<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พระเกจิอาจารย์ Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<atom:link href="https://www.at-chiangmai.com/category/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.at-chiangmai.com/category/บุคคลสำคัญ/พระเกจิอาจารย์/</link>
	<description>วันดีวันเสีย ล้านนา หาฤกษ์ยามงานมงคล สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่กิน ที่พัก ที่เที่ยว ประวัติศาสตร์ล้านนา ขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนา ฮีตฮอยจารีต ประเพณีล้านนา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Jun 2023 05:17:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.at-chiangmai.com/wp-content/uploads/2021/05/cropped-atcmi-32x32.jpg</url>
	<title>พระเกจิอาจารย์ Archives - At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</title>
	<link>https://www.at-chiangmai.com/category/บุคคลสำคัญ/พระเกจิอาจารย์/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%93/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Sep 2021 16:57:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์ล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วัดดอยแม่ปั๋ง]]></category>
		<category><![CDATA[วัดอำเภอพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่แหวน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=9754</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลวงปู่แหวน สุจิณโณ (16 มกราคม พ.ศ. 2430 — 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2528) เป็นภิกษุชาวไทย จำพรรษา ณ วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%93/">หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff6600;"><strong>หลวงปู่แหวน สุจิณโณ (16 มกราคม พ.ศ. 2430 — 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2528) เป็นภิกษุชาวไทย จำพรรษา ณ วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่</strong></span></h2>
<p><span style="color: #ff9900;"><em><strong>พระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ</strong></em></span> แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง จากพุทธศาสนิกชน ทุกเพศทุกวัย ทั้งในและ ต่างประเทศ แม้หลวงปู่จะได้ลาขันธ์ไป ตั้งแต่คืนวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๘ แต่ความทรงจำในกระแส เมตตา ปฏิปทาสัมมาปฏิบัติ จริยาวัตรที่งดงาม พร้อมกับธรรมโมวาทอันล้ำค่า ของหลวงปู่ ก็ยังส่อง สว่างอยู่กลางใจของพวกเราชาวพุทธทุกผู้ทุกนาม</p>
<p>เมื่อน้อมระลึกถึงหลวงปู่ทีไร ความสุข สงบ ความโสมนัส ชื่นบาน ความสมหวัง โชคดี ความเป็นสิริมงคล จะดื่มด่ำอยู่ในจิตใจ อย่างไม่รู้อิ่มรู้คลาย ผู้ที่โชคดี มีโอกาสกราบไหว้ องค์หลวงปู่ ได้เคยฟังการปรารภธรรม แสดงธรรม จากหลวงปู่ ต่างก็ประจัษ์ความไพเราะ นุ่มนวลละมุนละไม ประดุจเสียงทิพย์ที่ไพบูลย์ด้วยธรรมะ อันเป็นสากลสัจจะ ยังความอิ่มเอิบ เบิกบาน และเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นผู้สืบเนื้อนาบุญอันไพศาล นับเป็นพระอริยสาวก ที่ควรแก่กราบ ไหว้บูชาอย่างแท้จริง</p>

<h3><span style="color: #ff9900;">ประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ</span></h3>
<p><span style="color: #339966;"><strong>หลวงปู่แหวน สุจิณโณ</strong></span> เกิดในตระกูลของช่างตีเหล็ก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2430 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน ณ บ้านนาโป่ง ตำบลหนองใน(ปัจจุบันเป็นตำบลนาโป่ง) อำเภอเมือง จังหวัดเลย และบิดามารดาของท่านได้ ตั้งชื่อว่า <span style="color: #ff9900;"><strong>ญาณ</strong></span> ซึ่งแปลว่า ปรีชา กำหนดรู้ โดยเป็นบุตรของนายใสกับนางแก้ว รามศิริ อาชีพของบิดามารดาคือทำนา สืบเชื้อสายมาจากชาวหลวงพระบาง อพยพมานานแล้วหลายชั่วคน อาชีพพิเศษอย่างหนึ่งของนายใส ผู้บิดา คือ เป็นช่างตีเหล็ก มีความชำนาญในการหลอมเหล็ก ตีเหล็กมาก เป็นที่เลื่องลือของคนในถิ่นนั้น</p>
<p>ปู่และย่าไม่ปรากฏชื่อ มารดาชื่อ นางแก้ว รามสิริ ยายชื่อ ยายขุนแก้ว ตาชื่อ ตาขุนแก้ว โดยมีน้องสาวร่วมบิดา- มารดาอีกหนึ่งคนคือ นางเบ็ง ราชอักษร</p>
<p>มารดาถึงแก่กรรมตั้งแต่หลวงปู่ยังเล็ก บิดาได้มีภรรยาใหม่อีก ๓ คน ตามลำดับดังนี้</p>
<p>ภรรยาคนที่สอง มีบุตร ๑ คน คือนายคำ เมื่อภรรยาคนที่สอง ถึงแก่กรรมอีก</p>
<p>บิดาก็ได้ภรรยาคนที่สาม มีบุตรสาว ๑ คนชื่อ นางนำ หลังจากคลอดลูกสาวไม่นาน ภรรยาคนที่สาม ก็ถึงแก่กรรมอีก</p>
<p>บิดาจึงมีภรรยาคนที่สี่ มีบุตร ธิดา ๔ คน บุตรชายชื่อ นายฝ้าย และบุตรสาวชื่อ นางกองคาย นางตาบ และนางพวง ตามลำดับ</p>
<p>พอท่านมีอายุ ได้ประมาณ 5 ขวบเศษ โยมมารดาของท่านก็ล้มป่วย แม้จะได้รับการดูแลเยียวยารักษาเป็นอย่างดีจากสามี แต่อาการของท่านก็มีแต่ทรงกับทรุด ในที่สุดเมื่อท่านรู้ตัวว่า คงจะไม่รอดชีวิตไปได้แน่แล้วท่านจึงได้เรียกหลวงปู่แหวน เข้าไปใกล้ แล้วกล่าวความฝากฝังเอาไว้ว่า</p>
<p>ลูกเอํย&#8230;แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ล้วน กี่โกฎก็ตามแม่ไม่ยินดี แม่จะยินดีมากถ้าลูกจะบวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมา มีลูกมีเมียนะ&#8230; หลวงปู่แหวนพยักหน้า รับคำเท่านั้น ดวงวิญญาณของท่านก็ออกจากร่างไป มาอีกไม่นาน ดึกสงัดของค่ำคืนวันหนึ่งขณะที่คุณยายของหลวงปู่แหวนกำลังนอนหลับสนิทก็เกิดฝันประหลาด อันเป็นมงคลนิมิตหมายที่ดีงาม ท่านจึงได้นำเอาความฝันมาเล่าสู่ลูกหลานและหลวงปู่แหวนฟัง ในวันรุ่งขึ้นว่า เมื่อคืนนี้ ยายนอนหลับและได้ฝันประหลาดมาก ฝันว่าเจ้าไปนอนอยู่ในดงขมิ้น จนกระทั่งเนื้อตัวของเจ้าเหลือง อร่ามไปหมด ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยายเห็นว่า เจ้านี้จะมีอุปนิสัยวาสนาในทางบวช ฉะนั้นยายขอให้เจ้าบวชตลอดชีวิต และขอให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียเจ้าจะทำได้ไหม</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">บรรพชา</span></h3>
<p>จากนั้น วันเวลาผ่านมาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2439 ท่านมีอายุได้ 9 ขวบ คุณยายของท่านที่ได้เลี้ยงดูแลเอาใจใส่มาอย่างทะนุถนอม ได้เรียกท่านพร้อมกับ หลานชายอีกคนหนึ่ง ที่เป็นญาติสนิทรุ่นราวคราวเดียวกัน เข้าไปหาแล้วพูดว่า ยายจะให้เจ้าทั้งสองบวชเป็น สามเณร เมื่อบวชแล้วไม่ต้องสึก เจ้าจะบวชได้ไหม ท่านหันมามองหลวงปู่แหวนอย่างตั้งใจฟังคำตอบ หลวงปู่แหวนก็พยักหน้ารับ พอใกล้เข้าพรรษา คุณยายของท่านจึงได้ตระเตรียมเครี่องบริขาร จนครบเรียบร้อยแล้ว คุณยายนำหลานชายทั้งสองไปถวายตัวต่อ พระอาจารย์คำมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของหลวงปู่ และเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย วัดประจำหมู่บ้านนาโป่งนั้นเอง เพื่อให้หลานทั้งสองได้ฝึกขานนาค และเรียนรู้ธรรมเนียมการอยู่วัด เตรียมตัวบรรพชาเป็นสามเณรต่อไป จึงได้พาเด็กชายทั้งสองเข้าถวายตัวต่อพระอุปัชฌาย์ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า เข้าพรรษาเป็นสามเณร ณ วัดโพธิ์ชัย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็นเด็กชาย ญาณ เป็นสามเณร แหวนนับแต่นั้นมา</p>
<p>หลังจากเข้าพรรษาแรกได้ประมาณสองเดือน สามเณรที่มีศักดิ์เป็นน้าชายเกิดอาพาธ สุดที่จะเยียวยาได้ จึงมรณภาพในที่สุด</p>
<p>การสูญเสียในครั้งนั้นทำให้ สามเณรแหวนสะเทือนใจอีกครั้งหนึ่ง เพราะสามเณรนั้นเป็นทั้งญาติ เพื่อนเล่น และเป็นคู่นาคตอนบรรพชาด้วย เรียกว่าใกล้ชิดสนิทสนมกันมาตั้งแต่เกิด และ ไม่เคยแยกห่างจากกันเลย</p>
<p>เป็นการสะเทือนใจครั้งที่สอง หลังจากสูญเสียโยมมารดามาเป็นครั้งแรก</p>
<p>คุณยายพยายามพูดปลอบใจสามเณร รวมทั้งพูดเตือนย้ำคำขอร้องแต่เดิมว่า “หลานจะบวชอยู่ในผ้าเหลืองไปจนตาย ตามที่เคยรับปากกับยายได้ไหม?” สามเณรแหวนยังคงรับคำหนักแน่นเช่นเดิม</p>
<p>ตลอดพรรษาที่ได้บรรพชา เป็นสามเณรนั้น <span style="color: #339966;"><strong>หลวงปู่แหวน สุจิณโณ</strong></span> ได้แต่ทำวัตร สวดมนต์ต์บ้างตามโอกาส เท่าที่พระภิกษุและ สามเณร ภายในวัดจะร่วมกันทำสังฆกรรม นอกจากนั้นก็จะใช้เวลา ไปในทางเล่นซุกซนตามประสาเด็ก ในที่สุดพระอาจารย์อ้วน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน มองเห็นว่าหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ จะทำให้สามเณรน้อยไม่มีความรู้ ด้วยกิตติศัพท์ในสมัยก่อน คือ “อุบล &#8230;.เมืองนักปราชญ์ โคราช &#8230; เมืองนักมวย” ด้วยเหตุนั้น ทั่วแคว้นแดนอิสานทั้งหมด ถ้าใครต้องการศึกษา เล่าเรียนทางบาลี ทางธรรมะ จะต้องไปศึกษาเล่าเรียนตามสำนักเรียนต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีสำนักที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่งด้วยกัน</p>
<p>จึงพาไปฝากฝังถวาย เป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม (ที่จริงน่าจะเป็นพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโลมากกว่า เพราะหลวงปู่แหวนเกิด 16 มกราคม 2430 ส่วนพระอาจารย์สิงห์เกิด 27 มกราคม 2432 พระอาจารย์สิงห์อ่อนกว่าหลวงปู่แหวน 2 ปี) ณ วัดบ้านสร้างถ่อ อำเภอเกษมสีมา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันอำเภอเกษมสีมาคือตำบลเกษมสีมา อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี) เป็นที่น่าอัศจรรย์ ขณะที่พระอาจารย์อ้วนกำลังพาสามเณรน้อย เดินฝ่าเปลวแดดสีทองมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณวัดในยามบ่ายนั้น พระอาจารย์สิงห์ขนัง ศิษย์สำคัญสูงสุดของพระอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานคือ พระมั่น ภูริทัตโต กำลังมองที่ร่างสามเณรน้อย พลันก็บังเกิดฤทธิ์อำนาจ แห่งอภิญญาณทำให้ท่านเห็นรัศมีเป็นแสงสว่างโอภาส เปล่งประกายออกมาจากร่างของสามเณรน้อยผู้นี้ เป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ดังนั้นพระอาจารย์สิงห์ จึงได้ถ่ายทอดความรู้ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติทั้งหมดให้</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">การออกจาริกแสวงบุญ</span></h3>
<ul>
<li>ปี พ.ศ. 2464 ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาธรรมกับ<strong><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%97/">พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)</a></strong></li>
<li>ปี พ.ศ. 2478 ได้เข้าพบ ท่านเจ้า คุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ที่<em><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่</a></em> ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากมหานิกายเป็น ธรรมยุติ และได้รับฉายาว่า <i>สุจิณโณ</i> จากนั้นได้ออกจาริกแสวงบุญต่อ ขณะที่ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์มั่นฯ ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ จังหวัดอุบลราชธานี มีศิษย์พระอาจารย์มั่นฯ ที่มีอัธยาศัย ที่ตรงกัน 2 ท่านคือ พระขาว อนาลโย และ พระตื้อ อจลธัมโม เช่นเดียวกับคราวที่ จากท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ก็ได้ พระขาว จาริกแสวงธรรมเป็นเพื่อนจนถึงเมืองหลวงพระบาง</li>
<li>ปีพ.ศ. 2489 หลวงปู่แหวนจำพรรษาที่วัดป่าบ้านปง อ.แม่แตง ในพรรษานั้นท่านอาพาธเป็นแผลที่ขาอักเสบต้องผ่าตัด โดยมีพระหนู สุจิตโต ซึ่งเดินทางมาจากดอยแม่ปั๋งพยายามอยู่ใกล้ๆ เมื่อครบ 7 วัน ต้องกลับไปดอยแม่ปั๋ง เพราะอยู่ระหว่างพรรษา จนกระทั่งเดือนเมษายนในปีต่อมา อาการอาพาธจึงดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายสนิทยังเดินไปไหนไกลๆ ไม่ได้ นับแต่นั้นมาพระหนูได้พยายามอยู่ใกล้ๆ เพื่อดูแลหลวงปู่แหวน ต่อมาพระหนูได้ดำริว่า ปัจจุบันหลวงปู่แหวนมีอายุมากแล้ว ไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่ด้วย เพื่อเป็นอุปัฏฐาก ถ้านิมนต์มาอยู่ที่ดอยแม่ปั๋งก็จะได้ถวายการดูแลได้โดยง่ายไม่ต้องไปๆ มาๆ อยู่อย่างนี้ แต่ก็ต้องเป็นเพียงความคิดของพระหนูเท่านั้น เพราะในเวลาดังกล่าว ดอยแม่ปั๋งยังไม่มีอะไรพร้อมแม้แต่กุฏิก็ยังไม่มี</li>
<li>ปีพ.ศ. 2505 ขณะที่หลวงปู่แหวนมีอายุ 75 ปี คืนวันหนึ่งพระหนูนั่งภาวนาอยู่เกิดเป็นเสียงหลวงปู่แหวนดังขึ้นมาที่หูว่า จะมาอยู่ด้วยคนนะ หลังจากวันที่ได้ยินเสียงหลวงปู่แหวนอีกสามวัน พระอาจารย์หนูได้ถูกนิมนต์ไปที่วัดบ้านปงสถานที่ที่หลวงปู่แหวนอยู่ และถือโอกาสนิมนต์หลวงปู่แหวนมาที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย</li>
</ul>
<p>เมื่อหลวงปู่แหวนได้มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ครั้งแรกท่านพักอยู่ที่กุฏิหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง การมาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งนี้ ท่านได้มีข้อตกลงกับพระอาจารย์หนูว่า หน้าที่ต่างๆ และกิจทุกอย่างที่มีขึ้นในวัด ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูแต่เพียงผู้เดียว ส่วนท่านจะอยู่ในฐานะพระผู้เฒ่าผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่มีภาระใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นหลวงปู่แหวนจะไม่รับนิมนต์โดยเด็ดขาด แม้ที่สุดถึงจะเกิดอาพาธหนักเพียงใดก็ตาม ท่านไม่ยอมนอนรักษาที่โรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงอยู่ต่อไปไม่ได้ก็จะให้สิ้นไปในป่าอันเป็นที่อยู่ ตามอริยโคตรอริยวงศ์ ซึ่งบูรพาจารย์ท่านเคยปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน</p>
<p>นับตั้งแต่หลวงปู่แหวนได้ขึ้นไปทางเหนือ ท่านไม่เคยไปจำพรรษาที่ภาคอื่นเลย เพราะอากาศทางภาคเหนือสัปปายะสำหรับท่าน หลวงปู่แหวนได้มรณภาพลงที่วัดดอยแม่ปั๋งแห่งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2528 สิริอายุ 98 ปี</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">คำสอนหลวงปู่แหวน สุจิณโณ</span></h3>
<p>อดีตก็เป็นทำเมา อนาคตก็เป็นทำเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้อยู่ในปัจจุบัน ละอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเป็นพุทโธ เป็นธัมโม ปัจจุบันก็พอแล้ว อดีต และอนาคตไม่ต้องคำนึงถึง เกิด แก่ เจ็บ ตาย วัน คืน เดือน ปี สิ้นไป หมดไป อายุเราก็หมดไป สิ้นไป หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนาต่อไป</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">แผ่เมตตาไม่มีประมาณ</span></h3>
<p>หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านสอนให้ศิษย์ทุกคนได้หัดแผ่เมตตา คือส่งความปรารถนาดีแก่คน สัตว์ ศัตรูหมู่มาร โดยแผ่ไปให้ทั่วจักรวาล ยิ่งแผ่มาก ก็ยิ่งทำให้ในสบาย รักชีวิตและทรัพย์สิน คนอื่นเหมือนกับของตนเอง สังคมก็จะมีความสุขสงบอย่างถ้วนทั่ว</p>
<p>หลวงปู่แนะวิธีแผ่เมตตาให้บังเกิดผล โดยให้ทำตนและจิตใจเหมือนมารดาที่เลี้ยงลูก ให้ความรัก ความเอ็นดูสงสาร มุ่งหวังจะให้ลูกสุขกายสบายใจ มีอาชีพการงาน มีวิชาเลี้ยงตนเอง ได้ ความรักที่แม่ให้กับลูกเป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่มีพิษภัย และไม่ต้องการผลตอบแทนจากลูก มีแต่ให้อย่างเดียว</p>
<p>ถ้าเราแผ่เมตตาเหมือนกับพระอาทิตย์ส่องแสง เมตตานั้นจะมีพลังสูงยิ่ง เพราะธรรมชาติของพระอาทิตย์ขณะที่ส่องแสงไม่ได้เลือกชุมชน สรรพสัตว์ยากดีมีจน อยู่ที่สูงหรือที่ต่ำ จะใกล้หรือไกล ก็ได้รับความร้อนเท่ากัน</p>
<p>เมตตาธรรมก็เช่นกัน ขอให้แผ่ไปให้แก่ชนทุกชั้นทุกระดับ ใครจะรับได้มากน้อย สุดแต่วาสนาบารมีของผู้นั้น</p>
<p>ผู้เขียน (รศ. ดร.ปฐม นิคมานนท์) เพิ่งประจักษ์ในความวิเศษของพระพุทธศาสนาเมื่อปี ๒๕๒๖ นี้เอง ก่อนหน้านั้นมัวไปลุ่มหลงศึกษาวิทยายุทธจากฝรั่งชาติตะวันตกอยู่นาน และเพิ่งมารับสัมผัสบารมีธรรมของหลวงปู่แหวน ในปี พ.ศ.๒๕๓๓ เมื่อครั้งติดตามหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม ไปกราบหลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป ที่วัดอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>หลวงปู่แหวน ท่านเคยอยู่ที่วัดป่าบ้านปง (วัดอรัญญวิเวก ในปัจจุบัน) นานถึง ๑๑ ปี ก่อนจะย้ายไปพำนักที่ดอยแม่ปั๋ง และหลวงพ่อเปลี่ยน ก็ได้ตามไปอุปัฎฐากหลวงปู่เสมอมา จนกระทั่งวาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน</p>
<p>หลวงพ่อเปลี่ยน เล่าให้ฟังว่า “ทุกคืน หลวงปู่แหวน ท่านจะแผ่เมตตาไปทั่วจักรวาล แต่แปลก ที่ประเทศรัสเซีย กับประเทศบริวารรับกระแสเมตตาของท่านได้บ้างเล็กน้อย ส่วนเวียตนามไม่ยอมรับเลย สะท้อนกลับคืนหมด ประเทศเขาจึงวุ่นวายตลอด มาภายหลังก็เริ่มรับได้มากขึ้น และหลวงปู่ บอกให้หลวงพ่อเปลี่ยน ช่วยแผ่เมตตาให้ประเทศเวียตนามมากๆ ให้ทำทุกคืน</p>
<p>หลวงพ่อเปลี่ยน ท่านว่า “พลังจิตของหลวงปู่เปรียบได้กับแสงพระอาทิตย์ ของอาตมา เป็นแค่แสงหิ่งห้อย เปรียบกันไม่ได้ แต่อาตมาก็ทำตามที่หลวงปู่บอกทุกคืน ตอนนี้เขาเริ่มดีขึ้น และจะดีขึ้นเรื่อยๆ &#8230;”</p>
<p>หลวงพ่อปรารภว่า ท่านอยากเอาหนังสือธรรมะไปแจก โดยเฉพาะแจกให้ “พวกตัวใหญ่ๆ”ซึ่งท่านรู้ว่าควรจะแจกให้ใคร และที่ใด เป็นการช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง</p>
<p>จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้เขียนจึงได้มีส่วนร่วม ด้วยการไปหาผู้แปลและจัดพิมพ์หนังสือ &#8220;เมตตาธรรมค้ำจุนโลก&#8221; ซึ่งเป็นคำเทศน์ของหลวงพ่อ ออกมาเป็นภาษาเวียตนาม ตามความ ประสงค์ของท่าน</p>
<p>ณ จุดนั้นเป็นต้นมา ผู้เขียนและครอบครัว จึงได้เริ่มสัมผัสกระแสเมตตา และได้รับรู้เรื่องราว เกี่ยวกับบารมีธรรม ของหลวงปู่แหวนมาโดยลำดับ นับเป็นบุญและเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต ตลอดมา</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต</span></h3>
<p>หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นพระป่าธรรมดาๆ ไม่มียศศักดิ์ หรือตำแหน่งใดๆ แต่คุณธรรม ความดีของท่านก็ยังคงอยู่ในความทรงจำ ของมหาชน อย่างกว้างขวางตลอดมา</p>
<p>หลังจากพิธีพระราชทานเพลิงศพของท่านแล้ว อัฐิของท่านได้แปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุ ใสดังแก้วผลึกที่งดงามมาก ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของผู้ได้ได้เห็น จึงไม่มีความสงสัยเคลือบแคลง ในความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ในจิตของท่าน</p>
<p>เมื่อครั้งยังดำรงขันธ์อยู่ หลวงปู่มีจิตคงที่ ไม่แสดงอาการขึ้นลงตามกระแสใดๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับท่าน ท่านไม่รู้สึกหวั่นไหว ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร ใครอยากขอ อยากทำอะไรกับ ท่านก็ทำไป ถ้าไม่เป็นการล่วงละเมิดวินัยสงฆ์ ท่านจะเมตตาสงเคราะห์ให้เสมอ</p>
<p>การเทศน์การสอนของหลวงปู่ ท่านมักสอนให้ละอดีต ให้ละอนาคต โดยท่านบอกว่า “นั่นมัน ธรรมเมา ถ้าจะให้เป็นธรรมา ต้องให้จิตแน่วนิ่งลงในอารมณ์ปัจจุบัน”</p>
<p>ใครถามประวัติหนหลังของหลวงปู่ ท่านจะบอกว่า “ฮาบ่มีอดีต ฮาบ่มีอนาคต&#8221; ซึ่งแสดงว่า จิตของท่านตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันเสมอ</p>
<p>ผู้รู้ในแนวทางพระพุทธศาสนา อธิบายว่า “ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่แต่ในอารมณ์ปัจจุบันได้เสมอ กิเลสเครื่องเศร้าหมองย่อมจะครองใจไม่ได้ แล้วกิเลสอะไรจะครองใจของหลวงปู่อยู่อีกล่ะ”</p>
<p>ใครไม่เชื่อว่า หลวงปู่แหวน เป็นพระอรหันต์ ก็ตามใจ !</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">ปาฏิหาริย์หลวงปู่แหวน</span></h3>
<p>ประมาณปี พศ.2512-2514 มีข่าวฮือฮาว่านักบินกองทัพอากาศไทยที่เชียงใหม่ ขับเครื่องบิน T28 แล้วเห็นพระนั่งสมาธิบนก้อนเมฆ</p>
<p>เรื่องมีอยู่ว่า นักบินแห่งกองทัพอากาศไทยคนหนึ่ง ขณะบินอยู่นั้น (ผู้เขียนไม่ทราบว่าบินสูงแค่ไหน เอาเป็นว่าบินอยู่บนท้องฟ้า ปะปนอยู่กับหมู่เมฆ) เขาก็สังเกตเห็นพระรูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่นอกเครื่องบิน แน่ละ&#8230;เขาคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดจึงเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ก็ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป นักบินคนนั้นกางแผนที่สำรวจว่าบริเวณนั้นคือที่ไหน ก็พบว่าอยู่เหนือดอยแม่ปั๋ง เขาเดินทางไปที่นั่นและสอบถามชาวบ้านจนได้รู้ว่าหลวงปู่แหวนเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมากที่สุด เขาจึงปลงใจเชื่อว่าน่าจะเป็นรูปเดียวกันกับที่เขาเห็น</p>
<p>นาย Charles Browne เป็นผู้เขียนลงนิตยสาร Asia Magazine (3 ส.ค. 2523)ชื่อเรื่อง &#8220;เจ้าคิดว่าเราเป็นนกหรือ&#8221; เป็นเรื่องที่นักบินคนหนึ่งของกองทัพอากาศ มาตามหาพระสงฆ์ไทยที่เค้าเจอบนฟ้า เค้าเล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครรู้จัก เค้าจึงกางแผนที่สำรวจบริเวณนั้นพบว่าอยู่ตรงดอยแม่ปั๋ง<br />
เขาจึงได้เดินทางไปสอบถามชาวบ้าน ชาวบ้านบอกว่านั่นคือหลวงปู่แหวน(ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง)อยู่วัดดอยแม่ปั๋ง หลังจากนั้นเรื่องก็เริ่มเป็นที่โจษขาน ยิ่งนายชาร์ล บราวน์นำเรื่องนี้มาลงนสพ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลวงปู่แหวนได้อาพาธที่ขาอักเสบต้องผ่าตัด ขณะนั้น ได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าบ้านปง อ.แม่แตง จากนั้นได้มาพำนัก ที่วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เป็นต้นมา กระทั่ง เมื่อเวลา ๒๑.๕๔ น. วันที่ ๒ ก.ค.๒๕๒๘ หลวงปู่แหวน ได้มรณภาพ ที่โรงพยาบาลมหาราช จ.เชียงใหม่ สิริอายุรวมได้ ๙๘ ปี ๕ เดือน ๑๖ วัน พรรษา ๕๘</p>
<p>อาจารย์หนู หรือ พระครูจิตตวิโส ธนาจารย์ เจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง เผยว่า หลวงปู่แหวน เมื่อครั้งยังไม่อาพาธ ได้สั่งเอาไว้ว่า ถ้าหากหลวงปู่แหวนมรณภาพไม่ให้เอาศพเก็บไว้นาน สวดเสร็จก็ให้เผาเลยใน ๓ วัน การเก็บไว้นานจะเป็นภาระให้กับลูกศิษย์ และทำให้คนเดือดร้อน</p>
<p>อย่างไรก็ดี ได้มีการเก็บสรีระร่างหลวงปู่แหวนเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สักการะ ในขณะที่งานสวดอภิธรรมศพดำเนินไปอยู่นั้น ได้เกิดเรื่องฮือฮาขึ้น เมื่อมีผู้ถ่ายภาพภายในงานกุศลศพหลวงปู่แหวน ได้พบภาพเงาสีขาวคล้ายหลวงปู่แหวน ยืนถือไม้เท้าที่หน้าคณะแพทย์ที่นั่งพนมมือ จนกลายเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเอิกเกริก นอกจากนี้ เมื่อมีการพิสูจน์ฟิล์ม ก็ไม่พบการแต่งเติม ขณะที่ชาวบ้านเมื่อทราบข่าวก็ได้ขออัดภาพเพื่อนำไปบูชานับพันรูป</p>
<p>กระทั่ง วันที่ ๑๗ ม.ค.๒๕๓๐ ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน ซึ่งหากยังมีชีวิต ท่านจะมีอายุครบ ๑๐๐ ปี กับอีก ๑ วัน ซึ่งหากนับรวมวันที่จัดพิธีสงฆ์ ตั้งแต่วันที่ ๑๐-๑๕ ม.ค. พบว่ามีประชาชนร่วมงานอาลัยหลวงปู่แหวนกว่า ๕ แสนคน ขณะที่สื่อต่างประเทศก็รายงานบรรยากาศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span style="color: #ff9900;">ลูกศิษย์สำคัญ</span></h3>
<ul>
<li>สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศาราม กรุงเทพมหานคร</li>
<li>พระราชอุดมมงคล (เอหม่อง อุตฺตมรมฺโภ)<sup id="cite_ref-2" class="reference"></sup></li>
<li>พระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต) วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่</li>
<li>พระโสภณวิสุทธิคุณ (พระอาจารย์บุญเพ็ง กปฺปโก) วัดป่าวิเวกธรรม จ.ขอนแก่น</li>
<li>หลวงปู่ทา นาควัณโณ วัดศรีสว่างนาราม จ.อุบลราชธานี</li>
<li>หลวงปู่คำพอง ขนฺติโก วัดป่าอัมพวัน จ.เลย</li>
<li>พระศีลสังวร (พระอาจารย์เจริญ ราหุโล) วัดพระธาตุเขาน้อย จ.ราชบุรี</li>
<li>พระอาจารย์คำบ่อ ฐิตปญฺโญ วัดใหม่บ้านตาล จ.สกลนคร</li>
<li><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%8d%e0%b8%ba%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9b/">พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป</a> วัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่</li>
<li>พระครูจิตตโสภณ (โสม สุจิตโต)วัดพระบาทภูพานคำ จ.ขอนแก่น</li>
<li>พระอาจาย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ จ.เชียงใหม่</li>
<li>พระอาจารย์สมหมาย จิตฺตปาโล วัดป่าอนาลโย จ.นครปฐม</li>
<li>พระอาจารย์ทวี จิตฺตคุตฺโต วัดอรัญวิเวก (ป่าลัน) จ.เชียงราย</li>
<li>พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสโก วัดป่านาคำน้อย จ.อุดรธานี</li>
<li>พระโพธิญาณมุนี (พระอาจารย์เมือง พลวฑฺโฒ) วัดป่ามัชฌิมวาส จ.กาฬสินธุ์</li>
<li>พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทสีโล วัดป่ากิ่วดู่ จ.เชียงใหม่</li>
<li>พระอาจารย์ไสว วํสวโร วัดถ้ำผาบิ้ง จ.เลย</li>
<li>พระอาจารย์เลื่อน โอภาโส วัดพระธาตุฝุ่น จ.สกลนคร</li>
<li>พระอาจารย์สามดง จนฺทโชโต วัดป่าอรัญญพรหมมาราม จ.นคราชสีมา</li>
<li>พระอาจารย์ประดิษฐ์ คุณสัมปันโน แห่งวัดเขาคีรีรมย์ อ.พาน จ.เชียงราย</li>
</ul>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%93/">หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Jul 2021 13:47:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตำบลเมืองนะ]]></category>
		<category><![CDATA[พลโทเจ้ายอดศึก]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุมงคลของครูบาออ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าปิ่นยา]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าฟ้าแสงเชียง]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าแผ่นดินรัฐฉาน]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองนะ เชียงดาว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=9166</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ ครูบาผู้เฒ่าที่มากด้วยวิชาขมังเวท เจ้าอาคมชาวไทยใหญ่ ปลีกตัว เร้นกายอยู่บนดอยสูงเพียงรูปเดียว สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0/">ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff6600;">หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ ครูบาผู้เฒ่าที่มากด้วยวิชาขมังเวท เจ้าอาคมชาวไทยใหญ่ ปลีกตัว เร้นกายอยู่บนดอยสูงเพียงรูปเดียว สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่</span></h2>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ</strong></span> ท่านเกิดวันอังคาร เดือนสิบสองไตยใหญ่ ตรงกับวันอังคาร ที่ ๑๒ เดือนพฤศจิกายน ปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ ปีขาล ของไทยเรา หมู่บ้านน้ำหน่อ ตำบลปางซาง จังหวัดลายข่า ประเทศพม่า(รัฐฉานไทยใหญ่)</p>
<p>บิดาเป็นกำนันชื่อนายจั่นตา มารดาชื่อนางเห็งแปร มีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด ๑๐ คน หลวงปู่ครูบาออ เป็นคนที่ ๙ ของครอบครัว ปัจจุบันพี่น้องได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว คงเหลือแต่หลวงปู่ครูบาออท่านเดียวท่านยังมีหลานๆ อยู่ในตำบลเมืองนะ หลายคนในปัจจุบัน</p>
<p>ตามประวัติ <span style="color: #339966;"><strong>หลวงปู่ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ</strong></span> ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๗ ขวบจนถึงอายุได้ ๑๕ ปี เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครูบาออ เป็น ชาวไทยใหญ่ใต้ อยู่ใน SHAN STATE เมียนมาร์ ซึ่งมีเขตติดต่อกับชายแดนไทยทางภาคเหนือ (แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย) ท่านได้ลาสิกขาไปเป็นทหารร่วมรบกับกองกำลังทหารไทยใหญ่ เป็นทหารในระดับผู้บังคับ การกองกำลัง Shan United Revolutionary Army “SURA” ในฐานะผู้นำทัพ (เทียบเท่านายพลของไทย) <span style="color: #ff0000;">เจ้าฟ้าแสงเชียง เจ้าแผ่นดินรัฐฉาน ไทยใหญ่ เป็นผู้สักสังวาลเพชร</span> <span style="color: #ff0000;">บนศีรษะท่านเมื่ออายุ ๒๐ ปี</span> เพราะโปรดที่ครูบาออ ตอนนั้นเป็นทหารกล้า นำพากองทัพไทยใหญ่รบชนะข้าศึก โดยไม่เสียกำลังพลแม้แต่คนเดียว ผู้ถูกเกณฑ์เป็นทหารไทยใหญ่ รบกับพม่า ทั้งกองร้อยรบไม่เคยแพ้ เพราะก่อนรบท่านทำน้ำมนต์และสักกระหม่อมให้เพื่อนทหารสู้กับศัตรู ปรากฏว่า ปืนทหารพม่ายิงมาไม่ออกบ้าง ออกแต่ไม่ถูกบ้าง ลูกระเบิดตกใกล้ๆ ไม่ระเบิดบ้าง และเป็นผู้หนึ่งซึ่งมี บทบาทในการสู้รบในสมรภูมิสงครามเชียงตุง “SURA”&#8230;เป็นหน่วยเดียวกับที่ “เจ้ายอดศึก” สมัครเข้าเป็นทหารในครั้งแรก แต่ห่างกันคนละรุ่นกับครูบาออ (ครูบาออเป็นรุ่นพ่อ) เพราะเมื่อ ปี 2501 ที่ “เจ้ายอดศึก” เกิดเป็นปีที่ “ครูบาออ” ย่างก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ซึ่งกิจตอนนั้นเพียงเพื่อ อุทิศส่วนกุศลให้กับ “เจ้าฟ้าขุนหนุ่ม” ด้วยความซาบซึ้งต่อรสแห่งพุทธศาสน์จึงเลิกละทิ้งยศทหารตั้งแต่อายุ 40 ปีเป็นต้นมา</p>
<p>พอปลดจากทหารแล้ว จากคำบอกเล่าของท่านได้กลับมาอุปสมบทอีกครั้งโดยมี <strong>&#8221;เจ้าปิ่นยา&#8217;</strong>&#8216; สังฆราชของไทยใหญ่บวชให้เมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๔๙๐</p>
<p>ท่านชอบใช้ชีวิตที่สมถะสันโดษ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เรียบง่าย เรื่องอาหาร เมื่อมีก็ฉัน ไม่มีก็ไม่ฉัน ที่ไหนเป็นวัดร้าง ไม่มีพระสงฆ์อยู่อาศัย ท่านก็จะไปพำนักอยู่ปฏิบัติธรรม เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ใช้ชีวิตสันโดษสมถะ เรียบง่ายและมีความอดทนสูงส่ง ที่บนสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีชาวบ้านสักหลังคาเรือนแต่ท่านอยู่ได้</p>
<p>ท่านเป็นครูบาผู้เฒ่าที่มากด้วยวิชาขมังเวท เจ้าอาคมชาวไทยใหญ่ ปลีกตัว เร้นกายอยู่บนดอยสูงเพียงรูปเดียว แม้วัยชรา ก็มีวิชาดี มีบารมีมาก ท่านแบกกลด ธุดงค์จากฝั่งไทยใหญ่ พม่า มาดอยจอมแวะ เพียงรูปเดียว ค่ำไหนนอนนั่น ถ้ำลึกลับ ป่าช้ารก เป็นที่อาศัย ผจญภูตผีปีศาจ เจ้าป่าเจ้าเขา ผ่านมาได้หมด <strong>&#8220;ครูบาออ&#8221;</strong> รูปนี้ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาจากประชาชนรัฐไทยใหญ่มาก</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter" src="https://1.bp.blogspot.com/-miuesPxOHfA/YPbYHB7VP6I/AAAAAAAAABw/dN8mCIvov8g5CCNtt7s5z4tfTFeZFgluACLcBGAsYHQ/s16000/1%25284316%2529.jpg" alt="ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิชื่อดังแห่งเชียงดาว" width="638" height="960" border="0" data-original-height="960" data-original-width="638" /></p>
<h3><span style="color: #339966;">ในด้านของวิชาอาคม</span></h3>
<p>ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ ได้เรียนวิชาจากหอคำหลวงของไทไหญ่ เมืองรัฐฉาน จาก พระสังฆราช ของประเทศพม่า จนสำเร็จวิชาในแต่ละด้านจนสำเร็จ ครูบาออได้ร่ำเรียนจากตำราครูบาอาจารย์ของท่านจำนวน ๙ รูป ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ ๑ รูปอยู่ที่ประเทศพม่า รัฐฉานไทยใหญ่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาอาคมและการปฏิบัติตนในแบบฉบับวิปัสสนากรรมฐานสันโดษ หลังจากสำเร็จแล้วนั้นครูบาออ ได้ถูกสืบทอดให้เป็นพระสังฆราช เนื่องจากครูบาออเป็นพระชั้นผู้ใหญ่พระมหาเถระองค์ของไทไหญ่องค์ต่อไป แต่เนื่องด้วยท่านชอบความสันโดด ท่านจึงหอบตำราหลวง ของไทไหญ่ เดินธุดงค์เข้ามาฝั่งไทย จนมาตั้งสำนักสงฆ์บนพระธาตุดอยจอมแวะ ราวปี พุทธศักราช ๒๕๕๑ จนถึงปัจจุบันนี้</p>
<h3><span style="color: #339966;">ในด้านของลูกศิษย์ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ</span></h3>
