรือแรม เดือนอะไร ทั้งหมดนี้เป็นสำเหนียกของคนล้านนาโบราณเสมอมา

เดือน วันเสีย

เดือน เกี๋ยง ห้า เก้า เสียวัน อาทิตย์ จันทร์
เดือน ยี่ หก สิบ เสียวัน อังคาร
เดือน สี่ แปด สิบสอง เสียวัน พุธ ศุกร์
เดือน สาม เจ็ด สิบเอ็ด เสียวัน เสาร์ พฤหัสบดี

กิจกรรม วันดี

นุ่งผ้าใหม่ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ –
สระผม อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์
ตัดผม อาทิตย์ จันทร์ พฤหัสบดี
ศุกร์ เสาร์ –
ตัดเล็บ จันทร์ พุธ ศุกร์

วันนำโจค ทั้งข้างขึ้น-ข้างแรม

วันเสียตามตำราล้านนาพื้นเมือง ข้างขึ้นและข้างแรม (ของทุกๆ เดือน) ปัยจัยเหตุ

1 ค่ำ จ๊างแก้วขึ้นสู่โรงธรรม ดี
2 ค่ำ ฟังธรรมกล๋างป่าจ๊า ไม่ดี
3 ค่ำ ล้างมือถ้าคอยกิ๋น ดี
4 ค่ำ นอนปล๋ายติ๋นตากแดด ไม่ดี
5 ค่ำ ผีแววล้อมปองเอา ไม่ดี
6 ค่ำ ลงสะเปาไปก๊า ดี
7 ค่ำ เคราะห์อยู่หน้าต๋าจน ไม่ดี
8 ค่ำ สาละวนบ่เมี้ยน ไม่ดี
9 ค่ำ ถูกเสี้ยนพระราม ไม่ดี
10 ค่ำ หาความงามบ่ได้ ไม่ดี
11 ค่ำ ขี้ฮ้ายกล๋ายเป๋นดี ดี
12 ค่ำ บ่มีดีสักอย่าง ไม่ดี
13 ค่ำ จัยยะปราบจมปู ดี
14 ค่ำ สัตถูปองฆ่า ไม่ดี
15 ค่ำ ถูกแม่ผีหลวง ไม่ดี

วันจ๋ม – วันฟู

วันจ๋ม คือ วันเสีย วันไม่ควรทำการอันเป็นมงคลต่างๆ ทุกอย่าง เพราะจะนำไปสู่ความล่มจมหายนะ จะทำการอะไรต้องเลือกทำการในวันฟู คือ วันดี วันที่เฟื่องฟู นำไปสู่ความก้าวหน้า ควรทำการมงคลในวันนี้ วันจมและวันฟูรู้ได้อย่างไร โบราณท่านได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานดังนี้

เดือน วันฟู วันจ๋ม
เกี๋ยง จันทร์ ศุกร์
ยี่ อังคาร อาทิตย์
สาม พุธ อาทิตย์
สี่ พฤหัสบดี จันทร์
ห้า ศุกร์ เสาร์
หก เสาร์ พุธ
เจ็ด อาทิตย์ พฤหัสบดี
แปด พุธ อาทิตย์
เก้า พฤหัสบดี จันทร์
สิบ ศุกร์ อังคาร
สิบเอ็ด เสาร์ พุธ
สิบสอง อาทิตย์ พฤหัสบดี

วัน ป่ายเข้า-วันป่ายออก(ป่ายเข้าดี)

เดือน -ป่ายเข้า -ป่ายออก
เกี๋ยง -เสาร์ -อาทิตย์
ยี่ -ศุกร์ -เสาร์
สาม -อาทิตย์ -จันทร์
สี่ -พุธ -พฤหัสบดี
ห้า -อังคาร -พุธ
หก -พฤหัสบดี -ศุกร์
เจ็ด -อังคาร -จันทร์
แปด -พฤหัสบดี -ศุกร์
เก้า -พุธ -พฤหัสบดี
สิบ -อังคาร -พุธ
สิบเอ็ด -จันทร์ -อาทิตย์
สิบสอง -อาทิตย์ -จันทร์

วันขึ้นบ้านใหม่ ถ้าเดือนนั้นได้ฤกษ์ตรงวันใดโบราณเปิ้นว่าหื้อทำดังนี้

อาทิตย์ ให้กินข้าว3คำแล้วขึ้นก่อน ดี
จันทร์ เอาของหอมขึ้นก่อน ดีนัก
อังคาร เอาน้ำใส่หม้อใส่ใหขึ้นก่อนดีนัก
พุธ เอาข้าวเปลือกขึ้นก่อนดี
พฤหัสบดี เอาดอกไม้ของหอมใส่ขันขึ้นก่อนดี
ศุกร์ เอาดอกไม้สีขาวใส่ขันขันขึ้นก่อนดี
เสาร์ ทำเป็นโกธแค้นให้ลูกเมียก่อนแล้วขึ้นดี
(ห้ามใช้วาจาดุด่า)

วันปลูกเฮือน (เรือน)

 ๑.ปลูกเฮือนวันอาทิตย์  มีเรื่องร้ายอุบาทว์
 ๒.ปลูกเฮือนวันจันทร์  ทำได้ ๒ เดือน จักได้ลาภใหญ่
 ๓.ปลูกเฮือนวันอังคาร  มักมีความเจ็บไข้
 ๔.ปลูกเฮือนวันพุธ  ได้ลาภ ผ้าผ่อนเพชรแก้วเเหวนเงินทอง
 ๕ ปลูกเฮือนวันพฤหัสบดี  จักมีความสุขสำราญ
 ๖. ปลูกเฮือนวันศุกร์  ตุ็กข์สุขมีปอๆ กั๋น
 ๗. ปลูกเฮือนวันเสาร์  จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ

ตำฮา ขึ้นบ้านใหม่

(วิธีดูฤกษ์วันยามขึ้นบ้านใหม่)

 ขึ้นวันอาทิตย์  กิ๋นข้าวแล้วขึ้น (เอาคนจื้นแก้วหรือคำขึ้นก่อน)
 ขึ้นวันจันทร์  เอาขันข้าวตอกดอกไม้ขึ้นก่อน
 ขึ้นวันอังคาร  เอาแก้วใส่น้ำขึ้นก่อน
 ขึ้นวันพูธ  เอาข้าวจื้นขึ้นก่อน
 ขึ้นวันพฤหัสบดี  เอาไม้บรรทัด กับหนังสือขึ้นก่อน
 ขึ้นวันศุกร์  เอาข้าวสาร ขึ้นก่อน
 ขึ้นวันเสาร์  เอาบ่าหิน กับขาวน ขึ้นก่อน

วันแป๊ (ชนะ) ยาม

ก่อนจะออกจากบ้านไปที่ไหน ๆ ด้วยความรีบด่วน จะหากฤษ์หายามก็ไม่ทัน มีวิธีแก้ยาม เรียกว่า “ทำวันหื้อแป๊” (ชนะ) ยาม ดังนี้

 ไปวันอาทิตย์  หื้อเอามือลูบหัว ๓ ครั้ง แล้วออกเดินทาง นาคชนะครุฑ
 ไปวันจันทร์  หื้อเอนหลังนอน ๑ นาที แล้วออกเดินทาง  เนื้อชนะเสือโคร่ง
 ไปวันอังคาร  หื้อดื่มน้ำ ๓ กลืน แล้วออกเดินทางเนื้อน้อยชนะราชสีห์
ไปวันพุธ  หื้อกินข้าว ๓ กำ  แล้วออกเดินทาง พระ ร์ชนะราหู
ไปวันพฤหัสบดี  หื้อเอาขึ้เถ้ากล๋างเตาไฟทาเเขน  แล้วออกเดินทาง  งูชนะรู้ง
ไปวันศุกร์  หื้อไหว้พระเจ้าก่อน  แล้วออกเดินทาง ละมั่งชนะราชสีห์
ไปวันเสาร์  หื้อเอามือตบขา ๓ ครั้ง แล้วออกเดินทาง  แมลงภู่ชนะจ๊าง

ยามแป็ (ชนะ) วัน

ก่อน จะออกจากบ้านก็ดี หรือจะปลูกบ้านใหม่  เข้าบ้านใหม่แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่
ทำการมงคลทุกอย่าง แต่หาวันบ่ได้ มีพิธีดังนี้ หื้อเอาวันยามเป็นเกณฑ์จะเป็นวันไหนก็ได้

 วันอาทิตย์  ยามเที่ยงตรง      เจ้ามโหสถชนะ  เกวัตตะพราหมณ์  ดี
 ยามพลบคํ่า        องค์คุลิมารชนะศัตรู  ดี
  วันจันทร์  ยามสาย             จ๊างชนะราชสีห์  ดี
 ยามเย็น             แมลงภู่ชนะจ๊าง  ดี
  วันอังคาร  ยามรุ่งเจ็า           พระพุทธเจ้าชนะมาร  ดี
  วันพุธ  ยามใกล้จะเที่ยง   นกไส้ชนะจ๊างสาร  ทรพีชนะพ่อ ดี
 วันพฤหัสบดี  ยามใกล้จะเที่ยง   นางอัสสะมุขี ได้พรามหณ์เป็นผัว  ดี
 ยามบ่าย             บุตรีกํ๋าพร้า  ได้ผญาเจ้าเมือง  ดี
 ยามคํ่า               พระอินทร์ชนะไอยศวร    ดี
 วันศุกร์  ยามเที่ยงตรง       พระยาวิเทหะราช ได้นางอุทุมพรเป็นมเหสี  ดี
 วันเสาร์  ยามบ่าย             พระยากุสลาดได้นางประภาวดีมาเป็นมเหสี  ดี

หลักการเทียบเดือน  

ที่  เดือนสากล

(ไทย)

เดือนภาคกลาง  เดือนเหนือ

(ล้านนา)

 ๑ มกราคม  ๒  ๔
กุมภาพันธ์  ๓  ๕
มีนาคม
เมษายน
พฤภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม ๑๐
สิงหาคม ๑๑
กันยายน ๑๐ ๑๒
๑๐ ตุลาคม ๑๑ เกี๋ยง
๑๑ พฤศจิกายน ๑๒ ยี่
๑๒ ธันวาคม

**การนับปี๋ ของล้านนาไทย เทียบกับ ไทยภาคกลาง**

 ล้านนาไทย  เดือนภาคกลาง
ปี๋ไจ้   – หนู ปีชวด   – หนู
ปี๋เป้า  – วัว ปีฉลู     – วัว
ปี๋ยี     – เสือ ปีขาล    – เสือ
ปี๋เหม้า- กระต่าย ปีเถาะ    – กระต่าย
ปี๋สี     – นาค ปีมะโรง  – งูใหญ่
ปี๋ไส้    – งู ปีมะเส็ง  – งูเล็ก
ปี๋สง้า  – ม้า ปีมะเมีย  – ม้า
ปี๋เม็ด  – เเพะ ปีมะเเม   – เเพะ
ปี๋สัน   – วอก ปีวอก     – ลิง
ปี๋เล้า  – ไก่ ปีระกา    – ไก่
ปี๋เส็ด – หมา ปีจอ       – สุนัข
ปี๋ไก๊   – จ๊าง ปีกุน       – หมู

ความแตกต่างของชื่อปีของล้านนาไทย กับไทยภาคกลางมี ๒ อย่างด้วยกัน คือ ของล้านนาไทยนับเหมือนกัน ไทยภาคกลางนับเหมือนเขมร ซึ่งแตกต่างกันมากคือ ปี๋ไก๊ ของล้านนาไทย หมายถึง จ๊าง  ส่วนไทยภาคกลางว่า  ปีกุน หมายถึง หมู

วันเก้ากอง วิธีหาวันเก้ากอง

ดูปฏิทินล้านนา 2563 ปฏิทินล้านนา 2563 มื้อจั๋นวันดี  ปีชวด พุทธศักราช 2563 ปีกัดใค้ – กดใจ้ จุลศักราช 1381 – 1382 ตัว ปกติมาส อธิวาร อธิกสุรทิน มาสเกณฑ์ 17093 อวมาน 29 หรคุณ 504789 กัมมัชพล 753 อุจจพล 3208 ดิถี 24 วาร 5 คำนวนโดย อาจารย์สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดูปฏิทินล้านนา 2562

พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ (ครูบาฝายหิน)

ปฐมสังฆนายะกะ “ โสภา 
เจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ (อุ่นเรือน โสภโณ)
วัดฝายหิน
ปฐมสังฆราชาแห่งมหานครเชียงใหม่ล้านนา

ภาพถ่ายครูบาฝายหิน ปฐมสังฆราชาแห่งล้านนา

แผ่นดินล้านนานอกจากมีชื่อเสียงในทางอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร อันเป็นหลักใหญ่ในทางเศรษฐกิจแล้ว ยังได้รับการต้อนรับจากอาคันตุกะ อย่างน่าปลื้มปีติอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทางศีลธรรมอันดีงามของประชาชน สิ่งสำคัญสองประการนี้ อย่างที่หนึ่งเป็นไปในทางด้านวัตถุ อย่างที่สองเป็นไปในทางจิตใจ บ้านเมืองจึงทรงไว้ซึ่งสันติสุข อันสิ่งทั้งสองนี้ จะขอกล่าวในทางศีลธรรมอันดีงามของประชาชนก่อน ว่ามีความรุ่งเรืองและเป็นมานานประการใด สิ่งสำคัญที่ช่วยประชาชนให้มีศีลธรรมอันดีได้นั้น ปราชญ์แยกไว้สามประการ คือ

๑.ความเป็นอยู่ของประชาชนดี เช่น การทำมาหากิน ที่อยู่อาศัย ไม่ลำบาก
๒.สิ่งแวดล้อมจูงใจได้ดีมากเช่น วัดวาอารามอันสง่างาม เป็นขวัญบ้านฯ
๓.ผู้ที่คอยชี้แจงใจใส่ในการทำดีมีความแข็งแรงในภาระ

