<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ตำนานเรื่องเล่า Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://www.at-chiangmai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-2/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.at-chiangmai.com/category/เกี่ยวกับเชียงใหม่/ประวัติศาสตร์/ตำนานเรื่องเล่า/</link>
	<description>วันดีวันเสีย ล้านนา หาฤกษ์ยามงานมงคล สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว ประวัติศาสตร์ล้านนา ขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนา ฮีตฮอยจารีต ประเพณีล้านนา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 15 May 2026 11:35:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.3</generator>

<image>
	<url>https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2021/05/cropped-atcmi-32x32.jpg</url>
	<title>ตำนานเรื่องเล่า Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<link>https://www.at-chiangmai.com/category/เกี่ยวกับเชียงใหม่/ประวัติศาสตร์/ตำนานเรื่องเล่า/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ตำนานกบกินเดือน</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2021 08:31:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[กบกินตะวัน]]></category>
		<category><![CDATA[กิบกินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อจันทรคราส]]></category>
		<category><![CDATA[ความเชื่อสุริยคราส]]></category>
		<category><![CDATA[เดือนตือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=9386</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตำนาน กบกินเดือน เรื่องเล่าความเชื่อพื้นบ้านในการเรียกเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราส ของคนไทย คนไทยยวนล้านนา และไทยอีสาน ส่วนมากจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบกินเดือนและกบกินตะวัน”</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/">ตำนานกบกินเดือน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff9900;">ตำนาน กบกินเดือน เรื่องเล่าความเชื่อพื้นบ้านในการเรียกเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราส ของคนไทย คนไทยยวนล้านนา และไทยอีสาน ส่วนมากจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบกินเดือนและกบกินตะวัน”</span></h2>
<p>ตำนาน กบกินเดือน เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่แสดงความเชื่อของชาวบ้านในการอธิบายเหตุเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราสซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งผู้คนในอดีตเชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะอิทธิปาฏิหาริย์และสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์</p>
<p>จากการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตำนาน กบกินเดือน ในวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนไทย-ไททั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทย พบว่าการเรียกชื่อเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสมีลักษณะเหมือนคล้ายและแตกต่างกัน กล่าวคือ บางถิ่นจะเรียกสุริยคราสว่า ตะวันจั๋บ, ราหูสูนตาเว้น, แงงกินตาเว้น, หมีกินตะวัน, ราหูอมพระอาทิตย์ หรือ กบกินตะวัน ส่วนจันทรคราสจะเรียกว่า จะคาดตือเดือน, เดือนจั๋บ, ราหูอมจันทร์, ราหูสูนจันทร์ หรือ กบกินเดือน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คำเรียกเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสที่นิยมและรู้จักกันแพร่หลายในกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนไทยที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทย รวมทั้งคนไทยยวนล้านนา และไทยอีสาน ส่วนมากจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบกินเดือนและกบกินตะวัน” ทั้งๆ ที่บางสำนวนอาจไม่มีตัวละครที่เป็นกบปรากฏอยู่ในเนื้อหาเลยก็ตาม ส่วนคนไทยภาคกลางและภาคใต้นั้นไม่พบการเรียกชื่อเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสว่า “กบกินเดือน” แต่จะเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ราหูอมจันทร์” มากกว่า</p>
<p>เนื้อหาตำนาน กบกินเดือน ของชาวไทดำเล่าว่า แต่ก่อนคนกับสัตว์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ บ้านเมืองเกิดความแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตก ผู้คนจึงค้นหาตัวกบตัวเขียดมาทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถนอยู่เมืองฟ้าจึงได้ส่งฝนให้ตกลงมา ทำให้น้ำท่วมโลก สัตว์ต่างๆ ตายจนหมด ภายหลังแถนจึงได้ส่งตะวัน ๑๒ ดวง และเดือน ๑๒ ดวง ลงมายังเมืองมนุษย์ ทำให้น้ำแห้งจนแล้ง เวลานั้นยังมีคนกับกบเหลืออยู่ แต่ก่อนฟ้ากับดินอยู่ใกล้กันมาก คนจึงบอกให้กบปีนขึ้นไปกินเดือนกินตะวันเพื่อให้หายร้อน และจะทำให้มีกลางวันกลางคืน เมื่อกบขึ้นไปกินเดือนกินตะวันก็เกิดความอร่อย จึงได้กินไปจนเหลือดวงสุดท้าย ผู้คนกลัวว่ากบจะกินเดือนกินตะวันไปจนหมดซึ่งจะทำให้มนุษย์นั้นเกิดความเดือนร้อนยิ่งนัก จึงได้ตีเกราะเคาะไม้ จุดประทัด บ้างก็ส่งเสียงโห่ร้อง เพื่อเรียกตัวกบลงมา เมื่อกบลงมาแล้วก็ได้ถามมนุษย์ว่าเรียกตนลงมาทำไม มนุษย์จึงบอกตัวกบว่าไม่ให้กินเดือนกินตะวัน แต่กบก็ไม่เชื่อฟัง จึงได้ปีนไต่ฟ้าขึ้นไปกินเดือนกินตะวันอยู่เนืองๆ จึงเป็นเหตุทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>ตำนาน กบกินเดือน พบในกลุ่มไทยอีสานและไทยยวนล้านนา รวมทั้งกลุ่มคนลาวในประเทศลาว และไทดำไทขาวในเวียดนามด้วย ทั้งนี้เรื่อง กบกินเดือนกบกินตะวัน เป็นเรื่องราวที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากคติความเชื่อที่มีมาแต่เดิมของกลุ่มคนไท ซึ่งยังคงมีกลิ่นอายของการนับถือธรรมชาติและการนับถือผีปะปนรวมอยู่ด้วย ดังจะเห็นได้จากรูปสัตว์สัญลักษณ์ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราสคือ “กบ” ที่เป็นตัวละครที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา</p>
<p>ส่วนตำนาน ราหูอมจันทร์ เป็นเรื่องราวที่ได้รับอิทธิพลทางความเชื่อมาจากคติทางศาสนาที่มาจากประเทศอินเดีย นั่นคือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดังจะเห็นได้จากคติที่เชื่อว่า “พระราหู” เป็นผู้ทำให้เกิดสุริยคราสและจันทรคราสขึ้น ดังมีปรากฏให้เห็นในเทวตำนานของอินเดียเรื่อง นารายณ์สิบปาง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตำนานกับศาสนาของกลุ่มคนไทย-ไทได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>เนื้อหาของตำนานสุริยคราสและจันทรคราสของคนไทยในประเทศไทยและคนไทนอกประเทศไทยที่อธิบายเหตุอันเป็นที่มาของปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวสามารถจำแนกได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ กลุ่มเรื่องกบกินเดือนกินตะวัน พบในกลุ่มไทยอีสาน ไทยยวนล้านนา ลาว และไทดำไทขาวในเวียดนาม กลุ่มเรื่องที่อธิบายว่าพี่น้องที่ชื่อสุริยะ จันทร์และราหูทะเลาะกันเพราะแย่งกันเอาข้าวสวยไปใส่บาตรพระที่มาบิณฑบาต จึงอาฆาตแค้นและไป “บังกัน” อันทำให้เกิดปรากฏการณ์ “คราส” พบในกลุ่มคนไทพ่าเก ไทใต้คง ไทใหญ่ ไทเขิน ไทลื้อ และไทยยวนล้านนา, กลุ่มเรื่องที่อธิบายว่าพี่น้องไปเยี่ยมเยือนกัน พบในกลุ่มคนไทยอีสาน และลาว, และสุดท้าย กลุ่มเรื่องราหูอมจันทร์ พบมากในกลุ่มคนไทยภาคกลางและไทยภาคใต้ของประเทศไทย กลุ่มเรื่องตำนานสุริยคราสและจันทรคราสทั้ง ๔ แบบนี้สะท้อนคติความเชื่อทางศาสนาของชนชาติไท กล่าวคือ กลุ่มเรื่องกบกินเดือนกินตะวัน เป็นความเชื่อดั้งเดิมที่มีมาแต่เดิมของคนไทก่อนการรับนับถือพุทธศาสนา ส่วนกลุ่มเรื่องพี่น้องทะเลาะกันและกลุ่มเรื่องพี่น้องไปเยี่ยมเยือนกัน เป็นเรื่องที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนา กลุ่มเรื่องสุดท้ายคือราหูอมจันทร์ เป็นกลุ่มเรื่องที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดความเชื่อมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู</p>
<p>อนึ่ง กลุ่มเรื่องแบบต่างๆ ข้างต้นของตำนานสุริยคราสและจันทรคราสยังสามารถบ่งบอกความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาติไททั้งที่อยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทยได้ กล่าวคือ คนไทดั้งเดิมที่กระจายกันอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งคนไทยอีสานและคนไทยล้านนา ล้วนมีความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราสว่าเกิดจาก “กบกินเดือน/กบกินตะวัน” แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนไทยอีสานและกลุ่มคนไทยล้านนา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนไทที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทยมากกว่าคนไทยภาคกลางและภาคใต้</p>
<p>ในแง่ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับสุริยคราสและจันทรคราสนั้น พบว่าในบริบทของสังคมวัฒนธรรมของคนไทย-ไทหลายกลุ่ม ยังหลงเหลือพฤติกรรมที่แฝงนัยสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับการเกิดสุริยคราสและจันทรคราส ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ พิธีกรรม ศิลปกรรม ตัวอย่างเช่น การตีกลอง การตีเกราะเคาะไม้ พิธีส่งราหู หรืองานศิลปะตามศาสนสถานต่างๆ ซึ่งยังคงมีสัญลักษณ์รูปกบและรูปราหูปะปนอยู่ด้วย อันสะท้อนให้เห็นการผสมผสานความคิดความเชื่อระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับพุทธศาสนาได้อย่างน่าสนใจ</p>
<p>คติการเรียกสุริยคราสและจันทรคราสว่า “กบกินเดือน/กบกินตะวัน” ซึ่งในตำนานกล่าวว่า กบเป็นผู้มากลืนกินพระอาทิตย์และพระจันทร์ไปจนทำให้เกิดอุปราคานั้น นับว่าเป็นระบบความเชื่อดั้งเดิมของคนไทที่มีระบบคิดเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติผ่านสัญลักษณ์รูปกบศักดิ์สิทธิ์เป็นหลักสำคัญ ดังจะเห็นได้จากการนับถือบูชารูปกบว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์บ้าง เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์บ้าง รวมทั้งยังเป็นสัตว์ที่ใช้ในเชิงพิธีกรรมด้วย ดังจะเห็นได้จากในประเพณีบุญบั้งไฟของชาวไทยอีสาน ก็จะมีการเทศน์พญาคันคากซึ่งมีสัตว์สัญลักษณ์ที่มีความคล้ายคลึงกับตัวกบที่โยงใยกับเรื่องความอุดมสมบูรณ์แห่งน้ำฟ้าน้ำฝน หรือภาพเขียนสีโบราณตามผนังถ้ำหลายแห่งในไทย ก็จะมีรูปกลุ่มคนยืนเต้นในพิธีกรรม ทำท่าทางกางแขนกางขาคล้ายกบ รวมทั้งหน้ากลองมโหระทึกที่มีรูปกบนั้นในบางถิ่นบางที่ก็จะเรียกว่า “กลองกบ” ด้วยเช่นกัน</p>
<p>สำหรับกบกินเดือนด้วยการที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้น ย่อมส่งผลทางด้านความเชื่อหลาย ๆ ด้าน จึงมีการนิยมนำมาทำเป็นวุตถุมงคลไว้พกพา บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล สำหรับทางล้านนานี้ก็ได้แก่</p>
<h3><span style="color: #ff0000;"><a style="color: #ff0000;" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0/">ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิอาจารย์ ล้านนา</a> <span style="color: #000000;">ที่มีเครื่องรางของขลังเกี่ยวกับ กบกินเดือน หลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันนั้นราคาสูงขึ้น วัตถุมงคลมีจำนวนน้อยและหายากมากขึ้น ประกอบกับครูบาได้มรณะภาพไปแล้ว ทำให้ไม่มีวัตถุมงคลที่ปลุกเสกจากครูบาออ ออกมาอีกแล้ว<br />
</span></span></h3>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/">ตำนานกบกินเดือน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผีโพง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 May 2021 08:25:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผี ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[กินของสกปรกคาว]]></category>
		<category><![CDATA[ผีภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ผีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ผีโพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ว่านผีโพง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8169</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสยศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87/">ผีโพง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000;">ผีโพง เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผู้ที่เป็นผีโพงเกิดจากเล่นไสยศาสตร์แล้วควบคุมวิชาในตัวเองไม่ได้ หรือปลูกว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง</span></h2>
<p><strong><span style="color: #993300;"><em>ผู้ที่เป็นผีโพง ในเวลากลางวันจะเป็นเหมือนผู้คนธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่ตกกลางคืนจะกลายร่างเป็นผีโพง</em></span></strong> มีจุดเด่นคือ มีแสงสว่างหรือดวงไฟที่รูจมูก ออกหาของกิน ได้แก่ ของสกปรกคาว เช่น กบ, เขียด, ศพ หรือรกเด็กเกิดใหม่ เช่นเดียวกับผีกระสือ, ผีกระหัง หรือผีปอบ</p>
<p>คนในสมัยก่อนเล่าต่อๆกันมาว่า ก่อนออกไปหากิน ผีโพงจะเอาจมูกไปเสียดสีกับบันไดบ้านให้แดงก่อนออกไปหากิน พอใกล้สว่างก็จะกลับมาที่บ้านเหมือนเดิม คนที่มีคาถาอาคมสมัยก่อน ถ้าสงสัยว่าใครเป็นผีโพง ก็จะร่ายคาถา แล้วกลับบันไดบ้านของผีโพง เมื่อ<span style="color: #ff9900;"><strong>ผีโพง</strong></span>กลับมาที่บ้าน ก็เห็นว่าบ้านเป็นของตนเอง แต่บันไดไม่ใช่ มันก็เดินวนเวียนอยู่หน้าบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ จนรุ่งเช้า มีคนมาพบเห็นเข้าก็จะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นผีโพง คนที่เป็นผีโพงก็จะอับอาย หรืออาจหลบหนี้ไปอยู่ที่อื่น แต่ถ้าผีโพงรู้ว่าใครแกล้งมัน มันก็จะอาฆาตแค้นเมื่อคนที่ร้ายมัน พลังอ่อนลง มันก็จะกลับมาแก้แค้น โดยเอาก้านกล้วยแม่หม้ายพุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน ทำให้คนที่อยู่ในบ้านเจ็บป่วย หรือตายหมดทั้งบ้าน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ผีโพง</strong></span> จะเป็นตอนกลางคืน ช่วงที่ชาวบ้านพบเห็นบ่อย จะอยู่ในช่วงฤดูฝน ช่วงตอนฝนตก มักจะเห็นแสงสว่างสีแดง ม่วง เขียว ที่จะสว่างแถวกลางทุ่งนาแล้วดับ แล้วก็ไปสว่างแล้วดับอีก ไปเรื่อยๆ บางก็เล่าว่าจะมีแสงไฟตกจากจมูก เหมือนหยดน้ำด้วย ถ้ามีคนตามรอยผีโพงไป ก็จะเจอกับ กบ เขียด ที่จะนอนตายตัวแข็งตามท้องนา ถ้าหากว่าคนไปเจอกับผีโพงเข้า แล้วเห็นว่าผีโพงนั้นเป็นใคร ผีโพงมักจะบอกว่า “มันเป็นวิบากกรรมของมัน ที่ต้องมาชดใช้กรรมแบบนี้” และอ้อนวอนอย่าให้บอกใคร ผีโพงก็จะเสก ใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ (ถ่านมี่ คือถ่านสีดำ ที่ใช้ก่อกองไฟในครัว) ให้กล้ายเป็นทองคำ แล้วเอาจ้างคนที่พบเห็น เพื่อที่จะไม่ให้บอกใคร ถ้าไม่รับปาก หรือไม่รับทองคำนั้นมา ผีโพงก็จะทำร้าย หรือทำให้เรากลายเป็นผีโพงเหมือนมัน</p>
<p>เมื่อรับทองคำนั้นมาแล้ว ตอนเช้าทองคำนั้นก็จะกลายเป็นใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ เหมือนเดิม คนที่พบเห็นจะต้องเก็บนี้เป็นความลับ แต่ถ้าจะบอกกับผู้อื่นก็ห้ามพูดชื่อ ว่าใครเป็นผีโพง ถ้าเกิดพูดชื่อออกไป ผีโพงจะมีญาณรับรู้ได้ทันทีว่าเราเอาความลับของมันไปบอกคนอื่น มันก็จะตามมาทำร้ายเราที่บ้าน โดยใช้ ก้านกล้วยแม่หม้าย (ก้านกล้วยแม่หม้าย คือก้านกล้วยที่เอาใบตองออกแล้ว เหลือใบตองส่วนปลายไว้นิดหน่อย) พุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน<br />
ฉะนั้นในคนสมัยก่อนมักจะบอกให้เราฟันก้านกล้วย ออกสอง 2 ท่อน หรือหลายๆท่อน เพื่อที่จะไม่ให้ผีโพงนั้นนำไปใช้ได้อีก</p>
<p>โดยปกติแล้ว ผีโพงจะไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่ถ้าหากถูกคุกคามก็จะจู่โจมทำร้ายได้เช่นกัน หากมีผู้ใดไปทำอะไรให้ผีโพงไม่พอใจ ผีโพงจะใช้ก้านกล้วยที่ตัดใบออกหมดหรือคานคาบของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้านผู้นั้น ซึ่งครอบครัวของผู้ที่โดนขว้างจะพบกับภัยพิบัติต่าง ๆ นานา</p>
<p>ผีโพงจะตายได้ เมื่อมีผู้ไปพบปะกับผีโพงเข้าอย่างจัง และทักว่าผีโพงแท้จริงแล้วคือใคร หากผ่านพ้นมาได้หนึ่งวันแล้ว ผู้ที่เป็นผีโพงจะตาย</p>
<p>ผีโพงสามารถถ่ายทอดให้แก่กันได้ ด้วยพ่นน้ำลายใส่หน้าหรือมีใครไปกินน้ำลายของผีโพงเข้า</p>
