<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://www.at-chiangmai.com/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.at-chiangmai.com/tag/มหาวิทยาลัย-เชียงใหม่/</link>
	<description>วันดีวันเสีย ล้านนา หาฤกษ์ยามงานมงคล สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว ประวัติศาสตร์ล้านนา ขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนา ฮีตฮอยจารีต ประเพณีล้านนา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 31 Dec 2021 02:48:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.3</generator>

<image>
	<url>https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2021/05/cropped-atcmi-32x32.jpg</url>
	<title>มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<link>https://www.at-chiangmai.com/tag/มหาวิทยาลัย-เชียงใหม่/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 16:24:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถานศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[NCU]]></category>
		<category><![CDATA[North-Chiang Mai University]]></category>
		<category><![CDATA[ตำบลหนองแก๋ว]]></category>
		<category><![CDATA[นอร์ท เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8464</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ (อังกฤษ: North-Chiang Mai University) เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2542 ใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่" โดยอาจารย์ณรงค์ ชวสินธุ์ เป็นผู้เริ่มก่อตั้ง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff99cc;">มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ (อังกฤษ: North-Chiang Mai University) เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2542 ใช้ชื่อว่า &#8220;วิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่&#8221; โดยอาจารย์ณรงค์ ชวสินธุ์ เป็นผู้เริ่มก่อตั้ง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองแก๋ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่</span></h2>
<p>ต่อมาได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงประเภทเป็น &#8220;มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่&#8221; เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 โดยมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ กับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ไม่ได้เป็นสถาบันในเครือเดียวกันแต่อย่างใด</p>
<p>ชื่อย่อ : <strong>มนช. / NCU</strong><br />
สถาปนา : <strong>13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 (22 ปี)</strong><br />
ประเภท : <strong>สถาบันอุดมศึกษาเอกชน</strong><br />
ที่ตั้ง : <strong>เลขที่ 169 หมู่ 3 ตำบลหนองแก๋ว <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%87/">อำเภอหางดง</a> จังหวัดเชียงใหม่ 50230</strong><br />
สีประจำสถาบัน : <span style="color: #ffc0cb;">██</span> สีชมพู <span style="color: #ffff00;">██</span> สีเหลือง<br />
เพลง : <strong>นอร์ท-เชียงใหม่ คู่ขวัญเวียงพิงค์</strong><br />
มาสคอต อาม และ ช่อชัยพฤกษ์<br />
เว็บไซต์ <a href="http://www.northcm.ac.th" target="_blank" rel="noopener">http://www.northcm.ac.th</a></p>
<h3><span style="color: #ffc0cb;">ประวัติมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่</span></h3>
<p>มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ได้ก่อตั้งเป็นวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2542 โดยอาจารย์ณรงค์ ชวสินธุ์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสครบรอบ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินเกิด ซึ่งผู้ก่อตั้งเป็นคนเชียงใหม่ โดยยึดถือเอาพระราชดำรัสที่ว่า &#8220;การให้เป็นความสุขที่แท้จริง การสร้างและการพัฒนาใด เสมอด้วยการให้การศึกษาไม่มี&#8221; เป็นแรงบันดาลใจ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกของภาคเหนือที่เปิดสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์และหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต และเป็นสถาบันแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสาขาวิชาการจัดการการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce Management) ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยได้รับใบอนุญาตจากทบวงมหาวิทยาลัยให้เปิดดำเนินการจัดการเรียนการสอนได้ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2542</p>
<ul>
<li>ในปีการศึกษา 2543 ได้เปิดดำเนินการเรียนการสอน จำนวน 2 คณะ และ 1 ภาควิชา คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และภาควิชาศึกษาทั่วไป</li>
<li>ในปีการศึกษา 2545 ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และได้โอนภาควิชาศึกษาทั่วไปเข้าไปสังกัดคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (ซึ่งปัจจุบันคือคณะสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์)</li>
<li>ในปีการศึกษา 2549 ได้ก่อตั้งคณะนิติศาสตร์</li>
<li>ในปีการศึกษา 2554 ได้ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</li>
</ul>
<p>มหาวิทยาลัยได้รับการเปลี่ยนประเภทจากวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ปัจจุบันเปิดสอนในระดับปริญญาเอก 2 หลักสูตร ระดับปริญญาโท 5 หลักสูตร และระดับปริญญาตรี 5 คณะ คือ 1) คณะวิศวกรรมศาสตร์ 2) คณะบริหารธุรกิจ 3) คณะสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์ 4) คณะนิติศาสตร์ และ 5) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</p>
<p>มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคม โดยให้ความสำคัญยิ่งต่อการสร้างพื้นฐาน และสร้างจิตสำนึกของความเป็นคนดี มีความพร้อมและใฝ่ใจในการริเริ่มการเป็นเจ้าของกิจการของตนเอง ตลอดจนสามารถสนองต่อความต้องการของสถานประกอบการทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อพัฒนาท้องถิ่น สังคม และประเทศชาติ โดยคุณลักษณะของบัณฑิตของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จะต้องเป็นคนดี เป็นผู้มีความประพฤติดีประพฤติชอบ เป็นผู้ที่รู้จริง ทำเป็น เก่งเทคโนโลยี ภาษาดี มีมนุษยสัมพันธ์ สามารถร่วมงานกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ มีจริยธรรม</p>
<h3><span style="color: #ffc0cb;">สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย</span></h3>
<p>รูปวงกลม ชั้นที่ 1 เป็น อาม และช่อชัยพฤกษ์ ถัดจากวงกลมชั้นที่ 1 เป็นวงกลม ชั้นที่ 2 ภายในวงกลมชั้นที่ 2 ชื่อของมหาวิทยาลัย เป็นภาษาไทย &#8220;มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่&#8221; อยู่ด้านบน ชื่อมหาวิทยาลัยเป็นภาษาอังกฤษ &#8220;NORTH-CHIANG MAI UNIVERSITY&#8221; อยู่ด้านล่าง</p>
<h3><span style="color: #ffc0cb;">ตราประจำมหาวิทยาลัย</span></h3>
<p>มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ใช้เครื่องหมายวงกลมประกอบด้วย ช่อชัยพฤกษ์ ลูกดิ่ง และ อาม</p>
<p>นอร์ท หมายถึง เหนือในที่นี้หมายถึงภาคเหนือของประเทศไทย</p>
<p>เชียงใหม่ หมายถึง จังหวัดที่สำคัญทาง ภาคเหนือที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 700 ปี เป็นศูนย์กลางทาง การศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มีทัศนีย์ภาพอันงดงาม แวดล้อมไปด้วยขุนเขา มีอากาศดีเป็นจังหวัดที่จัดได้ว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและ ชาวต่างประเทศนิยมมาท่อง เที่ยวศึกษาศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และธรรมชาติอันงดงาม</p>
<p>ช่อชัยพฤกษ์ หมายถึง ความดี ปณิธานของผู้รับใบอนุญาตในความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ ที่จะให้สถานที่แห่งนี้ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถประสาทวิชาความรู้ และปลูกฝังทัศนคติอันพึง ปรารถนา พัฒนาทักษะและศักยภาพของเยาวชนไทยให้เป็น พลเมืองที่ดีสืบไป</p>
<p>ลูกดิ่ง หมายถึง ความมั่นคง ความแน่วแน่ หนักแน่นมีความเที่ยงตรงในวิชาชีพ ของตนความมีจุดยืนและ ยึดมั่นในหลักการแห่งตน เป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาและศาสตร์ ทั้งปวง แห่งความเป็นสากล</p>
<p>อาม หมายถึง จิตวิญญาณ สามารถถ่ายทอดความรู้และเป็นแหล่งวิชาการที่ ผลิตองค์ความรู้ไปสู่ภูมิภาคได้ อีกทั้งยังหมายถึงพลังแห่งความ ก้าวหน้าทางวิทยาการ ซึ่งมีวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง</p>
<h3><span style="color: #ffc0cb;">สีประจำมหาวิทยาลัย</span></h3>
<p>สีชมพู หมายถึง ความสดใส ความสดชื่น และเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระปิยมหาราช</p>
<p>สีเหลือง หมายถึง ความสว่างนำ ทางสู่เป้าหมายที่สูงสุดของชีวิต และเป็นสีประจำวัน พระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช</p>
<h3><span style="color: #ffc0cb;">คณะ / วิทยาลัย</span></h3>
<p><strong>บัณฑิตศึกษา</strong></p>
<ul>
<li>ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพัฒนา</li>
<li>ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ</li>
<li>ปริญญาเอก บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารธุรกิจ</li>
<li>ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์</li>
<li>ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารและประเมินโครงการ</li>
<li>ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร</li>
<li>ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ</li>
<li>ปริญญาโท สาขาวิชาบริหารการศึกษา</li>
</ul>
<p><strong>คณะบริหารธุรกิจ</strong></p>
<ul>
<li>สาขาวิชาการบัญชี</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการ</li>
<li>สาขาวิชาการตลาด</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว และการบริการ</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก</li>
</ul>
<p><strong>คณะวิศวกรรมศาสตร์</strong></p>
<ul>
<li>สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า</li>
<li>สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์</li>
<li>สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ</li>
<li>สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล</li>
<li>สาขาเทคโนโลยีก่อสร้าง</li>
<li>สาขาเทคโนโลยียานยนต์</li>
<li>สาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์</li>
<li>สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน</li>
<li>สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม</li>
</ul>
<p><strong>คณะนิติศาสตร์</strong></p>
<ul>
<li>สาขานิติศาสตร์</li>
</ul>
<p><strong>คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</strong></p>
<ul>
<li>สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์</li>
<li>สาขาวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร</li>
<li>สาขาวิชาภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร</li>
</ul>
<p><strong>คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</strong></p>
<ul>
<li>สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์</li>
<li>สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ</li>
<li>สาขาวิชา การจัดการการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 15:47:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถานศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Far Eastern]]></category>
		<category><![CDATA[Far Eastern University]]></category>
		<category><![CDATA[FEU]]></category>
		<category><![CDATA[The Far Eastern University]]></category>
		<category><![CDATA[ตำบลหายยา]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์อีสเทอร์น]]></category>
		<category><![CDATA[ม ฟาร์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8461</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น (อังกฤษ: The Far Eastern University) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99/">มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #000080;">มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น (อังกฤษ: The Far Eastern University) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่</span></h2>
<p>ชื่อย่อ : <strong>ม.ฟ.อ. / FEU</strong><br />
คติพจน์ : <strong>เลิศคุณธรรม ล้ำปัญญา สร้างคุณค่า คนสมบูรณ์</strong><br />
สถาปนา : <strong>27 ธันวาคม พ.ศ. 2542 (21 ปี)</strong><br />
ประเภท : <strong>สถาบันอุดมศึกษาเอกชน</strong><br />
ที่ตั้ง : <strong>120 ถนนมหิดล ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">จังหวัดเชียงใหม่</a> 50100</strong><br />
สีประจำสถาบัน : <span style="color: #000080;">██</span><span style="color: #ffff00;">██</span> <strong>สีกรมท่า สีเหลือง</strong><br />
เว็บไซต์ : <strong><a href="http://www.feu.ac.th">http://www.feu.ac.th</a></strong></p>
<h3><span style="color: #000080;">ประวัติมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น</span></h3>
<p>มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2542 และได้สถาปนาวิทยาลัยขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544  ต่อมาได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงประเภทเป็น &#8220;มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น&#8221; เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2549</p>
<p>มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้คนไทยมีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น มีความรู้ความสามารถในระดับที่สามารถแข่งขันทัดเทียมกับประเทศต่าง ๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ ก้าวทันเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความเป็นสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งให้การศึกษาที่ก้าวทันต่อความก้าวหน้าเชิงธุรกิจ กอปรด้วยความรู้ทางการบริหารจัดการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น จึงมีปณิธานและความมุ่งมั่นที่จะเป็นสถาบันอุดมศึกษาสำหรับชนในสหัสวรรษใหม่ที่เตรียมบัณฑิตให้มีความเพียบพร้อมในการดำรงชีวิต การทำงาน มีจิตสำนึกแห่งความเป็นผู้ประกอบการ โดยอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกแห่งความเป็นไทย</p>
<p>มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น &#8220;มหาวิทยาลัยเส้นทางสู่การเป็นผู้ประกอบการ (GATEWAY TO ENTREPRENEURSHIP)&#8221; คิดนอกกรอบ ตอบโจทย์ด้วยการฝึกทำธุรกิจจริงที่ผนวกความเชี่ยวชาญทุกสาขาของธุรกิจพร้อมเป็นนักบริหารที่สร้างสรรค์ ก้าวสู่การเป็นนักบริหารอนาคตไกล ที่เหนือกว่า นอกจากความรู้ด้านการบริหารธุรกิจต่างๆ ยังสอนเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ หามุมมองใหม่ๆทางธุรกิจ รวมทั้งการปลูกฝังมุมมองการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมให้ฝึกฝนทำธุรกิจจริง ให้นักศึกษามีพื้นฐานพร้อมประสบการณ์นอกกรอบ ตอบโจทย์ด้วยการฝึกทำธุรกิจจริงที่ผนวกความเชี่ยวชาญทุกสาขาของธุรกิจพร้อมเป็นนักบริหารที่สร้างสรรค์ ก้าวสู่การเป็นนักบริหารอนาคตไกล ที่เหนือกว่า นอกจากความรู้ด้านการบริหารธุรกิจต่างๆ ยังสอนเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ หามุมมองใหม่ๆทางธุรกิจ รวมทั้งการปลูกฝังมุมมองการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมให้ฝึกฝนทำธุรกิจจริง ให้นักศึกษามีพื้นฐานพร้อมประสบการณ์</p>
<h3><span style="color: #000080;">สถานที่ตั้ง</span></h3>
<p>มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ตั้งอยู่เลขที่ 120 ถนนมหิดล ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50100 บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ประกอบด้วย อาคารเรียน 5 ชั้น จำนวน 2 อาคาร และอาคารวัฒนาราชนครินทร์ 80 อาคารหอประชุมขนาดความจุมากกว่า 700 ที่นั่ง / ห้อง Auditorium ความจุ 300 ที่นั่ง สำนักวิทยบริการ ห้องโสตทัศนูปกรณ์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องปฏิบัติการทางภาษา สนามกีฬาเอนกประสงค์ ศูนย์อาหารและลานจอดรถ</p>
<p>มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับศูนย์การค้าและสถานที่สำคัญ ได้แก่ <strong><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/">ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต</a></strong> และห้างสรรพสินค้าเทสโก โลตัส เชียงใหม่หางดง แอร์พอร์ทบิสสิเนสพาร์ค ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ กองบิน 41 ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่</p>
<p>ปัจจุบันมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ได้เปิดวิทยาเขตแห่งใหม่อีก 1 แห่ง คือ U-FAR Campus เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษา เปิดคณะสาขาวิชา และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงได้เกิดแผนโครงการก่อสร้าง มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ส่วนขยายบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ บนถนนวงแหวนขึ้น โดยเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์จะมีอาคารเรียนพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก สนามกีฬา หอพักนักศึกษา ฯลฯ ซึ่งการก่อสร้างจะดำเนินการเป็น 4 ระยะ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 15 ปี จึงจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการ รวมงบประมาณ 1,000 ล้านบาท</p>
<h3><span style="color: #000080;">คณะ</span></h3>
<p>บัณฑิตศึกษา -สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์</p>
<p>คณะบริหารธุรกิจ &#8211; สาขาการบัญชี &#8211; สาขาการตลาด &#8211; สาขาการประกอบการ &#8211; สาขาการท่องเที่ยว &#8211; สาขาการจัดการ &#8211; สาขาโลจิสติกส์อุตสาหกรรม https://www.feu.ac.th/business</p>
<p>คณะศิลปศาสตร์ &#8211; สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ &#8211; สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ https://www.feu.ac.th/liberal-arts</p>
<p>คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี &#8211; สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ (เทคโนโลยีดิจิทัล) https://www.feu.ac.th/science</p>
<p>คณะบริหารรัฐกิจ &#8211; สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ https://www.feu.ac.th/public-administration</p>
<p>คณะนิเทศศาสตร์ &#8211; สาขาวิชาสื่อสารการตลาด https://www.feu.ac.th/communication-arts</p>
