Home Blog Page 193

ผักแส้ว

ผักแส้ว

ยอดอ่อนและใบอ่อนสด มีรสขมอมหวาน นำมายำกับปลาทูนึ่ง เป็นผักจิ้ม หรือแกงกับเนื้อหรือปลาย่าง ช่วยเจริญอาหาร

เพี้ยฟาน

เพี้ยฟาน

ยอดอ่อนรสขมเป็นผักสดนิยมรับประทานกับลาบ ช่วยเจริญอาหาร

ผักเฮือด

ผักเฮือด ผักฮี้ ผักเฮือด(ภาคเหนือ) ผักเลือด ผักเลียบ (ภาคกลาง,ใต้) ไกร (กรุงเทพฯ) ยอดอ่อนกินเป็นผักสดหรือใช้แกง ช่วยระบาย

ผักฮี้ ผักเฮือด(ภาคเหนือ) ผักเลือด ผักเลียบ (ภาคกลาง,ใต้)ไกร (กรุงเทพฯ)

ต้นผักเฮือดถือเป็นไม้ประวัติศาสตร์ เป็น”ไม้เสื้อเมือง”ของเมืองเชียงใหม่ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงไว้ว่า ขณะที่สามสหายสามกษัตริย์(พญามังราย พญางำเมือง พญาร่วง) หารือกันสร้างเมืองเชียงใหม่ ปี พ.ศ.1839 ขณะนั้นมีพญาหนูเผือกตัวใหญ่พร้อมด้วยบริวารสี่ตัว ไต่ออกจากชัยภูมิไปเข้าโพรงในต้นผักเฮือด(นิโครธ) ทั้งสามพระองค์ทรงอัศจรรย์ใจยิ่ง และทรงเห็นเป็นนิมิตอันดี จึงพร้อมพระทัยนำข้าวตอกดอกไม้ใส่พานทองบูชา พร้อมสถาปนาให้เป็น”ไม้เสื้อเมือง”หรือ”ไม้มิ่งเมือง”ของเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ตั้งแต่บัดนั้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus lacor Buch.
ยอดอ่อนนำมาแกง หรือเป็นผักกินกับน้ำพริก ลาบ ส้มตำ มีรสมันและฝาดเล็กน้อย
ใบเรียวยาวปลายแหลมคล้ายใบหอก ดอกออกเป็นกระจุกบนช่อสั้นๆตามกิ่ง ผลอ่อนสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีชมพูแดงม่วง หรือดำ เมื่อแก่เต็มที่ภายในมีเมล็ดมาก มักเป็นอาหารของนก
ผักเฮือดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ และเป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นสูง ยาว 15 เมตร ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม จะผลัดใบ และในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมจะผลิใบใหม่ ใบอ่อนสีชมพู หรือชมพูอมเขียว ดูใสแวววาวไปทั้งต้น ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด หรือปักชำ
ผักเฮือดนั้นเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ รวมทั้งมีสรรพคุณทางยาด้วย และสามารถนำเปลือกไปต้มดื่มแก้อาการปวดท้องได้ด้วย แต่มีข้อห้ามสำหรับหญิงมีลูกอ่อนที่มีอาการไอ ห้ามกินเพราะจะทำให้อาการไอกำเริบ ผักเฮือดมียางเหนียว บางทีพวกชาวบ้านจะใช้ยางผักเฮือดไปทำกับดักนกหรือแมลงวัน

วิธีใช้ในการประกอบอาหาร : ยอดอ่อน ใบอ่อน กินเป็นผักสด หรือนำไปลวก นึ่ง ลวกกับนํ้ากะทิ ผักจิ้มกับนํ้าพริก วิธีที่สอง นำยอดอ่อน ใบอ่อนไปปรุงเป็นอาหารพื้นเมือง ชาวเหนือนิยมนำไปแกงกับซี่โครงหมู แกงกับปลา หรือนำไปปรุงเป็นยำผักเฮือด ชาวบ้านนำไปแกงเผ็ด แกงกะทิ หรือ ต้มกะทิปลาเค็ม ส่วนชาวอีสานบางท้องที่นำไปแกงเช่นกัน

คุณค่าทางอาหาร : ยอดผักเฮือดมีรสเปรี้ยวมัน ยอดผักเฮือด100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 39 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยเส้นใย 1.5 กรัม แคลเซียม 55 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 84 มิลลิกรัม เหล็ก 2.1 มิลลิกรัมวิตามินเอ 6,375 IU. วิตามินบี1 0.01 มิลลิกรัม ไนอะซีน 0.8 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม

ผักฮี้ (ภาคเหนือ) ผักเลือด ผักเลียบ (ภาคกลาง,ใต้) (ผักพื้นบ้าน อาหารไทย, 2548, 106) ผักเฮือด ผักฮี้ ผักเฮือก (เอกสารโบราณล้านนา) (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5746)
ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางและเป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นสูง 8-15 เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวออกแบบสลับสีเขียว รูปรีหรือรูปไข่ปนขอบขนาน ปลายใบมนทู่ ขอบใบเรียบ ผิวใบมันกว้าง 6-7 ซม. ยาว 7-18 ซม. มีหูใบขนาดเล็ก ใบอ่อนสีชมพูหรือชมพูอมเขียว ใบอ่อนแลดูใสแวววาวไปทั้งต้นและมีปลอกหุ้มใบในระยะเริ่มแรก พอเจริญเต็มที่ใบอ่อนกลายเป็นใบแก่ ดอก เป็นช่อเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก 4-6 มม. ก้านใบสั้นออกจากซอกใบ ผล ผลอ่อนสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีชมพูแดงม่วงหรือดำ เมื่อแก่เต็มที่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2550)
แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ (ผักพื้นบ้าน อาหารไทย, 2548, 106) ข้อมูลทางอาหารสำหรับชาวล้านนา ใช้ใบและยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ใช้เป็นผักแกงกับเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ มีรสฝาดอมเปรี้ยว หรือนำไปนึ่งจิ้มน้ำพริก หรือใช้ยำ เรียกว่า ยำผักเฮือด (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5747; สิรวิชญ์ จำรัส, 2550, สัมภาษณ์)
เปลือกและลำต้นต้มกินแก้ปวดท้อง มีข้อห้ามสำหรับหญิงแม่ลูกอ่อนที่มีอาหารไอ ห้ามกินเพราะจะทำให้อาการกำเริบ (ผักพื้นบ้าน อาหารไทย, 2548, 106)
ข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านนา เป็นส่วนผสมของตำรับยาขางแกมสาน (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5747)
ขอบคุณ
กรมส่งเสริมการเกษตร. (2550).สนั่น ธรรมธิ

เมนูแนะนำ : แกงผักเฮือด

[iggetimage type=”tags” tag=”%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94″ limit=”15″]


ผักพื้นบ้านเมืองเหนือ สมุนไพรไทยล้านนา ชื่อเรียกภาษาเหนือของผัก อาหารการกินล้านนา อาหารเฉพาะถิ่น เรารวบรวมมาไว้ให้คุณได้ศึกษา รู้จัก ล้านนา อยู่ดี กิ๋นลำ อู้ม่วน แอ่วบ่ก้าย at-chiangmai.com

at-chiangmai.com เว็บไซต์ที่รวมรวมความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเชียงใหม่ และล้านนา และข่าวสารการท่องเที่ยวโดยตรง สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมและไม่ได้รับความนิยม ตำนานเรื่องเล่านิทานพื้นบ้าน ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ภาษากำเมือง การแต่งกาย ประวัติบุคคลสำคัญ เกจิอาจารย์ชื่อดัง ในแต่ละยุคสมัย “ทุกตารางเมตรของเชียงใหม่เราจะนำมาให้คุณชม”

สันพร้าหอม

สันพร้าหอม

ยอดเป็นผักสดกับลาบ แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง

สันพร้าหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Eupatorium fortunei Turcz. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Eupatorium stoechadosmum Hance) จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)[1],[2]

สมุนไพรสันพร้าหอม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าเสือมอบ (ราชบุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี), เกี๋ยงพาใย (ภาคเหนือ), ซะเป มอกพา หญ้าลั่งพั้ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), พอกี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หลานเฉ่า เพ่ยหลาน (จีนกลาง), ผักเพี้ยฟาน, ส่วนกรุงเทพฯ เรียก “สันพร้าหอม” เป็นต้น[1],[2],[3]

ลักษณะของสันพร้าหอม
ต้นสันพร้าหอม จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนชนิดหนึ่ง มีอายุได้หลายปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงของต้นได้ประมาณ 70-120 เวนติเมตร โคนต้นเรียบเป็นมัน เกลี้ยง ตามลำต้นเป็นร่อง แต่จะค่อนข้างเกลี้ยงเล็กน้อย รากแก้วใต้ดินแตกแขนงมาก ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการปักชำกิ่ง จัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบดินร่วนและชุ่มชื้น ความชื้นปานกลาง มีแสงแดดส่องปานกลาง[1],[2],[5] พบขึ้นบริเวณตามหุบเขาหรือลำธาร และพบปลูกมากทางภาคเหนือและภาคอีสาน[3]

