Home Blog Page 60

น้ำหนัง

น้ำหนัง อาหารเหนือ กินได้ทุกวัย กินกับข้าวนึ่งอุ่นตอนเช้า ขบเคี้ยวกรอบอร่อย

น้ำหนัง เป็นอาหารที่ได้จากหนังวัวหรือหนังควายต้มจนเละและเป็นวุ้น นำมาทาลงบนใบตอง หรือกาบไม้ไผ่ ปัจจุบัน นิยมใช้พลาสติกแทน สำหรับการผลิตจำนวนมาก ทิ้งไว้ให้แห้ง ทำให้สุกโดยนำมาปิ้งไฟให้สุกก่อน นิยมกินร่วมกับอาหารประเภทน้ำพริก (บุญยัง ชุมศรี, 2542, หน้า 3267-3268; เอื้อมพร วรรณแดง, สัมภาษณ์, 4 กรกฎาคม 2550)

ส่วนผสม
1. หนังควาย 1 กิโลกรัม
2. เกลือ 1 ช้อนชา
3. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1. นำหนังควายมาล้างให้สะอาด แล้วนำลงลวกในหม้อน้ำตั้งไฟพออุ่น ขูดเอาขนที่ติดหนังออกให้สะอาด
2. นำหนังควายลงต้มในน้ำเดือด ทิ้งไว้ประมาณ 8 ชั่วโมง
3. เมื่อต้มได้ที่จนหนังเปื่อยเละ ให้ตักขึ้น พักไว้
4. นำหนังควายที่ต้มแล้วมาถูกับกระชอน โดยใช้ไม้กดเพื่อจะได้น้ำจากหนังควาย ใส่ภาชนะพักไว้
5. ละเลงน้ำหนังที่ได้ไปราดบนใบตองเป็นวงกลม
6. นำมาผึ่งลมประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วนำไปแขวนตากประมาณ 2 ชั่วโมง
7. แกะแผ่นน้ำหนังออกจากใบตอง นำไปตากแดดให้แห้ง หลังจากนั้นนำเกลือและน้ำมัน ทาที่แผ่นน้ำหนังเพื่อเพิ่มรสชาติ
8. นำน้ำหนังมาย่างไฟให้เหลืองกรอบ
รายการอ้างอิง
บุญยัง ชุมศรี. (2542). น้ำหนัง (2). ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 7, หน้า 3267-3268). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.

ผัก ภาษาเหนือ ภาษากำเมือง

พืชผักสวนครัว ชื่อเรียกภาษาเหนือ ภาษากำเมือง ของคนเหนือมาดูกันว่าเขาเรียกกันอย่างไร

ผัก ภาษาเหนือ ภาษากำเมือง ของคนเหนือ ล้านนาบ้านเฮานั้น ก็มีชื่อเรียกเฉพาะเหมือนกัน

ผักชี ภาษาเหนือเรียกว่า หอมป้อม

กุยช่าย ภาษาเหนือเรียกว่า หอมแป้น

คึ่นช่าย ภาษาเหนือเรียกว่า ผักกะพึน,กำพึน (กะปึน)

ต้นหอม , หัวหอม ภาษาเหนือเรียกว่า หอมบั่ว, หอมแดง

กระเทียม ภาษาเหนือเรียกว่า หอมเตียม, หอมขาว

ผักชีฝรั่ง ภาษาเหนือเรียกว่า ผักป้อมเป้อ

สาระแหน่ ภาษาเหนือเรียกว่า หอมด่วน

ผักแพว ภาษาเหนือเรียกว่า ผักไผ่

พลูคาว ภาษาเหนือเรียกว่า ผักคาวตอง

ชะพลู ภาษาเหนือเรียกว่า ผักแค

ใบแมงลัก ภาษาเหนือเรียกว่า กอมก้อขาว

โหระพา ภาษาเหนือเรียกว่า โหระพา

กะเพรา ภาษาเหนือเรียกว่า กอมก้อ

ยี่หร่า ภาษาเหนือเรียกว่า ใบจันทน์

ไพร ภาษาเหนือเรียกว่า ปูเลย

กระชาย ภาษาเหนือเรียกว่า หัวระแอน

แตงล้าน ภาษาเหนือเรียกว่า ม่ะแต๋งซั้ง ( ร้านที่ทำให้เครือแตงพันขึ้นไป ทางเหนือเรียกว่า ซั้ง )

มะตูม ภาษาเหนือเรียกว่า บะปีน

ชะอม ภาษาเหนือเรียกว่า ผักล่ะ

เพกา ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะลิดไม้

มะรุม ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะค้อนก้อม

พริกขี้หนู ภาษาเหนือเรียกว่า พริกแด้

พริกชี้ฟ้า ภาษาเหนือเรียกว่า พริกก้นจี้

บวบงู ภาษาเหนือเรียกว่า ม่ะนอยงู

แตงกวา ภาษาเหนือเรียกว่า บะแต๋ง

มะเขือเปราะ ภาษาเหนือเรียกว่า บะเขือผ่อย

มะเขือยาว ภาษาเหนือเรียกว่า บะเขือขะม้า – – ออกเสียง ม่ะเขือขะม่า / ม่ะเขือหำม้า

มะเขือพวง ภาษาเหนือเรียกว่า บะแขว้ง /บ่ะแขว้งกุลา

กระเจี๊ยบเขียว ภาษาเหนือเรียกว่า บะเขือมื่น

มะระขี้นก ภาษาเหนือเรียกว่า บะห่อย

ฟักทอง ภาษาเหนือเรียกว่า บะฟักแก้ว /บะน้ำแก้ว/น้ำแก้ว

ฟักเขียว ภาษาเหนือเรียกว่า บะฟักหม่น

น้ำเต้า ภาษาเหนือเรียกว่า บะน้ำ

มะเขือเทศ ภาษาเหนือเรียกว่า บะเขือส้ม

ตะไคร้ ภาษาเหนือเรียกว่า จั้กไคร

มะแว้ง ภาษาเหนือเรียกว่า บะแขว้งขม

ถั่วลิสง ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะถั่วดิน

ถั่วลันเตา ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะถั่วหน้อย

ถั่วแปป ภาษาเหนือเรียกว่า มะแปบ

ถั่วฝักยาว ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะถั่วซ้าง

ข้าวโพด ภาษาเหนือเรียกว่า ข้าวหัวสะลี

มะกรูด ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะกูด

มะนาว ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะนาว

ผักตำลึง ภาษาเหนือเรียกว่า ผักแคบ

ผักปลัง ภาษาเหนือเรียกว่า ผักปั๋ง

ลูกยอ ภาษาเหนือเรียกว่า หม่ะต๋าเสือ

ผักกระเฉด ภาษาเหนือเรียกว่า ผักหนองน้ำ

ใบบัวบก ภาษาเหนือเรียกว่า ผักหนอก

เมื่อรู้ชื่อเรียกของผักในภาษาเหนือกันแล้วก็ต้องไม่พลาดที่จะรู้ชื่อเรียกของผลไม้ในภาษาเหนือด้วย ไปที่นี่เลย >>> ผลไม้ ภาษาเหนือ

คาถาโพธิบาท พระคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ

คาถาโพธิบาท พระคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ

เป็นการใช้คาถาป้องกันภัยโดยการสวดระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ “คาถาโพธิบาท” บางคนใช้สวดในการสะเดาะเคราะห์

บูระพารัสมิง พระพุทธะคุณัง
บูรพารัสมิง พระธัมเมตัง
บูรพารัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

อาคะเนย์รัสมิง พระพุทธะคุณัง
อาคะเนย์รัสมิง พระธัมเมตัง
อาคะเนย์รัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

ทักษิณรัสมิง พระพุทธะคุณัง
ทักษิณรัสมิง พระธัมเมตัง
ทักษิณรัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

หรดีรัสมิง พระพุทธะคุณัง
หรดีรัสมิง พระธัมเมตัง
หรดีรัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

ปัจจิมรัสมิง พระพุทธะคุณัง
ปัจจิมรัสมิง พระธัมเมตัง
ปัจจิมรัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