<p>คณะศึกษาศาสตร์ &#8211; สาขาวิชาการประถมศึกษา &#8211; สาขาวิชาชีพครู &#8211; สาขาวิชาบริหารการศึกษา(ปริญญาโท) หน้าสมัครเรียนสาขาบริหารการศึกษา</p>
<h3><span style="color: #000080;">แผนที่การเดินทาง มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น</span></h3>
<p><iframe style="border: 0;" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3777.6068962868767!2d98.97304031526326!3d18.771088066362648!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30da30797d953799%3A0x8259101fb914b839!2z4Lih4Lir4Liy4Lin4Li04LiX4Lii4Liy4Lil4Lix4Lii4Lif4Liy4Lij4LmM4Lit4Li14Liq4LmA4LiX4Lit4Lij4LmM4LiZ!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1621352744417!5m2!1sth!2sth" width="100%" height="450" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br />
<iframe style="border: 0;" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!4v1621352772208!6m8!1m7!1s2os-ijsCwilQZlPb0iwjsw!2m2!1d18.77035252988484!2d98.9755125439822!3f336.3105008243267!4f1.940479343562842!5f0.7820865974627469" width="100%" height="450" allowfullscreen="allowfullscreen"><span style="display: inline-block; width: 0px; overflow: hidden; line-height: 0;" data-mce-type="bookmark" class="mce_SELRES_start">﻿</span></iframe></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99/">มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยพายัพ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9e/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 May 2021 15:18:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถานศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Payap University]]></category>
		<category><![CDATA[PYU]]></category>
		<category><![CDATA[ตำบลวัดเกตุ]]></category>
		<category><![CDATA[พยาบาลแมคคอร์มิค]]></category>
		<category><![CDATA[พายัพ เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ม พายัพ]]></category>
		<category><![CDATA[มหาลัย เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยพายัพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8439</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยพายัพ (อังกฤษ: Payap University) เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2517 โดยนับเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ถูกเปลี่ยนประเภทจากวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2527</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9e/">มหาวิทยาลัยพายัพ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #3366ff;">มหาวิทยาลัยพายัพ (อังกฤษ: Payap University) เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2517 โดยนับเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ถูกเปลี่ยนประเภทจากวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2527</span></h2>
<h3>สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย</h3>
<h4><span style="color: #3366ff;">สัญลักษณ์</span></h4>
<p>&nbsp;</p>
<ul class="gallery mw-gallery-traditional">
<li class="gallerybox">
<div>
<div class="thumb">
<div><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/4/41/Logo_PYU.png/120px-Logo_PYU.png" srcset="//upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/4/41/Logo_PYU.png/180px-Logo_PYU.png 1.5x, //upload.wikimedia.org/wikipedia/th/4/41/Logo_PYU.png 2x" alt="" width="120" height="119" data-file-width="194" data-file-height="193" /></div>
</div>
<div class="gallerytext"><center>ตราประจำมหาวิทยาลัย</center></div>
</div>
</li>
<li class="gallerybox">
<div>
<div class="thumb">
<div><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/4/45/Logo_PYU-eng.png/120px-Logo_PYU-eng.png" srcset="//upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/4/45/Logo_PYU-eng.png/180px-Logo_PYU-eng.png 1.5x, //upload.wikimedia.org/wikipedia/th/4/45/Logo_PYU-eng.png 2x" alt="" width="120" height="119" data-file-width="193" data-file-height="192" /></div>
</div>
<div class="gallerytext"><center>ตราประจำมหาวิทยาลัย<br />
(ภาษาอังกฤษ)</center></div>
</div>
</li>
</ul>
<p>เครื่องหมายมหาวิทยาลัย เป็นรูปวงกลม ตรงกลางประกอบด้วยวงกลมเล็กสามวงซ้อนกัน มีสัญลักษณ์ของ ศาสนา วิทยาศาสตร์ และศิลป์ โดยมีวงกลมตรงกลางมีสัญลักษณ์ของมนุษย์ที่มีความสมดุลในชีวิต ด้านบนวงกลมมีข้อความว่า &#8220;มหาวิทยาลัยพายัพ&#8221; ด้านล่างมีข้อความว่า &#8220;สัจจะ-บริการ&#8221; ภาษาอังกฤษ &#8220;PAYAP UNIVERSITY&#8221; และ &#8220;TRUTH-SERVICE&#8221; อันเป็น คติพจน์ และเป็นส่วนหนึ่งในปณิธานของมหาวิทยาลัย</p>
<h4><span style="color: #3366ff;">ดอกไม้และต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย</span></h4>
<p>ดอกไม้และต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ บุนนาค ( Mesua ferrea Linn ) ซึ่งมีความหมายดังนี้</p>
<p><strong>ดอกบุนนาค</strong><br />
มีสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ความสะอาด หมดจด คุณงามความดี<br />
มีกลิ่นหอม ทำให้เกิดความพึงพอใจ เป็นสัญลักษณ์ของการขจายขจรชื่อเสียง<br />
มีลักษณะเป็นรูปฉัตร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติศักดิ์อันสูงส่ง คือคุณค่าแห่งชีวิต<br />
<strong>ต้นบุนนาค</strong><br />
มีสรรพคุณทางรักษาโรค เป็นสัญลักษณ์การรักษาความเจ็บปวดทั้งกายและใจซึ่งหมายถึง ความรู้และสัจจะที่บัณฑิต ของ มหาวิทยาลัยพายัพได้รับควรจะเป็นยาที่สามารถรักษาความเจ็บป่วยของสังคม หรือผู้อื่น สามารถที่จะสมานน้ำใจของผู้มี ความทุกข์ยาก<br />
เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงยากที่สุด ต้องทะนุถนอมเป็นอย่างดีจึงจะเจริญเติบโตได้เป็นสัญลักษณ์ของการท้าชวนและท้าทาย</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">ประวัติ</span></h3>
<p>คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์เข้ามาประกาศเผยแพร่ครั้งแรกในประเทศไทย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในปี พ.ศ. 2371 โดยคณะมิชชันนารีจากอังกฤษ คือ คณะลอนดอนมิชชันนารีโซไซเอ็ตตี้ (London Missionary Society) ต่อมาได้ติดต่อประสานงานให้คณะมิชชั่นอื่น ส่งมิชชันนารีเข้ามาประกาศเผยแพร่ด้วย เช่น มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่น เข้ามาประกาศเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2383 ในช่วงแรกประกาศเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2404 ทางราชการประกาศอนุญาตให้ออกไปเผยแพร่ทำการประกาศนอกกรุงเทพฯได้ จึงส่งมิชชันนารีไปทำงานที่เพชรบุรี และในปี พ.ศ. 2410 ได้เข้ามาประกาศเผยแพร่ที่เชียงใหม่ ลักษณะการเผยแพร่ประกาศคริสต์ศาสนาสิ่งหนึ่งคือ การตั้งโรงเรียนเป็นสถานศึกษาแบบตะวันตก จัดสอน การเรียนการศึกษาแบบตะวันตกแก่เด็กชายและเด็กหญิง เป็นการเตรียมผู้นำสำหรับคริสตจักร และการบริหารโรงเรียน การดำเนินการพันธกิจด้านการศึกษาของมิชชั่น ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มีการตั้งโรงเรียนในจังหวัดต่าง ๆ ที่มิชชั่นเข้าไปดำเนินการ รวมทั้งมีการตั้งโรงเรียนในคริสตจักรต่าง ๆ ที่มีความพร้อมด้วย ดังนั้นช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มิชชั่นจึงมีแนวความคิดที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยคริสเตียนขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>แนวความคิดจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากทางคณะกรรมาธิการต่างประเทศในนามของมิชชั่นที่สหรัฐอเมริกา ได้ตอบมาว่ายังไม่พร้อมที่จะให้การสนับสนุน เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอ ต่อมาเมื่อมิชชั่นมีความพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยได้ แต่ก็ประสบกับอุปสรรคกับทางรัฐบาลไทยในขณะนั้นที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติการศึกษาที่สนับสนุนให้ต่างประเทศมาตั้งมหาวิทยาลัย ในช่วงระยะเวลานี้ทางมิชชั่นก็เปิดดำเนินการโรงเรียนของมิชชั่น และมีการเปิดโรงเรียนที่ดำเนินการโดยคริสตจักรท้องถิ่นด้วย โรงเรียนเหล่านี้ได้นำเอาระบบการศึกษาแบบตะวันตกมาปรับปรุงใช้ในการดำเนินงานและอยู่ภายใต้การดูแลของมิชชั่นมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2477 มีการตั้งสภาคริสตจักรในประเทศไทยขึ้น มิชชั่นได้มอบกิจการต่าง ๆ ให้กับสภาคริสตจักรฯ ดูแลและได้ปรับปรุงงานด้านการศึกษา สภาคริสตจักรฯ มีความตั้งใจที่จะตั้งมหาวิทยาลัยคริสเตียนเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของมิชชั่นลาวเหนือที่ได้ริเริ่มโครงการไว้ เมื่อความต้องการของผู้ที่จะศึกษาในระดับอุดมศึกษามีมากขึ้นและรัฐบาลไม่สามารถสนองตอบความต้องการได้อย่างทั่วถึง รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชนขึ้นในปี พ.ศ. 2512 จึงได้รื้อฟื้นความคิดที่จะตั้งสถาบันอุดมศึกษาขึ้นมาใหม่ โดยยกฐานะ 2 สถาบันคือ โรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยแมคคอร์มิค และวิทยาลัยพระคริสตธรรม ซึ่งเป็นสถาบันที่เก่าแก่และตั้งมานานแล้วขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่รัฐบาลจะรับรองมาตรฐานได้ดังนั้นผู้อำนวยการของทั้ง 2 สถาบันดังกล่าวได้ตกลงร่วมกันเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาของสภาคริสตจักรฯ อีกหลายคน อาทิ ศจ.ดร.จอห์น แฮมลิน อาจารย์บุญชวน เจิมประไพ ศจ.ประเสริฐ อินทะพันธุ์ ร.ต.ท.แก้ว เนตตโยธิน นายแพทย์พิพัฒน์ ตรังรัฐพิทย์ ดร.คอนรัด คิงศ์ฮิลล์ ศจ.วิคเตอร์ แมคแอนนาแลน ศจ.ประพันธ์ จันทรบูรณ์ อาจารย์ประกาย นนทวาสี อาจารย์ธวัช เบญจวรรณ และอาจารย์โดแนลด์ แมคอิลวไรด์ ประชุมเกี่ยวกับการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชนเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2513 ที่ประชุมมีมติเห็นสมควรให้จัดตั้งวิทยาลัยเอกชน และได้นำเสนอต่อสภาคริสตจักรฯ และสภาคริสตจักรฯ ได้พิจารณาเห็นชอบด้วย และได้แต่งตั้งคณะบุคคลดังกล่าวเป็น “คณะกรรมการดำเนินการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชนของสภาคริสตจักรในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2513 คณะกรรมการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชนฯ ได้ตระเตรียมรายละเอียดของหลักสูตร และระเบียบเกี่ยวกับวิทยาลัยทุกอย่าง ในตอนแรกได้พิจารณาเปิด 2 แผนก คือ แผนกวิทยาศาสตร์ซึ่งเปิดสอนสาขาวิชาพยาบาล (แมคคอร์มิคเดิม) และแผนกศิลปศาสตร์ ซึ่งเปิดสอนสาขาวิชาปรัชญาและศาสนา สาขาวิชาดุริยศิลป์ และสาขาวิชาบริหาร</p>
<p>การตั้งชื่อวิทยาลัยนั้นคณะกรรมการดำเนินงานจัดตั้งวิทยาลัยเอกชน ได้มีมติที่ 71/2 ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ให้เรียกชื่อวิทยาลัยว่า “วิทยาลัยคริสเตียนพายัพ” ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันสถาปนาวิทยาลัย ต่อมาในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 คณะกรรมการฯ ได้ประชุมกันและพิจารณาปรับเปลี่ยนชื่อวิทยาลัยจาก &#8220;วิทยาลัยคริสเตียนพายัพ&#8221; เป็น “วิทยาลัยพายัพ”</p>
<p>วิทยาลัยพายัพเปิดสอนครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2517 เปิดสอน 8 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ดุริยศิลป์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญาศาสนา สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา การบริหารงานบุคคล และอนุปริญญาพยาบาลและอนามัย</p>
<p>ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 วิทยาลัยพายัพได้รับอนุญาตจากทบวงมหาวิทยาลัยเปลี่ยนประเภทจากวิทยาลัย เป็น “มหาวิทยาลัย” และมหาวิทยาลัยพายัพได้ดำเนินการพัฒนาในด้านการเรียนการสอนมาโดยลำดับจนปัจจุบันนี้ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนในระดับปริญญาตรี 9 คณะ 3 วิทยาลัย จำนวน 24 สาขาวิชา ระดับปริญญาโทอีก 6 สาขาวิชา และระดับปริญญาเอก 1 สาขาวิชา นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยพายัพได้พยายามปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตตามแนวทางที่ตอบสนองความต้องการของสังคมอยู่ตลอดเวลา มหาวิทยาลัยพายัพได้ปฏิบัติภารกิจด้านต่างๆของสถาบันอุดมศึกษาได้ช่วยสนับสนุนให้การจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับได้ว่ามหาวิทยาลัยพายัพได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติตลอดมา</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">การศึกษา</span></h3>
<p>มหาวิทยาลัยพายัพจำแนกตามระดับการศึกษา ได้แก่ ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ในปีการศึกษา 2563 มหาวิทยาลียพายัพได้มีการจัดการศึกษาโดยมีคณะที่เปิดสอนจำนวนทั้งสิ้น 6 คณะ 3 วิทยาลัย ได้แก่</p>
<h4>หลักสูตรระดับปริญญาตรี</h4>
<p><strong>คณะกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</strong></p>
<ol>
<li>คณะมนุษยศาสตร์และนิเทศศาสตร์
<ul>
<li>สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างประเทศ</li>
<li>สาขาวิชาภาษาอังกฤษ</li>
<li>สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น</li>
<li>สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมจีน</li>
<li>สาขาวิชาจิตวิทยา</li>
<li>สาขานิเทศศาสตร์</li>
</ul>
</li>
<li>คณะนิติศาสตร์</li>
<li>คณะบริหารธุรกิจและวิทยาศาสตร์
<ul>
<li>สาขาวิชาการตลาด</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการ (วิชาเอก การจัดการ)</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการ (วิชาเอก การบริหารทรัพยากรมนุษย์)</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการ (วิชาเอก การจัดการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์)</li>
<li>สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์</li>
<li>สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร</li>
<li>สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์</li>
</ul>
</li>
<li>คณะบัญชี เศรษฐศาสตร์ การเงินและการธนาคาร
<ul>
<li>สาขาวิชาการบัญชี</li>
<li>สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร</li>
<li>สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์</li>
</ul>
</li>
</ol>
<p><strong>คณะกลุ่มวิทยาลัย</strong></p>
<ol>
<li>วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี</li>
<li>วิทยาลัยดุริยศิลป์</li>
<li>วิทยาลัยนานาชาติ
<ul>
<li>สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)</li>
<li>สาขาวิชาการสื่อสารภาษาอังกฤษ (หลักสูตรนานาชาติ)</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)</li>
<li>สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการบริการ (หลักสูตรนานาชาติ)</li>
</ul>
</li>
</ol>
<p><strong>หลักสูตรบัณฑิตศึกษา</strong></p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>หลักสูตรภาษาไทย</strong></p>
<ol>
<li>หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต</li>
<li>หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต</li>
<li>หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาคริสต์ศาสนศาสตร์</li>
<li>หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาดุริยางคศาสตร์</li>
</ol>
<p style="padding-left: 40px;"><b>หลักสูตรนานาชาติ</b></p>
<ol>
<li>หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษแก่ผู้พูดภาษาอื่น</li>
<li>หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาศาสตร์</li>
<li>หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสร้างสันติภาพ</li>
</ol>
<p style="padding-left: 40px;"><b>หลักสูตรประกาศนียบัตร</b></p>
<ul>
<li>ประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล</li>
</ul>
<p><strong>คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ</strong></p>
<ol>
<li>คณะเภสัชศาสตร์</li>
<li>คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค</li>
</ol>
<h3><span style="color: #0000ff;">ทำเนียบอธิการบดีมหาวิทยาลัยพายัพ</span></h3>
<table class="wikitable">
<caption> </caption>
<tbody>
<tr>
<th>ลำดับ</th>
<th>รายนาม</th>
<th>ตำแหน่ง</th>
<th>ระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง (นับจากปีการศึกษา)</th>
<th>รวม(ปี)</th>
<th>หมายเหตุ</th>
</tr>
<tr>
<td>1</td>
<td>นายแพทย์พิพัฒน์ ตรังรัฐพิทย์</td>
<td>ผู้อำนวยการ</td>
<td>พ.ศ. 2517 &#8211; พ.ศ. 2520</td>
<td>4</td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>อาจารย์ ดร.อำนวย ทะพิงค์แก</td>
<td>อธิการบดี</td>
<td>พ.ศ. 2521 &#8211; พ.ศ. 2539</td>
<td>18</td>
<td>ดำรงตำแหน่งครั้งที่ 1</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>อาจารย์ ดร.บุญทอง ภู่เจริญ</td>
<td>อธิการบดี</td>
<td>พ.ศ. 2540 &#8211; พ.ศ. 2549</td>
<td>10</td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>ศาสนาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์</td>
<td>อธิการบดี</td>
<td>พ.ศ. 2550 &#8211; พ.ศ. 2555</td>
<td>6</td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>รองศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์</td>
<td>รักษาการอธิการบดี</td>
<td>พ.ศ. 2556</td>
<td>1</td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>6</td>
<td>ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.สมพันธ์ วงษ์ดี</td>
<td>อธิการบดี</td>
<td>พ.ศ. 2557 &#8211; พ.ศ. 2560</td>
<td>4</td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>7</td>
<td>อาจารย์ ดร.รักษ์ พรหมปาลิต</td>
<td>อธิการบดี</td>
<td>พ.ศ. 2561</td>
<td>1</td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td>&#8211;</td>
<td>อาจารย์ ดร.อำนวย ทะพิงค์แก</td>
<td>รักษาการอธิการบดี</td>
<td>พ.ศ. 2562</td>
<td>1</td>
<td>ดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2</td>
</tr>
<tr>
<td>8</td>
<td>อาจารย์อภิชา อินสุวรรณ</td>
<td>รักษาการอธิการบดี</td>
<td>พ.ศ. 2563 &#8211; ปัจจุบัน</td>
<td>ยังอยู่ในวาระ</td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #0000ff;">วิทยาเขต</span></h3>
<ol>
<li>วิทยาเขตแม่คาว : ถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่</li>
<li>วิทยาเขตแก้วนวรัฐ : ถนนแก้วนวรัฐ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่</li>