ใบสันพร้าหอม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปมนรีหรือรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงเป็นสีเขียว หลังใบมีขนปกคลุม เส้นใบคล้ายรูปขนนก เมื่อขยี้ดมจะมีกลิ่นหอม ใบบริเวณโคนต้นจะมีขนาดใหญ่กว่าและแห้งง่าย[1],[2]
ใบสันพร้าหอม

ดอกสันพร้าหอม ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้น คล้ายซี่ร่ม ช่อดอกยาวได้ประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกมีขนขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น ก้านหนึ่งมีประมาณ 10 ช่อ เรียงติดกัน 2-3 แถว แถวด้านนอกมีขนาดสั้นกว่าแถวด้านใน ในช่อหนึ่ง ๆ จะมีดอกประมาณ 4-6 ดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกระบอก ดอกมีสีแดงหรือสีขาว ดอกมีขนาดเล็ก ดอกยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก มีกลีบเลี้ยงสีม่วงแดง ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน อยู่ใจกลางดอก[1],[2]
ดอกสันพร้าหอม

รูปสันพร้าหอม

รูปดอกสันพร้าหอม

ผลสันพร้าหอม ลักษณะของผลเป็นรูปขอบขนานแคบหรือรูปทรงกระบอก ผลเป็นสีดำ มีสัน 5 สัน ผลยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร เมื่อสุกผลจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอมดำ[1],[2]
สรรพคุณของสันพร้าหอม
ทั้งต้นมีรสเผ็ด มีกลิ่นหอม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อม้ามและกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาขับน้ำชื้นในร่างกาย (ทั้งต้น)[2]
ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุง (ทั้งต้น)[1] ทั้งต้นนำมาบดให้เป็นผง ทำเป็นชาสำหรับชงดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง ทำให้เลือดไหลเวียนดี และช่วยแก้อาการวิงเวียน (ทั้งต้น)[5]
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ทั้งต้น)[2] ใช้เป็นยาแก้พิษเบื่ออาหาร (ใบ)[3]
ใบมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ (ใบ)[4]
ช่วยบำรุงโลหิต (ทั้งต้น)[5]
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ทั้งต้น)[1],[2]
ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ตัวร้อนจัด ไข้แดด (ทั้งต้น)[1],[2] ส่วนตำรับยาแก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้แดด ระบุให้ใช้ใบสันพร้าหอม 5 กรัม, ใบสะระแหน่ 5 กรัม, ใบบัวหลวง 5 กรัม, พิมเสนต้น 5 กรัม, ปี่แปะเอี๊ยะ 30 กรัม, โหล่วกิง 30 กรัม และเปลือกฟัก 60 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน (ใบ)[2]
ตำรับยาแก้หวัด ระบุให้ใช้ทั้งต้นประมาณ 1 กำมือ ใส่ในน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือด พอเดือดหรี่ไฟลง ต้มต่ออีกประมาณ 15 นาที ใช้ดื่มครั้งละครึ่งแก้วประมาณ 125 มิลลิลิตร วันละ 3 เวลา หรือนำมาบดเป็นผงทำเป็นชาชงดื่ม (ทั้งต้น)[5]
ใช้บดกับน้ำ เติมน้ำผึ้งเล็กน้อยเป็นยาแก้ไอ บรรเทาอาการหอบหืดในเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งต้น)[5]
ช่วยขับเหงื่อ (ทั้งต้น)[1]
ช่วยแก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ ปากแห้ง น้ำลายเหนียว (ทั้งต้น)[2]
ช่วยแก้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น (ทั้งต้น)[1]
ใช้ขยี้ดมแก้ลมชัก แก้ลมมะเฮ็ดคุด (ปวดไม่หาย) ซึ่งจะช่วยทำให้สดชื่นรู้สึกปลอดโปร่งและช่วยกระจายเลือดลมไปเลี้ยงสมองได้ดี การใช้สมุนไพรชนิดนี้จะช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้อาการวิงเวียนและอาการปวดศีรษะลดลงด้วย (ทั้งต้น)[5]
ช่วยแก้ลมขึ้นจุกเสียด แก้ลมขึ้นเบื้องสูง แน่นหน้าอก (ทั้งต้น)[2],[5]
ใช้เป็นยาแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ (ทั้งต้น)[1],[2]
ใบใช้รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับลาบ นอกจากใบจะอุดมไปด้วยวิตามินซีแล้ว หมอเมืองยังเชื่อว่าสันพร้าหอมเป็นยาปรับธาตุ เป็นทั้งยาช่วยระบายและแก้อาการท้องร่วงในเวลาเดียวกัน โดยส่วนใหญ่จะนิยมนำมากินกับน้ำพริก ส่วนชาวเขาทางภาคเหนือจะใช้ยอดอ่อนกินเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริกเช่นกัน (ใบ)[5]
ช่วยแก้อาการปวดท้อง ปวดกระเพาะ กระเพาะลำไส้อักเสบเฉียบพลัน (ทั้งต้น)[2]
ใช้เป็นยาช่วยขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)[2]
ใช้เป็นยาแก้สตรีประจำเดือนมาไม่ปกติ ทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ หรือใช้จับเลือดเสียหลังการคลอดบุตรของสตรี ให้ใช้ราก 1 กำมือ ใส่ในน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือด พอเดือดหรี่ไฟลงต้มต่อไปอีก 15 นาที ใช้ดื่มครั้งละครึ่งแก้วประมาณ 125 มิลลิลิตร วันละ 3 เวลา (ราก[1],[5], ทั้งต้น[2])
ทั้งต้นใช้เป็นยากระตุ้นความกำหนัด (ทั้งต้น)[1]
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้พิษ (ราก)[1]
หมอยาอีสานจะนิยมนำมาใช้กับแม่หลังคลอดในการทำเป็นยาอบต้มกินเพื่อบำรุงเลือด บำรุงกำลัง ขับน้ำออกจากร่างกาย ลดอาการบวมน้ำ ช่วยทำให้เหงื่อออก และใช้เป็นยาขับประจำเดือนในหญิงที่ประจำเดือนผิดปกติ (ทั้งต้น)[5]
ขนาดและวิธีใช้ : การใช้ตาม [2] ยาสดให้ใช้ครั้งละ 10-30 กรัม ส่วนยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 5-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยาตามต้องการ[2]