<p>คนสำคัญ <span style="color: #0000ff;">พลโทเจ้ายอดศึก ประธานสภากู้ชาติรัฐฉาน ผู้นำสูงสุดของไทไหญ่</span> ถือได้เป็นบุคคลสำคัญที่ชาวไทยและนานาอาระยะประเทศรู้จักเป็นอย่างดี พลโทเจ้ายอดศึก เป็นลูกศิษย์เอกของหลวงปู่ครูบาออ คนสำคัญคนหนึ่ง ที่นับถือเคารพและศัทธา หลวงปู่ครูบาออเป็นอย่างมาก เพราะสมัยหลวงปู่ครูบาออ จำพรรษาอยู่ฝั่งไทไหญ่ หลวงปู่ครูบาออ เป็นพระอาจารย์ที่สอนวิชาและลงอักขระเลขย้นต์ จากหอคำหลวงไทไหญ่ให้กับพลโทเจ้ายอดศึกอย่างมากมาย ในรอบ ๑ ปีพลโทเจ้ายอดศึก ต้องมากราบไหว้และลงอักขระสำทับวิชาอาคมในตัวโดยอาราธนาขอพร จากหลวงปู่ครูบาออ ทำพิธีตามแบบไทใหญ่เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต เพิ่มความเข้มขลังขมังเวทย์อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัยไว้ป้องกันภัยสาระพัดในสนามรบที่ล้วนมีแต่อันตรายทุกนาที</p>
<p>หลวงปู่ครูบาออได้มอบหมายให้ลูกศิษย์จัดสร้างวัตถุมงคลมาหลายชนิดทั้งที่บันทึกไว้และไม่ได้บันทึกไว้เมื่อสร้างแล้วลงอักขระสำทับวิชาอาคมทำพิธีตามแบบไทยใหญ่แล้วปลุกเสกหลังจากนั้นมอบให้ลูกศิษย์แจกจ่ายให้ทหารและชาวบ้านบ้างพ่อค้าแม่ค้าบ้างนำไปใช้จนเกิดผลสำเร็จทุกคน&#8230;</p>
<p><strong>ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิชื่อดังแห่งเชียงดาว</strong> ละสังขารในท่านั่งสมาธิอย่างสงบรวมสิริอายุ 101 ปี ที่สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 04.05 น.วันที่ 24 ตุลาคม 2559 หลังมรณภาพแล้ว ปรากฏว่าคนต่างพากันเก็บสะสมเครื่องรางของขลังของครูบาออ โดยวัตถุมงคลของครูบาออ คือ พญาแมงภู่คำหลวงมหาราชา รุ่นแรก ตะกรุดเหล็กไหล เศรษฐี รวมทั้งหาซื้อเลข 101 ซึ่งเป็นอายุของครูบาออกันทั่วเมืองเชียงใหม่</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://1.bp.blogspot.com/-JslydIn-m2E/YPbhAlNcGUI/AAAAAAAAAB4/3Qf8scHmNjIevO1zrhGGvCtDQVe35JZqgCLcBGAsYHQ/s16000/11844959_1638348583048471_6168583433968983387_o.jpg" alt="ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ เกจิชื่อดังแห่งเชียงดาว" border="0" data-original-height="960" data-original-width="1280" /></p>
<h3><span style="color: #339966;">วัตถุมงคลของครูบาออ</span></h3>
<p><a id="ddm1" href="#">พญาแมงภู่คำหลวงมหาราชา รุ่นแรก</a></p>
<p><a id="ddm2" href="#">ตะกรุดเหล็กไหล เศรษฐี</a></p>
<p><a id="ddm3" href="#">ตะกรุดมหาจักรพรรดิ์เนื้อตะกั่วพอกผงพอกครั่งขนาดยาว 4 นิ้ว</a></p>
<p><a id="ddm4" href="#">ตะกรุดเหล็กไหลเศรษฐีกินน้ำผึ้ง</a></p>
<p><a id="ddm5" href="#">พระยาหมูกายสิทธิ์ยอดฉัตร ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ</a></p>
<p><a id="ddm6" href="#">เหรียญเมตตา ๙๓ ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ พ.ศ. ๒๕๕๕</a></p>
<p><a id="ddm7" href="#">พระผงรูปเหมือนนั่งสิงห์คุ้มดวง</a></p>
<p><a id="ddm8" href="#">ล็อกเก็ตยิ้มรับทรัพย์ สี่เหลี่ยมรุ่นแรก ฉลองอายุ 95 ปี</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><a name="ddm1"></a><span style="color: #ff0000;">พญาแมงภู่คำหลวงมหาราชา รุ่นแรก</span></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2><a name="ddm2"></a><span style="color: #ff0000;">ตะกรุดเหล็กไหล เศรษฐี</span></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2><a name="ddm3"></a><span style="color: #ff0000;">ตะกรุดมหาจักรพรรดิ์เนื้อตะกั่วพอกผงพอกครั่งขนาดยาว 4 นิ้ว</span></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2><a name="ddm4"></a><span style="color: #ff0000;">ตะกรุดเหล็กไหลเศรษฐีกินน้ำผึ้ง ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่</span></h2>
<p>ครูบาท่านเรียกตะกรุดพอกเหล็กไหล เศรษฐี ว่า ตะกรุด เหล็กไหล เศรษฐี กินน้ำผึ้ง เดือน ๙ ของวิเศษอัศจรรย์ เพราะท่านถือฤกษ์ลงตะกรุดในเดือน ๙ เดือนแห่งการกำเนิดเศรษฐี ฝนชุก น้ำหลาก ไม่แห้งแล้ง ในทุ้งในท่าในไร่นา พืชข้าวกล้าเขียวชอุ่ม เป็นเคล็ดว่า มีความชุ่มช่ำเย็นสบาย เจริญงอกงาม เจริญก้าวหน้า ตามกำลังเดือน ๙ ท่านว่ามีอุดมสมบูรณ์ไม่อด ไม่อยาก<br />
ที่สำคัญ เหล็กไหลเศรษฐี ของกายสิทธิ์ มีอานุภาพอัศจรรย์ จะทำให้มั่งมี ทวีทรัพย์มาก เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทองไม่จบไม่สิ้น คงมีตะกรุดดอกนี้ของครูบา เท่านั้นที่สร้างด้วยเหล็กไหล เศรษฐี ดีจริงขนาดนี้<br />
อานุภาพเหล็กไหลเศรษฐี จะดูดเงิน ดูดแก้วแหวนเงินทอง ดูดสมบัติพัดถาน เมื่อรวมกับอานุภาพตะกรุดทั้งดอกนี้จึงทำให้ท่านที่ได้ไปบูชา<br />
เข้าข่าย เป็นเศรษฐี อนุเศรษฐี มหาเศรษฐี ภายในไม่นาน ใช้ด้วยใจเคารพเบิกบานจิต หมั่นทำบุญกุศล จะร่ำรวยในไม่นาน ภายใน 3 วัน7 วัน ท่านให้เคล็ดว่า ในวันจันทร์เพ็ญเต็มดวงให้นำ ตะกรุดทั้งดอกนี้แช่น้ำผึ้ง เพื่อให้เหล็กไหลเศรษฐี กินน้ำผึ้งจะได้แสดงอานุภาพทางด้านมหาเศรษฐี มั่งมีทรัพย์มากได้ดียิ่งขึ้นไปอีก แฝงด้วยเมตตาเสน่หาอันหาที่สุดมิได้ อีกด้วย</p>
<h3><span style="color: #99cc00;">คาถา ปลุก ตะกรุด เหล็กไหล เศรษฐี กินน้ำผึ้ง (ว่านะโม 3 จบ)</span></h3>
<p>การบูชาธรรมธาตุเหล็กไหล ( ตั้ง นะโม 3 จบ )<br />
“ พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ สะกะพะจะ บูชา จะ มหาบูชา ท่านผู้ดูแลรักษา ธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ อันทรงฤทธิ์อานุภาพนี้ อิสะวาสุ อิติปิโส ภะคะวา เหล็กไหลเจริญมา เป็นเศรษฐี เจริญยิ่ง เจริญดี สิ่งดี ๆ ทั้งหลาย หลั่งไหลเข้ามาสู่แก่ตัวข้าพเจ้า ชื่อ&#8230;&#8230;&#8230; นามสกุล&#8230;&#8230;&#8230; สัมมะ สัมมา สัมมา สัมมะ นะมะอะอุ นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ ”<br />
ตะกรุด เหล็กไหล เศรษฐี กินน้ำผึ้ง สร้าง 999 ดอก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><a name="ddm5"></a><span style="color: #ff0000;">พระยาหมูกายสิทธิ์ยอดฉัตร ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ</span></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2><a name="ddm6"></a><span style="color: #ff0000;">เหรียญเมตตา ๙๓ ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ พ.ศ. ๒๕๕๕</span></h2>
<p>ที่ระลึกสมทบทุนสร้างทางขึ้นสำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประสบการณ์ เมตตา ค้าขาย ป้องกันภัย สูง</p>
<h2><a name="ddm7"></a><span style="color: #ff0000;">พระผงรูปเหมือนนั่งสิงห์คุ้มดวง</span></h2>
<p>พระผงรูปเหมือนนั่งสิงห์คุ้มดวง หลังฝ่ามือ หลังฝังตะกรุดชนะคน สร้าง 500 องค์ ขนาดความสูง 4 ซ.ม. กว้าง 3 ซ.ม. ครูบาออ สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่<br />
พระสมเด็จ ครูบาขี่สิงห์ (ลูบหัวสิงห์) หลังฝ่ามือคุ้มดวง ครูบาออ สร้างเอาไว้แทนตัวท่าน โดยท่านมีเมตตา ลบถมผง และมวลสารเอง (ไทยเรา จะสร้างพระผง ต้องมีผงวิแศษ 5 ประกาศ ตามตำหรับเจ้าประคุณสมเด็จโต คือ ปถมัง ,ตรีนิสิงเห, มหาราช ,พุทธคุณ และอิทธิเจ แต่ของตำหรับไทยใหญ่ กำหนดว่า จะสร้างพระผง ก็ต้องใช้ว่านมหามงคล 9 ชนิด ผนวกกับผงที่ลบถมจากดินอาถรรพ์ 5 แห่ง หรือ 9 แห่ง โดยถือว่า แผ่นดิน คือแม่พระธรณีนี้ มีพลังมากกว่าใคร ต่อให้มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีพลัง มีความร่ำรวย แค่ไหน ก็ต้องเหยียบดิน ต้องอาศัยแผ่นดิน เป็นที่ กิน อยู่ หลับ นอน ดังนั้น พม่า ไทยใหญ่ จึงสร้างพระจากว่าน และดิน มากที่สุด) ครูบาออ ให้สร้างเป็นพระพิมพ์รูปท่านนั่งขี่สิงห์ แล้วเอามือลูปหัวสิงห์ สิงห์ นั้นหมายถึงมหาอำนาจ มหาตบะ เดชะ เมื่อท่านเอามือลูปหัวสิงห์ ก็หมายถึง ท่านแฝงมนต์ทางเมตตา มหานิยม ผนวกเข้าไปด้วย รวมความว่า พระสมเด็จครูบาออ นั่งสิงห์นั้น หมายถึง มีชัยชนะเหนือศัตรู และ มีอำนาจมาก , คุ้มครองป้องกันดวง , คุ้มครองดวง อุ้มชะตา ผู้บูชาให้เจริญก้าวหน้า ร่ำรวย และสำเร็จ โดยเอาผงว่าน และดินอาถรรพ์ มาเป็นเชื้อสร้างโดยอาศัยเหตุว่า ผู้ร่ำรวย ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ต้องอาศัยดิน ดังนั้น หากมีพระสมเด็จของท่านก็จะมีอำนาจ ดุจผู้ร่ำรวย ผู้ยิ่งใหญ่ เช่นกัน<br />
ส่วนด้านหลัง ทำเป็นพระยันต์ฝ่ามือ หมายถึงฝ่ามือ อันคอยคุ้มครอง อุ้มชูดวงชะตา ไม่ให้ตก ไม่ให้ต่ำ ไม่ให้ถลำไปในทางเสื่อมนั่นเอง ส่วนตะกรุดที่ใส่กลางพระ เรียกภาษาไทยว่า “ ตะกรุดชนะคน” ความหมายก็คล้าย กับพระเจ้าบุเรงนอง ที่ได้ฉายาว่า “ ผู้ชนะสิบทิศ” มิมีใครหาญเข้ามาสู้พระบารมีได้ นั่นแหละครับ</p>
<h2><a name="ddm8"></a><span style="color: #ff0000;">ล็อกเก็ตยิ้มรับทรัพย์ สี่เหลี่ยมรุ่นแรก ฉลองอายุ 95 ปี</span></h2>
<p>ล็อกเก็ตหลังสิงห์ดำ หลังฝังตะกรุดเกศาสิงห์ไม้แกะ ในมงคลกาลที่ครูบาออ ฯ หลวงปู่ครูบาผู้เฒ่าเจ้าอาคมขลังชาวไทยใหญ่ จะจึงปรารถสร้างยอดวัตถุมงคลตามตำหรับยอดวิชาเอก ฉบับหอคำหเจริญอายุ ครบ 95 ปี ท่านลวง ให้ขึ้นชื่อลือนามมหาเถระสืบทอดวิชาหอคำหลวง และให้ศิษย์ชาวไทย ได้รับรู้ว่า วิชาเอกของไทยใหญ่ ขลัง แรง และศักสิทธิ์ยิ่งนัก วัตถุมงคลที่ระลึก ร่วมฉลองอายุ 95 ปี มีรายละเอียดดังนี้</p>
<p>ล็อกเก็ตยิ้มรับทรัพย์ สี่เหลี่ยมรุ่นแรก ฉลองอายุ 95 ปี ลายมือครูบาออ หรือเรียกว่าล็อกเก็ตลายเซ็นก็ได้ ล็อกเก็ตมหาเศรษฐีก็ได้ เพราะเป็นประกาศิตว่า ใครมีล็อกเก็ตรุ่นนี้ รวยหมด รวยทุกคน ถือว่าเป็น ตัวแทนของท่านครูบาออ เป็นตัวแทนครูบาอาจารย์ของท่านและสายวิชาหอคำหลวง ด้านหน้ารูปครูบาออ ห่มคลุม ริ้วรอยเหี่ยวย่น ชัดเจน ใบหน้ายิ้มพิมพ์ใจ มีความสุขที่สร้างทางเสร็จ มีความสุขที่ลูกหลานมีสุข ลูกศิษย์มีชีวิตสดใส เจริญก้าวหน้า ด้านหลัง ฝังของวิเศษเฉพาะตัวหลายชิ้น ดังนี้</p>
<p>&#8211; ล็อกเก็ตฉากสีเทา ฝังเกศา ,จีวร,ตะกรุดเสริมดวง 1 ดอก ตะกรุดมหาปราบ 1 ดอก ฝังสิงห์ไม้กาหลงดำ สร้างจำนวน 500 องค์</p>
<p>&#8211; ล็อกเก็ตฉากสีเขียว (กรรมการ) ฝังเกศา,จีวร ,ตะกรุดเสริมดวง 1 ดอก ,ตะกรุดมหาปราบ 1 ดอก ,ตะกรุดมหาเมตตา 1 ดอก ฝังสิงห์ใหญ่สีขาว สร้างจำนวน 300 องค์</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%ad-%e0%b8%9b%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0/">ครูบาออ ปณฺฑิต๊ะ</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระครูสิริวัตรวิมล (ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร)</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%98%e0%b9%82%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2021 15:40:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร]]></category>
		<category><![CDATA[วัดบ่อเต่า]]></category>
		<category><![CDATA[วัดบ่อเต่า พร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธาตุกลางใจเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ศรีมรรย์ ทาวงค์]]></category>
		<category><![CDATA[อำเภอพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[เกจิอาจารย์ล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.at-chiangmai.com/?p=9055</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระครูสิริวัตรวิมล (ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลสันทราย อดีตเจ้าอาวาสวัดบ่อเต่า ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%98%e0%b9%82%e0%b8%a3/">พระครูสิริวัตรวิมล (ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff6600;">พระครูสิริวัตรวิมล (ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลสันทราย อดีตเจ้าอาวาสวัดบ่อเต่า ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่</span></h2>
<p>เดิมชื่อ &#8220;ศรีมรรย์ ทาวงค์&#8221; เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนเกี๋ยงเหนือ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๗๕ ณ บ้านศรีค่ำ หมู่ ๘ ต.สันทราย อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๘๗ ปี พรรษา ๖๑ เป็นบุตรของพ่อหน้อย แม่เป็ง ทาวงค์ เดิมท่านชื่อศรีมรรย์ ทาวงค์</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร</strong></span> บรรพชาในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะแม หรือวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๕ ณ วัดพระธาตุกลางใจเมือง ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีอธิการเจ้าเมืองใจ อินฺทจักฺโก วัดบ้านโป่ง ตำบลบ้านโป่ง <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7/">อำเภอพร้าว</a> เป็นพระอุปัชฌาย์</p>
<p>ท่านก็ได้เข้ารับการอุปสมบท หลังจากนั้นอีก ๕ ปี ในวันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ณ วัดพระธาตุกลางใจเมือง โดยมีอธิการเจ้าเมืองใจ อินฺทจักฺโก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการขรรย์ ฐิตทินฺโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเมธา จกฺกโร เป็นพระอนุศาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ยโสธโร” แปลว่า ผู้ไว้ซึ่งยศ</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>พระครูสิริวัตรวิมลเป็นผู้มีเมตตาธรรม</strong></span> อนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรและประชาชน ท่านจึงรับอุปการะเด็กที่มีฐานะยากจน ไม่มีทุนทรัพย์ เพื่อให้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนมาตลอด ในส่วนของพระพุทธศาสนานั้น ตลอด ๖๑ ปีในร่มกาสาวพัตร์ ท่านเป็นพระที่สมถะและปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่มีสิ่งใดด่างพร้อย สมดังราชทินนาม “พระครูสิริวัตรวิมล” ซึ่งแปลว่าพระเถราจารย์ผู้มีวัตรปฏิบัติอันดีงามปราศจากมลทิน</p>
<p>พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุกลางใจเมือง<br />
พ.ศ.๒๕๑๐ ท่านเป็นเจ้าคณะตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่<br />
พ.ศ.๒๕๑๖ ท่านเป็นเจ้าอาวาส<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7/"><strong><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #ff6600;">วัดบ่อเต่า</span></span></strong></a><br />
พ.ศ.๒๕๒๔ ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์<br />
พ.ศ.๒๕๕๑ ท่านเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลสันทราย</p>
<p>เมื่อท่านมีอายุได้ ๓๐ ปีนั้นท่านได้เริ่มศึกษาด้านคาถาอาคมกับครูบาเมืองใจ อินฺทจักฺโก ตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ในเมืองพร้าวที่มีวิชาอาคมดี เมื่อได้รับความรู้ครบถ้วนแล้ว ท่านจึงขอฝากตัวเป็นศิษย์ในบารมี <strong>ครูบาเจ้าอินสม สุมโน</strong> แห่งวัดทุ่งน้อย ตำบลบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาจากครูบาอินมาหลายแขนง (ครูบาอินสมเป็นพระสงฆ์ที่คนเมืองพร้าวและในภาคเหนือเคารพนับถือกันอย่างกว้างขวาง)</p>
<p>ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ท่านได้ทำวัตถุมงคลขึ้นเป็นครั้งแรก วัตถุมงคลของท่านนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อแจกชาวบ้านในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียง การทำวัตถุมงคลแต่ละครั้งจึงมีจำนวนไม่มากนัก พระครูสิริวัตรวิมล เป็นที่เคารพนับถือของคนในอำเภอพร้าวและคนทั่วไปเป็นอย่างมาก</p>
<p>วิชาหลวงปู่มีหลายอย่างที่ท่านได้ทำไว้ ทั้งเครื่องราง พระเครื่องต่าง วิชาคาถาอาคม</p>
<p>มีด้านเมตตามหานิยมมี ก๋าต้อมป่าเห้ว เทวดาหลงห้อง หมีขนคำ</p>
<p>ด้านคลาดแคล้ว มีปืนแสนแหล่ง ดาบแสนเถี่ยน หอกแสนลำ</p>
<p>ด้านกันผี ผีกลัวมี ยักษ์สามตา ยันต์กันผี</p>
<p>ด้านกันตู้ลอง มีก๋าสะต้อน กั่งก่าตู้ลอง ยันต์ตัดเกิดเด็ก เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ต่อมาท่านได้รับการยกย่องเป็น<span style="color: #ff6600;"><strong> ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร</strong></span> ซึ่งนับว่าเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว</p>
<p>ในวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒ เวลา ๑๒.๑๕ น.ท่านได้ละสังขารอย่างสงบ สิริอายุรวม ๘๖ ปี ๗ เดือน ๒๙ วัน ๖๑ พรรษา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%98%e0%b9%82%e0%b8%a3/">พระครูสิริวัตรวิมล (ครูบาศรีมรรย์ ยโสธโร)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระปลัดปัญญา ปัญญาสาโร</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2021 07:46:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาวัดป่าขุย]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาสม กตสีโล]]></category>
		<category><![CDATA[ตะกรุดพอกครั่งมหาอุด]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา ปัญญาสาโร]]></category>
		<category><![CDATA[วัดเชฏฐาวรคุปต์]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[สหธรรมิกครูบาเจ้าศรีวิชัย]]></category>
		<category><![CDATA[เกจิอาจารย์ล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=7827</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระปลัดปัญญา ปัญญาสาโร อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกวัดเชฏฐาวรคุปต์ (ป่าขุย) ต.สันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเป็นสหธรรมิกกับครูบาเจ้าศรีวิชัย ร่วมสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพด้วยกัน ครูบาวัดป่าขุยมีคำแหน่งประจำทิศตะวันออกของ จ.เชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3/">พระปลัดปัญญา ปัญญาสาโร</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff9900;">พระปลัดปัญญา ปัญญาสาโร อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกวัดเชฏฐาวรคุปต์ (ป่าขุย) ต.สันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่</span></h2>

<h3><span style="color: #ffcc00;">ประวัติพระปลัดปัญญา ปัญญาสาโร</span></h3>
<p><span style="color: #ffcc00;"><strong>พระปลัดปัญญา ปัญญาสาโร</strong></span> อดีตเจ้าอาวาสรูปแรก<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%8f%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%94/"><span style="color: #ffcc00;"><strong>วัดเชฏฐาวรคุปต์ (ป่าขุย)</strong></span></a> ต.สันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เป็นวัดเก่าแก่กว่าอายุ 300 ปี และดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะแขวงในช่วงปี พ.ศ.2435</p>
<p>ท่านเป็นบุตรของหนานสิทธิ์ และแม่คำปัน ท่านมีพี่น้อง 6 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4 ปัจจุบันเหลือหลานอยู่คนเดียวคือ แม่บัวบาล คำไชยวงศ์ อายุ 95 ปี ครูบาวัดป่าขุย หรือพระครูปลัดปัญญา</p>
<p>สำหรับพระปลัดปัญญาท่านบวชตั้งแต่เป็นเณร สมัยตอนที่ท่านเป็นภิกษุอยู่ ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านต่างๆ ในอำเภอดอยสะเก็ดเป็นอย่างมาก พอช่วงเข้าพรรษา ครูบาวัดป่าขุย มักจะไปจำพรรษาอยู่ที่วัดดอยสุเทพทุกๆ ปี สมัยก่อนหลายๆ วัดทาง จ.เชียงใหม่ ไม่ค่อยเจริญ อุโบสถก็ชำรุดทรุดโทรม พระปลัดปัญญาท่านได้มาบูรณะจนดีขึ้นพออายุท่านมากขึ้นท่านก็ได้มาจำพรรษาวัดป่าขุย</p>
<p>ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเป็นสหธรรมิกกับ<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%87/"><span style="color: #ffcc00;"><strong>ครูบาเจ้าศรีวิชัย</strong></span></a> ร่วมสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพด้วยกัน ครูบาวัดป่าขุยมีตำแหน่งประจำทิศตะวันออกของ จ.เชียงใหม่ ท่านเป็นสหธรรมิกกับครูบาแก้ว วัดน้ำจำ, ครูบากาวิชัย วัดแม่โป่ง, ครูบาภูมิกันทะ วัดแม่ฮ้อยเงิน, ครูบาอินทไชย วัดปูคาเหนือ, ครูบาไชยาลังก๋าร์ วัดป่าป้อง และครูบาอภิวงศ์ วัดป่าฝาง พระปลัดปัญญาได้ทำผ้ายันต์ให้ชาวบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล ก็มีพวกทหารม้ามาจากภาคใต้ที่มาปฎิบัติหน้าที่ใน จ.เชียงใหม่ ได้มาขอตะกรุดพอกครั่งมหาอุดของท่านไปติดตัว</p>
<h3><span style="color: #ffcc00;">ตะกรุดพอกคลั่งมหาอุด</span></h3>
<p>ด้วยเพราะตะกรุดพอกครั่งมหาอุดของท่านศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านที่นำเอาไปบูชากราบไหว้ ใช้ห้อยติดตัวต่างมีประสบการณ์ อาทิเช่น โดนคู่อริยิงแต่ยิงไม่ออก และตะกรุดพอกครั่งมหาอุด ในสมัยนั้นเป็นที่เสาะแสวงหาของคนทั่วไป เพราะในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น หากมีการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน ผู้คนจะวิ่งหนีเข้ามาในวัดท่าน เพราะระเบิดจะไม่ตกลงมาในเขตวัดของท่าน ถึงตกลงมาในเขตวัดระเบิดก็จะไม่ทำงาน</p>
<p>ศรัทธาประชาชนจะพากันมาพึ่งบารมีของท่านรวมถึงหาคั่งพุทธามาถวายท่านขอให้ท่านทำตะกรุดให้ ตะกรุดของท่านมีประสบกราณ์สูงเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่ว ชาวบ้านต่างหลั่งไหลกันมาให้ท่านทำตะกรุดให้ ต่อมาท่านได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ ครูบาสม กตสีโล วัดป่าขุย และครูบาสม ได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ ครูบาบุญตัน วัดสัมมะเปป สันกำแพง และครูบาบุญตันได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ ตรูบาอินทร์ วัดป่าแพ่งแม่คือ ดอยสะเก็ด</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3/">พระปลัดปัญญา ปัญญาสาโร</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ)</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%93/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Feb 2021 08:12:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[กัณฑ์ตุ๊จก]]></category>
		<category><![CDATA[บุญทอง สุวณฺโณ]]></category>
		<category><![CDATA[พระครูโสภณบุญญาภรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[อดีตเจ้าคณะอำเภอแม่ริม]]></category>
		<category><![CDATA[อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม]]></category>
		<category><![CDATA[เกจิอาจารย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/?p=7791</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) อดีตเจ้าคณะอำเภอแม่ริม อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%93/">พระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ffcc00;">พระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) อดีตเจ้าคณะอำเภอแม่ริม อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม</span></h2>
<p><span style="color: #ff9900;"><strong>พระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) ครูบาทองหรือตุ๊จก</strong></span> อดีตเจ้าอาวาส<strong><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1/">วัดโสภณาราม</a></strong>(วัดป่าตึง) บ้านศาลา ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติเป็นพระธรรมกถึกเป็นที่รู้จักกว้างขวาง เนื่องจากมีวิธีการเทศน์ที่สนุกสนาน ง่ายแก่การเข้าใจ โดยเฉพาะเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ชูชก ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ญาติโยมพากันเรียกว่า กัณฑ์ตุ๊จก</p>
<p>นามเดิม ด.ช.บุญทอง สามเมือง<br />
เกิดวันเสาร์ ปีจอ วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 5 ที่บ้านป่าข่อยใต้ ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่</p>
<p>บิดาพ่อมา(หมา) สามเมือง<br />
มารดาแม่จันทร์ สามเมือง<br />
มีพี่น้องสายโลหิต ๖ คน<br />
๑.พ่อน้อยมูล<br />
๒.แม่มั่ง<br />
๓.พ่อแก้ว<br />
๔.พ่อหนานเงิน<br />
๕.พระครูบุญทอง<br />
๖.แม่วันดี(หล้า) ยังมีชีวิตอยู่<br />
บรรพชาเมื่อ 12 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยมีพระอธิการดำรงค์ คันธิโย เจ้าอาวาสวัด และเจ้าคุณพระอุดมวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดสำเภา เจ้าคณะอำเภอแม่ริม เป็นพระอุปัชฌาย์<br />
อุปสมบทเมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ พระอุปัชฌาย์ เจ้าคุณพระอุดมวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดสำเภา เจ้าคณะอำเภอแม่ริม</p>
<p>พระครูโสภณบุญญาภรณ์ เป็นพระนักเทศน์ เป็นที่รู้จักกว้างขวางในหมู่ญาติโยม ตลอดจนนักเรียนและนักศึกษา เนื่องจากจะมีวิธีการเทศน์ที่สนุกสนาน ง่ายแก่การเข้าใจ โดยเฉพาะเวลาเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ชูชก ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ญาติโยมพากันเรียกว่า กัณฑ์ตุ๊จก</p>
<p>&#8211; เริ่มเทศน์มหาชาติ เมื่อปี ๒๕๐๐<br />
&#8211; ศึกษากับ ศ.เกียรติคุณ มณี พยอมยงค์ สมัยที่ยังบวชอยู่วัดแม่ริม<br />
&#8211; จบการศึกษาชั้น ป.๔ ที่ <strong><a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">โรงเรียนบ้านศาลา</a></strong> บ้านศาลา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่<br />
&#8211; จบโหราศาสตร์ แห่งประเทศไทย</p>
<p>พระครูโสภณบุญญาภรณ์ เริ่มป่วยเป็นโรคไตเมื่อปี 2539 เรื่อยมา และเข้ารับการรักษามาโดยตลอดด้วยการฟอกไต ที่ร.พ.มหาราชนครเชียงใหม่ จนเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2543 อาพาธหนักต้องพักรักษาตัวอยู่ที่ร.พ. แต่ระหว่างที่อยู่ร.พ. ก็ยังจัดรายการธรรมะทางวิทยุชุมชนคลื่น 90.76 เมกะเฮิร์ตซ์ ทุกเช้าเวลา 05.00 น. ใช้ชื่อว่า &#8220;ตุ๊ลุง&#8221; มีแฟนรายการอยู่มากมาย อีกทั้งเงินกัณฑ์เทศน์ที่ได้จากการแสดงธรรมก็จะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ร.พ. และบริจาคเงินซื้อโลงศพ กระทั่งมรณภาพ</p>
<p>มรณะภาพเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ สิริอายุรวมได้ ๗๓ ปี ๕๓ พรรษา</p>
<p><iframe src="https://www.youtube.com/embed/Fz36ZdzdZqs" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%93%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%93/">พระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระครูมงคลยติคุณ (ครูบาดวงดี ยติโก) วัดบ้านฟ่อน หนองควาย หางดง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 23 Aug 2020 08:47:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาดวงดี]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาดวงดี ยติโก]]></category>
		<category><![CDATA[พระครูมงคลยติคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[พระล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วัดบ้านฟ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[วัดวุฑฒิราษฎร์]]></category>
		<category><![CDATA[เกจิอาจารย์ล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระครูมงคลยติคุณ (หลวงปู่ครูบาเจ้าดวงดี ยติโก) อดีตเจ้าอาวาสวัดวุฑฒิราษฎร์ (บ้านฟ่อน) ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พระเกจิร่วมสมัยที่น่านับถือของชาวล้านนา อายุ 105 ปี พรรษา 82</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%87/">พระครูมงคลยติคุณ (ครูบาดวงดี ยติโก) วัดบ้านฟ่อน หนองควาย หางดง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ffcc00;">พระครูมงคลยติคุณ (หลวงปู่ครูบาเจ้าดวงดี ยติโก) อดีตเจ้าอาวาสวัดวุฑฒิราษฎร์ (บ้านฟ่อน) ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พระเกจิร่วมสมัยที่น่านับถือของชาวล้านนา อายุ 105 ปี พรรษา 82</span></h2>
<p>หลวงปู่ครูบาดวงดี ยติโก เป็นพระเกจิร่วมสมัยที่น่านับถือของชาวล้านนาอีกท่านหนึ่ง ซึ่งได้มรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา 06.00 น. เช้าวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ที่กุฏิภายใน <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b8%91%e0%b8%92%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%8f%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%87/">วัดวุฑฒิราษฏร์</a> ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://1.bp.blogspot.com/-r_3zMFF2XtI/X0Iskx5jMkI/AAAAAAAAEzg/gGnLj3BVq6wvjQeMe0ssHbQyB7CRXyyDACLcBGAsYHQ/d/12141169_1068824866481954_4395985315785978090_o.jpg" alt="พระครูมงคลยติคุณ (ครูบาดวงดี ยติโก) วัดบ้านฟ่อน หนองควาย หางดง" width="768" height="960" border="0" data-original-height="960" data-original-width="768" /></p>
<p>หลวงพ่อครูบาดวงดี ยติโก เดิมชื่อ ดวงดี สมด้วงซึ่งเป็นบุตรของพ่อด้วง แม่คำป้อ นามสกุล สมด้วง เกิดที่บ้านฟ่อน หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ เดือน ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๗ มีพี่น้องร่วมท้องกันมามี ๔ คน คือ ๑. พ่อหนานเขียว ๒. แม่สา ๓. นางแฮ ๔. หลวงพ่อพระอาจารย์ดวงดี ยติโก เดิมครั้งแรกชื่อ เด็กชายดวงดี สมด้วง พอมีอายุได้ ๑๒ ปี พ่อด้วงแม่คำป้อได้พาเด็กชายดวงดี สมด้วง มาฝากเป็นลูกศิษย์ ครูบาอินตา สุทธิโก ได้เข้ามาศึกษากับครูบาได้ ๑ ปี พออายุได้ ๑๓ ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระอธิการคำภีระเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ที่วัดวุฑฒิราษฎร์ (บ้านฟ่อน)</p>
<p>เมื่อวันที่ ๑๙ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อเป็นสามเณรแล้ว ได้ศึกษาพระธรรมวินัยทั้งพระปริยัติธรรมจนสามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ พออายุได้ ๒๐ ปี ถึงวาระที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว แต่สามเณรดวงดี สมด้วง เกิดอาพาธนานถึง 5 ปี หลังจากหายจากการอาพาธแล้ว อายุได้ ๒๕ ปี พ่อด้วง แม่คำป้อ และท่านเจ้าอาวาสก็ปรึกษาหารือกันว่า สมควรจะอุปสมบทแล้ว พร้อมใจกันอุปสมบทให้เมื่อวันที่ ๑ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๘๔ โดยมีเจ้าอธิการอินถา อริโย วัดท้าวบุญเรือง ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการโอ๊ด อภิชโย วัดตองกายเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการอินตา สุทธิโก เจ้าอาวาสวัดวุฑฒิราษฎร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ยติโก อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโพธิพิชิต (หนองควาย)</p>
<p>หลังจากครูบาอินตา สุทธิโกมรณภาพลง พระอธิการคำมูล สิริวิชโยได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสแทนครูบาอินตา สิทธิโก เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ พระอธิการคำมูล สิริวิชโย มรณภาพลง หลวงพ่อครูบาดวงดี ยติโก ได้รักษาการแทนเจ้าอาวาส จนถึงปีพ.ศ.๒๕๓๒ หลวงพ่อก็ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวุฑฒิราษฎร์เรื่อยมาจนถึงกระทั่งปัจจุบันนี้ ขณะนี้หลวงพ่อครูบาดวงดี ยติโก อายุ ๙๒ ปี ๖๙ พรรษา (ปีพ.ศ.๒๕๕๒)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="https://1.bp.blogspot.com/-Junj129uc7c/X0Isk-SxCdI/AAAAAAAAEzc/AzAjJDUD7N4DMRBT8018TEj_n3BOMHuNwCLcBGAsYHQ/d/44246301_2186197741411322_6644766263241342976_n.jpg" alt="พระครูมงคลยติคุณ (ครูบาดวงดี ยติโก) วัดบ้านฟ่อน หนองควาย หางดง" width="637" height="960" border="0" data-original-height="960" data-original-width="637" /></p>
<p>ครูบาเป็นนักพัฒนา และปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมได้อบรมสั่งสอน พระ เณร ศรัทธาญาติโยม จึงเป็นที่เคารพนับถือ เป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกรูปหนึ่ง มีศรัทธาญาติโยมมาเคารพ สักการบูชาอยู่มิได้ขาด โดยมีศรัทธาญาติโยมจากต่างตำบล ต่างอำเภอ ต่างจังหวัดเดินทางมาขอพรและประพรมน้ำพุทธมนต์มิขาด ครูบาดวงดี นับเป็นพระผู้มีอริยคุณอันยอดเยี่ยมองค์หนึ่ง เป็นผู้หนึ่งที่ดำรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนาไว้ เช่นการทำเทียนบูชาการเขียนอักษรล้านนา การทำโคมไฟ โบราณ ซึ่งยากหาได้ในปัจจุบันนี้</p>
<p>หลวงปู่ครูบาดวงดี ท่านยังเป็นหมอยาแผนโบราณ สมัยก่อนท่านทำยาแผนโบราณได้หลายอย่าง รักษาชาวบ้านหาย หลวงปู่ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอย่างเคร่งครัด และได้คอยอบรมสั่งสอนพระเณรและศรัทธาญาติโยมของท่านอยู่มิขาด</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%81-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%87/">พระครูมงคลยติคุณ (ครูบาดวงดี ยติโก) วัดบ้านฟ่อน หนองควาย หางดง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%8d%e0%b8%ba%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9b/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Feb 2019 11:18:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ตำบลอินทขิล]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปง]]></category>