<li>วิทยาเขตธารแก้ว : <a class="mw-redirect" title="ถนนห้วยแก้ว" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7/">ถนนห้วยแก้ว</a> อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่</li>
</ol>
<h3><span style="color: #0000ff;">การจัดอันดับมหาวิทยาลัย</span></h3>
<p>การจัดอันดับโดย เว็บโอเมตริกซ์ (Webometrics) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจของสถาบันต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บไซต์ และเป็นความริเริ่มเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง (Open Access) ทั่วโลก โดยบ่งบอกถึงปริมาณและคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ของสถาบัน เพื่อใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ ในการประเมินผลงานวิจัยของสถาบัน ซึ่งทางเว็บโอเมตริกซ์ได้จัดอันดับปีละ 2 ครั้งในเดือนมกราคม และกรกฎาคม ล่าสุดเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 มหาวิทยาลัยพายัพ อยู่ในอันดับที่ 2,481 ของโลก อันดับที่ 88 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ 30 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย</p>
<h3><span style="color: #0000ff;">แผนที่การเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยพายัพ</span></h3>
<p><iframe loading="lazy" style="border: 0;" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3777.0823199877527!2d99.02999695089346!3d18.79448438718746!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30da2543b37486ad%3A0xf8d29082477585fa!2sPayap%20University!5e0!3m2!1sen!2sth!4v1621350613277!5m2!1sen!2sth" width="600" height="450" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p><iframe loading="lazy" style="border: 0;" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!4v1621350652189!6m8!1m7!1sHbLa_RsYzBM0cHet2Bp7bQ!2m2!1d18.7962929939822!2d99.03581825256255!3f248.72216849374107!4f10.156157986130111!5f0.7820865974627469" width="600" height="450" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9e/">มหาวิทยาลัยพายัพ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยแม่โจ้</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b9%89/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 24 Jan 2021 14:20:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถานศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[maejo university]]></category>
		<category><![CDATA[MJU]]></category>
		<category><![CDATA[ตำบลแม่โจ้]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[อินทนิล]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=7672</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (อังกฤษ: Maejo University; อักษรย่อ: มจ. — MJU) เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ตั้งอยู่ที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยมีรากฐานจาก "โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือ"</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b9%89/">มหาวิทยาลัยแม่โจ้</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #00803d;">มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (อังกฤษ: Maejo University; อักษรย่อ: มจ. — MJU) เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ตั้งอยู่ที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยมีรากฐานจาก &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือ&#8221; จนได้รับการเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐลำดับที่ 23 ในประเทศไทย</span></h2>
<h3><span style="color: #00803d;"> ประวัติ</span></h3>
<p><span style="color: #ffee00;"><strong>โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม</strong></span><br />
มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีการพัฒนาจาก โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือ ซึ่งได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2477[2] ตามคำบัญชาของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) รัฐมนตรีกระทรวงธรรมการในขณะนั้นเพื่อเป็นการขยายการศึกษาด้านการเกษตรไปยังส่วนภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือถือเป็นสถานศึกษาด้านการเกษตรแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค โดยตั้งอยู่บนพื้นที่จำนวน 900 ไร่เศษบริเวณพื้นที่บ้านแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ควบคู่กับสถานีทดลองกสิกรรมภาคพายัพ มีพระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ)|พระช่วงเกษตรศิลปการเป็นอาจารย์ใหญ่คนสุดท้ายของโรงเรียน รับนักเรียนจากผู้ที่สำเร็จมัธยมปีที่ 6 หรือประกาศนียบัตรครูมูลเข้าศึกษาในหลักสูตรกำหนดเวลาเรียน 2 ปี โดยได้รับประกาศนียบัตรประโยคครูประถมกสิกรรม (ป.ป.ก.) มีนักเรียนเข้าศึกษาในปีแรกจำนวน 48 คน ซึ่งในขณะนั้นพื้นที่ของโรงเรียนเรียนมีความไม่พร้อมในการทำเกษตรกรรมเนื่องจากเป็นพื้นที่ดินทรายจึงต้องมีการปรับปรุงดินให้ใช้ในกการทำการเกษตรได้ อีกทั้งสิ่งปลูกสร้างต่างๆเช่น ห้องเรียน เรือนนอน โรงอาหารและบ้านพักครู ต้องจัดสร้างขึ้นอย่างชั่วคราวเพื่อให้ทันต่อนโยบายของกระทรวงธรรมการในการเปิดโรงเรียน ทำให้ช่วงแรกของการก่อตั้งมีความยากลำบากอย่างมาก ต่อมาได้มีการเปลี่ยนสถานะของโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือเป็น โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมภาคเหนือ ในปี พ.ศ. 2479 หลังเปิดการการเรียนการสอนได้เพียง 3 รุ่น ซึ่งกระทรวงธรรมการเห็นว่าหลักสูตรประโยคครูประถมกสิกรรมที่เปิดไปมีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนเพียงพอและมีสถานศึกษาที่ต้องใช้ครูเกษตรจำนวนน้อย จึงเปิดหลักสูตรมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม (มก.) ขึ้นแทนโดยรับผุ้ที่สำเร็จการศึกษาขั้นมัธยมปีที่ 4 เข้าศึกษาโดยกำหนดเวลาเรียน 4 ปี มีผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรจำนวน 4 รุ่น</p>
<p><span style="color: #ffee00;"><strong>โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong></span><br />
ในปี พ.ศ. 2481 ไดมีการยุบรวมโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมในส่วนภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ที่ตำบลคอหงส์ จังหวัดสงขลา ภาคกลางที่อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี และภาคอีสานที่ตำบลโนนวัด จังหวัดนครราชสีมา แต่มิได้ยุบโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมภาคเหนือจากการผลักดันของพระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจและหลวงอิงคศรีกสิการ ให้มีการรักษาโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมไว้ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะเป็น วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สังกัดกระทรวงเกษตราธิการ โดยรับผู้ที่สำเร็จชั้นมัธยม 8 เข้าศึกษาในหลักสูตรอนุปริญญาทางเกษตรศาสตร์ สหกรณ์และวนศาสตร์เป็นเวลา 2 ปี โดยมีพระช่วงเกษตรศิลปการเป็นผู้อำนวยการคนแรก ซึ่งต่อมาได้เป็นรากฐานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2482 วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ย้ายที่ตั้งจากแม่โจ้ไปยังสถานีเกษตรกลาง อำเภอบางเขน จังหวัดพระนคร โดยในส่วนของพื้นที่แม่โจ้นั้นได้ก่อตั้งเป็น โรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์ โดยรับผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 เข้าศึกษาในหลักสูตร 2 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจึงสามารถเข้าศึกษาในระดับปริญญาที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนได้โดยไม่ต้องส เมื่อวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี พ.ศ. 2486 โรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>
<p><span style="color: #ffee00;"><strong>สถาบันอาชีวศึกษา</strong></span><br />
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ประสบปัญหาจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามดังกล่าวทำให้มีผู้สมัคเรียนจำนวนน้อยอีกทั้งยังมีการคมนาคมที่ลำบากและห่างไกลจากกรุงเทพมหานครมาก จึงมีแนวคิดที่จะยุบโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ลงในปี พ.ศ. 2488 โดยได้มีการงดการรับนักศึกษาในปี พ.ศ. 2490 &#8211; 2491 เนื่องจากขาดงบประมาณและจำนวนผู้เรียนน้อย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2491 กระทรวงเกษตราธิการได้โอนกิจการของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้กับกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยเปลี่ยนสถานะเป็นสถานศึกษาในระดับอาชีวศึกษาใช้ชื่อว่า โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ และเริ่มเปิดสอนในปี พ.ศ. 2492 โดยรับจากผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 เข้าศึกษาในหลักสูตร 3 ปี เมื่อสำเร็จแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรอาชีวชั้นสูง แผนกเกษตรกรรม และต่อมาได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2499</p>
<p><span style="color: #ffee00;"><strong>มหาวิทยาลัย</strong></span><br />
ในปี พ.ศ. 2518 ได้มีการเปลี่ยนสถานะของวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ใหม่เป็น สถาบันเทคโนโลยีการเกษตร[3] และย้ายสังกัดจากกรมอาชีวศึกษาไปสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยแทน โดยเปิดสอนในหลักสูตรเทคโนโลยีการเกษตรบัณฑิต (ทก.บ.) ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกในระดับปริญญาตรี รวมถึงในระดับอนุปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงและประกาศนียบัตรบัณฑิต และได้เปลี่ยนชื่อสถาบันในปี พ.ศ. 2525 เป็น สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ เนื่องจากคำว่าแม่โจ้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปมากกว่า[4]</p>
<p>สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ได้รับการสถานปนาเป็น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ [5] เมื่อวัน 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เพื่อขยายขอบเขตการให้การศึกษาและเกิดความคล่องตัวทางวิชาการและการบริหารมากขึ้น โดยปัจจุบันมีการเปิดสอนในระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกโดยมีความหลากหลายในสาขาวิชานอกเหนือจากสาขาเกษตรกรรมซึ่งแม่โจ้มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะทางด้านการปฏิบัติมาตั้งแต่ในช่วงของการศึกษาด้านอาชีวศึกษา รวมถึงยังมีการจัดตั้งวิทยาเขตเพื่อขยายการศึกษาไปยังส่วนภูมิภาคต่างๆ โดยวิทยาเขตแรกคือมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติตั้งอยู่ที่อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพรที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร และวิทยาเขตล่าสุดคือมหาวิทยาลัยแม่โจ้-อุตรดิตถ์ที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง</p>
<p><span style="color: #ffee00;"><strong>มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ</strong></span><br />
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2539 เปลี่ยนสถานะจากมหาวิทยาลัยของรัฐเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ภายในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ โดยไม่สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2560 ซึ่งประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560 และมีผลบังคับใช้ 30 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปคือให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560</p>
<h3><span style="color: #00803d;">สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย</span></h3>
<p>ต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย คือ อินทนิล[6]</p>
<p>อินทนิล เป็นไม้ยืนต้นที่แข็งแรง อายุยาวนาน และเจริญเติบโตได้ทุกสภาพของประเทศไทย แทน ความแข็งแกร่ง อดทน ของศิษย์แม่โจ้<br />
ช่ออินทนิล มีลักษณะเกาะกันเป็นกลุ่มแน่น สีสด แทน ความรัก ความสามัคคี และความกลมเกลียว<br />
อินทนิลเป็นต้นไม้ที่เจริญได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย แทน ศิษย์แม่โจ้ที่มาจากทุกหนทุกแห่ง และกระจายกันออกไปเจริญเติบโตก้าวหน้าอยู่ทั่วทุกภาค<br />
ต้น เปลือก และใบ ของอินทนิล ใช้เป็นยาสมุนไพรได้ แทน คุณค่าของศิษย์แม่โจ ที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคม</p>
<h3><span style="color: #00803d;">รายนามอธิการบดี</span></h3>
<table class="wikitable" width="100%">
<tbody>
<tr>
<th colspan="3"><span style="color: #339966;">โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือ/โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์/วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่</span></th>
</tr>
<tr>
<th>คนที่</th>
<th>รายนามอาจารย์ใหญ่/ผู้อำนวยการ</th>
<th>วาระการดำรงตำแหน่ง</th>
</tr>
<tr>
<td valign="top">1.</td>
<td valign="top">อำมาตย์โท พระช่วงเกษตรศิลปการ</td>
<td valign="top">2477 &#8211; 2481</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">2.</td>
<td valign="top">หลวงอิงคศรีกสิการ (อินทรี จันทรสถิตย์)</td>
<td valign="top">รักษาการ ก.ค.-ต.ค.2479</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">3.</td>
<td valign="top">จรัด สุนทรศิล</td>
<td valign="top">รักษาการ 2481 &#8211; 2482</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">4.</td>
<td valign="top">ศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์</td>
<td valign="top">ผู้อำนวยการ 2482 &#8211; 2484,2486-2495</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">5.</td>
<td valign="top">ประเทือง ประทีปเสน</td>
<td valign="top">2484 &#8211; 2486</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">6.</td>
<td valign="top">ไสว ชูติวัตร</td>
<td valign="top">2495 &#8211; 2497</td>
</tr>
<tr>
<th colspan="3">สถาบันเทคโนโลยีการเกษตร</th>
</tr>
<tr>
<th>คนที่</th>
<th>รายนามอธิการบดี</th>
<th>วาระการดำรงตำแหน่ง</th>
</tr>
<tr>
<td valign="top">7.</td>
<td valign="top">ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย</td>
<td valign="top">21 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 &#8211; 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2522</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"></td>
<td valign="top"></td>
<td valign="top">21 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 &#8211; 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2526</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">8.</td>
<td valign="top">พันเอก ดร.อาทร ชนเห็นชอบ</td>
<td valign="top">รักษาการ 21 กรกฎาคม &#8211; 15 สิงหาคม พ.ศ. 2522</td>
</tr>
<tr>
<th colspan="3">สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้<b></b></th>
</tr>
<tr>
<td valign="top">9.</td>
<td valign="top">ศาสตราจารย์ ดร.ยรรยง สิทธิชัย</td>
<td valign="top">21 กรกฎาคม พ.ศ. 2526 &#8211; 4 มิถุนายน พ.ศ. 2530</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">10.</td>
<td valign="top">ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล สงวนศรี</td>
<td valign="top">5 มิถุนายน พ.ศ. 2530 &#8211; 30 เมษายน พ.ศ. 2532</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">11.</td>
<td valign="top">รองศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ เที่ยงตรง</td>
<td valign="top">1 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 &#8211; 30 เมษายน พ.ศ. 2536</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"></td>
<td valign="top"></td>
<td valign="top">1 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 &#8211; 30 เมษายน พ.ศ. 2540</td>
</tr>
<tr>
<th colspan="3">มหาวิทยาลัยแม่โจ้<b></b></th>
</tr>
<tr>
<td valign="top"></td>
<td valign="top"></td>
<td valign="top">1 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 &#8211; 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2541</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">12.</td>
<td valign="top">ศาสตราจารย์ ดร.กำพล อดุลวิทย์</td>
<td valign="top">3 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 &#8211; 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 (รักษาราชการแทน)</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">13.</td>
<td valign="top">นายสราญ เพิ่มพูล</td>
<td valign="top">8 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 &#8211; 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2545</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">14.</td>
<td valign="top">รองศาสตราจารย์ ดร.เทพ พงษ์พานิช</td>
<td valign="top">8 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 &#8211; 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2549</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"></td>
<td valign="top"></td>
<td valign="top">8 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 &#8211; 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">15.</td>
<td valign="top">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร ยศราช</td>
<td valign="top">8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 &#8211; 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"></td>
<td valign="top"></td>
<td valign="top">1 เมษายน พ.ศ. 2558<sup id="cite_ref-7" class="reference">[7]</sup> &#8211; 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561</td>
</tr>
<tr>
<td>16.</td>
<td>รองศาสตราจารย์ ดร.วีรพล ทองมา</td>
<td>1 เมษายน พ.ศ. 2562 &#8211; 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 (รักษาราชการแทน)</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"></td>
<td valign="top"></td>
<td valign="top">27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563<sup id="cite_ref-8" class="reference">[8]</sup> &#8211; ปัจจุบัน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><span style="color: #00803d;">การจัดอันดับมหาวิทยาลัย</span></h3>