ข้อควรระวัง : ผู้ที่มีอาการกระเพาะหรือลำไส้หย่อนไม่มีกำลัง ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้[2]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของสันพร้าหอม
ทั้งต้นพบน้ำมันระเหยประมาณ 1.5-2% ในน้ำมันพบสารหลายชนิด เช่น P-cymene, Neryl acetate, 5-Methylthymol ether, Nerylacetate และยังพบสาร Coumarin, O-Coumaric acid, Thymohydroquinone ส่วนใบพบสาร Euparin, Eupatolin gxH เป็นต้น[2]
น้ำมันระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ได้ เช่น สาร Neryl acetate, 5-Methyl[2]
จากการทดสอบทางพิษวิทยา เมื่อนำสันพร้าหอมทั้งต้นมาให้แพะหรือวัวกินติดต่อกันเป็นเวลานาน พบว่าจะเกิดการกระทบที่ตับและไต ทำให้แพะหรือวัวเป็นเบาหวาน หรือถ้าใช้สารที่สกัดได้จากทั้งต้นด้วยแอลกอฮอล์ มาฉีดเข้าหนูทดลอง จะทำให้หนูทดลองมีการหายใจช้าลง การเต้นของหัวใจช้าลง อุณหภูมิในร่างกายของหนูลดลง น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และมีอาการแสดงคล้ายกับเป็นโรคเบาหวาน[2]
ประโยชน์ของสันพร้าหอม
ใช้เป็นพืชอาหารและสมุนไพร โดยใบใช้กินกับลาบ น้ำพริก หรืออาหารอื่น ๆ[3]
ใช้เป็นส่วนผสมของแป้งหอม ยาสระผมหอมบำรุงผม ธูปหรือเครื่องหอมอื่น ๆ[5]
คนปกาเกอะยอรู้ดีว่าธรรมชาติของสันพร้าหอมจะยิ่งหอมมากขึ้นเมื่อแห้ง จึงนิยมนำมาห่อด้วยใบตองที่ทาด้วยน้ำมันมะพร้าวไว้แล้วนำมาย่างไฟจะทำให้กลิ่นหอมมาก ซึ่งคนปกาเกอะยอจะนิยมนำมาทัดหูหรือนำมาห้อยกับสายสร้อยคล้องคอ นอกจากนี้ยังนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้าน เพื่อดึงดูดผีบ้านผีเรือนให้คอยปกป้องรักษาบ้านที่อยู่อาศัยและผู้อาศัย หรือนำมาใช้ห้อยคอเพื่อความเป็นสิริมงคลป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ[5]
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป พ่อค้านิยมนำมาปลูกไว้ในกระถางเพื่อขายเป็นการค้า[4]
เอกสารอ้างอิง
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “สันพร้าหอม”. หน้า 774-775.
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “สันพร้าหอม”. หน้า 550.
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “สันพร้าหอม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [11 ต.ค. 2014].
ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืช กรมวิชาการเกษตร. (สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ). “สันพร้าหอม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : th.apoc12.com. [11 ต.ค. 2014].
ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร. “ต้นสันพร้าหอม”.
ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Polotaro, JardinsLeeds, kyoshiok), flowers.la.coocan.jp