		<category><![CDATA[วัดอรัญญวิเวก]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต]]></category>
		<category><![CDATA[อรัญวาสี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%8d%e0%b8%ba%e0%b8%8d%e0%b8%b2</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป (เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป) เป็นพระภิกษุฝ่ายอรัญวาสี วัดอรัญญวิเวก สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เกิด 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 มรณภาพ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 อายุ 84 ปี 2 เดือน 30 วัน อุปสมบท 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 พรรษา 59</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%8d%e0%b8%ba%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9b/">พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff9900;">พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป (เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป) เป็นพระภิกษุฝ่ายอรัญวาสี วัดอรัญญวิเวก สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เกิด 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 มรณภาพ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 อายุ 84 ปี 2 เดือน 30 วัน อุปสมบท 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 พรรษา 59</span></h2>
<h3><span id="ประวัติ" class="mw-headline">ประวัติ</span></h3>
<p><b>พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป</b> นามสกุลเดิม วงษาจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ตรงกับวันพฤหัสบดี ปีระกา ณ บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บิดาชื่อ กิ่ง มารดาชื่อ อรดี สกุลเดิม จุนราชภักดี บิดามารดาทำการค้าขาย มีฐานะดี คุณตาเป็นกำนันอยู่ที่ตำบลโคกสี ชื่อ ขุนจุนราชภักดี และคุณยายรักท่านมากจึงรับท่านมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 6 คน เป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 1 คน มีชื่อตามลำดับ ดังนี้</p>
<ol>
<li>นายสมบิน วงษาจันทร์ (ถึงแก่กรรม)</li>
<li>นายคำปิ่น วงษาจันทร์ (ถึงแก่กรรม)</li>
<li>พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป</li>
<li>นายเหรียญ (วงษาจันทร์) นันตสูตร (ถึงแก่กรรม)</li>
<li>นางหนูจีน (วงษาจันทร์) ธรรมจิตร (ถึงแก่กรรม)</li>
<li>นายถวิล วงษาจันทร์ (ถึงแก่กรรม)</li>
</ol>
<h3><span id="การศึกษา" class="mw-headline">การศึกษา</span></h3>
<p>การศึกษาในระยะแรก ได้เรียนกับคุณตาคุณยายที่บ้าน เพราะระหว่างนั้น เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ต่อมาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านโคกคอน เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่ออายุ 11 ปี สอบได้ที่หนึ่งในชั้น ท่านมีความประสงค์จะเรียนต่อ แต่มารดาต้องการให้ท่านมาช่วยงานค้าขายของบิดา ท่านจึงต้องปฏิบัติตามความประสงค์ของมารดา</p>
<h3><span id="การประกอบอาชีพและชีวิตก่อนบวช" class="mw-headline">การประกอบอาชีพและชีวิตก่อนบวช</span></h3>
<p>ในการประกอบอาชีพค้าขายของท่านนั้น ท่านต้องออกเดินทางไปซื้อของถึงจังหวัดอุดรธานี โดยนั่งรถโดยสารบ้าง รถบรรทุกหรือรถขายถ่านบ้าง สินค้าส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ทั่วไป เมื่อถึงฤดูทำนาก็จ้างคนมาทำนา แต่ละปีสามารถเก็บเกี่ยวข้าวจากนาได้มาก จึงขยายกิจการไปค้าขายข้าวเปลือกกับโรงสีใหญ่ ๆ ด้วย</p>
<p>หลังจากผ่านการคัดเลือกทหารแล้ว ท่านหันไปสนใจการรักษาคนเจ็บป่วย ได้รับถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องยา การรักษาคนไข้จากหมอประจำอำเภอซึ่งเป็นญาติกัน คุณหมอจึงคิดจะส่งท่านไปเรียนต่อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งคุณตาก็สนับสนุน แต่มารดาไม่อนุญาต ต้องการให้ท่านดูแลการค้าต่อไป</p>
<p>ในการทำการค้านั้น กิจการต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดี ฐานะการเงินของครอบครัวดี พระอาจารย์เปลี่ยนเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบในการงานสูง ญาติพี่น้องและผู้ใกล้ชิดจึงไว้ใจ ได้พากันนำเงินมาฝากท่านเหมือนหนึ่งเป็นธนาคาร ท่านก็เก็บรักษาให้เขาโดยไม่ได้อะไรตอบแทน ท่านทำให้กับทุกคนด้วยความรักและนับถือเหมือนกับที่เขาวางใจท่าน ส่วนในเรื่องการครองเรือนนั้น ท่านไม่คิดที่จะแต่งงานหรือตกลงใจกับใคร แม้ว่าจะมีเพศตรงข้ามพยายามเข้ามาสนิทสนมด้วยหลายคน</p>
<p>พระอาจารย์เปลี่ยนมีโอกาสดีได้คุ้นเคยกับพระสงฆ์มาตั้งแต่อายุ 11-12 ปี เมื่อทางบ้านมีงานบุญ ท่านจะทำหน้าที่ไปรับพระที่วัด จึงได้เห็นวิธีเดินจงกรมของพระอาจารย์ลี วัดป่าบ้านตาล และเป็นผู้ที่ได้แนะนำให้ไปหาหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ (ซึ่งบวชเมื่ออายุมากแล้วและติดตาม<a class="mw-redirect" title="หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" href="https://www.at-chiangmai.com/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B8%BA%E0%B9%82%E0%B8%95/">หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต</a>ไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการยกย่องด้านการบำเพ็ญเพียรไม่ท้อถอย) หลวงปู่พรหมได้เดินจงกรมให้ดู และสอนให้เดินด้วย จึงถือได้ว่าหลวงปู่พรหมเป็นพระอาจารย์องค์แรกของพระอาจารย์เปลี่ยน</p>
<p>พระอาจารย์เปลี่ยนได้ศึกษากับพระที่บวชกับหลวงปู่พรหมหลายองค์ ซึ่งสรรเสริญการบวชมาก ทำให้พระอาจารย์เปลี่ยนคิดบวชอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปี 14 ปี 16 ปี จนถึง 20 ปี แต่มารดาก็ไม่อนุญาตทั้ง ๆ ที่พี่ชาย 2 คนก็บวช แล้วตัวมารดาเองก็ไปวัดถือศีลทุกวันพระ และบางครั้งเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตก็ตาม จนกระทั่งบิดาของท่านซึ่งป่วยด้วยวัณโรคถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2497 และอีก 5 ปีต่อมาคุณลุงก็ถึงแก่กรรมอีกคนหนึ่ง พระอาจารย์เปลี่ยนจึงใช้ความพยายามขอบวชอีกครั้งหนึ่งเพื่อทดแทนพระคุณพ่อแม่เหมือนกับพี่ชายทั้ง 2 คน เพราะยังไม่เคยบวชเลย ขณะนั้นพี่ชายได้สึกออกมาประกอบอาชีพแล้ว มารดาและคุณตาทนการรบเร้าของพระอาจารย์ไม่ไหว จึงอนุญาตให้บวชแค่เพียง 7 วัน</p>
<p>ครั้นทำการฌาปนกิจศพคุณลุงแล้ว วันรุ่งขึ้นท่านก็ถือโอกาสเข้าวัดเพื่อเตรียมตัวบวช หัดขานนาคพร้อมกับคนอื่นซึ่งมาอยู่วัดถือศีลอีก 2 คน ฝึกสวดมนต์เจ็ดตำนานได้เกือบหมดเล่ม ใช้เวลา 40 วัน มีพระอาจารย์สุภาพ ธัมมปัญโญ เป็นครูผู้ฝึกสอน</p>
<h3>การบวช</h3>
<p>พระอาจารย์เปลี่ยนเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดธาตุมีชัย บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 พระอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูอดุลย์สังฆกิจ พระกรรมวาจาจารย์ชื่อ พระครูพิพิธธรรมสุนทร ได้ฉายาว่า ปัญญาปทีโป</p>
<p>เนื่องจากวัดธาตุมีชัยเป็นวัดฝ่ายมหานิกาย ดังนั้น เมื่อพระอาจารย์เปลี่ยนบวชแล้วจึงย้ายไปอยู่วัดทุ่งสว่าง บ้านโคกคอน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ท่านมีความสบายกายสบายใจมากเพราะได้ปล่อยวางภาระต่าง ๆ ตั้งแต่การรับผิดชอบเงินทองจำนวนมาก ทั้งของท่านเองและเงินฝากของผู้อื่น ความกังวลในการค้าขายให้กับครอบครัวและญาติพี่น้อง รวมทั้งการดูแลรักษาไร่นา วัวควาย และทรัพย์สมบัติอื่น ๆ ที่ท่านแบกอยู่ผู้เดียวมาตั้งแต่อายุ 12 ปี ครั้นบวชได้ 18 วัน โยมมารดาก็ขอให้ท่านสึก เพราะเลยกำหนดเวลาที่อนุญาตแล้ว แต่ด้วยความฝักใฝ่ในการศึกษาธรรมะของท่าน จึงได้ขอโยมมารดาบวชต่อให้ครบ 1 พรรษา</p>
<h3>แสวงโมกขธรรม</h3>
<p>ด้วยความมุ่งมั่นของพระอาจารย์เปลี่ยนที่จะศึกษาธรรมะให้ถึงจุดหมายปลายทางของศาสนา ท่านจึงพยายามบ่ายเบี่ยงโยมมารดาในการสึกและหนีออกไปธุดงค์ตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อแสวงหาโมกขธรรม และได้พบกับพระอาจารย์ที่ได้ยินกิตติศัพท์ ทั้งภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคเหนือ แต่ที่พระอาจารย์เปลี่ยนอยู่ฝึกปฏิบัติธรรมด้วยนาน ๆ และรับใช้ใกล้ชิดอย่างสนิทสนมคือ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ส่วนองค์อื่น ๆ เช่น อาจารย์จวน กุลเชฏโฐ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่คำดี ปภาโส หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระสุธรรมยานเถร (อินถา อินฺทจกฺโก) หลวงปู่สาม อกิญฺจโน พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (วัน อุตฺตโม) หลวงปู่แว่น ธนปาโล หลวงพ่อผาง จิตฺตคุตฺโต พระอาจารย์ที่ท่านได้พบนั้นต่างมีเมตตาเทศน์อบรม ทำให้ท่านมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ</p>
<p>พระอาจารย์เปลี่ยนเป็นเจ้าอาวาส<a href="https://www.at-chiangmai.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%81-%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%A5-%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%87/">วัดอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่</a> ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ท่านมีลูกศิษย์มากมายที่ติดตามและฝึกปฏิบัติตามแนวทางของท่าน พระอาจารย์เปลี่ยนได้รับการยอมรับในหมู่นักปฏิบัติว่าเป็นพระป่ากรรมฐานผู้เคร่งครัดในธรรมวินัย มีความเพียรอันยิ่งในการปฏิบัติ เป็นพระสุปฏิปันโนและเป็นพระแท้ที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ท่านเขียนหนังสือหลายเล่มเพื่อถ่ายทอดธรรมะต่อสาธุชนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ธรรมบรรยายของท่านนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงจริตของผู้ฟัง และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการปฏิบัติของตนเองได้เป็นอย่างดี การสอนของพระอาจารย์เปลี่ยนที่สำคัญนั้นมุ่งเน้นการปฏิบัติ ที่นำไปสู่นิพพานซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา</p>
<h3>มรณภาพ</h3>
<p>พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เวลา 15.03 น.</p>
<h3>หนังสือของพระอาจารย์เปลี่ยน</h3>
<p>หนังสือของพระอาจารย์เปลี่ยน มีดังนี้</p>
<p>อริยทรัพย์ ๗ อย่าง<br />
สัปปุริสธรรม ๗ อย่าง<br />
พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ประวัติส่วนตัว การจำพรรษา และการออกธุดงค์<br />
ประวัติโดยย่อ วัดอรัญญวิเวก บ้านปง<br />
การถวายสิ่งของแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ญาติโยมควรปฏิบัติ<br />
ตายแล้วไปไหน<br />
มรณานุสติ<br />
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก<br />
ขันติ &#8211; ความอดทน<br />
จิตตภาวนา<br />
ทางปฏิบัติไปสู่ความสงบ<br />
ทางปฏิบัติไปสู่ความสว่าง<br />
กิเลส<br />
ความโกรธ<br />
มรรค ๘ ขันธ์ ๕ และไตรลักษณ์<br />
มองดูตนเอง<br />
สติ-สัมปชัญญะ<br />
สติปัฏฐานสี่<br />
ไม่รู้จักความพอดี มีความทุกข์ รู้จักความพอดี มีความสุข<br />
ทำบุญอย่างไรจึงได้บุญมาก<br />
กรรมสนองกรรม<br />
อภัยทาน<br />
ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ</p>
<p>[iggetimage type=&#8221;tags&#8221; tag=&#8221;%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99&#8243; limit=&#8221;20&#8243;]</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b8%9b%e0%b8%8d%e0%b8%ba%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%9b/">พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล วัดหนองช้างคืน</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Mar 2018 18:27:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาจันต๊ะ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล]]></category>
		<category><![CDATA[จันต๊ะ]]></category>
		<category><![CDATA[พระอธิการจันต๊ะ]]></category>
		<category><![CDATA[วัดหนองช้างคืน]]></category>
		<category><![CDATA[อนาวิโล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระ อธิการจันต๊ะ อนาวิโล ( ครูบาจันต๊ะ )เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 28ก.พ.2468 ที่ตำบลหนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูน เมื่อเยาว์วัยได้มาเป็นลูกศิษย์วัดหนองช้างคืนเพื่อศึกษาเล่าเรียนจากครูบา อาจารย์หลายท่าน</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99/">ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล วัดหนองช้างคืน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff9900;">พระอธิการจันต๊ะ อนาวิโล หรือ ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล วัดหนองช้างคืน ตำบลหนองช้างคืน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน</span></h2>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>พระอธิการจันต๊ะ อนาวิโล ( ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล)</strong></span> ชื่อเดิม <span style="color: #ff6600;"><strong>จันต๊ะ เทพวรรณ</strong></span> เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 ตรงกับเดือน 6 เหนือ แรม 6 ค่ำ ปีฉลู ที่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 ตำบลหนองช้างคืน อ.เมือง จ.ลำพูน</p>

<h3><span style="color: #ff9900;">ประวัติครูบาจันต๊ะ อนาวิโล</span></h3>
<h4>ครอบครัว</h4>
<p>บิดาชื่อ นายเทพ เทพวรรณ มารดาชื่อ นางปัน เทพวรรณ มีพี่น้องร่วมสายเลือดด้วยกัน 6 คน ตามลำดับดังนี้ 1.จันต๊ะ เทพวรรณ (ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล) 2.นางแดง อุ่นแก้ว 3.นายปั๋น เทพวรรณ 4.นางจันทร์ฟอง เทพวรรณ 5. นายตา เทพวรรณ 6. นายสวน เทพวรรณ</p>
<h4>บรรพชา</h4>
<p>เด็กชายจันต๊ะ เมื่อเยาว์วัยได้มาเป็นลูกศิษย์วัดหนองช้างคืนเพื่อศึกษาเล่าเรียนอ่านเขียนอักษณธรรมล้านนาและสูตรต่าง ๆ จากครูบา อาจารย์หลายท่าน เมื่อมีอายุได้ 12ปีได้บรรพชา ที่วัดหนองช้างคืน เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2479 โดยมีพระญาณมงคล วัดพระยืน จังหวัดลำพูน เป็นพระอุปัชฌาย์</p>
<h4>อุปสมบท</h4>
<p>จนเมื่อท่านอายุได้ 20 ปีท่านก็ได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2487 ท่านได้เล่าเรียนธรรมจนสอบธรรมสนามหลวงแผนกธรรม ชั้นโท พ.ศ. 2494</p>
<p>หลังจากนั้นท่านได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองช้างคืนเมื่อ พ.ศ.2520 ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสและได้พัฒนาวัดให้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ บูรณะอุโบสถ</p>
<p>ท่านมีความเมตตาธรรมสูง มีความสามารถพิเศษในด้านการเทศน์ธรรมมหาชาติ กัณฑ์มัทรี และได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงว่าเป็นเกจิอาจารย์ในด้านเครื่องลางของขลัง วัตถุมงคล คาถาอาคมและยันต์ต่างๆเป็นต้น จนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป</p>
<p>จนท่านได้มรณะภาพ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฏาคม 2544 รวมสิริอายุได้ 76 ปี พรรษา56 เมื่อท่านมรณะภาพ ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น เมื่อฝูงผึ้งได้เข้ามาทำรังในโลงของท่าน โดยผึ้งหลวงมาทำรังในโลงท่านถึง 11 รังด้วยกัน เป็นที่ฮือฮาในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ จนเมื่อจะทำการพิธีพระราชทานเพลิงศพฝูงผึ้งเหล่านั้นกลับได้ออกไปเองโดยไม่ มีใครไปทำลายแต่อย่างใด</p>
<p>ในปี 2537 และปี 2542 ท่านได้สร้างพระเครื่องครั้งใหญ่ขึ้นโดยเป็นเนื้อผงพุทธคุณ ได้แก่ พิมพ์<span style="color: #ff6600;"><strong><a style="color: #ff6600;" href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%99/">ขุนแผนครูบาจันต๊ะ อนาวิโล</a></strong></span> ขุนช้าง สังขจาย ล.ป.ทวด กลีบบัว และปิดตา วัตถุมงคลรุ่นนี้ต่อมาภายหลังได้รับความนิยมของในพื้นที่มาก โดยมีความโดดเด่นในเรื่องเมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ และแคล้วคลาดปลอดภัย โดยเฉพาะขุนแผนและขุนช้างนั้นได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงในเรื่องเมตตาและ มหาเสน่ห์โชคลาภ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99/">ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล วัดหนองช้างคืน</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%95%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%95/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Dec 2017 22:18:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[พระครูวินัยธรมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[พระอาจารย์มั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ภูริทัตโต]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่มั่น]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%95%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%95</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หรือนามตามสมณศักดิ์ว่า พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต (20 มกราคม พ.ศ. 2413 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492) เป็นพระภิกษุผู้เป็นบูรพาจารย์องค์หนึ่งของสายพระป่าในประเทศไทย </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%95%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%95/">หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต</h2>
<p>หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หรือนามตามสมณศักดิ์ว่า พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต (20 มกราคม พ.ศ. 2413 &#8211; 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492) เป็นพระภิกษุผู้เป็นบูรพาจารย์องค์หนึ่งของสายพระป่าในประเทศไทย นับแต่อุปสมบทท่านได้ปฏิบัติตนตามแนวทางคำสอนพระศาสดาอย่างเคร่งครัด และยึดถือธุดงควัตรด้วยจริยวัตรปฏิปทางดงาม จนได้รับการยกย่องจากผู้ศรัทธาทั้งหลายว่าเป็นพระผู้เลิศทางธุดงควัตร ท่านวางแนวทางในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าให้แก่ สมณะประชาชนอย่างกว้างขวาง จนมีพระสงฆ์และฆราวาสเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก แนวคำสอนของท่านเป็นที่รู้จักกันดีว่า คำสอนพระป่า (สายพระอาจารย์มั่น) หลังจากท่านมรณภาพลง ในปี พ.ศ. 2492 ยังคงมีพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านสืบต่อแนวปฏิบัติของท่านสืบมา โดยลูกศิษย์เรียกว่า พระกรรมฐานสายวัดป่า หรือ พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านได้รับยกย่องจากผู้ศรัทธาให้เป็น พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า สืบมาจนปัจจุบัน<br />
ภูมิหลัง<br />
พระอาจารย์มั่นมีชื่อเดิมว่า &#8220;มั่น แก่นแก้ว&#8221; เกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2413 ปีมะแม ที่บ้านคำบง ตำบลสงยาง อำเภอโขงเจียม (ปัจจุบันคืออำเภอศรีเมืองใหม่) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของนายคำด้วง และนางจันทร์ แก่นแก้ว ได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 15 ปี ณ วัดบ้านคำบง เมื่อบวชได้ 2 ปี บิดาขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้าน จิตท่านยังหวนคิดถึงร่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่เนืองนิจ เพราะติดใจในคำสั่งของยายว่า &#8220;เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายากนัก&#8221; ต่อมาหลวงปู่เสาร์ได้เดินธุดงค์มาปักกลดอยู่ที่บ้านคำบง นายมั่น จึงเข้าถวายการรับใช้และมีจิตศรัทธาในข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่เสาร์ ต่อมาได้เป็นศิษย์ติดตามเข้าเมืองอุบล ครั้นอายุได้ 23 ปีจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเลียบ อ.เมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2436 โดยมีพระอริยกระวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังท่านสงสัยในผู้บวชให้และผ้าสังฆาฏิ หลังจากนั้นเกือบปีพระครูวิจิตรธรรมภาณี (จันทร์ สิริจนฺโท) จึงให้ท่านทำทัฬหีกรรมที่แพกลางแม่น้ำมูล โดยพระอาจารย์ม้าว เทวธมฺมี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิจิตรธรรมภาณี (จันทร์ สิริจนฺโท) และพระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กนฺตสีโล) เป็นคู่กรรมวาจาจารย์[3]</p>
<p>ภายหลังท่านได้ออกจาริกเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ และธุดงค์เดี่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ และไปศึกษาธรรมะจากพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอีกท่านหนึ่ง จึงออกจาริกไปอีกหลายที่หลายแห่ง จนกระทั่งถึงที่ถ้ำสาลิกา ใกล้น้ำตกเขาสาริกา จ.นครนายก ท่านได้บรรลุธรรมชั้นอนาคามีที่นั่น</p>
<p>ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา<br />
ประมาณปี 2450 &#8211; 2453 ท่านได้จาริกไปทางจังหวัดลพบุรี ไปพักอยู่ที่เขาพระงามบ้าง ถ้ำสิงโตบ้าง ต่อมา ท่านได้ไปพักอยู่ที่ถ้ำสาริกา จังหวัดนครนายกนี่เอง ท่านได้ประสบเหตุการณ์ต่าง หลายประการ และเป็นที่ติดใจท่านมาตลอด คือ ขณะที่ท่านไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับถ้ำมากกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ ท่านวานให้ชาวบ้านพาไปส่งที่ถ้ำดังกล่าว เพราะไม่รู้จักทาง ชาวบ้านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับถ้ำนั้นให้ฟัง พร้อมกับนิมนต์ให้เลิกล้มความต้งใจที่จะไปถ้ำนั้นเสีย แต่ท่านบอกว่า ท่านไม่กลัว ท่านทดลองพักดู</p>
<p>ขณะที่พักที่ถ้ำสาริกาแห่งนี้ในระยะเดือนแรกๆ ท่านรู้สึกปรกติดี จิตใจสงบ ไม่มีอะไรพลุกพล่าน พอดีคืนต่อๆมา ท่านรู้สึกว่าโรคเจ็บท้องที่เคยเป็นประจำชักกำเริบ และมีอาการรุนแรงขึ้นตามลำดับ แต่ด้วยอาศัยด้วยเหตุว่าท่านได้บำเพ็ญบารมี (กำลังใจในการปฏิบัติที่สั่งสม) ไว้มากในพระบวรพุทธศาสนา ท่านจึงตัดสินใจออกไปนั่งสมาธิ พิจารณาธรรม แยกธาตุขันธ์ เจริญอสุภะกรรมฐาน จนกระทั่งจิตเกิดความอัศจรรย์ สามวันสามคืน แม้กระทั่งเม็ดทราย พอจิตของท่านอิ่มตัวจากการประพฤติปฏิบัติ ได้เกิดนิมิตลูกสุนัขปรี่เข้าไปดูดนมแม่สุนัข ท่านจึงได้เกิดความสงสัยว่า &#8220;ในการพิจารณาขั้นนี้ที่จิตรวมในการพิจารณาแล้ว ไม่น่าจะมีนิมิตแล้ว&#8221; เพราะนิมิตจะเกิดจากการปฏิบัติสมาธิที่ยังไม่เป็นวสี (ยังไม่ชำนิชำนาญ) เมื่อท่านเกิดความสงสัย จึงได้พิจารณาจนได้ความว่า ลูกสุนัขที่ได้กระทำการดูดนมแม่หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวท่านเองที่เสวยอัตภาพมาตลอด 500 ชาตินั้นเองจึงได้เกิดความสลดสังเวชใจ จึงนำสิ่งที่ได้พบได้เห็นมาพิจารณาธรรมในข้อที่ว่า &#8220;กายะ ทุกขัง อริยสัจจัง&#8221;คือว่าพิจารณาว่ากายเป็นทุกข์ ไม่ทำให้เกิดความสุขให้เรา แต่ต่อมาท่าเกิดความรู้สึกกังวล จึงใช้ญาณตรวจดูเกิดพบว่าท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิ (ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า) จึงค้นลงไปอีกว่าปรารถนาตอนไหน พอเห็นว่าปรารถนาเมื่อสมัยพระศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้า จึงเห็นว่าเป็นการเนิ่นช้า ท่านเล่าอีกว่าถอนความปรารถนานั้น มุ่งมั่นความพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ จากนั้นเกิดเหตุในนิมิตว่ามียักษ์ตนหนึ่งจะเข้ามาทำร้าย แต่ไม่สามารถทำร้ายท่านได้ ยักษ์ได้ยอมแพ้และได้เนรมิตรกายกลับเป็นเทพบุตรกล่าวอ้างพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ในกาลเวลาต่อมาจิตท่านจึงรวม เห็นโลกทั้งโลกราบเรียบเตียนโล่งเสมอด้วยลักษณะทั้งสิ้นภายในจิต</p>
<p>ต่อมาท่านขึ้นไปที่ภาคเหนือจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร 1 พรรษาได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง เป็นพระครูวินัยธร และพระอุปัชฌาย์ ท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้หลวงตาปลัดเกตุ เพียงองค์เดียวเท่านั้น ขณะนั้นท่านจึงจำใจรับตำแหน่ง เพราะเห็นแก่ท่านเจ้าคุณอุบาลีผู้นิมนต์ ขณะที่กำลังอาพาธเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกตรงขา แต่ต่อมาท่านจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านรำพึงในใจว่า&#8221;หากเรายังรับตำแหน่งอยู่ต่อไป ลาภสักการะอาจจะฆ่าการปฏิบัติของเรา อันเป็นเหตุแห่งการฆ่าการประพฤติปฏิบัติก็เป็นได้&#8221; ท่านจึงได้สละตำแหน่ง หนีธุดงค์เข้าป่า อาศัยอยู่ตามดอยมูเซอ ถ้ำเชียงดาว ถ้ำพวง ฯลฯ แล้วออกไปพำนักตามที่วิเวกต่างๆ ในเขตภาคเหนือหลายแห่ง เพื่อสงเคราะห์สาธุชนในที่นั้น ๆ นานถึง 11 ปี และสงเคราะห์อดีตคู่บำเพ็ญบุญในอดีตชาติของท่านชื่อแม่บุญปัน ที่บ้านแม่กอย ต.กลางเวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันวัดป่าแม่กอย ชื่อวัดป่าพระอาจารย์มั่น</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2478 ท่านบรรลุธรรมชั้นสูงสุดที่ ถ้ำดอกคำ ต.น้ำแพร่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ จากนั้นท่านได้ธุดงค์ไปยังดอยนะโม ใกล้ดอยแม่ปั๋ง ท่านได้พูดกับลูกศิษย์ คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย ว่า &#8220;ผมหมดงานที่จะทำแล้ว ก็อยู่สานกระบุงตะกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ลูกหาได้บ้างเท่านั้น&#8221;ท่านได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้บรรลุธรรมสูงสุดเป็นจำนวนมาก ต่อมาพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ได้นิมนต์ท่านให้กลับไปสั่งสอนลูกศิษย์ทางภาคอีสาน โดยท่านได้อาศัยรถไฟสถานีเชียงใหม่ ลงที่จังหวัดนครราชสีมา โดยพำนักที่วัดป่าสาลวัน แล้วลงจำพรรษาที่วัดป่าบ้านนามน ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร (ปัจจุบันเป็น อ.โคกศรีสุพรรณ) พอพระภิกษุเข้ามาอยู่ศึกษากับท่านมากขึ้น ท่านจึงดำริว่าจะย้ายที่จำพรรษาไปวัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พอเข้ามาลงหลักปักฐานที่วีดป่าบ้านหนองผือเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ทุ่มเทสอนอุบายการหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งปวง แก่ลูกศิษย์โดยอุบายทางตรงแลทางอ้อม โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นพระบิดาพระกรรมฐานแห่งยุค ตำนานชีวิตของท่านถูกกล่าวขานกันไม่รู้จบ เป็นที่ประจักษ์แก่ศิษผู้ไกล้ชิดถึงญาณความรู้ของหลวงปู่มั่นกว้างขวางแม่นยำทุกด้านหาผู้เสมอเหมือนได้ยากยิ่ง ท่านสำเร็จปฏิสัมภิทานุศาสน์ 4 อย่าง คือ</p>
<p>อัตถปฏิสัมภิทา &#8211; แตกฉานในอรรถ<br />
ธรรมปฏิสัมภิทา &#8211; แตกฉานในธรรม<br />
นิรุตติปฏิสัมภิทา &#8211; แตกฉานในภาษา<br />
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา &#8211; แตกฉานในปฏิภาณ<br />
โดยปฏิปทาที่ท่านยึดมั่นมาตลอดชีวิตนั้น คือธุดงค์ ซึ่งธุดงควัตรข้อสำคัญที่ท่านสามารถยึดมั่นมาตลอดจนวาระสุดท้ายของชีวิต มี 7 ประการ คือ</p>
<p>ปังสุกุลิกังคธุดงค์ &#8211; ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุล<br />
ปิณฑปาติกังคธุดงค์ &#8211; ถือภิกขาจารวัตร เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์<br />
เอกปัตติกังคธุดงค์ &#8211; ถือฉันในบาตร ใช้ภาชนะใบเดียวเป็นนิตย์<br />
เอกาสนิกังคธุดงค์ &#8211; ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์<br />
ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ &#8211; ถือลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม<br />
เตจีวริตังคธุดงค์ &#8211; ถือใช้ผ้าไตรจีวร 3 ผืน<br />
อารัญญิกังคะ &#8211; ถือละเว้นการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน</p>
<p>อุบายสอนธรรมอันแยบคาย<br />
ท่านชาญฉลาดเชี่ยวชาญการดักใจ ทรมารกิเลสของบุคคลต่างๆได้เป็นเลิศ และมีญาณหยั่งรู้จิตใจผู้อื่นได้รวดเร็ว ทำให้ศิษทั้งหลายต่างเกรงกลัวสำรวมในการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ท่านจะเน้นให้ลูกศิษถือสัลเลขธรรมเป็นเครื่องดำเนินอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสนทนาปราศรัยอะไรจะไม่ห่างจากสัลเลขธรรม ๑๐ ประการเลย ซึ่งประกอบด้วย อัปปิจฉตา(ความมักน้อย) สันตุฏฐิตา(สันโดษ) อสังคณิกา(ความไม่คลุกคลีมั่วสุม) วิเวกตา(ความสงัดวิเวก) วิริยารัมภะ(ความเพียร) ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ(ความหลุดพ้น) วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นอันแจ้งชัดในความหลุดพ้น)</p>
<p>ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่ง ที่ได้ไปศึกษ่าข้อวัตรปฏิบัติจากหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านเล่าให้ฟังว่า การใช้ภาษานั้น พระอาจารย์มั่นนั้นแตกฉานมากสามรถเทศน์คำว่า นโม เพียงคำเดียวได้เป็นเดือนๆ ยิ่งคำว่า มหา ท่านก็เทศน์ สนุกมาก ครั้งหนึ่งมีพระสององค์จากกรุงเทพฯ ไปหาท่าน ปรากฏว่า พระสององค์มีความรู้แตกฉานในพระคัมภีร์หนังสือวิสุทธิมรรค ท่านพระอาจารย์มั่นก็สอนว่า</p>
<p>วิสุทธิมรรคนั้นมีอะไร มีศีลนิเทศ สมาธินิเทศ ปัญญานิเทศ นิเทศนี้คืออะไร ก็คือนิทาน เป็นนิทานเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่ความจริงของศีล สมาธิ ปัญญาหรอก ถ้าต้องการรู้ความจริง ต้องปฏิบัติให้มีขึ้นในกาย วาจา ใจ ของตน</p>
<p>ท่านพระอาจารย์มั่น มีความละเอียดมากในการสอนลูกศิษย์ เวลาพระองค์ไหนป่วยแล้วขอยา ท่านจะว่า นี่จะเอาอะไรเป็นสรณะที่พึ่ง เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง หรือเอายาเป็นที่พึ่ง ถือเอาศาสนาพุทธหรือศาสนายากันแน่ แต่ถ้าองค์ไหนป่วย แล้วไม่ยอมฉันยา ท่านก็ติเตียนอีกว่า ยามี ทำไมไม่ยอมฉัน ทำไมทำตัวเป็นคนเลี้ยงยาก ฟังดูแล้วดูเหมือนลูกศิษย์ต้องโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่ความหมายของท่านคือ ขอปราบทิฏฐิของลูกศิษย์ในเรื่องนี้ เพราะความดีไม่ได้อยู่กับการฉันยาหรือไม่ฉันยา แต่อยู่กับการใช้ปัญญาพิจารณาทุก นั้นต่างหาก</p>
<p>สุบินนิมิตของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต<br />
ณ ที่วัดเลียบเมืองอุบล หลวงปู่มั่นได้เพียรปฏิบัติภาวนามาอย่างไม่ลดละ การดำเนินจิตของท่านมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ มีนิมิตที่น่าสนใจสองครั้ง ครั้งแรก หลวงปู่เล่าว่าคืนหนึ่ง เราได้หลับไปแล้วแต่การหลับของเราขณะนั้นเหมือนจะตื่น เพราะเราต้องกำหนดจิตให้มีสติไว้เสมอ ท่านรู้สึกว่าฝันไปว่าเดินออกจากบ้านเข้าสู่ป่าที่รกชัฏ พบต้นไม้ใหญ่ชื่อต้นชาด ถูกโค่นล้มอยู่กับพื้น กิ่งก้านผุพังแล้ว ท่านขึ้นไปยืนบนขอนต้นชาด มองไปข้างหน้าเห็นทุ่งกว้าง ทันใดมีม้าขาวมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ท่านขึ้นไปนั่งบนหลังม้า แล้วม้าก็วิ่งผ่านทุ่งไปจนสุดพบตู้พระไตรปิฎกตั้งตระหง่านอยู่ ท่านไม่ได้เปิดตู้ดูแล้วรู้สึกตัวตื่น</p>
<p>ท่านได้ทบทวนเรื่องที่ฝัน เกิดความรู้สึกมั่นใจในการปฏิบัติภาวนาของท่าน ภายหลังท่านได้ทำนายเหตุการณ์ที่ฝันให้ฟังว่า ที่ออกจากบ้านก็คือออกจากเพศฆราวาส ไปพบป่าชัฏแสดงว่ายังไปไม่ถูกทางจริงจึงต้องลำบากหนัก ที่ท่านได้ขึ้นไปบนขอนไม้ชาดที่ผุแล้วแสดงว่าชาตินี้อาจเป็นชาติสุดท้ายของท่าน เหมือนต้นชาดนั้นย่อมไม่สามารถงอกได้อีกแล้วท่านต้องแสวงหาต่อไป ทุ่งโล่งหมายถึงแนวทางที่ถูกต้องเป็นทางที่ไม่ลำบากนัก การได้ขี่ม้าขาวหมายถึงการเดินทางไปสู่ความบริสุทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว การพบตู้พระไตรปิฎกแต่ไม่ได้เปิดดูก็คือท่านคงไม่ถึงปฏิสัมภิทาญาณถ้าได้เปิดดูก็คงแตกฉานกว่านี้ เพียงได้ความรู้ถึงปฏิสัมภิทานุศาสน์สามารถสอนผู้อื่นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น</p>