<p>ผีโพลง หรือ ผีโพง เป็นผีของไทยภาคเหนือ ขุนมหาวิชัย ได้เล่าไว้ว่า ผีโพงเรียกว่าผีกระสือ ผีชนิดนี้มักเกิดแต่คนที่มีว่านยาอันแรงคล้ายกับผีปอบ และมันมักติดแปดผู้อื่นได้ เป็นต้นว่า มันถ่มน้ำลายถูกผู้ใด ผู้นั้นมักกลายเป็นผีโพงเหมือนผู้ที่เป็นแล้ว หรือถ้ามันไม่ชอบผู้ใด แล้เอาไม้คานหาบน้ำของแม่หม้ายไปขว้างข้ามหลังคาเรือนแล้ว มักทำให้ผู้นั้นฉิบหาย กริยาที่ผีโพลงชอบ คือ ฝนตกพรำ มันมักออกหากินพวกของโสโครกในเวลาดึก และมักจะเที่ยวด้อมๆ มองๆ ตามใต้ถุนเรือน ที่มีผู้หญิงอยู่ไฟ เขากล่าวว่า ผู้หนึ่งได้เห็นผีโพง มาเที่ยวหากินที่ใต้ถุน เขาจำหน้าได้ว่าเป็นคนนั้นแน่ เขาจึงเอาหอกซัดพุ่งลงไป ถูกที่กลางหลัง เขาเข้าใจว่า ผู้นั้นคงจะตาย และเมื่อเวลาเช้า ได้ไปตรวจดูที่บ้านคนนั้น ก็เห็นคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ บาดแผลก็ไม่มี เขานึกประหลาดใจเป็นอันมาก จึงไปดูในสวนของผู้นั้น เห็นหอกปักอยู่ที่กอว่าน ติดอยู่กับหัวว่าน ที่ผู้นั้นปลูกไว้ เพราะฉะนั้น เขาจึงเห็นว่า ผีโพงเกิดจาก ผู้ที่มีว่านยาอันแรงร้าย ว่านอันแรงร้ายนั้น มักจำแลงเป็นรูปเจ้าของไปได้ (จะจริงเท็จฉันในไม่แจ้ง) ผีโพงนี้ ไม่ได้รบกวนและทำอันตรายแก่มนุษย์ โดยอุบายอย่างหนึ่งอย่างใดเลย พระคุณเจ้าลานนาศรีโหภิกขุ เล่าว่า ท่านได้เห็นดวงไฟดวงหนึ่งเคลื่อนไหวไปมาในตอนกลางคืน ขณะที่ฝนตกพรำๆ ท่านได้เฝ้ามองอยู่เป็นเวลานาน และเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนั้น คือ ผีโพง ท่านเล่าต่อว่า มีชาวบ้านหลายคนเคยเห็นผีโพง เขาว่ามันเป็นคนเราดีๆนี่เอง แต่ออกหากินกบ เขียด หรือของคาวจัดในเวลาดึงสงัด และมีแสงเรืองออกทางจมูก แสงของผีโพงนั้น จะหยดลงสู่พื้นดินเหมือนเวลาเราเขี่ยไต้ มันชอบออกล่ากบ เขียดตามทุ่งนา เมื่อจับได้ก็ใส่ปากดูดกินแต่คาวแล้วขว้างทิ้ง พวกชาวบ้านเล่าว่า เคยเห็นผีโพงในระยะประชิดตัวเหมือนกัน ยืนยันว่า ผีโพงก็เป็นคนธรรมดานี่เอง มีอาการทุกอย่างครบ ๓๒ แต่ผิดแผกจากคนธรรมดาก็ตรงที่มันชอบล่า กบ เขียด กินในเวลาค่ำคืน และมีแสงออกที่จมูก เมื่อมีคนพบมันเข้า ผีโพงจะอ้อนวอน ขอร้องว่า อย่าได้พูดไป เพราะเหตุว่า เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง</p>
<p>ผีโพงที่เป็นผู้ชาย เวลาออกหากินมักจะสะพายดาบติดตัวไปด้วย เมื่อจวนตัวเข้าจริงๆ มันก็จะทำร้ายเอาเหมือนกัน บางตัวที่เป็นมานานปีก็ฉลาด พกเอาไฟฉายไปด้วย เวลามีคนมาพบเข้า จะได้แก้ตัวได้ว่า มาหาปลา หากบ ถ้าไปทำอะไรให้ผีโพงแค้นเคืองแล้ว มันจะอาฆาตพยาบาท และพุ่งด้วยก้านกล้วยถึงตายได้ ถ้ามันพุ่งข้ามหลังคาบ้าน ก็จะพากันฉิบหายวายวอด ตามธรรมดาชาวบ้านถือกันว่า คนที่เป็นผีโพงนั้น เนื่องมาจากวิบากกรรมของเขาเอง พวกชาวบ้านจึงไม่มีใครสนใจ เพราะผีโพงไม่ทำอันตรายและไม่เป็นภัยต่อใครๆ</p>
<p>ชาวบ้านพบเห็นผีโพงครั้งสุดท้ายในช่วงปี พ.ศ. 2514 หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นอีก</p>
<p>อ่านตำนานผีเรื่องอื่น ๆ ได้ที่นี่  <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99/">ผีก่ะ</a></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87/">ผีโพง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผีม้าบ้อง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Jun 2019 18:05:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผี ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ผีภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ผีล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[ม้าบ้อง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=8171</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผีม้าบ้อง อีกหนึ่งผีของทางภาคเหนือ ที่ชวนให้ขนลุกยาวค่ำคืน หากคืนไหนได้ยินเสียงม้าวิ่งผ่าน ถ้าคุณมองออกไปหน้าบ้านคุณอาจจะได้เห็นผีครึ่งคนครึ่งม้าที่ชื่อว่า "ผีม้าบ้อง" ก็เป็นได้</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/">ผีม้าบ้อง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000;">ผีม้าบ้อง อีกหนึ่งผีของทางภาคเหนือ ที่ชวนให้ขนลุกยาวค่ำคืน หากคืนไหนได้ยินเสียงม้าวิ่งผ่าน ถ้าคุณมองออกไปหน้าบ้านคุณอาจจะได้เห็นผีครึ่งคนครึ่งม้าที่ชื่อว่า &#8220;ผีม้าบ้อง&#8221; ก็เป็นได้</span></h2>
<p>ผีม้าบ้อง เป็นผีชนิดหนึ่งตามคติความเชื่อของชาวไทยวน เป็นผีจำพวกผีจะกละ หรือผีป่า ม้าบ้องมีรูปลักษณ์ท่อนบนลำตัวเป็นหญิงสาวสวย แต่ท่อนล่างเป็นม้า</p>
<p>ม้าบ้อง โดยปกติจะไม่เห็นตัว แต่อาจจะได้ยินเสียงม้าหรือปรากฏบนรอยเท้าม้าตามพื้นดิน ม้าบ้องจะออกล่อลวงเหยื่อที่เป็นผู้ชาย โดยเฉพาะหนุ่มละอ่อนที่ไม่ประสีประสาในเรื่องทางเพศให้ตามเข้าไปถึงถิ่นที่อาศัยของมัน แล้วฆ่าทิ้งเสีย ซึ่งความเชื่อเรื่องม้าบ้องละม้ายคล้ายกับ เคลปี้ ของเทพปกรณัมนอร์ส, สคิลลา และเซนทอร์ ในเทพปกรณัมกรีก</p>
<p>ในสมัยก่อนถ้าใครได้ยินเสียงม้าวิ่งในเวลากลางคืนจะต้องเข้าใจว่าเป็นเสียงของผีม้าบ้อง มีเรื่องเล่าว่า ผีม้าบ้องนี้เกิดจากม้าตัวหนึ่งที่ตายไปแล้ว แต่ยังอาลัยหาคู่ของมันอยู่ พอถึงเวลากลางคืนม้าตัวนี้จะออกวิ่งไปตามที่ต่างๆ เพื่อตามหาคู่ของมัน ม้าตัวนี้ก่อนที่จะตายนั้นตอนเล็กๆ เจ้าของได้เลี้ยงม้าไว้คู่หนึ่ง เวลาใดที่เจ้าของจะเดินทางก็จะต้องเอาม้าคู่นี้ไปด้วย</p>
<p>แต่อยู่มาวันหนึ่ง ม้าตัวหนึ่งเกิดล้มเจ็บไม่สามารถที่จะออกเดินทางไปกับเจ้าของได้ เจ้าของก็เลยทิ้งม้าตัวนี้ไว้และนำอีกตัวหนึ่งไป ส่วนม้าตัวที่ล้มเจ็บนั้นก็นอนรอเพื่อนของมัน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเพื่อนของมันจะกลับมาหามันอีก ในที่สุดมันก็ทนความเจ็บปวด<br />
ไม่ได้ ก็ตายไป เมื่อตายไปแล้ววิญญาณของม้าก็ยังอาลัยคู่ของมัน ดังนั้น พอถึงเวลากลางคืนม้าตัวนี้จะออกวิ่งเที่ยวหาคู่ของมัน จนกระทั่งบัดนี้ มันก็วิ่งตามหาคู่ของมันอยู่</p>
<p>&#8220;ผีม้าบ้อง&#8221; เป็นลักษณะของคนที่เชื่อว่าโดนผีม้าเข้าสิง และจะอาศัยอยู่ในร่างนั้นตลอด (คล้ายกับผีกะในถิ่นล้านนาหรือผีปอบในถิ่นแถวภาคอีสาน)  โดยจะชอบออกหากินเวลากลางคืนหรือช่วงพลบค่ำ     บางครั้งผีม้าบ้องก็จะแปลงกายเป็นม้าบ้าง  หากแปลงกายเป็นม้า เราจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้า วิ่งกุกกุก กักกัก ประกอบเสียงร้อง ฮี้ๆๆๆ..ของม้า หรืออาจเป็นคนธรรมดาทั่วๆไป แต่ทำท่าทางการแสดงออกหรือกริยาเหมือนม้า เช่นลักษณะการวิ่งเหยาะๆ บางทีก็เอานิ้วมือแนบหู ชูสองข้าง ประกอบการส่งเสียงร้อง ฮี้ๆๆ..เหมือนม้า</p>
<p>ตำนานผีไทย ผีม้าบ้องผีม้าบ้อง เป็นผีตามตำนานผีไทย ของภาคเหนือ ซึ่งมีหลากหลายคำบอกเล่าที่แตกต่างกันออกไป แต่ขอหยิบยกบางตำนานมาเล่าให้ฟังนะ</p>
<p>เชื่อกันว่า ผีม้าบ้อง เป็นผีม้าที่เข้าสิงร่างคน และเมื่อสิงคนแล้วก็จะสาปให้คนผู้นั้น กลายเป็นม้าปีศาจสีดำตัวใหญ่</p>
<p>ว่ากันว่า ผีม้าบ้อง เป็นผีประเภทเดียวกันกับ ผีกะ</p>
<p>นิสัยของผีม้าบ้องนั้น ไม่ดุร้าย แต่ก็มักจะชอบหลอกล่อเด็กๆ ที่แอบหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นตอนกลางคืนนั้น ให้ขึ้นขี่หลังแล้วก็พาเดินหลงไปอยู่เมืองผี แล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย</p>
<p>ผีม้าบ้องชอบกินของสดของคาว อย่างเช่น เลือด โครงกระดูก และซากสัตว์ เวลาที่มีสัตว์ตายในป่า ผีม้าบ้องจะตามกลิ่นเข้าไป จนเจอซากสัตว์ที่ตายแล้ว หลังจากนั้นก็จะเลียเหมือนม้า เลียจนอิ่ม และจะกลับมาเลียใหม่เรื่อยๆ จนหมด จนโครงกระดูกนั้นขึ้นเงา</p>
<p>ลักษณะของผีม้าบ้อง ผีม้าบ้องจะออกหากินในเวลาใกล้ค่ำ หรือตอนกลางคืน โดยจะออกไปในร่างคนปกติ แต่ก็จะทำท่าวิ่งเหยาะและส่งเสียงร้องเหมือนม้า หรือในบางทีก็จะแปลงร่างเป็นม้าเลย เวลาไปไหนมาไหน ก็จะมีเสียงเดินดังออกมา กุบกับๆ พร้อมกับส่งเสียงร้อง ฮี้ๆ แต่จะไม่ทิ้งรอยเท้าเอาไว้ (ก็นางเป็นผีนี่นะ ผีจะไม่ค่อยฝากรอยเท้าเอาไว้ซะด้วย)</p>
<p>ผีม้าบ้อง มาจากอะไรนั้น ว่ากันว่า ผีม้าบ้องอาจจะเป็นวิญญาณของม้าที่ถูกฆ่าตาย ในช่วงสงคราม และเกิดความโกรธแค้นมนุษย์มาก ที่ทำให้พวกมันนั้นต้องตาย ทำให้วิญญาณของพวกมันไม่ไปผุดไปเกิด</p>
<p>เคยมีคนพบเห็นผีม้าบ้องนี้ด้วย ซึ่งเล่าว่า ผีม้าบ้องนั้น ตามปกติแล้วจะไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาให้คนเห็นเท่าไหร่นัก แต่มักจะปรากฏตัวก่อนวันพระ 1 วัน เวลาที่ม้าบ้องบังเอิญเจอคน มันก็จะไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว หรือจะเข้ามาทำร้ายมนุษย์แต่อย่างใด อาจเป็นเพราะว่าต้องการให้คนเข้าใจว่าพวกมันคือม้าธรรมดาๆ นั่นเอง</p>
<p>มีเรื่องเล่าตามนิทานล้านนา ที่เกี่ยวกับผีม้าบ้องว่า มีชายคนหนึ่ง ชื่อนายคน (นามสมมติ) ชวนเพื่อน คือนายม้า (นามสมมติ) ออกไปจีบสาวด้วยกัน แต่ในระหว่างทาง นายม้า ได้ขอแยกตัวออกไป แวะที่สวนร้างข้างทาง โดยบอกให้นายคนเดินทางล่วงหน้าไปก่อน นายคนเองได้เกิดความสงสัย เลยแอบตามไปดู และแล้วนายคนก็ได้พบว่า มีกะโหลกควายมากมายเต็มไปหมด อยู่ในสวนนั้น เขาจึงนึกสงสัยว่านายม้า เพื่อนของเขาจะเป็นผีม้าบ้องหรือเปล่าที่แอบมากินควายเหล่านี้</p>
<p>ดังนั้น ในวันถัดมา นายคน จึงได้แอบเอาพริกไปทาที่กะโหลกควายเห่านั้น ซึ่งนั่นก็ได้ผลซะด้วย เพราะเมื่อนายม้า หลงกลเลียกะโหลกควายเข้า ทันใดนั้น นายม้าก็แปลงร่างเป็นม้าตัวใหญ่แล้ว ไล่กวดเขาด้วยความโกรธแค้น นายคนจึงไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านของหญิงสาวที่ตนนั้นจีบอยู่ ซึ่งพ่อของหญิงสาวจึงได้มอบไข่ที่เสกคาถาปรายปีศาจให้ และสั่งให้นายคนโยนไข่ไปทีละฟอง ตามทาง เพื่อล่อให้ผีม้าบ้อง กินถ่วงเวลาเอาไว้ ระหว่างที่นายคนกลับบ้าน และเมื่อนายคนกลับถึงบ้าน ซึ่งบ้านของเขามีใต้ถุนสูง เขาก็รีบขึ้นบ้านและกลับหัวบันไดจากบนลงล่าง เพื่อให้ผีม้าบ้อง งง!! หาบ้านไม่เจอ (เป็นความเชื่อของคนโบราณ) และเวลาผ่านไป นายคนยังคงหลบอยู่ในบ้าน จนกระทั่งอาคมของไข่ที่ปลุกเสกไว้ในไข่ออกฤทธิ์ และทำให้ผีม้าบ้องตายลงไปในที่สุด<br />
และหลังจากนั้น นายคนก็ไม่ได้พบเจอ นายม้าเพื่อนของเขาอีกเลย</p>
<p>ที่มาของข้อมูล<br />
หนังสือเรื่อง ผีไทยสุดเฮี้ยน<br />
หนังสือเรื่อง ผีไทยไม่มีวันตาย</p>
<p>สนใจอ่านเรื่องผีโพงต่อได้ที่นี่ <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87/">ผีโพง</a></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/">ผีม้าบ้อง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Jul 2018 18:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[น้อยวงษ์]]></category>
		<category><![CDATA[พญาผาบ]]></category>
		<category><![CDATA[พระยาปราบสงคราม]]></category>
		<category><![CDATA[พระเจ้าอินทรวิชยานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[หนองจ๊อม]]></category>
		<category><![CDATA[อำเภอสันทราย]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าหลวงผู้ครองเมืองเชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1</guid>

					<description><![CDATA[<p>พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) กบฏพระยาปราบสงครามเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000;">พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) กบฏพระยาปราบสงครามเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ที่ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่</span></h2>
<p>ในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์เจ้าหลวงผู้ครองเมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (ระหว่างพ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๔๐)กบฏพญาปราบสงครามหรือพญาผาบเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๓ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๒ ในตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย<br />
มูลเหตุเกิดมาจากน้อยวงษ์เป็นเจ้าภาษีนายอากรผูกขาดภาษีหมาก ภาษีพลู มะพร้าว ข้าวเปลือก และ วัวควาย ในแขวงเมืองเชียงใหม่ในอัตราปีละ ๔๑๐๐๐รูปี (สี่หมื่นหนึ่งพันรูปี) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเจ้าเดิมถึง๑๖๐๐๐รูปีดังนั้น จึงทำหื้อน้อยวงษ์ต้องเก็บภาษีพืชผลการเกษตรเอากับชาวบ้านอย่างเข้มงวดละเอียดถี่ยิบ เพื่อให้ได้เงินจนคุ้มทุนและคุ้มกำไรในการดำเนินการผูกขาดสัมปทานภาษีในครั้งนี้</p>
<p>ครั้งนั้นทางการบ้านเมืองได้ออกกฎหมายให้เก็บภาษี ต้นหมาก(ภาษีสมพัตสร) แต่ไม่ได้เก็บด้วยตนเองปล่อยให้ นายอากร เป็นผู้รับเหมาเก็บจากราษฎรอีกต่อหนึ่ง นายอากรผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการก็ออกสำรวจสวนหมากทุกๆแห่งในเมืองเชียงใหม่เรื่อยไป จนถึงอำเภอสันทรายซึ่งเป็นถิ่นของพญาผาบ เป็นนายแคว้นหนองจ๊อม(ผาบ แปลว่า ปราบ) นายอากรผู้รับอาสามาสำรวจสวนหมาก ได้ทำการสำรวจมาถึงท้องที่อำเภอสันทรายอันเป็นท้องที่บ้านของพญาผาบ ท่านมาถึงท้องที่อำเภอสันทรายอันเป็นท้องที่บ้านของพญาผาบ ท่านพญาได้สังเกตเห็นวิธีการสำรวจของนายอากรคือ เอาเส้นตอกไปมัดต้นหมากไว้ทุกต้นแล้วแก้ออกนับดูจำนวนตอกว่าจะมีสักกี่สิบเส้น ตามกำหนดก็ต้องใช้ตอกมัดต้นละหนึ่งเส้นเท่านั้น แต่นายอากรสมัยนั้นกลับเล่นลวดลายเอากับราษฎรคือ แทนที่จะใช้ตอกเส้นหนึ่งต่อหมากต้นหนึ่ง กลับกลายเป็นว่าต้นหมากต้นหนึ่งมีเส้นตอกมัดไว้หลายเส้น ซึ่งหมายความว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของต้นหมาก จะต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้นจากที่ควรเสีย เพราะ จำนวนตอกกับจำนวนเส้นตอกของนายอากรเกิดไม่ตรงกัน<br />
พญาผาบเห็นกลโกงของนายอากรก็กล่าวทักท้วงขึ้นทันทีแต่นายอากรก็ไม่ยอมฟังเสียงทักท้วง มุ่งแต่จะทำตามที่ตนมุ่งหวังท่าเดียว พญาผาบขัดใจก็นำความเข้ากราบทูลพ่อเจ้าชีวิตให้ทรงทราบ แต่ครั้งนั้นกิจการบ้านเมืองและอำนาจส่วนใหญ่ได้ถูกลิดรอนไปมากแล้ว การปกครองบ้านเมืองมีทั้งตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาลมณฑล และอุปราช พ่อเจ้าชีวิตก็อ้ำอึ้งอึดอัดพระทัย ไม่สามารถจะช่วยให้ความเป็นธรรมแก่ท่านพญาได้<br />
ดังนั้น พญาผาบ บุรุษผู้กล้าหาญแห่งสันทราย ก็บ่ายหน้าไปหาสหายรักที่ชื่อว่า พญาคูหา ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเก็บภาษีต้นหมากซึ่งกำลังเดือดร้อนทุกครัวเรือน<br />
“เราจะปล่อยให้อ้ายพวกนี้มากดขี่พวกเราน่ะไม่ได้หรอก ท่านพญา เราจะต้องร่วมมือกันต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม” พญาผาบว่า<br />
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” พญาคูหาตอบคำปรารภของสหายรักอย่างหนักแน่น “เราจะต้องแข็งข้อไม่ยอมมัน เอาละเราต้องไปป่าวประกาศบอกราษฎรให้ช่วยกันประท้วงการกระทำของนายอากรครั้งนี้”<br />
“แต่เราจะทำการประท้วงด้วยวิธีใดล่ะ ท่านพญา” พญาคูหาถามภายหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพญาผาบก็ยังมิได้ต่อคำเพราะกำลังให้หัวคิดตรึกตรองอย่างเคร่งเครียดพอพญาคูหาถามขึ้นเช่นนั้น ท่านพญาผาบก็ตกลงใจได้ในทันที<br />
“ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีไหม ในเมื่อพ่อเจ้าชีวิตก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราจะรวบรวมกำลังคนออกไปทำการปิดเส้นทางระหว่าง อำเภอสันทรายนี้เสีย ไม่ยอมให้พวกในเวียงมันล่วงล้ำเข้ามาในเขตอำเภอสันทรายได้”<br />
พญาคูหามองตาพญาผาบอย่างยกย่องในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว การขัดอาญาอันหมายถึงคำสั่งเจ้านายสมัยนั้นมีโทษหนักนัก แต่ด้วยความเป็นลูกผู้ชาย พญาคูหาก็มิได้ย่อท้อกลัวตายเมื่อสหายพญาว่าดังนั้นก็พยักหน้าหงึก<br />
“เอาเลย ท่านพญาผาบ ข้าเองจะเป็นคนออกป่าวประกาศร้องให้ราษฎรยกหมู่ไปปิดกั้นแดน แล้วส่งคนไปเจรจากับทางการบ้านเมืองแถมครั้งหนึ่ง แต่เราจะกำหนดเอาที่ตรงไหนเป็นที่มั่นกันเล่า”<br />
“อ๋อ ข้าตกลงว่าจะเอาตรงลำน้ำแม่คาวนั่นหละท่านพญา” พญาผาบตอบ “เราจะถือเอาลำน้ำแม่คาวเป็นแดนเส้นขนาน ไผจักล่วงล้ำเข้ามามิได้” ด้วยประการฉะนี้ ชายฉกรรจ์ทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอ สันทราย ต่างก็ยกกันมาปิดกั้นแดนระหว่างอำเภอสันทรายจนแน่นขนัดไปหมดทุกคนต่างก็มีมีดพร้ากะท้าขวานตามมีตามเกิด แต่ส่วนใหญ่ก็ดาบยาวอันเป็นอาวุธประจำมือของแต่ละคน มีพญาผาบเป็นหัวหน้าพญาคูหาเป็นรอง หากเจรจาไม่สำเร็จก็จะพากันแข็งข้อ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการทำเช่นนั้นไม่ผิดกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง แต่พญาทั้งสองกับประชาชนชาวสันทรายก็มิได้ย่อท้อ แต่ผลการเจรจากลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่ามิหนำซ้ำยังถูกกล่าวหาว่า “พญาผาบเป็นกบฏ” เสียอีก<br />
บุรุษใจเพชรแห่งสันทราย หมายพึ่งความยุติธรรมไม่ได้แล้วความหวังเพื่อสันติสุขของประชาชนถูกมองผิด ก็เสียใจเป็นอันมาก เมื่อทางฝ่ายบ้านเมืองส่งไพร่พลมาทำการ “ปราบกบฏ” พญาผาบก็พาพวกพ้องของตนต่อสู้กับพวกที่มา “ปราบ” แต่กำลังคนกำลังอาวุธมีไม่เพียงพอ อีกอย่างหนึ่งก็ไม่ได้คิดหมายความว่าจะตั้งตนเป็นกบฏดังกล่าวหา พญาผาบเห็นท่าจะสู้กับฝ่ายบ้านเมืองไม่ได้ก็สู้พลางถอยพลาง เพราะมาจินตนาการว่า หากสู้ไปก็จะพาชาวบ้านทั้งหมดล้มตายไปโดยไร้ประโยชน์ทั้งเป็นการผิดต่อบ้านเมือง แทนที่จะเข้าใจว่าการกระทำของตนเป็นเพียงการประท้วงขอความเห็นใจ ไม่ใช่จะเป็นการคิดกบฏต่อบ้านเมืองก็หามิได้ แต่เมื่อทางฝ่ายบ้านเมืองไม่พยายามเข้าใจ ไม่ยอมสืบสวนหาข้อเท็จจริงที่นายอากรเป็นฝ่ายคดโกงไม่เป็นไปโดยซื่อ เมื่อประท้วงไปก็มาต้องข้อหาว่าเป็นกบฏดังนั้น พญาผาบผู้รักราษฎรยิ่งกว่าตนเองก็ตัดสินใจที่จะรับผิดเสียคนเดียว<br />
พญาผาบผู้กล้าหาญ ผู้ต่อสู้กับฝ่ายบ้านเมือง เพื่อขอความเป็นธรรมเมื่อประสบกับความผิดหวังก็มิได้คิดจะเอาตัวรอดกลับก้มหน้ารับผิดเสียคนเดียว ในที่สุดก็ยอมพลีชีพเพื่อเป็นการป้องกันประชาชนมนท้องถิ่นของตนทั้งหมดด้วยน้ำใจของชายชาติเสือ<br />