พายัพรัสมิง พระพุทธะคุณัง
พายัพรัสมิง พระธัมเมตัง
พายัพรัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

อุดรรัสมิง พระพุทธะคุณัง
อุดรรัสมิง พระธัมเมตัง
อุดรรัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

อิสาณรัสมิง พระพุทธะคุณัง
อิสาณรัสมิง พระธัมเมตัง
อิสาณรัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

ปฐวีรัสมิง พระพุทธะคุณัง
ปฐวีรัสมิง พระธัมเมตัง
ปฐวีรัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

อากาศรัสมิง พระพุทธะคุณัง
อากาศรัสมิง พระธัมเมตัง
อากาศรัสมิง พระสังฆานัง
ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย
สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย
สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย
สัพพะทะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุ

Art Afternoon Drawing Painting Plein Air

Art Afternoon Drawing Painting Plein Air on Wednesday 9 June 2021  Time 16.00-18.00 at CMU coffee

Meet for 2 hours of outdoor drawing or painting!
Work on anything that you want, draw nature around you, paint something you are already working on, it does not matter!
Bring a blanket or chair to sit on since we are on the grass, in a STUNNING quiet location at the lake.
Meet at the west side of Angkaew Reservoir, there is a small parking lot and a bench next to the lake where we can sit. The parking lot is right next to CMU coffeeinside Chiangmai University located here,
https://www.google.com/…/data=!3m1!4b1!4m5!3m4!1s0x0…
Then look to the lake and find us right there.
You can also call me on WhatsApp at +1 206 788 6202

Tea party – young raw puerh (on the soft side)

Tea party – young raw puerh (on the soft side) 10 July 2021 1.00PM at Iris café Nimman

While raw puerh is a tea you can age, it can also be appreciated young – a bit like a green tea, but more powerful.
1. 2019 Jingmai daily sheng – bitter
2. 2021 Jingmai Gulang – fragrant
3. 2018 Mae Hong Son Thai – wild
4. 2018 Gao Shan Zai autumn

Location Iris café Nimman 59/3 ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200


โครงการ ตะกร้าบุญ แบ่งปันรอยยิ้ม

โครงการ”ตะกร้าบุญ”แบ่งปันรอยยิ้ม วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 เวลา 11.00 น. ณ โรงพยาบาลแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 

เชิญร่วมทำบุญ นำอาหารแจกผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล

แผนที่โรงพยาบาลแม่แตง ตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง เชียงใหม่

ฮิมสนามตั้งวงเล่า #สัญจร1 25 มิถุนายน 2564 เวลา 19.00 น.

ฮิมสนามตั้งวงเล่า #สัญจร1 วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2564 เวลา 19.00-21.00 น. ชททาง Facebook live และ Youtube live

#ฮิมสนามตั้งวงเล่า 🥁 เหลาทุกเรื่องกีฬา
💥วันศุกร์ที่ 25 มิย 64 | สัญจร ร้าน 𝗙𝗥𝗘𝗦𝗛&𝗠𝗜𝗟𝗗 สาขา ACC-BA CMU
.
💥 HILIGHT สัปดาห์นี้ .
🎯ช่วง : “อู้จ๋า” “อาจารย์หมู” ดร.จารุวัฒน์ สัตยานุรักษ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ประจำวิทยาเขตเชียงใหม่
กระเทาะหมดเปลือกกับ ไทยแลนด์อเมเจอร์ลีก
.
🎯ช่วง : โฮ๊ะ!! บอลเหนือ คุยเรื่องบอลกับคนหุมบอล
“ขอสู้เพื่อฝันให้เป็นจริง” กับ องอาจ เพียรพิเศษ ผู้จัดการทีม “ช้างศึกมังราย” เชียงราย ล้านนา
.
✅พร้อม #Update ข่าวบอลเหนือรอบสัปดาห์ และ ร่วมสนุกตอบคำถามชิงของรางวัล
.
📽ชมทาง facebook live ทางเพจ https://www.facebook.com/HIMSANAM2019 และ ทาง
ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 19.00 น.-21.00 น…
.
🔸ร่วมสนับสนุนโดย
#อีซูซุศาลาเชียงใหม่ #chiangmaifreshmilk #ดาวเรืองตราบ้าน #ทรายป่าห้ารุ่งเรือง
.
#ไทยลีก #ไทยลีก2 #ไทยลีก3 #thaileague #ฟุตบอล #ข่าวฟุตบอล #ภาคเหนือ #ข่าวบอล #ข่าวบอลไทย #ข่าวฟุตบอลไทย #ป้อก๊าแข้ง

Live คีตล้านนา มหากุศล “หัวอกแม่ แชร์ซาวบาท” 27 มิถุนายน 2564

Live คีตล้านนา มหากุศล “หัวอกแม่ แชร์ซาวบาท” วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน 2564 นี้ เวลา 15.00 – 17.00 น.

📣มีข่าวดีมาบอก…..วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน 2564 นี้ ⏱️เวลา 15.00 – 17.00 น.
👍ศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดเชียงใหม่ (CSR CM) ร่วมกับ
✔️สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ (พมจ.)
✔️อีซูซุศาลาเชียงใหม่
✔️บริษัทวีซายน์มีเดียจำกัด
✔️ฟ้าล้านนาสปา และเครือข่ายกัลยาณมิตร
จัดกิจกรรม Live “หัวอกแม่ แชร์ซาวบาท”
…”พลาดไม่ได้เด็ด!!!”…⁉️
👉ลุ้นรับของรางวัลมากมายใน Live และศิลปินขวัญใจชาวเชียงใหม่ “ไม้เมือง และณัฏฐ์ กิตติสาร & เดอะเพอะ” พร้อมพิธีกรอารมณ์ดี
“พี่สาวสองพัน คันจิโกะ” ที่จะพาทุกท่านมีความสุข สนุก และอิ่มบุญไปพร้อมๆ กัน
🤔อยากรู้ว่าเราคือใคร?…และจะทำอะไร? ติดตามได้ ในเพจ “CSR เชียงใหม่ สายใยบุญ”
กดลิ้งค์ https://www.facebook.com/CSR.Chiangmai/
กดไลค์👍 กดแชร์ ….ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมเชียงใหม่ที่ดีไปด้วยกัน…
“แล้วป่ะกั๋นเน้อเจ้าาาา😘”

ผลไม้ ภาษาเหนือ ภาษากำเมือง

ผลไม้ ชื่อเรียกภาษาเหนือ ภาษากำเมือง ของคนเหนือมาดูกันว่าเขาเรียกกันอย่างไร

ผลไม้ ภาษาเหนือ เรียกแบบภาษากำเมือง

ส้มเขียวหวาน  ภาษาเหนือเรียกว่า ส้มเกลี้ยง เขียวหวาน

กล้วยน้ำว้า ภาษาเหนือเรียกว่า ก้วยใต้

มะละกอ ภาษาเหนือเรียกว่า บะก้วยเต๊ด

น้อยหน่า ภาษาเหนือเรียกว่า ม่ะหน้อแหน้ / น้อยแหน้

พุทรา ภาษาเหนือเรียกว่า หม่ะตัน

กระท้อน ภาษาเหนือเรียกว่า บะตึ๋น

กระท้อน ภาษาเหนือเรียกว่า บะตื๋น หมะต้อง

ละมุด ภาษาเหนือเรียกว่า หม่ะมุด

ขนุน ภาษาเหนือเรียกว่า หม่ะหนุน,บ่ะหนุน

มะพร้าว ภาษาเหนือเรียกว่า บะป๊าว

ส้มโอ ภาษาเหนือเรียกว่า บะโอ

มะปราง ภาษาเหนือเรียกว่า บะผาง

ฝรั่ง ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะก้วยก๋า, บ่ะหมั้น, บะแก๋ว