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

ชื่อเครื่องยา

สันพร้าหอม
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา

ได้จากใบ
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา

สันพร้าหอม
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)

เกี๋ยงพาใย (เหนือ), พอกี่ (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์

Eupatorium fortunei Turcz.
ชื่อพ้อง

Eupatorium caespitosum Migo, Eupatorium stoechadosmum Hance.
ชื่อวงศ์

Asteraceae
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:

เนื้อใบค่อนข้างหนา สีเขียวเข้ม ปนแดง ผิวมัน แผ่นใบรูปใบหอกแคบ ปลายใบแหลมหรือมนเล็กน้อย ผิวใบเรียบ ขอบใบเรียบหรืออาจมีรอยหยักคล้ายซี่ฟัน โคนใบสอบแคบ ก้านใบสีแดงเข้ม เป็นเหลี่ยมร่อง ผิวใบด้านล่างมี 3 เส้นใบชัดเจน ใบมีกลิ่นหอมฉุน กลิ่นเฉพาะตัว

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:

ไม่มีข้อมูล

สรรพคุณ:

ตำรายาไทยใบรสสุขุม แก้ไข้พิษ แก้ไข้หวัด ถอนพิษไข้ ผสมในยาแสงหมึก บรรเทาหัด อีสุกอีใส ผสมในยาเขียว และเป็นยาหอมชูกำลัง บำรุงหัวใจ ใบสดขยี้ คั้นน้ำ หรือต้มน้ำชุบผ้าก็อซปิด สมานแผล ทำให้เลือดหยุด

บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ระบุการใช้ใบสันพร้าหอม ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ใน “ตำรับยาเขียวหอม” สรรพคุณ บรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส (บรรเทาอาการไข้จากหัด และอีสุกอีใส)

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:

ไม่มีข้อมูล

องค์ประกอบทางเคมี:

ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:

ฤทธิ์ลดการกระจายของเซลล์มะเร็ง

การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดน้ำของสันพร้าหอมต่อการยับยั้งการกระจายของเซลล์มะเร็ง (metastatic) และยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (angiogenic potential) ที่จะนำสารอาหารไปยังเซลล์มะเร็ง (malignant tumor cells) จากการศึกษาพบว่าสารสกัดน้ำขนาด 50 mg/kg สามารถยับยั้งการกระจายตัว (metastatic) ของเซลล์มะเร็ง เมื่อทดสอบด้วยการฉีด B16F10 cells เข้าทางหลอดเลือดดำที่ผิวปอดในหนูถีบจักร (C57BL/6J mice) สามารถลดการการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งที่อยู่บนพื้นผิวปอดในหนูทดลอง รวมทั้งสามารถยับยั้งการย้ายที่ (migration) และการแทรกซึม (invasion) เข้าไปในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ สารสกัดยังสามารถยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่จากการกระตุ้นของเนื้องอก (tumor-induced angiogenesis) ดังนั้นจากการทดลองนี้แสดงว่าสารสกัดน้ำของสันพร้าหอม มีฤทธิ์ในการควบคุมการกระจายตัว (metastatis) ของเซลล์มะเร็งได้ (Kim, et al., 2014)

การศึกษาทางคลินิก:

ไม่มีข้อมูล

การศึกษาทางพิษวิทยา:

การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 500 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 2546)

เอกสารอ้างอิง:

1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.

2. Kim A, Im M, Yim N-H, Ma JY. Reduction of metastatic and angiogenic potency of malignant cancer by Eupatorium fortunei via suppression of MMP-9 activity and VEGF production. Scientific Reports. 2014;1-10.

กะเพรา

กะเพรา

ใบใช้แต่งกลิ่นอาหาร ดับคาว ทำให้ร้อนและขับลมได้ดี รสเผ็ดร้อน เป็นยาตั้งธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น จุกเสียดในท้อง

แมงลัก

แมงลัก

ใบใช้แต่งกลิ่นอาหาร แก้ท้องอืด ขับลม เมล็ดช่วยระบาย

กล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า

หยวกกล้วย หัวปลี ผลดิบ เป็นผักที่มีทุกฤดูกาล ผลดิบรักษาแผลกระเพาะ ผลสุกช่วยระบาย ให้พลังงานสูง ปลีและหยวก แก้ร้อนใน

โหระพา

โหระพา

ยอดเป็นผักสด ใบ ใช้ปรุงอาหาร แต่งกลิ่นอาหาร ขับลม ช่วยย่อย เจริญอาหาร แก้คลื่นไส้อาเจียน

