<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อาหารล้านนา Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://www.at-chiangmai.com/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.at-chiangmai.com/tag/อาหารล้านนา/</link>
	<description>วันดีวันเสีย ล้านนา หาฤกษ์ยามงานมงคล สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว ประวัติศาสตร์ล้านนา ขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนา ฮีตฮอยจารีต ประเพณีล้านนา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 11 Mar 2026 04:34:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.3</generator>

<image>
	<url>https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2021/05/cropped-atcmi-32x32.jpg</url>
	<title>อาหารล้านนา Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<link>https://www.at-chiangmai.com/tag/อาหารล้านนา/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ของกิ๋นลำ ทำขันโตก</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b3-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-Chiangmai.com Event News]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Mar 2026 04:16:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กิจกรรม เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ONE NIMMAN]]></category>
		<category><![CDATA[ของกิ๋นลำทำขันโตก]]></category>
		<category><![CDATA[ขันโตกเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ซอฟต์พาวเวอร์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ที่เที่ยวเชียงใหม่ 2569]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบหมูคั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วันอนุรักษ์มรดกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[แกงขนุน]]></category>
		<category><![CDATA[แข่งขันทำอาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=16390</guid>

					<description><![CDATA[<p>ของกิ๋นลำ ทำขันโตก วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 เริ่มเวลา 16.00 น. สะบัดตะหลิว ประชันฝีมือ!ณ One Square, One Nimman เชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b3-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%81/">ของกิ๋นลำ ทำขันโตก</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff6600;"><strong><span style="color: #ffce2b;">ของกิ๋นลำ ทำขันโตก วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 เริ่มเวลา 16.00 น. สะบัดตะหลิว ประชันฝีมือ!ณ One Square, One Nimman เชียงใหม่</span><br />
</strong></span></h2>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/event-chiang-mai">กิจกรรม ท่องเที่ยว เชียงใหม่</a> 🍽️ ขอเชิญเหล่ายอดฝีมือร่วมสืบสานตำนาน&#8221;ของกิ๋นบ้านเฮา&#8221; ประชันทักษะการปรุงและการจัดสำรับขันโตกที่ทรงคุณค่า 🌟🥁 🏆 ชิงรางวัลทองคำและเงินสด รวมมูลค่ากว่า 70,000 บาท!</p>
<h3><strong>ของกิ๋นลำ ทำขันโตก</strong></h3>
<h4>วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 เริ่มเวลา 16.00 น. สะบัดตะหลิว ประชันฝีมือ!</h4>
<h4>ณ One Square, One Nimman เชียงใหม่</h4>

<h3>มากกว่าแค่สำรับอาหาร: &#8220;ของกิ๋นลำ ทำขันโตก&#8221; ปรากฏการณ์ Soft Power ก้าวใหม่ของเชียงใหม่</h3>
<p>หากพูดถึงเสน่ห์ของภาคเหนือ สิ่งที่ตราตรึงใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกคงหนีไม่พ้น &#8220;ขันโตก&#8221; ทว่าในวันที่ 2 เมษายน 2569 นี้ ขันโตกจะไม่ใช่แค่การเลี้ยงต้อนรับทั่วไป แต่จะเป็นเวทีประชันฝีมือครั้งยิ่งใหญ่ในกิจกรรม “ของกิ๋นลำ ทำขันโตก ตามหาสุดยอดผู้ทำขันโตกเมืองเหนือ” ณ One Nimman แลนด์มาร์คสุดชิคใจกลางเชียงใหม่</p>
<h4>เกร็ดล้านนา: &#8220;ขันโตก&#8221; ไม่ใช่ชื่ออาหาร แต่คือปรัชญาการให้เกียรติ</h4>
<p>รู้หรือไม่? คำว่า &#8220;ขันโตก&#8221; แท้จริงแล้วหมายถึงภาชนะวางอาหารที่มีลักษณะเป็นถาดกลมมีเท้า ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตความประณีตและการ &#8220;ยกย่อง&#8221; แขกบ้านแขกเมือง การจัดสำรับขันโตกจึงไม่ใช่แค่การวางถ้วยแกง แต่คือศาสตร์และศิลป์ในการจัดวางความลงตัวของรสชาติ ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว และความกรอบมันของเครื่องเคียง</p>
<h4>จาก &#8220;มหกรรมลาบ&#8221; สู่การชิงชัย &#8220;สุดยอดสำรับ 9 อย่าง&#8221;</h4>
<p>หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับ &#8220;มหกรรมแข่งลาบได้ลาภ&#8221; มากว่า 2 ปี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่าย จึงยกระดับความท้าทายขึ้นไปอีกขั้น! โดยกำหนดให้เมนู &#8220;ลาบหมูคั่ว&#8221; (เมนูที่เชื่อว่ากินแล้วจะมีลาภ) เป็นหัวใจหลัก พร้อมท้าทายฝีมือผู้เข้าแข่งขันด้วยเมนูบังคับที่ต้องปรุงสดๆ 3 อย่าง ได้แก่:</p>
<ol>
<li>ลาบหมูคั่ว: หัวใจของงานมงคล</li>
<li>แกงขนุน (แกงบ่าหนุน): เมนูแห่งการเกื้อหนุน (นิยมทานในวันปากปี หรือวันพญาวัน)</li>
<li>น้ำพริกหนุ่ม: รสชาติพื้นฐานที่ขาดไม่ได้</li>
</ol>
<p>นอกจากนี้ยังมีเมนูที่แสดงถึงความ &#8220;จัดเต็ม&#8221; ของเจ้าบ้านอย่าง ไส้อั่ว, แกงฮังเล และแคบหมู รวมไปถึงเมนูสร้างสรรค์อีก 3 รายการ รวมเป็น 9 มงคล ในหนึ่งโตก!</p>
<h4>รางวัลเกียรติยศและโอกาสของยอดฝีมือ</h4>
<p>งานนี้ไม่ได้มีแค่ศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน แต่มีรางวัล &#8220;ทองคำหนัก 2 สลึง&#8221; พร้อมโล่เกียรติยศและเงินรางวัลรวมกว่า 70,000 บาท รอผู้ที่เป็นที่สุดอยู่!</p>
<ul>
<li>📅 วันแข่งขัน: 2 เมษายน 2569 (วันอนุรักษ์มรดกไทย)</li>
<li>📍 สถานที่: One Square, One Nimman เชียงใหม่</li>
<li>🚨 รับสมัครจำนวนจำกัด: เพียง 15 ทีมเท่านั้น! (หมดเขต 20 มีนาคม 2569)</li>
</ul>
<p>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานตำนาน &#8220;ของกิ๋นลำ&#8221; ให้ไปไกลระดับโลก เพราะอาหารล้านนา&#8230; ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่คือมรดกทางปัญญาที่กินได้</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/a/AVvXsEg6Ti8gmzckIjFOY-BdNS12kp0WSdVAdmCecyMJyzQlBYP6sTRPyX3odGyyAI01mSQG2D4tEA45BELqZE5wWDPQGOgKHKZHQGM62vXh25GBk9hn_sQm1GjQYBBZk5-G_fxtXKtPcz6NSkNekT6iLW5Uk7yZhM0l6uqYAlY1zsGMOTVyGSNFcAhdGkZyi_3d=s16000" alt="กิจกรรม ท่องเที่ยว เชียงใหม่ มากกว่าแค่สำรับอาหาร: &quot;ของกิ๋นลำ ทำขันโตก&quot; ปรากฏการณ์ Soft Power ก้าวใหม่ของเชียงใหม่" width="1365" height="2048" data-original-height="2048" data-original-width="1365" /></p>
<p>เชียงใหม่ เตรียมจัดแข่งขันจัดสำรับขันโตกล้านนา “ของกิ๋นลำ ทำขันโตก” เฟ้นหาสุดยอดผู้ทำขันโตกอาหารเมืองเหนือ ชิงรางวัลรวมกว่า 7 หมื่นบาท</p>
<p>การแข่งขัน กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2569 ซึ่งตรงกับวันอนุรักษ์มรดกไทย ณ บริเวณ One Square โครงการ One Nimman เชียงใหม่ เบื้องต้นจะเปิดรับผู้ประกอบการด้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 15 ทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องจัดสำรับอาหารในรูปแบบขันโตกล้านนา พร้อมจัดอาหารทั้งหมด 9 รายการ ประกอบด้วยเมนูหลัก 3 เมนู ที่บังคับให้ปรุง ณ จุดแข่งขัน ได้แก่ ลาบหมูคั่ว แกงขนุน และน้ำพริกหนุ่ม , เมนูอาหารเหนือ 3 เมนู ที่ต้องจัดในสำรับ แต่สามารถเตรียมมาเองได้ ได้แก่ ไส้อั่ว ฮังเล และแคบหมู และเมนูสร้างสรรค์อื่นๆ อีก 3 เมนู ที่จัดวางพร้อมเครื่องเคียงอย่างสวยงามบนขันโตก<br />
.<br />
โดยผู้ชนะการแข่งขันจะได้รับรางวัลเป็นทองคำหนัก 2 สลึง พร้อมโล่และป้ายประกาศเกียรติคุณ ส่วนรางวัลรองชนะเลิศ จะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท และรางวัลชมเชย จะได้รับเงินรางวัลละ 3,000 บาท จำนวน 3 รางวัล คิดเป็นมูลค่าของรางวัลรวมทั้งสิ้นกว่า 70,000 บาท<br />
.<br />
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้จนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 นี้ ค่าสมัครเพียงทีมละ 1,000 บาท เท่านั้น สามารถติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0829145491</p>
<p>พบกับกิจกรรมดีๆ จากทุกมุมของเชียงใหม่ อัพเดตข่าวสารก่อนใคร <a style="color: #99cc00;" href="https://www.at-chiangmai.com/event-chiang-mai/"><strong>กิจกรรมเชียงใหม่</strong></a> ที่คุณต้องไม่พลาด ที่นี่เท่านั้น At-chiangmai.com</p>
<h2>สถานที่จัดกิจกรรม : One Square, One Nimman เชียงใหม่</h2>
<p><iframe style="border: 0;" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3776.952711394175!2d98.96504747583315!3d18.80026066056977!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30da3bf5284d07f1%3A0x39ff3a601ee23fb7!2z4Lin4Lix4LiZIOC4meC4tOC4oeC4oeC4suC4mQ!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1773201853994!5m2!1sth!2sth" width="100%" height="450" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%8b%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b3-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%81/">ของกิ๋นลำ ทำขันโตก</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ข้าวซอย</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Aug 2022 04:55:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวซอย เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวซอยไก่]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=13236</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้าวซอย อาหารเหนือ ข้าวซอย คืออาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือของประเทศไทย เดิมเรียกว่า "ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ"เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนยูนนานหรือฮ่อ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">ข้าวซอย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff9900;">ข้าวซอย อาหารเหนือ</span></h2>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ข้าวซอย</strong></span> คืออาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือของประเทศไทย เดิมเรียกว่า &#8220;ก๋วยเตี๋ยวฮ่อ&#8221;เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนยูนนานหรือฮ่อ มีลักษณะคล้ายเส้นบะหมี่ ในน้ำซุปที่ใส่เครื่องแกง รสจัดจ้าน มีเครื่องเคียง ได้แก่ ผักกาดดอง หอมหัวแดง ยำกะหล่ำปลีและมีเครื่องปรุงรส เช่น พริกผัดน้ำมัน น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ในตำรับดั้งเดิมเนื้อที่ใช้เป็นเนื้อไก่หรือเนื้อวัว แต่ในปัจจุบันร้านอาหารหลายแห่งได้มีการใช้เนื้อหมูแทน บางแห่งอาจเพิ่มอาหารทะเลหรือเต้าหู้เป็นส่วนประกอบ</p>

<h3><span style="color: #ff9900;">ประวัติข้าวซอย อาหารเหนือ</span></h3>
<p>ข้าวซอยมีต้นกำเนิดจากชาวจีนมุสลิม ที่อพยพมาจาก มณฑลยูนนาน ประเทศจีน มาอยู่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ประเทศพม่า และประเทศลาวแต่เดิมข้าวซอยไม่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ เรียกว่า “ข้าวซอยน้ำใส” ต่อมาได้มีการเพิ่มกะทิเข้าไปจนเป็นที่นิยมอย่างมากและกลายมาเป็นลักษณะข้าวซอยที่รู้จักกันในปัจจุบัน ข้าวซอยจึงเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานระหว่างอาหารจีน อาหารตะวันออกกลางและอาหารเอเชียอาคเนย์</p>
<p>ความเชื่อที่ว่ามาจากวัฒนธรรมอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากการทำการค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนฮ่อหรือชาวจีนที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน ชิงไห่ และก่านซู ของประเทศจีน หรือที่เรียกว่า จีนฮ่อ หรือ แข่ฮ่อ (แข่ เป็นภาษาไต ใช้เรียกชาวจีน) ผู้อธิบายคำว่า “ฮ่อ” ไว้หลายทฤษฎี เช่น คำนี้มาจากคำว่า “หุย” ซึ่งเป็นภาษาจีนหมายถึงชนชาติที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นพวกมองโกลที่มาจากเอเชียตะวันตกและเอเชียกลาง ปัจจุบันคือประเทศคาซัคสถาน, กีรจีสถาน, ทาจิกิสถาน และ อูสเบกิสถาน พวกเขาประกอบอาชีพค้าขายและขนส่ง</p>
<p>ก่อนปลายศตวรรษที่ 19 จีนฮ่อได้เปิดเส้นทางค้าขายระหว่างชุมชนแถบนี้กับมาตุภูมิของตน 3 เส้นทาง และเส้นทางที่ผ่านเมืองเชียงใหม่จัดเป็นเส้นทางหลักที่สำคัญและมีการตั้งถิ่นฐาน ภายหลังตั้งถิ่นฐานก็ประกอบอาชีพที่ตนถนัด คือทำการค้าขาย ส่วนหนึ่งก็ขายอาหาร เหมือนกับคนไทยที่ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ต่างประเทศ อาชีพแรก ๆ ที่มักจะทำคือเปิดร้านอาหาร ชาวฮ่อก็เปิดร้านข้าวซอย โดยสมัยนั้นเขาทำเส้นบะหมี่กันสด ๆ แล้วลงหม้อต้มเลย ด้วยกระบวนการเอา แป้งข้าวสาลี ไข่ เกลือ น้ำ มาผสมกันแล้วนวด จนเข้ากันดี แล้วกดรีดให้เป็นแผ่น แล้วเอามีดมาซอยแผ่นแป้งให้เป็นเส้น จึงเรียกว่า “ข้าวซอย”</p>