ส้มโอ ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะโอ

แตงไทย ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะแต๋งลาย

แตงโม ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะเต้า

มะยม ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะยม

หว้า ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะเกี๋ยง

สับปะรด ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะขะหนัด

ชมพู่ ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะจมปู

ตะขบ ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะต๋ากบ

มะกอก ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะกอก

มะขาม ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะขาม

มะเฟือง ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะเฟือง

มะไฟ ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะไฟ

มะม่วง ภาษาเหนือเรียกว่า บ่ะม่วง

ดูชื่อเรียกสีชนิดต่าง ๆ ในภาษากำเมืองล้านนา สี ภาษาเหนือ มาร่วมสืบสานการอู้กำเมืองกันได้ที่นี่ เพื่อคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นล้านนาให้คงอยู่กับหมู่เฮาจาวเหนือทุกคน ส่งทอดสืบต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อๆไป

มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ (อังกฤษ: North-Chiang Mai University) เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2542 ใช้ชื่อว่า “วิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” โดยอาจารย์ณรงค์ ชวสินธุ์ เป็นผู้เริ่มก่อตั้ง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ต่อมาได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงประเภทเป็น “มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 โดยมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ กับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ไม่ได้เป็นสถาบันในเครือเดียวกันแต่อย่างใด

ชื่อย่อ : มนช. / NCU
สถาปนา : 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 (22 ปี)
ประเภท : สถาบันอุดมศึกษาเอกชน
ที่ตั้ง : เลขที่ 169 หมู่ 3 ตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ 50230
สีประจำสถาบัน : ██ สีชมพู ██ สีเหลือง
เพลง : นอร์ท-เชียงใหม่ คู่ขวัญเวียงพิงค์
มาสคอต อาม และ ช่อชัยพฤกษ์
เว็บไซต์ http://www.northcm.ac.th

ประวัติมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ได้ก่อตั้งเป็นวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2542 โดยอาจารย์ณรงค์ ชวสินธุ์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสครบรอบ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินเกิด ซึ่งผู้ก่อตั้งเป็นคนเชียงใหม่ โดยยึดถือเอาพระราชดำรัสที่ว่า “การให้เป็นความสุขที่แท้จริง การสร้างและการพัฒนาใด เสมอด้วยการให้การศึกษาไม่มี” เป็นแรงบันดาลใจ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกของภาคเหนือที่เปิดสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต และเป็นสถาบันแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสาขาวิชาการจัดการการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce Management) ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยได้รับใบอนุญาตจากทบวงมหาวิทยาลัยให้เปิดดำเนินการจัดการเรียนการสอนได้ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2542

  • ในปีการศึกษา 2543 ได้เปิดดำเนินการเรียนการสอน จำนวน 2 คณะ และ 1 ภาควิชา คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และภาควิชาศึกษาทั่วไป
  • ในปีการศึกษา 2545 ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และได้โอนภาควิชาศึกษาทั่วไปเข้าไปสังกัดคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (ซึ่งปัจจุบันคือคณะสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์)
  • ในปีการศึกษา 2549 ได้ก่อตั้งคณะนิติศาสตร์
  • ในปีการศึกษา 2554 ได้ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

มหาวิทยาลัยได้รับการเปลี่ยนประเภทจากวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ปัจจุบันเปิดสอนในระดับปริญญาเอก 2 หลักสูตร ระดับปริญญาโท 5 หลักสูตร และระดับปริญญาตรี 5 คณะ คือ 1) คณะวิศวกรรมศาสตร์ 2) คณะบริหารธุรกิจ 3) คณะสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์ 4) คณะนิติศาสตร์ และ 5) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคม โดยให้ความสำคัญยิ่งต่อการสร้างพื้นฐาน และสร้างจิตสำนึกของความเป็นคนดี มีความพร้อมและใฝ่ใจในการริเริ่มการเป็นเจ้าของกิจการของตนเอง ตลอดจนสามารถสนองต่อความต้องการของสถานประกอบการทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อพัฒนาท้องถิ่น สังคม และประเทศชาติ โดยคุณลักษณะของบัณฑิตของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จะต้องเป็นคนดี เป็นผู้มีความประพฤติดีประพฤติชอบ เป็นผู้ที่รู้จริง ทำเป็น เก่งเทคโนโลยี ภาษาดี มีมนุษยสัมพันธ์ สามารถร่วมงานกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ มีจริยธรรม

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย

รูปวงกลม ชั้นที่ 1 เป็น อาม และช่อชัยพฤกษ์ ถัดจากวงกลมชั้นที่ 1 เป็นวงกลม ชั้นที่ 2 ภายในวงกลมชั้นที่ 2 ชื่อของมหาวิทยาลัย เป็นภาษาไทย “มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” อยู่ด้านบน ชื่อมหาวิทยาลัยเป็นภาษาอังกฤษ “NORTH-CHIANG MAI UNIVERSITY” อยู่ด้านล่าง

ตราประจำมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ใช้เครื่องหมายวงกลมประกอบด้วย ช่อชัยพฤกษ์ ลูกดิ่ง และ อาม

นอร์ท หมายถึง เหนือในที่นี้หมายถึงภาคเหนือของประเทศไทย

เชียงใหม่ หมายถึง จังหวัดที่สำคัญทาง ภาคเหนือที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 700 ปี เป็นศูนย์กลางทาง การศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีทัศนีย์ภาพอันงดงาม แวดล้อมไปด้วยขุนเขา มีอากาศดีเป็นจังหวัดที่จัดได้ว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและ ชาวต่างประเทศนิยมมาท่อง เที่ยวศึกษาศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และธรรมชาติอันงดงาม

ช่อชัยพฤกษ์ หมายถึง ความดี ปณิธานของผู้รับใบอนุญาตในความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ ที่จะให้สถานที่แห่งนี้ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถประสาทวิชาความรู้ และปลูกฝังทัศนคติอันพึง ปรารถนา พัฒนาทักษะและศักยภาพของเยาวชนไทยให้เป็น พลเมืองที่ดีสืบไป

ลูกดิ่ง หมายถึง ความมั่นคง ความแน่วแน่ หนักแน่นมีความเที่ยงตรงในวิชาชีพ ของตนความมีจุดยืนและ ยึดมั่นในหลักการแห่งตน เป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาและศาสตร์ ทั้งปวง แห่งความเป็นสากล

อาม หมายถึง จิตวิญญาณ สามารถถ่ายทอดความรู้และเป็นแหล่งวิชาการที่ ผลิตองค์ความรู้ไปสู่ภูมิภาคได้ อีกทั้งยังหมายถึงพลังแห่งความ ก้าวหน้าทางวิทยาการ ซึ่งมีวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง

สีประจำมหาวิทยาลัย

สีชมพู หมายถึง ความสดใส ความสดชื่น และเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระปิยมหาราช

สีเหลือง หมายถึง ความสว่างนำ ทางสู่เป้าหมายที่สูงสุดของชีวิต และเป็นสีประจำวัน พระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช

คณะ / วิทยาลัย

บัณฑิตศึกษา

  • ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพัฒนา
  • ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
  • ปริญญาเอก บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารธุรกิจ
  • ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
  • ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารและประเมินโครงการ
  • ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  • ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ
  • ปริญญาโท สาขาวิชาบริหารการศึกษา

คณะบริหารธุรกิจ

  • สาขาวิชาการบัญชี
  • สาขาวิชาการจัดการ
  • สาขาวิชาการตลาด
  • สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว และการบริการ
  • สาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก

คณะวิศวกรรมศาสตร์

  • สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
  • สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
  • สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
  • สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล
  • สาขาเทคโนโลยีก่อสร้าง
  • สาขาเทคโนโลยียานยนต์
  • สาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์
  • สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน
  • สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม

คณะนิติศาสตร์

  • สาขานิติศาสตร์

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

  • สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
  • สาขาวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร
  • สาขาวิชาภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  • สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์
  • สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
  • สาขาวิชา การจัดการการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น (อังกฤษ: The Far Eastern University) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