<p>หลวงปู่ได้เร่งความเพียรหนักขึ้นได้เปลี่ยนวิธีการคือพอจิตดำเนินถึงขั้นสงบนิ่งแล้วแต่ไม่หยุดที่ความสงบนิ่งเหมือนแต่ก่อน ยกกายขึ้นพิจารณาเรียกว่ากายคตาสติ โดยกำหนดจิตเข้าสู่กายทุกส่วนทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ให้จิตจดจ่อที่กายตลอดเวลาพิจารณาให้เป็นอสุภะจนเกิดความเบื่อหน่าย (นิพพิทาญาณ) บางครั้ง ขณะเดินจงกรมอยู่ปรากฏเดินลุยอยู่ข้างศพก็มี เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นเป็นเดือน ท่านว่าปรากฏปัญญาขึ้นมาบ้าง ไม่เหมือนทำจิตให้สงบอยู่อย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมาซึ่งได้แต่ความสุข ความอิ่มใจเฉยๆ ยิ่งกว่านั้นยังเกิดความหวั่นไหวไปตามกิเลสอยู่ แต่การปฏิบัติในคราวหลังนี้ความรู้สึกหวั่นไหวได้ชะงักลง จึงปลงใจว่าน่าจะไปถูกทาง</p>
<p>นิมิตครั้งที่สอง เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในช่วงต่อมา ได้เกิดนิมิตในสมาธิติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 3 เดือน วันหนึ่งหลวงปู่เกิดนิมิตในสมาธิว่า เห็นคนตายนอนอยู่ห่างจากตัวท่านราวหนึ่งศอก มีสุนัขกำลังกัดทึ้งซากศพ ดึงไส้ออกมาเคี้ยวกินอยู่ ท่านจึงกำหนดพิจารณาดูซากศพทุกส่วน กำหนดขยายส่วนต่างๆ ขึ้นพิจารณาจนเห็นเด่นชัด สามารถกำหนดขยายหรือย่อส่วนได้ตามต้องการ (เรียกว่าปฏิภาคนิมิต) ยิ่งพิจารณาไปจิตก็ยิ่งสว่างไสวปรากฏดวงแก้วขึ้นมา แล้วทิ้งการกำหนดอสุภะ มากำหนดเอาเฉพาะดวงแก้วเป็นอารมณ์</p>
<p>วาระต่อไปได้ปรากฏนิมิตเป็นภูเขาอยู่ข้างหน้า ท่านกำหนดจิตขึ้นไปดูเห็นมีห้าชั้น เดินขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 5 พบบันไดแก้วแล้วหยุดอยู่ที่นั่น ไปต่อไม่ได้จึงเดินทางกลับ ท่านได้พบว่าท่านได้สะพายดาบและใส่รองเท้าวิเศษไปด้วยในทุกครั้งที่เกิดนิมิต ในครั้งต่อไปเมื่อทำสมาธิ ก็เกิดนิมิตและดำเนินไปเหมือนเดิม เดินไปถึงที่เดิมเห็นกำแพงแก้วเปิดประตูเดินเข้าไป พบพระนั่งสมาธิอยู่ 2 &#8211; 3 องค์ ท่านเดินต่อไปจนถึงหน้าผาสูงชัน เดินต่อไปไม่ได้จึงกลับทางเดิม</p>
<p>ในครั้งต่อๆ ไป การทำสมาธิก็ดำเนินไปในแนวเดิมไปพบเห็นสิ่งต่างๆต่อไปเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งได้สวนทางกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ) ท่านเจ้าคุณกล่าวเป็นภาษาบาลีว่า “อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค” แล้วก็เดินไป นิมิตในสมาธิเกิดต่อเนื่องกันไปนานถึง 3 เดือน จนไปถึงที่สุดไม่มีนิมิตอะไรต่อไปอีกแล้ว มีแต่ความสุขสงบเหลือที่จะประมาณได้จนท่านเองสำคัญว่า “ตนของตนถึงความบริสุทธิ์แน่จริง หมดจากกิเลสแล้ว”</p>
<p>หลวงปู่ได้ยกประสบการณ์ในครั้งนั้นมาเป็นตัวอย่างสั่งสอนศิษย์ว่า “ระวังอย่าได้ไปหลงนิมิตเช่นนี้เพราะมันวิเศษจริงๆ ผู้ปฏิบัติทางจิตชอบจะมาติดอยู่เพียงแค่นี้ แล้วสำคัญตนผิด&#8230;.เราเองก็เป็นมาแล้วและมันก็น่าจะหลงใหล เพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก ที่เรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส ก็คือความเป็นเช่นนี้”</p>
<p>หลังจากที่หลวงปู่รู้ตัวว่าหลงไปตามนิมิตต่างๆแล้ว ท่านกับมากำหนดกายคตา จิตได้เข้าฐาน ปรากฏว่าได้เลิกหนังของตนออกหมดแล้วแหวะในกายพิจารณาทบทวนในร่างกายอย่างละเอียดแล้วพักจิต (มิใช่พิจารณากายไปโดยไม่หยุดพัก) ขณะที่พักก็รู้ว่าปัญญาได้เกิดขึ้นพอควร มีอาการไม่ตื่นเต้น ไม่หวั่นไหว จึงได้เปล่งอุทานว่า “นี่แหละจึงจัดว่ารวมถูก เพราะไม่ใช่จิตรวมสงบแล้วก็อยู่เฉยที่สงบนั้น ต้องสงบแล้วพิจารณาอยู่ในกัมมัฏฐาน คืออยู่ในการพิจารณาดูตัวทุกข์คือกายนี้เป็นตัวทุกข์และให้เห็นทุกข์อยู่ จึงจะได้ชื่อว่าดำเนินจิตอยู่ในองค์มรรค ฯลฯ เราจะต้องตรวจค้นให้รู้จริงเห็นจริงอยู่ที่กายกับจิตเท่านั้น จึงจะถูกอริยมรรคปฏิปทา”</p>
<p>มีครั้งหนึ่ง ปรากฏในนิมิตว่าร่างกายของท่านแตกออกเป็นสองภาค ท่านกำหนดจิตให้นิ่งจนเกิดความสังเวชสลดใจเห็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด จึงถือเอาหลักที่ทำมาเป็นการเริ่มต้นเพราะมั่นใจว่าปฏิบัติถูกต้อง เป็นทางดำเนินจิตของท่านต่อไป</p>
<p>การปฏิบัติภาวนาในช่วงที่อยู่วัดเลียบแม้จะก้าวหน้าไปโดยลำดับแต่หลวงปู่มั่นตระหนักว่า “ยังไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่” ท่านจึงได้ออกธุดงค์เข้าป่าเพียงลำพังองค์เดียวไปทางนครราชสีมาเข้าดงพญาเย็น แสวงวิเวกไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณน้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายกเป็นป่าทึบเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ เป็นสถานที่น่าประหลาดสำหรับพระธุดงค์ หลวงปู่มุ่งหน้าสู่ถ้ำไผ่ขวาง ชาวบ้านได้ทัดทานไว้เนื่องจากมีพระธุดงค์ไปมรณภาพที่ถ้ำแห่งนั้นถึง 6 องค์แล้ว แต่หลวงปู่ตอบชาวบ้านว่า “ขอให้อาตมาเป็นองค์ที่ 7 ก็แล้วกัน”</p>
<p>หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมีความเด็ดเดี่ยวปฏิบัติธรรมมุ่งมั่นไม่กลัวตาย หากแต่กลัวกิเลสที่ย่ำยีจิตใจให้รุ่มร้อนมากกว่า ถ้ำแห่งนั้นเป็นถ้ำที่ไม่ใหญ่โตนัก มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น บรรยากาศน่าสะพรึงกลัว ยิ่งตอนพลบค่ำยิ่งวังเวง แต่หลวงปู่ท่านเคยชินกับสภาพเช่นนั้นมากแล้ว จึงไม่มีอะไรทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้หลังจากจัดแจงสถานที่และเดินดูรอบๆบริเวณแล้ว พอค่ำลงสนิทท่านก็เริ่มบำเพ็ญภาวนาโดยนั่งสมาธิตลอดคืน ปรากฏว่าสว่างไสวไปหมดนับเป็นนิมิตที่ดียิ่ง</p>
<p>รุ่งขึ้นเช้าหลวงปู่ก็ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านไร่นั้น หลังจากฉันแล้ว ท่านก็พักกลางวันไปสักหนึ่งชั่วโมง พอลุกขึ้นรู้สึกตัวหนักไปหมด หนำซ้ำเกิดท้องร่วงอย่างแรง เมื่อสังเกตดูอุจจาระพบว่าอาหารที่ฉันเข้าไปไม่ย่อยเลย ข้าวสุกยังเป็นเม็ด อาหารที่ทานเข้าไปยังอยู่ในสภาพเดิม ท่านจึงเข้าใจว่าพระองค์ก่อนๆ ที่มรณภาพไปก็คงเป็นเพราะเหตุนี้เองได้รำพึงกับตัวเองว่า “เราก็เห็นจะตายแน่เหมือนพระเหล่านั้น”</p>
<p>หลวงปู่ได้หาที่น่าหวาดเสียวที่สุด เห็นว่าริมปากเหวเหมาะที่สุดที่จะนั่งบำเพ็ญเพียร ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่า “หากจะตายขอตายตรงนี้ ขอให้ร่างกายหล่นลงไปในเหวนี้จะได้ไม่ต้องเป็นที่วุ่นวายเดือดร้อนแก่ใครๆ”</p>
<p>ตั้งแต่บัดนั้นหลวงปู่ได้ตั้งปฏิธานแน่วแน่ว่า “ถ้าไม่รู้แจ้ง เห็นจริงก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด” หลวงปู่ได้นั่งสมาธิ ณ จุดนั้นติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืนโดยไม่ลืมตาเลย ท่านเริ่มกำหนดจิตต่อจากที่เคยดำเนินมาครั้งหลังสุด ได้เกิดการสว่างไสวดุจกลางวัน ความผ่องใสของจิตสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการ แม้จะกำหนดดูเม็ดทรายก็เห็นอย่างชัดเจนทุกเม็ด แม้จะพิจารณาทุกอย่างที่ผ่านมาก็แจ้งประจักษ์ขึ้นมาในปัจจุบันหมด</p>
<p>ในขณะที่จิตของท่านดำเนินไปอย่างได้ผล ก็ปรากฏเห็นเป็นลูกสุนัขกำลังกินนมแม่ ท่านได้พิจารณาไคร่ครวญดูว่าทำไมจึงมีนิมิตมาปน ทั้งๆ ที่จิตของท่านเลยขั้นนิมิตแล้ว เมื่อกำหนดจิตพิจารณาก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่า “ลูกสุนัขนั้นก็คือตัวเราเอง เราเคยเกิดเป็นสุนัขอยู่ตรงนี้มานับอัตภาพไม่ถ้วน เวียนเกิดเวียนตายเป็นสุนัขหลายชาติ”</p>
<p>เมื่อพิจารณาโดยละเอียดได้ความว่า ภพ คือความยินดีในอัตภาพของตน สุนัขก็ยินดีในอัตภาพของมัน จึงต้องวนเวียนอยู่ในภพของมันตลอดไป</p>
<p>เมื่อหลวงปู่ทราบความเป็นไปในอดีตชาติของท่านก็เกิดความสลดจิตเป็นอย่างมาก ความสว่างไสวในจิตของท่านยังคงเจิดจ้าอยู่ แต่ทำไมยังมีการห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ ไม่สามารถพิจารณาธรรมให้ยิ่งขึ้นไปได้เมื่อตรวจสอบดูก็พบความจริงที่ท่านไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ “การปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ของท่าน ซึ่งมีในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้เอง แล้วเมื่อไรจะได้ถึงคิวเป็นพระพุทธเจ้าตามความปรารถนา”</p>
<p>หลวงปู่ได้พิจารณาถึงภพชาติในอดีต ปรากฏว่า ท่านเคยมีตำแหน่งเสนาบดีเมืองกุรุรัฐ (กรุงเดลฮีในปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าได้ไปแสดงธรรมโปรดชาวกุรุรัฐ พระองค์ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตร หลวงปู่ซึ่งเป็นเสนาบดีในชาตินั้นก็ได้เจริญสติปัฏฐาน แล้วยกจิตขึ้นอธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นพระองค์เถิด” ได้ความว่าหลวงปู่ได้ปรารภโพธิญาณมาตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านต้องชะงักในการพิจารณาอริยสัจเพื่อทำจิตให้หลุดพ้นได้ ต้องสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ ถ้าไม่ปล่อยวางความปรารถนานั้น</p>
<p>หลังจากได้ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ แล้ว หลวงปู่รู้สึกสลดใจที่เคยเกิดเป็นสุนัขนับอัตภาพไม่ถ้วน และยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีไปอีกนานแสนนาน ท่านจึงได้หยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ แล้วตั้งใจเพื่อการบรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน</p>
<p>และในปี พ.ศ. 2481 หลวงปู่ได้นิมิตว่า “ได้เดินไปตามทางซึ่งโล่งเตียน สะอาด มีพระภิกษุสามเณรเดินตามไปเป็นจำนวนมาก ดูเป็นแถวยาวเหยียด เมื่อเดินไป เดินไปปรากฏว่าพระภิกษุ สามเณรเหล่านั้น ทั้งพระเถระผู้ใหญ่และผู้น้อย ต่างก็เดินไปคนละทาง บ้างก็แยกไปทางซ้าย บ้างก็แยกไปทางขวา บ้างก็ล้ำหน้าเดินไปอย่างไม่เกรงใจ ดูพลุกพล่านไป”</p>
<p>หลวงปู่ได้อธิบายนิมิตของท่านว่า “ในการต่อไปข้างหน้า จะมีผู้นิยมทำกรรมฐานภาวนากันมากขึ้น กับจะมีการตั้งตนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานภาวนากันมากจะมีทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ คือต่างก็จะสอนไปตามความเข้าใจของตน จนถึงกับนำเอาการตั้งตนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานภาวนามาบังหน้า แล้วก็ดำเนินการไม่บริสุทธิ์ด้วยประการต่างๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ดีเท่าที่ควร” “แต่บางพวกก็ดี เพราะยังเดินตามเราอยู่ นี่มิได้หมายความว่าเราเป็นผู้วิเศษ แต่การดำเนินการของเรานั้น ได้ทำไปโดยความบริสุทธิ์ใจมุ่งเพื่อความพ้นทุกข์ โดยปฏิปทานี้ ก็ทำให้ได้ผลทั้งตนเองและศิษยานุศิษย์ตลอดมา การที่ต่างคนต่างตั้งตนเป็นอาจารย์นั้น ย่อมทำให้เสียผลเพราะทำให้เกิดความลังเลแก่ผู้จะเข้ามาเรียนกรรมฐานภาวนาว่าจะถือเอาอาจารย์ไหนจึงจะถูก”</p>
<p>มรณภาพ<br />
หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺตมหาเถระ ละสังขารเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 อายุ 79 ปี 56 พรรษา ณ วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งต่อมาอัฐิของท่านได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุในหลายที่ได้มีการแจกตามจังหวัดต่างๆที่ได้ส่งตัวแทนมารับ</p>
<p>วาระนิพพาน ณ วัดป่าสุทธาวาส หลังจากที่ท่านพักอาพาธที่วัดป่าบ้านกลางโนนภู่ ๑๑ วันแล้ว คณะศิษย์นุศิษย์ได้อาราธนาองค์หลวงปู่มั่นนอนในเปลพยาบาลแล้วนำท่านขึ้นรถเพื่อมาพัก ณ วัดป่าสุทธาวาส ออกเดินทางแต่เช้าถึงวัดป่าสุทธาวาสประมาณเกือบ ๑๒ นาฬิกา จากบันทึกของหลวงตาทองคำ จารุวณฺโณผู้อุปฐากองค์หลวงปู่มั่นในช่วงอาพาธได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงที่องค์ท่านมรณภาพไว้ในหนังสือ &#8221; บันทึกวันวาน &#8221; ไว้ดังนี้</p>
<p>&#8220;&#8230; จากพรรณานิคม ถึงวัดป่าสุทธาวาส สกลนคร เกือบ ๑๒ นาฬิกา เพราะทางหินลูกรังกลัวจะกระเทือนมาก ท่านฯ ก็หลับมาตลอด นำท่านฯ ขึ้นกุฏิ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดก็มี ผู้เล่า ท่านวัน ท่านหล้า ผู้จัดที่นอนให้ท่านฯ ได้ผินศีรษะไปทางทิศใต้ ปกติเวลานอนท่านฯ จะผินศีรษะไปทางทิศตะวันออก ด้วยความพะว้าพะวัง จึงพากันลืมคิดที่จะเปลี่ยนทิศทางศีรษะของท่านฯเวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. เศษ ท่านฯ รู้สึกตัวตื่นตื่นขึ้นจากหลับ แล้วพูดออกเสียงได้แต่อือๆ แล้วก็โบกมือเป็นสัญญาณ แต่ไม่มีใครทราบว่าท่านฯ ประสงค์สิ่งใด มีสามเณรรูปหนึ่งอยู่ที่นั้น เห็นท่าอาการไม่ดี จึงให้สามเณรอีกรูปไปนิมนต์พระเถระทุกรูป มีเจ้าคุณจูม พระอาจารย์เทสก์ พระอาจารย์ฝั้น เป็นต้น มากันเต็มกุฏิ เท่าที่สังเกตดู ท่านใกล้จะละสังขารแล้ว แต่อยากจะผินศีรษะไปทางทิศตะวันออก ท่านพลิกตัวไปได้เล็กน้อย ท่านหล้า ( พระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต ) คงเข้าใจ เลยเอาหมอนค่อยๆ ผลักท่านไป ผู้เล่าประคองหมอนที่ท่านหนุน แต่ท่านรู้สึกเหนื่อยมาก จะเป็นการรบกวนท่านฯ ก็เลยหยุด ท่านฯ ก็เห็นจะหมดเรี่ยวแรง ขยับต่อไปไม่ได้ แล้วก็สงบนิ่ง ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ต้องเงี่ยหูฟัง ท่านวันได้คลำชีพจรที่เท้า ชีพจรของท่านเต้นเร็วชนิดรัวเลย รัวจนสุดขีดแล้วก็ดับไปเฉยๆ ด้วยอาการอันสงบ&#8221;</p>
<p>คำสอน<br />
1. ธรรมชาติของดีทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี มีอุปมาดังดอกปทุมชาติอันสวยงาม ก็เกิดขึ้นมาจาก โคลนตม อันเป็นของสกปรก ปฏิกูล น่าเกลียด</p>
<p>แต่ว่า ดอกบัวนั้นเมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้วย่อมเป็นสิ่งสะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชา อุปราช อำมาตย์ เสนาบดี เป็นต้น และดอกบัวนั้นก็มิกลับคืนไปยังโคลนตมอีก</p>
<p>2. ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ</p>
<p>3. ถ้าจิตมีความสงบถึงฐานของสมาธิแล้ว อย่าไปบังคับให้ถอนนะ ปล่อยให้อยู่ในความสงบนั้นไป จนจิตได้มีความอิ่มตัวในสมาธินั้น ๆ ได้เวลาแล้วจิตก็จะถอนออกมาเอง เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป</p>
<p>4. ธรรมชาติของจิตเป็นของผ่องใสยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่อาศัยของปลอม กล่าวคือ อุปกิเลสที่สัญจรเข้ามาปกคลุม จึงทำให้หมดรัศมี ดุจพระอาทิตย์เมื่อเมฆบดบัง อย่าพึงเข้าใจว่า พระอาทิตย์เข้าไปหาเมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย เมื่อรู้โดยปริยายนี้แล้ว พึงกำจัดของปลอม ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย</p>
<p>5. ได้สมบัติทั้งปวงไม่เท่าได้ตน เพราะตัวตนนั้นเป็นที่เกิดแห่ง สมบัติทั้งปวง</p>
<p>6. ของดีมีอยู่กับตัวเรา ทุกคนก็พากันปฏิบัติเอา ทำเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวายหานิมนต์พระมากุสลามาติกา ไม่ใช่เกาถูกที่คันต้องรีบแก้เสียบัดนี้ คือ เร่งทำความดีแต่บัดนี้ จะได้หายห่วงอะไร ๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริง ๆ ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหน เป็นคนร่ำรวย สวยงามเฉพาะสมัย จึงพากันรัก พากันห่วง จนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย สำคัญตนว่าจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมตัว เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ถ้าไม่เตรียมทราบไว้เสียแต่บัดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร อาตมาขออภัยด้วยถ้าพูดหยาบคายไป แต่คำพูดที่สั่งสอนคนให้ละชั่ว ทำความดี จัดเป็นหยาบคายอยู่แล้ว โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ้นศาสนา เพราะไม่มีผู้ยอมรับความจริง การทำบาปหยาบคายมีมาประจำแทบทุกคน ทั้งให้ผลเป็นทุกข์ ตนยังไม่อาจรู้ได้ และตำหนิมันบ้างพอมีทางคิดแก้ไข แต่กลับตำหนิคำสั่งสอนหยาบคาย ก็นับเป็นโรคที่หมดหวัง…</p>
<p>7. เวลาที่สวดไปใจก็กำหนดตาม เกิดความเห็นชัดว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา ในเวลาที่สวดอยู่นั้น ควรสงเคราะห์เข้าไปในกองปัญญา ก็พอครบสิกขา 3 ตามแบบปฏิบัติบูชาส่วนดอกไม้ ธูปเทียน และภาชนะที่ใส่ดอกไม้วางอยู่หน้าพระพุทธรูป ก็เป็นอามิสบูชา ข้าพเจ้าแยกเป็น 2 ส่วนให้ท่านฟังนี้ ขอท่านจงจำไว้ จะได้ไม่เห็นผิดว่า การไหว้พระสวดมนต์เป็นอามิสบูชา&#8230;</p>
<p>8. “ใจ” มีภาษาเดียวเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติใดภาษาใด มีเพียงความรู้คือใจนี้</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%95%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%95/">หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ (ครูบาฝายหิน)</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Nov 2017 18:55:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%82</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปฐมสังฆนายะกะ “ โสภา ” เจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ (อุ่นเรือน โสภโณ) วัดฝายหิน ปฐมสังฆราชาแห่งมหานครเชียงใหม่ล้านนา ภาพถ่ายครูบาฝายหิน ปฐมสังฆราชาแห่งล้านนา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99/">พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ (ครูบาฝายหิน)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>ปฐมสังฆนายะกะ </strong><strong>“ </strong><strong>โสภา </strong><strong>”</strong><strong><br />
</strong><strong>เจ้าคุณพระอภัยสารทะ </strong><strong>สังฆปาโมกข์ (อุ่นเรือน โสภโณ)</strong><strong><br />
</strong><strong>วัดฝายหิน</strong><strong><br />
</strong><strong>ปฐมสังฆราชาแห่งมหานครเชียงใหม่ล้านนา</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span class="Apple-style-span"><img loading="lazy" decoding="async" src="http://4.bp.blogspot.com/-86nRCSYu0Vs/Th7IpIx3SoI/AAAAAAAAAL0/er3wDap9pFc/s320/Kruba+Unruen+400pc.jpg" width="212" height="320" border="0" /></span></p>
<p style="text-align: center;">ภาพถ่ายครูบาฝายหิน ปฐมสังฆราชาแห่งล้านนา</p>
<p>แผ่นดินล้านนานอกจากมีชื่อเสียงในทางอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร อันเป็นหลักใหญ่ในทางเศรษฐกิจแล้ว ยังได้รับการต้อนรับจากอาคันตุกะ อย่างน่าปลื้มปีติอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทางศีลธรรมอันดีงามของประชาชน สิ่งสำคัญสองประการนี้ อย่างที่หนึ่งเป็นไปในทางด้านวัตถุ อย่างที่สองเป็นไปในทางจิตใจ บ้านเมืองจึงทรงไว้ซึ่งสันติสุข อันสิ่งทั้งสองนี้ จะขอกล่าวในทางศีลธรรมอันดีงามของประชาชนก่อน ว่ามีความรุ่งเรืองและเป็นมานานประการใด สิ่งสำคัญที่ช่วยประชาชนให้มีศีลธรรมอันดีได้นั้น ปราชญ์แยกไว้สามประการ คือ</p>
<p>๑.ความเป็นอยู่ของประชาชนดี เช่น การทำมาหากิน ที่อยู่อาศัย ไม่ลำบาก<br />
๒.สิ่งแวดล้อมจูงใจได้ดีมากเช่น วัดวาอารามอันสง่างาม เป็นขวัญบ้านฯ<br />
๓.ผู้ที่คอยชี้แจงใจใส่ในการทำดีมีความแข็งแรงในภาระ</p>
<p>สิ่งสามประการนี้นับว่าเป็นหลักสำคัญ ในอันที่จะทำให้ประชาชนมีศีลธรรมดีได้เป็นอย่างมาก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงประวัติของบุคคลที่สำคัญในทางจูงใจ และทรงไว้ซึ่งระเบียบของศาสนา ในแผ่นดินลานนาไทยสมัยหลังก่อนนี้ว่า ใครเป็นผู้จัดการให้พระพุทธศาสนารุ่งเรือง อย่างเป็นที่น่าปีติเช่นทุกวันนี้ เมื่อกล่าวความมาถึงตอนนี้แล้ว ก็ขอกล่าวย้อนหลังไปถึงพระพุทธศาสนาในลานนาไทยแต่หนหลัง พอเป็นที่เข้าใจก่อน<br />
เมื่อพุทธศักราช ๒๐๙๔ ปี พม่าได้ยกกองทัพมาทำการรุกรานอาณาจักรลานนาไทยได้เข้ายึดนครต่างๆ ในภาคเหนือไว้ในอำนาจหมด แม้กระทั่งนครเชียงใหม่ ราชธานีของลานนาไทยในยุคนั้น ก็ได้กระจัดกระจายกัน ไพร่ฟ้าราษฎรต่างก็อพยพตัวเองไปอยู่ตามป่าตามเขาโดยมาก การพระศาสนาวัดวาอารามที่เคยรุ่งเรืองมาก็อับเฉาเศร้าหมองลง สังฆพระธรรมกระจัดกระจายไปคนละที่ละทาง เมื่อยึดเมืองได้แล้ว พม่าข้าศึกก็เข้ามานั่งเมืองด้วยการเป็นเหนือหัว ได้อยู่ถึง ๒๓๖ ปี ก็ได้มีคนลานนาไทยกลุ่มหนึ่ง อันมีพระยาสุลวฤาชัยสงคราม (เจ้าทิพย์ช้าง) เป็นหัวหน้า เล็งเห็นความเสื่อมโทรมของการพระศาสนา ก็มีความสังเวชสลดใจเป็นประมาณ จึงชักชวนบริวารมิตรสหายกลุ่มหนึ่ง ทำการกู้อิสระภาพของลานนาไทยกลับคืนมา โดยเข้ายึดเมืองลำปางคืนมาได้ก่อน อันพระยาทิพย์ช้างนี้ มีบุตรคนหนึ่งชื่อ “ เจ้าฟ้าชายแก้ว” ภายหลังเมื่อพม่าที่รักษาเมืองเชียงใหม่รู้ระแคะระคายการกู้แผ่นดิน จึงจับเจ้าฟ้าชายแก้วไว้ แล้วก็ได้นำคุมขังไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ เจ้าฟ้าชายแก้วนี้มีบุตรหลายองค์ด้วยกัน ที่นับว่าเป็นยอดทหารหาญอยู่ ก็คือ เจ้ากาวิละ กับ พระเจ้าธรรมลังกา ราชบุตรทั้งสอง เมื่อได้นำไพร่พลหักด่านเข้าเมืองเชียงใหม่ เพื่อแหกเอาเจ้าฟ้าชายแก้วผู้เป็นบิดา ได้มาแล้วก็ได้ทำการขับไล่พม่าออกเมืองไป เจ้ากาวิละผู้เป็นพี่ใหญ่ก็ได้เข้านั่งเมืองเชียงใหม่ เป็นปฐมกษัตริย์ต่อมา เมื่อจัดบ้านเมืองและการพระพุทธศาสนา ให้เป็นไปด้วยความรุ่งเรืองบ้างแล้ว ภาระใดที่เป็นของแผ่นดินลานนาไทย พระเจ้ากาวิละก็ได้รีบจัดการอีก เช่น หัวเมืองฝ่ายเหนือที่ใดยังไม่เป็นสุข ด้วยทุกขภัยเบียดเบียน จากการกดขี่ข่มเหงของพม่าผู้ครอบครองอยู่ เจ้ากาวิละก็ได้ระดมกำลังไปตีเพื่อขับไล่พม่าเสีย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่พระเจ้ากาวิละ กับพระเจ้าธรรมลังการ์ผู้น้อง ได้ยกกำลังไปตีเชียงแสน เมื่อขับพม่าแตกถอยไปแล้ว สองพี่น้องก็ได้ประชิดติดตามตีจนสุดเขตแดนลานนาไทย แล้วก็ได้กวาดผู้คนมาเป็นจำนวนมาก พวกที่พระเจ้ากาวิละนำมาครั้งนั้น มีพวกไตยวน และพวกลื้อเขิน อันเป็นชาวลานนาไทยเผ่าเดียวกัน พระองค์ได้นำมาด้วย เมื่อมาถึงบ้านเมืองเชียงใหม่แล้ว พระเจ้ากาวิละก็ได้จัดให้อยู่ในคามเขตของบ้านเมืองต่อไป เช่น พวกลื้อ ก็ให้ไว้ตะวันออกของเวียง พวกเขิน ก็ไว้ทางใต้เวียงประตูเชียงใหม่ อันพวกเขินนี้มีศิลปวิทยาการในทางหัตถกิจ และศิลปกรรมต่างๆ มาก ที่เหลือก็ให้ขยายไปอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ในท้องที่อำเภอสันทราย สันกำแพง ดอยสะเก็ดบ้าง ดังนี้ ในบรรดาหมู่ชาวเขิน ที่พระเจ้ากาวิละพามาทางเหนือ เมื่อมาตั้งรกรากเป็นปึกแผ่นแล้ว ก็ได้ช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองและการศาสนาให้รุ่งเรืองสืบกันมา</p>
<p>ลุถึงปีเต่าสี (มะโรง-จัตวาศก) พ.ศ. ๒๓๗๔ มีสามีภรรยาชาวเขิน ด้านตะวันตกเวียงคู่หนึ่ง ชื่อหนานอินต๊ะ นางซอน ได้กำเนิดลูกชายในวันอังคารขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ นั้นด้วยเหตุอัศจรรย์อยู่ว่าเวลาใกล้รุ่งที่ลูกชายกำเนิดนั้น ควายที่ชาวบ้านปล่อยให้ไปกินหญ้าตามลำพังในป่าทั้งหมดได้หวลกลับเข้ามาบ้านหมดทุกตัว โดยไม่มีใครต้อนกลับมา  ด้วยนิมิตอันเป็นมงคลเหตุนั้นลูกชายที่เกิดมานั้นจึงได้ชื่อตามนั้นว่า “ควาย” เมื่อผ่านอายุในปฐมวัยมาด้วยความสมบูรณ์ปราศจากโรคภัยต่างๆ “ควาย” เมื่อเติบโตขึ้นพอช่วยบิดามารดาทำกิจกรรมต่างๆ ได้</p>
<p>ผ่านอายุในปฐมวัยมาด้วยความสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยต่างๆ ควายเมื่อเติบโตขึ้น พอช่วยมารดาบิดาทำกิจการต่างๆ บางครั้งก็ไปเลี้ยงควาย เป็นการช่วยพ่อแม่ตามวัย   เมื่อเด็กชายควายอายุได้ ๑๑ ปี ก็ได้มีสาธุเจ้าครูบามารวิชัยผู้มาเจริญบิณฑบาตทุกๆวัน ที่บ้านพบเห็นเข้า ครูบามารวิชัยจึงได้ขออนุญาตจาก หนานอินต๊ะให้ไปอยู่วัดด้วย ควายจึงมาเป็นลูกศิษย์วัดฝายหินกับครูบามารวิชัย</p>
<p><strong>เข้าบรรพชา</strong></p>
<p>เมื่ออายุ ๑๑ ปี เมื่อมาอยู่วัดช่วยปรนนิบัติครูบาอาจารย์ และวัดวาอารามแล้วก็ศึกษาอักขระสมัยประเพณีจนเข้าใจอย่างรวดเร็วจวบจนอายุได้ ๑๕ ปี ครูบามารวิชัยผู้เป็นอาจารย์ได้ทำการบรรพชา ให้เป็นสามเณรในปีนั้น สามเณรควายเมื่อได้น้อมตัวสู่เงาของพระบวรพุทธศาสนาแล้วก็ได้อุตส่าห์วิริยะทำการศึกษาอักขระสมัยและพระไตรปิฎกในสำนักของอาจารย์จนเข้าใจอักษรศาสตร์ และพระธรรมวินัยจนเชี่ยวชาญ เป็นที่ร่ำลือกันในสมัยนั้น ว่าสามเณรควายผู้นี้รู้ภาษาบาลี มูลกัจจายท-   สัททศาสตร์จนหาผู้ใดเสมอไม่ได้</p>
<p>สามเณรควาย เมื่อได้น้อมตัวลงมาสู่ร่มเงาของพระบวรพุทธศาสนาแล้ว ก็ได้อุตส่าห์ วิริยะ ทำการศึกษาอักขระสมัยและไตรปิฎก ในสำนักของอาจารย์จนเข้าใจในอักษรศาสตร์และพระธรรมวินัยเชี่ยวชาญได้เป็นอย่างดี เป็นที่ร่ำลือกันในสมัยนั้นว่า สามเณรควายผู้นี้ รู้บาลี มูลกัจจาย์ สัททศาสตร์ จนหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้</p>
<p><strong>อุปสมบทและศึกษาด้านปริยัติ</strong></p>
<p><span class="Apple-style-span"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="http://2.bp.blogspot.com/-eqggiUVMPAU/Th7KmlqFUaI/AAAAAAAAAMA/9O4IaKG2L8o/s320/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%259D%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599.jpg" width="320" height="240" border="0" /></span></p>
<p style="text-align: center;">วัดฝายหิน จ.เชียงใหม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่ออายุวัยล่วงมาได้ ๒๒ ปี ครูบามารวิชัยผู้อาจารย์ จึงให้ทำการอุปสมบท ในสำนักวัดฝายหินนั้น โดยมีพระมหาเถรสวามี สิริวํโส วัดป่าแดง เป็นพระอุปัชฌาย์ สาธุเถรอินต๊ะ วัดป่าแพ่ง เป็นกรรมวาจาจารย์ สาธุเถรมารวิชัย วัดฝายหิน เป็นอนุสาวนาจารย์ โดยได้ฉายาทางศาสนาว่า โสภาภิกขุ</p>
<p>เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัย และมูลกัจจายเพิ่มเติมอีก ในสำนักของพระมหาเถรสิริวํโส จวบจนถึงปี พ . ศ. ๒๓๙๘ คืออุปสมบทแล้วได้ ๑ ปี ท่านอาจารย์สาธุเถรมารวิชัย ได้ถึงมรณะภาพ จึงได้รับภาระเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา ในครั้งนั้น กิจการพระบวรพุทธศาสนายังไม่เจริญ เหตุนั้นโสภาภิกขุ เมื่อได้รับภาระเป็นเจ้าอาวาสแล้ว จึงได้จัดการศึกษาขึ้นเป็นครั้งแรก ทางอักขระภาษา ก็มีการเรียนคัมภีร์มูลกัจจาย์บ้าง คัมภีร์สมัญญาภิธานนามบ้าง ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า “ สทา ๘ มัค” ฝ่ายพระปริยัติธรรมก็รุ่งเรืองขึ้นมา ผู้สนใจศึกษาก็ได้มาจากสารทิศต่างๆ ทั้งหัวเมืองอื่นออกไปอีก เช่น เมืองลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงราย แม้กระทั่งเชียงตุง ก็มีพระมาร่วมศึกษาด้วย นอกจากฝ่ายปริยัติธรรมแล้ว การบริหารพระศาสนาทางด้านปฏิบัติธรรม ท่านโสภาก็ได้จัดให้มีขึ้นด้วย เฉพาะท่านเอง ได้ออกไปเจริญธรรมในวิเวกสถานเป็นนิจ สถานที่นั้นคือ “ เงิ้มผา” ทางหลังวัด ห่างออกไปอีกประมาณ ๒,๐๐๐ เมตร หลักฐานปรากฏอยู่ก็คือ มีคนไปสร้างศาลาที่พัก ของผู้ไปคารวะวิสาสะธรรมกับท่านให้ ๑ หลัง</p>
<p><strong>วิทยฐานะ</strong></p>
<p>จบนิรุต ทางอักษรศาสตร์ภาษาล้านนา ภาษาบาลี(มูลกัจจาย) และเป็นผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฏกอรรถกถาฎีกา และได้รับการยกย่องว่าเป็นพหูสูตรการปฏิบัติธรรม เฉพาะท่านเองได้ออกไปเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน บำเพ็ญสมาธิวิปัสสนาในวิเวกสถานเป็นนิจ สถานที่นั้นคือเงิ้มผาทางหลังวัดซึ่งห่างออกไปอีกประมาณ ๒๐๐ เมตร<br />
<strong>งานการบริหารปกครองและตำแหน่งสมณศักดิ์</strong></p>
<p>ครั้งนั้น ฝ่ายสงฆ์จึงเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ทั้งคามวาสี และอรัญญวาสี การคณะสงฆ์ที่เคยกระจัดกระจายเพราะการศึก ก็ได้จัดการเป็นหมวดหมู่ขึ้น ด้วยความสามัคคีธรรม และสมรรถภาพของท่าน จวบจน พ . ศ. ๒๔๓๘ อันเป็นปีที่ ๓๖ ตั้งแต่อุปสมบทมา พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ( ราชบิดาพระราชชายาเจ้าดารารัศมี) พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ จึงได้ถวายตำแหน่งโดยแต่งตั้งให้เป็น “ ปฐมสังฆนายก” องค์ที่ ๑ ของลานนาไทย โดยให้มีสมณะศักดิ์ตำแหน่งนามว่า “ ปฐมสังฆนายะกะโสภา วัดฝายหิน สังฆราชาที่หนึ่ง เชียงใหม่” ในสังฆราชาทั้ง ๗ คือ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://4.bp.blogspot.com/-2y69eggqYrQ/Th7Jzl4KCnI/AAAAAAAAAL4/isiNn69wJtI/s1600/images.jpg"><span class="Apple-style-span"><img decoding="async" src="http://4.bp.blogspot.com/-2y69eggqYrQ/Th7Jzl4KCnI/AAAAAAAAAL4/isiNn69wJtI/s1600/images.jpg" border="0" /></span></a></p>
<p>๑ . ปฐมสังฆนายะกะ วัดฝายหิน เชียงใหม่<br />
๒ . สังฆราชา ศาณะโพธิ วัดแม่วาง ( อ. สันป่าตอง)<br />
๓ . สังฆราชา สรภังค์ วัดนันทาราม ประตูเชียงใหม่ ( ตระกูลเขิน เชียงใหม่)<br />
๔ . สังฆราชา คันธา วัดเชตุพน<br />
๕ . สังฆราชา คูบายะ วัดหนองโขง เขตลำพูน ( ภายหลังมาอยู่ วัดดับภัย เชียงใหม่)<br />
๖ . สังฆราชา เจ้าตุ๊ปัญญา วัดพวกแต้ม ( องค์นี้เป็นราชตระกูล ณ เชียงใหม่)<br />
๗ . สังฆราชา ญาณะรังสี วัดสันคะยอม</p>
<p>ในการถวายตำแหน่งนี้ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ได้ประกาศถวายเป็นมหาสังฆพิธี ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ เมื่อ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนวิสาขะ ( ๘ เหนือ) จุลศก ๑๒๕๗ ปี ดังนี้ หนนั้นบ้านเมืองจึงรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนะธรรมดา ตามลำดับกาลฯ ด้วยวิริยะอุตสาหะในการใจใส่ปกครองและจัดสรรการคณะสงฆ์ให้เรียบร้อย</p>
<p><strong>บริหารการคณะสงฆ์และจำพรรษาที่วัดเชียงยืน</strong></p>
<p>ฉะนั้น เมื่อได้ถวายตำแหน่งสังฆนายะกะ และสังฆราชาทั้ง ๗ ของเมืองแล้วได้ ๑ปี พ. ศ. ๒๔๓๙ พระเจ้าอินทยานนท์และไพร่ฟ้าบ้านเมือง จึงอาราธนาให้ท่านมาประจำอยู่ที่วัดเชียงยืน เหนือเวียงเชียงใหม่ เพื่อจะได้จัดการคณะสงฆ์และการพระศาสนาโดยสะดวก</p>
<p>เมื่อการพระศาสนาได้รุ่งเรืองขึ้น ในเมื่อกาลนั้น บ้านเมืองก็สงบสุข เสียงแซ่ซร้องอนุโมทนาในกุศลผลบุญ ประกาศหยาดน้ำและปอยหลวง ก็เป็นมหกรรมพิธีอึงคะนึงอยู่มิได้ขาด ในเวลาเช้า สังฆ ภิกขุ เณร จะจาริกบิณฑบาต โปรยบุญสุนทานอร่าม เป็นขวัญเมืองอยู่นิรันดร์ ตราบสายันต์กาล เสียงกังวานของ “ เด็ก” ที่วัดสนั่น พระสงฆ์สวดสูตร นั่งเป็นระเบียบตามอายุพรรษกาล มีปริมณฑล การนุ่งห่ม “ มัดอก” ตามแบบสังฆบูรพาจารย์แต่ก่อนมา เป็นผลผาสุกยิ่ง แต่ครั้งนั้นแหละ</p>
<p><strong>เกิดเหตุการณ์แตกแยกทางความคิด(ตุ๊ป่ากับตุ๊บ้าน)</strong><br />
เมื่อต่อมาอีกไม่นานเท่าใด ยังมีกุลบุตรชาวชนบทผู้หนึ่ง มีนามว่า “ ปิง” เป็นชาวบ้านลวงใต้ อำเภอดอยสะเก็ด ได้ไปทำการศึกษาพระปริยัติธรรมมาจากกรุงเทพฯ สำนักวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้เป็นเจ้าหัวคณะใหญ่ฝ่ายพระธรรมยุติกะนิกาย เรียนปริยัติจนสำเร็จเปรียญธรรม เป็นพระมหาปิงมาแล้ว ก็ได้กลับมาสำนักอยู่วัดเจดีย์หลวง ชาวบ้านชาวเมืองมีเจ้าขุนมูลนายฝ่ายใต้ และฝ่ายเหนือ ก็นิยมชมชอบในลัทธิธรรม ที่มหานำมาจากใต้มาก แต่ว่าการนิยมนี้มีนัยอยู่สองประการ คือ</p>
<p>๑ . เพราะเจ้านายฝ่ายสูงทางใต้นิยม เจ้านายฝ่ายไพร่ และฝ่ายเหนือก็คล้อยตาม<br />
๒ . เพราะลัทธิที่มหาปิงนำมาเป็นของใหม่ คนก็ตื่นกัน</p>