<p>มาจนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2475 ชุมชนเมืองเชียงใหม่มีขนาดโตขึ้นมาก มีตลาดวโรรส หรือที่คนเชียงใหม่เรียกว่า “กาดหลวง” เป็นตลาดกลางของเมืองเชียงใหม่ ตอนนั้นมีร้านข้าวซอยฮ่อร้านหนึ่งมาตั้งอยู่ทางหลังตลาดบริเวณแถวศาลเจ้ากวนอู ในตรอกข่วงเมรุ ข้าวซอยสมัยนั้น เป็นอาหารที่มีลักษณะคล้ายเส้นบะหมี่ในน้ำซุป แต่เดิมข้าวซอยไม่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ เรียกว่าข้าวซอยน้ำใส</p>
<p>ต่อมาได้มีการพัฒนาให้เข้ากับลักษณะความชอบของคนไทยมากขึ้นด้วยการเติมส่วนผสมของกะทิ พริกแกงข้าวซอยมีส่วนผสมของเครื่องเทศ เช่น เฉาก่อ จันทร์แปดกลีบ คัวเจียว โรยหน้าด้วยเส้นข้าวซอยทอดกรอบ กินกับเครื่องเคียงเช่น หอมแดงสดที่มีรสชาติเผ็ดร้อนแก้โรคไข้หวัด ผักกาดดองมีรสเปรี้ยว หวานตัดกับความหวานมันของน้ำแกง และพริกป่นผัดน้ำมัน พร้อมมะนาวฝาน เพื่อลดความมันของกะทิ ส่วนน้ำพริกข้าวซอยฮ่อ มีส่วนผสมของเครื่องเทศที่เรียกว่า ลูกชะโก ส่วนผักดองของแกล้มกันนั้นต้องดองเอง ใช้พริกป่นอย่างดี สั่ง รากซู (ผักที่มีหัวอยู่ใต้ดิน) มีเครื่องปรุงรส เช่น พริกผัดน้ำมัน น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล สำหรับตำรับดั้งเดิมเนื้อที่ใช้เป็นเนื้อไก่หรือเนื้อวัว แต่ในปัจจุบันร้านอาหารหลายแห่งได้มีการใช้เนื้อหมูแทน อาหารจานนี้มักไม่ค่อยมีจำหน่ายในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จะพบบ่อยก็แต่ทางภาคเหนือของไทย</p>
<p>อีกความเชื่อที่ว่า ข้าวซอยน่าจะได้รับอิทธิพลจากอาหารของพม่า ที่ประเทศพม่ามีอาหารเมนูหนึ่ง ชื่อว่า &#8220;อนโน เขาสะเว&#8221; (Ohn-No Khao Swe) เป็นอาหารจานเด่นของพม่า หน้าตาคล้ายข้าวซอย แต่ไม่ได้ใส่เครื่องเทศมากเหมือนของไทย เส้นก็คล้ายกันคือจะใช้เส้นที่ทำจากแป้งสาลี กินกับพริกแห้งคั่วน้ำมัน และโรยด้วยเส้นทอดกรอบ</p>
<p>ออสติน บุช (ที่มา https://sites.google.com/site/khawsxyneuxphakhhenux/prawati-khwam-pen-ma)) สืบค้นและรวบรวมจากหนังสือแล้วนำมาผนวกกับข้อมูลที่ได้จากการสอบถามจากคนเก่าแก่ในแต่ละพื้นที่ ชี้เบาะแสว่า ข้าวซอยในยุคนั้นเป็นเส้นหมี่ที่ทำจากข้าว ไม่ใช่จากเส้นหมี่ที่ทำจากข้าวสาลีและไข่ ราดด้วยเนื้อวัวบดที่ผัดกับผักดองต่างๆ ไม่ใช่ด้วยแกงเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ที่เห็นในปัจจุบัน และคนขายข้าวซอยในปัจจุบันก็เห็นต้องกันว่า ข้าวซอยในยุคนั้นไม่ปรุงด้วยน้ำกะทิแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของคำว่า &#8220;ข้าวซอย&#8221; ว่า &#8221; น่าจะมาจาก ′เขาสะเว′ (Khao Swe) ปัจจุบันหมายถึง ′ก๋วยเตี๋ยว′ (Noodle) แต่ต้นกำเนิดของคำนี้เข้าใจว่าเป็นภาษาไทใหญ่ ที่อธิบายถึงวิธีการทำเส้นของสมัยก่อน จะเห็นได้ว่าที่เชียงใหม่มีข้าวซอยที่เรียกว่า ′ปาปาแซ′ (ที่ ′บ้านฮ่อ′ ถนนเจริญประเทศ 1 ย่านพักอาศัยของชาวจีนมุสลิม) จะปรุงโดยการนำข้าวไปต้มนานๆ จนเป็นก้อน แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ&#8221;</p>
<p>ซึ่งเมื่อเอ่ยถึง &#8220;กะทิ&#8221; ออสตินกล่าวว่า นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่แสดงถึงการเป็นวัฒนธรรมนำเข้า เพราะมะพร้าวไม่สามารถเจริญงอกงามได้ในภูมิอากาศของภูมิภาคนี้ &#8220;ผมว่าเขาเลียนแบบ อนโน เขาสะเว ของพม่า ที่มีการใส่กะทิ อาหารจานคาวของภาคเหนือแทบจะไม่มีสักอย่างที่ใส่กะทิ”</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">ที่มาของชื่อข้าวซอย</span></h3>
<p>เส้นข้าวซอยทำจากแป้งข้าวสาลีผสมน้ำและไข่ แล้วนวดจนได้เนื้อเนียน รีดเป็นแผ่น แล้วซอยเป็นเส้นแบนๆ บางๆ จึงถูกเรียกว่า ‘ข้าวซอย’</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">ข้าวซอยแต่ละแบบ</span></h3>
<h4>ข้าวซอยแบบชาวจีนยูนนานดั้งเดิม</h4>
<p>ข้าวซอยแบบดั้งเดิมของชาวจีนยูนนานหรือจีนฮ่อมีลักษณะเหมือน ปาปาซือ, ปาปาซอยหรือเออร์(Erkuai) ซึ่งเป็นเส้นเอกลักษณ์ของชาวจีนยูนนานคือมีลักษณะเป็นเส้นที่ทำจากข้าวเหนียว ซึ่งชาวไทใหญ่เรียกเส้นชนิดนี้ว่า “ข้าวซอยหนาก” ข้าวซอยดั้งเดิมมีน้ำซุปใสไม่ใส่น้ำกะทิ น้ำซุปได้จากการเคี่ยวกระดูกวัวหรือไก่ มีเนื้อวัวหรือไก่สับละเอี่ยดผัดกับผักกาดดอง กินแนมกับผักกาดดองแบบยูนนาน แต่ข้าวซอยชนิดไม่ค่อยได้รับความนิยม ชาวจีนยูนนานชื่อ นายม้าฝ่าเม้ย พ่อค้าชาวจีนยูนนานมุสลิมที่ซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาได้ปรับสูตรให้มีความเข้มข้นขึ้นโดยใช้นมวัวและนมแพะมาทำน้ำแกง แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม อีกทั้งวัตถุดิบอย่างนมวัวและนมแพะในสมัยนั้นราคาแพงและหายาก จึงประยุกต์มาใช้กะทิผสมกับพริกแกงกะหรี่แทน ส่วนเส้นก็ใช้แป้งสาลีทำเป็นแผ่นบางๆแล้วใช้มีดหั่น จนเรียกต่อๆมาว่า “ข้าวซอย”</p>
<h4>ข้าวซอยแบบเชียงใหม่</h4>
<p>มีลักษณะเข้มข้นหอมกลิ่นเครื่องเทศ เช่นเดียวกับแบบ ลำพูนและลำปาง ทานคูกับผักกาดดองแบบยูนนาน ส่วนข้าวซอยแบบอำเภอฝาง เป็นข้าวซอยน้ำใสแต่ใช้เส้นเหมือนเส้นบะหมี่ไม่ได้ใช้เส้นปาปาซอยหรือเออร์เหมือนข้าวซอยน้ำใสแบบในอำเภอเมืองเชียงใหม่ ใส่ยอดถั่วลันเตาอ่อนและทานคู่กับยำกะหล่ำปลี</p>
<h4>ข้าวซอยแบบลุงปัน</h4>
<p>ลุงปัน เป็นพนักงานร้านข้าวซอยของชาวฮ่อร้านหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ โดยลุงปันเริ่มกิจการร้านข้าวในปี 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวซอยในแบบของลุงปันเป็นข้าวซอยที่ใส่กะทิ โดยมีการใช้เนื้อหมูทอดวางบนหน้าข้าวซอย ใส่ซีอิ๊วดำลงไปใต้เส้นก่อนใส่น้ำซุปแล้วราดน้ำกะทิตาม ซึ่งลุงปันเป็นผู้สืบทอดสูตรข้าวซอยจากเจ้าของร้านชาวฮ่อที่เลิกกิจการไป เพราะเนื่องจากมีการบังคับชาวจีนยูนนานหรือจีนฮ่ออพยพไปอยู่จังหวัดลำปาง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ ส่วนประเทศจีนอยู่กับสัมพันธมิตร จีนเลยกลายเป็นคู่สงครามกับไทย ชาวจีนที่ยังไม่ได้สัญชาติในเชียงใหม่รวมทั้งชาวฮ่อจำนวนมากถูกบังคับให้อพยพไปอยู่ที่จังหวัดลำปางทำให้กิจการร้านข้าวซอยของชาวฮ่อที่เชียงใหม่ต้องยุติลงไป นั้นเป็นเหตุผลให้ลุงปันที่ซึ่งเป็นชาวเชียงใหม่ที่ไม่ใช่ชาวฮ่อ สืบกิจการทำข้าวซอยแล้วได้มีการปรับสูตรจนเป็น ข้าวซอย ที่เราเห็นในปัจจุบัน</p>
<h4>ข้าวซอยแบบลำปาง</h4>
<p>ข้าวซอยลำปางจะใส่เครื่องเทศที่ชื่อว่า ชะโกหรือกระวานดำ(Black Cardamom) ชาวจีนยูนนานเรียก เฉ่าโกวหรือเฉ่าโกวมี่(草果) มาทำเครื่องแกง ซึ่งชะโกเป็นเครื่องเทศที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวจีนยูนนานและยังมีการใส่ขิงและลูกผักชีด้วย เครื่องแกงของชาวลำปางจึงว่าถือเป็นเครื่องแกงแบบดั้งเดิมของข้าวซอยยูนนานที่ไม่ได้ถูกดัดแปลง เพราะปัจจุบันร้านที่ทำข้าวซอยขายส่วนมากมักจะใช้เครื่องแกงเผ็ดมาทำน้ำแกง</p>
<h4>ข้าวซอยแบบเชียงราย</h4>
<p>ข้าวซอยเชียงรายน้ำแกงจะไม่ข้นกะทิ น้ำแกงจะเป็นสีขาวจากสีของกะทิ รสชาติหอมอ่อนๆไม่เข้มข้นมากนัก</p>
<h4>ข้าวซอยแบบพม่า</h4>
<p>พม่าเรียกข้าวซอยว่า อนโน เขาสเว(Ohn no khao swe) มีลักษณะเหมือนข้าวซอยทุกอย่างแต่ไม่ใช่ใช้พริกแกง ซึ่งข้าวซอยของพม่าได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนยูนนานหรือจีนฮ่อที่เป็นมุสลิมเช่นเดียวกับข้าวซอยของชาวไทยภาคเหนือ</p>
<h4>ข้าวซอยแบบอื่นๆ</h4>
<p>ข้าวซอยในทางภาคเหนือของลาว สิบสองพันนา และเชียงตุงเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ้งคล้ายกับก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">ข้าวซอย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจี๋ยวไข่แมงมัน</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Feb 2022 05:32:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[เจี๋ยวไข่แมงมัน]]></category>
		<category><![CDATA[เต้งแมงมัน]]></category>
		<category><![CDATA[แกงไข่แมงมัน]]></category>
		<category><![CDATA[แมงมัน]]></category>
		<category><![CDATA[แมงมันจ่อม]]></category>
		<category><![CDATA[แม่แมงมัน]]></category>
		<category><![CDATA[ไข่แมงมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=12539</guid>

					<description><![CDATA[<p>แมงมัน อาหารอร่อยหายาก ตามฤดูกาล 1 ปีมีครั้งเดียวเท่านั้น สำหรับ เจี๋ยวไข่แมงมัน นั้น  เจี๋ยวในห้องครัวของคนล้านนาหมายถึงแกงน้ำใสอย่างหนึ่ง รสชาติไม่จัดมาก อย่างเช่นเจี๋ยวผักปลัง ไข่แมงมัน เป็นไข่ของแมงมัน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99/">เจี๋ยวไข่แมงมัน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #339966;">เจี๋ยวไข่แมงมัน</span></h2>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99/"><span style="color: #ff9900;"><strong>แมงมัน</strong></span></a> อาหารอร่อยหายาก ตามฤดูกาล 1 ปีมีครั้งเดียวเท่านั้น สำหรับ <span style="color: #ff0000;"><em><strong>เจี๋ยวไข่แมงมัน</strong></em></span> นั้น  เจี๋ยวในห้องครัวของคนล้านนาหมายถึงแกงน้ำใสอย่างหนึ่ง รสชาติไม่จัดมาก อย่างเช่นเจี๋ยวผักปลัง <span style="color: #0000ff;"><strong>ไข่แมงมัน</strong></span> เป็นไข่ของแมงมัน ซึ่งเป็นชื่อเรียกของมดชนิดหนึ่ง ที่คนภาคเหนือนิยมรับประทานไข่แมงมันและลูกแมงมัน ไข่แมงมันมีอยู่ 2 ชนิดคือ ไข่ฟองเล็ก ชาวบ้านเรียกว่า แย๊บ ซึ่งจะเป็นแม่แมงมันหรือมดงาน ส่วนไข่ฟองใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า เต้ง มีลักษณะคล้ายไข่มดแดง มีสีนวล</p>
<h3><span style="color: #339966;"><strong>ส่วนผสมเจี๋ยวไข่แมงมัน</strong></span></h3>
<p>1. ไข่แมงมัน<br />
2. ไข่ไก่<br />
3. ต้นหอม<br />
4. พริก<br />
5. ปลาร้า<br />
6.กระเทียม<br />
7.หอมแดง</p>
<p><img decoding="async" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/a/AVvXsEhwRXgFw8iUFS-3cZ39RrKebVYZRINU0hmggDa1kbjF3zv_-h7xGGY-bcqfjIuVRQUpelCsf-As1xbcECgqFMVXJQkrV9Lz5sPs2XlGxni7AiSom2Jm0OT6igkbiJ7tP-yBW555J4oTgXJgRdex6cWXlA19krrKJzPC7dNDccfX-YY7IXViKU5yfZ37gw=s16000" data-original-height="810" data-original-width="1080" /></p>
<h3><span style="color: #339966;"><strong>วิธีการทำเจี๋ยวไข่แมงมัน</strong></span></h3>
<p>1. ตำกระเทียมให้ละเอียด แล้วใส่พริกลงไปตำให้ละเอียด ตามด้วยหอมแดง ตำให้ละเอียดเข้ากัน แล้วใส่ปลาร้า<br />
2. ซอยต้นหอม<br />
3. ต้มน้ำให้เดือด ใส่เครื่องแกงที่ตำเสร็จแล้วลงไป<br />
4. รอน้ำเดือด ใส่ไข่แมงมัน เดือดแล้วใส่ไข่ไก่ลงไป คนให้เข้ากัน<br />
5. ไข่สุกแล้ว ให้ใส่ต้นหอมลงไป  ปรุงรสได้ตามใจชอบ</p>
<h3><span style="color: #339966;"><strong>เคล็ดลับการปรุงเจี๋ยวไข่แมงมัน</strong></span></h3>
<p>1. ถ้าไข่แมงมันมีน้อยให้ใส่ไข่เยอะ ๆ<br />
2. หลังจากทำเสร็จเจียวไข่แมงมันสามารถปรุงด้วยน้ำปลาก็อร่อยแล้ว</p>
<p><img decoding="async" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/a/AVvXsEgCC3WDOUO-_dXNr_bt6d0cT6dyh-vSOxegQysD7R6csWyfKPmCnWN_8EYX26z6ipiEwGLSiANlRC9tIYVlPpVk3EbItIFPq84LAshYcCpN024ZgjQq7C2ThyRkH2V7uQhOw6JGN6fzsHZkMw8so1-qPRsJcSWHF9MVZ2HQJ_kyIJl_FFGSk8Q1t3suYg=s16000" border="0" data-original-height="797" data-original-width="1200" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99/">เจี๋ยวไข่แมงมัน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกงกระด้าง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Dec 2020 15:14:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีทำแกงกระด้าง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[แกงกระด้าง เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[แกงหมูด้าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกงกระด้าง หรือบ้างเรียก แกงหมูด้าง หรือ แกงหมูหนาว เป็นอาหารพื้นบ้านชาวล้านนา (ชาวเหนือ) ภาษาเหนือพูด แก๋งกระด้าง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/">แกงกระด้าง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #3366ff;">แกงกระด้าง หรือบ้างเรียก แกงหมูด้าง หรือ แกงหมูหนาว เป็นอาหารพื้นบ้านชาวล้านนา (ชาวเหนือ) ภาษาเหนือพูด แก๋งกระด้าง<br /></span></h2>
<p>นิยมใช้ขาหมูเป็นส่วนประกอบสำคัญ เพราะมีเอ็นอยู่ภายในเป็นจำนวนมา  ดังนั้นเมื่อนำมาเป็นส่วนประกอบหลักในการแกงจะทำให้แกงข้น หรือกระด้างได้ง่าย ในปัจจุบันมักเติมผงวุ้นลงไปด้วยเพราะผงวุ้นทำให้แกงกระด้างได้ดีและเร็วขึ้น แกงกระด้างมี 2 สูตร คือ สูตรเชียงใหม่และสูตรล้านนา ในสูตรล้านนาขณะต้มขาหมูจะมีการเติมเครื่องแกงและเติมพริกแห้งลงไปด้วย เพื่อเพิ่มสีส้มในอาหารให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ในสมัยก่อนแกงกระด้างจะมีให้รับประทานในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น แต่ ณ ปัจจุบันเทคโนโลยีทางอาหารดีขึ้นมาก ผู้ที่ทำแกงกระด้างจะใช้ผงวุ้นเย็นเป็นตัวเร่งประสิทธิภาพในการจับตัว และเกาะตัวของแกงให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ณ ปัจจุบันแกงกระด้างสามารถหารับประทานได้ทุกฤดูกาล</p>
