<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไชบปราการ Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://www.at-chiangmai.com/tag/%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.at-chiangmai.com/tag/ไชบปราการ/</link>
	<description>วันดีวันเสีย ล้านนา หาฤกษ์ยามงานมงคล สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว ประวัติศาสตร์ล้านนา ขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนา ฮีตฮอยจารีต ประเพณีล้านนา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 31 Dec 2021 11:16:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2021/05/cropped-atcmi-32x32.jpg</url>
	<title>ไชบปราการ Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<link>https://www.at-chiangmai.com/tag/ไชบปราการ/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อำเภอไชยปราการ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Apr 2017 19:33:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อำเภอ เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ที่กินไชยปราการ]]></category>
		<category><![CDATA[ที่พักไชยปราการ]]></category>
		<category><![CDATA[ที่เที่ยวไชยปราการ]]></category>
		<category><![CDATA[อำเภอไชยปราการ]]></category>
		<category><![CDATA[ไชบปราการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3</guid>

					<description><![CDATA[<p>"พระเจ้าพรหมสร้างเมือง รุ่งเรืองวัฒนธรรม งามล้ำถ้ำตับเต่า เมืองเก่าไชยปราการ"</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">อำเภอไชยปราการ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>ไชยปราการ</b> (คำเมือง: <span lang="nod" xml:lang="nod"><a class="image" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Lanna-Chai_Prakan.png"><img decoding="async" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/43/Lanna-Chai_Prakan.png/70px-Lanna-Chai_Prakan.png" srcset="//upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/43/Lanna-Chai_Prakan.png/105px-Lanna-Chai_Prakan.png 1.5x, //upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/43/Lanna-Chai_Prakan.png/140px-Lanna-Chai_Prakan.png 2x" alt="Lanna-Chai Prakan.png" width="70" height="26" data-file-width="371" data-file-height="136" /></a></span>) เป็นอำเภอหนึ่งใน<a title="จังหวัดเชียงใหม่" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">จังหวัดเชียงใหม่</a> อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 128 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน สล้บที่ราบเชิงเขา เป็นอำเภอที่มีภูเขาล้อมรอบถึง 3 ด้าน ได้แก่ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม</p>
<h2>ประวัติ</h2>
<p><span lang="en-us">  ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีปรากฎว่า  พระเจ้าพรหมกุมารได้มาตั้งเมืองไชยปราการ (ทางด้านทิศตะวันออกของลำน้ำฝาง)  เมื่อ พ.ศ.1661  และเมืองไชยปราการนี้เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาไทยมาสมัยหนึ่ง  ต่อมาอารยธรรมแถบนี้เริ่มคลายตัวลงประมาณปี 1839  เมื่อพญามังรายได้ย้ายศูนย์กลางจากเมืองเชียงราย ไปทางทิศใต้  และสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงขึ้นใหม่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง<br />