<p>เมื่อลัทธิใต้ที่มหาปิงนำมา ที่เรียกว่า “ ลัทธิกุมผ้าบ่รัดอก” เป็นที่นิยมของเจ้านายทั้งหลายแล้ว การพระศาสนาฝ่ายเหนือก็ซบเซาลงไป ผู้เอาใจช่วยเหลือฝ่ายที่เป็นเจ้านายก็เหลือน้อย เพราะไปนิยมกับนิกายใหม่ ฝ่ายพระมหาปิง เสียจนหลายปีดีดัก เมื่อได้ลูกศิษย์ลูกหาสาวกสาวิกามากมายแล้ว พระมหาปิงก็ลงเรือล่องไปเวียงใต้ ทำนองที่เป็นไปเพื่อรายงานตัว จวบจนกลับมา พระมหาปิงก็ได้รับตำแหน่ง “ เจ้าคุณนพีสีพิศาลคุณ” ขึ้นมาด้วย คนทั้งหลายก็ยิ่งปฏิพัทธ์เลื่อมใสมากขึ้นอีกเป็นล้นพ้น เจ้านายหลายคนถึงกับปวารณาตัวใจใส่ฝ่ายพระมหาปิง หรือเจ้าคุณใหม่เสียฝ่ายเดียวก็มี ลัทธิของ “ เจ้าคุณนพีสี” จึงรุ่งเรือง จนเจ้านครเชียงใหม่ฝ่ายหนนอกครั้งนั้น คือเจ้าอินทวโรรส กำหนดอารามให้เป็นสำนักใหม่ โดยนิมนต์ย้ายพระมหาปิงมาสำนักเสียที่ วัดเชียงมั่น คนทั้งหลายผู้ไพร่ฟ้า ก็สำคัญไปว่า อันอาชญาเหนือหัว พระเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองนครนี้มีน้ำพระทัยเป็นอคติครอบงำเสียแล้ว มาทิ้งรีดรอยธรรมเนียมเดิมฝ่ายสงฆ์ มาเป็นไปเสีย บ้านเมืองและการพระศาสนาครั้งนั้นจึงอลเวงมากมาย สังฆราชาครูบาวัดฝายหิน ก็ได้จัดการระงับความวิปฏิสารครั้งนั้นด้วยประการต่างๆ แม้จะมิได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ใหญ่ฝ่ายหนภายนอก ก็ได้ปกครองหมู่สงฆ์ทั้งหลายด้วยความเรียบร้อย มีบางครั้งที่ฝ่ายบ้านเมืองที่ไปติดข้างพระมหาปิง จะมีความเอนเอียงใช้อำนาจบ้าง สังฆราชาครูบาฝายหิน ก็มิได้ยอม ถือธรรมาธิปไตยเป็นแบบในการปฏิบัติงานสงฆ์อยู่ คนทั้งหลายที่ศรัทธาปสาทะตามขนบแบบแผนเดิม ก็พลอยตำหนิเจ้านายด้วยตามนัยต่างๆ ความในบางครั้งจวนเจียนจะเกิดความร้าวราน ถึงขนาดใช้กำลังกันบ้าง ตามความดื้อรั้นของทิฏฐิ ที่ต่างฝ่ายมีอยู่ จนลางคนที่เป็นกลางจะบอกตกลงมิได้ เมื่อใครมาถามว่า “ จะไหว้ตุ๊ป่า หรือไหว้ตุ๊บ้าน” (ตุ๊ป่าได้แก่ ครูบาฝายหิน) ความแตกร้าวในพระศาสนามีมากขึ้น จนลุกลามไปจะเป็นความบ้านเมือง เจ้านายทั้งหลายก็นำความกราบทูลฯ พระเถระทั้งหลายในกรุงเทพอยู่เนืองนิจ เมื่อความอื้อฉาวไปถึงพระกรรณ์เจ้านายผู้ใหญ่ อันเป็นรัชสมัยของพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ ๕ จึงสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ดำรัสให้เจ้ากรมมหาดไทย อาราธนาครูบาฝายหินลงไปเฝ้า  ความจริงการอาราธนา “ ครูบาฝายหิน” ไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ คงเป็นการประชุมพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ทั่วพระราชอาณาจักร “ ครูบาฝายหิน” คงไปในฐานะ ปฐมสังฆนายกองค์ที่ ๑ ของล้านนา และครั้งนั้นก็มี สังฆราชาคันธา แห่งวัดเชตุพนติดตามไปด้วย หากแต่สถานการณ์ครุกกรุ่นทางการเมืองขณะนั้น จึงเกิดคำร่ำลืออย่างปริวิตกยิ่ง</p>
<p>การเข้าร่วมประชุมสงฆ์สมาคมในปี พ . ศ. ๒๔๔๙ นั้น “ ครูบาฝายหิน” ได้แสดงบารมีธรรม ถวายพระพรตอบกิจการพระศาสนาฝ่ายเหนืออย่างรอบรู้ เป็นที่พอพระทัยรัชกาลที่ ๕ ยิ่ง ทรงถวายตำแหน่งพระราชาคณะให้ครูบาฝายหิน ดำรงสมณศักดิ์เป็น “ พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์” เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และให้สังฆราชาวัดเชตุพน ดำรงสมณศักดิ์ “ พระโพธิรังสี” เป็นรองเจ้าคณะใหญ่ เดินทางกลับเชียงใหม่ในปีเดียวกัน</p>
<p>ครั้งนั้นเล่า ฝ่ายหนการพระศาสนาจึงโกลาหล ปั่นป่วนด้วยข่าวลือเป็นประการต่างๆ บางคนก็ว่า ครูบาฝายหินจะถูกกักตัว บางคนก็ว่า ครูบาฝายหินถูกหาเป็นกบฎ บางคนหมู่ที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์ครูบา ก็หาว่าจะถูกประหารก็มี กรณีเล่าลือก็กว้างแผ่ไปทุกวัน จนลงเรือที่ท่าวัดไชยมงคล ชาวบ้านชาวเมืองก็อึงคะนึงสาธุ บางคนที่หูไม่มีน้ำหนักถึงกับร้องไห้ก็มี พระสงฆ์ที่มาเจริญชัยมงคลแก่ครูบาก็เนืองแน่น อร่ามไปด้วยกาสาวพัตรเต็มอยู่ท่าเรือ ครูบาฝายหินไปครั้งนั้น กับสังฆราชที่ ๕ วัดเชตุพน ขณะที่สาละวนกันอยู่นั้น มงคล ไสยมงคล ได้ประกอบเสร็จแล้ว ครูบาก็สั่งพวกสงฆ์ทั้งหลายว่า</p>
<p><em>“ </em><em>สงฆ์ทั้งหลาย อย่าเดือดร้อนไป ข้าจักไปดี อยู่กันทางนี้ หมายหนังสือภายใน ( สงฆ์) ไผมาอย่ารับ หื้อรักษากองปฏิบัติเราไป</em><em>”</em><br />
การกลับสู่เชียงใหม่ของครูบาฝายหิน ได้รับการต้อนรับจากสงฆ์และฆราวาสพื้นเมือง อย่างเอิกเกริกยิ่ง “ ลางคนถึงกับทอดกาย และเอามวยผมก้มปูให้สังฆราชาได้เหยียบเดิน”</p>
<p>แต่ขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้สนับสนุนธรรมยุติกนิกายบางคน ต้องร้อนรนด้วยจิตริษยา “ ถึงกับเป็นลมบนคุ้มบนวังก็มี” สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในขณะนั้นได้อย่างดี</p>
<p><strong>ประชุมสังฆสันนิบาตที่กรุงเทพ</strong></p>
<p>ที่ตำหนักวัดเบญจมบพิตร เมื่อ พ . ศ. ๒๔๔๙ ท่ามกลางที่ประชุมพระเถรานุเถระทั้งหลาย สังฆราชาฝายหิน ก็ได้ร่วมสังฆสมาคมด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงประทับ ณ เบื้องหน้าสงฆ์ ได้ทรงพระราชดำรัสปราศรัย ตรัสถามกิจการพระศาสนาฝ่ายเหนือ กับสังฆราชาฝายหินๆ ได้ถวายพระพรตอบโดยไม่สะทกสะท้าน เล่าเรื่องความเป็นมาแห่งศาสนาฝ่ายเหนือ อย่างเป็นที่พอพระทัยของพระพุทธเจ้าหลวงยิ่ง</p>
<p>เมื่อมีพระราชดำรัสกับครูบามากเรื่องไป องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร . ๕ ก็ยิ่งปสาทะเลื่อมใสในจริยะวินัย และอากัปกิริยาที่สังวรยิ่งของครูบาอีก จนในวันต่อมาก็ได้เสด็จเยี่ยมอีกหลายหน ครูบาสังฆราชาทั้งสอง ได้ดูกิจการงาน และศึกษาความเป็นไปในการพระศาสนาอยู่เป็นเวลาพอสมควร ตราบจนจะกลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่</p>
<p><strong>ได้รับสมณศักดิ์ ที่</strong><strong> </strong><strong>“</strong><strong> </strong><strong>พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์</strong><strong> </strong><strong>”</strong><br />
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถวายพระราชทานนาม ตำแหน่งพระราชาคณะ ให้สังฆราชาที่ ๑ วัดฝายหิน เป็นพระราชาคณะที่ “ พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์” และให้สังฆราชาที่ ๕ วัดเชตุพน เป็นที่ “ พระครูโพธิรังสี” เป็นรองเจ้าคณะใหญ่<br />
<strong>กลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่</strong><br />
เมื่อได้กลับสู่นครพิงค์เชียงใหม่ครั้งนี้ ชาวบ้านชาวเมืองและคณะสงฆ์ ได้นำขบวนเรือไปรับถึงใต้จังหวัดลำพูน สังฆนาวานำเรือจึงอร่ามเหลือง สลอนไปทั่วทุกคุ้งแควน้ำ พระสงฆ์ทั้งหลายที่อยู่ทำชัยมงคลทางบ้านเมือง ต่างก็ปลื้มปีติอย่างมากมาย ในการกลับของพระสังฆราชานายะกะราชครู บางคนถึงกับทอดกายและเอามวยผมก้มปู ให้สังฆราชาได้เหยียบเดิน แต่บางคนที่ใส่ซ้ำครูบาด้วยความริษยามายา ก็ถึงกับเป็นลมอยู่บนคุ้มบนวังก็มี ครั้งหลังนี้ พระบวรพุทธศาสนาจึงรุ่งโรจน์ขยับขยายขึ้นไปอีกมากมาย<br />
<strong>งานสาธารณูปการ</strong><br />
เมื่อเจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ กลับสู่นครเชียงใหม่แล้ว ได้บริหารกิจการคณะสงฆ์ในนครพิงค์เชียงใหม่ ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ ทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ในด้านสาธารณูปการ ได้เป็นประธานเสริมสร้างวัดวาอาราม เช่น กุฏิ วิหาร โบสถ์ และถาวรวัตถุต่าง ๆ ทั้งในวัดและต่างวัดในล้านนาไทยที่ชำรุดทรุดโทรมให้มั่นคงถาวรเป็นที่สง่างามสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้<br />
<strong>ไปร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก</strong></p>
<p>ลุถึง พ . ศ. ๒๔๕๓ พระปิยะมหาราชสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมกุฏราชกุมาร ได้สืบสันตติวงศ์ รัชกาลที่ ๖ เมื่อถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็ได้อาราธนาราชครูสังฆราชานายะกะอภัยสารทะ วัดฝายหิน ลงไปร่วมในพระราชพิธีด้วย การไปครั้งนี้ ท่านได้วิลาสะสนทนาปรึกษากับพระเถรานุเถระทั้งหลายทางกรุงเทพฯ พระมหานคร เกี่ยวกับการสงฆ์อีก ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัต ( จ่าย) วัดเบญจมบพิตร เป็นต้น</p>
<p>ภายหลังจากกลับมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระบรมราชโองการ อาราธนาพระธรรมวโรดม ( สมเด็จพระวันรัต จ่าย) ให้ช่วยจัดการพระศาสนาฝ่ายหนเหนือ การบริหารพระศาสนาจึงเจริญตามลำดับ จนปัจฉิมวัย สังฆราชใหญ่วัดฝายหินก็ได้ส่งพระสงฆ์ผู้เป็นกำลังศาสนา ไปดูการบริหารการสงฆ์ ที่กรุงเทพฯ มี</p>
<p>๑ . พระอินทจักร์ ( คัมภีรธรรม) วัดเชตวัน เจ้าคณะจังหวัด องค์ที่ ๒<br />
๒ . พระอภิวงศ์ ( ญาณลังการ์) วัดทุงยู เจ้าคณะจังหวัด องค์ที่ ๓<br />
๓ . พระคันธาโร ( โพธิรังสี) วัดศรีดอนชัย เจ้าคณะจังหวัด องค์ที่ ๔</p>
<p>ฝ่ายการศึกษาพระปริยัติธรรม ก็ได้จัดที่พระสงฆ์ทรงวิริยะ อุตสาหะ ไปเรียนบาลีและนักธรรมอีก ผู้เป็นกำลังสำคัญ มันสมองของพระศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่ ในกาลต่อมา ก็มี พระครูปริยัติยานุรักษ์ ( สุดใจ) วัดเกตุการาม เป็นต้น<br />
<strong>มรณภาพ</strong><br />
เจ้าคุณพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ ปฐมสังฆราชาแห่งล้านนาไทย อดีตเจ้าอาวาสวัดฝายหิน และอดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่องค์ที่หนึ่ง ได้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ตลอดจนได้ก่อสร้างและทนุบำรุงถาวรวัตถุต่าง ๆ ของวัดในล้านนาไทยเป็นงานสาธารณูปการ และเป็นการธำรงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมในล้านนาไทย ให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวล้านนาไทย จนลุในวันที่ ๒๑ เมษายน พ . ศ . ๒๔๕๗ ท่านได้อาพาธด้วยโรคชรา และได้มรณะภาพไป รวมสิริอายุได้ ๘๓ พรรษา พระเถรานุเถระ และศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ ณ ที่วัดฝายหิน ตราบเท่าทุกวันนี้<br />
ปฐมสังฆราชาองค์ที่ได้รับสถาปนาเป็นราชครูใหญ่ นับถึงวันที่ ๒๑ เมษายน พ . ศ . ๒๕๔๕ ครบรอบ ๘๘ ปี มีประวัติสังเขปมาด้วยประการฉะนี้</p>
<p><a href="http://4.bp.blogspot.com/-COnKU9bUOyA/Th7KEvQZj9I/AAAAAAAAAL8/YNe-cDUU8F4/s1600/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B0+%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2586%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%258C%2528%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%259D%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%2529.jpg"><span class="Apple-style-span"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter" src="http://4.bp.blogspot.com/-COnKU9bUOyA/Th7KEvQZj9I/AAAAAAAAAL8/YNe-cDUU8F4/s320/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B0+%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2586%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%258C%2528%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%259D%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%2529.jpg" width="320" height="240" border="0" /></span></a></p>
<p style="text-align: center;">พระเจดีย์ที่บรรจุอัฐิพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์(ครูบาวัดฝายหิน)</p>
<p><strong>ทำไมธรรมยุตไม่รุ่งเรือง</strong><strong><br />
ในเมืองเชียงใหม่และล้านนา</strong></p>
<p><strong>การขยายตัวของธรรมยุติกนิกายในหัวเมืองล้านนา</strong><br />
ธรรมยุติกนิกายเป็นพุทธศาสนานิกายหนึ่ง ซึ่งได้รับการสถาปนาโดยเจ้าฟ้ามงกุฎในขณะที่ทรงผนวช และมีฉายาว่าวชิรญาณภิกษุ การแผ่ขยายของธรรมยุติกนิกายเริ่มต้นในกรุงเทพฯ ภายหลังจึงเผยแผ่ไปยังหัวเมืองอื่นๆ โดยการออกธุดงค์ของวชิรญาณภิกษุ ด้วยวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสประกอบกับหลักการสอนที่เน้นการใช้ปัญญาพิจารณาด้วยเหตุผลและส่งเสริมความรู้ทางโลกอื่นๆ เช่น การเรียนวิชาเลข วิชาภาษาอังกฤษ ฯลฯ สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบกับการที่พระสงฆ์จากสายธรรมยุตสามารถสอบปริยัติธรรมได้เป็นจำนวนมาก ทำให้พระสงฆ์และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหันมาอุปสมบทในธรรมยุติกนิกายมากขึ้น<br />
เมื่อวชิรญาณภิกษุลาสมณเพศขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ธรรมยุติกนิกายได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นปกครองอย่างกว้างขวาง และได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการผนวกหัวเมืองต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร เพื่อตอบสนองอุดมการณ์แบบรวมศูนย์ที่เรียกรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในที่นี้จะกล่าวถึงการขยายตัวของธรรมยุติกนิกายในหัวเมืองล้านนา<br />
ก่อนทศวรรษ ๒๔๒๐ ความสัมพันธ์ระหว่างสยามและหัวเมืองล้านนาคือความสัมพันธ์แบบรัฐประเทศราช โดยหน้าที่ของหัวเมืองล้านนาคือการป้องกันและขยายพระราชอาณาเขต ส่งกองทัพช่วยเหลือยามศึกสงคราม ส่งเครื่องราชบรรณาการ ๓ ปีต่อครั้ง ในด้านการติดต่อกับเมืองใกล้เคียงเป็นไปอย่างอิสระ ตราบเท่าที่ไม่สร้างปัญหาให้กับสยาม ในด้านการปกครอง ภายในล้านนามีรูปแบบการปกครองและกฎหมายของตนเอง โดยที่สยามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ความสัมพันธ์ในลักษณะเช่นนี้ดำรงอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งอังกฤษทำสงครามรบชนะพม่าครั้งที่ ๑ ใน พ.ศ.๒๓๖๘ และขยายการค้าข้ามพรมแดนเข้ามาในล้านนา ประกอบกับการที่สยามเซ็นสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษใน พ.ศ.๒๓๙๘ ซึ่งเป็นการบังคับให้สยามเปิดเสรีทางการค้า ส่งผลให้ชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อทางการค้ากับล้านนามากขึ้น และเกิดความขัดแย้งตามมามากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเสี่ยงต่อการที่อังกฤษใช้ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นข้ออ้างเข้ายึดครองหัวเมืองล้านนา<br />
ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ กลับจากการประพาสพม่าและอินเดีย พระองค์ทรงแก้ปัญหาด้วยการบังคับให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่ ๑ ที่พระองค์ทรงทำไว้กับอังกฤษใน พ.ศ.๒๔๑๗ และส่งข้าหลวงขึ้นไปกำกับดูแลให้เจ้านายล้านนาปฏิบัติตามสนธิสัญญา นอกจากนี้พระองค์ยังได้ปรับใช้วิธีการของอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมขณะนั้นหลายประการ ผสมไปกับวิธีการแบบรัฐจารีต เพื่อผนวกล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ<br />
วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือ การส่งเสริมการศึกษาและเข้าควบคุมสถาบันสงฆ์ ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปใน พ.ศ.๒๔๔๐ ทรงมีจุดประสงค์ที่จะขยายการศึกษาออกไปตามหัวเมืองให้กับราษฎรทั่วไป เพื่อวางรากฐานอุดมการณ์แบบรัฐชาติ โปรดให้ร่างแผนการศึกษาในกรุงสยาม โดยให้กรมศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบและใช้วัดเป็นสถานศึกษา เนื่องจากเห็นว่าสถาบันสงฆ์เป็นสถาบันที่เข้าถึงราษฎรมากที่สุด ตามแผนการจัดการศึกษาตามหัวเมืองนี้ พระองค์ทรงอาราธนากรมหมื่นวชิรญาณวโรรสเป็นผู้อำนวยการ และโปรดให้กรมหลวงดำรงราชานุภาพเป็นผู้คอยช่วยเหลือกิจการฝ่ายฆราวาส โดยอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ให้ช่วยเหลือจัดการศึกษาแก่ประชาชน<br />
จากแผนการจัดการศึกษาที่ต้องอาศัยวัดและพระสงฆ์เป็นฐาน แต่ขณะนั้นบางพื้นที่เช่นหัวเมืองล้านนายังไม่มีตัวเลขบัญชีวัดที่แน่นอน ประกอบกับมีรายงานว่า <strong>ครูบาไม่ให้ความร่วมมือในการตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยในวัด ทำให้กรุงเทพฯ</strong> ต้องเข้าควบคุมพระสงฆ์ในล้านนา ด้วยการบังคับใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ซึ่งเป็นการรื้อโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ในล้านนาใหม่ให้ขึ้นกับมหาเถรสมาคมที่กรุงเทพฯ<br />
ในการจัดการศึกษาและการศาสนาตามหัวเมืองเบื้องต้น กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้แต่งตั้งพระราชาคณะเป็นผู้อำนวยการประจำมณฑลต่างๆ โดยระยะแรกมณฑลพายัพยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง แม้ว่ายังไม่ได้มีการแต่งตั้งพระราชาคณะอย่างเป็นทางการ แต่ข้าหลวงใหญ่ได้มอบหมายให้เจ้าคณะตามเมืองต่างๆ ช่วยเป็นธุระในการจัดตั้งโรงเรียน โดยโรงเรียนที่ตั้งขึ้นในเวลานี้ เช่น เมืองเชียงใหม่และเมืองน่าน ผู้จัดตั้งเป็นพระล้านนาที่ผ่านการศึกษาจากกรุงเทพฯ เช่นในเมืองเชียงใหม่ โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นคือโรงเรียนวัดเจดีย์หลวง โดยมีพระครูสังฆบริคุต (พระมหาคำปิง) เป็นครูใหญ่และผู้อำนวยการศึกษา และพระม่วง อรินทโม เป็นครูรอง ขึ้นตรงต่อกองบัญชาการศึกษาหัวเมือง ภายใต้การดูแลของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส<br />
ในสมัยที่กรมหมื่นพิชิตปรีชากรได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นข้าหลวงพิเศษต่างพระองค์จัดราชการในหัวเมืองล้านนา กรมหมื่นพิชิตปรีชากรทรงคัดเลือกสามเณรคำปิงและพระปินตา มาฝากไว้กับกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสที่วัดบวรนิเวศใน พ.ศ.๒๔๒๗ ภายหลังสามเณรคำปิงได้บวชแปลงเป็นธรรมยุต โดยคราวเดียวกันนั้นมีการส่งพระภิกษุสามเณรจากวัดสำคัญๆ ลงมาด้วยกันหลายรูป เช่น พระอินทจักร จากวัดเชตะวัน พระอภิวงศ์ จากวัดทุงยู พระคันธาโร จากวัดศรีดอนชัย เมืองเชียงใหม่ และพระชยานันทมุนี จากวัดพระธาตุช้างค้ำ เมืองน่าน<br />
ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง เสนอว่าการส่ง <strong>&#8220;สามเณรคำปิง&#8221;</strong> มาศึกษาธรรมยุติกนิกายที่กรุงเทพฯ เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายในหัวเมืองล้านนา สามเณรคำปิงภายหลังได้ศึกษาที่วัดมกุฏกษัตริย์ จนสอบเปรียญธรรมตรีเทียบ ๔ ประโยคได้ จึงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆบริคุต กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงให้กลับเมืองเชียงใหม่พร้อมกับพระปินตาที่ลงมาที่กรุงเทพฯ คราวเดียวกัน เมื่อพระครูสังฆบริคุตเดินทางกลับไปเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๔๓๙ ได้พำนักที่วัดเจดีย์หลวง ต่อมาได้ย้ายไปอยู่วัดหอธรรม<br />
ใน พ.ศ.๒๔๔๒ พระครูสังฆบริคุตได้เริ่มจัดการศึกษาภาษาไทยและการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนใหม่แบบกรุงเทพฯ โดยใช้วัดเจดีย์หลวงและวัดหอธรรม ในปีถัดมาพระครูสังฆบริคุตได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์รูปแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุตในเมืองเชียงใหม่ จากนั้นพระครูสังฆบริคุตได้ส่งพระภิกษุสามเณรลงไปศึกษาเล่าเรียนที่วัดบวรนิเวศอีกหลายรูป<br />
ในส่วนการศึกษาของสามเณรในเมืองเชียงใหม่ พระครูสังฆบริคุตได้เริ่มสั่งสอนธรรมวินัยตามแบบของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๔ โดยสามเณรจากวัดหอธรรมเข้าสอบไล่ธรรมวินัยในสนามสอบของมณฑลพายัพจนได้เป็นสามเณรรู้ธรรม (นักธรรม) สืบต่อมาอีกหลายรูป การจัดการศึกษาและการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายของพระครูสังฆบริคุตเป็นที่เลื่อมใสของบรรดาเจ้านาย เนื่องจากความรอบรู้ในพระธรรมโดยสามารถเทศน์เป็นสำเนียงกรุงเทพฯ ได้อย่างไพเราะ และถือเป็นของใหม่ตามแบบอย่างของกรุงเทพฯ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากข้าหลวงใหญ่ด้วย เนื่องจากธรรมยุติกนิกายถือเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำของสยาม<br />
จากความเลื่อมใสศรัทธาของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ทำให้เจ้าอินทวโรรสอาราธนาพระครูสังฆบริคุตให้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดเชียงมั่นใกล้กับคุ้มของพระองค์ พระครูสังฆบริคุตได้เปลี่ยนให้พระสงฆ์ที่วัดเชียงมั่นเปลี่ยนมานับถือวัตรปฏิบัติตามแบบธรรมยุต และได้จัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นที่วัดเชียงมั่นอีกแห่งหนึ่ง โดยช่วงเวลานั้นพระครูสังฆบริคุตได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูพิศาลสรภัญ ฐานานุกรมผู้ใหญ่ในเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต<br />
ใน พ.ศ.๒๔๔๙ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงแต่งตั้งให้พระธรรมวโรดม เจ้าคณะรองฝ่ายใต้วัดเบญจมบพิตรซึ่งเป็นมหานิกายขึ้นมาเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพเพื่อจัดการศึกษาและคณะสงฆ์ พระธรรมวโรดมถือเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่และมีส่วนร่วมในการร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑<br />
เมื่อพระธรรมวโรดมได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพได้นำพระศรีสมโพธิ์ พระราชาคณะวัดสุทัศนเทพวราราม พระมหาบางและพระมหายา จากวัดเบญจมบพิตร มาช่วยงานด้วย โดยเดินทางถึงเมืองเชียงใหม่ในปีถัดมาและเข้าพักที่วัดอุปคุตและวัดเจดีย์หลวงตามลำดับ การนี้ พระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้มีสารตราถึงพระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายในการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพไว้ว่า<br />
&#8220;&#8230;เมื่อราชการฝ่ายพระราชอาณาจักร ได้จัดให้เรียบร้อยขึ้นตามระเบียบแล้ว ส่วนการพระสาสนาฝ่ายพระพุทธจักร ก็สมควรจะจัดให้เปนการเจริญเรียบร้อยขึ้นทันกันตามควรแก่คราวสมัย ดังเช่นหัวเมืองในมณฑลอื่นๆ&#8230;เพื่อพระสงฆ์สามเณรในมณฑลพายัพ จะได้ปฏิบัติตามคลองพระบรมพุทโธวาทให้เปนที่เลื่อมไสยของพุทธศาสนิกชน&#8230;&#8221;<br />
&#8220;&#8230;ในมณฑลพายัพนี้ก็เป็นที่ตั้งพระพุทธศาสนามาช้านานตลอดจนปัจจุบันนี้ ยังมีพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ อุสาหะรวมหมู่รวมคณะสั่งสอนธรรมปฏิบัติตามลัทธิเพศบ้านเมืองอยู่ แต่ว่าข้อใดที่เป็นที่สงไสยแล้ว ก็ยากที่จะปฤกษาหารือกันให้เป็นการเด็ดขาดได้ เพราะห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร พระสงฆ์ที่เป็นผู้ใหญ่ก็ยากที่จะได้พบปะพระราชาคณะที่รอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกธรรม เพื่อสั่งสนทนาธรรมพระสงฆ์และสามเณรที่ประกอบด้วยความอุสาหะลงไปศึกษาเล่าเรียนยังกรุงเทพมหานคร นำความรู้กลับขึ้นมายังชาติภูมิก็มีน้อย จึงไม่สามารถที่จะจัดการปกครองหมู่คณะสงฆ์ให้เจริญยิ่งขึ้น ถ้ามีพระราชาคณะผู้ใหญ่ขึ้นมาบังคับบัญชาจัดการแนะนำแล้ว การพุทธศาสนาก็จะเจริญถาวรรุ่งเรืองยิ่งขึ้น&#8230;&#8221;<br />
การจัดการคณะสงฆ์ให้มีลักษณะรวมศูนย์โดยขึ้นกับมหาเถรสมาคมด้วยอำนาจของกฎหมายนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ส่วนกลางเห็นว่าคณะสงฆ์และการศาสนาตามหัวเมืองมีความอ่อนแอเหลวไหล จำเป็นต้องทำให้เกิดความเรียบร้อยเป็นเอกภาพ อีกทั้งปัญหาจากการควบคุมเลกวัดซึ่งเดิมถือเป็นแรงงานและผลประโยชน์หลักของวัด แต่จากการที่ส่วนกลางประกาศใช้พระราชบัญญัติเก็บเงินค่าแรงแทนเกณฑ์ และพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารทำให้เลกวัดกลายเป็นคนของแผ่นดินโดยมีพันธะโดยตรงต่อรัฐ แต่ยังมีเจ้าอาวาสบางวัดขอพระราชทานเลกวัดคืนเนื่องจากสูญเสียผลประโยชน์ที่เคยได้รับ จากปัญหาดังกล่าว ประกอบกับการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะใช้วัดและพระเป็นฐานในการจัดการศึกษาตามหัวเมือง ดังนั้นการควบคุมองค์กรสงฆ์ล้านนาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้<br />
ทั้งนี้ การเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายของพระครูพิศาลสรภัญได้สร้างความขัดแย้งในคณะสงฆ์เมืองเชียงใหม่ เนื่องจากเดิมโครงสร้างของคณะสงฆ์ล้านนามีผู้ปกครองสูงสุดในแต่ละเมือง ในเมืองเชียงใหม่ เจ้าอินทวิชยานนท์ได้มีการแต่งตั้งสังฆราชทั้งเจ็ดเป็นผู้ดูแลพระสงฆ์โดยประกาศถวายเป็นสังฆพิธี ณ ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ โดยมีพระครูบาวัดฝายหิน เป็นปฐมสังฆนายก แต่ระเบียบของพระสงฆ์ล้านนาให้ความสำคัญกับระบบหมวดอุโบสถหรือหัวหมวดวัดมากกว่า และการปกครองเป็นแบบพระอุปัชฌาย์ โดยให้ความสำคัญระหว่างอาจารย์กับศิษยานุศิษย์ เนื่องจากพระสงฆ์ล้านนามีแนวการปฏิบัติที่หลากหลาย โดยจำแนกได้ถึง ๑๘ นิกาย<br />
จากการสำรวจในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิกายทั้ง ๑๘ นิกายนี้น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่สืบต่อกันมาจากอาจารย์หรืออุปัชฌาย์เดียวกันในแต่ละท้องถิ่น โดยขึ้นต่อกันตามสายปกครอง และมักเป็นไปตามกลุ่มชาติพันธุ์ โดยปัจจุบันความนิยมของผู้คนในการทำบุญในวัดตามกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองยังคงมีอยู่ เช่น กลุ่มตองซู่นิยมเข้าวัดหนองคำ กลุ่มไทยใหญ่นิยมเข้าวัดป่าเป้า เป็นต้น ดังนั้นการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายที่ไม่มีรากจากพระอุปัชฌาย์จึงไม่เป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์ดั้งเดิม โดยครั้งหนึ่ง พระครูพิศาลสรภัญได้รายงานปัญหาการจัดการศาสนาในเมืองเชียงใหม่เพื่อให้เป็นไปตาม &#8220;&#8230;กาลสมัยของประเทศ&#8230;&#8221; โดยออกประกาศให้ครูบาซึ่งเป็นสังฆราชาช่วยดูแลพระสงฆ์ในหมวดของตนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามวินัยสงฆ์ ซึ่งพระส่วนใหญ่รับทราบตามคำประกาศแต่ไม่ยอมปฏิบัติตาม เป็นไปได้ว่าการขัดขืนไม่ปฏิบัติตามของพระสงฆ์เหล่านี้อาจมีพระครูบาวัดฝายหิน ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นปฐมสังฆนายกในเมืองเชียงใหม่ และพระครูบาน้อย เจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น เป็นผู้นำ ความขัดแย้งนี้ทำให้พระครูพิศาลสรภัญทำรายงานมายังกรุงเทพฯ กระทรวงธรรมการจึงได้นิมนต์พระครูบาวัดฝายหินลงไปกรุงเทพฯ เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา<br />
จากปัญหาดังกล่าว พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ได้กราบทูลมายังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าพระครูพิศาลสรภัญได้จัดการศาสนาและการคณะสงฆ์ในเมืองเชียงใหม่จนเจริญก้าวหน้าแม้ว่าจะมีพระมหานิกายไม่พอใจอยู่บ้าง พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์จึงทูลขอพระราชทานฐานันดรศักดิ์ให้พระครูพิศาลสรภัญมียศตำแหน่งสูงขึ้นเพื่อให้มีอำนาจจัดการศาสนาให้เจริญขึ้นเหมือนเช่นที่พระชยานันทมุนี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะเมืองน่าน ทั้งนี้พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ได้ปรึกษากับบรรดาเจ้านายเมืองเชียงใหม่และเจ้าอธิการวัดโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน การนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัย ความว่า<br />
&#8220;&#8230;การแต่งตั้งเจ้าคณะเช่นนั้น ถ้าเป็นมหานิกายอย่างพระชยานันทมุนี ซึ่งเป็นมหานิกายนั้นสะดวกกว่าธรรมยุติเพราะทำการร่วมเสมอกันได้ ธรรมยุตินั้นถึงจะโอบอ้อมไหวอย่างไร ร่วมสังฆกรรมกันไม่ได้ ก็จะตัดทางซึ่งจะให้คบกันสนิทไม่ได้  ยังคงรู้สึกว่าตั้งตัวข่มขี่ว่าดีกว่ากันอยู่ พวกเลวก็ย่อมเลวไม่แลดูหน้าเสียทีเดียว ถึงจะมีพวกพ้องมากขึ้นก็คงเปนแต่หมู่หนึ่งเหล่าหนึ่ง ไม่แพร่หลายได้ แต่เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองสาสนาหละหลวม&#8230;ซึ่งเจ้าคณะเปนธรรมยุติกาได้ก็นับว่าเปนอย่างดี ถ้าตั้งขึ้นใหญ่โตเต็มที่เสียจะมีช่อง ผู้อื่นขึ้นไปก็จะไปไม่ได้ ถ้าจะให้เปนราชาคณะก็เปนลอยๆ ไว้ทีอย่าให้ถึงสังฆษาโมกขก่อนเห็นจะดี อย่างพระชยานันทนั้นสนิทที่เปนมหานิกาย ทั้งเปนลูกเจ้านครด้วย&#8230;&#8221;<br />
เนื่องจากธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายทางพุทธศาสนาแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในหัวเมืองล้านนา พระองค์ทรงเกรงว่าการตั้งพระธรรมยุติกนิกาย ให้มีสมณศักดิ์เทียบเท่าเจ้าคณะใหญ่ซึ่งเป็นมหานิกาย และเป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าเมืองเชียงใหม่อยู่แล้ว การกระทำดังกล่าวอาจไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ที่นับถือนิกายเดิม และสร้างความแตกแยกในคณะสงฆ์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อกรุงเทพฯ และต่างจากการตั้งพระชยานันทมุนีขึ้นเป็นเจ้าคณะใหญ่เมืองน่านเนื่องจากเป็นมหานิกายอีกทั้งเป็นบุตรของเจ้าเมือง ดังนั้น พระองค์มีพระราชวินิจฉัยให้เลื่อนสมณศักดิ์ได้โดยมีตำแหน่งเป็นพระราชาคณะแบบลอยๆ ในวันฉัตรมงคลปีเดียวกันนั้นพระครูพิศาลสรภัญจึงได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระนพีสีพิศาลคุณ พระราชาคณะธรรมยุต วัดเชียงมั่น<br />
ทั้งนี้ การส่งพระธรรมวโรดมซึ่งเป็นมหานิกายขึ้นเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพดูจะเป็นเรื่องที่ขัดแย้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้กรุงเทพฯ ได้สนับสนุนพระนพีสีพิศาลคุณซึ่งเป็นธรรมยุติกนิกายขึ้นไปวางรากฐานจัดการคณะสงฆ์ใหม่ เรื่องดังกล่าวได้รับการทักท้วงจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังพระราชหัตถเลขาความว่า<br />
&#8220;&#8230;การที่พระธรรมวโรดมขึ้นไปครั้งนี้ น่าที่พระนพีสีจะเข้าใจว่าไปเปนพรรคพวกอุดหนุนพวกเก่าบางทีจะมีข้อขัดแขง แต่ก็คงไม่กล้าทำอไรได้มาก การที่จะให้ไปจัดคงต้องให้เปนธรรมยุติหมวด ๑ มหานิกายหมวด ๑ เห็นจะเอาเคล้ากันเข้าไม่ได้ ตรานำพระธรรมวโรดม จะต้องว่าให้ดี จะต้องมีหนังสือถึงพระนพีสีด้วย ๑ ฉบับ จึงจะเปนที่เรียบร้อยกันได้ อย่าให้ทำแต่ท้องตราตามบุญตามกรรมปล่อยไป ขอให้คิดดูเสียให้มาก เดิมตั้งพระนพีสีขึ้นไป เหตุใดจึงส่งเจ้าคณะขึ้นไปใหม่ ย่อมจะให้ไปหักล้างกัน ซึ่งความจริงกระทรวงธรรมการก็ออกเปนบ้าจี้อยู่ ครั้งก่อนก็จะเอาให้พระนพีสีเปนเจ้าคณะเมืองจริงๆ ที่หากว่าเหนี่ยวรั้งไว้ บางทีครั้งนี้ถูกครูบาที่ ๑ ลงมาจี้ก็จะสั่งเผลอๆ ไปกลายเปนให้ไปทำลายพระนพีสีเสียโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะไม่ได้คิดให้รอบคอบ&#8230;&#8221;<br />
ทั้งนี้ การแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้กับพระจากมณฑลพายัพเป็นเรื่องใหม่ โดยระยะแรกมีพระชยานันทมุนี เมืองน่านและพระนพีสีพิศาลคุณเท่านั้นที่ได้รับการแต่งตั้ง เมื่อพระนพีสีพิศาลคุณเดินทางกลับไปถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้าอินทวโรรสจึงจัดให้มีพิธีฉลองสัญญาบัตร ผู้เขียนเชื่อว่าการฉลองสัญญาบัตรครั้งนี้ถือเป็นหน้าตาของเจ้าเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากพระสงฆ์จากมณฑลพายัพได้รับการยอมรับจากกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับพระสงฆ์จากมณฑลอื่นๆ ในขณะเดียวกันกรุงเทพฯ เองก็ได้ประโยชน์ในการแสดงอำนาจที่เหนือกว่าในการเป็นผู้แต่งตั้งพระราชาคณะในล้านนา<br />
นับตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๕๐ เป็นต้นมา พระจากมณฑลพายัพเริ่มได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์จากกรุงเทพฯ และได้รับพระราชทานค่านิตยภัตตามบรรดาศักดิ์ โดยการนี้เจ้าเมืองเชียงใหม่เสนอตัวเป็นผู้ออกเงินให้ด้วยความเต็มใจ<br />
จากการที่กรุงเทพฯ พยายามจัดโครงสร้างคณะสงฆ์มณฑลพายัพให้เข้าระเบียบเดียวกันกับส่วนกลาง โดยแต่งตั้งให้พระจากล้านนามีสมณศักดิ์เช่นเดียวกับพระสงฆ์ในมณฑลอื่นๆ อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์เมืองเชียงใหม่จากการที่กรุงเทพฯ สนับสนุนให้พระนพีสีพิศาลคุณเผยแผ่ธรรมยุติกนิกาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้มีพิธีพระราชทานสัญญาบัตรที่พระที่นั่งอภิเษกดุสิต โดยแต่งตั้งให้พระครูบาที่ ๑(พระครูบาวัดฝายหิน) วัดเชียงยืนขึ้นเป็นพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ เจ้าคณะใหญ่มหานิกาย พระครูบาที่ ๕ วัดเชตุพนขึ้นเป็นพระครูโพธิรังสี อีกทั้งมีการตั้งนิตยภัตและพระราชทานพัดเพื่อแสดงเครื่องยศ ซึ่งพัดดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงย้ำให้ &#8220;&#8230;หาเลือกพิมพ์อไรที่เป็นตราแผ่นดินปักลงบนพัด&#8230;&#8221; โดยท้ายที่สุดทรงเลือกลายพัดที่มียอดพระเกี้ยว และทรงให้ปักข้อความระบุชื่อของพระองค์ว่า พระราชทานมายังคณะสงฆ์เชียงใหม่ที่ลงมาเฝ้า ร.ศ.๑๒๕ ในวันฉัตรมงคล พ.ศ.๒๔๔๙ พระครูทั้ง ๒ รูปนี้ได้รับเกียรติเข้าร่วมสวดมนต์ในพิธีดังกล่าวด้วย ซึ่งปกติแล้วจะมีแต่พระชั้นผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯ เท่านั้น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแก้ปัญหาเพื่อลดการต่อต้านจากคณะสงฆ์มหานิกายในเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งเป็นการเน้นย้ำให้คนล้านนาตระหนักถึงบทบาทของพระองค์ว่าเป็นประมุขสูงสุดในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา มิใช่เจ้าเมืองเชียงใหม่อีกต่อไป ทั้งนี้การแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้กับพระล้านนาตามโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ คล้ายกับที่กรุงเทพฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้ข้าราชการพื้นเมืองโดยหวังให้กลุ่มคนเหล่านี้ยอมอยู่ภายใต้โครงสร้างการปกครองแบบใหม่ที่กรุงเทพฯ จัดวางขึ้น<br />