<h3><span style="color: #3366ff;">วิธีทำแกงกระด้าง</span></h3>
<h4><span style="color: #3366ff;">ส่วนผสมสำหรับทำ แกงกระด้าง</span></h4>
<p>เนื้อหมู (ขาหมูหรือหัวหมู)หั่นเป้นชิ้นพอคำ 1 ถ้วย<br />หอมแดง 4 หัว<br />กระเทียม 3 หัว<br />พริกไทยป่น 1 ช้อนชา<br />รากผักชี 2 ต้น<br />เกลือ 1 ช้อนชา<br />น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ<br />ผักชีหั่นเป็นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ</p>
<h4><span style="color: #3366ff;">ขั้นตอนการทำ แกงกระด้าง</span></h4>
<p>1. เตรียมครก โขลกกระเทียม หอมแดง รากผักชี เกลือ พริกไทย ให้ละเอียดเข้ากัน<br />2. ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นใส่เครื่องที่โขลกลงไปต้ม พร้อมกับเนื้อหมู เติมน้ำปลาลงไป เคี่ยวให้เนื้อหมูเปื่อย<br />3. เสริฟใส่ชามทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำไปแช่เย็นในตู้เย็น ให้น้ำซุปจับตัวเป็นวุ้น<br />4. โรยหน้าด้วยผักชี พร้อมรับประทาน</p>
<p>เรียงเรียงโดย : at-chiangmai.com</p>
<p> </p>


<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/">แกงกระด้าง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลาบ อาหารมงคล</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2020 16:34:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ภูมิปัญญา ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิปัญญาล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบดิบ ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารมงคล]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e2%80%93-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลาบ – อาหารมงคล อาหารยอดฮิตทางภาคเหนือและอีสาน ที่ทุกบ้านต้องทำเป็น ไม่ได้อร่อยแค่ชื่อ แต่หมายแปลว่า โชคลาภ เงินทอง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5/">ลาบ อาหารมงคล</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #800000;">ลาบ – อาหารมงคล อาหารยอดฮิตทางภาคเหนือและอีสาน ที่ทุกบ้านต้องทำเป็น ไม่ได้อร่อยแค่ชื่อ แต่หมายแปลว่า โชคลาภ เงินทอง</span></h2>
<p>คำว่า ‘<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/"><span style="color: #800000;"><strong>ลาบ</strong></span></a>’ ในภาษาคำเมือง แปลว่า การสับเนื้อให้ละเอียด และคำนี้ยังพ้องเสียงกับคำว่า ‘ลาภ’ ซึ่งหมายถึง ของที่ได้ กำไร และความโชคดี ตามความเชื่อของคนภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง จึงนิยมนำลาบเป็นหนึ่งในเมนูอาหารสำคัญ ในงานมงคลแทบจะทุกงานมงคลเลยก็ว่าได้</p>
<p>นอกจากนี้ สัตว์ใหญ่ อาทิ วัวและควายมักจะถูกเลี้ยงไว้เพื่อใช้งานและไม่นิยมนำเนื้อมารับประทานนอกจากเป็นโอกาสพิเศษ อีกทั้งยังมีราคาที่แพงและหายาก  โดยอาหารที่ผู้คนนิยมรับประทานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ประกอบด้วย ผลไม้และผัก ปลา หมู ไก่ หรือสัตว์เล็กที่หาได้จากป่า</p>
<p>ลาบเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการเตรียมและปรุงหลายขั้นตอนและใช้ส่วนผสมหลากหลายชนิด ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงานจากทั้งญาติและเพื่อนฝูงมาร่วมด้วยช่วยกันทำ ดังนั้น การทำลาบจึงกลายเป็นสายใยที่สำคัญของโครงสร้างทางสังคมและเป็นส่วนหนึ่งของงานสำคัญประจำหมู่บ้าน ด้วยขั้นตอนในการทำลาบที่ยาวนาน การใช้ความร่วมมือจากคนในชุมชนและราคาส่วนผสมที่สูงได้เพิ่มคุณค่าของอาหารจานนี้ และนิยมรับประทานกันในพิธีสำคัญและงานเฉลิมฉลองหรือเสิร์ฟให้แก่แขกคนสำคัญ</p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #800000;"><a style="color: #800000;" href="http://วิธีทำลาบหมูดิบ">วิธีทำลาบหมูดิบ</a></span></h3>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%9a/"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-7503 size-full" src="https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna.jpg" alt="ลาบหมูดิบ วิธีการทำลาบหมูดิบ ลาบจิ้น ลาบหมู อาหารเหนือ ล้านนา รวมทั้งสูตรวิธีการปรุงหรือยำลาบให้อร่อย" width="1200" height="727" srcset="https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna.jpg 1200w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-150x91.jpg 150w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-300x182.jpg 300w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-696x422.jpg 696w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-1068x647.jpg 1068w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-100x62.jpg 100w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-768x465.jpg 768w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-1024x620.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></a></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5/">ลาบ อาหารมงคล</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีทำลาบหมูดิบ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%9a/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2020 15:08:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[จิ้นลาบแกงอ่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบดิบ ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบหมู เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบหมูดิบ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%9a</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิธีการทำลาบหมูดิบ ลาบจิ้น ลาบหมู อาหารเหนือ ล้านนา รวมทั้งสูตรวิธีการปรุงหรือยำลาบให้อร่อย</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%9a/">วิธีทำลาบหมูดิบ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #800000;">วิธีการทำลาบหมูดิบ ลาบจิ้น ลาบหมู อาหารเหนือ อาหารล้านนา รวมทั้งสูตรวิธีการปรุงหรือยำลาบให้อร่อย</span></h2>
<p>ลาบหมูดิบ สำหรับลาบนั้นถือว่าเป็นอาหารมงคลสำหรับคนหลายๆ ภาค เพราะชื่อว่าลาบ เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า ลาภ จึงทำให้ลาบนั้นนิยมนำไปเป็นอาหารที่ใช้ในการจัดเลี้ยงในงานมงคลต่าง ๆ ตามความเชื่อของแต่ละภาค สำหรับภาคเหนือนั้น ลาบ สามารถทำได้จากเนื้อสัตว์หลาย ๆ ชนิดด้วยกัน เช่น ลาบเนื้อ ลาบหมู ลาบไก่ ลาบปลา วันนีเราจะพูดถึงลาบหมูกัน เพราะจะมาทำลาบหมูดิบ ความเชื่อของลาบหมูดิบ ในภาคเหนือ ด้วยเชื่อว่าทำให้ได้ ลาภ ต่าง ๆ นา ๆ แล้ว ถ้าเป็นหมุด้วยก็คือ ว่าจะได้ ลาภรับโชคกันอย่างง่าบ ๆ ทำให้ภาคเหนือก็นิยมการทำลาบหมู เลี้ยงอาหารในงานมงคลต่าง ๆ เช่นกัน ซึ่งจะเป็นทั้ง าบหมูดิบ หรือลาบหมู่สุกก็แล้วแต่ว่าจะจัดสรรเมนูชนิดนี้กันยังไง แต่โดยมากมักจะทำทั้งสองแบบเลย สำหรับคนไม่กินลาบดิบ ก็ไปกินลาบสุกแทน แต่วันนี้เราจะมีดูวิธีการทำลาบหมูดิบกัน</p>
<p>การทำ<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/">ลาบ</a> ประกอบด้วยการสับเนื้อหมูจนได้ความเหนียวที่ ค่อย ๆ เติมเลือดสดเพื่อปรับความเหนียวของเนื้อสับ อีกทั้งเลือดยังช่วยให้เนื้อนุ่ม หนึบหนับและผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เนื้อส่วนที่นิยมใช้มาทำลาบ คือ เนื้อสันและเนื้อสะโพก หนังและเครื่องในสัตว์ยกเว้นปอดถูกล้างจนสะอาดและนำไปต้มพร้อมตะไคร้สองสามก้านจนอ่อนนุ่ม จากนั้นจึงหั่นเป็นชิ้นพอคำ นอกจากนี้ ยังใส่กระเทียม หอมแดง ไขมัน หนังสัตว์และเครื่องในสัตว์ทอดเหลืองกรอบลงไปในลาบเพื่อเพิ่มความกรุบกรอบในการรับประทาน“ยำลาบ” (ยำลาบ) หรือ “โสะลาบ” คือ วิธีการผสมส่วนผสมและเครื่องปรุงต่าง ๆ เข้าด้วยกันแบบการทำยำ เริ่มโดยการผสมเนื้อสับเข้ากับน้ำพริกลาบ เติมน้ำต้มเครื่องในที่มีความเข้มข้นลงไปเล็กน้อย เพื่อให้ได้ความขลุกขลิกที่พอดีแต่ไม่แฉะหรือแห้งจนเกินไป จากนั้นเติมเครื่องในและสมุนไพร ตกแต่งลาบด้วยเครื่องปรุงกรุบกรอบ ในบางครั้ง อาจเติมน้ำดีหรือน้ำเพี้ยลงไปเพื่อเพิ่มรสขมให้แก่ลาบวัวหรือลาบควาย</p>
<p><div id="atcnx-list-lanna"><div class="atcnx-listname">สารบัญ [ <a id="atcnx-toggle" class="atcnx-button" type="submit"><span>ซ่อน</span></a> ]</div></p>
<ul id="atcnx-list-atchiangmai">
<li><a id="ddm1" href="#">ส่วนผสมและเครื่องปรุงลาบหมูดิบ</a></li>
<li><a id="ddm2" href="#">วิธีทำลาบหมูดิบ</a></li>
</ul>
<p></div></p>
<p>สำหรับลาบสุกที่พร้อมรับประทานและปรุงรสเรียบร้อยแล้วนั้น ก่อนเสิร์ฟลาบจะนำไปคั่วในกระทะโดยไม่มีการเติมน้ำมันหรือของเหลวลงไปเพิ่ม ซึ่งทางภาคเหนือเรียกว่า ลาบคั่ว และทางภาคอีสานเรียกว่า ลาบสุก เมื่อลาบปรุงเสร็จแล้ว ผักกับลาบที่ประกอบด้วยสมุนไพรและผักนานาชนิดจะถูกนำมาเสิร์ฟพร้อมกับลาบ</p>
<h3><span style="color: #ff0000;"><strong>วิธีทำลาบหมูดิบ</strong></span></h3>
<h4><span style="color: #993300;"><a name="ddm1"></a>ส่วนผสมและเครื่องปรุงลาบหมูดิบ</span></h4>
<p>1. เนื้อหมูสันใน 1/2 กิโลกรัม</p>
<p>2. เครื่องในหมู 300 กรัม</p>
<p>3. เลือดหมู 1/2 ถ้วยตวง</p>
<p>4. พริกลาบ 3 ช้อนโต๊ะ (อยากได้รสจัดก็ใส่เพิ่มได้ตามต้องการ)</p>
<p>5. กระเทียมเจียว 2 ช้อนโต๊ะ</p>
<p>6. พริกขี้หนูแห้ง (ทอดมาก่อน) 5-7 เม็ด (ตามชอบ)</p>
<p>7. ผักไผ่ 2 ช้อนโต๊ะ</p>
<h4><span style="color: #993300;"><a name="ddm2"></a>วิธีทำลาบหมูดิบ</span></h4>
<p>1. นำหมูมา สับ บนเขียง ให้ละเอียด เหมือน หมูบด โดยทยอยสับหมู เป็นช่วง ๆ การทำลาบนั้น จะไม่ นิยม ใช้หมูบดที่ซื้อมาจาก ตลาด เพราะอาจมี มันหมูปนมามากเกินไปทำให้เสีย รสชาติ ได้ คนเหนือ จึงนิยม สับจนละเอียด</p>
<p>2. ระหว่างสับเนื้อหมู ให้ ตักหรือ เลือดหมูสดลงไป แล้ว ใช้สันมีด ด้านมีด สลับหมู พลิก ไปมา ให้ เลือดหมูและหมูที่สับ ผสมกันได้อย่างพอดี</p>
<p>3. เมื่อหมูสับได้ที่และคลุกเลือด พอประมาณแล้ว ให้ย้ายลงมาใส่ ภาชนะ เช่น ชาม หรือ ภาชนะขนาดที่ใหญ่กว่าถ้วย เพื่อเตรียมคลุกเครื่องใน</p>
<p>4. นำเครื่องในไป ต้ม พอสุก กำลังดี ซอยเป็นชิ้น พอคำ นำมาผสมกับ หมูดิบ และคนให้เข้ากัน ทยอยเติมเลือด เข้าไป ให้คลุกเคล้า เป็นสีเดียวกัน</p>
<p>5. ใส่ พริกลาบ เข้าไป คนให้ทั่ว ถ้าคนชอบรับประทานลาบดิบ ก็จะตักใส่จาน เติม ผักชี ต้นหอม ที่ซอยไว้ แล้วรับประทาน กับข้าวเหนียว ร้อน ๆ (ลาบดิบ)</p>
<h3><span style="color: #ff0000;">ปัจจุบันการกินลาบ-หลู้ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารดิบที่ทำมาจากเนื้อหมูดิบนั้น ถ้าหากหมูที่นำมาประกอบอาหารเป็นหมูที่ติดโรคแล้ว เมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้เป็นไข้หูดับได้ และเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ &gt;&gt;&gt;</span><span style="color: #ff0000;">จึงต้องนำลาบมาปรุงให้สุกก่อนถึงจะปลอดภัย&lt;&lt;&lt;</span></h3>
<p>สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้หูดับ ได้แก่ ผู้ที่สัมผัสกับหมูที่ติดโรคโดยตรง เช่นคนเลี้ยงหมู คนทำงานในโรงฆ่าสัตว์ คนชำแหละหมู และคนที่รับประทานเนื้อหมูดิบ เป็นต้น ส่วนกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไต มะเร็ง หัวใจ ผู้ที่เคยตัดม้ามออก เป็นต้น</p>
<p>เรียบเรียงโดย : <a href="https://www.at-chiangmai.com">at-chiangmai.com</a></p>
<p>ที่มา : http://www.agro.cmu.ac.th/lanna/lab.htm</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%9a/">วิธีทำลาบหมูดิบ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลาบเมือง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2020 11:38:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบดิบ ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบเมือง เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ลาบเมืองล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลาบเมือง อาหารเหนือที่ลูกป้อจายข้าวนึ่ง ได้ยินชื่อแล้วต้องหิวขึ้นมาทันทีความเป็นมาของ ลาบเมือง ลาบดิบ เมนูอร่อยยอดฮิต ที่ต้องนำขึ้นโตกกินกับข้างนึ่งอุ่นๆ นี้จะอร่อยขนาดไหน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/">ลาบเมือง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #800000;">ลาบเมือง อาหารเหนือที่ลูกป้อจายข้าวนึ่ง ได้ยินชื่อแล้วต้องหิวขึ้นมาทันทีความเป็นมาของ ลาบเมือง ลาบดิบ เมนูอร่อยยอดฮิต ที่ต้องนำขึ้นโตกกินกับข้างนึ่งอุ่นๆ นี้จะอร่อยขนาดไหน</span></h2>