ชื่อย่อ : ม.ฟ.อ. / FEU
คติพจน์ : เลิศคุณธรรม ล้ำปัญญา สร้างคุณค่า คนสมบูรณ์
สถาปนา : 27 ธันวาคม พ.ศ. 2542 (21 ปี)
ประเภท : สถาบันอุดมศึกษาเอกชน
ที่ตั้ง : 120 ถนนมหิดล ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100
สีประจำสถาบัน : ████ สีกรมท่า สีเหลือง
เว็บไซต์ : http://www.feu.ac.th

ประวัติมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2542 และได้สถาปนาวิทยาลัยขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544  ต่อมาได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงประเภทเป็น “มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น” เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2549

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้คนไทยมีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น มีความรู้ความสามารถในระดับที่สามารถแข่งขันทัดเทียมกับประเทศต่าง ๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ ก้าวทันเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความเป็นสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งให้การศึกษาที่ก้าวทันต่อความก้าวหน้าเชิงธุรกิจ กอปรด้วยความรู้ทางการบริหารจัดการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น จึงมีปณิธานและความมุ่งมั่นที่จะเป็นสถาบันอุดมศึกษาสำหรับชนในสหัสวรรษใหม่ที่เตรียมบัณฑิตให้มีความเพียบพร้อมในการดำรงชีวิต การทำงาน มีจิตสำนึกแห่งความเป็นผู้ประกอบการ โดยอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกแห่งความเป็นไทย

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น “มหาวิทยาลัยเส้นทางสู่การเป็นผู้ประกอบการ (GATEWAY TO ENTREPRENEURSHIP)” คิดนอกกรอบ ตอบโจทย์ด้วยการฝึกทำธุรกิจจริงที่ผนวกความเชี่ยวชาญทุกสาขาของธุรกิจพร้อมเป็นนักบริหารที่สร้างสรรค์ ก้าวสู่การเป็นนักบริหารอนาคตไกล ที่เหนือกว่า นอกจากความรู้ด้านการบริหารธุรกิจต่างๆ ยังสอนเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ หามุมมองใหม่ๆทางธุรกิจ รวมทั้งการปลูกฝังมุมมองการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมให้ฝึกฝนทำธุรกิจจริง ให้นักศึกษามีพื้นฐานพร้อมประสบการณ์นอกกรอบ ตอบโจทย์ด้วยการฝึกทำธุรกิจจริงที่ผนวกความเชี่ยวชาญทุกสาขาของธุรกิจพร้อมเป็นนักบริหารที่สร้างสรรค์ ก้าวสู่การเป็นนักบริหารอนาคตไกล ที่เหนือกว่า นอกจากความรู้ด้านการบริหารธุรกิจต่างๆ ยังสอนเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ หามุมมองใหม่ๆทางธุรกิจ รวมทั้งการปลูกฝังมุมมองการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมให้ฝึกฝนทำธุรกิจจริง ให้นักศึกษามีพื้นฐานพร้อมประสบการณ์

สถานที่ตั้ง

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ตั้งอยู่เลขที่ 120 ถนนมหิดล ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50100 บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ประกอบด้วย อาคารเรียน 5 ชั้น จำนวน 2 อาคาร และอาคารวัฒนาราชนครินทร์ 80 อาคารหอประชุมขนาดความจุมากกว่า 700 ที่นั่ง / ห้อง Auditorium ความจุ 300 ที่นั่ง สำนักวิทยบริการ ห้องโสตทัศนูปกรณ์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องปฏิบัติการทางภาษา สนามกีฬาเอนกประสงค์ ศูนย์อาหารและลานจอดรถ

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับศูนย์การค้าและสถานที่สำคัญ ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และห้างสรรพสินค้าเทสโก โลตัส เชียงใหม่หางดง แอร์พอร์ทบิสสิเนสพาร์ค ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ กองบิน 41 ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ได้เปิดวิทยาเขตแห่งใหม่อีก 1 แห่ง คือ U-FAR Campus เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษา เปิดคณะสาขาวิชา และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงได้เกิดแผนโครงการก่อสร้าง มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ส่วนขยายบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ บนถนนวงแหวนขึ้น โดยเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์จะมีอาคารเรียนพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก สนามกีฬา หอพักนักศึกษา ฯลฯ ซึ่งการก่อสร้างจะดำเนินการเป็น 4 ระยะ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 15 ปี จึงจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการ รวมงบประมาณ 1,000 ล้านบาท

คณะ

บัณฑิตศึกษา -สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์

คณะบริหารธุรกิจ – สาขาการบัญชี – สาขาการตลาด – สาขาการประกอบการ – สาขาการท่องเที่ยว – สาขาการจัดการ – สาขาโลจิสติกส์อุตสาหกรรม https://www.feu.ac.th/business

คณะศิลปศาสตร์ – สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ – สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ https://www.feu.ac.th/liberal-arts

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี – สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ (เทคโนโลยีดิจิทัล) https://www.feu.ac.th/science

คณะบริหารรัฐกิจ – สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ https://www.feu.ac.th/public-administration

คณะนิเทศศาสตร์ – สาขาวิชาสื่อสารการตลาด https://www.feu.ac.th/communication-arts

คณะศึกษาศาสตร์ – สาขาวิชาการประถมศึกษา – สาขาวิชาชีพครู – สาขาวิชาบริหารการศึกษา(ปริญญาโท) หน้าสมัครเรียนสาขาบริหารการศึกษา

แผนที่การเดินทาง มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น


โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและบริหารงานด้านวิชาการ โดยอยู่ภายใต้การดำเนินการโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประวัติโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดตั้งตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้โรงเรียนได้เป็นสถานที่สำหรับการผลิตบัณฑิตทางการศึกษาทั้งในส่วนของการเป็นแหล่งที่ให้นักศึกษาได้สังเกตการสอน (Observation) ร่วมสอน (Participation) และฝึกปฏิบัติการทางวิชาชีพ ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับให้คณะได้ค้นคว้าวิจัยและทดลองวิธีการจัดการเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษาใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการจัดการเรียนการสอนในภาคเหนือ โดยโรงเรียนเริ่มเปิดดำเนินการสอนเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2511 ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 อาคารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสถานที่เรียนซึ่งปัจจุบันอาคารหลังดังกล่าวเป็นที่ตั้งของคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และในปี พ.ศ. 2512 โรงเรียนได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนจึงได้ย้ายสถานที่เรียนจากเดิมมาใช้อาคารเรียนหลังที่ 1 ของคณะศึกษาศาสตร์เป็นการชั่วคราว จนกระทั่งปีการศึกษา 2514 อาคารสาธิต 1 ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียนได้ก่อสร้างเสร็จ โรงเรียนจึงได้ใช้อาคารหลังดังกล่าวเป็นสถานที่เรียนจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยส่งเสริมและบริหารงานด้านวิชาการ อยู่ในความควบคุมและอำนวยการสอน ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • พ.ศ. 2511 เริ่มเปิดดำเนินการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สายสามัญ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2511 มีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 70 คน เป็นชาย 33 คน เป็นหญิง 37 คน ทำการสอนโดยอาจารย์ และครู ในคณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 14 คน อาจารย์พิเศษ 5 คน อาจารย์ชาวต่างประเทศ 2 คน ในปีแรกได้อาศัยวิทยาลัยที่ 1 อาคาร 1 ( ว.1 อ.1) เป็นอาคารเรียนชั่วคราว
  • พ.ศ. 2512 ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียน ขณะก่อสร้างได้ย้ายสถานที่เรียนเดิม มาใช้อาคารคณะศึกษาศาสตร์เป็นการชั่วคราว ในปีการศึกษานี้ มีนักเรียนทั้งหมด 158 คน เป็นชาย 66 คน เป็นหญิง 92 คน
  • พ.ศ. 2513 อาคารเรียนยังสร้างไม่เสร็จ จึงต้องอาศัยเรียนที่อาคารเรียนคณะศึกษาศาสตร์ต่อ โดยมีจำนวนนักเรียนเพิ่มเป็นทั้งหมด 245 คน
  • พ.ศ. 2514 โรงเรียนสาธิตฯ ได้ย้ายมาใช้อาคารเรียนของโรงเรียน และได้ขยายชั้นเรียนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเปิดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แยกเป็น 3 แผนก ได้แก่ แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกศิลป์ และแผนกทั่วไป แผนกละ 1 ห้อง
  • พ.ศ. 2515 เป็นปีแรกที่โรงเรียนสาธิตฯ ได้เปิดชั้นเรียนสายสามัญ ครบตามหลักสูตร 5 ปี คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
  • พ.ศ. 2521 ได้ปรับหลักสูตร ตามกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้เรียนในชั้น ม.ต้น 3 ปี และเรียนในชั้น ม.ปลาย 3 ปี
  • พ.ศ. 2533 ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนมาใช้ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ซึ่งเปลี่ยนมาจากหลักสูตร ม.ต้น ปี 2521 และหลักสูตร ม.ปลาย ปี 2524 โดยระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนั้นเปิดสอน 3 แผนการเรียน ได้แก่ แผนวิทย์-คณิต, แผนศิลป์-คณิต กข. และแผนศิลป์-ภาษาฝรั่งเศส
  • พ.ศ. 2537 ได้เปิดห้องเรียนเพิ่มในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จาก 3 ห้องเรียน เป็น 5 ห้องเรียน จนกระทั่งปัจจุบัน ทุกระดับชั้นมีจำนวนครบชั้นละ 5 ห้องเรียน
  • พ.ศ. 2543 โรงเรียนสาธิตฯ มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 1,157 คน โดยเป็นนักเรียนชั้นม.ต้น 602 คน และนักเรียนชั้น ม.ปลาย 555 คน มีครู-อาจารย์ประมาณ 90 คน
  • พ.ศ. 2551 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดให้มีโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยขึ้น โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์หนึ่งจากทั้งหมด 4 ศูนย์ เพื่อรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในหลักสูตรห้องเรียนวิทยาศาสตร์ โดยมีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโรงเรียนสาธิตฯ ร่วมกันรับผิดชอบ โดยปีแรกเปิดรับนักเรียนโครงการดังกล่าว (วมว.มช.)รุ่นที่ 1 จำนวน 30 คน
  • พ.ศ. 2555 โรงเรียนสาธิตฯ ได้เปิดสอนหลักสูตรแผนการเรียนศิลป์ – จีน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปัจจุบัน โรงเรียนสาธิตฯ มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 1,402 คน โดยเป็นนักเรียนชั้น ม.ต้น 679 คน และนักเรียนชั้น ม.ปลาย 637 คน และนักเรียนโครงการ วมว.มช 3 ระดับชั้น รวม 86 คน มีบุคลากรทั้งสายวิชาการ และสายสนับสนุนการสอน จำนวน 88 คน