<p><strong>การจัดอันดับโดย Webometrics</strong></p>
<p>การจัดอันดับโดย เว็บโอเมตริกซ์ (Webometrics) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจของสถาบันต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บไซต์ และเป็นความริเริ่มเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง (Open Access) ทั่วโลก โดยบ่งบอกถึงปริมาณและคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ของสถาบัน เพื่อใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ ในการประเมินผลงานวิจัยของสถาบัน ซึ่งทางเว็บโอเมตริกซ์ได้จัดอันดับปีละ 2 ครั้งในเดือนมกราคม และกรกฎาคม ล่าสุดเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อยู่ในอันดับที่ 2,166 ของโลก อันดับที่ 59 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับที่ 22 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย[9]</p>
<p><strong>การจัดอันดับโดย UI Green Metric World University Ranking</strong> เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวที่จัดโดยมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อสนับสนุนการเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 9 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 158 ของโลก[10]</p>
<p><strong>การจัดอันดับโดย 4 International Colleges &amp; Universities</strong> การจัดอันดับเว็บไซต์มหาวิทยาลัยโดยระบบ 4 International Colleges &amp; Universities (4icu.org) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ดำเนินการจัดอันดับความนิยมเว็บไซต์ ของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศและทั่วโลกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2005 โดยรายงาน ผลปีละ 2 ครั้ง คือ เดือนมกราคมและเดือนกรกฎาคม มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดอันดับความนิยมของมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยนานาชาติ บนพื้นฐานของความนิยมในการเข้าติดตามชมเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะเป็น เว็บไซต์ที่ช่วยให้นักศึกษานานาชาติได้เข้าใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยนานาชาติมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่เว็บไซต์ที่มีข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน และมีการ Update ข้อมูลข่าวสารที่สม่าเสมอจะถูกนำมาใช้ในการ พิจารณาจัดอันดับอีกด้วย ล่าสุดเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อยู่ในอันดับที่ 2,532 ของโลก อันดับที่ 23 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย</p>
<h3>หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย</h3>
<p><strong>สำนักงานมหาวิทยาลัย</strong><br />
สำนักงานมหาวิทยาลัย<br />
กองกลาง<br />
กองพัฒนานักศึกษา<br />
กองแผนงาน<br />
กองคลัง<br />
กองการเจ้าหน้าที่<br />
กองอาคารและสถานที่<br />
กองสวัสดิการ<br />
กองวิเทศสัมพันธ์<br />
กองเทคโนโลยีดิจิทัล<br />
กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม<br />
กองพัฒนาคุณภาพ<br />
กองตรวจสอบภายใน</p>
<p><strong>หน่วยงานแบบวิสาหกิจ</strong><br />
ศูนย์กล้วยไม้และไม้ดอกประดับ<br />
ศูนย์ภาษา<br />
ศูนย์วิจัยพลังงาน<br />
ศูนย์วิจัยและพัฒนาลำไยแม่โจ้<br />
ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมนานาชาติ<br />
สถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ<br />
สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์<br />
สำนักงานบริหารทรัพย์สิน<br />
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยแม่โจ้<br />
สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย</p>
<p><strong>คณะ/วิทยาลัย/สำนัก</strong><br />
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แบ่งการเรียนการสอน เป็น 11 คณะ 3 วิทยาลัย 2 วิทยาเขต 1 บัณฑิตวิทยาลัย 3 สำนัก ดังนี้<br />
คณะผลิตกรรมการเกษตร<br />
คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี<br />
คณะวิทยาศาสตร์<br />
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบสิ่งแวดล้อม<br />
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร<br />
คณะพัฒนาการท่องเที่ยว<br />
คณะเศรษฐศาสตร์<br />
คณะบริหารธุรกิจ<br />
คณะศิลปศาสตร์<br />
คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ<br />
คณะสารสนเทศและการสื่อสาร<br />
วิทยาลัยบริหารศาสตร์<br />
วิทยาลัยพลังงานทดแทน<br />
วิทยาลัยนานาชาติ<br />
โครงการจัดตั้งคณะสัตวแพทยศาสตร์<br />
โครงการจัดตั้งคณะนิติศาสตร์<br />
โครงการจัดตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์<br />
มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ<br />
มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร<br />
บัณฑิตวิทยาลัย<br />
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร<br />
สำนักงานเลขานุการ<br />
ฝ่ายวิจัย<br />
ฝ่ายฝึกอบรม<br />
ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร<br />
ฝ่ายขยายพันธุ์พืชและสัตว์<br />
ฝ่ายพัฒนาเกษตรที่สูง<br />
ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมนานาชาติ<br />
คลินิกเทคโนโลยี<br />
สำนักหอสมุด<br />
สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ</p>
<p><strong>ศูนย์/โครงการจัดตั้ง</strong><br />
ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพ และสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์<br />
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ<br />
ศูนย์ภาษามหาวิทยาลัยแม่โจ้<br />
สถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ<br />
สำนักงานตรวจสอบภายใน<br />
สถานบริการวิชาการ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร<br />
ศูนย์วิจัยพลังงาน<br />
สำนักงานประสานงานวิจัยเชิงบูรณาการ (สกว.แม่โจ้)<br />
สำนักงานสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้<br />
ศูนย์วิจัยและพัฒนาลำไยแม่โจ้<br />
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ<br />
สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย<br />
โครงการจัดตั้งโรงพยาบาลสัตว์แม่โจ้</p>
<p><strong>วิทยาเขต</strong><br />
มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่บนถนนเชียงใหม่-พร้าว ในพื้นที่ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยห่างจากตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ 10 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 12,879 ไร่ อยู่ใน 3 จังหวัด คือ<br />
1.มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เลขที่ 63 หมู่ที่ 4 ถนนเชียงใหม่ &#8211; พร้าว ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่<br />
2.มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ เลขที่ 17 หมู่ 3 ถนนยันตรกิจโกศล ตำบลแม่ทราย อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่<br />
3.มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร เลขที่ 99 หมู่ที่ 5 ตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร<br />
4.มหาวิทยาลัยแม่โจ้-อุตรดิตถ์ (กำลังก่อสร้าง) ตำบลผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์</p>
<h3>พิธีพระราชทานปริญญาบัตร</h3>
<p>พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาในการพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2521 และได้เสด็จพระราชดำเนินในการพิธีพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองเรื่อยมา แต่ในปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีเสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นประจำทุกปี ดังนั้น วันพระราชทานปริญญาบัตรของทุกปี จึงจัดให้อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ตามอย่างคราวรับพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรก ในคราวรับพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกนั้นจัดขึ้นที่อาคารแผ่พืชน์ ซึ่งในปี 2558 เป็นครั้งที่ 37 บัณฑิตรุ่นที่ 38 ปัจจุบันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จัด ณ ศูนย์กีฬากาญจนาภิเษก รัชกาลที่ 9 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 19 &#8211; 20 กุมภาพันธุ์ 2558</p>
<h3>บุคคลสำคัญจากมหาวิทยาลัย</h3>
<p>ก<br />
เกรน ประชาศรัยสรเดช อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ 6 สมัย<br />
จ<br />
จำนงค์ โพธิสาโร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ<br />
เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของบริษัทเบียร์ช้าง<br />
จุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อดีตองคมนตรี<br />
พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) พระราชาคณะเจ้าคณะรองฝ่ายธรรมยุติกนิกาย อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และอดีตเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต)<br />
ฉ<br />
เฉลิม พรหมเลิศ อดีตรองประธานวุฒิสภา<br />
ช<br />
พระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่โจ้<br />
ณ<br />
ณัฐพงษ์ เกษอินทร์ นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย<br />
ด<br />
เจ้าเดชา ณ ลำปาง เป็นผู้สืบเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าของเจ้าผู้ครองนครลำปาง<br />
ธ<br />
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์<br />
รองศาสตราจารย์ ธรรมนูญ ฤทธิมณี เป็นอดีตอธิการบดีคนแรกของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล<br />
ธีร์ นันทวริศ เป็นศิลปิน ดิจิตัล อาร์ทติส และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธรี ดี แลนด์ จำกัด มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ 3D &#8220;พระผู้เป็นที่รัก&#8221;[1][2][3][4][5] และงานออกแบบดิจิตัลอาร์ทให้การประกวดนางงามจักรวาล พ.ศ. 2561 (Miss Universe 2018)[6][7]<br />
ธัชกร ตั้งธนกรกิจ นักออกแบบ ผู้ชนะเลิศการประกวดออกแบบชุดประจำชาติ ให้ผู้เข้าประกวดจากประเทศไทย ในการประกวดนางงามจักรวาล ปีพ.ศ. 2552 (Miss Universe 2009) โดยชุด “ญ.งามท้องถิ่นสุวรรณภูมิ” ได้รับรางวัลที่ 3 จากเวทีดังกล่าว[8][9][10]<br />
บ<br />
บิว กัลยาณี นักร้องลูกทุ่ง<br />
ป<br />
ปลอดประสพ สุรัสวดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม<br />
หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี<br />
พ<br />
พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสิงห์บุรี<br />
พลเอกพิชาญเมธ ม่วงมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแม่ทัพภาคที่ 3<br />
พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร<br />
พันธุ์เลิศ บูรณศิลปิน อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์<br />
ม<br />
มอนอินทร์ รินคำ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ 2 สมัย<br />
ย<br />
ยงยุทธ สุวภาพ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่<br />
ยุพราช บัวอินทร์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบูรณ์<br />
ร<br />
ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ราษฎรอาวุโส นักวิจัย นักวิชาการเกษตรผู้บุกเบิกวงการกล้วยไม้ของประเทศไทยสู่สากล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอดีตนายกสภาสถาบันอาศรมศิลป์<br />
ล<br />
พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา และอดีตจเรทหาร<br />
ว<br />
ศาสตราจารย์ วิภาต บุญศรี วังซ้าย อธิการบดีคนแรกของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร (แม่โจ้)<br />
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพะเยา<br />
เจ้าวีรพงศ์ ณ ลำพูน โอรสเจ้าพงศ์ธาดา ณ ลำพูน ผู้สืบราชสกุลเจ้าผู้ครองนครลำพูน<br />
วัชระ ตันตรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา (ศิษย์เก่า การบัญชี)<br />
ศ<br />
รองศาสตราจารย์ ศิริชัย หงษ์วิทยากร หนึ่งในผู้ก่อตั้งภาควิชาเทคโนโลยีภูมิทัศน์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเป็น 1 ใน 8 บุคคล ตามโครงการตามหาบุคคลในภาพถ่ายที่มีโอกาสถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ12 สิงหาคม 2559 ที่จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม[11][12]<br />
ส<br />
สมพร ยกตรี ผู้ก่อตั้งภาควิชาเทคโนโลยีภูมิทัศน์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้[13]<br />
สมาน ชมภูเทพ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำพูน<br />
สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย<br />
สง่า สรรพศรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี<br />
ศาสตราจารย์กิตติคุณ สิปปนนท์ เกตุทัต ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์<br />
อ<br />
อรุณี ชำนาญยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพะเยา<br />
อำนวย ยศสุข นายกสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ หลายกระทรวง (กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ (7 สมัย) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเชียงใหม่<br />
โอภาส พลศิลป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี 3 สมัย<br />
อุทิศ นาคสวัสดิ์ นักดนตรี นักแต่งเพลงไทย ผู้ส่งเสริมดนตรีไทย นักเขียน นักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์ นักเขียนบทละคร</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b9%89/">มหาวิทยาลัยแม่โจ้</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2021 15:22:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถานศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ChiangMai Rajabhat University]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ราชภัฏ เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่ราชการ เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=7647</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (อังกฤษ: ChiangMai Rajabhat University; ชื่อย่อ: มร.ชม. - CMRU) เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #d1d138;"><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (อังกฤษ: ChiangMai Rajabhat University; ชื่อย่อ: มร.ชม. &#8211; CMRU) เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกของภาคเหนือ เป็นวิทยาลัยครูแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค และเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย</strong></span></h2>
<p>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (อังกฤษ: ChiangMai Rajabhat University; ชื่อย่อ: มร.ชม. &#8211; CMRU) เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกของภาคเหนือ เป็นวิทยาลัยครูแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค และเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2467 ในนาม &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ&#8221; มีบทบาทและความรับผิดชอบในฐานะสถาบันการศึกษาและวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาวิชาการในสาขาวิชาต่าง ๆ ตามความต้องการของท้องถิ่น และผลิตครูบุคลากรทางการศึกษา ทำการวิจัยส่งเสริมวิทยฐานะของครู อาจารย์ และบุคลากรประจำการ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และให้บริการทางวิชาการแก่สังคม</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2518 &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ&#8221; หรือ &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่&#8221; ได้ยกฐานะขึ้นเป็น &#8220;วิทยาลัยครูเชียงใหม่&#8221; ตาม &#8220;พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518&#8243;[2]</p>
<p>ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามวิทยาลัยครูทั่วประเทศว่า &#8220;สถาบันราชภัฏ&#8221; แปลว่า &#8220;ผู้ที่อยู่ใกล้พระราชา&#8221; ทั้งยังได้พระราชทานตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ เป็นตราประจำสถาบันราชภัฏ และเมื่อได้ประกาศใช้ &#8220;พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ&#8221;[3] ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2538 &#8220;วิทยาลัยครูเชียงใหม่&#8221; จึงมีชื่อเป็น &#8220;สถาบันราชภัฏเชียงใหม่&#8221;</p>
<p>เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2547 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงพระปรมาภิไธยใน &#8220;พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547&#8243;[4] อันมีผลให้สถาบันราชภัฏ 41 แห่งทั่วประเทศ เปลี่ยนชื่อเป็น &#8220;มหาวิทยาลัยราชภัฏ&#8221; และมีสถานภาพเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ ยังความปลาบปลื้มยินดีแก่ชาวราชภัฏทุกคน</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีอายุครบรอบ 90 ปี<br />
<strong>คนดีสร้างชาติไทย ราชภัฏเชียงใหม่สร้างคนดี</strong><br />
ประวัติ<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้พัฒนามาจาก &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ&#8221; ซึ่งสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2467 โดยได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนสถาบันมาโดยลำดับ เป็นระยะเวลารวมกว่า 90 ปี ดังรายละเอียดประวัติที่สรุปพอสังเขป ดังนี้[5]</p>
<p>โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ<br />
เมื่อปี พ.ศ. 2466 มหาเสวกโท พระยาสุรบดินทร์สุรินทรภาไชย (อุปราช) อำมาตย์เอกพระยาพายัพพิริยะกิจ (สุมหเทศาภิบาล) และอำมาตย์ตรีหลวงวิสณห์ดรุณการ (ศึกษาธิการมณฑลพายัพ) ได้ร่วมกันเพื่อเตรียมการจัดตั้ง &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ&#8221; ขึ้น ตามแนวคิดหลักของกระทรวงธรรมการในขณะนั้น จึงได้ซื้อที่ดิน ณ บ้านเวียงบัว ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 แปลง มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ พร้อมด้วยเรือนไม้ 1 หลัง เพื่อเตรียมจัดตั้งโรงเรียน ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 นายร้อยเอกเจ้าราชภาติกวงษ์ เสนาวังจังหวัดเชียงใหม่ (ยศขณะนั้น:ต่อมาได้เลื่อนเป็น นายพันตรีเจ้าราชภาติกวงษ์ นามเดิมคือ คำตัน ณ เชียงใหม่) ได้ยกที่ดินด้านทิศเหนือของบริเวณที่ซื้อไว้เดิมพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ให้แก่มณฑลพายัพ เพื่อรวมเป็นพื้นที่จัดตั้งโรงเรียน เมื่อได้สถานที่พอที่จะดำเนินการได้ กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่ง (ตามหนังสือลงวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2466) เห็นควรให้ &#8220;นายชื่น สิโรรส&#8221; ซึ่งดำรงตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอแม่ริมอยู่ในขณะนั้นมาเป็นครูใหญ่</p>