เมื่อพระธรรมวโรดมได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพได้เดินทางถึงเชียงใหม่ในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๕๐ ได้มีการเชิญเจ้าเมือง ข้าหลวงใหญ่ และพระสงฆ์ มาประชุมชี้แจงการจัดการศึกษาและองค์กรสงฆ์ใหม่ โดยพระธรรมวโรดมเห็นว่า การจัดตั้งพระครูเจ้าคณะแขวงให้เป็นตามพระราชบัญญัติการปกครองสงฆ์ยังไม่ได้ เนื่องจากมีพระสงฆ์ที่ได้รับฐานันดรจากเจ้าเมืองเชียงใหม่พร้อมอยู่แล้ว จึงต้องอนุโลมจัดไปตามประเพณีเดิมให้เป็นหมวดหมู่ไว้ก่อน จากนั้นจึงแต่งตั้งให้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์รับผิดชอบปกครองในฐานะเจ้าคณะใหญ่เมืองเชียงใหม่ (เท่ากับเจ้าคณะจังหวัดของทางกรุงเทพฯ) โดยทำหน้าที่ดูแลว่ากล่าวพระสงฆ์และสามเณรมหานิกายทั่วไป โดยมีเจ้าคณะรอง เจ้าคณะแขวง (เจ้าคณะอำเภอ) เจ้าอธิการหมวด (เจ้าคณะตำบล) เจ้าอธิการ (เจ้าอาวาส) หัววัด (เจ้าสำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์) ตามลำดับ<br />
ในส่วนของการศึกษา พระธรรมวโรดมแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกให้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์เป็นผู้สอนพระสงฆ์และสามเณรตามแบบพื้นเมือง และแต่งตั้งให้พระนพีสีพิศาลคุณรับผิดชอบด้านการศึกษา โดยเป็นผู้สั่งสอนธรรมปริยัติตามแบบแผนกรุงเทพฯ โดยให้อิสระแก่พระสงฆ์และสามเณรในการเลือกเรียน แม้ว่าจะมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานอย่างชัดเจน แต่ในรายงานของพระธรรมวโรดมที่มีมายังเจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกรกล่าวว่าต้องใช้พระเดชพระคุณของเจ้าเมืองเชียงใหม่อย่างมากในการที่จะทำให้งานทั้ง ๒ ส่วนเดินไปด้วยกันได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระสงฆ์ในแบบจารีตล้านนาและพระนพีสีพิศาลคุณซึ่งเป็นธรรมยุติกนิกายจากกรุงเทพฯ<br />
ในรายงานของพระธรรมวโรดมกล่าวถึงการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพว่ามักพบปัญหาที่คล้ายๆ กันในแต่ละเมือง คือ พระสงฆ์และสามเณรมักบกพร่องในวัตรปฏิบัติ เช่น การฉันข้าวยามวิกาล การไปช่วยพ่อแม่เกี่ยวข้าวเลี้ยงควาย และการเลี้ยงชีพด้วยการค้าขาย การลงอุโบสถแม้ว่ากระทำกันทุกเดือนแต่วิธีลงปาฏิโมกข์ยังไม่ถูกต้องโดยสวดเพียงปาราชิกเท่านั้น นอกจากนี้วิธีการศึกษาของพระสงฆ์ล้านนายังนิยมเรียนกรรมฐานธุดงค์ตามวัดที่ครูบามีชื่อเสียง ในด้านพิธีการยังไม่นิยมพิธีวิสาขบูชาและมาฆบูชาแต่นิยมจัดเครื่องไทยธรรมและบริขารมาถวายพระธาตุซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปี<br />
<strong>ทั้งนี้พระธรรมวโรดมได้ตั้งข้อสังเกตถึงพระสงฆ์ล้านนาไว้ว่า</strong><br />
&#8220;&#8230;พระสงฆ์ในมณฑลนั้นจะว่าดื้อก็ดื้อจะว่าง่ายก็ง่าย ถ้าหัวหน้าลงหรือนับถือแล้วก็เป็นการง่ายที่สุด ถ้าหัวหน้าไม่ลงแลนับถือแล้วก็เป็นการยากที่สุด คอยฟังเสียงของครูบาเท่านั้น ถ้าครูบาว่าอย่างไรแล้วก็แล้วกันไม่มีใครมีปากเสียง การที่จัดคณะนี้อาตมภาพก็ได้จัดสำเร็จทุกๆ เมือง พากันนิยมมาก ถ้าจะมีความเจริญหนังสือไม่พอแจกมีผู้ต้องการมาก ที่สั่งลงมาขอพระไตรปิฎกก็มี&#8230;&#8221;<br />
จากรายงานนี้ย้ำให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของพระสงฆ์ล้านนาที่ครูบามีความผูกพันกับศิษย์อย่างมาก ซึ่งถ้าครูบาหรือหัวหน้าคณะซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์มีความเห็นอย่างไร พระผู้เป็นลูกศิษย์จะเห็นตามกัน<br />
การจัดการศึกษาและการศาสนาในเมืองเชียงใหม่ของพระธรรมวโรดมคงเป็นที่พอใจของบรรดาเจ้านายเนื่องจากเจ้าอินทวโรรสกราบทูลมายังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าการพระศาสนาและการศึกษาที่พระธรรมวโรดมจัดไว้ดีแล้ว จากนั้นพระธรรมวโรดมได้เดินทางไปจัดการศึกษาและคณะสงฆ์ในเมืองอื่นๆ เช่น ที่เมืองลำปาง พระธรรมวโรดมได้เชิญข้าหลวงและเจ้าเมืองมาประชุมที่วัดเจดีย์หลวงในกำแพงเวียงนครลำพูน และแต่งตั้งให้พระครูบาสมเด็จวัดเสาต้นธงเป็นเจ้าคณะเมืองลำพูน และแต่งตั้งเจ้าคณะหมวดอุโบสถแขวงในเวียงลำพูน เจ้าคณะแขวงปากบ่องและเจ้าคณะแขวงเมืองลี้<br />
ใน พ.ศ.๒๔๕๑ มีรายงานจากพระสงฆ์ในมณฑลพายัพมายังพระธรรมวโรดมเรื่องการจัดการคณะสงฆ์ในแต่ละเมืองว่ามีความก้าวหน้าขึ้น เช่น เมืองน่านพระปลัดวงษ์ รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่นครน่าน (พระชยานันทมุนี) กล่าวถึงพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาที่จัดขึ้นวัดช้างค้ำร่วมกับเจ้านายและข้าราชการ โดยพระชยานันทมุนีได้เชิญพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชมอบประกาศนียบัตรให้กับเด็กที่สอบไล่ได้ และพระชยานันทมุนีได้แจกใบประทวนแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์ให้กับพระครูรวม ๗๖ รูป ในเมืองเชียงใหม่ พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ได้รายงานถึงการจัดระเบียบคณะสงฆ์ที่ทรงให้คณะหมวดอุโบสถออกไปจัดการศาสนาตามหัวหมวดวัดให้ขึ้นกับทุกพระครูตามพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ในรายงานของพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์เน้นควบคุมพระสงฆ์ให้มีความประพฤติหรือวัตรปฏิบัติสอดคล้องกับกรุงเทพฯ เช่น การห่มผ้าครองให้เรียบร้อย ห้ามมิให้ฉันข้าวล่วงเวลาและซื้ออาหารกินตามตลาด ห้ามมิให้เล่นการพนันและเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน ฯลฯ<br />
ในด้านการศึกษาพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ได้ให้พระภิกษุศึกษาปาติโมกข์และนวโกวาทโดยเณรให้ศึกษาสามเณรสิกขา และให้ช่วยทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญขึ้นตามความสามารถ การนี้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงวัตรปฏิบัติดังกล่าวเนื่องจากเกรงว่าพระภิกษุสามเณรจะรับไม่ไหว เชื่อว่าการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพน่าจะเริ่มเข้ารูปอย่างที่กรุงเทพฯ ต้องการ<br />
ใน พ.ศ.๒๔๕๓ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมกุฎราชกุมารทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อถึงพิธีบรมราชาภิเษกได้อาราธนาพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ไปร่วมในพระราชพิธีด้วย การไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ท่านได้หารือถึงการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพกับพระเถรานุเถระทั้งหลายในกรุงเทพฯ ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัติ (จ่าย) วัดเบญจมบพิตร เป็นต้น ภายหลังกลับจากกรุงเทพฯ แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้อาราธนาสมเด็จพระวันรัติ (จ่าย) ให้ช่วยจัดการพระศาสนาในมณฑลพายัพ<br />
ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างธรรมยุติกนิกายกับมหานิกายในเมืองเชียงใหม่น่าจะค่อยๆ ลดลง เนื่องจาก พ.ศ.๒๔๕๒เป็นปีที่เจ้าอินทวโรรสถึงแก่พิราลัย และอุบาสกสำคัญคือ อินต๊ะค่อ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมบารมีให้แก่พระนพีสีพิศาลคุณถึงแก่กรรมแล้วเช่นกัน ทำให้พระนพีสีพิศาลคุณขาดผู้อุปถัมภ์ เพราะในสมัยที่เจ้าอินทวโรรสยังมีพระชนมชีพ พระนพีสีพิศาลคุณไปที่แห่งใดจะมีผู้ต้อนรับให้ความสะดวก อีกทั้งได้รับความเกรงใจ เมื่อสิ้นเจ้าอินทวโรรสอำนาจของพระนพีสีพิศาลคุณจึงลดน้อยลง ท่านจึงจากวัดเชียงมั่นกลับมาพักอยู่วัดหอธรรมตามเดิม<br />
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้ขอพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้กับพระนพีสีพิศาลคุณ เนื่องจากได้จัดการเรียนพระธรรมวินัยของภิกษุสามเณรและจัดการสอบไล่ประจำปี โดยได้ขยายไปเมืองแพร่และเมืองน่านจนสามารถตั้งโรงเรียนนักธรรมของมณฑลพายัพได้ จึงขอพระบรมราชานุญาตยกพระนพีสีพิศาลคุณขึ้นเป็นพระอาจารย์โทในทางคันถุระมีตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าคณะเมือง<br />
แม้ว่าพระนพีสีพิศาลคุณจะได้รับการยกย่องจากกรุงเทพฯ ให้มีตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าคณะเมือง แต่เพียง ๕ เดือนหลังจากได้รับการแต่งตั้ง พระนพีสีพิศาลคุณได้มีหนังสือกราบทูลกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสว่าตนเองมีความเบื่อหน่ายไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้จึงขอลาสิกขา เมื่อกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงตรวจสอบแล้วพบว่าพระนพีสีพิศาลคุณเป็นผู้หมดความเลื่อมใสและเสื่อมจากการเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระนพีสีพิศาลคุณลาสิกขาได้<br />
จากการที่พระนพีพิศาลคุณขาดการอุปถัมภ์จากเจ้าเมืองเชียงใหม่ทำให้การเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายเริ่มเสื่อมคลายลง ผู้เขียนเชื่อว่าสาเหตุอีกประการหนึ่ง คือ การส่งพระธรรมวโรดมเป็นพระราชาคณะซึ่งเป็นมหานิกายมาปกครองตั้งแต่แรก ทำให้ธรรมยุติกนิกายขาดการสนับสนุน เมื่อหมดสมัยของพระนพีสีพิศาลคุณสายสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์ล้านนาจึงมุ่งไปสู่วัดเบญจมบิตรซึ่งเป็นมหานิกายมากกว่าวัดธรรมยุต<br />
แม้ว่าจะหมดสมัยของพระนพีสีพิศาลคุณและธรรมยุติกนิกายได้ลดบทบาทลง แต่มีพระมหาเถระอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกาย คือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชกวีระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๔๕๗ ได้ขึ้นมาที่เมืองเชียงใหม่โดยทางเรือและคงเข้าพักที่วัดหอธรรม ในขณะนั้นเจ้าอินทวโรรสถึงแก่พิราลัยแล้ว พระราชกวีได้เทศน์โปรดเจ้าทิพเนตร์ที่คุ้ม ใน พ.ศ.๒๔๖๕ ท่านได้ขึ้นมาเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง สาเหตุที่ท่านขึ้นมาในครั้งนี้เนื่องจากท่านได้แต่งหนังสือชื่อ &#8220;ธรรมวิจยานุศาสน์&#8221; โดยข้อความในหนังสือขัดต่อรัฐประศาสโนบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ตำแหน่งพระเทพโมลี ท่านจึงถือโอกาสออกธุดงค์ในภาคเหนือโดยเดินทางไปนมัสการพระธาตุจอมยองและได้รับการต้อนรับจากเจ้าฟ้าเชียงตุงเป็นอย่างดี<br />
ใน พ.ศ.๒๔๗๐ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์และได้ขึ้นมาที่เมืองเชียงใหม่โดยพำนักที่ดอยสุเทพ ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีได้ไปพักร้อนที่คุ้มบริเวณพระธาตุดอยสุเทพเช่นกัน เจ้าแก้วนวรัฐจึงได้อาราธนาท่านไปแสดงธรรมที่คุ้ม บรรดาเจ้านายที่รับฟังพระธรรมต่างเลื่อมใสและต้องการให้พระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาที่เมืองเชียงใหม่ จึงพากันขออนุญาตกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น สมเด็จพระสังฆราชทรงนำความขึ้นขอพระราชทานอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้รับพระบรมราชานุญาตให้พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ไปประกาศพระศาสนาที่เมืองเชียงใหม่ โดยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ตั้งมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์อีกต่อไป<br />
เมื่อพระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาอยู่ที่คณะหอธรรม วัดเจดีย์หลวงตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๑ ได้รื้อฟื้นธรรมยุติกนิกายให้เป็นที่แพร่หลายอีกครั้ง โดยเปิดโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี จัดให้มีการแสดงธรรมประจำวันธรรมสวนะเช้า-บ่าย ทั้งในพรรษาและนอกพรรษา โดยท่านเป็นผู้นำในการเทศนาธรรมด้วยปฏิภาณโวหารและเป็นที่เลื่อมใสของประชาชน๔๗ นอกจากกิจกรรมการเผยแผ่พระธรรมแล้วท่านยังได้บูรณปฏิสังขรณ์กุฏิและศาสนสถานโดยพระวิหาร วัดเจดีย์หลวงที่ปรากฏในปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยของท่าน<br />
ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เสนาบดีกระทรวงธรรมการขึ้นไปตรวจราชการที่เมืองเชียงใหม่ รายงานว่าที่วัดเจดีย์หลวงมีราษฎรนิยมมาบวชเรียนมากขึ้น จนเจ้าแก้วนวรัฐเสนอให้ตั้งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นเจ้าคณะมณฑลเพราะมีผู้นับถือมากและเทศน์เก่ง แต่พระองค์เจ้าธานีนิวัตไม่สามารถแต่งตั้งได้เพราะมีเจ้าคณะมณฑลคือพระเทพมุนี (ปลด กิตติโสภณ) อยู่แล้ว พระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาอยู่วัดเจดีย์หลวงเป็นเวลา ๔ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๔เมื่อท่านกลับกรุงเทพฯ ได้มรณภาพใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่วัดบรมนิวาส การขึ้นไปประกาศพระศาสนาของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ในครั้งนี้ทำให้ธรรมยุติกนิกายตั้งมั่นในหัวเมืองล้านนาได้จนทุกวันนี้<br />
ข้อมูลการสำรวจวัดธรรมยุตในล้านนา พ.ศ.๒๔๙๗ ระบุว่ามีวัดธรรมยุตในล้านนา ๒๓ วัด โดยเมืองเชียงใหม่มี ๑๓วัด เมืองลำปาง ๘ วัด เมืองลำพูน ๑ วัด เมืองเชียงรายมี ๑ วัด โดยเมืองน่าน เมืองพะเยา เมืองแพร่ และเมืองแม่ฮ่องสอนในขณะนั้นไม่มีวัดธรรมยุตอยู่เลย ในขณะที่อีสานมีวัดธรรมยุตมากถึง ๓๓๔ วัด ทั้งๆ ที่ธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาเจ้านายเมืองเชียงใหม่มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นครั้งพระนพีสีพิศาลคุณ (พระมหาคำปิง) ในสมัยเจ้าอินทวโรรส หรือพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ นั่นอาจเป็นเพราะธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับจากกรุงเทพฯ เจ้านายเมืองเชียงใหม่ที่ถูกดึงเข้าสู่ระบบราชการของกรุงเทพฯ อาจเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการสนับสนุนแนวทางที่กรุงเทพฯต้องการ อีกทั้งวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสและความแตกฉานทางพระศาสนาของพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเองทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใสศรัทธาก็เป็นได้<br />
จากการสัมภาษณ์ พระราชเจติยาจารย์ (ชูเกียรติ อภโย) เจ้าอาวาสวัดพระเจดีย์หลวงองค์ปัจจุบันให้ความเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ธรรมยุติกนิกายไม่แพร่หลายในหัวเมืองล้านนาซึ่งต่างไปจากหัวเมืองอีสาน เป็นเพราะพระพุทธศาสนาในล้านนามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและมีรากฐานมั่นคงจนยากที่ธรรมยุติกนิกายจะเผยแผ่ได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ล้านนา ที่ยึดมั่นในระบบหัวหมวดอุโบสถวัด โดยราษฎรเองยังคงสืบทอดความนิยมในการเข้าวัดตามกลุ่มชาติพันธุ์ของตนแม้กระทั่งทุกวันนี้</p>
<p><strong>ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก</strong></p>
<p>-http://www.faihin.org  (<strong>วัดฝายหิน : เส้นทางผ่านครั้งอัญเชิญพระบรมธาตุสู่ดอยสุเทพ</strong>)</p>
<p>-http://www.faihin.org <strong>(</strong><strong>ประวัติ ปฐมสังฆนายะกะ </strong><strong>“ </strong><strong>โสภา </strong><strong>”,</strong><strong>รวบรวมจากหนังสือประวัติเจ้าคุณอภัยสารทะ :ลานนาสีโห ภิกขุ (บุญเลิศ พริงพราวลี)พระคำอ้าย เขมธมฺโม</strong><strong> </strong><strong>พระสิงห์ สุภทฺโท</strong><strong>)</strong></p>
<p>-http://www.alittlebuddha.com (<strong>ทำไมธรรมยุตไม่รุ่งเรืองในเมืองเชียงใหม่และลานนา</strong><strong>,</strong><strong>ผศ. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว</strong><strong> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong><strong> </strong><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต</strong><strong>,</strong><strong>จาก</strong><strong> </strong><strong>:</strong><strong> </strong><strong>ศิลปวัฒนธรรม</strong><strong> </strong><strong>อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม</strong><strong> </strong><strong>26 กุมภาพันธ์ 2554</strong>)</p>
<p>-http://forums.212cafe.com  (<strong>pongsagone44</strong>,<strong>พระอภัยสารทะ</strong><strong>  (ปฐมสังฆนายก “โสภา”)วัดฝายหิน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ปฐมสังฆราชาของลานนาไทย,</strong>)</p>
<p>-http://www.bloggang.com (<strong>118.</strong><strong> </strong><strong>วัดฝายหิน หมู่บ้านฝายหิน หมู่ 1</strong><strong> </strong><strong>ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่</strong>)</p>
<p>-http://historicallanna01.blogspot.com</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99/">พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ (ครูบาฝายหิน)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%97/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Nov 2017 18:29:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%88</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ นามเดิม จันทร์ ฉายา สิริจนฺโท เป็นพระภิกษุฝ่ายเถรวาท คณะธรรมยุติกนิกาย ชาวจังหวัดอุบลราชธานี อดีตเจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้าคณะมณฑลอีสาน มณฑลจันทบุรี มณฑลราชบุรี และมณฑลกรุงเทพ อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ </p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%97/">พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #00ff00;">พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ นามเดิม จันทร์ ฉายา สิริจนฺโท เป็นพระภิกษุฝ่ายเถรวาท คณะธรรมยุติกนิกาย ชาวจังหวัดอุบลราชธานี </span></h2>
<p>อดีตเจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้าคณะมณฑลอีสาน มณฑลจันทบุรี มณฑลราชบุรี และมณฑลกรุงเทพ อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ และวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาสมัยใหม่ ทั้งในฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสในภาคอีสาน ท่านเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนอุบลวิทยาคมที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผู้สอนธรรมะให้แก่พระเถระองค์สำคัญในธรรมยุติกนิกายหลายรูปรวมถึงพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่แห่งพระกรรมฐานสายวัดป่าด้วย</p>
<h3>ประวัติ</h3>
<p>พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ มีนามเดิมว่าจันทร์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2399 (นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. 2400) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง เป็นบุตรคนโตของหลวงสุโภร์ประการ (สอน) กรมการจังหวัดอุบลราชธานี[1] กับนางแก้ว เมื่ออายุย่าง 13 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรในเดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 (นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. 2412) ณวัดบ้านหนองไหล เจ้าอธิการโสดาเป็นพระอุปัชฌาย์ ถึงเดือน 4 จึงย้ายไปอยู่วัดศรีทอง (ปัจจุบันคือวัดศรีอุบลรัตนาราม) เพื่อศึกษากับพระอาจารย์ม้าว เทวธมฺมี จนอายุย่าง 19 ปี ก็จำเป็นต้องลาสิกขาเพื่อตามไปไถ่ตัวบิดาที่ถูกเกณฑ์ไปปราบทัพฮ่อ</p>
<p>ท่านได้อยู่ช่วยงานมารดาบิดาอยู่ 3 ปี พระอาจารย์ม้าวก็ให้คนมาตามไปบวชอีกครั้ง ท่านยินยอม จึงได้อุปสมบทเมื่อวันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2420 ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู พระอาจารย์ม้าวเป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการสีโห วัดไชยมงคล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ บวชแล้วจำพรรษาที่วัดไชยมงคลเพื่อช่วยงานของพระกรรมวาจาจารย์ เฉพาะเวลาเรียนมูลกัจจายน์จึงเดินมาเรียนที่วัดศรีทอง เรียนได้ 2 ปี พระอาจารย์ม้าวอาพาธหนักจนไม่สามารถสอนได้ จึงให้ท่านไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร</p>
<p>เมื่อถึงกรุงเทพฯ พระอาจารย์อ่อนซึ่งเป็นศิษย์พี่ได้นำท่านไปฝากศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระปลัดผา วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อพระอริยมุนี (เอม อายุวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ มรณภาพ พระปลัดผาได้พาท่านไปฝากตัวศิษย์ของพระมหาอ่อน อหึสโก วัดบุปผาราม จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ขณะบวชได้ 9 พรรษา ท่านตั้งใจว่าตั้งแต่พรรษา 10 เป็นต้นไปจะมุ่งด้านวิปัสสนาธุระแทน ในพรรษาที่ 10 นั้น ท่านจึงกลับไปอยู่วัดศรีทองเพื่อปรนนิบัติและฝึกปฏิบัติธรรมกับพระอาจาร์ม้าวต่อ</p>
<p>พ.ศ. 2431 พระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น ศรีเพ็ญ) และเจ้ายุติธรรมธร (คำสุก ณ จำปาศักดิ์) ร่วมกันสร้างวัดมหามาตยารามขึ้นที่นครจำปาศักดิ์ขึ้นถวายคณะสงฆ์ธรรมยุต พระอาจารย์ม้าวจึงมอบหมายให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาส และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่ พระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 แล้วกลับไปปกครองคณะสงฆ์เมืองจำปาศักดิ์</p>
<p>ได้ออกจากเมืองนครจำปาศักดิ์เมื่อเดือน 3 พ.ศ.2432 ใช้เวลาเดินทาง 3 เดือนจึงถึงกรุงเทพฯ พักจำพรรษาอยู่วัดพิชยญาติการาม กับเจ้าคุณสาสนโสภณ (อ่อน) ผู้เป็นอาจารย์ เวลานั้นยังเป็นพระเมธาธรรมรส เป็นพรรษาที่ 14</p>
<p>ครั้นถึง ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่พระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ ตาลปัตรแฉกทองแผ่ลวดมีนิตยภัตร 8 บาท ถึงเดือน 6 พ.ศ. 2434 กลับออกไปเมืองนครจำปาศักดิ์ เดินทาง 3 เดือนถึงนครจำปาศักดิ์ในเดือน 8 จำพรรษาที่นครจำปาศักดิ์ เป็นพรรษาที่ 15</p>
<p>พรรษาที่ 16 ก็จำพรรษาที่นครจำปาศักดิ์</p>
<p>พรรษาที่ 17 เมื่อไทยเสียดินแดนแถบจำปาศักดิ์ให้แก่ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2436 ท่านจึงได้ทูลลา กลับมาจำพรรษาที่วัดสุปัฏน์ เมืองอุบล</p>
<p>เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ทำให้สยามเสียดินแดนลาวแก่สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ท่านพ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะเมืองจำปาศักดิ์ จึงย้ายมาอยู่วัดวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ต่อมาท่านได้นำคณะศิษย์มาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดพิชยญาติการามวรวิหาร อยู่ได้ 1 พรรษา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมอบหมายให้ไปอยู่วัดเทพศิรินทร์เพื่อช่วยงานหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร และมีรับสั่งให้ท่านเข้าสอบอีกครั้งในปี พ.ศ. 2437 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค แล้วได้รับพระบรมราชานุญาตให้ออกไปจัดการศึกษาภาษาไทยและอักษรไทยที่เมืองอุบลราชธานี</p>
<p>พรรษาที่ 18 พ.ศ. 2437 เข้ามาจำพรรษาที่วัดพิชยญาติการาม กรุงเทพฯ การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คราวนี้ ทรงตั้งให้ท่านเป็นกรรมการในมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วย ออกพรรษาแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้ไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาส ไปเป็นผู้ช่วย หม่อมเจ้า พระศรีสุคตขัติยานุวัตร ผู้เป็นเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสเป็นสมภารพรรษายังไม่ถึง 10 รับนิสัยพระสงฆ์ยังไม่ได้ ให้ท่านไปเป็นผู้รับนิสัยพระสงฆ์ และเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนภาคมคธ​ด้วย<br />
ในแล้งนี้มีกำหนดการแปลพระปริยัติธรรมในท้องสนามหลวงด้วย (สมัยนั้นไม่ได้มีการสอบทุกปี) สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ รับสั่งให้ท่านเข้าแปลประโยค 4 ด้วย ท่านได้เป็นเปรียญ 4 ประโยคในการสอบครั้งนี้</p>
<p>ในพรรษาที่ 19 พ.ศ.2438 นี้ท่านได้ช่วยหม่อมเจ้าพระศรีสุคตฯ อยู่วัดเทพศิรินทราวาสตลอดพรรษา พอออกพรรษาแล้ว ท่านเห็นว่า ร่างกายไม่มีกำลังพอที่จะทำงาน ถ้าขืนอยู่ในเพศสมณะต่อไปคงเกิดโรคภัยเบียดเบียน ไม่มีทางจะออกตัวอย่างไรได้ เห็นแต่ทางสึกเป็นดีกว่าอย่างอื่น จึงได้ทูลลาสึก</p>
<p>ในเดือน 12 ปีนั้น ได้ออกไปเรียนวิปัสสนาอยู่กับเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (สิง) วัดปทุมวนาราม จนถึงเดือนอ้าย ท่านออกไปเจริญวิปัสสนาอยู่ที่เขาคอก ในระหว่างเดือนอ้ายนั้นก็ได้ตรึกตรองถึงชีวิตในภายหน้า จนกระทั่งตัดสินใจได้ว่ายอมถวายตัวเป็นข้าพระรัตนตรัยอยู่ในพระศาสนาตลอดชีวิต จึงได้มีลิขิตเข้ามาถวาย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรถึงการตัดสินใจของท่าน ว่าตัดสินใจถวายพรหมจรรย์แก่พระศาสนาแล้ว ด้วยพระองค์ท่านคอยฟังข่าวอยู่ เนื่องจากได้ทูลไว้เมื่อตอนสึกว่า จะออกไปหาที่วิเวกตรึกตรองก่อน พระองค์ทรงพระเมตตาท่านมาก คอยจะทรงอุปการะอยู่</p>
<p>ครั้นตัดสินใจได้แล้วก็เดินรุกขมูลต่อไป ได้ออกไปเที่ยวอยู่ในแขวงเมืองนครราชสีมาตลอดแล้ง จนถึง เดือน 6 พ.ศ. 2439 ได้กลับเข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม เป็นปีพรรษาที่ 20</p>
<p>อยู่ที่ วัดพิชัยญาติการาม 1 พรรษา แล้วกลับไปอยู่วัดเทพศิรินทร์อีก ต่อจากนี้ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้ง สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค จึงโปรดให้ไปจัดการศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานีได้ 2 ปีเศษ</p>
<p>ถึงปีกุน พ.ศ.2442 ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระญาณรักขิต แล้วโปรดให้เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน จึงกลับไปอยู่วัดสุปัฏน์ จังหวัดอุบลราชธานี 5 พรรษา ภายหลังขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กลับเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อยู่ที่วัดเทพศิรินทร์บ้าง ไปธุดงค์บ้าง จนถึงปีมะโรง พ.ศ.2447 จึงโปรดให้อาราธนาไปครองวัดบรมนิวาส ถึงปีระกา พ.ศ.2452 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระราชกวี</p>
<p>วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2452 ได้รับพระราชทานอาราธนาบัตร์สถาปนาเป็นเจ้าคณะมณฑลราชบุรี</p>
<p>ถึงรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2457 ทรงโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระเทพโมลี ต่อมาถึง พ.ศ.2458 ได้แต่งหนังสือ เทศน์ เห็นเป็นอันไม่ต้องด้วยรัฐประศาสนโยบายบางประการ อันเกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาจักร จึงถูกถอดจากสมณศักดิ์ คราวหนึ่ง</p>
<p>ครั้นถึงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2459 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กลับตั้งให้เป็นพระราชาคณะ ที่พระธรรมธีรราชมหามุนี มีสมณศักดิ์เสมอชั้นเทพ และโปรดให้ครองวัดบรมนิวาสตามเดิม</p>
<p>ถึงปี พ.ศ.2466 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระโพธิวงศาจารย์ เสมอตำแหน่งชั้นธรรม</p>
<p>ครั้นถึง พ.ศ.2468 ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญญวาสี มีนามในสัญญาบัตรว่า &#8220;พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ญาณวิสุทธจริยาปรินายก ตรีปิฏกคุณาลังการ นานาสถานราชคมนีย์ สาธุการีธรรมาดร สุนทรศีลาทิขันธ์&#8221;</p>
<p>ได้เคยรับราชการทางคณะสงฆ์ ในหน้าที่สำคัญๆ หลายตำแหน่งคือ เป็นเจ้าคณะใหญ่ เมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน มณฑลจันทบุรี มณฑลราชบุรี และ มณฑลกรุงเทพฯ</p>
<p>ท่านเป็นพระนักปกครองผู้มีอัธยาศัยงดงาม ให้ความคุ้มครอง และให้ความดีความชอบแก่ผู้น้อย เป็นผู้มีใจกันทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ท่านแสดงธรรมสั่งสอนให้เขาเหล่านั้น เป็นผู้ฉลาด ชี้ให้เห็นเหตุผล แจ่มแจ้งในกว้างเฉลี่ยลาภผล เกื้อกูลแก่สพรหมจารี ไปอยู่ที่ไหน ก็ยังคุณความดี ให้เกิดแก่หมู่ เป็นคณโสภณผู้ทำหมู่ให้งาม เป็นผู้ฉลาดในเชิงช่าง</p>
<p>นอกจากนี้ ท่านยังใส่ใจในการศึกษาของภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และ กุลบุตรกุลธิดามาก ทั้งภาษาบาลีและไทย เมตตาสั่งสอนให้ได้รู้หนังสือ ท่านมีความ สามารถในการอธิบายอรรถธรรม ให้เข้าใจง่าย และชักชวนให้อาจหาญร่าเริง ในสัมมาปฏิบัติ จัดเป็นธรรมกถึกเอก มีเชาวนะปฏิภาณว่องไวเฉียบแหลม วิจารณ์อรรถธรรมอันลุ่มลึก ให้แจ่มแจ้ง ท่านแต่งหนังสือไว้ทั้ง คำร้อยแก้วทั้งคำกาพย์</p>
<p>เมื่ออยู่เมืองนครจำปาศักดิ์ ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดมหาอำมาตย์ (วัดนี้พระยามหาอำมาตย์หรุ่น กับ เจ้านครจำปาศักดิ์ สร้าง) ให้ชื่อว่า &#8220;โรงเรียนบุรพา​​​สยามเขตร&#8221; สอนทั้งภาษาบาลี ทั้งภาษาไทย และยังได้จัดตั้ง &#8220;โรงเรียนอุบลวิทยาคม&#8221; ขึ้นที่ วัดสุปัฏน์ เช่นกัน ครั้นได้ดำรง ตำแหน่ง เจ้าคณะมณฑล ก็จัดการการศึกษาทั่วไป จนได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ได้จัดการศึกษา ของกุลบุตรให้เจริญ ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แม้ถึงวัดสิริจันทรนิมิตร ที่เขาบ่องาม (เขาพระงามในปัจจุบัน) จังหวัดลพบุรีและวัดเจดีย์หลวง นครเชียงใหม่ ก็ได้จัดการศึกษาของกุลบุตรให้รุ่งเรืองขึ้นโดยควรแก่ฐานะ</p>
<p>แม้ในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ ท่านก็ได้สร้างคุณประโยชน์อันมากมาย เช่น การปฏิสังขรณ์ วัดบวรมงคล คือ พระอุโบสถ พระระเบียง ตลอดจนวิหารคด การปฏิสังขรณ์วัดบรมนิวาส คือ</p>
<h4>พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล</h4>
<p>พระอุโบสถแล พระอสีติมหาสาวก วิหารคด และ พระพิชิตมาร ซึ่งเป็นพระประธานในศาลาอุรุพงษ์ คือ เป็นพระลีลาเก่า อัญเชิญมาจาก จังหวัดราชบุรี และได้ให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นใหม่ เช่น โรงเรียนภาษาบาลี และ ภาษาไทย สระน้ำ ศาลาอุรุพงษ์ ส่วนของระฆัง และหอระฆัง มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงศ์สิริวัฒน์เป็นผู้ร่วมสร้าง ตลอดจนกุฏิสร้างใหม่ให้เป็นตึก หอเขียว ซึ่งเป็นกุฏิใหญ่ในวัดนี้ หม่อมเจ้าหญิงเมาลี หม่อมเจ้าหญิงคอยท่า หม่อมเจ้าหญิงโอฐอ่อน หม่อมเจ้าหญิงคำขาว และ หม่อมเจ้าหญิงรับแข สกุลปราโมช ทรงร่วมกันสร้างด้วยความสามัคคีธรรมแห่ง คณะญาติ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ประเดิมสร้างวัดเสน่หานุกูล จังหวัดนครปฐม และที่วัดสิริจันทรนิมิตร จังหวัดลพบุรีนั้น ท่านได้สร้างพระพุทธปฏิมากร อันมีนามว่า พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล ซึ่งมีหน้าตักกว้าง 11 วา 1 ศอก สูงทั้งรัศมี 18 วา อีกทั้ง พระอุโบสถ พระประธาน และ พระกัจจายน์ วิหาร ตลอดถึงถ้ำและกุฏิ ศาลา บ่อน้ำ ท่านเป็นผู้นำในการสร้างมณฑปวัดบ้านแป้ง จังหวัดสิงห์บุรี</p>
<p>ท่านเป็นผู้ยินดีในสัมมาปฏิบัติ สันโดษมักน้อยใฝ่ใจในสัลเลขปฏิบัติ ประกอบด้วยธุดงควัตรเที่ยวรุกขมูล รักษาขนบธรรมเนียม ของสมณะที่ดีไว้มั่นคง มีสติสัมปชัญญคุณทุกเมื่อ มีความเยือกเย็นอาจหาญอดกลั้นทนทานต่อสถานการณ์ต่างๆ แม้ในยามอาพาธ สุดท้าย พิษของโรครุนแรงด้วยทุกขเวทนายิ่งนัก ท่านยังได้ให้โอวาทแก่ผู้มาเยี่ยมเยือนว่า &#8220;เราเป็นนักรบ ได้ฝึกหัดวิธีรบไว้ก็ไม่เสียที ได้ผจญต่อพยาธิธรรมและมรณธรรมจริงๆ ก็อาจหาญอดกลั้นทนทานไม่สะทกสะท้าน มีสติสัมปชัญญคุณรอบคอบไม่หลงใหลไม่ฟั่นเฟือน ไม่กระวนกระวาย หากถึงกาลแตกดับ ก็ไปด้วยความสงบเงียบหายดุจหลับไป&#8221; จึงได้ชื่อว่า ท่านเป็นผู้ปฏิบัติได้ผลโดยควรแก่ภาวะโดยแท้</p>
<p>พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อาพาธด้วยโรคชรา ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 สิริอายุได้ 75 ปี 121 วัน ได้รับพระราชทานไตรแพรครอง 1 ไตร โกศโถและชั้นรอง 2 ชั้น ฉัตรเบญจาตั้ง 4 คันประกอบศพเป็นเกียรติยศ ได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ศกนั้น ณ วัดบรมนิวาส</p>
<h3>ลำดับสมณศักดิ์</h3>
<p>พ.ศ. 2433 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ที่ พระครูวิจิตรธรรมภาณี[6]<br />
พ.ศ. 2442 เป็นพระราชาคณะที่ พระญาณรักขิต[7]<br />
พ.ศ. 2452 เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ พระราชกระวี นรสีหพจนปิลันทน์[8]<br />
พ.ศ. 2457 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพโมลี ตรีปิฎกธาดา มหากถิกสุนทร ยติคณิศร บวรสังฆารามคามวาสี[9]<br />