คติพจน์ของโรงเรียน : “วิชาชีพเป็นครูของมวลชน”

คำขวัญ : การเรียนดี กีฬาเด่น เน้นวินัย ใฝ่คุณธรรม

เอกลักษณ์ : สร้างสรรค์กิจกรรม สร้างผู้นำที่สง่า เห็นคุณค่าวิชาการ

อัตลักษณ์ : นักคิด นักกิจกรรม เป็นผู้นำสังคม

อัตลักษณ์คุณธรรม : ซื่อสัตย์ดี มีวินัย ใส่ใจมารยาท

คำขวัญคุณธรรม : สาธิตต้องทำคือความดี สาธิตต้องมีคือคุณธรรม

พระพุทธรูปประจำโรงเรียน : สมเด็จพระพุทธปัญญาธรรม

สีประจำโรงเรีน : สีน้ำเงิน

ต้นไม้ประจำโรงเรียน : ต้นพะยอม

ตราประจำโรงเรียน

 

ที่ตั้ง : 239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200

เบอร์ติดต่อ : 0-5394-4248, 0-5394-4245, 0-5394-1222

แฟกซ์ : 0-5322-1285

เมล์ : [email protected]

Facebook : https://www.facebook.com/cmuds

แผนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผีโพง

ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสยศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง

ผู้ที่เป็นผีโพง ในเวลากลางวันจะเป็นเหมือนผู้คนธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่ตกกลางคืนจะกลายร่างเป็นผีโพง มีจุดเด่นคือ มีแสงสว่างหรือดวงไฟที่รูจมูก ออกหาของกิน ได้แก่ ของสกปรกคาว เช่น กบ, เขียด, ศพ หรือรกเด็กเกิดใหม่ เช่นเดียวกับผีกระสือ, ผีกระหัง หรือผีปอบ

คนในสมัยก่อนเล่าต่อๆกันมาว่า ก่อนออกไปหากิน ผีโพงจะเอาจมูกไปเสียดสีกับบันไดบ้านให้แดงก่อนออกไปหากิน พอใกล้สว่างก็จะกลับมาที่บ้านเหมือนเดิม คนที่มีคาถาอาคมสมัยก่อน ถ้าสงสัยว่าใครเป็นผีโพง ก็จะร่ายคาถา แล้วกลับบันไดบ้านของผีโพง เมื่อผีโพงกลับมาที่บ้าน ก็เห็นว่าบ้านเป็นของตนเอง แต่บันไดไม่ใช่ มันก็เดินวนเวียนอยู่หน้าบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ จนรุ่งเช้า มีคนมาพบเห็นเข้าก็จะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นผีโพง คนที่เป็นผีโพงก็จะอับอาย หรืออาจหลบหนี้ไปอยู่ที่อื่น แต่ถ้าผีโพงรู้ว่าใครแกล้งมัน มันก็จะอาฆาตแค้นเมื่อคนที่ร้ายมัน พลังอ่อนลง มันก็จะกลับมาแก้แค้น โดยเอาก้านกล้วยแม่หม้ายพุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน ทำให้คนที่อยู่ในบ้านเจ็บป่วย หรือตายหมดทั้งบ้าน

ผีโพง จะเป็นตอนกลางคืน ช่วงที่ชาวบ้านพบเห็นบ่อย จะอยู่ในช่วงฤดูฝน ช่วงตอนฝนตก มักจะเห็นแสงสว่างสีแดง ม่วง เขียว ที่จะสว่างแถวกลางทุ่งนาแล้วดับ แล้วก็ไปสว่างแล้วดับอีก ไปเรื่อยๆ บางก็เล่าว่าจะมีแสงไฟตกจากจมูก เหมือนหยดน้ำด้วย ถ้ามีคนตามรอยผีโพงไป ก็จะเจอกับ กบ เขียด ที่จะนอนตายตัวแข็งตามท้องนา ถ้าหากว่าคนไปเจอกับผีโพงเข้า แล้วเห็นว่าผีโพงนั้นเป็นใคร ผีโพงมักจะบอกว่า “มันเป็นวิบากกรรมของมัน ที่ต้องมาชดใช้กรรมแบบนี้” และอ้อนวอนอย่าให้บอกใคร ผีโพงก็จะเสก ใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ (ถ่านมี่ คือถ่านสีดำ ที่ใช้ก่อกองไฟในครัว) ให้กล้ายเป็นทองคำ แล้วเอาจ้างคนที่พบเห็น เพื่อที่จะไม่ให้บอกใคร ถ้าไม่รับปาก หรือไม่รับทองคำนั้นมา ผีโพงก็จะทำร้าย หรือทำให้เรากลายเป็นผีโพงเหมือนมัน

เมื่อรับทองคำนั้นมาแล้ว ตอนเช้าทองคำนั้นก็จะกลายเป็นใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ เหมือนเดิม คนที่พบเห็นจะต้องเก็บนี้เป็นความลับ แต่ถ้าจะบอกกับผู้อื่นก็ห้ามพูดชื่อ ว่าใครเป็นผีโพง ถ้าเกิดพูดชื่อออกไป ผีโพงจะมีญาณรับรู้ได้ทันทีว่าเราเอาความลับของมันไปบอกคนอื่น มันก็จะตามมาทำร้ายเราที่บ้าน โดยใช้ ก้านกล้วยแม่หม้าย (ก้านกล้วยแม่หม้าย คือก้านกล้วยที่เอาใบตองออกแล้ว เหลือใบตองส่วนปลายไว้นิดหน่อย) พุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน
ฉะนั้นในคนสมัยก่อนมักจะบอกให้เราฟันก้านกล้วย ออกสอง 2 ท่อน หรือหลายๆท่อน เพื่อที่จะไม่ให้ผีโพงนั้นนำไปใช้ได้อีก