<p><span style="color: #800000;"><strong>ลาบ</strong></span> เป็นวิธีการปรุงอาหารโดยการสับให้ละเอียด เช่น เนื้อสัตว์ ทั้งนี้เพื่อนำไปปรุงกับเครื่องปรุงน้ำพริก ที่เรียกว่า <span style="color: #800000;"><strong>พริกลาบ</strong></span> หรือเครื่องปรุงอื่นๆ เรียกชื่อลาบตามชนิดของเนื้อสัตว์ เช่น ลาบไก่ ลาบหมู ลาบงัว ลาบควาย ลาบฟาน (เก้ง) ลาบปลา นอกจากนี้ ยังเรียกตามการปรุงอีกด้วย ได้แก่ ลาบดิบ ซึ่งเป็นการปรุงลาบเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ทำให้สุก โดยการคั่ว คำว่าลาบ โดยทั่วไป หมายถึง ลาบดิบ อีกประเภทหนึ่งคือ ลาบคั่ว เป็นลาบดิบที่ปรุงเสร็จแล้ว และนำไปคั่วให้สุก และมีลาบอีกหลายประเภท ได้แก่ ลาบเหนียว ลาบน้ำโทม ลาบลอ ลาบขโมย ลาบเก๊า ลาบแม่ ชาวล้านนามีการทำลาบมานานแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อใด เป็นอาหารยอดนิยมและถือเป็นอาหารชั้นสูง (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5937-5944)</p>
<p>เสาวภา (2548)ลาบเป็นอาหารที่คนยวนและไทลื้อนิยมรับประทาน โดยสองชนชาตินี้เป็นกลุ่มชนชาติไทที่มีความใกล้ชิดกันทั้งภาษา ประวัติศาสตร์และประเพณี <strong>ชาวไทยวน (คนเมือง)</strong> เป็นชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่บนที่ราบสูงของภาคเหนือของประเทศไทย ประเพณีของคนยวนเป็นการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและความเชื่อทางศาสนาพุทธ การใช้ชีวิตประจำวันของคนยวนให้ความสำคัญกับชุมชน พิธีการและพิธีกรรม</p>
<p>โดยทั่วไปแล้ว ลาบทำจากเนื้อสับละเอียดแบบดิบหรือที่ผ่านการปรุงแล้วนำมาผสมเข้ากับส่วนผสมและเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันตามภูมิภาค รวมทั้งมีการใช้ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เครื่องใน เลือด น้ำดีและน้ำเพี้ย ตามด้วยเครื่องปรุงรสแบบง่ายหรือที่มีความซับซ้อน รวมถึงเครื่องเทศกว่ายี่สิบชนิดและสมุนไพรกว่าสามสิบชนิดมาผสมเข้าด้วยกัน ทำให้ได้อาหารจานหลักที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ลาบ ส้า หลู้ ก้อย ซกเล็ก เลือดแปลง ตับหวานและน้ำตก วิธีการปรุงลาบใช้หลักการเดียวกันกับยำโดยการผสมส่วนผสมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน อันประกอบด้วย เนื้อสับหรือบดละเอียด เครื่องในสัตว์ เนื้อประเภทอื่น ๆ หั่นเป็นชิ้น เครื่องเทศต่าง ๆ เครื่องปรุงรสและสมุนไพร เมื่อเข้ากันดีแล้ว ลาบจะถูกนำออกเสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงนานาชนิด อาทิ ผักสด ผักยอดอ่อนและสมุนไพร</p>
<p>โดยลาบล้านนารู้จักกันในชื่อ ลาบเมือง ผ่านการปรุงโดยใช้สมุนไพรแห้งนานาประเภททำให้ได้รสชาติที่เผ็ดร้อนปานกลางจนถึงรสจัด ออกเค็มและมีกลิ่นหอม โดยสูตรการทำลาบเมืองจะไม่มีการใช้น้ำมะนาวหรือข้าวคั่ว แต่ใช้ส่วนผสมที่เรียกว่า “น้ำพริกลาบ” แทน รวมถึงการใช้เครื่องเทศที่เป็นที่หาของตลาดซึ่งได้นำเข้ามาโดยคาราวานเรือสินค้าจากประเทศอินเดียและจีน</p>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%9a/"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-7503 size-full" title="วิธีทำลาบหมูดิบ" src="https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna.jpg" alt="วิธีการทำลาบหมูดิบ ลาบจิ้น ลาบหมู อาหารเหนือ ล้านนา รวมทั้งสูตรวิธีการปรุงหรือยำลาบให้อร่อย" width="1200" height="727" srcset="https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna.jpg 1200w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-150x91.jpg 150w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-300x182.jpg 300w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-696x422.jpg 696w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-1068x647.jpg 1068w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-100x62.jpg 100w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-768x465.jpg 768w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2020/12/Pork-Lab-Lanna-1024x620.jpg 1024w" sizes="auto, (max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></a></p>
<h4>ลาบประเภทต่างๆ เสาวภา (2548)</h4>
<p>ภาคเหนือของไทย – ลาบเมือง</p>
<p>ลาบเมือง เป็นชื่อทั่วไปที่เรียกลาบในภาคเหนือของไทยซึ่งใช้เครื่องเทศตากแห้ง อีกทั้งยังเป็นชื่อเรียกให้แตกต่างจากลาบจากภาคอีสาน</p>
<p>ลาบดิบ– เป็นชื่อเรียกลาบที่ทำจากเนื้อดิบ</p>
<p>ลาบดีขม – ลาบที่มีรสชาติขมที่ได้จากน้ำดีหรือน้ำเพี้ยของสัตว์</p>
<p>ลาบคั่ว – ลาบประเภทนี้จะปรุงรสชาติก่อนจากนั้นนำไปคั่วในกระทะจนสุก ลาบคั่วมีสองแบบ คือ แบบแห้งและแบบขลุกขลิก ลาบคั่วแห้ง – ลาบคั่วแบบแห้งจะปรุงรสชาติก่อนนำไปคั่วในกระทะโดยไม่มีการเติมน้ำ ดังนั้น สูตรลาบคั่วแทบจะไม่ใช้เลือดเป็นส่วนผสมเพราะจะทำให้ลาบมีสีเข้มถึงดำและดูไม่น่ารับประทาน</p>
<p>ลาบคั่วน้ำ– ลาบคั่วน้ำ หรือ ลาบแบบขลุกขลิก ผ่านการปรุงแต่งรสชาติก่อนการปรุงและเติมน้ำลวกเครื่องในและเลือดเล็กน้อย</p>
<p>ลาบเหนียว เป็นลาบที่มีความข้นและเหนียว บางภูมิภาคเรียกลาบประเภทนี้ว่า ลาบเนียน หรือ ลาบน้ำโตน ซึ่งลาบเหนียวคือลาบดิบประเภทหนึ่งและมีการเติมน้ำต้มเครื่องในและเลือดที่มีความเข้มข้น</p>
<p>ลาบหมี่ ใช้เฉพาะเครื่องในผสมเข้ากับกระเทียมเจียวในปริมาณที่มาก</p>
<p>ลาบลอ – เป็นลาบที่ใช้เนื้อวัวและเนื้อควายในสัดส่วนที่เท่ากัน</p>
<p>ลาบขโมย – เนื้อที่ใช้ทำลาบขโมยจะสับหยาบ ๆ จนดูเหมือนว่าพ่อครัวตกใจจนต้องรีบทำอาหารให้เสร็จและไม่มีเวลาสับเนื้อให้ละเอียด ชื่อของลาบประเภทนี้อาจมาจากการใช้เนื้อวัวที่ขโมยของคนอื่น ๆ มา และหัวขโมยรีบนำมาทำอาหารให้เสร็จก่อนจะถูกจับได้</p>
<p>ลาบเก๊า และ ลาบใกล้แจ้ง และ ส้าดึก – เป็นชื่อที่ใช้เรียกลาบหรือส้าที่เสิร์ฟเป็นอาหารเช้าของพิธีสำคัญ โดยการเตรียมลาบประเภทนี้จะใช้เนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าในตอนดึกของคืนก่อนหน้า และเมื่อแขกเดินทางมาถึงงานด้วยความรู้สึกที่หิวและเหน็ดเหนื่อย ลาบประเภทนี้จะพร้อมเสิร์ฟโดยใช้วัตถุดิบเท่าที่พร้อมแล้วโดยไม่จำเป็นต้องครบเครื่อง ลาบประเภทนี้สามารถใช้เรียกลาบที่ปรุงทันทีหลังจากที่สัตว์ถูกฆ่า โดยใช้เนื้อในปริมาณไม่มากในขณะที่ยังอุ่นและสดอยู่</p>
<p>หลู้ หรือ ลู่– เป็นอาหารที่ทำจากเนื้อวัวหรือเนื้อควายบดละเอียดและเติมเลือดลงไปด้วย โดยเลือดที่ใช้จะถูกเตรียมโดยใส่ตะไคร้และใบมะกรูดทุบเพื่อขจัดกลิ่นสาบ หลู้ใช้น้ำพริกลาบและกระเทียมดองในการปรุงรสชาติ จากนั้นโรยหน้าด้วยใบมะกรูดทอดกรอบ กระเทียมทอดและเครื่องในทอด</p>
<p>หลู้เพี้ย– เหมือนกับหลู้แต่ใช้น้ำเพี้ย (น้ำดีของวัว) แทนเลือด</p>
<p>โอกาสที่รับประทานลาบ เสาวภา (2548)</p>
<p>1. เทศกาล ได้แก่ สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา</p>
<p>2. <a href="https://www.at-chiangmai.com/category/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">งานประเพณี</a> ได้แก่ ปอยหลวง บวชลูกแก้ว ตานก๋วยสลาก งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่</p>
<p>3. โอกาสพิเศษ เช่น ถูกหวย วันเกิด เลี้ยงส่ง</p>
<p>ที่มา : http://www.agro.cmu.ac.th/lanna/lab.htm</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/">ลาบเมือง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกงผักเสี้ยว</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Feb 2019 18:20:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกิ๋นบ้านเฮา]]></category>
		<category><![CDATA[ชงโค]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเสี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[เสี้ยวดอกแดง]]></category>
		<category><![CDATA[เสี้ยวหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[เสี้ยวเลื่อย]]></category>
		<category><![CDATA[แกงผักเสี้ยว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผักเสี้ยว หรือเสี้ยวดอกแดง หรือชงโค นิยมนำยอดอ่อนมาแกงกับปลาแห้ง มะเขือเทศลูกเล็ก และมีวิธีการแกงเช่นเดียวกับแกงผักขี้ขวง ผักขี้เสียด แกงผักหวาน แกงผักเซียงดา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/">แกงผักเสี้ยว</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #339966;">ผักเสี้ยว หรือเสี้ยวดอกแดง หรือชงโค นิยมนำยอดอ่อนมาแกงกับปลาแห้ง มะเขือเทศลูกเล็ก และมีวิธีการแกงเช่นเดียวกับแกงผักขี้ขวง ผักขี้เสียด แกงผักหวาน แกงผักเซียงดา (ประทุม อุ่นศรี, สัมภาษณ์, 25 มิถุนายน 2550) </span></h2>
<p>ผักเสี้ยวเป็นผักที่ชาวเหนือนิยมกินมาก จะนำยอดใบอ่อนมาทำกับข้าว เช่น แกงผักเสี้ยวใส่ปลาย่าง แกงกับเนื้อ และนิยมแกงรวมกับผักชะอม ผักเชียงดา รสชาติอร่อยมาก นำมาเป็นผักลวกจิ้มน้ำพริก จะสัมผัสกับรสชาติ รู้สึกได้ถึงความหวาน และเชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงร่างกายได้ดี เจริญอาหารฝีมือแกงผักเสี้ยวของชาวเหนือสุดยอดที่สุดเลย<span style="color: #339966;"><br />
</span></p>
<div id="component-list">
<div id="ingredient-list">
<table border="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td colspan="4" align="left">
<h2>ส่วนผสม</h2>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">1.</td>
<td align="left" width="50%"><a href="https://www.at-chiangmai.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%A7/">ผักเสี้ยว</a></td>
<td align="left" width="15%">100</td>
<td align="left" width="25%">กรัม</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">2.</td>
<td align="left" width="50%">ปลาแห้ง</td>
<td align="left" width="15%">50</td>
<td align="left" width="25%">กรัม</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">3.</td>
<td align="left" width="50%">มะเขือเทศลูกเล็ก</td>
<td align="left" width="15%">5</td>
<td align="left" width="25%">ลูก</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div id="spice-list">
<table border="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td colspan="4" align="left">
<h2>เครื่องแกง</h2>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">1.</td>
<td align="left" width="50%">พริกแห้ง</td>
<td align="left" width="15%">5</td>
<td align="left" width="25%">เม็ด</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">2.</td>
<td align="left" width="50%">กระเทียม</td>
<td align="left" width="15%">5</td>
<td align="left" width="25%">กลีบ</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">3.</td>
<td align="left" width="50%">หอมแดง</td>
<td align="left" width="15%">5</td>
<td align="left" width="25%">หัว</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">4.</td>
<td align="left" width="50%">กะปิ</td>
<td align="left" width="15%">1</td>
<td align="left" width="25%">ช้อนชา</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">5.</td>
<td align="left" width="50%">เกลือป่น</td>
<td align="left" width="15%">1</td>
<td align="left" width="25%">ช้อนชา</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div id="sidedish-list"></div>
</div>
<div id="food-prep">
<h2>วิธีการทำ</h2>
<div id="food-prep">
<div id="food-prep-method">1. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด<br />
2. ต้มน้ำ พอเดือด ละลายเครื่องแกงลงในน้ำเดือด<br />
3. ใส่ปลาแห้ง ต้มจนปลานุ่ม<br />
4. ใส่มะเขือเทศ ตามด้วยผักเสี้ยว พอผักสุก ปิดไฟ</div>
</div>
<table border="0" width="100%" cellspacing="3" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left">
<h2>เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม</h2>
</td>
</tr>
<tr>
<td>
<div align="justify"><b>เคล็ดลับในการปรุง</b><br />
การแกงผักเสี้ยว ไม่ควรแกงนาน เพราะเป็นผักใบอ่อน ควรรับประทานตอนร้อนๆ</div>
<div align="justify"></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>ที่มา http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_lannafood.php?id_food=124</p>
<p>[iggetimage type=&#8221;tags&#8221; tag=&#8221;%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%A7&#8243; limit=&#8221;6&#8243;]</p>
<p>[iggetimage type=&#8221;tags&#8221; tag=&#8221;%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&#8243; limit=&#8221;2&#8243;]</p>
<p>[iggetimage type=&#8221;tags&#8221; tag=&#8221;%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94&#8243; limit=&#8221;1&#8243;]</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a7/">แกงผักเสี้ยว</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกงผักเฮือด</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Feb 2019 16:50:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกิ๋นบ้านเฮา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักฮี้]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเลียบ]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเฮือด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[แกงผักฮี้]]></category>