<p>อาคารเรียนหลังแรก มีลักษณะเป็นเรือนไม้ไผ่ ในปี พ.ศ. 2467<br />
เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2467 &#8220;นายชื่น สิโรรส&#8221; ครูใหญ่ &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ&#8221; ได้เริ่มก่อสร้างอาคารเรียนและหอนอนหนึ่งหลัง ลักษณะอาคารเป็นเรือนไม้ไผ่ชั่วคราวพร้อมทั้งโรงอาหาร การปลูกสร้างได้แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2467 และได้เริ่มทำการสอนเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2467 นักเรียนรุ่นแรกมีจำนวน 28 คน คัดเลือกมาเรียนจากจังหวัดเชียงราย 6 คน จังหวัดลำพูน 5 คน จังหวัดแม่ฮ่องสอน 1 คน และจังหวัดเชียงใหม่ 16 คน การคัดเลือกนักเรียนได้ยึดตามระเบียบการของโรงเรียนกสิกรรมส่วนกลาง</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2468 ได้เริ่มมีหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนตามแนวของโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมอย่างแท้จริง โดยได้เปิดสอนตามหลักสูตรครูมูลกสิกรรมขึ้น ต่อมาในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 ได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก 3 แปลงเป็นที่สวนเก่าติดกับเนื้อที่ของโรงเรียนทางด้านทิศตะวันออก แต่ยังไม่มีตัวอาคารเรียนที่เป็นเรือนถาวรเกิดขึ้น จำนวนนักเรียนลดลงเหลือเพียง 22 คน การศึกษายังคงเน้นหนักให้ผู้เรียนปฏิบัติงานกสิกรรมอย่างจริงจังเรื่อยมา ทำให้มีผลผลิตทางการเกษตรออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปเป็นประจำ</p>
<p>โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑลพายัพ<br />
ในปี พ.ศ. 2470 มณฑลพายัพได้รวมเอาการฝึกหัดครูสามัญชั้นต่ำประจำมณฑลแผนกชาย ซึ่งอยู่ที่โรงเรียนประจำมณฑล (ปัจจุบันคือ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย) มาไว้ที่ &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ&#8221; เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในขณะนั้น โดยทางราชการได้แต่งตั้งให้ &#8220;หลวงพิพัฒน์คุรุกิจ&#8221; มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ และเปลี่ยนชื่อใหม่เรียกว่า &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑลพายัพ&#8221; ซึ่งนักเรียนทั้งหมดเป็นนักเรียนชาย และสอนเน้นหนักด้านการเกษตร จึงทำให้คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า &#8220;โรงเรียนกสิกรรมช้างเผือก&#8221; กิจกรรมของโรงเรียนที่สำคัญคือ การจัดงานประจำปีของโรงเรียนที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นที่มาของการจัดงานฤดูหนาวประจำปีของจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน</p>
<p>&#8220;หลวงพิพัฒน์คุรุกิจ&#8221; ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑลพายัพ&#8221; จนถึงปี พ.ศ. 2480 จึงได้เกษียณอายุราชการ สภาพการจัดการเรียนการสอนสมัยนั้นยังคงเป็นการผลิตครู ทั้งสายครูสามัญและสายครูกสิกรรมควบคู่กันไป อาคารเรียน บ้านพักครูสำเร็จขึ้นด้วยฝีมือของนักเรียนและครูช่วยกันปลูกสร้างโรงเรียนเอง และได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปทั้งมณฑลพายัพและทั่วภาคเหนือ มีนักเรียนจากจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงราย จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงใหม่ เข้าศึกษาเป็นจำนวนมาก ทางราชการก็เริ่มเห็นความสำคัญของการฝึกหัดครูมากขึ้น โดยได้สร้างอาคารเรียนขึ้นเป็นเรือนถาวรหลังหนึ่ง แต่การปลูกสร้างยังไม่ทันได้เริ่มในสมัยของ &#8220;หลวงพิพัฒน์คุรุกิจ&#8221; เมื่อ &#8220;นายสนิท ศิริเผ่า&#8221; ได้ย้ายมาเป็นครูใหญ่สืบต่อเมื่อปี พ.ศ. 2480 จึงได้เริ่มปลูกสร้างเป็นเรือนไม้สองชั้นฐานคอนกรีต หันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ซึ่งยังใช้อยู่จนถึง พ.ศ. 2513 จึงได้รื้อและสร้างอาคาร 1 ขึ้นแทนในสถานที่เดิม หรืออาคารสำนักงานอธิการบดีในปัจจุบัน)</p>
<p>โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่</p>
<p>ศาลพระพิฆเนศวร ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และเป็นที่เคารพสักการะของบุคลากร และนักศึกษาทุกคน<br />
ในปี พ.ศ. 2490 สมัยครูใหญ่ &#8220;นายทวี โปธาฌานนท์&#8221; ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับงานผลิตครูที่ดำเนินการอยู่ โดยเรียกว่า &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่&#8221; เริ่มใช้สีดำและเหลืองเป็นสีประจำโรงเรียน ใช้สัญลักษณ์ &#8220;พระพิฆเนศวร เทพเจ้าแห่งปัญญา&#8221; เป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน และได้หล่อรูปพระพิฆเนศวรนั่งบนแท่นไว้เป็นเครื่องสักการะแก่ครูและนักเรียน ใช้คติพจน์ประจำโรงเรียนว่า &#8220;นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา&#8221; ซึ่งแปลว่า &#8220;ไม่มีแสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญา&#8221;</p>
<p>&#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่&#8221; เป็นที่นิยมแก่ชาวภาคเหนืออย่างยิ่ง โดยได้ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งตามสถิติในปี พ.ศ. 2493 อันเป็นปีที่ &#8220;นายทวี โปธาฌานนท์&#8221; ได้ขอย้ายไปโรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยานั้น มีนักเรียนประจำชายถึง 147 คน กล่าวกันว่ามีจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ และในปีเดียวกันนี้ทางราชการได้แต่งตั้งให้ &#8220;นายประยุทธ สวัสดิสิงห์&#8221; เป็นครูใหญ่ของโรงเรียนสืบต่อมา ในระหว่างนี้ได้มีการปรับปรุงด้านอาคารสถานที่หลายหลัง อาทิ หอพักชาย โรงอาหาร บ้านพักครู โรงฝึกงานด้านหัตถกรรม เป็นต้น</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2496 &#8220;นายประยุทธ สวัสดิสิงห์&#8221; ครูใหญ่ ได้ย้ายไปรับราชการประจำกรมการฝึกหัดครู ทางราชการได้สั่งให้ &#8220;นายพิษณุ ชัชวาลย์ปรีชา&#8221; มาเป็นครูใหญ่สืบแทน ในปีการศึกษานี้ &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่&#8221; ได้เริ่มจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคครูประถม (ป.ป.) เป็นรุ่นแรก มีนักเรียนจากส่วนกลางคัดเลือกมาเรียน 36 คน ทั้งนี้ตามความต้องการของกรมประชาศึกษา (ปัจจุบันคือ กรมสามัญศึกษา) และยังมีนักเรียนในท้องถิ่นภาคเหนือมาเรียนอีกจำนวนหนึ่ง มีครูสอนจำนวน 6 คน นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งนับแต่ได้สถาปนาโรงเรียนนี้เป็นต้นมา</p>
<p>ต่อมาในปี พ.ศ. 2498 &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่&#8221; ได้เริ่มใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) เป็นปีแรก และได้ใช้หลักสูตรนี้มาจนถึงปี พ.ศ. 2521 จึงได้งดสอนไป ในปี พ.ศ. 2499 ได้รวมแผนกฝึกหัดครูสตรีของโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดเชียงใหม่ (โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ) และรวมแผนกฝึกหัดครูการเรือนของโรงเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์ มาจัดเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูแบบสหศึกษา แต่ยังเรียก &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่&#8221; เหมือนเดิม</p>
<p>วิทยาลัยครูเชียงใหม่<br />
ในปี พ.ศ. 2502 &#8220;นายพิษณุ ชัชวาลย์ปรีชา&#8221; ครูใหญ่ &#8220;โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่&#8221; ได้ย้ายไปรับราชการที่กรุงเทพมหานคร และ &#8220;นายศิริ ศุขกิจ&#8221; ได้ย้ายมาเป็นหัวหน้าสถานศึกษาแห่งนี้แทน โดยเรียกตำแหน่งนี้ใหม่ว่า &#8220;อาจารย์ใหญ่&#8221; ทั้งนี้เพราะได้เตรียมการยกฐานะของโรงเรียนให้เปิดถึงขั้นประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) ซึ่งเทียบเท่ากับประโยคครูมัธยมเดิมและอนุปริญญา ในปี พ.ศ. 2503 ได้เรียกชื่อสถานศึกษาใหม่ว่า &#8220;วิทยาลัยครูเชียงใหม่&#8221; และได้เริ่มงานตามโครงการฝึกหัดครูชนบท โดยได้ส่งนักศึกษาในระดับ ป.กศ. ออกฝึกสอนในโรงเรียนประถมศึกษา 5 โรงเรียน ในท้องที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการนี้ได้รับความชื่นชมจากชาวจังหวัดเชียงใหม่อย่างยิ่ง ชาวบ้านหวังอยู่เสมอว่า &#8220;วิทยาลัยครูเชียงใหม่&#8221; จะส่งนักศึกษาไปฝึกสอนในโรงเรียนท้องถิ่นของตนบ้าง</p>
<p>ประตูทางเข้าวิทยาลัยครูเชียงใหม่<br />
ในปี พ.ศ. 2506 &#8220;นางบุญฉวี พรหโมปกรณ์กิจ&#8221; ได้ย้ายมาเป็นอาจารย์ใหญ่อยู่ปีหนึ่ง จากนั้นปี พ.ศ. 2507 &#8220;นายศิริ ศุขกิจ&#8221; ก็ย้ายกลับมาเป็นอาจารย์ใหญ่อีกหนึ่งปี ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ ระหว่างที่รออาจารย์ใหญ่คนใหม่ ในช่วงปี พ.ศ. 2508 ทางราชการได้มอบหมายให้ &#8220;นางประชุมพร อมาตยกุล&#8221; เป็นผู้รักษาราชการแทนอาจารย์ใหญ่ และในช่วงปีการศึกษานี้ ทางราชการได้ยกระดับผู้บริหารขึ้นถึงชั้นพิเศษ และเรียกตำแหน่งผู้บริหารว่า &#8220;ผู้อำนวยการ&#8221; ผู้อำนวยการท่านแรกของ &#8220;วิทยาลัยครูเชียงใหม่&#8221; คือ &#8220;นายประสิทธิ์ สุนทโรทก&#8221; ซึ่งเข้ามารับตำแหน่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2515 &#8220;นายประสิทธิ์ สุนทโรทก&#8221; ผู้อำนวยการ ได้ย้ายเข้าไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมการฝึกหัดครู ทางราชการได้แต่งตั้งให้ &#8220;นางสาวบุญจันทร์ วงศ์รักมิตร&#8221; เป็นผู้อำนวยการสืบต่อมา</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2517 &#8220;วิทยาลัยครูเชียงใหม่&#8221; ได้เปิดสอนระดับปริญญาตรี โดยใช้หลักสูตรของวิทยาลัยวิชาการศึกษา 3 วิชาเอก คือ ภาษาอังกฤษ เคมี และวิทยาศาสตร์ทั่วไป โดยมุ่งหวังว่าจะให้ได้รับวุฒิประกาศนียบัตรประโยคครูอุดมศึกษา (ป.อ.) แต่ก็ได้เลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2518 เมื่อมีการประกาศใช้ &#8220;พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518&#8221; โดยที่กำหนดให้การบริหารงานของวิทยาลัยครูทุกแห่งขึ้นอยู่กับ &#8220;สภาการฝึกหัดครู&#8221; และได้กำหนดให้เรียกชื่อผู้บริหารเป็น &#8220;อธิการ&#8221; จึงนับได้ว่า &#8220;นางสาวบุญจันทร์ วงศ์รักมิตร&#8221; เป็น &#8220;อธิการ&#8221; คนแรกของ &#8220;วิทยาลัยครูเชียงใหม่&#8221;</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2524 &#8220;นายวิเชียร เมนะเศวต&#8221; ได้เข้ารับตำแหน่งอธิการสืบต่อ จนถึงปี พ.ศ. 2528 ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมการฝึกหัดครู อธิการคนต่อมา คือ &#8220;รองศาสตราจารย์ ดร.มังกร ทองสุขดี&#8221; ซึ่งดำรงตำแหน่งจนถึงปี พ.ศ. 2534 &#8220;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายสมร สร้อยอินต๊ะ&#8221; จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง &#8220;อธิการ&#8221; และในปี พ.ศ. 2535 ได้เปลี่ยนการเรียกชื่อผู้บริหารจาก &#8220;อธิการ&#8221; เป็น &#8220;อธิการบดี&#8221; จึงนับได้ว่า &#8220;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายสมร สร้อยอินต๊ะ&#8221; เป็น &#8220;อธิการบดี&#8221; คนแรก</p>
<p>สถาบันราชภัฏเชียงใหม่<br />
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามวิทยาลัยครูทั่วประเทศว่า &#8220;สถาบันราชภัฏ&#8221; แปลว่า &#8220;ผู้ที่อยู่ใกล้พระราชา&#8221; แต่หลายท่านให้ความหมายเป็นนัยว่า &#8220;นักปราชญ์ของพระราชา&#8221; โดยมีตราประจำสถาบันเป็นตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ชาวราชภัฏทุกคนจึงถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น &#8220;วันราชราชภัฏ&#8221; โดยถือเป็นวันสถาปนาของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ)</p>
<p>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</p>
<p>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในปัจจุบัน<br />
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงพระปรมาภิไธย ใน &#8220;พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547&#8221; เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2547 อันมีผลให้ &#8220;สถาบันราชภัฏ&#8221; เปลี่ยนชื่อเป็น &#8220;มหาวิทยาลัยราชภัฏ&#8221; และมีสถานภาพเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ ยังความปลาบปลื้มยินดีแก่ชาวราชภัฏทุกคน</p>
<p>และในวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2547 &#8220;พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547&#8221; ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นชาวราชภัฏทั้ง 41 แห่ง จึงร่วมใจพิธีถวายราชสดุดี เฉลิมฉลองนาม &#8220;มหาวิทยาลัยราชภัฏ&#8221; พร้อมกัน ในวันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 เวลา 09.09 น. พร้อมกันทั่วประเทศ</p>
<p>การพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ในอนาคต<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ถูกจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ดีที่สุดในประเทศไทย อันดับที่ 3 รองจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตามลำดับ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2552<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้รับการจัดสรรที่ตั้งแห่งใหม่ คือ &#8220;ศูนย์แม่ริม&#8221; อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่ 7,400 ไร่ ถือได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้มีแผนการพัฒนาที่จะเปิดคณะต่าง ๆ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์และรัฐศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อให้เทียบเท่ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ ของไทย<br />
หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารหอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎกลุ่มภาคเหนือ ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม</p>
<p>พระแท่น ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎกลุ่มภาคเหนือ ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม<br />
หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ ตั้งอยู่ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอาคารเอนกประสงค์ขนาด 3,500 ที่นั่ง ที่มีความสมบูรณ์สำหรับใช้เป็นสถานที่จัดพิธีเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรทุกประการ เป็นห้องประชุมและประทับรับรอง หรือให้บริการหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งประชาชนทั่วไป โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไว้อย่างสมบูรณ์ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามหอประชุมแห่งนี้ว่า &#8221; ทีปังกรรัศมีโชติ &#8221; ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มแก่ชาวมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อวันที่ 17 เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารหอประชุมทีปังกรรัศมีโชติอย่างเป็นทางการ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และหอประชุมแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานปริญาบัตรแก่บัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือทั้ง 8 แห่งเป็นประจำทุกปี โดยบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏดังต่อไปนี้&#8230;</p>
<p>มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์</p>
<p>ชุดครุยวิทยฐานะ</p>
<p>ครุยวิทยฐานะมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</p>
<p>ครุยวิทยฐานะ หลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่<br />
ครุยวิทยฐานะมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ทำด้วยผ้าแพรสีดำ เย็บเป็นเสื้อคลุมยาวเหนือเข่าพอประมาณ ตัวเสื้อผ่าอกตลอด แขนเสื้อยาวตกข้อมือ ตอนกลางแขนทั้งสองข้างมีแถบกำมะหยี่สีดำ ขลิบด้วยเชือกเกลียวสีทอง พับปลายแถบเป็นมุมแหลม (ครุยดุษฎีบัณฑิต จำนวน 3 แถบ ครุยมหาบัณฑิต จำนวน 2 แถบ และครุยบัณฑิต จำนวน 1 แถบ) เรียงไว้ตอนกลางของแขนเสื้อทั้งสองข้าง และให้มีผ้าคล้องคอ ด้านในทำด้วยผ้าต่วนสีเหลืองทอง ด้านนอกทำด้วยผ้าหรือแพรสีดำเช่นเดียวกับตัวเสื้อ ด้านหน้าเย็บเป็นมุมแหลม มีแถมผ้าต่วนสีเหลืองทองเย็บติดที่ริมทั้งสองข้าง ระหว่างผ้าต่วนสีเหลืองทองทั้งสองข้างมีแถบกะมะหยี่สีประจำสาขาวิชา สีประจำสาขาวิชามีดังต่อไปนี้&#8230;</p>
<p>สาขาวิชาการบัญชี : สีฟ้าเทา<br />
สาขาวิชาการศึกษา : สีฟ้า<br />
สาขาวิชานิติศาสตร์ : สีขาว<br />
สาขาวิชานิเทศศาสตร์ : สีน้ำเงิน<br />
สาขาวิชาบริหารธุรกิจ : สีชมพู<br />
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ : สีน้ำตาล<br />
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ : สีเหลือง<br />
สาขาวิชาศิลปศาสตร์ : สีแสด<br />
สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ : สีเขียวหัวเป็ด<br />
สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ : สีชมพูส้ม<br />
ด้านหลังเย็บเป็นสี่เหลี่ยม มีแถบผ้าต่วนสีเหลืองทองเย็บติดด้านบนและด้านล่าง ด้านซ้ายแล้วด้านขวาพับเป็นจีบซ้อนกัน จำนวนสองทบ มีเชือกเกลียวสีทอง ผูกด้วยเงื่อนพิรอดตรงกลางแผ่นหลัง และมีพู่ห้อยสีทอง มีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยผ้า และปักด้วยด้ายสีตามตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยติดบนผ้าต่วนสีเหลืองทองรูปวงรี ปิดทับรอยต่อของผ้าคล้องคอด้านหน้าและด้านหลังทั้งสองข้าง</p>
<p>สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย</p>
<p>ตราสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย</p>
<p>ตราสัญลักษณ์ครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งมหาวิทยาลัย</p>
<p>ตราสัญลักษณ์ครบรอบ 90 ปี การก่อตั้งมหาวิทยาลัย</p>
<p>พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย</p>
<p>สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย</p>
<p>ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย</p>
<p>ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย</p>
<p>สีประจำมหาวิทยาลัย</p>
<p>เข็ม-เนคไทนักศึกษาประจำมหาวิทยาลัย</p>
<p>ศาลาพระพุทธรูปจตุรทิศ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย อันเป็นที่เคารพบูชาของบุคลากร และนักศึกษาทุกคน<br />
ตราประจำมหาวิทยาลัย เป็นรูปวงรีสองวงล้อมตราพระราชลัญจกรของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานให้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏ ภายในวงรีด้านบนเป็นอักษรภาษาไทยเขียนว่า &#8220;มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่&#8221; ด้านล่างเป็นอักษรภาษาอังกฤษเขียนว่า &#8220;CHIANG MAI RAJABHAT UNIVERSITY&#8221; ตรานี้มี 5 สี มีความหมายดังนี้&#8230;<br />
