<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ตานหลัว Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://www.at-chiangmai.com/tag/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.at-chiangmai.com/tag/ตานหลัว/</link>
	<description>วันดีวันเสีย ล้านนา หาฤกษ์ยามงานมงคล สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว ประวัติศาสตร์ล้านนา ขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนา ฮีตฮอยจารีต ประเพณีล้านนา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2022 10:08:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2021/05/cropped-atcmi-32x32.jpg</url>
	<title>ตานหลัว Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<link>https://www.at-chiangmai.com/tag/ตานหลัว/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ตานหลัวพระเจ้า</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Mar 2017 10:13:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตานหลัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆหมอกใด ๆ มาบดบัง พระจันทร์ดวงโต โดดเด่นอยู่เพียงลำพัง ส่องฉายรัศมีปกคลุมไปทั่วแผ่นน้ำแม่วัง แสงไฟอื่นใดดูด้อยค่าไปถนัดตา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/">ตานหลัวพระเจ้า</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆหมอกใด ๆ มาบดบัง พระจันทร์ดวงโต โดดเด่นอยู่เพียงลำพัง ส่องฉายรัศมีปกคลุมไปทั่วแผ่นน้ำแม่วัง แสงไฟอื่นใดดูด้อยค่าไปถนัดตา เมื่อเจอแสงสีนวล เร้าใจ ดึงดูดผู้คนริมสองฝั่งน้ำให้เข้าหา ต่างพาลูกจูงหลาน พร้อมถือสะเปา(กระทง)น้อย ในมือคนละอัน เพื่อไปขอขมาพระแม่คงคาผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีแก่ผู้คน ด้วยความอ่อนล้า</p>
<p>ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พ่อหลวงคำมาเป็นผู้หนึ่งที่พาหลานชายหญิงคู่แฝด เดินไปที่ปงริมฝั่ง แม่น้ำ เช่นคนอื่น ๆ เสร็จจาก ขอขมาพระแม่คงคา และชื่นชมสะเปาน้อย ที่มีแสงเทียนระยิบ ระยับลอยผ่านไปตามลำน้ำแล้ว แกจึงชวนหลาน ๆ เดินกลับบ้านผ่านทุ่งนากว้าง เมื่อเช้าแกเห็น ต้นข้าวแก่ได้ที่ สีเหลืองทองไปทั้งทุ่ง กะว่าให้เสร็จงานบุญคราวนี้ คงจะได้เก็บเกี่ยวข้าวไว้ใน</p>
<p>ยุ้งฉางเสียที สายลมหนาวพัดผ่านกระทบผิวกายอันเหี่ยวย่นจนแกห่อตัวสะท้าน หลานคู่แฝดบ่นหนาว จนปากคอสั่น แกเร่งให้หลานเดินเร็วขึ้นเพื่อจะให้ถึงบ้านได้ห่มผ้าให้หายหนาว มองไปอีกฟากฝั่งหนึ่ง ของท้องทุ่ง เห็นแสงไฟสลัวจากวัดประจำหมู่บ้านแกนึกถึงพระเจ้าที่แกเคารพบูชา ป่านนี้คงหนาวสั่น อยากให้ท่านได้อบอุ่นขึ้น เห็นทีพรุ่งนี้จะต้องเข้าป่าตามคำชวนของ หนานเมืองเพื่อเข้าไปหาหลัว ตานพระเจ้า</p>