โดยปกติแล้ว ผีโพงจะไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่ถ้าหากถูกคุกคามก็จะจู่โจมทำร้ายได้เช่นกัน หากมีผู้ใดไปทำอะไรให้ผีโพงไม่พอใจ ผีโพงจะใช้ก้านกล้วยที่ตัดใบออกหมดหรือคานคาบของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้านผู้นั้น ซึ่งครอบครัวของผู้ที่โดนขว้างจะพบกับภัยพิบัติต่าง ๆ นานา

ผีโพงจะตายได้ เมื่อมีผู้ไปพบปะกับผีโพงเข้าอย่างจัง และทักว่าผีโพงแท้จริงแล้วคือใคร หากผ่านพ้นมาได้หนึ่งวันแล้ว ผู้ที่เป็นผีโพงจะตาย

ผีโพงสามารถถ่ายทอดให้แก่กันได้ ด้วยพ่นน้ำลายใส่หน้าหรือมีใครไปกินน้ำลายของผีโพงเข้า

ผีโพลง หรือ ผีโพง เป็นผีของไทยภาคเหนือ ขุนมหาวิชัย ได้เล่าไว้ว่า ผีโพงเรียกว่าผีกระสือ ผีชนิดนี้มักเกิดแต่คนที่มีว่านยาอันแรงคล้ายกับผีปอบ และมันมักติดแปดผู้อื่นได้ เป็นต้นว่า มันถ่มน้ำลายถูกผู้ใด ผู้นั้นมักกลายเป็นผีโพงเหมือนผู้ที่เป็นแล้ว หรือถ้ามันไม่ชอบผู้ใด แล้เอาไม้คานหาบน้ำของแม่หม้ายไปขว้างข้ามหลังคาเรือนแล้ว มักทำให้ผู้นั้นฉิบหาย กริยาที่ผีโพลงชอบ คือ ฝนตกพรำ มันมักออกหากินพวกของโสโครกในเวลาดึก และมักจะเที่ยวด้อมๆ มองๆ ตามใต้ถุนเรือน ที่มีผู้หญิงอยู่ไฟ เขากล่าวว่า ผู้หนึ่งได้เห็นผีโพง มาเที่ยวหากินที่ใต้ถุน เขาจำหน้าได้ว่าเป็นคนนั้นแน่ เขาจึงเอาหอกซัดพุ่งลงไป ถูกที่กลางหลัง เขาเข้าใจว่า ผู้นั้นคงจะตาย และเมื่อเวลาเช้า ได้ไปตรวจดูที่บ้านคนนั้น ก็เห็นคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ บาดแผลก็ไม่มี เขานึกประหลาดใจเป็นอันมาก จึงไปดูในสวนของผู้นั้น เห็นหอกปักอยู่ที่กอว่าน ติดอยู่กับหัวว่าน ที่ผู้นั้นปลูกไว้ เพราะฉะนั้น เขาจึงเห็นว่า ผีโพงเกิดจาก ผู้ที่มีว่านยาอันแรงร้าย ว่านอันแรงร้ายนั้น มักจำแลงเป็นรูปเจ้าของไปได้ (จะจริงเท็จฉันในไม่แจ้ง) ผีโพงนี้ ไม่ได้รบกวนและทำอันตรายแก่มนุษย์ โดยอุบายอย่างหนึ่งอย่างใดเลย พระคุณเจ้าลานนาศรีโหภิกขุ เล่าว่า ท่านได้เห็นดวงไฟดวงหนึ่งเคลื่อนไหวไปมาในตอนกลางคืน ขณะที่ฝนตกพรำๆ ท่านได้เฝ้ามองอยู่เป็นเวลานาน และเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนั้น คือ ผีโพง ท่านเล่าต่อว่า มีชาวบ้านหลายคนเคยเห็นผีโพง เขาว่ามันเป็นคนเราดีๆนี่เอง แต่ออกหากินกบ เขียด หรือของคาวจัดในเวลาดึงสงัด และมีแสงเรืองออกทางจมูก แสงของผีโพงนั้น จะหยดลงสู่พื้นดินเหมือนเวลาเราเขี่ยไต้ มันชอบออกล่ากบ เขียดตามทุ่งนา เมื่อจับได้ก็ใส่ปากดูดกินแต่คาวแล้วขว้างทิ้ง พวกชาวบ้านเล่าว่า เคยเห็นผีโพงในระยะประชิดตัวเหมือนกัน ยืนยันว่า ผีโพงก็เป็นคนธรรมดานี่เอง มีอาการทุกอย่างครบ ๓๒ แต่ผิดแผกจากคนธรรมดาก็ตรงที่มันชอบล่า กบ เขียด กินในเวลาค่ำคืน และมีแสงออกที่จมูก เมื่อมีคนพบมันเข้า ผีโพงจะอ้อนวอน ขอร้องว่า อย่าได้พูดไป เพราะเหตุว่า เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง

ผีโพงที่เป็นผู้ชาย เวลาออกหากินมักจะสะพายดาบติดตัวไปด้วย เมื่อจวนตัวเข้าจริงๆ มันก็จะทำร้ายเอาเหมือนกัน บางตัวที่เป็นมานานปีก็ฉลาด พกเอาไฟฉายไปด้วย เวลามีคนมาพบเข้า จะได้แก้ตัวได้ว่า มาหาปลา หากบ ถ้าไปทำอะไรให้ผีโพงแค้นเคืองแล้ว มันจะอาฆาตพยาบาท และพุ่งด้วยก้านกล้วยถึงตายได้ ถ้ามันพุ่งข้ามหลังคาบ้าน ก็จะพากันฉิบหายวายวอด ตามธรรมดาชาวบ้านถือกันว่า คนที่เป็นผีโพงนั้น เนื่องมาจากวิบากกรรมของเขาเอง พวกชาวบ้านจึงไม่มีใครสนใจ เพราะผีโพงไม่ทำอันตรายและไม่เป็นภัยต่อใครๆ

ชาวบ้านพบเห็นผีโพงครั้งสุดท้ายในช่วงปี พ.ศ. 2514 หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นอีก

อ่านตำนานผีเรื่องอื่น ๆ ได้ที่นี่  ผีก่ะ

Weekly Nomad Girls Lunch

Weekly Nomad Girls Lunch on every Wednesday at noon at Free Bird Cafe

Every person who identifies as a woman is welcome, every Wednesday at noon at Free Bird Cafe, no agenda, no scheduled talks, just a great way to meet a bunch of other women that live in Chiang Mai or are passing through. Meet a new sistar, arrange outings together, network, and share tips about Chiang Mai, while enjoying delicious, vegan, organic, local food.
Free Bird Cafe is a 100% social enterprise where all profits help support education for refugees from Burma at Thai Freedom House. We also have a second-hand boutique in the back called Free Bird Pre-Loved Charity Shop and Donation Center, accepting clothing and household items to be distributed in communities all over Northern Thailand where the need is greatest. Enjoy 1/2 off of all clothing in our Pre-Loved Charity Shop during the Nomad Girls Lunch only for you! In addition, we have Chiang Mai’s first zero-waste health food store, My Best Life CNX where you can purchase sustainable lifestyle goods and refill your fav, all natural, cruelty free, shampoos, body wash, cleaning products and more. 100% of the profits from that shop go to a scholarship fund for refugees.
💃🏻👚👕👖👗👙👘👠👡👢👒👛🎒👑👓🌂
We can’t wait to meet you! The time is flexible, come between 12-2pm.💕
This event was started Sept. 2016 and has been a beautiful way to support women traveling or living in Chiang Mai with a safe space to come together, also giving back to local economy and the only Social Enterprise restaurant in Chiang Mai. The founder and owner, Lisa and whole team of staff, students and volunteers appreciate you!