██ สีน้ำเงิน แทนค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ให้กำเนิดและพระราชทานนาม &#8220;มหาวิทยาลัยราชภัฏ&#8221; อันแปลว่า &#8220;นักปราชญ์แห่งพระราชา&#8221;<br />
██ สีเขียว แทนค่าแหล่งที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ในแหล่งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม<br />
██ สีทอง แทนค่าความเจริญรุ่งเรืองทางภูมิปัญญา<br />
██ สีส้ม แทนค่าความรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น<br />
██ สีขาว แทนค่าความคิดอันบริสุทธิ์ของนักปราชญ์แห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร<br />
พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ พระพุทธมหาคุณากร ประดิษฐานอยู่ ณ ศาลาพระพุทธจตุรทิศ<br />
สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ พระพิฆเนศวร เทพเจ้าแห่งปัญญา<br />
ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ ดอกเสี้ยวขาว บางที่เรียกว่า ชงโคดอกขาว<br />
ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ ต้นหูกวาง หรือ ต้นกระโดน<br />
สีประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ สีดำ-เหลือง<br />
เข็ม-เนคไทนักศึกษาประจำมหาวิทยาลัย<br />
เข็ม : เป็นเหรียญโลหะรูปตราประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กลัดที่เสื้อนักศึกษาหญิงตรงอกด้านซ้าย<br />
เนคไท : เป็นผ้าสีกรมท่า มีเข็มตุ้งติ้งรูปตราประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ติดตรงกึ่งกลางของเนคไท ใช้ผูกในเครื่องแบบของนักศึกษาชาย</p>
<p>รายนามผู้บริหารและอธิการบดี<br />
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีผู้บริหารและอธิการบดี นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2467 จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2556) มีรายนามดังต่อไปนี้[6]</p>
<p>รายนามผู้บริหารและอธิการบดี<br />
ลำดับ<br />
(สมัย) รูป รายนาม ตำแหน่ง สถานะสถานศึกษา วาระการดำรงตำแหน่ง<br />
1 นายชื่น สิโรรส.jpg เจ้าชื่น สิโรรส ครูใหญ่ โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ พ.ศ. 2467 &#8211; พ.ศ. 2470<br />
2 หลวงพิพัฒน์คุรุกิจ.jpg หลวงพิพัฒน์คุรุกิจ ครูใหญ่ โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑลพายัพ พ.ศ. 2470 &#8211; พ.ศ. 2480<br />
3 นายสนิท ศิริเผ่า.jpg นายสนิท ศิริเผ่า ครูใหญ่ โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑลพายัพ พ.ศ. 2480 &#8211; พ.ศ. 2484<br />
4 นายเปรม เปรมศิริ.jpg นายเปรม เปรมศิริ ครูใหญ่<br />
(รักษาการแทน) โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑลพายัพ พ.ศ. 2484 &#8211; พ.ศ. 2485<br />
5 นายทวี โปธาฌานนท์.jpg นายทวี โปธาฌานนท์ ครูใหญ่ โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑลพายัพ<br />
และ โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2485 &#8211; พ.ศ. 2493<br />
6 นายประยุทธ สวัสดิสิงห์.jpg นายประยุทธ สวัสดิสิงห์ ครูใหญ่ โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2493 &#8211; พ.ศ. 2496<br />
7 นายพิษณุ ชัชวาลย์ปรีชา.jpg นายพิษณุ ชัชวาลย์ปรีชา ครูใหญ่ โรงเรียนฝึกหัดครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2496 &#8211; พ.ศ. 2502<br />
8<br />
(1) นายศิริ ศุขกิจ.jpg นายศิริ ศุขกิจ อาจารย์ใหญ่ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2502 &#8211; พ.ศ. 2506<br />
9 นางบุญฉวี พรหโมปกรณ์กิจ.jpg นางบุญฉวี พรหโมปกรณ์กิจ อาจารย์ใหญ่ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2506 &#8211; พ.ศ. 2507<br />
8<br />
(2) นายศิริ ศุขกิจ.jpg นายศิริ ศุขกิจ อาจารย์ใหญ่ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2507 &#8211; พ.ศ. 2508<br />
10 นางประชุมพร อมาตยกุล.jpg นางประชุมพร อมาตยกุล อาจารย์ใหญ่<br />
(รักษาการแทน) วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2508 &#8211; พ.ศ. 2509<br />
11 นายประสิทธิ์ สุนทโรทก.jpg นายประสิทธิ์ สุนทโรทก ผู้อำนวยการ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2509 &#8211; พ.ศ. 2515<br />
12 นางสาวบุญจันทร์ วงศ์รักมิตร.jpg นางสาวบุญจันทร์ วงศ์รักมิตร ผู้อำนวยการ<br />
และ อธิการ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2515 &#8211; พ.ศ. 2524<br />
13 นายวิเชียร เมนะเศวต.jpg นายวิเชียร เมนะเศวต อธิการ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2524 &#8211; พ.ศ. 2528<br />
14 รศ.ดร.มังกร ทองสุขดี.jpg รศ.ดร.มังกร ทองสุขดี อธิการ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ พ.ศ. 2528 &#8211; พ.ศ. 2534<br />
15 ผศ.ดร.สายสมร สร้อยอินต๊ะ.jpg ผศ.ดร.สายสมร สร้อยอินต๊ะ อธิการ<br />
และ อธิการบดี วิทยาลัยครูเชียงใหม่<br />
และ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ พ.ศ. 2534 &#8211; พ.ศ. 2542<br />
16 รศ.วรรณวดี ม้าลำพอง.jpg รศ.วรรณวดี ม้าลำพอง อธิการบดี สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ พ.ศ. 2542 &#8211; พ.ศ. 2546<br />
17 ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดี.jpg ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดี สถาบันราชภัฏเชียงใหม่<br />
และ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พ.ศ. 2546 &#8211; พ.ศ. 2555<br />
18 รองศาสตราจารย์ ดร.ประพันธ์ ธรรมไชย.JPG รศ.ดร.ประพันธ์ ธรรมไชย อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พ.ศ. 2555 &#8211; ปัจจุบัน<br />
คณะและวิทยาลัย<br />
บัณฑิตวิทยาลัย<br />
คณะครุศาสตร์<br />
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี<br />
คณะวิทยาการจัดการ<br />
คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์<br />
คณะเทคโนโลยีการเกษตร<br />
วิทยาลัยแม่ฮ่องสอน<br />
วิทยาลัยนานาชาติ<br />
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</p>
<p>บัณฑิตวิทยาลัย</p>
<p>คณะวิทยาการจัดการ</p>
<p>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p>
<p>คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</p>
<p>คณะเทคโนโลยีการเกษตร</p>
<p>วิทยาลัยแม่ฮ่องสอน</p>
<p>วิทยาลัยนานาชาติ</p>
<p>โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่<br />
หลักสูตรการศึกษา<br />
ระดับปริญญาตรี<br />
ดูบทความหลักที่: การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย § เกณฑ์การคัดเลือกและกระบวนการ TCAS<br />
คณะครุศาสตร์<br />
หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) 5 ปี<br />
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย<br />
สาขาวิชาการประถมศึกษา<br />
สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา<br />
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป<br />
สาขาวิชาเคมี<br />
สาขาวิชาชีววิทยา<br />
สาขาวิชาฟิสิกส์<br />
สาขาวิชาคณิตศาสตร์<br />
สาขาวิชาอุตสหกรรมและเทคโนโลยีศึกษา<br />
สาขาวิชาดนตรีศึกษา<br />
สาขาวิชานาฏศิลป์<br />
สาขาวิชาภาษาไทย<br />
สาขาวิชาภาษาจีน<br />
สาขาวิชาภาษาอังกฤษ<br />
สาขาวิชาศิลปศึกษา<br />
สาขาวิชาสังคมศึกษา<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา<br />
(หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) 4 ปี จำนวน 2 หลักสูตร)</p>
<p>หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาจิตวิทยาองค์การ<br />
สาขาวิชาจิตวิทยาการแนะแนว<br />
คณะวิทยาการจัดการ<br />
หลักสูตรบัญชีบัณฑิต (บช.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาการบัญชี<br />
หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (บธ.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์<br />
สาขาวิชาการตลาด<br />
สาขาวิชาการจัดการ<br />
สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ<br />
สาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ<br />
หลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต (ศ.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์<br />
สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ<br />
หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต (นศ.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาการโฆษณา<br />
สาขาวิชาวารสารศาสตร์<br />
สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน<br />
สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์<br />
(หลักสูตร 2 ปี ต่อเนื่อง)</p>
<p>หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (บธ.บ.) 2 ปี<br />
สาขาวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์<br />
สาขาวิชาการตลาด<br />
สาขาวิชาการจัดการ<br />
สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ<br />
หลักสูตรบัญชีบัณฑิต (บช.บ.) 2 ปี<br />
สาขาวิชาการบัญชี<br />
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี<br />
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาฟิสิกส์<br />
สาขาวิชาเคมี<br />
สาขาวิชาชีววิทยา<br />
สาขาวิชาคณิตศาสตร์<br />
สาขาวิชาสถิติ<br />
สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ<br />
สาขาวิชาการโปรแกรมและการรักษาความปลอดภัยบนเว็บ<br />
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม<br />
สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสถาปัตยกรรม<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการก่อสร้าง<br />
สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีเซรามิก<br />
สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ และหลักสูตรเทียบโอน 2ปี<br />
แขนงวิชาอาหารและโภชนาการ<br />
แขนงวิชาศิลป์ประดิษฐ์<br />
แขนงวิชาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย<br />
คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์<br />
หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาภาษาไทย<br />
สาขาวิชาภาษาเกาหลี<br />
สาขาวิชาภาษาจีน<br />
สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น<br />
สาขาวิชาภาษาอังกฤษ<br />
สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ<br />
สาขาวิชาฝรั่งเศสธุรกิจ<br />
สาขาวิชาดนตรี<br />
สาขาวิชาดุริยางค์ไทย<br />
สาขาวิชาดุริยางค์สากล<br />
สาขาวิชานาฏศิลป์และการละคร<br />
สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา (แขนงวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี)<br />
สาขาวิชาวิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์ (แขนงวิชาออกแบบประยุกต์ศิลป์)<br />
สาขาวิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว<br />
สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์<br />
สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน<br />
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศ (Geography and Geoinformatics) เว็บไซต์หลักสูตร-&gt; https://sites.google.com/view/geocmru/<br />
หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (น.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชานิติศาสตร์<br />
หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รป.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์<br />
คณะเทคโนโลยีการเกษตร<br />
หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) 5 ปี<br />
สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ (เกษตรกรรม)<br />
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาเกษตรศาสตร์<br />
สาขาวิชาสัตวศาสตร์<br />
สาขาวิชาพืชศาสตร์<br />
สาขาวิชาพืชไร่<br />
สาขาวิชาพืชสวน<br />
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร<br />
วิทยาลัยนานาชาติ<br />
หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) 4 ปี<br />
สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ<br />
สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (บธ.บ) 4 ปี<br />
สาขาวิชาการจัดการธุรกิจนานาชาติ (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
สาขาวิชาการจัดการธุรกิจการบิน (หลักสูตรนานาชาติ)<br />
ระดับปริญญาโท และ ระดับปริญญาเอก<br />
บัณฑิตวิทยาลัย<br />
ระดับปริญญาโท</p>
<p>หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต (ค.ม.)<br />
แขนงวิชาการศึกษา<br />
สาขาวิชาการสอนคณิตศาสตร์<br />
สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา<br />
สาขาวิชาการสอนภาษาไทย<br />
สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีและการสื่อสารการศึกษา (หลักสูตรเดิม)<br />
สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (อยู่ในระหว่างการปรับปรุงหลักสูตร)<br />
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (อยู่ในระหว่างการปรับปรุงหลักสูตร)<br />
สาขาวิชาการสอนภาษาจีน (กำลังพิจารณา เร็วๆ นี้)<br />
สาขาวิชาจิตวิทยาแนะแนวเพื่อการศึกษา (กำลังพิจารณา เร็วๆ นี้)<br />
สาขาวิชาพลานามัย (กำลังพิจารณา เร็วๆ นี้)<br />
หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.)<br />
สาขาวิชาภาษาไทย<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อและการสื่อสาร<br />
สาขาการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน<br />
หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วท.ม.)<br />
สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์<br />
แขนงวิชาฟิสิกส์<br />
แขนงวิชาชีววิทยา<br />
แขนงวิชาเคมี<br />
แขนงวิชาวิทย์ท้องถิ่น<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ<br />
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย<br />
สาขาวิชาการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชน<br />
สาขาวิชาพลังงานชุมชนและสิ่งแวดล้อม<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อธุรกิจและการศึกษา<br />
หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รป.ม.)<br />
สาขาวิชานโยบายสาธารณะ<br />
หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (ส.ม.)<br />
สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์<br />
หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (บธ.ม.)<br />
สาขาวิชาการจัดการ<br />
สาขาวิชาการตลาด<br />
สาขาวิชาบัญชี<br />
หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (นศ.ม.)<br />
สาขาวิชาสื่อและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์<br />
(หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต จำนวน 2 หลักสูตร)</p>
<p>หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาการการบริหาร<br />
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู<br />
ระดับปริญญาเอก</p>
<p>หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.)<br />
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา<br />
สาขาวิชาภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสาละวินศึกษา<br />
สาขาวิชาผู้นำทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์<br />
สาขาวิชาการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชน<br />
สาขาวิชาพลังงานชุมชนและสิ่งแวดล้อม<br />
สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อธุรกิจและการศึกษา<br />
หลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต<br />
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา<br />
วิทยาเขต<br />
ศูนย์เวียงบัว<br />
ศูนย์แม่สา<br />
ศูนย์แม่ริม<br />
ศูนย์แม่ฮ่องสอน (วิทยาลัยแม่ฮ่องสอน)</p>
<p><strong>บุคคลที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</strong><br />
นิว นภัสสร ภูธรใจ (ดารา นักร้องชื่อดัง)<br />
แพท วีนัส นันทะชัย (รองชนะเลิศอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014)<br />
เบสท์ ทิฏฐินันท์ อ้นปาน (เดอะวอยซ์ไทยแลนด์คนที่ 4 จากรายการThe Voice Thailand เสียงจริง ตัวจริง)<br />
แบล็ค ธวัชชัย ใจคาร (มิสเตอร์โกลบอล ไทยแลนด์ 2016 และ MISTER GLOBAL 2016 1st Runner-up)<br />
บิ๊ก กฤษฎา จันทร์ดี (เดอะสตาร์คนที่ 12 ของเมืองไทย จากรายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 12)<br />
โบว์ สุภาภรณ์ ฤทธิพฤกษ์ (นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี2559)</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Nov 2018 15:54:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถานศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Chiangmai University]]></category>
		<category><![CDATA[ถนนห้วยแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย เชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมศึกษา เชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกและเก่าแก่ที่สุดของภาคเหนือ และเป็นแห่งที่ 6 ของประเทศไทย ปัจจุบันอายุ 56 ปี เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาคตามโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2501</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #cc99ff;">มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกและเก่าแก่ที่สุดของภาคเหนือ และเป็นแห่งที่ 6 ของประเทศไทย ปัจจุบันอายุ 56 ปี เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาคตามโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2501</span></h2>
<p>พร้อมทั้งได้มีการเรียกร้องให้ขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาออกสู่ภูมิภาค โดยขอให้รัฐบาลจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 นำโดยนายกีและนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม่[2] ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ จาก กระทรวงศึกษาธิการ ในปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551[3]</p>
<p>ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดการเรียนการสอนใน 22 คณะ 2 วิทยาลัย บัณฑิตวิทยาลัย และมีสถาบันวิจัย 4 สถาบัน[4]โดยเปิดสอนในระดับปริญญาตรีมีหลักสูตรที่เปิดสอนในแต่ละคณะจำนวน 340 หลักสูตร โดยมีการจำแนกหลักสูตรออกเป็น หลักสูตรภาคปกติ หลักสูตรภาคพิเศษ หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรต่อเนื่อง และหลักสูตรสาขาวิชาร่วม หลักสูตรระดับปริญญาโท แบ่งเป็น 2 แผน คือ แผน ก และแผน ข และหลักสูตรระดับปริญญาเอก แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบ 1 เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ และแบบ 2 เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสูง และก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และวิชาชีพ และศึกษากระบวนวิชาเพิ่มเติม[5][6]</p>