การตายของท่านนั้นไม่เป็นการตายปล่าวเพราะต่อมาไม่นานนักทางการก็ได้ประกาศเลิกเก็บภาษีต้นหมากทั่วไป แต่ท่านพญาก็ได้ตายไปแล้ว ตายเพราะการต่อสู้เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจนวาระสุดท้าย&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>credit : http://historicallanna01.blogspot.com</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">พญาผาบ (พระยาปราบสงคราม) ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กุมภัณฑ์</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 May 2017 17:09:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[กุมภัณฑ์ วัดเจดีย์หลวง]]></category>
		<category><![CDATA[ยักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[รากษส]]></category>
		<category><![CDATA[วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร]]></category>
		<category><![CDATA[วิรุฬหก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c</guid>

					<description><![CDATA[<p>กุมภัณฑ์จัดเป็นเทวดากลุ่มหนึ่งตามความเชื่อในพุทธศาสนา  แต่ไม่ถึงกับเป็นเทวดาไปเสียทีเดียว  จึงต้องเสวยผลกรรมรวมอยู่ด้วย</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c/">กุมภัณฑ์</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไหนๆ เราก็รู้จักเรื่องราวของเหล่าคนธรรพ์กันมาแล้ว คราวนี้ลองมารู้จักกับพวกกุมภัณฑ์กันบ้าง ว่าพวกเขาเป็นใคร มีภูมิประวัติความเป็นมาอย่างไร ซึ่งที่จริงแล้วกุมภัณฑ์เป็นใครเราทุกคนต่างก็ไม่รู้ เพราะคำจำกัดความของกุมภัณฑ์นั้นมีน้อยมาก อาจเป็นเพราะลักษณะของกุมภัณฑ์นั้นค่อนข้างน่ากลัว ผู้คนจึงไม่อยากเอ่ยถึง ไม่เหมือนยักษ์ที่ระบุลงตัวให้เห็นได้อย่างชัดเจนแต่ผู้คนกลับกลัวน้อยกว่า คงเป็นเพราะท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ในยักษ์ทั้งหลายมีจิตใจเป็นธรรมและมีเมตตาต่อมนุษย์ มักประทานสิ่งของวิเศษหรือเงินทองเป็นต้นเมื่อยามที่ท่านทดสอบมนุษย์เหล่านั้น กุมภัณฑ์จัดเป็นเทวดากลุ่มหนึ่งตามความเชื่อในพุทธศาสนา แต่ไม่ถึงกับเป็นเทวดาไปเสียทีเดียว จึงต้องเสวยผลกรรมรวมอยู่ด้วย อีกทั้งมีรูปร่างลักษณะไม่ทั่วไปเช่นกับเทวดาอื่นๆ กลับมีรูปร่างลักษณะตามภพภูมิที่ตนสถิต โดยกุมภัณฑ์นั้นจะแบ่งได้เป็นหลายพวกด้วยกันและมีหน้าที่แตกต่างกันไป กุมภัณฑ์ชั้นสูงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีวิมานลอยอยู่ในอากาศ ถ้าเป็นผู้มีฤทธิ์มากจะมีรูปร่างกายาเหมือนเทพหรือมนุษย์ พวกนี้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร ส่วนกุมภัณฑ์ชั้นกลางเป็นเทวดาอยู่ตามป่าเขามือถือกระบองใหญ่ ทำหน้าที่รักษาทรัพย์ในดิน ป่า ภูเขา มีรูปร่างกำยำแต่มีท้องใหญ่จนมองดูคล้ายว่ามีลูกอัณฑะใหญ่เท่าหม้อจึงเป็นที่มาของชื่อ “กุมภัณฑ์” มีอาณาเขตของตนเองให้รักษาโดยห้ามผู้ใดเข้ามากล้ำกรายอย่างเด็ดขาด คล้ายว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาแต่ไม่ใช่ซะทีเดียว และในชั้นล่างนี้จะเป็นกุมภัณฑ์ที่พูดถึงมากที่สุดเพราะมักปรากฏกายให้มนุษย์ได้พบเห็น กระทั่งนำไปเขียนเป็นเรื่องราวต่างๆ มากมายในวรรณคดี มีที่สถิตอาศัยอยู่ตามแม่น้ำเรียกกันในนามว่า “รากษส” (ราก-สด) พวกนี้ค่อนข้างน่ากลัว จะมีลักษณะตัวโต หน้าแดง ท้องเขียว มือเท้าแดง เขี้ยวใหญ่ เท้าคด มีนิสัยดุร้ายชอบกินเนื้อสัตว์เป็นนิจ โดยไม่พึงปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจากได้กินเนื้อสัตว์เท่านั้น มีหน้าที่คล้ายกุมภัณฑ์ชั้นกลางคือรักษาทรัพย์สมบัติต่างๆ มีแก้วมณี เป็นต้น และยังรักษาป่า ภูเขา แม่น้ำ ถ้ามีผู้ใดล่วงล้ำก็ให้โทษต่างๆ</p>
<p>คราวนี้จะกล่าวถึงตำนานการเกิดของพวกรากษส โดยว่ากันตามตำนานปรากฏไว้ดังนี้ พวกรากษสนั้นถือกำเนิดมาจากสายของพรหมฤษีปุลสัตยะ มีแม่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าอสูรนามว่าไกกาสี หรือคนไทยรู้จักกันในนามนางรัชฎาในเรื่องรามเกียรติ์ แต่เพราะนางถือกำเนิดบุตรในเวลาฤกษ์ร้าย ลูกที่เกิดมาจึงมิได้ให้คุณนำแต่เรื่องเลวร้ายมาให้ ซึ่งบุตรที่เกิดมานี้คือทศกัณฐ์นั่นเอง เมื่อแรกเกิดร้องไห้ด้วยคำว่า “กระหาย” พระพรหมจึงจัดหาที่อยู่ตามเสียงร้องนั้น โดยให้ไปคอยคุ้มครองปกป้องแหล่งน้ำต่างๆ บนโลก ทั้งบนเกาะ ป่าชายน้ำรวมไปถึงห้วยหนองคลองบึงต่างๆ ทศกัณฐ์ถึงได้ถูกส่งตัวไปปกครองรักษาเมืองอยู่ที่กรุงลงกาด้วยประการอย่างนี้ จากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวอีกมากมายดังปรากฏอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ พวกรากษสนั้นดูเผินๆ แล้วคล้ายพวกยักษ์ แต่มิใช่ยักษ์เป็นคนละพวกกัน และถ้าหากนำมาอยู่รวมกันจะดูคล้ายคลึงกันมากจนบางทีก็แยกไม่ออกเหมือนกัน รากษสมีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือชอบรบกวนพวกพราหมณ์ที่ประกอบพิธีเนื่องจากพวกนี้ไม่ชอบฟังเสียงสวด ส่วนคำว่ารากษสมีรากศัพท์มาจากคำว่ารักษะคือการรักษาปกป้อง บางตนก็มีที่สถิตอาศัยอยู่ในน้ำเรียกกันว่าผีเสื้อน้ำ หรือก็คือผีเสื้อสมุทรหนึ่งในตัวละครเอกที่ท่านสุนทรภู่นำไปเขียนในเรื่องพระอภัยมณีนั่นเอง และถึงแม้ว่าพวกนี้จะไม่ชอบฟังเสียงสวดแต่ประการใดพวกรากษสกลับมีจิตใจนับถือในพุทธศาสนา อย่างเช่นในเรื่องธรรมบท (คัมภีร์พุทธศาสนาตอนหนึ่ง) คงมีเรื่องเล่าอยู่ว่า มีรากษสตนหนึ่งเป็นผู้รักษาสระน้ำแห่งหนึ่งได้รับข้อเว้นไว้ว่า ถ้าชนผู้รู้เทวธรรมเท่านั้น นอกจากนั้นถ้าชนเหล่าใดลงสู่สระนี้เจ้าย่อมได้เพื่อเคี้ยวกินชนเหล่านั้น นับจากนั้นมารากษสตนนี้จะถามไถ่เทวธรรมแก่ชนผู้ลงมาสู่สระนี้ และไม่เคยมีผู้ใดรู้ในเทวธรรมนั้นเลย จึงได้เคี้ยวกินมนุษย์เหล่านั้นเรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่งได้พบพระโพธิสัตว์แสดงเทวธรรมให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมทั้งแสดงตนเป็นผู้ประพฤติในเทวธรรมนั้นด้วย ตามความหมายคือมิใช่รู้แต่เทวธรรมเท่านั้นหากต้องเป็นผู้ทำตามธรรมนั้นได้ด้วย เทวธรรมนั้นคือธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดา มีหิริคือความเกรงกลัวต่อบาป และโอตัปปะคือความละอายต่อบาป เป็นสิ่งที่ห้ามบาปอันเป็นเครื่องทำให้ประพฤติชั่วมิให้เกิดมีขึ้นในใจ จึงจะคงความเป็นเทวดาไว้ได้ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นพวกอสูรที่ชั่วร้ายไป สำหรับกุมภัณฑ์กลุ่มสุดท้ายนี้มีรูปร่างลักษณะสูงใหญ่ ท้องโต ตาโตแดงก่ำ นุ่งผ้าสีแดง ซึ่งหลายคนคงคิดไม่ถึงเลย ดั่งที่คัมภีร์ทีปกสารว่ากันว่าเป็นบริวารของพญายม เหตุว่ากุมภัณฑ์กลุ่มนี้คือยมบาลนั่นเอง มีที่สถิตอาศัยอยู่ในภูมินรกดำรงหน้าที่ลงโทษสัตว์ในนรกต่างๆ ตามวาระกรรมที่สัตว์นั้นกระทำไว้ วิญญาณต่างๆ ที่เคยไปตกนรกถึงได้กลัวกุมภัณฑ์กันนัก เมื่อยามมาเกิดบนเมืองมนุษย์ถึงไม่ค่อยอยากรู้เรื่องของพวกยมบาลกันนักหรอก ในโบราณกาลกล่าวว่าพวกที่ไปเกิดเป็นยมบาลนั้นเมื่ออยู่เมืองมนุษย์จะสร้างบุญและบาปเท่ากัน ครั้งนำไปชั่งความดีความชั่วแล้วจะถูกส่งไปสถิตยังภูมินรก แต่มีหน้าที่เป็นนายนิรบาลไม่ได้รับผลกรรมแต่ก็มิได้เสวยสุขคติด้วยประการใดๆ<br />
ส่วนผู้เป็นบดีหรือผู้ปกครองกุมภัณฑ์คือหนึ่งในสี่ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานามว่า “วิรุฬหก” เป็นใหญ่ทางด้านทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ นัยคัมภีร์อาฏานาฏิยปริตรว่าเป็นจอมเทวดาและจอมกุมภัณฑ์ ตามความเชื่อบางคติกล่าวไว้ว่าท่านคือผู้ปกครองครุฑและนกด้วย และเพราะท่านมีเทพกลุ่มกุมภัณฑ์เป็นบริวาร ซึ่งกุมภะแปลว่าหม้อ ฉะนั้นท่านจึงแสดงรูปกายสีขาว รูปร่างอ้วนใหญ่เหมือนพ้อมใส่ข้าว ท้องป่องพุงใหญ่ หัวโต ฟันขาว เขี้ยวโง้วออกจากปาก ทรงอาภรณ์สีแดงเลือด มือซ้ายถือธนู ในเรื่องรามเกียรติ์กล่าวถึงรูปลักษณะว่าท่านมีใบหน้าและกายยักษ์สีขาบ บางตำราว่าสีเขียวขาบ บางแห่งว่าสีม่วงแก่ ปากแสยะ ตาโพลง บางตำราว่าตาจระเข้ สวมมงกุฎยอดนาค มีเครื่องประดับกายล้วนแต่นาคอันมีพิษเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด มีหนึ่งหน้า สองมือ มีเหล่าอสูรเป็นบริวาร อาศัยอยู่ใต้พื้นดินระหว่างเขาตรีกูฏ ครองเมืองมหาอันธการ มักจะเดินทางไปเฝ้าพระอิศวรที่เขาไกรลาสปีละเจ็ดครั้ง มีอยู่วันหนึ่งสำคัญผิดคิดว่าพระอิศวรประทับอยู่ข้างบนจึงถวายบังคมไปทุกขั้นบันได ถูกตุ๊กแกบนยอดเขาตัวหนึ่งล้อเลียน ด้วยความโกรธจึงถอดสังวาลนาคฟาดใส่กระทั่งตุ๊กแกแหลกละเอียดเพราะกำลังมหาศาลทำให้เขาไกรลาสเอียงทรุด ต่อมาทศกัณฐ์จึงเข้าไปผลักเขาไกรลาสให้ตั้งตรงดั่งเดิม รูปลักษณ์กายยักษ์ที่ว่านี้นิยมนำไปจำลองสร้างขึ้นและประดิษฐานไว้ตามสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เรื่องราวของท้าววิรุฬหกยังไม่จบเพียงเท่านี้ ตามคัมภีร์พุทธนิกายจีนได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับท้าววิรุฬหกไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก เริ่มจากว่าท่านเป็นมหาราชาผู้พิทักษ์ปกป้องพระธรรม นามเดิมคือผีหลิวหลี บ้างก็เรียกในชื่ออสูรว่าหมอลีซิง ภายหลังจากที่ได้ปวารณาตนเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงมอบหมายหน้าที่ในการคุ้มครองพระธรรมคัมภีร์ให้ปลอดภัย รวมทั้งให้พระธรรมขจรไกลสู่ดินแดนต่างๆ อย่างกว้างไกล ส่วนรูปลักษณะในการแต่งกายจะเหมือนเทพเจ้าของชาวจีนโดยทั่วไป คือทรงชุดนักรบสวมเกราะดั่งแม่ทัพ มีกายสีเขียวเข้ม(บ้างก็ว่าเป็นสีน้ำเงิน) พระหัตถ์ถือกระบี่วิเศษสีเขียวครามเรียกว่าชิงเฟิงเป่าเจี้ยน มีมหามนตราสามารถใช้เวทมนต์ให้บังเกิดเป็นเปลวไฟ มีพลังอำนาจอันร้ายแรงและกระบี่วิเศษของท่านนั้นยามใดที่สะบัดออกจะบังเกิดเป็นลมพายุโหมกระหน่ำ ดังนั้นความแหลมคมของตัวกระบี่จึงเป็นที่มาของความหมายประจำตัวท่าน เพราะคำว่าเฟิง ส่วนที่มาของชื่อกระบี่ก็ออกเสียงว่าเฟิง และลักษณะเมื่อยามสะบัดกระบี่กระทั่งบังเกิดเป็นพายุขนาดใหญ่ซึ่งมีความหมายของคำว่าเฟิงอีกเช่นกัน คำว่าเฟิงแปลว่าลม ในอักษรมงคลคำว่า เฟิงเถียวอวี่ซุ่น มีความหมายตรงตัวหมายถึงความสะดวกราบรื่นและสำเร็จดั่งใจหมาย</p>
<p>มาถึงบทสุดท้ายแล้วแต่มิใช่ท้ายที่สุด ชีวิตของมนุษย์เราอย่างไรก็ต้องดำเนินต่อไป การจะพบกับความสะดวกและความสำเร็จได้นั้นจะต้องหมั่นสร้างกุศลและประกอบอยู่ในศีลธรรมอันดี จึงจะพานพบกับสิ่งที่ตนปรารถนาได้ ดังนั้นแล้วเราท่านทั้งหลายอย่าท้อถอยต่ออุปสรรคที่มีอยู่ สักวันหนึ่งความสำเร็จในวันหน้าก็จะมีมา และในโอกาสวาระดิถีปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงนี้ ขอคุณพระรัตนตรัยรวมทั้งท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่จงคุ้มครองคณะศิษย์วัดทุ่งยาวรวมทั้งผู้อ่านทุกท่านให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง และขออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงประสิทธิ์สถาพรให้ทุกท่านจงมีแต่ความสุขสมหวังในหน้าที่การงาน ร่ำรวยเงินทองดั่งใจหมายทุกประการเทอญ</p>
<p>อ้างอิง : http://www.wattungyao.com</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c/">กุมภัณฑ์</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระเจ้าฝนแสนห่า</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 May 2017 17:29:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งศักดิ์สิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[บูชาเสาอินทขิล]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีใส่ขันดอก]]></category>
		<category><![CDATA[วัดช่างแต้ม]]></category>
		<category><![CDATA[เข้าอินทขิล]]></category>
		<category><![CDATA[เสาหลักเมืองเชียงใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่วิหารวัดช่างแต้มซึ่งอยู่ติดกับวัดเจดีย์หลวง มีพุทธานุภาพดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2/">พระเจ้าฝนแสนห่า</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พระเจ้าฝนแสนห่า</strong> เป็นพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่วิหารวัดช่างแต้มซึ่งอยู่ติดกับวัดเจดีย์หลวง มีพุทธานุภาพดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ในปัจจุบันมีการอาราธนาพระเจ้าในแสนห่าประดิษฐานบนรถบุษบก “ศรีเมืองเชียงใหม่” แห่ไปรอบเมือง แล้วนำไปประดิษฐานไว้หน้าวิหารวัดเจดีย์หลวงติดกับวิหารอินทขิล เพื่อให้ประชาชนมาบูชาสรงน้ำตลอดระยะเวลา ๗ วัน ที่มี<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81/">งานประเพณีอินทขิล</a>และให้ถือปฏิบัติดังนี้ จุดธูปเทียนบูชา<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">เสาอินทขิล</a> แลกเหรียญใส่บาตรพระประจำวันเกิด ใส่ขันดอกและถือกันว่าการใส่ขันดอกควรใส่ครบทุกที่คล้ายกับการใส่บาตร แต่ใช้ห้างร้านหรือพานดอกแทนบาตรพระและใช้ดอกไม้ธูปเทียนแทนของที่เราใช้ใส่บาตร</p>
<p>ที่มา: เอกสารแผ่นพับงานประเพณีบูชาเสาอินทขิลประจำปี ๒๕๔๖. จัดทำโดยเทศบาลนครเชียงใหม่.</p>
<p>หนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญของเมืองเชียงใหม่ที่เรามักรู้จักกันเป็นอย่างดี และพบเห็นพิธีอัญเชิญแห่รอบเมืองในวันสำคัญของเชียงใหม่ ถ้าเราไม่นับได้พระพุทธสิหิงค์และพระแก้วเสตังคมณีแล้ว ในจำนวนนี้มีชื่อของ “พระเจ้าฝนแสนห่า”</p>
<p>เมื่อใดที่อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าขึ้นรถบุษบก เพื่อแห่ไปรอบเมืองในวันงานสำคัญของชาวเชียงใหม่แล้วละก็ ปรากฏการณ์ที่สร้างความพิศวงบนท้องฟ้าก็มักจะเกิดขึ้น จากท้องฟ้าที่มีแสงแดดส่องสว่างกลับกลายมีเมฆคลึ้มตั้งเค้าเหมือนฝนกำลังจะตกทุกครั้งไป ด้วยอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าฝนแสนห่า จึงทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ต่างเคารพกราบไหว้พระเจ้าฝนแสนห่าด้วยจิตใจศรัทธา</p>
<p>พระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม ตามตำนานมูลศาสนาได้กล่าวถึงการสร้างวัดในอดีตของเวียงเชียงใหม่ไว้ว่า “ลุถึงปีร้วงไก๊ศักราชได้ 793 เดือน 7 ดับปีกุนตรีศก พ.ศ.1974 ในปีนั้นชาวเมืองทั้งหลายพร้อมใจกันปลงพระยาสามฝั่งแกน กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์มังรายให้ไปอยู่ที่เมืองยวม ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วอาราธนาลูกท่านชื่อ ท้าวลก มากินเมืองเชียงใหม่ เดือน 8 ออก 5 ค่ำ วันอังคารไทยวันเต่ายี ยามตุดเช้า ปีกุนตรีศก พ.ศ.1974 ลวดอุสสารราชาภิเษกได้ชื่อว่า อาทิตตราชดิลก ชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกพระเจ้าศีลธรรมจักรพรรดิลก รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์มังราย และท่านรู้ข่าวว่า มหาญาณคำภีร์เถระเจ้าไปเอาศาสนาประเทศลังกามารอด ท่านก็ยินดีมากนักแล พระยาอาทิตตและมหาเทวีจึงพร้อมใจกันให้ม้าง ราชมล-เฑียรหลังเก่าไปแปลงที่มหาเถระเจ้าจักอยู่ จึงแต่งพ่อเลี้ยงท่านชื่อ ท้าวเชียงราย 1 ล้าน หมื่นสามเด็ก 1 แสน น้ำเผิง 1 เป็นเคล้าไปอาราธนาพระมหาญาณคำภีร์เถระเจ้าเป็นเก๊า แห่งสังฆะทั้งมวลแก่ลำพูนเข้ามาอยู่ได้ชื่อว่า วัดราชมณเฑียร แลลุแต่นั้นมา พระยาจึงสร้างศาสนาแถมไปมากหลาย และปีซาว สามสิบ สี่สิบ ห้าสิบหลังนับทั่วเมืองเวียงพิงค์เชียงใหม่ทั้งมวลได้ 500 อารามก็มีแล”</p>
<p>วัดช่างแต้ม ที่ประดิษฐานพระเจ้าฝนแสนห่านั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2038 – 2069 แต่เดิมวัดนี้มีชื่อเรียกว่า “วัดช่างต้องแต้มแก้วกว้างท่าช้างพิงชัย” สร้างในสมัยของพระเจ้าติโลกราช เมื่อประมาณ 500 กว่าปีมาแล้ว ความสำคัญของวัดช่างแต้มเป็นวัดที่ประดิษฐานพระเจ้าฝนแสนห่า พระพุทธรูปที่สำคัญองค์หนึ่งของชาวเชียงใหม่ ไม่มีหลักฐานหรือเอกสารใดกล่าวถึงที่มาของพระเจ้าฝนแสนห่า ที่เหตุใดจึงมาประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้มแห่งนี้ แต่เท่าที่ทราบปรากฏว่าที่จังหวัดลำพูน ก็มีพระเจ้าฝนแสนห่าอยู่อีกหนึ่งองค์ประดิษฐานอยู่ที่วัดเหมืองง่า ซึ่งน่าจะมีความเกี่ยวพันกัน แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงความสำคัญของพระเจ้าฝนแสนห่าที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม</p>
<p>ตามตำนานที่พอจะสืบค้นได้กล่าวว่า “พระพุทธรูปฝนแสนห่า” หรือ “พระเจ้าฝนแสนห่า” เดิมเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ของพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นกษัตริย์ครองนครหริภุญชัย จำเนียรกาลต่อมาพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งนครเวียงพิงค์ได้ยกทัพไปทำศึกสงครามตีเอาเมืองลำพูน และได้เผาบ้านเมืองตลอดจนถึงวัดวาอาราม ภายหลังจากที่เปลวเพลิงได้สงบลง ปรากฏเป็นอัศจรรย์คือวิหารหลังหนึ่งไม่ได้ถูกไฟไหม้ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรภายในวิหารก็ได้พบพระแก้วขาวและพระพุทธรูปฝนแสนห่า จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ ปัจจุบันนี้พระแก้วขาวได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดเชียงมั่น และพระเจ้าฝนแสนห่า ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่างแต้ม</p>