Location Free Bird Cafe 14 ถนนศิริมังคลาจารย์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

มหาวิทยาลัยพายัพ

มหาวิทยาลัยพายัพ (อังกฤษ: Payap University) เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2517 โดยนับเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ถูกเปลี่ยนประเภทจากวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2527

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย

สัญลักษณ์

 

เครื่องหมายมหาวิทยาลัย เป็นรูปวงกลม ตรงกลางประกอบด้วยวงกลมเล็กสามวงซ้อนกัน มีสัญลักษณ์ของ ศาสนา วิทยาศาสตร์ และศิลป์ โดยมีวงกลมตรงกลางมีสัญลักษณ์ของมนุษย์ที่มีความสมดุลในชีวิต ด้านบนวงกลมมีข้อความว่า “มหาวิทยาลัยพายัพ” ด้านล่างมีข้อความว่า “สัจจะ-บริการ” ภาษาอังกฤษ “PAYAP UNIVERSITY” และ “TRUTH-SERVICE” อันเป็น คติพจน์ และเป็นส่วนหนึ่งในปณิธานของมหาวิทยาลัย

ดอกไม้และต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย

ดอกไม้และต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ บุนนาค ( Mesua ferrea Linn ) ซึ่งมีความหมายดังนี้

ดอกบุนนาค
มีสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ความสะอาด หมดจด คุณงามความดี
มีกลิ่นหอม ทำให้เกิดความพึงพอใจ เป็นสัญลักษณ์ของการขจายขจรชื่อเสียง
มีลักษณะเป็นรูปฉัตร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติศักดิ์อันสูงส่ง คือคุณค่าแห่งชีวิต
ต้นบุนนาค
มีสรรพคุณทางรักษาโรค เป็นสัญลักษณ์การรักษาความเจ็บปวดทั้งกายและใจซึ่งหมายถึง ความรู้และสัจจะที่บัณฑิต ของ มหาวิทยาลัยพายัพได้รับควรจะเป็นยาที่สามารถรักษาความเจ็บป่วยของสังคม หรือผู้อื่น สามารถที่จะสมานน้ำใจของผู้มี ความทุกข์ยาก
เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงยากที่สุด ต้องทะนุถนอมเป็นอย่างดีจึงจะเจริญเติบโตได้เป็นสัญลักษณ์ของการท้าชวนและท้าทาย

ประวัติ

คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์เข้ามาประกาศเผยแพร่ครั้งแรกในประเทศไทย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในปี พ.ศ. 2371 โดยคณะมิชชันนารีจากอังกฤษ คือ คณะลอนดอนมิชชันนารีโซไซเอ็ตตี้ (London Missionary Society) ต่อมาได้ติดต่อประสานงานให้คณะมิชชั่นอื่น ส่งมิชชันนารีเข้ามาประกาศเผยแพร่ด้วย เช่น มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่น เข้ามาประกาศเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2383 ในช่วงแรกประกาศเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2404 ทางราชการประกาศอนุญาตให้ออกไปเผยแพร่ทำการประกาศนอกกรุงเทพฯได้ จึงส่งมิชชันนารีไปทำงานที่เพชรบุรี และในปี พ.ศ. 2410 ได้เข้ามาประกาศเผยแพร่ที่เชียงใหม่ ลักษณะการเผยแพร่ประกาศคริสต์ศาสนาสิ่งหนึ่งคือ การตั้งโรงเรียนเป็นสถานศึกษาแบบตะวันตก จัดสอน การเรียนการศึกษาแบบตะวันตกแก่เด็กชายและเด็กหญิง เป็นการเตรียมผู้นำสำหรับคริสตจักร และการบริหารโรงเรียน การดำเนินการพันธกิจด้านการศึกษาของมิชชั่น ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มีการตั้งโรงเรียนในจังหวัดต่าง ๆ ที่มิชชั่นเข้าไปดำเนินการ รวมทั้งมีการตั้งโรงเรียนในคริสตจักรต่าง ๆ ที่มีความพร้อมด้วย ดังนั้นช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มิชชั่นจึงมีแนวความคิดที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยคริสเตียนขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่

แนวความคิดจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากทางคณะกรรมาธิการต่างประเทศในนามของมิชชั่นที่สหรัฐอเมริกา ได้ตอบมาว่ายังไม่พร้อมที่จะให้การสนับสนุน เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอ ต่อมาเมื่อมิชชั่นมีความพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยได้ แต่ก็ประสบกับอุปสรรคกับทางรัฐบาลไทยในขณะนั้นที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติการศึกษาที่สนับสนุนให้ต่างประเทศมาตั้งมหาวิทยาลัย ในช่วงระยะเวลานี้ทางมิชชั่นก็เปิดดำเนินการโรงเรียนของมิชชั่น และมีการเปิดโรงเรียนที่ดำเนินการโดยคริสตจักรท้องถิ่นด้วย โรงเรียนเหล่านี้ได้นำเอาระบบการศึกษาแบบตะวันตกมาปรับปรุงใช้ในการดำเนินงานและอยู่ภายใต้การดูแลของมิชชั่นมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2477 มีการตั้งสภาคริสตจักรในประเทศไทยขึ้น มิชชั่นได้มอบกิจการต่าง ๆ ให้กับสภาคริสตจักรฯ ดูแลและได้ปรับปรุงงานด้านการศึกษา สภาคริสตจักรฯ มีความตั้งใจที่จะตั้งมหาวิทยาลัยคริสเตียนเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของมิชชั่นลาวเหนือที่ได้ริเริ่มโครงการไว้ เมื่อความต้องการของผู้ที่จะศึกษาในระดับอุดมศึกษามีมากขึ้นและรัฐบาลไม่สามารถสนองตอบความต้องการได้อย่างทั่วถึง รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชนขึ้นในปี พ.ศ. 2512 จึงได้รื้อฟื้นความคิดที่จะตั้งสถาบันอุดมศึกษาขึ้นมาใหม่ โดยยกฐานะ 2 สถาบันคือ โรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยแมคคอร์มิค และวิทยาลัยพระคริสตธรรม ซึ่งเป็นสถาบันที่เก่าแก่และตั้งมานานแล้วขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่รัฐบาลจะรับรองมาตรฐานได้ดังนั้นผู้อำนวยการของทั้ง 2 สถาบันดังกล่าวได้ตกลงร่วมกันเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาของสภาคริสตจักรฯ อีกหลายคน อาทิ ศจ.ดร.จอห์น แฮมลิน อาจารย์บุญชวน เจิมประไพ ศจ.ประเสริฐ อินทะพันธุ์ ร.ต.ท.แก้ว เนตตโยธิน นายแพทย์พิพัฒน์ ตรังรัฐพิทย์ ดร.คอนรัด คิงศ์ฮิลล์ ศจ.วิคเตอร์ แมคแอนนาแลน ศจ.ประพันธ์ จันทรบูรณ์ อาจารย์ประกาย นนทวาสี อาจารย์ธวัช เบญจวรรณ และอาจารย์โดแนลด์ แมคอิลวไรด์ ประชุมเกี่ยวกับการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชนเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2513 ที่ประชุมมีมติเห็นสมควรให้จัดตั้งวิทยาลัยเอกชน และได้นำเสนอต่อสภาคริสตจักรฯ และสภาคริสตจักรฯ ได้พิจารณาเห็นชอบด้วย และได้แต่งตั้งคณะบุคคลดังกล่าวเป็น “คณะกรรมการดำเนินการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชนของสภาคริสตจักรในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2513 คณะกรรมการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชนฯ ได้ตระเตรียมรายละเอียดของหลักสูตร และระเบียบเกี่ยวกับวิทยาลัยทุกอย่าง ในตอนแรกได้พิจารณาเปิด 2 แผนก คือ แผนกวิทยาศาสตร์ซึ่งเปิดสอนสาขาวิชาพยาบาล (แมคคอร์มิคเดิม) และแผนกศิลปศาสตร์ ซึ่งเปิดสอนสาขาวิชาปรัชญาและศาสนา สาขาวิชาดุริยศิลป์ และสาขาวิชาบริหาร