สะแล

สะแล

ช่อดอกอ่อนปรุงเป็นแกงส้ม ใส่ปลาแห้ง หรือกระดูกหมู

บวบเหลี่ยม

บวบเหลี่ยม

ผลอ่อนนิยมใช้ผัดกับถั่วฝักยาวหรือผัดใส่ไข่ หรือใส่แกงแค บำรุงร่างกาย แก้ร้อนในกระหายน้ำ

มะเขือพวง

มะเขือพวง

ผลอ่อนใส่แกง น้ำพริก หรือกินเป็นผักสด ช่วยเจริญอาหาร แก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงเลือด มีธาตุเหล็ก

มะแว้งต้น

มะแว้งต้น

ผลอ่อน ใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก ผล แก้ไอ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด

มะรุม

มะรุม

ยอดและดอกอ่อนเป็นผักจิ้ม หรือปรุงเป็นแกง ฝักอ่อนนิยมใช้แกง ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสาสวะ

มะอึก

มะอึก

ผลใส่น้ำพริกกะปิ หรือแกงเผ็ด ให้รสเปรี้ยว ช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ แก้ดีพิการ

คูน

คูน ภาคเหนือ  ตูน     ภาคใต้  กะเอาะขาว โหรา ออกดิบ อ้อดิบ   ภาคกลาง  ตูน กระดาดขาว  คูน   อีสาน      ทูน

ชื่อวิทยาศาสตร์    Colocasia  gigantea  Hook.f.

วงศ์   ARACEAE

ก้านใบสดเป็นผักจิ้ม หรือใช้แกงส้ม แกงแค หัวใต้ดินแก้พิษร้อน ถอนพิษไข้

ตูนเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ก้านใบยาว ใบรูปหัวใจขนาดใหญ่  ขอบใบหยักเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อเชิงลด ออกที่กึ่งกลางกอ ก้านช่อดอกกลมยาว มีกาบรองช่อดอกสีเหลืองหุ้มปลีดอกสีครีม ดอกมีกลิ่นหอม ผลสดมีหลายเมล็ด

สภาพนิเวศ : ชอบขึ้นบริเวณที่มีความชุ่มชื้นสูง แดดไม่จัดมาก

การขยายพันธุ์ : แยกกอ

สถานภาพในชุมชนปางมะโอ
การใช้ประโยชน์ : ก้านใบมีรสจืดและฉ่ำน้ำ นำมาลอกเอาเยื้อหุ้มออก กินสดกับน้ำพริก ลาบ ยำ ส้มตำ ตำส้มโอ หรือนำมาแกงส้มกับปลาสด
แหล่งที่พบ : พบทั่วไปตามสวนครัว ริมลำธาร หรือบางครอบครัวปลูกเป็นไม้ประดับ

เกร็ดน่ารู้ : ตูนเป็นพืชวงศ์เดียวกับบอนและเผือก แต่มีขนาดของกอและก้านใบใหญ่กว่า ไม่คันเหมือนบอน นอกจากนี้มีไขสีขาวนวลหุ้มก้านใบบางๆ เห็นชัดเจน

 

อ้อดิบ คือ ต้นคูนของภาคกลาง เวลาใช้ปรุงอาหารให้ลอกเยื่อบาง ๆ ออก แล้วหั่นเป็นท่อนคล้ายสายบัว อ้อดิบ มีชื่ออื่นอีก เช่น คูน (ภาคกลาง) โหรา อ้อดิบ(นครศรีธรรมราช)

ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Colocasia gigante Hook. f. อ้อดิบ(คูน) เป็นไม้ล้มลุกอยู่ในวงศ์ Araceae และอยู่ในสกุล Colocasia เช่นเดียวกับบอน เป็นผักชนิดหนึ่งชึ่ง ลักษณะคล้ายบอน ชาวบ้านจะปลูกไว้กินริมรั้ว หรือข้างบ้าน ชอบ ขึ้นบริเวณที่มีน้ำแฉะ นำมาทำอาหารได้ทั้งคาวและหวาน อ้อดิบที่นำมาทำเป็นอาหารส่วนมากจะใช้แกงส้ม และยำ