<p>ชาวบ้านวังเลียบ หมู่บ้านเลียบน้ำวัง ได้มีประเพณีที่นึกถึงบุญคุณของพระเจ้าที่ท่านเสียสละ มานั่งเป็นพระประธานในโบสถ์ให้คนกราบไว้มาชั่วนาตาปี ทนร้อน ทนหนาว โดยไม่มีบ่นทุกข์ยาก ประการใดให้ได้ยิน ยิ่งยามหนาวโหดร้ายนัก ลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างปวดแสบผิวกายที่แตก เป็นขุย และมักจะเอาฟืนมาสุมก่อไฟให้ได้ผิงยามค่ำคืน หาเผือก หามันมาปิ้งกินให้คลายหนาว ชาวบ้านจึงคิดจะทำให้พระเจ้าอบอุ่นและได้ผิงไฟยามหนาวด้วย จึงได้มีประเพณี ที่เรียกว่า<br />
ตานหลัวพระเจ้า</p>
<p>ตาน คือ ทาน<br />
พระเจ้า ที่ชาวบ้านเรียกหมายถึงพระพุทธรูปที่อยู่ในโบถ์ส<br />
หลัว หมายถึง ฟืน</p>
<p>เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนยี่ชาวนาเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวกว่าจะเสร็จสิ้นก็เดือนสามถึง เดือนสี่ ยามว่างชาวบ้านจะชวนกันเข้าป่า ไปหาหลัวเตรียมไว้ในเดือนสี่ ชาวบ้านจะเลือกไม้ อย่างดี ที่สุด ไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นหลัวให้พระเจ้า คือ ไม้จี้ ไม้ขนาดกลาง ลำต้นมีหนามขึ้นโดยรอบ ใบเล็ก ๆ คล้ายใบข่อย ผิวใบหยาบและสากมือ เป็นไม้เนื้ออ่อน เบา เวลาเผาไฟ จะมีควันไฟน้อย</p>
<p>ชาวบ้านจะตัดไม้จี้เป็นท่อนๆ ขนาดพอเหมาะแล้วแต่ความชอบ บางคนอาจยาวคืบ บ้างยาวศอก บางคนอาจยาววา จะนำท่อนไม้ที่ได้มาถากและเหลาให้เกลี้ยงเกลาสวยงาม ประดับประดาตกแต่ง ด้วย กระดาษหลากสี พันเป็นริ้วรอบท่อนไม้แต่ละท่อน บางคนตกแต่งด้วยตุงกระดาษเล็ก ๆ (ธงสามชาย) การตกแต่งหลัวนี้จะไม่จำกัดขอบเขต แล้วแต่ใครจะคิดสร้างสรรค์ตกแต่งเอง เมื่อ ตกแต่งเสร็จแล้วจึงมัดรวมกันเตรียมไปถวายพระที่วัด จำนวนเท่าใดก็ได้แล้วแต่ศรัทธา</p>
<p>เมื่อถึงเดือนสี่ เช้ามืดผู้ใหญ่จะพาเด็ก ๆ ไปวัด ถือขันข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน อาหารคาวหวาน มีข้าวใหม่กลิ่นหอม ข้าวหลามอุ่น ๆ เพื่อถวายพระ พร้อมหลัวเพื่อตานพระเจ้า ผู้คนต่างทยอยกัน เข้าไปที่โบสถ์ อันดับแรกเมื่อไปถึงคือกราบ พระประธาน พร้อมนำดอกไม้ธูปเทียนใส่ขันแก้วเพื่อ บูชาพระ และนำหลัวที่เตรียมไปกองรวมกันหน้าพระประธาน โดยเขียนชื่อผู้เป็นเจ้าของใส่แผ่น กระดาษติดกับหลัว ถ้าจะอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ญาติผู้ล่วงลับก็จะเขียนชื่อลงไป จากนั้นพระสงฆ์ จะทำพิธีทางศาสนาไปตามลำดับขั้นตอน พระสงฆ์จะเผาหลัวจำนวนเล็กน้อยพอให้เป็นพิธี จบลงด้วย การให้ศีลให้พร หลัวที่เหลือจากพิธี พระสงฆ์จะนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการต่าง ๆ ของวัดต่อไป</p>
<p>พระฉันอาหารเช้าเสร็จเป็นทีของชาวบ้านและเด็ก ๆ กินต่อ อาหารหลากรสจากฝืมือหลายคน ในหมู่บ้านที่ต่างบรรจงปรุงอย่างตั้งใจและสรรหาอาหารที่ดีที่สุด เพื่อนำไปถวายพระ สุดท้ายทุกคน ก็ได้อิ่มอร่อยจากฝีมือตนเอง กินเสร็จช่วยกันเก็บกวาด ผู้ใหญ่กวาดลานวัด ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งคุยกัน เด็ก ๆ เมื่อกินอิ่มแล้ววิ่งเล่น ก่อนกลับบ้าน เด็ก ๆ ยังได้หิ้วขนมอร่อยกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขนมจอก ขนมปาด ข้าวหลาม เป็นต้น เอาไว้กินร่วมกันตอนอยู่บ้าน</p>