<p>พระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยเชียงแสนลังกา มีขนาดหน้าตักกว้าง 25 นิ้ว สูง 35 นิ้ว หนา 15 นิ้ว อายุประมาณ 1,000 กว่าปี ชาวเชียงใหม่ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่อดีต ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เมืองเชียงใหม่ จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ของเชียงใหม่แห่ไปรอบเมือง เพื่อให้ประชาชนร่วมสรงน้ำ ในจำนวนนั้นมีพระเจ้าฝนแสนห่าเข้าร่วมพิธีด้วย</p>
<p>นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ทุกวันที่วัดช่างแต้ม ในเวลา 8.00 -16.00 น. นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานที่น่าสนใจอีกมากมายให้ได้ชม วัดช่างแต้ม ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 โทร.053-274790</p>
<p>อ้างอิง : http://www.chiangmainews.co.th</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2/">พระเจ้าฝนแสนห่า</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลัวะ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 May 2017 09:19:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[ขุนหลวงวิลังคะ]]></category>
		<category><![CDATA[ชนเผ่าลัวะ]]></category>
		<category><![CDATA[พระนางจามเทวี]]></category>
		<category><![CDATA[ลัวะ]]></category>
		<category><![CDATA[หริภุณไชย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลัวะ หรือละว้า เป็นเจ้าของถิ่นเดิมภาคเหนือก่อนที่ไทยเราจะอพยพลงมาสู่แคว้นสุวรรณภูมิ ตามตำนานของเชียงรายได้บันทึกไว้ว่า ชาวละว้าเคยมีอำนาจปกครองไทยสมัยหนึ่ง </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0/">ลัวะ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Credit รูป : https://www.impect.or.th</p>
<p><strong>ลัวะ หรือละว้า</strong> เป็นเจ้าของถิ่นเดิมภาคเหนือก่อนที่ไทยเราจะอพยพลงมาสู่แคว้นสุวรรณภูมิ ตามตำนานของเชียงรายได้บันทึกไว้ว่า ชาวละว้าเคยมีอำนาจปกครองไทยสมัยหนึ่ง แต่ต่อมาภายหลังได้เกิดการต่อสู้รบพุ่งกัน ไทยประสบชัยชนะได้ฆ่าฟันขับไล่และทำลายล้างชาติละว้า ชาวละว้าหรือลัวะเป็นจำนวนไม่น้อยที่หนีกระจัดกระจายไปอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อาศัยอยู่ในบริเวณห่างไกลจากเขตเจริญ โดยตั้งบ้านเรือนรวมกันเป็นหมู่บ้านเฉพาะพวกของเขา ครั้นบ้านเมืองย่างเข้าสู่ความเจริญโดยมีถนนหนทางติดต่อไปมาทั่วถึงกัน รัฐบาลไทยได้ขยายการศึกษาแพร่หลายออกไป บรรดาลูกหลานชาวลัวะซึ่งนับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่ดั้งเดิม และมีขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายคลึงคนไทยเผ่าอื่น ๆ ก็กลายเป็นชาวเหนือ มากขึ้นทุกที ซึ่งอาจทำนายได้ว่าอนาคตอันใกล้นี้ชาวลัวะจะต้องสิ้นสูญชาติไปอย่างแน่นอน</p>
<p>ในจังหวัดเชียงรายเท่าที่ทราบมีหมู่บ้านชาวลัวะอยู่ 5 แห่ง ด้วยกัน คือ อำเภอเมือง 2 หมู่บ้าน อำเภอพาน 2 หมู่บ้านอำเภอเวียงป่าเป้า 1 หมู่บ้าน สำหรับอำเภอเมืองมีอยู่ในเขตตำบลบัวสลี 1 แห่ง กับตำบลแม่กรณ์ 1 แห่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกตำบลนี้ แต่ละแห่งมีประมาณ 20 หลังคาเรือนชาวลัวะที่อยู่ ทางทิศตะวันออกบ้านฮ่องขุ่นตำบลบัวสลีอำเภอเมืองเชียงราย นั้นตั้งหมู่บ้านบนที่ราบเชิงเขาดอยปุย ปลูกบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ แบบชาวเหนือที่อัตคัดตามชนบท คือมีบ้านฝาสาน ขัดแตะ ห้องครัวอยู่ต่างหากต่อจากห้องนอน มีระเบียงและชานนอกชายคา โรงวัวควาย เล้าไก่ ยุ้งข้าวอยู่ห่างกันครกตำข้าวเขาเอาไม้สูงประมาณ 1 เมตร มาเจาะลึกลงไปประมาณ 1 คืบ ใช้ตำด้วยมือตั้งครกไว้ใกล้บันไดเรือนในร่มชายคาบางบ้านใช้ครกกระเดื่องตำด้วยเท้าใต้ถุนเรือนเตี้ยใช้เก็บฟืน และใช้เครื่องหีบเมล็ดฝ้ายด้วยมือ ทุกหมู่บ้านมีวัดทางศาสนาพุทธ มีพระภิกษุสามเณร การเทศน์ใช้ภาษาชาวเหนือ หนังสือจารึกบนใบลานที่ใช้เทศน์ก็เป็นอักษรพื้นเมืองเหนือ</p>
<p>ชาวลัวะ มีขนบธรรมเนียมเครื่องแต่งกายต่างกับชาวเหนือ ผู้ชายนุ่งผ้าพื้นโจงกระเบนหรือโสร่ง ผู้หญิงสวมเสื้อสีดำผ่าอกแขนยาว ปักเป็นแผ่นใหญ่ที่หน้าอกตามแถวกระดุม และแถวรังดุมรอบคอ ปักที่ชายแขนเสื้อตรงข้อมือทั้งสองข้างและที่ใต้ตะโพกรอบเอวด้วยดิ้นเลื่อม ไหมเงินคล้ายเสื้อขุนนางไทยโบราณ ผ้าซิ่นติดผ้าขาวสลับดำเล็ก ๆ ตอนกลางเป็นริ้วลาย ชายซิ่นติดผ้าสีดำกว้างประมาณ 1 ศอก ตามปกติผู้หญิงอยู่บ้านไม่ค่อยสวมเสื้อชอบเปิดอกเห็นถัน ถ้าเข้าไปในเมืองก็จะสวมเสื้อแต่งกายอย่างชาวเหนือ ถ้าออกไปหาผักตามป่า เอาผ้าขาวโพกศีรษะ สะบายกระบุงก้นลึกโดยเอาสายเชือกคล้องศีรษะตรงเหนือหน้าผาก ใส่คาดคอรองรับน้ำหนักอีกชั้นหนึ่ง ไม่สวมเสื้อ แต่ดึงผ้าซิ่นขึ้นไปเหน็บปิดเหนือถันแบบนุ่งผ้ากระโจมอก เวลาเดินน่ากลัวผ้าซิ่นหลุด แต่ไม่เคยปรากฎเพาะเหน็บแน่น ไปไหนถือกล้องยาทำด้วยรากไม้ไผ่เป็นประจำ เสื้อของผู้ชายอย่างเดียวกันกับผู้หญิง แต่ไม่ปักดอกลวดลายที่คอเสื้อและชายเสื้อ เครื่องแต่งกายดังกล่าวนี้ปัจจุบันไม่ใช้กันแล้ว หันมานิยมเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ่าอกกลาง กางเกงจีนธรรมดา แต่ผู้ชายที่นุ่งผ้ากระโจงกระเบนยังมีอยู่บ้าง</p>
<p>ชาวลัวะ มีอาชีพทางกสิกรรม ทำนา ไร่ สวน เลี้ยงสัตว์จำพวกวัว ควาย หมู ไก่ หมูของเขาปล่อยให้หากินตามบริเวณบ้าน ถ้าฤดูข้าวเหลืองจึงนำมาขังไว้ในคอกเวลาว่างก็ทอผ้า ตำข้าว จักสาน เช่น กระบุง ตะกร้า ฯลฯฤดูแล้งชอบเข้าป่าล่าสัตว์ เมื่อได้สัตว์ป่ามาหนึ่งตัวผู้ล่าแบ่งเอาไว้ครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งนำไปมอบให้แก่ผู้ใหญ่บ้านผู้ใหญ่บ้านตีเกราะสัญญาณเรียกชาวบ้านมาแบ่งกันไปจนทั่วทุกหลังคาเรือน การปลูกสร้างบ้านเรือนชาวบ้านช่วยกันทั้งหมู่บ้านไม่ต้องจ้าง</p>
<p>การนับวันเดือนปีของชาวลัวะ ผิดกับชาวเหนือและไทยภาคกลาง คือเดือน 4 ของลัวะเป็นเดือน 5 ของไทย แต่ชาวเหนือถือเป็นเดือน 6 การนับเดือนของลัวะอย่างเดียวกันกับชาวไทยใหญ่ และชาวหลวงพระบาง ชาวลัวะมีนิยายประวัติประจำชาติ ซึ่งได้ทราบจากปากคำท่านผู้เฒ่าชาวลัวะบ้านลัวะตำบลบัวสี อำเภอเมืองเชียงรายว่าเดิมพญาลัวะกับพญาไตเพื่อนเกลอกัน ต่อมาพญาไตยกกองทัพไปรบกับพญาแมนตาตอก ซึ่งเป็นพญาอันยิ่งใหญ่ของบรรดาผีปีศาจทั้งปวง พญาไตพ่ายแพ้ต่ออิทธิฤทธิ์ของพญาแมนตาตอก จึงมาหลบซ่อนตัวอยู่กับพญาลัวะ พญาแมนตาตอกติดตามหาจนไปถึงบ้านลัวะ แต่ถูกพญาลัวะกล่าวปฏิเสธว่า ไม่พบเห็นพญาไต พญาไตจึงเป็นหนี้บุญคุณพญาลัวะ ลัวะกับไตจึงเป็นชนชาติคู่เคียงกันนับตั้งแต่นั้นมา</p>
<p>ชาวลัวะ นอกจากนับถือศาสนาพุทธ ยังนิยมนับถือผี มีการถือผีเสื้อบ้าน ส่งเคราะห์ ผูกเส้นด้ายข้อมือถือขวัญ เวลาเจ็บป่วยใช้ยารากไม้สมุนไพร เสกเป่า และทำพิธีฆ่าไก่เซ่นผี ถ้าตายก็จะทำพิธีอย่างชาวเหนือ มีพระสงฆ์สวดมนต์ บังสกุล เอาศพไปป่าช้า ฝังมากกว่าเผา แต่ถ้าตายอย่างผิดธรรมดาก็เผาให้สิ้นซากไป ในวันงานพิธีเลี้ยงผีเสื้อบ้าน (ผีหมู่บ้าน) เขาทำซุ้มประตูสานไม้เป็นรูปรัศมี 8 แฉกติดไว้ ห้ามไม่ให้คนต่างถิ่นเข้าสู่เขตหมู่บ้าน เครื่องหมายนี้ชาวเหนือเรียกว่า “ ตาแหลว” ซึ่งชาวไทยกลางเรียก “ เฉลว” เขาปิดบ้านทำพิธีเลี้ยงผีเสื้อบ้าน 1 วัน ถ้าเดินทางไปพบเครื่องหมายเฉลวนี้แล้วต้องหยุดอยู่ มีธุระอะไรก็ตะโกนเรียกชาวบ้านให้ไปพูดกันที่ตรงนั้น เช่น ขอดื่มน้ำหรือเดินหลงทางมา ถ้าขืนเดินล่วงล้ำเขตหมู่บ้านของเขาจะถูกปรับเป็นเงิน 5 บาท ถ้าไม่ยอมให้ปรับเขาบังคับให้ค้างแรม 1 คืน เวลาเกิดมีโรคสัตว์ระบาด หรือไข้ทรพิษเกิดขึ้นแก่คนภายในหมู่บ้านของเขา เขาจะปิดเฉลว หรือเครื่องหมายห้ามเข้าหมู่บ้านเช่นเดียวกัน</p>
<p>ภาษาของชาวลัวะไม่เหมือนภาษาไทยเลย ทั้งไม่คล้ายคลึงภาษาของชนชาติใด เข้าใจว่าเป็นชนชาติหนึ่งต่างหาก เช่น คำว่ากิน ชาวลัวะว่า จ่า แมว ว่า อั่งแมง หมู-ว่า สุนัข-ขื้อ ไฟ-มีท่อ น้ำ-ลาง ลูก-อังย่ะ เมีย-ข่ามบ๊ะ ผัว — อังบลอง อยู่ใกล้-อังดื้อ อยู่ไกล-อังเวอ บ้านท่านอยู่ที่ไหน-อาส่างข่องเดิ่งแง รับประทานอาหารกับอะไร-ไม้ เจ่อจ่าแอ รับประทานข้าว-ห่างจ่า ไปเที่ยวไหนมา-เกิ่งบ่แอ ไปไหน-อาละเกิ่งแอ ฯลฯแต่ถ้าเป็นคำที่เรียกซื้อสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เรียกเป็นภาษาชาวเหนือทั้งสิ้น ตลอดจนชื่อก็อย่างชาวเหนือ เช่น บัวจั๋น คำปัน พรหมา ฯลฯ เข้าใจว่าชื่อเดิมของลัวะนั้นไม่ได้เรียกกันดังนี้ มานิยมใช้ชื่อแบบชาวเหนือภายหลัง ส่วนชื่อเครื่องใช้นั้นสมัยโบราณเครื่องใช้แบบปัจจุบันชาวลัวะไม่มีใช้และรู้จัก เมื่อซื้อไปก็เลยเรียกชื่อตามชาวเหนือเรียก อาศัยที่อยู่ใกล้เคียงชาวเหนือขนบธรรมเนียมจึงคล้ายชาวเหนือ เพราะชนชาตินี้ถูกกลืนง่ายที่สุด ดังปรากฎว่า ลัวะที่อยู่ในเขตไทยใหญ่ได้กลายเป็นชาวไทยใหญ่โดยมาก</p>
<p>ขนบธรรมเนียมในการเที่ยวสาวชาวลัวะ เขาจะหยุดการทำงานในวันพระ ตลอดจนการเที่ยวสาวก็พลอยงดเที่ยวไปด้วย การเที่ยวสาวขึ้นไปนั่งสนทนาเกี้ยวพาราสีหญิงสาวบนบ้าน เมื่อหญิงสาวพอใจรักใคร่จะล่วงเกินเอาเป็นภรรยาได้โดยใส่ผีเป็นเงิน 12 บาท ครั้นแล้วต้องไปทำงานให้พ่อตาแม่ยายเป็นเวลา 1 ปี ถึง 3 ปี จึงแยกปลูกบ้านเรือนต่างหากได้ ในปีแรกจะแยกเอาภรรยาไปอยู่บ้านตนหรือปลูกบ้านอยู่ต่างหากไม่ได้เป็นอันขาด อย่างน้อยต้องรับใช้งานพ่อตาแม่ยาย 1 ปี เพราะต้องการใช้แรงงานบุตรเขย</p>
<p>การเดินทางไปบ้านลัวะ ตำบลบัวสลี อำเภอเมืองนั้น ออกจากตัวเมืองเชียงราย โดยรถยนต์ตามถนนประชาธิปัตย์เชียงราย-พานทางทิศใต้ ประมาณ 10 กิโลเมตร ก็ถึงบ้านฮ่องขุ่น ซึ่งมีตลาดประจำตำบลที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง แล้วลงเดินแยกไปทางทิศตะวันออกมุ่งตรงไปสู่ดอยปุย ตามเส้นทางเดินเท้าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ก็ถึงหมู่บ้านลัวะดอยปุย ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ราบริมเชิงเขา ประมาณ 20 หลังคาเรือน ชาวลัวะเหล่านี้เวลาอยู่ระหว่างพวกเดียวกันพูดภาษาลัวะ และแต่งกายแบบครึ่งลัวะครึ่งชาวเหนือ แต่ถ้ามาในเมืองแล้วแต่งกายแบบชาวเหนือ จะไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาเป็นชาวลัวะ แม้แต่ชาวเชียงรายเองน้อยคนที่ทราบว่ามีชาวลัวะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันกับที่พวกเขาอาศัยอยู่</p>
<p>ที่มาของข้อมูล<br />
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. 2547. 30 ชาติในเชียงราย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ศยาม.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ชนเผ่าโบราณในแผ่นดินเหนือ ชนเผ่าลัวะ หรือ ละว้า เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมของดินแดนล้านนา</p>
<p>จุดเริ่มต้น คือ การสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางราชธานีโดยพระยามังราย เมื่อ 700 กว่าปีก่อน (ยุคสมัยเดียวกับพ่อขุนรามคำแหง แห่งอาณาจักรสุโขทัย ทั้งสองพระองค์ยังเป็นมิตรสหายกันด้วย) ก่อนหน้าที่จะเป็นล้านนานั้น บนแผ่นดินนี้ประกอบด้วยชุมชน, เมือง และรัฐอิสระมากมาน โดยมี 2 รัฐที่มีอำนาจสูงสุด คือ <strong>หิรัญเงินยางนครเชียงแสน </strong>เป็นเมืองที่เข้มแข็งที่สุดทางตอนเหนือ (ปัจจุบัน คือ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) และ <strong>หริภุญไชย </strong> (ลำพูน) ซึ่งรับอิทธิพลมาจากละโว้ และเป็นเมืองที่สำคัญที่ติดต่อกับหัวเมืองทางตอนล่าง โดย <strong>&#8220;<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">เชียงใหม่</a>&#8221; </strong>นั้น แต่เดิมเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แต่มีชัยภูมิที่ดีมาก และมีเจ้าของพื้นที่เดิมคือ <strong>ชาวลัวะ </strong>(ภาษาราชการเรียกว่าละว้า) ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มิใช่ชาวเขา แต่เป็นคนพื้นถิ่น อาศัยเชิงดอยสุเทพ ปัจจุบันคือชุมชนช่างเคี่ยน และมีกระจัดกระจายทั่วไปหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ กว่าวได้ว่า ลัสะเป็นเจ้าของพื้นที่ตั้งแต่ก่อนสร้างหริภุญไชย(หริภุญไชยสร้างเมื่อ 1300 กว่าปีมาแล้ว)</p>
<p>ลัวะ นิยมสร้างชุมชนบริเวณเชิงเขา ไม่ใช่บนยอดเขา แต่คนไต(ไท) นิยมสร้างบ้านบริเวณที่ราบใกล้แม่น้ำทำให้คนไตสามารถขยับขยายพื้นที่ รุกเข้ามาสร้างเมืองแบบที่ลัวะไม่เดือดร้อน</p>
<p>เมื่อพระยามังรายซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็งที่สุดของรัฐในหุบเขา มีดำริจะขยายอำนาจของหิรัญเงินยางนคร มาทางตอนล่าง จึงเสาะหาชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การตั้งเป็นราชธานีเริ่มจากเวียงกุมกามและมาที่ <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/"><strong>นพบุรีศรีนครพิงค์</strong></a>(เวียงเชียงใหม่) โดยดำเนินนโยบายสัมพันธไมตรีกับลัวะ  ทำให้เวียงเชียงใหม่ และชุมชนลัวะอยู่ห่างกันเพียงราวไม่ถึง 5 กิโลเมตร โดยชาวเวียงเชียงใหม่ นั้นเป็นเชื้อชาติ <strong>&#8220;ไทยวน&#8221; (อ่านว่า ไท-ยวน)</strong></p>
<p>และเมื่อเชียงใหม่เติบโตเข้มแข็งขึ้น ก็แผ่อำนาจเหนือชุมชนและเมืองต่าง ๆ รวมอำนาจกับอาณาจักรเดิมคือ เชียงแสน และสร้างเมืองลูกหลวงขึ้น เช่น เขลางค์นคร ลำปาง อีกทั้งยึดหริภุญไชย ทำให้เกิดรูปแบบอาณาจักรขึ้นมา นั่นคือ <strong>&#8220;<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">ล้านนา</a>&#8221; </strong>และมีหลากหลายเชื้อชาติ เช่น ไทลื้อ, ไทเขิน, ไทเม็ง, ไทใหญ่ ฯลฯ</p>
<p>และเนื่องจากความเป็น &#8220;รัฐในหุบเขา&#8221; ทำให้ล้านนามีโครงสร้างการปกครองอย่างหลวม ๆ ไม่อาจควบคุมทางการทหารได้เต็มที่แต่หันมาใช้วิธี &#8220;ธรรมราชา&#8221; ในการควบคุมอาณาจักร นั่นคือสร้างรูปแบบศิลปะและใช้พุทธศาสนาเป็นศูนย์กลาง คือทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของล้านนาที่ชาวเมืองอื่น ๆ จะต้องมาสักการะ เป็นสิริมงคล</p>
<p>เนื้องจากลัวะนั้น อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา เมื่อคนไทยวน (หรือคนเมือง) มาสร้างอาณาจักรและมีอำนาจมากขึ้น ทำให้ชุมชนลัวะต้องขยับขึ้นไป อาศัยห่างคนเมืองมากขึ้น และด้วยความที่นับถือผีอย่างเคร่งครัด ต่างจากคนเมืองที่นับถือพุทธ (แต่ก็เป็นพุทธผสมผี หรือความเชื่อดั้งเดิม) ทำให้ลัวะถูกมองว่าเป็นคนป่า คนเถื่อน ดังปรากฏใน ตำนานมูลศาสนา ที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเสด็จมาปราบยักษ์ โดยแทนลัวะเป็นตัวยักษ์</p>
<p>ปัจจุบัน ลัวะหรือละว้า ถูกมองว่าเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งในประเทศไทย อันที่จริงแล้วคนลัวะแตกต่างจากชาวเขาทั่วไป อย่างม้ง, เย้า, มูเซอ, ปกากะญอ, ขิ่น ฯลฯ เพราะชาวเขาเหล่านี้เพิ่งอพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อราว ๆ 200 กว่าปีนี้เอง แต่ลัวะเป็นเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมที่ควรมีสิทธิมีเสียงและได้รับการยอมรับจากสังคมเมืองมากขึ้น</p>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81/"><strong>ประเพณีบูชาอินทขิล </strong></a>(เสาของพระอินทร์; เสาหลักเมือง) ได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อดั้งเดิมของชาวลัวะ พื่นที่เวียงเชียงใหม่นั้น เป็นพื้นที่ที่ลัวะกลัวไม่กล้าเข้ามายุ่ง เพราะเชื่อว่ามียักษ์กุมภัณฑ์รักษาอยู่ มีรูปปั้นยักษ์เก่าแก่และอินทขิล พระยามังรายเมื่อเข้ามาสร้างเวียง ก็ต้องทำพิธีบูชาเสาอินทขิล และเลี้ยงยักษ์ตามความเชื่อชาวลัวะ ต่อมามีการทำพิธีตัดเศียรยักษ์แล้วต่่อใหม่ เพื่อลดความเฮี้ยนที่อาละวาดรังควาญผู้คนในเวียง</p>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b0/">ขุนหลวงวิลังคะ</a> กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวลัวะ ตรงกับสมัยพระนางจามเทวีแห่งหริภุญไชยทั้งสองพระองค์สู้รบกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ระหว่างลัวะดั้งเดิมและวัฒนธรรมละโว้</p>
<p>มีข้อสันนิษฐานว่าลวปุระหรือละโว้น่าจะเป็นเมืองของชาวลัวะ เพราะพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบนไปจนถึงจีนตอนใต้เดิมเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของกลุ่มมอญ-เขมร ซึ่งลัวะก็เป็นกลุ่มหนึ่ง ตำนานต่าง ๆ ล้วนแต่กล่าวถึงชาวลัวะก่อนการเข้ามาของคนไท-ไทย และพุทธศาสนา ข้อสันนิษฐาน คือ ลัวะ เป็นชาวพื้นเมืองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมทางทวารวดี เมืองลวปุระเป็นศูนย์อำนาจทางตอนเหนือที่จะขยายไปถึงหริภุญไชย ซี่งก็เป็นดินแดนลัวะเหมือนกัน พระนางจามเทวีน่าจะเป็นลูกสาวลัวะที่ถูกส่งไปรับวัฒนธรรมที่ลวปุระ เมื่อกลับมาปกครองจึงขัดแย้งกับขุนหลวงวิลังคะ ที่เป็นกลุ่มลัวะใหญ่บริเวณลุ่มน้ำปิง ด้านดอยสุเทพ ที่ยังยึดมั่นจารีตลัวะดั้งเดิมอยู่ ขณะที่หริภุญไชยนั้นอยู่พื้นที่น้ำกวง น้ำขาน และน้ำปิง ฤาษีวาสุเทพผู้สร้างหริภุญไชยก็คือลัวะที่รับวัฒนธรรมมอญ จามเทวีเป็นลูกสาวฤาษีก็ต้องเป็นลัวะเหมือนกันพื้นที่นี้จึงไม่มีความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรมชาติพัรธุ์</p>
<p>เครดิต :<br />
ประวัติศาสตร์ล้านนา   ศาสตราจารย์สรัสวดี   อ๋องสกุล ๒๕๕๓</p>