ชื่อสามัญ GIANT Elephant Ears
ชื่อวิทยาศาสตร์ Colocasia gigantea Hook.f
ชื่ออื่น Green Taro ภาคกลางและภาคอิสานเรียกว่า ทูน คูน หัวคูณ ภาคเหนือเรียกว่า ตูน ภาคใต้เรียกว่า เอาะดิบ ออกดิบ ออดิบ นครศรีธรรมราช-ยะลา เรียก ออดิบ ชุมพรเรียกว่า กะเอาะขาว ประจวบคีรีขันธ์เรียกว่า บอน กาญจนบุรีเรียกว่า กระดาดขาว
ถิ่นกำเนิด แถบอเมริกากลางและใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
คูนเป็นพืชตระกูลบอน มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นลูกศร มีนวลเคลือบแผ่นใบก้านใบยาวกลมมีนวลเคลือบ คูนมี 2 ชนิด คือ ชนิดสีเขียวอ่อน ใบมีสีเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวอมขาว ชนิดสีม่วง ใบและก้านใบสีม่วง ออกดอกเป็นช่อเชิงลด มีกาบหุ้ม ก้านช่อดอกกลมยาว มีกาบหุ้มจนมิด เมื่อดอกยังไม่บาน ช่อดอกทรงกระบอก กลุ่มช่อดอกเพศผู้อยู่ด้านบน ตรงกลางกลุ่มช่อดอกไม่มีเพศ ช่อดอกเพศเมียอยุ่ด้านล่าง
ฤดูกาล ก้านและใบออกตลอดปี

การกิน กินก้านที่โตเต็มที่เป็นผัก โดยลอกเอาเปลือกเขียวที่หุ้มอยู่ออก กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก แกล้มแกงรสจัด ส้มตำ ใบอ่อนและก้านชาวเหนือนำไปแกงส้มใส่ปลา ปรุงเป็นผักในแกงแคหรือแกงกะทิ ชาวใต้นิยมนำก้านไปแกงเหลืองใส่ปลา

สรรพคุณทางยา ลำต้นใต้ดิน สุมเป็นถ่ายแก้พิษไข้ พิษร้อน พิษตานซาง ลำต้นใต้ดินสด รักษาแผล กัดฝ้า กัดหนอง แก้โรคเถาดานในท้อง ภาคเหนือใช้ผลสดฝนผสมกับน้ำผึ้งกินละลายเสมหะ

ข้อควรรระวังในการเลือกบริโภคพืชตระกูลบอน
พืชตระกูลบอนเป็นพืชที่นิยมนำมาประกอบอาหารประเภทต่างๆ เช่น แกง ยำ ลวก หรือบางรายก็กินดิบๆ แต่เนื่องจากพืชตระกูลบอนมีหลากหลายสายพันธุ์มีทั้งชนิดที่รับประทานได้และรับประทานไม่ได้ มีลักษณะใบและก้านที่ล้ายคลึงกัน ดังนั้น เราจึงได้ยินอยู่บ่อยๆว่า ผู้ที่บริโภคพืชดังกล่าวเข้าไปแล้วต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากได้รับสารพิษที่มีผลึกแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) ที่มีลักษณะเป็นรูปเข็ม ไม่ละลายน้ำ ซึ่งอยู่ในพืชตระกูลบอน ชนิดที่รับประทานไม่ได้เข้าไปนั่นเอง

  • พืชตระกูลบอนชนิดที่รับประทานได้ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia indicaHassk. Colocasia gigantea Hook.f. ภาษาท้องถิ่นเรียก ออดิบ ออกดิบ (ภาคใต้) คูน (ภาคกลาง) กระดาดขาว ตูน (ภาคเหนือ)
  • สำหรับชนิดที่รับประทานไม่ได้ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Alocasiamacrorhiza Schott ภาษาท้องถิ่นเรียก โหรา เอาะลาย (สงขลา ยะลา) กระดาดดำ (กาญจนบุรี)ความแตกต่างระหว่างพืชตระกูลบอนชนิดที่รับประทานได้ (ออดิบ) และชนิดที่รับประทานไม่ได้ (โหรา) ที่สังเกตได้ชัดคือ โหรา มีลักษณะใบที่ใหญ่ สีเขียวเข้มและหนากว่าใบของออดิบ ซึ่งมีใบขนาดค่อนข้างเล็ก และบางกว่า มีสีเขียวอ่อนกว่าก้านใบของออดิบมักจะมีสีนวลขาว

อาการพิษ
หลังจากรับประทานแล้ว จะมีอาการระคายเคืองในลำคอ ปากและลิ้น ทำให้ลิ้นแข็ง ไม่สามารถพูดได้