เมืองไชยปราการเป็นเมืองที่แฝงไปด้วยความงดงามอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติไว้มากมาย  ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีผลิตผลทางด้านเกษตรกรรมที่เชิดหน้าชูตาหลากหลาย  ได้แก่  ลิ้นจี่  กระเทียม  โคนม ฯลฯ  ดังนั้น  กระทรวงมหาดไทยจึงได้เห็นความสำคัญในข้อนี้  อีกทั้งเห็นว่าสภาพท้องที่โดยทั่วไปเชื่อว่าจะมีความเจริญมากขึ้น  และจะสามารถขยายตัวยิ่งขึ้นต่อไปในภายหน้า  เพื่อประโยชน์ ในด้านการปกครองและเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน  จึงได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอไชยปราการ  โดยแยกมาจากอำเภอฝาง  ตั้งแต่วันที่  1  มกราคม  2531  ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย  ลงวันที่  25  ธันวาคม  2530  และยกฐานะเป็นอำเภอไชยปราการ  เมื่อวันที่  4  กรกฎาคม  2537</span></p>
<h2>คำขวัญ</h2>
<p style="text-align: center;"><strong><em>&#8220;พระเจ้าพรหมสร้างเมือง รุ่งเรืองวัฒนธรรม งามล้ำถ้ำตับเต่า เมืองเก่าไชยปราการ&#8221;</em></strong></p>
<h2>ที่ตั้งและอาณาเขต</h2>
<p>อำเภอไชยปราการตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้</p>
<p>ทิศเหนือ ติดต่อกับ<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%87/">อำเภอฝาง</a><br />
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่สรวย (จังหวัดเชียงราย)<br />
ทิศใต้ ติดต่อกับ<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7/">อำเภอพร้าว</a><br />
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7/">อำเภอเชียงดาว</a> และรัฐฉาน (ประเทศพม่า)</p>
<h2>การแบ่งเขตการปกครอง</h2>
<h3>การปกครองส่วนภูมิภาค</h3>
<p>อำเภอไชยปราการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 ตำบล 44 หมู่บ้าน ได้แก่</p>
<table class="wikitable sortable jquery-tablesorter">
<thead>
<tr>
<th class="headerSort" tabindex="0" title="เรียงจากน้อยไปมาก">ลำดับที่</th>
<th class="headerSort" tabindex="0" title="เรียงจากน้อยไปมาก">อักษรไทย</th>
<th class="headerSort" tabindex="0" title="เรียงจากน้อยไปมาก">อักษรโรมัน</th>
<th class="headerSort" tabindex="0" title="เรียงจากน้อยไปมาก">จำนวนหมู่บ้าน</th>
<th class="headerSort" tabindex="0" title="เรียงจากน้อยไปมาก">ประชากรทั้งหมด<br />
<small>(พ.ศ. 2559)</small><sup id="cite_ref-population_2-0" class="reference">[2]</sup></th>
<th class="headerSort" tabindex="0" title="เรียงจากน้อยไปมาก" colspan="2">ประชากรแยกตามส่วนท้องถิ่น<br />
<small>(พ.ศ. 2559)</small><sup id="cite_ref-population_2-1" class="reference">[2]</sup></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>1.</td>
<td>ปงตำ</td>
<td>Pong Tam</td>
<td>8</td>
<td>8,087</td>
<td>8,087</td>
<td><small>(ทต. ไชยปราการ)</small></td>
</tr>