		<category><![CDATA[แก๋งผักเฮือด]]></category>
		<category><![CDATA[ไกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกงผักเฮือด เป็นแกงผักพื้นบ้าน ที่นิยมแกงใส่หมู จะเป็นซี่โครงหมู หรือกระดูกหมู หมูสับ หมูสันใน หรือสันคอหมู แล้วแต่ชอบ บางสูตรนิยมใส่มะขามเปียกเป็นเครื่องปรุงด้วย </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/">แกงผักเฮือด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 id="food-detail"><span style="color: #339966;">แกงผักเฮือด เป็นแกงผักพื้นบ้าน ที่นิยมแกงใส่หมู จะเป็นซี่โครงหมู หรือกระดูกหมู หมูสับ หมูสันใน หรือสันคอหมู แล้วแต่ชอบ บางสูตรนิยมใส่มะขามเปียกเป็นเครื่องปรุงด้วย (ประทุม อุ่นศรี, สัมภาษณ์, 25 มิถุนายน 2550)</span></h2>
<p>&#8220;ผักเฮือด&#8221; แก๋งใส่กระดูกหมู ปลาแห้ง ลำขนาด ของกิ๋นปื้นเมือง หายากในเมืองส่วนใหญ่ไม่มีขาย<br />
และเราจะมีโอกาสได้กินแค่ปีละครั้ง คือช่วงต้นฤดูหนาว ที่ต้นมีการผลัดใบแล้วแตกยอดอ่อนๆออกมาให้เก็บกิน ถ้าออกมาเยอะๆแล้วไม่รีบเก็บไม่กี่วันใบก็แก่เกิน ต้องรอกินอีกทีปีหน้า</p>
<p>ที่สำคัญปลูกยากคร้า ดิน น้ำ อากาศ ไม่ดี อดกิน เพราะต้นจะตายหมด บางทีต้นไม่ตายแต่ไม่ยอมแตกยอดอ่อนให้เก็บกิน หมดฤดูก็รอลุ้นเอาอีก 1 ปี</p>
<div id="component-list">
<div id="ingredient-list">
<table border="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td colspan="4" align="left">
<h2>ส่วนผสม</h2>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">1.</td>
<td align="left" width="50%"><a href="https://www.at-chiangmai.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94/">ผักเฮือด</a></td>
<td align="left" width="15%">100</td>
<td align="left" width="25%">กรัม</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">2.</td>
<td align="left" width="50%">ซี่โครงหมูสับ</td>
<td align="left" width="15%">200</td>
<td align="left" width="25%">กรัม</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">3.</td>
<td align="left" width="50%">มะเขือเทศลูกเล็ก</td>
<td align="left" width="15%">5</td>
<td align="left" width="25%">ลูก</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div id="spice-list">
<table border="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td colspan="4" align="left">
<h2>เครื่องแกง</h2>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">1.</td>
<td align="left" width="50%">พริกแห้ง</td>
<td align="left" width="15%">5</td>
<td align="left" width="25%">เม็ด</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">2.</td>
<td align="left" width="50%">กระเทียม</td>
<td align="left" width="15%">5</td>
<td align="left" width="25%">กลีบ</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">3.</td>
<td align="left" width="50%">หอมแดง</td>
<td align="left" width="15%">5</td>
<td align="left" width="25%">หัว</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">4.</td>
<td align="left" width="50%">กะปิ</td>
<td align="left" width="15%">1</td>
<td align="left" width="25%">ช้อนชา</td>
</tr>
<tr>
<td align="center">5.</td>
<td align="left" width="50%">เกลือ</td>
<td align="left" width="15%">1</td>
<td align="left" width="25%">ช้อนชา</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<div id="sidedish-list"></div>
</div>
<div id="food-prep">
<h2>วิธีการทำ</h2>
<div id="food-prep">
<div id="food-prep-method">1. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด<br />
2. ต้มน้ำ พอเดือด ละลายเครื่องแกงในน้ำเดือด<br />
3. ใส่ซี่โครงหมู ต้มจนหมูนุ่ม<br />
4. ใส่ผักเฮือด ต้มให้ผักเฮือดสุกจนนิ่ม<br />
5. ใส่มะเขือเทศ คนให้เข้ากัน พอมะเขือเทศสุก ปิดไฟ</div>
</div>
<table border="0" width="100%" cellspacing="3" cellpadding="3" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left">
<h2>เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม</h2>
</td>
</tr>
<tr>
<td>
<div align="justify"><b>เคล็ดลับในการปรุง</b><br />
การเตรียมยอดผักเฮือดสำหรับแกง ให้เด็ดกลีบออก เหลือแต่กลีบสุดท้าย เนื่องจากกลีบของใบอ่อนมีรสเปรี้ยว</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p>Credit : http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_lannafood.php?id_food=48</p>
<p>[iggetimage type=&#8221;tags&#8221; tag=&#8221;%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94&#8243; limit=&#8221;15&#8243;]</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/">แกงผักเฮือด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แกงผักขี้หูด</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Aug 2017 18:00:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ของลำคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของลำล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ของลำเมืองเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ผักขี้หูด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเมือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94</guid>

					<description><![CDATA[<p>แกงผักขี้หูด ผักขี้หูด ชื่อไม่น่ากินแต่ประโยชน์ล้ำ  ฝักและใบช่วยเจริญอาหาร ช่วยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ช่วยละลายนิ่ว  มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและ วิตามินซี</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94/">แกงผักขี้หูด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #f25076;">แกงผักขี้หูด <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94/">ผักขี้หูด</a> ชื่อไม่น่ากินแต่ประโยชน์ล้ำ  ฝักและใบช่วยเจริญอาหาร ช่วยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ช่วยละลายนิ่ว  มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและ วิตามินซี </span></h2>
<p>ผักขี้หูด เป็นผักพื้นบ้านพบมากทางภาคเหนือ ชอบอากาศเย็น มีฝักสีเขียวอ่อน เนื้อนุ่มคล้ายฟองน้ำ ฝักคอดเว้าเป็นข้อ ๆ ยาวตลอดทั้งฝัก ปลายแหลม จะกินแบบสดๆ หรือนำมาลวกจิ้มกินกับน้ำพริกก็ได้ บ้างนำมาแกงใส่ปลา กบ หรือใส่ไข่แมงมัน ก็อร่อยดี มีประโยชน์</p>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94/"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-4573 aligncenter" src="https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/03/Raphanus-sativus-Linn.jpg" alt="" width="660" height="400" srcset="https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/03/Raphanus-sativus-Linn.jpg 660w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/03/Raphanus-sativus-Linn-150x91.jpg 150w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/03/Raphanus-sativus-Linn-300x182.jpg 300w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/03/Raphanus-sativus-Linn-100x62.jpg 100w" sizes="auto, (max-width: 660px) 100vw, 660px" /></a></p>
<p><strong>ส่วนผสมและเครื่องปรุง</strong></p>
<p>ผักขี้หูด</p>
<p>น้ำ 2 ½ ถ้วย</p>
<p>เนื้อ / เนื้อหมู กระดูกหมู / ปลาแห้ง</p>
<p>ส่วนผสมพริกแกง</p>
<p>พริกชี้ฟ้าแห้ง 5 &#8211; 6 เม็ด / หอมแดง 5 หัว / กระเทียมไทย 6 กลีบ / ข่า 3 แว่น / ตะไคร้ซอย 1 ต้น / เกลือป่น ½ ช้อนชา / กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ขั้นตอนการทำ</strong></p>
<p>1. ตั้งหม้อใส่น้ำประมาณ 2 ถ้วยแกง</p>
<p>2. ตำพริกแกง 6-7 เม็ด กระเทียมไทย 3-4 กลีบ เกลือสมุทรเล็กน้อย โขลกให้พอแหลก ใส่กระปิแกง 1 ช้อนชา โขลกให้เข้ากันดี ตักใส่หม้อแกงที่เดือดแล้ว พร้อมใส่ เนื้อ / เนื้อหมู กระดูกหมู / ปลาแห้ง ตามลงไป</p>
<p>3. ใส่ผักขี้หูด ลงไป ปิดไฟ ตักใส่ชาม พร้อมซดน้ำแกงร้อนๆ กับผักขี้หูดเต็มคำ</p>
<p>พริกจะเผ็ดน้อยลงถ้าแกงกับผักขี้หูด จึงต้องใส่พริกเพิ่มจากปกติ เพราะผักขี้หูดทำให้รสเผ็ดของพริกจืดลง แต่ถ้าใครไม่ทานเผ็ดไม่ต้องใส่หลายเม็ดก็ได้จะได้ซดน้ำสบาย ๆ</p>
<p>เมื่อนำผักขี้หูดใส่ลงไปแล้ว อย่าตั้งนานเกินไป เพราะผักขี้หูดสุกง่าย ไม่งั้นผักขี้หูดจะเปื่อย ได้แกงผักขี้หูดมาลิ้มรส น้ำแกงเผ็ดแต่กลมกล่อม ผักขี้หูดรสหวานดูหน้าตาน่าทานที่สุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-4577 aligncenter" src="https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/08/kang-puk-khee-hood.jpg" alt="" width="660" height="400" srcset="https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/08/kang-puk-khee-hood.jpg 660w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/08/kang-puk-khee-hood-150x91.jpg 150w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/08/kang-puk-khee-hood-300x182.jpg 300w, https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2017/08/kang-puk-khee-hood-100x62.jpg 100w" sizes="auto, (max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p>[iggetimage type=&#8221;tags&#8221; tag=&#8221;%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%94&#8243; limit=&#8221;10&#8243;]</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">อาหารพื้นบ้านล้านนา อาหารเหนือ หรือ อาหารล้านนา มีอยู่มากมายหลายชนิด อาหารบางอย่างมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน มีพืชผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์เป็นส่วนประกอบ มีลักษณะการกินที่เป็นเอกลักษณ์</span></h3>
<p style="text-align: center;">เว็บไซต์ at-chiangmai.com รวบรวมรายการอาหารมาให้คุณได้ทดลองทำ หรือปรุงอาหารเอง หรือ อาหารที่แปลกหน้าแปลกตา ที่นับวันอาจจะมีคนรู้จักน้อยลงไปทุกที หรือหาทานยาก ให้ได้กลับเป็นอาหารที่ชื่นชอบของผู้คนทุกหมู่เหล่าที่อยากรู้จัก วัฒนธรรมการกินของคนเหนือ คนล้านนามากขึ้น</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94/">แกงผักขี้หูด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สันพร้าหอม</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Mar 2017 17:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พืชผัก สวนครัว พื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผัก]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยอดเป็นผักสดกับลาบ แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/">สันพร้าหอม</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>สันพร้าหอม</h2>
<p>ยอดเป็นผักสดกับลาบ แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง</p>
<p>สันพร้าหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Eupatorium fortunei Turcz. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Eupatorium stoechadosmum Hance) จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)[1],[2]</p>
<p>สมุนไพรสันพร้าหอม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าเสือมอบ (ราชบุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี), เกี๋ยงพาใย (ภาคเหนือ), ซะเป มอกพา หญ้าลั่งพั้ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), พอกี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หลานเฉ่า เพ่ยหลาน (จีนกลาง), ผักเพี้ยฟาน, ส่วนกรุงเทพฯ เรียก “สันพร้าหอม” เป็นต้น[1],[2],[3]</p>
<p>ลักษณะของสันพร้าหอม<br />
ต้นสันพร้าหอม จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนชนิดหนึ่ง มีอายุได้หลายปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงของต้นได้ประมาณ 70-120 เวนติเมตร โคนต้นเรียบเป็นมัน เกลี้ยง ตามลำต้นเป็นร่อง แต่จะค่อนข้างเกลี้ยงเล็กน้อย รากแก้วใต้ดินแตกแขนงมาก ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการปักชำกิ่ง จัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบดินร่วนและชุ่มชื้น ความชื้นปานกลาง มีแสงแดดส่องปานกลาง[1],[2],[5] พบขึ้นบริเวณตามหุบเขาหรือลำธาร และพบปลูกมากทางภาคเหนือและภาคอีสาน[3]</p>
<p>ใบสันพร้าหอม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปมนรีหรือรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงเป็นสีเขียว หลังใบมีขนปกคลุม เส้นใบคล้ายรูปขนนก เมื่อขยี้ดมจะมีกลิ่นหอม ใบบริเวณโคนต้นจะมีขนาดใหญ่กว่าและแห้งง่าย[1],[2]<br />
ใบสันพร้าหอม</p>