<p>https://board.postjung.com/575778.html</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> ประวัติความเป็นมา</strong></p>
<p>ประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว ก่อนที่พวกมอญจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เขตลุ่มน้ำปิง บรรพบุรุษ<br />
ของละว้า ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว ละว้าหรือที่คนไทยภาคเหนือเรียกว่า “ลัวะ” นั้น เป็นกลุ่มชนออสโตรนีเซียน<br />
และเรียกตัวเองว่า “ละเวียะ” ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นที่เชื่อกันว่าอพยพมาจากทางตอนใต้ของไทย มลายา หรือ เขมร เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว บางคนเชื่อว่า พวกลัวะ เป็นเชื้อสายเดียวกับพวกว้าที่อยู่ทางภาคเหนือของเมียนมาร์และตอนใต้ของมณฑลยูนนานในประเทศจีน เพราะมีความคล้ายคลึงกันทางด้านภาษา ลักษณะรูปร่างและการแต่งกาย</p>
<p>พวกลัวะได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 900 ปีมาแล้ว พวกมอญจากลพบุรีซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองลำพูนและลำปาง ได้รุกรานพวกลัวะจนต้องหนีไปอยู่บนภูเขากลายเป็นชาวเขาไป ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 ชนชาติไทยได้อพยพเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ และตีพวกมอบแตกพ่ายไปและมีสัมพันธไมตรีกับพวกลัวะ</p>
<p>พวกลัวะเองก็เชื่อว่า บรรพบุรุษของเขาเคยอาศายอยู่ในเชียงใหม่ และเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ ลัวะมีกษัตริย์ของตนเอง และองค์สุดท้ายคือขุนหลวงวิลังก๊ะ ซึ่งถูกพระนางจามเทวี กษัตริย์มอบแห่งนครหริกุญชัย (ลำพูน) ตีแตกพ่ายไปอยู่บนป่าเขา</p>
<p>มีลัวะบางส่วนที่อาศัยอยู่พื้นราบ แต่พวกนี้รับวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ จากคนไทยจนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไปเกือบหมดแล้ว</p>
<p><strong>ภาษา</strong></p>
<p>ภาษาของลัวะจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตร-เอเซียนติด และได้รับอิทธิพลจากภาษาของพวกมอญ – เขมรด้วย ภาษาของลัวะมีแตกต่างกันหลายกลุ่ม แต่แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่ม วาวู ใช้พูดกัน<br />
ในหมู่ลัวะ เขตลุ่มน้ำปิง เช่น บ้านบ่อหลวง อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มอังกา ใช้พูดกันในเขตตะวันตก เขต อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความแตกต่างกันของภาษานี้ จะต่างกันไปตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างกัน แต่สามารถเข้าใจกันได้ นอกจากนี้ยังนำคำในภาษาไทยพื้นเมืองทางเหนือไปใช้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังสามารถพูดภาษาไทยได้ด้วย</p>
<p><strong>ประชากร</strong></p>
<p>ประชากรลัวะในประเทศมี 65 หมู่บ้าน 4,178 หลังคาเรือน ประชากร 21,794 คน คิดเป็นร้อยละ 2.38 ของประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศไทย โดยกระจายตัวกันอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ 6 จังหวัด คือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี สุพรรณบุรี เชียงราย และลำปาง</p>
<p><strong>การตั้งถิ่นฐาน</strong></p>
<p>หมู่บ้านลัวะปัจจุบันส่วนมากยังอยู่ในเขตภูเขาที่ห่างไกลจากชาชนคนไทยหมู่บ้าน หนึ่ง ๆ จะประกอบ</p>
<p>ด้วยครัวเรือนประมาณ 20 – 100 หลังคาเรือน โดยสร้างบ้านเรียงรายอยู่ตามแนวสันเขา ลักษณะบ้านยกพื้นสูงคล้ายบ้านกะเหรี่ยง แต่ลักษณะหลังคาจะมีกาแลเป็นสลักไขว้กันสองอันเป็นหน้าจั่ว หลังคาบ้านซึ่งมุงด้วยหญ้าคาหรือตองตึง จะสูงชันคลุมลงเกือบจรดพื้นดิน รอบ ๆ หมู่บ้านจะเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูก และระหว่างพื้นที่ทำไร่<br />
กับหมู่บ้านจะมีแนวป่าซึ่งเป็นป่าแก่สงวนไว้สำหรับเป็นแนวกันไฟเวลาเผาไร่ของหมู่บ้าน</p>
<p><strong>ลักษณะทางสังคม</strong></p>
<p>ลัวะมีระบบการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ายหญิงจะเข้าไปอยู่ฝ่ายชายและนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายชาย บุตรที่เกิดมาอยู่ในสวยเครือญาติของฝ่ายพ่อในครัวเรือนหนึ่ง ๆ โดยทั่วไปประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร บุตรชายคนโตต้องไปสร้างใหม่เมื่อแต่งงาน บุตรชายคนสุดท้ายจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับมรดกและเลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดชีวิต</p>
<p>หน้าที่ในครัวเรือนจะแบ่งออกตามอายุ และเพศ กล่าวคือ ผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบหาฟืน ตักน้ำ</p>
<p>ตำข้าว ทำอาหาร และทอผ้า ผู้ชายมีหน้าที่ซ่อมแซมบ้าน ทำรั้ว ไถนา และล่าสัตว์ วนงานในไร่เป็นหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย ต้องช่วยกันทำ รวมทั้งสมาชิกวัยแรงงานทุกคนในครอบครัวด้วย งานด้านพิธีกรรมถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ชายเกือบทั้งหมด</p>
<p><strong>การปกครอง</strong></p>
<p>สังคมลัวะ ไม่มีตำแหน่งเฉพาะทางการปกครอง ไม่มีการตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตัดสินกรณีพิพาก และรักษากฎระเบียบของหมู่บ้านโดยตรง แต่ให้ความเคารพเชื่อถือหัวหน้าทางความเชื่อถือของหมู่บ้านที่เรียก “สมัง” ให้เป็นผู้มีหน้าที่กระทำพิธีการต่าง ๆ ในนามของหมู่บ้าน ตั้งแต่การเลือกที่ดิน</p>
<p>ทำไร่ของหมู่บ้านว่าดีหรือไม่ก่อนที่จะตกลงตัดไม้ การตัดสินกรณีแก่งแย่งที่ดิน ฯลฯ โดยพิธีเหล่านี้สมัง จะทำร่วมกับ “ลำ” หรือผู้นำทางด้านพิธีกรรมของแต่ละกลุ่มในหมู่บ้าน นอกจากนั้นก็มีผู้ช่วย ลำ ซึ่งเป็นผู้ที่อายุมากในกลุ่มรองจาก ลำ เมื่อลำ คนเดิมเสียชีวิตลง ผู้ช่วยก็จะเป็นผู้ได้รับตำแหน่ง ลำ คนต่อไป</p>
<p><strong>เศรษฐกิจ</strong></p>
<p>ลัวะมีเศรษฐกิจแบบยังชีพ ขึ้นอยู่กับการทำไร่เลื่อนลอยแบบหมุนเวียนโดยจะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชหลัก ลัวะนิยมบริโภคข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว และนิยมดื่มเหล้าที่ทำจากข้าวเจ้าอีกด้วย พืชอื่น ๆ ที่ปลูกแซมในไร่ข้าวสำหรับไว้เป็นอาหารและใช้สอยได้แก่ ข้าวโพด ถั่ว แตงกวา พริก ฝ้าย ผักต่าง ๆ</p>
<p>ส่วนสัตว์เลี้ยงได้แก่ วัว ควาย หมู ไก่ สุนัข เป็นต้น ซึ่งสัตว์เลี้ยงเหล่านี้บางชนิดก็ฆ่าสำหรับใช้เลี้ยงผี ผลิตผลทางเศรษฐกิจของลัวะ มีประมาณเพียงพอสำหรับบริโภคและขายในหมู่บ้านใกล้เคียงได้บ้าง เศรษฐกิจ</p>
<p><strong>มีลักษณะพอมีพอกินเลี้ยงตนเองได้ไม่เดือดร้อน</strong></p>
<p>มาตรฐานการครองชีพของลัวะ อยู่ในระดับปานกลาง ในอดีตปลูกข้าวเป็นรายได้ เช่น ปลูกท้อ เสาวรส ผักกาด กล่ำปลี มะเขือเทศ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ทำให้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นกว่าเดิม บ้านที่เคยมุ่ง<br />
หลังคาด้วยหญ้าคาหรือใบตองตึง ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นมุงด้วยกระเบื้องหรือสังกะสีกันมากแล้ว ส่วนสัตว์เลี้ยงก็ยังคงเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมโดยการฆ่าแล้วนำไปเซ่นไหว้ผี เช่น พิธีด้านการเกษตร พิธีแต่งงาน พิธีไหว้ผีต่าง ๆ<br />
เป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้ลัวะไม่มีสัตว์เลี้ยงเหลือสำหรับขาย</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลดีๆจากศูนย์พัฒนาสังคม จังหวัดแม่ฮ่องสอน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0/">ลัวะ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตำนานเสาอินทขิล เสาหลักเมืองเชียงใหม่</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 May 2017 18:36:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[บูชาเสาอินทขิล]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณีใส่ขันดอก]]></category>
		<category><![CDATA[เสาอินทขิล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตำนานอินทขิล หรือ ตำนานสุวรรณคำแดง ที่ พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">ตำนานเสาอินทขิล เสาหลักเมืองเชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ตำนานเสาอินทขิล ตำนานเสาหลักเมืองเชียงใหม่ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่</h2>
<p>เสาอินทขิล เสาหลักเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยุ๋ที่วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร อำเภอเเมือง จังหวัดเชียงใหม่</p>

<p>ตำนานอินทขิล หรือ ตำนานสุวรรณคำแดง ที่ พระมหาหมื่นวุฑฒิญาโณ วัดหอธรรม เชียงใหม่ เล่าความเป็นมาของเสาอินทขิลไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองนี้มีผีหลอกหลอนทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือ บันดาลบ่อเงิน บ่อทองและบ่อแก้วไว้ในเมือง ให้เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลทั้ง 3 บ่อ บ่อละ 3 ตระกูลโดยชาวลัวะต้องถือศีลรักษาคำสัตว์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้ดังสมปรารถนา ซึ่งชาวลัวะก็ได้ปฏิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์ ข่าวความสุขความอุดสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นเมืองของชาวลัวะเลืองลือไปไกลและได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวลัวะตกใจจึงขอให้ฤาษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือ ยักษ์ 2 ตน ขุดอินทขิล หรือ เสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขิลมีฤทธิ์มาดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจขอสมบัติจากทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำให้พ่อค้าถือรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้ พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่เฝ้าเสาอินทขิลโกรธพากันหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป และบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง มีชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขีลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองนำเสาอินทขิลกลับไปสวรรค์แล้ว ก็เสียใจมากจึงถือบวชนุ่งขาวห่มขาว บำเพ็ญศีลภาวนาใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึง 3 ปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระบอกว่า ให้ชาวลัวะร่วมกันหล่ออ่างขาง หรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะลงฝังในหลุมแล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ พระเถระก็นำความมาแจ้งแก่ชาวเมืองได้ทราบ ดังนั้นจึงปฏิบัติตามคำของพระอินทร์ทุกประการ และได้ทำพิธีบวงสรวงสักการะบูชาเสาอินทขิลและรูปกุมภกัณฑ์ที่สร้างเทียมไว้นั้นแทนเสาจริง ๆ มิได้ขาด บ้านเมืองก็รอดพ้นจากภัยพิบัติตามที่พระเถระได้ทำนายไว้ และบ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรือวงสืบมา จึงมีประเพณีสักการะบูชาเสาอินทขิลต่อมาจนปัจจุบัน</p>
<p>แต่เดิมเสาอินทขิลประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขิล ซึ่งตั้งอยู่ ณ กลางเวียงเชียงใหม่ ปัจจุบันก็คือ บริเวณหอประชุมติโลกราช ข้างศาลากลางจังหวัดเก่า ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละได้ครองเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงให้สร้างกุมภกัณฑ์และฤาษีไว้พร้อมกับเสาอินทขิลนั้นด้วย เพื่อจะให้พวกประชาชนชาวเมืองได้สักการะบูชาสืบต่อไป โดยบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นเสาปูน และทำพิธีบวงสรวงเป็นประเพณีสืบกันมา ปัจจุบันนี้เสาอินทขิลที่อยู่ในวิหาร เป็นเสาปูนปั้นติดกระจกสี บนเสาเป็นบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง เสาอินทขิล มีความ สูง 1.30 เมตร รอบเสา 0.67 เมตร แท่นพระสูง 0.97 เมตร วัดโดยรอบ 3.40 เมตร</p>
<p>ครูบาเถิ้ม เจ้าอาวาสวัดแสนฝางซึ้งเป็นผู้มีชื่อเสียงทางไสยศาสตร์ครั้งนั้นเห็นว่ากุมภกัณฑ์เฮี้ยนนัก จึงทำพิธีไสยศาสตร์ตัดศรีษะกุมภกัณฑ์ออกเสีย และต่อใหม่เพื่อให้ความขลังลดลง นับแต่นั้นมากุมภกัณฑ์ก็เลยลดความเฮี้ยนลงมาจนกระทั้งปัจจุบัน</p>
<p>พิธีบูชาเสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมือง ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคงการอยู่ดีมีความสุขให้คนเชียงใหม่ อินทขิล หรือเรียกว่า เสาหลักเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบว่า ทุกๆปีจะต้องมีพิธีสักระบูชาเสาอิทขิล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตให้แก่ชาวบ้าน ชาวเมืองรวมทั้งผู้ที่ทำเกี่ยวกับเกษตรโดยการเพาะปลูก โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนตกมาเป็นประธานขบวนแห่ และมีการสวดคาถาอินทขิลของหมู่สงฆ์ด้วย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาอินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่า “วันเข้าอินทขิล” การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวันที่ 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็น “วันออกอินทขิล” จึงเรียกว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก</p>
<p><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">วัดเจดีย์หลวง</a> อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์รัชการที่ 7 ราชวงศ์มังราย ซึ่งครองราชย์อาณาจักรล้านนาไทย พระองค์ทรงสร้างพระธาตุเจดีย์หลวงขึ้นเมื่อ พ.ศ.1934 ด้านหน้า พระวิหารหลวง เป็นตั้งของเสาอินทขิล หรือเสาหลักเมือง เสานี้ก่อด้วยอิฐถือปูน และกล่าวว่า แต่เดิมอยู่ที่วัดสะดือเมือง หรือ วัดอินขิล ซึ่งเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราชข้างศาลกลางหลังเก่า ครั้นต่อมาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ครองเมืองเชียงใหม่ ให้ย้ายเสาอินทขิลมาไว้ที่วัดเจดีย์หลวง และได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พร้อมทั้งสร้างวิหารครอบไว้เมื่อ ปี พ.ศ.2343 ต่อมา หออินทขิลได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พอปี พ.ศ.2496 ครูบาขาวปี นักบุญแห่งล้านนาไทยอีกท่านหนึ่ง จึงได้สร้าง หออินทขิลขึ้นใหม่ ในรูปทรงหรือสถาปัตยกรรมดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน<br />
ในปีพุทธศักราช 2555 หออินทขิลชำรุดทรุดโทรมลงไปอย่างมาก ทางวัดเจดีย์หลวงจึงได้ขออนุญาตกรมศิลปกร ดำเนินการบูรณะให้มั่นคง แข็งแรง โดยรักษารูปทรงเดิมไว้ทุกประการ และตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นศิลปะล้านนา และได้ทำการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านในเป็นการเล่าตำนานของเสาอินทขิล และประวัติการสร้างพระธาตุเจดีย์ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบตำนาน และประวัติศาสตร์ ซึ่งในการดำเนินการครั้งนี้ได้รับความอุปถัมภ์จากทุกภาคส่วน ในการดำเนินการรวมถึงการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบและบูรณะศาลกุมภัณฑ์ ทั้ง 2 ศาล ที่อยู่คู่กับหออินทขิล พร้อมทั้งได้ทำซุ้มประตู เพื่อให้ตรงกับประตูหออินทขิล เมื่อมองมาจากถนนหน้าวัด และได้ดำเนินการหล่อรูปปั้นจำลองพระอิทร์,พญามังรายมหาราช และพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นผู้มีคุณูปการต่อบ้านเมือง และชาวเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">ตำนานเสาอินทขิล เสาหลักเมืองเชียงใหม่</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นางอินเหลา</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Mar 2017 16:26:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[อินเหลา]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าหลวงคำแดง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2</guid>

					<description><![CDATA[<p>นางอินเหลา เป็นมเหสีของเจ้าหลวงคำแดง ผู้เป็นผีอารักษ์ของเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่นางอินเหลาจะอภิเษกกับเจ้าหลวงคำแดง นั้น นางอาศัยอยู่ในถ้ำเชียงดาว</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2/">นางอินเหลา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นางอินเหลา เป็นมเหสีของเจ้าหลวงคำแดง ผู้เป็นผีอารักษ์ของเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่นางอินเหลาจะอภิเษกกับเจ้าหลวงคำแดง นั้น นางอาศัยอยู่ในถ้ำเชียงดาว ประวัติความเป็นมาของนางอินเหลานั้น ปรากฏอยู่ในเอกสารใบลานเรื่องตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีอยู่หลายสำนวนด้วยกัน เช่น ฉบับวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สงวน โชติสุขรัตน์ เป็นผู้เรียบเรียงไว้ในหนังสือประชุม ตำนานลานนาไทย รวมทั้งฉบับวัดแม่คือ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสมหมาย เปรมจิตต์ เป็นผู้สอบชำระโดยให้ชื่อว่าตำนานเชียงใหม่ ปางเดิม ตำนานทั้งสองเรื่องนี้มีเนื้อหาเป็นอันเดียวกัน แตกต่างกันเฉพาะรายละเอียดในตอนท้ายที่กล่าวถึงพิธีทำบุญเมือง ที่ตำนานเชียงใหม่ปางเดิมได้กล่าวไว้ค่อนข้างละเอียด<br />