สิ่งสามประการนี้นับว่าเป็นหลักสำคัญ ในอันที่จะทำให้ประชาชนมีศีลธรรมดีได้เป็นอย่างมาก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงประวัติของบุคคลที่สำคัญในทางจูงใจ และทรงไว้ซึ่งระเบียบของศาสนา ในแผ่นดินลานนาไทยสมัยหลังก่อนนี้ว่า ใครเป็นผู้จัดการให้พระพุทธศาสนารุ่งเรือง อย่างเป็นที่น่าปีติเช่นทุกวันนี้ เมื่อกล่าวความมาถึงตอนนี้แล้ว ก็ขอกล่าวย้อนหลังไปถึงพระพุทธศาสนาในลานนาไทยแต่หนหลัง พอเป็นที่เข้าใจก่อน
เมื่อพุทธศักราช ๒๐๙๔ ปี พม่าได้ยกกองทัพมาทำการรุกรานอาณาจักรลานนาไทยได้เข้ายึดนครต่างๆ ในภาคเหนือไว้ในอำนาจหมด แม้กระทั่งนครเชียงใหม่ ราชธานีของลานนาไทยในยุคนั้น ก็ได้กระจัดกระจายกัน ไพร่ฟ้าราษฎรต่างก็อพยพตัวเองไปอยู่ตามป่าตามเขาโดยมาก การพระศาสนาวัดวาอารามที่เคยรุ่งเรืองมาก็อับเฉาเศร้าหมองลง สังฆพระธรรมกระจัดกระจายไปคนละที่ละทาง เมื่อยึดเมืองได้แล้ว พม่าข้าศึกก็เข้ามานั่งเมืองด้วยการเป็นเหนือหัว ได้อยู่ถึง ๒๓๖ ปี ก็ได้มีคนลานนาไทยกลุ่มหนึ่ง อันมีพระยาสุลวฤาชัยสงคราม (เจ้าทิพย์ช้าง) เป็นหัวหน้า เล็งเห็นความเสื่อมโทรมของการพระศาสนา ก็มีความสังเวชสลดใจเป็นประมาณ จึงชักชวนบริวารมิตรสหายกลุ่มหนึ่ง ทำการกู้อิสระภาพของลานนาไทยกลับคืนมา โดยเข้ายึดเมืองลำปางคืนมาได้ก่อน อันพระยาทิพย์ช้างนี้ มีบุตรคนหนึ่งชื่อ “ เจ้าฟ้าชายแก้ว” ภายหลังเมื่อพม่าที่รักษาเมืองเชียงใหม่รู้ระแคะระคายการกู้แผ่นดิน จึงจับเจ้าฟ้าชายแก้วไว้ แล้วก็ได้นำคุมขังไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ เจ้าฟ้าชายแก้วนี้มีบุตรหลายองค์ด้วยกัน ที่นับว่าเป็นยอดทหารหาญอยู่ ก็คือ เจ้ากาวิละ กับ พระเจ้าธรรมลังกา ราชบุตรทั้งสอง เมื่อได้นำไพร่พลหักด่านเข้าเมืองเชียงใหม่ เพื่อแหกเอาเจ้าฟ้าชายแก้วผู้เป็นบิดา ได้มาแล้วก็ได้ทำการขับไล่พม่าออกเมืองไป เจ้ากาวิละผู้เป็นพี่ใหญ่ก็ได้เข้านั่งเมืองเชียงใหม่ เป็นปฐมกษัตริย์ต่อมา เมื่อจัดบ้านเมืองและการพระพุทธศาสนา ให้เป็นไปด้วยความรุ่งเรืองบ้างแล้ว ภาระใดที่เป็นของแผ่นดินลานนาไทย พระเจ้ากาวิละก็ได้รีบจัดการอีก เช่น หัวเมืองฝ่ายเหนือที่ใดยังไม่เป็นสุข ด้วยทุกขภัยเบียดเบียน จากการกดขี่ข่มเหงของพม่าผู้ครอบครองอยู่ เจ้ากาวิละก็ได้ระดมกำลังไปตีเพื่อขับไล่พม่าเสีย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่พระเจ้ากาวิละ กับพระเจ้าธรรมลังการ์ผู้น้อง ได้ยกกำลังไปตีเชียงแสน เมื่อขับพม่าแตกถอยไปแล้ว สองพี่น้องก็ได้ประชิดติดตามตีจนสุดเขตแดนลานนาไทย แล้วก็ได้กวาดผู้คนมาเป็นจำนวนมาก พวกที่พระเจ้ากาวิละนำมาครั้งนั้น มีพวกไตยวน และพวกลื้อเขิน อันเป็นชาวลานนาไทยเผ่าเดียวกัน พระองค์ได้นำมาด้วย เมื่อมาถึงบ้านเมืองเชียงใหม่แล้ว พระเจ้ากาวิละก็ได้จัดให้อยู่ในคามเขตของบ้านเมืองต่อไป เช่น พวกลื้อ ก็ให้ไว้ตะวันออกของเวียง พวกเขิน ก็ไว้ทางใต้เวียงประตูเชียงใหม่ อันพวกเขินนี้มีศิลปวิทยาการในทางหัตถกิจ และศิลปกรรมต่างๆ มาก ที่เหลือก็ให้ขยายไปอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ในท้องที่อำเภอสันทราย สันกำแพง ดอยสะเก็ดบ้าง ดังนี้ ในบรรดาหมู่ชาวเขิน ที่พระเจ้ากาวิละพามาทางเหนือ เมื่อมาตั้งรกรากเป็นปึกแผ่นแล้ว ก็ได้ช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองและการศาสนาให้รุ่งเรืองสืบกันมา

ลุถึงปีเต่าสี (มะโรง-จัตวาศก) พ.ศ. ๒๓๗๔ มีสามีภรรยาชาวเขิน ด้านตะวันตกเวียงคู่หนึ่ง ชื่อหนานอินต๊ะ นางซอน ได้กำเนิดลูกชายในวันอังคารขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ นั้นด้วยเหตุอัศจรรย์อยู่ว่าเวลาใกล้รุ่งที่ลูกชายกำเนิดนั้น ควายที่ชาวบ้านปล่อยให้ไปกินหญ้าตามลำพังในป่าทั้งหมดได้หวลกลับเข้ามาบ้านหมดทุกตัว โดยไม่มีใครต้อนกลับมา  ด้วยนิมิตอันเป็นมงคลเหตุนั้นลูกชายที่เกิดมานั้นจึงได้ชื่อตามนั้นว่า “ควาย” เมื่อผ่านอายุในปฐมวัยมาด้วยความสมบูรณ์ปราศจากโรคภัยต่างๆ “ควาย” เมื่อเติบโตขึ้นพอช่วยบิดามารดาทำกิจกรรมต่างๆ ได้

ผ่านอายุในปฐมวัยมาด้วยความสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยต่างๆ ควายเมื่อเติบโตขึ้น พอช่วยมารดาบิดาทำกิจการต่างๆ บางครั้งก็ไปเลี้ยงควาย เป็นการช่วยพ่อแม่ตามวัย   เมื่อเด็กชายควายอายุได้ ๑๑ ปี ก็ได้มีสาธุเจ้าครูบามารวิชัยผู้มาเจริญบิณฑบาตทุกๆวัน ที่บ้านพบเห็นเข้า ครูบามารวิชัยจึงได้ขออนุญาตจาก หนานอินต๊ะให้ไปอยู่วัดด้วย ควายจึงมาเป็นลูกศิษย์วัดฝายหินกับครูบามารวิชัย

เข้าบรรพชา

เมื่ออายุ ๑๑ ปี เมื่อมาอยู่วัดช่วยปรนนิบัติครูบาอาจารย์ และวัดวาอารามแล้วก็ศึกษาอักขระสมัยประเพณีจนเข้าใจอย่างรวดเร็วจวบจนอายุได้ ๑๕ ปี ครูบามารวิชัยผู้เป็นอาจารย์ได้ทำการบรรพชา ให้เป็นสามเณรในปีนั้น สามเณรควายเมื่อได้น้อมตัวสู่เงาของพระบวรพุทธศาสนาแล้วก็ได้อุตส่าห์วิริยะทำการศึกษาอักขระสมัยและพระไตรปิฎกในสำนักของอาจารย์จนเข้าใจอักษรศาสตร์ และพระธรรมวินัยจนเชี่ยวชาญ เป็นที่ร่ำลือกันในสมัยนั้น ว่าสามเณรควายผู้นี้รู้ภาษาบาลี มูลกัจจายท-   สัททศาสตร์จนหาผู้ใดเสมอไม่ได้

สามเณรควาย เมื่อได้น้อมตัวลงมาสู่ร่มเงาของพระบวรพุทธศาสนาแล้ว ก็ได้อุตส่าห์ วิริยะ ทำการศึกษาอักขระสมัยและไตรปิฎก ในสำนักของอาจารย์จนเข้าใจในอักษรศาสตร์และพระธรรมวินัยเชี่ยวชาญได้เป็นอย่างดี เป็นที่ร่ำลือกันในสมัยนั้นว่า สามเณรควายผู้นี้ รู้บาลี มูลกัจจาย์ สัททศาสตร์ จนหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้

อุปสมบทและศึกษาด้านปริยัติ

วัดฝายหิน จ.เชียงใหม่

 

เมื่ออายุวัยล่วงมาได้ ๒๒ ปี ครูบามารวิชัยผู้อาจารย์ จึงให้ทำการอุปสมบท ในสำนักวัดฝายหินนั้น โดยมีพระมหาเถรสวามี สิริวํโส วัดป่าแดง เป็นพระอุปัชฌาย์ สาธุเถรอินต๊ะ วัดป่าแพ่ง เป็นกรรมวาจาจารย์ สาธุเถรมารวิชัย วัดฝายหิน เป็นอนุสาวนาจารย์ โดยได้ฉายาทางศาสนาว่า โสภาภิกขุ

เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัย และมูลกัจจายเพิ่มเติมอีก ในสำนักของพระมหาเถรสิริวํโส จวบจนถึงปี พ . ศ. ๒๓๙๘ คืออุปสมบทแล้วได้ ๑ ปี ท่านอาจารย์สาธุเถรมารวิชัย ได้ถึงมรณะภาพ จึงได้รับภาระเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา ในครั้งนั้น กิจการพระบวรพุทธศาสนายังไม่เจริญ เหตุนั้นโสภาภิกขุ เมื่อได้รับภาระเป็นเจ้าอาวาสแล้ว จึงได้จัดการศึกษาขึ้นเป็นครั้งแรก ทางอักขระภาษา ก็มีการเรียนคัมภีร์มูลกัจจาย์บ้าง คัมภีร์สมัญญาภิธานนามบ้าง ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า “ สทา ๘ มัค” ฝ่ายพระปริยัติธรรมก็รุ่งเรืองขึ้นมา ผู้สนใจศึกษาก็ได้มาจากสารทิศต่างๆ ทั้งหัวเมืองอื่นออกไปอีก เช่น เมืองลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงราย แม้กระทั่งเชียงตุง ก็มีพระมาร่วมศึกษาด้วย นอกจากฝ่ายปริยัติธรรมแล้ว การบริหารพระศาสนาทางด้านปฏิบัติธรรม ท่านโสภาก็ได้จัดให้มีขึ้นด้วย เฉพาะท่านเอง ได้ออกไปเจริญธรรมในวิเวกสถานเป็นนิจ สถานที่นั้นคือ “ เงิ้มผา” ทางหลังวัด ห่างออกไปอีกประมาณ ๒,๐๐๐ เมตร หลักฐานปรากฏอยู่ก็คือ มีคนไปสร้างศาลาที่พัก ของผู้ไปคารวะวิสาสะธรรมกับท่านให้ ๑ หลัง

วิทยฐานะ

จบนิรุต ทางอักษรศาสตร์ภาษาล้านนา ภาษาบาลี(มูลกัจจาย) และเป็นผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฏกอรรถกถาฎีกา และได้รับการยกย่องว่าเป็นพหูสูตรการปฏิบัติธรรม เฉพาะท่านเองได้ออกไปเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน บำเพ็ญสมาธิวิปัสสนาในวิเวกสถานเป็นนิจ สถานที่นั้นคือเงิ้มผาทางหลังวัดซึ่งห่างออกไปอีกประมาณ ๒๐๐ เมตร
งานการบริหารปกครองและตำแหน่งสมณศักดิ์

ครั้งนั้น ฝ่ายสงฆ์จึงเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ทั้งคามวาสี และอรัญญวาสี การคณะสงฆ์ที่เคยกระจัดกระจายเพราะการศึก ก็ได้จัดการเป็นหมวดหมู่ขึ้น ด้วยความสามัคคีธรรม และสมรรถภาพของท่าน จวบจน พ . ศ. ๒๔๓๘ อันเป็นปีที่ ๓๖ ตั้งแต่อุปสมบทมา พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ( ราชบิดาพระราชชายาเจ้าดารารัศมี) พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ จึงได้ถวายตำแหน่งโดยแต่งตั้งให้เป็น “ ปฐมสังฆนายก” องค์ที่ ๑ ของลานนาไทย โดยให้มีสมณะศักดิ์ตำแหน่งนามว่า “ ปฐมสังฆนายะกะโสภา วัดฝายหิน สังฆราชาที่หนึ่ง เชียงใหม่” ในสังฆราชาทั้ง ๗ คือ

๑ . ปฐมสังฆนายะกะ วัดฝายหิน เชียงใหม่
๒ . สังฆราชา ศาณะโพธิ วัดแม่วาง ( อ. สันป่าตอง)
๓ . สังฆราชา สรภังค์ วัดนันทาราม ประตูเชียงใหม่ ( ตระกูลเขิน เชียงใหม่)
๔ . สังฆราชา คันธา วัดเชตุพน
๕ . สังฆราชา คูบายะ วัดหนองโขง เขตลำพูน ( ภายหลังมาอยู่ วัดดับภัย เชียงใหม่)
๖ . สังฆราชา เจ้าตุ๊ปัญญา วัดพวกแต้ม ( องค์นี้เป็นราชตระกูล ณ เชียงใหม่)
๗ . สังฆราชา ญาณะรังสี วัดสันคะยอม

ในการถวายตำแหน่งนี้ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ได้ประกาศถวายเป็นมหาสังฆพิธี ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ เมื่อ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนวิสาขะ ( ๘ เหนือ) จุลศก ๑๒๕๗ ปี ดังนี้ หนนั้นบ้านเมืองจึงรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนะธรรมดา ตามลำดับกาลฯ ด้วยวิริยะอุตสาหะในการใจใส่ปกครองและจัดสรรการคณะสงฆ์ให้เรียบร้อย