<p>เด็ก ๆ สนุกสนานจากการได้วิ่งเล่น ผู้ใหญ่ได้อุ่นกายอุ่นใจจากการได้ทำบุญตานหลัวพระเจ้า เรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เกิดขึ้นและผ่านไป ถูกถ่ายทอดและสืบต่อสู่รุนใหม่</p>
<p>พ่อหลวงคำมาได้เล่าเรื่องราวการตานหลัวพระเจ้าให้หลาน ๆ ฟัง แกเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นการ ล่องสะเปา หรือตานหลัวพระเจ้า จะทำให้เด็ก ๆ รุ่นลูกหลานของแกได้นึกถึงบุญคุณ สิ่งที่ทำประโยชน์ให้ตน</p>
<p>แม้สิ่งเหล่านั้นจะไม่เรียกร้องผลตอบแทนแต่คนก็สำนึกในใจเอง แกแอบคิดว่า ในวันข้างหน้า หลาน ๆ ของแกคงนึกถึงแกบ้าง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/">ตานหลัวพระเจ้า</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Feb 2017 15:43:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัฒนธรรมประเพณีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ตานหลัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า คือการนำเอาฟืนมาเผา เพื่อให้พระพุทธเจ้าได้ผิงไฟ จัดขึ้นในช่วงเดือน ๔ เหนือ หรือประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำของเดือน เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/">ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า คือการนำเอาฟืนมาเผา เพื่อให้พระพุทธเจ้าได้ผิงไฟ จัดขึ้นในช่วงเดือน ๔ เหนือ หรือประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำของเดือน เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ชาวล้านนามีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปในวิหารก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นเช่นเดียวกับคนเรา จึงร่วมกันหาไม้ฟืนมาจุดเผาไฟผิงให้เกิดความอบอุ่น ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับบริบททางสภาพแวดล้อม เนื่องจากในดินแดนล้านนาเป็นพื้นที่ๆมีความหนาวเย็นมาก รวมทั้งมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น และมีความชื้นสูง การผิงไฟนอกจากจะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้ว ยังขับไล่ความชื้นในอากาศที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๐, หน้า ๗๙)</p>