<tr>
<td>2.</td>
<td>ศรีดงเย็น</td>
<td>Si Dong Yen</td>
<td>18</td>
<td>15,395</td>
<td>6,109<br />
9,286</td>
<td><small>(ทต. ไชยปราการ)<br />
(อบต. ศรีดงเย็น)</small></td>
</tr>
<tr>
<td>3.</td>
<td>แม่ทะลบ</td>
<td>Mae Thalop</td>
<td>7</td>
<td>7,573</td>
<td>7,573</td>
<td><small>(อบต. แม่ทะลบ)</small></td>
</tr>
<tr>
<td>4.</td>
<td>หนองบัว</td>
<td>Nong Bua</td>
<td>11</td>
<td>14,907</td>
<td>1,956<br />
12,951</td>
<td><small>(ทต. ไชยปราการ)<br />
(ทต. หนองบัว)</small></td>
</tr>
</tbody>
<tfoot>
<tr>
<th colspan="3">รวม</th>
<th>44</th>
<th>45,962</th>
<th colspan="2">29,103 (เทศบาล)<br />
16,859 (อบต.)</th>
</tr>
</tfoot>
</table>
<h2>การปกครองส่วนท้องถิ่น</h2>
<p>ท้องที่อำเภอไชยปราการประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง ได้แก่</p>
<p>เทศบาลตำบลไชยปราการ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปงตำทั้งตำบล บางส่วนของตำบลศรีดงเย็น และบางส่วนของตำบลหนองบัว<br />
เทศบาลตำบลหนองบัว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองบัว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลไชยปราการ)<br />
องค์การบริหารส่วนตำบลศรีดงเย็น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีดงเย็น (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลไชยปราการ)<br />
องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทะลบ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแม่ทะลบทั้งตำบล</p>
<h2>สถานที่ท่องเที่ยว</h2>
<p><strong>วัดถ้ำตับเต่า</strong> อยู่ในเขตอำเภอไชยปราการ บนเส้นทางสายเชียงใหม่-ฝาง ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 120 และ 121 แยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร ภายในบริเวณวัดร่มรื่น มีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำ สิ่งสำคัญในวัดคือถ้ำตับเต่า มีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ถ้ำตับเต่านี้แยกออกเป็น 2 ถ้ำ คือ ถ้ำผาขาว และถ้ำปัญเจค บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน</p>
<p><strong>อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา</strong> มีน้ำตกให้เที่ยวหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่เส้นทางยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างพัฒนาพื้นที่ น้ำตกที่เดินทางเข้าถึงสะดวกที่สุดคือ น้ำตกห้วยทรายขาว ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯ เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีแอ่งน้ำให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้แต่ในช่วงฤดูแล้งน้ำจะน้อยมาก จะมีน้ำเยอะช่วงเดือนพฤษภาคมแต่น้ำจะขุ่น น้ำจะใสช่วงหลังฝน ชั้นบนของน้ำตกเป็นแอ่งน้ำและมีทรายอยู่เนื่องจากน้ำพัดเอาทราย มาจากการกัดกร่อนของหินทราย ชั้นบน อากาศบริเวณน้ำตกชื้นจนทำให้มีมอสจับอยู่ มีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆในอุทยานฯ ได้แก่ น้ำตกแม่ฝางหลวง น้ำตกดอยเวียงผา น้ำตกห้วยหาน และจุดชมวิวดอยเวียงผา อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผามีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 583 ตารางกิโลเมตร สภาพป่าในพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นป่าดิบเขาและป่าเบญจพรรณ นอกจากนี้ยังมีป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าสนเขา นกที่พบ เช่น นกกินปลี และนกพญาไฟ สัตว์ป่าที่พบส่วนใหญ่จะเป็นขนาดกลางและสัตว์ขนาดเล็ก ได้แก่ กระรอก กระต่าย หมูป่า อีเห็น เก้ง เลียงผา เสือไฟ เม่น หมีควาย เป็นต้น</p>