บริหารการคณะสงฆ์และจำพรรษาที่วัดเชียงยืน

ฉะนั้น เมื่อได้ถวายตำแหน่งสังฆนายะกะ และสังฆราชาทั้ง ๗ ของเมืองแล้วได้ ๑ปี พ. ศ. ๒๔๓๙ พระเจ้าอินทยานนท์และไพร่ฟ้าบ้านเมือง จึงอาราธนาให้ท่านมาประจำอยู่ที่วัดเชียงยืน เหนือเวียงเชียงใหม่ เพื่อจะได้จัดการคณะสงฆ์และการพระศาสนาโดยสะดวก

เมื่อการพระศาสนาได้รุ่งเรืองขึ้น ในเมื่อกาลนั้น บ้านเมืองก็สงบสุข เสียงแซ่ซร้องอนุโมทนาในกุศลผลบุญ ประกาศหยาดน้ำและปอยหลวง ก็เป็นมหกรรมพิธีอึงคะนึงอยู่มิได้ขาด ในเวลาเช้า สังฆ ภิกขุ เณร จะจาริกบิณฑบาต โปรยบุญสุนทานอร่าม เป็นขวัญเมืองอยู่นิรันดร์ ตราบสายันต์กาล เสียงกังวานของ “ เด็ก” ที่วัดสนั่น พระสงฆ์สวดสูตร นั่งเป็นระเบียบตามอายุพรรษกาล มีปริมณฑล การนุ่งห่ม “ มัดอก” ตามแบบสังฆบูรพาจารย์แต่ก่อนมา เป็นผลผาสุกยิ่ง แต่ครั้งนั้นแหละ

เกิดเหตุการณ์แตกแยกทางความคิด(ตุ๊ป่ากับตุ๊บ้าน)
เมื่อต่อมาอีกไม่นานเท่าใด ยังมีกุลบุตรชาวชนบทผู้หนึ่ง มีนามว่า “ ปิง” เป็นชาวบ้านลวงใต้ อำเภอดอยสะเก็ด ได้ไปทำการศึกษาพระปริยัติธรรมมาจากกรุงเทพฯ สำนักวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้เป็นเจ้าหัวคณะใหญ่ฝ่ายพระธรรมยุติกะนิกาย เรียนปริยัติจนสำเร็จเปรียญธรรม เป็นพระมหาปิงมาแล้ว ก็ได้กลับมาสำนักอยู่วัดเจดีย์หลวง ชาวบ้านชาวเมืองมีเจ้าขุนมูลนายฝ่ายใต้ และฝ่ายเหนือ ก็นิยมชมชอบในลัทธิธรรม ที่มหานำมาจากใต้มาก แต่ว่าการนิยมนี้มีนัยอยู่สองประการ คือ

๑ . เพราะเจ้านายฝ่ายสูงทางใต้นิยม เจ้านายฝ่ายไพร่ และฝ่ายเหนือก็คล้อยตาม
๒ . เพราะลัทธิที่มหาปิงนำมาเป็นของใหม่ คนก็ตื่นกัน

เมื่อลัทธิใต้ที่มหาปิงนำมา ที่เรียกว่า “ ลัทธิกุมผ้าบ่รัดอก” เป็นที่นิยมของเจ้านายทั้งหลายแล้ว การพระศาสนาฝ่ายเหนือก็ซบเซาลงไป ผู้เอาใจช่วยเหลือฝ่ายที่เป็นเจ้านายก็เหลือน้อย เพราะไปนิยมกับนิกายใหม่ ฝ่ายพระมหาปิง เสียจนหลายปีดีดัก เมื่อได้ลูกศิษย์ลูกหาสาวกสาวิกามากมายแล้ว พระมหาปิงก็ลงเรือล่องไปเวียงใต้ ทำนองที่เป็นไปเพื่อรายงานตัว จวบจนกลับมา พระมหาปิงก็ได้รับตำแหน่ง “ เจ้าคุณนพีสีพิศาลคุณ” ขึ้นมาด้วย คนทั้งหลายก็ยิ่งปฏิพัทธ์เลื่อมใสมากขึ้นอีกเป็นล้นพ้น เจ้านายหลายคนถึงกับปวารณาตัวใจใส่ฝ่ายพระมหาปิง หรือเจ้าคุณใหม่เสียฝ่ายเดียวก็มี ลัทธิของ “ เจ้าคุณนพีสี” จึงรุ่งเรือง จนเจ้านครเชียงใหม่ฝ่ายหนนอกครั้งนั้น คือเจ้าอินทวโรรส กำหนดอารามให้เป็นสำนักใหม่ โดยนิมนต์ย้ายพระมหาปิงมาสำนักเสียที่ วัดเชียงมั่น คนทั้งหลายผู้ไพร่ฟ้า ก็สำคัญไปว่า อันอาชญาเหนือหัว พระเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองนครนี้มีน้ำพระทัยเป็นอคติครอบงำเสียแล้ว มาทิ้งรีดรอยธรรมเนียมเดิมฝ่ายสงฆ์ มาเป็นไปเสีย บ้านเมืองและการพระศาสนาครั้งนั้นจึงอลเวงมากมาย สังฆราชาครูบาวัดฝายหิน ก็ได้จัดการระงับความวิปฏิสารครั้งนั้นด้วยประการต่างๆ แม้จะมิได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ฝ่ายหนภายนอก ก็ได้ปกครองหมู่สงฆ์ทั้งหลายด้วยความเรียบร้อย มีบางครั้งที่ฝ่ายบ้านเมืองที่ไปติดข้างพระมหาปิง จะมีความเอนเอียงใช้อำนาจบ้าง สังฆราชาครูบาฝายหิน ก็มิได้ยอม ถือธรรมาธิปไตยเป็นแบบในการปฏิบัติงานสงฆ์อยู่ คนทั้งหลายที่ศรัทธาปสาทะตามขนบแบบแผนเดิม ก็พลอยตำหนิเจ้านายด้วยตามนัยต่างๆ ความในบางครั้งจวนเจียนจะเกิดความร้าวราน ถึงขนาดใช้กำลังกันบ้าง ตามความดื้อรั้นของทิฏฐิ ที่ต่างฝ่ายมีอยู่ จนลางคนที่เป็นกลางจะบอกตกลงมิได้ เมื่อใครมาถามว่า “ จะไหว้ตุ๊ป่า หรือไหว้ตุ๊บ้าน” (ตุ๊ป่าได้แก่ ครูบาฝายหิน) ความแตกร้าวในพระศาสนามีมากขึ้น จนลุกลามไปจะเป็นความบ้านเมือง เจ้านายทั้งหลายก็นำความกราบทูลฯ พระเถระทั้งหลายในกรุงเทพอยู่เนืองนิจ เมื่อความอื้อฉาวไปถึงพระกรรณ์เจ้านายผู้ใหญ่ อันเป็นรัชสมัยของพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ ๕ จึงสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ดำรัสให้เจ้ากรมมหาดไทย อาราธนาครูบาฝายหินลงไปเฝ้า  ความจริงการอาราธนา “ ครูบาฝายหิน” ไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ คงเป็นการประชุมพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ทั่วพระราชอาณาจักร “ ครูบาฝายหิน” คงไปในฐานะ ปฐมสังฆนายกองค์ที่ ๑ ของล้านนา และครั้งนั้นก็มี สังฆราชาคันธา แห่งวัดเชตุพนติดตามไปด้วย หากแต่สถานการณ์ครุกกรุ่นทางการเมืองขณะนั้น จึงเกิดคำร่ำลืออย่างปริวิตกยิ่ง

การเข้าร่วมประชุมสงฆ์สมาคมในปี พ . ศ. ๒๔๔๙ นั้น “ ครูบาฝายหิน” ได้แสดงบารมีธรรม ถวายพระพรตอบกิจการพระศาสนาฝ่ายเหนืออย่างรอบรู้ เป็นที่พอพระทัยรัชกาลที่ ๕ ยิ่ง ทรงถวายตำแหน่งพระราชาคณะให้ครูบาฝายหิน ดำรงสมณศักดิ์เป็น “ พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์” เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และให้สังฆราชาวัดเชตุพน ดำรงสมณศักดิ์ “ พระโพธิรังสี” เป็นรองเจ้าคณะใหญ่ เดินทางกลับเชียงใหม่ในปีเดียวกัน

ครั้งนั้นเล่า ฝ่ายหนการพระศาสนาจึงโกลาหล ปั่นป่วนด้วยข่าวลือเป็นประการต่างๆ บางคนก็ว่า ครูบาฝายหินจะถูกกักตัว บางคนก็ว่า ครูบาฝายหินถูกหาเป็นกบฎ บางคนหมู่ที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์ครูบา ก็หาว่าจะถูกประหารก็มี กรณีเล่าลือก็กว้างแผ่ไปทุกวัน จนลงเรือที่ท่าวัดไชยมงคล ชาวบ้านชาวเมืองก็อึงคะนึงสาธุ บางคนที่หูไม่มีน้ำหนักถึงกับร้องไห้ก็มี พระสงฆ์ที่มาเจริญชัยมงคลแก่ครูบาก็เนืองแน่น อร่ามไปด้วยกาสาวพัตรเต็มอยู่ท่าเรือ ครูบาฝายหินไปครั้งนั้น กับสังฆราชที่ ๕ วัดเชตุพน ขณะที่สาละวนกันอยู่นั้น มงคล ไสยมงคล ได้ประกอบเสร็จแล้ว ครูบาก็สั่งพวกสงฆ์ทั้งหลายว่า

“ สงฆ์ทั้งหลาย อย่าเดือดร้อนไป ข้าจักไปดี อยู่กันทางนี้ หมายหนังสือภายใน ( สงฆ์) ไผมาอย่ารับ หื้อรักษากองปฏิบัติเราไป
การกลับสู่เชียงใหม่ของครูบาฝายหิน ได้รับการต้อนรับจากสงฆ์และฆราวาสพื้นเมือง อย่างเอิกเกริกยิ่ง “ ลางคนถึงกับทอดกาย และเอามวยผมก้มปูให้สังฆราชาได้เหยียบเดิน”

แต่ขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้สนับสนุนธรรมยุติกนิกายบางคน ต้องร้อนรนด้วยจิตริษยา “ ถึงกับเป็นลมบนคุ้มบนวังก็มี” สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในขณะนั้นได้อย่างดี

ประชุมสังฆสันนิบาตที่กรุงเทพ

ที่ตำหนักวัดเบญจมบพิตร เมื่อ พ . ศ. ๒๔๔๙ ท่ามกลางที่ประชุมพระเถรานุเถระทั้งหลาย สังฆราชาฝายหิน ก็ได้ร่วมสังฆสมาคมด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงประทับ ณ เบื้องหน้าสงฆ์ ได้ทรงพระราชดำรัสปราศรัย ตรัสถามกิจการพระศาสนาฝ่ายเหนือ กับสังฆราชาฝายหินๆ ได้ถวายพระพรตอบโดยไม่สะทกสะท้าน เล่าเรื่องความเป็นมาแห่งศาสนาฝ่ายเหนือ อย่างเป็นที่พอพระทัยของพระพุทธเจ้าหลวงยิ่ง

เมื่อมีพระราชดำรัสกับครูบามากเรื่องไป องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร . ๕ ก็ยิ่งปสาทะเลื่อมใสในจริยะวินัย และอากัปกิริยาที่สังวรยิ่งของครูบาอีก จนในวันต่อมาก็ได้เสด็จเยี่ยมอีกหลายหน ครูบาสังฆราชาทั้งสอง ได้ดูกิจการงาน และศึกษาความเป็นไปในการพระศาสนาอยู่เป็นเวลาพอสมควร ตราบจนจะกลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่

ได้รับสมณศักดิ์ ที่  พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถวายพระราชทานนาม ตำแหน่งพระราชาคณะ ให้สังฆราชาที่ ๑ วัดฝายหิน เป็นพระราชาคณะที่ “ พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์” และให้สังฆราชาที่ ๕ วัดเชตุพน เป็นที่ “ พระครูโพธิรังสี” เป็นรองเจ้าคณะใหญ่
กลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่
เมื่อได้กลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่ครั้งนี้ ชาวบ้านชาวเมืองและคณะสงฆ์ ได้นำขบวนเรือไปรับถึงใต้จังหวัดลำพูน สังฆนาวานำเรือจึงอร่ามเหลือง สลอนไปทั่วทุกคุ้งแควน้ำ พระสงฆ์ทั้งหลายที่อยู่ทำชัยมงคลทางบ้านเมือง ต่างก็ปลื้มปีติอย่างมากมาย ในการกลับของพระสังฆราชานายะกะราชครู บางคนถึงกับทอดกายและเอามวยผมก้มปู ให้สังฆราชาได้เหยียบเดิน แต่บางคนที่ใส่ซ้ำครูบาด้วยความริษยามายา ก็ถึงกับเป็นลมอยู่บนคุ้มบนวังก็มี ครั้งหลังนี้ พระบวรพุทธศาสนาจึงรุ่งโรจน์ขยับขยายขึ้นไปอีกมากมาย
งานสาธารณูปการ
เมื่อเจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ กลับสู่นครเชียงใหม่แล้ว ได้บริหารกิจการคณะสงฆ์ในนครพิงค์เชียงใหม่ ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ ทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ในด้านสาธารณูปการ ได้เป็นประธานเสริมสร้างวัดวาอาราม เช่น กุฏิ วิหาร โบสถ์ และถาวรวัตถุต่าง ๆ ทั้งในวัดและต่างวัดในล้านนาไทยที่ชำรุดทรุดโทรมให้มั่นคงถาวรเป็นที่สง่างามสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้
ไปร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ลุถึง พ . ศ. ๒๔๕๓ พระปิยะมหาราชสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมกุฏราชกุมาร ได้สืบสันตติวงศ์ รัชกาลที่ ๖ เมื่อถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็ได้อาราธนาราชครูสังฆราชานายะกะอภัยสารทะ วัดฝายหิน ลงไปร่วมในพระราชพิธีด้วย การไปครั้งนี้ ท่านได้วิลาสะสนทนาปรึกษากับพระเถรานุเถระทั้งหลายทางกรุงเทพฯ พระมหานคร เกี่ยวกับการสงฆ์อีก ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัต ( จ่าย) วัดเบญจมบพิตร เป็นต้น

ภายหลังจากกลับมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระบรมราชโองการ อาราธนาพระธรรมวโรดม ( สมเด็จพระวันรัต จ่าย) ให้ช่วยจัดการพระศาสนาฝ่ายหนเหนือ การบริหารพระศาสนาจึงเจริญตามลำดับ จนปัจฉิมวัย สังฆราชใหญ่วัดฝายหินก็ได้ส่งพระสงฆ์ผู้เป็นกำลังศาสนา ไปดูการบริหารการสงฆ์ ที่กรุงเทพฯ มี

๑ . พระอินทจักร์ ( คัมภีรธรรม) วัดเชตวัน เจ้าคณะจังหวัด องค์ที่ ๒
๒ . พระอภิวงศ์ ( ญาณลังการ์) วัดทุงยู เจ้าคณะจังหวัด องค์ที่ ๓
๓ . พระคันธาโร ( โพธิรังสี) วัดศรีดอนชัย เจ้าคณะจังหวัด องค์ที่ ๔

ฝ่ายการศึกษาพระปริยัติธรรม ก็ได้จัดที่พระสงฆ์ทรงวิริยะ อุตสาหะ ไปเรียนบาลีและนักธรรมอีก ผู้เป็นกำลังสำคัญ มันสมองของพระศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่ ในกาลต่อมา ก็มี พระครูปริยัติยานุรักษ์ ( สุดใจ) วัดเกตุการาม เป็นต้น
มรณภาพ
เจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ ปฐมสังฆราชาแห่งล้านนาไทย อดีตเจ้าอาวาสวัดฝายหิน และอดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่องค์ที่หนึ่ง ได้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ตลอดจนได้ก่อสร้างและทนุบำรุงถาวรวัตถุต่าง ๆ ของวัดในล้านนาไทยเป็นงานสาธารณูปการ และเป็นการธำรงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมในล้านนาไทย ให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวล้านนาไทย จนลุในวันที่ ๒๑ เมษายน พ . ศ . ๒๔๕๗ ท่านได้อาพาธด้วยโรคชรา และได้มรณะภาพไป รวมสิริอายุได้ ๘๓ พรรษา พระเถรานุเถระ และศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ ณ ที่วัดฝายหิน ตราบเท่าทุกวันนี้
ปฐมสังฆราชาองค์ที่ได้รับสถาปนาเป็นราชครูใหญ่ นับถึงวันที่ ๒๑ เมษายน พ . ศ . ๒๕๔๕ ครบรอบ ๘๘ ปี มีประวัติสังเขปมาด้วยประการฉะนี้

พระเจดีย์ที่บรรจุอัฐิพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์(ครูบาวัดฝายหิน)