รูปปั้นเจ้าหลวงคำแดง บริเวณศาลเจ้าหลวงฯ ที่เชียงดาว</p>
<p>สำหรับตำนานถ้ำเชียงดาว ที่กล่าวถึงของวิเศษภายในถ้ำและพระบรมสารีริกธาตุนั้น ปรากฏรวมอยู่ในตำนานพระบาทพระธาตุ ซึ่งมีการคัดลอกสืบต่อกันมาหลายสำนวนด้วยกัน เช่น ตำนานอ่างสลุง ฉบับวัดป่าเส้า จังหวัดลำพูน ฉบับวัดแสนฝาง ฉบับวัดป่าแดด ฉบับวัดสันป่าข่อย ฉบับวัดม่วงชุม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ประวัติความเป็นมาของถ้ำเชียงดาวนี้ ถ่ายสำเนาไมโครฟิล์มเก็บไว้ โดยสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p>เรื่องราวของนางอินเหลากับเจ้าหลวงคำแดงนั้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยกับชาวลัวะ โดยบริเวณเมืองเชียงใหม่ใน ปัจจุบันนี้ เคยเป็นที่ตั้งเมืองของชาวลัวะมาก่อน เช่น เวียงเจ็ดลิน และเวียงสวนดอก เป็นต้น รวมทั้งชายาของเจ้าหลวงคำแดงอีก สองคนคือ นางผมเผือ กับนางสาดกว้าง สันนิษฐานว่าคงจะเป็นชาวลัวะ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาก่อน โดยมีความเป็นมาที่เท้าความไปถึงสมัยของพระนางจามเทวี ที่ขุนหลวงวิลังคะหัวหน้าของชาวลัวะพ่ายแพ้แก่มอญที่ลำพูน</p>
<p>ตำนานอ่างสลุงระบุแต่เพียงว่านางอินเหลาอาศัยอยู่ในถ้ำเชียงดาว และหลังจากสร้างเวียงล้านนาเสร็จแล้ว เจ้าหลวงคำแดง ก็ยกบ้านเมืองให้โอรสปกครอง โดยพระองค์เสด็จมาใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำเชียงดาวร่วมกับนางอินเหลาตราบจนสิ้นพระชนม์</p>
<p>ส่วนตำนานสุวรรณคำแดงไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนางมากนัก ทราบแต่เพียงว่านางอาศัยอยู่ในถ้ำเชียงดาวนานแล้ว เมื่อเจ้าหลวงคำแดงตามกวางมาถึงที่นี่ จึงได้พบนางและอาศัยอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง ก่อนที่เจ้าหลวงคำแดงจะออกตามกวางต่อไป จนกระทั่งได้สร้างเวียงใหม่ขึ้น และหวนกลับมาอาศัยอยู่ในถ้ำด้วยกันอย่างมีความสุข ดังเนื้อหาในตำนานว่า เจ้าหลวง คำแดง นั้น เรียกกันหลายอย่าง คือ สุวรรณคำแดงสุวัณณคำแดง พระยาคำแดง และ เจ้าหลวงคำแดง เป็นต้น พระองค์ถือกำเนิดขึ้นก่อน ที่พญามังรายจะมาสร้าง เวียงกุมกามและเชียงใหม่ โดยอาณาจักรล้านนาที่มีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางนั้น สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1839 แต่บริเวณที่สร้างเมืองขึ้นมาใหม่นี้ เคยเป็นบ้านเมืองมาก่อนแล้ว ดังจะเห็นได้จากตำนาน พื้นเมืองหลายฉบับที่กล่าวถึง เวียงเชษฐบุรี (เวียงเจ็ดลิน) เวียงสวนดอก และเวียงนพบุรี ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของชนชาวลัวะมาก่อน</p>
<p>เอกสารพื้นเมืองที่กล่าวถึงลัวะ ผู้เป็นเจ้าของเสาอินทขีล คือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เรื่อง เจ้าสุวรรณคำแดง ซึ่งเริ่มต้นด้วย การกล่าวถึงหมู 4 ตัวที่มีชื่อตามทิศทั้งสี่ว่า บุพพจุนทะ ทักขิณจุนทะ ปัจฉิมจุนทะ และอุตตระจุนทะ หมูทั้งสี่วิวาทผิดเถียงกันเป็นประจำ หลังจากตายไปแล้ว หมูแห่งทิศเหนือคือ อุตตระจุนทะได้ไปเกิดเป็นพระยาโจรณี มีโอรสชื่อ เจ้าชายสุวรรณคำแดง</p>
<p>ต่อมาเทวบุตรชื่อโวหารได้จำแลงกายมาเป็นเนื้อทรายทอง ปรากฏ ณ สวนอุทยานของพระยา โจรณี กษัตริย์พร้อมทั้งโอรส และบริวารจึงพากันออกมาล้อมจับ พระยาโจรณีลั่นวาจาว่า หากทรายทองหลุดออกไปทางผู้ใด ผู้นั้นต้องรับโทษ บังเอิญเนื้อทรายหลุด หนีออกไปทางโอรส เจ้าชายสุวรรณคำแดงจึงพาทหารออกติดตาม จนกระทั่งมาถึงบริเวณถ้ำเชียงดาว ทรงพบนางอินเหลา ทั้งสองเกิด ความรักใคร่กัน จึงอยู่กินด้วยกัน แต่เจ้าชายจำเป็นต้องออกติดตามเนื้อทรายทองต่อไป และครั้งนี้เจ้าชายได้พบกับ “คนที่เกิดใน รอยเท้าสัตว์” อันหมายถึงชาวลัวะ ซึ่งฤาษีกล่าวว่าให้เลี้ยงดูไว้เป็นไพร่ฟ้า</p>
<p>“อันสูได้คนยังรอยตีนช้างนั้น ก็พร่ำดั่งบอนเกิดกับห้วยนั้นแล หื้อสูท่านทังหลายเอาเมือเลี้ยงไว้รักษาหื้อดีๆ แท้เทอะ<br />
หื้อได้ที่จื่อที่จำเอายังคำเขาไว้สืบกันไปเมื่อหน้าเทอะ”</p>
<p>วันต่อมา เจ้าชายสุวรรณคำแดงพาทหารติดตามมาถึงบริเวณที่ราบลุ่มน้ำแม่ระมิงค์ ทรงพบหนองน้ำที่มีดอกบัว 7 กอ จึงกลับ มาเล่าให้ฤาษีฟังว่าไม่พบทรายทอง พบแต่หนองน้ำ ฤาษีแนะนำว่าชัยภูมิ แห่งนั้น เหมาะแก่การสร้างเมืองเป็นอย่างยิ่ง ทำนา 1 ปีกิน ได้นานถึง 7 ปี หลังจากนั้น เจ้าชายสุวรรณคำแดงจึงสร้างเมืองขึ้นตามคำบอกของฤาษี โดยให้ชื่อเวียงว่า “ล้านนา” ซึ่งได้มาจาก น้ำหนักเตียงหินของ เจ้าชายที่หนักหนึ่งล้าน</p>
<p>สุวรรณคำแดง ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองล้านนา มีมเหสีรองอีกสองนางคือ นางผมเผือ และนาง สาดกว้าง ทรงมีโอรส 7 องค์ ส่วน ไพร่ฟ้าที่เป็นลัวะพระองค์แต่งตั้งให้ “มามุตตะลาง” เป็นขุนหลวงคอยสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ต่อมาภายหลังพระยาสุวรรณคำแดง ได้ยกราชสมบัติให้โอรสปกครอง ส่วนพระองค์เสด็จออกไปอยู่กับนางอินเหลาในถ้ำเชียงดาว ณ ดอนอ่างสรง ตราบจนสิ้นพระชนม์</p>
<p>ศาลเจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ที่อำเภอเชียงดาว</p>
<p>เวียงล้านนามีกษัตริย์ปกครองสืบมาอีกหลายพระองค์ แต่ในที่สุดก็ล่มกลายเป็นหนองน้ำ ในสมัยของพระยาคาว ซึ่งจับปลาฝา หรือตะพาบน้ำเผือกมากิน ส่วนไพร่ฟ้าข้าราษฎรได้พากันอพยพออกไปอยู่ตามป่าเขา อาเพทพิบัติดังกล่าวนี้ ตำนานพื้นเมืองบันทึก ไว้ว่า</p>
<p>“พระยาคาวเอาปลาฝาเผือกมากิน เถิงเมื่อกลางคืนเวียงล้านนานั้น ก็ลวดยุบหล่มลงเป็นมหาหนองอันใหญ่ เป็นน้ำเหลื้อม<br />
อยู่แท้เติงๆ ”</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2/">นางอินเหลา</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตำนานเจ้าหลวงคำแดงและถ้ำเชียงดาว</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Mar 2017 16:22:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[ถ้ำเชียงดาว]]></category>
		<category><![CDATA[อินเหลา]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าสุวรรณคำแดง]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าหลวงคำแดง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาเป็นอมตะคู่กับดอยหลวงเชียงดาว คงจะไม่มีสิ่งใดเทียบเทียม "ตำนานเจ้าหลวงคำแดง" และ "ตำนานถ้ำเชียงดาว" ซึ่งร้อยเรียงผสมผสานกับความเชื่อของคนท้องถิ่นได้อย่างลงตัว</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7/">ตำนานเจ้าหลวงคำแดงและถ้ำเชียงดาว</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาเป็นอมตะคู่กับดอยหลวงเชียงดาว คงจะไม่มีสิ่งใดเทียบเทียม &#8220;ตำนานเจ้าหลวงคำแดง&#8221; และ &#8220;ตำนานถ้ำเชียงดาว&#8221; ซึ่งร้อยเรียงผสมผสานกับความเชื่อของคนท้องถิ่นได้อย่างลงตัว<br />
ตำนานเกี่ยวกับเจ้าหลวงคำแดงถูกถ่ายทอดออกมาหลายเรื่องราวด้วยกัน แม้จะมีความต่างในรายละเอียด ทว่าหากพิจารณาให้ถึงแก่นแล้ว เจ้าหลวงคำแดงก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งขุนเขา เป็นเจ้าแห่งผีทั้งหลาย เป็นที่เคารพ สักการะ ของชาวเหนือ อย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และถ้ำเชียงดาวซึ่งเชื่อกันว่า เป็นเมืองเทวาของเจ้าหลวงคำแดง ตั้งอยู่ด้านหน้าของดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งเป็นขุนเขาที่ชาวเชียงใหม่นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของผีเมืองเชียงใหม่ทุกองค์ตั้งแต่ก่อนพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ ผีเมืองเชียงใหม่มีเจ้าหลวงคำแดงเป็นประธานใหญ่กว่าผีเมืองทั้งหมด<br />
มีเรื่องเล่าว่าทุกวันพระผีทุกผีในเมืองเชียงใหม่จะต้องไปร่วมเฝ้าและประชุมที่ดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งในถ้ำเชียงดาวจะมีห้องโถงขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นห้องประชุม ในวันนั้นผีจะไม่เข้ามาหลอกหลอนชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ผีเมืองที่ดอยหลวงเชียงดาวได้เก็บข้าวจากชาวนาทุกคนที่วางไว้เซ่นไหว้พระแม่โพสพและเป็นค่าน้ำหัวนา ซึ่งจะนำข้าวไปวางไว้ที่หัวนาก่อนที่ชาวนาจะนำข้าวมาใส่ในยุ้งฉาง ข้าวเหล่านี้ผีดอยจะนำมากิน แล้วจะเหลือเพียงเปลือกหรือแกลบไว้ซึ่งจะเก็บเปลือกข้าวหรือแกลบไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งทางทิศใต้ไม่ไกลจากดอยหลวงเชียงดาวชื่อว่า &#8220;ถ้ำแกลบ&#8221;ความศักดิ์สิทธิ์ของดอยหลวงมิเพียงแต่ชาวบ้านจะเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว พระสงฆ์ในเขตล้านนาก็ได้แต่งและคัดลอกคัมภีร์ใบลานชื่อ ตำนานถ้ำเชียงดาวไว้หลายสำนวน ทั้งที่พบในเชียงใหม่และเมืองอื่นๆที่ห่างไกลออกไป เช่น ที่เมืองน่าน เป็นต้น</p>
<p>&#8230;เจ้าหลวงคำแดงเจ้าตำนาน…แห่งอมตะนิยาย</p>
<p>มีหลายเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับเจ้าหลวงคำแดงเป็นไปในลักษณะของ อมตะนิยายพิศวาส อาทิ เล่าเป็นนิยายปรัมปรายุคต้นพุทธกาล กล่าวถึง</p>
<p>สมเด็จองค์อัมรินทราธิราชเจ้า ประมุขแห่งปวงเทพเทวาได้ดำริให้จัดทำสิ่งวิเศษเพื่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าศรีอาริยะเมตตรัยที่จะมาตรัสรู้พระสัจธรรมในอนาคต ได้เล็งเห็นว่าถ้ำเชียงดาวเป็นสถานที่เหมาะสมแก่การเก็บรักษาของวิเศษเหล่านั้น เพราะลึกเข้าไปในถ้ำจนสุดประมาณมิได้ เป็นเมืองแห่งพวกครึ่งอสูรกาย เรียกว่าเมืองลับแล มีความเป็นอยู่ล้วนแต่เป็นทิพย์ ผู้คนทั้งหลายในมนุษย์โลกธรรมดาที่เต็มไปด้วยกิเลสยากนักที่จะเข้าไปพบเห็นได้ เพราะมีด่านภยันตรายต่างๆมากมายหลายชั้นกั้นขวาง ไว้เป็นอุปสรรค</p>
<p>มียักษ์สองผัวเมียบำเพ็ญภาวนารักษาศีลเพราะได้ปฏิบัติตนเป็นผู้ถึงซึ่งพระรัตนตรัยจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีนางผู้เลอโฉมนามว่า &#8220;อินเหลา&#8221; อยู่ปรนนิบัติบิดามารดาผู้ทรงศีลทั้งสอง จนวันหนึ่งได้พบกับ เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ยุวราชหนุ่ม ซึ่งเสด็จมาประพาสป่าจากแค้วนแดนไกล ได้บังเกิดความหลงใหลในความงามของนาง ก็ได้พยายามติดตามนางไปจนถึงถ้ำเชียงดาว และทิ้งกองทหารของพระองค์ไว้เบื้องหลัง จากนั้นก็ไม่กลับออกมาอีกเลย ว่ากันว่าเจ้าหลวงสุวรรณคำแดงอยู่ครองรักกับเจ้าแม่อินเหลาที่ถ้ำเชียงดาวนั่นเอง ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าจะมีเสียงดังสะเทือนจากดอยหลวงเชียงดาว ปรากฏเป็นลูกไฟ ขนาดลูกมะพร้าว สว่างจ้าพุ่งหายไปในดอยนางซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งมีความเชื่อว่า เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงลั่นอะม็อกไปเยี่ยมเจ้าแม่อินเหลาที่ดอยนาง</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีตำนานเจ้าหลวงคำแดง จากเอกสารที่เขียนขึ้นโดย พระมหาสถิตย์ ติกขญาโณ กล่าวไว้ว่า<br />
พระผู้เป็นเจ้าได้ปกาศิตให้เทวดายักษ์ตนหนึ่งนามว่า เจ้าหลวงคำแดง กับบริวาร 10,000 คนมารักษาของวิเศษในถ้ำเชียงดาว เพื่อรักษาไว้ให้ พระเจ้าทรงธรรมมิกราชใช้ปราบมนุษย์อธรรมในอนาคต ซึ่งนามเดิมของเจ้าหลวงคำแดง คือ &#8220;เจ้าสุวรรณคำแดง&#8221; ผู้ซึ่งจะมีหน้าที่เฝ้ารักษาถ้ำและดอยหลวงเชียงดาว จะหมดเวลาของการเฝ้ารักษาเมื่อพระเจ้าทรงธรรมมาปราบมนุษย์อธรรมเสียก่อน</p>
<p>และกล่าวถึงเทวดาผู้เป็นชายาของเจ้าหลวงคำแดงมีนามว่า &#8220;จอมเทวี&#8221; สถิตอยู่ที่ดอยนาง ว่ากันว่าต่างรักษาศีล 8 จึงหาได้อยู่ร่วมกันไม่ ก่อนที่เจ้าหลวงคำแดงและจอมเทวีจะมาอยู่ที่ดอยหลวงเชียงดาวนั้น ชะรอยว่านางจอมเทวีมีนิวาสสถานบ้านเมืองอยู่เดิมอยู่ทางทิศใต้ ไม่ปรากฏชื่อแน่ชัด ส่วนเจ้าหลวงคำแดงนั้นเป็นบุตรของเจ้าเมืองพะเยานามว่า &#8220;สุวรรณคำแดง&#8221; ซึ่งพระบิดาได้สั่งให้เจ้าหลวงคำแดงพร้อมทหารไปรักษาด่านชายแดนเพื่อป้องกันศัตรู ได้มาพบเห็นสาวงามนางหนึ่ง จึงได้ติดตามนางไปแต่ไม่พบ เจอเพียงกวางทองตัวหนึ่ง จึงสั่งให้ทหารติดตามเจ้ากวางทองตัวนั้นไป และกำชับว่าต้องจับเป็นห้ามทำร้ายเจ้ากวางทองเด็ดขาด เป็นเวลา 3 วันก็ไม่สามารถจับเจ้ากวางทองได้ แต่เจ้าหลวงคำแดงก็ยังไม่ละลดความพยายาม นำทหารติดตามไปเรื่อยๆหมายจะจับกวางทองให้ได้ จนเวลาล่วงเลยไป 10 วันก็ยังไม่พบเจ้ากวางทอง คงเห็นแต่รอยเท้าเท่านั้น และในวันหนึ่งสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเจ้าหลวงคำแดงและเหล่าทหารก็คือ คราบของกวางทอง อยู่ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสบคาบ จากตำนานเจ้าหลวงคำแดงนั่นเอง</p>
<p>จากนั้นเจ้าหลวงคำแดงก็ติดตามเจ้ากวางทองไปในป่าแห่งหนึ่ง ชื่อว่าดงเทวี ทันทีที่เจ้าหลวงคำแดงตามไปพบ จึงสั่งให้ทหารกระจายกำลังโอบล้อมไว้พร้อมประกาศว่า หากกวางทองหลุดออกจากด่านของผู้ใดผู้นั้นจะต้องถูกตัดหัว ในที่สุดกวางทองตัวนั้นก็หลุดออกมาจากวงล้อมวิ่งผ่านไปทางที่เจ้าหลวงคำแดงอยู่ ดังนั้นเจ้าหลวงคำแดงจึงต้องไปติดตามกวางทองด้วยตัวเองและให้ทหารคอยอยู่ที่ดงเทวี และสั่งว่าหากเกิน 7 วันแล้วพระองค์ยังไม่กลับให้กลับกันไปก่อน แล้วก็ติดตามกวางทองตัวนั้นไปทางทิศตะวันตก</p>
<p>ซึ่งกวางทองมุ่งหน้าไปสู่เขาใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วกลายร่างเป็นคนเข้าไปยังถ้ำเชียงดาว เจ้าหลวงคำแดงจึงตามเข้าไปในถ้ำ ตราบเท่าทุกวันนี้ก็ยังไม่กลับออกมา ผู้คนเชื่อว่าพระองค์สิงสถิตรักษาถ้ำเชียงดาว จึงตั้งศาลไว้ชื่อว่า ศาลเจ้าหลวงคำแดง และมีรูปปั้นกวางทองด้วย&#8230;</p>
<p><strong><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7/">ถ้ำเชียงดาว</a></strong><br />
เป็นถ้ำที่น่าสนใจถ้ำหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขต อำเภอเชียงดาว ตั้งอยู่เชิงเขาของดอยหลวงเชียงดาว ภายใน แต่ละถ้ำ มีความงามจากการเสกสรรปั้นแต่งของธรรมชาติ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ของหินงอกหินย้อย ที่ก่อให้ เกิด รูปร่างต่างๆเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในมีหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่สวยงาม บางแห่งเป็นซอกหลืบ เมื่อฉายไฟ จะมีประกายระยิบระยับ สามารถจินตนาการเป็นรูปต่างๆได้มากมาย เสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่อยู่ตรงที่มีน้ำใส่ไหลเย็นจากในถ้ำไหล ออกมาที่บริเวณหน้าถ้ำ เป็นอย่างนี้ชั่วนาตาปีไม่มีเหือดหาย และไหลมารวมกันเป็นสระน้ำมีปลาน้อยใหญ่ว่ายวนไปมา ทำให้ บรรยากาศสดชื่นและยังร่มรื่น ด้วยพันธุ์ไม้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมากและ ตรงหน้าถ้ำนี้เองเป็นที่ตั้งของ วัดถ้ำเชียงดาว<br />
สำหรับเส้นทางเดินชมถ้ำมีหลายทางดังต่อไปนี้<br />
&#8211; เส้นทางแรก คือ ถ้ำพระนอน เส้นทางนี้ยาว 360 ม.<br />
&#8211; เส้นทางที่ 2 คือ ถ้ำแก้ว ถ้ำน้ำ ยาว 734 ม.<br />
&#8211; เส้นทางที่ 3 คือ ถ้ำมืด ถ้ำม้า ยาว 735 ม.<br />
สองเส้นทางหลังนี้ไม่มีไฟฟ้า ถ้าต้องการเดินชมจะมีคนนำทางและตะเกียงให้ ภายในแต่ละถ้ำ ต่างมีความงามจากการเสกสรรปั้น แต่งของธรรมชาติ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ของหินงอกหินย้อยที่ก่อให้เกิดรูปร่างต่างๆ มีชื่อเรียกตามลักษณะรูปทรง เช่น หินโคมไฟเทวดา หินดอกบัวบาน หินมือยักษ์ หินดอกบัวพันชั้น โดยเฉพาะภายในถ้ำแก้ว เมื่อยามกระทบแสงสว่างนั้นดูงดงาม ตระการตา เพราะจะเห็นเป็นแสงระยิบระยับคล้ายประกายของเพชรเลยทีเดียว</p>
<p>ประวัติความเป็นมาวัดถ้ำเชียงดาว<br />
วัดถ้ำเชียงดาว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2310 มีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วัดถ้ำหลวงเชียงดาว การก่อสร้างเริ่มครั้งแรกโดยพระครูบาประธรรมปัญญา และพ่อแสนปี ต่อมา พ.ศ. 2430 พระยาอินต๊ะภิบาล มาทำบันไดขึ้นสู่ปากถ้ำ พร้อมเสนาสนะและศิลปวัตถุอื่นๆ ใน พ.ศ. 2456 มีฤาษีชื่อคันธะมาสร้างพระพุทธรูป จนถึง พ.ศ. 2477 ครูบาศรีวิชัย มาสร้างและบูรณะ นอกจากนั้นในสมัยหลังได้มีการสร้างและบูรณะเสนาสนะเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2514<br />
ความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดง ถ้ำเชียงดาว และอ่างสลุง (อ่างสรง) ยังคงถูกผลิตซ้ำอยู่ตลอดเวลาในรูปของตำนานที่ถูกเล่า ขานสืบกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งยังถูกเชื่อมร้อยด้วยสำนึกเรื่องความศักดิ์สิทธิ ์ของเจ้าพ่อหลวงคำแดง ซึ่งได้กลายเป็นเค้าผี (ต้นตระกูลของผี) ของระบบผีเมืองใหญ่ในเขตล้านนาเดิมทั้งหมด โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ถ้ำเชียงดาว อันถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สิงสถิตของเจ้าหลวงคำแดง เจ้าพ่อศรีวิชัย และเจ้าแม่อินเหลา ถือเป็นผีหลวงรักษาประจำเมืองเชียงดาว มีผีบริวารเครือข่ายความสัมพันธ์ที่สำคัญได้แก่ เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก (แก่งปันเต๊า) เจ้าพ่อผาขาว (บ้านโปงอาง) เจ้าพ่อขุนดำ (บ้านน้ำรู) เจ้าศรีอุ่นเมือง เจ้าแม่ต่อมคำ (บ้านแม่อ้อใน &#8211; แม่อ้อนอก) เป็นต้น มีอาณาเขตความสัมพันธ์ไปถึงอำเภออื่นๆ ทั่วทั้งเขตแอ่งเชียงใหม่ ? ลำพูนตอนบน</p>