พ.ศ. 2458 ถูกถอดจากสมณศักดิ์[10]<br />
พ.ศ. 2459 กลับเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระธรรมธีระราชมหามุนี[11]<br />
พ.ศ. 2466 เป็นเสมอพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระโพธิวงศาจารย์ ญาณวิสุทธิ์จริยาปรินายก ตรีปิฎกธรรมสุนทร ยติคณิศร บวรศีลาทิขันธ์ อรัญวาสี[12]<br />
พ.ศ. 2468 เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญวาสี (เสมอชั้นธรรมพิเศษ) ที่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ญาณวิสุทธจริยาปรินายก ตรีปิฎกคุณาลังการ นานาสถานราชคมนีย์ สาธุการีธรรมากร สุนทรศีลาทิขันธ์[13]</p>
<h3>ธรรมโอวาท</h3>
<p>ท่านได้กล่าวไว้มากมาย ขอคัดลอกมาบางส่วน ดังนี้ คือ</p>
<p>ที่ว่าร่างกายจิตใจเป็นแก้วสารพัดนึกนั้น พึงพิเคราะห์ดู เรามีตา นึกจะดูอะไรก็ดูได้เรามีหู นึกจะฟังอะไรก็ฟังได้ เรามีจมูก อยากจะรู้กลิ่นอะไรก็รู้ได้ เรามีปาก มีลิ้น นึกอยากจะรู้รสอะไรก็รู้ได้ นึกอยากจะกินอะไรก็กินได้ เรามีมือ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ เรามีเท้านึกอยากเดินไปไหนก็ไปได้ เรามีจิตมีใจ นึกอยากจะน้อมนึกตรึกตรองอะไร ก็ได้สมประสงค์ ผู้รู้ตนว่า เป็นของวิเศษอย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ได้ความสุข คือ ใช้ตามหน้าที่ ไม่ให้วัตถุเหล่านั้นเป็นข้าศึกแก่ตน คือ เกิดปฏิฆะโทมนัสยินดี ยินร้ายเพราะวัตถุของตน นิสัยของผู้ฉลาด ย่อมไม่ให้วัตถุวิเศษของตนเป็นข้าศึกแก่ตน อารมณ์ที่ผ่านไปผ่านมา เลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่จักเป็นโทษ จงปล่อยผ่านไปเสีย ไม่รับไม่เก็บเข้ามาไว้ คือ หัดชำระวัตถุภายในนี้ ให้ผ่องใส สมกับที่ว่า เป็นแก้วสารพัดนึกอยู่ทุกเมื่อ อาศัยความหัด บ่อยๆ สติก็แก่ขึ้น วัตถุภายในก็ปราศจากโทษ คือ ไม่เป็นข้าศึกแก่ตน ให้ความสุขแก่ตนทุกอิริยาบถ จึงสมกับพุทธโอวาท ที่ทรงสั่งสอนว่า</p>
<h4>อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน</h4>
<p>ถ้าว่าโดยสมมติ สกลกายนี้เองเป็นตน ถ้าว่าโดยสกลกายนี้เองเป็นธรรม ที่ว่า อตฺตสรณา ธมฺมสรณา ให้มีตนเป็นที่ระลึกนี้ คือ ให้เห็นว่า ตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตน ความรู้ธรรมเป็นพุทธะ สกลกายที่ทรงคุณความดีไว้เป็นธรรมะ ความประพฤติให้คุณความดี มีขึ้นในตนเป็นสังฆะ ผู้ที่มีพุทธะ ธรรมะ สังฆะในตนอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้ถึงไตรสรณคมน์ในชาตินี้</p>
<p>ตลอดชาติชั้นศีล ชั้นสมาธิ ชั้นปัญญา ชั้นวิมุตติ ชั้นวิมุตติญาณทัสสนะ สุดแท้แต่วาสนาของใครจะถึงได้ในชั้นใด จะต้องได้รับผล คือ ความสุขตามชั้นตามภูมิของตนทั้งนั้น อย่าเป็นคนสงสัย ลังเลยึดให้มั่นคั้นให้ตาย อย่างมงายเชื่อเกจิอาจารย์ที่สอน นอกรีตนอกทาง อย่าพากันหลงใหลไปตามเขา เพราะพระนิพพานของ พระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า นิพพานสมบัติ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา และ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ มีสติปัฏฐาน เป็นต้น มีอัฏฐังคิกมรรค เป็นที่สุด เหล่านี้เป็นนิพพานสมบัติ อย่างอื่นๆ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้เป็นอวิชชาทั้งนั้น</p>
<p>พวกเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติตนให้มั่งมีเหมือนพระพุทธเจ้า ทั้งสมบัติภายนอกแลสมบัติภายใน</p>
<h3>ปัจฉิมบท</h3>
<p>ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท (จันทร์) เปรียญ 4 ประโยค เจ้าอาวาส วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร อาพาธเนื่องด้วยโรคชรา ถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 คำนวณอายุได้ 77 ปี พรรษา 55 ได้พระราชทานโกศโถ มีชั้นรองสองชั้น ฉัตรเบญจา 4 ประกอบศพเป็นเกียรติยศ</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ba%e0%b9%82%e0%b8%97/">พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูบาศรีวิชัย</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Sep 2017 19:04:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตนบุญแห่งล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[นักบุญแห่งล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วัดบ้านปาง]]></category>
		<category><![CDATA[ศรีวิชัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครูบาศรีวิชัย หรือ พระสีวิไชย พระมหาเถระซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างถนนทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2477 ได้รับการขนานนามว่า ตนบุญแห่งล้านนา หมายถึงนักบุญแห่งล้านนา</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2/">ครูบาศรีวิชัย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff9900;">ครูบาศรีวิชัย หรือ พระสีวิไชย พระมหาเถระซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างถนนทางขึ้น<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร</a> จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2477 ได้รับการขนานนามว่า ตนบุญแห่งล้านนา หมายถึงนักบุญแห่งล้านนา <span lang="TH">อันมีความหมายเชิงยกย่องว่าเป็นนักบวชที่มีคุณสมบัติพิเศษ อาจพบว่ามีการเรียกอีกว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัย พระครูบาศรีวิชัย ครูบาศีลธรรม หรือ ทุเจ้าสิริ (อ่าน <span class="bold_11pt_blue">&#8220;ตุ๊เจ้าสิลิ&#8221;</span>) แต่พบว่าท่านมักเรียกตนเองเป็น พระชัยยาภิกขุ หรือ พระศรีวิชัยชนะภิกขุ</span><br />
</span></h2>
<p>ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย อุปสมบท พ.ศ. 2442 รวม 39 พรรษา วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน</p>
<h2>ประวัติ</h2>
<h3>วัยเยาว์</h3>
<p>ครูบาศรีวิชัย เดิมชื่อ &#8220;เฟือน&#8221; หรือ &#8220;อินท์เฟือน&#8221; บ้างก็ว่า &#8220;อ้ายฟ้าร้อง&#8221; เนื่องจากในขณะที่ท่านเกิด มีปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ส่วนอินท์เฟือนนั้น หมายถึง การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์หรือเมืองของพระอินทร์ ท่านเกิดในปีขาล เดือน 9 เหนือ (เดือน 7 ของภาคกลาง) ขึ้น 11 ค่ำ จ.ศ. 1240 เวลาพลบค่ำ ตรงกับวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ที่บ้านปาง ตำบลแม่ตืน (ปัจจุบันคือตำบลศรีวิชัย) อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นบุตรของนายควาย นางอุสา มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน คือ</p>
<p>นายไหว<br />
นางอ้วน<br />
นายอินท์เฟือน (ครูบาศรีวิชัย)<br />
นางแว่น<br />
นายทา</p>
<p>นายควาย บิดาของท่านได้ติดตามผู้เป็นตาคือ หมื่นปราบ (หมื่นผาบ) ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอคล้องช้างของเจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจน์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 7 (ช่วง พ.ศ. 2414-2431) ไปตั้งครอบครัวบุกเบิกที่ทำกินอยู่ที่บ้านปาง บ้านเดิมของนายควายอยู่ที่บ้านสันป่ายางหลวง ทางด้านเหนือของตัวเมืองลำพูน นายอินท์เฟือน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกันดาร มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ 17 ปี ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ &#8220;ครูบาขัตติยะ&#8221; หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &#8220;ครูบาแฅ่งแฅะ&#8221; (หมายถึง ขาพิการ เดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา</p>
<p>เด็กชายอินท์เฟือน จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่อารามแห่งนี้ โดยมีครูบาขัตติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ 3 ปีต่อมา (พ.ศ. 2442) ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า &#8220;สีวิเชยฺโย&#8221; มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย</p>
<h3>หลังอุปสมบท</h3>
<p>เมื่ออุปสมบทแล้ว พระศรีวิชัย ได้กลับมาจำพรรษาที่อารามบ้านปาง 1 พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาวัดดอยคำ และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน</p>
<p>ครูบาศรีวิชัย ได้รับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแต เป็นเวลา 1 พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. 2444 อายุได้ 24 ปี พรรษาที่ 4 ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป (บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิชัย จึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ 5 ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน</p>
<p>ครูบาศรีวิชัย เป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด ท่านงดการเสพหมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 26 ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทย บางครั้งก็ไม่ฉันข้าวทั้ง 5 เดือน นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง 7 คือ</p>
<p>วันอาทิตย์ ไม่ฉันฟักแฟง<br />
วันจันทร์ ไม่ฉันแตงโมและแตงกวา<br />
วันอังคาร ไม่ฉันมะเขือ<br />
วันพุธ ไม่ฉันใบแมงลัก<br />
วันพฤหัสบดี ไม่ฉันกล้วย<br />
วันศุกร์ ไม่ฉันเทา<br />
วันเสาร์ ไม่ฉันบอน</p>
<p>นอกจากนี้ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว ผักหมากขี้กา ผักจิกและผักเฮือด-ผักฮี้ (ใบไม้เลียบอ่อน) โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง 4 จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดีนัก</p>
<h2>คำสอนที่สำคัญ</h2>
<p>ครูบาศรีวิชัยมีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมะอันสูงสุดดังปรากฏจากคำอธิษฐานบารมีที่ท่านอธิษฐานไว้ว่า &#8220;&#8230;ตั้งปรารถนาขอหื้อได้ถึงธรรมะ ยึดเหนี่ยวเอาพระนิพพานสิ่งเดียว&#8230;&#8221; และมักจะปรากฏความปรารถนาดังกล่าว ในตอนท้ายของคัมภีร์ใบลานที่ท่านสร้างไว้ทุกเรื่อง</p>
<p>อีกประการหนึ่งที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา คือการที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารโดยพลังศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง 5 เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ</p>
<h2>อธิกรณ์</h2>
<p>แต่เรื่องที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักกันในระยะแรกนั้น เกิดเนื่องจากการที่ท่านต้องอธิกรณ์ ซึ่งระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนานั้นให้ความสำคัญแก่ระบบหมวดอุโบสถ หรือ ระบบหัวหมวดวัด มากกว่า และการปกครองก็เป็นไปในระบบพระอุปัชฌาย์อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งพระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่งเรียกว่าเจ้าหมวดอุโบสถ โดยคัดเลือกจากพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็น ครูบา ซึ่งหมายถึงพระภิกษุที่ได้รับความยกย่องอย่างสูง ดังนั้นครูบาศรีวิชัยซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ โดยฐานะเช่นนี้ ครูบาศรีวิชัยจึงมีสิทธิ์ตามจารีตท้องถิ่นที่จะบวชกุลบุตรได้ ทำให้ครูบาศรีวิชัยจึงมีลูกศิษย์จำนวนมาก และลูกศิษย์เหล่านี้ก็ได้เป็นฐานกำลังที่สำคัญของครูบาศรีวิชัยในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นแนวร่วมในการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งขึ้นในเวลาต่อมา</p>
<p>ส่วนสงฆ์ในล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกพระสงฆ์ตามจารีตท้องถิ่นออกเป็นถึง 18 นิกาย และในแต่ละนิกายนี้ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์สืบต่อกันมาในแต่ละท้องที่ซึ่งมีอำนาจปกครองในสายของตนโดยผ่านความคิดระบบครูกับศิษย์ และนอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้นยังเกี่ยวข้องกับชื่อของเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขึน (เผ่าไทขึน/เขิน) นิกายยอง (จากเมืองยอง) เป็นต้น สำหรับครูบาศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยองซึ่งมีแนวปฏิบัติบางอย่างต่างจากนิกายอื่น ๆ มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า กุมผ้าแบบรัดอก สวมหมวก แขวนลูกประคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาจากวัดดอยแต โดยอ้างว่า สืบวิธีการนี้มาจากลังกา</p>
<p>การที่ครูบาศรีวิชัยถือว่าท่านมีสิทธิ์ที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้น ทำให้ขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ. 2446) เพราะในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือกผู้ที่ควรจะเป็นอุปัชฌาย์ได้ และเมื่อคัดเลือกได้แล้วจึงจะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป การจัดระเบียบการปกครองใหม่ของกรุงเทพฯ นี้ถือเป็นวิธีการสลายจารีตเดิมของสงฆ์ในล้านนาอย่างได้ผล องค์กรสงฆ์ล้านนาก็เริ่มสลายตัวลงทีละน้อยเพราะอย่างน้อยความขัดแย้งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นระหว่างสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง ดังกรณี ความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับพระครูมหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นต้น</p>
<p>การต้องอธิกรณ์ระยะแรกของครูบาศรีวิชัยนั้นเกิดขึ้นเพราะครูบาศรีวิชัยถือธรรมเนียมปฏิบัติตามจารีตเดิมของล้านนา ส่วนเจ้าคณะแขวงลี้ซึ่งใช้ระเบียบวิธีปฏิบัติของกรุงเทพฯ ซึ่งเห็นว่าครูบาศรีวิชัยทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าคณะแขวงลี้ จึงถือว่าเป็นความผิด เพราะตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์เองและเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ครูบามหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้ กับหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ได้เรียกครูบาศรีวิชัยไปสอบสวนเกี่ยวกับปัญหาที่ครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรโดยมิได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ การจับกุมครูบาศรีวิชัยสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ช่วงเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกือบ 30 ปีและแต่ละช่วงจะมีรายละเอียดของสภาพสังคมที่แตกต่างกัน</p>
<h2>ผลงานชิ้นสำคัญ</h2>
<p>การสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ แน่นอนทีเดียว การมีถนนขึ้นดอยสุเทพนั้น ย่อมมีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะผู้คนที่ศรัทธาจะได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุอันสำคัญนี้ ได้ทั่วถึงกัน ครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งลานนาไทยนี่เองคือผู้สร้างถนนขึ้งสู่ดอยสุเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2477 ซึ่งนับเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ที่สุด ในชีวิตของท่านอีกงานหนึ่ง</p>
<p>ไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะสามารถสร้างถนนผ่านป่าเขาอันทุรกันดาร และสูงชันจนไปถึงที่เชิงบันไดนาคของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพได้ แต่ครูบาศรีวิชัยท่านทำได้ด้วยมือเปล่าๆ เพียงสองข้างอีกเช่นเคย แถมใช้เวลาเพียง 5 เดือน 22 วันเท่านั้น</p>
<p>ระยะเวลาแค่นี้กับการสร้างถนนขึ้นเขา ระยะทางยาว 11 กม. ในสมัยนั้นที่ยังไม่มีเครื่องจักรเครื่องยนต์ทุ่นแรงทันสมัย เหมือนทุกวันนี้ ครูบาศรีวิชัยท่านทำได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ทางฝ่ายบ้านเมืองได้พยายามที่จะสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพมาหลาย ครั้งหลายหน แต่ต้องประสบความผิดหวังทุกคราว เพราะไม่สามารถจะสร้างได้ ทั้งปัญหาจากงบประมาณ และความทุรกันดารของป่าเขาที่จะต้องตัดถนนผ่าน</p>
<p>ครูบาศรีวิชัยได้พิสูจน์คำเล่าลือของชาวบ้านและสานุศิษย์ที่นับถือท่าน ว่าเป็น &#8220;ต๋นบุญ&#8221; หรือ &#8220;ผู้วิเศษ&#8221; อย่างแท้จริง เพราะการสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพนี้เอง อันนับว่าเป็นช่วงที่ชีวประวัติของนักบุญแห่งลานนาไทยมีอภินิหารมหัศจรรย์น่าทึ่ง น่าติดตามกันต่อไปอย่างยิ่ง</p>
<h2>ใฝ่ฝันมานาน</h2>
<h4>หลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย)</h4>
<h4>ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่</h4>
<p>การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เป็นความใฝ่ฝันของชาวนครเชียงใหม่มานานปี ด้วยจะทำให้การขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยปกตินั้นการจะขึ้นไปไหว้พระธาตุจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่ นั่งรถจากเวียง ไปที่วัดสวนดอก จนถึงเชิงดอยสุเทพ ตามแนวถนนเชิงดอยสุเทพสายปัจจุบันแล้ว จากนั้นก็เดินขึ้นสุเทพ ซึ่งจะต้องใช้เวลานาน 5 ชั่วโมงเต็ม ในการเดินเท้าขึ้นเขา ส่วนคนมั่งมีก็อาจจะจ้างคนแบกหามขึ้นไปแบบผู้ที่ไปเที่ยวภูกระดึง หรือดอยขุนตาลในทุกวันนี้ อันนับว่าการขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพนั้นไม่ใช่สิ่งที่กระทำกันได้ง่ายๆ เลย ความคิดที่จะสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพนั้นเริ่มมาแต่ปี พ.ศ. 2460 นั่นเอง</p>
<h2>นิมิตเทวดา</h2>
<p>ท่านครูบาศรีวิชัยยืนยันกับหลวงศรีประกาศว่า &#8220;ต้องทำถนนขึ้นดอยสุเทพสำเร็จแน่ๆ ขอให้เชื่อเถิด&#8221; คุณหลวงไม่มั่นใจเลย จึงขอร้องให้ครูบาศรีวิชัยอธิฐาน ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ครูบาศรีวิชัยก็รับคำ ครั้นเวลาล่วงเลยไปอีกประมาณ 10 วัน หลวงศรีประกาศก็ไปพบครูบาศรีวิชัยที่วัดพระสิงห์เป็นครั้งที่สาม ครูบาศรีวิชัยก็ยังคงยืนยันว่า สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพสำเร็จ พร้อมกับเล่านิมิตประหลาดที่เกิดขึ้น ให้หลวงศรีประกาศฟังว่า ในขณะที่กำลังทำการอธิษฐานเรื่องสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพว่าจะสำเร็จหรือไม่นั้น ท่านได้เคลิ้มไปว่าได้แลเห็นชีปะขาวองค์หนึ่งนำท่านเดินทางจากเชิงดอยไปจนถึงบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วท่านก็ตกใจตื่น ท่านเชื่อว่านี้คือนิมิตที่เทวดามาบอกกล่าว ให้รู้ว่าจะสามารถสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพได้อย่างแน่นอน</p>
<h2>ขอ 6 เดือน</h2>
<p>ครูบาศรีวิชัยได้รับปากว่าจะเป็นประธานในการสร้างถนนสายนี้ให้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 6 เดือน นั่นทำให้หลวงศรีประกาศ ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่หนักใจยิ่งขึ้น เนื่องจากบริเวณเชิงเขาขึ้นดอยสุเทพ จนถึงบันไดนาควัดพระธาตุนั้น เป็นป่าใหญ่และหุบเหวลึกหลายต่อหลายแห่ง การที่จะสร้างถนนได้นั้นต้องสำรวจทางแผนที่ จัดทำรายละเอียด เส้นทางที่จะสร้างและอื่นๆ อีกมาก หลวงศรีประกาศได้รับเป็นธุระเรื่องนี้ การสำรวจเส้นทางถนนสายนี้ใช้เวลาเป็นเดือนเลยทีเดียว ในที่สุดก็สำเร็จ หลวงศรีประกาศได้นำเอาแผนที่เสนอให้พระครูบาศรีวิชัย ดูแนวการสร้างถนน ซึ่งครูบาก็เห็นด้วย รวมระยะทางจากเชิงดอยสุเทพถึงบันไดนาควัดพระธาตุดอยสุเทพทั้งหมด 11 กิโลเมตร 530 เมตร</p>
<h2>ใบปลิวเจ็กโหงว</h2>
<p>ข่าวเรื่องครูบาศรีวิชัยจะสร้างถนนได้แพร่ออกไปเรื่อยๆ เป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วเห็นว่า การสร้างถนนสายนี้ทำได้ยาก แต่บรรดาสานุศิษย์และผู้ใกล้ชิดพระครูทั้งหลาย ต่างเชื่อว่า ท่านสามารถทำได้อย่างแน่นอน ในจำนวนนั้นก็มีเจ๊กโหงวรวมอยู่ด้วย ทันทีที่เจ็กโหงวรู้ข่าว ก็รีบไปหาครูบาศรีวิชัยอย่างเคย ถึงแม้จะถูกลอบยิงปางตายมาแล้วก็ตาม ความช่วยเหลือสิ่งแรกของเจ็กโหงวก็คือ การพิมพ์ใบปลิวบอกข่าวเรื่องพระครูจะสร้างถนน โดยใช้เงินส่วนตัวพิมพ์ขึ้น 5 พันแผ่น แจกจ่ายทั่วไป ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ก็มีศรัทธาช่วยพิมพ์อีก 5 พันแผ่นเช่นเดียวกัน ทำให้ข่าวแพร่ไปอย่างรวดเร็ว</p>
<h2>จอบแรก</h2>
<p>พิธีลงจอบปฐมฤกษ์สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2477 โดยเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นผู้ลงจอบปฐม​ฤกษ์</p>
<p>ครูบาศรีวิชัยได้กำหนดฤกษ์ที่จะลงมือขุดจอบแรกสำหรับการ สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 และพิธีทางประวัติศาสตร์อันจารึกไว้คู่นครเชียงใหม่ก็เริ่มขึ้น ท่ามกลางประชาชนชาวเชียงใหม่และลำพูนเป็นจำนวนมาก</p>
<p>เริ่มสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗</p>
<p>เวลา 01.00 น. ของวันที่ 9 พระครูบาเถิ้มประกอบพิธีชุมนุมเทวดา บวง​สรวงอันเชิญเทวดาทั้ง 4 ทิศ</p>
<p>เวลา 10.00น. จึงเริ่มลงจอบแรก เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทรงเป็นผู้ขุดจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ เริ่มต้นงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ท่ามกลางเสียงสวดชยันโตชัยมงคลคาถา จากภิกษุสานุศิษย์ของท่านพระครูบาศรีวิชัย</p>
<p>หลังจากวันนั้นก็ได้มีประชาชน จากทั่วสารทิศมาช่วยกันสร้างถนน ร่วมเป็นอานิสงส์ พร้อมกับนมัสการท่านพระครูบาศรีวิชัยเป็นจำนวนมาก จนถึงกับต้องแบ่งพื้นที่การสร้างเป็นระยะๆ ในตอนเช้าก็ได้มีประชาชนนำเอาข้าวสาร อาหาร พืชผัก และอาหารคาวหวาน มาทำบุญกันอย่างล้นหลาม ยิ่งนานวันคนยิ่งทวีมากขึ้น ผลงานรุดหน้าในแต่ละวัน เป็นที่น่าอัศจรรย์ ต่างก็อยากทำบุญกุศลและชมบุญญาธิการบารมีของพระครูบาศรีวิชัย ในที่สุดถนนที่ทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นก็สำเร็จลง ภายในระยะเวลา 5 เดือน 22 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมาก โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ แผ่นดินเลยแม้แต่บาท​เดียว นี่คือบารมีของครูบาศรีวิชัยโดยแท้</p>
<h2>รถยนต์คันแรก</h2>
<p>รถยนต์คันแรกขึ้นได้เมื่อ ๓๐ เมษายน 2478</p>
<p>30 เมษายน 2478 คือวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของนครเชียงใหม่ เพราะเป็นวันเปิดถนนให้รถขึ้นดอยสุเทพเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ ครูบาศรีวิชัย ครูบาเถิ้ม หลวงศรีประกาศ เถ้าแก่โหงวและบุคคลอื่นๆ ซึ่งมีส่วนร่วมในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ มาชุมนุมอยู่กันอย่างพร้อมพรั่งเพื่อรอเวลาที่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะมาทำพิธีเปิดถนนขึ้นดอยสุเทพ และประทับรถยนต์ขึ้นดอยสุเทพเป็นคันแรก</p>
<p>ครั้นได้เวลา รถยนต์ของเจ้าแก้วนวรัฐก็แล่นมาถึงปะรำพิธีที่เชิงดอยสุเทพ ทรงจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย และก็ประทับรถยนต์เรื่อยขึ้นไปตามถนนที่เพิ่งสร้างเสร็จ จนกระทั่งถึงเชิงบันไดนาควัดพระบรมธาตุวัดดอยสุเทพ ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงเศษตามสภาพถนนที่เป็นเพียงดินในครั้งนั้น</p>
<p>พิธีเปิดใช้ถนน เมื่อ 30 เมษายน 2478</p>
<p>ซึ่งครูบาศรีวิชัยและเจ้าแก้วนวรัฐ</p>
<p>นั่งรถขึ้นดอยเป็นครั้งแรก</p>
<p>เจ้าแก้วนวรัฐเสด็จขึ้นไปทรงนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วประทับรถยนต์เสด็จสู่นครเชียงใหม่ ดอยสุเทพก็มีถนนสำหรับรถยนต์ขึ้นไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ถนนสายนั้นเมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ มีชื่อว่า ถนนดอยสุเทพ ครั้นต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นถนนศรีวิชัย เพื่อเป็นเกียรติแก่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทยซึ่งเป็นประธานในการสร้างถนนสายนี้&#8230;.</p>
<p>ครูบาศรีวิชัย เจ้าแก้วนวรัฐและพระภิกษุสงฆ์ ประชาชน</p>
<p>ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่บันใดนาค เมื่อ 30 เมษายน 2478</p>
<p>การปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียวัตถุทางพุทธศาสนากับการสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์</p>
<p>ครูบาศรีวิชัยได้ชื่อว่าเป็นผู้ถือปฏิบัติเคร่งมาตั้งแต่เป็นสามเณร ดังเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มักน้อย ถือสันโดษ และเว้นอาหารที่มีเนื้อสัตว์เจือปน ตลอดจนงดกระทั่งหมาก เมี่ยง และบุหรี่ ทำให้คนทั่วไปเห็นว่าครูบาเป็นผู้บริสุทธิ์ที่มีลักษณะเป็น &#8220;ตนบุญ&#8221; คนทั้งปวงต่างก็ประสงค์จะทำบุญกับครูบาเพราะเชื่อว่าการถวายทานกับภิกษุผู้บริสุทธิ์เช่นนั้นจะทำให้ผู้ถวายทานได้รับอานิสงส์มาก เงินที่ประชาชนนำมาทำบุญก็นำไปใช้ในการก่อสร้างสาธารณประโยชน์และบูรณะศาสนสถานและศาสนวัตถุ</p>
<p>งานก่อสร้างดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี ฉลู พ.ศ.๒๔๔๒ เดือน ๓ แรม ๑ ค่ำ ครูบาได้แจ้งข่าวสารไปยังศรัทธาทั้งหลายรวมทั้งชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ว่าจะสร้างวัดบ้านปางขึ้นใหม่ ซึ่งก็สร้างเสร็จภายในเวลาไม่นานนัก ให้ชื่อวัดใหม่นั้นว่า &#8220;วัดศรีดอยไชยทรายมูล&#8221; ซึ่งคนทั่วไปนิยมเรียกว่า &#8220;วัดบ้านปาง&#8221;</p>
<p>ขั้นตอนปฏิบัติในการไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดมีว่า เมื่อครูบาได้รับนิมนต์ให้ไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดใดแล้ว ทางวัดเจ้าภาพก็จะสร้างที่พักของครูบากับศิษย์ และปลูกปะรำสำหรับเป็นที่พักของผู้ที่มาทำบุญกับครูบา คืนแรกที่ครูบาไปถึงก็จะอธิษฐานจิตดูว่าการก่อสร้างครั้งนั้นจะสำเร็จหรือไม่ ซึ่งมีน้อยครั้งที่จะไม่สำเร็จ เช่นการสร้างสะพานศรีวิชัย ซึ่งเชื่อมระหว่าง อำเภอหางดง เชียงใหม่ กับอำเภอเมือง ลำพูน จากนั้นครูบาก็จะ &#8220;นั่งหนัก&#8221; คือเป็นประธานอยู่ประจำในงานนั้น คอยให้พรแก่ศรัทธาที่มาทำบุญโดยไม่สนใจเรื่องเงิน แต่มีคณะกรรมการช่วยกันรวบรวมเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ครูบาไป &#8220;นั่งหนัก&#8221; ที่ไหน ประชาชนจะหลั่งไหลกันไปทำบุญที่นั่นถึงวันละ ๒๐๐-๓๐๐ ราย คับคั่งจนที่นั้นกลายเป็นตลาดเป็นชุมชนขึ้น เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วก็จะมีงาน &#8220;พอยหลวง-ปอยหลวง&#8221; คืองานฉลอง บางแห่งมีงานฉลองถึงสิบห้าวัน และในช่วงเวลาดังกล่าวก็มักจะมีคนมาทำบุญกับครูบามากกว่าปกติ</p>
<p>เมื่อเสร็จงาน &#8220;พอยหลวง-ปอยหลวง&#8221; ในที่หนึ่งแล้ว ครูบาและศิษย์ก็จะย้ายไปก่อสร้างที่อื่นตามที่มีผู้มานิมนต์ไว้ โดยที่ท่านจะไม่นำทรัพย์สินอื่นใดจากแหล่งก่อนไปด้วยเลย ช่วงที่ครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ครั้งที่สองและถูกควบคุมไว้ที่วัดศรีดอนชัย เชียงใหม่ เป็นเวลา ๓ เดือนกับ ๘ วันนั้น ผู้คนหลั่งไหลไปทำบุญกับครูบาไม่ต่ำกว่าวันละ ๒๐๐ ราย เมื่อครูบาได้ผ่านการพิจารณาอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลาอีก ๒ เดือนกับ ๔ วันแล้วครูบาก็เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ หลังจากนั้นผู้คนก็มีความศรัทธาในตัวครูบามากขึ้น</p>
<p>ครูบาศรีวิชัยเริ่มต้นการบูรณะวัดขณะที่ท่านอายุ ๔๒ ปี โดยเริ่มจากการบูรณะพระเจดีย์ม่อนไก้แจ้ จังหวัดลำปาง ถัดจากนั้นได้บูรณะเจดีย์และวิหารวัดพระธาตุหริภุญชัย ต่อมาได้ไปบูรณะเจดีย์ดอยเกิ้ง ในเขตอำเภอฮอด เชียงใหม่ จากนั้นไปบูรณะวัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา กล่าวกันมาว่าในวันที่ท่านถึงพะเยานั้น มีประชาชนนำเงินมาบริจาคร่วมทำบุญใส่ปีบได้ถึง ๒ ปีบ หลังจากนั้นมาบูรณะวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ เป็นอาทิ รวมแล้วพบว่างานบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามของครูบาศรีวิชัยมีประมาณ ๒๐๐ แห่ง</p>
<h2>วัดสวนดอก ปี ๒๔๖๙ ก่อนการบูรณะ</h2>
<p>ในขณะที่ครูบาศรีวิชัยกำลังบูรณะวัดสวนดอกเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๔๗๕ อยู่นั้น หลวงศรีประกาศได้หารือกับครูบาศรีวิชัยว่าอยากจะนำไฟฟ้าขึ้นไปใช้บนดอยสุเทพ แต่ครูบาศรีวิชัยว่าหากทำถนนขึ้นไปจะง่ายกว่าและจะได้ไฟฟ้าในภายหลัง ทั้งนี้ทางการเคยคำนวณไว้ในช่วง พ.ศ.๒๔๖๐ ว่าหากสร้างทางขึ้นดอยสุเทพนั้นจะต้องใช้งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ครูบาศรีวิชัยได้เริ่มสร้างทางเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๗ และเปิดให้รถยนต์แล่นได้ในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๘ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเลย (ตามรายละเอียดที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น) ครั้นเสร็จงานสร้างถนนแล้ว ครูบาศรีวิชัยก็ถูกนำตัวไปสอบอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ อีกเป็นครั้งที่สอง และงานชิ้นสุดท้ายของท่านที่ไม่เสร็จในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็คือสะพานศรีวิชัยอนุสรณ์ ทอดข้ามน้ำแม่ปิงเชื่อมอำเภอหางดง เชียงใหม่ กับอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน</p>
<p>ในการก่อสร้างต่าง ๆ นับแต่ พ.ศ.๒๔๖๓ ถึง ๒๔๗๑ มีผู้ได้บริจาคเงินทำบุญกับท่าน ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ รูปี คิดเป็นเงินไม่น้อยกว่าสามหมื่นห้าพันบาท รวมค่าก่อสร้างชั่วชีวิตของท่านประมาณสองล้านบาท นอกจากนั้นท่านยังได้สร้างคัมภีร์ต่าง ๆ อีกไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ผูก คิดค่าจารเป็นเงิน ๔,๓๒๑ รูปี (รูปีละ ๘๐ สตางค์) ทั้งนี้ แม้ครูบาศรีวิชัยจะมีงานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และมากมาย แต่บิดามารดาคือนายควายและนางอุสาก็ยังคงอยู่ในกระท่อมอย่างเดิมสืบมาตราบจนสิ้นอายุ</p>
<h2>วัตถุมงคลของครูบาเจ้าศรีวิชัย</h2>
<p>ในยุคที่ครูบาศรีวิชัยยังไม่ถึงแก่มรณภาพนั้น ผู้ที่ทำบุญกับครูบาศรีวิชัยจะได้รับความอิ่มใจที่ได้ทำบุญกับท่านเท่านั้น ส่วนการสร้างวัตถุมงคลนั้น ระยะแรก พวกลูกศิษย์ที่นับถือครูบาศรีวิชัยได้จัดทำพระเครื่องคล้ายพระรอดหรือพระคงของลำพูน โดยเมื่อครูบาปลงผมในวันโกน ก็จะเก็บเอาเส้นผมนั้นมาผสมกับมุกมีส่วนผสมกับน้ำรักกดลงในแบบพิมพ์ดินเผา แล้วแจกกันไปโดยไม่ต้องเช่าในระหว่างศิษย์ กล่าวกันว่าเพื่อป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ซึ่งก็ลือกันว่ามีอิทธิฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์</p>
<h3>เหรียญรูปครูบาศรีวิชัย</h3>
<p>ปี ๒๔๘๒</p>
<p>ส่วนเหรียญโลหะรูปครูบาศรีวิชัยนั้น พระครูวิมลญาณประยุต (สุดใจ วิกสิตฺโต) ชาวจังหวัดอ่างทองได้ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดลำพูนสร้างขึ้นให้เช่าเพื่อนำเงินมาช่วยในการปลงศพครูบาศรีวิชัย โดยให้เช่าในราคาเหรียญละ ๕ สตางค์ ทั้งนี้ สิงฆะ วรรณสัย ยืนยันจากประสบการณ์ที่ท่านรู้จักครูบาดีและได้คลุกคลีกับเรื่องพระเครื่องมาตั้งแต่ครูบายังไม่มรณภาพนั้นระบุว่าไม่มีเหรียญรุ่นดอยสุเทพ ไม่มีเหรียญที่ครูบาศรีวิชัยสร้าง หรือวัตถุมงคลอื่นใดที่ครูบาจะสร้างขึ้น นอกจากการให้พรและความอิ่มใจในการทำบุญกับท่านเท่านั้น แต่ในระยะหลังก็พบว่ามีการสร้างวัตถุมงคลของครูบาอยู่เป็นจำนวนมาก ในรูปแบบต่างๆ โดยผู้ที่ครอบครองวัตถุมงคลเหล่านั้นมีความศรัทธาในความดีของ &#8220;ตนบุญ&#8221; เป็นสำคัญ</p>
<h2>ผลงานรวมพระไตรปิฎกฉบับลานนาไทย</h2>
<p>หลังจากการทำบุญฉลองวัดพระสิงห์แล้ว ท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย ท่านก็ยังมองเห็นความสำคัญของพระไตรปิฎกฉบับลานนาไทยอันเป็นพระธรรม คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่บรรดาฑิตเมธีท่านได้สังคายนา จารลงในใบลานในครั้งอดีต ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามวัดต่างๆ ในภาคเหนือ ท่านเกรงว่าพระธรรมคำสอนต่างๆ จะถูกทำลายไปตามกาลเวลา ดังนั้นนับตั้งแต่ ปีพุทธศักราช 2469-2471 ท่านพระครูบาศรีวิชัย พร้อมด้วยบรรดาสานุศิษย์ได้รวบรวมพระไตรปิฎกที่ถูกทอดทิ้งอยู่ตามวัดต่างๆ จากตำบล อำเภอ และจังหวัดอื่นๆ แล้วรวมกันจัดให้เป็นหมวดหมู่เป็นธัมมขันธ์ ทำการสังคายนาจารลงใบลานขึ้นมาใหม่ เพื่อไว้เป็นหลักฐานการศึกษา ค้นคว้าหาแนวทางประพฤติพระธรรมวินัย สืบอายุบวรพระพุทธศาสนาต่อไป ตามจำนวนดังนี้</p>
<p>1. พระวินัยทั้ง 5 จำนวน 10 มัด รวม 170 ผูก</p>
<p>2. นิกาย 5 จำนวน 5 มัด รวม 69 ผูก</p>