<p><strong>วัดพระเจ้าพรหมมหาราช</strong> (วัดป่าไม้แดง) พระราชประวัติพระเจ้าพรหมมหาราช ในรัชสมัยของพระเจ้าพรหมมหาราชทรงครองราชย์อยู่ ณ เมืองไชยปราการนั้น บ้านเมืองในแว่นแคว้นโยนกเจริญรุ่งเรืองเต็มไปด้วยความวัฒนาผาสุก พระเกียรติยศของพระองค์รุ่งเรืองปรากฏไปทั่วทุกทิศ เหล่าปัจจามิตรก็มิอาจหล้ามาราวีด้วยเกรงในพระบรมเดชานุภาพและบุญญาธิการของพระองค์ ดูเหมือนพระองค์จะทรงถือกำเนิดมาเพื่อปราบยุคเข็ญในยามที่บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของคนต่างชาติ พระองค์ทรงถือกำเนิดมาเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยโดยแท้ เพราะในสมัยที่พระองค์ทรงถือกำเนิดปฏิสนธิมานั้น คือในปี พ.ศ. 1461 พระเจ้าพังคราชพระราชบิดาและพระมเหสีผู้เป็นมารดาของพระองค์ต้องถูกพวกขอมเนรเทศให้ออกจากอาณาจักรโยนกไปอยู่เมืองเล็กเมืองหนึ่ง เมืองนี้มีชื่อว่า “เวียงสีทวง” (ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) ใกล้ๆ ชายแดนพม่าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านปางห่าประมาณ 6 กิโลเมตร มีชื่อใหม่ว่า “บ้านเวียงแก้ว” แต่เดิมเรียกว่า “สี่ตวง” เป็นเมืองออกของไทย ปกครองโดยพวกลัวะ พอถึงปีที่ต้องนำทองคำสี่ตวงลูกมะตูมมาส่งให้เป็นบรรณาการ นานเข้าเรียกเพี้ยนเป็นเวียง “สี่ตวง” เมื่ออยู่เวียงสี่ตวงได้ 1 ปี ก็ได้พระราชโอรสองค์แรกจะเป็นด้วยกำลังอยู่ในระหว่างตกทุกข์ได้ยาก จึงได้ตั้งพระนามพระโอรสว่า “ทุกขิตราชกุมาร” แต่ทุกขิตราชกุมารนี้ไม่ทรงสมบูรณ์ คือมีพระกำลังอ่อนแอ พระกายก็เกือบทุพพลภาพไม่แข็งแรง ครั้นอยู่ต่อมาอีกสองปี จึงได้พระราชโอรสองค์ที่สองนี้ เมื่อประสูติออกมานั้นมีพระวรกายงดงามทรงตั้งพระนามว่า “พรหมราชกุมาร” เพราะมีวรรณะผุดผ่อง สิริรูปงดงามประหนึ่งพรหมพระองค์ประสูติในวันอาทิตย์ แรม 8 ค่ำ เดือน 6 เหนือ (คือเดือน 4 ใต้) ปีมะเส็ง พ.ศ. 1461 เหตุอัศจรรย์ คือขณะที่พระมเหสีทรงครรภ์ราชโอรสองค์นี้ได้ 7 เดือน ได้กราบทูลพระสวามีว่า ขอให้นำเอาศาตราวุธมาให้ดูว่ามีอะไรบ้าง ที่ใช้ในราชการสงคราม พระสวามีก็แสวงหามาตกแต่งไว้ในห้องให้พระมเหสีทอดพระเนตรทุกวัน ในที่สุดก็ประสูติพระราชโอรสในตำนานโยนกได้ กล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์อันเกิดจากบุญญาบารมีของพระองค์ว่า เมื่อพระชนม์ได้ 7 พรรษาก็ทรงมีน้ำพระทัยองอาจกล้าหาญชอบเรียนวิชาเพลงอาวุธและตำรับยุทธวิธีสงคราม เมื่อพระราชกุมารทรงพระเจริญวัยขึ้นมีพระชนม์ 13 พรรษา คืนหนึ่งทรงพระสุบินว่ามีเทวดามาบอกพระองค์ว่า ถ้าอยากได้ช้างเผือกคู่พระบารมีสำหรับทำศึกสงครามแล้วไซร้ วันพรุ่งนี้ตอนเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นให้ออกไปที่ฝั่งแม่น้ำโขง แล้วคอยดูจะมีช้างเผือกล่องน้ำมาตามแม่น้ำโขง 3 ตัวด้วยกัน ถ้าจับได้ตัวใดตัวหนึ่งก็จะใช้เป็นพาหนะทำศึกสงคราม