<p>คำว่า “หลัว” เป็นภาษาล้านนา หมายถึง ฟืน ส่วนคำว่า “หิง” หมายถึง การผิงไฟ และคำว่า “พระเจ้า” หมายถึง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้ามีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างแพร่หลายทั่วไปในล้านนา แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง ส่วนมากจะเป็นวัดที่อยู่แถบชนบทห่างไกล และสามารถเสาะหาฟืนได้ง่าย ได้แก่วัดยางหลวง และวัดป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประเพณีนี้มักจะทำควบคู่ไปกับประเพณี “ทานข้าวล้นบาตร” เพื่อบูชาแม่โพสพ และทานข้าวใหม่ให้แก่วัด บางแห่งก็เรียกรวมว่าเป็นประเพณี “ทานข้าวใหม่-หิงไฟพระเจ้า” (สนั่น ธรรมธิ. นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ, สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สัมภาษณ์, ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓) หลังจากสิ้นเดือน ๓ เหนือ หรือประมาณเดือนธันวาคม พระ เณร และขโยมวัด จะพากันออกไปหาฟืนในป่า เพื่อเตรียมไว้สำหรับทานหลัวหิงไฟพระเจ้าในเดือนยี่เป็ง<br />
ประเพณีทานหลัว</p>
<p>วิธีการทำหลัวหิงไฟพระเจ้า</p>
<p>ไม้ที่จะใช้บูชาพระเจ้านั้นมีข้อกำหนดว่าจะต้องเป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม มีดอกหอม ห้ามใช้ไม้ที่มีรสเผ็ด รสเปรี้ยว หรือมีกลิ่นเหม็นเด็ดขาด ให้เลือกไม้ที่มีสีขาว ให้ถ่านดี ทนทาน ไม่แตกเวลาก่อไฟ และหาได้ง่ายในท้องถิ่น ไม้ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ ได้แก่<br />
ไม้จี้ หรือไม้คนทา นิยมนำมาใช้บูชาพระเจ้า</p>
<p>ไม้จี้ หรือไม้ชิงชี่ หรือไม้คนทาในภาคกลาง เป็นไม้ที่มีหนามตามลำต้น เมื่อเก็บมาแล้วต้องริบหนามออก ไม้มีลักษณะเป็นเถาและเนื้อในมีสีขาว ขึ้นในป่าบริเวณป่าละเมาะใกล้เชิงเขา<br />
ไม้โมกมัน หรือมูกมัน เป็นไม้ยืนต้น เนื้ออ่อนสีขาว<br />
ไม้โชค หรือสะคร้อ เป็นไม้ยืนต้นผลกินได้ มีสีขาวให้ถ่านดีมาก ชาวบ้านนิยมนำมาเผาถ่าน<br />
ไม้มะขาม เป็นไม้ยืนต้นข้างในสีขาว นิยมร่นกิ่งลงมาเหลือแต่ต้นไว้ เพื่อให้ออกกิ่งใหม่</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีไม้กาสะลอง (ไม้ปีป) ไม้สบันงา (ไม้กระดังงา) ไม้จุ๋มป๋า (ไม้จำปา) ฯลฯ ในการคัดเลือกไม้ ให้เลือกกิ่งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒-๓ นิ้ว และตัดให้มีความยาวประมาณ ๑ วาของเจ้าภาพ หรือ ๑.๘๐- ๒.๐๐ เมตร แล้วนำมาผึ่งแดดให้แห้ง ถึงวันก่อนเดือน ๔ เป็ง ๑ วัน แล้วถากเอาเปลือกไม้ออกทุกส่วน นำมามัดรวมกันให้ได้ ๘๐ ท่อน เท่าจำนวนพระชนมายุของพระพุทธเจ้า คือ ๘๐ พรรษา<br />
ผึ่งแดดให้แห้งและถากเอาเปลือกออก</p>
<p>จากนั้นช่วยกันแบกหามเข้าสู่วัดนำมาไว้ที่ลานข้างวิหาร หรือที่ล้านนาเรียกว่า “ข่วงแก้วทังสาม” หรือ “ข่วงแก้วอาราม” ตรงหน้าพระประธาน จากนั้นจัดการกองสุมหลัวเป็นรูปเหมือนกระโจมอินเดียนแดง โดยทำเป็นซุ้มสองกองไว้ ชั้นแรกใช้ไม้รวกเป็นแกนตั้งข้างใน ข้างนอกเป็นพวกไม้ซางและไม้อื่นๆที่เตรียมไว้ ใช้เถาวัลย์ตรึงมัดกองโดยรอบ โดยเฉพาะตัวแกนในเพื่อไม่ให้กองฟืนโค่นล้ม ไม้ฟืนทั้งหมดต้องคละด้วยไม้ที่เก็บมาใหม่ หากเป็นไม้แห้งหมดจะไหม้ไฟไวเกินไป นอกจากนี้มีการใส่ “หมากสะโปก” ไม้ประทัด หรือไม้ระเบิดสอดเข้าข้างในด้วย ขณะที่ไม้ติดไฟจะแตกเสียงดังไปไกล เป็นสัญญาณให้ชาวบ้านลุกตื่นมาจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร เพื่อมาทำบุญที่วัด ไม้นี้ทำจากไม้ไผ่ซาง หรือไม้บง ตัดปิดหัวท้ายเป็นท่อน อาจเป็น ๒ ท่อนบ้าง ๓ ท่อนบ้าง ใส่สะโปกประมาณ ๔-๕ ชุด เตรียมไว้สำหรับเผาต่อไป</p>