ข้อแนะนำในการนำพืชตระกูลบอนมาบริโภค

  1. ต้องมั่นใจว่า พืชดังกล่าวเป็นชนิดที่กินได้ (ออดิบ/คูน) หากไม่มั่นใจว่าเป็ยชนิดที่กินได้หรือไม่ ให้ปรึกษาผู้ที่รู้จักลักษณะของพืชดังกล่าว
  2. ไม่ควรนำออดิบ/คูน ที่ไม่ได้ปลูกเอง หรือที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมารับประทาน
  3. หากรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยพืชตระกูลบอนแล้วรู้สึกผิดปกติ มีอาการระคายเคืองปาก ลิ้นและลำคอ หรือมีอาการปวดแสบปวดร้อน ให้คายทิ้ง แล้วรีบล้างปากแล้วดื่มนมเย็นหรือไอศกรีม เพื่อลดอาการระคายเคืองเฉพาะที่ และรับประทานยาลดกรด ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ ทุกๆ 2 ชั่วโมง และหยุดรับประทานอาหารดังกล่าว แล้วไปพบแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม พืชตระกูลบอนบางชนิด มีสรรพคุณทางสมุนไพร เช่น บอนเขียว บอนจีนดำ บอนน้ำ สามารถใช้หัวเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะในน้ำนม และอีกหลายสายพันธุ์ที่มีลักษณะสวยงาม นิยมนำมาตกแต่งสวน
จึงพอสรุปได้ว่า พืชตระกูลบอนนั้น มีประโยชน์ต่อคนแต่การนำไปรับประทานต้องระมัดระวังสายพันธุ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย

ยำอ้อดิบ เป็นอาหารที่ทำกินกันในจังหวัดสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็นอาหารที่มีราคาถูก ทำง่าย กินกับข้าวสวย ทั้ง 3 มื้อ หรือเป็นกับแกล้มปัจจุบันยังมีที่ทำกินอยู่บ้าง

ฝักแก่ เนื้อสีน้ำตาลดำและชื้นตลอดเวลา มีรสหวาน สามารถใช้เป็นยาระบายได้ โดยนำฝักมาต้มกับน้ำ และเติมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือก่อนรับประทานอาหาร นอกจากนั้น ฝักแก่ยังมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง เมื่อนำฝักมาบดผสม น้ำแช่ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน สารละลายที่กรองได้สามารถฉีดพ่นกำจัดแมลงและหนอน ในแปลงผักได้ ฝักแก่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มด้วยเตาเศรษฐกิจ มีขนาดที่พอเหมาะ

ไม่ต้องผ่า เลื่อยหรือตัด เนื้อของฝักแก่ใช้แทนกากน้ำตาลในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์และ จุลินทรีย์ขยาย ฝักอ่อน สามารถใช้ขับเสมหะได้ ใบสามารถนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคได้ และดอก แก้แผลเรื้อรัง

แหล่งที่มา : http://www.monmai.com/%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A/

แหล่งที่มา : http://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/168

เจี้ย

“เจี้ย” หรือ นิทานของล้านนานั้น มีมากมายหลายประเภท มีทั้งนิทานที่ได้เค้าโครง จากนิทานชาดก นิทานพื้นบ้าน นิทานทะลึ่งตึงตัง โลดโผน นิทานเรื่องผี ฯลฯ

คนล้านนาในอดีตมักจะใช้เวลาว่างในยามค่ำ หลังจากกินข้าวปลาอาหารกันอิ่มหนำสำราญดีแล้ว พ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ก็จะเล่าเจี้ย ให้ลูกหลานได้ฟัง สถานที่นั้นไม่จำกัด แต่ถ้าได้นอนหนุนตักยายที่เติ๋น มองขึ้นไปบนฟ้าเห็นพระจันทร์ลอยเด่นดวงโต ลมเย็นๆ พัดผ่าน เสียงยายเล่าเจี้ย ดังแว่วมา แค่นั้นก็เป็นสวรรค์สำหรับเด็กๆ ได้แล้ว

เจี้ยเป็นของชอบ ของสนุก ของคนทุกเพศทุกวัย ผู้ใหญ่ที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ได้ล้อมวงกินข้าวจนหนังท้องตึงแล้ว ก็อาจจะยก เจี้ยมาผลัดกันเล่าให้เฮฮา ผ่อนคลายความ เหน็ดเหนื่อยลงไปได้

เจี้ยจึงเป็นเหมือนสิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คน ในสังคมให้สนิทสนมกลมเกลียวกัน เป็นสิ่งที่คอยสอนให้เด็กน้อยได้รู้ถึง กฎ เกณฑ์ศีลธรรมของสังคมในทางอ้อม เป็นสิ่งที่คอยเตือน ให้ผู้คนในสังคมประพฤติตนตามกรอบอันดีงามที่สังคมได้กำหนดไว้ เจี้ยจึงมีความ สำคัญในสังคมล้านนามากกว่าที่จะเป็นเพียงนิทานเล่าสนุก ฟังสนุก

เจี้ยที่คัดสรรมาทั้งหมดนี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับ “แม่ญิง” ในล้านนา ทั้งสนุกเฮฮา ทั้งสอนใจ เรื่องราวในเจี้ยเมื่อพิจารณาอ่านให้ถ้วนถี่ จะเห็นได้ว่าสะท้อนสภาพสังคมล้านนาในอดีตไว้มากมาย ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุกที่จะมองอดีตผ่านนิทานเหล่านี้