ถ้าจับได้ตัวที่หนึ่งจะปราบได้ทั้งสี่ทวีป ถ้าจับได้ตัวที่สองจะปราบได้ทั่วชมพูทวีป ถ้าจับได้ตัวที่สามจะดินแดนแคว้นลานนาไทยได้ทั้งหมด สิ้นสุบินนิมิตรแล้ว เจ้าพรหมราชกุมารตื่นจากบรรทม ไม่ทันสรงพระพักตร์ไปเรียกมหาดเล็กของท่าน ซึ่งเป็นลูกทหารแม่ทัพนายกองจำนวน 50 คน ให้ไปตัดไม้รวกเป็นขอตามคำเทวดาบอก ให้ใช้ขอไม้รวกและเกาะคอช้างจะได้ลากขึ้นฝั่ง แล้วพากันไปที่ฝั่งแม่น้ำโขง ไปล้างหน้าล้างตา ยังไม่เสวยอาหารเลย ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วก็คอยดู พอได้สักครู่ใหญ่ๆ ท้องฟ้าก็สว่าง ในขณะนั้นมีงูใหญ่ตัวหนึ่งสีเหลืองเลื่อมเป็นมันระยับตัวใหญ่โตประมาณ 3 อ้อม ยาว 10 กว่าวา ลอยมาตามแม่น้ำโขง เข้ามาใกล้ฝั่งที่พระองค์และมหาดเล็กอยู่นั้น เจ้าพรหมราชกุมารและมหาดเล็กเห็นเข้าก็ตกใจกลัวจนตัวสั่นหน้าซีด มิอาจเข้าไปใกล้ได้ เจ้างูนั้นก็เลยล่องผ่านไป พออีกสักครู่ใหญ่ๆ ก็มีงูลอยมาอีกตัวเล็กกว่าเก่า ขนาดก็สั้นกว่าตัวเก่านิดหน่อยเป็นงูอย่างเดียวกันก็ลอยล่องไปอีก เจ้าพรหมไม่กล้าทำอะไรพอตัวที่สองนี้ผ่านไปได้ครู่ใหญ่ๆ ก็นึกว่าเทวดาบอกว่าจะมีช้างเผือกลอยมา 3 ตัว ไม่เห็นช้างเผือกลอยมาสักตัวเห็นแต่งูลอยมาสองตัวแล้ว ถ้าหากว่ามีอีกตัวหนึ่งต้องเป็นช้างเผือกแน่ ตัวที่สามนี้อย่างไรก็ต้องเอาละเพราะเป็นตัวสุดท้ายแล้ว พอเจ้างูตัวที่ 3 ลอยมา เจ้าพรหมก็ลงน้ำและบุกน้ำลงไป ไปถึงก็เอาไม้รวกเกาะคองูนั้น พอขอไม้รวกเกาะคองู งูก็แปรสภาพเป็นช้างเผือกทันที รูปร่างอ้วนพีงามดียิ่งนัก มหาดเล็ก 50 คน ก็ช่วยกันเอาขอไม้รวกเกาะคอช้างจะเอาขึ้นฝั่งทำอย่างไรมันก็ไม่ยอมขึ้นฝั่ง เดินไปเดินมา อยู่ในน้ำนั่นเอง เจ้าพรหมราชกุมาร ก็ใช้ให้มหาดเล็กไปกราบทูลพระราชบิดาว่าได้ช้างเผือกแล้ว แต่ไม่ยอมขึ้นฝั่ง เมื่อพระเจ้าพังคราชทรงทราบเช่นนั้นก็เรียกโหรหลวงมาถาม โหรหลวงก็ทูลว่า ให้เอาทองคำประมาณยี่สิบตำลึงมาตีพางอันหนึ่ง (พางคือระฆังหรือกระดิ่งผูกคอช้าง) แล้วบอกว่าให้พระราชโอรสองค์ใหญ่เอาพางไปที่ฝั่งแม่น้ำ และเอาไม้ตีพางเข้าพอพางดังช้างจะขึ้นฝั่งเอง พระเจ้าพังคราชก็มีรับสั่งให้ทำพางขึ้นและนำไปที่ฝั่งแม่น้ำโขง และไม้เคาะที่พางก็มีเสียงดังเหมือนระฆัง ช้างก็ขึ้นมาจากฝั่ง เจ้าพรหมกุมารก็นำช้างเข้าเมือง พระราชบิดาก็สร้างโรงช้างเผือกเข้าเลี้ยงบำรุงไว้ที่นั่น ช้างก็เลยได้ชื่อว่า “ช้างเผือกพางคำ” แล้วเจ้าพรหมกุมารก็ได้โปรดให้สร้างเมืองขึ้นที่นั่น โดยขุดคูเอาน้ำจากแม่น้ำสายมาเป็นคูเมืองและให้ชื่อว่า “เมืองพานคำ” (ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายตรงที่สำนักงานไร่ยาสูบ อ.แม่สายในปัจจุบันนี้) และทรงใช้เวียงพานคำนี้เป็นแหล่งชุมนุมไพร่พล เพราะเวียงพานคำมีอาณาเขตเป็นที่ราบกว้างอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารเหมาะแก่การประชุมพล นับแต่นั้นมาก พระองค์ก็ฝึกซ้อมทหารให้ชำนาญในยุทธวิธี และสะสมเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้มากมาย ทรงทราบว่าบ้านเมืองของพระองค์ถูกพวกขอมย่ำยีจนต้องตกเป็นประเทศราช พระบิดาต้องส่งส่วยให้ขอมทุกปี ก็ทรงพระดำริที่จะกอบกู้เอกราช โดยประกาศแข็งเมืองไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการให้แก่กษัตริย์ขอมดำ การสงครามระหว่างไทยกับขอมดำก็เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่ปรากฏว่า คราวนี้ขอมพ่ายแพ้แก่กองทัพไทย ตีหัวเมืองที่อยู่ในอำนาจของขอมกลับคืนหมด จากนั้นพระเจ้าพรหมราชกุมารก็ทรงดำริต่อไปว่า หากปล่อยให้ขอมดำมีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่อาณาเขตติดต่อกันเช่นนี้ ไม่ช้าสงครามก็จะเกิดขึ้นอีก และถ้าเผลอก็จะตกเป็นทาสของขอมอีก พระองค์จึงทรงประกาศอิสรภาพของชาติไทย ในปี พ.