<p>พิธีการเผาบูชา</p>
<p>ก่อนวันทำพิธีชาวบ้านจะทยอยกันนำไม้ที่ตนเก็บมาวางในกองฟืน เพื่อทำพิธีพร้อมกันในเช้าวันรุ่งขึ้น คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ สำหรับพิธีการเริ่มจากชาวบ้านผู้มีศรัทธาจะเตรียมพานข้าวตอกดอกไม้ ฟืนท่อนยาว ๑ วา จำนวนหนึ่งมัด และภัตตาหารถวายแก่พระสงฆ์ เมื่อไหว้พระรับศีลรับพรเรียบร้อยแล้ว จะมีการกล่าวคำถวายที่มีใจความเกี่ยวกับการบูชาพระรัตนตรัย การถวายทานและการสร้างกุศล</p>
<p>จากนั้นจะเอาฟืนเข้าประเคนหน้าพระพุทธรูปองค์ประธานพิธี หรือบางแห่งจะใช้กรวยดอกไม้ประเคนหน้าพระสงฆ์เพื่อเป็นการสักการะ ในเวลาประมาณ ๐๔.๐๐-๐๕.๐๐ น. จะเริ่มจุดกองไฟหรือกองฟืนนั้น โดยเจ้าอาวาสจะจุดไฟเป็นท่านแรกพร้อมกับตีฆ้อง ๓ ลา เพื่อให้ประชาชนได้ทราบและร่วมอนุโมทนาบุญด้วย (มณี พยอมยงค์, ๒๕๓๗, หน้า ๒๗๗๓-๒๗๗๔)<br />
พิธีเผาบูชา</p>
<p>การทานข้าวใหม่ และทานข้าวหลาม-ข้าวจี่</p>
<p>ในชนบทบางท้องที่นอกจากจะทำบุญทานหลัวหิงไฟพระเจ้าแล้ว ก็จะทำพิธีทำบุญทานข้าวใหม่ ข้าวล้นบาตร ไปพร้อมๆ กันในช่วงของประเพณีเดือน ๔ เมื่อชาวบ้านนำข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางแล้ว จะนำข้าวนั้นไปทำบุญข้าวใหม่ ก่อนที่จะนำไปข้าวนั้นไปสีเพื่อรับประทาน การทำบุญในวาระนี้เรียกว่า “ทานขันข้าวใหม่” เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปถึงเทวดาขุนน้ำ ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ที่เป็นเจ้าของไร่นามาแต่เดิม สำรับอาหารประกอบไปด้วยข้าวนึ่งสุก พร้อมกับอาหารที่นิยมกันตามท้องถิ่น (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๔๒, หน้า ๒๗๕๕)</p>
<p>นอกจากประเพณีทานข้าวใหม่แล้ว ในบางท้องที่มีการทำบุญทานข้าวจี่ ข้าวหลาม ชาวบ้านจะนำเข้าที่ได้จากท้องนามาประกอบอาหารประเภทต่างๆ เช่น ข้าวจี่ ข้าวหลาม ข้าวเม่า ข้าวต้ม ข้าวต้มกะทิ ข้าวหนมจ๊อก ข้าวต้มใบอ้อย โดยนำอาหารเหล่านี้ไปถวายพร้อมกับอาหารคาวประเภทอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ถือโอกาสทานขันข้าว คือถวายอาหารเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว</p>
<p>ข้าวจี่ คือของกินเล่นชนิดหนึ่ง โดยการนำก้อนข้าวเหนียวเสียบปลายไม้แล้วปิ้งบนเตาถ่านให้ข้าวเหลืองกรอบและมีกลิ่นหอม ส่วนข้าวหลามนั้น คือข้าวเหนียวถูกหลามให้สุกในกระบอกไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่มีเยื่อหนา โดยกรอกข้าวเหนียวที่เป็นข้าวสารเติมน้ำไว้ตั้งแต่ตอนเย็น พอถึงตอนเช้าข้าวที่แช่น้ำไว้จะพองตัว นำกระบอกไม้นั้นไปผิงไฟกับถ่านแดงจนข้าวสุก การปอกข้าวหลามนั้นนิยมถากผิวไม้ส่วนที่ไหม้ไฟออกให้เหลือเนื้อไม้ไผ่สีขาวหุ้มข้าวหลามไว้ (บำเพ็ญ ระวิน, ๒๕๔๒, หน้า ๒๗๕๓)</p>