ทำไมธรรมยุตไม่รุ่งเรือง
ในเมืองเชียงใหม่และล้านนา

การขยายตัวของธรรมยุติกนิกายในหัวเมืองล้านนา
ธรรมยุติกนิกายเป็นพุทธศาสนานิกายหนึ่ง ซึ่งได้รับการสถาปนาโดยเจ้าฟ้ามงกุฎในขณะที่ทรงผนวช และมีฉายาว่าวชิรญาณภิกษุ การแผ่ขยายของธรรมยุติกนิกายเริ่มต้นในกรุงเทพฯ ภายหลังจึงเผยแผ่ไปยังหัวเมืองอื่นๆ โดยการออกธุดงค์ของวชิรญาณภิกษุ ด้วยวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสประกอบกับหลักการสอนที่เน้นการใช้ปัญญาพิจารณาด้วยเหตุผลและส่งเสริมความรู้ทางโลกอื่นๆ เช่น การเรียนวิชาเลข วิชาภาษาอังกฤษ ฯลฯ สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบกับการที่พระสงฆ์จากสายธรรมยุตสามารถสอบปริยัติธรรมได้เป็นจำนวนมาก ทำให้พระสงฆ์และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหันมาอุปสมบทในธรรมยุติกนิกายมากขึ้น
เมื่อวชิรญาณภิกษุลาสมณเพศขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ธรรมยุติกนิกายได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นปกครองอย่างกว้างขวาง และได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการผนวกหัวเมืองต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร เพื่อตอบสนองอุดมการณ์แบบรวมศูนย์ที่เรียกรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในที่นี้จะกล่าวถึงการขยายตัวของธรรมยุติกนิกายในหัวเมืองล้านนา
ก่อนทศวรรษ ๒๔๒๐ ความสัมพันธ์ระหว่างสยามและหัวเมืองล้านนาคือความสัมพันธ์แบบรัฐประเทศราช โดยหน้าที่ของหัวเมืองล้านนาคือการป้องกันและขยายพระราชอาณาเขต ส่งกองทัพช่วยเหลือยามศึกสงคราม ส่งเครื่องราชบรรณาการ ๓ ปีต่อครั้ง ในด้านการติดต่อกับเมืองใกล้เคียงเป็นไปอย่างอิสระ ตราบเท่าที่ไม่สร้างปัญหาให้กับสยาม ในด้านการปกครอง ภายในล้านนามีรูปแบบการปกครองและกฎหมายของตนเอง โดยที่สยามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ความสัมพันธ์ในลักษณะเช่นนี้ดำรงอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งอังกฤษทำสงครามรบชนะพม่าครั้งที่ ๑ ใน พ.ศ.๒๓๖๘ และขยายการค้าข้ามพรมแดนเข้ามาในล้านนา ประกอบกับการที่สยามเซ็นสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษใน พ.ศ.๒๓๙๘ ซึ่งเป็นการบังคับให้สยามเปิดเสรีทางการค้า ส่งผลให้ชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อทางการค้ากับล้านนามากขึ้น และเกิดความขัดแย้งตามมามากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเสี่ยงต่อการที่อังกฤษใช้ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นข้ออ้างเข้ายึดครองหัวเมืองล้านนา
ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ กลับจากการประพาสพม่าและอินเดีย พระองค์ทรงแก้ปัญหาด้วยการบังคับให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่ ๑ ที่พระองค์ทรงทำไว้กับอังกฤษใน พ.ศ.๒๔๑๗ และส่งข้าหลวงขึ้นไปกำกับดูแลให้เจ้านายล้านนาปฏิบัติตามสนธิสัญญา นอกจากนี้พระองค์ยังได้ปรับใช้วิธีการของอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมขณะนั้นหลายประการ ผสมไปกับวิธีการแบบรัฐจารีต เพื่อผนวกล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ
วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือ การส่งเสริมการศึกษาและเข้าควบคุมสถาบันสงฆ์ ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปใน พ.ศ.๒๔๔๐ ทรงมีจุดประสงค์ที่จะขยายการศึกษาออกไปตามหัวเมืองให้กับราษฎรทั่วไป เพื่อวางรากฐานอุดมการณ์แบบรัฐชาติ โปรดให้ร่างแผนการศึกษาในกรุงสยาม โดยให้กรมศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบและใช้วัดเป็นสถานศึกษา เนื่องจากเห็นว่าสถาบันสงฆ์เป็นสถาบันที่เข้าถึงราษฎรมากที่สุด ตามแผนการจัดการศึกษาตามหัวเมืองนี้ พระองค์ทรงอาราธนากรมหมื่นวชิรญาณวโรรสเป็นผู้อำนวยการ และโปรดให้กรมหลวงดำรงราชานุภาพเป็นผู้คอยช่วยเหลือกิจการฝ่ายฆราวาส โดยอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ให้ช่วยเหลือจัดการศึกษาแก่ประชาชน
จากแผนการจัดการศึกษาที่ต้องอาศัยวัดและพระสงฆ์เป็นฐาน แต่ขณะนั้นบางพื้นที่เช่นหัวเมืองล้านนายังไม่มีตัวเลขบัญชีวัดที่แน่นอน ประกอบกับมีรายงานว่า ครูบาไม่ให้ความร่วมมือในการตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยในวัด ทำให้กรุงเทพฯ ต้องเข้าควบคุมพระสงฆ์ในล้านนา ด้วยการบังคับใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ซึ่งเป็นการรื้อโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ในล้านนาใหม่ให้ขึ้นกับมหาเถรสมาคมที่กรุงเทพฯ
ในการจัดการศึกษาและการศาสนาตามหัวเมืองเบื้องต้น กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้แต่งตั้งพระราชาคณะเป็นผู้อำนวยการประจำมณฑลต่างๆ โดยระยะแรกมณฑลพายัพยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง แม้ว่ายังไม่ได้มีการแต่งตั้งพระราชาคณะอย่างเป็นทางการ แต่ข้าหลวงใหญ่ได้มอบหมายให้เจ้าคณะตามเมืองต่างๆ ช่วยเป็นธุระในการจัดตั้งโรงเรียน โดยโรงเรียนที่ตั้งขึ้นในเวลานี้ เช่น เมืองเชียงใหม่และเมืองน่าน ผู้จัดตั้งเป็นพระล้านนาที่ผ่านการศึกษาจากกรุงเทพฯ เช่นในเมืองเชียงใหม่ โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นคือโรงเรียนวัดเจดีย์หลวง โดยมีพระครูสังฆบริคุต (พระมหาคำปิง) เป็นครูใหญ่และผู้อำนวยการศึกษา และพระม่วง อรินทโม เป็นครูรอง ขึ้นตรงต่อกองบัญชาการศึกษาหัวเมือง ภายใต้การดูแลของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส
ในสมัยที่กรมหมื่นพิชิตปรีชากรได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นข้าหลวงพิเศษต่างพระองค์จัดราชการในหัวเมืองล้านนา กรมหมื่นพิชิตปรีชากรทรงคัดเลือกสามเณรคำปิงและพระปินตา มาฝากไว้กับกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสที่วัดบวรนิเวศใน พ.ศ.๒๔๒๗ ภายหลังสามเณรคำปิงได้บวชแปลงเป็นธรรมยุต โดยคราวเดียวกันนั้นมีการส่งพระภิกษุสามเณรจากวัดสำคัญๆ ลงมาด้วยกันหลายรูป เช่น พระอินทจักร จากวัดเชตะวัน พระอภิวงศ์ จากวัดทุงยู พระคันธาโร จากวัดศรีดอนชัย เมืองเชียงใหม่ และพระชยานันทมุนี จากวัดพระธาตุช้างค้ำ เมืองน่าน
ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง เสนอว่าการส่ง “สามเณรคำปิง” มาศึกษาธรรมยุติกนิกายที่กรุงเทพฯ เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายในหัวเมืองล้านนา สามเณรคำปิงภายหลังได้ศึกษาที่วัดมกุฏกษัตริย์ จนสอบเปรียญธรรมตรีเทียบ ๔ ประโยคได้ จึงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆบริคุต กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงให้กลับเมืองเชียงใหม่พร้อมกับพระปินตาที่ลงมาที่กรุงเทพฯ คราวเดียวกัน เมื่อพระครูสังฆบริคุตเดินทางกลับไปเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๔๓๙ ได้พำนักที่วัดเจดีย์หลวง ต่อมาได้ย้ายไปอยู่วัดหอธรรม
ใน พ.ศ.๒๔๔๒ พระครูสังฆบริคุตได้เริ่มจัดการศึกษาภาษาไทยและการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนใหม่แบบกรุงเทพฯ โดยใช้วัดเจดีย์หลวงและวัดหอธรรม ในปีถัดมาพระครูสังฆบริคุตได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์รูปแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุตในเมืองเชียงใหม่ จากนั้นพระครูสังฆบริคุตได้ส่งพระภิกษุสามเณรลงไปศึกษาเล่าเรียนที่วัดบวรนิเวศอีกหลายรูป
ในส่วนการศึกษาของสามเณรในเมืองเชียงใหม่ พระครูสังฆบริคุตได้เริ่มสั่งสอนธรรมวินัยตามแบบของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๔ โดยสามเณรจากวัดหอธรรมเข้าสอบไล่ธรรมวินัยในสนามสอบของมณฑลพายัพจนได้เป็นสามเณรรู้ธรรม (นักธรรม) สืบต่อมาอีกหลายรูป การจัดการศึกษาและการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายของพระครูสังฆบริคุตเป็นที่เลื่อมใสของบรรดาเจ้านาย เนื่องจากความรอบรู้ในพระธรรมโดยสามารถเทศน์เป็นสำเนียงกรุงเทพฯ ได้อย่างไพเราะ และถือเป็นของใหม่ตามแบบอย่างของกรุงเทพฯ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากข้าหลวงใหญ่ด้วย เนื่องจากธรรมยุติกนิกายถือเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำของสยาม
จากความเลื่อมใสศรัทธาของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ทำให้เจ้าอินทวโรรสอาราธนาพระครูสังฆบริคุตให้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดเชียงมั่นใกล้กับคุ้มของพระองค์ พระครูสังฆบริคุตได้เปลี่ยนให้พระสงฆ์ที่วัดเชียงมั่นเปลี่ยนมานับถือวัตรปฏิบัติตามแบบธรรมยุต และได้จัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นที่วัดเชียงมั่นอีกแห่งหนึ่ง โดยช่วงเวลานั้นพระครูสังฆบริคุตได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูพิศาลสรภัญ ฐานานุกรมผู้ใหญ่ในเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต
ใน พ.ศ.๒๔๔๙ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงแต่งตั้งให้พระธรรมวโรดม เจ้าคณะรองฝ่ายใต้วัดเบญจมบพิตรซึ่งเป็นมหานิกายขึ้นมาเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพเพื่อจัดการศึกษาและคณะสงฆ์ พระธรรมวโรดมถือเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่และมีส่วนร่วมในการร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑
เมื่อพระธรรมวโรดมได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพได้นำพระศรีสมโพธิ์ พระราชาคณะวัดสุทัศนเทพวราราม พระมหาบางและพระมหายา จากวัดเบญจมบพิตร มาช่วยงานด้วย โดยเดินทางถึงเมืองเชียงใหม่ในปีถัดมาและเข้าพักที่วัดอุปคุตและวัดเจดีย์หลวงตามลำดับ การนี้ พระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้มีสารตราถึงพระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายในการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพไว้ว่า
“…เมื่อราชการฝ่ายพระราชอาณาจักร ได้จัดให้เรียบร้อยขึ้นตามระเบียบแล้ว ส่วนการพระสาสนาฝ่ายพระพุทธจักร ก็สมควรจะจัดให้เปนการเจริญเรียบร้อยขึ้นทันกันตามควรแก่คราวสมัย ดังเช่นหัวเมืองในมณฑลอื่นๆ…เพื่อพระสงฆ์สามเณรในมณฑลพายัพ จะได้ปฏิบัติตามคลองพระบรมพุทโธวาทให้เปนที่เลื่อมไสยของพุทธศาสนิกชน…”
“…ในมณฑลพายัพนี้ก็เป็นที่ตั้งพระพุทธศาสนามาช้านานตลอดจนปัจจุบันนี้ ยังมีพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ อุสาหะรวมหมู่รวมคณะสั่งสอนธรรมปฏิบัติตามลัทธิเพศบ้านเมืองอยู่ แต่ว่าข้อใดที่เป็นที่สงไสยแล้ว ก็ยากที่จะปฤกษาหารือกันให้เป็นการเด็ดขาดได้ เพราะห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร พระสงฆ์ที่เป็นผู้ใหญ่ก็ยากที่จะได้พบปะพระราชาคณะที่รอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกธรรม เพื่อสั่งสนทนาธรรมพระสงฆ์และสามเณรที่ประกอบด้วยความอุสาหะลงไปศึกษาเล่าเรียนยังกรุงเทพมหานคร นำความรู้กลับขึ้นมายังชาติภูมิก็มีน้อย จึงไม่สามารถที่จะจัดการปกครองหมู่คณะสงฆ์ให้เจริญยิ่งขึ้น ถ้ามีพระราชาคณะผู้ใหญ่ขึ้นมาบังคับบัญชาจัดการแนะนำแล้ว การพุทธศาสนาก็จะเจริญถาวรรุ่งเรืองยิ่งขึ้น…”
การจัดการคณะสงฆ์ให้มีลักษณะรวมศูนย์โดยขึ้นกับมหาเถรสมาคมด้วยอำนาจของกฎหมายนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ส่วนกลางเห็นว่าคณะสงฆ์และการศาสนาตามหัวเมืองมีความอ่อนแอเหลวไหล จำเป็นต้องทำให้เกิดความเรียบร้อยเป็นเอกภาพ อีกทั้งปัญหาจากการควบคุมเลกวัดซึ่งเดิมถือเป็นแรงงานและผลประโยชน์หลักของวัด แต่จากการที่ส่วนกลางประกาศใช้พระราชบัญญัติเก็บเงินค่าแรงแทนเกณฑ์ และพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารทำให้เลกวัดกลายเป็นคนของแผ่นดินโดยมีพันธะโดยตรงต่อรัฐ แต่ยังมีเจ้าอาวาสบางวัดขอพระราชทานเลกวัดคืนเนื่องจากสูญเสียผลประโยชน์ที่เคยได้รับ จากปัญหาดังกล่าว ประกอบกับการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะใช้วัดและพระเป็นฐานในการจัดการศึกษาตามหัวเมือง ดังนั้นการควบคุมองค์กรสงฆ์ล้านนาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ การเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายของพระครูพิศาลสรภัญได้สร้างความขัดแย้งในคณะสงฆ์เมืองเชียงใหม่ เนื่องจากเดิมโครงสร้างของคณะสงฆ์ล้านนามีผู้ปกครองสูงสุดในแต่ละเมือง ในเมืองเชียงใหม่ เจ้าอินทวิชยานนท์ได้มีการแต่งตั้งสังฆราชทั้งเจ็ดเป็นผู้ดูแลพระสงฆ์โดยประกาศถวายเป็นสังฆพิธี ณ ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ โดยมีพระครูบาวัดฝายหิน เป็นปฐมสังฆนายก แต่ระเบียบของพระสงฆ์ล้านนาให้ความสำคัญกับระบบหมวดอุโบสถหรือหัวหมวดวัดมากกว่า และการปกครองเป็นแบบพระอุปัชฌาย์ โดยให้ความสำคัญระหว่างอาจารย์กับศิษยานุศิษย์ เนื่องจากพระสงฆ์ล้านนามีแนวการปฏิบัติที่หลากหลาย โดยจำแนกได้ถึง ๑๘ นิกาย
จากการสำรวจในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิกายทั้ง ๑๘ นิกายนี้น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่สืบต่อกันมาจากอาจารย์หรืออุปัชฌาย์เดียวกันในแต่ละท้องถิ่น โดยขึ้นต่อกันตามสายปกครอง และมักเป็นไปตามกลุ่มชาติพันธุ์ โดยปัจจุบันความนิยมของผู้คนในการทำบุญในวัดตามกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองยังคงมีอยู่ เช่น กลุ่มตองซู่นิยมเข้าวัดหนองคำ กลุ่มไทยใหญ่นิยมเข้าวัดป่าเป้า เป็นต้น ดังนั้นการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายที่ไม่มีรากจากพระอุปัชฌาย์จึงไม่เป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์ดั้งเดิม โดยครั้งหนึ่ง พระครูพิศาลสรภัญได้รายงานปัญหาการจัดการศาสนาในเมืองเชียงใหม่เพื่อให้เป็นไปตาม “…กาลสมัยของประเทศ…” โดยออกประกาศให้ครูบาซึ่งเป็นสังฆราชาช่วยดูแลพระสงฆ์ในหมวดของตนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามวินัยสงฆ์ ซึ่งพระส่วนใหญ่รับทราบตามคำประกาศแต่ไม่ยอมปฏิบัติตาม เป็นไปได้ว่าการขัดขืนไม่ปฏิบัติตามของพระสงฆ์เหล่านี้อาจมีพระครูบาวัดฝายหิน ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นปฐมสังฆนายกในเมืองเชียงใหม่ และพระครูบาน้อย เจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น เป็นผู้นำ ความขัดแย้งนี้ทำให้พระครูพิศาลสรภัญทำรายงานมายังกรุงเทพฯ กระทรวงธรรมการจึงได้นิมนต์พระครูบาวัดฝายหินลงไปกรุงเทพฯ เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา
จากปัญหาดังกล่าว พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ได้กราบทูลมายังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าพระครูพิศาลสรภัญได้จัดการศาสนาและการคณะสงฆ์ในเมืองเชียงใหม่จนเจริญก้าวหน้าแม้ว่าจะมีพระมหานิกายไม่พอใจอยู่บ้าง พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์จึงทูลขอพระราชทานฐานันดรศักดิ์ให้พระครูพิศาลสรภัญมียศตำแหน่งสูงขึ้นเพื่อให้มีอำนาจจัดการศาสนาให้เจริญขึ้นเหมือนเช่นที่พระชยานันทมุนี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะเมืองน่าน ทั้งนี้พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ได้ปรึกษากับบรรดาเจ้านายเมืองเชียงใหม่และเจ้าอธิการวัดโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน การนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัย ความว่า
“…การแต่งตั้งเจ้าคณะเช่นนั้น ถ้าเป็นมหานิกายอย่างพระชยานันทมุนี ซึ่งเป็นมหานิกายนั้นสะดวกกว่าธรรมยุติเพราะทำการร่วมเสมอกันได้ ธรรมยุตินั้นถึงจะโอบอ้อมไหวอย่างไร ร่วมสังฆกรรมกันไม่ได้ ก็จะตัดทางซึ่งจะให้คบกันสนิทไม่ได้  ยังคงรู้สึกว่าตั้งตัวข่มขี่ว่าดีกว่ากันอยู่ พวกเลวก็ย่อมเลวไม่แลดูหน้าเสียทีเดียว ถึงจะมีพวกพ้องมากขึ้นก็คงเปนแต่หมู่หนึ่งเหล่าหนึ่ง ไม่แพร่หลายได้ แต่เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองสาสนาหละหลวม…ซึ่งเจ้าคณะเปนธรรมยุติกาได้ก็นับว่าเปนอย่างดี ถ้าตั้งขึ้นใหญ่โตเต็มที่เสียจะมีช่อง ผู้อื่นขึ้นไปก็จะไปไม่ได้ ถ้าจะให้เปนราชาคณะก็เปนลอยๆ ไว้ทีอย่าให้ถึงสังฆษาโมกขก่อนเห็นจะดี อย่างพระชยานันทนั้นสนิทที่เปนมหานิกาย ทั้งเปนลูกเจ้านครด้วย…”
เนื่องจากธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายทางพุทธศาสนาแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในหัวเมืองล้านนา พระองค์ทรงเกรงว่าการตั้งพระธรรมยุติกนิกาย ให้มีสมณศักดิ์เทียบเท่าเจ้าคณะใหญ่ซึ่งเป็นมหานิกาย และเป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าเมืองเชียงใหม่อยู่แล้ว การกระทำดังกล่าวอาจไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ที่นับถือนิกายเดิม และสร้างความแตกแยกในคณะสงฆ์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อกรุงเทพฯ และต่างจากการตั้งพระชยานันทมุนีขึ้นเป็นเจ้าคณะใหญ่เมืองน่านเนื่องจากเป็นมหานิกายอีกทั้งเป็นบุตรของเจ้าเมือง ดังนั้น พระองค์มีพระราชวินิจฉัยให้เลื่อนสมณศักดิ์ได้โดยมีตำแหน่งเป็นพระราชาคณะแบบลอยๆ ในวันฉัตรมงคลปีเดียวกันนั้นพระครูพิศาลสรภัญจึงได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระนพีสีพิศาลคุณ พระราชาคณะธรรมยุต วัดเชียงมั่น
ทั้งนี้ การส่งพระธรรมวโรดมซึ่งเป็นมหานิกายขึ้นเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพดูจะเป็นเรื่องที่ขัดแย้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้กรุงเทพฯ ได้สนับสนุนพระนพีสีพิศาลคุณซึ่งเป็นธรรมยุติกนิกายขึ้นไปวางรากฐานจัดการคณะสงฆ์ใหม่ เรื่องดังกล่าวได้รับการทักท้วงจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังพระราชหัตถเลขาความว่า
“…การที่พระธรรมวโรดมขึ้นไปครั้งนี้ น่าที่พระนพีสีจะเข้าใจว่าไปเปนพรรคพวกอุดหนุนพวกเก่าบางทีจะมีข้อขัดแขง แต่ก็คงไม่กล้าทำอไรได้มาก การที่จะให้ไปจัดคงต้องให้เปนธรรมยุติหมวด ๑ มหานิกายหมวด ๑ เห็นจะเอาเคล้ากันเข้าไม่ได้ ตรานำพระธรรมวโรดม จะต้องว่าให้ดี จะต้องมีหนังสือถึงพระนพีสีด้วย ๑ ฉบับ จึงจะเปนที่เรียบร้อยกันได้ อย่าให้ทำแต่ท้องตราตามบุญตามกรรมปล่อยไป ขอให้คิดดูเสียให้มาก เดิมตั้งพระนพีสีขึ้นไป เหตุใดจึงส่งเจ้าคณะขึ้นไปใหม่ ย่อมจะให้ไปหักล้างกัน ซึ่งความจริงกระทรวงธรรมการก็ออกเปนบ้าจี้อยู่ ครั้งก่อนก็จะเอาให้พระนพีสีเปนเจ้าคณะเมืองจริงๆ ที่หากว่าเหนี่ยวรั้งไว้ บางทีครั้งนี้ถูกครูบาที่ ๑ ลงมาจี้ก็จะสั่งเผลอๆ ไปกลายเปนให้ไปทำลายพระนพีสีเสียโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะไม่ได้คิดให้รอบคอบ…”