ศ. 1497 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่อาณาจักรโยนกหรือโยนกนาคพันธ์ ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของขอมมาเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งเมื่อพระองค์แข็งเมืองขึ้นนั้นก็เป็นเหตุให้พวกขอมยกทัพใหญ่มาเพื่อจะทำการปราบปราม แต่พระองค์ก็หาได้เกรงกลัวแสนยานุภาพของขอมไม่ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุเพียง 16 พรรษาเท่านั้น แต่ด้วยความรักชาติบ้านเมือง รักในความเป็นอิสรเสรี และด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าของพระองค์ในที่จะปลดแยกอาณาจักรโยนกออกจากการปกครองของพวกขอม พระองค์จึงยกกองทัพใหญ่ไล่จับพวกขอมที่เป็นชายฆ่าเสียเกือบหมด พวกที่รอดตายไปได้ คือพวกที่มาทางใต้ พระเจ้าพรหมฯ ตั้งพระทัยที่จะทำลายพวกขอมให้หมดสิ้น เป็นการขับไล่ชนิดที่เรียกว่า “กวาดล้าง” เลยทีเดียว เพราะพวกขอมมีหลายหัวเมืองด้วยกัน เช่น เมืองหริภุญชัย เมืองสุโขทัย เมืองละโว้ เมืองศรีสัชชนาลัย เมื่อขับไล่มาถึงเมืองศรีสัชชนาลัยแล้วกษัตริย์ขอมดำที่เป็นเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยไม่กล้าสู้ ยอมแพ้และยอมถวายพระราชธิดาองค์หนึ่ง ด้วยการรบอย่างรุนแรง เพื่อจะขจัดอิทธิพลของพวกขอมนั่นเอง ในตำนานโยนกจึงได้กล่าวถึงปาฏิหาริย์ที่จะยับยั้งมิให้พระองค์ทำการรุกไล่พวกขอมต่อไปว่า ร้อนถึงพระอินทร์เจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เล็งทิพย์เนตรมาเห็น ถ้าไม่ไปช่วยไว้ ขอมจะต้องตายหมด ชีวิตมนุษย์ก็จะเป็นอันตรายมากจำต้องช่วยป้องกันไว้ จึงมีเทวองค์การสั่งให้พระวิศณุกรรมเทพบุตรลงไปเนรมิตรกำแพงแก้ว ก็หยุดเพียงแค่นั้น ไม่ได้ไล่ตามต่อไป ที่ตั้งกำแพงแก้วนี้ ต่อมาเกิดมีเมืองขึ้นเมืองหนึ่งมีชื่อว่า “เมืองวชิรปราการ” แปลตามพยัญชนะว่า “กำแพงเพชร” คือจังหวัดกำแพงเพชรในปัจจุบันนี้ ข้อความในตำนานนี้พอจะสันนิษฐานได้ว่าเมื่อพระเจ้าพรหมลุกไล่พวกขอมลงไปทางใต้เป็นระยะทางไกลพอสมควรแล้ว ทรงเห็นว่าพวกขอมที่แตกพ่ายไปอย่างไม่เป็นกระบวนนั้น คงไม่สามารถที่จะรวมกำลังยกกองทัพมารวบกวนได้อีก และประกอบกับบรรดาไพร่พลของพระองค์อิดโรยอ่อนกำลัง เพราะทำการสู้รบติดพันกันเป็นเวลานานถึง 1 ปีเศษ ได้อาณาเขตกว้างขวางมากอยู่พอแล้ว มีพระราชประสงค์จะหยุดพักไพร่พลเสียบ้างจึงได้ยกกองทัพกลับมายังบ้านเมือง คืออาณาจักรโยนกนคร ครั้นพระเจ้าพรหมเสด็จมาถึงโยนกนครแล้วก็ทรงอัญเชิญให้พระเจ้าพังคราชพระราชบิดาเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติในนครโยนกตามเดิมและให้เจ้าทุขิตราชกุมารพระเชษฐาเป็นมหาอุปราช แต่ทรงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เมืองชัยบุรี” บางทีเรียกว่า “ชัยบุรีเชียงแสน” หรือไม่ก็เรียกว่า “เมืองเชียงแสนชัยบุรี” เพราะว่าที่ตีมานี้ได้ชัยชนะ นอกจากนั้นพระเจ้าพรหมฯ กับพระราชบิดายังช่วยกันสร้างพระเจดีย์ขึ้นแห่งหนึ่งในราชอาณาจักร พระเจดีย์ที่ทรงสร้างขึ้นในประวัติศาสตร์เรียกว่า “เจดีย์จอมกิตติ” (เดี๋ยวนี้เรียกว่าพระธาตุจอมกิตติ เป็นเจดีย์องค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่บนเขาสูงบนฝั่งน้ำแม่โขง ห่างจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสนปัจจุบันไปทางซ้ายมือประมาณ 1 ก.