<p>ในการทานข้าวใหม่ ศรัทธาจะนำเอาข้าวเปลือกและข้าวสาร มาทานเป็นข้าวล้นบาตร หรือเรียกว่า “หล่อข้าวบาตร” หรือ บางแห่งเรียกว่า “ทานดอยข้าว” ตรงกลางวิหารปูเสื่อกะลาไว้ ๒ จุด แต่ละจุดตั้งบาตรไว้ ๑ ลูก เมื่อชาวบ้านนำข้าวมาเทลงไปในบาตรข้าวเปลือกกองหนึ่ง และบาตรข้าวสารกองหนึ่ง กองข้าวสารเรียกว่า “เงินดอย” ส่วนกองข้าวเปลือกเรียกว่า “เงินคำ” ซึ่งข้าวที่ได้นี้พระภิกษุสามเณรจะเก็บไว้นึ่งกินในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก ออกบิณฑบาตไม่ได้ ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีไร่นา การทำบุญข้าวล้นบาตรจึงค่อยๆ หมดไป เพราะไม่มีข้าวเปลือกไปหล่อบาตร บางแห่งจึงมีแต่การ “ทานดอยข้าวสาร” เท่านั้น (ศรีเลา เกษพรหม, ๒๕๔๒, หน้า ๒๗๕๕) การทานข้าวล้นบาตรนี้ นอกจากจะเป็นการบูชาแม่โพสพ ขอบคุณเทวดาอารักษ์ และบำรุงพระศาสนาด้วยการให้ผลผลิตแก่วัดแล้ว ยังเป็นโอกาสให้คนชุมชนแสดงความเอื้อเฟื้อต่อผู้ยากไร้หรือผู้ที่ประสบปัญหาได้ผลผลิตน้อยในปีนั้น นับเป็นการสร้างสามัคคีในชุมชนโดยผ่านพิธีกรรมทางศาสนาอีกด้วย</p>
<p>รายการอ้างอิง</p>
<p>บำเพ็ญ ระวิน. (๒๕๔๒). ทานข้าจี่ ทานเข้าหลาม/ทานเข้าจี่ เข้าหลาม. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๖, หน้า ๒๗๕๓). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.<br />
มณี พยอมยงค์. (๒๕๓๐). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย.<br />
มณี พยอมยงค์. (๒๕๔๗). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ ๕). เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.<br />
มณี พยอมยงค์. (๒๕๔๒). ทานหลัวหิงไฟพระเจ้า. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๖, หน้า ๒๗๗๓-๒๗๗๔). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.<br />
ศรีเลา เกษพรหม. (๒๕๔๒). ทานเข้าใหม่ ทานเข้าล้นบาตร. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๖, หน้า ๒๗๕๕). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.</p>
<p>ข้อมูล/รวบรวมและเรียบเรียง/ภาพประกอบ<br />
ประสงค์ แสงงาม ผู้รู้ด้านประเพณีล้านนาประตำโครงการ<br />
และคณะทำงานโครงการห้องสมุดที่มีชีวิต (Living Library) เพื่อพัฒนาสังคมการเรียนรู้<br />
ส่วนกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูลภาคเหนือ<br />
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p>http://library.cmu.ac.th/ntic/lannatradition/</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/">ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