<p>ตำนานที่ผูกเรื่องราวของเจ้าหลวงคำแดงกับถ้ำเชียงดาว กล่าวถึงเมืองเมืองหนึ่งในแถบนี้ว่าชื่อเมือง ?โจละนี? และกล่าวถึงเจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ว่าเป็นราชบุตรเจ้าเมืองพะเยา (ตำนานพยายามเชื่อมโยงท้องถิ่นทั้งสองเข้าด้วยกัน เนื่องจากเมืองพะเยามีลูกหลานของพระยางำเมืองพระองค์ หนึ่ง ทรงพระนามว่า ?คำแดง? เช่นกัน ขณะที่ประวัติของเจ้าหลวงคำแดงและเมืองเชียงดาวนั้น มีมากว่าพันปี ส่วนเมืองพะเยานั้นมีอายุไม่เกิน ๗๐๐ ปีเท่านั้น)</p>
<p>เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงได้รับคำสั่งจากบิดาให้คุมทหารจำ นวนหนึ่งไปรักษาการที่ด่านชายแดนเพื่อป้องกันศัตรูจา กเมืองอื่น ระหว่างที่ทรงพักผ่อนก็ได้พบกวางทองตัวหนึ่ง พระองค์จึงตามไปจนถึงเชิงดอย ?อ่างสลุง ? สรง? หรือดอยหลวงเชียงดาว ภายหลังทราบความจริงว่ากวางทองนั้นเป็นสาวงามนางหนึ่ งชื่อนางอินทร์เหลาแปลงร่างมา จนเกิดเป็นความรักกัน นางบอกว่านางเป็นเนื้อคู่ของพระองค์ซึ่งรอคอยอยู่ที่ เมืองลับแลคือถ้ำแห่งนี้มานาน พระองค์จึงตามนางเข้าไปในดินแดนแห่งนั้น และไม่กลับออกมาอีกเลย</p>
<p>ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า วิญญาณของเจ้าหลวงคำแดงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปก ปักรักษาถ้ำเชียงดาว มีการสร้างศาลเจ้าพ่อหลวงคำแดงไว้ที่ถ้ำนี้เป็นแห่งแ รก</p>
<p>ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า วันดีคืนดีจะมีเสียงสะเทือนสั่นจากดอยหลวงเชียงดาว และมีลูกไฟกลมขนาดมะพร้าวสว่างจ้าพุ่งหายไปทางดอยนาง ซึ่งอยู่ทางเหนือดอยหลวง เชื่อกันว่าเป็นเสียงปืนใหญ่หรือ ?อะม็อก? ที่เจ้าหลวงคำแดงลั่นขึ้นก่อนออกไปเยี่ยมนางอินเหลาท ี่รักษาศีลอยู่ที่ดอยนาง ส่วนเจ้าหลวงคำแดงรักษาศีลภาวนาอยู่ที่ถ้ำเชียงดาวจน ถึงปัจจุบัน</p>
<p>เรื่องราวในตำนานเจ้าหลวงคำแดงผูกโยงเข้ากับความเชื่ อเกี่ยวกับถ้ำเชียงดาวว่า พระยาธรรมมิกราชจะมาเกิดที่เมืองเชียงดาว เพื่อปราบยุคเข็ญในปี พ.ศ. ๓๐๐๐ ซึ่งเจ้าพ่อหลวงคำแดงเป็นเทวาอารักษ์ปกป้องไว้เพื่อร อพระยาธรรมิกราชองค์ใหม่</p>
<p>ความยิ่งใหญ่ของผีเจ้าหลวงคำแดงนั้นถูกเล่าสืบต่อกัน มาอีกว่า ในการปกครองอาณาจักรผีอาจมีผีหลายแห่งต้องมาขึ้นและม าขอคำปรึกษาจากผีดอยเชียงดาว เช่น ผีเมืองน่าน ผีเมืองพะเยา และผีแม่พริกลำปาง แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของผีเจ้าหลวงคำแดงซึ่งเป็นเค้าผ ีทั้งหลาย</p>
<p>ประเด็นดังกล่าว ดร.ฉลาดชาย ระมิตานนท์ กล่าวในมุมมองของนักสังคม ? มานุษยวิทยาในงานสืบชะตาเมืองเชียงดาวว่า ?ผี? ในตำนานของเจ้าหลวงคำแดงมีความหมายในเชิงอำนาจที่ยิ่ งใหญ่เหนือคนหรือเทพ ไม่ใช่ความหมายในเชิงผีที่ใช้อำนาจในทางหลอกหลอนผู้ค น นางอินเหลาน่าจะเป็นคนในท้องถิ่นนั้น โดยอาจเป็นลูกสาวเจ้าเมืองหรือเจ้าบ้านบริเวณเขตเมือ งเชียงดาวนั้นเอง</p>
<p>สำหรับตำนานของเจ้าหลวงคำแดงฉบับใบลานที่ปรากฏในวัดก ลับเล่าตำนานต่างกันออกไป เจ้าหลวงคำแดงกลายเป็นอำนาจท้องถิ่นที่ยอมรับพระพุทธ ศาสนา โดยยกเรื่องขุนธรรมิกราชขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าขุนธรรมิกราชจะมาเกิด พระยายังฝากสมบัติไว้กับเจ้าหลวงคำแดง เจ้าหลวงคำแดงจึงถูกดัดแปลงเป็นยักษ์ที่เฝ้ารักษาสมบ ัติไว้ในถ้ำเชียงดาว และถูกกำกับด้วยความเชื่อที่ว่า หากผู้ใดอยากพบเห็นสมบัติภายในถ้ำให้รักษาศีลให้บริส ุทธิ์เสียก่อนจึงจะเข้าถ้ำ มิฉะนั้น อาจหลงทางจนหาทางออกไม่พบ กลายเป็นผีบริวาร หรือวิญญาณบริวารของเจ้าหลวงคำแดงไป ความเชื่อนี้อาจถูกสร้างขึ้นโดยนัยของการป้องกันไม่ใ ห้คนเข้าไปลักขโมยของต่างๆ ภายในถ้ำ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7/">ตำนานเจ้าหลวงคำแดงและถ้ำเชียงดาว</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขุนหลวงวิลังคะ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Mar 2017 09:03:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[ขุนหลวงวิลังคะ]]></category>
		<category><![CDATA[ผีปู่แสะย่าแสะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b0</guid>

					<description><![CDATA[<p>ต้นกําเนิดของขุนหลวงวิลังคะ เป็นชนชาวลัวะหรือละว้า หรือ ลาวจักราชซึ่งในอดีตชนกลุ่มนี้ ปกครองอาณาจักรล้านนารวม ๘ ดินแดนภาคเหนือของไทยซึ่งแต่เดิมได้ขนานนามว่า “นครทัมมิฬา”</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b0/">ขุนหลวงวิลังคะ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ต้นกําเนิดของขุนหลวงวิลังคะ เป็นชนชาวลัวะหรือละว้า หรือ ลาวจักราชซึ่งในอดีตชนกลุ่มนี้ ปกครองอาณาจักรล้านนารวม ๘ ดินแดนภาคเหนือของไทยซึ่งแต่เดิมได้ขนานนามว่า “นครทัมมิฬา” หรือ “นครมิรังคะกุระ” ซึ่งมีองค์พระอุปะติราชปกครองสืบต่อกันมาจนสิ้น “วงศ์อุปะติ” และเริ่มการปกครองใหม่โดยวงศ์ “กุนาระ” ซึ่งในสมัยพระเจ้ากุนาระราชาครรองราชย์ได้ทรงเปลี่ยนนามนครมาเป็น “ระมิงค์นคร”ขุนหลวงวิลังคะ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๑๓ ของ “ระมิงค์นคร” ในราชวงศ์กุนาระ เมื่อราวต้นพุทธศักราช ๑๒๐๐ ท่านทรงมีอิทธิฤทธิ์และฝีมือในการพุ่งเสน้า (หอก) จนเป็นที่เลื่องลือ ท่านได้ทรงครอบราชย์ “ระมิงค์นคร” ในสมัยเดียวกันกับที่พระนางจามเทวี ทรงครองราชย์ “นครหริภุญชัย” ขุนหลวงวิลังคะ ได้สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๑๒๒๗ ณ ระมิงค์นคร รวมอายุได้ ๙๐ กว่าชันษา</p>
<p>ระมิงค์นคร ได้ถูกปกครองสืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย จนสมัยพญามังรายที่ ๒๕ ในปีพ.ศ. ๑๘๓๔ ได้เริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นที่เชิงดอยสุเทพ และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ได้ตั้งชื่อนครใหม่ว่า “เวียงนพบุรีพงค์ชัยใหม่&#8221; หรือ “เจียงใหม่” มาเป็น “เชียงใหม่” ในปัจจุบันชาวเมืองก๊ะ เชื่อกันมานานแล้วว่าพ่อขุนเสียชีวิตที่นี่ที่บ้านเมืองก๊ะ ท่านเป็นกษัตรย์ชาวลัวะองค์ที่ ๑๓ ของระมิงค์นครในราชวงศ์กุนาระ เมื่อราวต้นพุทธศักราช ๑๒๐๐ ทรงมีอิทธิฤทธิ์มีฝีมือในการพุ่งหอกเสน้า (สะ-เน่า) เป็นที่เลื่องลือ สิ้นพระชนม์ด้วยความตรอมใจเมื่อพุทธศักราช ๑๒๒๗ เพราะไม่สมหวังในความรักจากพระนางจามเทวีที่ปกครองนครหริภุญชัยในสมัยเดียวกันเขตชุมชนในที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน และเขตชุมชนลุ่มแม่น้ำกกเขตชุมชนในที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน (แอ่งเชียงใหม่-ลําพูน) สมัยชุมชนพื้นเมือง &#8220;ลัวะ&#8221; ตํานานจามเทวีเป็นตํานานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า บริเวณเชิงดอยสุเทพเป็นที่อยู่ของลัวะมีขุนหลวงวิลังคะเป็นผู้ปกครอง เมื่อพระนางจามเทวีอพยพผู้คนจากลพบุรีขึ้นมาปกครองหริภัญชัย ขุนหลวงวิลังคะต้องการพระนางจามเทวีเป็นมเหสีพระนางจามเทวีปฏิเสธจึงเกิดการทําสงครามระหว่างมอญกับลัวะ พวกลัวะพ่ายแพ้หลังจากนั้นตํานานจามเทวีก็ไม่ได้กล่าวถึงพวกลัวะอีกเลย เข้าใจว่าหลังจากแพ้สงครามต่อพระนางจามเทวีแล้ว คงจะกระจัดกระจายไปตามป่าเขาและตามที่ต่าง ๆ เมื่อพญามังรายก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ตํานานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่าบริเวณนี้&#8221;เป็นที่อยู่ที่ตั้งแห่งท้าวพระยาทั้งหลายมาแต่ก่อน&#8221; อิทธิพลด้านความเชื่อของพวกลัวะที่สืบมาจนปัจจุบันนอกจากการนับถือเสาอินทธีลแล้ว ยังมีการนับถือผีปู่ย่าและย่าแสะ ซึ่งเป็นผีที่รักษาเมืองเชียงใหม่ โดยชาวบ้าน ตําบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้กระทําพิธีเช่นเวยผีปู่แสะซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ดอยสุเทพ และชาวบ้านตําบลแม่เหียะ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จะสังเวยผีย่าแสะ บริเวณดอยคํา พร้อมกับการทําพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ จะมีการทําเช่นสังเวยผีขุนหลวงวิลังคะอีกด้วย ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าขุนหลวงวิลังคะเป็นผีลูกหลานบริวารของปู่แสะย่าแสะ</p>
<div class="separator">
<p><a href="http://3.bp.blogspot.com/-iRLO5D4ZX68/Ta_mvmSNguI/AAAAAAAAAGk/eNBSg8ZxA50/s1600/DSC01330.JPG"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter" src="http://3.bp.blogspot.com/-iRLO5D4ZX68/Ta_mvmSNguI/AAAAAAAAAGk/eNBSg8ZxA50/s320/DSC01330.JPG" width="239" height="320" border="0" /></a>สถูปขุนหลวงวิลังคะตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ บ้านเมืองก๊ะ ปัจจุบันมีผู้คนมาสักการะบูชาจำนวนมาก แต่ละปีจะมีการจัดทำ พิธีทำบุญประจำปี ในตำนานกล่าวว่า ขุนหลวงวิลังคะ หรือ “มะลังกะ” กษัตริย์ของชนเผ่าลั๊วะ สร้างอานาจักรอยู่ใบริเวณเชิงเขาดอยสุเทพ และที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง มีเมืองสำคัญปรากฏหลักฐานสืบมา เช่น เวียงนพบุรี เวียงเชษฐบุรี ( เวียงเจ็ดลิน) และ เวียงสวนดอก ก่อนที่จะถูกพระยามังรายแผ่ขยายเข้ามาทำการยึดครองเพื่อสร้างเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๑๙๘๓</p>
</div>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b0/">ขุนหลวงวิลังคะ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตำนานความรักของ ขุนหลวงวิลังคะกับพระนางจามเทวี</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Mar 2017 08:44:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[ขุนหลวงวิลังคะ]]></category>
		<category><![CDATA[พระนางจามเทวี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87</guid>

					<description><![CDATA[<p>เล่ากันว่า ในสมัยที่พระนางจามเทวีปกครองเมืองหริภุญไชยราว พ.ศ. ๑๓๐๐ ในสมัยนั้นเล่ากันว่า นครหริภุญไชยเป็นนครของชนชาติมอญ หรือเม็ง</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b5/">ตำนานความรักของ ขุนหลวงวิลังคะกับพระนางจามเทวี</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #0000ff;">ตำนานความรักของ ขุนหลวงวิลังคะกับพระนางจามเทวี</span></h2>

<p>&#8230;เล่ากันว่า ในสมัยที่พระนางจามเทวีปกครองเมืองหริภุญไชยราว พ.ศ. ๑๓๐๐ ในสมัยนั้นเล่ากันว่า นครหริภุญไชยเป็นนครของชนชาติมอญ หรือเม็ง และในขณะเดียวกันบริเวณเชิงดอยสุเทพเป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะมี ขุนหลวงวิรังคะเป็นเจ้าเมืองหรือหัวหน้า ขุนหลวงวิรังคะมีความรักในพระนางจามเทวี มีความประสงค์จะอภิเษกกับพระนาง แต่พระนางไม่ปรารถนาจะสมัครรักใคร่กับขุนหลวงลัวะ เพราะเป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมต่ำกว่ามอญในสมัยนั้น ขุนหลวงได้ส่งทูตมาเจริญไมตรีขอนางอภิเษกด้วย พระนางก็ผลัดผ่อนหลายครั้ง โดยมีเงื่อนไขต่าง ๆ ได้แก่ ขอให้ขุนหลวงสร้างเจดีย์ที่มีขนาดและลักษณะคล้ายกับเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย ให้ขุนหลวงพุ่งเสน้ามาตกที่ในเมือง พระนางจึงจะอภิเษกสมรสด้วย</p>
<div class="separator" style="text-align: center;"><a href="http://4.bp.blogspot.com/-sX8Q9b1oJL0/Ta_nxlE5ClI/AAAAAAAAAGw/xxT5p6Jqq9w/s1600/33.JPG"><span class="Apple-style-span"><img decoding="async" class="aligncenter" src="http://4.bp.blogspot.com/-sX8Q9b1oJL0/Ta_nxlE5ClI/AAAAAAAAAGw/xxT5p6Jqq9w/s320/33.JPG" width="263" height="320" border="0" /></span></a>ผู้แทนของพระนางจามเทวี ได้นำของบรรณาการอันมีหมวกและชุดหมากพลูไปถวายแด่ขุนหลวงวิลังคะ</div>
<h3>ขุนหลวงวิรังคะ</h3>
<p>ขุนหลวงวิรังคะ เป็นผู้ทรงพลังและชำนาญในการพุ่งเสน้า (เสน้า หมายถึง หอกด้ามยาวมีสองคม) ขุนหลวงพุ่งเสน้าครั้งแรกตกที่นอกกำแพงเมืองหริภุญไชยด้านตะวันตกเฉียงเหนือปัจจุบันเรียกว่า หนองเสน้าพระนางจามเทวีเห็นว่าจะเป็นอันตรายยิ่ง ถ้าขุนหลวงวิรังคะพุ่งเสน้ามาตกในกำแพงเมืองตามสัญญา พระนางจึงใช้วิชาคุณไสยกับขุนหลวงวิรังคะ โดยการนำเอาเศษพระภูษาของพระนางมาทำเป็นหมวกสำหรับผู้ชาย นำเอาใบพลูมาทำหมากสำหรับเคี้ยวโดยเอาปลายใบพลูมาจิ้มเลือดประจำเดือนของพระนาง แล้วให้ทูตนำของสองสิ่งนี้ไปถวายแด่ขุนหลวง ขุนหลวงได้รับของฝากจากพระนางเป็นที่ปลาบปลื้มอย่างยิ่ง นำหมวกใบนั้นมาสวมลงบนศีรษะ และกินหมากที่พระนางทำมาถวาย ซึ่งของทั้งสองสิ่งนี้ชาวล้านนาถือว่าเป็นของต่ำ ทำให้อำนาจและพลังของขุนหลวงเสื่อมลง เมื่อพุ่งเสน้าอีกครั้งต่อมาแรงพุ่งลดลงเสน้ามาตกที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ชาวบ้านเรียกว่า หนองสะเหน้า เช่นเดียวกัน ขุนหลวงเมื่อเสื่อมวิทยาคุณเช่นนั้น ก็หนีออกจากบ้านเมืองไป</p>
<p>ก่อนสิ้นชีวิต ขุนหลวงวิรังคะได้ขอให้เสนาอำมาตย์นำศพของท่านไปฝังไว้ ณ สถานที่ที่ขุนหลวงจะสามารถมองเห็นเมืองหริภุญไชยได้ตลอดเวลา ทหารได้จัดขบวนศพของขุนหลวงจากเชิงดอยสุเทพขึ้นสู่บนดอยสุเทพเพื่อหาสถานที่ฝังตามคำสั่ง ขบวนแห่ศพได้ลอดใต้เถาไม้เลื้อยชนิดหนึ่งเรียกว่า เครือเขาหลง ซึ่งเชื่อว่าถ้าผู้ใดลอดผ่านจะทำให้พลัดหลงทางกันได้ ขบวนแห่ศพขุนหลวงได้พากันพลัดหลงกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง นักดนตรีบางคนพลัดหลงไปพร้อมกับเครื่องดนตรีของตน นิทานเล่าว่าภูเขาที่นักดนตรีผู้นั้นหลงจะปรากฏมีรูปร่างคล้ายเครื่องดนตรีนั้น ๆ บนยอดเขาสุเทพ-ปุย จะมีภูเขาชื่อต่าง ๆ ดังนี้ ดอยฆ้อง ดอยกลอง ดอยฉิ่ง ดอยสว่า บางแห่งเป็นที่แคบและฝาครอบโลงศพปลิวตก บริเวณนั้นเรียกว่า กิ่วแมวปลิว (คำว่า แมว หมายถึง ฝาครอบโลงศพที่ทำด้วยโครงไม้ไผ่ใช้ตกแต่งด้านบนของฝาโลงศพ)</p>
<p>เสนาอามาตย์ที่หามโลงศพของขุนหลวงได้เดินทางไต่ตีนเขาไปทางทิศเหนือ ถึงบริเวณแห่งหนึ่ง โลงศพได้คว่ำตกลงจากที่หาม เสนาอามาตย์จึงได้ฝังศพของขุนหลวงไว้ ณ สถานที่บนภูเขาแห่งนี้ ซึ่งจะสามารถมองเห็นเมืองหริภุญไชยได้ตลอดเวลา ยอดภูเขานี้ชาวบ้านเรียกว่า ดอยคว่ำหล้อง (หล้อง หมายถึง โลงศพ)</p>
<p>ปัจจุบันชาวบ้านยังเรียกชื่อภูเขาลูกนี้ว่า ดอยคว่ำหล้อง ตั้งอยู่บนภูเขาบริเวณเหนือน้ำตกแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ยอดเขาเป็นรูปสี่เหลี่ยมตัดลักษณะคล้ายโลงศพ บนยอดเขามีศาลของขุนหลวงวิรังคะตั้งอยู่ ชาวบ้านบริเวณเชิงเขาเล่าว่า กลางคืนเดือนเพ็ญบางครั้งจะได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงบนยอดเขา เชื่อกันว่าวิญญาณของขุนหลวงสถิตอยู่บนดอยคว่ำหล้อง</p>
<p>บริเวณเชิงเขา มีหมู่บ้านลัวะหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า บ้านเมืองก๊ะ มาจากชื่อของขุนหลวงวิรังคะ เชื่อกันว่า ชาวลัวะเหล่านี้เป็นเชื้อสายของขุนหลวงวิรังคะ ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีศาลที่สถิตวิญญาณของขุนหลวง และทหารซ้ายและขวาของขุนหลวงอีก ๒ ศาล ชาวบ้านจะเซ่นสรวงดวงวิญญาณขุนหลวงและทหารปีละครั้ง ชาวบ้านเล่าว่า ดวงวิญญาณของขุนหลวงจะสถิตอยู่ ๓ แห่งได้แก่ บนดอยคว่ำหล้อง ศาลที่บ้านเมืองก๊ะ อำเภอแม่ริมและอีกแห่งหนึ่งคือ บริเวณดอยคำ อำเภอเมือง ซึ่งตั้งอยู่ทิศใต้ของดอยสุเทพ ปัจจุบันบนยอดดอยมีวัดชื่อว่า วัดพระธาตุดอยคำ บนวัดแห่งนี้มีอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิรังคะประดิษฐานที่ลานวัดใกล้เจดีย์ และที่ดอยคำแห่งนี้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณของหัวหน้าลัวะซึ่งเป็นบรรพบุรุษของขุนหลวงวิรังคะ ชื่อว่า ปู่แสะ ย่าแสะ ซึ่ง จะมีการเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ ด้วยควายทุกปี หรือ ๓ ปีครั้ง.</p>
<p><strong>ตำนานคำสาปขุนหลวงวิลังคะ</strong></p>
<p>ขุนหลวงวิลังคะเจ้าแห่งระ-มิงค์นคร  กระฉ่อนชื่อชำนาญการ  พุ่งเสน้า  สมเล่าลือหวังหยุดยื้อ  หญิงงาม  จามเทวีถูกท้าว่า  พุ่งเสน้า  เข้าเมืองได้ตัวนางไซร้  จะยอมเป็น  มเหสีด้วยฤทธิ์รัก  โสภา  ยอดนารีเสน้าพุ่ง  ถึงเร็วรี่  ที่หัวเวียงข้างพระนาง  จามเทวี  ถึงที่อับเพราะเคยรับ  ต่อปาก  ยากจะเลี่ยงอุบายใด  ไหนหนอ  จะพอเพียงไม่ต้องเสี่ยง  เป็นคู่บุญ  ขุนวิลังค์จึงเย็บหมวก  สีผ่อง  เป็นของขวัญลงอาถรรพ์  เวทย์มนต์  อาคมขลังส่งให้หลวง  วิลังคะ  นะจังงังพร้อมกับสั่ง  สวมตลอด  อย่าถอดไว้โดยเฉพาะ  ตอนมุ่ง  พุ่งเสน้าจงสวมเอา  อย่าขว้าง  ทิ้งทางไหน วิลังคะ  แย้มยิ้ม  กระหยิ่มใจด้วยหวังได้  จามเทวี  ศรีโสภาจึง  พ.ศ.หนึ่งสอง  สองหกศรเสน้า  ถูกยก  ขึ้นเหนือบ่า ณ  อุจฉุ–คีรี  ปัพพตา อนิจจา&#8230;กลับระทด  หมดเรี่ยวแรงเพราะอำนาจ  อาถรรพ์  อันเร้นลับลงไว้กับ  หมวกนั้น  มันกล้าแกร่งแทบทรุดกาย  โหยอ่อน  นอนตะแคงอำนาแห่ง  อาคม  ข่มทั่วกายแรงพุ่งไป  เพียงแต่  แค่เชิงเขาลมหายใจ  กระเส่า  เศร้าเหลือหลายเหลือความแค้น  ผสมกับ  ความอับอายสิ้นเชิงชาย  ถูกลบหลู่  เสียรู้นางจึงสั่งโย–ธาร่วม  รวมกองทัพหวังเข้าสัประ-ยุทธ์แยก  แหลกกันข้าตีลำพูน  ให้แหลก  แบบล้างบางพลม้าช้าง  เข้าย่ำ  หริภุญ(ชัย)ฝ่ายพระนาง  จามเทวี  มิไหวหวั่นเตรียมทัพมั่น  กำลังใจ  ไม่เสื่อมสูญเพราะเมืองนาง  อุดม  สุขสมบูรณ์ไพร่พลกูล  เกื้อกัน  อย่างมั่นใจและแล้วทัพ  สองทัพ  สัประยุทธ์ในที่สุด  ขุนวิลังค์  พลั้งจนได้ถูกฟันแขน–ขวาเกือบขาด  เพราะพลาดไปหมู่พลไพร่  แตกฉาน  กระซ่านเซ็นเหล่าทหาร  ไม่รีรอ  พาหนีทัพถูกไล่ขับ  หนีซอนซุก  อย่างทุกข์เข็นโดนโจมตี  เหยียบย่ำ  แสนลำเค็ญแพ้ไม่เป็น  กลับพ่าย  อายผู้คนตกกลางคืน  จึงคิด  ปลิดชีวิตอยู่ก็ติด  เสียศักดิ์ศรี  สูญปี้ป่นกินยาสั่ง  เพื่อปลิด  ชีวิตตนเพราะ  สุดทน  ต่อความช้ำ  ระกำทรวงจึงก่อนตาย  เอ่ยอ้ำ  ลั่นคำสาปเป็นตราบาป  เอาไว้  อย่างใหญ่หลวงชาวลำพูน  ชาวระมิงค์  ชายหญิงปวงจงติดบ่วง  คำสาป  ตลบเท่านานแม้นเขาได้  สมสู่  เป็นคู่สองอย่าสมปอง  ครองรัก  มีหลักฐานจงเป็นไป  ตามวาจา  สาปสาบานชั่วลูกหลาน  นานนับ  ชั่วกัปกัลล์วิลังคะ  มรณา  กินยาสั่งทหารทั้ง–หลายหาม  ข้ามเขตขัณฑ์คันเฉลียง  ที่หาม  หักกลางคันมิอาจนำ  ศพนั้น  สู่ยังพิงค์จึงฝั่ง  ไว้ที่แหล่ง  ดอยแห่งหนึ่งณ  ที่ซึ่ง  เรียก“ดอยกู่”  ให้สู่สิงเป็นตำนาน  รักฉาว  ชาวระมิงค์เป็นเรื่องจริง  ที่กล่าวไว้  ในตำนาน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b5/">ตำนานความรักของ ขุนหลวงวิลังคะกับพระนางจามเทวี</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผีกะ กฎข้อห้ามความสัมพันธ์ในชุมชน</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Mar 2017 01:00:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตำนานเรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[ผีกะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1</guid>