ม. เป็นปูชนียสถานที่สำคัญเป็นที่กราบไหว้ของคนทั่วไป) หลังจากที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงอัญเชิญให้พระราชบิดาคือพระเจ้าพังคราชเสด็จครองเมืองชัยบุรีเชียงแสนแล้ว พระองค์จึงเสด็จหาที่ตั้งราชธานีใหม่ ในที่สุดก็เสด็จมาถึงบริเวณแม่น้ำฝาง เห็นเป็นที่ทำเลเหมาะดี ก็ทรงสร้างนครขึ้นที่นั่น เมื่อสร้างเสร็จแล้วจึงขนานนามเมืองว่า “เมืองไชยปราการ” แล้วพระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ. 1480 เมืองนั้นอยู่ห่างจากเมืองชัยบุรีเชียงแสน ระยะทางประมาณ 300 ก.ม. (คือเชียงแสนกับฝางปัจจุบันนี้) เมืองไชยปราการที่กล่าวถึงนี้โปรเฟสเซ่อรแคมแมน นักสำรวจโบราณวัตถุแห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐเพ็นซิลวาเนีย อเมริกา ให้ข้อสันนิษฐานว่า เมืองไชยปราการที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงสร้างขึ้นนั้นมิใช่ตัวเมืองฝางปัจจุบันนี้ แต่เป็นเวียงริมน้ำฝางทางทิศตะวันออก อยู่ในท้องที่ตำบลแม่งอน ทางทิศใต้ของอำเภอฝาง มีระยะทาง 32 ก.ม. ยังปรากฏรากกำแพงเมือง ซุ้มประตู และซากพระราชฐาน พระราชวังอยู่โดยชัดแจ้ง ส่วนตัวเมืองฝางนั้นเป็นเมืองที่สร้างขึ้นในภายหลัง ในรัชสมัยพระเจ้าพรหมมหาราชเสด็จมาครองราชสมบัติ ณ เมืองไชยปราการนั้น แว่นแคว้นโยนก แบ่งออกเป็น 4 มหานคร คือ</p>
<p>ไชยบุรีเชียงแสน เป็นราชธานี ภายหลังได้จมลงสู่พื้นธรณีในสมัยพระเจ้าไชยมหาชนะ หรือพระเจ้ามหาไชยชนะครองราชสมบัติอยู่ ปัจจุบันอยู่ในท้องที่ท่าข้าวเปลือก ไกลจากที่ว่าการอำเภอเชียงแสนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ระยะทาง 112 ก.ม.<br />
เวียงไชยนารายณ์ คือท้องที่อำเภอเมืองเชียงรายในปัจจุบันนี้<br />
เวียงไชยปราการ อยู่ที่อำเภอฝางมาทางทิศใต้ระยะทางประมาณ 32 ก.ม.<br />
เวียงพานคำ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาย ในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบันนี้</p>
<p>ในครั้งนั้น แว่นแคว้นโยนกนับว่ามีกำลังแข็งแรงมาก จนเป็นที่เกรงขามแก่หริราชศัตรู พระเจ้าพรหมมหาราช ได้ทรงวางกำลังป้องกันพวกขอมไว้อย่างแข็งแรง จนพวกขอมไม่กล้ายกกองทัพมารบกวนอีกตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระเจ้าพรหมมหาราช มีราชโอรสองค์เดียว คือพระเจ้าสิริไชยหรือไชยสิริ พระองค์ทรงปกครองราชบัลลังค์ได้ 60 ปี เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 1538 เมื่อพระชนมายุ 77 ชัญษา เมื่อพระเจ้าพรหมมหาราชเสด็จสวรรคตแล้วมุขมนตรีก็อัญเชิญพระเจ้าสิริไชยราชโอรสขึ้นครองราชย์ปกครองบ้านเมืองเป็นกษัตริย์นครไชยปราการ อันดับที่ 2 สืบแทนต่อมา</p>