การตั้งชื่อวิทยาลัยนั้นคณะกรรมการดำเนินงานจัดตั้งวิทยาลัยเอกชน ได้มีมติที่ 71/2 ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ให้เรียกชื่อวิทยาลัยว่า “วิทยาลัยคริสเตียนพายัพ” ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันสถาปนาวิทยาลัย ต่อมาในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 คณะกรรมการฯ ได้ประชุมกันและพิจารณาปรับเปลี่ยนชื่อวิทยาลัยจาก “วิทยาลัยคริสเตียนพายัพ” เป็น “วิทยาลัยพายัพ”

วิทยาลัยพายัพเปิดสอนครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2517 เปิดสอน 8 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ดุริยศิลป์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญาศาสนา สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา การบริหารงานบุคคล และอนุปริญญาพยาบาลและอนามัย

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 วิทยาลัยพายัพได้รับอนุญาตจากทบวงมหาวิทยาลัยเปลี่ยนประเภทจากวิทยาลัย เป็น “มหาวิทยาลัย” และมหาวิทยาลัยพายัพได้ดำเนินการพัฒนาในด้านการเรียนการสอนมาโดยลำดับจนปัจจุบันนี้ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนในระดับปริญญาตรี 9 คณะ 3 วิทยาลัย จำนวน 24 สาขาวิชา ระดับปริญญาโทอีก 6 สาขาวิชา และระดับปริญญาเอก 1 สาขาวิชา นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยพายัพได้พยายามปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตตามแนวทางที่ตอบสนองความต้องการของสังคมอยู่ตลอดเวลา มหาวิทยาลัยพายัพได้ปฏิบัติภารกิจด้านต่างๆของสถาบันอุดมศึกษาได้ช่วยสนับสนุนให้การจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับได้ว่ามหาวิทยาลัยพายัพได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติตลอดมา

การศึกษา

มหาวิทยาลัยพายัพจำแนกตามระดับการศึกษา ได้แก่ ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ในปีการศึกษา 2563 มหาวิทยาลียพายัพได้มีการจัดการศึกษาโดยมีคณะที่เปิดสอนจำนวนทั้งสิ้น 6 คณะ 3 วิทยาลัย ได้แก่

หลักสูตรระดับปริญญาตรี

คณะกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

  1. คณะมนุษยศาสตร์และนิเทศศาสตร์
    • สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างประเทศ
    • สาขาวิชาภาษาอังกฤษ
    • สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น
    • สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมจีน
    • สาขาวิชาจิตวิทยา
    • สาขานิเทศศาสตร์
  2. คณะนิติศาสตร์
  3. คณะบริหารธุรกิจและวิทยาศาสตร์
    • สาขาวิชาการตลาด
    • สาขาวิชาการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว
    • สาขาวิชาการจัดการ (วิชาเอก การจัดการ)
    • สาขาวิชาการจัดการ (วิชาเอก การบริหารทรัพยากรมนุษย์)
    • สาขาวิชาการจัดการ (วิชาเอก การจัดการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์)
    • สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์
    • สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร
    • สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์
  4. คณะบัญชี เศรษฐศาสตร์ การเงินและการธนาคาร
    • สาขาวิชาการบัญชี
    • สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร
    • สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์

คณะกลุ่มวิทยาลัย

  1. วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี
  2. วิทยาลัยดุริยศิลป์
  3. วิทยาลัยนานาชาติ
    • สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)
    • สาขาวิชาการสื่อสารภาษาอังกฤษ (หลักสูตรนานาชาติ)
    • สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)
    • สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการบริการ (หลักสูตรนานาชาติ)

หลักสูตรบัณฑิตศึกษา

หลักสูตรภาษาไทย

  1. หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต
  2. หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต
  3. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาคริสต์ศาสนศาสตร์
  4. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาดุริยางคศาสตร์

หลักสูตรนานาชาติ

  1. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษแก่ผู้พูดภาษาอื่น
  2. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาศาสตร์
  3. หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสร้างสันติภาพ

หลักสูตรประกาศนียบัตร

  • ประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล

คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ

  1. คณะเภสัชศาสตร์
  2. คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค

ทำเนียบอธิการบดีมหาวิทยาลัยพายัพ

 
ลำดับ รายนาม ตำแหน่ง ระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง (นับจากปีการศึกษา) รวม(ปี) หมายเหตุ
1 นายแพทย์พิพัฒน์ ตรังรัฐพิทย์ ผู้อำนวยการ พ.ศ. 2517 – พ.ศ. 2520 4
2 อาจารย์ ดร.อำนวย ทะพิงค์แก อธิการบดี พ.ศ. 2521 – พ.ศ. 2539 18 ดำรงตำแหน่งครั้งที่ 1
3 อาจารย์ ดร.บุญทอง ภู่เจริญ อธิการบดี พ.ศ. 2540 – พ.ศ. 2549 10
4 ศาสนาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์ อธิการบดี พ.ศ. 2550 – พ.ศ. 2555 6
5 รองศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ รักษาการอธิการบดี พ.ศ. 2556 1
6 ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.สมพันธ์ วงษ์ดี อธิการบดี พ.ศ. 2557 – พ.ศ. 2560 4
7 อาจารย์ ดร.รักษ์ พรหมปาลิต อธิการบดี พ.ศ. 2561 1
อาจารย์ ดร.อำนวย ทะพิงค์แก รักษาการอธิการบดี พ.ศ. 2562 1 ดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2
8 อาจารย์อภิชา อินสุวรรณ รักษาการอธิการบดี พ.ศ. 2563 – ปัจจุบัน ยังอยู่ในวาระ

วิทยาเขต

  1. วิทยาเขตแม่คาว : ถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
  2. วิทยาเขตแก้วนวรัฐ : ถนนแก้วนวรัฐ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
  3. วิทยาเขตธารแก้ว : ถนนห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

การจัดอันดับมหาวิทยาลัย

การจัดอันดับโดย เว็บโอเมตริกซ์ (Webometrics) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจของสถาบันต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บไซต์ และเป็นความริเริ่มเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง (Open Access) ทั่วโลก โดยบ่งบอกถึงปริมาณและคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ของสถาบัน เพื่อใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ ในการประเมินผลงานวิจัยของสถาบัน ซึ่งทางเว็บโอเมตริกซ์ได้จัดอันดับปีละ 2 ครั้งในเดือนมกราคม และกรกฎาคม ล่าสุดเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 มหาวิทยาลัยพายัพ อยู่ในอันดับที่ 2,481 ของโลก อันดับที่ 88 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ 30 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

แผนที่การเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยพายัพ

ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอิทขิล ประจำปี ๒๕๖๔

ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอิทขิล ประจำปี ๒๕๖๔ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ ๘ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ และพิธีออกอินทขิล วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔

🙏ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (หลักเมืองเชียงใหม่)

สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล(เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ประจำปี 2564 ซึ่งตรงกับวันที่ 8-14 พฤษภาคม 2564 และวันที่ 15 พฤษภาคม 2564 เป็นวันทำบุญออกอินทขีล ทางวัดจะจัดให้มีพิธีถวายเครื่องสักการะบูชาเสาอินทขีล ตามคติความเชื่อที่เคยปฏิบัติมาเหมือนทุกปี พิธีบวงสรวง และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ เท่านั้น ส่วนกิจกรรมอื่นๆงดการจัด และงด
ให้ประชาชนทั้งหลายเข้าร่วมพิธีดังกล่าว

เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโควิด 19 ทางวัดจึงขอเจริญพรเชิญชวนทุกท่านร่วมทำบุญแบบออนไลน์ เป็นเจ้าภาพเครื่องสักการะบูชา เป็นเจ้าภาพเครื่องบวงสรวง เป็นเจ้าภาพวัตถุไทยทานถวายแด่พระสงฆ์วัดต่างๆ ที่อาราธนามาเจริญพระพุทธมนต์ในแต่ละวัน วันละ 9 รูป รวม 8 วัน

รายละเอียดตามแนบมาพร้อมนี้