ทั้งนี้ การแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้กับพระจากมณฑลพายัพเป็นเรื่องใหม่ โดยระยะแรกมีพระชยานันทมุนี เมืองน่านและพระนพีสีพิศาลคุณเท่านั้นที่ได้รับการแต่งตั้ง เมื่อพระนพีสีพิศาลคุณเดินทางกลับไปถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้าอินทวโรรสจึงจัดให้มีพิธีฉลองสัญญาบัตร ผู้เขียนเชื่อว่าการฉลองสัญญาบัตรครั้งนี้ถือเป็นหน้าตาของเจ้าเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากพระสงฆ์จากมณฑลพายัพได้รับการยอมรับจากกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับพระสงฆ์จากมณฑลอื่นๆ ในขณะเดียวกันกรุงเทพฯ เองก็ได้ประโยชน์ในการแสดงอำนาจที่เหนือกว่าในการเป็นผู้แต่งตั้งพระราชาคณะในล้านนา
นับตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๕๐ เป็นต้นมา พระจากมณฑลพายัพเริ่มได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์จากกรุงเทพฯ และได้รับพระราชทานค่านิตยภัตตามบรรดาศักดิ์ โดยการนี้เจ้าเมืองเชียงใหม่เสนอตัวเป็นผู้ออกเงินให้ด้วยความเต็มใจ
จากการที่กรุงเทพฯ พยายามจัดโครงสร้างคณะสงฆ์มณฑลพายัพให้เข้าระเบียบเดียวกันกับส่วนกลาง โดยแต่งตั้งให้พระจากล้านนามีสมณศักดิ์เช่นเดียวกับพระสงฆ์ในมณฑลอื่นๆ อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์เมืองเชียงใหม่จากการที่กรุงเทพฯ สนับสนุนให้พระนพีสีพิศาลคุณเผยแผ่ธรรมยุติกนิกาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้มีพิธีพระราชทานสัญญาบัตรที่พระที่นั่งอภิเษกดุสิต โดยแต่งตั้งให้พระครูบาที่ ๑(พระครูบาวัดฝายหิน) วัดเชียงยืนขึ้นเป็นพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ เจ้าคณะใหญ่มหานิกาย พระครูบาที่ ๕ วัดเชตุพนขึ้นเป็นพระครูโพธิรังสี อีกทั้งมีการตั้งนิตยภัตและพระราชทานพัดเพื่อแสดงเครื่องยศ ซึ่งพัดดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงย้ำให้ “…หาเลือกพิมพ์อไรที่เป็นตราแผ่นดินปักลงบนพัด…” โดยท้ายที่สุดทรงเลือกลายพัดที่มียอดพระเกี้ยว และทรงให้ปักข้อความระบุชื่อของพระองค์ว่า พระราชทานมายังคณะสงฆ์เชียงใหม่ที่ลงมาเฝ้า ร.ศ.๑๒๕ ในวันฉัตรมงคล พ.ศ.๒๔๔๙ พระครูทั้ง ๒ รูปนี้ได้รับเกียรติเข้าร่วมสวดมนต์ในพิธีดังกล่าวด้วย ซึ่งปกติแล้วจะมีแต่พระชั้นผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯ เท่านั้น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแก้ปัญหาเพื่อลดการต่อต้านจากคณะสงฆ์มหานิกายในเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งเป็นการเน้นย้ำให้คนล้านนาตระหนักถึงบทบาทของพระองค์ว่าเป็นประมุขสูงสุดในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา มิใช่เจ้าเมืองเชียงใหม่อีกต่อไป ทั้งนี้การแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้กับพระล้านนาตามโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ คล้ายกับที่กรุงเทพฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้ข้าราชการพื้นเมืองโดยหวังให้กลุ่มคนเหล่านี้ยอมอยู่ภายใต้โครงสร้างการปกครองแบบใหม่ที่กรุงเทพฯ จัดวางขึ้น
เมื่อพระธรรมวโรดมได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพได้เดินทางถึงเชียงใหม่ในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๕๐ ได้มีการเชิญเจ้าเมือง ข้าหลวงใหญ่ และพระสงฆ์ มาประชุมชี้แจงการจัดการศึกษาและองค์กรสงฆ์ใหม่ โดยพระธรรมวโรดมเห็นว่า การจัดตั้งพระครูเจ้าคณะแขวงให้เป็นตามพระราชบัญญัติการปกครองสงฆ์ยังไม่ได้ เนื่องจากมีพระสงฆ์ที่ได้รับฐานันดรจากเจ้าเมืองเชียงใหม่พร้อมอยู่แล้ว จึงต้องอนุโลมจัดไปตามประเพณีเดิมให้เป็นหมวดหมู่ไว้ก่อน จากนั้นจึงแต่งตั้งให้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์รับผิดชอบปกครองในฐานะเจ้าคณะใหญ่เมืองเชียงใหม่ (เท่ากับเจ้าคณะจังหวัดของทางกรุงเทพฯ) โดยทำหน้าที่ดูแลว่ากล่าวพระสงฆ์และสามเณรมหานิกายทั่วไป โดยมีเจ้าคณะรอง เจ้าคณะแขวง (เจ้าคณะอำเภอ) เจ้าอธิการหมวด (เจ้าคณะตำบล) เจ้าอธิการ (เจ้าอาวาส) หัววัด (เจ้าสำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์) ตามลำดับ
ในส่วนของการศึกษา พระธรรมวโรดมแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกให้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์เป็นผู้สอนพระสงฆ์และสามเณรตามแบบพื้นเมือง และแต่งตั้งให้พระนพีสีพิศาลคุณรับผิดชอบด้านการศึกษา โดยเป็นผู้สั่งสอนธรรมปริยัติตามแบบแผนกรุงเทพฯ โดยให้อิสระแก่พระสงฆ์และสามเณรในการเลือกเรียน แม้ว่าจะมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานอย่างชัดเจน แต่ในรายงานของพระธรรมวโรดมที่มีมายังเจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกรกล่าวว่าต้องใช้พระเดชพระคุณของเจ้าเมืองเชียงใหม่อย่างมากในการที่จะทำให้งานทั้ง ๒ ส่วนเดินไปด้วยกันได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระสงฆ์ในแบบจารีตล้านนาและพระนพีสีพิศาลคุณซึ่งเป็นธรรมยุติกนิกายจากกรุงเทพฯ
ในรายงานของพระธรรมวโรดมกล่าวถึงการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพว่ามักพบปัญหาที่คล้ายๆ กันในแต่ละเมือง คือ พระสงฆ์และสามเณรมักบกพร่องในวัตรปฏิบัติ เช่น การฉันข้าวยามวิกาล การไปช่วยพ่อแม่เกี่ยวข้าวเลี้ยงควาย และการเลี้ยงชีพด้วยการค้าขาย การลงอุโบสถแม้ว่ากระทำกันทุกเดือนแต่วิธีลงปาฏิโมกข์ยังไม่ถูกต้องโดยสวดเพียงปาราชิกเท่านั้น นอกจากนี้วิธีการศึกษาของพระสงฆ์ล้านนายังนิยมเรียนกรรมฐานธุดงค์ตามวัดที่ครูบามีชื่อเสียง ในด้านพิธีการยังไม่นิยมพิธีวิสาขบูชาและมาฆบูชาแต่นิยมจัดเครื่องไทยธรรมและบริขารมาถวายพระธาตุซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปี
ทั้งนี้พระธรรมวโรดมได้ตั้งข้อสังเกตถึงพระสงฆ์ล้านนาไว้ว่า
“…พระสงฆ์ในมณฑลนั้นจะว่าดื้อก็ดื้อจะว่าง่ายก็ง่าย ถ้าหัวหน้าลงหรือนับถือแล้วก็เป็นการง่ายที่สุด ถ้าหัวหน้าไม่ลงแลนับถือแล้วก็เป็นการยากที่สุด คอยฟังเสียงของครูบาเท่านั้น ถ้าครูบาว่าอย่างไรแล้วก็แล้วกันไม่มีใครมีปากเสียง การที่จัดคณะนี้อาตมภาพก็ได้จัดสำเร็จทุกๆ เมือง พากันนิยมมาก ถ้าจะมีความเจริญหนังสือไม่พอแจกมีผู้ต้องการมาก ที่สั่งลงมาขอพระไตรปิฎกก็มี…”
จากรายงานนี้ย้ำให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของพระสงฆ์ล้านนาที่ครูบามีความผูกพันกับศิษย์อย่างมาก ซึ่งถ้าครูบาหรือหัวหน้าคณะซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์มีความเห็นอย่างไร พระผู้เป็นลูกศิษย์จะเห็นตามกัน
การจัดการศึกษาและการศาสนาในเมืองเชียงใหม่ของพระธรรมวโรดมคงเป็นที่พอใจของบรรดาเจ้านายเนื่องจากเจ้าอินทวโรรสกราบทูลมายังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าการพระศาสนาและการศึกษาที่พระธรรมวโรดมจัดไว้ดีแล้ว จากนั้นพระธรรมวโรดมได้เดินทางไปจัดการศึกษาและคณะสงฆ์ในเมืองอื่นๆ เช่น ที่เมืองลำปาง พระธรรมวโรดมได้เชิญข้าหลวงและเจ้าเมืองมาประชุมที่วัดเจดีย์หลวงในกำแพงเวียงนครลำพูน และแต่งตั้งให้พระครูบาสมเด็จวัดเสาต้นธงเป็นเจ้าคณะเมืองลำพูน และแต่งตั้งเจ้าคณะหมวดอุโบสถแขวงในเวียงลำพูน เจ้าคณะแขวงปากบ่องและเจ้าคณะแขวงเมืองลี้
ใน พ.ศ.๒๔๕๑ มีรายงานจากพระสงฆ์ในมณฑลพายัพมายังพระธรรมวโรดมเรื่องการจัดการคณะสงฆ์ในแต่ละเมืองว่ามีความก้าวหน้าขึ้น เช่น เมืองน่านพระปลัดวงษ์ รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่นครน่าน (พระชยานันทมุนี) กล่าวถึงพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาที่จัดขึ้นวัดช้างค้ำร่วมกับเจ้านายและข้าราชการ โดยพระชยานันทมุนีได้เชิญพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชมอบประกาศนียบัตรให้กับเด็กที่สอบไล่ได้ และพระชยานันทมุนีได้แจกใบประทวนแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์ให้กับพระครูรวม ๗๖ รูป ในเมืองเชียงใหม่ พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ได้รายงานถึงการจัดระเบียบคณะสงฆ์ที่ทรงให้คณะหมวดอุโบสถออกไปจัดการศาสนาตามหัวหมวดวัดให้ขึ้นกับทุกพระครูตามพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ในรายงานของพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์เน้นควบคุมพระสงฆ์ให้มีความประพฤติหรือวัตรปฏิบัติสอดคล้องกับกรุงเทพฯ เช่น การห่มผ้าครองให้เรียบร้อย ห้ามมิให้ฉันข้าวล่วงเวลาและซื้ออาหารกินตามตลาด ห้ามมิให้เล่นการพนันและเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน ฯลฯ
ในด้านการศึกษาพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ได้ให้พระภิกษุศึกษาปาติโมกข์และนวโกวาทโดยเณรให้ศึกษาสามเณรสิกขา และให้ช่วยทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญขึ้นตามความสามารถ การนี้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงวัตรปฏิบัติดังกล่าวเนื่องจากเกรงว่าพระภิกษุสามเณรจะรับไม่ไหว เชื่อว่าการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพน่าจะเริ่มเข้ารูปอย่างที่กรุงเทพฯ ต้องการ
ใน พ.ศ.๒๔๕๓ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมกุฎราชกุมารทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อถึงพิธีบรมราชาภิเษกได้อาราธนาพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ไปร่วมในพระราชพิธีด้วย การไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ท่านได้หารือถึงการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพกับพระเถรานุเถระทั้งหลายในกรุงเทพฯ ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัติ (จ่าย) วัดเบญจมบพิตร เป็นต้น ภายหลังกลับจากกรุงเทพฯ แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้อาราธนาสมเด็จพระวันรัติ (จ่าย) ให้ช่วยจัดการพระศาสนาในมณฑลพายัพ
ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างธรรมยุติกนิกายกับมหานิกายในเมืองเชียงใหม่น่าจะค่อยๆ ลดลง เนื่องจาก พ.ศ.๒๔๕๒เป็นปีที่เจ้าอินทวโรรสถึงแก่พิราลัย และอุบาสกสำคัญคือ อินต๊ะค่อ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมบารมีให้แก่พระนพีสีพิศาลคุณถึงแก่กรรมแล้วเช่นกัน ทำให้พระนพีสีพิศาลคุณขาดผู้อุปถัมภ์ เพราะในสมัยที่เจ้าอินทวโรรสยังมีพระชนมชีพ พระนพีสีพิศาลคุณไปที่แห่งใดจะมีผู้ต้อนรับให้ความสะดวก อีกทั้งได้รับความเกรงใจ เมื่อสิ้นเจ้าอินทวโรรสอำนาจของพระนพีสีพิศาลคุณจึงลดน้อยลง ท่านจึงจากวัดเชียงมั่นกลับมาพักอยู่วัดหอธรรมตามเดิม
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้ขอพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้กับพระนพีสีพิศาลคุณ เนื่องจากได้จัดการเรียนพระธรรมวินัยของภิกษุสามเณรและจัดการสอบไล่ประจำปี โดยได้ขยายไปเมืองแพร่และเมืองน่านจนสามารถตั้งโรงเรียนนักธรรมของมณฑลพายัพได้ จึงขอพระบรมราชานุญาตยกพระนพีสีพิศาลคุณขึ้นเป็นพระอาจารย์โทในทางคันถุระมีตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าคณะเมือง
แม้ว่าพระนพีสีพิศาลคุณจะได้รับการยกย่องจากกรุงเทพฯ ให้มีตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าคณะเมือง แต่เพียง ๕ เดือนหลังจากได้รับการแต่งตั้ง พระนพีสีพิศาลคุณได้มีหนังสือกราบทูลกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสว่าตนเองมีความเบื่อหน่ายไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้จึงขอลาสิกขา เมื่อกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงตรวจสอบแล้วพบว่าพระนพีสีพิศาลคุณเป็นผู้หมดความเลื่อมใสและเสื่อมจากการเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระนพีสีพิศาลคุณลาสิกขาได้
จากการที่พระนพีพิศาลคุณขาดการอุปถัมภ์จากเจ้าเมืองเชียงใหม่ทำให้การเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายเริ่มเสื่อมคลายลง ผู้เขียนเชื่อว่าสาเหตุอีกประการหนึ่ง คือ การส่งพระธรรมวโรดมเป็นพระราชาคณะซึ่งเป็นมหานิกายมาปกครองตั้งแต่แรก ทำให้ธรรมยุติกนิกายขาดการสนับสนุน เมื่อหมดสมัยของพระนพีสีพิศาลคุณสายสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์ล้านนาจึงมุ่งไปสู่วัดเบญจมบิตรซึ่งเป็นมหานิกายมากกว่าวัดธรรมยุต
แม้ว่าจะหมดสมัยของพระนพีสีพิศาลคุณและธรรมยุติกนิกายได้ลดบทบาทลง แต่มีพระมหาเถระอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกาย คือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชกวีระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๔๕๗ ได้ขึ้นมาที่เมืองเชียงใหม่โดยทางเรือและคงเข้าพักที่วัดหอธรรม ในขณะนั้นเจ้าอินทวโรรสถึงแก่พิราลัยแล้ว พระราชกวีได้เทศน์โปรดเจ้าทิพเนตร์ที่คุ้ม ใน พ.ศ.๒๔๖๕ ท่านได้ขึ้นมาเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง สาเหตุที่ท่านขึ้นมาในครั้งนี้เนื่องจากท่านได้แต่งหนังสือชื่อ “ธรรมวิจยานุศาสน์” โดยข้อความในหนังสือขัดต่อรัฐประศาสโนบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ตำแหน่งพระเทพโมลี ท่านจึงถือโอกาสออกธุดงค์ในภาคเหนือโดยเดินทางไปนมัสการพระธาตุจอมยองและได้รับการต้อนรับจากเจ้าฟ้าเชียงตุงเป็นอย่างดี
ใน พ.ศ.๒๔๗๐ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์และได้ขึ้นมาที่เมืองเชียงใหม่โดยพำนักที่ดอยสุเทพ ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีได้ไปพักร้อนที่คุ้มบริเวณพระธาตุดอยสุเทพเช่นกัน เจ้าแก้วนวรัฐจึงได้อาราธนาท่านไปแสดงธรรมที่คุ้ม บรรดาเจ้านายที่รับฟังพระธรรมต่างเลื่อมใสและต้องการให้พระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาที่เมืองเชียงใหม่ จึงพากันขออนุญาตกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น สมเด็จพระสังฆราชทรงนำความขึ้นขอพระราชทานอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้รับพระบรมราชานุญาตให้พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ไปประกาศพระศาสนาที่เมืองเชียงใหม่ โดยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ตั้งมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์อีกต่อไป
เมื่อพระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาอยู่ที่คณะหอธรรม วัดเจดีย์หลวงตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๑ ได้รื้อฟื้นธรรมยุติกนิกายให้เป็นที่แพร่หลายอีกครั้ง โดยเปิดโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี จัดให้มีการแสดงธรรมประจำวันธรรมสวนะเช้า-บ่าย ทั้งในพรรษาและนอกพรรษา โดยท่านเป็นผู้นำในการเทศนาธรรมด้วยปฏิภาณโวหารและเป็นที่เลื่อมใสของประชาชน๔๗ นอกจากกิจกรรมการเผยแผ่พระธรรมแล้วท่านยังได้บูรณปฏิสังขรณ์กุฏิและศาสนสถานโดยพระวิหาร วัดเจดีย์หลวงที่ปรากฏในปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยของท่าน
ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เสนาบดีกระทรวงธรรมการขึ้นไปตรวจราชการที่เมืองเชียงใหม่ รายงานว่าที่วัดเจดีย์หลวงมีราษฎรนิยมมาบวชเรียนมากขึ้น จนเจ้าแก้วนวรัฐเสนอให้ตั้งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นเจ้าคณะมณฑลเพราะมีผู้นับถือมากและเทศน์เก่ง แต่พระองค์เจ้าธานีนิวัตไม่สามารถแต่งตั้งได้เพราะมีเจ้าคณะมณฑลคือพระเทพมุนี (ปลด กิตติโสภณ) อยู่แล้ว พระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาอยู่วัดเจดีย์หลวงเป็นเวลา ๔ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๔เมื่อท่านกลับกรุงเทพฯ ได้มรณภาพใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่วัดบรมนิวาส การขึ้นไปประกาศพระศาสนาของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ในครั้งนี้ทำให้ธรรมยุติกนิกายตั้งมั่นในหัวเมืองล้านนาได้จนทุกวันนี้
ข้อมูลการสำรวจวัดธรรมยุตในล้านนา พ.ศ.๒๔๙๗ ระบุว่ามีวัดธรรมยุตในล้านนา ๒๓ วัด โดยเมืองเชียงใหม่มี ๑๓วัด เมืองลำปาง ๘ วัด เมืองลำพูน ๑ วัด เมืองเชียงรายมี ๑ วัด โดยเมืองน่าน เมืองพะเยา เมืองแพร่ และเมืองแม่ฮ่องสอนในขณะนั้นไม่มีวัดธรรมยุตอยู่เลย ในขณะที่อีสานมีวัดธรรมยุตมากถึง ๓๓๔ วัด ทั้งๆ ที่ธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาเจ้านายเมืองเชียงใหม่มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นครั้งพระนพีสีพิศาลคุณ (พระมหาคำปิง) ในสมัยเจ้าอินทวโรรส หรือพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ นั่นอาจเป็นเพราะธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับจากกรุงเทพฯ เจ้านายเมืองเชียงใหม่ที่ถูกดึงเข้าสู่ระบบราชการของกรุงเทพฯ อาจเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการสนับสนุนแนวทางที่กรุงเทพฯต้องการ อีกทั้งวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสและความแตกฉานทางพระศาสนาของพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเองทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใสศรัทธาก็เป็นได้
จากการสัมภาษณ์ พระราชเจติยาจารย์ (ชูเกียรติ อภโย) เจ้าอาวาสวัดพระเจดีย์หลวงองค์ปัจจุบันให้ความเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ธรรมยุติกนิกายไม่แพร่หลายในหัวเมืองล้านนาซึ่งต่างไปจากหัวเมืองอีสาน เป็นเพราะพระพุทธศาสนาในล้านนามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและมีรากฐานมั่นคงจนยากที่ธรรมยุติกนิกายจะเผยแผ่ได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ล้านนา ที่ยึดมั่นในระบบหัวหมวดอุโบสถวัด โดยราษฎรเองยังคงสืบทอดความนิยมในการเข้าวัดตามกลุ่มชาติพันธุ์ของตนแม้กระทั่งทุกวันนี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