<p>ดอกสันพร้าหอม ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้น คล้ายซี่ร่ม ช่อดอกยาวได้ประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกมีขนขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น ก้านหนึ่งมีประมาณ 10 ช่อ เรียงติดกัน 2-3 แถว แถวด้านนอกมีขนาดสั้นกว่าแถวด้านใน ในช่อหนึ่ง ๆ จะมีดอกประมาณ 4-6 ดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกระบอก ดอกมีสีแดงหรือสีขาว ดอกมีขนาดเล็ก ดอกยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก มีกลีบเลี้ยงสีม่วงแดง ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน อยู่ใจกลางดอก[1],[2]<br />
ดอกสันพร้าหอม</p>
<p>รูปสันพร้าหอม</p>
<p>รูปดอกสันพร้าหอม</p>
<p>ผลสันพร้าหอม ลักษณะของผลเป็นรูปขอบขนานแคบหรือรูปทรงกระบอก ผลเป็นสีดำ มีสัน 5 สัน ผลยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร เมื่อสุกผลจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอมดำ[1],[2]<br />
สรรพคุณของสันพร้าหอม<br />
ทั้งต้นมีรสเผ็ด มีกลิ่นหอม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อม้ามและกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาขับน้ำชื้นในร่างกาย (ทั้งต้น)[2]<br />
ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุง (ทั้งต้น)[1] ทั้งต้นนำมาบดให้เป็นผง ทำเป็นชาสำหรับชงดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง ทำให้เลือดไหลเวียนดี และช่วยแก้อาการวิงเวียน (ทั้งต้น)[5]<br />
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ทั้งต้น)[2] ใช้เป็นยาแก้พิษเบื่ออาหาร (ใบ)[3]<br />
ใบมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ (ใบ)[4]<br />
ช่วยบำรุงโลหิต (ทั้งต้น)[5]<br />
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ทั้งต้น)[1],[2]<br />
ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ตัวร้อนจัด ไข้แดด (ทั้งต้น)[1],[2] ส่วนตำรับยาแก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้แดด ระบุให้ใช้ใบสันพร้าหอม 5 กรัม, ใบสะระแหน่ 5 กรัม, ใบบัวหลวง 5 กรัม, พิมเสนต้น 5 กรัม, ปี่แปะเอี๊ยะ 30 กรัม, โหล่วกิง 30 กรัม และเปลือกฟัก 60 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน (ใบ)[2]<br />
ตำรับยาแก้หวัด ระบุให้ใช้ทั้งต้นประมาณ 1 กำมือ ใส่ในน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือด พอเดือดหรี่ไฟลง ต้มต่ออีกประมาณ 15 นาที ใช้ดื่มครั้งละครึ่งแก้วประมาณ 125 มิลลิลิตร วันละ 3 เวลา หรือนำมาบดเป็นผงทำเป็นชาชงดื่ม (ทั้งต้น)[5]<br />
ใช้บดกับน้ำ เติมน้ำผึ้งเล็กน้อยเป็นยาแก้ไอ บรรเทาอาการหอบหืดในเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งต้น)[5]<br />
ช่วยขับเหงื่อ (ทั้งต้น)[1]<br />
ช่วยแก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ ปากแห้ง น้ำลายเหนียว (ทั้งต้น)[2]<br />
ช่วยแก้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น (ทั้งต้น)[1]<br />
ใช้ขยี้ดมแก้ลมชัก แก้ลมมะเฮ็ดคุด (ปวดไม่หาย) ซึ่งจะช่วยทำให้สดชื่นรู้สึกปลอดโปร่งและช่วยกระจายเลือดลมไปเลี้ยงสมองได้ดี การใช้สมุนไพรชนิดนี้จะช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้อาการวิงเวียนและอาการปวดศีรษะลดลงด้วย (ทั้งต้น)[5]<br />
ช่วยแก้ลมขึ้นจุกเสียด แก้ลมขึ้นเบื้องสูง แน่นหน้าอก (ทั้งต้น)[2],[5]<br />
ใช้เป็นยาแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ (ทั้งต้น)[1],[2]<br />
ใบใช้รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับลาบ นอกจากใบจะอุดมไปด้วยวิตามินซีแล้ว หมอเมืองยังเชื่อว่าสันพร้าหอมเป็นยาปรับธาตุ เป็นทั้งยาช่วยระบายและแก้อาการท้องร่วงในเวลาเดียวกัน โดยส่วนใหญ่จะนิยมนำมากินกับน้ำพริก ส่วนชาวเขาทางภาคเหนือจะใช้ยอดอ่อนกินเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริกเช่นกัน (ใบ)[5]<br />
ช่วยแก้อาการปวดท้อง ปวดกระเพาะ กระเพาะลำไส้อักเสบเฉียบพลัน (ทั้งต้น)[2]<br />
ใช้เป็นยาช่วยขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)[2]<br />
ใช้เป็นยาแก้สตรีประจำเดือนมาไม่ปกติ ทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ หรือใช้จับเลือดเสียหลังการคลอดบุตรของสตรี ให้ใช้ราก 1 กำมือ ใส่ในน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือด พอเดือดหรี่ไฟลงต้มต่อไปอีก 15 นาที ใช้ดื่มครั้งละครึ่งแก้วประมาณ 125 มิลลิลิตร วันละ 3 เวลา (ราก[1],[5], ทั้งต้น[2])<br />
ทั้งต้นใช้เป็นยากระตุ้นความกำหนัด (ทั้งต้น)[1]<br />
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้พิษ (ราก)[1]<br />
หมอยาอีสานจะนิยมนำมาใช้กับแม่หลังคลอดในการทำเป็นยาอบต้มกินเพื่อบำรุงเลือด บำรุงกำลัง ขับน้ำออกจากร่างกาย ลดอาการบวมน้ำ ช่วยทำให้เหงื่อออก และใช้เป็นยาขับประจำเดือนในหญิงที่ประจำเดือนผิดปกติ (ทั้งต้น)[5]<br />
ขนาดและวิธีใช้ : การใช้ตาม [2] ยาสดให้ใช้ครั้งละ 10-30 กรัม ส่วนยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 5-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยาตามต้องการ[2]</p>
<p>ข้อควรระวัง : ผู้ที่มีอาการกระเพาะหรือลำไส้หย่อนไม่มีกำลัง ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้[2]</p>
<p>ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของสันพร้าหอม<br />
ทั้งต้นพบน้ำมันระเหยประมาณ 1.5-2% ในน้ำมันพบสารหลายชนิด เช่น P-cymene, Neryl acetate, 5-Methylthymol ether, Nerylacetate และยังพบสาร Coumarin, O-Coumaric acid, Thymohydroquinone ส่วนใบพบสาร Euparin, Eupatolin gxH เป็นต้น[2]<br />
น้ำมันระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ได้ เช่น สาร Neryl acetate, 5-Methyl[2]<br />
จากการทดสอบทางพิษวิทยา เมื่อนำสันพร้าหอมทั้งต้นมาให้แพะหรือวัวกินติดต่อกันเป็นเวลานาน พบว่าจะเกิดการกระทบที่ตับและไต ทำให้แพะหรือวัวเป็นเบาหวาน หรือถ้าใช้สารที่สกัดได้จากทั้งต้นด้วยแอลกอฮอล์ มาฉีดเข้าหนูทดลอง จะทำให้หนูทดลองมีการหายใจช้าลง การเต้นของหัวใจช้าลง อุณหภูมิในร่างกายของหนูลดลง น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และมีอาการแสดงคล้ายกับเป็นโรคเบาหวาน[2]<br />
ประโยชน์ของสันพร้าหอม<br />
ใช้เป็นพืชอาหารและสมุนไพร โดยใบใช้กินกับลาบ น้ำพริก หรืออาหารอื่น ๆ[3]<br />
ใช้เป็นส่วนผสมของแป้งหอม ยาสระผมหอมบำรุงผม ธูปหรือเครื่องหอมอื่น ๆ[5]<br />
คนปกาเกอะยอรู้ดีว่าธรรมชาติของสันพร้าหอมจะยิ่งหอมมากขึ้นเมื่อแห้ง จึงนิยมนำมาห่อด้วยใบตองที่ทาด้วยน้ำมันมะพร้าวไว้แล้วนำมาย่างไฟจะทำให้กลิ่นหอมมาก ซึ่งคนปกาเกอะยอจะนิยมนำมาทัดหูหรือนำมาห้อยกับสายสร้อยคล้องคอ นอกจากนี้ยังนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้าน เพื่อดึงดูดผีบ้านผีเรือนให้คอยปกป้องรักษาบ้านที่อยู่อาศัยและผู้อาศัย หรือนำมาใช้ห้อยคอเพื่อความเป็นสิริมงคลป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ[5]<br />
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป พ่อค้านิยมนำมาปลูกไว้ในกระถางเพื่อขายเป็นการค้า[4]<br />
เอกสารอ้างอิง<br />
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “สันพร้าหอม”. หน้า 774-775.<br />
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “สันพร้าหอม”. หน้า 550.<br />
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “สันพร้าหอม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [11 ต.ค. 2014].<br />
ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืช กรมวิชาการเกษตร. (สัจจะ ประสงค์ทรัพย์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ). “สันพร้าหอม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : th.apoc12.com. [11 ต.ค. 2014].<br />
ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร. “ต้นสันพร้าหอม”.<br />
ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Polotaro, JardinsLeeds, kyoshiok), flowers.la.coocan.jp</p>
<p>เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)</p>
<p>ชื่อเครื่องยา</p>
<p>สันพร้าหอม<br />
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา</p>
<p>ได้จากใบ<br />
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา</p>
<p>สันพร้าหอม<br />
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)</p>
<p>เกี๋ยงพาใย (เหนือ), พอกี่ (กะเหรี่ยง)<br />
ชื่อวิทยาศาสตร์</p>
<p>Eupatorium fortunei Turcz.<br />
ชื่อพ้อง</p>
<p>Eupatorium caespitosum Migo, Eupatorium stoechadosmum Hance.<br />
ชื่อวงศ์</p>
<p>Asteraceae<br />
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:</p>
<p>เนื้อใบค่อนข้างหนา สีเขียวเข้ม ปนแดง ผิวมัน แผ่นใบรูปใบหอกแคบ ปลายใบแหลมหรือมนเล็กน้อย ผิวใบเรียบ ขอบใบเรียบหรืออาจมีรอยหยักคล้ายซี่ฟัน โคนใบสอบแคบ ก้านใบสีแดงเข้ม เป็นเหลี่ยมร่อง ผิวใบด้านล่างมี 3 เส้นใบชัดเจน ใบมีกลิ่นหอมฉุน กลิ่นเฉพาะตัว</p>
<p>ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:</p>
<p>ไม่มีข้อมูล</p>
<p>สรรพคุณ:</p>
<p>ตำรายาไทยใบรสสุขุม แก้ไข้พิษ แก้ไข้หวัด ถอนพิษไข้ ผสมในยาแสงหมึก บรรเทาหัด อีสุกอีใส ผสมในยาเขียว และเป็นยาหอมชูกำลัง บำรุงหัวใจ ใบสดขยี้ คั้นน้ำ หรือต้มน้ำชุบผ้าก็อซปิด สมานแผล ทำให้เลือดหยุด</p>
<p>บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ระบุการใช้ใบสันพร้าหอม ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ใน “ตำรับยาเขียวหอม” สรรพคุณ บรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส (บรรเทาอาการไข้จากหัด และอีสุกอีใส)</p>
<p>รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:</p>
<p>ไม่มีข้อมูล</p>
<p>องค์ประกอบทางเคมี:</p>
<p>ไม่มีข้อมูล</p>
<p>การศึกษาทางเภสัชวิทยา:</p>
<p>ฤทธิ์ลดการกระจายของเซลล์มะเร็ง</p>
<p>การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดน้ำของสันพร้าหอมต่อการยับยั้งการกระจายของเซลล์มะเร็ง (metastatic) และยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (angiogenic potential) ที่จะนำสารอาหารไปยังเซลล์มะเร็ง (malignant tumor cells) จากการศึกษาพบว่าสารสกัดน้ำขนาด 50 mg/kg สามารถยับยั้งการกระจายตัว (metastatic) ของเซลล์มะเร็ง เมื่อทดสอบด้วยการฉีด B16F10 cells เข้าทางหลอดเลือดดำที่ผิวปอดในหนูถีบจักร (C57BL/6J mice) สามารถลดการการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งที่อยู่บนพื้นผิวปอดในหนูทดลอง รวมทั้งสามารถยับยั้งการย้ายที่ (migration) และการแทรกซึม (invasion) เข้าไปในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ สารสกัดยังสามารถยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่จากการกระตุ้นของเนื้องอก (tumor-induced angiogenesis) ดังนั้นจากการทดลองนี้แสดงว่าสารสกัดน้ำของสันพร้าหอม มีฤทธิ์ในการควบคุมการกระจายตัว (metastatis) ของเซลล์มะเร็งได้ (Kim, et al., 2014)</p>
<p>การศึกษาทางคลินิก:</p>
<p>ไม่มีข้อมูล</p>
<p>การศึกษาทางพิษวิทยา:</p>
<p>การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 500 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 2546)</p>
<p>เอกสารอ้างอิง:</p>
<p>1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.</p>
<p>2. Kim A, Im M, Yim N-H, Ma JY. Reduction of metastatic and angiogenic potency of malignant cancer by Eupatorium fortunei via suppression of MMP-9 activity and VEGF production. Scientific Reports. 2014;1-10.</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/">สันพร้าหอม</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผักกูด</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b8%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Mar 2017 17:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พืชผัก สวนครัว พื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผัก]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b8%94</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยอดอ่อนแกงหรือผัดใส่ไข่ ใส่หมู แก้อ่อนเพลียหรือซีดง่าย บำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b8%94/">ผักกูด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ผักกูด</h2>