<p>3. อภิธรรม 7 คัมภีร์ จำนวน 7 มัด รวม 145 ผูก</p>
<p>4. ธรรมบท จำนวน 21 มัด รวม 145 ผูก</p>
<p>5. สุตตสังคหะ จำนวน 7 มัด รวม 76 ผูก</p>
<p>6. สมันตปาสาทิกา จำนวน 4 มัด รวม 45ผูก</p>
<p>7. วิสุทธิมรรค 3 มัด รวม 76 ผูก</p>
<p>8. ธรรมสวนะชาดก จำนวน 126 มัด รวม 1,232 ผูก</p>
<p>9. ธรรมโตนาที่คัดไว้เป็นกัปป์และผูก รวม 142 ผูก</p>
<p>10. สัททาทั้ง 5 จำนวน 8 มัด รวม 38 ผูก</p>
<p>11. กัมมวาจา จำนวน 6 มัด รวม 104 ผูก</p>
<p>12. กัมมวาจา จำนวน 1 มัด รวม 108 ผูก</p>
<p>13. มหาวรรค จำนวน 135 มัด รวม 2,726 ผูก</p>
<p>14. ธรรมตำนานและชาดก จำนวน 1 มัด รวม 172 ผูก</p>
<p>15. ธรรมบารมี จำนวน 10 มัด รวม 122 ผูก</p>
<p>รวมทั้งหมดมี 344 มัด รวมผูกทั้งหมดมี 5,408 ผูก</p>
<p>รวมค่าใช้จ่ายการสร้างพระไตรปิฎก ค่าจ้างเขียนลงใบลาน ค่าทองคำเปลวติดขอบใบลานและค่าใช้จ่ายตอนทำพิธีถวายพระไตรปิฎก รวมทั้งหมด 4,232 รูปี</p>
<p>ผลงานจัดทำสังคายนาพระไตรปิฎกฉบับลานนาไทยของท่านพระครูบาศรีวิชัยในครั้งนี้ นับว่าเป็นหลักฐานประกาศถึงความเป็นผู้ทรงความรู้ทางด้านพระไตรปิฎก ทั้งสามารถรวบรวมจัดเป็นหมวด​หมู่ขึ้นใหม่ได้นี้ มิใช่เป็นเรื่องธรรมดา นี่แสดงว่าท่านคือบัณฑิตผู้ทรงความรู้ท่านหนึ่ง อีกทั้งท่านยังมีปฏิปทาในข้อวัตรปฏิบัติ เป็นสงฆ์องค์อริยะอันเป็นแบบอย่างที่ดียิ่ง</p>
<p>บางคนไม่รู้ซึ้งหรือรู้เพียงผิวเผิน ก็เข้าใจว่าท่านพระครูบาเจ้า ท่านไม่ค่อยรู้หลักธรรมวินัย เป็น​พระ​บ้านนอกบ้านป่า แต่หากลองนึกพิจารณาด้วยจิตอันสุขุม จะเห็นได้ว่า ท่านพระครูบาเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์มีแต่ความบริสุทธิ์ ท่านไม่ยอมค้อมหัวให้กิเลส ใครจะบังคับหรือขู่เข็นอย่างไร ในการที่จะรับเอาสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมวินัย อย่าพึงหวัง&#8230;</p>
<h2>บูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานแผ่นดินล้านนา</h2>
<p>ครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านเดินทางไปหนแห่งใดก็มีศรัทธาสาธุชนเคารพศรัทธา จากที่ได้ธุดงธ์ไปทั่วแผ่นดินล้านนาได้พบเห็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแผ่นดินล้านนาเก่าแก่ทรุดโทรมลงเป็นอันมาก จึงได้ร่วมกับศรัทธาสาธุชนบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัดวาอารามโบราณสถานทั่วแผ่นดินล้านนาไม่อาจจะนับได้ อาทิ บริเวณหน้าวิหารหลวงและพระบรมธาตุ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน (พ.ศ. 2463)</p>
<p>หลังจากกลับจากกรุงเทพฯ แล้วไปบูรณะพระเจดีย์ พระธาตุดอยเกิ้ง อำเภอฮอด (พ.ศ. 2464) สร้างวิหารวัดศรีโคมคำพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา (พ.ศ. 2465) บูรณะพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย บูรณะพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ (พ.ศ. 2466) วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2467) สร้างธาตุและบันไดนาค วัดบ้านปางพระธาตุเกตุสร้อยแก่งน้ำปิง (พ.ศ. 2468) รวบรวมพระไตรปิฏกฉบับอักษรล้านนาจำนวน 5,408 ผูก (พ.ศ. 2469-2471) บูรณะวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2474) และผลงานชิ้นอมตะคือ การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ศรัทธาสาธุชนมาร่วมกันสร้างถนนวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ตามสัจจะวาจา (พ.ศ. 2478) สร้างวิหารวัดบ้านปาง (พ.ศ. 2478 เสร็จปี พ.ศ. 2482) วัดจามเทวี (พ.ศ. 2479) สุดท้าย คือ สะพานศรีวิชัย เชื่อมระหว่างลำพูน (ริมปิง) &#8211; (หนองตอง) เชียงใหม่ (พ.ศ. 2481) ที่มาสร้างเสร็จภายหลังจากที่ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ (รวมวัดต่างๆที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบูรณปฏิสังขรณ์รวม 108 วัด) ต่อมามีผู้เรียกท่านว่า พระศรีวิชัย ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า ครูบาศรีวิชัยบ้าง ครูบาวัดบ้านปางบ้าง ครูบาศีลธรรมบ้างซึ่งเป็นนามที่ชาวบ้านตั้งให้ ด้วยความนับถือ</p>
<p>ผลงานที่เด่นมากของครูบาศรีวิชัยก็คือ การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งครูบาศรีวิชัยได้รับคำเรียกร้องจากศรัทธาประชาชน ให้ช่วยดำริและจัดการเรื่องนี้ จึงเริ่มลงมือสร้างเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ เชิงดอยสุเทพด้านห้วยแก้ว โดยมี พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้ขุดจอบเป็นปฐมฤกษ์ การสร้างถนนสายนี้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากวันหนึ่งๆ จะมีผู้คนช่วยทำงานประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ถ้าคิดมูลค่าแรงงานเป็นเงินก็คงมากมายมหาศาลทีเดียว การสร้างทางสายนี้ใช้เวลา 5 เดือน กับ 22 วัน จึงแล้วเสร็จ และเปิดให้รถขึ้นลงได้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>การเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ในล้านนา</h2>
<p>ในช่วงนั้น เชียงใหม่ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงศูนย์กลางของมณฑลพายัพ ถึงแม้ทางส่วนกลางจะพยายามรวมทุกแว่นแคว้นเข้าเป็นไทยเดียวกัน แต่ล้านนายังคงเอกลักษณ์ทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ไว้อย่างเหนียวแน่น ต่างจากภาคอื่น ๆ ที่ถูกกลืนเข้าอยู่ภายใต้นโยบายการปกครองของส่วนกลาง ส่วนกลางพยายามจะลดบทบาทของล้านนาลงในทุกวิถีทาง เช่น ทางด้านการปกครอง ก็ส่งข้าหลวงจากส่วนกลางมาประจำมณฑลพายัพ ส่วนทางด้านศาสนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เป็นผู้ดำเนินการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร แต่ในขณะนั้นรูปแบบการปกครองสงฆ์ในล้านนาได้มีรูปแบบเฉพาะของตน โดยผ่านความคิดระบบครูกับอาจารย์ นอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้น ยังเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขืน นิกายยอง อีกด้วย เป็นต้น สำหรับครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยอง ซึ่งแพร่หลายในเขตบ้านโฮ่ง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า “กุมผ้าแบบรัดอก” สวมหมวกแขวนลูกปะคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาแต่วัดดอยแต โดยอ้างว่าสืบวิธีการนี้มาจากลังกา</p>
<p>ระบบการปกครองสงฆ์ในล้านนาที่เน้น “หัวหมวดอุโบสถ” หรือ “หัวหมวดวัด” เป็นระบบการปกครองของสงฆ์ล้านนาแต่เดิม พระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่ง เรียกว่า “เจ้าหมวดอุโบสถ” คัดเลือกพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็นครูบา ดังนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้น และอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตของสงฆ์ล้านนา การที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้นขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ. 2446) ในพระราชบัญญัตินี้ กำหนดว่า พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือก และเมื่อคัดเลือกได้แล้ว จะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯเพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป</p>
<h2>ความขัดแย้งของคณะสงฆ์ในล้านนา</h2>
<p>เริ่มจากครูบามหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้ จังหวัดลำพูน กับหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ ได้เรียกครูบาเจ้าศรีวิชัยไปสอบสวน เกี่ยวกับกรณีที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตร โดยไม่ได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ ในขณะนั้น พระครูญาณมงคล (ปัญญา) เป็นเจ้าคณะเมืองลำพูน</p>
<p>กรณีนี้ได้สร้างปมยุ่งยากให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยในเวลาต่อมา เพราะท่านไม่ยอมขึ้นกับส่วนกลาง ยังยึดถือขนบปฏิบัติแบบล้านนาอยู่ ทำให้ถูกเพ่งเล็งจากส่วนกลาง เนื่องจากเป็นพระที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านสูง นำไปสู่การจับกุมครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ช่วง เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี<br />
การถูกจับกุม</p>
<h3>การจับกุมในช่วงแรก พ.ศ. 2451-2453</h3>
<p>ครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกจับกุมด้วยข้อหาต้องอธิกรณ์ สืบเนื่องจากที่ชาวบ้านและชาวเขามีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่าน มักนำบุตรหลานไปฝากฝังให้บวชเณรและอุปสมบท เมื่อความทราบถึงเจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้ ก็กล่าวหาครูบาศรีวิชัยว่าล่วงเกินอำนาจของตน เจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้ ได้นำกำลังตำรวจเข้าจับกุม โดยนำไปกักขังไว้ที่วัดเจ้าคณะแขวงลี้ได้ 4 คืน จากนั้นจึงส่งท่านให้พระครูบ้านยู้ เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เพื่อรับการไต่สวน ซึ่งผลก็ไม่ปรากฏความผิดอันใด</p>
<p>หลังจากการไต่สวนครั้งแรกไม่นาน ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ถูกเรียกตัวสอบอีกครั้ง โดยพระครูมหาอินทร์ เจ้าคณะแขวงลี้ เนื่องจากมีหมายเรียกให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยนำลูกวัดไปประชุมเพื่อรับทราบระเบียบกฎหมายใหม่จากนายอำเภอและเจ้าคณะแขวงลี้ แต่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่ได้ไปตามหมายเรียก และส่งมีผลให้เจ้าอธิการหัววัดที่อยู่ในหมวดอุโบสถของครูบาเจ้าศรีวิชัย ไม่ได้ไปประชุมเช่นกัน เพราะเห็นว่าเจ้าหัวหมวดไม่ไปประชุมลูกวัดก็ไม่ควรไป ดังนั้น พระครูเจ้าคณะแขวง จึงสั่งให้นายสิบตำรวจเมืองลำพูนเข้าไปจับกุมครูบาเจ้าศรีวิชัย นำส่งให้พระครูญาณมงคลเจ้าคณะจังหวัดลำพูนไต่สวน และกักขังไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญไชย เมืองลำพูน เป็นเวลา 23 วัน</p>
<p>ส่วนในครั้งที่สามเกิดขึ้นในปีพุทธศักราชเดียวกัน พระครูเจ้าคณะแขวงลี้ ได้สั่งให้ครูบาเจ้าศรีวิชัย นำลูกวัด เจ้าอธิการหัววัด ตำบลบ้านปาง ซึ่งอยู่ในหมวด ไปประชุมที่วัดเจ้าคณะแขวง ตามพระราชบัญญัติที่จะเพิ่มขึ้น ปรากฏว่าครูบาเจ้าศรีวิชัย ก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมอีก มีผลให้บรรดาหัววัดไม่ไปอีกเช่นกัน เจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้จึงมีหนังสือฟ้องถึงพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงถูกจับขังไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญไชยเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้น พระครูญาณมงคล จึงได้เรียกประชุมพระครูผู้ใหญ่ในจังหวัด เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ และในที่สุด ก็ได้ปลดครูบาเจ้าศรีวิชัยให้พ้นจากตำแหน่งหัวหมวดวัด มิให้เป็นพระอุปัชฌาย์อีกต่อไป และถูกจับขังต่อไปอีก 1 ปี</p>
<p>จะเห็นได้ว่า การที่ครูบาศรีวิชัยถูกจับกุมเนื่องจากความกระด้างกระเดื่อง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าคณะแขวง ตลอดจนไม่สนใจพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ อาจเนื่องด้วยครูบาเจ้าศรีวิชัยมุ่งเน้นการปฏิบัติธรรม มากกว่าที่จะสนใจในระเบียบแบบแผนใหม่ อีกทั้งท่านยังยึดมั่นกับจารีตแบบแผนแบบดั้งเดิม โดยปฏิบัติตามวินัยสงฆ์ที่อาจารย์พระอุปัชฌาย์สั่งสอนมา ความสัมพันธ์แบบหัวหมวดวัด ได้สร้างความผูกพันระหว่างพระในชุมชนด้วยกันที่ให้ความเชื่อถือในอาจารย์หรือพระอุปัชฌาย์ที่ถูกแต่งตั้งจากส่วนกลาง เป็นจุดเริ่มต้นของการยืนหยัดที่จะสืบสานจารีตแห่งความเป็นล้านนา</p>
<h3>การถูกจับกุมในระยะที่สอง พ.ศ.(ไม่มีข้อมูล)</h3>
<p>ในการต้องอธิกรณ์ครั้งที่สอง มีความเข้มข้นและรุนแรงมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการต้องอธิกรณ์ในช่วงแรกถึงสามครั้งสามครา และยังส่งผลเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อครูบาเจ้าศรีวิชัยมากยิ่งขึ้น มีการเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นานาต่อกันไป ทำให้ความนับถือเลื่อมใสในตัวของครูบาเจ้าศรีวิชัยแพร่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อคำเล่าลือทราบถึงเจ้าคณะแขวงลี้และนายอำเภอลี้ จึงได้เข้าแจ้งต่อพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า ท่านซ่องสุมคนคฤหัสถ์ นักบวช เป็นก๊กเหล่า และใช้เวทมนตร์โหงพราย ดังนั้นในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2462 พระครูญาณมงคลได้ออกหนังสือฉบับหนึ่งถึงครูบาเจ้าศรีวิชัย เพื่อแจ้งให้ท่านออกจากพื้นที่จังหวัดลำพูนภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้กล่าวอ้างถึงพระวินัยแห่งพุทธบัญญัติขึ้นมาว่า ท่านได้กระทำผิดพุทธบัญญัติข้อใดไปบ้าง เจ้าคณะแขวงไม่สามารถเอาผิดได้ จึงเลิกราไปพักหนึ่ง</p>
<p>แต่ในเวลาต่อมา เจ้าจักรคำขจรศักดิ์เรียกครูบาเจ้าศรีวิชัยพร้อมลูกวัดเข้าเมืองลำพูน เหตุการณ์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นสถานะตนบุญของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยชัดเจนมากขึ้น เพราะมีการจัดขบวนแห่แหนท่านเข้าสู่เมืองลำพูนของบรรดาภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์อย่างใหญ่โต เมื่อทางบ้านเมืองได้เห็นว่ามีผู้ติดตามท่านมากเช่นนี้ คงตกใจมิใช่น้อย อุปราชมณฑลพายัพได้สั่งย้ายท่านไปยังเชียงใหม่ โดยให้พักอยู่ที่วัดเชตวัน แล้วจึงมอบให้พระครูสุคันธศีล รองเจ้าคณะเชียงใหม่ที่วัดปลากกล้วย (ศรีดอนไชย) ในช่วงที่ถูกจับกุมที่วัดนี้ ได้มีพ่อค้าใหญ่เข้ามาเป็นอุปัฏฐาก ตลอดจนผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงก็เดินทางมานมัสการเป็นจำนวนมาก ทางฝ่ายที่ทำการดูแลเกรงว่าเรื่องลุกลามใหญ่โต เนื่องจากศรัทธาของชาวบ้านชาวเมือง เจ้าคณะเชียงใหม่และเจ้าคณะมณฑลพายัพได้ดำเนินการส่งท่านไปรับการไต่สวนพิจารณาคดีที่กรุงเทพฯ โดยตั้งข้อหาไว้ 8 ข้อ เนื้อหารวมของข้อกล่าวหา อาทิ ตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์ทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต กระด้างกระเดื่องต่อพระราชบัญญัติสงฆ์ และใช้คำกล่าวอ้างของชาวบ้านที่ว่า ท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ทำให้ฝ่ายส่วนกลางหวาดระแวงว่าท่านจะประพฤติตัวเป็น ผีบุญ</p>
<p>โดยรวมแล้วท่านหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทุกกระทง และได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ครั้งหนึ่ง จากการเข้าเฝ้าครั้งนี้สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงได้ประทานส่งสมณสาส์นไปยังพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีใจความว่า</p>
<p>&#8230;วันนี้ฉันได้พบตัวพระศรีวิชัย (14 ก.ค. 2463) ได้ไต่สวนเห็นว่า เป็นพระที่อ่อนโยน ไม่ใช้ผู้ถือกระด้าง ไม่ใช่เจ้าเล่ห์เจ้ากล ไม่ค่อยรู้ธรรมวินัย แต่มีสมณสัญญา พอจะประพฤติอยู่ได้อย่างพระที่ห่างเหินจากสมาคม การตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์เองนั้น ด้วยไม่รู้ความหมาย ไม่รู้ประกาศ ทำตามธรรมเนียมคืออุปัชฌายะของเธอ ชื่อสุมนะ เมื่อจะถึงมรณภาพ ได้ตั้งเธอให้ปกครองวัดและบริษัทแทน จนถือว่าได้ตั้งมาจากอุปัชฌายะ เพราะการที่ไม่รู้จักระเบียบแบบแผน ถูกเอาตัวมาลงโทษกักไว้ เกือบไม่รู้ว่าเพราะความผิดอะไร พระอย่างนี้ต้องการอธิบายให้รู้จักผิดชอบ ดีกว่าจะลงโทษ&#8230;</p>
<p>— สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส</p>
<p>การที่ปล่อยครูบาเจ้าศรีวิชัยกลับภูมิลำเนาเดิม และสามารถจะอาศัยอยู่ในวัดใดก็ได้ นับเป็นการลดความไม่พอใจของประชาชนที่นับถือท่านเป็นอย่างมาก อธิกรณ์ในช่วงระยะที่สองนี้ เหมือนเป็นการทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นที่รู้จักในสังคมเมืองมากขึ้น ช่วยส่งให้บทบาทของท่านโดดเด่นและชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะในสายตาชาวเมือง มองเห็นว่ากลุ่มพระและชาวบ้านที่ติดตามครูบาเจ้าศรีวิชัยมีจำนวนมาก และมีความหลากหลายทางชนชาติด้วยกัน จากการที่คณะสงฆ์ยอมปล่อยให้กลับภูมิลำเนา ในสายตาของคนท้องถิ่นล้านนาแล้ว กลับเห็นว่า ไม่มีใครสามารถทำอันตรายต่อท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนตนบุญแห่งล้านนาได้ จากการกลับภูมิลำเนา สถานะและบารมีของครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นที่ศรัทธาสูงสุดในทุกกลุ่มชนของสังคมล้านนา ต่างก็ให้ความเคารพยกย่อง และให้การช่วยเหลือสนับสนุนในด้านการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ เป็นอย่างดี</p>
<p>เป็นที่น่าสังเกต ครูบาศรีวิชัยยังตั้งอยู่ในปณิธานเดิม คือมุ่งที่จะดำรงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นล้านนาแบบดั้งเดิมอยู่ แม้จะเป็นในเฉพาะด้านธรรมวินัยของพุทธศาสนาเท่านั้น แม้ท่านจะต้องอธิกรณ์หลายครั้งจากการตีความตามวินัยสงฆ์ของภาคกลาง และถึงแม้ว่าอิทธิพลของส่วนกลางจะเข้ามามีอำนาจควบคุมสงฆ์ในล้านนา จนเกิดการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าในหมู่สงฆ์ล้านนา ก็ไม่ทำให้ท่านสะทกสะท้านต่ออำนาจรัฐจากส่วนกลาง การต้องอธิกรณ์ในช่วงแรกจนถึงช่วงที่สอง แทนที่ปวงชนจะเสื่อมความศรัทธาในตัวครูบาเจ้าศรีวิชัย กลับเป็นว่า ความศรัทธาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมตามแรงบีบคั้นจากส่วนกลาง สาเหตุน่าจะเป็นเพราะว่าท่านมุ่งมั่น กอปรกับท่านมีจริยวัตรที่น่าเลื่อมใส กระทั่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ยังทรงชื่นชม ทั้งที่ท่านเองเป็นประมุขส่วนกลาง มีอำนาจที่จะตัดสินหรือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อการยึดมั่นในแนวทางของท่านครูบาศรีวิชัย เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่รากฐานแห่งความศรัทธาของท่านจะมีพลังมากขึ้น และที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง ชาวล้านนามองว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์ มิได้ประพฤติผิดในธรรมข้อใด แต่ทางส่วนกลางถือว่าท่านต้องอธิกรณ์ ถือได้ว่าเป็นการตีความที่ต่างกันระหว่างชาวล้านนากับผู้ปกครองและคณะสงฆ์จากส่วนกลาง</p>
<h3>การจับกุมในช่วงที่สาม พ.ศ. 2478-2479</h3>
<p>เกิดขึ้นในช่วงที่ครูบาศรีวิชัยได้สร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ ขณะก่อสร้างทางอยู่นั้นเอง ปรากฏว่า มีพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่รวม 10 แขวง 50 วัด ขอลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ ไปขึ้นอยู่ในปกครองของครูบาศรีวิชัยแทน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ลุกลามไปทั่วทุกหัวเมือง รวมวัดต่าง ๆ ที่แยกตัวออกไปถึง 90 วัด พระสงฆ์ในจังหวัดต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะเคลื่อนไหวที่จะขอแยกตัว ทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ เพื่อระงับเหตุที่จะบานปลาย ขณะเดียวกันนั้น กลุ่มพระสงฆ์วัดที่ขอแยกตัว ถูกสั่งให้มอบตัวและพระที่ถูกบวชโดยครูบาเจ้าศรีวิชัยก็โดยคำสั่งให้สึก เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งในหมู่พระสงฆ์และฆราวาสในหมู่หัวเมืองที่รักและเคารพในตัวท่าน ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับครูบาเจ้าศรีวิชัย จึงถูกโยงเข้าไปสู่ปัญหาการเมืองในขณะนั้นไปด้วย</p>
<p>ในการจับกุมช่วงที่สามนั้น ได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงพุทธศักราช 2479 เมื่อหลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย) ได้พูดคุยกับครูบาเจ้าศรีวิชัยในวันที่ 21 เมษายน ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงได้ให้คำรับรองต่อคณะสงฆ์ว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ทุกประการ และได้เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ปีเดียวกัน</p>
<p>สืบเนื่องจากรากฐานแห่งความศรัทธาจากฆราวาสและคฤหัสถ์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์การจับกุม ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีภาพลักษณ์เป็นตนบุญ นักบุญ แห่งล้านนา ย่อมเป็นธรรมดาที่ศรัทธาฆราวาสหรือคฤหัสถ์จะยอมรับไม่ได้ ที่ใครหรือกลุ่มคนใดจะมาลบหลู่บุคคลอันเป็นศูนย์รวมจิตใจ การจับกุมท่านหรือส่งตัวท่านไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ ไม่ต่างจากการกระทำที่ย่ำยีความศรัทธาและสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และอาจนำไปสู่ความโกรธแค้น ก่อให้เกิดความวุ่นวาย การใช้กำลังในการยุติปัญหา จากที่กล่าวมาโดยสังเขป พอจะวิเคราะห์ให้เห็นได้ว่า</p>
<p>ในขณะนั้น ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้แปรสภาพจากปัญหาเล็ก ๆ ระหว่างสงฆ์ล้านนารูปหนึ่งกับคณะสงฆ์ในส่วนกลาง มาเป็นปัญหาระหว่างชาวล้านนากับอำนาจจากส่วนกลาง เมื่อขอบเขตของปัญหาเปลี่ยนจากเล็กเป็นใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่า ท่านมองว่าประเด็นปัญหาส่วนตัวของท่านที่มีกับระเบียบของคณะสงฆ์ส่วนกลาง กลายเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว กอปรกับความที่ครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นสงฆ์สายอรัญวาสี เคร่งครัดสูงในเรื่องธรรมวินัย เพราะฉะนั้นการจะยอมตาม จึงเป็นเรื่องไม่เหนือวิสัยสำหรับสงฆ์ในสายอรัญวาสี และความที่ท่านเป็นที่นับถือของพระสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง การจะเปลี่ยนมาถือตามระเบียบสงฆ์ของทางส่วนกลาง ท่านย่อมสามารถอธิบายและโน้มน้าวให้เห็นตามได้ไม่ยาก</p>
<p>สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชา ให้พระธรรมวโรดม พระศรีสมโพธิ เป็นที่ปรึกษา รับพระกระแสขึ้นมาเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2450 เข้าทำการปรึกษากับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงมณฑลพายัพ จัดการคัดหาตัวพระมหาเถระ ผู้แตกฉานธรรมวินัย เพื่อแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะเมือง เจ้าคณะรอง เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะแขวง มีหน้าที่บังคับบัญชาคณะสงฆ์ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์</p>
<p>การเข้ามามีบทบาทของส่วนกลาง ส่งผลกระทบต่อวงการสงฆ์ล้านนาอย่างมาก ล้านนามีจารีตการปกครองสงฆ์ค่อนข้างเป็นอิสระในทาง ปฏิบัติ แม้ว่าในแต่ละเมือง จะมีตำแหน่งสังฆราชา และมีครูบาอีก 7 รูป คอยปกครองดูแล แต่ระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนา ให้ความสำคัญแก่ “ระบบหมวดอุโบสถ” หรือ “ระบบหัวหมวดวัด” มากกว่า และการปกครองก็เป็นในระบบพระอุปัชฌาย์ อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งมีอิทธิพลค่อนข้างมาก และล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกถึง 18 นิกาย และในแต่ละนิกาย ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์ในแต่ละท้องที่ ซึ่งมีอำนาจปกครองในล้านนายังคงอยู่ และมีการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยคนล้านนาเอง เพราะล้านนามีจิตวิญญาณดั้งเดิมอันแท้จริงที่สืบสานต่อกันมา ไม่มีทางที่คนกลุ่มใดจะสร้างขึ้นมาหรือทำให้แปรเปลี่ยนเป็นอื่นได้ เว้นแต่ชาวล้านนาเองจะพร้อมใจที่จะปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณล้านนาเพื่อให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคม</p>
<h2>มรณภาพ</h2>
<p>เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัย ถูกขับออกจากเมืองเชียงใหม่ ครูบาเจ้าฯ ได้ปวารณาตนว่าจะไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีก เว้นแต่แม่น้ำปิงจะไหลย้อนกลับ ครูบาเจ้าศรีวิชัย มรณภาพเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 (เมื่อก่อนนับศักราชใหม่ในวันสงกรานต์ ถ้าเทียบปัจจุบันจะเป็นต้นปี พ.ศ. 2482) ที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน สิริอายุได้ 60 ปี ตั้งศพไว้ที่วัดบ้านปาง เป็นเวลา 1 ปี จึงได้เคลื่อนศพมาตั้งไว้ ณ วัดจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน จนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2489 จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ โดยมีประชาชนมาร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพจำนวนมาก และประชาชนเหล่านั้นได้เข้าแย่งชิงอัฏฐิธาตุของครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ไฟยังไม่มอดสนิท แม้แต่แผ่นดินตรงที่ถวายพระเพลิง ก็ยังมีผู้ขุดเอาไปสักการบูชา อัฏฐิธาตุของท่านที่เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมได้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ส่วน แบ่งไปบรรจุตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วแผ่นดินล้านนาดังนี้</p>
<p>ส่วนที่ 1 บรรจุที่ วัดจามเทวี จ.ลำพูน<br />
ส่วนที่ 2 บรรจุที่ วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่<br />
ส่วนที่ 3 บรรจุที่ วัดพระแก้วดอนเต้า จ.ลำปาง<br />
ส่วนที่ 4 บรรจุที่ วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา<br />
ส่วนที่ 5 บรรจุที่ วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่<br />
ส่วนที่ 6 บรรจุที่ วัดน้ำออกรู จ.แม่ฮ่องสอน<br />
ส่วนที่ 7 บรรจุที่ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จ.ลำพูน</p>
<h2>สถานที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับครูบาศรีวิชัย</h2>
<p>อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่<br />
อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ภายในวัดดอยติ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน<br />
ถนนศรีวิชัย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2/">ครูบาศรีวิชัย</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูบาเถิ้ม วัดแสนฝาง</title>
		<link>https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[At-chiangmai.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 May 2017 17:57:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[พระเกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[พระล้านนา]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร]]></category>
		<category><![CDATA[วัดแสนฝาง]]></category>
		<category><![CDATA[เกจิอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[เกจิอาจารย์ล้านนา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%87</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครูบาเถิ้มวัดแสนฝางเกจิอาจารย์ล้านนายุคเดียวครุบาเจ้าศรีวิชัยครับแต่ท่านอายุมากว่าครูบเจ้าศรีวิชัย  ครูบาเถิ้ม (โสภา โสภโณ) หรือครูบาโสภาณุมหาเถระ วัดแสนฝาง (ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ตอนสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ)</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%87/">ครูบาเถิ้ม วัดแสนฝาง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ครูบาเถิ้มวัดแสนฝางเกจิอาจารย์ล้านนายุคเดียวกับครูบาเจ้าศรีวิชัยครับแต่ท่านอายุมากว่าครูบาเจ้าศรีวิชัย</h2>
<p><strong>ครูบาเถิ้ม (โสภา โสภโณ) หรือครูบาโสภาณุมหาเถระ</strong> <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">วัดแสนฝาง</a> (ต่อมาเป็นเจ้าอาวาส<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">วัดพระธาตุดอยสุเทพ</a> ตอนสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ) จากการศึกษาเก็บข้อมูลสัมภาษณ์บุคคลย่านวัดแสนฝาง ถนนท่าแพ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ของพันตำรวจเอก อนุ เนินหาด Anu Nernhard เมื่อปี 2554 ปรากฏในหนังสือ “วัดแสนฝาง” ระบุว่าครูบาเถิ้ม เป็นบุตรของพ่อสุภา และแม่คำมา (มีเชื้อสายกะเหรี่ยง) เกิดที่บ้านฮ่อม ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2408 บรรพชาเป็นสามเณรปี พ.ศ. 2418 อุปสมบทเป็นพระภิกษุปี พ.ศ. 2427 ที่วัดแสนฝาง และมรณภาพในปี พ.ศ. 2478 ขณะที่มีอายุ 70 ปี ครูบาเถิ้มเป็นลูกศิษย์ของครูบาปัญญา อดีตเจ้าอาวาสวัดแสนฝางรูปแรกที่สามารถสืบค้นประวัติได้</p>
<p>ครูบาเถิ้มดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแสนฝางต่อจากครูบาปัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2343 เป็นภิกษุผู้มีความสามารถในทางสล่า คือเป็นช่างก่อสร้างศาสนสถาน ทั้งยังมีความแตกฉานในวิชาโหราศาสตร์ สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ถูกต้องแม่นยำ ตัวอย่างผลงานชิ้นสำคัญด้านนี้ที่สร้างชื่อเสียงให้ครูบาเถิ้มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือครูบาเถิ้มสามารถปราบอิทธิฤทธิ์ความแรงของกุมภัณฑ์ตนหนึ่งที่เฝ้า<a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">เสาอินทขีล</a> <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/">วัดเจดีย์หลวง</a> กลางเวียงเชียงใหม่ได้สำเร็จโดยที่ไม่เคยมีใครปราบได้ ซึ่งชาวบ้านเล่ากันว่ากุมภัณฑ์ตนนี้เคยให้ฤทธิ์เสกให้ผึ้งมาต่อยพ่อค้าชาวจีนรายหนึ่งที่มาถ่ายปัสสาวะในบริเวณวัด และอีกครั้งมีรถบรรทุกสุกรผ่านหน้าวัด จู่ๆ สุกรทุกตัวก็หวีดร้องและล้มตายหมดทุกตัวในรถบรรทุกนั้น ชาวบ้านเชื่อว่าเพราะอิทธิฤทธิ์ของกุมภัณฑ์ตนนี้นี่เอง ครูบาเถิ้มได้รับนิมนต์ให้เป็นผู้ทำพิธีกรรมตัดเศียรของรูปปั้นกุมภัณฑ์ออกจากร่างเดิม แล้วต่อเข้าใหม่เพื่อให้กุมภัณฑ์ลดฤทธิ์เดชลง จนชื่อเสียงของครูบาเถิ้มเป็นที่เคารพยกย่องของข้าราชการและประชาชน ต่อมาได้รับนิมนต์จากเจ้าแก้วนวรัฐให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งยุคนั้นยังไม่มีถนนขึ้นดอย การเดินทางขึ้นเขาลำบากตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและภยันตรายต่างๆ ไม่มีพระภิกษุรูปใดยอมขึ้นไปจำพรรษา ยกเว้นแต่ครูบาเถิ้มเพียงรูปเดียว</p>
<p>ครอบครัวของครูบาเถิ้มมีโยมอุปัฏฐากเป็นคหบดีค้าไม้เชื้อสายพม่าในบังคับอังกฤษรายหนึ่ง (เรียก “เฮดแมน”) ชื่อ รองอำมาตย์เอก หลวงโยนการพิจิตร นามเดิมพระยาตะก่าปันโหย่ หรือหม่องปัญโญ ต้นสกุล “อุปโยคิน” ผู้เคยนิมนต์ครูบาเถิ้มไปประเทศพม่า พาไปชมวัดบนเขาแห่งหนึ่งที่มีถนนขึ้นสู่ยอดดอยมีรถขึ้นได้ และมีการติดไฟบนพระเจดีย์นั้นยามค่ำ เมื่อครูบาเถิ้มกลับมาได้มีแนวคิดจะนำแบบอย่างดังกล่าวมาสร้างที่ดอยสุเทพ จึงหารือกับเจ้าแก้วนวรัฐและหลวงศรีประกาศ ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ ในตอนแรกเรื่องนี้ไม่มีใครสนใจ มองว่าเป็นสิ่งที่ทำสำเร็จได้ยาก ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลและใช้เทคโนโลยีระดับสูง ครูบาเถิ้มจึงไปปรารภกับครูบาเจ้าศรีวิชัย นำไปสู่ความเห็นชอบของเจ้าแก้วนวรัฐและหลวงศรีประกาศ ซึ่งครูบาเถิ้มเป็นผู้ขึ้นไปสำรวจเส้นทางวางแผนตัดถนนหลายรอบ นำไม้ไปปักเป็นช่วงๆ ทำเครื่องหมายกำหนดแนวไว้ก่อน</p>
<p>ครูบาเถิ้ม ถือเป็นเสาหลักในการก่อสร้างทางขึ้นสู่ดอยสุเทพเคียงบ่าเคียงไหล่คู่กับครูบาเจ้าศรีวิชัย ดังที่กล่าวรายละเอียดมาแล้วในบทที่ 1 น่าเสียดายที่ครูบาเถิ้มถึงแก่มรณภาพเสียก่อนที่ถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพจะสร้างเสร็จบริบูรณ์ ท่านมรณะด้วยโรคภูมิแพ้กลิ่นดอกมณฑา (ดอกมณฑามีลักษณะคล้ายดอกบัวแต่ขนาดใหญ่กว่า) มีกลิ่นฉุนรุนแรง มีผู้นำมาถวายท่าน ทันทีที่รับมาถือท่านมีอาการป่วยถึงกับเป็นลมและมรณภาพ<br />
กล่าวกันว่าในงานศพของท่านซึ่งตามธรรมเนียมล้านนาต้องลากปราสาทศพไปตามถนน จากวัดแสนฝาง ผ่านแยกอุปคุต ไปยังสุสานช้างคลาน มีผู้คนมาร่วมขบวนชนิดมืดฟ้ามัวดิน เนื่องจากช่วงนั้นผู้คนบังเกิดศรัทธาต่อท่านมากรองเป็นที่สองจากครูบาเจ้าศรีวิชัย เพราะยังเป็นบรรยากาศในช่วงผ่านพ้นการสร้างทางขึ้นสู่ดอยสุเทพ</p>
<p>อ้างอิงข้อมูล : https://www.facebook.com/pensupa.sukkatajaiinn/posts/10154492102758851</p>
<p>The post <a href="https://www.at-chiangmai.com/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b2%e0%b8%87/">ครูบาเถิ้ม วัดแสนฝาง</a> appeared first on <a href="https://www.at-chiangmai.com">At-Chiangmai.com ข่าวสาร กิจกรรม เชียงใหม่ ท่องเที่ยวเชียงใหม่</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