-http://www.faihin.org  (วัดฝายหิน : เส้นทางผ่านครั้งอัญเชิญพระบรมธาตุสู่ดอยสุเทพ)

-http://www.faihin.org (ประวัติ ปฐมสังฆนายะกะ “ โสภา ”,รวบรวมจากหนังสือประวัติเจ้าคุณอภัยสารทะ :ลานนาสีโห ภิกขุ (บุญเลิศ พริงพราวลี)พระคำอ้าย เขมธมฺโม พระสิงห์ สุภทฺโท)

-http://www.alittlebuddha.com (ทำไมธรรมยุตไม่รุ่งเรืองในเมืองเชียงใหม่และลานนา,ผศ. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต,จาก : ศิลปวัฒนธรรม อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม 26 กุมภาพันธ์ 2554)

-http://forums.212cafe.com  (pongsagone44,พระอภัยสารทะ  (ปฐมสังฆนายก “โสภา”)วัดฝายหิน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ปฐมสังฆราชาของลานนาไทย,)

-http://www.bloggang.com (118. วัดฝายหิน หมู่บ้านฝายหิน หมู่ 1 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่)

-http://historicallanna01.blogspot.com

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ นามเดิม จันทร์ ฉายา สิริจนฺโท เป็นพระภิกษุฝ่ายเถรวาท คณะธรรมยุติกนิกาย ชาวจังหวัดอุบลราชธานี

อดีตเจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้าคณะมณฑลอีสาน มณฑลจันทบุรี มณฑลราชบุรี และมณฑลกรุงเทพ อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ และวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาสมัยใหม่ ทั้งในฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสในภาคอีสาน ท่านเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนอุบลวิทยาคมที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผู้สอนธรรมะให้แก่พระเถระองค์สำคัญในธรรมยุติกนิกายหลายรูปรวมถึงพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่แห่งพระกรรมฐานสายวัดป่าด้วย

ประวัติ

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ มีนามเดิมว่าจันทร์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2399 (นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. 2400) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง เป็นบุตรคนโตของหลวงสุโภร์ประการ (สอน) กรมการจังหวัดอุบลราชธานี[1] กับนางแก้ว เมื่ออายุย่าง 13 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรในเดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 (นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. 2412) ณวัดบ้านหนองไหล เจ้าอธิการโสดาเป็นพระอุปัชฌาย์ ถึงเดือน 4 จึงย้ายไปอยู่วัดศรีทอง (ปัจจุบันคือวัดศรีอุบลรัตนาราม) เพื่อศึกษากับพระอาจารย์ม้าว เทวธมฺมี จนอายุย่าง 19 ปี ก็จำเป็นต้องลาสิกขาเพื่อตามไปไถ่ตัวบิดาที่ถูกเกณฑ์ไปปราบทัพฮ่อ

ท่านได้อยู่ช่วยงานมารดาบิดาอยู่ 3 ปี พระอาจารย์ม้าวก็ให้คนมาตามไปบวชอีกครั้ง ท่านยินยอม จึงได้อุปสมบทเมื่อวันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2420 ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู พระอาจารย์ม้าวเป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการสีโห วัดไชยมงคล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ บวชแล้วจำพรรษาที่วัดไชยมงคลเพื่อช่วยงานของพระกรรมวาจาจารย์ เฉพาะเวลาเรียนมูลกัจจายน์จึงเดินมาเรียนที่วัดศรีทอง เรียนได้ 2 ปี พระอาจารย์ม้าวอาพาธหนักจนไม่สามารถสอนได้ จึงให้ท่านไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร

เมื่อถึงกรุงเทพฯ พระอาจารย์อ่อนซึ่งเป็นศิษย์พี่ได้นำท่านไปฝากศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระปลัดผา วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อพระอริยมุนี (เอม อายุวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ มรณภาพ พระปลัดผาได้พาท่านไปฝากตัวศิษย์ของพระมหาอ่อน อหึสโก วัดบุปผาราม จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ขณะบวชได้ 9 พรรษา ท่านตั้งใจว่าตั้งแต่พรรษา 10 เป็นต้นไปจะมุ่งด้านวิปัสสนาธุระแทน ในพรรษาที่ 10 นั้น ท่านจึงกลับไปอยู่วัดศรีทองเพื่อปรนนิบัติและฝึกปฏิบัติธรรมกับพระอาจาร์ม้าวต่อ

พ.ศ. 2431 พระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น ศรีเพ็ญ) และเจ้ายุติธรรมธร (คำสุก ณ จำปาศักดิ์) ร่วมกันสร้างวัดมหามาตยารามขึ้นที่นครจำปาศักดิ์ขึ้นถวายคณะสงฆ์ธรรมยุต พระอาจารย์ม้าวจึงมอบหมายให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาส และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่ พระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 แล้วกลับไปปกครองคณะสงฆ์เมืองจำปาศักดิ์

ได้ออกจากเมืองนครจำปาศักดิ์เมื่อเดือน 3 พ.ศ.2432 ใช้เวลาเดินทาง 3 เดือนจึงถึงกรุงเทพฯ พักจำพรรษาอยู่วัดพิชยญาติการาม กับเจ้าคุณสาสนโสภณ (อ่อน) ผู้เป็นอาจารย์ เวลานั้นยังเป็นพระเมธาธรรมรส เป็นพรรษาที่ 14

ครั้นถึง ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่พระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ ตาลปัตรแฉกทองแผ่ลวดมีนิตยภัตร 8 บาท ถึงเดือน 6 พ.ศ. 2434 กลับออกไปเมืองนครจำปาศักดิ์ เดินทาง 3 เดือนถึงนครจำปาศักดิ์ในเดือน 8 จำพรรษาที่นครจำปาศักดิ์ เป็นพรรษาที่ 15

พรรษาที่ 16 ก็จำพรรษาที่นครจำปาศักดิ์

พรรษาที่ 17 เมื่อไทยเสียดินแดนแถบจำปาศักดิ์ให้แก่ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2436 ท่านจึงได้ทูลลา กลับมาจำพรรษาที่วัดสุปัฏน์ เมืองอุบล

เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ทำให้สยามเสียดินแดนลาวแก่สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ท่านพ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะเมืองจำปาศักดิ์ จึงย้ายมาอยู่วัดวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ต่อมาท่านได้นำคณะศิษย์มาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดพิชยญาติการามวรวิหาร อยู่ได้ 1 พรรษา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมอบหมายให้ไปอยู่วัดเทพศิรินทร์เพื่อช่วยงานหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร และมีรับสั่งให้ท่านเข้าสอบอีกครั้งในปี พ.ศ. 2437 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค แล้วได้รับพระบรมราชานุญาตให้ออกไปจัดการศึกษาภาษาไทยและอักษรไทยที่เมืองอุบลราชธานี

พรรษาที่ 18 พ.ศ. 2437 เข้ามาจำพรรษาที่วัดพิชยญาติการาม กรุงเทพฯ การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คราวนี้ ทรงตั้งให้ท่านเป็นกรรมการในมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วย ออกพรรษาแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้ไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาส ไปเป็นผู้ช่วย หม่อมเจ้า พระศรีสุคตขัติยานุวัตร ผู้เป็นเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสเป็นสมภารพรรษายังไม่ถึง 10 รับนิสัยพระสงฆ์ยังไม่ได้ ให้ท่านไปเป็นผู้รับนิสัยพระสงฆ์ และเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนภาคมคธ​ด้วย
ในแล้งนี้มีกำหนดการแปลพระปริยัติธรรมในท้องสนามหลวงด้วย (สมัยนั้นไม่ได้มีการสอบทุกปี) สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ รับสั่งให้ท่านเข้าแปลประโยค 4 ด้วย ท่านได้เป็นเปรียญ 4 ประโยคในการสอบครั้งนี้

ในพรรษาที่ 19 พ.ศ.2438 นี้ท่านได้ช่วยหม่อมเจ้าพระศรีสุคตฯ อยู่วัดเทพศิรินทราวาสตลอดพรรษา พอออกพรรษาแล้ว ท่านเห็นว่า ร่างกายไม่มีกำลังพอที่จะทำงาน ถ้าขืนอยู่ในเพศสมณะต่อไปคงเกิดโรคภัยเบียดเบียน ไม่มีทางจะออกตัวอย่างไรได้ เห็นแต่ทางสึกเป็นดีกว่าอย่างอื่น จึงได้ทูลลาสึก

ในเดือน 12 ปีนั้น ได้ออกไปเรียนวิปัสสนาอยู่กับเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (สิง) วัดปทุมวนาราม จนถึงเดือนอ้าย ท่านออกไปเจริญวิปัสสนาอยู่ที่เขาคอก ในระหว่างเดือนอ้ายนั้นก็ได้ตรึกตรองถึงชีวิตในภายหน้า จนกระทั่งตัดสินใจได้ว่ายอมถวายตัวเป็นข้าพระรัตนตรัยอยู่ในพระศาสนาตลอดชีวิต จึงได้มีลิขิตเข้ามาถวาย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรถึงการตัดสินใจของท่าน ว่าตัดสินใจถวายพรหมจรรย์แก่พระศาสนาแล้ว ด้วยพระองค์ท่านคอยฟังข่าวอยู่ เนื่องจากได้ทูลไว้เมื่อตอนสึกว่า จะออกไปหาที่วิเวกตรึกตรองก่อน พระองค์ทรงพระเมตตาท่านมาก คอยจะทรงอุปการะอยู่

ครั้นตัดสินใจได้แล้วก็เดินรุกขมูลต่อไป ได้ออกไปเที่ยวอยู่ในแขวงเมืองนครราชสีมาตลอดแล้ง จนถึง เดือน 6 พ.ศ. 2439 ได้กลับเข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม เป็นปีพรรษาที่ 20

อยู่ที่ วัดพิชัยญาติการาม 1 พรรษา แล้วกลับไปอยู่วัดเทพศิรินทร์อีก ต่อจากนี้ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้ง สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค จึงโปรดให้ไปจัดการศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานีได้ 2 ปีเศษ

ถึงปีกุน พ.ศ.2442 ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระญาณรักขิต แล้วโปรดให้เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน จึงกลับไปอยู่วัดสุปัฏน์ จังหวัดอุบลราชธานี 5 พรรษา ภายหลังขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กลับเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อยู่ที่วัดเทพศิรินทร์บ้าง ไปธุดงค์บ้าง จนถึงปีมะโรง พ.ศ.2447 จึงโปรดให้อาราธนาไปครองวัดบรมนิวาส ถึงปีระกา พ.ศ.2452 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระราชกวี

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2452 ได้รับพระราชทานอาราธนาบัตร์สถาปนาเป็นเจ้าคณะมณฑลราชบุรี

ถึงรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2457 ทรงโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระเทพโมลี ต่อมาถึง พ.ศ.2458 ได้แต่งหนังสือ เทศน์ เห็นเป็นอันไม่ต้องด้วยรัฐประศาสนโยบายบางประการ อันเกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาจักร จึงถูกถอดจากสมณศักดิ์ คราวหนึ่ง

ครั้นถึงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2459 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กลับตั้งให้เป็นพระราชาคณะ ที่พระธรรมธีรราชมหามุนี มีสมณศักดิ์เสมอชั้นเทพ และโปรดให้ครองวัดบรมนิวาสตามเดิม

ถึงปี พ.ศ.2466 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระโพธิวงศาจารย์ เสมอตำแหน่งชั้นธรรม

ครั้นถึง พ.ศ.2468 ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญญวาสี มีนามในสัญญาบัตรว่า “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ญาณวิสุทธจริยาปรินายก ตรีปิฏกคุณาลังการ นานาสถานราชคมนีย์ สาธุการีธรรมาดร สุนทรศีลาทิขันธ์”

ได้เคยรับราชการทางคณะสงฆ์ ในหน้าที่สำคัญๆ หลายตำแหน่งคือ เป็นเจ้าคณะใหญ่ เมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน มณฑลจันทบุรี มณฑลราชบุรี และ มณฑลกรุงเทพฯ

ท่านเป็นพระนักปกครองผู้มีอัธยาศัยงดงาม ให้ความคุ้มครอง และให้ความดีความชอบแก่ผู้น้อย เป็นผู้มีใจกันทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ท่านแสดงธรรมสั่งสอนให้เขาเหล่านั้น เป็นผู้ฉลาด ชี้ให้เห็นเหตุผล แจ่มแจ้งในกว้างเฉลี่ยลาภผล เกื้อกูลแก่สพรหมจารี ไปอยู่ที่ไหน ก็ยังคุณความดี ให้เกิดแก่หมู่ เป็นคณโสภณผู้ทำหมู่ให้งาม เป็นผู้ฉลาดในเชิงช่าง

นอกจากนี้ ท่านยังใส่ใจในการศึกษาของภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และ กุลบุตรกุลธิดามาก ทั้งภาษาบาลีและไทย เมตตาสั่งสอนให้ได้รู้หนังสือ ท่านมีความ สามารถในการอธิบายอรรถธรรม ให้เข้าใจง่าย และชักชวนให้อาจหาญร่าเริง ในสัมมาปฏิบัติ จัดเป็นธรรมกถึกเอก มีเชาวนะปฏิภาณว่องไวเฉียบแหลม วิจารณ์อรรถธรรมอันลุ่มลึก ให้แจ่มแจ้ง ท่านแต่งหนังสือไว้ทั้ง คำร้อยแก้วทั้งคำกาพย์

เมื่ออยู่เมืองนครจำปาศักดิ์ ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดมหาอำมาตย์ (วัดนี้พระยามหาอำมาตย์หรุ่น กับ เจ้านครจำปาศักดิ์ สร้าง) ให้ชื่อว่า “โรงเรียนบุรพา​​​สยามเขตร” สอนทั้งภาษาบาลี ทั้งภาษาไทย และยังได้จัดตั้ง “โรงเรียนอุบลวิทยาคม” ขึ้นที่ วัดสุปัฏน์ เช่นกัน ครั้นได้ดำรง ตำแหน่ง เจ้าคณะมณฑล ก็จัดการการศึกษาทั่วไป จนได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ได้จัดการศึกษา ของกุลบุตรให้เจริญ ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แม้ถึงวัดสิริจันทรนิมิตร ที่เขาบ่องาม (เขาพระงามในปัจจุบัน) จังหวัดลพบุรีและวัดเจดีย์หลวง นครเชียงใหม่ ก็ได้จัดการศึกษาของกุลบุตรให้รุ่งเรืองขึ้นโดยควรแก่ฐานะ

แม้ในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ ท่านก็ได้สร้างคุณประโยชน์อันมากมาย เช่น การปฏิสังขรณ์ วัดบวรมงคล คือ พระอุโบสถ พระระเบียง ตลอดจนวิหารคด การปฏิสังขรณ์วัดบรมนิวาส คือ

พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล

พระอุโบสถแล พระอสีติมหาสาวก วิหารคด และ พระพิชิตมาร ซึ่งเป็นพระประธานในศาลาอุรุพงษ์ คือ เป็นพระลีลาเก่า อัญเชิญมาจาก จังหวัดราชบุรี และได้ให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นใหม่ เช่น โรงเรียนภาษาบาลี และ ภาษาไทย สระน้ำ ศาลาอุรุพงษ์ ส่วนของระฆัง และหอระฆัง มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงศ์สิริวัฒน์เป็นผู้ร่วมสร้าง ตลอดจนกุฏิสร้างใหม่ให้เป็นตึก หอเขียว ซึ่งเป็นกุฏิใหญ่ในวัดนี้ หม่อมเจ้าหญิงเมาลี หม่อมเจ้าหญิงคอยท่า หม่อมเจ้าหญิงโอฐอ่อน หม่อมเจ้าหญิงคำขาว และ หม่อมเจ้าหญิงรับแข สกุลปราโมช ทรงร่วมกันสร้างด้วยความสามัคคีธรรมแห่ง คณะญาติ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ประเดิมสร้างวัดเสน่หานุกูล จังหวัดนครปฐม และที่วัดสิริจันทรนิมิตร จังหวัดลพบุรีนั้น ท่านได้สร้างพระพุทธปฏิมากร อันมีนามว่า พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล ซึ่งมีหน้าตักกว้าง 11 วา 1 ศอก สูงทั้งรัศมี 18 วา อีกทั้ง พระอุโบสถ พระประธาน และ พระกัจจายน์ วิหาร ตลอดถึงถ้ำและกุฏิ ศาลา บ่อน้ำ ท่านเป็นผู้นำในการสร้างมณฑปวัดบ้านแป้ง จังหวัดสิงห์บุรี

ท่านเป็นผู้ยินดีในสัมมาปฏิบัติ สันโดษมักน้อยใฝ่ใจในสัลเลขปฏิบัติ ประกอบด้วยธุดงควัตรเที่ยวรุกขมูล รักษาขนบธรรมเนียม ของสมณะที่ดีไว้มั่นคง มีสติสัมปชัญญคุณทุกเมื่อ มีความเยือกเย็นอาจหาญอดกลั้นทนทานต่อสถานการณ์ต่างๆ แม้ในยามอาพาธ สุดท้าย พิษของโรครุนแรงด้วยทุกขเวทนายิ่งนัก ท่านยังได้ให้โอวาทแก่ผู้มาเยี่ยมเยือนว่า “เราเป็นนักรบ ได้ฝึกหัดวิธีรบไว้ก็ไม่เสียที ได้ผจญต่อพยาธิธรรมและมรณธรรมจริงๆ ก็อาจหาญอดกลั้นทนทานไม่สะทกสะท้าน มีสติสัมปชัญญคุณรอบคอบไม่หลงใหลไม่ฟั่นเฟือน ไม่กระวนกระวาย หากถึงกาลแตกดับ ก็ไปด้วยความสงบเงียบหายดุจหลับไป” จึงได้ชื่อว่า ท่านเป็นผู้ปฏิบัติได้ผลโดยควรแก่ภาวะโดยแท้

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อาพาธด้วยโรคชรา ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 สิริอายุได้ 75 ปี 121 วัน ได้รับพระราชทานไตรแพรครอง 1 ไตร โกศโถและชั้นรอง 2 ชั้น ฉัตรเบญจาตั้ง 4 คันประกอบศพเป็นเกียรติยศ ได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ศกนั้น ณ วัดบรมนิวาส

ลำดับสมณศักดิ์

พ.ศ. 2433 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ที่ พระครูวิจิตรธรรมภาณี[6]
พ.ศ. 2442 เป็นพระราชาคณะที่ พระญาณรักขิต[7]
พ.ศ. 2452 เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ พระราชกระวี นรสีหพจนปิลันทน์[8]
พ.ศ. 2457 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพโมลี ตรีปิฎกธาดา มหากถิกสุนทร ยติคณิศร บวรสังฆารามคามวาสี[9]
พ.ศ. 2458 ถูกถอดจากสมณศักดิ์[10]
พ.ศ. 2459 กลับเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระธรรมธีระราชมหามุนี[11]
พ.ศ. 2466 เป็นเสมอพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระโพธิวงศาจารย์ ญาณวิสุทธิ์จริยาปรินายก ตรีปิฎกธรรมสุนทร ยติคณิศร บวรศีลาทิขันธ์ อรัญวาสี[12]
พ.ศ. 2468 เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญวาสี (เสมอชั้นธรรมพิเศษ) ที่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ญาณวิสุทธจริยาปรินายก ตรีปิฎกคุณาลังการ นานาสถานราชคมนีย์ สาธุการีธรรมากร สุนทรศีลาทิขันธ์[13]

ธรรมโอวาท

ท่านได้กล่าวไว้มากมาย ขอคัดลอกมาบางส่วน ดังนี้ คือ

ที่ว่าร่างกายจิตใจเป็นแก้วสารพัดนึกนั้น พึงพิเคราะห์ดู เรามีตา นึกจะดูอะไรก็ดูได้เรามีหู นึกจะฟังอะไรก็ฟังได้ เรามีจมูก อยากจะรู้กลิ่นอะไรก็รู้ได้ เรามีปาก มีลิ้น นึกอยากจะรู้รสอะไรก็รู้ได้ นึกอยากจะกินอะไรก็กินได้ เรามีมือ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ เรามีเท้านึกอยากเดินไปไหนก็ไปได้ เรามีจิตมีใจ นึกอยากจะน้อมนึกตรึกตรองอะไร ก็ได้สมประสงค์ ผู้รู้ตนว่า เป็นของวิเศษอย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ได้ความสุข คือ ใช้ตามหน้าที่ ไม่ให้วัตถุเหล่านั้นเป็นข้าศึกแก่ตน คือ เกิดปฏิฆะโทมนัสยินดี ยินร้ายเพราะวัตถุของตน นิสัยของผู้ฉลาด ย่อมไม่ให้วัตถุวิเศษของตนเป็นข้าศึกแก่ตน อารมณ์ที่ผ่านไปผ่านมา เลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่จักเป็นโทษ จงปล่อยผ่านไปเสีย ไม่รับไม่เก็บเข้ามาไว้ คือ หัดชำระวัตถุภายในนี้ ให้ผ่องใส สมกับที่ว่า เป็นแก้วสารพัดนึกอยู่ทุกเมื่อ อาศัยความหัด บ่อยๆ สติก็แก่ขึ้น วัตถุภายในก็ปราศจากโทษ คือ ไม่เป็นข้าศึกแก่ตน ให้ความสุขแก่ตนทุกอิริยาบถ จึงสมกับพุทธโอวาท ที่ทรงสั่งสอนว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

ถ้าว่าโดยสมมติ สกลกายนี้เองเป็นตน ถ้าว่าโดยสกลกายนี้เองเป็นธรรม ที่ว่า อตฺตสรณา ธมฺมสรณา ให้มีตนเป็นที่ระลึกนี้ คือ ให้เห็นว่า ตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตน ความรู้ธรรมเป็นพุทธะ สกลกายที่ทรงคุณความดีไว้เป็นธรรมะ ความประพฤติให้คุณความดี มีขึ้นในตนเป็นสังฆะ ผู้ที่มีพุทธะ ธรรมะ สังฆะในตนอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้ถึงไตรสรณคมน์ในชาตินี้

ตลอดชาติชั้นศีล ชั้นสมาธิ ชั้นปัญญา ชั้นวิมุตติ ชั้นวิมุตติญาณทัสสนะ สุดแท้แต่วาสนาของใครจะถึงได้ในชั้นใด จะต้องได้รับผล คือ ความสุขตามชั้นตามภูมิของตนทั้งนั้น อย่าเป็นคนสงสัย ลังเลยึดให้มั่นคั้นให้ตาย อย่างมงายเชื่อเกจิอาจารย์ที่สอน นอกรีตนอกทาง อย่าพากันหลงใหลไปตามเขา เพราะพระนิพพานของ พระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า นิพพานสมบัติ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา และ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ มีสติปัฏฐาน เป็นต้น มีอัฏฐังคิกมรรค เป็นที่สุด เหล่านี้เป็นนิพพานสมบัติ อย่างอื่นๆ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้เป็นอวิชชาทั้งนั้น

พวกเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติตนให้มั่งมีเหมือนพระพุทธเจ้า ทั้งสมบัติภายนอกแลสมบัติภายใน

ปัจฉิมบท

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท (จันทร์) เปรียญ 4 ประโยค เจ้าอาวาส วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร อาพาธเนื่องด้วยโรคชรา ถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 คำนวณอายุได้ 77 ปี พรรษา 55 ได้พระราชทานโกศโถ มีชั้นรองสองชั้น ฉัตรเบญจา 4 ประกอบศพเป็นเกียรติยศ

วัดใหม่ห้วยมะนาว ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง

วัดใหม่ห้วยมะนาว ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

ที่ตั้ง : วัดใหม่ห้วยมะนาว บ้านใหม่สวรรค์ ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
วัดใหม่ห้วยมะนาว บ้านใหม่สวรรค์ ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ วัดราษฏร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ได้รับพระราชทานพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.

ประวัติวัดใหม่ห้วยมะนาว(วัดใหม่สวรรค์(ห้วยมะนาว))

เจ้าอาวาสวัดใหม่ห้วยมะนาว(วัดใหม่สวรรค์(ห้วยมะนาว))

ลำดับเจ้าอาวาสวัดใหม่ห้วยมะนาว(วัดใหม่สวรรค์(ห้วยมะนาว))

แผนที่วัดใหม่ห้วยมะนาว ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่


วัดใกล้เคียงวัดใหม่ห้วยมะนาว ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

วัดดอยสัพพัญญู ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง

วัดสันมหาพน ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง

วัดใหม่เมืองสวรรค์ ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง

วัดบ้านใหม่ปางเติม ตำบลบ้านกาด อำเภอแม่วาง