<p>ยอดอ่อนแกงหรือผัดใส่ไข่ ใส่หมู แก้อ่อนเพลียหรือซีดง่าย บำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b8%94/">ผักกูด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผักกาดกวางตุ้ง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Mar 2017 17:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พืชผัก สวนครัว พื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผัก]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผักกาดกวางตุ้ง ผักกวางตุ้ง มีชื่อเรียกอื่นว่า ผักกาดเขียวกวางตุ้ง (ทั่วไป), ผักกาดฮ่องเต้, ผักกวางตุ้งฮ่องเต้, กวางตุ้งไต้หวัน, ผักกาดสายซิม (ภาคใต้), ปากโชย (ภาษาไต้หวัน) เป็นต้น</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87/">ผักกาดกวางตุ้ง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #339966;">ผักกาดกวางตุ้ง ผักกวางตุ้ง มีชื่อเรียกอื่นว่า ผักกาดเขียวกวางตุ้ง (ทั่วไป), ผักกาดฮ่องเต้, ผักกวางตุ้งฮ่องเต้, กวางตุ้งไต้หวัน, ผักกาดสายซิม (ภาคใต้), ปากโชย (ภาษาไต้หวัน) เป็นต้น</span></h2>
<p>ผักกาดกวางตุ้ง กินเป็นผักสด หรือใช้แกง ต้นอ่อนนิยมทำส้าผัก กวางตุ้ง เป็นผักที่นิยมนำมาประกอบอาหาร เป็นผักที่นิยมบริโภคกันมาก ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 35-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าจะผัดหรือต้มเป็นแกงจืด ให้รสชาติหวานกรอบ โดยเฉพาะเมนูบะหมี่หมูแดงหรือเกี๊ยวก็จะมีผักชนิดนี้แซมอยู่เสมอ โดยสามารถรับประทานได้ทั้งลำต้น ใบ และดอก ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค แต่จะนิยมนำมาปรุงให้สุกก่อนนำมารับประทาน (ตามธรรมชาติแล้วผักกวางตุ้งจะมีเส้นใยเหนียว ๆ เคี้ยวยากสักหน่อย)</p>
<p>ผักกาดกวางตุ้ง จะมีสารบางชนิดเมื่อถูกความร้อนแล้วจะกลายเป็นสารตัวใหม่ ซึ่งได้แก่สารไทโอไซยาเนต (thiocyanate) เมื่อได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ความดันเลือดต่ำ ร่างกายอ่อนเพลีย แต่สารชนิดนี้จะสลายไปกับไอน้ำเมื่อเราเปิดฝาทิ้งไว้ แต่ถ้านำมารับประทานสด ๆ ก็ปลอดภัยเช่นกัน แต่จะมีกลิ่นเขียวบ้างเล็กน้อย</p>
<p>จุดเด่นของผักชนิดนี้จะอยู่ที่คุณค่าทางทางโภชนาการ โดยอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินเอ และวิตามินซีในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งก็มีประโยชน์มาก ๆ เลยทีเดียว โดยการถนอมวิตามินในผักชนิดนี้ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใส่ไว้ในถุงพลาสติก ปิดให้แน่นแล้วนำไปแช่ไว้ในช่องเก็บผักในตู้เย็น และการนำผักกวางตุ้งไปประกอบอาหารก็ไม่ควรตั้งไฟนานจนเกินไป เพราะความร้อนจะไปทำลายวิตามินที่อยู่ในผักกวางตุ้งอย่างวิตามินซีและเบตาแคโรทีน (แต่สำหรับเบตาแคโรทีนนั้นจะทนความร้อนได้ดีกว่าวิตามินซี)</p>
<p>กวางตุ้ง เป็นหนึ่งในผักที่มักตรวจพบสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงอยู่บ่อย ๆ การเลือกซื้อผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผู้บริโภคควรระมัดระวังในเรื่องของการเลือกซื้อให้มาก และทำความสะอาดผักก่อนการนำมาปรุงเป็นอาหาร ไม่ว่าจะด้วยวิธีการแช่น้ำส้มสายชู แช่ในน้ำเกลือ หรือจะล้างด้วยน้ำที่ไหลจากก๊อกน้ำนานอย่างน้อย 2 นาที ก็จะช่วยลดปริมาณสารพิษที่ตกค้างในผักชนิดนี้ได้เช่นกัน</p>
<p>ราก เป็นระบบรากแก้ว อยู่ในระดับตื้น ส่วนที่ใหญ่สุดของรากแก้ว ประมาณ 1.20 เซนติเมตร มีรากแขนงแตกออกจากรากแก้วมาก โดยรากแขนงแผ่อยู่ตามบริเวณผิวดิน รากแก้วอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ถ้าดินมีสภาพชื้นและเย็น</p>
<p>ลำต้น ตั้งตรง มีสีเขียว ขนาดโตเต็มที่ใช้รับประทานได้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.4-1.8 เซนติเมตร สูงประมาณ 43-54 เซนติเมตร ก่อนออกดอกลำต้นจะสั้น มีข้อถี่มากจนดูเป็นกระจุกที่โคนต้น เมื่อออกดอกแล้วในระยะติดฝักต้นจะสูงขึ้นมาก โดยเฉลี่ยสูงประมาณ 85-144 เซนติเมตร</p>
<p>ใบ ใบเลี้ยงมี 2 ใบ มีสีเขียว ปลายใบตรงกลางจะเว้าเข้า ส่วนใบจริงจะแตกเป็นกระจุกที่บริเวณโคนต้น เป็นใบเดี่ยว ใบเรียบไม่ห่อหัว สีเขียว ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน ขอบใบเป็นรอยฟันเลื่อยเล็กมาก ใบแก่ผิวใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ไม่มีขน ของใบเรียบหรืออาจมีรอยเว้าตื้นๆ ขนาดเล็กโคนใบหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบมน ก้านใบที่ติดกับลำต้นมีสีเขียวอ่อนเป็นร่องและเรียวกลมขึ้นไปหาแผ่นใบ ก้านใบหนาและมีสีขาวอมเขียว สำหรับใบที่ช่อดอกจะมีก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร รูปใบเรียวแหลมไปทางฐานใบและปลายใบ ขอบใบเรียบ</p>
<p>ช่อดอกและดอก ผักกาดเขียวกวางตุ้งจะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 55-75 วัน ช่อดอกยาว 50-90 เซนติเมตร ดอกตูมรวมกลุ่มอยู่บนยอดดอกช่อดอก ดอกบานจากด้านล่างไปหาด้านบน ดอกที่บานแล้วมีก้านดอกยาวกว่าดอกที่ตูม ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ ขนาดดอก 1-1.5 เซนติเมตร กลีบชั้นนอกสีเขียวอ่อน 4 อัน ขนาดเล็กกลีบกว้าง 0.1-0.2 เซนติเมตร ยาว 0.7-0.8 เซนติเมตร กลีบชั้นในสีเหลืองสด 4 อัน แยกเป็นกลีบๆ ขนาดกลีบกว้าง 0.5-0.6 เซนติเมตรยาว 1.1-1.2 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้ 6 อัน อับเกสรสีเหลืองแก่ ก้านชูเกสรสีเหลือง รังไข่ยาว 0.5-0.6 เซนติเมตร ซึ่งอยู่เหนือกลีบดอกและเกสรตัวผู้ก้านเกสรตัวเมียสีเขียว ยาว 0.2-0.25 เซนติเมตร ยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่มสีเหลืองอ่อน ดอกบานในตอนเช้าประมาณเวลา 08.00 น.</p>
<p>ผล ผลมีลักษณะเป็นฝัก รูปร่างเรียวยาว แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนปลายไม่มีเมล็ด ยาวประมาณ 0.9-1.5 เซนติเมตร และส่วนที่มีเมล็ดยาวประมาณ 3-4.1 เซนติเมตร กว้าง 0.3-0.5 เซนติเมตร ก้านผลยาว 1.3-2.5 เซนติเมตร ผลตั้งขึ้น เมื่อผลแก่จะแตกตามยาวจากโคนไปหาปลายผลเมื่ออ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีน้ำตาล</p>
<p>เมล็ด ค่อนข้างกลม มีทั้งสีน้ำตาลและสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ผิวเมล็ดมีลายแบบร่างแห เห็นไม่ค่อยชัด น้ำหนัก 1,000 เมล็ดประมาณ 2.5 กรัม</p>
<h4>ประโยชน์ของผักกวางตุ้ง</h4>
<p>ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย<br />
ช่วยบำรุงและรักษาสายตา<br />
ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง<br />
ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ผักกวางตุ้งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง<br />
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ<br />
ช่วยป้องกันกล้ามเนื้อเสื่อม ช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉง<br />
ช่วยในการขับถ่าย ถ่ายสะดวก ป้องกันโรคท้องผูก<br />
เชื่อว่ามีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวดตามข้อ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งกล้ามเนื้อเสื่อม<br />
ช่วยแก้อาการเป็นตะคริว สำหรับใครที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ ผักกวางตุ้งช่วยคุณได้ เพราะเป็นผักที่มีแคลเซียมสูง<br />
การรับประทานผักกวางตุ้งเป็นประจำจะไปทำให้ฟีโรโมน (Pheromone) หลั่งออกมา ซึ่งจะทำให้กลิ่นตัวหอม<br />
เป็นผักที่มีเส้นใยมากและมีไขมันน้อย ทำให้อิ่มท้อง รับประทานมากแค่ไหนก็ไม่ทำให้อ้วน<br />
นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ต้มจับฉ่าย แกงจืด ผัดผักกวางตุ้ง ฯลฯ</p>
<h4>คุณค่าทางโภชนาการของผักกวางตุ้งดิบต่อ 100 กรัม</h4>
<p>พลังงาน 13 กิโลแคลอรี<br />
คาร์โบไฮเดรต 2.2 กรัม<br />
เส้นใย 1.0 กรัม<br />
ไขมัน 0.2 กรัม<br />
โปรตีน 1.5 กรัม<br />
วิตามินเอ 243 ไมโครกรัม 30%<br />
วิตามินเอ 4,468 หน่วยสากล<br />
วิตามินซี 45 มิลลิกรัม 54%<br />
ธาตุแคลเซียม 105 มิลลิกรัม 11%<br />
ธาตุเหล็ก 0.80 มิลลิกรัม 6%<br />
ธาตุแมกนีเซียม 19 มิลลิกรัม 5%<br />
ธาตุโซเดียม 65 มิลลิกรัม 4%</p>
<p>ที่มา : https://medthai.com/ผักกวางตุ้ง/</p>
<p>ที่มา : http://www.the-than.com/samonpai/P/4.html</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%87/">ผักกาดกวางตุ้ง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผักเฮือด</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Mar 2017 17:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พืชผัก สวนครัว พื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผัก]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ผักฮี้]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเลียบ]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ไกร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผักเฮือด ผักฮี้ ผักเฮือด(ภาคเหนือ) ผักเลือด ผักเลียบ (ภาคกลาง,ใต้) ไกร (กรุงเทพฯ) ยอดอ่อนกินเป็นผักสดหรือใช้แกง ช่วยระบาย </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/">ผักเฮือด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #008000;">ผักเฮือด ผักฮี้ ผักเฮือด(ภาคเหนือ) ผักเลือด ผักเลียบ (ภาคกลาง,ใต้) ไกร (กรุงเทพฯ) ยอดอ่อนกินเป็นผักสดหรือใช้แกง ช่วยระบาย<br />
</span></h2>
<p>ผักฮี้ ผักเฮือด(ภาคเหนือ) ผักเลือด ผักเลียบ (ภาคกลาง,ใต้)ไกร (กรุงเทพฯ)</p>
<p>ต้นผักเฮือดถือเป็นไม้ประวั<wbr />ติศาสตร์ เป็น&#8221;ไม้เสื้อเมือง&#8221;ของเมือ<wbr />งเชียงใหม่ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ก<wbr />ล่าวถึงไว้ว่า ขณะที่สามสหายสามกษัตริย์(พ<wbr />ญามังราย พญางำเมือง พญาร่วง) หารือกัน<span class="text_exposed_show">สร้างเมืองเชียงใหม่ ปี พ.ศ.1839 ขณะนั้นมีพญาหนูเผือกตัวใหญ<wbr />่พร้อมด้วยบริวารสี่ตัว ไต่ออกจากชัยภูมิไปเข้าโพรง<wbr />ในต้นผักเฮือด(นิโครธ) ทั้งสามพระองค์ทรงอัศจรรย์ใ<wbr />จยิ่ง และทรงเห็นเป็นนิมิตอันดี จึงพร้อมพระทัยนำข้าวตอกดอก<wbr />ไม้ใส่พานทองบูชา พร้อมสถาปนาให้เป็น&#8221;ไม้เสื้<wbr />อเมือง&#8221;หรือ&#8221;ไม้มิ่งเมือง&#8221;ข<wbr />องเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เช<wbr />ียงใหม่ตั้งแต่บัดนั้น</span></p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus lacor Buch.<br />
ยอดอ่อนนำมาแกง หรือเป็นผักกินกับน้ำพริก ลาบ ส้มตำ มีรสมันและฝาดเล็กน้อย<br />
ใบเรียวยาวปลายแหลมคล้ายใบหอก ดอกออกเป็นกระจุกบนช่อสั้นๆตามกิ่ง ผลอ่อนสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีชมพูแดงม่วง หรือดำ เมื่อแก่เต็มที่ภายในมีเมล็ดมาก มักเป็นอาหารของนก<br />
ผักเฮือดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ และเป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นสูง ยาว 15 เมตร ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม จะผลัดใบ และในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมจะผลิใบใหม่ ใบอ่อนสีชมพู หรือชมพูอมเขียว ดูใสแวววาวไปทั้งต้น ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด หรือปักชำ<br />
ผักเฮือดนั้นเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ รวมทั้งมีสรรพคุณทางยาด้วย และสามารถนำเปลือกไปต้มดื่มแก้อาการปวดท้องได้ด้วย แต่มีข้อห้ามสำหรับหญิงมีลูกอ่อนที่มีอาการไอ ห้ามกินเพราะจะทำให้อาการไอกำเริบ ผักเฮือดมียางเหนียว บางทีพวกชาวบ้านจะใช้ยางผักเฮือดไปทำกับดักนกหรือแมลงวัน</p>
<p><strong>วิธีใช้ในการประกอบอาหาร</strong> : ยอดอ่อน ใบอ่อน กินเป็นผักสด หรือนำไปลวก นึ่ง ลวกกับนํ้ากะทิ ผักจิ้มกับนํ้าพริก <em>วิธีที่สอง</em> นำยอดอ่อน ใบอ่อนไปปรุงเป็นอาหารพื้นเมือง ชาวเหนือนิยมนำไปแกงกับซี่โครงหมู แกงกับปลา หรือนำไปปรุงเป็นยำผักเฮือด ชาวบ้านนำไปแกงเผ็ด แกงกะทิ หรือ ต้มกะทิปลาเค็ม ส่วนชาวอีสานบางท้องที่นำไปแกงเช่นกัน</p>
<p><strong>คุณค่าทางอาหาร</strong> : ยอดผักเฮือดมีรสเปรี้ยวมัน ยอดผักเฮือด100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 39 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยเส้นใย 1.5 กรัม แคลเซียม 55 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 84 มิลลิกรัม เหล็ก 2.1 มิลลิกรัมวิตามินเอ 6,375 IU. วิตามินบี1 0.01 มิลลิกรัม ไนอะซีน 0.8 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม</p>
<p>ผักฮี้ (ภาคเหนือ) ผักเลือด ผักเลียบ (ภาคกลาง,ใต้) (ผักพื้นบ้าน อาหารไทย, 2548, 106) ผักเฮือด ผักฮี้ ผักเฮือก (เอกสารโบราณล้านนา) (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5746)<br />
ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางและเป<wbr />็นไม้ผลัดใบ ลำต้นสูง 8-15 เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวออกแบบสลับสีเข<wbr />ียว รูปรีหรือรูปไข่ปนขอบขนาน ปลายใบมนทู่ ขอบใบเรียบ ผิวใบมันกว้าง 6-7 ซม. ยาว 7-18 ซม. มีหูใบขนาดเล็ก ใบอ่อนสีชมพูหรือชมพูอมเขีย<wbr />ว ใบอ่อนแลดูใสแวววาวไปทั้งต้<wbr />นและมีปลอกหุ้มใบในระยะเริ่<wbr />มแรก พอเจริญเต็มที่ใบอ่อนกลายเป<wbr />็นใบแก่ ดอก เป็นช่อเส้นผ่าศูนย์กลางของ<wbr />ดอก 4-6 มม. ก้านใบสั้นออกจากซอกใบ ผล ผลอ่อนสีเขียวและเปลี่ยนเป็<wbr />นสีชมพูแดงม่วงหรือดำ เมื่อแก่เต็มที่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2550)<br />
แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ (ผักพื้นบ้าน อาหารไทย, 2548, 106) ข้อมูลทางอาหารสำหรับชาวล้า<wbr />นนา ใช้ใบและยอดอ่อนที่ยังไม่คล<wbr />ี่ใช้เป็นผักแกงกับเนื้อหมู<wbr />หรือเนื้อไก่ มีรสฝาดอมเปรี้ยว หรือนำไปนึ่งจิ้มน้ำพริก หรือใช้ยำ เรียกว่า ยำผักเฮือด (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5747; สิรวิชญ์ จำรัส, 2550, สัมภาษณ์)<br />
เปลือกและลำต้นต้มกินแก้ปวด<wbr />ท้อง มีข้อห้ามสำหรับหญิงแม่ลูกอ<wbr />่อนที่มีอาหารไอ ห้ามกินเพราะจะทำให้อาการกำ<wbr />เริบ (ผักพื้นบ้าน อาหารไทย, 2548, 106)<br />
ข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านน<wbr />า เป็นส่วนผสมของตำรับยาขางแก<wbr />มสาน (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5747)<br />
ขอบคุณ<br />
กรมส่งเสริมการเกษตร. (2550).สนั่น ธรรมธิ</p>
<p><strong>เมนูแนะนำ</strong> : <a href="https://www.at-chiangmai.com/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94/">แกงผักเฮือด</a></p>
<p>[iggetimage type=&#8221;tags&#8221; tag=&#8221;%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94&#8243; limit=&#8221;15&#8243;]</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #3366ff;"><a href="https://www.at-chiangmai.com">ผักพื้นบ้านเมืองเหนือ</a> สมุนไพรไทยล้านนา ชื่อเรียกภาษาเหนือของผัก อาหารการกินล้านนา อาหารเฉพาะถิ่น เรารวบรวมมาไว้ให้คุณได้ศึกษา รู้จัก ล้านนา อยู่ดี กิ๋นลำ อู้ม่วน แอ่วบ่ก้าย at-chiangmai.com</span></h3>
<p style="text-align: center;">at-chiangmai.com เว็บไซต์ที่รวมรวมความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเชียงใหม่ และล้านนา และข่าวสารการท่องเที่ยวโดยตรง สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมและไม่ได้รับความนิยม ตำนานเรื่องเล่านิทานพื้นบ้าน ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ภาษากำเมือง การแต่งกาย ประวัติบุคคลสำคัญ เกจิอาจารย์ชื่อดัง ในแต่ละยุคสมัย &#8220;ทุกตารางเมตรของเชียงใหม่เราจะนำมาให้คุณชม&#8221;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/">ผักเฮือด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผักขี้หูด</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Mar 2017 17:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พืชผัก สวนครัว พื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผัก]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลอ่อนแกงใส่กระดูกหมู หรือใส่แกงแค ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี แก้ไอ ขับเสมหะ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94/">ผักขี้หูด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #339966;">ผักขี้หูด ผลอ่อนแกงใส่กระดูกหมู หรือใส่แกงแค ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี แก้ไอ ขับเสมหะ</span></h2>
<p><strong>ผักขี้หูด</strong> จัดเป็นผักพื้นบ้านที่พบมากในภาคเหนือที่นิยมเก็บฝักอ่อนหรือยอดอ่อนมาประกอบอาหาร เนื่องจากผักสด ให้รสเผ็ด มีกลิ่นฉุน ใช้รับประทานคู่น้ำพริก เมื่อลวกหรือปรุงทำอาหารจะมีความกรอบ และหวานมัน กลิ่นฉุนไม่ค่อยมี</p>
<p>วงศ์ : CRUCIFERAE<br />
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Raphanus sativus Linn.<br />
• ชื่อท้องถิ่น :<br />
ภาคกลาง เหนือ และทั่วไป<br />
– ผักขี้หูด<br />
– ผักเปิ๊ก<br />
อีสาน<br />
– ผักกาดแซ (ผักกาดที่มีกลิ่นฉุนแรง)</p>
<p>ผักขี้หูด เป็นชื่อเรียกท้องถิ่นไทยที่สันนิษฐานว่า ถูกตั้งชื่อมาจากลักษณะของฝักที่เป็นคอขอดไปมาคล้ายก้อนขี้หูด และด้วยความที่ว่ามีกลิ่นฉุน ผักขี้หูดจึงได้รับฉายานามว่าเป็น “<strong>วาซาบิเมืองไทย</strong>”</p>
<p><strong>ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย</strong><br />
ผักขี้หูดมีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอินเดีย และต่อมาค่อยแพร่กระจายเข้ามาปลูกในพม่า และประเทศไทย โดยพบแพร่กระจายในพื้นที่สูง พบมากในภาคเหนือ ตามที่ลาดเชิงเขา หรือพื้นที่โล่งในที่สูง</p>
<p><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong><br />
ลำต้น<br />
ผักขี้หูด จัดเป็นพืชล้มลุกปีเดียว ลำต้นในระยะแรกจะเป็นข้อสั้นๆที่มีใบแตกออกด้านข้างแผ่ลงดิน ต่อมาลำต้นเติบโตสูงชะลูด ประมาณ 30-120 เซนติเมตร ขนาดลำต้นเล็ก ด้านในลำต้นเป็นรูกลวง ผิวลำต้นสีเขียวอ่อน ปลายลำต้นเจริญเป็นช่อดอก ส่วนรากประกอบด้วยรากแก้วที่ไม่พองออกเหมือนรากผักกาดหัว และแตกเป็นรากแขนงเรียวยาว รากผักขี้หูดไม่นิยมใช้รับประทาน แต่สามารถใช้ในแก่สมุนไพรได้</p>
<p>ใบ<br />
ใบผักขี้หูด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันตามข้อของลำต้น แผ่นใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน ส่วนขอบใบมีทั้งชนิดที่ขอบใบเรียบ และขอบใบเว้าเป็นแฉก ใบในระยะแรกจะแตกออกเป็นกระจุกที่โคนต้น และเป็นใบขนาดใหญ่ แผ่นใบหนา ขนาดใบกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร ใบในระยะที่ต้นสูงชะลูดจะเรียวเล็กลง แผ่นใบบาง และสีใบจางลง ขนาดกว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร</p>
<p>ดอก<br />
ดอกผักขี้หูด แทงออกเป็นช่อที่ปลายยอด ช่อดอกมีลักษณะคล้ายกับช่อผักกาดทั่วไป ช่อดอกหลักมีความยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร และแตกแขนงเป็นช่อดอกย่อย แต่ละช่อดอกย่อยประกอบด้วยดอกขนาดเล็ก เรียงออกเป็นดอกเดี่ยวเยื้องสลับตามความยาวของก้านช่อ</p>
<p>ดอกตูมมีลักษณะเป็นกรวยที่หุ้มด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน เมื่อดอกบานกลีบเลี้ยงจะร่วงออก และกลีบดอกจะแผ่บานออก ตัวกลีบดอกมีทั้งหมด 4 กลีบ แต่ละกลีบเป็นรูปพัด โคนกลีบสอบแคบ ปลายกลีบใหญ่ และโค้งมน แผ่นกลีบดอกช่วงปลายมีสีม่วง โคนกลีบดอกมีสีขาวอมม่วง แผ่นกลีบดอกมองเห็นเส้นกลีบชัดเจน ตรงกลางดอกเป็นเกสรตัวเมีย และรังไข่ โดยผักขี้หูดจะเริ่มติดดอกอย่างต่อเนื่องหลังจากการปลูกแล้วประมาณ 1 เดือน</p>
<p>ผล<br />
ผลผักขี้หูด เรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอก มีลักษณะโค้งยาว และเป็นลูกคลื่นหรือเป็นตะปุ่มนูนตามระยะของเมล็ด ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง เปลือกฝักค่อนข้างหนา ฝักอ่อนมีสีเขียวเข้ม ฝักแก่มีสีเขียวอ่อน แกนกลางฝักเป็นร่องสีเขียวทั้งสองข้าง ฝักมีขนาด 0.5-0.8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-25 เซนติเมตร และสามารถยาวได้มากกว่า 70 เซนติเมตร ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 1-10 เมล็ด หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความยาวของฝัก เมื่อฝักแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และปริแตกออกเป็น 2 ซีกตามร่องฝัก ซึ่งสามารถเก็บเมล็ดแก่ได้ประมาณ 120 วัน หลังการปลูก</p>
<p>เมล็ด<br />
เมล็ดผักขี้หูด มีลักษณะกลม เปลือกเมล็ดค่อนข้างหนาเป็นสีน้ำตาลอมดำ ขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ฝักจะติดอย่างต่อเนื่องหลังการปลูกแล้วประมาณ 1-2 เดือน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ประโยชน์ผักขี้หูด</strong><br />
1. ใบดิบ และผลดิบเมื่อรับประทานจะมีรสเผ็ด และมีกลิ่นฉุนคล้ายวาซาบิ แต่เมื่อทำสุกจะมีรสมัน จึงนิยมนำมารับประทานดิบหรือลวกคู่กับน้ำพริก<br />
2. ใบอ่อน ยอดอ่อน และฝักอ่อน นิยมเก็บมาทำอาหารจำพวกแกง และผัดต่างๆ อาทิ แกงเลียง แกงส้ม ผัดฝักผักขี้หูด เป็นต้น<br />
3.ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกอ่อน นำมาทำผักดอง ด้วยการนำมาคั้นหรือขยำกับเกลือ และน้ำซาวข้าว ก่อนใส่กระปุกดองไว้รับประทาน<br />
4. ฝักดิบแก่หรือฝักแห้งนำมาต้มน้ำสำหรับฉีดพ่นในแปลงผัก ช่วยไล่แมลง ป้องกันแมลงหรือหนอนกัดกินพืชผัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คุณค่าทางโภชนาการ (ส่วนที่กินได้ 100 กรัม)<br />
– น้ำ : 96.6 กรัม<br />
– พลังงาน : 15 กิโลแคลอรี<br />
– โปรตีน : 3.6 กรัม<br />
– ไขมัน : 0.1 กรัม<br />
– คาร์โบไฮเดรต : 0 กรัม<br />
– ใยอาหาร : 0.6 กรัม<br />
– เถ้า : 0.4 กรัม<br />
– แคลเซียม : 44 มิลลิกรัม<br />
– ฟอสฟอรัส : 35 มิลลิกรัม<br />
– เหล็ก : 1.8 มิลลิกรัม<br />
– วิตามิน A : 77 มิลลิกรัม<br />
– ไทอะมีน (วิตามิน B1) : 0.11 มิลลิกรัม<br />
– ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2) : 0.05 มิลลิกรัม<br />
– ไนอะซีน (วิตามิน B3) : 1.1 มิลลิกรัม<br />
– วิตามินซี : 125 มิลลิกรัม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>สรรพคุณผักขี้หูด</strong><br />
ดอกอ่อน ฝักอ่อน และใบอ่อน<br />
– ต้านโรคมะเร็ง<br />
– ช่วยเจริญอาหาร<br />
– ช่วยย่อยอาหาร<br />
– แก้อาการไข้หวัด<br />
– แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ<br />
– ช่วยขับลมในกระเพาะ<br />
– ช่วยละลายนิ่ว<br />
– ใช้เป็นยาขับน้ำดี<br />
– ช่วยบำรุงผิวพรรณ</p>
<p>ราก<br />
– ช่วยลดความดันเลือด<br />
– บรรเทาโรคเบาหวาน<br />
– ช่วยเจริญอาหาร<br />
– แก้ไอ และลดไข้<br />
– ช่วยขับปัสสาวะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การปลูกผักขี้หูด</strong><br />
ผักขี้หูดเพาะ และปลูกด้วยการหว่านเมล็ดเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรนิยมหว่านในช่วงต้นฤดูฝนหรือก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว</p>
<p>การเตรียมแปลง<br />
เตรียมแปลงด้วยการไถพรวน และกำจัดวัชพืช 1 รอบ และตากดินนาน 5-7 วัน หลังจากนั้นหว่านด้วยปุ๋ยคอก ประมาณ 1-2 ตัน/ไร่ และอาจหว่านปุ๋ยสูตร 15-15-15 ร่วมด้วย ประมาณ 20 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนจะไถพรวนอีก 1 รอบ และหว่านเมล็ด</p>
<p>การดูแล<br />
การปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ แต่หากปลูกช่วงต้นฤดูหนาวที่ฝนไม่ตก ควรให้น้ำเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือให้ 2 ครั้ง เช้า-เย็น</p>
<p>การใส่ปุ๋ย<br />
หลังจากต้นผักขี้หูดขึ้นแล้ว 1 อาทิตย์ ให้หว่านด้วยปุ๋ยสูตร 24-12-12 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อเร่งใบให้สีเขียวสำหรับเก็บใบ และยอดอ่อน ส่วนการเก็บฝักอ่อน ให้หว่านปุ๋ยสูตร 6-6-12 หลังการปลูกประมาณ 20-25 วัน เพื่อบำรุงดอก และฝักอ่อน</p>
<p>การเก็บผลผลิต<br />
การเก็บใบหรือยอดอ่อน สามารถเริ่มเก็บได้หลังการปลูกแล้วประมาณ 7-10 วัน และจะเก็บได้นานประมาณ 5-7 วัน ก่อนที่ลำต้นจะเติบโตชะลูดสูง ซึ่งในระยะที่ต้นขึ้นสูง ใบจะมีขนาดใบเล็ก ใบแก่หยาบ ไม่นิยมเก็บมารับประทาน</p>
<p>ส่วนดอก และผลอ่อนจะพร้อมเก็บรับประทานได้ ตั้งแต่หลังการหว่านเมล็ด 1 เดือน และเก็บได้ต่อเนื่องนาน 2 เดือน และหลังจากนั้นในเดือนที่ 4 ต้น และฝักจะเริ่มแก่</p>
<hr />
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #ffcc00;"><a href="https://www.at-chiangmai.com">ผักพื้นบ้านเมืองเหนือ</a> สมุนไพรไทยล้านนา ชื่อเรียกภาษาเหนือของผัก อาหารการกินล้านนา อาหารเฉพาะถิ่น เรารวบรวมมาไว้ให้คุณได้ศึกษา รู้จัก ล้านนา อยู่ดี กิ๋นลำ อู้ม่วน แอ่วบ่ก้าย at-chiangmai.com</span></h3>
<p style="text-align: center;">at-chiangmai.com เว็บไซต์ที่รวมรวมความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเชียงใหม่ และล้านนา และข่าวสารการท่องเที่ยวโดยตรง สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมและไม่ได้รับความนิยม ตำนานเรื่องเล่านิทานพื้นบ้าน ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ภาษากำเมือง การแต่งกาย ประวัติบุคคลสำคัญ เกจิอาจารย์ชื่อดัง ในแต่ละยุคสมัย &#8220;ทุกตารางเมตรของเชียงใหม่เราจะนำมาให้คุณชม&#8221;</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94/">ผักขี้หูด</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระถินไทย</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Mar 2017 17:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พืชผัก สวนครัว พื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินคนเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ของกินล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผัก]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ผักพื้นบ้านล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารคนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเหนือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยอดกินสด จิ้มน้ำพริก หรือกินกับส้มตำ แก้ท้องร่วง ห้ามเลือด ขับระดูขาว</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">กระถินไทย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>กระถินไทย</h2>
<p>ยอดกินสด จิ้มน้ำพริก หรือกินกับส้มตำ แก้ท้องร่วง ห้ามเลือด ขับระดูขาว</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/">กระถินไทย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