					<description><![CDATA[<p>เสียงไก่ตัวใหญ่มหึมาแผดเสียงก้องดังจากเนินเขาหน้าวัดประจำหมู่บ้าน ตามมาด้วยฝีเท้าของอาชาไนยผู้วิ่งไวปานลมกรด นวลหญิงสาวตัวน้อยผวาตื่น ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99/">ผีกะ กฎข้อห้ามความสัมพันธ์ในชุมชน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>(ณ ปีพุทธศักราช 2516)</p>
<p>เอื๊อก&#8230;ก็อบ ๆ ๆ ๆ&#8230;</p>
<p>เสียงไก่ตัวใหญ่มหึมาแผดเสียงก้องดังจากเนินเขาหน้าวัดประจำหมู่บ้าน ตามมาด้วยฝีเท้าของอาชาไนยผู้วิ่งไวปานลมกรด นวลหญิงสาวตัวน้อยผวาตื่น ไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว ด้วยกลัวว่าเจ้าของเสียงที่ได้ยินและวิ่งผ่านไปนั้นจะรู้ เสียงอย่างนี้มันไม่ใช่ไก่ตัวใหญ่และม้าอย่างที่ได้ยินแน่นอน หรือมันอาจจะเป็นสิ่งนั้นอย่างที่หม่อนแก้วเคยเล่าให้ฟัง ความหนาวเข้ามากัดกินหัวใจของเธอจนสั่นสะท้าน ทั้งที่ตอนนี้เป็นค่ำคืนหนึ่งกลางเดือนเมษายน ที่อากาศร้อนระอุมาตั้งแต่เช้าถึงย่ำค่ำ ผู้ใหญ่จึงพากันมานอนกลางชานเพื่อรับลมและคุยกันจนม่อยหลับไป</p>
<p>ณ หมู่บ้านชนบท ที่นวลอาศัยอยู่ ความเจริญจากในเมืองยังเข้าไปแทรกไม่ถึง แสงสว่างยามค่ำคืนอาศัยชันและอย่างดีที่สุดคือ จากโคมน้ำมันก๊าด ผู้คนต่างพากันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและออกเรือนกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน จนนับได้ว่าเป็นเครือญาติกันทั้งหมู่บ้าน วัฒนธรรมและความเชื่อถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา และคงสืบต่อไปอย่างเหนียวแน่นสู่คนรุ่นลูกหลาน</p>
<p>บางอย่างไม่เข้าใจและ ไม่มีคำอธิบาย แต่ทุกคนต่างไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากขัดขืนนั่นอาจหมายถึง ชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องจิตวิญญาณ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ผี</p>
<p>ผี มีสภาพเป็นวิญญาณที่ไม่มีตัวตน แต่อาจแสดงฤทธิ์ให้เห็นเป็นคนหรือสัตว์ต่างๆ ได้ มีฤทธิ์อำนาจมากกว่าคน ผีอาจให้คุณเมื่อได้รับการขอร้องให้ช่วยเหลือ และจะให้โทษเมื่อถูกทำให้โกรธ</p>
<p>ผี ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนคือ ผีกะ หากใครที่มีเชื้อสายผีกะจะเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านและไม่ให้เข้าร่วม กิจกรรมต่างๆ ของชุมชน หากทนความกดดันไม่ไหวก็อาจอพยพไปอยู่ต่างถิ่นหันไปเข้ารีตศาสนาอื่น ตัดขาดจากวงสังคมแห่งนั้นไปเลย อย่างเช่นที่เคยมีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านของนวลที่ละทิ้งมรดกมากมายที่ บรรพบุรุษหาไว้ให้ ทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง จึงทิ้งไว้เป็นมรดกของหลวง ชาวบ้านมีความเชื่อว่าถ้าหลวงเข้าไปใช้ประโยชน์ผีกะจะกลัวและไม่ทำร้ายคนที่ อาศัยอยู่ เพราะกลัวครุฑที่เป็นสัญลักษณ์ของหลวง เชื่อกันว่าแมวโพง หรือแมวคราวกลัวครุฑ ชาวบ้านเชื่อว่าผีกะเป็นผีที่สืบสกุลทางฝ่ายมารดาคือ ลูกสาวคนเล็ก ในครอบครัวผีกะจะต้องเป็นผีกะสืบจากมารดาซึ่งหากครอบครัวนั้นไม่มีลูกสาว หรือลูกสาวไม่ปรารถนาจะรับเป็นผีกะแล้ว ก็จะเอาน้ำลายของผู้ที่เป็นผีกะนั้นป้ายที่ปากแมวโพง ทำให้แมวโพงนั้นรับสภาพเป็นผีกะไป</p>
<p>มีเรื่องเล่าจากหมู่บ้านที่ ผู้ใหญ่เคยเล่าให้นวลฟังว่า มีครอบครัวผีกะครอบครัวหนึ่งได้สะใภ้ใหม่มาอยู่ร่วมเรือนด้วย วันหนึ่งทุกคนไปทำงานในท้องทุ่งกันหมด ยกเว้นสะใภ้ใหม่ นางได้ยินเสียงคล้ายกับลูกหนูร้องอยู่บนที่เก็บของใต้หลังคา เมื่อแหงนคอดูก็เห็นหม้อต่อมอยู่บนนั้น เมื่อปีนขึ้นไปเปิดดูก็เห็นลูกหนูอ้าปากร้องอยู่ นางจึงไปต้มน้ำร้อนมาเทลงในหม้อนั้น ทำให้ลูกหนูทั้งหมดตายไป และในเวลาเดียวกันทุกคนในครอบครัวนั้นก็ตายหมดรวมทั้งตัวของสะใภ้ใหม่เอง</p>
<p>ผี กะ เป็นผีที่มักเข้าสิงคนเพื่อเรียกร้องจะกินอาหาร โดยเฉพาะพวกอาหารเนื้อสัตว์ดิบ เช่น ลาบ หลู้ เมื่อคนนำมาให้กินจะกินปริมาณมากอย่างที่คนทั่วไปไม่กินกัน และกินอย่างตะกละตะกราม จึงเรียกผีชนิดนี้ว่า ผีกะ</p>
<p>แม่หม่อนแก้วเคย เล่านิทานเรื่องผีกะให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งมีกษัตริย์หนุ่มกับอำมาตย์คู่พระทัยเดินทางไปเรียนวิชาถอดจิตกับ ทิศาปาโมกข์ที่เมืองตักกสิลา เมื่อเรียนวิชาจบแล้วทั้งสองก็เดินทางกลับ ระหว่างทางได้พบซากกวางที่ตายใหม่ตัวหนึ่ง เจ้าชายจึงลองวิชาที่ศึกษามาโดยถอดจิตเข้าสิงซากกวางนั้น และบอกให้อำมาตย์คอยดูแลร่างของตนให้ดี แต่อำมาตย์กลับถอดจิตของตนเข้าสิงอยู่ในร่างของกษัตริย์หนุ่มนั้นแล้วเผา ร่างของตนเสีย จากนั้นจึงรีบเดินทางกลับเมืองเพื่อไปครอบครองทั้งราชสมบัติและพระชายา แต่พระชายาเห็นลักษณะท่าทีของ &#8220;พระสวามี&#8221; แล้ว เห็นว่าผิดแผกไป จากเดิมจึงไม่ยอมให้อยู่ร่วมด้วย ฝ่ายกษัตริย์หนุ่มองค์นั้น ต่อมาเมื่อถอดจิตเข้าสู่ร่างของนกแก้วแล้ว ก็ได้บินไปบอกเรื่องราวทั้งหมดแก่พระชายา แล้วให้พระชายาลวงอำมาตย์ที่สิงในร่างของกษัตริย์หนุ่มให้ทดลองวิชา โดยจัดหาซากแพะมาให้ถอดจิตเข้าสิงในซากแพะนั้น เมื่ออำมาตย์ถอดจิตไปสิงในซากแพะแล้ว กษัตริย์หนุ่มก็ถอดจิตเข้าสู่ร่างเดิมของตน แล้วจึงให้ฆ่าและทำลายซากแพะนั้นเสีย เมื่อจิตของอำมาตย์ทรยศไม่มีที่สิงแล้วจึงเตลิดหนี ครั้นพบว่าผู้ใดมีผมหอมก็เข้าสิงคนผู้นั้น จนกลายเป็นผีกะไปในที่สุด</p>
<p>ในครอบครัวหนึ่งๆ ผู้ที่มักจะเป็นผีกะคือ แม่บ้าน เมื่อแม่บ้านเป็นผีกะแล้วคนในครอบครัวก็อาจเป็นผีกะได้ คือเป็นได้ทั้งครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก ลูกเขย ลูกสะใภ้ กล่าวกันว่าผู้ใดก็ตามที่หลับนอนกับหญิงที่เป็นผีกะหรือกินข้าวร่วมกับผู้ที่เป็นผีกะครบเจ็ดไหแล้ว ก็จะเป็นผีกะไปด้วย แต่ผู้ที่จะมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นผีกะต่อจากตนก็คือแม่บ้านเท่านั้น คนที่เป็นผีกะนั้นมักจะมีกลิ่นคาวจากปากและลมหายใจ</p>
<p>ตัวผีกะนั้น มีสัตว์พาหนะประจำตัวคือ นกเค้าผีกะ หรือนกเค้าแมว โดยเฉพาะนกเค้าแมวตัวเล็ก เวลาเย็นหรือยามค่ำคืน เมื่อคนที่เป็นผีกะไปที่ไหน นกนี้ก็ไปปรากฏตัวในที่นั้นๆ เป็นการล่วงหน้าเสมอ ซึ่งบางท่านก็ว่านกเค้าแมวกับผีกะไม่ถูกกัน นกเค้าแมวจึงคอยแสดงตัวต่อต้านอยู่เสมอ แต่บางท่านก็ว่าผีกะมักจะอาศัยนกที่ว่านี้ออกไปหากิน โดยเจ้าของหรือคนที่เป็นผีกะไม่รู้เรื่อง เที่ยวซอกซอนไปสูบหรือดูดเลือดคนป่วย โดยมากมักเป็นพวกที่ซูบซีดผอมแห้งแรงน้อย พวกนี้มักขวัญอ่อนตกใจง่ายและเบื่ออาหาร แต่พวกที่แข็งแรงสมบูรณ์นั้นผีกะไม่ชอบที่จะไปยุ่งด้วย</p>
<p>ครอบครัวของนวลก็เชื่อเรื่องผีกะมาก ครั้งนั้นที่พี่ชายจะมีเมียก็ถูกพ่อแม่ให้ทดสอบว่าที่พี่สะใภ้ก่อนว่ามี เชื้อสายผีกะหรือไม่ โดยสังเกตว่าหากตนไปไหนยามค่ำคืนตามลำพังแล้วมีนกเค้ามาบินโฉบบินตัดหน้า หรือร้องดักอยู่ข้างหน้า ก็แสดงว่าสาวนั้นเป็นผีกะ และตอนที่ไปแอ่วสาวให้สังเกตดูว่ายิ่งดึกสาวนั้นยิ่งสวยแสดงว่าเป็นผีกะ และให้นำตองกล้วยงำเครือ หรือใบตองใบสุดท้ายที่ปกเครือกล้วยอยู่นั้น มาเสกแล้วมองลอดใบกล้วยนั้น หรือใช้ใบพลูมาเสก และให้เสกคาถาแล้วมองลอดหว่างขาของตน หากสาวนั้นเป็นผีกะแล้ว จะพบว่ามีแมวตัวเล็กๆ สองตัวเกาะที่ไหล่ของหญิงนั้น แล้วคอยแลบลิ้นเลียแก้มและใบหน้าให้สาวเจ้างามผุดผ่องยิ่งขึ้น</p>
<p>พ่อหนานปั๋น ปู่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคาถาอาคมและการปราบผีเล่าให้ฟังถึงวิธีการปราบผีกะว่า ต้องมีอุปกรณ์ในการปราบผี ดังนี้</p>
<p>1. คาถาอาคม</p>
<p>2. มีดหมอ ซึ่งอาจใช้งาช้างกำจัดหรือแง่งไพลแทนก็ได้</p>
<p>3. ต้นข่าแดง ใช้เสกแล้วตีต่างของคนที่ถูกสิง</p>
<p>4. หางปลาไม หรือหางปลากระเบน ใช้เสกแล้วตีตามตัวของคนที่ถูกผีเข้าสิง</p>
<p>5. เชือก ถ้าจะขลังต้องใช้ &#8220;เตี่ยวหม้อหนึ้ง&#8221; หรือผ้าที่ใช้ยารอยต่อของหม้อนึ่งกับไหข้าว ใช้ผูกคอคนที่ผีกะเข้าสิง</p>
<p>6. ข้าวสาร พริก หรือพริกไทย ให้เสกพ่นใส่หน้าคนถูกผีเข้า</p>
<p>7. หม้อแกงดินเผาที่ใช้งานมามากแล้ว ใช้เสกแล้วครอบศีรษะผู้ถูกผีเข้าและขูดก้นหม้อ ซึ่งมีผลทำให้เจ้าของผีกะผมร่วงเป็นแนวอย่างที่ปรากฏตามรอยขูดก้นหม้อนั้น</p>
<p>8. น้ำ ใช้เสกแล้วพ่นที่ใบหน้า แต่บางคนใช้น้ำร้อน มักจะใช้กรอกปากคนที่ถูกผีกะเข้า ซึ่งอาจจะเป็นการบังคับให้บอกชื่อเจ้าของผีกะมากกว่าใช้ปราบผีกะจริงๆ</p>
<p>9. ด้ายสายสิญจน์ ใช้ผูกขวัญและกันผี ในกรณีที่คนถูกผีเข้า</p>
<p>10. &#8220;ยันต์ก้อม&#8221; หรือ &#8220;ตะกรุด&#8221; ใช้ป้องกันโดยร้อยด้วยด้ายสีแดง ผูกคล้องคอหรือข้อมือ ตะกรุดนี้ กว้าง-ยาว สี่เหลี่ยมไม่เกิน 1 นิ้ว ลงอักขระไม่เกิน 8 ตัว หุ้มด้วยครั่งเป็นก้อนกลมรีเล็กๆ</p>
<p>ชาวบ้านเชื่อว่าวิธีปราบผีกะที่เข้าสิงผู้หญิงที่ได้ผลมากวิธีหนึ่งคือ การจับหญิงนั้นแก้ผ้าประจานหรืออาจจะหนักไปกว่านั้นคือ ข่มขืนผู้ถูกผีเข้าสิงเพื่อเป็นการไล่ผีอีกวิธีหนึ่งด้วย</p>
<p>ผีกะหรือคน เลี้ยงผีกะไม่ชอบ &#8220;นกเอี้ยงคำ&#8221; หรือนกขุนทองเลย เพราะขุนทองพูดเลียนเสียงมนุษย์ได้ ว่ากันว่านกเอี้ยงคำที่เลี้ยงตามบ้านมักอายุไม่ค่อยยืน เพราะโดนผีกะทำร้ายเอาเสมอ และที่เคยพบเสมอในบ้านชนบทที่คนนิยมเลี้ยงนกขุนทอง เขาจะมียันต์กัน &#8220;ผีกะ&#8221; ห้อยไว้กับกรงนก ป้องกันนกจากผีกะด้วยเหตุผลดังกล่าว</p>
<p>ความเชื่อเรื่องผีกะ สะท้อนค่านิยมในการดำรงชีวิตของผู้คนชนบท ความสัมพันธ์เกื้อกูลกัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ก่อให้สังคมอยู่อย่างสันติ การถูกปฏิเสธ และไม่ได้รับการยอมรับในสังคม เป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดสำหรับผู้คนชาวชนบทล้านนา</p>
<p>ผีกะ เป็นผีพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผีพวกนี้จะมีลักษณะคล้ายผีปอบ คือเข้าสิงในคน และชอบกินของสดของคาว</p>
<p>คนที่เลี้ยงผีกะ เป็นคนที่มีวิชาอาคม เล่นคุณเล่นของ ผีกะจะถูกเลี้ยงไว้ในหม้อดิน โดยมีผ้ายันต์สีขาวปิดปากหม้อไว้ โดยจะวางไว้บนเพดานบ้าน เจ้าของจะเซ่นผีกะด้วยไข่ดิบวันละฟอง</p>
<p>ผีกะ แต่เดิมคนที่เริ่มนำมาเผยแพร่ คือพวกลิเก หรือพวกนักดนตรี ที่แสดงการละเล่น เรียกว่าผีกะพระ-นาง ผีกะชนิดนี้มีลักษณะคล้ายวอกหรือค่าง ตัวเล็กๆสองตัว มักจะนั่งบนบ่าคนเลี้ยง ผีกะชนิดนี้มีคุณประโยชน์ตรงที่ หากใครเลี้ยงไว้ไม่ว่านักแสดงจะขี้เหร่แค่ไหน พอตกกลางคืนมันจะเลียหน้า ทำให้ยิ่งดึกยิ่งงดงาม การเลี้ยงผีกะจึงเป็นแฟชั่นของนักแสดงทางภาคเหนือในช่วงหนึ่งและเริ่มแพร่หลายสู่ภาคเหนือในจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งแยกเป็นหลายชนิด ผีกะมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ หากใครเลี้ยงไม่ดี ปล่อยให้ผีกะอดๆอยากๆ มันก็จะทำให้เจ้าของกลายสภาพเป็นกึ่งคนกึ่งภูติ ชอบสิงสู่ชาวบ้านกินตับไตไส้พุง ต้องหาหมอผีมาไล่ออกไปเป็นประจำ</p>
<p>ชนิดของผีกะ<br />
ผีกะได้แตกสาขาออกเป็นหลายชนิด ดังต่อไปนี้</p>
<p>ผีกะพระ-นาง<br />
ผีกะต้นฉบับดั้งเดิม ไม่มีใครรู้ว่ามาจากที่ไหน แต่เป็นที่นิยมเลี้ยงกัน เพื่อให้มันเรียกคนดูมาชม ทำให้คนดูหลงใหลในการแสดงของนักแสดงคนนั้นๆ แม้ว่ากลางวันจะขี้เหร่แค่ไหน แต่ตอนกลางคืนผีกะสามารถทำให้นักแสดงคนนั้นๆสวยหรือหล่อหยาดฟ้ามาดินได้</p>
<p>ผีกะดง<br />
จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ บอกว่าผีกะดงนี้ มีอยู่จริงในนิทานพื้นบ้าน ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ผีกะชนิดนี้มีความดุร้าย วิ่งไวดุจลมพัด มักออกหากินเป็นฝูงในยามพลบค่ำ แต่น้ำลายของผีกะชนิดนี้วิเศษมาก สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทำให้ร่างกายมีความคงกระพันชาตรี ดังมีเรื่องเล่าว่า มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง หลงรักลูกสาวของคหบดีในตัวเมือง แต่พ่อตาไม่ชอบเพราะว่าชายหนุ่มจน และจัดการให้ลูกสาวของตนแต่งงานกับชายหนุ่มที่มั่งคั่ง ฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็ทราบเรื่องของเจ้าสาวดี จึงส่งคนมาทำร้ายคนรักของเจ้าสาว และหิ้วไปทิ้งในป่า ชายหนุ่มสะบักสะบอม เจ็บทั้งกายและใจ แต่ก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ได้แต่ปลงต่อความตาย รอให้สัตว์ร้ายในป่ามากิน ประจวบกับเวลานั้น มีฝูงผีกะดงกำลังออกหากิน ลูกฝูงผีกะจับขาชายหนุ่มเพื่อลากไปเป็นอาหาร ชายหนุ่มนิ่งเงียบปลงต่อชีวิต หัวหน้าผีกะแปลกใจมาก จึงห้ามลูกฝูงและสอบถามเรื่องราว ชายหนุ่มเล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด หัวหน้าผีกะเห็นใจ จึงบอกว่า หากชายหนุ่มยอมนับถือพวกตนเป็นผีประจำตระกูล จะช่วยให้ชายหนุ่มได้สมหวัง ชายหนุ่มตอบตกลง ผีกะจึงพากันรุมเลียตัวของชายหนุ่ม ด้วยอานุภาพน้ำลายบาดแผลจากการถูกทำร้ายหายสนิท ฝูงผีกะพาชายหนุ่มนั่งบนบ่า บุกบ้านแต่งงาน ลูกน้องของเจ้าบ่าวรุมทุบ รุมฟาดชายหนุ่ม แต่ก็ไม่อาจทำร้ายชายหนุ่มได้แม้ปลายขน เพราะฝูงผีกะดงกำบังตาไว้ และถีบลูกน้องจนกระเด็นตกเรือนกันหมด พวกผีกะพาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวออกมาโดยสะดวก หัวหน้าผีกะให้ทองคำและสมบัติที่พวกตนเฝ้ารักษาไว้ ชายหนุ่มปฏิบัติตามคำสัญญาและนับถือผีกะเป็นผีประจำตระกูลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</p>
<p>ผีกะอาคม<br />
การเรียนวิชาอาคมในสมัยโบราณ ครูจะหวงวิชามาก ดังนั้นก่อนการเรียนจะต้องมีการขึ้นครูก่อนเสมอเพื่อให้อาคมนั้นสามารถรักษาผู้เรียนได้ มีคนบางคนที่เรียนอาคมโดยไม่ได้ขึ้นครูก่อน จึงโดนคำสาปที่ครูสาปแช่งไว้ในปั๊บหรือตำรานั้นๆ ทำให้กลายเป็นผีกะ ผีกะชนิดนี้จะสิงสู่ในตัวผู้เรียนโดยไม่รู้ตัว แต่ยามค่ำคืนมันจะออกไปหาอาหาร โดยแปลงตัวให้เหมือนหน้าร่างกายที่มันสิงอยู่ ผีกะชนิดนี้เป็นผีกะที่มีพลังเยอะมากจัดการกับมันได้ยาก</p>
<p>ผีกะตระกูล<br />
ผีกะอีกสายหนึ่งที่มีคุณอนันต์เช่นกัน ผีกะชนิดนี้เป็นที่นิยมเลี้ยงแพร่หลายของชาวภาคเหนือ วิธีสังเกตว่าบ้านไหนเลี้ยงผีกะ ให้ดูนาของบ้านนั้นๆ ไม่ว่านานั้นจะอยู่ที่ดอนหรือที่ลุ่ม ไม่ว่าฝนจะแล้งหรือฝนจะขาด นาของบ้านที่เลี้ยงผีกะจะอุดมสมบูรณ์เสมอ ไม่มีแมลงมากวน ไม่มีโรคระบาด ผีกะชนิดนี้เลี้ยงดีมีคุณมาก ถ้าเลี้ยงไม่ดีผีจะออกหากินสิงสู่ชาวบ้าน เมื่อโดนหมอผีไล่ มันก็จะประจานผู้เลี้ยงทำให้อับอายขายขี้หน้าชาวบ้าน.</p>
<p>ผีกะตายโหง<br />
คนบางคนเมื่อตายโหง จิตใจยังพะวกพะวนกับโลก จึงสิงสู่ในที่ๆตนตาย แต่เพราะความยึดถือในกายว่าตนยังไม่ตาย เมื่อไม่ได้กินอะไรนานๆเข้า มันหิวกระหาย จึงสิงสู่คนผู้มีจิตอ่อนแอทำให้กลายเป็นผีกะโดยไม่รู้ตัว ผีกะชนิดนี้มีอยู่จริงๆ จากเรื่องเล่าของแม่อุ้ยท่านหนึ่ง ว่า มีคนผู้หนึ่งชื่อ หนานเจต ทำนาที่ริมเขตเมืองเก่าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย(ทางอำเภอเชียงของ) โดยไม่รู้ว่าที่ตรงนั้นเคยมีคนถูกควายขวิดตาย วิญญาณของคนผู้นั้นจึงสิงสู่หนานเจต พอค่ำลงที่ใกล้ๆหนานเจตนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งทำนาอยู่ หนานเจตเดินเข้ามาหาชาวบ้านคนนั้น ชาวบ้านถามว่ามีอะไร หนานเจตไม่ตอบแต่ดวงตาค่อยๆแดงก่ำและมีเขี้ยวงอกออกมา กระโจนเข้าหาชาวบ้านผู้นั้น ชาวบ้านคนนั้นวิ่งหนีลงมาจากระท่อมนาอย่างขวัญกระเจิง มาหาพ่อของย่าที่กำลังนอนอยู่ บอกให้ช่วยไล่ผีไปที พ่อของย่าจึงถือไม้ไผ่และสายสิญจน์เดินไปดู แต่หนานเจตกลับไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ยังคงนอนหลับอยู่ที่ห้าง ผีกะชนิดนี้จึงอาศัยร่างต้นเหมือนปรสิตวิญญาณ จะพาร่างกายออกหากินในยามเจ้าของหลับ</p>
<p>นกเค้าผีกะ<br />
ผีกะชนิดนี้มีทูตเป็นนกเค้าแมว สังเกตได้ง่ายว่าหากจะมีผีกะมาเยือนหมู่บ้านไหน กลางคืนคืนนั้นจะมีนกเค้าแมวมาร้อง ทั้งๆที่ไม่ใช่ฤดูที่นกควรร้อง(ฤดูหนาว) รุ่งเช้าคนที่เข้ามาหมู่บ้าน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผีกะ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99/">ผีกะ กฎข้อห้ามความสัมพันธ์ในชุมชน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