<p>นับตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีอธิการบดีดำรงตำแหน่งมาแล้ว 15 คน โดยอธิการบดีคนปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ นิเวศน์ นันทจิต</p>
<h3><span style="color: #cc99ff;">ประวัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่</span></h3>
<p>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาคเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เรียกชื่อตามชื่อเมือง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ อำเภอเมือง เชียงใหม่ ขนาบข้างด้วยถนนห้วยแก้ว และถนนสุเทพ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 ก.ม. และมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ เปิดทำการสอน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2507</p>
<p>ปี พ.ศ. 2484 รัฐบาลมีนโยบายที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้นแต่เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 การดำเนินงานจึงชะงักลง ต่อมาในปี พ.ศ. 2501 รัฐบาลชุด จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาว่า &#8220;จะดำเนินการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ตลอดถึงการศึกษาชั้นสูง&#8221; พ.ศ. 2502 ได้มีการประชุมโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ภาคการศึกษา 8 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล) เป็นประธาน ที่ประชุมมีความเห็นว่า &#8220;น่าจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่&#8221; พ.ศ. 2503 รัฐบาลชุด จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ลงมติอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกชื่อมหาวิทยาลัยนี้ว่า &#8220;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&#8221;</p>
<p>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธาน ในพิธีเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2508</p>
<p>ในระยะเริ่มต้นได้เปิดดำเนินการสอนเพียง 3 คณะ ที่เป็นรากฐานของทุกสาขาวิชา คือ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้รับโอนกิจการคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ จาก มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) มาเป็นคณะแพทยศาสตร์สังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีเดียวกันนี้เอง ได้เริ่มจัดตั้งคณะเกษตรศาสตร์ขึ้นอีกคณะหนึ่ง ในปีการศึกษา 2511 ได้จัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์ และในปีการศึกษา 2513 ได้จัดตั้งคณะใหม่อีก คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 จึงได้จัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 3 คณะคือ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2518 ได้จัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์เพิ่มขึ้น และตั้งบัณฑิตวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อเป็นหน่วยประสานงานด้านการเรียนการสอนและมาตรฐานหลักสูตรขั้นบัณฑิตศึกษามีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งแต่การดำเนินงานด้านการสอนและการวิจัยซึ่งกระทำโดยคณาจารย์ของคณะ และได้มีการจัดตั้งคณะวิจิตรศิลป์ขึ้น ในปี พ.ศ. 2525 เปิดรับนักศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2526 ในปี 2536 ได้จัดตั้งคณะเพิ่มขึ้นอีก 3 คณะ คือ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และคณะอุตสาหกรรมเกษตร และในปี พ.ศ. 2538 ได้จัดตั้งคณะเพิ่มอีก 1 คณะ คือ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2543 ได้มีการจัดตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ขึ้นเป็นคณะที่ 17 ในปีพ.ศ. 2548 ได้จัดตั้งอีกสองคณะ และหนึ่งวิทยาลัยคือ คณะการสื่อสารมวลชน คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (เทียบเท่าคณะ) ล่าสุดปีพ.ศ. 2549 ได้จัดตั้งคณะที่ 20 คือ คณะนิติศาสตร์ โดย การประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยของไทย สกอ. ได้จัดให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ในกลุ่ม ดีเลิศ ทั้งการเรียนการสอน และการวิจัย</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2550 ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ผ่าน สนช. และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551 เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐลำดับที่ 12</p>
<p>วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2503 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้น โดยกำหนดให้เปิดสอนในปีการศึกษา 2507 และให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการเตรียมการจัดตั้ง<br />
วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2507 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2507 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 81 ตอนที่ 7 ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2507 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป<br />
วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507 วันเปิดเรียนวันแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ<br />
วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ</p>
<h3>สัญลักษณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่</h3>
<p>ตราประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นรูปช้างชูคบเพลิงมีสุภาษิตเป็นภาษาบาลีว่า “อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา” อยู่ในกรอบเส้นรอบวงด้านบนและคำว่า “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2507” อยู่ด้านล่างตรงกลาง ระหว่างข้อความทั้งสองนี้ มี “ดอกสัก” คั่นกลางปรากฏอยู่ ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ซึ่งมีความหมายดังนี้[7]</p>
<p>ช้าง เป็นสัตว์ที่มีคุณค่าสูงมากในภาคเหนือ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของภาคเหนือ<br />
การก้าวย่างของช้าง หมายถึง ความเจริญก้าวหน้า ไม่หยุดยั้ง<br />
คบเพลิง หมายถึง ความสว่างไสวแห่งปัญญาและวิชาการ<br />
รัศมี 8 แฉก หมายถึง คณะทั้ง 8 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะจัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
พุทธสุภาษิต “อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา” มีความหมายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน<br />
ดอกสัก ปรากฏอยู่ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ซึ่งถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีค่าและมีความอุดมสมบูรณ์ในภาคเหนือ ดอกสักเป็นดอกไม้ขนาดเล็กและอยู่ในพวงใหญ่ มีสีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีกลีบดอก 6 กลีบ</p>
<h3>การศึกษา</h3>
<p>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีจำนวนนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 36,379 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2556) จำแนกตามระดับการศึกษา ได้แก่ ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต โดยมีคณะที่เปิดสอนจำนวนทั้งสิ้น 21 คณะ 3 วิทยาลัย 2 สถาบัน และ 1 บัณฑิตวิทยาลัย ได้แก่<br />
กลุ่มคณะ<br />
คณะกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์<br />
คณะศึกษาศาสตร์<br />
คณะนิติศาสตร์<br />
คณะบริหารธุรกิจ<br />
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์<br />
คณะสังคมศาสตร์<br />
คณะการสื่อสารมวลชน<br />
คณะวิจิตรศิลป์<br />
คณะเศรษฐศาสตร์<br />
คณะมนุษยศาสตร์</p>
<p>คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี<br />
คณะวิทยาศาสตร์<br />
คณะวิศวกรรมศาสตร์<br />
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์<br />
คณะเกษตรศาสตร์<br />
คณะอุตสาหกรรมเกษตร<br />
วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี<br />
วิทยาลัยการศึกษาและการจัดการทางทะเล<br />
สถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์</p>
<p>คณะกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br />
คณะเทคนิคการแพทย์<br />
คณะทันตแพทยศาสตร์<br />
คณะพยาบาลศาสตร์<br />
คณะแพทยศาสตร์<br />
คณะเภสัชศาสตร์<br />
คณะสัตวแพทยศาสตร์<br />
คณะสาธารณสุขศาสตร์</p>
<p>กลุ่มสหวิทยาการ<br />
วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล<br />
สถาบันนโยบายสาธารณะ</p>
<p>การก่อตั้งคณะ<br />
หลักสูตรในระดับปริญญาตรี มีหลักสูตรที่เปิดสอนในแต่ละคณะทั้งหมดประมาณ 100 หลักสูตรโดยจะมีการแบ่งหลักสูตรออกเป็น หลักสูตรภาคปกติ หลักสูตรภาคพิเศษ หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรต่อเนื่อง และหลักสูตรสาขาวิชาร่วม โดยแต่ละคณะจะเป็นผู้กำหนดรายวิชาในแต่ละสาขาวิชาที่เปิดสอน</p>
<table class="toccolours" width="100%">
<tbody>
<tr>
<th>พ.ศ.</th>
<th>คณะ</th>
</tr>
<tr>
<td>2508</td>
<td>คณะมนุษยศาสตร์ • คณะสังคมศาสตร์ • คณะวิทยาศาสตร์ • คณะแพทยศาสตร์ • คณะเกษตรศาสตร์</td>
</tr>
<tr>
<td>2511</td>
<td>คณะศึกษาศาสตร์</td>
</tr>
<tr>
<td>2513</td>
<td>คณะวิศวกรรมศาสตร์</td>
</tr>
<tr>
<td>2515</td>
<td>คณะทันตแพทยศาสตร์</td>
</tr>
<tr>
<td>2518</td>
<td>คณะเภสัชศาสตร์ • คณะพยาบาลศาสตร์</td>
</tr>
<tr>
<td>2519</td>
<td>คณะเทคนิคการแพทย์</td>
</tr>
<tr>
<td>2525</td>
<td>บัณฑิตวิทยาลัย</td>
</tr>
<tr>
<td>2526</td>
<td>คณะวิจิตรศิลป์</td>
</tr>
<tr>
<td>2537</td>
<td>คณะสัตวแพทยศาสตร์</td>
</tr>
<tr>
<td>2538</td>
<td>คณะเศรษฐศาสตร์ • คณะบริหารธุรกิจ • คณะอุตสาหกรรมเกษตร</td>
</tr>
<tr>
<td>2546</td>
<td>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์</td>
</tr>
<tr>
<td>2548</td>
<td>วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี</td>
</tr>
<tr>
<td>2549</td>
<td>คณะการสื่อสารมวลชน คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะนิติศาสตร์</td>
</tr>
<tr>
<td>2560</td>
<td>วิทยาลัยการศึกษาและการจัดการทางทะเล • วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิตอล • คณะสาธารณสุขศาสตร์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สถาบันวิจัย<br />
สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน (สวพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันที่มีลักษณะของศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellent center) โดยเป็นศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ด้านพลังงานระดับประเทศและระดับนานาชาติในการวิจัยและพัฒนารวมถึงให้บริการวิชาการโดยมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมในด้านที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในทุกแขนงสาขาเป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นจากการหลอมรวมองค์กรในกำกับทั้ง 2 แห่งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ดำเนินการเกี่ยวข้องในด้านพลังงาน คือ สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน และสถานเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ให้เป็นหน่วยงานเดียวกัน โดยรับอนุมัติจากทางภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 จัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ภายใต้ชื่อ &#8221; สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน&#8221; เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ[25]<br />
สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดิมมีชื่อเรียกว่า โครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยที่ประชุมคณบดีเห็นชอบให้มีโครงการจัดตั้งฯ เมื่อเดือน กรกฎาคม 2528 ปัจจุบันสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วยผู้แทนจาก 5 คณะหลัก คือ คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มุ่งส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนางานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืนและความสมดุลของมุนษย์ และสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็นศูนย์ต่าง ๆ ดังนี้[26]<br />
ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพด้านพืช<br />
ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล<br />
ศูนย์วิจัยนิวตรอนและเทคโนโลยีรังสี<br />
ศูนย์วิจัยพลังงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสม<br />
ศูนย์วิจัยวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว<br />
ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีและวัสดุ<br />
ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีเซรามิกส์<br />
ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัตถุดิบยา เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ<br />
ศูนย์วิจัยอิเล็คทรอนิกส์ประยุกต์และคอมพิวเตอร์<br />
ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์<br />
ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเฉพาะทาง<br />
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 ภายใต้ชื่อ ศูนย์วิจัยโลหิตวิทยาและทุโภชนาการ สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโภชนาการในผู้ป่วยเด็กโรคขาดสารอาหารโรคโลหิตจางในเด็กและหญิงมีครรภ์ และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะทุโภชนาการและโลหิตจางกับการเกิดโรคติดเชื้อต่อมาได้เสนอโครงการขยาย และปรับปรุงยกฐานะโดยได้รับความ เห็นชอบในปี พ.ศ. 2521 ให้สถาปนาขึ้นเป็น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ สุขภาพเป็นหน่วยงานอิสระที่มีฐานะเทียบเท่าคณะในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีภารกิจในการดำเนินงาน วิจัยและเป็นศูนย์กลางให้ความร่วมมือประสานงาน และส่งเสริมการดำเนินการ ค้นคว้าวิจัยในสาขา วิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาสาเหตุประกอบการวินิจฉัย ของการเกิดโรคได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะยังผลให้สามารถกำหนดมาตรการที่ถูกต้องเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพและอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือของประเทศต่อไป[27]<br />
สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ได้เริ่มขึ้นโดยกลุ่มคณาจารย์คณะสังคมศาสตร์ เมื่อปีพ.ศ. 2516 และในปี พ.ศ. 2519 มหาวิทยาลัยอนุมัติให้จัดตั้งเป็นศูนย์ภายใน คณะสังคมศาสตร์ ใช้ชื่อว่า &#8220;ศูนย์วิจัยสังคมศาสตร์&#8221; และได้รับเงินสนับสนุนจากคณะสังคมศาสตร์ มูลนิธิ/หน่วยงาน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เมื่อได้มีการขยายขอบเขตการปฏิบัติงาน และมีปริมาณงานเพิ่มมากขึ้น จึงได้เสนอขอจัดตั้งสถาบันวิจัยสังคม และได้รับอนุมัติให้บรรจุ &#8221; โครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยสังคม &#8221; เป็นโครงการใหม่ในแผนพัฒนาการศึกษา ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2520 &#8211; 2524) ต่อมา ได้มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัยยกฐานะโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยสังคม ขึ้นเป็น &#8220;สถาบันวิจัยสังคม&#8221; ให้มีสำนักงานเลขานุการสถาบันวิจัยสังคม[28]</p>
<p>การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อ<br />
ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต<br />
หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพ ให้มีความชำนาญในสาขาวิชาเฉพาะ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางานในสาขาวิชาชีพ นั้น ๆ การศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตจะต้องศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษา มีหน่วยกิตรวม ตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต โดยเป็นกระบวนวิชาในระดับบัณฑิตศึกษา ไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต</p>
<p>ระดับปริญญาตรี<br />
หลักสูตรในระดับปริญญาตรี มีหลักสูตรที่เปิดสอนในแต่ละคณะทั้งหมดประมาณ 100 หลักสูตรโดยจะมีการแบ่งหลักสูตรออกเป็น หลักสูตรภาคปกติ หลักสูตรภาคพิเศษ (เสาร์-อาทิตย์) หลักสูตรภาคพิเศษ (ช่วงเย็น) หลักสูตรต่อเนื่อง และหลักสูตรสาขาวิชาร่วม โดยแต่ละคณะจะเป็นผู้กำหนดรายวิชาในแต่ละสาขาที่เปิดสอนเอง</p>
<p>มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดวิธีการรับบุคคลเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีในระบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<p>โครงการพิเศษ<br />
โครงการรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี โครงการพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนดีเด่นทางการกีฬา โครงการวิศวะสู่ชุมชน โครงการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โครงการบัณฑิตเพื่อชุมชน โครงการนักคิดเพื่อสังคม โครงการส่งเสริมนักเขียนและกวีล้านนา โครงการสื่อสารมวลชนเพื่อสังคม โครงการสื่อสารมวลชนสู่ชนบท โครงการผู้มีความสามรถพิเศษทางการสื่อสารมวลชน โครงการช้างเผือกคณะเศรษฐศาสตร์ โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนฯ (วมว.) โครงการเด็กดีมีที่เรียน โครงการสำนึกรักบ้านเกิดเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน โครงการผู้มีแววเป็นนักนิติศาสตร์ โครงการพิเศษสำหรับนักเรียนพิการ โครงการทายาทศิษย์เก่าบัญชี-บริหารธุรกิจ โครงการนักเรียนที่มีผลการเรียนดีและเป็นทายาทผู้ประกอบการธุรกิจ โครงการนักเรียนที่สนใจศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสังคม คณะมนุษยศาสตร์</p>
<p>การสอบคัดเลือกนักเรียนในเขตพัฒนาภาคเหนือ<br />
โดยจะรับคัดเลือกแต่นักเรียนที่เรียนอยู่ในเขตพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เป็นเวลา 3 ปี โดยจะมีการจัดการสอบเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนธันวาคม</p>
<p>ระบบ Admission กลาง<br />
ดูบทความหลักที่: การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย § เกณฑ์การคัดเลือกและกระบวนการ TCAS<br />
โดยผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกต้องผ่านกระบวนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) การทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) โดยจะนำผลการทดสอบดังกล่าวมาเลือกคณะและสาขาวิชาต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยได้ตามความต้องการโดยผ่านทางการคัดเลือกของสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.)</p>
<p>ระดับปริญญาโท<br />
หลักสูตรระดับปริญญาโท แบ่งเป็น 2 แผน คือ แผน ก และแผน ข ดังนี้</p>