<p><strong>บ้านถ้ำง๊อบ</strong> ประวัติหมู่บ้านถ้ำง๊อบ บ้านถ้ำงอบ เป็นหมู่บ้านของอดีตทหารจีนคณะชาติ ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ แต่เดิมหมู่บ้านถ้ำง๊อบเป็นสถานที่ตั้งของกองทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3 หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า &#8220;กองพล 93&#8221; โดยมีนายพลหลี่ เหวิน ฮ้วน เป็นผู้นำ ก่อนที่กองกำลังทหารจีนคณะชาติจะได้อพยพเข้ามาอยู่ที่บ้านถ้ำง๊อบแห่งนี้ สาเหตุมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลงลัทธิการแกครองไปเป็นแบบคอมมิวนิตส์ ผู้นำของชาวจีนส่วนหนึ่งไม่สามารถทนต่อความกดขี่ของลัทธิคอมมิวนิตส์ได้ จึงได้อพยพพรรคพวกออกนอกประเทศ มาทางประเทศพม่า และเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยความเมตตากรุณาของรัฐบาลไทยและความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนชาวไทย เมื่อ พ.ศ. 2495 ทำให้กลุ่มอดีตทหารจีนคณาชาติได้ตั้งหลักแหล่งเพื่อประกอบอาชีพอยู่บนดอยถ้ำง๊อบ โดยความควบคุมของ บก.04 กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม ในสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2518 กลุ่มอดีตทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3 ได้ร่วมมือกับ รัฐบาลไทยดำเนินการสู้รบและต่อต้านผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิตส์ในเขตภาคเหนือจนได้รับความไว้วางใจและเห็นใจจากกองบัฐชาการทหารสูงสุดได้ให้ดอกาสอดีตทหารจีนคณะชาติที่ร่วมสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิตส์และไม่ประสงค์จะขอกลับไปประเทศไต้หวันตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้มีดอกาสโอนและแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย ซึ่งมีสิทธิและเสรีภาพภาพเหมือนคนไทยทุกประการ นาบพลหลี่ เหวิน ฮ้วน ผู้นำของอดีตทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3 ได้โอนสัญชาติเป็นคนไทยและมีชื่อว่า นายชัย ชัยศิริ ปัจจุบันบ้านถ้ำง๊อบมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มบ้าน คือบ้านสินชัย ผาแดง และบ้านถ้ำง๊อบ สถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ</p>
<p>ร่องรอยของอดีตกองกำลังทหารจีนคณะ กองทัพที่ 3 (กองพล 93) ค่ายทหารและบ้านพัก นายพลหลี่ เหวิน ฮ้วน ผู้นำกองกำลังทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3<br />
ภูมิปัญญาและขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของชาวจีนตลอดจนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบชาวจีนสมัยเก่า<br />
โลงศพผีแมนบริเวณหน้าผาสวนเกษตรผาแดง</p>
<p><strong>วัดถ้ำผาผึ้ง</strong> เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานในถ้ำ มีพื้นที่ร่มรื่น สงบ ร่มเย็นมีมหาเจดีย์อรุสรณ์ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร หลวงปู่บุญจันทร์ จนทวโร สร้างเพื่อเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือน ของหลวงปู่บุญจันทร์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานและเป็นสถานที่เก็บของใช้ส่วนตัว ของท่านหลวงปู่ ซึ่งเป็นนักปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่น ถือว่าเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตั้งอยู่ ณ บ้านถ้ำผาผึ้ง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">อำเภอไชยปราการ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