<p>&#8211; แผน ก แบบ ก 1 หมายถึง การเรียนที่มีเพียงการทำวิทยานิพนธ์อย่างเดียว มีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และจะต้องทำกิจกรรมทางวิชาการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ อาจมีการเรียนกระบวนวิชาเพิ่มเติมได้โดยไม่นับหน่วยกิตสะสม</p>
<p>&#8211; แผน ก แบบ ก 2 หมายถึง การเรียนที่เป็นลักษณะของการศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต และทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต หน่วยกิตสะสมเป็นไปตามโครงสร้างหลักสูตรของสาขาวิชา</p>
<p>&#8211; แผน ข หมายถึง การศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษา และทำการค้นคว้าแบบอิสระไม่น้อยกว่า 3-6 หน่วยกิต</p>
<p>มีการสอบคัดเลือกผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในสาขาวิชาต่าง ๆ ทั้งภาคปกติ และภาคพิเศษ โดยทางมหาวิทยาลัยจะดำเนินการจัดสอบเอง</p>
<p>ระดับปริญญาเอก<br />
หลักสูตรระดับปริญญาเอก แบ่งเป็น 2 แบบ คือ</p>
<p>แบบ 1 เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ แยกเป็น แบบ 1.1 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต แบบ 1.2 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยม) ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต</p>
<p>แบบ 2 เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัย โดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสูง และก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และวิชาชีพ และศึกษากระบวนวิชาเพิ่มเติม แยกเป็น แบบ 2.1 สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต แบบ 2.2 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต และศึกษากระบวนวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต</p>
<p>พื้นที่มหาวิทยาลัย<br />
พื้นที่มหาวิทยาลัย<br />
ไฟล์:แผนผังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่.gif<br />
แผนผังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริเวณเชิงดอยและสวนดอก<br />
พื้นที่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวม 8,502 ไร่ พื้นที่บางส่วนเป็นที่ดินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง ซึ่งมีการซื้อหรือเวนคืนในช่วงการจัดตั้งมหาวิทยาลัย บางส่วนหน่วยงานราชการอื่น โดยเฉพาะกรมป่าไม้ อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ และมีบางส่วนได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา พื้นที่เหล่านี้กระจายอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ดังนี้</p>
<p>บริเวณเชิงดอยและสวนดอก 1,812 ไร่<br />
บริเวณสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ 1,293 ไร่<br />
บริเวณสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน 550 ไร่<br />
บริเวณสถานีวิจัยการเกษตรที่สูงดอยป่าเกี๊ยะ 30 ไร่<br />
บริเวณสถานีวิจัยการเกษตรที่สูงหนองหอย 50 ไร่<br />
บริเวณค่ายสำรวจคณะวิศวกรรมศาสตร์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 17 ไร่<br />
พื้นที่บริจาคให้แก่คณะแพทยศาสตร์ 12 ไร่<br />
ศูนย์การศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หริภุญชัย (พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม่ธิ-แม่ตีบ-แม่สาร) ตำบลศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน 4,726 ไร่<br />
ที่ราชพัสดุ ต.แม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 12 ไร่<br />
สถานที่สำคัญ</p>
<p>ศาลาธรรม<br />
ศาลาธรรม<br />
ศาลาธรรมเป็นอาคาร 2 ชั้น ทรงไทย ตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย ตัวอาคารประกอบด้วยห้องโถงกว้าง12 เมตร ยาว 20 เมตร สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2507 ต่อมาได้มีการต่อเติมตัวอาคารด้านหลังและทำซุ้มเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ในระยะแรกศาลาธรรมเป็นสถานที่จัดพิธีไหว้ครูของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อศาลาอ่างแก้วสร้างเสร็จจึงได้ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและพิธีไหว้ครู ณ ศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยจึงใช้ศาลาธรรมเป็นสถานที่เปลี่ยนฉลองพระองค์ และประทับพักพระอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและพระบรมวงศานุวงศ์ในคราวเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งเหล่าคณาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็จะมาเฝ้ารอรับเสด็จ ณ สถานที่แห่งนี้ ต่อมาเมื่อหอประชุมมหาวิทยาลัยสร้างเสร็จจึงได้ย้ายสถานที่พระราชทานปริญญาบัตรและพิธีไหว้ครูไปยังหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยจึงได้ใช้ศาลาธรรมเป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆของมหาวิทยาลัยในบางโอกาส เช่น การจัดงานแสดงความยินดี และงานเลี้ยงรับรองผู้มีเกียรติของมหาวิทยาลัย เป็นต้น<br />
ศาลพระภูมิ<br />
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดตั้งศาลพระภูมิประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้นเมื่อ วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 บริเวณหน้าตึกมหาวิทยาลัยหรือศาลาธรรมในปัจจุบัน ซึ่งศาลพระภูมิของมหาวิทยาลัยเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของนักศึกษามหาวิทยาเชียงใหม่ สมัยหนึ่ง เคยมีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำริให้โค่นศาลพระภูมินี้ทิ้ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเป็นแกนนำ เพราะ ณ ที่นี้มีตำนานเก่าแก่โบราณเล่าขาน เคยมีนักศึกษาบางคนเห็นเจ้าที่โบกมือให้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมานับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2514 รายละเอียดเพิ่มเติมของเรื่องลึกลับนี้ สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ เรื่องลึกลับของวีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์ในฐานะศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งได้อ้างอิงและมีบันทึกเรื่องราวความลึกลับของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งหมดทุกแง่มุม</p>
<p>อ่างแก้วเป็นทะเลสาบขนาดเล็ก โดยเป็นอ่างเก็บน้ำภายในเนื้อที่มหาวิทยาลัย<br />
อ่างแก้ว<br />
อ่างแก้วคืออ่างเก็บน้ำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งอ่างแก้วนอกจากจะใช้กักเก็บน้ำเพื่อใช้ภายในมหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นสถาที่สวยงามและที่พักผ่อนหย่อนใจของลูกช้าง มช ด้วยเช่นกัน<br />
ศาลาอ่างแก้ว<br />
ศาลาอ่างแก้วเป็นสถานที่พระราชทานปริญญาบัตรในอดีตก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปัจจุบันศาลาอ่างแก้วใช้ประกอบพิธีต่างๆเช่น การเตรียมตัวก่อนขึ้นดอยของนักศึกษาในกิจกรรมรับน้องขึ้นดอย การรับน้อง และการออกกำลังกายเป็นต้น<br />
หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />
หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสถานที่รับพระราชทานปริญญาบัตรของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถานที่จัดกิจกรรมรับน้องรวม ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ กิจกรรมเฟรชชีไนท์เป็นต้น<br />
ตลาดร่มสัก<br />
ตลาดร่มสัก หรือ ตลาดฝายหินเป็นตลาดขายอาหารที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของชาว มช เป็นอย่างมากซึ่งอยู่คู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มายาวนานหลายยุคสมัย และในตลาดร่มสักมีเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อคือ สลัดฝายหิน และน้ำผลไม้ ซึ่งอาหารที่นี่มีราคาถูกมาก<br />
หอพักนักศึกษา<br />
เมื่อได้เข้ามาเป็นนักศึกษาในรั้วของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับการอยู่หอพักนักศึกษา เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายที่ส่งเสริมให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคน ได้เข้าพักในหอพักนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาต่างคณะรู้จักกัน และเป็นการฝึกให้นักศึกษาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข จำนวนหอพักในมหาวิทยาลัยมีทั้งหมด 15 อาคาร แบ่งออกเป็นหอพักนักศึกษาชาย 7 อาคารและหอพักนักศึกษาหญิง 8 อาคาร สำหรับค่าใช้จ่ายสำหรับเรื่องหอพักนั้นตกประมาณ 1,800 บาทต่อเทอม ซึ่งในราคานี้ได้รวมค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายอื่นๆไว้แล้ว นอกจากนั้นผู้ที่รักสบายขึ้นมาหน่อยก็สามารถเลือกอยู่หอพักในกำกับ มีอยู่ 4 หอได้แก่ หอสีชมพู หอแม่เหียะ หอพยาบาล และใหม่ล่าสุด หอ 40 ปี ซึ่งก็จะมีราคาสูงขึ้นตามความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นด้วย หลังจากการก่อตั้งสำนักงานหอพักนักศึกษา เมื่อปี 2551 แต่เดิมมีฐานะเป็นงานหอพักนักศึกษา สังกัดกองกิจการนักศึกษา (ปัจจุบันคือกองพัฒนานักศึกษา) จึงเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลหอพักนักศึกษาในปัจจุบัน มีหอพักนักศึกษาในสังกัดจำนวน 18 อาคาร ได้แก่ หอพักภายในมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย หอพักนักศึกษาชาย อาคาร 2 &#8211; 7 , หอพักนักศึกษาหญิง อาคาร 1 &#8211; 9 และหอพักในกำกับ ประกอบด้วย หอพักสีชมพู , หอพักแม่เหียะ และหอพัก 40 ปี การเปิด &#8211; ปิดหอพักนักศึกษานั้น หอพักนักศึกษาชาย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เปิดเวลา 6 โมงเช้า ปิดเวลาเที่ยงคืน (แต่เดิมเปิดตลอด 24 ชั่วโมง) ส่วนหอพักนักศึกษาหญิง เปิดเวลา 6 โมงเช้า ปิดเวลา 4 ทุ่ม เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยได้คำนึงถึงความปลอดภัยแก่นักศึกษาหญิง นอกจากนั้นทางหอพักก็ได้ให้บริการและสวัสดิการต่างๆที่จัดให้ เช่น หนังสือพิมพ์ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ โทรทัศน์ติด UBC ร้านเสริมสวย ร้านซัก อบ รีด ร้านค้าสะดวกซื้อ ห้องคอมพิวเตอร์พร้อมอินเทอร์เน็ต เพื่อบริการแก่นักศึกษาทุกคน<br />
กิจกรรมและประเพณี<br />
ไฟล์:ประเพณีรับน้องขึ้นดอย 2556.jpg<br />
ประเพณีรับน้องขึ้นดอย<br />
ประเพณีรับน้องขึ้นดอย<br />
ปี พ.ศ. 2507 เป็นปีแรกของการเปิดดำเนินการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 291 คน ศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีที่รับผิดชอบดูแลนักศึกษามีความคิดที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีประเพณีที่แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยอื่น และเป็นประเพณีที่น่าประทับใจ น่าจดจำไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ประกอบกับจังหวัดเชียงใหม่มีหนทางขึ้นดอยสุเทพ โดยครูบาศรีวิชัยเป็นผู้นำในการทำหนทางดังกล่าว นับว่าเป็นผลงานที่แสดงถึงความศรัทธาและความสามัคคีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นหลังจากการปฐมนิเทศนักศึกษาในปีแรกแล้ว จึงได้ชักชวนนักศึกษารุ่นแรกทุกคนเดินขึ้นดอยสุเทพพร้อมกันด้วยความสามัคคี เพื่อนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ ด้วยความศรัทธาและแสดงถึงความเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างสมบูรณ์ ประเพณีดังกล่าวนี้นักศึกษารุ่นหลังยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาตราบจนทุกวันนี้และเป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเพณีรับน้องขึ้นดอยเป็นประเพณีของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่จัดขึ้นประมาณต้นเดือนกรกฎาคมของทุกปี ตามประวัติแล้วประเพณีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ลูกช้างเชือกใหม่ทุกคน และดอยสุเทพซึ่งวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่ โดยในวันรับน้องขึ้นดอยนั้นแต่ละคณะจะจัดตั้งขบวนบริเวณหน้าศาลาธรรมตั้งแต่เช้าตรู่โดยริ้วขบวนจะประกอบไปด้วยเฟรชชีและพี่ๆแต่ละชั้นปีเดินขึ้นไปพร้อมกันโดยทุกคนจะแต่งกายแบบล้านนาทำให้มีสีสันสวยงามตื่นตาตื่นใจ</p>
<p>ประเพณีรับน้องรถไฟ<br />
ประเพณีน้องรถไฟเป็นกิจกรรมหนึ่งของการรับน้องของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นประเพณีประจำปีอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นโดยรุ่นพี่ของแต่ละคณะจะมาต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ และอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครหรือพื้นที่นอกเขตภาคเหนือ โดยจะเริ่มต้นกิจกรรมกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยปกติจะเหมารถไฟ ชั้น 3 ทั้งขบวน (ทั้งหมดหลายขบวน) โดยแบ่งตู้รถไฟกันตามคณะและจำนวนของรุ่นพี่และรุ่นน้องในคณะนั้นๆ โดยรุ่นพี่ของแต่ละคณะก็จะเตรียมกิจกรรมและเกมส์ต่างๆ มีการสอนร้องเพลงประจำแต่ละคณะ เพลงประจำมหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งเป็นการให้รุ่นน้องได้ทำกิจกรรมบนรถไฟเกือบตลอดทั้งคืนที่รถไฟวิ่งมุ่งหน้าไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโดยปกติเมื่อไปถึงจังหวัดเชียงใหม่แล้วรุ่นพี่จะพาน้องใหม่ไปไหว้พระที่ศาลาธรรมเป็นเหมือนการรับขวัญน้องที่มาใหม่จากแดนไกล หลังจากนั้นรุ่นพี่ก็จะพาน้องใหม่เข้าไปพักตามหอพักนักศึกษา (หอใน) ที่น้องใหม่จองไว้ตั้งแต่วันที่มาปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่</p>
<p>ประเพณีรับน้องรถไฟ ก้าวไกลสู่อาเซียน ประจำปีการศึกษา 2556<br />
ประเพณีรับน้องรถไฟเป็นกิจกรรมครั้งแรกๆ ที่รุ่นน้องและรุ่นพี่ได้พบเจอกัน และร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาราว 15 ชั่วโมง และยังมีเพื่อนฝูงและผู้ปกครองมาส่งรุ่นน้องทำให้บรรยากาศที่สถานีรถไฟหัวลำโพงในวันนั้นจึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายในการแสดงความยินดีการได้เริ่มต้นการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาจะได้แจกบัตรคล้องคอ (หรือติดเสื้อ) เขียนชื่อเล่นแต่ละคนเอาไว้ รุ่นน้องนั้นมักจะถูกเรียกว่า &#8220;ลูกช้าง&#8221; เพราะช้างเป็นสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2549 งานรับน้องรถไฟได้ถูกยกเลิกในปีนั้น เนื่องจากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันในบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้รางรถไฟได้รับความเสียหาย เส้นทางรถไฟไม่สามารถใช้ได้ และในปี พ.ศ. 2553 งานรับน้องรถไฟได้ทำการย้ายสถานที่จากสถานีรถไฟหัวลำโพงมายังสถานีรถไฟรังสิตรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสถานีปลายทางจากสถานีรถไฟเชียงใหม่เป็นสถานีรถไฟสารภี เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและการก่อจลาจลในหลายพื้นที่ของประเทศไทยในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553</p>
<p>ปัจจุบันประเพณีรับน้องรถไฟยังคงดำเนินอยู่ต่อไป เพื่อสืบสานประเพณีที่ดีงาม อันเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอาไว้สืบไป</p>
<p>กิจกรรม Sport Day &amp; Spirit Night<br />
สปอร์ตเดย์ และสปอร์ตไนท์เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความสามัคคีและน้ำใจนักกีฬาของแต่ละคณะโดยจะจัดขึ้นทุกๆปีในเดือนพฤศจิกายน โดยจะจัดกิจกรรมกันตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงกลางดึก โดยในงานจะมีการประกวดเชียร์ลีดเดอร์ สแตนเชียร์ พาเหรด และการแสดงโชว์ของสแตนเชียร์ที่เรียกว่าไคลแมกซ์ โดยแต่ละคณะจะทำการซักซ้อมมาเป็นอย่างดีในการเชียร์</p>
<p>พิธีพระราชทานปริญญาบัตร<br />
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เริ่มเปิดสอนในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2507 โดยระยะแรกมีเพียง 3 คณะ ได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ มาทรงประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2508 และในปีเดียวกันนี้เองที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับโอนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มาสังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนั้นพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2509) จึงเป็นพิธีพระราชทานปริญญาบัตรพร้อมกับมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ณ หอประชุมแพทยาลัย มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2510) จัด ณ พลับพลาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 3-5 (พ.ศ. 2512 –2514 ) จัด ณ พลับพลาบริเวณสนามหน้าตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p>ปีพุทธศักราช 2515 เมื่อการสร้างศาลาอ่างแก้วแล้วเสร็จ มหาวิทยาลัยจึงได้ย้ายสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมายังศาลาอ่างแก้ว ดังนั้น พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 6–30 (พ.ศ. 2515–2539) จึงจัด ณ ศาลาอ่างแก้ว ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์ที่ควรบันทึกไว้คือ ในการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 25 (พ.ศ. 2534) เป็นปีฉลอง 25 ปีแห่งพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จัดทำเหรียญที่ระลึกพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 25 ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเหรียญทองคำหนัก 25 บาท จำนวน 1 เหรียญ เพื่อขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายเหรียญที่ระลึกดังกล่าวแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 25 เพื่อเป็นศิริมงคลแก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p>ปีพุทธศักราช 2540 หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคารหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมกับพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนั้นการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 31 (พ.ศ. 2540) จึงเป็นปีที่เริ่มใช้หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสถานที่พระราชทานปริญญาบัตร</p>
<h3>แผนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</h3>
<p><iframe loading="lazy" style="border: 0;" tabindex="0" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m18!1m12!1m3!1d3777.054451105562!2d98.95014141538192!3d18.79572656560542!2m3!1f0!2f0!3f0!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!3m3!1m2!1s0x30da3a68355ea91f%3A0xd393197b614f8352!2z4Lih4Lir4Liy4Lin4Li04LiX4Lii4Liy4Lil4Lix4Lii4LmA4LiK4Li14Lii4LiH4LmD4Lir4Lih4LmI!5e0!3m2!1sth!2sth!4v1606405400771!5m2!1sth!2sth" width="600" height="450" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen" aria-hidden="false"></iframe><br />
<iframe loading="lazy" style="border: 0;" tabindex="0" src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!4v1606405440653!6m8!1m7!1s9AyB28DaddfHVsGGo0IWRA!2m2!1d18.80830224424919!2d98.95476251411537!3f221.14972649723939!4f7.54514036266896!5f0.7820865974627469" width="600" height="450" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen" aria-hidden="false"></iframe></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
